top of page

พบผลการค้นหา 239 รายการ

  • หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2539 เปลือกหอยทะเล : เครื่องประดับและสิ่งของแลกเปลี่ยนจากชุมชนชายฝั่ง ในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุที่ถูกใช้นำมาทำเป็นเครื่องประดับหรืออาจจะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในช่วงยุคก่อนเหล็ก เรื่อยมาจนถึงยุคเหล็ก และหมดความนิยมไปเมื่อเข้าสู่สมัยทวารวดี เปลือกหอยทะเลดังกล่าว ได้แก่ เปลือกหอยมือเสือ เปลือกหอยมุก เปลือกหอยสังข์ และเปลือกหอยเบี้ย หอยเบี้ยและหินอ่อนที่แกะเป็นรูปหอยเบี้ยใช้แทนเงินตรา พบที่เมือง Shang-Zhou อายุราว ๑,๔๐๐- ๙๐๐ BC. แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ เราพบเครื่องประดับที่ทำจากหอยในหลุมฝังศพหลาย ๆ ที่ เช่นเปลือกหอยแครงและหอยขมเจาะรูจากการขุดค้นที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนที่ท่าแค จังหวัดลพบุรี พบว่ามีกระบวนการทำเครื่องประดับจากเปลือกหอยทะเล ซึ่งทำจากเปลือกหอยสองชนิด คือ หอยกาบขนาดใหญ่หรือหอยมือเสือในพันธุ์ Tridacna และหอยมุก พันธุ์ Trochus ซึ่งอยู่ในประเภทหอยสองฝา และสร้างแบบจำลองขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การตัดออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ขัดฝนให้เป็นแท่งทรงกระบอก เจาะแท่งทรงกระบอกที่กึ่งกลางจากหัวและท้าย โดยอาจจะใช้โลหะหรือไม้ไผ่เป็นสว่าน เลื่อยขอบนอกให้เป็นวงส่วนวงในนำไปใช้ทำลูกปัดหรือต่างหูที่มีขนาดเล็กได้อีก ขัดฝนกำไลเปลือกหอยกับแท่นหินทรายให้เรียบและโค้งมนตามต้องการ ด้วยวิธีการผลิตเช่นนี้ ทำให้เข้าใจว่าน่าจะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการผลิตโลหะ [Ciarla, Roberto 1992] ในแหล่งโบราณคดีโดยเฉพาะในลุ่มลพบุรี ภาคกลางของประเทศไทย พบเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยทะเลฝังอยู่ในหลุมศพ โดยเฉพาะหอยมือเสือซึ่งมีขนาดใหญ่ แยกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จำนวนมาก จากรายงานการศึกษาทางโบราณคดีโดยการขุดค้นในบริเวณนี้ กล่าวว่ากำไลลูกปัด และต่างหู ที่ทำจากเปลือกหอยทะเลปรากฏตั้งแต่ในช่วงวัฒนธรรมยุคแรกก่อนมีการใช้โลหะ และใช้อยู่ในช่วงวัฒนธรรมยุคที่ มีการผลิตทองแดงระดับอุตสาหกรรมแถบเขาวงพระจันทร์และอยู่ในช่วงยุคสำริดในประเทศไทย ในขณะที่เมื่อเข้าสู่ยุคเหล็กก็ยังมีการใช้เปลือกหอยทะเลอยู่ แต่หลังจากนั้นไม่พบว่ามีการใช้วัสดุจากเปลือกหอยทะเลมาทำลูกปัดหรือกำไลข้อมือ แต่เปลี่ยนวัสดุเป็นหินและแก้วแทน (สุรพล นาถะพินธุ ๒๕๓๙) ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ยุคแรก ๆ ที่ยังไม่ปรากฏการใช้โลหะ เครื่องประดับทำจากเปลือกหอยมือเสือถูกทำขึ้นด้วยวิธีเช่นไร ในเมื่อแบบจำลองการผลิตเครื่องประดับจากเปลือกหอยของ Ciarla คาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการผลิตโลหะ เพราะอาจจะใช้เครื่องมือโลหะแยกย่อยชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งควรเป็นวิธีการผลิตที่ง่ายกว่า เช่น การเลื่อยแยกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมีเทคนิคการผลิตที่ไม่ใช้เลื่อยหรือสว่านโลหะ กำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่พบเป็นจำนวนมาก สีขาวเนื้อละเอียด แม้จะแข็งแต่เปราะแตกหักง่าย ดังนั้นจังพบว่า กำไลเปลือกหอยมักแตกหักเสียหายและมีไม่ครบชิ้น ในส่วนที่หักจะมีการเจาะรูที่ปลายทั้งสองด้าน เพื่อประกอบเข้าด้วยกันใหม่ ดังนั้นกล่าวได้ว่ากำไลหอยมือเสือหรือหอยทะเลอื่น ๆ เป็นสิ่งของหายากและมีค่า มีการซ่อมและนำมาใช้ใหม่แสดงถึงอายุการใช้งานของแต่ละชิ้นอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีการพบกำไลหินที่ศพร่างหนึ่งในแหล่งโบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ที่ช่วยยืนยันความสำคัญและคุณค่าของเปลือกหอยทะเล เพราะกำไลหินอ่อนนี้ทำรูปทรงเลียนแบบกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเล และเหมือนกับกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเลชิ้นหนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย ลูกปัดเปลือกหอยวงกลมแบนขนาดเล็ก ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๔ และ ๐.๖ เซนติเมตร ความหนาราว ๐.๑ เซนติเมตร ความพิเศษของลูกปัดแบบนี้คือ ลูกปัดเล็ก ๆ แต่ละชิ้นจำนวนมากมายมหาศาลนี้มีขนาดเท่ากันและเกือบเท่ากันทั้งสิ้น ใช้เทคนิคการทำลูกปัดจากเปลือกหอยทะเลที่เชื่อว่าเป็นวิธีการสากลที่ใช้กันทั่วโลก ตั้งแต่ยุคหินในอินเดีย ยุคเหล็กในอินเดียใต้ ชาวหมู่เกาะในโอเชียเนีย หรือในไต้หวัน ทำลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศในทะเลทรายคาลาฮารี เรียกกันว่า วิธีการแบบ heishi ซึ่งเป็นชื่อเรียกลูกปัดเปลือกหอยที่พวกอินเดียนใน ซานโต โดมิงโก นิวเม็กซิโก ใช้กัน วิธีการทำคือ ทำเปลือกหอยให้เป็นแผ่นแบนเรียบ แล้วตัดออกเป็นแผ่นวงกลมเล็ก ๆ เจาะรูตรงกลาง หลังจากได้จำนวนมากพอใช้เชือกหนา ๆ ร้อยทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วนำมาขัดฝนกับแผ่นหินหรือร่องหินในคราวเดียวกัน ก็จะได้ลูกปัดวงกลมที่มีขนาดเดียวกันทั้งหมด [Francis, Peter.Jr. 1990] จากการพบลูกปัดเปลือกหอยขนาดเล็ก ๆ แต่เกือบทั้งหมดมีขนาดเท่ากันในแหล่งโบราณคดีลุ่มลพบุรี - ป่าสัก เทคนิคการทำให้มีขนาดเท่ากันเช่นนี้น่าจะยอมรับได้ว่าใช้วิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีลูกปัดเปลือกหอยขนาดพอ ๆ กับกระดุมที่ใช้กันในสมัยนี้ เส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ ๑.๐ - ๑.๒ เซนติเมตร ส่วนความหนาไม่เท่ากัน ตั้งแต่ ๑.๕ - ๒.๕ เซนติเมตร วิธีการผลิตอาจจะใช้เช่นเดียวกับเทคนิค heishi และยังมีการทำต่างหูจากเปลือกหอยทะเล ที่มีลักษณะประณีต เช่นต่างหูคู่หนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองใหญ่ เป็นแผ่นแบนเรียบ ขอบนอกเป็นรูปวงกลม มีหยักหนึ่งหยัก ขอบในทำขอบเป็นครึ่งวงกลมสวยงาม ซึ่งมีการแตกหักเสียหาย แต่ผู้ขุดพบยืนยันว่ามีการต่อเชื่อม ด้วยตัวประสานจนยึดติดกันแน่นด้วยฝีมือละเอียดอย่างยิ่ง ต่างหูชิ้นนี้ยืนยันสมมุติฐานของการผลิตว่าควรจะใช้เส้นลวดหรือเลื่อยโลหะสำหรับงานที่มีความเปราะบางและมีเส้นสายของรูปทรงที่ละเอียดประณีต และต่างหูขนาดเล็กมีการออกแบบสำหรับใส่ในช่องที่เจาะซึ่งควรมีรูใหญ่ราว ๒.๐ เซนติเมตร รูปร่างเป็นแท่งทรงกลมปลายบานออกเล็กน้อย ความละเมียดละไมของเครื่องประดับชิ้นนี้คือ มีการทำเส้นคาดเส้นเล็ก ๆ ประดับบนแกนต่างหูอยู่ด้วย แน่นอนว่า เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่อยู่ในท้องถิ่น แต่ถูกนำมาจากแดนไกลบริเวณชายฝั่งทะเลแหล่งโบราณคดีที่โคกพนมดี เป็นชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลนัก กำหนดอายุอยู่ในช่วง ๒,๐๐๐ BC. - ๑,๕๐๐ BC. มีลูกปัดทำจากเปลือกหอยทะเลรูปทรงคล้ายตัว H [H beads] เหมือนกับที่พบในหลุมขุดค้นในแถบเขาวงพระจันทร์ [Higham 1996 : 258] แสดงถึงการติดต่อระหว่างชุมชนทั้งสองพื้นที่ เปลือกหอยทะเลเป็นสิ่งของที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม ทั้งยังบ่งบอกสถานภาพของผู้ครอบครองได้ด้วย ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก และแอ่งอีสานเหนือ ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้คุณค่าของเปลือกหอยทะเลไว้อย่างสูงยิ่ง หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ก็อาจเทียบเคียงคุณค่าได้ใกล้เคียงกับเครื่องประดับสำริดในรุ่นต่อมา หรือเครื่องประดับทองคำเมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสมัยประวัติศาสตร์ หอยเบี้ยที่ขุดค้นพบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ย่านที่อยู่อาศัย บ้านยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล หอยเบี้ย หรือ cowry เป็นหอยทะเลอยู่ในวงศ์ Cypraeidae พบบริเวณชายฝั่งทะเลน้ำอุ่นในส่วนต่าง ๆ ของโลกโดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดีย มีมากในหมู่เกาะมัลดีฟ และมหาสมุทรแปซิฟิคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ รูปทรงสวยงาม ลักษณะเปลือกหนา ด้านบนโป่งโค้ง แบนด้านล่าง ผิวเคลือบมันขึ้นเงาและมีสีสันต่าง ๆ ตามแต่ละชนิด ซึ่งมีอยู่มากกว่า ๒๐๐ ชนิด การนำเอาหอยเบี้ยมาใช้น่าจะเกิดจากรูปทรงความงดงามและผิวที่มีสีสันความมันวาว เป็นสิ่งดึงดูดใจ ทั้งเป็นของหายากที่มาจากแดนไกล จึงกลายเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าในตัวเอง กระทั่งในปัจจุบันก็ยังเป็นหอยที่มีผู้สะสมกันมากที่สุด หน้าที่ใช้งานของหอยเบี้ยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการใช้เป็นเครื่องประดับ เป็นเครื่องลาง หรือทำหน้าที่ทางด้านความเชื่ออื่น ๆ ผสมผสานกันจนยากที่จะแยกแยะ และต้องใช้การพิจารณาจากรายละเอียดในแต่ละสังคมไป cowry กล่าวกันว่า เป็นคำมาจากภาษา ฮินดีและอูรดู “kauri” สันสกฤต “kaparda” และมีชื่อเรียกอีกมากมายตามที่ต่างๆ เช่นในอาณาจักรโรมันใช้ชื่อที่ให้ความหมายว่า “littel pig” และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความอุดมสมบูรณ์ ในภาษาฝรั่งเศสยุคแรกๆ เรียกว่า porcelaine และภาษาอังกฤษเรียกว่า cowry ซึ่งภายหลังก็ใช้เรียกชื่อหอยอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในวงศ์นี้ด้วย [Quiggin : 1979] หอยเบี้ยขนาดเล็ก ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน [currency] ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในสังคมดั้งเดิมทั่วโลก ก่อนที่จะมีการนำเอาโลหะเช่นเงิน ทอง หรือ โลหะผสมอื่น ๆ แทนที่ในฐานะเงินตรา ดังนั้นจึงและมีการใช้เป็นเครื่องประดับ เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ และเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าในหมู่ผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อมีการแทนที่ด้วยเหรียญโลหะและธนบัตร เริ่มจากอินเดีย ได้แพร่ไปสู่อัฟกานิสถาน ไปสู่เปอร์เซีย แล้วจึงเข้าสู่ยุโรป ในแถบรอบทะเลสาบแคสเปียน เยอรมัน ลิธัวเนีย ชายฝั่งทวีปอเมริกัน อินโด - แปซิฟิค ทะเลแดง อียิปต์โบราณ และแอฟริกาในภาคพื้นทวีป มีการใช้หอยเบี้ยชนิด Cypraea moneta linne หรือที่เรียกกันว่า money cowries ซึ่งเป็นหอยเบี้ยขนาดเล็ก ขนาดโดยเฉลี่ยราว ๑ นิ้ว ผิวสีขาวนวลหรือมีแถบเหลือง และหอยเบี้ยชนิด Cypraea annulus หรือที่เรียกกันว่า gold - ring cowries หมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดียเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของการเก็บหอยเบี้ย โดยมีศูนย์กลางการแพร่กระจายอยู่ที่แคว้นเบงกอล ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากการเดินเรือของกษัตริย์สุไลมานชาวอาหรับตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๙ กล่าวถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คนและความร่ำรวยของราชินีแห่งมัลดีฟไว้ว่า “ ในมัลดีฟ หอยเบี้ยใช้เป็นเงินตราชนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อสมบัติของราชวงศ์หมดลง ราชินีแห่งมัลดีฟสั่งให้ผู้หญิงตัดเอาทางมะพร้าวมาขว้างไปในทะเล สัตว์ต่าง ๆ ก็จะเกาะตามมาและกระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่ง พวกเธอจะเก็บเปลือกหอยจนหมด เพื่อมาใส่คลังของราชินี ” (อ้างใน A survay of Primitive money : Quiggin ,1979) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ นักเดินทาง ชื่อ Pyrard de Laval ได้มาอยู่ที่มัลดีฟเป็นเวลา ๒ ปีบันทึกไว้ว่า พวกเขาเรียก (หอยเบี้ย) ว่า boly และส่งออกไปยังที่ต่างๆ อย่างไม่มีจำกัด ในหนึ่งปี มีเรือ ๓๐-๔๐ ลำ มาบรรทุกเอาหอยเบี้ยเหล่านี้โดยไม่เอาสินค้าอื่นใดไปส่งที่เบงกอล ซึ่งจะกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงมาก ผู้คนที่เบงกอลจะใช้เป็นเงินตราแม้ว่าจะมีเงินและทองหรือโลหะต่าง ๆ มากมาย และที่น่าสนใจก็คือ กษัตริย์และขุนนางผู้ใหญ่จะมีคลังที่สร้างขึ้นไว้เป็นพิเศษสำหรับเก็บหอยเบี้ยเสมือนเป็นสมบัติมีค่าอื่น ๆ ส่วนเรือสินค้าของโปรตุเกสจะบรรทุกข้าวจากโคชิน เพื่อมาแลกกับหอยเบี้ยที่ตลาดเบงกอล ใส่ตระกร้าที่ทำจากทางมะพร้าวใบละ ๑๒,๐๐๐ ตัว เป็นการค้าที่ทำกำไรมหาศาลเพราะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง ๓ หรือ ๔ เท่าทีเดียว หอยเบี้ยจะทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่ออยู่พื้นที่ห่างไกลแหล่งกำเนิด บริเวณหมู่เกาะแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดียใช้หอยเบี้ยเป็นเครื่องประดับมากกว่าจะใช้แทนเงินตรา ต่างจากบริเวณภาคพื้นทวีป [inland] ที่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้น หอยเบี้ยที่พบจากแหล่งโบราณคดีเช่นในประเทศไทย หรือจากบันทึกและภาพประกอบของนักสำรวจในสังคมดั้งเดิมต่างๆ มักจะพบว่ามีการตัดหลังเพื่อความสะดวกสำหรับร้อยเชือกนับจำนวนหรือเก็บรักษา ในปริมาณมาก ๆ จากแหล่งผลิตแถบชายทะเล แต่ก็พบเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ไม่ได้ตัดหลังออก ในจีน พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยมาก่อนหน้าที่จะมีการบันทึกถึงอุตสาหกรรมส่งออกในมัลดีฟ มาก่อนอาจจะถึงพันปี เช่นการพบหอยเบี้ยที่หลุมฝังศพกลุ่มวัฒนธรรมเตียน ในยูนนานอายุราว ๒๐๐ BC. ซึ่งอยู่ร่วมกับเครื่องมือสำริดจำนวนมาก แสดงถึงสถานะของทางสังคมและมีหน้าที่ในทางความเชื่อด้วย ในหลุมศพที่ร่ำรวยที่ซือไจ้ซาน มีการพบหอยเบี้ยใส่ในกลองสำริดหรือภาชนะสำริด บางแห่งมีมากกว่า ๒๐,๐๐๐ ตัว ที่ลีไจ้ชาน ในหลุมฝังศพ ๕ หลุม มีมากกว่า ๑๕๐ กิโลกรัม เส้นทางของการนำหอยเบี้ยน่าจะมาจากชายฝั่งทะเลน้ำอุ่น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นมหาสมุทรอินเดีย หรือในฟิลิปปินส์ มากกว่าที่จะเป็นชายฝั่งทะเลจีนและเวียดนาม มีการใช้หอยเบี้ยในยูนนานเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ [Pirazzoli-t’Serstevens, Michele : 1990] ทั้งนี้ข้อมูลที่สนับสนุนมาจากบันทึกของมาร์โคโปโล กล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากอินเดียมาใช้ที่ Carajan หรือยูนนานในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ อีกทั้งการใช้หอยเบี้ยนี้มีบันทึกไว้ว่าน่าจะใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนยุคแรก ๆ ของญี่ปุ่นและเกาหลีด้วย ในแอฟริกา ปรากฏอยู่ทั่วไปว่ามีการใช้หอยเบี้ยเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนตลอดชายฝั่งจนถึงพื้นที่ภายใน ในทวีปอเมริกา ไม่ปรากฏการใช้หอยเบี้ยในฐานะเงินตราก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามา มีเพียงการใช้ในพิธีแรกรับและพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าพื้นเมือง ในอินเดีย บริเวณชายฝั่งของแคว้นเบงกอล เป็นศูนย์กลางการรับซื้อหอยเบี้ยจากหมู่เกาะมัลดีฟ เพื่อส่งขายไปสู่พื้นที่ภายในและภาคพื้นอื่น ๆ น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา และนักเดินทางทางทะเลยุคแรก ๆ ทั้งเปอร์เซียและโปรตุเกสกล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากบริเวณหมู่เกาะมัลดีฟออกไปขายโดยมีศูนย์กลางอยู่แถบบริเวณชายฝั่งของอ่าวเบงกอล และเมื่อปี ค.ศ.๑๘๔๕ มีการบันทึกไว้ว่า หนึ่งรูเปีย เท่ากับหอยเบี้ย ๖,๕๐๐ ตัว มีการใช้หอยเบี้ยทั้งในพม่า ไทย และจีน และในหลายแห่งเมื่อเริ่มมีเงินเหรียญโลหะใช้กันแล้วก็มักจะทำเลียนแบบหอยเบี้ย หรือประทับตราลงบนผิว ความสำคัญของหอยเบี้ยจึงยังคงปรากฏอยู่ตลอดมา [Edwards, Amy : 1996] ส่วนประเทศไทย มีการใช้หอยเบี้ยต่อเนื่องยาวนานอยู่ทั่วทุกภูมิภาค หอยเบี้ยที่อุทิศให้ศพในวัฒนธรรมลุ่มลพบุรี - ป่าสัก ไม่แน่ใจว่าจะมีหน้าที่เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากหอยเบี้ยที่พบมีการตัดหรือขัดฝนด้านโป่งออก ข้อสันนิษฐานการตัดหรือขัดฝนด้านที่โป่งออก ถูกวางไว้ที่ด้านข้างของศพเพียงชิ้นหรือสองชิ้นในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการร้อยเป็นเครื่องประดับ (แหล่งบ้านใหม่ชัยมงคล ใกล้กับจันเสน จังหวัดนครสวรรค์) แต่ในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านนาดี พบว่า มีการร้อยหอยเบี้ยเป็นสร้อยคอ ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า หอยเบี้ยน่าจะใช้เป็นเครื่องประดับมีค่าและเป็นของหายากจากแดนไกลมาก่อนที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งหมายถึงมีระบบตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ภาพหอยเบี้ยจากการบันทึกของราชทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ อธิบายเกี่ยวกับการใช้เงินตราของชาวสยาม รวมทั้งวาดภาพประกอบเงินตราที่เป็นเงินพดด้วง และหอยเบี้ย กล่าวว่าเงินย่อยที่ใช้กันทั่วไปคือ ”หอยเบี้ย” ฝรั่งที่อยู่ในสยามเรียกว่าเคารี แต่ชาวสยามเรียก เบี้ย นำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟ มีส่วนน้อยที่นำมาจากฟิลิปปินส์ อ้างว่าหอยเบี้ยใช้กันทั่วไปในเมืองต่าง ๆ ของอินเดีย และเกือบจะทั้งหมดในเขตแอฟริกา มีการนำหอยเบี้ยบรรทุกใส่เรือเข้ามาทีละมาก ๆ เหมือนเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ราคาตามธรรมดาในตลาด ๑ เฟื้องจะเท่ากับ ๗๐๐-๘๐๐ เบี้ย หากเบี้ยราคาถูกหรือมีจำนวนมาก นั่นคือเครื่องหมายแสดงว่าสินค้าต่าง ๆ ในตลาดมีราคาถูกลง ของที่ใช้ตวงข้าวหรือเหล้า เรียกว่าทนาน ทำจากกะลามะพร้าว การวัดขนาดปริมาตรของทนาน ใช้หอยเบี้ยตัวเท่า ๆ กัน ตวงความจุ ขนาดของความจุไม่เท่ากัน แต่ที่นิยมเรียกว่า “ทนาน ๘๓๐” นั่นหมายถึงจุหอยเบี้ยได้ ๘๓๐ ตัว การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณเกาะเมืองอยุธยา การพบหอยเบี้ยนับเป็นเรื่องปกติเพราะมีการใช้เป็นเงินตราในสมัยนั้น รวมถึงแหล่งโบราณคดีที่ร่วมสมัยกัน เช่นบริเวณบ้านเขายี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุมชนเมืองท่าภายนอกขนาดเล็ก ๆ มีการพบหอยเบี้ยในทุกระดับชั้นวัฒนธรรม ตั้งแต่ชั้นแรกสุดเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ทีเดียว เบี้ยที่พบมีทั้งที่ตัดหลังแต่ไม่ได้ตัดหลัง ส่วนใหญ่เคลือบมันที่ผิวจะหมดไปเหลือเพียงเนื้อสีขาว มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีเคลือบผิวเป็นมันและมีเส้นรอบวงสีเหลือง หอยเบี้ยที่พบในภาคเหนือในยุคสมัยราชวงศ์มังราย ลักษณะเป็นหอยเบี้ยหลังตัดเช่นเดียวกับที่พบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ผิวที่เคลือบมันหรือมีสีสันเหลือเพียงเนื้อเปลือกหอยสีขาว ทำให้ไม่ทราบชนิดของหอยเบี้ย ฝังไว้ในไหจากกลุ่มเตาล้านนา (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗) พบที่บ้านนาขาม อยู่ทางทิศเหนือของบ่อลิกไนต์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งใช้เป็นเงินตราที่ถูกฝังเก็บไว้แน่นอน (กองโบราณคดี ๒๕๓๑) ร่องรอยในภาษาไทยที่กล่าวถึงเบี้ย แสดงนัยะว่าเป็นเงินตรามาตั้งแต่โบราณ เช่นคำว่า เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เบี้ยทำขวัญ ดอกเบี้ย เบี้ยเลี้ยง เบี้ยน้อยหอยน้อย เบี้ยหัวแตก เป็นต้น ในอักขราภิธาน ศรับท์ ของหมดบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ เบี้ยแปดร้อยตัวเป็นหนึ่งเฟื้อง ทั้งเสนอว่า คำว่า ”เบี้ย” น่าจะมาจาก ”รูเปีย” ที่เป็นหน่วยการนับเงินในอินเดีย มีการใช้หอยเบี้ยพันธุ์ต่าง ๆ โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น เบี้ยแก้ (ผิวดำมันเนื้อหนามีลายจุด) เบี้ยจั่น (รูปร่างแบน ด้านหลังมีเม็ดทั้งซ้ายและขวา) เบี้ยไท (สีเส้นสีเหลืองเป็นวงบนหลัง) เบี้ยตุ้ม (เป็นเบี้ยตัวสั้นๆ สำหรับใช้เล่นกำถั่ว) เบี้ยโป่ง (เบี้ยขนาดใหญ่เท่ากำมือเด็ก มีลายเป็นกระจุก) เบี้ยผู้ (มีเส้นเหลืองเป็นวงรอบผิวสีขาวเลื่อม) เบี้ยหมู (รูปร่างยาวสีเขียวไม่มีเส้นสีเหลืองที่หลัง) เบี้ยฝอย (คือเบี้ยเล็กเบี้ยน้อยสารพัดชนิดปนกันอยู่) (แบรดเลย์ ๒๕๑๔) ปัจจุบันในบางท้องถิ่น ยังมีความเชื่อว่าให้ใส่หอยเบี้ยรวมกับขี้ผึ้งเก็บไว้ในหม้อขนาดเล็ก ๆ เรียกว่า “หม้อตายอดตายาย” สำหรับหญิงสาวที่ออกเรือนและมีลูกคนแรก จะต้องมีการตั้งหม้อของตนเองประจำไว้ในบ้าน และนำมาทำความสะอาดด้วยเครื่องหอมทุกตรุษสงกรานต์ (บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์) ส่วนบางแห่งใช้หอยเบี้ยแขวนคอให้เด็กเล็กๆ เสมือนเป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าป้องกันฟันผุได้ หอยเบี้ยในแง่มุมของการเป็นเครื่องรางหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ มีการกล่าวถึงไม่มากนัก และเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า การใช้หอยเบี้ยในดินแดนประเทศไทยปรากฏเริ่มแรกในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงยุคโลหะราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว อาจใช้เป็นเครื่องประดับมากกว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เรายังไม่สามารถหาข้อยุติที่แน่ชัดเกี่ยวกับร่องรอยการค้าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบในแง่มุมเหล่านี้ การปรากฏของหอยเบี้ยสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีอยู่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับหอยทะเลที่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับ (ซึ่งอาจรวมถึงการมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนด้วย) หอยเบี้ยยังไม่เป็นของสำคัญในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคการเป็นบ้านเป็นเมืองในสมัยทวารวดี เราก็ยังไม่พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยแทนเงินตรา และแทบจะไม่พบหอยเบี้ยในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีเลย แต่มีการพบเหรียญเงินที่ทำจากโลหะเงินและโลหะผสมทั้งแบบที่มีตราประทับและแบบที่เป็นแผ่นเงินเรียบ ๆ ขนาดเล็ก ๆ ฝังอยู่ในหม้อไห ซึ่งแน่ใจได้ว่าเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน หอยเบี้ยที่ใช้แทนเงินตราปรากฏชัดว่าเป็นสื่อที่นำมาใช้กันทั่วไปเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ทั้งในเขตล้านนา และในภาคกลาง และเขตคาบสมุทรสมัยอยุธยา หอยเบี้ยเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ว่านำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ และมีการใช้เป็นเงินตราอยู่ทั่วไปในภูมิภาคนี้ แม้จะมีเงินเหรียญหรือเงินตราที่ทำจากโลหะประเภทต่าง ๆ อยู่ก็ตาม เงินเบี้ยเหล่านี้ใช้กันสืบเนื่องมาจนเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังปรากฏว่ามีมูลค่าอยู่ หอยเบี้ยเป็นสิ่งของสากล มีช่วงการใช้ที่ยาวนานนับพันปีในท้องที่เกือบทั่วโลก และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะเป็นของหายากจากแดนไกล นิยมใช้เริ่มแรกโดยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของตั้งแต่ก่อนมีการนำโลหะมาใช้แทนเงินตรา จนเมื่อมีเหรียญกษาปณ์ใช้แล้ว หอยเบี้ยก็ยังมีหน้าที่ใช้งานอยู่ ระยะเวลาของการใช้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ หอยเบี้ยจึงนับเป็นเงินตราจากท้องทะเลที่เป็นสากลในโลกสมัยโบราณโดยแท้ บรรณานุกรม กองโบราณคดี. เหมืองแม่เมาะ ออบหลวง บ้านยางทองใต้. ฝ่ายวิชาการ กรมศิลปากร ,๒๕๓๑ แบรดเลย์,แดนบีช.ดร. อักขราภิธานศรับท์. โรงพิมพ์คุรุสภา กรุงเทพฯ ๒๕๑๔ พิมาน แจ่มจรัส. ชุมชนุจดหมายเหตุฝรั่งในเมืองไทย, สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา, ๒๕๑๐ สุรพล นาถะพินธุ. วัฒนธรรมสมัยโบราณที่บ้านใหม่ชัยมงคลและข้อคิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย. สังคมและวัฒนธรรมจันเสน เมืองแรกเริ่ม ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์ ๒๕๓๙ Ciarla, Roberto. The Thai-Italian Lopburi region archaeology project : preliminary results. Souyheast Asian Archaeology 1990 . Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992 Edward, Amy. Molluscs and man. http//museum.nhm.uga.edu/gssc/newsletr/jun97.html Francis, Peter.Jr. Two bead strands from Andhra Pradesh, India . Asian Perspectives Vol.29 no.1, 1990 Higam, Charles. The Bronze Age of Southeast Asia . Cambridge University Press,1996 Pirazzoli-t’Serstevens, Michele. Cowry and Chinese copper cash as prestige good in Dian . Souyheast Asian Archaeology 1990 . Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992 Quiggin, Alison Hingston. A survay of Primitive Money.Methuen, London.1979

  • โบราณคดีเหนือบึงบอระเพ็ด

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2543 บริเวณเหนือบึงบอระเพ็ดเป็นที่ลุ่มต่ำ มีลำน้ำหลายสายและเต็มไปด้วยเส้นทางน้ำเก่าที่เป็นกุดน้ำหรือบึงน้ำรูปแอกวัวซึ่งเกิดจากลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง ในบริเวณนี้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือต่างๆ เช่น พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย สวรรคโลก เป็นต้น อาชีพของชาวบ้านนอกจากการทำประมงแล้ว การทำนาปลูกข้าวมักได้รับความเสียหายอยู่เสมอ ทำให้มีการอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่หนาแน่นเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีชุมชนโบราณอยู่อาศัยอย่างชัดเจน แต่ก็พบโบราณวัตถุและโบราณสถานที่มีความสำคัญแก่การกล่าวถึง ได้แก่ บริเวณที่ตั้งของวัดเกยไชยเหนือ ปากน้ำเกยไชย บริเวณที่สบกันของแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ธรรมจักรแห่งเสาหิน สมัยทวารวดีที่วัดท่าไม้ ชาวประมงไปพบธรรมจักรพร้อมเสาจมอยู่ในท้องน้ำที่คุ้งน้ำอันคดโค้งของแม่น้ำยม แล้วนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าไม้ ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ วัดท่าไม้อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม อยู่เหนือปากน้ำเกยไชยที่แม่น้ำยมมาสบกับแม่น้ำน่านราว ๕ กิโลเมตรโดยประมาณ เวลาที่พบแน่นอนไม่สามารถสืบทราบได้ แต่คงไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ธรรมจักรศิลาเป็นศิลปะสมัยทวารวดี มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๔๐ นิ้ว วงล้อทำเป็นแผ่นทึบ วิวัฒนาการของลวดลายสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๓ (พิริยะ ไกรฤกษ์ ๒๕๒๘) ส่วนเสาเป็นเสาแปดเหลี่ยม ไม่มีจารึกแต่อย่างใด การพบธรรมจักรในท้องน้ำของแม่น้ำยมนับเป็นเรื่องแปลก เพราะไม่พบว่ามีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่ในเขตที่ลุ่มน้ำท่วมนี้ อาจสันนิษฐานได้หลายทาง เช่น มีการนำขึ้นเรือมาในเวลาร่วมสมัยกับการสร้างธรรมจักรนั้น หรืออาจนำมาภายหลังในฐานะที่เป็นโบราณวัตถุ บริเวณนครสวรรค์ มีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่หลายแห่ง แต่มักมีหลักแหล่งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาหรือที่ราบลอนลูกคลื่นซึ่งเป็นที่ดอน เช่น ทางด้านทิศเหนือขึ้นไปแถวบ้านคลองเดื่อและทับคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนสมัยทวารวดีที่ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว ทางตะวันออกคือ “เมืองดอยคา” บริเวณที่ราบลอนลูกคลื่นต่อเนื่องกับเขตเพชรบูรณ์ ในอำเภอท่าตะโก ทางด้านใต้มี “เมืองบน” ที่โคกไม้เดน ในอำเภอพยุหะคีรี และ “เมืองทัพชุมพล” ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทางด้านตะวันออกที่ดงแม่นางเมืองใกล้แม่น้ำปิง อำเภอบรรพตพิสัย การขนส่งทางน้ำบริเวณนี้ก็อาจเป็นเรื่องที่ทำได้เพราะมีชุมชนสมัยทวารวดีรายรอบพื้นที่ลุ่มแห่งนี้ในรัศมีที่สามารถเดินทางถึงอยู่ทุกด้าน ใบเสมาที่วัดเกยไชยเหนือ ปรากฏชื่อเกยไชยในแผนที่ยุทธศาสตร์ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในระหว่างเส้นทางน้ำที่แยกออกจากนครสวรรค์ต่อเนื่องขึ้นไปถึงปากพิง เมืองพิจิตร และท่าฬ่อ ทำให้ทราบว่าเส้นทางน้ำแถบแควใหญ่หรือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เป็นเส้นทางสำคัญที่จะขึ้นไปรับศึกทางหัวเมืองฝ่ายเหนือในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ เกยไชยยังมีชื่อในเรื่องที่มีจระเข้ดุร้ายตามเรื่องเล่าภายในท้องถิ่นและเป็นที่รับรู้กันทั่วไป คือเรื่องของไอ้ด่างเกยไชย เล่ากันว่า ที่เกยไชยมีวังตะกอนหรือปากแม่น้ำที่มีความลึกมาก มีจระเข้ชุกชุม เรียกกันว่าวังไอ้เข้ ชาวบ้าจะลงอาบน้ำแต่ละครั้งต้องเอาไม้ปักทำรั้วเพื่อป้องกันจระเข้ จระเข้ชื่อดังตัวหนึ่งคือไอ้ด่างเกยไชย ผู้เดินทางไปมาหรือพวกหาปลาจะถูกไอ้ด่างอาละวาดเป็นประจำ เล่ากันว่ามีคนขี้เมาคนหนึ่งใช้เรือท้องแหลม (ชาวจีนเรียกว่าเรือไหหลำ) บรรทุกข้าวมาท้าทาย ไอ้ด่างหนุนเรือข้าวจนเรือคว่ำ แต่คนขี้เมาใช้หอกแทงจนเป็นแผลตามตัวมากมาย ไอ้ด่างทนไม่ได้จึงเอาหัวมาเกยหาดหน้าวังตะกอนแล้วถูกยิงซ้ำจนตาย ชาวบ้านทำการผ่าท้องไอ้ด่าง พบของมีค่ามากมาย จึงเอาหัวไอ้ด่างไปไว้ที่ศาลเจ้าพ่อจุ๊ยที่ตั้งอยู่ตรงวังตะกอนบริเวณปากน้ำ ชาวเกยไชยนับถือกันมาก ลวดลายที่กึ่งกลางใบเสมาที่วัดเกยไชเหนือ สอบถามจากผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการลวดลายแล้ว ให้อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ วัดเกยไชยเหนือ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่าพระเจ้าเสือได้ยกขบวนประกอบด้วยช่างฝีมือจำนวนมากจะไปสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง โดยเสด็จทางชลมารค ขบวนเรือไม่สามารถไปได้ เพราะเรือเกยน้ำตื้นของแม่น้ำยม ส่วนแม่น้ำน่านในสมัยนั้นก็เป็นเพียงลำคลองเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า คลองเรียง จึงได้สั่งพักพลริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน แล้วให้ไพร่พลสร้างพระเจดีย์และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ องค์พระเจดีย์ ประชาชนจึงเรียกพระเจดีย์นี้ว่าพระบรมธาตุ จึงเรียกชื่อวัดนี้ตามชื่อของเจดีย์ว่า “วัดบรมธาตุ” ภายในวัดพระบรมธาตุ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เจดีย์พระบรมธาตุซึ่งได้รับการซ่อมแซมอยู่ตลอดมา และใบเสมาทำจากหินชนวนปักไว้โดยรอบพระอุโบสถ นับว่าเป็นร่องรอยทางศิลปกรรมที่สำคัญเมื่อพิจารณาจากลวดลายที่อยู่กึ่งกลางเสมา ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ให้ความเห็นว่า เป็นลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะและยังไม่มีระเบียบแบบแผนที่สมดุล แต่ละใบมีการใส่ลวดลายที่ไม่เหมือนกัน เช่นลายเทพนมเหนือดอกบัว ลายกนกผสมกับลายพันธุ์พฤกษาที่ได้รับอิทธิพลจากลวดลายจีนซึ่งพบมากในศิลปะล้านนา อีกทั้งมีความคล้ายคลึงกับลวดลายบนลายสลักหินที่พบจากใต้ฐานชุกชีวิหารหลวงวัดมหาธาตุอยุธยา หากใช้การประมาณอายุด้วยวิธีพิจารณาจากวิวัฒนาการลวดลาย กลุ่มลายเหล่านี้น่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ในโบสถ์วัดเกยไชยเหนือมีการเก็บรักษาโบราณวัตถุ บางส่วนได้จากบริเวณวัดและท้องน้ำหน้าวัด เป็นพวกเครื่องถ้วยจีนและไทยสมัยอยุธยาทั้งสิ้น โบราณสถานที่พันลาน บริเวณบ้านพันลานพบโบราณสถานที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ในบริเวณสำนักสงฆ์เป็นพระปรางค์ ห่างจากริมแม่น้ำน่านหรือแควใหญ่มาทางฝั่งตะวันออกราว ๕๐๐ เมตร ก่อนถึงวัดพันลานเล็กน้อย และต่ำกว่าปากน้ำเกยไชยราว ๗-๘ กิโลเมตร ตัวโบราณสถานจากสภาพเท่าที่เห็น ฐานที่น่าจะเป็นตัวปรางค์หรือเจดีย์ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นฐานเขียงที่ไม่มีการลดชั้นหรือย่อมุม ต่อด้วยอาคารก่ออิฐซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการก่ออิฐปิดต่อกับตัวฐานเจดีย์หรือปรางค์ มีการขุดฐานอาคารบริเวณนี้พบว่าเป็นการก่อปิดเชื่อมต่อกันภายหลัง ส่วนด้านบนของเจดีย์หรือปรางค์มีการขุดกรุภายใน ทำให้เห็นว่าฐานเดิมก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่แล้ว จึงมีการก่ออิฐปิดในภายหลัง นับว่าเป็นรูปแบบอาคารที่แปลกและสันนิษฐานรูปแบบและการใช้งานได้ยาก นอกจากจะทำการขุดแต่งศึกษากันอย่างจริงจัง พบโบราณวัตถุที่ได้จากกรุอาคารด้านในที่ทำจากศิลาแลงคือพระพุทธรูปที่เป็นพระพิมพ์ และชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่ตกอยู่ภายนอกโบราณสถานคือ ปรางค์จำลองทำจากหินทราย ส่วนใหญ่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่สถานพระนารายณ์ จังหวัดนครราชสีมา และพบที่ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน และพบที่วัดหนองปรือ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และที่กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น ปรางค์จำลองเป็นส่วนที่ใช้ประดับสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมหินทรายสลักลวดลายคล้ายเป็นชิ้นส่วนของทับหลัง ชิ้นส่วนกลีบบัว เป็นตัน และยังได้พบเศษเครื่องถ้วยที่เป็นเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและสุโขทัยด้วย ศาสนสถานที่พันลาน ในบริเวณสำนักสงฆ์เนินพระปรางค์ บ้านพันลาน อำเภอชุมแสง บริเวณบ้านพันลานสามารถติดต่อกับชุมชนสมัยทวารวดีและลพบุรี เช่นที่ดอนคา ทางพื้นที่ในเขตอำเภอท่าตะโกตลอดจนถึงไพศาลี และชุมชนในเขตลพบุรีและเพชรบูรณ์ ซึ่งติดต่อกับแอ่งอีสานได้ การที่พบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมในศิลปะที่มีอิทธิพลของขอมในบริเวณนี้จึงยืนยันถึงการติดต่อระหว่างภูมิภาคในเขตภาคกลางและในภาคอีสาน สำหรับช่วงเวลาการติดต่อนั้น น่าจะนำมาจากแหล่งที่อีสานหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นไป และน่าจะร่วมสมัยกับชุมชนในสมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยาตอนต้น เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทั้งหลาย บรรณานุกรม พิริยะ ไกรฤกษ์. “ศิลปะโบราณวัตถุพบที่จังหวัดนครสวรรค์ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙” ใน นครสวรรค์: รัฐกึ่งกลาง. สุภรณ์ โอเจริญ บรรณาธิการ, กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘ วิเชียร อชิโนบุญวัฒน์. ภูมินามจังหวัดนครสวรรค์, นครสวรรค์: สวรรค์วิถีการพิมพ์, ๒๕๓๖.

  • ถมอรัตน์ เขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองศรีเทพ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2542 เมื่อผ่านชัยบาดาลในจังหวัดลพบุรีเข้าสู่ที่ราบลุ่มของลุ่มป่าสักในเขตเพชรบูรณ์จะพบภูเขาที่มีฐานกว้างรูปทรงกรวยยอดแหลมและสูงที่สุดในละแวกใกล้เคียง มองเห็นได้อย่างชัดเจนโดดเด่นและเป็นจุดสังเกตเด่นชัดทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำป่าสัก ชาวบ้านในละแวกนั้นเรียกว่า “เขาใหญ่” แต่มีชื่อเป็นทางการว่า “เขาถมอรัตน์” ซึ่งเป็นชื่อที่สืบค้นได้ว่าถูกเรียกมาไม่ต่ำกว่าสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นภูเขาที่มีความสำคัญสืบย้อนจนพบว่าร่วมสมัยกับรัฐแรกเริ่มในลุ่มน้ำป่าสักที่ “เมืองศรีเทพ” อันเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่งในดินแดนประเทศไทย เขาถมอรัตน์ เป็นจุดสังเกตเห็นแต่ระยะไกล น่าจะเป็นหมุดหมายของนักเดินทางสมัยโบราณ ที่ใช้การเดินทางบกข้ามผ่านภูมิภาคในระยะทางไกล เขาถมอรัตน์ตั้งอยู่ชายขอบของพื้นที่สูงซึ่งเป็นที่ราบลอนลูกคลื่นซึ่งต่อเนื่องมาจากลุ่มลพบุรีอันมีลักษณะสำคัญของการใช้แหล่งน้ำที่มาจากตาน้ำใต้ดินที่ชาวบ้านเรียกว่า ซับ, ชอน หรือพุ รวมกับลำธารน้ำสายเล็ก ๆ ที่อุดมสมบูรณ์ในยามหน้าฝน และต่อเนื่องกับแนวพื้นที่ราบลุ่มของลำน้ำป่าสัก ที่อยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้น จึงมีลำน้ำสายต่าง ๆ ไหลจากที่สูงทางชายขอบของเขาถมอรัตน์ลงสู่ลำน้ำป่าสักมากมาย บริเวณเมืองศรีเทพซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของลำน้ำป่าสักก็เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบลุ่มและเป็นทางผ่านของสายน้ำต่าง ๆ ที่ไหลมาจากเทือกเขาทางฝั่งตะวันออกด้วย เมื่อมองจากแกนกลางเมืองโบราณศรีเทพหันหน้าไปทางทิศตะวันตก จะเห็นเขาถมอรัตน์ในรูปทรงสามเหลี่ยมและเป็นเขาลูกโดดที่อยู่ในแกนเดียวกับปรางค์ศรีเทพได้อย่างถนัดชัดเจน ลักษณะเช่นนี้ทำให้รับรู้ว่า ลักษณะของผังเมืองและการสร้างปรางค์ศรีเทพมีความสัมพันธ์กับเขาถมอรัตน์ทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน ในข้อเท็จจริง ปริมณฑลของเมืองโบราณศรีเทพไม่ได้มีอาณาเขตอยู่แต่ภายในขอบเขตของคูน้ำคันดินเท่านั้น เพราะพบหลักฐาน เช่น ศาสนสถานและรูปเคารพกระจัดกระจายทั้งในบริเวณนอกเมืองและในเมือง ที่สำคัญก็คือ “ถ้ำบนยอดเขาถมอรัตน์” ที่ต้องข้ามลำน้ำป่าสักและห่างจากเมืองศรีเทพไปทางทิศตะวันตกราว ๑๒ กิโลเมตร ปรากฏการสลักรูปเคารพทางศาสนาจำนวนหนึ่ง ถ้ำหินปูนบนยอดเขาถมอรัตน์ มีการแกะสลักรูปเคารพที่ร่วมสมัยกับเมืองศรีเทพ บริเวณปากทางเข้าถ้ำจากแท่งหินธรรมชาติที่สูงจากพื้นจรดเพดานและสามารถเดินวนรอบได้ ชาวเมืองศรีเทพโบราณแกะสลักพระพุทธรูปขนาดใหญ่เป็นรูปพระพุทธรูปยืนหน้าตรง แสดงปางวิตรรกะ ด้านขวาของพระพุทธรูปประธานสลักพระพุทธรูปยืนหน้าตรง ส่วนที่ติดกับพื้นถ้ำ มีการสลักฐานรูปดอกบัวขนาดใหญ่ ด้านซ้ายของพระพุทธรูปประธาน เป็นภาพกลุ่มภาพพระโพธิสัตว์สี่กร เข้าใจว่าน่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ศรีอาริยะเมตไตรย์ กลุ่มที่อยู่ด้านในสุด เป็นกลุ่มพระพุทธรูป ศูนย์กลางของกลุ่มเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิ ซ้ายมีเสาเหลี่ยมรองรับธรรมจักร ส่วนด้านขวามีสถูปจำลอง ข้อน่าสังเกตคือ ถ้ำบนยอดเขาถมอรัตน์เป็นสถานที่ซึ่งรวมรูปเคารพทั้งพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นรูปเคารพของศาสนาพุทธในคติแบบมหายาน และพระพุทธรูป เสาธรรมจักร และสถูปจำลอง ซึ่งเป็นคติแบบเถรวาท การผสมผสานคติความเชื่อทั้งสองรูปแบบนี้นับได้ว่าเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งของคติความเชื่อแบบศรีเทพ ซึ่งเป็นสังคมที่มีการผสมผสานแนวคิดทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน แต่เมื่อราว พ.ศ.๒๕๐๕ มีผู้ลักลอบสกัดเศียรพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ที่มีความงดงามอย่างยิ่งไปจากถ้ำเขาถมอรัตน์ จนอยู่ในความครอบครองของนายเจมส์ ทอมสัน ก่อนนำมามอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครเก็บรักษาไว้ ดังนั้น ปัจจุบันนี้ภายในถ้ำบนยอดเขาถมอรัตน์จึงไม่ปรากฏเศียรพระพุทธรูปหรือพระโพธิสัตว์อยู่เลย ก่อนหน้าการเกิดขึ้นของเมืองศรีเทพ ในบริเวณลุ่มลพบุรี-ป่าสัก มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ค่อนข้างหนาแน่นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนการพัฒนาเป็นรัฐในสมัยทวารวดีเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ชุมชนในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลอนลูกคลื่นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตภาคกลาง มีลำน้ำลพบุรีและลำน้ำสาขาตลอดจนลำน้ำป่าสักและลำน้ำสายสั้น ๆ มากมายไหลหล่อเลี้ยงสลับกับกลุ่มเทือกเขาและภูเขาที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ทองแดง แร่ตะกั่ว และแร่เหล็ก อันเป็นพื้นฐานของความเจริญทางสังคมของผู้คนในยุคนั้น ทำให้เขตลุ่มลพบุรี-ป่าสักมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในเส้นทางคมนาคมรองรับการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนที่อยู่ห่างไกลทั้งในเขตดินแดนประเทศไทยและแหล่งอารยธรรมที่อยู่ห่างไกลออกไป ชุมชนในบริเวณนี้เป็นกลุ่มสังคมที่มีพัฒนาการเข้าขั้นซับซ้อนในระดับหมู่บ้านขนาดใหญ่ ตั้งแต่เมื่อราว ๓,๕๐๐ ปีที่ผ่านมา และมีการติดต่อระหว่างชุมชนในเขตเดียวกันและชุมชนภายนอกที่ห่างไกล ดังเครื่องมือเครื่องใช้ที่พบในหลุมฝังศพซึ่งมีรูปแบบร่วมสมัยกับที่พบในแถบเวียดนามหรือจีนตอนใต้ จนเมื่อราว ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ชุมชนต่าง ๆ ในเขตนี้ทวีความหนาแน่นขึ้นจนน่าจะเริ่มมีการจัดระเบียบสังคมขนาดใหญ่ในระดับเมืองหรือรัฐแรกเริ่ม ก่อนที่จะมีการรับพุทธศาสนาและสร้างบูรณาการให้มีการนับถือศาสนา ภาษา และศิลปวิทยาการในรูปแบบเดียวกันจนกลายเป็นเมืองและนครรัฐในที่สุด จะเห็นได้ว่ามีกลุ่มชนที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่มั่นคงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนากลุ่มชนเหล่านี้ปรากฏอยู่ในเขตศรีเทพด้วย เพราะพบหลักฐานแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองศรีเทพและบริเวณใกล้เคียง จากการขุดค้นที่พบโครงกระดูกช้างที่มีอายุร่วมสมัยกับโบราณสถานและในระดับชั้นดินการอยู่อาศัยที่ลึกที่สุดได้พบโครงกระดูกที่ทำพิธีกรรมฝังไว้ในบริเวณเมืองศรีเทพ สิ่งของที่อุทิศให้ศพเป็นจำพวก ภาชนะดินเผา เครื่องประดับสำริด เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดคาร์นีเลียนและลูกปัดดินเผา นอกจากนี้ การขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านหนองแดง ตำบลสระกรวด นอกกำแพงเมืองศรีเทพห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว ๑๒ กิโลเมตร พบหลุมฝังศพที่มีรูปแบบเดียวกับการฝังศพทั่วไป ของที่อุทิศให้ศพคือ ภาชนะดินเผา เครื่องมือเหล็ก เครื่องมือสำริด ขวานหินขัด กระดูกสัตว์และเปลือกหอย ชุมชนก่อนเมืองศรีเทพเหล่านี้ สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงยุคโลหะตอนปลายหรืออยู่ในสังคมที่มีการใช้เครื่องมือเหล็กแล้ว เป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนการเข้าสู่สังคมแบบรัฐสมัยทวารวดีในเวลาต่อมา มีแหล่งโบราณคดีสำคัญ ๆ หลายแห่งในลุ่มลพบุรี-ป่าสักที่อยู่ใกล้เคียงกับเขตศรีเทพ เช่น กลุ่มชุมชนโบราณในเขตโคกเจริญ บ้านยางโทน และสระโบสถ์ ในบริเวณพื้นที่สูงทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาถมอรัตน์ ซึ่งมีการอยู่อาศัยมาก่อนอย่างหนาแน่นและยาวนานกว่าชุมชนในเขตศรีเทพและลุ่มป่าสัก ส่วนทางด้านทิศใต้ในเขตเขาหางตลาด เขาสมโภชน์ ในอำเภอชัยบาดาลตลอดไปจนถึงบ้านวังก้านเหลืองซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันก็มีชุมชนที่มีอายุร่วมสมัยและความคล้ายคลึงกับชุมชนก่อนเมืองศรีเทพอยู่หลายแห่ง และบางแห่งเห็นได้ชัดว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตหันมารับอิทธิพลบางอย่างจากพุทธศาสนาอยู่ในช่วงของ ยุคสมัยที่แรกรับวัฒนธรรมแบบทวารวดี ศรีเทพเป็นชุมชนที่อยู่ชายขอบของลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ซึ่งมีสันเขาลวกและเทือกเขาพังเหย กั้นระหว่างขอบที่ราบยกตัวของที่ราบสูงโคราชและพื้นที่ราบลอนลูกคลื่นของภาคกลาง อันเป็นรอยต่อระหว่างเขตอารยธรรม ๒ แห่ง นั่นคือ แอ่งอีสานซึ่งรวมเอาเขตวัฒนธรรมในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครไว้ด้วยกัน และเขตที่ราบลอนลูกคลื่นในภาคกลาง ซึ่งชุมชนทั้งสองเขตนี้มีปฏิสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจนเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของการรับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู มีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างสองภูมิภาค เช่น สิ่งของเครื่องใช้เนื่องในพิธีกรรมการฝังศพ จำพวกภาชนะดินเผา เครื่องมือโลหะ วัตถุดิบพวกโลหะธาตุต่าง ๆ ตลอดจนหลักฐานทางด้านจารึกที่พบในสมัยหลัง ภาพถ่ายทางอากาศที่แสดงถึงเมืองโบราณศรีเทพ มีคูเมืองสองรุ่น คือเมืองรูปกลมในยุคแรก ๆ และเมืองรูปเกือบสี่เหลี่ยมที่ขยายในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ ศรีเทพจึงเป็นชุมชนในเส้นทางการเดินทางระหว่างสองเขตวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการสู่ความเป็นเมืองของศรีเทพมีหลักฐานเริ่มแรกที่พบปรากฏในจารึกอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ที่มีการรับวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ และได้สถาปนาระบบผู้นำหรือกษัตริย์ พร้อม ๆ กับมีศาสนสถานและลักษณะของเมืองทางกายภาพ รศ.ดร. ธิดา สาระยา เสนอว่า เมืองศรีเทพในระยะนั้นคือ “เมืองศรีจนาศะ” ที่รุ่งเรืองเป็นเมืองสำคัญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๕ ทั้งสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและผู้คนที่ใช้ภาษาเขมรแถบต้นน้ำมูลในสมัยก่อนเมืองพระนคร ในขณะเดียวกัน ก็มีการแผ่ขยายวัฒนธรรมแบบทวารวดีทางด้านภาษาและคติความเชื่อที่ปรากฏดังเช่น รูปเคารพต่าง ๆ เข้าสู่เมืองลพบุรีและเมืองทวารวดีในเขตลุ่มลพบุรี-ป่าสักหลายแห่งและได้เข้าสู่เมืองศรีเทพ ศรีเทพในระยะนั้นจึงรับเอาคติความเชื่ออันมีที่มาทั้งในเขตภาคกลางและในแอ่งโคราชไว้ด้วยกัน จนกล่าวได้ว่าศรีเทพน่าจะอยู่ในเส้นทางผ่านสำคัญของวัฒนธรรมทั้งสองแห่ง คือในเขตวัฒนธรรมทวารวดีที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทและวัฒนธรรมของผู้คนที่ใช้ภาษาเขมรและนับถือพุทธศาสนาแบบมหายานและศาสนาฮินดู ดังนั้น คติความเชื่อภายในเมืองศรีเทพ จึงแสดงออกอย่างปะปนกันทั้งแบบฮินดู มหายาน และเถรวาท ดังที่พบหลักฐาน เช่น เทวรูปต่าง ๆ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย์ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ธรรมจักร และศาสนาสถานหลาย ๆ แห่ง เขาถมอรัตน์ น่าจะเป็น “จุดสังเกต” หรือ “landmark” ของชุมชนโดยรอบมาตั้งแต่ก่อนการรับวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา เพราะเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกใกล้เคียง มองเห็นเป็นที่หมายสำหรับนักเดินทางได้แต่ไกล แม้เราไม่อาจทราบว่า คนในยุคนั้นมีความคิดเกี่ยวกับเขาถมอรัตน์อย่างไร เพราะไม่ปรากฏหลักฐาน เช่น การนับถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการทำภาพเขียนสีหรือการขูดขีดลงบนผนังถ้ำ ดังที่ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์นิยมทำ แต่ความสำคัญในฐานะที่เป็นจุดสังเกตน่าจะสร้างความสำคัญให้แก่ เขาถมอรัตน์ตลอดมา จนเมื่อเข้าสู่ระยะของการเป็นเมือง มีการขุดคูน้ำคันดินจนมีลักษณะเมืองทางกายภาพ มีจารึกที่กล่าวถึงผู้ปกครอง และคติความเชื่อแบบฮินดู-พุทธ และพุทธเถรวาท ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนทางสังคมวัฒนธรรมที่ศรีเทพ น่าจะมีผลต่อความคิดของผู้คนในการอธิบายและให้ความหมาย จุดหมายหรือ landmark ของชุมชนเมืองศรีเทพเปลี่ยนไป “จากการเป็นที่หมายหรือจุดสังเกตของนักเดินทาง ก็น่าจะเพิ่มหน้าที่ในการเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองโบราณศรีเทพในระยะนั้นด้วย” ดังที่ทราบกันว่า คติฮินดู-พุทธ จะมีมโนทัศน์ในเรื่องโลกศาสตร์หรือจักรวาล อันนำไปสู่ความรู้เกี่ยวกับ โลก ชีวิต ธรรมชาติ จักรวาล และการประพฤติปฏิบัติที่ถูกทำนองครองธรรม จักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางล้อมรอบด้วยทวีปทั้งสี่ ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ถูกค้นคิดอย่างลึกซึ้ง คติเรื่องเขาพระสุเมรุมีที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์ในการเฝ้าดูดวงดาวบนท้องฟ้าของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับดาราศาสตร์และนำมาอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของสังคม ผู้คนในหลายระบบความเชื่อถือและหลายสังคมถือวา การสร้างสัญลักษณ์หรือรูปเคารพ การไปแสวงบุญนมัสการและการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา วิญญาณจะได้รับความคุ้มครองหรือถูกเลือกให้ได้อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น สวรรค์หรือท้องฟ้า นับเป็นความเชื่อที่เป็นสากล คติเรื่องเขาพระสุเมรุ น่าจะมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนในเมืองศรีเทพ เพราะมีการสร้างรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา ในช่วงเวลานี้เองเขาถมอรัตน์ที่เคยเป็นจุดสังเกตของนักเดินทาง เป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล จึงมีหน้าที่เป็นแกนกลางของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบได้กับเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่จาริกแสวงบุญของผู้คนภายในพื้นที่และในละแวกใกล้เคียงด้วย ความสำคัญของเขาถมอรัตน์ในระยะต่อมาไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แต่พบคำว่า “ถมอรัตน์” ถูกนำมาเป็นชื่อของเจ้าเมืองในเขตนี้ ดังมีหลักฐานที่สืบเนื่องจากที่มาของชื่อเมืองศรีเทพ ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ พระองค์ท่านมีความเห็นว่า เมืองศรีเทพน่าจะอยู่แถบลำน้ำป่าสัก และมีสอบถามเจ้าเมืองวิเชียรบุรีขณะนั้น ได้ความว่า เมืองวิเชียรบุรี เดิมเรียกกันอยู่ ๒ ชื่อ คือ เมืองท่าโรง และ เมืองศรีเทพ มาเปลี่ยนเป็นชื่อเมืองวิเชียรบุรีสมัยรัชกาลที่ ๓ พร้อมทั้งเปลี่ยนนามเจ้าเมืองจาก “พระศรีถมอรัตน์” เป็น “พระยาประเสริฐสงคราม” ดังนั้น เมืองศรีเทพในอดีต จึงไม่น่าจะใช่ชื่อนี้ แต่ที่ควรสนใจคือ ตำแหน่งของเจ้าเมืองที่มีคำว่า “ถมอรัตน์” ปรากฏอยู่ อีกทั้งมีหลักฐานจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา อธิบายเหตุการณ์หนึ่งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯ เมื่อรับสั่งให้ เจ้าเมืองที่ชื่อ “พระศรีถมอรัตน์” และ “พระชัยบุรี” ไปโจมตีพระยาละแวกที่อยู่ในดงพระยากลาง เขาถมอรัตน์คงมีความสำคัญเรื่อยมาจนปรากฏเป็นนามของเจ้าเมืองในเขตนี้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนเข้าต้นรัตนโกสินทร์ ความสำคัญของเขาถมอรัตน์ในฐานะเป็นภูเขาที่เป็นจุดสังเกต หรือ landmark ตลอดจนทำหน้าที่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองโบราณที่มีความสำคัญอาจจะคงอยู่เรื่อยมาจนปรากฏเป็นหลักฐานดังกล่าว นับจากนั้นจนถึงปัจจุบันปรากฏว่า ชุมชนในแถบศรีเทพและเขตลุ่มป่าสักมีผู้คนอยู่อาศัยอย่างเบาบางมาก ในระยะตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ ชุมชนต่าง ๆ เป็นเพียงหมู่บ้านขนาดเล็ก ๆ ที่มีผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากที่อื่น โดยเฉพาะจากแถบจังหวัดลพบุรี เช่น หมู่บ้านบึงนาจาน บ้านสระปรือ บ้านนาตะกุด ที่บ้านศรีเทพน้อย มีการศึกษานิทานท้องถิ่น โดย บุญชนะ ทองแสน นักศึกษามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่พบว่า มีนิทานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับ “เขาถมอรัตน์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เขาใหญ่” อยู่เลย แม้แต่ในนิทานที่อธิบายชื่อสถานที่ต่างๆ เขาถมอรัตน์ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีความสำคัญทางความเชื่อแต่อย่างใดสำหรับชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านรอบ ๆ เมืองโบราณศรีเทพ พบเพียงการนับถือ “เจ้าพ่อศรีเทพ” ซึ่งชาวบ้านโดยรอบมีความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเมืองเก่าทั้งที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ จึงทำพิธีเซ่นไหว้เป็นประจำทุกปี เพราะเชื่อว่ามี “ผี” ปกปักรักษาเมืองโบราณแห่งนี้อยู่ และจำเป็นต้องเคารพ ศรัทธา อ้อนวอน เพื่อให้เจ้าพ่อคุ้มครองรักษาผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองโบราณและบริเวณรอบๆ เจ้าพ่อศรีเทพได้กลายเป็นศาลประจำหมู่บ้านของหมู่บ้านศรีเทพน้อย และขยายมาเป็นศาลประจำหมู่บ้านรอบเมืองโบราณศรีเทพหลายแห่ง สำหรับปัจจุบัน เห็นได้ว่า เขาถมอรัตน์ ได้หมดหน้าที่ในการเป็นจุดสังเกตของนักเดินทางหรือเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเขาพระสุเมรุหรือการเป็นสถานที่เพื่อการแสวงบุญ ทั้งนี้น่าประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปรียบเทียบระหว่างความเชื่อของชุมชนที่มีความสำคัญในระดับเมืองซึ่งมีความซับซ้อนทางสังคมวัฒนธรรมในอดีต และระบบความเชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ ในปัจจุบันที่ต้องการนับถือเพียง “เจ้าพ่อ” หรือ “ผี” เท่านั้น นับเป็นความเชื่อต่างรูปแบบและต่างหน้าที่กันอย่างแท้จริง เขาถมอรัตน์ จึงเป็นเพียงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองศรีเทพในอดีตเท่านั้น บรรณานุกรม ธิดา สาระยา. ศรีเทพคือศรีจนาศะ รัฐโบราณในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กำเนิดและพัฒนาการ , สำนัก พิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๗ ธิดา สาระยา. ข้อสังเกตเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองศรีเทพ รัฐโบราณในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กำเนิดและพัฒนาการ , สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, ๒๕๓๗ บุญชนะ ทองแสน. ประเพณีพิธีกรรมและนิทานปรัมปรา : สิ่งสะท้อนถึงระบบความเชื่อในปัจจุบันของชาวบ้าน ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สารนิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต (มานุษยวิทยา), คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๗ เพ็ญพรรษ์ ดำรงศิริ การศึกษาศิลปประติมากรรมศรี เทพ เอกสารการศึกษาสำรวจและวิจัย เล่ม ๑ , โครงการ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กองโบราณคดี กรมศิลปากร , ๒๕๒๙ วิชัน ตันกิตติกร. ชุมชนก่อนเมืองศรีเทพ เอกสารโบราณคดีหมายเลข ๑๙/๒๕๓๔, กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๔

  • “เมืองแพร่” โครงสร้างทางกายภาพของเมืองโบราณที่มีชีวิต

    เผยแพร่ครั้งแรก 10 มิ.ย. 2559 ในที่นี้ เวียงแพร่ คือศูนย์กลางของเมืองแพร่ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเป็นเวียงโบราณอันหมายถึงมีการขุดคูน้ำคันดินล้อมรอบ บุคคลผู้มีสถานภาพมีการอยู่อาศัยภายในรอบคูเวียง มีการจัดการน้ำกินน้ำใช้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีพื้นที่ทำกินและภูมินิเวศของการตั้งถิ่นฐานสะดวกสามารถเดินทางติดต่อได้ทั้งทางน้ำและทางบก นอกจากนี้ลักษณะของโครงสร้างทางสังคมยังเป็นศูนย์กลางของการปกครอง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของบ้านเมืองในแอ่งที่ราบเมืองแพร่ ซึ่งในภูมินิเวศวัฒนธรรมของแอ่งเมืองแพร่ครอบคลุมชุมชนที่มีโครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางสังคมขนาดเล็กและซับซ้อนน้อยกว่าเวียงแพร่อีกหลายแห่ง ในสังคมบ้านเมืองของล้านนา ความแตกต่างระหว่างความหมายของคำว่า “เวียง” กับ“เมือง” และ “เชียง” มีความแตกต่างปรากฏอยู่ ถึงแม้จะเป็นการเรียกชื่อระดับของชุมชนที่มีความซับซ้อนทางโครงสร้างสังคมมากกว่าบ้านเช่นเดียวกัน และอาจจะถูกใช้คาบเกี่ยวและคลุมเครือแต่ก็มีความหมายที่แตกต่างในการเรียกชื่อเฉพาะค่อนข้างชัดเจน ดังนี้ เวียง ผู้คนในล้านนาและเอกสารโบราณระบุว่า เวียง คือ เมืองที่มีการขุดคูน้ำและพูนคันดินล้อมรอบ อาจจะอยู่ในรูปสี่เหลี่ยม วงกลมหรือวงรี หรือไม่อาจบอกรูปร่างได้ ความเข้าใจของชาวบ้านปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงการเดินทางไปในเมืองที่มีคูน้ำและกำแพงเมืองมักจะพูดว่า “ไปในเวียง” และชาวบ้านในเวียงแพร่กล่าวเฉพาะเจาะจงไปอีกว่า “เวียง” หมายถึง “แนวคูน้ำ” ที่ล้อมรอบนั่นเอง โครงสร้างทั้งทางสังคมของเวียงซึ่งแตกต่างไปจากหมู่บ้านและการสร้างกำแพงดินหรือกำแพงอิฐล้อมรอบนี้บ่งบอกถึงระบบป้องกันการบุกรุกจากภายนอก และอาจจะมีหน้าที่ของการชักน้ำธรรมชาติหรือกักเก็บน้ำไว้ใช้บ้าง หากแต่ในภาคเหนือชุมชนส่วนใหญ่ใช้น้ำจากลำห้วยและบ่อน้ำจึงไม่ชัดเจนเท่ากับชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งการขุดคูน้ำหมายถึงการกักเก็บน้ำไว้ใช้อย่างชัดเจนมากกว่า ภายในเวียงมีวัดหลายแห่งแตกต่างจากหมู่บ้านที่มีวัดประจำชุมชนเพียงวัดเดียว มีกลุ่มสายตระกูลเป็นผู้อุปถัมภ์วัดที่เรียกว่าศรัทธาวัด มีคุ้มหรือวังของเจ้าผู้ปกครองหรือเจ้าผู้ครองนครเป็นศูนย์กลางและสถานที่ว่าราชการ บ้านเรือนของเครือญาติและผู้ติดตาม ชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเวียงตามลักษณะโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนกว่าชุมชนในหมู่บ้าน “เวียง” จึงให้ความหมายของการเรียกความเป็นเมือง [Town] ทางกายภาพและโครงสร้างสังคมด้วย เมือง คือชุมชนขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านทั้งทางกายภาพและโครงสร้างของชุมชน เป็นศูนย์กลางของการปกครอง มีระบบบริหารที่มีลำดับชั้นและผู้คนที่มีช่วงชั้นทางสังคม รวมถึงระบบความเชื่อที่ซับซ้อนกว่า เมืองเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและผู้ชำนาญเฉพาะด้วย เมืองมีสถานะเป็นตลาดหรือจุดการแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญที่อาจเป็นผู้ผลิตเองหรือไม่ได้ผลิตก็ได้ ดังนั้นเมืองโดยเฉพาะในอดีตจึงต้องมีชุมชนระดับหมู่บ้านในแบบสังคมชาวนาอยู่รายรอบ ขนาดของเมืองบางแห่งลักษณะทางกายภาพอาจจะไม่ใหญ่ไปกว่าหมู่บ้านก็ได้ แต่โครงสร้างทางสังคมจะมีความซับซ้อนกว่าและแตกต่างไปจากหมู่บ้าน เชียง เป็นคำเรียกเมืองเช่นกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น เพราะชื่อของเมืองที่ขึ้นต้นด้วยเชียงมักจะเป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีความหมายครอบคลุมลักษณะทางกายภาพที่มีการขุดคูน้ำกำแพงดินล้อมรอบและชุมชนบริวารที่อยู่ในปริมณฑลอีกด้วย อีกทั้งยังให้ความหมายของความเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางการปกครองที่ใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่า เป็นศูนย์กลางของบ้านเมืองบริวารหลายแห่ง เชียง จึงน่าจะหมายถึงลักษณะของความเป็นเมืองขนาดใหญ่หรือเมืองที่เป็นศูนย์รวมของการปกครองระดับที่ใหญ่กว่าเมือง ลักษณะทางกายภาพของเมืองที่มีคูน้ำและกำแพงดินล้อมรอบทำให้แยกพื้นที่ออกเป็น “ในเวียง” และ “นอกเวียง” มีรูปแบบการใช้พื้นที่เห็นได้ชัดเจน มีลักษณะของความเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีรูปแบบของระบบความเชื่อที่สัมพันธ์กับการใช้พื้นที่ และมีโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเมืองในภาคเหนือที่ยังหลงเหลือรูปแบบทางกายภาพ และรูปแบบการใช้พื้นที่ของเมืองอย่างชัดเจนที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน ลักษณะทางกายภาพเวียงแพร่คือการสร้างเมืองที่ขนานไปกับลำน้ำยม ขุดคูเมือง พูนดินสร้างกำแพงเมืองแข็งแรง สามารถป้องกันพื้นที่ในเวียงได้อย่างมั่นคง มีระบบป้องกันน้ำหลากจากแม่น้ำยมและลำน้ำลำห้วยจากเทือกเขา ที่สูงรอบๆ เข้าท่วมพื้นที่ลุ่มในเมือง เป็นการคำนึงถึงทิศทางการหลากของน้ำเป็นรูปแบบเฉพาะของเมืองในวงล้อมของเทือกเขาที่ต้องเลือกชัยภูมิที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย พื้นที่ตัวเมืองแพร่ในปัจจุบันซ้อนทับอยู่ในเขตเมืองเก่าที่เป็นเวียงโบราณ และมีการขยายพื้นที่ทางสังคมและเศรษฐกิจไปตามถนนและบริเวณโดยรอบตามลำดับเวลาที่เปลี่ยนแปลง นอกจากภายในตัวเมืองจะมีร่องรอยความเป็นเวียงเก่าจากแนวกำแพงและคูเมืองรวมถึงศาสนสถานแล้ว โครงสร้างความเป็นชุมชนและองค์ประกอบของความเป็นเมืองโบราณยังคงอยู่อย่างชัดเจนมากกว่าเมืองโบราณในเขตล้านนาแห่งอื่น ๆ และสามารถวิเคราะห์โครงสร้างทางกายภาพของเมืองโบราณที่ยังมีความหมายและหน้าที่ต่อผู้คนและชุมชน ตลอดจนระบบความเชื่อที่มีโครงสร้างสัญลักษณ์ที่มีความหมายต่อชีวิตคนเมืองแพร่จนถึงปัจจุบัน โครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางสังคมของเมืองแพร่สะท้อนแนวคิดเรื่องการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในเมืองที่แสดงสถานภาพของกลุ่มเจ้านายเชื้อสายของผู้ปกครองและชาวบ้านทั่วไป ความเป็นเมืองในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่ซึ่งคนในท้องถิ่นอื่นหรือกลุ่มชาติพันธ์ต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า เป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในท้องถิ่นและพื้นที่ห่างไกล และระบบความเชื่อที่สัมพันธ์กับภูมินิเวศที่มีเรื่องราวหรือตำนาน [Myth] รองรับอธิบายความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ความเชื่อในการควบคุมสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศให้เป็นไปตามปกติของผู้คนในสังคมเกษตรกรรมในลักษณะของประเพณีสิบสองเดือนและพิธีกรรมของบ้านเมือง โครงสร้างทางกายภาพของเมือง ลักษณะทางกายภาพของเวียงแพร่เป็นเมืองรูปร่างยาวคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าแต่ไม่มีมุม ขนาดกว้างราว ๘๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร จนบางคนเรียกว่าเป็นเมืองรูปหอยสังข์เพื่อให้มีความสัมพันธ์กับสัญลักษณ์มงคลอันเป็นคติทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นการตีความในภายหลัง มีทิศทางขนานไปกับแม่น้ำยม มีลำน้ำธรรมชาติที่ชักน้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคูเมืองทางด้านทิศเหนือ กำแพงเมืองพูนดินขึ้นมาสูงมาก ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เมฆ” ซึ่งน่าจะมีคูน้ำเพียงชั้นเดียวล้อมรอบด้านนอก ปัจจุบันเหลือชัดเจนเพียงส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “น้ำคือ” และมีแนวร่องรอยที่ต่อเนื่องกับลำห้วยแม่แคมที่ไหลมาจากเทือกเขาแถบป่าแดง-ช่อแฮ ประตูเมืองดั้งเดิมมีทั้งสี่ด้าน คือ ประตูยั้งม้า (ประตูเวียง) ประตูชัย ประตูศรีชุม และประตูมาร ภายหลังมีการสร้างประตูขึ้นใหม่ใกล้กับประตูยั้งม้าเรียกว่าประตูใหม่จนกลายเป็นห้าประตูในทุกวันนี้ เล่าสืบต่อกันมาว่าการเข้าออกในเวียงได้ตามช่วงเวลา เพราะมีการปิด-เปิดประตูตามเวลาที่เหมาะสมและไม่ให้เข้าในเวลากลางคืน สถาปัตยกรรมทางศาสนาภายในเวียงแพร่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปกรรมจากบ้านเมืองทั้งสองแห่งคือ สุโขทัยและล้านนา ภายในเวียงแพร่มีวัดสำคัญได้แก่ วัดศรีชุม วัดหลวง วัดหัวข่วง วัดพระนอน วัดพงษ์สุนันท์ที่สร้างขึ้นภายหลัง และวัดพระบาทมิ่งเมืองที่รวมเอาวัดเก่าแก่สองแห่งเข้าด้วยกัน และเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหารประจำเมืองในปัจจุบัน ส่วนนอกเมืองทางฝั่งเชิงเขาด้านตะวันออกมี “พระธาตุช่อแฮ” เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง วัดที่อยู่รอบนอกเวียงส่วนใหญ่ไม่ใช่วัดเก่าแก่เท่ากับวัดภายในเวียง สร้างขึ้นภายหลังโดยสามารถสืบประวัติย้อนหลังไปได้ถึงผู้สร้างได้ทั้งสิ้น เช่น วัดเมธังกราวาส (วัดน้ำคือ) วัดจองเหนือ (วัดจอมสวรรค์) วัดจองกลาง (วัดสระบ่อแก้ว) และวัดจองใต้ (วัดต้นธง) ซึ่งวัดที่ชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่และม่านหรือพม่าเป็นผู้สร้างขึ้น ต่างจากวัดภายในเวียงที่ตำนานหรือประวัติของวัดมักอิงอยู่กับตำนานการสร้างเมืองแพร่ที่ย้อนหลังไปไกลมาก วัดรอบนอกสร้างขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวของชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานใหม่และจากฐานเศรษฐกิจการทำป่าไม้ในเมืองแพร่ โครงสร้างทางกายภาพของเวียงแพร่มีการใช้งานโดยชาวเมืองและมีชื่อเรียกเฉพาะสืบทอดกันมายาวนาน เวียงแพร่นับเป็นเมืองแห่งเดียวในล้านนาที่ยังคงสภาพแวดล้อมตามโครงสร้างของเมืองแบบโบราณไว้ได้มากกว่าเมืองอื่นๆ และยังรักษาร่องรอยความหมายจนทำให้สามารถเข้าใจกายภาพของเวียงโบราณได้จากการศึกษากายภาพในปัจจุบัน กำแพงเมืองหรือเมฆ แต่เดิมน่าจะมีความสูงมากกว่าเวียงอื่นๆในหัวเมืองเหนือ “เมฆ” คือกำแพงเมืองแพร่ กำแพงเมืองล้อมรอบตัวเมืองเก่า สูงประมาณ ๕-๖ เมตร ฐานกว้างราว ๑๐ เมตร ชาวบ้านเรียกว่า เมฆ ซึ่งผู้อาวุโสในเมืองแพร่กล่าวว่า เมฆเป็นภาษาเมืองเหนือแปลว่ากั้น หลักฐานเท่าที่ปรากฏน่าจะเป็นกำแพงเมืองในเขตล้านนาที่สูงมากกว่าเมืองแห่งอื่น ๆ กำแพงเมืองแพร่นอกจากใช้ป้องกันการบุกรุกแล้ว ยังเห็นหน้าที่ของการป้องกันน้ำท่วมด้วย เพราะสามารถกั้นน้ำหลากจากฝั่งน้ำยมไม่ให้ไหลเข้าเมือง บนกำแพงเมืองน่าจะเคยมีการก่อกำแพงอิฐและเอาต้นหนามพุงดอมาปลูกไว้คงเพื่อป้องกันการบุกรุก จากคำบอกเล่าของชาวบ้านสูงอายุเล่าว่ากำแพงอิฐคงสูญหายไปหลังจากเมืองแพร่เกิดการจลาจลเงี้ยวปล้นเมืองแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ภายหลังเมื่อเมืองขยายตัวมากขึ้นจึงมีการรื้อเอาอิฐกำแพงเมืองไปทำถนนและถมที่ลุ่ม รวมทั้งขุดดินกำแพงดินเปลี่ยนเป็นถนนด้วย อย่างไรก็ตามร่องรอยก้อนอิฐขนาดใหญ่ยังมีอยู่บนกำแพงเวียงและมีขนาดใหญ่กว่าอิฐที่อื่น ๆ บริเวณโรงเรียนป่าไม้แพร่ตั้งอยู่มุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงใต้ อาคารที่เคยเป็นที่ทำการของบริษัทอีสต์ เอเชียติค ของเดนมาร์ก ตั้งอยู่บนกำแพงเมืองในจุดที่สูงสุดแห่งหนึ่งของแนวกำแพงเมืองเก่า จนสามารถประมาณความสูงของกำแพงเมืองแต่ดั้งเดิมได้ มีต้นไม้ร่มครึ้ม บนอาคารสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองแพร่โดยรอบ การมีอาคารบ้านพักอยู่บนเมฆหรือกำแพงเก่าของเมืองแพร่ในยุคที่ยังมีเจ้าหลวงปกครองอยู่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก ที่เจ้าหลวงอนุญาตให้มีการปลูกสร้างที่พักบนกำแพงเมืองได้ เพราะเมื่อราวห้าสิบปีมาแล้วผู้อาวุโสชาวเมืองแพร่เมื่อยังเป็นเด็กเห็นกำแพงสูงและเคยเล่นไถลลื่นลงมาโดยเอากาบกล้วยหรือกาบมะพร้าวนั่ง กำแพงเมืองรกมาก ไม่มีใครดูแลใส่ใจ ตรงกำแพงก็จะมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ไม่มีใครรุกล้ำเข้ามาสร้างบ้านเรือนเพราะคิดว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งประตูเมืองที่เป็นประตูไม้ก็มีสภาพสมบูรณ์ ริมกำแพงทั้งสองด้านเป็นป่ารก มีไก่ป่าและสัตว์ป่ามากมาย โดยเฉพาะรังผึ้ง มีต้นฉำฉาและต้นจามจุรีจำนวนมาก ในสมัยหนึ่งชาวบ้านในเมืองแพร่เคยทำสวนครั่งโดยการปล่อยแมลงชนิดที่สร้าง ขี้ครั่ง ที่ต้นฉำฉาริมกำแพงเมือง จนกลายเป็นสินค้าของเมืองแพร่ที่สำคัญ ต่อมาก็มีการทำลายกำแพงเมือง บางจุดแตกบ้าง พังบ้าง เป็นเช่นนี้เพราะน้ำหลากเข้ามาท่วมและกัดเซาะ และบางส่วนกลายเป็นสถานที่ราชการ เช่น สถานีตำรวจ ศาล เป็นต้น มีผู้บุกรุกทำเป็นที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะแถบวัดหัวข่วงและวัดหลวง ซึ่งกำแพงเมืองที่ยังเหลือสมบูรณ์คือแถว ๆ ประตูใหม่และแถบน้ำคือหรือบริเวณคูเมืองที่เหลืออยู่และวัดศรีบุญเรือง ส่วนกำแพงแนวประตูชัยหายไปเกือบหมดเนื่องจากถูกดัดแปลงเป็นตลาดเทศบาล ร้านค้าและที่จอดรถของเทศบาล โดยเฉพาะ ศาลเจ้าพ่อแสนชัย ที่เคยเป็นเพียงศาลผีขนาดเล็ก เล่ากันว่าเป็นศาลของข้าราชการตำรวจที่ประจำการที่สถานีตำรวจบริเวณประตูชัยซึ่งเสียชีวิตเมื่อเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ศาลเจ้าพ่อแสนชัยสร้างมาได้ประมาณกว่าสิบปี ซึ่งบูรณะจากศาลเดิมหลังเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองแพร่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ สมาคมคนจีนในเมืองแพร่เป็นผู้สนับสนุนการสร้าง เมื่อก่อสร้างมีปัญหากับชาวบ้านเพราะเกลี่ยและทำลายกำแพงลงมา สภาวัฒนธรรมพยายามต่อต้านการสร้างศาลเจ้าดังกล่าว แต่จากอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของคนเชื้อสายจีนเก่าในพื้นที่ ทำให้รัฐท้องถิ่นกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนการทำลายแนวกำแพงเมืองโบราณ โดยนำเอาโครงการปรับภูมิทัศน์และบริเวณศาลเจ้าพ่อแสนชัยอยู่ในแผนการทำงานและก่อสร้างเป็นศาลเจ้าจีนใหญ่โตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คูเวียงที่เรียกว่า “น้ำคือ” เมืองแพร่มีคูน้ำล้อมรอบชั้นเดียว ชาวบ้านเรียกคูเวียงนี้ว่า “น้ำคือ” ชาวบ้านสูงอายุกล่าวว่า คำว่า “ คือ ” หมายถึง “ คู ” เป็นแนวคูเวียงที่ยังเหลือร่องรอยอย่างชัดเจนอยู่บริเวณประตูใหม่จนถึงประตูชัย ในส่วนอื่น ๆ มีร่องรอยอยู่แต่ไม่ชัดนัก ดินที่ได้จากการขุดคูน้ำนี้คงนำมาถมเป็นแนวกำแพงเวียง น้ำในคูเวียงชาวบ้านหลายคนเล่าว่าเคยนำเสื้อผ้าไปซักที่น้ำคือ แนวคูเวียงแพร่นี้ต่อเนื่องกับลำน้ำธรรมชาติ ห้วยแม่แคม หากน้ำจากแม่น้ำยมไหลหลากก็จะระบายไหลออกนอกตัวเมืองด้วยลำแม่แคมนี้ ลำน้ำยมไหลติดประชิดแนวกำแพงบริเวณวัดพระนอนทำให้คูเวียงบริเวณนี้อาจจะถูกกัดเซาะไปก็ได้ ปัจจุบัน “น้ำคือ” ถูกปรับสภาพสร้างขอบซีเมนต์และปูอิฐเป็นทางเดินโดยรอบ เป็นที่ออกกำลังกายและสวนสาธารณะของเมือง ขนาดกว้างราว ๑๐ เมตร ซึ่งหากมีความกว้างใกล้เคียงของเดิมก็นับเป็นคูเวียงที่กว้างพอคร ประตูเมือง เวียงแพร่มีประตูประจำทิศ ชาวบ้านอาวุโสเล่าว่ามีกฎเกณฑ์ที่ชาวบ้านรับรู้ว่าจะเข้าออกในเวียงได้โดยจะมีการปิด-เปิดประตูเป็นเวลาและไม่ให้เข้าในตอนกลางคืน จากการบอกเล่าเมื่อราวสมัย ๗๐-๘๐ ปีมาแล้วก็ยังใช้งานประตูเมืองที่เป็นไม้ปิด-เปิดเข้าออกกันอยู่ ประตูเมืองแพร่ในทิศต่างๆ มีดังนี้ ประตูชัย อยู่ทางทิศตะวันออก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นประตูมงคลและเป็นชื่อมาแต่ดั้งเดิม ใช้ประตูนี้โดยเฉพาะเมื่อไปรบหรือรบกลับมาแล้วเพื่อความเป็นมงคล และใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นประตูที่ต่อกับถนนโบราณซึ่งตัดตรงไปสู่พระธาตุช่อแฮ เป็นเส้นทางที่ชาวเมืองแพร่ใช้เพื่อเดินทางเท้าไปนมัสการในงานเทศกาลไหว้พระธาตุประจำปี ประตูศรีชุม อยู่ทางทิศตะวันตกตรงข้ามกับประตูชัย บริเวณนี้กำแพงบางส่วนใกล้กับวัดพระนอน ในฤดูน้ำหลากแม่น้ำยมกัดเซาะจึงติดชิดริมน้ำ ส่วนทางฝั่งขวามีน้ำแม่แคมซึ่งไหลอ้อมผ่านตัวเวียงจนเป็นแนวคูเมืองก่อนไหลตกแม่น้ำยมไม่ไกลจากแนวกำแพงเมืองนัก ประตูยั้งม้า หรือประตูเลี้ยงม้า หรือประตูเวียง อยู่ทางทิศเหนือแถบวัดหัวข่วงตรงข้ามกับประตูมาร เป็นประตูเล็กๆ พอช้างม้าเข้าออกได้ แต่ใช้สำหรับเดินทางต่อไปยังเมืองสอง ที่ชื่อว่าประตูเลี้ยงม้าหรือประตูยั้งม้าเพราะมีเรื่องเล่าว่าเป็นลานกว้างเหมาะสำหรับเลี้ยงม้าหรือวัว ทั้งที่เป็นม้าของเจ้านายในเมืองแพร่และพวกพ่อค้าม่าน เงี้ยว ซึ่งเป็นพ่อค้าวัวต่างม้าต่างจะใช้ประตูนี้เป็นทางเข้าเมือง พอมาถึงเมืองก็จะเอาม้ามาปลดพักไว้ที่นี่ เพราะมีลานหรือข่วงกว้างขวาง เมื่อจัดทำธุระในเมืองเสร็จแล้วก็จะมานำม้าที่ปล่อยเลี้ยงไว้บรรทุกต่างสินค้าหรือข้าวของเดินทางกลับ ประตูมาร อยู่ทางทิศใต้ คำว่า “มาร” เป็นคำในท้องถิ่นที่เรียกการเผาผีหรือฌาปนกิจศพ ในอดีตของเมืองแพร่ หากผู้ใดทำผิดจะมีการประหารแล้วนำไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร หรือทำการประหารที่ประตูมาร บริเวณประตูมารจะมีพระพุทธรูปชื่อ “หลวงพ่อพระวิชิตมารประทานสันติสุขสวัสดี ชีนสีห์ธรรมบพิตร” หรือ “พระวิชิตมาร” เป็นพระพุทธรูปเก่าในวัดร้างชื่อวัดนางเหลียว ปัจจุบันก็ยังมีซากฐานปรากฏอยู่ ครั้งแรกที่พบไม่มีเศียร เพิ่งบูรณะและใส่เศียรใหม่แล้วทำพิธีพุทธาภิเษกในภายหลัง นักโทษประหารมักจะมาไหว้ขอไม่ให้โดนประหาร คนเก่าแก่ในเมืองแพร่เล่ายืนยันว่า นักโทษบางคนถูกประหารที่สนามหลวงหรือสวนสุขภาพในปัจจุบัน แล้วเอาใส่ล้อใส่เกวียนไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร ประตูมารคือ “ประตูผี” ที่มีอยู่ในเมืองโบราณอื่น ๆ จะมีการเคลื่อนย้ายศพออกไปเผาทางประตูมาร การเคลื่อนย้ายจะไม่ผ่านหน้าจวนผู้ว่าหรือคุ้มเจ้าหลวง หากนำศพเคลื่อนผ่านด้านหลังคุ้มหรือจวนแทน เพราะถือเป็นสิ่งอัปมงคล ทั้งเจ้านายและสามัญชนจะเผาที่ประตูมารเช่นเดียวกัน ในภายหลังก็ยังนิยมปฏิบัติเช่นนี้อยู่ ประตูใหม่ เพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ อยู่ใกล้กับประตูยั้งม้า เมื่อเมืองแพร่ขยับขยายชุมชนและเขตเศรษฐกิจการค้าออกไปนอกเมือง ทำให้การเดินทางเข้าออกในเมืองไม่สะดวกเนื่องจากเมื่อเดินทางมาถึงสี่แยกหน้าสถานีตำรวจแล้วเลี้ยวขวาเข้าประตูชัย อีกทางหนึ่งคือเมื่อเดินทางถึงปากทางโรงไฟฟ้าก็ตัดเข้าวัดร้างนอกเวียงแล้วเข้าประตูเลี้ยงม้า ผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนั้นเห็นชาวบ้านเดินทางเข้าเวียงไม่สะดวกจึงให้นายอำเภอเกณฑ์ชาวบ้านช่วยกันขุดเบิกกำแพงเวียงเป็นประตูขึ้นอีกประตูหนึ่ง แล้วสร้างสะพานข้ามคูตัดถนนจนถึงสะพานข้ามน้ำร่องสวรรค์ ขยายถนนให้กว้างและปรับปรุงถนนที่คดโค้งให้ตรงเพื่อต่อกับถนนยันตรกิจโกศลตัดถนนต่อเนื่องไปจนถึงร้องกวางและผ่านต่อไปยังเมืองน่านได้ด้วย นับเป็นการเปิดประตูสู่ถนนสายเศรษฐกิจของเมืองแพร่ตั้งแต่นั้นมา ส่วนด้านขวาของประตูใหม่กำแพงเมืองหายไปเนื่องจากถูกปรับแต่งภูมิทัศน์กลายเป็นสนามเล่นกีฬา เนื่องจากมีการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไม่นานมานี้ ปัญหาการบุกรุกขึ้นไปอยู่อาศัยบนกำแพงเมืองแพร่ เนื่องจากประตูเมืองแพร่มีฐานกว้างใหญ่และสูงจึงถูกบุกรุกสร้างบ้านบนกำแพงเมือง เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๗ กำแพงเมืองบริเวณวัดพระนอนใกล้กับวัดศรีชุมและวัดหัวข่วง มีการขึ้นไปตั้งหลักแหล่งที่ทำกินเป็นจำนวนมาก ทางองค์กรปกครองท้องถิ่นจึงให้เช่าพื้นที่กำแพงเมืองโดยรอบตารางวาละ ๒๕ สตางค์ แต่กรมธนารักษ์ไม่เห็นด้วย เพราะนานเข้ากำแพงเมืองจะกลายเป็นพื้นที่เอกชนไปในที่สุด สัญญาเช่าดังกล่าวจึงยุติไป ราว พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงจัดให้มีการประชุมร่วมกันของชาวบ้านที่อยู่ติดกำแพงเมือง บริเวณชุมชนวัดหัวข่วง ชุมชนศรีชุม และชุมชนพระนอน แนวกำแพงเมืองในตัวเวียงระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร แต่ถูกทำลายไปแล้วประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ชาวเมืองแพร่กล่าวว่าผู้บุกรุกไม่ใช่คนพื้นที่แต่เดิม และยังยึดพื้นที่กำแพงเมืองแพร่และไม่ยอมคืนที่ดินให้กับราชพัสดุ แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวและการทำลายพื้นที่ของส่วนร่วมซึ่งมีมานานแล้ว หน่วยงานท้องถิ่นไม่กล้าไล่ที่เนื่องจากเกรงจะเสียคะแนนเมื่อถึงคราวเลือกตั้ง จึงยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในเขตเทศบาลเมืองแพร่มาจนทุกวันนี้ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ในอดีต คุ้มเจ้าหลวง เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกบ้านของเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย หรือ เจ้าพิริยะเทพวงศ์ฯ ก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ประมาณ ๑๐ ปี เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นอาคารแบบกึ่งตะวันตกที่นิยมสร้างในสมัยนั้น ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มีลวดลายขนมปังขิงประดับ เช่นที่หน้าจั่ว ช่องลม ประตู หน้าต่างมีทั้งหมด ๗๒ บาน ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง ด้านหน้ามีมุขและทางขึ้นทั้งสองด้าน ภายหลังเจ้าหลวงเมืองแพร่คือเจ้าพิริยะเทพวงศ์ฯ ย้ายไปอยู่เมืองหลวงพระบางจากกรณีเงี้ยวปล้นเมืองแพร่แล้ว คุ้มเจ้าหลวงกลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าจากกรุงเทพฯ ที่ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง บริเวณที่ตั้งของคุ้มเจ้าหลวงมีอาณาเขตถึงที่ตั้งของหอสมุดประชาชนจังหวัดแพร่ และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองแพร่ในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณนี้เคยมีศาลาหลังใหญ่เป็นคอกม้าเก่า ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษา บริเวณคอกม้าเก่าจึงกลายเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประจำจังหวัดชาย คนเมืองแพร่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า “โรงเรียนคอกม้า” และได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ โรงเรียนพิริยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ และย้ายไปอยู่บริเวณถนนยันตรกิจโกศลในเวลาต่อมา ต่อมาคุ้มเจ้าหลวงกลายเป็นจวนหรือบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย เป็นสถานที่ราชการ หมายถึงพื้นที่ปิดสำหรับประชาชนทั่วไป แม้ลูกหลานเชื้อสายเจ้าเมืองพยายามจะสร้างอนุสาวรีย์เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ที่ด้านหน้าคุ้มก็มีปัญหาอยู่นานกว่าจะสร้างได้ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่เคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถคราวเสด็จเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ นอกจากนี้ อาคารหลังนี้ยังได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภท อาคารสถาบันและสาธารณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ จนองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้รับมอบคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่มาจากกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๗ มีการปรับปรุงภายในคุ้มและตกแต่งภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณแล้วสร้างที่พักหรือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ที่ด้านหลัง ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่มีฝ่ายรับผิดชอบคือ “กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม” องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และมีความพยายามจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ณ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่แต่เดิมนั้น สนามหลวง ลานสนามหลวงอยู่ใกล้กับคุ้มเจ้าหลวงกลางเวียงแพร่ สภาพพื้นที่เป็นลานกว้างใช้สำหรับฝึกทหาร สนามหลวงใช้เรียกทั้งพื้นที่ซึ่งใช้สำหรับทำกิจกรรมของเจ้าผู้ครองนครโดยเฉพาะในเรื่องทางการเมือง นอกจากนี้ตำแหน่ง “เค้าหรือเก๊าสนามหลวง” ใช้เรียกโดยรวม สำหรับตำแหน่งทางการปกครองเมืองที่มีลำดับลดหลั่นต่าง ๆ โดยอ้างอิงพื้นที่ทางการเมืองคือสนามหลวง ดังนั้นสนามหลวงจึงเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการปกครองของเจ้าหลวง เครือญาติ และเสนาบดีของเมืองอย่างชัดเจน ปัจจุบันบริเวณสนามหลวงกลายเป็นสวนสุขภาพหรือสวนหลวง ร.๙ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะประจำจังหวัด และด้านหน้าเป็นวงเวียน มีการนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในสมัยของผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่ง ซึ่งชาวเมืองแพร่ถือว่าเป็นขึด ไม่ใช่สิ่งมงคล วัดจองใต้หรือวัดต้นธงในอดีต ถ่ายเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ วัดและบ้าน วัดในเวียงแพร่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่แถบฝั่งเหนือของเวียง คือ วัดหัวข่วง วัดศรีชุม วัดหลวง วัดพงษ์สุนันท์ และวัดพระนอนตามลำดับ สำหรับวัดที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกคือวัดศรีบุญเรืองหรือวัดสีลอ และวัดพระร่วง ส่วนวัดที่อยู่กลางเมือง ได้แก่ วัดพระบาทมิ่งเมือง วัดในเขตเวียงแพร่ ๓ วัดมีร่องรอยความเป็นวัดเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาในวัฒนธรรมแบบสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย เพราะมีคติการสร้างเป็นพิเศษคล้ายกับแนวคิดในการสร้างพระสี่อิริยาบถ นั่นคือ วัดศรีชุม มีพระยืนขนาดใหญ่ปิดทอง เป็นศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย จัดว่าเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่และมีฝีมือช่างงดงามองค์หนึ่งในภาคเหนือ ส่วนพระสถูปเป็นเจดีย์ทรงปราสาท อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ลักษณะลวดบัวและรูปทรงแสดงให้เห็นว่า ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากดินแดนล้านนาในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ วัดหลวง มีพระนั่งขนาดใหญ่ และวัดพระนอน มีพระนอนขนาดใหญ่ ขาดแต่พระปางลีลาเพียงอย่างเดียว วัดพระบาทมิ่งเมืองแต่เดิมเป็น ๒ วัด คือวัดมิ่งเมืองและวัดพระบาท โดยมีซอยเล็ก ๆ กั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้มีการรวมวัดทั้งสองเข้าด้วยกันเป็น วัดพระบาทมิ่งเมือง ปัจจุบันวัดพระบาทมิ่งเมืองถือเป็นศูนย์กลางความรู้ทางธรรมอย่างเป็นทางการ เพราะมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ สาขาของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ตั้งอยู่ แต่ก่อนในเมืองแพร่สำนักเรียนสำคัญและมีชื่อเสียงอยู่ที่วัดศรีชุม ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนมาอยู่ที่วัดน้ำคือหรือวัดเมธังกราวาส ซึ่งมีพระครูมหาเมธังกรเป็นเจ้าอาวาส จนกลายมาอยู่ที่วัดพระบาทมิ่งเมืองซึ่งสัมพันธ์กับสำนักเรียนวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่ เนื่องจากพระธรรมราชานุวัติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทมิ่งเมืองได้ย้ายไปประจำที่วัดพระสิงห์ วัดพระบาทมิ่งเมืองถือเป็นวัดหลวงชั้นวรวิหาร มีพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นใหม่คือ “พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี” หรือ “หลวงพ่อพุทธโกศัย” ที่ทางราชการถือว่าเป็นประธานของเมือง และเป็นวัดที่เจ้าคณะจังหวัดจำพรรษา ส่วนวัดนอกเขตกำแพงเมืองได้แก่ วัดจองเหนือ (วัดจอมสวรรค์) วัดจองกลาง (วัดสระบ่อแก้ว) และวัดจองใต้ (วัดต้นธง) ซึ่งวัดต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวัดที่คหบดีชาวไทใหญ่และพม่า ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเงี้ยวและม่านเป็นผู้สร้างขึ้น เพราะเมื่อเมืองแพร่เปิดให้มีการสัมปทานป่าไม้ บริษัทจากเดนมาร์กและอังกฤษนำพาผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองแพร่ ทั้งเงี้ยวหรือไทใหญ่และพม่าซึ่งเป็นพ่อค้าและเสมียนชำนาญงาน เพราะสามารถพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้ ที่วัดจอมสวรรค์ตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล สร้างโดยพ่อค้าชาวไทใหญ่ชื่อพ่อเฒ่ากันตีและนายฮ้อยคำมาก อพยพครอบครัวมาอยู่เมืองแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ เป็นวัดที่สร้างในป่าร่มครึ้ม มีลำคลองตัดผ่าน ต่อมา “นายจองนั่นตา” หรือที่เรียกกันว่า “เฮดเมนอังกฤษ” มีประวัติว่าเกิดเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๓ เดิมอยู่ทางเหนือของพม่า เคยคลุกคลีกับชาวอังกฤษมาก่อน ต่อมาได้ย้ายเข้ามาทำงานป่าไม้และค้าขายที่เมืองแพร่จนร่ำรวยจึงร่วมกับกลุ่มชาวบ้านไทใหญ่ บูรณะวัดจอมสวรรค์ สร้างอาคารแบบจองที่เป็นอาคารไม้รวมเอาทั้งศาลาการเปรียญ วิหาร และที่พักอาศัยของสงฆ์เข้าด้วยกัน รูปทรงอาคารสวยงาม แต่ในปัจจุบันพระสงฆ์และวัตรปฏิบัตินั้นเป็นแบบคนเมือง และชาวบ้านรอบ ๆ ในยุคนี้น้อยคนที่จะยอมรับว่าตนเองมีเชื้อสายโดยตรงจากเงี้ยวในเมืองแพร่ จะรับรู้กันแต่ไม่อยากเปิดเผยเท่าใดนัก คงเป็นเพราะเรื่องเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ที่ยังคงเป็นความทรงจำ นอกจากนี้ยังมีวัดสำคัญที่อยู่ในเขตตัวเมืองที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและกิจการสัมปทานไม้ นั่นคือ วัดเมธังกราวาส วัดร่องซ้อ และวัดเชตวันที่อยู่นอกเวียง วัดเหล่านี้สร้างขึ้นภายหลังเมื่อมีชุมชนและชาวบ้านออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ บริเวณเขตขยายนี้ยังมีการตั้งถิ่นฐานใหม่ เช่น กลุ่มมิชชั่นนารีที่เผยแผ่ศาสนาคริสต์เมื่อราว ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว มีโรงพยาบาลคริสต์เดิมชื่อ “โรงพยาบาลฝรั่ง ” จนปัจจุบันมีโบสถ์คริสต์ ๑๒ แห่ง มีชาวแพร่นับถือศาสนาคริสต์อยู่ไม่น้อย ที่บ้านเชตวันเป็นพื้นที่พักซุงของบริษัทรับทำสัมปทานไม้ จึงต้องมีเวรยามป้องกันขโมย บ้านเชตวันเป็นชุมชนนอกเวียงขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย เพราะมีทั้งคนที่นับถือพุทธ คริสต์ แต่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และสัมพันธ์กับภายในเวียง เพราะมีช่องทางออกจากในเวียงบริเวณประตูมาร จึงเป็นที่ลอยอังคารริมแม่น้ำยมของชาวเมืองแพร่เนื่องจากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม ผู้อาวุโสเล่าว่าในอดีตคนที่อยู่อาศัยนอกกำแพงเมืองจะถูกเรียกว่าคนบ้านนอก ส่วนคนที่อยู่ในเวียงเรียกว่าคนในเวียง ชุมชนหรือบ้านที่อยู่ในเวียงจะมีวัดประจำเกือบทุกชุมชน ศรัทธาวัดคือกลุ่มตระกูลลูกหลานเจ้าและกลุ่มตระกูลเก่าในเมืองแพร่ ตระกูลที่บูรณะวัดในเวียงแพร่ในยุครุ่งเรืองจากการค้าไม้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตระกูลผู้มีฐานะ เช่น วัดศรีชุมมีกลุ่มเจ้าบัวชุมเป็นผู้บูรณะ วัดหัวข่วงเป็นกลุ่มเจ้าสุนันตา เจ้าน้อยวงศ์ จากตระกูลวังซ้ายเป็นผู้บูรณะ วัดหลวงกลุ่มเจ้าที่เป็นศรัทธาวัดคือเจ้าน้อยตุ้ย วัดพงษ์สุนันท์หรือวัดสนุกหรือสีนุก ตระกูลวงษ์บุรีเป็นศรัทธาวัด ชุมชนแต่ละแห่งจะมีวัดประจำชุมชน เช่น วัดหัวข่วงมีบ้านหัวข่วง วัดศรีชุมมีบ้านศรีชุม วัดหลวงมีบ้านวัดหลวง วัดพระนอนมีบ้านพระนอนซึ่งจะรวมเอาชาวบ้านแถบประตูมารด้วย วัดพระร่วงมีบ้านพระร่วง วัดพระบาทมีบ้านประตูชัยหรือบ้านพระบาท วัดสีลอมีบ้านสีลอหรือบ้านศรีบุญเรือง ส่วนวัดพงษ์สุนันท์ ศรัทธาวัดก็เป็นกลุ่มลูกหลานตระกูลที่ก่อสร้างวัดพงษ์สุนันท์ เวลามีงานบุญหรืองานประเพณีร่วมกัน แต่ละวัดก็จะมีการเชื่อมโยงถึงกัน จะมีใบบอกบุญซึ่งกันและกัน เวลามีงานก็จะนิมนต์เจ้าอาวาสวัดอื่น ๆ มาร่วมงาน ศรัทธาวัดก็จะมาร่วมทำบุญด้วย แต่ก่อนเวลามีการก่อสร้างอะไรเสร็จแต่ละหมู่บ้านจะมีริ้วขบวนแห่มาร่วมทำบุญ ต่อมาสมัยหลังก็เริ่มลดลง พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ก็น้องลง เจ้าอาวาสวัดมักจะเป็นคนท้องถิ่นอื่น ผู้คนเริ่มห่างไกลวัดจนแทบจะไม่หลงเหลือความสำคัญของวัดประจำชุมชนดังเช่นแต่ก่อน เมื่อเทศบาลได้แบ่งการปกครองเป็นชุมชนต่าง ๆ เมื่อประมาณ ๒-๓ ปีที่แล้ว มีจำนวน ๑๘ ชุมชน ซึ่งเป็นเพียงแค่การแบ่งเขตการปกครองเพื่อทางราชการจะได้จัดสรรงบประมาณให้ แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกชุมชนว่า “บ้าน” มากกว่าที่จะเรียกว่า “ชุมชน” เช่น ชุมชนบ้านสีลอ ก็จะเรียกว่าบ้านสีลอมากกว่า เพราะดูสนิทสนมเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ในเวียงและบริเวณเมฆหรือกำแพงเมืองจะมีชุมชนอยู่ ๗ ชุมชน คือ หัวข่วง ศรีชุม วัดหลวง ศรีบุญเรืองหรือสีลอ ปงสนุกหรือพงษ์สุนันท์ พระนอน และพระร่วง การแบ่งชุมชนของเทศบาลก็เป็นการแบ่งตามบ้านเก่าที่เคยมีมา หากแต่เมื่อแบ่งการปกครองเป็นชุมชนก็ไม่ได้แบ่งศรัทธาวัดตามการปกครองไปด้วย วิธีการแบ่งศรัทธาวัดยังเป็นตามระบบเดิมและแบ่งตามสายตระกูล หน่วยงานปกครองท้องถิ่นคือเทศบาลเริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัดการโครงสร้างของชุมชนเมืองแพร่ดั้งเดิมให้เป็นระบบใหม่ ชาวบ้านรวมตัวกันทำกิจกรรมขึ้นมาก่อน แล้วทางเทศบาลเข้ามาดูแลในภายหลัง โดยเข้ามาพร้อมกับงบประมาณของกิจกรรมต่างๆ งานแห่ลอยกระทง งานวัดเข้าพรรษา งานสงกรานต์ งานตักบาตรเทโว งานตักบาตร วันขึ้นปีใหม่ งานกีฬาชุมชน โดยทำรูปแบบงานแห่ที่แต่ละชุมชนส่งเข้าร่วม พระธาตุช่อแฮ ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ตัวอย่าง รูปแบบศิลปกรรมแบบเฉพาะของเมืองแพร่ สะดือเมืองหรือหลักเมือง เมืองแพร่ไม่มีเสาหลักเมืองหรือเสาอินทขิลมาแต่ดั้งเดิมแต่อย่างใด ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๓๗ มีความต้องการจากกระทรวงมหาดไทยให้สร้างเสาหลักเมืองให้เป็นมาตรฐานขึ้นทั่วประเทศ โดยนำคติมาจากการสร้างเสาหลักเมืองที่กรุงเทพฯ เมืองแพร่จึงขอพระราชทานไม้มะยมหินซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดมาทำเป็นเสาหลักเมืองจากเด่นชัยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ก่อนหน้านั้นถือเอากลางเวียงบริเวณด้านใต้โรงเรียนนารีรัตน์เป็นที่ตั้งเรียกว่าสะดือเมือง ซึ่งมีต้นโพใหญ่ แผ่นหินศิลาจารึกอักษรไทยฝักขาม ศักราช พ.ศ. ๒๐๔๐ ที่กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริงซึ่งอยู่บริเวณเรือนจำจังหวัดแพร่ปัจจุบัน นำมาเป็นหลักเมือง นอกจากนี้ยังมีการลงทรงเจ้าพ่อหลักเมืองซึ่งกลายเป็นผีเมืองอย่างเป็นทางการซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย ในความคิดของชาวบ้านรุ่นเก่าเห็นว่าการทำหลักเมืองให้ใหญ่โตนี้เป็นเพียงความเชื่อที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว และพ้องกับความเชื่อของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เน้นเรื่องการบูชาหลักเมืองแบบเสาอินทขิลที่มีต้นแบบมาจากเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่เมืองแพร่ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเหมือนกับทางเชียงใหม่แต่อย่างใด ตลาด ก่อนที่จะมีการทำสัมปทานป่าไม้และมีการสร้างทางรถไฟ การค้าขายระหว่างบ้านเมืองในเขตล้านนาจะมีพ่อค้าม่าน เงี้ยวเป็นผู้กระจายสินค้าต่าง ๆ ใช้ประตูยั้งม้าเป็นทางเข้าเมือง เมื่อมาถึงเมืองก็จะเอาม้ามาปลดพักไว้แล้วนำของมาขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนในเมือง สินค้าจะเป็นพวกของป่าและซื้อของในเมืองกลับไป เช่น เกลือ ยาพวกควินิน เสื้อผ้า หอกดาบ เพราะเมืองแพร่ได้ชื่อว่าผลิตหอก ดาบ มีด ชั้นดีแห่งหนึ่ง ตลาดเช้าเย็นภายในเวียงน่าจะอยู่ที่บริเวณประตูชัยมาแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน ในนิราศปราบเงี้ยวมณฑลพายัพของหลวงทวยหาญรักษา เขียนถึงคราวขึ้นมาปราบเงี้ยวเมืองแพร่ มีตลาดนัดอยู่ที่แถบประตูชัยซึ่งเป็นตลาดสดเทศบาลทุกวันนี้ บริเวณประตูชัยคนที่เข้ามาอยู่อาศัยจะเป็นพวกคนจีนและแขกที่เป็นแขกสิกข์ เดินทางมาจากเชียงใหม่บ้าง ลำปางบ้าง และยังมีการตั้งร้านค้าขายอยู่จนทุกวันนี้ นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีตลาดนอกเมืองคือ ตลาดบ้านทุ่ง ซึ่งอยู่นอกกำแพงเมืองไปทางบ้านน้ำคือแล้วข้ามคูเวียงไปอีกที ส่วนย่านธุรกิจสมัยใหม่ที่ริเริ่มโดยคนจีนคือย่านถนนเจริญเมือง เกิดเมื่อราวหกสิบเจ็ดสิบปีก่อน เป็นศูนย์กลางทางการค้า ในยุคนั้นใครอยากได้อะไรก็จะมาที่ถนนเส้นนี้เป็นหลัก ก่อนที่จะขยายไปตามถนนตัดใหม่ คือ ถนนยันตรกิจโกศล คอกหรือคุก คอกคือคำที่ใช้เรียกเรือนจำหรือคุก ผู้อาวุโสของเมืองแพร่เล่าว่า ในอดีต นักโทษหญิงจะถูกขังที่ “คอก” ซึ่งตั้งอยู่ที่เรือนจำจังหวัดในปัจจุบัน ส่วนนักโทษชายจะถูกคุมตัวไว้บริเวณคุ้มเจ้าหลวง ต่อมาจึงได้ย้ายไปรวมกัน การสืบสวนคดีความนักโทษต้องเดินทางจากคอกไปศาลซึ่งยังคงตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบัน โดยนักโทษจะใส่โซ่ที่คอ แขน ขา มีผู้คุมและตำรวจคุมตัวไป เป็นภาพชินตาสำหรับคนในเวียงแพร่ยุคหนึ่ง หอผี ในเวียงแพร่ไม่มีหอผีเมืองที่แน่ชัด นอกจากสะดือเมืองหรือหลักเมืองซึ่งมีหลักฐานว่าสร้างขึ้นในภายหลัง แต่มีการทำพิธีกรรมตามความเชื่อในเรื่องนับถือผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษ หรือผีสายตระกูลซึ่งมีหอผีใหญ่อยู่ตามบ้านของตระกูลใหญ่ในเวียงหลายแห่ง ส่วนศาลผีในเมืองมีอยู่หลายแห่ง และปัจจุบันถูกทำให้กลายเป็นศาลเจ้าจีนก็หลายแห่งเช่นกัน บริเวณประตูชัยเคยมีศาลของนายร้อยตรีตาดที่ถูกเงี้ยวฆ่าตายในคราวเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ชาวจีนในเมืองได้สร้าง “ศาลเจ้าพ่อแสนชัย” เป็นอาคารแบบศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่และบูชาเป็นศาลเจ้าพ่อแบบจีน ส่วนศาลที่หลังสถานีตำรวจวัดพระร่วงก็เคยเป็นศาลผีของชาวเมืองมาก่อน ลักษณะเป็นหอไม้ ต่อมาคนเชื้อสายจีนเข้ามาบวงสรวงและมาขอชาวบ้านโดยรอบสร้างใหม่เมื่อไม่ถึง ๑๐ ปีที่ผ่านมา และต้องขออนุญาตร่างทรงที่เป็นคนในบ้านพระร่วงก่อน แม้จะเป็นศาลเจ้าแบบจีนแต่ก็มีการห้ามแสดงงิ้ว ส่วนศาลเจ้าของคนเชื้อสายจีนที่เก่าแก่อยู่ในย่านถนนสายธุรกิจคือถนนเจริญเมืองได้แก่ ศาลเจ้าปุ่งเถ่ากง ที่เดิมชื่อ ศาลเจ้าฮั่วเฮงหักเหา ซึ่งเป็นศูนย์รวมทางความเชื่อของคนเชื้อสายจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองแพร่ ซึ่งจะมารวมตัวกันที่ศาลเจ้าแห่งนี้โดยเฉพาะช่วงวันสารทและวันตรุษ โดยมีประวัติของศาลเจ้าบันทึกว่าครั้งแรกสร้างศาลเจ้าเป็นอาคารไม้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ในที่ดินของพระยาคงคาสมุทรเพชร ป่าช้า เมืองแพร่มีป่าช้าหรือที่เผาศพประจำเมืองคือที่ป่าช้าประตูมาร ประตูมารก็คือประตูผีประจำเวียงซึ่งเป็นช่องประตูเฉพาะสำหรับการนำศพออกจากเมือง เพราะในเวียงโดยปกติทั่วไปจะไม่มีธรรมเนียมในการเผาศพภายในกำแพงเมือง การชักลากจูงศพในเวียงแพร่จะถือธรรมเนียมไม่ผ่านคุ้มเจ้าหลวง จะใช้เส้นทางด้านหลังเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ชาวเมืองแพร่ที่อยู่ด้านนอกเวียง หากต้องเดินทางผ่านเข้าเมืองเพื่อไปที่ฌาปนสถานป่าช้าประตูมารก็จะไม่ผ่านถนนด้านหน้าคุ้มและปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สำหรับคนเชื้อสายจีนมีป่าช้าที่ฝังศพของชาวจีนอยู่ทางด้านส่วนขยายของเมืองทางถนนยันตรกิจโกศล บึงน้ำ พื้นที่ในเวียงมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ โดยเฉพาะบริเวณคุ้มเจ้าหลวงหรือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดและโรงเรียนนารีรัตน์เป็นจุดต่ำที่สุด และบริเวณในเวียงทางทิศตะวันตกจะมีความสูงกว่าทางทิศตะวันออก วัดเก่าและชุมชนเก่าจะอยู่ทางฝั่งนี้มากกว่า มีบึงใหญ่ ๒ แห่ง คือ บึงเหนือ อยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของถนนไชยบูรณ์ต่ำจากบ้านพักข้าราชการอัยการจนถึงที่ว่าการอำเภอเมืองแพร่ เมื่อก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ยังมีน้ำขังในชุมชนแถบนั้นตลอดปี เพราะอยู่ในที่ลุ่มชื้นแฉะทำให้ชาวบ้านที่สร้างบ้านเรือนบริเวณนี้มักจะเป็นโรคผิวหนัง ส่วนบึงใต้ อยู่ที่สนามโรงเรียนป่าไม้ ปัจจุบันความกว้างถึงชายบ้านพระนอนตอนใต้ บึงใต้นี้ต่อกับท่อที่ทำไว้ใต้กำแพงเวียง เมื่อน้ำในบึงมากก็จะเปิดปากท่อระบายน้ำลงคูไหลสู่น้ำยม ปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีบึงแล้ว แต่น้ำฝนก็ขังอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นบึงเดิมทุกปี ทำให้เทศบาลต้องขุดเจาะกำแพงเวียงส่วนหนึ่งเพื่อทำประตูระบายน้ำให้ไหลดีกว่าท่อที่ทำไว้แต่โบราณ น้ำในบึงทั้ง ๒ แห่งเป็นน้ำฝนและน้ำใต้ดินเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำจะแห้งไปเอง เมื่อเริ่มมีน้ำในช่วงหน้าฝน ในบึงจะมีสัตว์พวกกบ อึ่งอ่าง ปลา เป็นแหล่งอาหารยามหน้าฝนด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าชาวบ้านมีการนำน้ำจากบึงนี้ไปใช้แต่อย่างใด ระหว่างบึงทั้ง ๒ แห่งมีสายน้ำเชื่อมต่อกัน ๒ สาย สายตะวันออกน้ำไหลผ่านข้างวัดพระบาทซึ่งในอดีตไม่มีตลาดร้านค้า น้ำไหลมาทางหน้าวัดพระร่วงผ่านบ้านสันกลางทางทิศตะวันออกลงสู่บึงใต้ ส่วนสายตะวันตกน้ำบึงบางไหลผ่านบ้านปงสนุกหรือบ้านปงสุนันท์ ผ่านบ้านสันกลางทางทิศตะวันตกถึงหมู่บ้านพระนอนทางใต้ พื้นที่ระหว่างบึงทั้ง ๒ แห่งทำให้เกิดแนวเนินดินที่แบ่งออกเป็น ๓ สัน สันทางตะวันออกเรียกชื่อตามวัดพระร่วงว่า “สันพระร่วง” สันด้านกลางมีร่องน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่านกลายเป็นถนนคุ้มเดิมในปัจจุบัน กลายเป็นแนวสันสองสันแต่หมู่บ้านบริเวณนี้เรียกรวมเป็น “บ้านสันกลาง” ส่วนสันตะวันตกเรียกว่า “สันพระนอน” น้ำบ่อขุด น้ำกินน้ำใช้ในเวียงใช้ “น้ำบ่อขุด” แต่ละบ่อลึกเกินกว่า ๑๐ เมตรขึ้นไปทั้งสิ้น หากน้ำที่สามารถนำมาใช้ดื่มได้มีเพียงไม่กี่บ่อเท่านั้น บ่อน้ำทั้งหลายถือเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ผู้คนละแวกใกล้เคียงสามารถนำไปใช้สอยร่วมกันได้ แม้ว่าจะเป็นบ่อน้ำในบ้านก็ตาม ปัจจุบันเมื่อชาวบ้านเปลี่ยนมาใช้น้ำประปาจึงมีการถมบ่อไปจำนวนหนึ่ง ชาวบ้านเชื่อว่าห้ามทำผิดหรือขึด เช่น ถมบ่อ หรือตัวอย่างของคนที่มีบ่อน้ำอยู่ในบ้านไม่ได้ถมบ่อ แต่ทำฝาปิดบ่อเอาไว้แล้วเอาเตียงนอนทับบ่อน้ำไว้อีกชั้น ชาวบ้านเชื่อว่าทำแบบนี้จะทำให้อยู่กันอย่างไม่มีความสุข บ้านจะรุ่มร้อน อยู่กันไม่ได้ ลูกหลานต่างแยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น ส่วนผู้ทำก็เป็นอัมพฤกษ์ ต่อมาลูกจึงได้มารับไปอยู่ต่างจังหวัด ในที่สุดบ้านหลังนั้นก็ถูกปิดตาย แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่เก็บอนุรักษ์บ่อน้ำเหล่านี้ไว้ เช่น ที่หน้าวัดหัวข่วง หน้าวัดหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะและตามบ้านชาวบ้านเก่าแก่ที่มีฐานะอีกหลายแห่ง ชาวบ้านนอกเมืองเล่าถึงวิธีการที่จะหาบริเวณที่จะขุดบ่อน้ำ คือ จะนำเอากะละมังมาครอบดินบริเวณดังกล่าวไว้ ๑ คืน พอรุ่งเช้ามาเปิดฝาออกหากมีไอน้ำแปลว่าพื้นที่ดังกล่าวมีน้ำในดินมาก จึงจะขุดต่อไป หากเปิดฝาออกดูไม่มีไอน้ำ ชาวบ้านจะไปหาพื้นที่ใหม่แทน คติในการขุดบ่อน้ำนั้นมีกำหนดว่า การจะขุดบ่อน้ำไม่ใช่จะขุดได้ทุกหลัง เพราะบ่อน้ำดังกล่าวถือเป็นบ่อน้ำของหมู่บ้าน ๕-๑๐ หลังจึงจะมีสักบ่อหนึ่ง อีกทั้งการขุดน้ำบ่อห้ามขุดโดยให้บ้านอยู่ตรงกลางระหว่างบ่อ เพราะถือว่าจะทำให้เจ้าของบ้านอายุสั้น และเมื่อต้องการถมบ่อน้ำจะถมครั้งเดียวไม่ได้ จะต้องค่อย ๆ ถมทีละนิดทีละหน่อย หากใครถมทีเดียวหมดจะมีอันเป็นไปหรือไม่ก็เป็นไข้ไม่สบาย เป็นต้น พื้นที่การเกษตร คนในเมืองก็มีการเพาะปลูกเช่นเดียวกัน แต่จะออกไปทำข้างนอกและอยู่ใกล้แหล่งน้ำโดยเฉพาะแม่น้ำยม ชายฝั่งแม่น้ำยมในอดีตจะกว้างมากและยาวตลอดแนว เต็มไปด้วยแปลงผักมากมาย ชาวบ้านปลูกผัก ทำสวน ในแม่น้ำยมมีปลาชุกชุม เป็นปลาที่ว่ายทวนน้ำขึ้นเหนือมาจากสุโขทัยเพื่อหาอาหารกิน มีดินดอนข้างแม่น้ำเรียกว่า ดอนทราย ชาวบ้านสามารถใช้เพื่อเพาะปลูกได้ พืชที่ปลูกคือ ข้าวโพด ยาสูบ มันแกว มันแดง ต้นหอม และพืชผักสวนครัว ชุมชนที่ทำการเพาะปลูกมากที่สุดคือชุมชนวัดหัวข่วง เพราะเป็นชุมชนที่ติดกับแม่น้ำยมมากที่สุด นอกจากนี้ชาวบ้านพระนอนยังมีที่นา ทำนา ทำไร่ ทำสวน ทางอีกฝั่งของลำน้ำยมแถวบ้านป่าแมต แต่ในระยะหลังน้ำท่วมบ่อย สภาพการปลูกพืชผักริมหาดแม่น้ำยมจึงหายไป นอกจากนี้ยังมีที่นาซึ่งอยู่นอกเวียงแถบที่เป็นโรงเรียนพิริยาลัย โรงแรมนครแพร่ แถววัดสระบ่อแก้วในปัจจุบัน บริเวณตลาดน้ำทองในปัจจุบันเคยเป็นที่นาของตระกูลใหญ่ ๆ ในเวียงแพร่ บริเวณถนนเจริญเมืองและโรงเรียนเทคนิคแพร่ก็เป็นที่นาเช่นเดียวกัน ทางฟากตะวันออกก่อนเข้าถึงตัวเวียงของเมืองแพร่และถูกแบ่งเป็นลำเหมืองต่าง ๆ เพื่อใช้ในเขตชุมชน รอบ ๆ ตัวเวียงมีลำเหมือง เช่น เหมืองค่า เหมืองแดง เหมืองหิต เหมืองหลวง ไหลผ่าน โดยแบ่งหรือแยกจากลำน้ำที่มาจากแถบป่าแดง เช่น น้ำแม่ก๋อน น้ำแม่แคม และน้ำเหมืองแดง สภาพแวดล้อมของเมืองแพร่ในปัจจุบันที่มีการสร้างชุมชนสมัยใหม่เป็นแหล่งการค้า ย่านเศรษฐกิจ และโรงพยาบาลเมื่อราวสิบปีมานี้กั้นลำเหมืองและสายน้ำไม่ให้มีการระบายออกสู่ลำน้ำยม เมื่อฝนตกน้ำระบายออกไม่ทันจึงท่วมจังหวัดแพร่อยู่เสมอ พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ พระธาตุช่อแฮคือพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแพร่ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนครและเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองแพร่ อยู่นอกเวียงทางทิศตะวันออกเป็นระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร โดยมีความเชื่อเรื่องในตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่กล่าวถึงสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จมา คือ พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุดอยเล็ง และพระธาตุเนิ้ง ซึ่งเป็นพระธาตุสำคัญของเมืองแพร่ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน พระธาตุช่อแฮเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนอย่างต่อเนื่องเพราะมีการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ อธิบายถึงรูปแบบศิลปกรรมและคติการสร้างว่าน่าจะมีอายุร่วมสมัยสุโขทัย และเมื่อเมืองแพร่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของล้านนาตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมา ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบล้านนาได้เข้ามาครอบงำศิลปวัฒนธรรมในเมืองแพร่อย่างมาก เห็นได้จากรูปแบบของพระเจดีย์ที่วัดศรีชุมและวัดหัวข่วง ต่อมารูปแบบศิลปะที่รับมาจากทางล้านนาถูกปรับแปลงเป็นรูปแบบท้องถิ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของเมืองแพร่ ดังที่เห็นจากศิลปกรรมของพระธาตุช่อแฮและพระธาตุจอมแจ้งซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นับเป็นรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมแบบเมืองแพร่ในระยะต่อมา ชาวบ้านเก่าแก่เล่าว่าในอดีตพอถึงวันพระ ๑๕ ค่ำ คนเฒ่าคนแก่นิยมพาลูกหลานเดินไปใส่บาตรที่พระธาตุช่อแฮ เตรียมของไปไหว้พระธาตุด้วย เตรียมข้าวนึ่ง กับข้าว ดอกไม้ หอบหิ้วและถือไปใช้เวลาเดินราว ๒ ชั่วโมง ใส่บาตรเสร็จก็กินข้าวกลางวันแล้วเดินกลับบ้าน ถ้าไม่รีบก็จะเดินเล่นไปเรื่อย ๆ บางทีก็เดินไปจนถึงวัดพระธาตุดอยเล็ง และในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ จะมีประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปี สมัยก่อนชาวเมืองแพร่จะเดินออกทางประตูชัย ผ่านบริเวณสนามบินในปัจจุบัน ผ่านทุ่งนา ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับถนนไปสู่พระธาตุช่อแฮทุกวันนี้ ซึ่งต้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๑ วัน ต้องหาบข้าวหาบของไปและเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เนื่องจากเส้นทางเป็นป่าตลอดทางแล้วค้างคืนที่ตีนดอย รุ่งเช้าจึงเดินขึ้นพระธาตุเพื่อตักบาตร สำหรับพระธาตุช่อแฮไม่ใช่วัดมาแต่เดิม เพราะเป็นพระธาตุประจำเมืองและเป็นที่ศรัทธาของคนในท้องถิ่นอื่น ๆ ของล้านนา ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดหนึ่งในสิบสองนักษัตรด้วย และเมื่อเป็นวัดก็มีพระจำพรรษาน้อย เวลามีงานเทศกาลจึงต้องนิมนต์พระจากวัดต่าง ๆ ในเวียงมารับบาตรจนมีการมาปรับปรุงวัดพระธาตุอย่างใหญ่โตเมื่อไม่นานมานี้ วัด เจ้าพ่อผาด่าน ผีใหญ่ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแพร่ บริเวณทิศตะวันออกของลำน้ำยมและตัวเวียงแพร่ซึ่งมีพระธาตุช่อแฮเป็นศูนย์กลาง มีชุมชนป่าแดง-ช่อแฮตั้งบ้านเรือนอยู่รายรอบ เบื้องหลังคือแนวเทือกเขาใหญ่ที่มียอดเขาสูงเด่นเป็นหน้าผาใหญ่ลักษณะคล้ายหัวช้าง เรียกกันว่า “ช้างผาด่าน” และ “ช้างผาแดง” ชาวบ้านนับถือว่าเป็นภูผาศักดิ์สิทธิ์ ลำห้วยธารน้ำที่ไหลจากยอดเขานี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้ทำเกษตรกรรมในเขตป่าแดง-ช่อแฮ และรอบเวียงแพร่ ต่อเนื่องไปตลอดแอ่งที่ราบเมืองแพร่จากร้องกวางจนถึงเด่นชัย ชาวบ้านยังมีนิทานเรื่องเล่าที่อธิบายชื่อสถานที่ดอยผาช้างด่านที่เกี่ยวกับ “ปู่ละหึ่ง” ซึ่งมีเรื่องเล่าของปู่ละหึ่งในเมืองแพร่หลายแห่ง ปู่ละหึ่งเป็นชายชาวบ้านธรรมดา แต่รูปร่างล่ำสันใหญ่โต มีกำลังวังชามากแต่ไม่ใช่ยักษ์ มีข้าวของเครื่องใช้ใหญ่โตกว่าคนปกติ คนเมืองแพร่หากเห็นสิ่งของเครื่องใช้ขนาดใหญ่ก็มักจะพูดว่าเป็นของปู่ละหึ่ง ที่เกี่ยวกับดอยช้างผาด่านนั้นมีเรื่องเล่าว่า ปู่ละหึ่งมีช้างอยู่ ๑ เชือก เป็นช้างฮ้ายหมายถึงดุร้าย ซน ดื้อ ชอบเหยียบย่ำกินพืชผักที่ปลูกไว้เสียหายหมด กินเสร็จแล้วก็หนีเข้าป่าไป ปู่ละหึ่งโกรธมากจึงติดตามไป เพราะตัวใหญ่โตจึงเดินไม่กี่ก้าวก็ไล่ตามช้างทัน เมื่อเห็นช้างก็จับช้างเหวี่ยงไปรอบๆ ด้วยความโกรธ แล้วจึงเหวี่ยงไปทางทิศตะวันออกของเมืองแพร่ ช้างเชือกนั้นก็นอนล้มตายในลักษณะของช้างหมอบ กลายเป็นผาเรียกว่า ดอยช้างผาด่าน มาจนทุกวันนี้ เทือกเขาทางฝั่งป่าแดงนี้สันเขาจะแบ่งร่องน้ำอย่างชัดเจน ทางทิศเหนือของดอยสันกลาง จะมีขุนน้ำแม่แคมและขุนน้ำแม่สาย ถือผีขุนน้ำคือ “เจ้าพ่อผาด่าน” และ“เจ้าพ่อผาแดง” ส่วนทางด้านทิศใต้ของดอยสันกลางจะมีขุนน้ำแม่ก๋อน ถือผีขุนน้ำคือ “เจ้าพ่อสันใน” และ “เจ้าพ่อพญาขวา” ส่วนผีผู้รักษาป่าจะแยกออกไปอีกคือ “เจ้าพ่อดำ” ดูแลป่าในเขตบ้านนาตอง น้ำจ้อม “เจ้าพ่อสุรินทร์” ดูแลป่าในเขตบ้านนาคูหา บ้านนาแคม บ้านแม่แคม เป็นต้น อย่างไรก็ตามชาวบ้านถือ “เจ้าพ่อผาด่าน” เป็นผีใหญ่ที่เป็นผีต้นน้ำ ผีป่า และผีเขา ดูแลขุนน้ำทั้ง ๓ สาย รักษาป่าและภูเขาทั้งหมดในบริเวณนี้ และชาวบ้านทั้งหมดที่ใช้น้ำจากช้างผาด่านจะร่วมกันเลี้ยงผีใหญ่ที่หอผีใหญ่ของเจ้าพ่อผาด่านซึ่งอยู่เหนือฝายตาช้างไปราว ๔๐ เมตร การเลี้ยงผีเจ้าพ่อผาด่านในวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ โดยเลี้ยงควาย ๓ ปีต่อครั้ง ปีที่เหลือจึงเลี้ยงด้วยหมู

  • บุญสงกรานต์ย่านวิสุทธิกษัตริย์

    เผยแพร่ครั้งแรก 3 พ.ค. 2559 วิสุทธิกษัตริย์เป็นหย่อมย่านที่ตั้งอยู่ระหว่างคลองบางลำพูกับคลองผดุงกรุงเกษม ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๑ อาณาบริเวณนี้ยังคงเป็นเรือกสวนที่มีชุมชนต่าง ๆ ตั้งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ เช่น บ้านพานถม บ้านช่างหล่อ บางขุนพรหม ฯลฯ โดยมีถนนสามเสนพาดผ่านทางทิศตะวันตกขนานกับลำน้ำเจ้าพระยา มีถนนวิสุทธิกษัตริย์ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตัดตรงจากแม่น้ำมาบรรจบกับถนนสามเสน เกิดเป็นแยกบางขุนพรหมซึ่งขณะนั้นยังคงเป็นวงเวียนสามเสน กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ มีการตัดถนนวิสุทธิกษัตริย์เพิ่มเติม เชื่อมจากวงเวียนสามเสนไปทางตะวันออกจรดกับถนนราชดำเนินนอก การตัดถนนสายดังกล่าวนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่สวนผลไม้และย่านชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ด้านในให้เจริญขึ้น เกิดร้านค้าและบ้านเรือนขึ้นสองฝั่งถนน รวมถึงนำพาผู้คนในแต่ละย่านให้มาพบปะสังสรรค์กันง่ายยิ่งขึ้น จุดเริ่มต้นของการจัดประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อคุณสุวมิตร หรือแฉล้ม คงนิยม ซึ่งขณะนั้นเปิดร้านขายของจิปาถะชื่อ “ปรสุราม” บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ได้ชักชวนเพื่อนบ้านให้ร่วมจัดทำบุญเลี้ยงพระในวันตรุษสงกรานต์ โดยจัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ และได้รับความร่วมมือจากทุกครัวเรือนเป็นอย่างดี ต่างพากันมาช่วยตระเตรียมข้าวของและสถานที่ งานบุญครั้งนี้สามารถนิมนต์พระจากวัดในละแวกใกล้เคียงได้ถึง ๒๐๐ รูป วันงานมีพิธีใส่บาตร เลี้ยงพระ และการละเล่นพื้นบ้าน เช่น เสือซ่อนเล็บ เข้าผีแม่ศรี ผีสาก เป็นต้น สร้างสุขและความสนุกสนานให้กับผู้คนในย่านเป็นอย่างมาก หลังเสร็จสิ้นงาน คุณสุวมิตร คงนิยม คุณฉัตร เศวตดิษ และคุณแส ศรีกุลดิศ ซึ่งเป็นแม่งานในการจัดงานครั้งนี้ได้ปรึกษาและตกลงที่จะจัดงานบุญสงกรานต์ต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสในชุมชนขณะนั้น คือ ท่านเจ้าคุณวิเศษธรรมธาดา อดีตอธิบดีศาลฎีกา และหลวงอนุการรัชฏ์พัฒน์ (อู๋ รัชตะศิลปิน) การจัดงานทำบุญวันขึ้นปีใหม่ไทยของชาววิสุทธิกษัตริย์จึงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ นางงามตักบาตรสงกรานต์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งเป็นปีที่มีการจัดงานใหญ่โตมากขึ้น มีการนิมนต์พระภิกษุมารับบาตรเช้าถึง ๒,๐๐๐ รูป จัดเลี้ยงพระและตั้งศาลาโรงทานเรียงรายตลอดสองฝั่งถนนวิสุทธิกษัตริย์ พร้อมกับเป็นปีแรกที่มีการประกวดประขันนางงามตักบาตรสงกรานต์ขึ้น ด้วยวิธีการทอดบัตรกับหญิงสาวที่มาร่วมในงานบุญ คือ เป็นการเลือกสรรหญิงสาวผู้มีกิริยามารยาทงดงามที่เข้ามาร่วมงาน ด้วยการที่คณะกรรมการจะนำบัตรไปติดให้กับหญิงสาวที่ตรงกับคุณลักษณะ หากหญิงสาวท่านใดได้รับบัตรมากกว่าคนอื่น ก็จะได้รับตำแหน่งนางงามไป นับเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นเดียวกับการประกวดนางสาวสยามในยุคนั้น ซึ่งเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างแพร่หลายตามหน้าหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น การจัดงานดำเนินเรื่อยมาทุกปีจนกระทั่งเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น จึงชะงักและยกเลิกไปถึง ๔ ปีในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๘ จนเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๙ คุณสุวมิตร คงนิยม จึงตั้งโต๊ะประกาศที่จะจัดงานสงกรานต์ขึ้นอีกครั้ง โดยขอรับบริจาคทุนทรัพย์จากชาวบ้านเพื่อใช้ในการจัดงาน แต่ที่สำคัญยิ่งในครั้งนี้ก็คือ ได้รับพระมหากรุณาจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนการจัดงานสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ พร้อมกับพระราชทานนามของงานว่า “งานรับขวัญชาววิสุทธิกษัตริย์” งานสงกรานต์ปีนั้นนอกจากการทำบุญใส่บาตร เลี้ยงพระ มีมหรสพการละเล่น และประกวดนางงามตักบาตรสงกรานต์เช่นเดิมแล้ว ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จำลองจากวัดตรีทศเทพมาประดิษฐานไว้ที่กองอำนวยการ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำอีกด้วย เทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก “การประกวดนางงามตักบาตรสงกรานต์” เป็น “การประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์” โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เรื่องการตักบาตรเช้า การแต่งกาย และเลือกสรรหญิงงามจากกิริยามารยาทแบบไทย เพื่อยึดมั่นขนบธรรมเนียมอย่างไทยที่ต้องการอนุรักษ์ไว้ แตกต่างจากการประกวดนางสาวไทยในเวลาเดียวกัน ที่มีการพัฒนารูปแบบการแต่งกายเป็นอย่างตะวันตก เน้นอวดสรีระกันมากขึ้น ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นปีสุดท้ายที่คุณสุวมิตร คงนิยม ได้ร่วมเป็นประธานจัดงานฯ ก่อนจะเสียชีวิตลง จากนั้นในปีต่อ ๆ มาได้มีข้าราชการและผู้มีเกียรติที่อาศัยอยู่ในละแวกสลับเปลี่ยนกันเป็นประธานจัดงาน กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นับเป็นปีแรกที่มีการบันทึกชื่อผู้ได้รับตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ คือ นางสาวเบญจวรรณ บุญตามี ซึ่งได้ก้าวเข้าสู่วงการมายาในเวลาต่อมา การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ในระยะหลัง ๆ สาวงามบางคนสามารถไต่เต้าไปเป็นนักแสดงและผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม หลายคนสามารถก้าวเข้าสู่เวทีประกวดที่ใหญ่กว่าและคว้ารางวัลกลับมา ซึ่งคุณนวนัฑ แจ่มนิยม ประธานประชาคมชาววิสุทธิกษัตริย์คนปัจจุบันและเป็นผู้จัดการประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์มานานนับสิบปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงเวทีประกวดนางงามในพื้นที่ใจกลางกรุงแห่งนี้ว่า ในอดีตผู้ที่ได้รับการทอดบัตรมักเป็นลูกหลานของคนในชุมชนที่เดินทางมาร่วมทำบุญใส่บาตร แต่ต่อมามีคนจากภายนอกเข้ามาร่วมงานและได้ร่วมการประกวดด้วย ซึ่งคณะกรรมการจัดงานก็มิได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด เหตุการณ์สำคัญที่ถูกกล่าวขานและคุณนวนัฑยังจดจำได้ดีก็คือ งานสงกรานต์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๐๕ คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ (สกุลเดิม ลิมปภมร) ได้เดินทางมาร่วมงานทำบุญใส่บาตรที่ท้องสนามหลวงกับหลวงนรอัฎบัญชาผู้เป็นบิดา จากนั้นผ่านมาทางถนนวิสุทธิกษัตริย์พบเห็นการจัดงานประจำปีจึงหยุดชม ปรากฏว่าได้รับการทอดบัตรเข้าร่วมประกวดเทพีสงกรานต์อย่างปัจจุบันทันด่วน และตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ในปีนั้นก็คือ คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ นั่นเอง สร้างความฮือฮาให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก วันนั้นนอกจากคุณหญิงพันธุ์เครือจะได้รับตำแหน่งเทพีแล้ว ยังได้รับขันน้ำพานรองเครื่องถมที่เป็นของดีของย่านเป็นรางวัลอีกด้วย เวทีประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์มีการพัฒนาและได้รับความสนใจจากสังคมภายนอกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นต้นมา มีการประกวดผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ มากขึ้น นอกเหนือจากสื่อหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่มาแต่เดิม โดยปีนี้ได้มีการถ่ายทอดเสียงการประกวดผ่านทางวิทยุเป็นปีแรก และอีก ๒ ปีต่อมาได้พัฒนาเป็นการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ นับเป็นตัวชี้วัดถึงความสนใจของประชาชนไม่แพ้การประกวดนางงามระดับชาติ ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งคือ การเริ่มประกวดหนูน้อยสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ยังคงเน้นการแต่งกายชุดไทยและกิริยามารยาทแบบไทยเป็นสำคัญ สะท้อนถึงความพยายามในการปลูกฝังคุณค่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของชาติตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความภาคภูมิใจของคนในย่านวิสุทธิกษัตริย์ เช่นเดียวกับที่เวทีประกวดของย่านเล็กๆ แห่งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญของสังคมมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย อย่างหม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา อดีตนายกสมาคมสตรีไทย ผู้เป็นแบบอย่างของสตรีที่อุทิศเวลาให้กับงานส่วนรวมได้มาเป็นประธานการตัดสินในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และกรณีที่คุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ผู้ได้รับตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนางสาวไทยในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นับเป็นตัวบ่งชี้มาตรฐานการคัดสรรผู้เข้าประกวดบนเวทีระดับชาวบ้านสู่ความสำเร็จในเวทีระดับชาติ หลักการเดิม บนสถานที่ใหม่ ปัจจุบันงานสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ยังคงจัดเป็นประจำทุกปี แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างภายหลังจากการสร้างสะพานพระราม ๘ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ทำให้การจัดประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ต้องย้ายไปจัดในหลายพื้นที่ เช่น ลานอเนกประสงค์ของโรงแรมนูโว ซิตี้ อันเป็นบริเวณตลาดนานาเก่า และล่าสุดในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๕๕๘) ได้ย้ายไปจัดที่ลานอเนกประสงค์ใต้สะพานพระราม ๘ คุณนวนัฑกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีอุปสรรคในด้านพื้นที่ แต่ทุกคนที่เคยร่วมงานกันมาไม่รู้สึกย่อท้อ และปัจจุบันยังขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังชุมชนตรอกบ้านพานถมที่มีคุณพิมพ์ศิริ สุวรรณาคร เป็นประธานชุมชน กับย่านบางลำพูที่มีคุณอรศรี ศิลปี ผู้อาวุโสของย่านคอยช่วยประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ละชุมชนจะมีการจัดงานคาบเกี่ยวกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสก็จะมาร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานกับชาววิสุทธิกษัตริย์ เพราะอยู่ละแวกเดียวกัน จึงเสมือนประหนึ่งเครือญาติ การประกวดเทพีสงกรานต์ในปัจจุบัน จะมีการประกอบพิธีบวงสรวงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ ก่อนถึงวันงาน ๑ วัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างถนนวิสุทธิกษัตริย์ขึ้นมา หลังจากเสร็จพิธี ผู้เข้าประกวดจะร่วมกันสรงน้ำพระ ปล่อยนกปล่อยปลา ตกเย็นจะเป็นเวทีประกวดหนูน้อยสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่จะมีพิธีทำบุญใส่บาตรพระภิกษุสามเณร โดยผู้เข้าประกวดเทพีทุกคนจะต้องมาเข้าร่วมพิธี จากนั้นช่วงสายจึงเป็นการประกวดเทพีในรอบแรกและรอบตัดสินตามลำดับ โดยยังคงรักษาเงื่อนไขการตัดสินเช่นในอดีต คือ แต่งกายสุภาพด้วยการสวมใส่ชุดไทยจิตรลดา กิริยามารยาทงามอย่างไทย และไม่เน้นเครื่องประดับตกแต่งภายนอก นับเป็นเสน่ห์สำคัญของเวทีประกวดสาวงามแห่งนี้ที่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของกุลสตรีไทยไว้ ซึ่งในเวทีประกวดอื่น ๆ ไม่มี ถือเป็นแบบอย่างและเอกลักษณ์ที่อาจช่วยกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าเดิมของหญิงไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ที่เน้นให้ผู้หญิงต้องกล้าแสดงออกในทุกด้าน จนอาจมองข้ามความพอดีอย่างไทยไป ขอขอบคุณ: คุณนวนัฑ แจ่มนิยม ประธานประชาคมชาววิสุทธิกษัตริย์ บรรณานุกรม “ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อตัดถนนวิสุทธิกษัตริย์”. ราชกิจจานุเบกษา. ๒๐ มีนาคม ๒๔๗๑ เล่ม ๔๕. อังคเรศ บุณทองล้วน. กระบวนการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ความงามทางสรีระของผู้หญิงในสังคมไทย : ศึกษา เฉพาะกรณีการประกวดนางสาวไทย. วิทยานิพนธ์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๓๗. ๗๐ ปี ประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ ๗ ทศวรรษแห่งตำนาน งามตระการคู่พระนคร. (เอกสารเย็บเล่ม) อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2554 ชาวไทใหญ่ซึ่งกลุ่มคนไทยบางกลุ่มเรียกว่า เงี้ยว แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบ เพราะส่อไปในทำนองดูถูก หรือบางครั้งในบางแห่งก็เหมาเรียกคน กุลา หรือ กุหล่า โดยเข้าใจผิด เพราะเป็นคำที่เรียกคนต่องซู่ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์หนึ่งในพม่าที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดไทใหญ่ในรัฐฉาน จนบางครั้งไทใหญ่ก็พลอยถูกเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีถิ่นอาศัยในเขตภาคเหนือของประเทศพม่า ตอนใต้ของประเทศจีน และภาคเหนือของประเทศไทย โดยนักวิชาการบางท่านลงความเห็นว่า คำว่า ชาน หรือ ฉาน มีที่มาจากคำว่า สยาม นั่นเอง การรำกิ่งกะหล่า ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ในซอยสาธุประดิษธุ์ ๔๔/๑ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวไทใหญ่คือ ความศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อพุทธศาสนา โดยเฉพาะในการทำบุญทำทาน จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ”อย่ากินอย่างม่าน (พม่า) อย่าตาน (ทำทาน) อย่างไท” เพราะคนไทใหญ่ให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญทานบารมี ใครทำทานให้กับวัดกับพุทธศาสนามาก ก็จะได้รับเกียรติได้รับการยกย่องจากสังคมของคนไทใหญ่ ปัจจุบันชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตพม่าประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองตนเอง ทำให้ชาวไทใหญ่บางกลุ่มต้องการอิสระจากการปกครองของรัฐบาลพม่า จึงพยายามต่อสู้เพื่อความสงบสุขและความเป็นธรรมให้กับกลุ่มชนของตน บางส่วนอพยพหลบหนีเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะเข้ามาทางอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่มีนโยบายจัดการที่ชัดเจนกับกลุ่มชนนี้ ทำให้กลุ่มชาวไทใหญ่รู้สึกถึงความไม่มั่นคงทั้งในเรื่องความปลอดภัยและที่พักพิง ส่งผลให้ชาวไทใหญ่จำนวนมากย้ายถิ่นทะลักเข้าสู่เมืองใหญ่ต่าง ๆ รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมชาติพันธุ์หลากหลายซึ่งหลั่งไหลเข้ามาทำมาหากิน คนไทใหญ่อพยพเข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยมี วัดดอนหรือวัดดอนกุหล่า เป็นศูนย์กลางสำคัญ การตั้งบ้านเรือนของชาวไทใหญ่มักไม่ไกลจากวัด เนื่องจากชาวไทใหญ่ผูกพันกับวัด เพราะถือว่าเป็นแหล่งรวมจิตใจที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่วัดดอนกุหล่า ทำให้กลุ่มคนไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ขาดศูนย์รวมจิตใจไปขณะหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ชาวไทใหญ่ได้พยายามสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมของกลุ่มตนขึ้นใหม่ในเขตสาธุประดิษฐ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง การเข้ามาของชาวไทใหญ่ช่วงแรกเพื่อมาทำการค้าขาย โดยเฉพาะชาวกุหล่าหรือชาวไทใหญ่ในเขมรที่เชี่ยวชาญด้านการทำพลอย อาจกล่าวได้ว่ามีแหล่งอัญมณีที่ไหน มีชาวไทใหญ่อยู่ที่นั่น รวมถึงบ่อไพลินที่เขมร ต่อมาชาวไทใหญ่ประสบปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองของเขมร ทำให้ต้องแยกย้ายไปทำกินที่อื่นๆ ส่วนหนึ่งได้ข้ามเข้ามาทำพลอยในจังหวัดจันทบุรีและกาญจนบุรีของไทย บางส่วนเข้ามาเป็นช่างทำพลอยในกรุงเทพฯ ปัจจุบันช่างพลอยชาวไทใหญ่เหลืออยู่น้อยมาก ยังพบเห็นอยู่บ้างในแถบสีลม การอพยพย้ายถิ่นของชาวไทใหญ่มีเข้ามาเรื่อย ๆ โดยระยะหลังชาวไทใหญ่ที่อพยพเข้ามามีทั้งต้องการเข้ามาประกอบอาชีพและผลจากปัญหาทางการเมือง ปัจจุบันชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มี ๒ กลุ่มคือ พ่อค้านักธุรกิจและลูกจ้างแรงงาน ส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นแรงงานที่ประกอบอาชีพลูกจ้างทั่วไป เช่น ช่างทาสีและทำงานในโรงงาน ในขณะที่ศูนย์รวมจิตใจของชาวไทใหญ่ในปัจจุบันคือ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ในซอยสาธุประดิษธุ์ ๔๔/๑ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจทางศาสนาของพระสงฆ์และกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน ที่ศูนย์ฯ มีพระสงฆ์หมุนเวียนมาจำพรรษาในแต่ละปีไม่น้อยกว่า ๑๐ องค์ พระสงฆ์ที่จำพรรษาทั้งหมดเป็นชาวไทใหญ่หรือมีเชื้อสายไทใหญ่ นอกจากนี้ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิพระแสงธรรมขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เพื่อเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือชาวไทใหญ่ เช่น การเรียกร้องสิทธิ์ต่าง ๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง สงเคราะห์ผู้ยากไร้ เป็นต้น รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองทุกประการ มูลนิธิพระแสงธรรมได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์ ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวข้องทางศาสนาและสังคม ชาวไทใหญ่ในกรุงเทพฯ มีการประกอบกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ ทั้ง ๑๒ เดือนคล้ายกับประเพณีของไทย เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา อาสาฬหบูชา มาฆบูชา วิสาขบูชา สงกรานต์ และวันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่หลากหลายอาชีพจะเข้ามาร่วมทำบุญประกอบพิธีทางศาสนาในศูนย์ปฏิบัติธรรมสาธุประดิษฐ์อย่างหนาแน่น ในวันสำคัญอย่างเช่นวันออกพรรษา วันขึ้นปีใหม่ ชาวไทใหญ่ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มตน เช่น การรำกินนรกินรี (การรำกิ่งกะหล่า) การรำโตหรือก้าโต ฯลฯ ในงานชาวไทใหญ่ทั้งชายหญิงทุกเพศวัยจะเข้าร่วมชมการแสดงอย่างสนใจ หลังจากทำบุญและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีผู้คนเข้าร่วมงานมากขึ้น หนุ่มวัยฉกรรจ์ชาวไทใหญ่จะออกแสดงศิลปะร่ายรำร่างกายหรือเรียกว่า การลายมือ อันเป็นศิลปะการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง ผู้ชายที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มจะมีการฝึกและร่วมแสดงเป็นกลุ่มเหมือนการเข้าสังคม ในวันงานตลอดซอยสาธุประดิษฐ์ ๔๔/๑ จะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายสินค้า ทั้งอาหาร หนังสือ เสื้อผ้าของชาวไทใหญ่ รวมทั้งเทปและซีดีเพลงของนักร้องจากรัฐฉานด้วย แสดงให้เห็นว่าชาวไทใหญ่ยังผูกพันกับวิถีดั้งเดิมของตน แม้จะอยู่ไกลในบ้านเมืองอื่นก็ตาม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • “บางลำพูในความทรงจำ” จากย่านตลาดเก่าสู่สวรรค์ราคาถูกของนักท่องเที่ยว

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2554 “บางลำพู” เป็นอีกหนึ่งย่านเก่าที่อยู่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่โดดเด่นของบางลำพูคือเป็นแหล่งที่มีงานช่างฝีมืออันประณีตงดงามทั้งเครื่องทอง เครื่องถม และยังเป็นย่านตลาดสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่วันนี้บางลำพูถูกกลบด้วยธุรกิจการท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงต่าง ๆ กลายเป็นถิ่นพำนักของชาวต่างชาติ มีที่พักราคาถูก ร้านอาหารหลายระดับหลายราคา รวมทั้งเสียงเพลงและแสงสีที่ทำให้บางลำพูมีชีวิตเคลื่อนไหวเกือบตลอดค่ำคืน อะไรทำให้ย่านการค้าเก่าแก่ของคนกรุงเปลี่ยนโฉมไปได้เช่นนี้ ? วัดบวรนิเวศวิหาร ถนนสิบสามห้าง ถ่ายจากเครื่องบินเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ) เมื่อสืบอดีตกลับไปพบว่าย่านบางลำพูแห่งนี้เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ริมน้ำที่มีมาก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีวัดเก่าแก่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ ได้แก่ วัดบางลำพูหรือวัดกลางนา หรือวัดสังเวชวิศยาราม และวัดชนะสงคราม ก่อนจะเติบโตเป็นแหล่งพำนักของบรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพาร และประชาชนพลเมืองหลายหลากชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน มอญ มุสลิม ที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยคละเคล้ากัน จนทำให้เป็นแหล่งเกิดอาชีพที่หลากหลาย อันเนื่องจากความชำนาญ เช่น ชาวจีนนิยมทำการค้า ชาวมุสลิมมีฝีมือทำทอง ชาวลาวทำเครื่องเงินเครื่องถม เป็นต้น ในช่วงของการสร้างกรุงฯ ตามแม่น้ำคูคลองในแถบบางลำพูมีการค้าทางเรือแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ กระทั่งเมื่อมีการขุดคลองรอบกรุง ทำให้เกิดท่าน้ำหลายแห่งที่เป็นแหล่งขนถ่ายและแลกเปลี่ยนสินค้า พืชผักผลไม้จากย่านฝั่งธนฯ ก่อนจะพัฒนากลายเป็นตลาดบกที่สำคัญในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร เกิดการตัดถนนหลายสายในพื้นที่บางลำพูเพื่อรองรับเครือข่ายถนนที่ตัดเชื่อมมาจากพื้นที่สามเสน ได้แก่ ถนนจักรพงษ์ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง ส่งผลให้บางลำพูเติบโตจอแจไปด้วยผู้คน รถราง และการค้าพาณิชย์ ตลาดบางลำพูที่เคยเป็นตลาดขายผลไม้และของสดต่างๆ เพื่อสนองต่อคนในพื้นที่ก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และขยายตัวมากขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๕ แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถพัฒนาตลาดได้มากนัก อันเนื่องจากเกิดเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนในย่านนี้บ่อยครั้ง กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๕ จึงมีการจัดตั้งตลาดขึ้นมาใหม่ พร้อม ๆ กับการเกิดแหล่งบันเทิงขึ้นในย่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์ อย่างโรงหนังปีนัง โรงหนังบุษยพรรณ โรงละครแม่บุนนาค และโรงลิเกคณะหอมหวล ธุรกิจบันเทิงเหล่านี้ส่งผลให้ย่านบางลำพูได้รับความสนใจจากบรรดาพ่อค้านักลงทุนมากยิ่งขึ้น จนเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการค้าและเป็นศูนย์รวมมหรสพแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในระยะเวลานั้น ตลาดสำคัญของย่านบางลำพูซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในอดีต ได้แก่ ตลาดยอด ตลาดนานา ตลาดทุเรียน และสิบสามห้าง “ตลาดยอด” มีคำคล้องจองเมื่อกล่าวถึงคือ “บางลำพูประตูขาดตลาดยอด” ตั้งอยู่เชิงสะพานนรรัตน์ฝั่งทิศใต้ เป็นตลาดใหญ่และมีความสำคัญของชุมชนบางลำพูในฐานะตลาดประจำชุมชนในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนจะถูกปรับปรุงในช่วงรัชกาลที่ ๕ และรุ่งเรืองในช่วงรัชกาลที่ ๗ สินค้าที่นำมาจำหน่าย ได้แก่ ดอกไม้ ธูปเทียน มาลัย แป้ง กระแจะ น้ำอบไทย เครื่องหอม ขนมไทยต่าง ๆ และบุหรี่ไทยประเภทยาใบบัว ยาใบตองอ่อน เป็นต้น (พิเชษฐ์ สายพันธ์ : ๒๕๔๒) นอกจากนี้ตลาดยอดยังเป็นแหล่งเครื่องหนัง เสื้อผ้า ร้านอาหารมุสลิม ร้านเครื่องถ้วยชาม และห้างขายทองรูปพรรณต่าง ๆ ความรุ่งเรืองของตลาดยอดสะดุดลงจากเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากไฟไหม้ในครั้งนั้นได้มีการสร้างตลาดใหม่ขึ้น แต่เนื่องจากแผงเช่ามีราคาสูงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสู้ราคาไม่ไหว จึงแยกย้ายกันไป เจ้าของจึงรื้อตลาดแล้วสร้างเป็นห้างสรรพสินค้านิวเวิร์ด ตลาดสดจึงหายไป ชาวบ้านย่านนี้ได้หันไปจับจ่ายซื้ออาหารยังตลาดเช้าบริเวณถนนไกรสีห์ (ข้างนิวเวิร์ด) กับตลาดนรรัตน์ (เชิงสะพานนรรัตน์ด้านทิศใต้) แทน บริเวณตลาดยอดต้องเปลี่ยนโฉมกลายเป็นอาคารจอดรถและห้างสรรพสินค้านิวเวิร์ดที่กำลังถูกรื้อทิ้ง “ตลาดนานา” ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของคลองรอบกรุง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวังริมคลองบางลำพู ชื่อของตลาดนานาเป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อเจ้าของตลาด คือ คุณเล็ก นานา ชาวมุสลิมย่านคลองสาน ตลาดแห่งนี้ขายอาหารการกินและพืชผลทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และของสดเป็นส่วนมาก ก่อนจะซบเซาลงในราว พ.ศ. ๒๕๒๙ และหายไปในที่สุด ในระยะหลังเจ้าของตลาดได้เปลี่ยนพื้นที่ตลาดให้เป็นโรงแรม เกสท์เฮ้าส์ ตามกระแสนิยม ตลาดนานาจึงเป็นเพียงความทรงจำของคนยุคปู่ย่าที่ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ชื่อและป้ายตลาดเท่านั้น “ตลาดทุเรียน” ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคลองรอบกรุง ด้านทิศใต้ของสะพานนรรัตน์ เป็นแหล่งชุมนุมทุเรียนที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูกาลทุเรียนออกเป็นที่มาของชื่อตลาด นอกจากขายทุเรียนแล้ว พ่อค้าแม่ขายยังนำพืชพันธุ์การเกษตรมาขายเช่นเดียวกับตลาดนานา เช่น ผักผลไม้นานาชนิดที่ชาวสวนบรรทุกเรือมาจอดขาย แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นตลาดขายเสื้อผ้า มุ้ง และของใช้ราคาถูก ก่อนจะกลายเป็นตลาดสดในปัจจุบัน เรียกกันว่า “ตลาดนรรัตน์” “สิบสามห้าง” ปัจจุบันเป็นชื่อถนนเส้นสั้น ๆ ที่ตั้งขนานกับถนนบวรนิเวศ ชื่อถนนสิบสามห้างนี้มาจากเรือนแถวไม้สองชั้นจำนวน ๑๓ ห้อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับห้างร้านของชาวจีนในกวางตุ้ง ต่อมาเรือนแถวดังกล่าวถูกรื้อเพื่อสร้างเป็นตึก จึงเหลือไว้เพียงชื่อถนน สินค้าที่ขายในสิบสามห้าง ได้แก่ อาหารจำพวกข้าวแกง อุปกรณ์เย็บเสื้อผ้า ด้าย กระดุม เป็นต้น ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สิบสามห้างเป็นที่ชุมนุมของวัยรุ่น เพราะมีร้านอาหารเปิดขายจนดึกถึงสามสี่ทุ่ม มีร้านขายไอศกรีมซึ่งเป็นของหากินยากในยุคนั้น อีกทั้งทางร้านยังบริการเปิดโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อบันเทิงที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทยให้ประชาชนดู จึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมของวัยรุ่นยุคนั้น และถือกันว่าบางลำพูสมัยนั้นเป็นย่านที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง ตลาดเช้าเต็มไปด้วยของสดนานาชนิดจนสายตลาดจึงวาย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นตลาดขายผ้า ขายเสื้อและรองเท้า เครื่องหนังต่าง ๆ เมื่อตลาดแบบเก่าและร้านค้ารุ่นแรก ๆ เริ่มซบเซาลง กิจการการค้ารูปแบบใหม่ได้เข้ามาแทนที่และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางกิจการมีฐานเติบโตมาจากกิจการเดิม เช่น ห้างแก้วฟ้า ที่เติบโตจากร้านขายเครื่องหนังซึ่งค้าขายในยุคแรก ๆ ส่วนตลาดขายเสื้อผ้าเริ่มมีประมาณ ๒๐ ปีก่อน โดยพ่อค้าแม่ค้านิยมเอาสินค้ามาลดราคาหน้าร้านหรือเลหลังขาย โดยจับจองพื้นที่ริมถนนเปิดเป็นแผงลอยจำนวนมาก การค้าเสื้อผ้าที่ขึ้นชื่อในย่านบางลำพูแต่ก่อน คือ เสื้อผ้าชุดนักเรียนที่บรรดาผู้ปกครองต้องพากันมาซื้อหาเมื่อถึงฤดูกาลเปิดเรียน ร้านค้าเสื้อนักเรียนเปิดมากแถบถนนไกรสีห์และถนนตานี ปัจจุบันแม้บางลำพูมิได้โด่งดังเรื่องการค้าชุดนักเรียนเหมือนดังแต่ก่อน ทว่าก็ยังเป็นแหล่งขายเสื้อนักเรียนและเครื่องแบบนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของ ทั้งอาหารการกิน สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์เย็บปักถักร้อย และย่านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ย่านถนนข้าวสาร ความรุ่งเรืองที่มาแทนที่ตลาดเก่าบางลำพู ขณะเดียวกันย่านบางลำพูก็มิได้หยุดอยู่เพียงเป็นย่านการค้าเท่านั้น แต่ยังขยายเติบใหญ่เป็นศูนย์รวมของธุรกิจการท่องเที่ยวที่คึกคักและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะบนถนนข้าวสารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวแบบแบกเป้ที่ตอบสนองนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งต้องการที่พักอาศัยในราคาย่อมเยาว์ ถนนข้าวสารถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนบางลำพู จากผลการศึกษาของนักวิจัยหลายท่านระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนข้าวสารเกิดขึ้นเมื่อราว ๔๐ ปีก่อน หลังจากเกิดบริษัททัวร์ในชุมชน เป็นที่มาของสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งในด้านที่พักและอาหารการกิน ที่เบียดเสียดแน่นขนัดในย่านบางลำพูในขณะนี้ แต่ถนนข้าวสารเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดและไร้ทิศทาง จากชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบ มีวิถีชีวิตในการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน มีการพบปะแลกเปลี่ยนในรูปแบบสภากาแฟตามร้านค้าสองข้างทางก็แปรเปลี่ยนเป็นห้างร้านแออัดยัดเยียดแทบทุกตารางนิ้ว ปัจจุบันเกสท์เฮาส์ บาร์ ไนท์คลับ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถนนข้าวสาร แต่ได้ขยายออกรอบด้าน เห็นได้จากถนนรามบุตรีตลอดทั้งสาย ข้ามฝั่งมาด้านข้างวัดชนะสงคราม ซึ่งมีสถานบันเทิงต่าง ๆ รายรอบวัด ไล่ลามไปถึงถนนพระอาทิตย์และถนนพระสุเมรุ การขยายของแหล่งบันเทิง ห้างร้านต่างๆ นั้นมีผลมาจากการไหลบ่าของชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถนนข้าวสารปัจจุบันกลายเป็นชุมชนที่มีผู้คนไปมาขวักไขว่เกือบตลอดทั้งวัน เต็มไปด้วยชนต่างชาติต่างภาษา อาคารบ้านเรือนถูกปรับให้เป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือเช่า ร้านขายของที่ระลึกและสถานเริงรมย์ แม้กระทั่งซอยรามบุตรีบริเวณข้างวัดชนะสงคราม ศาสนสถานแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่อาจสะท้อนถึงวิถีที่เปลี่ยนไปของคนข้าวสารได้อย่างดี ด้วยบรรยากาศยามค่ำคืนของถนนรามบุตรี-ถนนข้างวัดชนะสงครามเวลานี้ เต็มไปด้วยสถานบันเทิงเริงรมย์ เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนที่มาเที่ยวคละเคล้าไปกับเสียงเพลงที่บรรเลงเสียงดังตลอดถนนได้โอบล้อมวัดที่เปรียบเสมือนที่พักทางใจของพุทธศาสนิกซึ่งต้องการความสุขสงบ รวมถึงเป็นสถานที่ขัดเกลาคนในชุมชนให้ออกห่างจากอบายมุขทั้งปวง แต่บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งใกล้ชิดเพียงกำแพงกั้นถนนข้าวสารจากชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับวัดได้กลายเป็นชุมชนที่อยู่คู่ขนานกับสิ่งเย้ายวนทางโลกไปเสียแล้ว กล่าวได้ว่าบางลำพู ย่านการค้าสำคัญของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อันเนื่องจากบริบทแต่ละช่วงเวลา จากชุมชนที่มีเอกลักษณ์และความงดงามทั้งทางด้านสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ย่านบางลำพูกลายเป็นแหล่งศูนย์รวมของนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกและสถานบันเทิง ดูเหมือนว่าถนนข้าวสารจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างชื่อให้กับชาวบางลำพู ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ แทนที่จะเป็นย่านค้าขายที่มีกลิ่นอายของชุมชนในอดีต อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ชาวบางลำพูบางส่วนตระหนักถึงรากเหง้าและความเป็นตัวตนที่เหลือเพียงเลือนรางในพื้นที่ให้พื้นกลับมาอีกครั้ง จึงมีการรวมตัวกันภายใต้แนวคิด “ประชาคม” ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ เป็นต้นมา เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เคยมีชีวิตและลมหายใจให้คงอยู่ ตลอดจนพยายามมีส่วนในการกำหนดทิศทางของมาตุภูมิ ถิ่นกำเนิดของตนอีกด้วย เอกสารอ้างอิง จักรสิน น้อยไร่ภูมิ. การศึกษาเพื่อหาแนวทางการอนุรักษ์ชุมชนเมืองบางลำพู เขตพระนคร. ภาควิชาการออกแบบ และวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘. ปรารถนา รัตนะสิทธิ์. “การเปลี่ยนแปลงของถนนข้าวสารในชั่วชีวิต. ” สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต ภาคมานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๗. ย่ำตรอก ซอกซอย บนถนนข้าวสาร. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๕๐. พิเชฐ สายพันธ์. รายงานโครงการวิจัยชุมชนศึกษา เรื่องจินตภาพบางลำพู. สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๒. วิมลสิริ เหมทานนท์. ”การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว : ศึกษากรณีชุมชนย่านบาง ลำพู.” วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖. อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • “ตลาดพลู” ไชน่าทาวน์ฝั่งธนฯ ในวันไร้พลู

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2554 ขณะที่สำเพ็งคือศูนย์กลางการค้าของชาวจีนฝั่งพระนคร ทางฝั่งธนบุรีก็มี “ตลาดพลู” ที่ยืนนานและยืนยงมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตย่านนี้เป็นตลาดค้าพลูและปลูกพลูมาก จนกลายเป็นที่มาของชื่อบ้านนามเมืองแทนชื่อเดิมคือ ย่านบางยี่เรือ ตลาดสดวัดกลางในปัจจุบัน ดังหลักฐานสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่อธิบายว่า แหล่งปลูกพลูสำคัญคือย่านบางไส้ไก่และย่านบางยี่เรือ ซึ่งเหลือร่องรอยเรียกชื่อวัดสำคัญ ๓ แห่งในย่านนี้คือ วัดอินทาราม (วัดบางยี่เรือบน) วัดจันทาราม (วัดบางยี่เรือกลาง) และวัดราชคฤห์ (วัดบางยี่เรือใต้ หรือบ้างก็เรียก วัดบางยี่เรือมอญ) ขอบเขตตลาดพลูด้านกายภาพมีความหมายเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑ หมายถึงสถานที่ที่เป็น ตัวตลาด ๒ หมายถึง ย่านตลาด ซึ่งพื้นที่จะมีความยืดหดไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา สำหรับคนในพื้นที่มองว่าย่านตลาดพลูกินพื้นที่ริมคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงฝั่งซ้าย นับแต่วัดเวฬุราชินเรื่อยไปจนจรดวัดขุนจันทร์ ริมคลองด่านหรือคลองสนามชัย ส่วนตลาดพลูเริ่มตั้งแต่สะพานช้างตรงคลองวัดราชคฤห์ถึงบริเวณสะพานรัชดาภิเษก ซึ่งมีถนนตอนในเรียกว่า ถนนตลาดพลู ไม่เรียกตลาดวัดกลางว่าตลาดพลู แต่ตลาดวัดกลางจัดอยู่ในย่านตลาดพลู ขณะที่คนนอกพื้นที่กลับมองว่า ย่านตลาดพลูเริ่มตั้งแต่หัวเลี้ยวโรงพักบางยี่เรือเรื่อยไปตามแนวถนนเทอดไทถึงแยกถนนวุฒากาศ สิ้นสุดตรงบริเวณวัดขุนจันทร์ ส่วนตัวตลาดพลูอยู่ใต้สะพานรัชดาภิเษก ในท้องถิ่นย่านตลาดพลูมี ศาสนสถานสำคัญ ๆ หลายแห่ง ทั้งวัดในศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาลเจ้า และมัสยิดของอิสลาม เนื่องจากบริเวณย่านตลาดพลูเป็นพื้นที่ที่มีแม่น้ำลำคลองสำคัญพาดผ่าน โดยเฉพาะเป็นเส้นทางสัญจรที่ออกสู่อ่าวไทย และสามารถติดต่อไปยังหัวเมืองตะวันตกและทางตอนใต้ได้ จึงทำให้ผู้คนจากท้องถิ่นดังกล่าวนำสินค้าในพื้นที่มาขายแลกเปลี่ยนกับคนกรุงได้สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านตลาดพลูที่มีตลาดท้องน้ำตั้งอยู่ในจุดที่สบกันของคลองใหญ่ ๓ สาย คือ คลองบางหลวง คลองสนามชัย และคลองภาษีเจริญ (ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔) อีกทั้งยังอยู่ใกล้ด่านเก็บภาษีอากรขนอนตลาดตรงปากคลองด่าน จึงเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งสินค้าขาเข้าและขาออก สินค้าที่แลกเปลี่ยนค้าขายในท้องน้ำบริเวณนี้จึงหลากหลาย ไม่เพียงพืชผัก ส้มสูกลูกไม้ตามสวนในคลองซอยต่าง ๆ ของเมืองบางกอก แต่ยังมีเรือข้าวจากสุพรรณบุรี อ่างทอง เรือเกลือ เรือปลาทู กะปิ น้ำปลา ปลาเน่า ไม้แสม และของทะเลแห้งจากเพชรบุรีและเมืองสมุทร เรือพริก หอม กระเทียม จากบางช้าง เรือขนไม้รวกจากเมืองกาญจน์ เรือบรรทุกโอ่งอ่าง หม้อไห จากราชบุรี เรือน้ำตาลจากเพชรบุรีและแม่กลอง เพื่อมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าสำคัญที่เป็นที่ต้องการในทุกถิ่นที่ นั่นคือพลูและหมากที่ปลูกกันมากในสวนเมืองบางกอก อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติ โดยเฉพาะพลูเหลืองที่ปลูกกันเป็นขนัดใหญ่ในแถบบางยี่เรือ ตั้งแต่คลองสำเหร่ คลองบางน้ำชน และคลองบางสะแก ซึ่งชาวสวนจะนำมาวางจำหน่ายกันริมคลองบางหลวงในย่านนี้ จนเป็นศูนย์กลางของการค้าหมากพลู อันกลายเป็นชื่อตลาดและคำเรียกขานย่านไปในที่สุด แม้เมื่อหมดยุคการค้าพลูไปแล้วก็ตาม ตลาดท้องน้ำในย่านนี้กินพื้นที่กว้างตั้งแต่ปากคลองด่านไปจนถึงหน้าวัดเวฬุราชิน แต่ที่หนาแน่นจะอยู่แถบหน้าวัดอินทาราม วัดจันทาราม และวัดราชคฤห์ ซึ่งชาวบ้านเรียกออกเป็นสองตลาดใหญ่ๆ คือ ตลาดวัดกลางกับตลาดพลู โดยขอบเขตพื้นที่ของตลาดวัดกลางและตลาดพลูปรากฏชัดเจนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ระบุว่า ตลาดพลูกินพื้นที่บริเวณตั้งแต่ปากคลองบางน้ำชนไปถึงปากคลองบางสะแก ส่วนตลาดวัดกลางนั้นเริ่มตั้งแต่วัดอินทารามเรื่อยมาถึงวัดราชคฤห์ การเติบโตของย่านตลาดพลูนอกจากปัจจัยในเรื่องเส้นทางน้ำแล้ว การพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกก็มีส่วนสำคัญ คือในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้มีการสร้างทางรถไฟสายท่าจีนจากคลองสาน จังหวัดธนบุรี ถึงมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ทำให้สะดวกต่อการขนส่งอาหารทะเลขึ้นมาขาย ทำให้ตลาดพลูมีความคึกคักยิ่งขึ้น ด้วยมีสถานีรถไฟเกิดขึ้นในย่านนี้ สินค้าทะเลสามารถส่งมาขายในตลาดได้รวดเร็วขึ้น และย่านตลาดพลูได้กลายเป็นชุมทางของการสัญจรที่คนในท้องที่สวนด้านในจากหนองแขม บางแค บางแวก บางขุนเทียน ที่มีแต่เส้นทางเรือสัญจรจะมาขึ้นย่านตลาดแห่งนี้ เพื่อต่อเรือเมล์หรือรถไฟเข้าไปในพระนครหรือเมืองแม่กลองและหัวเมืองทางใต้ ประกอบกับย่านตลาดพลูมีโรงบ่อนเบี้ยหลวง ซึ่งเป็นบ่อนการพนันที่ถูกกฎหมายของรัฐ ตลอดจนโรงหนัง โรงงิ้ว โรงยาฝิ่น ไว้ให้บริการแก่ชาวจีนที่นิยมเสพ โดยเฉพาะกุลีชาวจีนตามโรงสี โรงเลื่อย คานเรือ ที่มีดาษดื่นริมสองฝั่งคลองบางหลวง จึงทำให้ย่านตลาดพลูคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเกือบตลอดทั้งวัน นับแต่รัชกาลที่ ๔ จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นช่วงเวลาที่มีคนจีนอพยพเข้ามายังสยามอย่างต่อเนื่อง ชาวจีนบางส่วนพากันมาตั้งถิ่นฐานในย่านตลาดพลู ทำให้การค้าในพื้นที่นี้เติบโตกลายเป็นตลาดใหญ่สุดในย่านฝั่งธนฯ ที่ใคร ๆ ก็ต้องเดินทางมาจับจ่ายซื้อของ ด้วยมีของอุปโภคบริโภคบริบูรณ์ ทั้งผลิตในประเทศและจากเมืองจีน อาทิ เครื่องโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เตียง ถ้วยชาม เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว น้ำปลา ลูกพลับ ลูกไหน ลิ้นจี่ดอง ใบชา เหล้าจีน เครื่องอัฐบริขาร เครื่องจันอับ ตลอดจนขนมและข้าวของเซ่นไหว้นานาชนิดของคนจีน กระทั่งช่วง พ.ศ. ๒๔๘๐ มีการตัดถนนเทอดไทผ่านเข้ามาในย่านตลาดพลู ส่งผลให้การคมนาคมสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ชาวตลาดพลูเกิดการปรับเปลี่ยนจากการทำการเกษตรอย่างเดียวมาทำการค้าโชห่วย เปิดร้านอาหาร และธุรกิจอย่างอื่น เช่น โรงงานยาหม่องตราถ้วยทอง ยาหอมตรา ๕ เจดีย์ โรงทำเต้าเจี้ยว โรงนึ่งปลาทู โรงน้ำปลา เป็นต้น เกิดการจ้างงานของชาวจีนจำนวนมาก ช่วงเวลานี้ตลาดพลูนับเป็นช่วงที่มีความเจริญสูงสุด รวมทั้งการค้าพลูก็ยังคงมีความคึกคักเช่นเดิม เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น การทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้ผู้คนฝั่งพระนครพากันอพยพหลบหนีเข้ามาอยู่ในสวน ประกอบกับเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ส่งผลให้สวนล่ม และรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีนโยบายให้ยกเลิกการกินหมากพลู ส่งผลกระทบให้มีการทำลายต้นหมากพลู และการค้าพลูหยุดลง ชาวสวนที่สวนล่มจึงเห็นลู่ทางให้เช่าที่ปลูกบ้านแก่คนที่อพยพเข้ามาหลังสงคราม ประจวบกับในราว พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อรัฐบาลมีแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร โดยขยายเมืองและสร้างสาธารณูปโภคด้านต่างๆ รองรับ ส่งผลให้ตลาดพลูมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจอย่างมาก พร้อม ๆ กับเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในพื้นที่ด้วย เนื่องจากมีการถมคลอง สร้างบ้านเช่าห้างร้านมากขึ้น ทำให้พื้นที่สวนลดน้อยลงเรื่อยๆ ผู้คนจำนวนมากต่างเลิกทำสวน และเนื่องจากความสะดวกสบายที่เอื้อต่อการทำมาหากินในย่านนี้ ส่งผลให้ย่านตลาดพลูมีปัญหาแรงงานอพยพ พื้นที่ตามชุมชนต่าง ๆ เริ่มแออัดมากขึ้น พื้นที่การเกษตรถูกปรับเปลี่ยนเป็นย่านที่อยู่อาศัย พื้นที่การค้าหลักของย่านถูกถนนตัดคร่อม จากท่าพระถึงแยกถนนจรัญสนิทวงศ์ กอปรกับตัดเส้นทางรถไฟสายแม่กลองมาสิ้นสุดที่วงเวียนใหญ่ จึงทำให้ย่านวงเวียนใหญ่พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการค้าขึ้นมาแทนที่ คนมาจับจ่ายซื้อขายสินค้าในย่านตลาดพลูลดลง จนในที่สุดก็ซบเซาลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันย่านตลาดพลูมีตลาดวัดกลางเป็นตลาดใหญ่ที่ยังคงขายอาหารสดและอาหารแห้ง รวมถึงของอุปโภคบริโภค โดยภายในตลาดมีทั้งแผงขายของและเรือนแถวไม้กับตึกแถว ส่วนแนวทางเดินริมเขื่อนที่เป็นถนนในมีร้านขายยา ร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องจักสาน ไปจนถึงหลังวัดราชคฤห์ ตลาดวัดกลางจะคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนสายตลาดก็จะวาย ขณะเดียวกันร้านค้าบริเวณสองฝั่งถนนเทอดไทยังมีคลินิก ร้านค้าเปิดขายอยู่ ในบริเวณที่ใกล้กับสถานีรถไฟตลาดพลูไปจนจรดใต้ถนนรัชดาภิเษกจะค่อนข้างคึกคัก เพราะเป็นตลาดขายอาหาร มีร้านก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ผัดไท ข้าวราดแกงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีร้านขายขนมหวานขึ้นชื่อ เช่น ร้านขนมหวานตลาดพลู ร้านหมี่กรอบจีนหลี ร้านขายกุยช่าย ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบ เป็นต้น ตลาดริมทางรถไฟเปิดขายตั้งแต่เช้าและปิดในเวลา ๔-๕ โมงเย็น พอตกค่ำจะมีตลาดช่วงเย็นมาเปิดแทน หรือเรียกว่าตลาดโต้รุ่ง ปัจจุบันตลาดวัดกลางบริเวณริมคลองวัดจันทารามเป็นแผงขายของสด เช่น ผักสด ผักดอง ผลไม้ตามฤดูกาล ปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็ม หมู เนื้อ เป็นต้น ส่วนบริเวณแนวซอยถนนเทอดไท ๑๒ จะเป็นร้านขายของชำของคนจีน ของอุปโภคบริโภค บริเวณนี้มีลักษณะเป็นเรือนไม้และตึกแถว โดยชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายของ ตลาดวัดกลางตั้งแผงตั้งแต่เช้ามืดและวายในตอนสาย ๆ ราว ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. ตลาดพลูเป็นตลาดที่มีการพัฒนามาจากตลาดชุมชน ซึ่งเป็นตลาดขายพลูและผลหมากรากไม้ จนพัฒนากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าของฝั่งธนบุรี ที่มีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิด ตลอดจนเป็นแหล่งบันเทิงที่มีโรงมหรสพต่าง ๆ ไว้บริการ กระทั่งเจริญถึงขีดสุดก็ทรุดโทรมลงในเวลาต่อมา เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ดีย่านการค้าเก่าแก่อย่างตลาดพลูจะเงียบเหงาลงมากในปัจจุบัน หากแต่มิได้สิ้นสูญไป กลับปรับเปลี่ยนไปสู่ตลาดขายอาหารที่เป็นต้นทุนเดิมของชาวตลาดพลู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาวจีนที่ยังสามารถธำรงเอกลักษณ์ความเป็นชุมชนชาวจีนและกลิ่นอายของความเป็นตลาดพลูในอดีตไว้ได้เช่นเดิม เอกสารอ้างอิง กวี รักษ์พลอริยะคุณ. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนย่านตลาดพลู. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ มหาบัณฑิต สถาบันราชภัฏธนบุรี. ๒๕๔๖. พวงร้อย กล่อมเอี้ยง และคณะ. โครงการวิจัยประวัติศาสตร์วิถีชีวิตท้องถิ่นย่านตลาดพลู. สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย กลุ่มโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคกลาง. ๒๕๔๖. อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ลิเกเรียบ จากการสรรเสริญพระเจ้าสู่มหรสพ

    เผยเเพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2554 ลิเกเป็นมหรสพการแสดงที่ชาวบ้านภาคกลางนิยมไม่แพ้ลำตัด ซึ่งทั้งสองอย่างมีที่มาจากการสวดของพวกแขกมุสลิม ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่า “ลิเก” หรือ “ยี่เก” เพี้ยนมาจากคำเปอร์เซียว่า ซิกุร [Zikr] หรือ ซิเกรฺ หมายถึงพิธีสวดของพวกซูฟี ซึ่งร่องรอยของแหล่งที่มายังปรากฏในการแสดงลิเกทุกวันนี้ นั่นคือการเบิกโรงด้วยการ “ออกแขก” ที่ตอนหลังมาปรับปรุงเป็น “การออกภาษา” ไป การเล่นลิเกเรียบต้องอาศัยความพร้อมเพรียง ทั้งในการร้อง ตีกลอง และปรบมือ ซึ่งต้องคอยดูสัญญาณจากหัวหน้าวงเป็นสำคัญ หัวหน้าวงคณะทับช้างนาลุ่มก็คือ ฮัจญีฮาวัง มะหะหมัด ตาเฮด (คนคล้องผ้าสีดำในภาพ) ในเรื่องนี้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือ ระเบียบตำนานละคร ว่า “คำว่า ดิเก เป็นภาษามลายู แปลว่า ขับร้อง เดิมนั้นเป็นแต่การสวดบูชาพระในทางศาสนาของพวกแขกอิสลาม สำรับหนึ่งมีนักสวดตีรำมะนาประมาณ ๑๐ คน สวดเพลงแขกเข้ากับจังหวะรำมะนา... ผู้เล่นลิเกหรือดิเกในขั้นต้นนั้น นั่งตีรำมะนาล้อมกันเป็นวงหลาย ๆ คน ปากก็ร้องเพลงภาษาแขกและมือก็ตีรำมะนากันไปด้วย คำร้องต่าง ๆ ที่พวกลิเกร้องนั้นรวมเรียกว่า ‘บันตน’ คำว่า บันตน นี้มาจากคำว่า ‘บันตุน’ ของชาวมลายู และชาวสุนดา ซึ่งเรียกชื่อกวีนิพนธ์และเรื่องเล่าชนิดหนึ่ง เมื่อพวกลิเกได้ร้องบันตนและตีกลองรำมะนาไปสุดสิ้นกระบวนความ ก็เริ่มแยกการแสดงพลิกแพลงออกไปได้เป็น ๒ สาขา สาขาหนึ่งเรียกว่า ‘ฮันดาเลาะ’ แสดงเป็นชุดต่าง ๆ เช่นชุดต่างภาษาบ้าง เรื่องเบ็ดเตล็ดบ้าง อีกสาขาหนึ่งเรียกว่า ‘ละกูเยา’ เป็นการแสดงว่ากลอนด้นแก้กัน อันเป็นต้นทางของ ‘ลิเกลำตัด’ หรือลำตัด” ในช่วงแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ มุสลิมมลายูหัวเมืองภาคใต้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ จำนวนมาก ได้นำเอารูปแบบการสวดสรรเสริญพระเจ้ามาดัดแปลงขับเล่น พร้อมกับการตีกลองรำมะนา จนกลายเป็นเอกลักษณ์การแสดงของชาวมลายูในกรุงเทพฯ และภาคกลาง เรียกกันว่า ลิเกเรียบ หรือ ลิเกกลอง เพราะนั่งเรียบเสมอไปกับพื้น ไม่ได้ลุกขึ้นมายืนหรือเต้นอย่างลิเกทั่วไป อีกทั้งเครื่องดนตรีที่ใช้คือ กลองรำมะนา อย่างเดียว จากประวัติลิเกเรียบของ “คณะทับช้างนาลุ่ม” ในคลองประเวศม์ ที่บอกเล่าต่อ ๆ กันมากล่าวว่า เริ่มเล่นตั้งแต่ราวต้น พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยมีโต๊ะครูดามัน ซึ่งเป็นชาวมลายูปัตตานีจากวัดตึก (วัดชัยชนะสงคราม) พาหุรัด พายเรือมาพักยังบ้านโต๊ะกีมุด ที่บ้านทับช้าง แล้วมาร้องเล่นกันที่นั่น เริ่มจากบ้านสองบ้าน ต่อมาโต๊ะกีซีนซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหามากได้สอนให้คนอื่น ๆ เล่นจนเผยแพร่กันไปทั่ว ลิเกเรียบมีต้นเค้ามาจากลิเกเมาริดหรือการสวดสรรเสริญนบีของชาวมลายูภาคใต้ โดยการนำเอาคำโคลงคำกลอนภาษาอาหรับในหนังสือ บัรซันญี ของ อะบูซิดีน มาแปลงเป็นละฮูกลองหรือเพลงกลอง คือ ร้องเป็นทำนองและตีกลองด้วยการด้นสดเป็นภาษาไทย ซึ่งจะแต่งขึ้นเอง เป็นเรื่องสนุกสนานทั่วไป แต่ถ้าจะร้องสรรเสริญพระเจ้าก็จะใช้คำโคลงของอะบูซิดีน ร้องเป็นภาษาอาหรับด้วยท่วงทำนองของมลายู การเล่นลิเกเรียบจะนำคัมภีร์อัลกุรอ่านมาร้องไม่ได้เลย ใช้ได้แต่คำกลอนในหนังสือ บัรซันญี ที่แต่งโดยอะบูซิดีนเท่านั้น หนังสือเล่มนี้มีหลายบท ทั้งบทที่เล่าเรื่องราวประวัติของท่านศาสดามะหะหมัด บทที่ว่าด้วยการรักษาโรค บทที่ว่าด้วยการป้องกันหรือขับไล่สิ่งอัปมงคล ภัยพิบัติต่าง ๆ บทร้องสรรเสริญสดุดีที่สนุกสนาน ซึ่งลิเกเรียบจะเลือกบทที่เป็นการสรรเสริญสดุดี มีความครึกครื้น ไม่ใช่บทที่โศกเศร้าหรือไล่สิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ การแสดงลิเกเรียบนอกจากจะต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการด้นเพลงสดแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ท่วงทำนองการร้องต้องร้องเสมอกัน ทั้งกลองที่ตีก็ต้องพร้อมกัน เสียงเสมอกัน ไม่มีเสียงเพี้ยนหรือโดดออกมา ดังนั้นการฝึกซ้อมให้ได้จังหวะพรักพร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนไหนไม่ฝึกซ้อม ไม่มีทางทำได้ การร้องการตีกลองทุกอย่างต้องดูหัวหน้าวงเป็นสำคัญ เพราะจะเป็นผู้ให้สัญญาณในการเปลี่ยนทำนองเปลี่ยนจังหวะ “เวลาเล่นประชันวง การตัดสินเขาใช้วิธีฟังจาก หนึ่ง เสียงกลอง มันพร้อมเพรียงกันไหม สอง เสียงร้อง ต้องร้องเรียบเสมอกัน ไม่มีเสียงโดดออกมา เวลาเล่นลิเกเรียบ ขั้นตอนร้องแรก ๆ จะช้า แล้วจึงกระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ว่า ลิเกครึ่งท่อน ภาษาลิเกเรียบว่า ‘ยืน’ หรือ ‘องค์’ หนึ่ง ยืนหนึ่งก็ชั่วโมงหนึ่ง หมายความว่ายกหนึ่ง มีหลายทำนอง ร้องช้าท่อนแรก พอไปสักครึ่งก็เร็วหน่อย ผู้ตัดสินจะฟังว่า ใครเสียงดี ใครจะแหบดัง ใคร (เสียง) จะเรียบร้อย แพ้กันตรงนี้แหละ” กลองรำมะนาปัจจุบันมีราคาแพงมาก ไม้ที่ทำเป็นหุ่นกลองต้องใช้ไม้มะค่าหรือไม้เต็ง ไม้แดง เขียงหนึ่งราคา (ราว ๑๐๐ ปีก่อน) ตกประมาณ ๘ บาท จัดว่าแพงมาก แต่ปัจจุบันตกราคา ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทเมื่อกลึงเป็นรูปร่างแล้ว และยังต้องใช้หนังควายและหวายตะคร้าอีกด้วย ดังนั้นการดูแลรักษากลองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเล่นเสร็จทุกครั้งต้องจัดใส่ถุงผ้าให้เรียบร้อย ฮัจญีฮาวัง หัวหน้าวงทับช้างนาลุ่มขยายความให้ฟัง ลิเกเรียบหนึ่งวงนั้นต้องมีผู้แสดงเต็มที่ไม่เกิน ๑๕ คน จะน้อยกว่านั้นก็ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า ๙ คนเพราะจะเสียเปรียบเมื่อมีการเปรียบวงกัน ด้วยเสียงกลองตีอาจไม่ถึง เสียงเบาไม่มีใครอยากเปรียบด้วย เพราะหากเปรียบแล้ว ปรากฏว่าวงที่มีกลองน้อยเป็นฝ่ายชนะ วงที่ไปเปรียบด้วยก็จะเสียชื่อ จำนวนคนเล่นเท่าใดก็ต้องมีจำนวนกลองเท่านั้น เพราะลิเกเรียบตัดสินกันด้วยกลอง แม้จะว่าจ้างหรือหาไปแสดง ผู้ว่าจ้างก็จะคิดราคาตามจำนวนกลอง ไม่ได้คิดตามจำนวนคนที่ไป ซึ่งจะเอาไปผลัดกันตีกี่คนก็แล้วแต่ หากมีกลอง ๑๐ ใบ ก็คิดราคาหมื่นหนึ่ง และผู้แสดงลิเกเรียบมีข้อกำหนดเลยว่าต้องเป็นชายเท่านั้น จะมีผู้หญิงร่วมเล่นอย่างดิเกร์ฮูลูไม่ได้ เพราะเสียงผู้หญิงคนละโทนกับเสียงผู้ชาย หากร้องเสียงไม่เสมอเป็นอันใช้ไม่ได้ และที่สำคัญการตีกลองถือว่าหนัก ต้องใช้พละกำลังมากในการตีให้เสียงดังกระหึ่ม ขนาดที่ว่าหากตีในห้อง แล้วไม่เปิดประตูหน้าต่าง เสียงกลองทำให้กระจกแตกได้ หรือแม้แต่ลำโพงฉีกขาดก็เคยเกิดมาแล้ว ลักษณะเช่นนี้กระมังที่คนไทยโบราณมักมีคำติดปากห้ามลูกหลานว่า “อย่าฟังกลองแขก มันมักใจแตก” ซึ่งชาวคณะทับช้างนาลุ่มต่างเห็นพ้องกับคำกล่าวนี้ ด้วยพวกเขาบอกว่า คนเล่นเป็น เขาจะไม่มาดูมาฟัง เพราะของจะขึ้น มันจะคันไม้คันมือ อยากโดดลงไปเล่นด้วย ปัจจุบันลิเกเรียบแม้ยังมีสืบต่อกันหลายวงในกรุงเทพฯ แต่ก็น่าเป็นห่วง ด้วยผู้เล่นและผู้ฟังล้วนเปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ต่างสูงวัยกันทั้งสิ้น บรรดาเยาวชนไม่ให้ความสนใจต่อมหรสพดังกล่าว จึงไม่ต้องหวังว่าจะมีการรับช่วงสืบต่อ อีกทั้งการทำกลองรำมะนาในปัจจุบัน ใบหนึ่งตกราคาเป็นหมื่น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาใครมาสนับสนุนมรดกวัฒนธรรมการแสดงประเภทนี้ของชาวมลายู อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ‘ภาษีเจริญ’ บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลง

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2554 ‘ภาษีเจริญ’ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาหรือฝั่งธนบุรี นับตั้งแต่เมื่อแรกมีคลองขุดภาษีเจริญในสมัยรัชกาลที่๔จนกระทั่งเป็นเขตหนึ่งของกรุงเทพฯ อย่างปัจจุบันภาษีเจริญเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมากมายไม่ต่างไปจากพื้นที่อื่น ๆในฝั่งธนบุรีโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนจากสังคมชาวสวนที่พึ่งพาอาศัยกันมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำมาสู่สังคมเมืองที่เต็มไปด้วยถนนหนทางตึกรามบ้านช่องแน่นขนัดเพื่อรองรับผู้คนจากต่างถิ่นที่หลั่งไหลเข้ามาและมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งรุดหน้ารวดเร็วมากขึ้นในอนาคต ภาพคลองภาษีเจริญตอนในทางฝั่งธนฯ สมัย ร. ๕ ยังเห็นบ้านเรือนหลังคาจากหนาแน่น จากคลองขุดถึงเขตปกครอง พื้นที่ ‘ภาษีเจริญ’ ในฐานะเขตการปกครองของกรุงเทพมหานครมีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียงคือทิศเหนือติดต่อกับเขตตลิ่งชันทิศตะวันออกติดต่อกับเขตบางกอกใหญ่และเขตธนบุรีทิศใต้ติดต่อกับเขตจอมทองและเขตบางบอนทิศตะวันตกติดต่อกับเขตบางแคแบ่งพื้นที่การปกครองเป็น๗แขวงคือบางหว้าบางด้วนบางจากบางแวกคลองขวางปากคลองภาษีเจริญและคูหาสวรรค์การอธิบายภาพความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ภาษีเจริญนั้นมิอาจจำกัดเพียงขอบเขตพื้นที่ที่แบ่งตามเขตการปกครองได้แต่ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ทางวัฒนธรรมรวมถึงความสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบที่สัมพันธ์ต่อการก่อร่างสร้างชุมชน จุดเริ่มต้นของพัฒนาการย่านภาษีเจริญเริ่มตั้งแต่การขุดคลองภาษีเจริญในสมัยรัชกาลที่ ๔ ผู้ริเริ่มขุดคลองดังกล่าวคือพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ (เจ๊สัวยิ้ม) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดเส้นทางใหม่ที่สะดวกต่อการขนส่งอ้อยและน้ำตาลจากแหล่งผลิตใหญ่ที่นครชัยศรีมายังกรุงเทพฯรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระภาษีสมบัติบริบูรณ์เป็นแม่กองงานดำเนินการขุดคลองเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๑๐โดยเริ่มต้นจากวัดปากน้ำริมคลองบางกอกใหญ่ขุดออกไปทางทิศตะวันตกจรดแม่น้ำท่าจีนที่ตำบลดอนไก่ดีแขวงเมืองสมุทรสาครซึ่งมีโรงหีบอ้อยของเจ๊สัวยิ้มตั้งอยู่ คลองภาษีเจริญจึงกลายเป็นเส้นทางสำคัญในการติดต่อค้าขายระหว่างชุมชนในแถบแม่น้ำท่าจีนกับกรุงเทพฯ ทั้งยังมีจุดเชื่อมต่อกับคลองที่มีชื่อคล้องจองกันคือคลองดำเนินสะดวกซึ่งเป็นคลองที่ขุดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกับคลองภาษีเจริญคลองดำเนินสะดวกเชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนที่ตำบลบางยางกับแม่น้ำแม่กลองที่ตำบลบางนกแขวกทำให้ชาวบ้านสามารถแจวเรือจากกรุงเทพฯตรงไปยังสมุทรสงครามราชบุรีและกาญจนบุรีได้โดยสะดวก ผู้คนจึงพากันย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานสองฝั่งคลองภาษีเจริญเมื่อเกิดการขยายตัวของชุมชนริมฝั่งคลองมากขึ้น ทางราชการจึงจัดตั้ง ‘อำเภอภาษีเจริญ’ ขึ้นในปีพ.ศ. ๒๔๔๒ มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดธนบุรีต่อมาทางราชการได้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเปลี่ยนเป็น กรุงเทพมหานคร ใ นปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พร้อมกับได้ยุบการปกครองท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลและเทศบาลรวมทั้งเปลี่ยนการเรียกชื่อ ตำบล และ อำเภอ ใหม่อำเภอภาษีเจริญจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเขตภาษีเจริญสืบมาถึงปัจจุบัน ทำนาทำสวนผักและทำสวนส้ม ระยะแรกผู้คนที่บุกเบิกพื้นที่ริมฝั่งคลองเป็นที่อยู่อาศัยโดยมากจะทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและมีการขุดคลองหลายสายเชื่อมต่อกับคลองภาษีเจริญไปยังพื้นที่เกษตรกรรมหรือเป็นเส้นทางลัดไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเช่นคลองราชมนตรีคลองบางหว้าเป็นต้นสมัยนั้นพื้นที่แถบภาษีเจริญและละแวกใกล้เคียงหนาแน่นไปด้วยพื้นที่สวนและท้องนาตลอดริมฝั่งคลองดารดาษไปด้วยสวนผักสวนผลไม้ประเภทต่าง ๆ เช่น ส้มเขียวหวานส้มโอหมากมะพร้าวฯลฯ ส่วนท้องนามีอยู่ทั่วไปตั้งแต่บางแคบางแวกบางไผ่หนองแขมบางบอนฯลฯ “ตรงแถบคลองนี่เป็นสวนทั้งหมดปลูกส้มบางมดตั้งแต่นี่ไปถึงบางขุนเทียนบางมดส่วนสวนหมากสวนพลูสวนมะพร้าวแถบวัดอ่างแก้ววัดรางบัวตรงไปทางบางบอนก็สวนส้มแต่ทางบางแวกบางขี้แก้งบางไผ่เป็นท้องนาหมดบริเวณนี้จึงเป็นจุดนัดพบเอาของมาขาย” อาจารย์สุโชติดาวสุโขวัย 72 ปีซึ่งตั้งบ้านอยู่ริมคลองภาษีเจริญตั้งแต่รุ่นก๋งให้ภาพของสภาพพื้นที่ในอดีตกระจ่างมากขึ้น ต่อมาเกิดตลาดท้องน้ำขนาดใหญ่ขึ้นคือตลาดน้ำบางแคหรือตลาดน้ำหน้าวัดนิมมานรดีเป็นจุดนัดพบของพ่อค้าแม่ค้าชาวสวนเพื่อมาแลกเปลี่ยนพืชผลต่าง ๆ ตลาดน้ำบางแคตั้งอยู่ในคลองราชมนตรีตรงจุดเชื่อมต่อกับคลองภาษีเจริญกินอาณาเขตตั้งแต่หน้าวัดนิมมานรดีเรื่อยไปจนถึงท่าเกษตรในปัจจุบันทุกวันจะคับคั่งไปด้วยเรือสินค้าจำพวกพืชผลต่างๆทั้งเรือพายขายผักและผลไม้ของชาวสวนในละแวกบางแคบางขี้แก้งบางแวกบางไผ่ฯลฯ ตลอดจนเรือจากต่างถิ่นก็มีมาเช่นเรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกใบตองกล้วยหัวปลีมะพร้าวพริกหัวหอมหัวกระเทียมแห้งฯลฯ มาจากบางช้างพ่วงต่อกันมาจากคลองดำเนินสะดวกเข้ามาตามคลองภาษีเจริญเรือจากแม่กลองและท่าจีนมีพวกกะปิน้ำปลาปูเค็มปลาเค็มมาขายพ่อค้าแม่ค้าจากอยุธยานครสวรรค์สุพรรณบุรีล่องเรือลงมาหาซื้อพวกมะพร้าวหมากไปขายต่อยังพื้นที่ตน นอกจากตลาดในท้องน้ำแล้วริมคลองภาษีเจริญยังเป็นที่ตั้งของกิจการร้านค้าต่าง ๆ อย่างบริเวณตลาดน้ำบางแคทั้งริมฝั่งคลองภาษีเจริญและคลองราชมนตรีมีเรือนแถวขายของสารพัดอย่างตั้งอยู่หลายร้านส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นเถ้าแก่ชาวจีนส่วนกิจการอื่น ๆ ก็มีเช่นกิจการโรงสีข้าวโรงไม้โรงเชือดหมูเป็นต้นต่างก็อาศัยคลองภาษีเจริญเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญสถานที่ราชการในระยะแรก ๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองเช่นกันดังเช่นที่ทำการอำเภอภาษีเจริญเดิมตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๒ ตัวอาคารตั้งอยู่ริมคลองตรงวัดรางบัวแขวงบางหว้าหรือสถานีตำรวจภาษีเจริญที่ตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๕๔ เดิมชื่อสถานีตำรวจอ่างแก้วเพราะตั้งอยู่ริมคลองใกล้กับวัดอ่างแก้วแขวงบางหว้าเป็นต้นนอกจากนี้ยังมีวัดที่สร้างขึ้นริมคลองหลังการขุดคลองภาษีเจริญแล้วหลายวัดส่วนใหญ่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ที่สำคัญเช่นวัดอ่างแก้ววัดรางบัววัดนิมมานรดีวัดม่วงวัดหนองแขมเป็นต้น คลองภาษีเจริญเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อตัดถนนเพชรเกษมชีวิตที่เคยหันหน้าสู่ลำคลองจึงถูกแทนที่ด้วยความเจริญริมถนนถนนเพชรเกษมหรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข๔เริ่มต้นที่ สะพานเนาวจำเนียร บางกอกใหญ่ ผ่านภาษีเจริญ บางแค หนอ งแขมแล้วผ่านลงไปยังจังหวัดภาคใต้ สร้างเสร็จเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๓ ระยะแรกถนนเพชรเกษมเป็นเพียงถนนลูกรังคนจึงย้ายไปอยู่ริมถนนเพชรเกษมไม่มากนักกระทั่งต่อมาเมื่อถนนราดยางรถราวิ่งได้โดยสะดวกผู้คนจึงพากันไปจับจองพื้นที่ริมถนนเพชรเกษมมากขึ้นตลาดน้ำบางแคเริ่มซบเซาลงเกิดตลาดสดแห่งใหม่ริมถนนเพชรเกษมคือตลาดทวีทรัพย์จนขยายเป็นตลาดสดที่ใหญ่โตคึกคักมาจนทุกวันนี้ “ก่อนเกิดตลาดทวีทรัพย์ข้างถนนเพชรเกษมมีบ่อหลาคนต่างเอาสินค้ามาขายที่บ่อหลามีเรือลอยขายคนเดินทางทางรถก็มาซื้อตลาดน้ำที่บางแคข้างทวีทรัพย์ก็เกิดขึ้นมาได้เพราะเพชรเกษมเจริญตลาดเรือจากบ่อหลาก็ขยายมาที่หน้าวัดนิมมานรดีมาเจริญมาก ๆ เมื่อเกิดตลาดใหม่บางแคและตลาดทวีทรัพย์ซึ่งถมบ่อหลามาสร้างตลาด” ผู้ใหญ่เดือนซึ่งเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและมีบ้านตั้งอยู่ริมคลองภาษีเจริญขยายความถึงพัฒนาการของตลาดในย่านนี้ให้ฟัง ยุคถนนและโรงงาน ในช่วงหลังพ.ศ.๒๕๐๐ ย่านนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วผู้คนเริ่มแออัดหนาแน่นมากขึ้นหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๙) ควบคู่ไปกับแผนพัฒนากรุงเทพฯที่กระจายเขตอุตสาหกรรมออกไปยังชานเมืองทำให้พื้นที่รอบนอกอย่างภาษีเจริญบางแคหนองแขมราษฎร์บูรณะจอมทองบางขุนเทียนกลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ดินมีราคาค่างวดสูงขึ้นชาวนาชาวสวนจึงพากันตัดที่ดินขายส่งผลให้พื้นที่สวนและท้องนาลดลงอย่างรวดเร็ว คนจากต่างถิ่นก็เข้ามาแสวงหาหนทางทำกินจากโรงงานที่เปิดใหม่จำนวนมาก เปรียบเทียบกับภาพปัจจุบันที่เดียวกัน สองฝั่งเป็นบ้านตึกไปหมดแล้ว พื้นที่ภาษีเจริญจึงเต็มไปด้วยตึกแถวเรียงรายเต็มสองฟากถนน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งโรงงานย้อมผ้าทอผ้าเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปโรงเหล็กโรงกลึงโรงงานน้ำตาลฯลฯตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ แน่นขนัดไปด้วยตึกแถวห้องเช่าเพื่อรองรับผู้คนจากต่างถิ่นที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่สวนมีหลงเหลืออยู่ไม่มากนักเช่นสวนผักในแถบบางแวกบางขี้แก้งสวนผลไม้ในแถบบางหว้าเป็นต้น ส่วนคลองภาษีเจริญถูกลดความสำคัญลงกลายเป็นแหล่งรองรับน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านจัดสรรที่มีมากขึ้นริมฝั่งคลองประกอบกับปัญหาขยะมูลฝอยจำนวนมากที่ถูกทิ้งลงลำคลองส่งผลให้น้ำในคลองเริ่มเน่าเสียไม่เหลือภาพน้ำใสสะอาดอย่างที่คนรุ่นปู่ย่าตายายเล่าให้ฟังว่ามีกุ้งหอยปูปลาเหลือเฟือและน้ำก็สะอาดจนดื่มกินได้ “ค่อย ๆ เลิกทำสวนราวปี ๒๕๐๖-๒๕๐๘ มีการขายที่ทำโรงงานเพราะถนนผ่านสะดวกโรงงานแรก ๆ ตั้งริมถนนเพชรเกษมเป็นพวกโรงงานทอผ้าอย่างโรงงานแสงหิรัญโรงงานแสงฟ้าแล้วมีโรงงานถ่านไฟฉาย ๕ แพะโรงงานรองเท้านันยางพวกนี้เป็นโรงงานดั้งเดิมเลยต่อมาก็มีโรงงานทำหม้ออะลูมิเนียมโรงงานทำยากันยุงและโรงงานห้องแถวต่าง ๆ พวกตัดผ้าเย็บผ้าทำให้คนอพยพเข้ามาทำโรงงานมากขึ้นเลิกสวนมาปลูกบ้านเช่าแล้วต่อมาขยายเป็นอาคารพาณิชย์คนเข้ามาอยู่หนาแน่นราวปี ๒๕๑๖ เป็นต้นไป คนงานมีทั้งคนอีสานและคนภาคกลางจากสุพรรณฯ เมืองกาญจน์แล้วต่อมาโรงงานก็ขยายไปอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ทำให้ตลาดบางแคคึกคักเพราะเสาร์อาทิตย์คนงานหยุดก็มาจับจ่ายดูหนังที่ตลาดบางแคจนเกิดศูนย์การค้าใหม่ ๆ ขึ้นก็พากันไปแหล่งใหม่” ป้าจำรัสซึ่งเกิดริมฝั่งคลองภาษีฯตั้งแต่หลังสงครามมหาเอเชียบูรพาบอกเล่าประสบการณ์ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ได้ทำสวนส้มระยะหนึ่งก่อนจะเลิกไปมีชีวิตเป็นสาวโรงงานยุคแรก การขยายถนนขนาดใหญ่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องเช่นถนนสายราชพฤกษ์เริ่มสร้างตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นเส้นทางเชื่อมกรุงเทพฯกับนนทบุรีโดยเริ่มต้นจากถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินแขวงบุคคโลเขตธนบุรีผ่านพื้นที่ดาวคะนองจอมทองตัดกับถนนเพชรเกษมที่แขวงปากคลองภาษีเจริญ เข้าสู่พื้นที่แขวงคูหาสวรรค์แขวงบางจากและบางแวกเขตภาษีเจริญต่อไปยังพื้นที่เขตตลิ่งชันก่อนเข้าเขตจังหวัดนนทบุรีถนนกัลปพฤกษ์เริ่มเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๗ เริ่ม จาก ถนนราชพฤกษ์ ที่ทางแยกต่างระดับสวนเลียบผ่านพื้นที่แขวงบางค้อเขตจอมทองแขวงบางหว้าเขตภาษีเจริญแขวงบางขุนเทียนเขตจอมทองและแขวงบางแค เขตบางแค ก่อนตัดกับ ถนนบางแค จนบรรจบกับ ถนนกาญจนาภิเษก ที่ทางแยกต่างระดับบางโคลัดระหว่างพื้นที่แขวงบางแคและแขวงหลักสองการสร้างถนนทั้งสองสายนี้ถึ งแม้ว่าจะทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้นจริงแต่ในทางกลับกันก็ต้องแลกมาด้วยการเวนคืนที่ดินจำนวนมากในหลายพื้นที่เช่นจอมทองภาษีเจริญตลิ่งชันที่มีพื้นที่สวนเก่าแก่หลงเหลืออยู่และสวนที่แปรเปลี่ยนมาอยู่ริมถนนเริ่มกลายสภาพเป็นหมู่บ้านจัดสรรเรียงรายไปตลอดแนวถนนราชพฤกษ์และกัลปพฤกษ์ ทุกวันนี้ภาษีเจริญยังคงรุดหน้าไปสู่สังคมเมืองมากขึ้นทุกวันโดยเฉพาะการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เชื่อมต่อหัวลำโพงถึงบางแคได้ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นทำเลทองแหล่งใหม่ถึงแม้ว่ารถไฟฟ้าสายนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างแต่ก็ดึงให้กลุ่มนายทุนที่เห็นโอกาสเข้ามาแสวงหาผลกำไรมีการสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตึกคอนโดมิเนียมตามเส้นทางรถไฟฟ้าที่เปิดให้จับจองตั้งแต่เริ่มสร้างเพื่อรองรับผู้คนที่จะหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นในอนาคต นับแต่นี้ ‘ภาษีเจริญ’ คงไม่ต่างจากเขตเมืองอื่นๆในกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยผู้คนแออัดตึกระฟ้าและบรรดาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ได้มาพร้อมกับความล่มสลายของชุมชน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ ๕๘๐ ของประกาศกระทรวงการคลังฯ เผยแพร่ความรู้และความเข้าใจทางสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ และเพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่รู้จักตนเองและรู้จักโลก

SOCIALS 

© 2023 by FEEDs & GRIDs. Proudly created with Wix.com

bottom of page