พบผลการค้นหา 239 รายการ
- ความหมายที่เลื่อนไหลของหนังใหญ่วัดขนอน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2552 หนังใหญ่แฝงไว้ด้วยความเชื่อ เห็นได้จากก่อนทำการแสดงทุกครั้งจะต้องมีการไหว้ครูหนังใหญ่ก่อน ปัจจุบันหนังใหญ่วัดขนอนจะจัดแสดงเพื่อการเผยแพร่และอนุรักษ์ให้หนังใหญ่สืบทอดต่อไป ในการทำความเข้าใจวัฒนธรรม ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว แต่เอาเข้าจริง วัฒนธรรมกลับมีท่วงทำนองที่ปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ เหมือนเช่นหนังใหญ่ที่มีความหมายแตกต่างกันไปตามยุคตามสมัย หนังใหญ่นั้นสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ “หนังใหญ่หลวง” และ “หนังใหญ่ราษฎร์” หนังใหญ่หลวง หมายถึง หนังใหญ่ที่จัดแสดงในพระราชพิธีหรือในงานที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ ส่วนหนังใหญ่ราษฎร์เป็นการแสดงของ ชาวบ้านที่นำความเป็นของหลวงมาปรับให้เข้ากับสังคมชาวบ้าน จะต่างกันตรงที่หนังใหญ่แบบชาวบ้านการดำเนินเรื่องรวดเร็ว ผู้แต่งบทพากย์จะใช้ถ้อยคำให้เป็นที่เข้าใจกับคนในท้องถิ่น แต่เดิมหนังใหญ่เป็นการแสดงของราชสำนัก เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หนังใหญ่จึงมักเล่นเพียงเรื่องรามเกียรติ์ แม้ต่อมาในภายหลังจะมีผู้แต่งเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์และอนิรุทธ์คำฉันท์ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม ขั้นตอนในการทำตัวหนังใหญ่สัมพันธ์กับระบบความเชื่อ เริ่มตั้งแต่การทำตัวหนังจนถึงการแสดง กล่าวคือ หนัง พระอิศวรและพระนารายณ์จะต้องทำจากหนังวัวที่ถูกฟ้าผ่าตายหรือออกลูกตาย ส่วนตัวฤษีนั้นจะต้องหาหนังที่มีอำนาจ เช่น หนังเสือ หนังหมี ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ผู้เขียนและผู้สลักตัวหนังจะต้องนุ่งขาวห่มขาวและถือศีล พร้อมทั้งจัดเตรียมสิ่งของคำนับบูชาครูด้วยเครื่องพลีกรรม การทำหนังเจ้าต้องให้เสร็จภายในวันเดียว หากเราย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๑ หนังใหญ่จะแสดงในโอกาสต่าง ๆ ทั้งให้เจ้าวังหรือเจ้าของบ้านดูเป็นการเฉพาะ สมโภชในวังหรือนอกวัง และจัดแสดงตามงานที่มีเจ้าภาพว่าจ้าง เช่น งานโกนจุก งานศพ เป็นต้น สำหรับ หนังใหญ่แล้วคงเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากจนเกิดการตั้งคณะหนังของเอกชนขึ้นในเวลาต่อมา ระบบอุปถัมภ์คณะหนังใหญ่...จากเวียงวังสู่วัดวา การแสดงหนังใหญ่เดิมเป็นการแสดงแบบหลวงและอยู่ในอุปการะของผู้มีฐานะและบารมี อย่างเช่น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑ ทรงเป็นเจ้าของโขน หุ่น ละคร งิ้ว มโหรี ปี่พาทย์ ฯลฯ เนื่องจากในการแสดง หนังใหญ่แต่ละครั้งต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งทุน แรงงาน เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัวหนัง การแกะสลักรูปหนัง พิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น การไหว้ครูเชิด การเชิด ไปจนถึงการขนย้าย จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๕ รัฐได้รวมศูนย์อำนาจการปกครอง โดยการยุบตำแหน่งเจ้าเมืองและแต่งตั้งคนจากส่วนกลางเข้าไปปกครองแทน จึงส่งผลกระทบกับมหรสพที่เจ้าเมืองเคยอุปถัมภ์ แต่อย่างไรก็ตามมหรสพแบบเดิมก็ยังคงได้รับความนิยมจัดแสดงตามงานประเพณีต่าง ๆ จึงทำให้เกิดกลุ่มผู้อุปถัมภ์กลุ่มใหม่ คือ วัด หากยิ่งเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ที่มีชื่อด้วยแล้ว จะสามารถสร้างขอบข่ายความสัมพันธ์กับคนภายนอกได้มาก ทำให้ได้รับแหล่งทุนจากการบริจาค จัดกฐิน ผ้าป่า และงานประจำปีให้คนต่างถิ่นเข้ามาเที่ยวทำบุญ เพื่อนำไปบริหารงานในวัดและอุปถัมภ์คณะมหรสพต่อไป เช่นเดียวกับวัดขนอน หลังประกาศเลิกด่านขนอนไป ขุนพินิจอักษรและหมื่นนรากรภักดีรับราชการอยู่ในเมืองราชบุรีได้รู้จักกับครูอั๋งซึ่งเป็นโขนคณะพระแสนทองฟ้า เจ้าเมืองราชบุรีได้พามาฝากตัวกับท่านพระครูศรัทธาสุนทรหรือหลวงปู่กล่อม หลวงปู่กล่อมเป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไปในละแวกชุมชนวัดขนอน จากคำบอกเล่าของศิษย์วัดรุ่นเก่า ทำให้ทราบชื่อเสียงของหลวงปู่กล่อมโด่งดังไปทั่วลุ่มน้ำแม่กลอง นอกจากนี้ในงานพิธีมงคลใด ๆ ก็มักนิมนต์หลวงปู่กล่อมไปเป็นประธานเสมอ ด้วยครูอั๋งเห็นหนังวัวที่วัดมีเป็นจำนวนมากและมีความศรัทธาในตัวของหลวงปู่กล่อม ครูอั๋งจึงได้ช่วยหลวงปู่กล่อมทำหนังใหญ่ ต่อมาได้ไปชักชวนช่างจากที่อื่น ๆ มาเพิ่มเติม เช่น ช่างจาด ช่างจ๊ะ เป็นชาวมอญในอำเภอบ้านโป่ง ช่างพ่วง ช่างในจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยชาวบ้านวัดขนอนได้ร่วมกันสร้างหนังใหญ่ขึ้น คือ ชุดหนุมานถวายแหวน และได้สร้างเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น ๑๑ ชุด หลังจากนั้นคณะหนังใหญ่วัดขนอนจึงได้เริ่มออกแสดงตามงานต่าง ๆ เป็นต้นมา ในอดีตการรับงานแสดงหนังใหญ่ในรูปแบบเก่า มักรับแสดงในงานศพ งานวันเกิด งานวัด งานบุญ และงานเทศกาลประจำปีต่าง ๆ จากหนังเจ้าสู่หนังชาวบ้าน หนังใหญ่วัดขนอนโดยเฉพาะบทพากย์เป็นวรรณกรรมแบบชาวบ้าน หนังใหญ่วัดขนอนเป็นหนังใหญ่แบบชาวบ้าน บทพากย์และบทเจรจาเป็นของนายละออ ทองมีสิทธิ์ เป็นผู้ริเริ่มพากย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ และได้รับถ่ายทอดมาจากหมื่นพินิจอักษร (เพิ่ม ทองมีสิทธิ์) ผู้เป็นอา ผู้แต่งบทพากย์ได้เค้าเรื่องมาจากบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ แต่ได้นำมาดัดแปลงให้เหมาะกับสังคมท้องถิ่นในสมัยนั้น และได้สอดแทรก ค่านิยม จริยธรรมของชาวบ้าน เช่น แสดงถึงธรรมเนียมแบบชาวบ้าน บทพากย์ในการแสดงหนังใหญ่ของวัดขนอนมีการแทรกขนบและวิถีชีวิตเข้าไป เช่น ตอนหนุมานถวายแหวน “หนุมานสำราญใจยิ้มแย้มกระแอมไอออกวาจา เออไฉนไยแก้วตาจึงสะเทิ้นเขินอายไม่ผินพักตร์มาทักทายพี่บ้างเลย เฝ้าผินหลังนั่งนิ่งเฉยไม่พูดจา” หรือสำนวนราชาศัพท์แบบชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นคำราชาศัพท์ที่คำบางคำชาวบ้านไม่เข้าใจ เพื่อความเข้าใจง่ายในการแสดงจึงทำให้เกิดสำนวนราชาศัพท์แบบชาวบ้าน เช่น ตอน ศึกอินทรชิตครั้งที่หนึ่ง “มิให้องค์สมเด็จพี่ร้อนพระทัย สงครามครั้งนี้ไซร้พระองค์อย่าวิตก ยกไว้ให้กับข้าพระเจ้า เจียวละ ระเจ้าข้า” หลังสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา มหรสพความบันเทิงแบบเดิม เช่น โขน ละคร หุ่น หนังใหญ่ ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นแต่ก่อน เพราะรูปแบบและเนื้อหาการแสดงต้องใช้เวลาฝึกหัดเป็นนานและลงทุนสูงต่างจากวัฒนธรรมความบันเทิงรูปแบบใหม่ เช่น ลิเก ลำตัด ละครร้อง เป็นต้น ที่ใช้เวลาฝึกหัดไม่นานก็สามารถออกแสดงได้ อย่างไรก็ตามงานประเพณีพิธีกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทย ย่อมทำให้วัฒนธรรมความบันเทิงที่มีมาแต่ก่อนอย่างหนังใหญ่ยังอยู่ร่วมกับงานประเพณี แต่มีการปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับรสนิยมแบบชาวบ้าน คือดำเนินเรื่องกระชับ เน้นความสนุกสนาน และสอดแทรกบทพากย์บางตอนให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยลักษณะความบันเทิงที่มีให้เลือกชมมากขึ้น บวกกับวัฒนธรรมความบันเทิงในการรับชมของผู้คนได้เปลี่ยนไป หนังใหญ่จึงไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นแต่ก่อน และที่สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ หนังใหญ่วัดขนอนต้องหยุดการแสดงไป เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่อำนวย หนังใหญ่วัดขนอนเริ่มฟื้นฟูอีกครั้งประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่อฝ่ายนักวิชาการและสถาบันต่าง ๆ พยายามบันทึกศึกษาเรื่องหนังใหญ่ให้เป็นภาพยนตร์ หนังสือ หรือแม้แต่การพิมพ์เป็นรูปแจกเยาวชน ต่อมา พ.ศ. ๒๕๒๓ พระครูสังฆบริบาลและพระนุชิต วชิรวุฑโฒ และคณะ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายภาพหนังใหญ่วัดขนอน ๑ ชุด แล้วถวายรายงานเรื่องการชำรุดของหนังชุดนี้ ในที่สุดสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้จัดทำหนังชุดใหม่ขึ้นไว้แสดงแทนชุดเก่าที่ทรุดโทรมมาก จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้วัดขนอนนำไปแสดงแทนชุดเก่า และให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์และจัดแสดงตัวหนังชุดเก่าที่มีอายุกว่า ๑๐๐ ปี หนังใหญ่ได้รับความนิยมขึ้นใหม่อีกครั้งจากสังคมไทย โดยการสนับสนุนจากกระแสการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของรัฐที่ต้องการให้หนังใหญ่ยังคงอยู่และสืบทอดต่อไป งานส่วนใหญ่ที่รับแสดงในปัจจุบันจึงเป็นงานที่เน้นการส่งเสริมทางวัฒนธรรม ตามหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นผู้ว่าจ้าง บางครั้งเป็นงานเพื่อประชาสัมพันธ์หรือต้อนรับบุคคลสำคัญ นอกจากนี้หนังใหญ่วัดขนอนยังได้จัดแสดงเพื่อการเผยแพร่และฝึกฝนฝีมือการเชิด หากมีผู้ชมเป็นหมู่คณะ โดยเฉพาะในวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี วัดขนอนจะจัดแสดงหนังใหญ่แบบโบราณ คือ การใช้กะลามะพร้าวเผาไฟให้แสงสว่าง วันนี้บทบาทของหนังใหญ่เปลี่ยนไป จากมหรสพการแสดงในงานพิธีกรรมกลายเป็นมหรสพพื้นบ้านและกลายเป็นมหรสพการแสดงเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม แต่หนังใหญ่กำลังจะลาโรงไปจากความทรงจำของคนไทยโดยสิ้นเชิงหรือไม่ คำตอบคงอยู่ที่เราจะอนุรักษ์หนังใหญ่อยู่ในเพียงพิพิธภัณฑ์หรือจะสร้างให้หนังใหญ่โลดแล่นต่อไปในชีวิตวัฒนธรรมของพวกเรา และเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวและมีชีวิตอย่างไร ปกรณ์ คงสวัสดิ์ อ้างอิง ผะอบ โปษะกฤษณะ. “ความเป็นมาของหนังใหญ่วัดขนอน” การศึกษาการถ่ายทอดวัฒนธรรม : กรณีศึกษาหนังใหญ่. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาคณะครุศาสตร์ ครบ ๓๗ ปี เมื่อวันที่ ๘ - ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๗ . คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- การดำรงอยู่ของหนังใหญ่วัดขนอน และการก้าวก่ายสู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดขนอน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2550 เยาวชนตัวน้อยกำลังเตรียมพร้อมการแสดงหนังใหญ่ “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี” คำขวัญประจำจังหวัดราชบุรี หากคำขวัญประจำจังหวัดเปรียบเสมือนการแสดงออกหรือแนะนำเอกลักษณ์ ของดีของสำคัญ และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนั้น ๆ การที่ “วัดขนอนหนังใหญ่” ปรากฏชื่ออยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดราชบุรีได้นั้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมและการเป็นแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรีของหนังใหญ่วัดขนอนเป็นอย่างดี ย้อนกลับไปสู่แรกเริ่มทำตัวหนังใหญ่โดยการนำของ พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) ตราบจนวันนี้จะเห็นว่า หนังใหญ่วัดขนอนดำรงอยู่มากว่าศตวรรษ ในขณะที่มหรสพการละเล่นอื่น ๆ หลายอย่างสูญหายไปตามกาลเวลา หนังใหญ่วัดขนอนกลับยืนหยัดและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันได้อย่างไร คำตอบดังกล่าวคงสามารถพบเจอ หากเพียงหันกลับไปมองให้เห็นถึงสายใยความผูกพันระหว่างชุมชนและจิตวิญญาณของคนทำหนังกับหนังใหญ่ของพวกเขา หนังใหญ่ ยังเป็นมหรสพการแสดงที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังวัวซึ่งต้องใช้ทั้งตัวแกะเป็นตัวหนัง รวมถึงรูปแบบการแสดงหนังใหญ่ที่ต้องใช้คนกว่า ๒๐ ชีวิต หรือแม้แต่ส่วนประกอบเล็ก ๆ อย่างกะลามะพร้าวที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แสงในการแสดง ในแต่ละครั้งแสดงกันประมาณ ๑๐ คืน ต่อคืนต้องใช้กะลาประมาณ ๑ กระสอบ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านผ่านสิ่งของจำนวนมาก เมื่อวัวตายชาวบ้านก็นำหนังมาถวายวัด เด็ก ๆ หรือคนในชุมชนที่เข้าร่วมแสดงอยู่ในคณะหนังใหญ่ กะลามะพร้าวที่ได้รับมาจากการให้เด็กนักเรียนโรงเรียนศรัทธาสุนทรกล่อมวิริยะศึกษา หรือโรงเรียนวัดขนอนในปัจจุบันรวบรวมบ้านละหนึ่งกระสอบมามอบให้กับทางวัด หนังใหญ่วัดขนอนจึงต้องอาศัยคนทั้งชุมชนร่วมมือกัน หลังการมรณภาพของหลวงปู่กล่อมใน พ.ศ. ๒๔๘๕ หนังใหญ่วัดขนอนหยุดการแสดงไปกว่าสามทศวรรษ เมื่อ กรมศิลปากรเข้ามาฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอนใน พ.ศ. ๒๕๑๓ และนำเอาครูหนังใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ อาทิ ครูละออ ทองมี-สิทธิ์ ครูสว่าง ชังเกตุ และครูจาง กลั่นแก้ว กลับมาเป็นแกนนำในการฟื้นฟูการแสดงหนังใหญ่ หนังใหญ่วัดขนอนก็สามารถฟื้นคืนกลับได้ในระยะเวลาไม่นาน ทำให้เห็นถึงจิตวิญญาณของกลุ่มครูหนังใหญ่เหล่านี้ที่ไม่เคยละทิ้ง หนังใหญ่ไปไหน ตลอดจนการตอบรับจากคนในชุมชนที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกหนังใหญ่ขึ้นใหม่อีกครั้ง ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่หนังใหญ่วัดขนอนสามารถฟื้นกลับคืนขึ้นมาใหม่ได้ในปัจจุบันเป็นผลจากความพยายามและจิตวิญญาณของกลุ่มคนทำหนังใหญ่รุ่นใหม่ โดยการนำของพระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน ที่เริ่มเข้ามาจับงานหนังใหญ่ด้วยจิตใจมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูหนังใหญ่ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระลูกวัด ดังคำกล่าวของ หลวงพ่อที่ว่า “ เราเห็นหนังใหญ่มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่อยากให้หนังใหญ่สูญหายไปไหน มีทางไหนที่ทำได้ก็ต้องทำกันไป ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้พวกเราต้องพยายามกันมาก ” หลวงตาฉลาด (พระฉลาด ถาวรนุกูลพงศ์ ) กำลังหัดเชิดหนังใหญ่ให้กับเยาวชนในช่วงเย็น พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน ผู้เป็นกำลังสำคัญในการดำรงรักษาหนังใหญ่วัดขนอนในปัจจุบัน ด้วยความพยายามของกลุ่มคนทำหนังใหญ่เหล่านี้ปรากฏผลขึ้นอย่างเด่นชัด ใน พ.ศ.๒๕๓๒ คณะหนังใหญ่วัดขนอนได้มีโอกาสไปแสดงหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าหนังใหญ่วัดขนอนที่ใช้แสดงอยู่นั้นทั้งเก่าและชำรุดมาก ควรอนุรักษ์เก็บรักษาไว้ จนมีการดำเนินการจัดทำตัวหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นใช้ออกแสดงแทนตัวหนังชุดเก่า ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับหนังใหญ่วัดขนอนเข้าเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน ที่ดำเนินการจัดทำตัวหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นโดย คณะมัณฑศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมทั้งจัดสร้างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน ซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนไทยที่บูรณะขึ้นจากหอสวดมนต์เก่า เพื่อใช้จัดเก็บพร้อมทั้งจัดแสดงหนังชุดเก่าใน พ.ศ. ๒๕๓๘ กระทั่งแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำให้หนังใหญ่วัดขนอนเริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากขึ้น จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของความพยายามที่กลุ่มคนทำหนังใหญ่วัดขนอนได้ทำกันมาด้วยจิตวิญญาณแห่งความรักและความผูกพันกับหนังใหญ่ ดังที่สะท้อนออกมาจากคำบอกเล่าของหลวงตาฉลาด (พระฉลาด ถาวรนุกูลพงศ์ – อดีตนายหนังใหญ่และผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนในปัจจุบัน) ที่ว่า “ ชีวิตเรามันต้องคู่กับหนังใหญ่ ปฏิญาณตนไว้แล้ว ยังเคยพูดเล่น ๆ กับพระด้วยกันเลยว่า ตายแล้วไม่ไปไหนหรอก จะอยู่ที่นี่ จะเป็นผีเฝ้าพิพิธภัณฑ์อยู่ที่นี่ ” กุฏิหลวงปู่กล่อมที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดขนอน นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันแล้ว ในอนาคตอันใกล้ ทางวัดขนอนจะมีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดขนอน โดยใช้อาคารทรงไทยที่เคยเป็นกุฏิของหลวงปู่กล่อม ที่ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้กับกรมศิลปากร ซึ่งเป็นเรือนไทยไม้สักขนาด ๗ ห้อง และกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะเพื่อใช้ในการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้เข้าสำรวจและขึ้นทะเบียนวัตถุแล้วกว่า ๒,๐๐๐ ชิ้น เรื่องที่มาที่ไปของสิ่งของเหล่านี้ จากการลงพื้นที่และเก็บข้อมูลของผู้เขียนในระหว่างวันที่ ๒๐–๒๖ กันยายน ๒๕๕๐ สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าคงมีที่มาหลัก ๆ จาก ๒ ทาง คือ ทางแรก จากความเป็นพระสงฆ์ที่เป็นที่นับถือของหลวงปู่กล่อม เพราะจากความทรงจำของชาวบ้านที่มีต่อหลวงปู่กล่อมว่าเป็นพระที่มีคาถาอาคม มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ชาวบ้านยอมรับให้เป็นผู้ตัดสินคดีความเล็ก ๆ น้อย ๆ ในท้องถิ่น ด้วยสถานะดังกล่าว หลวงปู่กล่อมย่อมเป็นพระที่มีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถืออยู่มากทั้งในและนอกพื้นที่ จึงย่อมมีการนำสิ่งของมาถวายให้กับหลวงปู่ ส่วนทางที่สองอาจเป็นผลจากการที่ในอดีตวัดขนอนเคยถูกใช้เป็นที่เก็บรวบรวมอากรส่วยในละแวกพื้นที่เพื่อส่งเข้ากรุงเทพฯ (สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น) จึงอาจเป็นไปได้ที่มีสิ่งของตกหล่นอยู่หรือตั้งใจถวายให้วัดก็ได้ หนังใหญ่วัดขนอนดำรงอยู่ผ่านเส้นทางการเดินทางที่ยาวไกลมาได้อย่างไรนั้น คำตอบย่อมอยู่ที่การผสานกันระหว่างภายนอกกับภายในชุมชน และคนทำหนังใหญ่ก็เป็นลมที่เข้าโหมให้ดวงไฟที่เกิดขึ้นจากการจุดประกายลุกโชนต่อไปได้ การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดขนอนกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสร้างความร่วมมือกับชุมชนผ่านการจัดรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อสืบรากเหง้าและความสัมพันธ์ภายในชุมชน เพื่อให้พวกเขาซึ่งเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์และความทรงจำเป็นผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นตนเองด้วยการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ปิยชาติ สึงตี อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เล็ก วิริยะพันธุ์ กับการขุดค้นทางปัญญา
๘เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2546 คุณเล็กพบและพูดคุยกับคณะที่มาเยี่ยมชมเมืองโบราณ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ที่จะเวียนมาถึงในไม่ช้านี้ นับเนื่องเป็นวันที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จากไปครบรอบเป็นปีที่สาม ผู้ที่เป็นลูกหลานและเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิฯ จึงคิดที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคมนอกเหนือไปจากการทำบุญทำกุศลอุทิศให้กับท่าน ก็เลยมาทบทวนกันระหว่างผู้ใกล้ชิดว่า คุณเล็กชอบอะไรและปรารถนาอะไรในชีวิต ทำให้นึกได้ว่า ตลอดเวลากว่าสามสิบปีที่ได้ใกล้ชิดกับท่าน มักจะพูดให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า ท่านชอบทำอะไรที่เป็นกิจกรรมทางปัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และโลก เรื่องเงินและอำนาจนั้นหาได้ไม่ยากถ้าใช้สติปัญญา แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายปลายทางของชีวิต คุณเล็กประสบความสำเร็จในเรื่องเงินและอำนาจจนถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งของประเทศ แต่ท่านหยุดตัวเองกับการแสวงหาในเรื่องดังกล่าวนี้ หันมาใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เพื่อสร้างกิจกรรมทางปัญญาที่ท่านปรารถนาอย่างต่อเนื่องมาเกือบสี่สิบปีจนสิ้นอายุขัย คุณเล็กเป็นคนชอบอดีต และเห็นว่าในอดีตนั้นก็มีสิ่งที่ดีงามที่ทำให้กับสังคมมนุษย์ การที่เกิดความชอบเช่นนี้เพราะชอบอ่านและศึกษาหาความรู้ทางศาสนาและปรัชญาเป็นประจำ คุณเล็กมีความรู้แตกฉานทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ทำให้รู้อะไรที่ทันโลก เลยส่งผลให้เกิดความรักและสนใจในโบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานทางศิลปวัฒนธรรม จึงกลายเป็นนักเล่นและสะสมของเก่าที่มีศิลปะวัตถุที่มีราคาและหายากมากมาย แต่คุณเล็กไม่ได้ชื่นชมโบราณวัตถุเหล่านั้นในลักษณะที่เป็นรูปแบบที่มีความเก่าแก่สวยงามและราคาแพงอย่างบรรดานักสะสมของเก่าทั้งหลาย หากให้ความสำคัญในเรื่องความหมาย ความสำคัญของโบราณวัตถุอย่างนักโบราณคดีสมัครเล่น ความสนใจในเรื่องอดีตจึงเพิ่มพูนขึ้น ถึงขนาดจะสร้างอดีตมาให้คนได้เรียนรู้กัน เพราะช่วงเวลาที่คุณเล็กคิดเรื่องนี้ขึ้นมานั้น เป็นสมัยยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ทั้งรัฐและสังคมเห็นอะไรคิดอะไรแต่ปัจจุบันและอนาคตและเรื่องวัตถุเป็นใหญ่ อย่างเช่น "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" เป็นต้น ความคิดการสร้างเมืองโบราณจึงเกิดขึ้นในเวลานี้ (ขวา) คุณเล็กและคุณประไพ บนเรือข้ามโขงไปวัดภู (ซ้าย) คุณเล็กและอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ขณะข้ามโขงไปวัดภู ในชั้นแรกก็คิดทำเป็นเรื่องเล็ก ๆ ให้คนมาเที่ยวชมแบบเพลิดเพลินไปพลาง ๆ ก่อน แต่เมื่อคุณเล็กได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้กับบรรดานักวิชาการทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์แล้ว ความคิดก็เปลี่ยนไป กลายมาเป็นผู้ทั้งคิดทั้งออกแบบและสร้างอย่างเต็มตัว เพราะเป็นเรื่องที่ชอบและเป็นเรื่องการใช้ปัญญาทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์เฉพาะแต่ตนเองและครอบครัว คุณเล็กทุ่มทั้งกำลังกายใจ สติปัญญา และทุนทรัพย์ในเรื่องนี้ หยุดกิจกรรมทางธุรกิจและความสัมพันธ์ทางสังคมที่เคยมีกับเพื่อนฝูงมิตรสหายและบุคคลต่าง ๆ ที่จะต้องเกี่ยวข้องทั่วไป หันมาทำงานอยู่อย่างเดียว ก็คือ สร้างเมืองโบราณ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นการสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนดอย่างมีการวางแผนตามขั้นตอนต่าง ๆ อย่างการก่อสร้างสถานที่สำคัญทั้งหลาย การสร้างเมืองโบราณของคุณเล็กคือ กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่อาจกำหนดเป็นแผนงาน งบประมาณ และระยะเวลาที่แน่นอนและตายตัวได้ หากเป็นเรื่องที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความสำคัญอยู่ที่การนำเอาสิ่งที่เรียนรู้จากอดีตมาสร้างเป็นความรู้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อที่จะสื่อให้คนในสังคมโดยเฉพาะเยาวชนได้เห็นความเชื่อมต่อระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างที่มนุษย์ที่ดีควรเรียนรู้ สำรวจอาคารเก่าที่อุบลราชธานีกับอาจารย์มานิตและอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๑๖ ไม่นานนัก การศึกษาค้นหาอดีตและสร้างอดีตของคุณเล็ก ก็เหมือนกับการทำงานของนักโบราณคดี คือต้องมีการขุดค้นหลักฐานข้อมูลในอดีตมาสร้างเป็นความรู้ให้คนรู้จักสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์ ต่างกันแต่เพียงว่า การขุดค้นของคุณเล็กเป็นการขุดค้นทางปัญญาอย่างมีขั้นตอนของการเรียนรู้ คุณเล็กมักเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือเพื่อหาสิ่งที่สนใจหรือไม่ก็เพื่อหาความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่สนใจ เมื่อเข้าใจได้ในระดับหนึ่งแล้วจึงจะไปพบปะและเรียนรู้จากคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ สำหรับเรื่องนี้ คุณเล็กให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะจะมีผู้ที่เรียกว่าผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเป็นจำนวนมาก ถ้าไม่เลือกเฟ้นให้ดีก็อาจสร้างความสับสนให้ได้ง่าย ๆ คุณเล็กมักประเมินบุคคลที่ท่านยอมรับด้วยการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน จึงมักพูดให้ได้ยินบ่อยว่า ผู้รู้มีหลายประเภท ต้องประเมินให้ดี บางคนรู้มากแต่พูดน้อยหรือไม่พูด บางคนถ้าไม่รู้อะไรก็บอกว่าไม่รู้ แต่หลายคนที่พบเห็นมักเป็นประเภทรู้น้อยรู้มากซึ่งเป็นอันตราย เพราะเหตุที่รู้น้อยแต่บอกว่ารู้มากนั่นเอง แต่การพบปะกับผู้รู้ก็เป็นเพียงการได้ยินและได้ฟังเท่านั้น ยังไม่เพียงพอ ต้องไปพบเห็นด้วยประสบการณ์ จึงจะคิดได้และทำได้ โดยเหตุนี้ในเวลาที่จะสร้างอะไร ทำอะไรในเมืองโบราณนั้น คุณเล็กจะต้องออกไปดูให้เห็นด้วยตนเอง ทำให้ในระยะเวลาเกือบสิบห้าปีของการสร้างเมืองโบราณ คุณเล็กออกตระเวนไปทั่วทุกภูมิภาคและหลาย ๆ ท้องถิ่น อาจนับได้ว่าแลเห็นแผ่นดินไทยและผู้คน สังคม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างลุ่มลึกทีเดียว คุณเล็กคิดเสมอว่า สิ่งที่ท่านนำมาสร้างหรือนำมาเก็บรักษาไว้ในเมืองโบราณนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่มีความหมายที่เป็นประโยชน์ หาใช่นำมาแสดงแต่เพียงรูปแบบที่เป็นเสมือนภาพนิ่งไม่ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ออกสำรวจชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่นกับคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ก่อนที่จะเริ่มทำวารสารเมืองโบราณ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาเก็บรักษาหรือที่นำมาสร้างแสดงในเมืองโบราณ ล้วนเป็นสิ่งที่มีความหมายและเรื่องราวที่เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมทั้งสิ้น ล้วนเป็นสิ่งที่คุณเล็กได้ฟัง ได้เห็น ได้คิด ได้สัมผัส แล้วนำมาสร้างเป็นความรู้อย่างเป็นรูปธรรม คุณเล็กไม่เน้นความสำคัญในเรื่องรูปแบบของสิ่งที่ท่านสร้างขึ้น จึงมักถูกผู้ที่ยึดติดรูปแบบวิจารณ์อย่างเสีย ๆ หาย ๆ บ่อย ๆ ว่า สิ่งที่ท่านสร้างขึ้นในเมืองโบราณนั้น ไม่เหมือนรูปแบบของเดิมเลย ไม่มีคุณค่า ท่านไม่โต้แย้ง แต่มักบ่นให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดฟังว่า การยึดติดรูปแบบว่าอะไรเป็นของจริงแท้นั้น เป็นความคิดที่โง่ เพราะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้น รูปแบบเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามกาลเวลา หามีอะไรหยุดนิ่งไม่ คนที่บอกว่ารูปแบบนี้เป็นของจริงนั้น แท้จริงก็ยกเอาสิ่งที่ดำรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งมาอ้างเท่านั้น รวบรวมข้าวของเครื่องใช้เพื่อนำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านในเมืองโบราณ ดังนั้นเวลาที่คุณเล็กจะสร้างอะไรขึ้นจึงพยายามสอบค้นหาเค้าโครงที่เคยมีมาแล้ว มาปรุงแต่ให้สื่อได้อย่างแลเห็นความหมายและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น จึงมีหลายอย่างที่สร้างแล้วรูปแบบและความหมายแตกต่างไปจากสิ่งที่คนเคยเห็นและเชื่อกันโดยทั่วไป การสำรวจท่องเที่ยวของคุณเล็กที่พิษณุโลก ยกตัวอย่างเช่น เรื่องบางระจัน อันเป็นเรื่องวีรกรรมของชาวบ้านในสมัยการเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า เรื่องราวที่มีผู้รวบรวมเขียนเป็นตำนานขึ้นมามักยกย่องผู้ที่เป็นวีรบุรุษเพียง ๖-๗ คนเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ทางราชการนำมาสร้างเป็นอนุสาวรีย์ที่จังหวัดสิงห์บุรี คุณเล็กไปดูสถานที่เกิดเรื่องบางระจันแล้วมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสิ่งที่สื่อจากอนุสาวรีย์ที่ทางราชการสร้าง ท่านให้ความสำคัญกับวิหารวัดโพธิ์เก้าต้นที่ยังเหลือซากอยู่ เลยนำมาสร้างไว้ที่เมืองโบราณ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานที่แท้จริงตามเรื่องราว แล้วสร้างสิ่งที่เป็นอนุสาวรีย์ขึ้นอธิบายควบคู่ไปกับรูปจำลองของวิหารโพธิ์เก้าต้น อนุสาวรีย์ชาวบ้านบางระจันที่ไม่เหมือนอนุสาวรีย์ของทางราชการ เพื่อแสดงว่าชาวบ้านบางระจันนั้น สู้รบจนตัวตายทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่เพียงกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ความสำคัญของวิหารโพธิ์เก้าต้นอยู่ที่เป็นสถานที่พระอาจารย์ธรรมโชติประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและไสยศาสตร์ให้กับทั้งนักรบและชาวบ้านบางระจันในการสู้รบกับพม่า แต่ในขณะเดียวกัน ในการสู้รบนั้น ผู้คนทั้งชุมชนนับแต่พระสงฆ์องค์เจ้า คนแก่คนเฒ่า หญิงชายและลูกเด็กเล็กแดง ต่างรวมกันต่อสู้จนตัวตายสิ้นทุกคน นับเป็นวีรกรรมของคนทั้งชุมชนอย่างแท้จริง ตำนานที่เป็นชุมชนวีรกรรมเช่นนี้ อาจเรียกว่าเป็นสากลก็ได้ เพราะมักปรากฏในประวัติศาสตร์ของบ้านอื่นเมืองอื่นเหมือนกัน โดยเหตุนี้ อนุสาวรีย์บางระจันที่คุณเล็กสร้างขึ้นที่เมืองโบราณ จึงเป็นเรื่องวีรกรรมของการสู้รบจนตัวตายของทุกคนในชุมชน ซึ่งนับเป็นการเสนอเรื่องราวและให้ความหมายที่แตกต่างไปจากอนุสาวรีย์ของทางราชการ สถานที่ในเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งที่อาจยกมาอ้างในที่นี้ได้ก็คือ เขาพระสุเมรุ อันเป็นเรื่องความเชื่อทางจักรวาลทางพุทธศาสนาที่มีบรรยายและอธิบายไว้ในไตรภูมิกถา คุณเล็กใช้เวลาศึกษาทั้งจากหนังสือและเที่ยวตระเวนดูภาพไตรภูมิตามโบสถ์วิหารโบราณในที่ต่าง ๆ แล้วจับประเด็นที่สำคัญมากำหนดเป็นโครงสร้างเพื่อสื่อความหมาย นั่นก็คือ เขาพระสุเมรุต้องมีน้ำล้อมรอบคือนทีสีทันดร มีภูเขาที่น้ำไหลออกจากปากสัตว์ใหญ่ที่อยู่ประจำทิศต่าง ๆ รอบสระอโนดาต คือ สิงห์ ช้าง ม้า และวัว แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับทวีปต่าง ๆ ที่มนุษย์อยู่อาศัย เขาพระสุเมรุมาศที่ตั้งอยู่บนหลังปลาอานนท์ ซึ่งในเวลาสร้างนั้น คุณเล็กให้ความสำคัญกับปลาอานนท์มาก เพราะทั้งเรื่องและรูปแบบจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นความสนใจของคนที่เข้ามาชมโดยเฉพาะเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี เขาพระสุเมรุมาศที่ตั้งอยู่บนหลังปลาอานนท์ สร้างพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ไว้แทนพระอินทร์ เพื่อสอนและสื่อให้คนประพฤติในสิ่งที่มีคุณธรรม แต่ความสำคัญ จะอยู่ที่ปราสาทไพชยนต์ บนยอดเขาพระสุเมรุ ที่คติทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นที่ประทับของพระอินทร์ ผู้เป็นราชาแห่งเทพและผู้คอยดูแลทุกข์สุขของมนุษย์ แต่คุณเล็กไม่ทำรูปปั้นพระอินทร์ไว้แสดง หากสร้างพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ไว้แทน พระแท่นนี้คือทิพยอาสน์ที่อ่อนนุ่มหรือกระด้างแข็ง ที่ทำให้พระอินทร์ได้รู้ถึงทุกข์สุขของมนุษย์และสัตว์ในสากลโลก จะได้เสด็จลงมาช่วยเหลือ อย่างเช่น การที่พระอินทร์เสด็จลงมาช่วยพระสังข์ทองในเรื่องทางชาดกและวรรณคดี เป็นต้น การที่คุณเล็กไม่ปั้นรูปพระอินทร์ ก็เพราะสิ่งที่บ่งบอกไว้ในไตรภูมินั้น พระอินทร์คือตำแหน่งและสถานภาพของบุคคลที่บำเพ็ญคุณธรรมที่สะสมกันมาหลายภพหลายชาติในการช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาบังเกิด จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลใดที่จะดำรงอยู่อย่างตลอดกาลได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลใดที่มีจิตเป็นกุศลและดำรงชีวิตอยู่ย่างมีคุณธรรมก็อาจจะไปบังเกิดเป็นพระอินทร์ได้เมื่อมีบารมีสะสมอย่างเพียงพอ ดังนั้นความหมายของการสร้างเขาพระสุเมรุที่คุณเล็กสร้างขึ้นนั้น จึงเป็นเรื่องเพื่อสอนและสื่อให้คนโดยเฉพาะเยาวชนรู้จักและประพฤติในสิ่งที่มีคุณธรรมนั่นเอง ยังมีอีกสถานที่อีกสองแห่งในเมืองโบราณที่อาจนำมากล่าวถึงในที่นี้ที่แสดงให้เห็นว่า คุณเล็กมุ่งที่จะอธิบายความหมายมากกว่ารูปแบบ ก็คือ ตลาดและพระบรมมหาราชวัง คุณเล็กสร้างตลาดบกและตลาดน้ำขึ้นที่เมืองโบราณนั้น ไม่ได้มุ่งหวังให้คนแลเห็นรูปแบบของการเป็นตลาด หากมุ่งหวังให้คนได้รู้จักความเป็นเมืองและสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมเมืองมากกว่าสถานที่ขายของขายสินค้า ดังนั้นย่านตลาดของคุณเล็กจึงเป็นแหล่งที่มีผู้คนหลายอาชีพรวมทั้งหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิตร่วมกัน จึงเป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกัน มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เช่น ตลาดขายของสดและของต่างๆ ในการดำรงชีวิต และมีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพิธีกรรม เช่น วัด ศาลเจ้า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าตลาดน้ำนั้น แท้จริงก็คือชุมชนเมืองในที่ลุ่มแม่น้ำและลำคลองที่ใช้พื้นที่ในท้องน้ำลอยเรือค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของที่จำเป็นทางเศรษฐกิจในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันนั่นเอง มีหลายคนที่ยึดติดรูปแบบมักจะเปรย ๆ ออกมาว่า ไม่เห็นมีกิจกรรมลอยเรือขายของที่ตลาดน้ำเลย คุณเล็กก็จะอธิบายว่า กิจกรรมลอยเรือขายของนั้น ไปดูที่ไหนก็ได้ มีการนำเที่ยวนำชมอยู่ทั่วไป แต่ที่เมืองโบราณนั้น ท่านต้องการให้แลเห็นความเป็นชุมชนเมืองที่ตั้งอยู่ในน้ำและริมลำน้ำตามแบบเก่า ๆ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว โดยเฉพาะการนำเรือนแพซึ่งแต่ก่อนก็คือ ร้านค้าและเรือนค้าที่เคยมีอยู่ตามลำแม่น้ำลำคลองมาแสดง รวมทั้งการสร้างศาสนสถาน เช่น ศาลเจ้า โรงเจ วัด มัสยิด และโบสถ์ฝรั่ง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมืองในสังคมไทยนัน คนหลายชาติหลายภาษาและหลายศาสนา สามารถอยู่รวมกันได้อย่างสันติสุข และมีสำนึกร่วมกับการเป็นคนสยามหรือคนไทยด้วยกัน ส่วนในเรื่องของพระบรมมหาราชวังนั้น คุณเล็กเลือกสร้างสถานที่อันแสดงให้เห็นถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และศูนย์กลางในการปกครองราชอาณาจักรของทั้งอยุธยาและกรุงเทพฯ ให้คนรู้จัก อันได้แก่ พระที่นั่งสรรเพชรมหาปราสาท และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทั้งสองแห่งนี้นอกจากจะมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมและความเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองการปกครองที่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้แล้ว ยังแสดงอัตลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันระหว่างอยุธยาและกรุงเทพฯ ด้วย นั่นคือ พระที่นั่งสรรเพชรมหาปราสาทเป็นพระที่นั่งแบบมุขยาวและมุขสั้นอยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ไม่มีพบในพระบรมมหาราชวังของกรุงเทพฯ ในขณะที่ทางกรุงเทพฯ ความสำคัญอยู่ที่พระที่นั่งจตุรมุข คือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ความแตกต่างกันระหว่างพระบรมมหาราชวังทั้งสองแห่งนี้ อาจเป็นสิ่งยั่วยุให้คนที่เข้ามาชมตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถาม และไปหาคำตอบจากเนื้อหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่อไป พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท สัญลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยา คุณเล็กอึดอัดและไม่ชอบกับการที่มีคนกล่าวว่า เมืองโบราณเป็นเมืองเนรมิตและจำลองของเก่า ๆ มาสร้าง เพราะคำว่าเนรมิตนั้น ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ทำอะไรขึ้นมาจากความเพ้อเจ้อ หรือเพ้อฝันเป็นสำคัญ ส่วนคำว่าจำลองนั้นคือการติดยึดกับรูปแบบและเน้นความสำคัญอยู่ที่รูปแบบอย่างหยุดนิ่ง ใคร ๆ ก็ทำได้ โดยเฉพาะคนที่มีเงินโดยทั่วไป ทำนองตรงข้าม คุณเล็กจะทำอะไรหรือเลือกสร้างอะไรนั้น ต้องศึกษาต้องมีข้อมูลและค้นหาความหมายเสียก่อน เพื่อดูว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร เมืองโบราณอุบัติขึ้นจากความรู้สึกและประสบการณ์ของคุณเล็กที่แลเห็นว่า ในช่วงเวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น สังคมไทยพัฒนาอย่าลืมอดีตและเน้นความต้องการทางวัตถุเป็นสำคัญ จึงเป็นผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างขาดรากเหง้า จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสังคมในอดีตมาไว้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและเรียนกัน สิ่งนี้เป็นที่มาของการสนับสนุนให้มีกลุ่มนักวิชาการออกไปทำการศึกษาสำรวจค้นคว้าและนำเอาหลักฐานเรื่องราวมาตีพิมพ์เป็นวารสารเมืองโบราณ ในขณะเดียวกันคุณเล็กเองก็เลือกเฟ้นสิ่งที่ท่านเห็นว่าดีและมีประโยชน์ในอดีตมาสร้างให้เป็นความรู้อย่างเป็นรูปธรรมในเมืองโบราณ เพื่อสื่อให้แก่คนทั่วไปได้เรียนรู้ โดยเหตุนี้ ทั้งวารสารเมืองโบราณที่มีการพิมพ์ต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๓๐ ปีและเมืองโบราณก็คือ กิจกรรมทางปัญญาที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ค้นหาและสร้างขึ้น อันเนื่องมาจากการเห็นคุณค่าและภูมิปัญญาของอดีตนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ‘เชียงราย’ น้ำแม่กก หวนกลับไปสู่ภูมิวัฒนธรรมด้านน้ำในประวัติศาสตร์แอ่งเชียงราย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ‘เชียงราย’ น้ำแม่กก หวนกลับไปสู่ภูมิวัฒนธรรมด้านน้ำในประวัติศาสตร์แอ่งเชียงราย การเกิดอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา กระแสน้ำท่วมไหลผ่านได้ส่งผลกระทบถึง ๕๑,๓๕๓ ครัวเรือน เสียชีวิต ๔ คน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงราย สรุปสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ ๙-๑๒ กันยายน ซึ่งเป็นผลกระทบจากพายุยางิที่ทำให้ภาคเหนือมีฝนตกหนัก โดยเกิดน้ำท่วมและดินถล่มใน ๖ อำเภอ ๒๕ ตำบล ๑๒๕ หมู่บ้าน ๑ เทศบาลนคร (๒๒ ชุมชน) ตลาดชุมชนเศรษฐกิจ ๒ แห่ง รวมถึงร้านค้า-สถานประกอบการ ๙๒ แห่ง ทำให้นึกถึงบทความ ‘เวียงในเชียงรายความวิบัติภายใต้เงาทะมึนของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเมื่อ ๓๐ ปีผ่านมาแล้ว โดยนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นมาฉายภาพคาดเดาถึงความเป็นไปได้ของอนาคต และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เชียงรายคราวนี้น่าจะเป็นคำตอบปรากฏชัดได้เช่นกัน สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ‘….เชียงรายคือหัวเมืองต่อแดนในภาคเหนือ รุ่งเรืองและร้างรามาหลายยุคหลายสมัย เป็นหน้าด่านตอนบนของล้านนาที่ปะปนไปด้วยผู้คนต่างเผ่าต่างชาติพันธุ์ ศูนย์รวมของความหลากหลายทางวัฒนธรรม…คือชีวิตที่เคยเป็นอยู่ ความผันเปลี่ยนของทุ่งราบแม่จัน-เชียงแสน-แม่สายในภาพรวมของเชียงรายเป็นไปภายใต้กระแสธารแห่งกาลเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา การปลูกข้าวยังเป็นกิจกรรมส่วนใหญ่ในเชียงราย การผลิตข้าวได้มากทำให้เชียงรายมีโรงสีเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานมากที่สุดในภาคเหนือ ทว่า ๑๐ ปีหลังจากนั้นเชียงรายกลับกลายเป็นจังหวัดที่ผลิตขิงอ่อนได้มากที่สุด เป็นการปลูกเพื่อส่งออกเพียงเพราะว่าขิงอ่อนที่เชียงรายถูกรสนิยมญี่ปุ่น นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มีการขยายตัวของธุรกิจเรียลเอสเตตในเชียงราย ทั้งการขายที่ดิน พัฒนาที่ดินและการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เป็นผลพวงมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่คือการสร้างสนามบินนานาชาติเชียงราย โครงการพัฒนาดอยตุง ปีท่องเที่ยวไทย นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้าของรัฐบาลชาติชาย โครงการคาสิโนที่สามเหลี่ยมทองคำ ด้วยการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วขึ้น เชียงรายจึงเป็นบ้านหลังที่สองและสนามกอล์ฟของคนจากเมืองหลวง ถึงปัจจุบัน โรงสีขนาดเล็กในเชียงรายปิดกิจการลงหลายแห่ง ธุรกิจค้าข้าวไม่ให้ผลกำไรเหมือนก่อน ชาวนามีโอกาสกู้เงินจากแหล่งอื่นโดยไม่ต้องพึ่งโรงสี ความเคลื่อนไหวของราคาข้าวมาจากช่องทางข้อมูลข่าวสารที่เปิดกว้างขึ้น โรงสีใหญ่ที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่ ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกข้าวลดลง เพราะคนปลูกข้าวขายที่ดินของตนเอง ที่หมู่บ้านบ่อก้าง อำเภอแม่จัน มีนายทุนญี่ปุ่นมาเปิดกิจการโรงสีผลิตข้าวบาสมาติกเพื่อส่งออก ผืนดินอุดมของเชียงรายหล่อเลี้ยงไปถึงหมู่คนแข็งกระด้างในโลกอุตสาหกรรม ในคืนวันที่สถิติการซื้อขายรถกระบะและรถจักรยานยนต์ในเชียงรายพุ่งสูง ดอยจัน ดอยแห่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นดอยจันรีสอร์ท ห้ามบุคคลภายนอกเข้า หนองบงกายหรือทะเลสาบเชียงแสนกลายเป็นบึงขี่สกู๊ตเตอร์ ริมแม่น้ำโขงที่ดินมีค่าราวกับทองคำ เส้นทางโสเภณีเปิดด้วยนโยบายสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ห้าเชียง เชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง....’ เมืองโบราณเชียงรายมีศูนย์กลางที่สำคัญ ๒ แห่งคือ ดอยจอมทองและวัดกลางเวียง ดอยจอมทองเป็นศูนย์กลางดั้งเดิมของเมือง ในขณะที่วัดกลางเวียงเป็นศูนย์กลางที่เกิดขึ้นในภายหลังในยุคที่เมืองเริ่มเติบโต สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยพบโบราณสถานจำนวนมากบริเวณค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งแสดงถึงการพัฒนาทางศาสนาและวัฒนธรรมของเมืองในอดีต น้ำแม่กก ซึ่งคำว่า กก เป็นภาษาไทยถิ่นเหนือ หรือเรียกโดยทั่วไปว่า แม่น้ำกก เป็นสายน้ำสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของเมืองเชียงราย ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของเมืองเชียงรายที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการจัดการน้ำและการพัฒนาเมืองของผู้คนในพื้นที่เชียงรายตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะการตั้งเมืองเชียงรายในสมัยพญามังราย ซึ่งเลือกสร้างเมืองที่ดอยจอมทอง เป็นศูนย์กลาง หรือ ‘สะดือเมือง’ ของเชียงราย เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐาน นอกจากนี้ แม่น้ำกกยังเป็นเส้นทางการค้าและการคมนาคมที่สำคัญเชื่อมต่อเชียงรายกับเมืองโบราณอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางแม่น้ำกกตามธรรมชาติและจากการขุดคลองเพื่อเบี่ยงเส้นทางในช่วงประวัติศาสตร์ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการขุดลำน้ำใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ในสมัยพระยาราชเดชดำรงและหมอบริดจ์ เพื่อเบี่ยงเส้นทางน้ำและสร้างระบบน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองเชียงราย การขุดคลองนี้ทำให้เกิดเกาะลอย ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างเส้นทางน้ำใหม่ ภาพรวมโครงสร้างทรัพยากรน้ำ น้ำแม่กก เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่มีแม่น้ำสายสำคัญ ส่วนใหญ่จะไหลไปทางทิศเหนือ โดยจะไปรวมกับแม่น้ำโขงทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งมีแม่น้ำสายสำคัญ ดังนี้ น้ำแม่กก น้ำแม่ลาว น้ำแม่อิง น้ำแม่จัน แม่น้ำโขง น้ำแม่คำ แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ต้นน้ำเกิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ ๑ บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศพม่า ในระหว่างนี้แม่น้ำรวกจะไปรวมกับแม่น้ำสายที่ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย อีกด้วย น้ำแม่กก เป็นแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำตอนเหนือของเมืองกก จังหวัดเชียงตุง ภายในอาณาเขตของรัฐฉานในประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำแม่กก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไหลมาเรื่อย ๆ จนผ่านตัวอำเภอเมืองเชียงราย หลังจากนั้นก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณสบกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีความยาว ๒๘๕ กิโลเมตร (ในประเทศไทยยาว ๑๓๐ กิโลเมตร) ลำน้ำสาขาที่สำคัญ ได้แก่ น้ำแม่ฝาง น้ำแม่ลาว น้ำแม่กรณ์ และน้ำแม่สรวย เมืองโบราณในแอ่งที่ราบเชียงรายในตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ ของล้านนากล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแอ่งที่ราบแห่งนี้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ รวมทั้งในตำนานท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง ก็ทำให้เห็นภาพของกลุ่มบ้านเมืองบริเวณนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ น้ำแม่กก หรือแม่น้ำกก ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-แม่น้ำกก จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิวา ศุภจรรยา อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร พบเมืองโบราณในแอ่งเชียงรายมากกว่า ๑๒๐ เมือง และบริเวณที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเมืองโบราณอีกประมาณ ๔๐ แห่ง เมืองโบราณสำคัญแต่ละแห่ง มักมีระยะห่างจากเมืองใหญ่อีกแห่งที่ใกล้ที่สุด ค่อนข้างเป็นระยะแน่นอน คือ ๓๐ หรือ ๖๐ กิโลเมตร โดยมีชุมชนเล็ก ๆ ที่เรียกในตำนานต่าง ๆ ว่า บ้าน กระจายตัวอยู่ตามเส้นทางสัญจร เมืองเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามแนวขอบของแอ่งที่ราบ หรือบริเวณที่เป็นเชิงเขา แต่ไม่ห่างจากแม่น้ำสายหลักมากนัก โดยพื้นที่เหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบในฤดูน้ำหลาก และยังสะดวกต่อการติดต่อคมนาคมและการค้ากับเมืองอื่น ๆ เมืองโบราณในแอ่งที่ราบเชียงราย ที่มา: กรมศิลปากร-กลุ่มเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ลุ่มน้ำกก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญของเมืองโบราณในภูมิภาคนี้อีกที่หนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ นัก-ประวัติศาสตร์ชื่อดัง เชื่อว่าลุ่มแม่น้ำกกเป็นศูนย์กลางสำคัญของสังคมและอารยธรรมก่อนปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ชื่อแม่น้ำอาจมาจากต้นกกที่ขึ้นอยู่โดยรอบ หลักฐานทางโบราณคดีที่มาสนับสนุนแนวคิดนี้ มีการพบซากเมืองโบราณกว่า ๓๐ แห่งตามสองฝั่งแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซากเมืองเหล่านี้คาดว่าสร้างขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่มีการอยู่อาศัยของชนชาติไต-ไทในพื้นที่นี้มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ศูนย์กลางการปกครองได้ย้ายจากแม่น้ำสายมาสู่แม่น้ำกก และขยายอิทธิพลลงทางใต้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพญามังราย กษัตริย์แห่งเมืองเงินยาง สร้างเมืองเชียงรายในปี พ.ศ. ๑๘๐๕ และต่อมาในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ได้ย้ายเมืองหลวงลงมาสร้างเชียงใหม่ริมแม่น้ำปิง นับแต่นั้นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนาก็ย้ายจากลุ่มแม่น้ำกกมาสู่ลุ่มแม่น้ำปิง และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่ถูกบันทึกไว้ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมและอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่สบกก สามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สองพ่อลูกได้เคยเดินทางร่วมกันไปสำรวจทางโบราณคดีและภูมิวัฒนธรรมในแถบจังหวัดภาคเหนือเมื่อหลายทศวรรษก่อน ทำให้ต้องไปค้นข้อมูล ‘๓ บทรัฐสุวรรณโคม’ ในบทความ 'สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน' ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒ เล่มที่ ๔ เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งให้ภาพของภูมิศาสตร์เมืองเชียงราย โดยเฉพาะด้านแม่น้ำผ่านตำนานและพงศาวดารตามภูมิศาสตร์โบราณคดี โดยเฉพาะ ‘ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ’ ‘….เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ กรมศิลปากรตีพิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๒ เรื่องตำนานเมืองสุวรรณโคมคำออกเผยแพร่ ข้าพเจ้าสนใจอ่านแล้วอ่านเล่าอยู่หลายปี ทั้งหาโอกาสไปศึกษาพิจารณาภูมิประเทศในเนื้อเรื่อง เท่าที่สามารถจะกระทำได้ไปด้วย จึงถากกระพี้ คือข้อความที่แฝงอยู่ในสำนวนเทศนาออกใต้ เหลือแต่แก่นอันเป็นความสำคัญของเรื่องราว ทำให้ทราบว่า ตำนานเรื่องนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มนุษย์ในสมัยโบราณนานไกล....’ การอธิบายภูมิศาสตร์ทางหนองน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำ มหาสมุทร จากดินแดนทางตอนใต้ของจีน อาจารย์มานิต ได้สังเคราะห์ฉายภาพให้เห็น โดยใช้พื้นฐานของตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ‘….ในบทสามรัฐได้ อธิบายไว้แล้วว่า แม่น้ำแตกหลวง คือแม่น้ำคงไหลไปลงอ่าวตังเกี๋ย และแม่น้ำแตกน้อยคือแม่น้ำคำไหลจากหนองกระแสน้อย (สระลูกที่ ๒) ไปร่วมกับแม่น้ำแดงลงอ่าวตังเกี๋ย เมื่อรู้จักหนองใหญ่ทั้งคู่ที่กล่าวชื่อมาแล้ว จะได้หาตำแหน่งของหนองใหญ่ในทิศอาคเนย์ (สระลูกที่ ๓) ต่อไป หนองนี้มีจุดสำคัญกล่าวในตำนานคือห้วยคำอยู่ข้างทิศเหนือกับแม่น้ำกุกะนที (กุกกุฏ นที) คือแม่น้ำกกอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห้วยคำหรือแม่น้ำคำ ตั้งต้นมาแต่หนองน้ำอ่างบนดอยมาแตะ ไหลผ่านดอยต่าง ๆ มายังดอยแม่สแลบ ซึ่งอยู่ทางใต้ของดอยตุง ลงสู่พื้นที่ราบที่บ้านเวียงสา อำเภอแม่จัน ผ่านถนนพหลโยธิน (แม่จัน-แม่สาย) ที่บ้านแม่คำ ไหลไปยังตะวันออกเฉียงเหนือผ่านบ้านแม่คำ หนองบัวและบ้านร้องข่าง ณ ที่นี้มีลำน้ำแม่จันมาลงร่วม แล้วโค้งลงใต้ผ่านถนนพหลโยธิน (แม่จัน เชียงแสน) หลังอำเภอเชียงแสน ผ่านดอยจันไปออกแม่น้ำโขงที่บ้านสบคำข้างเหนือเมืองเวียงปรึกษา โบราณสถานถ้ำพระ อยู่เชิงดอยถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-โบราณสถานถ้ำพระ เหนือบ้านแม่คำขึ้นไปตามถนนพหลโยธิน (แม่จัน-แม่สาย) ระยะหนึ่งทางฝั่งตะวันตก ห่างถนนเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ มีชื่อถ้ำปลา ปัจจุบันจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง มีลำธารไหลออกจากถ้ำนี้ เรียกว่า ห้วยน้ำล้ำ ไหลไปทางทิศตะวันออกติดต่อกับลำน้ำแม่มะ ถ้ำปลาน้ำ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ำกุ่ม ซึ่งในตำนานเรียก ถ้ำกุมภ์ เล่าเป็นนิทานว่าเป็นที่พระทำภัตตกิจของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ส่วนแม่น้ำกุกะนทีหรือแม่กกนั้น ต้นน้ำมาจากเมืองสาดในแดนไทยใหญ่ ประเทศพม่า ผ่านเทือกเขามายังดอยหลักแต่ง ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านบ้านท่าตอนและสบฝาง อันเป็นจุดที่แม่น้ำฝางลงร่วมกับแม่น้ำกก แล้วโค้งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านดอยต่าง ๆ มาจนถึงดอยถ้ำพระ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองเชียงราย จากเมืองเชียงรายไหลขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนออกบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบกกข้างใต้เวียงปรึกษา ลักษณะภูมิประเทศตั้งแต่ดอยถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ตลอดมาจนท้องที่อำเภอแม่จันฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้กับอำเภอเชียงแสนฝ่ายใต้เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ แสดงว่าครั้งบรมโบราณเคยเป็นเวิ้งน้ำใหญ่ แล้วต่อมาได้แห้งตื้นเขินเป็นที่ราบเหมาะแก่การกสิกรรม ส่วนที่ยังเหลือเป็นร่องน้ำคือ ลำน้ำแม่กก ลำน้ำแม่ลาว ลำน้ำแม่ฮาง ฉะนั้น ท้องทุ่งราบนี้คือ หนองน้ำทิศอาคเนย์ ในตำนานเล่าว่า พระยาศรีสัตตนาคขุดควักจากหนองกระแสหลวงลงมายังหนองน้ำใกล้ถ้ำกุมภ์เกิดเป็นแม่น้ำขลนที (ขรนที) ผู้แต่งตำนานสมมติเอากระแสน้ำที่ไหลเซาะแผ่นดินคดเคี้ยวคล้ายงูเลื้อยเป็นนาคราชจึงตรวจดูในแผนที่ พบที่หนองกระแสหลวงตอนใต้มีลำน้ำไหลออกมาติดต่อกับแม่น้ำโขง (ลานฉาง) ก็ทราบได้ว่าในแม่น้ำโขงช่วงนี้เรียกแม่น้ำชลนที อันแม่น้ำโขงนั้นเป็นลำน้ำใหญ่ไหลผ่านมาแต่ประเทศจีนตอนเหนือลงมายังแคว้นยูนนาน ดังนั้นลำน้ำช่วงนั้นคือแม่น้ำมหิ ตำนานกล่าวอีกว่า พระยาศรีสัตตนาคได้ขุดควักลำน้ำอีกสายหนึ่งทางทิศอาคเนย์ เรียกแม่น้ำอู แม่น้ำอูนั้นไหลมาแต่ข้างเหนือของเมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ ผ่านเมืองพงสาลี เมืองหัน ปากอู เมืองหลวงพระบาง เมืองปากสาย ออกบรรจบแม่น้ำโขงที่บ้านปากเหือง ตรงข้ามอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ฉะนั้น ดินแดนประเทศจีนลงมาจนภาคเหนือของประเทศไทยสยาม แคว้นตังเกี๋ย (เวียดนาม) โดยถือแม่น้ำแดงแม่น้ำดำเป็นสำคัญ และแคว้นหลวงพระบางเป็นอุตรกุรุทวีป รวมความว่าภาคกลางของประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ประเทศจีน แคว้นตังเกี๋ย พื้นที่ส่วนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่กับเชียงราย และแคว้นหลวงพระบาง เป็นทวีปทั้ง ๔ ของตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า ตำนานเรื่องนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์โบราณว่าโดยเฉพาะท้องที่ซึ่งเรียกหนองน้ำทิศอาคเนย์ในจังหวัดเชียงรายนั้น จะตื้นเขินเป็นทุ่งไร่ทุ่งนามาแต่เมื่อใด ไม่อาจพูดได้ เพราะไม่มีความรู้ทางธรณีวิทยา แต่พื้นที่ตั้งแต่สบรวกลงมาจนบ้านแซวในอำเภอเชียงแสนใกล้ลำน้ำแม่คำ แม่กกนั้น ได้มีการขุดค้นพบเครื่องมือสมัยหินเก่าและหินใหม่ แสดงว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่มาแล้วเป็นพัน ๆ ปี อนึ่งที่ดอยถ้ำพระ อันเป็นตำแหน่งที่แม่น้ำกกผ่านเข้ามาในเขตอำเภอเมืองเชียงรายนั้น เมื่อก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ดร.พริทซ์ สารสิน เคยขุดค้นในถ้ำพบเครื่องมือหินรุ่นเก่า มนุษย์พวกนี้มีเรื่องราวประการใด นอกจากจะเป็นตำราภูมิศาสตร์ แล้ว ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำยังเป็นประวัติศาสตร์มนุษย์ในสมัยโบราณนานไกล....’ เมื่อพิจารณาตามภูมิวัฒนธรรมของอาจารย์มานิต มาเทียบกับลุ่มน้ำกกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำลำดับที่ ๓ จาก จำนวน ๒๕ ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย โดยมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาทางเหนือในรัฐเชียงตุง สหภาพเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกผ่านอำเภอแม่อาย เข้าสู่อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงราย จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่อำเภอเชียงแสน แล้วไหลสู่แม่น้ำโขง ที่บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ความยาวประมาณ ๒๘๕ กิโลเมตร ส่วนที่อยู่ในประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มน้ำ ๗,๓๐๐ ตารางกิโลเมตร ลุ่มน้ำกก แบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาออกเป็น ๔ ลุ่มน้ำสาขา คือ ลุ่มน้ำแม่ฝาง ลุ่มน้ำแม่ลาว ลุ่มน้ำแม่สรวย และลุ่มน้ำกกตอนล่าง เปิดข้อมูลจากประวัติศาสตร์การพัฒนาแคว้นโยนก ที่ราบลุ่มน้ำกก พบว่า แคว้นโยนก ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำหลายแห่ง ในเขตจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ตอนเหนือ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำลาว และแม่น้ำโขง ซึ่งเรียกรวมกันว่า ที่ราบลุ่มเชียงราย เคยมีร่องรอยของคนที่มาอยู่อาศัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีร่องรอยคูน้ำคันดิน โดยเป็นชุมชนโบราณกระจายไปทั่ว ซึ่งพบมากถึง ๑๐๕ แห่ง โดยเขตพื้นที่ที่พบมากที่สุดในอำเภอเมืองฯ และอำเภอเวียงชัย มากที่สุดถึง ๕๕ แห่ง จึงมีตำนานต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฯลฯ โดยในระยะแรกของแคว้นโยนกและหิรัญนครเงินยาง ประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มเชียงรายและใกล้เคียงคือ เมืองเงินยาง เมืองฝาง เมืองสาด เมืองหางรังรุ้ง และเมืองจวาดน้อย ต่อมาได้ขยายเมืองให้ไกลออกไปยังเชียงของ เมืองยอง และเลยจดไปถึงกลุ่มเมืองในเขตสิบสองปันนา เขาขุนน้ำนางนอน: ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจากหลักฐานของการสร้างบ้านแปงเมืองในภูมิวัฒนธรรมของดินแดนล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ปรากฏตามที่ลาดลุ่มและที่ราบลุ่มในบริเวณระหว่างเขา [Intermountain Area] ที่เรียกว่า หุบ [Valley] และแอ่ง [Basin] นั้น ได้ขยายภาพของแอ่งเชียงแสนไว้อย่างเข้าใจและมองเห็นภาพกว้างของเมืองโบราณในแถบนี้ว่า ดอยขุนน้ำนางนอน แอ่งเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ‘….เขาขุนน้ำนางนอนเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสนในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มโอบล้อมด้วยภูเขาทุกด้าน ด้านตะวันตกคือเขาขุนน้ำนางนอนที่เป็นขอบของเทือกเขาแดนลาวที่เป็นพื้นที่ของรัฐฉานในเขตประเทศพม่าทางเหนือ เป็นเขาที่อยู่ในเขตพม่าที่มีลำน้ำสายและลำน้ำรวกมาสบกันเป็นลำน้ำใหญ่ไหลผ่านที่ลาดลุ่มทางตอนเหนือของแอ่งเชียงแสนไปออกแม่น้ำโขงทางตะวันออกที่ตำบลสบรวก หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ ลำน้ำรวกคือเส้นเขตแดนที่แบ่งเขตประเทศไทยออกจากประเทศพม่า ภาพถ่ายทางอากาศเวียงพางคำที่แม่สาย ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่มา: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๑๑๙ จากสบรวกลงมาทางใต้จนถึงปากลำน้ำแม่คำใกล้กับเมืองเชียงแสน มีเขาเตี้ย ๆ ทำหน้าที่เป็นขอบของแอ่งเชียงแสนก่อนที่จะถึง บริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงและตอนปลายเขากลุ่มนี้ซึ่งเป็นที่ลาดลุ่มชายขอบลงแม่น้ำโขง ลำน้ำรวก และเมืองเชียงแสนทางตอนล่างที่ใกล้กับปากลำน้ำแม่คำทางด้านใต้ของแอ่งเชียงแสน มีกลุ่มเขาเตี้ย ๆ จากอำเภอแม่จัน เป็นขอบแอ่งเป็นบริเวณที่มีลำน้ำสองสายจากทางตะวันตกผ่านแอ่งเชียงแสนมาออกแม่น้ำโขงใต้เมืองเชียงแสนลงมา ลำน้ำทั้งสองนี้คือ ‘ลำน้ำแม่จัน’ กับ ‘ลำน้ำแม่คำ’ ลำน้ำแม่จันไหลผ่านช่องเขาทางใต้ของเขาขุนน้ำนางนอน เลียบกลุ่มเขาแม่จันมาสมทบกับลำน้ำแม่คำที่ไหลมาจากขุนน้ำนางนอนกลายเป็นลำน้ำแม่คำไหลผ่านเมืองเชียงแสนไปออกแม่น้ำโขงที่ปากคำ กลุ่มเขาของแม่จันจากอำเภอแม่จันมาออกปากลำน้ำคำนี้คือ ทิวเขาที่กั้นบริเวณแอ่งเชียงแสนของลำน้ำแม่สาย ลำน้ำคำและลำน้ำแม่จันออกจากลุ่มน้ำแม่กกที่นับเนื่องเป็นบริเวณแอ่งเชียงรายที่มีลำน้ำแม่ลาวและแม่กกรวมไหลกันมาออกแม่น้ำโขงที่ตำบลสบรวก อาจกล่าวได้ว่า ‘ทิวเขาแม่จัน’ นี้คือ สันปันน้ำที่แบ่งแอ่งเชียงรายออกจากแอ่งเชียงแสน แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าการแบ่งสันปันน้ำก็คือ ทางเชิงเขาฟากฝั่งแอ่งเชียงรายเป็นที่ลุ่มต่ำเต็มไปด้วยหนองบึงที่เรียกว่า ‘หนองหล่ม’ คือหนองที่มีน้ำซับหรือน้ำใต้ดินที่มีระดับน้ำไม่คงที่ เช่น เวลาฝนตกและมีน้ำใต้ดินมากน้ำอาจท่วมท้นทำให้เกิดน้ำท่วมดินถล่มกลายเป็นทะเลสาบได้ หรือเมื่อน้ำใต้ดินลดน้อยลงแผ่นดินโดยรอบก็จะแห้งกลับคืนมา ทำให้คนเข้าไปตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยโดยรอบของหนองหรือทะเลสาบนั้นได้ ในการศึกษาทางภูมิวัฒนธรรมของการสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงแสนจากตำนานของข้าพเจ้าและบิดาคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม พบว่าแอ่งเชียงแสนเป็นที่เกิดของเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของคนไทยสองเมือง คือ ‘เมืองเวียงพางคำ’ เชิงที่ราบลุ่มของเขาขุนน้ำนางนอนที่อยู่ขอบเขาใกล้กับลำน้ำแม่สายที่อยู่ทางตอนเหนือของแอ่งเชียงแสนกับ ‘เมืองเวียงหนองหล่ม’ ที่อยู่ชายขอบทิวเขาแม่จันทางฟากลุ่มน้ำแม่กกซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแอ่งเชียงแสน ตำนานที่กล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองที่ว่านี้เป็นตำนานของคนสองเผ่าพันธุ์ คือ ‘คนไทย’ และ ‘คนลัวะ’ ตำนานของคนไทยคือ ‘ตำนานสิงหนวัติ’ ส่วนตำนานของคนลัวะคือ ‘ตำนานเกี่ยวกับปู่เจ้าลาวจก’ ความต่างกันของตำนานทั้งสองก็คือตำนานของคนไทยคือตำนานของคนที่เข้ามาในแอ่งเชียงแสนจากภายนอก ในขณะที่ตำนานปู่เจ้าลาวจกเป็นตำนานของคนที่มีถิ่นฐานอยู่ในแอ่งเชียงแสนมาก่อน ตำนานของคนลัวะตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูง เช่น เชิงเขาและเขาเตี้ย ๆ ส่วนของคนไทยตั้งหลักแหล่งในที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำน้ำและหนองบึง และคนเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกันกับความเชื่อในเรื่องของผีบนท้องฟ้า เช่น ผีแถนและพญานาคที่เป็นเจ้าของแผ่นดินและน้ำ ดังเช่นบริเวณใดที่เป็นหนองบึงที่มีน้ำซับก็จะเชื่อว่าเป็น ‘รูของพญานาค’ เมื่อมาผสมกับความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้วก็มักจะสร้างพระมหายอดเจดีย์ ณ ตำแหน่งที่เป็นรูของพญานาค ให้เป็นหลักของบ้านและเมือง ส่วนความเชื่อของคนลัวะไม่มีเรื่องผีบนฟ้า เช่น ผีแถน ผีฟ้า และพญานาค ซึ่งเป็นสัตว์เนรมิต แต่เชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนดินและสัตว์ธรรมชาติที่เป็นสัตว์กึ่งน้ำกึ่งบก เช่น งู ปลาไหล จระเข้ ตะกวด เหี้ย ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งความเชื่อในเรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชายในสังคม เช่น ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองและปกครองคนคือผู้ที่เป็นหญิง ฯลฯ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ศึกษาและสำรวจมาเกี่ยวกับคนลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูงตามเขาและเนินเขาเหล่านี้พบว่า ระบบความเชื่อของคนลัวะได้พัฒนาขึ้นเป็น ‘ระบบหินตั้ง’ [Megalithic] คือ มีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ธรรมดาสาธารณ์ด้วยแท่งหิน ก้อนหิน หรือแผ่นหิน รวมทั้งการกำหนดลักษณะภูเขา ต้นไม้ เนินดิน ให้เป็นแหล่งที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การกำหนดให้เป็นที่ฝังศพของคนสำคัญ หรือไม่ก็เป็นบริเวณที่สัมพันธ์กับการอยู่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ และพื้นที่ในการมาประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ฯลฯ การฝังศพของบุคคลสำคัญมักจะถูกกำหนดให้ฝังไว้ในที่สูง ที่ไม่ไกลจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะเป็นโขดหิน เพิงหิน หรือกองหินสามก้อนหรือสามเส้าที่อาจจะเป็นก้อนหินธรรมชาติหรือเป็นของที่เคลื่อนย้ายจากที่อื่นมาประดิษฐานไว้ ในขณะที่บริเวณที่ฝังศพจะทำให้เป็นเนินดินล้อมเป็นรูปกลมหรือรูปเหลี่ยม รวมทั้งนำแท่งหินหรือก้อนหินมาปักรอบในระยะที่ห่างกันเป็นสี่ก้อนหรือมากกว่านั้น โดยไม่กำหนดตามจำนวนอย่างใด และบริเวณที่วางศพก็จะมีเครื่องเซ่นศพที่อาจจะเป็นเครื่องประดับ อาวุธ และภาชนะดินเผารวมทั้งเครื่องใช้บางอย่าง คนที่อยู่ในที่สูง เช่น พวกลัวะที่กล่าวมานี้ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่มากมายตามเขาต่าง ๆ ในเขตแคว้นล้านนา อาจแบ่งออกได้เป็นหลายเผ่า [Tribes] แม้ว่าจะเป็นชาติพันธุ์เดียวกันก็ตาม บางเผ่ามีพัฒนาการทางสังคมและการเมืองใหญ่โตเป็นเมืองเป็นรัฐ [Tribal State] เกิดขึ้นมา ซึ่งแลเห็นได้จากการสร้างเนินดินที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบเป็น “เวียง” ขึ้นเพื่อการอยู่อาศัย การจัดการน้ำและการป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรู….’ สำหรับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของชุมชนเมืองเก่าเชียงราย สามารถแบ่งเป็นช่วงดังนี้ ช่วงที่ ๑ การกำเนิดเมืองเชียงรายในยุคราชวงศ์มังราย กับความสำคัญของกลุ่มดอยขนาดเล็กกลางเมือง (ปี พ.ศ. ๑๘๐๕–พ.ศ. ๒๑๐๐ / ๒๙๕ ปี) ช่วงที่ ๒ การย้ายจุดศูนย์กลางเมืองเชียงรายในยุคราชวงศ์มังราย สู่ตัวเมืองเชียงรายในยุครัตนโกสินทร์ (ปี พ.ศ. ๒๑๐๑-พ.ศ. ๒๔๗๗ / ๓๗๖ ปี) ช่วงที่ ๓ ย่านภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงสงครามโลกมหาเอเชียบูรพา สู่การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน (ปี พ.ศ. ๒๔๗๘-ปัจจุบัน ) โบราณสถานในเมืองเชียงราย ทั้งดอยถ้ำพระ พระธาตุดอยจอมทอง วัดพระแก้ว และกำแพงเมือง-คูเมืองเชียงราย มีการใช้งานตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัยล้านนาจนถึงปัจจุบัน จึงถูกดัดแปลงปรับเปลี่ยนตลอดมา จนไม่ทราบลักษณะดั้งเดิมเมื่อสมัยแรกสร้างแล้ว พระธาตุดอยจอมทอง อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงราย ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-พระธาตุดอยจอมทอง โบราณสถานเกือบทั้งหมดที่ค้นพบยังไม่เคยได้รับการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี ขอบเขตของเมืองเชียงรายนั้น ดร. ฮันส์ เพนธ์ สันนิษฐานไว้ว่าเมื่อแรกสถาปนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีกำแพงเมืองเก่าเป็นอิฐเพียงบริเวณตีนดอยจอมทองเท่านั้น นอกนั้นเป็นกำแพงดินและอาศัยแม่น้ำกกเป็นคูเมือง เมืองเชียงรายจากหลักฐานทางโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานแรกเริ่ม–สมัยล้านนา โดยเฉพาะในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาเนิ่นนาน โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินที่ถ้ำพระ เป็นเครื่องมือแบบไซแอเมียน (Siamian) ในยุคหินเก่า แบบเดียวกับที่พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งโบราณคดีที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และแหล่งโบราณคดีในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบเศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ สรุปว่าคนที่อาศัยอยู่นี้เป็นกลุ่มชนล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ หลุมขุดค้นทางโบราณคดีในค่ายเม็งรายมหาราช ที่มา: กรมศิลปากร-สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ส่วนในเอกสารประวัติศาสตร์ พบการกล่าวถึงเมืองเชียงรายในพื้นเมืองเชียงแสน ฉบับรวบรวมและปริวรรตโดย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ตั้งแต่สมัยตำนานจนถึงสมัยล้านนาและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มจาก ลวจังกราช (พ.ศ.๑๑๘๒-๑๓๐๔) ได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองแห่งหนึ่งขึ้นในบริเวณที่พบช้างป่าใหญ่ แล้วเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า ‘เวียงเชียงรอย’ ซึ่งภายหลังคำว่าเชียงรอยได้แผลงไปเป็น ‘เชียงราย’ ตำนานยังเล่าอีกว่า ปี พ.ศ. ๑๔๓๘ พญาเรือนแก้วผู้ครองเมืองไชยนารายณ์ทรงสร้างพระธาตุขึ้น บนยอดดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกกในเขตตัวเมืองเชียงราย ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๕๘๗ ท้าวกีฅำลาน เจ้าเมืองแคว้นกาวได้ยกทัพมารบกับลาวจังกวาเรือนฅำแก้วที่กลางทุ่งเชียงราย ลาวจังกวาเรือนฅำแก้วพ่ายแพ้ ชาวเชียงรายเสียแม่ทัพ เมืองแตก ทิ้งเมืองไป ทำให้เมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้างไป จนกระทั่งพญามังราย เสด็จประพาสป่าพร้อมกับบริวาร พบเมืองเชียงรายร้าง ทางใต้ของเวียงเงินยาง มีความพึงพอใจ จึงได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ และประทับอยู่เมืองเชียงรายนี้ ไม่ได้กลับไปยังเมืองเงินยางอีก โอรสของพระองค์คือ พญาไชยสงครามก็ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรายนี้จนสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นบทบาทของเมืองเชียงรายก็ลดน้อยลง กษัตริย์ทรงโปรด ให้ขุนนางปกครองเมืองแห่งนี้แทน แต่ยังคงปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเชียงรายด้านพุทธศาสนาในสมัยล้านนาอยู่ ดังเช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เกิดฟ้าผ่าองค์เจดีย์วัดป่าเยี้ยะ ได้พบพระแก้วมรกตในองค์เจดีย์นั้น วัดป่าเยี้ยะจึงถูกเรียกว่าว่าวัดพระแก้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จารึกดอยถ้ำพระเป็นหลักฐานแสดงถึงประเพณีการนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ยังถ้ำพระ ในปี พ.ศ. ๒๐๒๗ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีประเพณีนี้มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ถ้ำพระจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยล้านนา ความก้าวหน้าของการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเมืองโบราณเชียงราย ได้มีการดำเนินการเป็นรูปเป็นร่างในทางวิจัยและวิชาการมากขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ มีโอกาสได้ดำเนินการทางโบราณคดีในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ ๓๗ ค่ายเม็งรายมหาราช ทำให้ได้ข้อมูลทางโบราณคดีที่สำคัญของเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้น หลักฐานใหม่จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองเชียงราย เมื่อมณฑลทหารบกที่ ๓๗ ค่ายเม็งรายมหาราชได้แจ้งมายังสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ว่า พบโบราณวัตถุในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ในพื้นที่ค่ายฯ จึงขออนุเคราะห์เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการทางโบราณคดี ด้วยการขุดค้นขุดแต่งโบราณสถานดอยเจดีย์ และสำรวจทางโบราณคดีในพื้นที่ค่ายฯ ทั้งหมด ผลจากการศึกษาทางโบราณคดีเบื้องต้นพบแหล่งโบราณคดี ทั้งประเภทที่เป็นศาสนสถานและแหล่งที่อยู่อาศัย โดยพื้นที่บนเขาเป็นที่ตั้งของศาสนสถาน ทั้งที่ตั้งอยู่บนยอดเขาและกลางเนินเขา ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังเป็นทำเลที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ ใช้สังเกตการณ์ได้เป็นอย่างดี ส่วนพื้นที่ราบเป็นพื้นที่ชุมชนหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดีอย่างหนาแน่นในบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกกองร้อยของค่ายฯ เช่น กล้องยาสูบดินเผา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนเครื่องเคลือบทั้งจากเตาในล้านนาและจากแหล่งเตาในประเทศจีน นอกจากนั้น ยังมีบริเวณที่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย พบหลักฐานทางโบราณคดีบนผิวดินเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ประเภทภาชนะแบบเคลือบสีเขียว เช่น ฝากระติกและผางประทีป จากแหล่งเตาวังเหนือ ไห กระปุก และพาน จากแหล่งเตาพาน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น คงเป็นผู้มีฐานะสูงหรือมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เนื่องจากคนทั่วไปจะใช้ภาชนะดินเผาเนื้อดินที่พบโดยทั่วไปมากกว่า โบราณสถานที่พบเกือบทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐ ยกเว้นเพียงแห่งเดียว ที่ใช้ศิลาแลงก่อ ซึ่งปัจจุบันสำรวจพบแหล่งตัดศิลาแลงที่บ้านป่าอ้อดอนไชย แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงขนาดของแหล่งฯ ว่ามีความสามารถในการผลิตมากน้อยเท่าไร อาจเป็นไปได้ว่ามีแหล่งตัดศิลาแลงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมากกว่าหนึ่งแห่ง เนื่องจากมีโบราณสถานหลายแห่งในเมืองเชียงแสน และโบราณสถานในอำเภอเทิงที่ใช้ศิลาแลงในการก่อสร้าง เป็นองค์ประกอบของส่วนฐานและเสา ส่วนโบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจและขุดศึกษาทั้งชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาพานและเตาเวียงกาหลง ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินควอตซ์ รูปแบบเจดีย์แปดเหลี่ยม และรูปแบบของพระพุทธรูปที่ถูกกล่าวอ้างว่าค้นพบบนโบราณสถานดอยเจดีย์ สามารถกำหนดอายุโดยการเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะได้ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ รวมทั้งค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของอิฐที่ได้จากการขุดแต่งโบราณสถานดอยเจดีย์ โดยวิธีเรืองแสงความร้อน (Thermoluminescence Dating-TL) ได้ค่าอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ในช่วงเวลานี้ เมืองเชียงรายถูกปกครองด้วยขุนนาง แต่ก็ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ เนื่องจากพบการกล่าวถึงเมืองเชียงราย ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ตามเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของล้านนา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า โบราณวัตถุที่พบมีความหลากหลายของวัสดุที่ใช้ผลิตค่อนข้างมาก ทั้งชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินควอตซ์ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือเครื่องใช้สำริด แสดงให้เห็นว่ามีการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ที่หลากหลายในช่วงสมัยเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งเครื่องมือเครื่องใช้จากวัสดุที่ใช้ผลิตตามเกณฑ์การแบ่งอายุสมัยตามแบบแผน การขุดแต่งเจดีย์รายในค่ายเม็งรายมหาราช ที่มา: กรมศิลปากร-สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการขุดค้นขุดแต่งและสำรวจครั้งนี้ เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าพื้นที่เทศบาลนครเชียงรายในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณเชียงรายที่สร้างขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย สำหรับเมืองเก่าเชียงราย หากสืบค้นข้อมูลลงไปในช่วงก่อนประวัติศาสตร์บริเวณจังหวัดเชียงราย ปรากฏร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยกระจายอยู่ทั่วไปโดยมีการพบร่องรอยคูน้ำและคันดินแสดงถึงการเป็นชุมชนโบราณ และมีการพบหลักฐานทางโบราณคดีในหลายบริเวณ หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบ ได้แก่ เครื่องมือหินกะเทาะที่มีอายุราว ๑๕,๐๐๐–๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว บริเวณถ้ำพระ ริมฝั่งแม่น้ำกก ในเขตอําเภอเมืองฯจังหวัดเชียงราย คูเมืองเชียงราย สภาพในปัจจุบัน ที่มา: Facebook-ล้านนาประเทศ ต่อมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ปี พ.ศ. ๑๘๐๒ พญามังรายทรงได้ ขึ้นครองราชสมบัติที่เมืองหิรัญนครเงินยาง และทรงโปรดให้สร้างเมืองขึ้นโดยย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยางมาสู่ราชธานีแห่งใหม่ในบริเวณเวียงชัยนารายณ์ดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ำกกโดยก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้กลางเมือง และได้ขนานนามเมืองแห่งนี้ว่า เชียงราย ภายหลังสมัยของพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมถอยลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับพระเจ้าบุเรงนองกยอดินนรธากษัตริย์พม่าได้ขยายพระราชอํานาจเข้ามายังดินแดนในแถบนี้ อาณาจักรล้านนาจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าในปี พ.ศ. ๒๑๐๑ ถือเป็นการสิ้นสุดอาณาจักรล้านนา ที่มีอายุถึง ๒๖๒ ปีและสิ้นสุดราชวงศ์มังรายที่สืบเนื่องมา ๒๘๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๑๒๑ อาณาจักรล้านนาและเมืองเชียงรายตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลานานถึงกว่า ๒๐๐ ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อาณาจักรล้านนาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและกรุงศรีอยุธยาสลับกันไปมา ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เกิดกบฏเงี้ยวขึ้น พวกเงี้ยวยกกําลังเข้าโจมตีเมืองแพร่ เมืองพะเยา และเมืองเชียงราย แต่รัฐบาลกลางได้ดําเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้พวกกบฏหมดสิ้นไป และทําให้บรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือต้องยอมรับในอํานาจของรัฐบาลกลางมากขึ้น ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการยกเมืองเชียงรายเป็นเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลพายัพ ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณ์และขึ้นกับรัฐบาลกลางโดยตรง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๗ รัฐบาลกลางได้ปรับปรุงระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาค โดยยกเลิกการบริหารแบบมณฑลมาเป็นจังหวัด เมืองเชียงรายจึงอยู่ในจังหวัดเชียงรายมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าเชียงราย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เมืองโบราณเชียงราย มีประตูเมือง ๑๒ ประตู มีระบบระบายน้ำและป้องกันด้วยคูเมืองโบราณเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีเหลือให้เห็นอยู่ ๓ แห่ง ๑) บริเวณหน้าโรงเรียนสามัคคี ประตูป่าแดง ผ่านประตูเชียงใหม่ไปถึงประตูผี ๒) บริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ประตูเจ้าชาย และ ๓) บริเวณข้างกำแพงเมือง ประตูยางเสิ้ง ห้าแยกพ่อขุน โดยมีหน้าที่ป้องกันข้าศึกอีกชั้นหนึ่ง โดยไม่ให้ข้าศึกเข้ามาในเมืองได้โดยง่าย คูเมืองเชียงรายจะอยู่ด้านนอก รอบ ๆ กำแพงเมืองเชียงราย สันนิษฐานว่า น่าจะถูกสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๕ สมัยพ่อขุนมังรายมหาราช มาสถาปนาเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองเอก เป็นเมืองแรกที่สร้าง สภาพภูมิวัฒนธรรมคูเมืองเชียงรายนั้น ทางทิศเหนือใช้แม่น้ำกกและแม่น้ำกกน้อยเป็นปราการธรรมชาติ ขณะที่ด้านอื่น ๆ ที่เหลือ มีการผันน้ำกกเข้ามาทางสนามกอล์ฟแม่กก ไหลอ้อมดอยทอง ผ่านสะพานประตูเชียงใหม่ เลียบถนนบรรพปราการในปัจจุบันไปทางตะวันออก ก่อนไปบรรจบกับแม่น้ำกกสายเก่าที่ชุมชนเกาะทอง แล้วไหลลงแม่น้ำกกบริเวณสนามกีฬากลาง ในช่วงยุคทศวรรษที่ ๒๔๕๐ ฝ่ายราชการและนายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ มิชชันนารี ร่วมกันจัดผังเมืองเชียงรายใหม่ โดยการวางถนนให้มีลักษณะตัดกันคล้ายตารางหมากรุกตามแบบเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการนี้ได้มีการถมคูเมืองและรื้อกำแพงเมืองลงเพื่อป้องกันน้ำในคูเมืองมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันเราจึงไม่เห็นร่องรอยของคูเมืองและกำแพงเมืองเชียงราย เพราะฉะนั้นอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงเป็นผลพวงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเมืองเชียงรายบริเวณรอบลำน้ำต่าง ๆ ส่งผลให้ทางน้ำแคบลง และทำให้พื้นที่รองรับน้ำลดลงมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา แต่จริง ๆ แล้วอุทกภัยเกิดขึ้นไปเมื่อ ๓ ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง โดยย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่เชียงราย ปัญหาคือน้ำท่วมครั้งนั้นน้ำไม่ได้ล้นมาจากลำน้ำกก แต่มาจากลำน้ำกอน โดยหนึ่งในปัจจัยคือ มีโรงแรมมาสร้างในที่ดินริมตลิ่งของ ๒ ฝั่งของลำน้ำกอน ทำให้แม่น้ำแคบลงและรองรับปริมาณน้ำไม่ได้เท่าเดิม น้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมตัวเมือง บทเรียนจากครั้งนั้นทำให้เชียงรายสร้างคลองผันน้ำกก-กอน เพื่อระบายน้ำไม่ให้ท่วมเขตตัวเมือง หรือเขตเศรษฐกิจ สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ เนื่องจาก ๒ ปัจจัยคือ มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลจากประเทศเมียนมาไหลทะลักเข้ามาที่เชียงราย พอผ่านลำน้ำกก ซึ่งแต่เดิมรอบ ๆ ลำน้ำเป็นเรือกสวนไร่นา และเป็นพื้นที่รองรับน้ำ แต่ถูกประชาชนและรัฐเข้าไปใช้ประโยชน์มากขึ้น มีการถมที่สร้างสถานที่พักผ่อน โรงแรม ศูนย์ราชการ และอื่น ๆ ส่งผลให้ลำน้ำแคบลงมาก และอีกปัจจัยคือการขยายเมือง การสร้างสนามบิน ถนนบายพาส หรือการสร้างบ้านจัดสรรต่าง ๆ ปัญหาที่เจอบ่อย ๆ คือน้ำระบายไม่ทัน เวลาน้ำหลากจากแม่น้ำหรือพื้นที่ป่าที่มาพร้อมกับดินตะกอนหรือโคลน ซึ่งจะไปอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้ระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพจากก่อนหน้านี้ที่เคยรับปริมาณน้ำฝน ๓๐-๔๐ มิลลิลิตร (มล.) ได้สบาย ๆ ก็ระบายไม่ได้ จึงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในที่สุด จากการศึกษาด้านภูมิศาสตร์โบราณคดีและภูมิวัฒนธรรม เมืองโบราณเชียงรายมีระบบการบริหารจัดการน้ำบริเวณลุ่มน้ำแม่กกอย่างดีมากมาตั้งแต่อดีตกาล อ้างอิง ข้อมูล ‘๓ บทรัฐสุวรรณโคม’ ในบทความ 'สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน' ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒ เล่มที่ ๔ เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม ‘เวียงในเชียงรายความวิบัติภายใต้เงาทะมึนของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ วารสาร เมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ 'เมืองเชียงรายจากหลักฐานทางโบราณคดี' โดย นงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โบราณคดีเชียงราย กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ‘รู้เรื่องเมืองเชียงราย’ โดย อภิชิต ศิริชัย สำนักพิมพ์ล้อล้านนา, ๒๕๕๙ 'พื้นเมืองเชียงแสน' โดย สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบและวิเคราะห์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ 'เมืองเก่าเชียงราย' โครงการบริหารหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 'ตำนานพื้นเมืองเชียงราย' ฉบับวัดศรีส้มสุก ตำบลแม่ข้าวต้ม จังหวัดเชียงราย 'คูเมืองเชียงราย' เทศบาลเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดย ย่านเมืองเก่าเชียงราย.ไทย 'งานสมโภชเสาสะดือเมืองและกำแพงเมืองเมืองเชียงราย' สำนักงานจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ 'ที่ระลึกพิธีเปิดป้ายชื่อประตูเมืองเชียงราย ๒๕ มกราคม ๒๕๓๐' ชมรมเสวนาประวัติศาสตร์ไชยนารายณ์ จังหวัดเชียงราย 'อนุสรณ์การสมโภชเมืองเชียงราย ๗๒๕ ปี สำนักงานจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. ๒๕๒๙
- ’ภาพเขียนสีถ้ำเขาปลาร้า’ พิธีกรรมใต้ชะง่อนเพิงผาหินกับการสยบต่ออำนาจพลังเหนือธรรมชาติที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2568 การขึ้น 'เขาปลาร้า' สำรวจภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อนำมาเสนอในวารสารเมืองโบราณ โดย วิยะดา ทองมิตร กับบังอร กรโกวิท การสำรวจในครั้งนั้น เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น เพื่อบันทึกสภาพของแหล่งและลักษณะของภาพเขียนสีที่พบ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของอุทัยธานี และทำให้ภาพเขียนสีจากแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ภาคตะวันตกของสยามเทศะได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เขาภูปลาร้า (เขาปลาร้า) เขาภูปลาร้า (เขาปลาร้า) แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่มนุษย์เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐–๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เขียนภาพเขียนสีที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตมนุษย์ในชุมชนบริเวณภูปลาร้าได้เป็นอย่างดี ว่ามีลักษณะชุมชนในสังคมเกษตรกรรมที่มีแบบแผนและพิธีกรรม ภาพที่พบได้แก่ ภาพสัตว์เลี้ยง ภาพคนจูงวัว ภาพขบวนแห่ เป็นต้น เขาปลาร้า ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก เดินทางจากอำเภอหนองฉาง ไปตามเส้นทางสายหนองฉาง-ลานสัก ประมาณ ๒๑.๕ กิโลเมตร จะแลเห็นเทือกเขาปลาร้าทางด้านซ้ายมือ ซึ่งต้องแยกซ้ายเข้าไปตามทางลาดยางอีกประมาณ ๗.๕ กิโลเมตร เดินเท้าปีนเขาอีกประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงจะถึงบริเวณยอดเขา ลักษณะทั่วไปเขาปลาร้า ยังมีสภาพป่าบนเขาค่อนข้างสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำธรรมชาติบนเขา และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด จากเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาจะแลเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม และที่สำคัญที่สุดบริเวณเพิงผาถ้ำทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาปลาร้า ระดับความสูงประมาณ ๓๒๐ เมตร มีภาพเขียนสีผนังถ้ำตลอดแนวยาว ประมาณ ๙ เมตร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังคงความสมบูรณ์สวยงาม แสดงให้เห็นถึงชีวิตสังคมของคนในยุคโบราณเหล่านั้น โดยภาพเขียนเป็นรูปคนและสัตว์เลี้ยงประมาณ ๔๐ ภาพ เขียนด้วยสีแดงและดำนับเป็นบริเวณที่น่าสนใจที่สุดของเขาปลาร้า ภาพเขียนสีบนเพิงผายังคงอยู่ในสภาพดี มีพื้นที่โบราณสถาน ๑๓,๒๔๗ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๒๐ง วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เขาหินปูนที่มีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านภูผา เป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างหมู่บ้านห้วยโศก อำเภอลานสัก กับตำบลเขาบางแกรก อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ภูเขาหินปูนทางทิศตะวันตกของอำเภอหนองฉาง ทอดตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ จากเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาจะแลเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม และที่สำคัญที่สุดบริเวณเพิงผาถ้ำทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาปลาร้า บริเวณถ้ำประทุน ซึ่งพบภาพเขียนสีบนผนังเพิงผาบนเขาปลาร้า อยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขา จึงอยู่ในเขตอำเภอลานสัก เป็นภูเขาที่สูงชันมาก ลักษณะของถ้ำประทุน บนเขาปลาร้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๔๘๐ เมตร หรือสูงจากพื้นล่าง ๓๙๕ เมตร เป็นถ้ำที่สูงสุดของเขาปลาร้า หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพิงผาที่มีภาพเขียนสีเป็นแนวผนังยาวประมาณ ๓๘ เมตร เป็นเพิงผาที่ลาดเอียงประมาณ ๘๐ องศา ภาพที่ต่ำสุดสูงจากพื้นประมาณ ๔ เมตร และอยู่สูงสุดประมาณ ๙ เมตร แรกเริ่มของการค้นพบภาพเขียนสี บุคคลที่พบภาพเขียนสีนี้เป็นคนแรกและเป็นผู้นำทางขึ้นไป คือ นายพรานชื่อ ทำ อินทประเทศ อายุ ๔๖ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๘ หมู่ ๑๒ ตำบลทุ่งโพ อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ปกตินายทำมีอาชีพทำไร่และล่าสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว เพิงผาเขาภูปลาร้า หรือ เขาปลาร้า ที่มา: กรมศิลปากร-เขาภูปลาร้า สาเหตุที่พบเนื่องจากไปล่าสัตว์บนเขาภูปลาร้า เผอิญฝนตกจึงหนีเข้าไปหลบฝนในเพิงผา เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปก็พบกับภาพเขียนสีบนผนังเพิงหินของถ้ำประทุน บนเขาปลาร้า แล้วแพร่กระจายข่าวกันออกไป จนกระทั่งคุณพลาดิสัย สิทธิธัญกิจ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจังหวัดอุทัยธานี และคุณวิทยา อินทโกศัย นักโบราณคดีจากกรมศิลปากร ได้ขึ้นไปสำรวจและนำมาพิมพ์เผยแพร่ หลักฐานทางโบราณคดีภายในถ้ำ พบขวานหินขัด ๒ ชิ้น และเศษภาชนะดินเผาจำนวนหนึ่ง ภาพเขียนสีที่ปรากฏมีประมาณ ๔๐ ภาพ เป็นภาพคนและภาพสัตว์ วางภาพตามแนวเฉียงจากซ้ายไล่สูงเรื่อยขึ้นไป ภาพทั้งหมดเขียนด้วยสีแดง และสีแดงเข้ม มีการเขียนภาพซ้อนทับกันบางตำแหน่ง และยังเห็นลายเส้นที่ร่างภาพขึ้นก่อนด้วยสีดำ ภาพเขียนสีแดง และยังเห็นลายเส้นที่ร่างภาพขึ้นก่อนด้วยสีดำ ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ลักษณะของภาพ เขียนลงสีในแบบต่างๆ หลายแบบ ส่วนมากเขียนแบบเงาทึบ (silhouette) แบบเงาทึบบางส่วน (partial silhouette) แบบโครงร่างภายนอก (outline) และแบบกิ่งไม้ (stick man) ภาพคนและสัตว์ที่เขาปลาร้านี้เขียนได้เหมือนจริง และใกล้เคียงกับธรรมชาติมาก เขียนง่ายๆ แต่ได้สัดส่วน แสดงถึงความเข้าใจในรูปร่างสรีระ ดังภาพคนที่เขียนให้เห็นกล้ามเนื้อน่องที่โป่งพอง หรือแสดงเพศผู้หญิงด้วยหน้าอก เมื่อหันด้านข้าง แสดงนิ้วมือนิ้วเท้าด้วย และมีการเสนอมิติของภาพด้วยขนาดเล็กใหญ่ แสดงความใกล้ไกลและการจัดระดับของภาพ รวมทั้งแสดงการเคลื่อนไหวของคน ด้วยการเขียนภาพด้านข้าง (profile) และภาพบิดมุมมอง (twisted perspective) ด้วยการเขียนภาพส่วนบนของลำตัวด้านตรง แต่ส่วนล่างหันด้านข้าง ซึ่งใบหน้าอาจหันด้านข้างด้วย (Cestosomatic) แหล่งภาพเขียนสีที่เขาปลาร้านี้ นับเป็นแหล่งที่มีภาพเขียนสีปรากฏชัดเจน มองเห็นได้ชัดและสวยงามมากแหล่งหนึ่ง ภาพทั้งหมดที่เขียนไว้น่าจะเป็นการวาดขึ้นเนื่องในพิธีกรรม ความเชื่ออันมีมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มคนที่มีความเชื่อร่วมกันมาใช้สถานที่นั้น ภาพที่ปรากฏจึงน่าเป็นเรื่องราวของขบวนแห่ในพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนที่ทำการเกษตรกรรม โดยใช้การสื่อความหมายด้วยภาพคนและสัตว์ ที่ประดับตกแต่งร่างกายและศีรษะ แสดงอาการเคลื่อนไหวคล้ายเต้นรำ ภาพสัตว์ต่างชนิดกันที่น่าจะมีความหมายเป็นตัวแทนของสิ่งที่พวกตนนับถือ หรือภาพคนคล้ายลิงหรือมีท่าทางเลียนแบบสัตว์ หรือแต่งกายคล้ายสัตว์ ซึ่งล้วนแต่มีความหมายถึงการเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของความเชื่อในสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพต่างๆ เหล่านั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องราวบอกเล่าเรื่องเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้เขียนขึ้นคราวเดียวกัน เพราะมีการเขียนซ้อนทับกัน และลักษณะของภาพก็แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตามภาพเหล่านั้นก็คงจะถูกเขียนขึ้นตามความเชื่อและยังคงมีพิธีกรรมสืบต่อเนื่องกันมาระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ที่พบในบริเวณใกล้เคียงในเขตจังหวัดอุทัยธานี เขาปลาร้านี้มีชุมชนที่ทำการกสิกรรม แล้วมาใช้ประโยชน์ถ้ำนี้เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นักโบราณคดีได้แบ่งกลุ่มภาพเขียนบนเขาปลาร้าไว้ ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ กลุ่มภาพที่มีคนท่ามกลางสัตว์เลี้ยง (คาดว่าเป็นสุนัข) กลุ่มที่ ๒ กลุ่มภาพที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัว มีการเล่าถึงการไปจับวัวป่าแล้วนำกลับมาเลี้ยง กลุ่มที่ ๓ กลุ่มภาพที่แสดงถึงการประกอบพิธีกรรม ซึ่งคนที่อยู่ในภาพมีเครื่องประดับแตกต่างจากคนทั่วไป และสัตว์ที่อยู่ในภาพมีลักษณะคล้ายลิงอยู่ด้วย และสุดท้ายกลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มภาพเบ็ดเตล็ดซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์ วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทย ได้อ้างอิงถึงภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ เช่น ที่เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี ว่ามีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง เช่น ควายและสุนัข แสดงว่า มนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้น ดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่า จะใช้หนังสัตว์ หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆ สะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ คณะสำรวจจากงานวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมด้วยภัณฑารักษ์จากกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้มาสำรวจเก็บข้อมูล และบันทึกภาพแหล่งศิลปะถ้ำเขาปลาร้าแห่งนี้ ข้อมูลเหล่านี้ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งศิลปะถ้ำอื่น ๆ และการวิเคราะห์ตีความเรื่องราวของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของอุทัยธานี ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความทางวิชาการหลายชิ้น โดยจัดให้เป็นศิลปะเพื่อพิธีกรรม และได้แบ่งภาพลงสีออกย่อยเป็น ๑๔ กลุ่ม เพื่อสะดวกแก่การอธิบายถึงการแสดงออกที่มีลักษณะร่วมกัน คือเป็นภาพที่แสดงลักษณะการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่อยู่ในท่ากระโดดโลดเต้นและร่ายรำ รูปคนและสัตว์ เน้นถึงการตกแต่งร่างกาย อันเป็นเครื่องหมายของการเข้าร่วมพิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง จะมองดูคล้ายริ้วขบวนแห่ มีการเริงระบำกับแสดงกิจกรรมของแต่ละกลุ่มเรียงไล่กันลงมา ขนาดของคนในขบวนไม่เพียงแต่เน้นความสำคัญของแต่ละบุคคลที่ต่างกันแล้ว แต่ยังให้เกิดมิติ คือเป็นระยะใกล้ไกลของภาพอีกด้วย รูปลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในภาพสัมพันธ์กัน เมื่อประกอบกับรายละเอียดต่างๆ ที่เจตนาแสดงไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนตัวใหญ่เดินนำหน้าถือธัญพืชอย่างหนึ่ง มีผู้หญิงตั้งครรภ์ร่ายรำอยู่ด้วยกัน พร้อมด้วยสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงและสัญญาณอย่างหนึ่งของการตั้งถิ่นฐานถาวรแบบสังคมเกษตรกรรม ภาพคนกับวัวที่แสดงความสัมพันธ์กัน ตั้งแต่คนจูงวัว คนไถนา มีขบวนแหนแห่เริงระบำประกอบตลอดจนท่าเต้นที่เลียนแบบลีลาสัตว์ การต่อสู้กับกระทิงเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนถึงภาพพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ (fertility rite) เป็นสำคัญ เข้าใจว่ามีพิธีกรรมเพื่อการเกษตรกรรมเป็นหลักคล้ายๆ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญของชุมชนเกษตรกรรมในสมัยประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ภาพการต่อสู้วัวกระทิงก็เน้นให้เห็นว่า ชุมชนเจ้าของศิลปะถ้ำที่เขาปลาร้ายังคงมีการเข้าป่าล่าสัตว์อยู่ด้วย จากเรื่องราวที่ปรากฏในศิลปะถ้ำ ประกอบกับโบราณวัตถุที่พบในบริเวณนี้ เปรียบเทียบกับหลักฐานทางโบราณคดีในแหล่งใกล้เคียงและแหล่งอื่นๆ ที่ได้กำหนดอายุไว้ จึงสันนิษฐานว่า ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า เป็นการรังสรรค์ศิลปะของกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ ๕,๐๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑ กรมศิลปากรเคยมาทำการขุดค้นที่เขานาค ตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี และจากการขุดค้นในครั้งนั้นได้พบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีหลายอย่าง เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เศษเครื่องปั้นดินเผา ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว กำไลหิน กำไลสำริด แวดินเผา ลูกกระสุนดินเผา เศษเครื่องประดับสำริด เปลือกหอยกาบ กระดูกและเขาสัตว์ ฯลฯ ภาพเขียนสีมนุษย์ สันนิษฐานว่าใช้หนังสัตว์ ผ้าหรือเชือกผูกไว้รอบสะโพก ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เมื่อมีการค้นพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ภูเขาปลาร้า จึงทำให้คิดไปได้ว่าภาพเขียนที่ภูเขาปลาร้า และแหล่งโบราณคดีที่เขานาคนั้น น่าจะมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีผู้ที่วาดภาพเขียนสีบนภูเขาปลาร้านั้น อาจจะไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน อาจจะเป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่เขานาคก็ได้ และนอกจากนี้น่าจะได้มีการศึกษาค้นคว้าว่าภาพเขียนสีที่ภูเขาปลาร้านี้ จะมีส่วนสัมพันธ์ คล้ายคลึงหรือแตกต่างไปจากภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำรูปเขาเขียว ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับเขตแดนทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานี ภาพเขียนสีที่ ‘ผาแต้ม’ เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการศึกษาภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปฏิกิริยาที่มีต่อสัมพันธสารหรือวาทกรรมที่ขึ้นอยู่กับสิ่งตรงกันข้ามระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตามที่มนุษย์ได้อยู่อาศัยในสภาวะธรรมชาติ นักมานุษยวิทยาได้โต้เถียงว่า วัฒนธรรม คือธรรมชาติของมนุษย์ และผู้คนทั้งหลายมีความสามารถที่จะจำแนกประสบการณ์ ถอดรหัสการจำแนกในเชิงสัญลักษณ์ และสอนความเป็นนามธรรมนั้นให้แก่ผู้อื่น โดยที่มนุษย์ได้วัฒนธรรมมาด้วยการเรียนรู้ในกระบวนการของการทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมและการสัมพันธ์กันในสังคม เมื่อผู้คนอยู่อาศัยในที่แตกต่างกัน แตกต่างด้วยสิ่งล้อมรอบ จึงอาจทำให้มีการพัฒนาวัฒนธรรมออกมาต่างกัน นักมานุษยวิทยายังได้ชี้ประเด็นว่า ด้วยวัฒนธรรมนั่นเองที่ทำให้ผู้คนสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้สืบมาทางพันธุกรรม สำหรับภาพเขียนสีที่โดดเด่นที่แสดงความซับซ้อนของภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เลือกมาเป็นตัวอย่างในบทความ ‘ศาสนาของคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย’ คือ ภาพเขียนสีบนเพิงผา ‘เขาปลาร้า’ เขตอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ภาพเขียนสีบนผนัง ‘ถ้ำตาด้วง’ เขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และภาพเขียนสีที่ ‘ผาแต้ม’ เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อนำแนวคิดและวิธีการทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมมาเป็นกรอบและทิศทางในการศึกษาและวิเคราะห์จากร่องรอยทางพฤติกรรมของคนในยุคนั้นที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสำคัญ ในแนวคิดของนักมานุษยวิทยา อาจารย์ศรีศักรเชื่อว่า ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ และความเชื่อเป็นมิติของความจริงอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษย์ ศาสนาของมนุษย์โบราณคือ ศาสนาและไสยศาสตร์ ในขณะที่ศาสนาของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาต้องหันมาใช้การศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับสังคมมนุษย์ที่ยังมีความล้าหลังทางเทคโนโลยีและไม่มีลายลักษณ์แทน เพราะสังคมในลักษณะนี้ยังคงเหลือร่องรอยพฤติกรรมทางความเชื่อและความคิดทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่คล้ายๆ กันกับคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่ แต่เรื่องนี้ก็ต้องกระทำกันด้วยความระมัดระวังในการวิเคราะห์ ตีความ และสรุป เพราะผู้คนของสังคมที่ล้าหลังทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนมีความรู้สึกนึกคิด [Mentality] เป็นคนสมัยปัจจุบันทั้งสิ้น หลักฐานและร่องรอยพัฒนาการทางสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในการศึกษาทางมานุษยวิทยาโบราณคดีของอาจารย์ศรีศักร ซึ่งท่านพอสรุปได้ว่า ในดินแดนประเทศไทย แม้จะมีพัฒนาการของมนุษย์มาแต่สมัยก่อนคน จนมาถึงสมัยเป็นคนในยุคหินกะเทาะ อันเป็นสังคมมนุษย์แบบเร่ร่อนตามฤดูกาล จนถึงสมัยหินใหม่อันเป็นยุคที่เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานติดที่ [Sedentary settlements] มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์นั้น ยังเป็นยุคสมัยที่มีผู้คนอาศัยในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยมาก การตั้งหลักแหล่งจึงเป็นกลุ่มเล็กๆ และกระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกัน เมื่อลำดับพัฒนาการของสังคมบ้านเมืองและรัฐ ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศาสนาของผู้คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น จะนับเนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีมาแต่สมัยหินเก่า หินกะเทาะ หินใหม่ มาจนถึงสมัยยุคก่อนเหล็กเป็นสำคัญ ‘....โดยเฉพาะในสมัย ๓,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปี ลงมานั้น พบหลักฐานทางพิธีกรรมในระบบความเชื่ออย่างชัดเจน ๒ ประการใหญ่ๆ คือ ภาพเขียนสีและโลงไม้ที่ขุดจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่ เรื่องภาพเขียนสีบนเพิงผานั้น มักถูกมองโดยนักโบราณคดีไทยของกรมศิลปากรว่า เป็นศิลปะถ้ำอะไรทำนองนั้น จึงเป็นการมองแต่เพียงรูปแบบทางศิลปะไป ทั้งๆ ที่ในแง่คิดทางมานุษยวิทยานั้น สิ่งเหล่านี้ (ภาพเขียนสีและโลงไม้) คือผลผลิตจากระบบความเชื่อของผู้คนในสังคมที่เป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภาพเขียนสีเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของปัจเจกบุคคลแบบปัจจุบันที่มองว่าศิลปะเป็นไปเพื่อศิลปะ [Art for art sake] หากแต่เป็นภาพทางสัญลักษณ์ที่สื่อสารกันได้ทั้งกลุ่มชนในสังคม ภาพที่เขียนขึ้นมีทั้งที่เป็นรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ ซึ่งยากที่จะเข้าถึงในเรื่องความหมายว่าหมายถึงอะไร ภาพมือแดงที่พบเกือบทุกแห่ง ภาพสัตว์นานาชนิดซึ่งมีทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และคน มีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่กันเป็นกลุ่มร่วมกันทำกิจกรรม และมีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของบุคคลสำคัญ เป็นต้น ภาพเหล่านี้มีทั้งที่ขูดเขียนโดยบุคคลที่เป็นผู้ชำนาญและเขียนตามประสาคนเขียนไม่เป็นของบรรดาผู้คนที่มาร่วมในงานประเพณีพิธีกรรม....’ อาจารย์ศรีศักร อรรถาธิบายว่า หลักฐานในบริเวณเพิงผาหน้าถ้ำตามที่กล่าวมาแล้วนี้ มีพบในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็นับเป็นการยืนยันให้เห็นความคิดของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอะไรๆ เหมือนกัน ‘….ความคิดในการเลือกแหล่งทำพิธีกรรมทางศาสนานี้ สืบเรื่อยมาจนกระทั่งยุคสำริด ยุคเหล็กและยุคต้นประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น เพิงผาที่ผาแต้ม ริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพิงผาที่ประตูผา จังหวัดลำปาง ซึ่งนับได้ว่ามีขนาดและอาณาบริเวณใหญ่โตมาก หรือในเขตภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีที่เพิงผาวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี เป็นอาทิ เพิงผาวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี แต่ที่น่าสังเกตก็คือ มีเพิงผาหลายแห่งโดยเฉพาะบรรดาที่เป็นเขาหินปูนมักจะสัมพันธ์กับบริเวณหน้าถ้ำ และถ้ำที่มีพื้นที่เป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีอากาศถ่ายเทได้พอสมควร พื้นที่เช่นนี้อาจมีการอยู่อาศัยโดยกลุ่มชนตามฤดูกาลหรือเป็นที่พำนักของบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความรู้ในเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมของผู้คนในสังคม เพิงผาหน้าถ้ำดังกล่าวนี้มักมีการอยู่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น อาจจะเป็นที่พำนักของฤาษีหรือนักพรตในลัทธิศาสนาฮินดู-พุทธ จึงมักพบการสลักพระพุทธรูปหรือเทวรูปไว้ตามหน้าผาหรือเพิงผา และกำหนดบริเวณที่ประกอบพิธีกรรมด้วยการปักหินตั้งหรือเสมาหินแสดงเขตและบริเวณศักดิ์สิทธิ์ ในหลายๆ แห่ง ห้องโถงของถ้ำได้กลายเป็นวิหารเพื่อประกอบพิธีกรรมทีเดียว ถัดจากเพิงผาหน้าถ้ำและภาพเขียนสี ก็เป็นแหล่งฝังศพ ที่นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญในเรื่องของศาสนาและความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ความสำคัญอันดับแรกของแหล่งฝังศพก็คือเป็นหลักฐานที่แสดงการมีอยู่ของชุมชน เพราะกลุ่มชนในสังคมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นบ้านและเมืองจะได้นำเอาศพของสมาชิกในชุมชนมาฝังหรือเผาและประกอบพิธีกรรมตามประเพณี นั่นคือความตายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของคนในสังคมที่คิดและปฏิบัติร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย [Life after death] เป็นความเชื่อที่ควบคู่มากับความเป็นมนุษย์ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่มี ความเชื่อในเรื่องของความตายนี้แลเห็นจากรูปแบบในการจัดการทำศพที่อาจมีความแตกต่างและคล้ายคลึงกันซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่และเวลาแต่ละยุคสมัย....’ ความเชื่อเรื่องศาสนาและไสยศาสตร์จากแหล่งโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรขยายความเชิงมานุษยวิทยาวัฒนธรรมและภูมิวัฒนธรรมอย่างละเอียดว่า ‘….แหล่งโบราณคดีที่เป็นประโยชน์กับการศึกษาและตีความเกี่ยวกับศาสนาและไสยศาสตร์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในขณะนี้ มีอยู่ ๒ บริเวณด้วยกันคือ เพิงผาหน้าถ้ำที่มีการเขียนภาพ หรือสลักภาพทางสัญลักษณ์อันนับเนื่องเป็นแหล่งประกอบประเพณี-พิธีกรรมในระบบความเชื่อ กับแหล่งฝังศพอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชุมชนที่มีการนำสมาชิกที่ตายแล้วมาประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อ แหล่งที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำนั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความคิดเหมือนกันในการเลือกบริเวณที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำให้เป็นที่ประกอบประเพณี พิธีกรรม ซึ่งความคิดเช่นนี้ดำรงสืบมาในสมัยประวัติศาสตร์ ความสำคัญของเพิงผาหน้าถ้ำนั้นอยู่ที่การเป็นแหล่งที่ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นใช้เป็นที่ชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีกรรมตามประเพณีในรอบปีเป็นสำคัญ เพราะมักเป็นแหล่งที่ค่อนข้างอยู่ไกลกับถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คนในชุมชนต่างๆ ของท้องถิ่น แหล่งพิธีกรรมเหล่านี้ไม่เป็นแหล่งที่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หากเป็นพื้นที่ร่วม ของหลายชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันหรือภูมิภาคเดียวกันเป็นสำคัญ ในการเข้ามาชุมนุมร่วมกันตามเวลาที่กำหนดในรอบปีหนึ่งๆ นั้น พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนซึ่งมาร่วมกันชุมนุมจะประกอบพิธีกรรมร่วมกัน มีทั้งการเต้นรำ การส่งเสียงร้อง และการสวดมนต์ รวมทั้งการเขียนภาพที่เป็นสัญลักษณ์ลงบนพื้นหินของเพิงผาหน้าถ้ำเหล่านั้น ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำบริเวณเขาภูปลาร้า ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เหตุที่แหล่งพิธีกรรมในระบบความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มักอยู่ในบริเวณที่เป็นกลางไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งนั้น ก็เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยแรกๆ หาได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในพื้นที่เดียวกันไม่ หากมีการกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มของครอบครัวและเครือญาติตามบริเวณต่างๆ ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตน แหล่งที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ใกล้ตัวก็มักจะเป็นแหล่งป่าช้าหรือหลุมศพเท่านั้น โดยเหตุนี้จึงพบหลุมศพและแหล่งที่เป็นป่าช้ามากกว่าแหล่งประกอบพิธีกรรมในรอบปี และอื่นๆ ที่เป็นส่วนร่วมของท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นบริเวณที่ทำพิธีมักจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้คนเห็นและจินตนาการพ้องกันว่า มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติ ดังเช่น เพิงผาหน้าถ้ำ ยอดดอย หรือต้นน้ำลำธาร และแหล่งที่มีน้ำสบกันเป็นน้ำวนหรือน้ำเชี่ยว บริเวณที่มีสภาพแวดล้อมแปลกไม่เหมือนที่อื่นๆ เป็นต้น ภาพเขียนสีมนุษย์กับสัตว์ สันนิษฐานว่าเป็นวัว ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ความโดดเด่นของสถานที่และสภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในสมัยหลังๆ เห็นพ้อง จึงสืบเนื่องเป็นความทรงจำในรูปของตำนานที่เกี่ยวกับชื่อของสถานที่และเหตุการณ์เรื่อยมา ดังเห็นได้จากการเล่าขานกันในตำนานท้องถิ่นและการทำให้แหล่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น สืบเนื่องเป็นวัดหรือเป็นสถานที่เพื่อจาริกแสวงบุญมาจนถึงปัจจุบัน….’ ดินเทศสีแดงที่ถูกบดเพื่อใช้โรยในพิธีกรรมและนำมาเป็นสีเพื่อเขียนภาพ อาจารย์ศรีศักร ได้อธิบายถึงพิธีกรรมสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่และสภาพแวดล้อม ‘….หลักฐานร่องรอยของการใช้สีแดงเห็นได้จากการฝังศพที่มีมาแต่สมัยหินกะเทาะเช่นที่ถ้ำพระในเขตจังหวัดกาญจนบุรี มีการใช้ดินเทศที่มีสีแดงโรยศพซึ่งแสดงให้เห็นว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตให้กับคนที่ตาย ทำให้ตีความได้ว่า คนในสมัยนั้นมีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่ว่าเมื่อตายแล้ววิญญาณก็ยังดำรงอยู่ แต่ความชัดเจนในเรื่องสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ได้เห็นชัดในสมัยหลังลงมาคือ ยุคโลหะที่เริ่มแต่สมัยก่อนเหล็ก (ประมาณก่อน ๒,๕๐๐ ปีขึ้นไป และหลังลงมา) นั่นก็คือ การเกิดภาพเขียนสีขึ้นตามผนังถ้ำและเพิงผา ซึ่งนักโบราณคดีไทยแบบกรมศิลปากร เรียกว่า ศิลปะถ้ำ เพราะเน้นความสำคัญที่รูปแบบมากกว่าความหมาย ภาพเขียนสีที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นฐานของคนที่สำคัญก็คือ ภาพมือแดง ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนเหล็กจนถึงยุคเหล็กเป็นภาพที่แสดงถึงการที่ผู้คนที่มาร่วมพิธีกรรมสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเพิงผาที่เป็นหิน ความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เช่น หิน น้ำ ต้นไม้ และอื่นๆ มีจิตวิญญาณนี้ เป็นสิ่งที่เรียกว่า Animism ซึ่งนับเป็นพัฒนาการในระยะแรกเริ่มของศาสนาและไสยศาสตร์ เพราะพิธีกรรมที่ผู้คนจากที่หลากหลายในท้องถิ่นมาประกอบร่วมกันนั้น เป็นสิ่งที่แสดงการสยบต่ออำนาจเหนือธรรมชาติอันเป็นการแสดงอาการทางศาสนา แต่ในการประกอบพิธีกรรมก็มีอาการทางไสยศาสตร์ผสมผสานอยู่ ดังเห็นจากสัญลักษณ์อื่นๆ เป็นแบบเรขาคณิตที่ไม่เหมือนธรรมชาติ และภาพคน-สัตว์-สิ่งของ-ต้นไม้ที่เป็นธรรมชาติเพื่อเรียกร้องและบังคับให้อำนาจที่อยู่ตามสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมารับใช้พวกตนในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และความมั่นคงของชีวิต ดังนั้น ภาพที่เห็นจากการประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อจึงมีลักษณะทั้งศาสนาและไสยศาสตร์ผสมกัน [Magico-religious practice] เมื่อได้ประมวลภาพสัญลักษณ์จากแหล่งเพิงผาหน้าถ้ำในที่ต่างๆ ที่พบในดินแดนประเทศไทยมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ แล้ว ก็พอแลเห็นพัฒนาการของระบบความเชื่อที่เรียกว่า ศาสนา-ไสยศาสตร์ [Magico-religious ritual] ที่เชื่อว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติในโลกมีจิตวิญญาณ [Animism] ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคม นั่นก็คือสังคมก่อนประวัติศาสตร์ของผู้คนที่เขียนภาพสีได้สะท้อนให้เห็นการมีคนสำคัญที่อาจเป็นหัวหน้าตระกูลและเผ่าพันธุ์ จากภาพของคนที่มีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดา รวมทั้งมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือศีรษะที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น อย่างเช่น ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำเขาจันทร์งาม ในเขตอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นภาพของคนที่มีทั้งหญิงและชาย สัตว์เลี้ยง และสัตว์ล่า อันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมประเภทร่อนเร่ล่าสัตว์ ภาพสำคัญคือ ภาพชายร่างใหญ่กำลังโก่งธนู อันเป็นการแสดงอำนาจและอาการของการล่าสัตว์ ภาพเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ทางไสยศาสตร์ เพื่อความสำเร็จในการล่าสัตว์เป็นสำคัญ นับเป็นพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง ในขณะที่ภาพมือแดงเป็นจำนวนมากที่ทับซ้อนกันหลายระยะเวลา ภาพสัตว์ เช่น วัวควาย และภาพสัญลักษณ์บางอย่างที่แหล่งโบราณคดีประตูผาของเขาลูกโดดในระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และอำเภองาว แสดงให้เห็นถึงการชุมนุมของผู้คนเป็นจำนวนมากจากท้องถิ่นต่างๆ มาประกอบพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ร่วมกัน ซึ่งก็นับเนื่องในพิธีกรรมในระบบความเชื่อที่เรียกว่า Animism เหมือนกัน ทั้งนี้รวมไปถึงบรรดาเพิงผาที่อยู่ในเขตวัดพระพุทธบาทบัวบก ที่กรมศิลปากรไปเปลี่ยนเป็นอุทยานโบราณคดีภูพระบาท อีกหลายแห่งที่มีการเขียนรูปวัวควาย ช้าง และรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ การดำรงอยู่ของความเชื่อในเรื่อง Animism ดังกล่าวนี้ สืบมาจนถึงสมัยเหล็กเพราะแม้ว่าสังคมหลายแห่งในสมัยนี้จะมีพัฒนาการทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่สูงกว่านี้ไปแล้วก็ตาม ดังเช่นภาพสลักขูดขีดที่ถ้ำผาลายภูผายนต์ จังหวัดสกลนคร ที่เปลี่ยนจากการเขียนสีมาเป็นการใช้เครื่องมือเหล็กขูดขีดไปบนหินแทน มีภาพต้นไม้ คน สัตว์และสัญลักษณ์แบบเรขาคณิตมากมาย ภาพสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ภาพของควาย ซึ่งน่าจะเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ล่า ในขณะที่ภาพสัญลักษณ์เรขาคณิตที่ดูเป็นอวัยวะเพศของสตรีและการแสดงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิง-ชาย สะท้อนให้เห็นถึงการทำพิธีเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ดูเหมือนภาพบนผนังผาที่มีการขูดขีดด้วยเครื่องมือเหล็กที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ทางเรขาคณิตที่ยากแก่การถอดรหัสว่าหมายถึงอะไร แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่ซับซ้อนของคนสมัยเหล็กที่ยังดำรงความเชื่อในเรื่อง Animism ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ผากระดานเลข ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อย่างไรก็ตาม บรรดาแหล่งภาพเขียนสีของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กรุ่นหลังๆ ที่เชื่อมต่อกับสมัยต้นประวัติศาสตร์หลายแห่งก็สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบความเชื่อจาก Animism มาเป็นความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติที่สูงกว่าที่เรียกว่า Supernaturalism ความต่างกันระหว่างความเชื่อและศาสนาสองระดับนี้ก็คือ ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำเขาจันทร์งาม ในเขตอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่มา: ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย ระดับแรก เป็นเรื่องของความเชื่อที่เกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติบนพื้นดินหรือบนโลกเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น การนับถือผี ต้นไม้ ภูเขา หนองน้ำ ลำธาร สัตว์และคน รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เป็นฝนตกฟ้าร้อง เป็นต้น ส่วนระดับหลังนั้น เป็นความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่สูงขึ้นไปจากบนดินมาเป็นบนท้องฟ้า ซึ่งทำให้มีความซับซ้อนเกิดขึ้นในการแสดงสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรม การเกิดระดับชั้นของผู้คนและการกำหนดตำแหน่งและให้ความหมายแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความซับซ้อนในเรื่องรูปแบบของสัญลักษณ์เห็นได้จากภาพเขียนสีที่มีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบเรขาคณิตจนไม่อาจถอดรหัสได้ก็มีภาพของธรรมชาติ เช่น สัตว์ คน สิ่งของ ก็หลากหลายและมีอาการใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น สัตว์บางชนิดมีรูปร่างแปลกๆ และมีอาการกิริยาแปลกๆ ไม่เหมือนธรรมชาติ ในกลุ่มภาพแรกที่เขาปลาร้า เป็นเพิงผาบนภูเขาที่ปัจจุบันเดินทางขึ้นไปยาก ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ในขณะที่ภาพของคนก็ดูหลากหลายด้วยอาการกิริยา ขนาด และการแต่งกาย อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่และฐานะทางสังคมซึ่งอาจพูดได้ว่า ในระยะของพัฒนาการขั้นนี้ สังคมก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กได้พัฒนาเข้าสู่การเกิดบ้านเมืองและรัฐแรกเริ่มที่มีเจ้านายและคณะบุคคลปกครองแล้ว ทำให้ภาพของบุคคลที่มีบทบาทและสถานภาพอย่างน้อย ๒ อย่างปรากฏขึ้น คือ ผู้นำ และคณะที่ปรึกษาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเครื่องแต่งกายเช่นเครื่องประดับศีรษะประดับร่างกาย มีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป บุคคลที่มีฐานะเป็นผู้นำนั้นมักแสดงจากการถืออาวุธที่เป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจและมีอาการลีลาที่องอาจ ในขณะที่คนหรือคณะที่ปรึกษามักมีการแต่งกายที่ผิดมนุษย์ หลายๆ แห่งแต่งตัวใส่หน้ากากหรือสวมหัวโขนเป็นสัตว์ คนพวกนี้คงได้แก่พวกหมอผีหรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณและเวทมนตร์คาถา ซึ่งดูสอดคล้องกันกับการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ฝังศพ เพราะมักพบศพบางศพที่มีการนำเอาเขาสัตว์ เขี้ยวสัตว์ และสิ่งสัญลักษณ์บางอย่างมาฝังไว้ ส่วนศพของคนที่เป็นผู้นำก็มักพบเครื่องเซ่นศพที่มีเครื่องประดับที่มีค่ามากกว่าศพคนทั่วไป หลายแห่งพบอาวุธสำคัญประจำตำแหน่งรวมอยู่ด้วย เช่น มีดหรือหอกที่ใบมีดเป็นเหล็กแต่ด้ามเป็นสำริดมีลวดลายสัญลักษณ์ประดับ แต่ที่สำคัญคือภาพเขียนสีของช่วงเวลานี้มักแสดงให้เห็นถึงการประกอบประเพณีพิธีกรรมที่มีการชุมนุมที่ส่ออาการเต้นรำหรือร่ายรำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้....’ ในกลุ่มภาพแรกที่เพิงผาถ้ำเขาปลาร้านั้น ความโดดเด่นอยู่ที่เป็นเพิงผาบนภูเขาที่ปัจจุบันการเดินทางขึ้นไปค่อนข้างยากมาก อาจารย์ศรีศักรบอกว่า คนก่อนประวัติศาสตร์เลือกตำแหน่งได้ดีมาก เพราะบนเขามีสภาพแวดล้อมที่เป็นธารน้ำและพื้นที่พอแก่การเข้าไปพักแรมของคนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาประกอบพิธีกรรมรอบๆ เขาปลาร้าเป็นที่ราบลุ่ม มีลำน้ำหล่อเลี้ยงสลับไปด้วยป่าเขาและที่สูง อันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์ป่า และแร่ธาตุ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยหินขัดมาจนถึงสมัยโลหะ ‘….ข้าพเจ้าได้สำรวจพบแหล่งถลุงเหล็กที่เป็นชุมชนที่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดี เพราะพบร่องรอยชุมชนโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบศาสนสถาน รูปปูนปั้นประดับ รวมทั้งบรรดาเครื่องประดับ เครื่องมือสำริด เหล็ก และลูกปัดแบบต่างๆ มากมาย ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็กอันเป็นสังคมเกษตรกรรมที่สืบเนื่องเข้าสู่สังคมพุทธ-ฮินดูในสมัยทวารวดี สิ่งที่สนับสนุนให้เห็นว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในที่นี้เป็นสังคมเกษตรกรรม ก็เพราะแหล่งประกอบพิธีกรรมอันมีภาพเขียนสีบนผนังผาเขาปลาร้านั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ในเรื่องแรกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั้น ดูได้จากการปรากฏภาพคนที่มีการแต่งกายในวาระที่มาชุมนุม แสดงท่าร่ายรำในการประกอบพิธีกรรม คนทั่วไปนุ่งผ้าเตี่ยวมีชายไหวชายแครงประดับ บนศีรษะมีใบไม้และดอกไม้รวมทั้งขนนกประดับ มีภาพบุคคลที่น่าจะเป็นหมอผี [Shaman] แต่งตัวในลักษณะจำแลงกายเป็นสัตว์เพื่อสื่อสารกับธรรมชาติและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ภาพคนที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็คือ ภาพบุคคลที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดของการแต่งกายและเครื่องประดับ มือถืออาวุธแสดงท่าร่ายรำที่มีอานุภาพ ข้างๆ มีสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัข ส่วนภาพของคนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาตินั้น แลเห็นได้ชัดเจนจากภาพของสัตว์ป่า สัตว์ล่า และสัตว์เลี้ยง อันแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นสังคมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว ภาพของสัตว์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติก็คือ ภาพของวัวมีหนอกที่คอ เป็นภาพใหญ่ที่เขียนได้อย่างชัดเจนมีสัดส่วน บนหลังวัวมีผ้าที่เป็นลวดลายพาดทับให้เห็นว่าเป็นอาสนะที่มีผู้ทรงอำนาจประทับนั่ง วัวนี้มีคนจูง อาจนับได้ว่าเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่นเดียวกันกับภาพของบุคคลตัวใหญ่ที่เป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ทีเดียว ภาพวัวที่มีผ้าพาดทับนี้มีหนทางที่อาจตีความได้เป็น ๒ อย่างคือ อย่างแรก อาจเป็นพาหนะของบุคคลตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นประมุขหรือบุคคลศักดิ์สิทธิ์อันเป็นประธานของพิธีกรรม อย่างที่สองก็คือ วัวมีหนอกคือพาหนะของเจ้า ผี หรือเทพที่จะต้องนำมาประกอบพิธีเซ่นสรวง คือฆ่าบูชายัญส่งไปให้นั่นเอง ส่วนภาพสัตว์ขนาดใหญ่อีกภาพหนึ่งก็คือ ภาพลิงใหญ่ที่ดูแล้วเป็นลิงเนรมิตที่แสดงพลังเหนือธรรมชาติมีบริวารล้อม แต่เป็นภาพที่ยังเขียนไม่เสร็จ ภาพสัตว์เนรมิตดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีสัตว์เป็นบรรพบุรุษ [Totem] ของเผ่าพันธุ์หรือตระกูล มาเป็นสัญลักษณ์รวมของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ในท้องถิ่น ลิงอาจเคยเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่มีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในท้องถิ่นเดียวกัน….’ ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนเพิงผาเขาปลาร้า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานีนี้ นอกจากเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาแต่ครั้งสมัยหินใหม่แล้ว ยังเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย เช่น ภาพคนจูงวัว การแสดงการปราบวัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสมัยที่มีการนำวัวมาใช้เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ในการวาดภาพยังได้มีการเน้นให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญ โดยการสร้างภาพให้มีลักษณะเป็นพิเศษ เช่น ภาพบุคคลสำคัญ ภาพวัว และภาพคนจูงสุนัข ซึ่งมีการตกแต่งและวาดให้เห็นส่วนสัดกว่าภาพธรรมดาอื่นๆ โดยเฉพาะภาพที่สำคัญ คือภาพที่แสดงถึงบุคคลสำคัญในท่าแสดงอำนาจ ในระหว่างการกระทำพิธีทางศาสนา เบื้องหน้าของบุคคลผู้นี้ มีภาพอีกบุคคลหนึ่งขนาดเล็กลงมา แต่งกายคล้ายกับสัตว์ มีเครื่องประดับศีรษะเดินนำหน้า ซึ่งอาจจะเป็นพ่อมดหรือหมอผีก็ได้ สองข้างของบุคคลที่เป็นใหญ่มีสุนัขแวดล้อม ภาพสำคัญ คือภาพบุคคลสำคัญในท่าแสดงอำนาจ ระหว่างการกระทำพิธีทางศาสนา ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม โลกมีจิตวิญญาณ [Animism] เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และความมั่นคงของชีวิต ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคมผ่านภาพเขียนสี นับเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นสังคมของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในสยามเทศะอย่างแท้จริง อ้างอิง 'ศาสนาของคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม 'ภาพเขียนสีและภาพสลักศิลปะก่อนประวัติศาสตร์' รวบรวมและเรียบเรียงโดย ผศ. พัชรี สาริกบุตร ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการสนับสนุนการจัดทำฐานข้อมูลจากกรมศิลปากร 'ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี' โดย กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ 'ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ภูปลาร้า' โดย วิยะดา ทองมิตร, บังอร กรโกวิท วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕ เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๔๒๒ 'เขาปลาร้า' โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ‘วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทย’ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๑ เรื่องที่ ๓ ศิลปะการทอผ้าไทย ศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองของไทยในปัจจุบัน
- ‘พระธาตุศรีสองรัก’ ลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมือง ผีและพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีกาลเทศะ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2568 ‘พระธาตุศรีสองรัก’ ลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมือง งานสมโภชพระธาตุศรีสองรักในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี ผู้ที่จะมาสักการะพระธาตุศรีสองรักห้ามใส่เสื้อผ้า ‘ สีแดง ’ หรือถือสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ เพราะสีแดงอาจเปรียบได้กับ ‘เลือด’ ที่เป็นผลของการทำสงคราม ดังนั้น คนโบราณจึงมีการห้ามไม่ให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีแดงเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบันด้วยเช่นกัน วัดพระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่เลขที่ ๘๖ บ้านหัวนายูง หมู่ที่ ๑๔ ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๐๘ ไร่ ๓ งาน ๑๑ ตารางวา กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสําคัญของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ สำหรับอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ อาคารกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๖ ศาลาการเปรียญสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นอกจากนี้มีหอระฆัง และศาลาราย ปูชนียวัตถุมีพระประธาน พระพุทธรูปนาคปรก ๗ เศียร และพระธาตุศรีสองรักเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมที่ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ พระประธานพระพุทธรูปนาคปรก ๗ เศียร จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระธาตุเป็นศิลปกรรมเจดีย์แบบล้านช้าง ก่ออิฐถือปูนองค์พระธาตุสูง ๑๙.๑๙ เมตร ฐานกว้างด้านละ ๑๐.๙๐ เมตร ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุมไม้สิบสอง องค์ระฆังทรงบัว ตั้งอยู่บนฐานเขียงเตี้ย รองรับชั้นบัวคว่ำบัวหงายแบบย่อมุมไม้สิบสอง โดยทําส่วนมุมให้ตวัดงอนขึ้น ถัดขึ้นไปเป็นองค์ธาตุทรงบัวเหลี่ยม ตกแต่งมุมด้านล่างทั้งสี่ด้านขององค์ธาตุด้วยกาบลายสามหยักและขมวดก้นหอย เหนือขึ้นไปเป็นส่วนยอดเรียวแหลมประดับด้วยฉัตรและเม็ดน้ำค้าง เมื่อมองโดยรวมคล้ายสามเหลี่ยมที่ส่วนฐานมั่นคง ปลายยอดสอบเรียว ดูเรียบง่ายและอ่อนช้อย คล้ายพระธาตุพนม พระธาตุหลวง (เวียงจันทน์) พระธาตุศรีโคดตะบอง (แขวงคำม่วน) และอีกมากแถบลุ่มน้ำโขง พระธาตุศรีสองรัก จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม พระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นถวายเป็นอุเทสิกเจดีย์ (หมายถึงเจดีย์สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศให้พระศาสนา โดยไม่กำหนดว่าต้องเก็บรักษาสิ่งใด) แต่ก็มีหลายคนเชื่อว่ากษัตริย์ทั้งสองพระองค์น่าจะนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาทิ พระพุทธรูป พระธรรมคัมภีร์บรรจุไว้ตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ตำนานความเชื่ออื่น ๆ ที่กล่าวไว้ว่า พระธาตุศรีสองรักมี ‘นายมั่นนายคง’ ยอมอุทิศชีวิตเป็นข้าคอยเฝ้าไปชั่วนิรันดร์ และตำนานเรื่องเจ้าพ่อกวน-เจ้าแม่นางเทียมว่า เป็นวิญญาณของชาย-หญิงที่ถูกกีดกันในความรักและมาเสียชีวิตลงที่พระธาตุแห่งนี้ ซึ่งทั้งคู่หนีเข้าไปในอุโมงค์ตอนก่อสร้างองค์พระธาตุ แต่ว่าช่างไม่รู้ จึงได้ก่อสร้างปิดอุโมงค์จนทั้งสองเสียชีวิต กลายเป็นวิญญาณที่คอยเฝ้าปกปักรักษาองค์พระธาตุศรีสองรักมาจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านกำลังสักการะพระธาตุศรีสองรัก จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม จากตำนานที่สืบทอดกันมาของพระธาตุศรีสองรักกล่าวไว้ว่า ได้สร้างขึ้น ณ ที่กึ่งกลางระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำน่านบนโคกไม้ติดกัน เริ่มสร้างแต่ พ.ศ. ๒๑๐๓ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖ และได้ทำพิธีฉลองสมโภชในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ในแผ่นดินของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้ครอบครองกรุงศรีอยุธยาแห่งอาณาจักรสยามสมัยนั้น และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) แห่งอาณาจักรล้านช้างสมัยนั้น เพื่อเป็นสักขีพยานในการทำสัญญาทางพระราชไมตรี และเป็นด่านกั้นเขตแดนของสองพระนครในสมัยโน้น ทั้งนี้เนื่องจากในระหว่างที่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ครองราชสมบัติตรงกับสมัยที่พม่าเรืองอำนาจ เพราะพม่ามีกษัตริย์ที่เข้มแข็งในการสงครามปกครองคือ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้และพระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยา กับกรุงศรีสัตนาคนหุตหลายคราว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจึงทำไมตรีกัน เพื่อร่วมกันต่อสู้กับพม่า พระธาตุศรีสองรักนี้ ประชาชนในท้องที่จังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ เป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในวันเพ็ญเดือน ๖ จะทำการพิธีสมโภชและนมัสการพระเจดีย์ขึ้นทุกปีจนถือเป็นประเพณีตลอดมาจนทุกวันนี้ นอกจากเป็นปูชนียสถานสำคัญของอำเภอด่านซ้าย ยังเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของจังหวัดเลย เรื่องพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ของเมืองด่านซ้าย โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งได้ใช้แนวคิดมานุษยวิทยาที่เน้นความสำคัญของศาสนากับสังคม มากกว่าการมองศาสนาลักษณะที่เป็นปรัชญาซึ่งหยุดนิ่ง โดยมองศาสนากับสังคมแลเห็นคนและความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความเข้าใจชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนและเปิดมุมมองใหม่ทางภูมิวัฒนธรรมเกี่ยวกับพระธาตุที่มีลักษณะพิเศษในการเชื่อมโยงผู้คนและสังคมให้เชื่อมต่อกับลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมือง ผีและพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีกาลเทศะ ซึ่งเป็นรากฐานของชุมชนและเมืองมาตั้งแต่โบราณกาล ไว้ว่า ‘…เรื่องของพระมหาธาตุเจดีย์ในสยามประเทศนั้น ตัวเป็นคนที่รู้ดีผู้หนึ่ง เลยทำให้เกิดความเข้าใจว่า พระธาตุศรีสองรักนั้นก็เหมือนพระมหาธาตุเจดีย์องค์อื่น ๆ อันเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยและลาวแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเป็นไมตรีต่อกันในพื้นที่อันเป็นเขตชนแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักจึงนับเป็นวัดในพุทธศาสนาตลอดมา วัดพระธาตุศรีสองรักไม่เหมือนวัดมหาธาตุตามเมืองสำคัญ ๆ หรือวัดที่มีพระบรมธาตุเจดีย์อื่นcๆ ในทุกวันนี้ที่ล้วนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่ โดยมีเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสอยู่ในบริเวณวัดเดียวกัน หากเป็นวัดที่มีแต่เพียงพุทธาวาสจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา วัดประเภทนี้เป็นวัดแบบโบราณที่พบทั้งในเมืองและนอกเมือง อย่างเช่น วัดมหาธาตุของพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุของเมืองสุโขทัยและกำแพงเพชรนั้น ล้วนแต่ไม่มีร่องรอยว่ามีพระอยู่ทั้งสิ้น หรือที่โดดเด่นที่พระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช และพระมหาธาตุหริภุญชัยที่ลำพูนนั้น มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่จะมีคณะสงฆ์สี่คณะที่อยู่ห่างออกไปเฝ้าดูแล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือวัดที่เป็นส่วนสังฆาวาสนั้นอยู่แยกออกไปต่างหาก ปัจจุบันประเพณีที่วัดพุทธาวาสแยกกันอยู่ตามลำพังยังมีอยู่มากมายในประเทศพม่า ถ้าใครไปจะเห็นได้ว่า พม่าเต็มไปด้วยพระเจดีย์นับหมื่น ๆ องค์ ซึ่งก็ล้วนเป็นวัดแบบพุทธาวาสทั้งสิ้นโดยไม่มีพระสงฆ์อยู่ เมื่อแรกรู้จักพระธาตุศรีสองรักนั้น ข้าพเจ้าเหมาเอาว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีการบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธาวาสที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่วัดสังฆาวาสที่ดูแลพระมหาธาตุเจดีย์นั้นอยู่ที่วัดโพนชัยที่อยู่ห่างพระธาตุเจดีย์ออกมา ก็เท่ากับวัดโพนชัยคือคณะสงฆ์ที่รักษาพระบรมธาตุนั่นเอง สิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในสังคมของคนด่านซ้ายในทุกวันนี้ วัดโพนชัยและคณะสงฆ์ดูไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับวัดพระธาตุศรีสองรักเท่าใด ในทำนองตรงข้าม วัดพระธาตุศรีสองรักกลับอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าพ่อกวน เจ้าแม่นางเทียม พ่อแสน และนางแต่ง ในลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมืองมากกว่า ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า มีศาลาของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมอยู่ในเขตวัด และมีพ่อแสนทำหน้าที่เป็นคนดูแล อีกทั้งพระธาตุเจดีย์ก็มีความสัมพันธ์กับกับหอผีใหญ่ประจำเมืองสองแห่ง คือหอน้อยและหอหลวง คนที่มาจากภายนอกหารู้และเข้าใจในเรื่องความสำคัญของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมตลอดจนประเพณีพิธีกรรมในการถือผีกับพระธาตุศรีสองรักไม่ มักเข้าไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์และทำบุญเสี่ยงทายกันแบบที่ทำกับวัดอื่น ๆ ในทุกวันนี้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้การจัดการของเจ้าพ่อกวนและพ่อแสน นางเทียม วัดพระธาตุศรีสองรักกำหนดให้ทุกคนที่ขึ้นไปต้องระมัดระวังในเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอะไรรุงรังในเรื่องการขอบริจาคแจกวัตถุมงคลและการโฆษณาไหว้พระปิดทองรดน้ำมนต์กันแบบวัดเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ผู้ที่มาประกอบพิธีแก้บนและถวายของอะไรต่าง ๆ นั้น จะทำอะไรตามลำพังไม่ได้ ต้องผ่านการดูแลและการจัดการอย่างมีระบบและถูกประเพณีโดยเจ้าพ่อกวนและพ่อแสนทั้งสิ้น ข้าพเจ้าไม่แปลกใจอะไรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในเรื่องพุทธและผีที่อยู่ร่วมกัน เพราะที่ไหน ๆ ก็เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะที่พม่าก็เช่นกัน เพราะผีได้ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนาเสมอ ความโดดเด่นของคนด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรักนี้ ก็คือทางฝ่ายความเชื่อในเรื่องผีเข้ามามีบทบาทในการจัดการในพุทธาวาสมากกว่าทางพระสงฆ์ ซึ่งก็เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสนใจใคร่รู้และใคร่ถาม ทำให้แลเห็นโครงสร้างทั้งกายภาพและพฤติกรรมในเรื่องประเพณีและศาสนาของคนด่านซ้ายที่มีความแตกต่างไปจากความเป็นอยู่ในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นอื่น ๆ คนด่านซ้ายแม้ว่าจะแก่ผีแต่ก็ไม่ทิ้งพุทธ ทั้งผีและพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีกาลเทศะที่สามารถสร้างความมั่นคงทั้งด้านจิตใจและสังคมให้แก่คนด่านซ้าย คนด่านซ้ายคือคนที่เคลื่อนย้ายมาจากถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะจากทางหลวงพระบาง มาตามลำน้ำโขงแล้วขึ้นมาตามลำน้ำเหืองที่เป็นสาขา แล้วเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามสองฝั่งลำน้ำหมันอันเป็นต้นน้ำสายหนึ่งของลำน้ำเหือง สองฝั่งลำน้ำหมันเป็นที่ราบที่มีเทือกเขาขนาบทั้งสองด้าน ต้นน้ำหมันมาจากเทือกเขาที่มีสันปันน้ำระหว่างลำน้ำป่าสัก ลำน้ำแควน้อย และลำน้ำหมัน คนโบราณให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่บริเวณต้นน้ำเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำหนดเอาเขาดินลูกหนึ่งที่อยู่ในบริเวณต้นน้ำหมันและมีลำน้ำหมันไหลโอบล้อมให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณนี้คือที่ตั้งของพระธาตุศรีสองรัก ได้ถูกกำหนดเป็นอนุสรณ์สถานในพระราชพิธีเจริญไมตรีระหว่างอยุธยาและล้านช้างในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ นอกจากเป็นตำแหน่งที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว บริเวณต้นน้ำหมันในตอนนี้ยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อระหว่างหลวงพระบาง นครไทย พิษณุโลก และเมืองอื่น ๆ ในเขตแคว้นสุโขทัย บ้านเมืองทางเพชรบูรณ์ในลุ่มน้ำป่าสัก รวมไปถึงบ้านเมืองทางลุ่มน้ำโขง เช่น ที่ผ่านอำเภอวังสะพุงไปยังอุดรธานีและขอนแก่น ในภาคอีสาน ฯลฯ ความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมดังกล่าว จึงได้ทำให้บริเวณต้นน้ำหมันแห่งนี้ กลายเป็นเมืองด่านและศูนย์กลางของบรรดาชุมชนบ้านและเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่สองฝั่งน้ำหมันแต่ต้นน้ำไปจนสบกับลำน้ำเหืองในเขตแดนประเทศลาวปัจจุบัน ลำน้ำหมันเป็นหุบเขาเล็กๆ ที่เป็นตัวอย่างของกระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีต คือ ผู้คนจากถิ่นต่างๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านตามสองฝั่งน้ำก่อน แล้วเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม กันดีแล้ว จึงเกิดชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางขึ้นมา คือ เมืองด่านซ้าย ปัจจุบันมีชุมชนที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันถึง ๗ แห่ง แต่ละแห่งมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จนทำให้คนในแต่ละชุมชนรู้จักกันหมด สะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว (ขณะกำลังก่อสร้าง) จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม เจ้าพ่อกวน ผู้ถูกรัฐมองว่าเป็นเจ้าพ่อ อีกทั้งมีสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกัน เช่น แต่ละชุมชนทั้งในระดับบ้านและเมืองต่างก็มีทั้งวัดและหอผีเหมือนกัน โดยแต่ละชุมชนจะมีผู้นำทางความเชื่อและพิธีกรรมที่เรียกว่า พ่อกวน และคณะที่รวมตัวกันเป็นทั้งองค์กรและสถาบันดูแลในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรม โดยเฉพาะที่ด่านซ้ายที่เป็นเมืองนั้น พ่อกวนถูกยกขึ้นเป็นเจ้าพ่อที่มีผู้คนเคารพกราบไหว้และเชื่อฟัง ดูเหมือนจะมีบารมีมากกว่าหัวหน้าฝ่ายทางราชการ เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และแม้แต่ขุนนางสงฆ์ในวัดต่าง ๆ บรรดาประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในทุกชุมชนในท้องถิ่นด่านซ้ายหรืออีกนัยหนึ่งลุ่มน้ำหมันนั้นมีทั้งพุทธและผีไปด้วยกัน โดยเฉพาะที่พระธาตุศรีสองรัก การจัดการและอำนาจในการดูแลสถานที่ในประเพณีและความเชื่อของผู้คนท้องถิ่นอยู่ที่เจ้าพ่อกวนที่มีหน้าที่ดูแลทั้งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับพุทธและผี สำหรับคนท้องถิ่นที่เป็นชาวด่านซ้ายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง พระธาตุศรีสองรัก คือแหล่งที่คนมากราบไหว้และทำพิธีแก้บนที่ต้องผ่านการจัดการของเจ้าพ่อกวนและคณะทั้งเรื่องของพุทธและผี ถ้าเป็นพุทธก็จะจัดให้มีการทำต้นผึ้งไปถวายพระธาตุ โดยมีพ่อแสนนำไปตั้งไว้ในบริเวณรอบพระเจดีย์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผีก็จะทำการฆ่าควาย ฆ่าหมู และเครื่องสุราบานไปทำประกอบพิธีกรรมให้ จึงเป็นเหตุให้บริเวณพระธาตุศรีสองรักเป็นพื้นที่มีระเบียบแบบแผน ในยามที่ผู้คนไปไหว้ก็ไม่พลุกพล่านเหมือนวัดอื่น ๆ ที่มีการตกแต่งจนเกินธรรมชาติที่ระคนไปด้วยคนหลายกลุ่มเข้าไปขายดอกไม้ธูปเทียนทอง โฆษณาวัตถุมงคลและเรี่ยไรเงินทองเพื่อสินค้าบุญกันต่าง ๆ นานา เรื่องของการไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเคยเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการรู้น้อยรู้มากของตนเอง คือเชื่อว่าพระธาตุองค์นี้คือพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุพระพุทธเจ้า เพราะการสร้างพระธาตุเจดีย์โดยพระมหากษัตริย์อย่างที่มีพงศาวดารและจารึกระบุไว้นั้น น่าจะมีการบรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย จำได้ว่าเมื่อครั้งได้สัมภาษณ์เจ้าพ่อกวนนั้น ท่านบอกว่าพระธาตุศรีสองรักไม่มีพระบรมธาตุจึงไม่ควรเรียกพระบรมธาตุเจดีย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจเพราะไปคิดถึงประเพณีจากความเป็นจริงในที่อื่น หาได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในท้องถิ่นไม่…’ อาจารย์ศรีศักรชี้ว่า ในสำนึกของชาวบ้าน พระธาตุศรีสองรักไม่เคยมีหน้าที่เป็นวัด นับเป็นเรื่องของศาสนาและความเชื่อที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมโดยแท้ ‘…ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาอบรมมาในวิชามานุษยวิทยาที่เน้นความสำคัญของศาสนากับสังคมมากกว่าการมองศาสนาลักษณะที่เป็นปรัชญาซึ่งหยุดนิ่ง แต่ถ้ามองศาสนากับสังคมก็จะแลเห็นคนและความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเข้าใจชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนเหล่านั้นได้ดี และแลเห็นว่าคนเหล่านั้นแตกต่างกับคนในกลุ่มของเราอย่างไร รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทำไมคนแต่ละกลุ่มจึงแตกต่างกัน ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาในวิชานี้จึงเท่ากับเตือนสติให้ข้าพเจ้าต้องหยุดมองและหยุดคิดในเรื่องการหาข้อเท็จจริงว่ามีพระบรมธาตุในพระธาตุศรีสองรักหรือเปล่า ต้องกลับหันมาจำนนต่อความเชื่อและการปฏิบัติของคนด่านซ้ายในด้านประเพณีพิธีกรรมที่มีทั้งพุทธและผีร่วมกัน เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้คนด่านซ้ายดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมาอย่างราบรื่นเป็นเวลาหลายร้อยปี อาจพูดได้ว่านับแต่มีการสร้างพระธาตุขึ้นมาก็ว่าได้ พระธาตุศรีสองรัก คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งความเชื่อในเรื่องพุทธและผีนั้นอยู่ด้วยช่วยกันในเรื่องความมั่นคงทางจิตใจและสังคมให้กับคนด่านซ้ายอย่างยั่งยืนเสมอมา...’ สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีชิ้นสำคัญที่มาช่วยกำหนดอายุพระธาตุศรีสองรัก นั่นคือ จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๑ ปีที่พบจารึกประมาณ พุทธศักราช ๒๔๔๙ สถานที่พบเจดีย์ศรีสองรัก วัดพระธาตุศรีสองรัก ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พบโดย ม. ปาวี ชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันอยู่ที่ หอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สภาพจารึกชำรุดแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เรียงต่อกัน ๔ ชิ้น ทำให้มีข้อความขาดหายไปหลายช่วง และมีไม่ครบจบเรื่อง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ ได้เดินทางไปสำรวจเอกสารโบราณในจังหวัดภาคอีสาน จึงทำให้มีโอกาสทราบว่า จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก หลักจริงนั้นอยู่ที่หอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๑ เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษา ประวัติ และวิวัฒนาการของอักษร ภาษา รวมทั้งประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยอยุธยาตอนต้น กรมศิลปากรได้เล็งเห็นความสำคัญของเอกสารโบราณชิ้นนี้เป็นอย่างดี จึงได้ติดต่อขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีหนังสือที่ ศธ ๐๗๐๙/๒๗๔๔๑ ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อขอให้จัดทำสำเนา หรือถ่ายภาพจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก และต่อมากระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้มีหนังสือ ที่ กต ๐๗๐๓/๔๑๖๓๓ ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นำส่งสำเนาภาพถ่ายจารึกจำนวน ๒ ชุด รวม ๔ แผ่น โดยกรมศิลปากร ต้องจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสำเนาจารึกนั้นเป็นเงิน ๑,๖๘๘ กีบ คิดเป็นเงินไทยในเวลานั้น ๓,๔๔๔.๒๐ บาท สำเนาจารึกดังกล่าว เจ้าหน้าที่งานบริการหนังสือภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ รับไว้เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ จารึกหลักอื่น ๆ ที่วัดพระธาตุศรีสองรัก สำรวจโดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ การได้ภาพสำเนาจารึกวัดพระธาตุศรีสองรักครั้งนี้ ทำให้ได้ทราบว่า อักษรในจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ด้านที่ ๑ ใช้อักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย เหลือเพียง ๒๘ บรรทัด ส่วนด้านที่ ๒ ใช้อักษรขอม ภาษาไทย เหลือเพียง ๒๖ บรรทัด อักษรข้อความในจารึกตรงกันทั้ง ๒ ด้าน เป็นการประกาศความสัมพันธ์ในฐานะมิตรประเทศระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีอยุธยา กับ พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ซึ่งได้ทรงร่วมกันสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักขึ้นเป็นสักขีพยานว่า กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ทรงรักและสนิทสนมกันตามนามของพระเจดีย์องค์นี้ อักษรสองแบบในจารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๑ บอกให้รู้ว่าความนิยมในการใช้รูปอักษรของสองอาณาจักรนี้ต่างกัน แม้จะมีภาษาไทยใช้ร่วมกันก็ตาม ด้านที่ใช้อักษรธรรมอีสานเป็นของฝ่ายกรุงศรีสัตนาคนหุต ส่วนด้านที่ใช้อักษรขอมเป็นของฝ่ายกรุงศรีอยุธยา อักษรทั้งสองรูปแบบสามารถนำมารวมไว้ในจารึกหลักเดียวกันได้ โดยมีภาษาไทยเป็นสื่อกลาง อีกทั้งจารึกข้อความตรงกันทั้งสองรูปแบบอักษร สำหรับเนื้อหาโดยสังเขปมี ดังนี้ ‘ในปี พ.ศ. ๒๑๐๓ มีพระมหากษัตริย์ ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีอยุธยา กับพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ได้นิมนต์มหาอุบาลี มหาเถรวิริยาธิกมุนี และพระสงฆ์อีก ๑๐ รูป พร้อมเชิญมหาอุปราชและเสนาอำมาตย์ของทั้งสองอาณาจักร มาร่วมพิธีกระทำสัตยาธิษฐาน แล้วทรงร่วมกันสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักไว้เป็นสักขีพยาน’ ส่วนการกำหนดอายุข้อความจารึกบรรทัดที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๕ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๑๐๖ และด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒๐ ระบุมหาศักราช ๑๔๘๕ อันเป็นสมัยที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชปกครองราชอาณาจักรล้านช้าง (พ.ศ. ๒๐๙๓–๒๑๑๕) และสมัยที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิปกครองราชอาณาจักรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๐๙๑–๒๑๑๑) หลักฐานอีกชิ้นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๒ อักษรที่มีในจารึกคือ ธรรมอีสาน พุทธศักราช ๒๔๔๙ ลักษณะวัตถุเป็นรูปใบเสมาศิลา กว้าง ๘๐ ซม. สูง ๒๕๐ ซม. หนา ๔๕ ซม. พบที่วัดพระธาตุศรีสองรัก ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ปัจจุบันอยู่ที่หอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จารึกวัดพระธาตุศรีสองรักนี้ เป็นศิลาจารึกที่พระครูรุณ (พระครูลุน) และพระแก้วอาสา นายอำเภอด่านซ้าย ได้จำลองขึ้น โดยคัดลอกข้อความจากจารึกเดิมไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ แทนศิลาจารึกของเดิมที่ถูก ม. ปาวี ชาวฝรั่งเศส ขนย้ายไปประเทศลาว จารึกวัดพระธาตุศรีสองรักเดิมนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา กับพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้ทรงร่วมกันสถาปนาขึ้นเพื่อประกาศความสัมพันธ์ มีฐานะเป็นมิตรประเทศที่มีไมตรีต่อกันระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) เมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๓ และประดิษฐานจารึกไว้ที่พระเจดีย์ศรีสองรัก ในวัดพระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แต่ศิลาจารึกของเดิมนั้น ปัจจุบันชำรุดแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เก็บอยู่ในหอพระแก้ว เมืองเวียงจันทน์ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จารึกหลักอื่น ๆ ที่วัดพระธาตุศรีสองรัก สำรวจโดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อความจารึกบรรทัดที่ ๑ ระบุ ค.ศ. ๑๙๐๖ และ จ.ศ. ๑๒๖๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๙ ซึ่งตรงกับสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปกครองราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๖๓) เนื้อหาโดยสังเขปได้กล่าวถึงการกระทำสัตยาธิษฐานปักปันเขตแดนกันระหว่างอาณาจักรล้านช้าง และกรุงศรีอยุธยา โดยให้มหาอุปราชและเสนาอำมาตย์ตลอดจนพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของทั้งสองอาณาจักรได้มาทำการแทนองค์พระมหากษัตริย์ทั้งสองอาณาจักร และสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักไว้เป็นสักขีพยานในการทำสัตยาธิษฐานในครั้งนั้น หลุยส์ ฟิโนต์ นักโบราณคดีฝรั่งเศสและนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตผู้อำนวยการ Ecole française d'Extrême-Orient ได้ข้อสรุปว่า จารึกด่านซ้าย เป็นสัญญาที่ฝ่ายกรุงศรีอโยธยาและกรุงศรีสัตนาคนหุตทําขึ้นเพื่อเชื่อมผูกไมตรีกันและปักปันเขตแดนกันจึงถือเป็น ‘หลักด่าน’ (ศัพท์ที่ใช้ในจารึกบนใบลาน) จารึกพระธาตุศรีสองรักไม่เพียงแต่เป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สยามกับลาว แต่อยู่ในสถานภาพพิเศษเพราะเป็นจารึกหลักเดียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่บันทึกการทำสัญญาสัมพันธไมตรีระหว่างสองราชอาณาจักร ซึ่งต้องทำความเข้าใจในบริบทความสัมพันธ์สยาม-ลาว-พม่า ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ (หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒) แม้สาระของจารึกนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่ก็ให้ข้อมูลร่วมสมัยด้านวัฒนธรรมและคติความเชื่อที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่น เช่น การกระทำสัตย์ปฏิญาณระหว่างพระมหากษัตริย์ของสองแผ่นดิน เฯลฯ ในแง่ประวัติศาสตร์นิพนธ์ จารึกที่มีเนื้อความกระท่อนกระแท่นนี้ ได้ให้โจทย์ที่ท้าทายนักอ่านจารึกและนักประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น พระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย จึงเป็นสถานที่หนึ่งที่ได้รับการกำหนดให้มีความหมายที่แตกต่างหลากหลาย สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและระบบความเชื่อเรื่องผีวิญญาณของชาวบ้าน เป็นทั้งสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ขอบเขตแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระธาตุศรีสองรักนี้ครอบคลุมพื้นที่ซึ่งอยู่แวดล้อมด่านซ้ายอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่พื้นที่อำเภอวังทอง อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก / อำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ / อำเภอเมืองฯ อำเภอภูเรือ อำเภอท่าลี่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย แรกเริ่มพระธาตุศรีสองรักถูกนิยามความหมายให้เป็นสัญลักษณ์แสดงขอบเขตพระราชอำนาจของอาณาจักรอยุธยาและล้านช้าง ขณะเดียวกันก็มีความหมายแห่งการเป็นศูนย์กลางของเมือง หรือ ‘หลักบ้านใจเมือง’ หลอมรวมผู้คนในเมืองให้เป็นหนึ่งภายใต้ระบบความเชื่อเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการศึกษาของ ดร.เอเดรียน สนอดกราส (Adrian Snodgrass) สถาปนิกและนักวิชาการชาวออสเตรเลียในด้านพุทธศึกษาและพุทธศิลป์ เขาได้พัฒนาทฤษฎีในสาขาปรัชญาอรรถศาสตร์และการประยุกต์เพื่อการผลิตความรู้และความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และความรู้เชิงมานุษยวิทยาทางภูมิวัฒนธรรมของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ทว่า ความหมายของพระธาตุศรีสองรักไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เลื่อนไหลจากการเป็นพุทธสถานในการนิยามของชนชั้นปกครอง มาสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อและระบบคุณค่าของชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่การสร้างความหมายใหม่ ๆ ตามเงื่อนไขและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้โดยตลอด ฉะนั้นการสร้างพระธาตุศรีสองรักขึ้น จึงเป็นเครื่องมือหรืออุดมการณ์ อย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองใช้ครอบงำผู้ใต้ปกครองให้สยบยอมอยู่ภายใต้อำนาจนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากข้อความตามจารึกซึ่งพบที่พระธาตุศรีสองรักที่บ่งบอกว่า ทั้งผู้ปกครองอยุธยาและล้านช้างต่างพยายามแสดงให้ผู้ใต้ปกครองเห็นว่าตนคือกษัตริย์ที่ดี เป็นกษัตริย์ที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาในพระศาสนา โดยอุทิศทั้งผู้คนและทรัพย์ศฤงคารในการสร้างพระธาตุศรีสองรัก อ้างอิง ‘วัดพระธาตุศรีสองรัก’ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น 'รู้น้อยรู้มาก: เรื่องพระธาตุศรีสองรัก' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๕๐ (เดือนกันยายน-ตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๔๗) ‘พระธาตุศรีสองรักแห่งเมืองด่านซ้าย: ความหมายและการนิยามความหมายในบริบทการท่องเที่ยว’ โดย นพพล แก่งจำปา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วารสารวิจัยและพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-เมษายน ปี พ.ศ.๒๕๖๕ 'จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๑ / จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก ๒' เรียบเรียงข้อมูลโดย นวพรรณ ภัทรมูล, โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส., ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จารึกพระธาตุศรีสองรัก: มรดกความทรงจำแห่งจังหวัดเลย ว่าด้วยสัญญาทางไมตรีศรีอโยธยา-ศรีศัตนาคนหุต พ.ศ. ๒๑๐๓ โดย วินัย พงศ์ศรีเพียร, ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี, ธีรวัต ณ ป้อมเพชร เอกสารลำดับที่ ๓๕ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 'พระธาตุสำคัญในล้านช้าง: วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์ และความสัมพันธ์กับผู้คนสองฝั่งโขง' โดย ธีระวัฒน์แสนคำ รายงานการวิจัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ 'พระเจดีย์สำคัญในจังหวัดเลย: วิเคราะห์ประวัติศาสตร์พุทธศิลปกรรม ศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง' โดย พระมหาสมศักดิ์ สติสมฺปนฺโน, ธีระวัฒน์ แสนคำ และบุญวัฒน์ บุญทะวงศ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย Journal of Modern Learning Development ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๖๓
- ‘ภูสามเส้า’ ร่องรอยวัฒนธรรมหินตั้งสู่ภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองในยุคเกษตรกรรมสืบเนื่องปัจจุบัน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2568 ‘ภูสามเส้า’ ร่องรอยวัฒนธรรมหินตั้ง ภูสามเส้า เป็นหนึ่งในกลุ่มเทือกเขาแดนลาวที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา และติดกับพื้นที่ราบแอ่งเชียงแสนในลุ่มน้ำกก โดยมีภูเขาเรียงต่อกันสามลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้ ได้แก่ ดอยจ้อง ปัจจุบันคือดอยนางนอน, ดอยปู่เฒ่า และดอยตุง หรืออีกชื่อหนึ่งในตำนานคือ ดอยดินแดง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณของภูสามเส้า-ขุนน้ำนางนอนหรือดอยนางนอน กับตำนานปู่จ้าวลาวจก ในมิติภูมิวัฒนธรรม ตำนาน ประวัติศาสตร์สังคมที่น่าศึกษามาก พื้นที่ตรงนี้มีลักษณะพิเศษ ข้างหน้ามีที่ราบลุ่มและมีลำน้ำหล่อเลี้ยงเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เหมาะสำหรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ จึงมีคนเข้ามาอยู่บริเวณนี้มาแต่โบราณนาน เห็นได้จากตำนานเชียงแสนเดิมที่อยู่ในพงศาวดารโยนก การศึกษาประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม หลักฐานโบราณคดี ตำนานบอกชาติพันธุ์ แต่ถ้าจะศึกษาประวัติศาสตร์สังคมดูชุมชนที่เป็นบ้านและเมือง ศึกษาชาติพันธุ์ตรงนั้น ตำนานไม่ใช่หลักฐานประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง แต่ตำนานเป็นประวัติศาสตร์จากความเชื่อของคนท้องถิ่นที่อยู่ตรงนั้นสร้างตำนาน ไม่ใช่อายุตามความเป็นจริง ภูสามเส้า มีภูเขาเรียงต่อกันสามลูกในแนวทิศเหนือ-ใต้ ได้แก่ ดอยจ้องปัจจุบันคือดอยนางนอน ดอยปู่เฒ่า และดอยตุง การศึกษาตำนานต้องเอาเปรียบเทียบกับโบราณคดี อดีตที่ห่างไกลกับปัจจุบันที่เห็นอยู่ ตำนานนำไปสู่การสร้างภูมิวัฒนธรรม (Culture Landscape) และนิเวศวัฒนธรรม (Culture Ecology) เทือกเขาดอยตุงนั้น มีการเคลื่อนไหวในการสร้างบ้านแปงเมืองของชุมชนกลุ่มลัวะ เห็นได้จากตำนานเมืองหิรัญนครเงินยางว่า โดยมีผู้นำทางวัฒนธรรมคือพระยาลวจักราช ในกลุ่มของปู่เจ้าลาวจก ได้นำคนจากที่สูงของเทือกเขาดอยตุงลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ริมลำน้ำที่ตีนเขา แล้วเกิดการขยายตัวไปตามเขาและที่สูงตามบริเวณโดยรอบ เช่น ที่สบรวก เชียงแสน ดอยจัน เมืองหิรัญนครเงินยางในตำนานนั้น ถ้ามองจากตำแหน่งที่ตั้งของตัวเมือง คือเวียงจัน เป็นบริเวณที่มีแนวคันดินหรือกำแพงล้อมรอบนั้น น่าจะเป็นเมืองเดียวกับเวียงพางคำ ที่อยู่เชิงเขาดอยจ้องริมลำน้ำแม่สาย ปัจจุบันอยู่ในตัวอำเภอแม่สาย เพราะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สัมพันธ์กับดอยตุง ดอยจ้องนั้นเป็นหนึ่งในภูสามเส้าที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอยจ้อง ดอยย่าเฒ่า และดอยตุง และคนรุ่นหลังในปัจจุบันเรียกว่า ภูนางนอน เพราะเป็นเทือกเขาคล้ายรูปผู้หญิงนอน ซึ่งในตำนานปู่จ้าวลาวจก ดอยส่วนศีรษะเรียกว่า ดอยจ้อง เป็นดอยของลูกชายปู่เจ้าลาวจกที่รอคอยพ่อ ดอยลูกถัดมาเรียกว่า ดอยย่าเฒ่า ซึ่งเป็นภรรยาของปู่เจ้าลาวจก ส่วนดอยอีกลูกหนึ่งคือ ดอยดินแดง หรือดอยปู่เจ้าลาวจก หรือเป็นที่รู้จักในนาม ดอยตุง ในตำนานความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ภูสามเส้า หรือดอยนางนอน เทือกเขาที่ทอดยาวคล้ายผู้หญิงนอนเหยียดยาว ซึ่งมีความหมายต่อตำนานปู่จ้าวลาวจก ดอยส่วนศีรษะเรียกว่า ดอยจ้อง หรือดอยจิกจ้อง เดิมเรียกดอยนี้ว่า ดอยท่าหรือดอยต้า เป็นดอยของลูกชายปู่เจ้าลาวจกที่รอคอยพ่อ ดอยลูกถัดมาเรียกว่า ดอยย่าเฒ่า ซึ่งเป็นภรรยาของปู่เจ้าลาวจก ส่วนดอยอีกลูกหนึ่งคือ ดอยดินแดงหรือดอยปู่เจ้าลาวจก หรือเป็นที่รู้จักในนามดอยตุง เมื่อดูลักษณะทางภูมิศาสตร์ โดยเอาความเป็นนิเวศวัฒนธรรม และภูมิวัฒนธรรมของชนเผ่าที่อยู่ในเขตเทือกเขาเดียวกันที่เชื่อมต่อ โดยไม่นำพรมแดนประเทศยุคปัจจุบันเข้ามาประมวลสังเคราะห์ เริ่มจากถิ่นฐานไทในเวียดนาม (ไทขาว ไทดำ ไทเเดง) ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งอาศัยของคนไทหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ไทขาว ไทดำ ไทแดง รวมถึงกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ที่มีการแสดงออกทางเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนจากการแต่งกาย ประเพณีและที่อยู่อาศัย เป็นต้น ในด้านสถาปัตยกรรม บ้านเรือนที่อยู่อาศัยนั้น เป็นการแสดงออกถึงการดำรงชีวิตอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เรือนของกลุ่มคนต่างๆ จึงสะท้อนถึงตัวตนของชาติพันธุ์นั้นๆ ออกมาอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยทางด้านวิธีคิดและความเชื่อประกอบกับสภาพภูมิศาสตร์เป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ในการตั้งถิ่นฐาน กลุ่มชนชาวไทในเวียดนามมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำระหว่างหุบเขา เลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรกรรมและมีความเชื่อที่แฝงเกี่ยวกับธรรมชาติในรูปแบบของผี ซึ่งมีทั้งผีที่เป็นรูปแบบของเทพ คือผีแถนและผีที่คุ้มครองบ้านเรือนและคนในครอบครัว คือผีบรรพบุรุษ ถึงแม้ว่าไทดำและไทด่อน (ไทขาว) เป็นกลุ่มชนชาติเดียวกัน แต่ลักษณะของแต่ละกลุ่มนั้นก็มีสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ การตั้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตของกลุ่มชาวไทดำและไทด่อน (ไทขาว) ในดินแดนสิบสองจุไท อันเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติไทดำและไทด่อนมาแต่อดีต เป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ระหว่างหุบเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม เป็นเทือกเขาสูงทอดยาวลงมาจากทางตอนใต้ของจีน เทือกเขาที่สำคัญคือ ‘ภูแดนดิน’ ‘ภูสามเส้า’ สลับกับที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ ส่วนสภาพอากาศจะชุ่มชื้นจนถึงแห้งแล้ง เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตร้อนชื้นแถบศูนย์สูตร ในเขตป่าทึบและที่ภูเขาสูงจะมีสัตว์ป่าพืชพันธุ์ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ผู้คนนิยมเลี้ยงชีพด้วยการเก็บของป่าและทำการเกษตร ตามความเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่ต่างก็ให้เหตุผลที่ต่างกันว่า แหล่งที่คนไทอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นที่อยู่แต่เดิมหรือมีการโยกย้ายถิ่นฐาน เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของกลุ่มไทที่เป็นตำนานของพญาแถน น้ำเต้าปุง และตำนานเมืองแถน อันเป็นต้นกำเนิดของเมืองในกลุ่มไท โดยมีความคล้ายคลึงกับตำนานเรื่องเล่าคล้ายกับเผ่าไทอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในจีนหรือลาว ซึ่งการกำเนิดของกลุ่มไทเรื่องการตั้งที่อยู่แต่เดิมนั้นยังเป็นปัญหาที่นักวิชาการยังให้ข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ จึงมีอยู่หลายทฤษฎี เช่น ในตำนานน้ำเต้าปุงก็จะเชื่อมโยงการเกิดขึ้นของคนกลุ่มข่าแจะ ไทดำ ลาว ฮ่อ และสุดท้ายคือแกว (ญวน) ว่าเกิดมาจากน้ำเต้าลูกเดียวกัน จึงเสมือนเป็นพี่น้องกัน จากตำนานและเรื่องเล่านี้มีการนำเอากลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นมาร้อยเรียงให้เกิดการเชื่อมโยงกันระหว่างเชื้อชาติ เมื่อเพ่งความสนใจให้แคบลงมาที่ ‘ภูสามเส้า’ ความสำคัญของภูสามเส้าคือเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำสายต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มแอ่งเชียงแสน เช่น ลำน้ำรวก ลำน้ำแม่คำ ลำน้ำแม่มะ ลำน้ำเหมืองแดง เป็นต้น ลำน้ำเหล่านี้ล้วนไหลผ่านถ้ำในภูเขาและจะไหลออกมาจากตามช่องเขา ผ่านที่ราบแอ่งเชียงแสนไปทางทิศตะวันออกสบกับแม่น้ำโขง ทำให้บริเวณพื้นที่ราบลุ่มหน้าภูสามเส้าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรม ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ทำนาดำและยังพบร่องรอยของการตั้งชุมชนโบราณ เช่น บริเวณด้านหน้าภูสามเส้า ยังคงเหลือแนวคันดินที่ทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้และวกไปทางทิศตะวันออก ซึ่งนักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นที่ตั้งเมืองเวียงพานคำหรือเวียงพางคำ แนวคันดินที่นักวิชาการบางท่านเสนอว่าเป็นที่ตั้งเมืองเวียงพานคำหรือเวียงพางคำ นอกจากนี้ในบริเวณที่ราบยังพบว่ามีน้ำซับจากใต้ดินอยู่บางแห่ง เช่น ที่หนองหล่ม ซึ่งในตำนานพื้นเมืองเชียงแสนระบุว่าเดิมเป็นเวียงโยนก แต่ท้ายสุดล่มลงไปกลายเป็นหนองน้ำ หนองน้ำดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงแสน ด้วยสภาพทางธรรมชาติดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ของคนในท้องถิ่น กล่าวคือ ชาวลัวะซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมในท้องถิ่นถือว่า ภูเขาแห่งนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักสำคัญ (Landmark) ในการแบ่งพื้นที่หรือการเดินทางและสัมพันธ์กับการโยนหินสามก้อนในการเดินผ่านแดนธรรมชาติแห่งนี้ ขณะที่ถ้ำตามภูเขาก็ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่มักจะมีการบูชาอยู่หน้าถ้ำและไม่รุกล้ำเข้าไปด้านใน ผังโดยสังเขปบริเวณที่ตั้งของเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย นอกจากมิติทางด้านภูมิศาสตร์ในการศึกษาและการทำความเข้าใจต่อภูสามเส้า ในอีกแง่หนึ่งมิติทางประวัติศาสตร์ยังสะท้อนพัฒนาการในพื้นที่ภูสามเส้า-แอ่งที่ราบเชียงแสนผ่าน ‘ตำนานพื้นเมืองเชียงแสน’ ยังเป็นอีกหนึ่งมิติที่สำคัญในการทำความเข้าใจและศึกษาพื้นที่ดังกล่าว และแม้ว่าหลักฐานจากตำนานท้องถิ่นจะไม่สามารถระบุช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน หากแต่ภาพสะท้อนจากเนื้อหาของตำนานย่อมทำให้เห็นถึงสาระสำคัญของพัฒนาการในพื้นที่ได้ ประการแรก คือการผสมผสานระหว่างกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่กับกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาจากต่างพื้นที่ กล่าวคือ กลุ่มชาวไทยผู้ที่เคลื่อนย้ายมาจากต่างพื้นที่ได้นำระบบความเชื่อทางศาสนาพุทธของตนเข้ามาผสมผสาน (Acculturation) กับความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นดังเห็นได้จากการสร้างพระธาตุดอยตุงตามตำนานได้กล่าวว่า พระยาอชุตราชได้ให้ปู่เจ้าลาวจก หมายถึงชาวลัวะที่ตามตำนานกล่าวว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนาถวายข้าวใส่บาตรให้แด่พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพระองค์เสด็จผ่านมายังบริเวณดอยดินแดงหรือดอยตุงแห่งนี้ เป็นผู้ดูแลองค์พระธาตุ พร้อมด้วยบริวารอีก ๕๐๐ คน ดังนั้นจึงเป็นภาพสะท้อนของพุทธศาสนาที่เข้ามาซ้อนทับและผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม (การนับถือธรรมชาติ-ภูเขาศักดิ์สิทธิ์) ขณะเดียวกันตำนานเกี่ยวกับภูสามเส้าในสมัยหลังที่อธิบายรูปร่างภูเขาเชื่อมโยงกับผู้หญิงนั้นก็ยังคงมีลักษณะเค้าโครงเรื่องการปะทะสังสรรค์ระหว่างคนที่มาจากสองกลุ่มที่ต่างกันและมีความสัมพันธ์กัน ประการที่สองคือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติผ่านระบบความเชื่อและจารีตที่กล่าวถึงกฎระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ต่อการอยู่อาศัยในพื้นที่ เช่น ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของคนในพื้นที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน เช่น ข้อห้ามในการสร้างบ้านที่พักขวางทางน้ำ ซึ่งถือว่าหากฝ่าฝืนจะถือเป็นการ ‘ขึด’ หรือทำผิดจารีตจะเกิดหายนะ เป็นต้น จากจุดตั้งต้นทางภูมิวัฒนธรรมและนิเวศวัฒนธรรมของภูสามเส้า สะท้อนออกมาในแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมหินตั้ง (Megalithic Culture) ซึ่งมีการใช้เรียกโครงสร้างที่ผู้คนจากทั่วโลกสร้างขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ โดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับการฝังศพ และมักเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาและเหนือธรรมชาติ เวอร์ กอร์ดอน ไชลด์ (Vere Gordon Childe) นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียที่เชี่ยวชาญในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของยุโรป ทำงานเป็นนักวิชาการที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ และสถาบันโบราณคดี ลอนดอน ได้อรรถาธิบาย คำว่า Megalithic มาจากคำภาษากรีก 2 คำ คือ Megas แปลว่าใหญ่ และ Lithos แปลว่า หิน โดยนักโบราณคดีได้นำมาใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายประเภทของอนุสรณ์สถานที่สามารถกำหนดได้ค่อนข้างง่ายในยุโรปตะวันตกและตอนเหนือ ซึ่งประกอบด้วยหินขนาดใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งมักหมายถึงการฝังศพด้วยหินขนาดใหญ่ในสุสานที่อยู่ห่างจากพื้นที่อยู่อาศัยและการค้นพบนี้มีอายุย้อนกลับไปถึง ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล โดยโครงสร้างที่สร้างด้วยหินก้อนใหญ่ มีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วโลก มีมาตั้งแต่ยุคหินกลางและยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม แหล่งโบราณคดีหินตั้งส่วนใหญ่มาจากยุคเหล็ก แม้ว่าบางแหล่งจะสร้างขึ้นก่อนยุคเหล็ก ซึ่งเดิมหมายถึงหินก้อนใหญ่ที่แสดงถึงยุคหินใหญ่ ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลถึง ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์หรือสถานที่ฝังศพเป็นหลัก และถือเป็นโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เรารู้จักในปัจจุบัน เชื่อกันว่าหินเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลังการฝังศพหรือพิธีฝังศพ หินตั้ง (Standing Stone) คือ เขตแดน หรือ การสร้างปริมณฑล (Boundary) เพื่อพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องที่ ซึ่งชุมชนบรรพกาลทั่วโลก ล้วนมีร่องรอยพิธีกรรมเพื่อความเชื่อในลัทธิบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ หรือ ผี (Animism) จึงมักจะมีการสร้างสถานที่ติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติในรูปแบบของอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ หรือเขตหวงห้าม มิให้ผู้คนทั่วไปใน ชุมชน เข้ามารบกวนกระบวนการเซ่นสรวง บูชา และลุกล้ำสิ่งอื่นๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสถานที่นั้นๆ ชุมชนโบราณอายุ ๓,๐๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี ทั่วโลกต่างก็ล้วนมีร่องรอยของวัฒนธรรมหินตั้งกันแทบทั้งสิ้น เช่น ในประเทศลาว มีทุ่งไหหิน เมืองโพนสะหวัน ก็จัดเป็นวัฒนธรรมหินตั้งอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามที่นักมานุษยวิทยาได้ลงความเห็นกันว่า บริเวณที่มีหินตั้ง น่าจะเป็นที่ฝังกระดูกของบรรพบุรุษ หรือเป็นสถานที่เพื่อทำพิธีฝังศพครั้งที่สอง หลังจากมีการนำซากศพจากแร้งกิน หรือจากการเผามาแล้วในครั้งแรก พิธีฝังศพครั้งที่สอง น่าจะมีการฆ่าสัตว์ เช่น วัว ควาย เพื่อการเซ่นไหว้บูชาอำนาจเหนือธรรมชาติและผีบรรพบุรุษ หินตั้งจะถูกใช้เพื่อการล่ามสัตว์ที่นำมาฆ่าบูชายัญ ฉะนั้นจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่วิญญาณบรรพบุรุษกับวิญญาณสัตว์ที่ถูกฆ่าจะมาสิงสถิตเพื่อคอยดูแลปกป้องคุ้มครองเผ่าพันธุ์ลูกหลาน นอกจากการใช้หินในการตั้งเป็นขอบเขตของปริมณฑลแห่งความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังพบว่ามีร่องรอยของการใช้เสาไม้เป็นหลักเขตพิธีกรรมแทนการใช้หินอีกด้วย สำหรับสยามเทศะหรือดินแดนประเทศไทย มีการค้นพบวัฒนธรรมหินตั้งและร่องรอยประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับการบูชายัญและผี เป็นปริศนามากมายหลายแห่งทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ กระจัดกระจายตัวไปทั่ว เช่นที่ ลุ่มน้ำอิง จังหวัดเชียงราย ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ร่องรอยวัฒนธรรมหินตั้งนั้น มีการสืบเนื่องในศาสนาผีราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยใช้สืบเนื่องมาจนรับศาสนาจากอินเดียราวหลังปี พ.ศ. ๑,๐๐๐ ในตำนานนิทานในแต่ละภูมิภาคมีการเรียกชื่อหินตั้งแตกต่างกันตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ทุ่งไหหิน ประเทศลาว จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม จากความเชื่อและเรื่องเล่าตำนานต่างๆ ทำให้รู้ว่าหินตั้งมีความสำคัญมากต่อการสร้างบ้านปักหลักเมืองของคนโบราณ ซึ่งสถานที่ที่จะสร้างเมืองได้นั้นจะต้องถูกหลักต่อการสร้าง มีพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ แหล่งทำการเกษตรต่างๆ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในเมืองได้ และยังต้องมีรั้วบ้านที่สามารถป้องกันภัยจากภายนอกได้ นอกจากนี้ เขตแดนบริเวณที่มีหินตั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นเขตสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากเป็นสถานที่เซ่นไหว้บูชาหลังการสร้างเมือง และบูชาผีบรรพบุรุษของผู้คนตามท้องถิ่นนั้นๆ แม่น้ำกกในลุ่มน้ำกก แอ่งเชียงแสน ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-แม่น้ำกก อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งได้เดินเท้าศึกษาและสำรวจแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นตามภูมิภาคต่างๆ ในดินแดนประเทศไทย และนำมาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองที่มีสำนึกในเรื่องชาติภูมิและมาตุภูมิ ตามแนวคิดของอาจารย์ศรีศักรนั้น การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นต้องทำความเข้าใจกับสาระสำคัญ ๓ เรื่อง คือ ‘ภูมิวัฒนธรรม’/‘นิเวศวัฒนธรรม’ และ ‘ชีวิตวัฒนธรรม’ ภูมิวัฒนธรรมที่อาจารย์ศรีศักรกล่าวถึงในภาคเหนือที่ในอดีตเรียกว่า ล้านนาไทย แบ่งย่อยๆ ออกเป็นแอ่งใหญ่ๆ ได้ ๒ แอ่ง คือ ‘แอ่งเชียงใหม่’ และ ‘แอ่งเชียงราย’ โดยเฉพาะแอ่งเชียงรายนั้น มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘โยนก’ และผู้คนได้รับการขนานชื่อว่า ยวนหรือไทยยวน แอ่งเชียงรายมีพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญอยู่ ๒ ที่ราบลุ่ม คือแม่น้ำกกและแม่น้ำอิง แต่ละลุ่มน้ำก็มีแอ่งและหุบ (Basin และ Valley) หลายแห่ง อันเป็นพื้นที่คนเคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านและเมือง และทำเกษตรกรรมเพื่อดำรงชีวิตร่วมกัน แต่ละแอ่งดังกล่าวนี้เป็นเบ้าหลอมที่ทำให้คนหลายชาติพันธุ์ หลายภาษาและศาสนา ความเชื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกัน สัมพันธ์กันทางสังคม ทั้งการแต่งงานและทำกินในพื้นที่เดียวกัน เป็นที่เกิดและตายร่วมกัน ทำให้มีสำนึกร่วมในพื้นที่เกิดหรือมาตุภูมิเดียวกัน โดยสร้างความรู้ชั้นชุดหนึ่งในนามของจารีตและประเพณีให้เป็นสิ่งรับรู้ร่วมกันและถ่ายทอดมายังคนรุ่นหลังๆ เพื่อการอยู่รอดร่วมกัน นับเป็นความรู้จากคนภายในท้องถิ่นและระหว่างถิ่นที่สัมพันธ์กันเป็นภูมิวัฒนธรรมจากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรมก็คือการเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ทั้งแม่น้ำลำคลอง หนอง ห้วย ป่าเขา ทุ่งราย และนามบ้านนามเมือง อันเป็นที่รับรู้กันของบรรดาคนใน โดยมีการถ่ายทอดผ่านตำนานและนิทานจากทั้งทางเอกสารและการบอกเล่า อาจารย์ศรีศักร ได้แบ่งแอ่งย่อยๆ ๒ แอ่ง ในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำอิงมากล่าวถึง นั่นคือ ‘แอ่งเชียงแสน’ ในลุ่มน้ำกก กับ ‘แอ่งพะเยา’ ในลุ่มน้ำอิง โดยเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละแอ่งเป็นจุดเริ่มต้น คือดอยตุงของแอ่งเชียงแสน และดอยด้วนของแอ่งพะเยา ทั้งสองแอ่งนี้เป็นพื้นที่และภูมิวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดนครรัฐสองรัฐในแอ่งเชียงรายคือ เชียงแสนและพะเยา เป็นนครรัฐก่อนเกิดการรวมตัวกันขึ้นโดยพญามังราย หลังจากนั้นได้ขยายอำนาจเข้าไปในแอ่งเชียงใหม่จนทำให้เกิดแคว้นล้านนาขึ้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพหรือภูมินิเวศทางธรรมชาติ (Natural Landscape) ของทั้งสองแอ่งคือเชียงแสนและพะเยานั้นเหมือนกัน คือประกอบด้วยพื้นที่ที่มีเขาอยู่โดยรอบ ที่มีลำน้ำลำห้วยไหลลงจากเขาและที่สูงลงสู่ที่ลุ่มต่ำ อันเป็นที่รับน้ำ เช่น บึงและหนอง ที่มีระดับน้ำแตกต่างกันระหว่างฤดูแล้งกับฤดูฝน (Seasonal Lake) ในฤดูแล้งพื้นที่รอบหนองส่วนหนึ่งแห้ง พอถึงฤดูฝนน้ำท่วมบริเวณชายขอบบึงทำให้เกิดเป็นปริมณฑลกว้างขวาง ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า หนอง สังคมเกษตรกรรมแบบชาวนา (Peasant Communities) พัฒนาขึ้นตามขอบหนองเหล่านี้ ตามบริเวณชายขอบที่สูงที่สามารถใช้น้ำจากลำห้วยลำธารที่ไหลลงจากเขาและที่สูงมาเป็นน้ำกินและน้ำอุปโภค รวมทั้งเพื่อทำการเพาะปลูกในพื้นที่แห้งในฤดูแล้งรอบหนองได้ พื้นที่ชายขอบหนองที่เกิดชุมชนบ้านและเมืองนั้นเรียกในทางธรณีสัณฐานว่า ที่ราบขั้นกระได หรือที่ลาดต่ำ (Low Terrace) แต่พื้นที่ลุ่มต่ำที่ทำการเพาะปลูกนั้นคือที่ราบลุ่มหรือลุ่มต่ำที่มีน้ำท่วมถึง ชุมชนชาวนาของสังคมชาวนาในระยะแรกๆ มักจะทำนาแบบนาทาม คืออาศัยพื้นที่ทามในการหว่านข้าวลงไป โดยการชะลอน้ำในตอนปลายฤดูฝนด้วยการใช้คันดินหรือทำนบกักน้ำ ชะลอน้ำ และแบ่งน้ำเพื่อการเติบโตของต้นข้าว เป็นการทำนาปีแต่เพียงอย่างเดียว ลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการทำเกษตรกรรมแบบนี้ไม่ใคร่ทำให้ลักษณะของภูมินิเวศธรรมชาติและภูมิวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงเท่าใด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีพัฒนาการของการทำนาแบบทดน้ำ (Irrigated Rice Cultivation) เกิดขึ้นโดยเฉพาะการชลประทานแบบเหมืองฝาย ที่มาพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงกว่า หรือมาจากการได้รับอิทธิพลทางเทคโนโลยีในการชลประทานและการทำการเพาะปลูกจากภายนอก เทือกเขาและแอ่งที่ราบเชียงแสน กลุ่มชนแรกเริ่มกระจายกันอยู่ตามที่ลาดสูงและลาดต่ำของ เทือกเขาด้านตะวันตกของแอ่ง อันมีดอยตุงเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิทัศน์ ที่ในตำนานเมืองเชียงแสนและพงศาวดารโยนกเรียกว่า ภูสามเส้า เป็นกลุ่มชนที่เรียกว่า พวกลัวะ ที่มีปู่เจ้าลาวจกเป็นหัวหน้า คนเหล่านี้ใช้เสียมตุ่นเป็นเครื่องมือทำกินแบบทำสวนคือ ปลูกพืชปลูกต้นไม้แต่พอเลี้ยงตัวเอง (Horticulture) อันเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ (Subsistence Economy) เสียมตุ่น เป็นรูปแบบหนึ่งของเครื่องมือหินขัดที่พบกระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนที่สูงและที่ต่ำ กลุ่มลัวะนี้มีการเติบโตและขยายตัว และบริเวณเทือกเขาด้านตะวันตกไปตามเขาและที่ลาดสูงที่อยู่โดยรอบของแอ่ง โดยเฉพาะทางด้านใต้ ด้านเหนือ และที่สูงทางตะวันออกที่ต่อกับบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่สบรวกลงไปถึงเชียงแสนและเวียงปรึกษา จนจดปากแม่น้ำกก อันเป็นบริเวณที่มีหนองน้ำและที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงที่เรียกว่า หนองหล่ม โดยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวอาจแบ่งบริเวณแอ่งเชียงแสนออกได้เป็น ๒ บริเวณใหญ่ บริเวณแรกคือที่ราบลุ่มและหนองบึงด้านหน้าดอยตุงของลำน้ำลำห้วยที่ไหลลงจากเทือกเขาดอยตุง เช่น ลำน้ำแม่สาย ลำน้ำแม่คำ และลำน้ำแม่จัน ลำน้ำแม่สายอยู่ทางเหนือไหลไปทางตะวันออกไปสบกับลำน้ำรวกที่ไหลมาจากเทือกเขาด้านเหนือในเขตประเทศพม่า รวมกันเป็นลำน้ำรวกไหลไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวกที่ปัจจุบันเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ สามเหลี่ยมทองคำ บริเวณบ้านสบรวกจากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ลำน้ำดำนั้นไหลลงจากเทือกเขาดอยตุงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ไปรวมกับลำน้ำจันที่ไหลมาจากที่สูงทางตะวันตกเฉียงใต้เลียบภูเขาในเขตอำเภอแม่จัน ไปออกแม่น้ำโขงที่บริเวณสบคำเชิงเขาดอยจันที่อยู่ระหว่างเมืองเชียงแสนและเวียงปรึกษา ส่วนบริเวณที่สองคือ บริเวณด้านตะวันตกหลังเขาดอยจันที่เป็นหล่มเป็นหนองที่เรียกว่า หนองหล่ม ซึ่งปัจจุบันคนรู้จักกันในนามว่าทะเลสาบเชียงแสน และมีตำนานที่กล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองที่มีชื่อว่า เมืองโยนกนาคพันธ์ อันเป็นต้นกำเนิดของคำว่า โยนก และกลุ่มคนยวน โดยคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่เคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำสาละวินผ่านมายังแม่น้ำกก และเคลื่อนย้ายผ่านเมืองเชียงรายมายังบริเวณหนองหล่มมาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ในบริเวณนี้ ผู้นำทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่ก็คือ พระเจ้าสิงหนวัติกุมาร ภูนางนอน ดูเป็นรูปผู้หญิงนอนและเกิดตำนานนางนอนขึ้นภายหลัง บริเวณแรกที่อยู่ตีนเทือกเขาดอยตุงนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวในการสร้างบ้านแปงเมืองของชุมชนกลุ่มลัวะ อันเห็นได้จากตำนานเมืองหิรัญนครเงินยางว่าผู้นำทางวัฒนธรรมคือ พระยาลวจักราชในกลุ่มของปู่เจ้าลาวจก ได้นำคนจากที่สูงของเทือกเขาดอยตุงลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ริมลำน้ำที่ตีนเขา แล้วเกิดการขยายตัวไปตามเขาและที่สูงตามบริเวณโดยรอบ เช่นที่สบรวก เชียงแสน ดอยจัน เมืองหิรัญนครเงินยางในตำนานนั้น ถ้ามองจากตำแหน่งที่ตั้งของตัวเมือง คือเวียงจันเป็นบริเวณที่มีแนวคันดินหรือกำแพงล้อมรอบนั้น น่าจะเป็นเมืองเดียวกับเวียงพานคำที่อยู่เชิงเขาดอยจ้องริมลำน้ำแม่สาย ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่สาย เพราะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สัมพันธ์กับดอยตุง เพราะดอยจ้องนั้นเป็นหนึ่งในภูสามเส้าที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า ดอยจ้อง ดอยปู่เฒ่าและดอยตุง และคนรุ่นหลังในปัจจุบันเรียกว่า ภูนางนอน เพราะดูเป็นรูปผู้หญิงนอนและเกิดตำนานนางนอนขึ้นภายหลัง ตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ตำนานเกี่ยวกับดอยตุงอาจวิเคราะห์ได้เป็น ๓ ตอน ตอนแรกคือ ภูสามเส้า ตอนที่สองเรียกดอยตุง และตอนสามคือ ดอยนางนอน อันเป็นสมัยปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวของตำนานทั้งสามตอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะภูมิวัฒนธรรมเป็นสามยุคคือ ยุคหินตั้ง อันเป็นยุคของการทำไร่หมุนเวียนและการทำนาหว่านแบบไม่ทดน้ำ ยุคที่สองการสร้างบ้านแปงเมืองที่ทำการเพาะปลูก ทำนาแบบทดน้ำที่เป็นนาดำและเพาะกล้าอันสัมพันธ์กับระบบชลประทานแบบเหมืองฝาย ส่วนยุคที่สามคือยุคเกษตรอุตสาหกรรมในสังคมอุตสาหกรรมปัจจุบัน หลักฐานที่ใช้ประกอบให้เห็นลักษณะภูมิวัฒนธรรมในยุคหินตั้งของแอ่งเชียงแสนก็คือ ๑. การมีอยู่ของภูสามเส้าและตำนานเกี่ยวกับภูสามเส้า ๒. บรรดาเครื่องปั้นหินขัดที่มีหลายรูปแบบที่กระจายอยู่ทั่วไปตามที่สูง ชายขอบที่สูงและที่ลาดต่ำ ๓. เนินดินและหลักหิน กองหินที่แสดงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และหลุมศพของบุคคลสำคัญ ภูสามเส้า คือความคิดในเรื่องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ทางจักรวาลและความเชื่อทางศาสนา มักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นต้นน้ำที่ไหลลงหล่อเลี้ยงชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่และการเกษตรกรรม เป็นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติที่ทุกคนต้องสยบและเกรงกลัว จะปรากฏตามภูเขาและโขดหินที่ดูแปลกประหลาดทางธรรมชาติ หรืออาจหมายถึงกองหินหรือก้อนหินที่มีการเคลื่อนย้ายมาตั้งแสดงไว้เป็นสัญลักษณ์ ภูมิวัฒนธรรมหินตั้งของกลุ่มชนโบราณที่เรียกว่าพวกลัวะมีความชัดเจน อีกทั้งยังได้เห็นการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเข้าสู่ภูมิวัฒนธรรมในยุคต่อมา อันเป็นสมัยที่มีกลุ่มคนจากภายนอก เช่น คนยวนอันเป็นชนชาติในกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนย้ายเข้ามาผสมผสาน เป็นยุคที่มีการนำเอาความคิดทางเทคโนโลยีของการทำชลประทานแบบเหมืองฝายและนาดำเข้ามา ทำให้เกิดการแปงป่าให้เป็นนาในการสร้างบ้านแปงเมือง คนกลุ่มใหม่ที่เคลื่อนจากภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ของคนลัวะแต่เดิมนั้น โดยตำนานเป็นชนชาติพันธุ์ไทยที่มีชีวิตอยู่บนพื้นที่ราบ รอบๆ หนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นทะเลสาบ เช่น ทะเลสาบคุนหมิงและทะเลสาบตาหลี่ในมณฑลยูนนานของจีนตอนใต้ คนเหล่านี้มีประสบการณ์ในการทำนาทดน้ำด้วยระบบเหมืองฝาย เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ หนองหล่ม อันหมายถึงหนองน้ำที่มีน้ำผุดจากใต้ดิน นับเป็นภูมินิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ การกระจายตัวของคนจากที่ราบดังกล่าวนี้ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของคนกลุ่มลัวะแต่เดิม ได้ทำให้เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองไปทั่วอาณาบริเวณของแอ่งเชียงแสน การขยายและการกระจายตัวของชุมชนนั้น เห็นได้จากการสร้างสถานที่ทางวัฒนธรรมขึ้นทับและซ้อนกับแหล่งความเชื่อดั้งเดิมในระบบหินตั้ง ด้วยการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และรอยพระพุทธบาทบนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิหินตั้ง เช่น สร้างพระธาตุดอยตุงและพระธาตุดอยจ้องขึ้นมาแทนที่ภูสามเส้าในวัฒนธรรมของคนลัวะ โดยเฉพาะพระธาตุนั้นจะตั้งอยู่ในบริเวณที่สัมพันธ์กับแหล่งที่เป็นชุมชนเมือง เช่น พระธาตุปูเข้าที่สบรวกริมแม่น้ำโขง เป็นของคู่กันไปกับบริเวณตัวเมืองที่เรียกว่า เวียง เช่น พระธาตุปูเข้าสัมพันธ์กับเวียงปูเข้า พระธาตุจอมกิติสัมพันธ์กับเวียงเชียงแสน และพระธาตุดอยจันสัมพันธ์กับเวียงปรึกษา เป็นต้น การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของภูมิวัฒนธรรมของภูสามเส้ามาเป็นดอยตุง อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ของพุทธศาสนาแทนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนลัวะในวัฒนธรรมหินตั้งมาสู่ภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองในยุคเกษตรกรรมที่มีการชลประทานเหมืองฝาย ก็คือตำนานพงศาวดารโยนกนั้นกล่าวว่า เจ้าผู้ครองเวียงพานคำริมลำน้ำแม่สาย ตีนเขาดอยจ้อง คือเชื้อสายของพระเจ้าพรหมของตระกูลสิงหนวัติ เป็นผู้สร้างฝายและขุดเหมืองแดง ระบายน้ำจากลำน้ำแม่สายและธารน้ำที่ไหลลงจากเขามาเลี้ยงแหล่งทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ราบลุ่มของแอ่งเชียงแสน ซึ่งปัจจุบันนี้เหมืองแดงก็ยังคงมีอยู่ รวมทั้งการขยายตัวของเหมืองฝายไปทั่วพื้นที่เกษตรกรรมของแอ่งเชียงแสน เมื่อนำความรู้ทางด้านคติชนวิทยา ในเรื่อง ‘ปู่เจ้าลาวจก’ ตำนานดั้งเดิมแห่งภูสามเส้าหรือดอยนางนอน พบว่า ปู่เจ้าลาวจก หรือลาวจง เป็นปฐมกษัตริย์ของล้านนา คำว่า ลาว ที่นำหน้าหมายถึงนาย หรือผู้มีอำนาจ ต่อมาในยุคที่วรรณกรรมภาษาบาลีในล้านนาเฟื่องฟู จึงแปลงพระนามเป็น ลวจักราช ตามตำนาน เช่น พื้นเมืองเชียงใหม่ หรือพื้นเมืองเชียงแสนระบุว่า เมื่อพระเจ้าอนุรุทธ แห่งพุกาม ประชุมกษัตริย์เมืองต่างๆ เพื่อตั้งศักราชใหม่ ปรากฏว่าพวกลุ่มน้ำกกหามีกษัตริย์ไม่ พระอินทร์จึงส่งลาวจงเทวบุตร ก่าย เกินเงิน (บันไดเงิน) แต่จอมเขายุคุนธร มาสู่บริเวณดอยตุงที่ต้นไม้หมากขะทัน พร้อมบริวารหนึ่งพันคน ลาวจงเทวบุตรมายืนบนแท่นเงินใต้ต้นหมากขะทัน (พุทรา) แล้วกลายเพศจากเทวดา โอปปาติกะเป็นมนุษย์เหนือแท่นเงินนั้น ชาวเมืองจึงยกให้เป็นปฐมกษัตริย์พระองค์แรก จากตำนานพอจะเห็นถึงร่องรอยเค้าโครงได้ว่า ปู่เจ้าลาวจกเป็นคนที่มีถิ่นฐานอยู่บนดอยตุง มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนพื้นที่ราบเชิงดอยตุง ภายหลังนำคนจากที่สูงบนดอยตุงลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ที่ลำน้ำตีนเขา พระธาตุจอมกิติ จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ในพงศาวดารโยนกอธิบายว่า เหตุที่เรียก ปู่เจ้าลาวจกเพราะว่ามีจก คือ จอบขุดดิน มากกว่าห้าร้อยเล่มขึ้นไป สำหรับแจกจ่ายให้คนในปกครองเช่ายืมทำไร่ ข้อมูลนี้จึงทำให้เห็นว่ากลุ่มชนของปู่เจ้าลาวจกมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเรื่องเหล็กเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ในพงศาวดารโยนกยังระบุว่า บริเวณที่ปู่เจ้าลาวจกตั้งถิ่นฐานแต่ก่อนที่จะลงมาสร้างเมืองเงินยางนั้น มีถิ่นฐานอยู่ที่ดอยสามเส้า หรือดอยสามยอด ดอยนี้ประกอบไปด้วย ๑. ดอยทา เป็นทางขึ้นลงซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มลาวจกกับพวกชาวเมืองที่ราบดอยตุง ๒. ดอยย่าเถ้า ที่อยู่ภรรยาปู่เจ้าลาวจก ๓. ดอยดินแดง ที่อยู่ปู่เจ้าลาวจก ภายหลังคือดอยธง (ดอยตุง) เพราะมีธงตะขาบใหญ่ที่พระเจดีย์เป็นสัญลักษณ์ ภายหลังดอยสามเส้านี้ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ดอยนางนอน ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงลักษณะภูมิประเทศบริเวณดอยตุง อาจารย์ศรีศักร ได้สังเคราะห์องค์ความรู้ถึงวิวัฒนาการทางสังคมของแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในพื้นที่และขอบเขตของภูสามเส้าผ่านภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และมานุษยวิทยาวัฒนธรรม มาเชื่อมต่อร้อยชุดความคิดออกมาดังนี้ ‘….ทิวเขาแม่จัน คือ สันปันน้ำที่แบ่งแอ่งเชียงรายออกจากแอ่งเชียงแสน แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าการแบ่งสันปันน้ำก็คือ ทางเชิงเขาฟากฝั่งแอ่งเชียงรายเป็นที่ลุ่มต่ำเต็มไปด้วยหนองบึงที่เรียกว่า หนองหล่ม คือหนองที่มีน้ำซับหรือน้ำใต้ดินที่มีระดับน้ำไม่คงที่ เช่น เวลาฝนตกและมีน้ำใต้ดินมากน้ำอาจท่วมท้นทำให้เกิดน้ำท่วมดินถล่มกลายเป็นทะเลสาบได้ หรือเมื่อน้ำใต้ดินลดน้อยลงแผ่นดินโดยรอบก็จะแห้งกลับคืนมา ทำให้คนเข้าไปตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยโดยรอบของหนองหรือทะเลสาบนั้นได้ ในการศึกษาทางภูมิวัฒนธรรมของการสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงแสนจากตำนานของข้าพเจ้าและบิดาคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม พบว่าแอ่งเชียงแสนเป็นที่เกิดของเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของคนไทยสองเมือง คือ เมืองเวียงพางคำ เชิงที่ราบลุ่มของเขาขุนน้ำนางนอนที่อยู่ขอบเขาใกล้กับลำน้ำแม่สายที่อยู่ทางตอนเหนือของแอ่งเชียงแสนกับเมืองเวียงหนองหล่ม ที่อยู่ชายขอบทิวเขาแม่จันทางฟากลุ่มน้ำแม่กกซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแอ่งเชียงแสน ตำนานที่กล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองที่ว่านี้เป็นตำนานของคนสองเผ่าพันธุ์ คือ คนไทย และคนลัวะ ตำนานของคนไทยคือ ตำนานสิงหนวัติ ส่วนตำนานของคนลัวะคือ ตำนานเกี่ยวกับปู่เจ้าลาวจก ความต่างกันของตำนานทั้งสองก็คือตำนานของคนไทยคือตำนานของคนที่เข้ามาในแอ่งเชียงแสนจากภายนอก ในขณะที่ตำนานปู่เจ้าลาวจกเป็นตำนานของคนที่มี ถิ่นฐานอยู่ในแอ่งเชียงแสนมาก่อน ตำนานของคนลัวะตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูง เช่น เชิงเขาและเขาเตี้ยๆ ส่วนของคนไทยตั้งหลักแหล่งในที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำน้ำและหนองบึงและคนเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกันกับความเชื่อในเรื่องของผีบนท้องฟ้า เช่น ผีแถนและพญานาคที่เป็นเจ้าของแผ่นดินและน้ำ ดังเช่นบริเวณใดที่เป็นหนองบึงที่มีน้ำซับก็จะเชื่อว่าเป็น รูของพญานาค เมื่อมาผสมกับความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้วก็มักจะสร้างพระมหายอดเจดีย์ ณ ตำแหน่งที่เป็นรูของพญานาค ให้เป็นหลักของบ้านและเมือง ส่วนความเชื่อของคนลัวะไม่มีเรื่องผีบนฟ้า เช่น ผีแถน ผีฟ้า และพญานาค ซึ่งเป็นสัตว์เนรมิต แต่เชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนดินและสัตว์ธรรมชาติที่เป็นสัตว์กึ่งน้ำกึ่งบก เช่น งู ปลาไหล จระเข้ ตะกวด เหี้ย ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งความเชื่อในเรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชายในสังคม เช่น ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองและปกครองคนคือผู้ที่เป็นหญิง ฯลฯ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ศึกษาและสำรวจมาเกี่ยวกับคนลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูงตามเขาและเนินเขาเหล่านี้พบว่า ระบบ ความเชื่อของคนลัวะได้พัฒนาขึ้นเป็น ระบบหินตั้ง [Megalithic] คือมีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ธรรมดาสาธารณ์ด้วยแท่งหิน ก้อนหิน หรือแผ่นหิน รวมทั้งการกำหนดลักษณะภูเขา ต้นไม้ เนินดิน ให้เป็นแหล่งที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การกำหนดให้เป็นที่ฝังศพของคนสำคัญหรือไม่ก็เป็นบริเวณที่สัมพันธ์กับการอยู่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ และพื้นที่ในการมาประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ฯลฯ การฝังศพของบุคคลสำคัญมักจะถูกกำหนดให้ฝังไว้ในที่สูง ที่ไม่ไกลจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะเป็นโขดหิน เพิงหิน หรือกองหินสามก้อนหรือสามเส้าที่อาจจะเป็นก้อนหินธรรมชาติหรือเป็นของที่เคลื่อนย้ายจากที่อื่นมาประดิษฐานไว้ ในขณะที่บริเวณที่ฝังศพจะทำให้เป็นเนินดินล้อมเป็นรูปกลมหรือรูปเหลี่ยม รวมทั้งนำแท่งหินหรือก้อนหินมาปักรอบในระยะที่ห่างกันเป็นสี่ก้อนหรือมากกว่านั้นโดยไม่กำหนดตามจำนวนอย่างใด และบริเวณที่วางศพก็จะมีเครื่องเซ่นศพที่อาจจะเป็นเครื่องประดับ อาวุธและภาชนะดินเผารวมทั้งเครื่องใช้บางอย่าง คนที่อยู่ในที่สูง เช่น พวกลัวะที่กล่าวมานี้ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่มากมายตามเขาต่างๆ ในเขตแคว้นล้านนา อาจแบ่งออกได้เป็นหลายเผ่า (Tribes) แม้ว่าจะเป็นชาติพันธุ์เดียวกันก็ตาม บางเผ่ามีพัฒนาการทางสังคมและการเมืองใหญ่โตเป็นเมืองเป็นรัฐ (Tribal State) เกิดขึ้นมา ซึ่งแลเห็นได้จากการสร้างเนินดินที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบเป็น ‘เวียง’ ขึ้นเพื่อการอยู่อาศัย การจัดการน้ำ และการป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรู เหนือความเชื่อในเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นแหล่งฝังศพของคนสำคัญ โขดหินและเนินศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นแหล่งพิธีกรรมดังกล่าวมานี้ ก็เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะโดดเด่นทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขาหรือยอดเขาที่มีความสูงเป็นที่สุดเหนือบริเวณเขาทั้งหลาย หรือที่มีรูปร่างแบบไม่ธรรมดาที่ชวนให้คนที่เห็นมีจินตนาการนึกเห็นเป็นเรื่องราวอะไรต่างๆ ก็ได้ ก็คือบรรดาขุนเขาที่สัมพันธ์กับตำนาน ความเชื่อในเรื่องของความเป็นมาของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น บรรดาขุนเขาเหล่านี้ที่โดดเด่นในภาคพื้นล้านนาก็มี เช่น ดอยหลวง เชียงดาว ดอยสุเทพ ดอยด้วน ดอยตุง ฯลฯ ในที่นี้ ดอยตุง ก็คือดอยที่สูงสุดของขุนเขาขุนน้ำนางนอน ในพงศาวดารโยนกที่กล่าวถึงเรื่องราวของกลุ่มคนลัวะในตระกูลของปู่เจ้าลาวจกที่ต่อมาพัฒนาการเป็นราชวงศ์ลวจักราชของพญามังราย ปฐมกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ในพงศาวดารไม่เรียกว่า ดอยตุง แต่เรียกว่า ‘ภูสามเส้า’ จากรูปร่างที่ปรากฏอยู่ของดอยสามดอยในบริเวณใกล้เคียงกัน คือ ดอยจ้อง ดอยผู้เฒ่า และดอยตุง ซึ่งในบรรดาดอยทั้งสามนี้ดอยตุงอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นที่ซึ่งมีการนำพระธาตุมาประดิษฐานไว้เหนือดอยที่รู้จักกันในนามของดอยตุง คำว่า ตุง โดยทั่วไปหมายถึงธงที่เป็นสัญลักษณ์ในทางศาสนาและความเชื่อ แต่ผู้รู้ในท้องถิ่นบางท่านบอกว่า เป็นบริเวณที่มีน้ำมารวมกัน พญามังราย ราชวงศ์ลวจักราช ปฐมกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-พญามังราย ในตำนานของดอยตุงจากพงศาวดารโยนกบอกว่า บนดอยตุงเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของกลุ่มคนลัวะที่มีปู่เจ้าลาวจกเป็นผู้นำทำการเพาะปลูกพืชพันธุ์ด้วยการใช้เสียมตุ่น (เครื่องมือหิน) ในการพรวนดิน ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงจากบนเขามาสร้างบ้านแปงเมืองที่เชิงเขาใกล้กับลำน้ำสายที่ตอนปลายน้ำเรียก ลำน้ำรวก และเรียกชื่อเมืองนี้ว่าหิรัญนครเงินยางที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดเมืองเชียงแสนขึ้นเป็นรัฐเป็นนครในสมัยต่อมา อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีกษัตริย์ผู้เป็นต้นตระกูลมีพระนามว่า ‘ลวจักราช’ ผู้ทำให้เกิดรัฐเชียงแสนขึ้น กษัตริย์สำคัญของราชวงศ์นี้คือ ‘ขุนเจือง’ เป็นผู้ที่แผ่อำนาจของรัฐเชียงแสนกว้างใหญ่ไปทั้งสองฟากของแม่น้ำโขง และต่อมาจากขุนเจืองอีก ๔ รัชกาล ก็มาถึงพญามังรายผู้สถาปนาแคว้นล้านนาขึ้นโดยมีเมืองสำคัญอยู่ที่เชียงใหม่ การสร้างเมืองขึ้นที่เชิงดอยตุงใกล้กับลำน้ำที่กล่าวในตำนานปู่เจ้าลาวจกนี้ มีเมืองอยู่จริงในบริเวณเชิงเขา ดอยเวา อันเป็นแนวเขาต่อเนื่องจากดอยจ้องลงไปจดลำน้ำสายที่กั้นเขตแดนไทย-พม่าที่ตำบลท่าขี้เหล็ก แต่คนท้องถิ่นในปัจจุบันไม่ได้เรียกว่าเมืองหิรัญนครเงินยางดังกล่าว ในตำนานลวจักราชผู้มีต้นตระกูลเป็นคนลัวะบนดอยตุง แต่เรียกชื่อเมืองว่า เวียงพางคำ เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพระเจ้าพรหมมหาราช มหาราชพระองค์แรกของชนชาติไทยในดินแดนประเทศไทย เป็นการอ้างเรื่องราวในตำนานสิงหนวัติของกลุ่มคนไทยที่เคลื่อนย้ายจากทะเลสาบตาลีฟูหรือหนองแส เป็นต้น แม่น้ำโขงในมณฑลยูนนานของประเทศจีน เป็นกลุ่มของชนเผ่าไทยที่อยู่ในพื้นราบทำนาในที่ลุ่มที่เชื่อกันว่าอพยพผ่านเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตามลำน้ำแม่กกลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ ณ บริเวณหนองหล่มใกล้ กับแม่น้ำโขงใกล้กับเมืองเชียงแสน ในการศึกษาสำรวจทางโบราณคดีของข้าพเจ้าทั้งจากภาพถ่ายทางอากาศและการศึกษาภาคพื้นดินได้ความว่าเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างเป็นผืนผ้าแบบไม่สม่ำเสมอ พอแลเห็นแนวคูน้ำและคันดินเป็นรูปเหลี่ยมค่อนข้างชัดทางตะวันตกเฉียงเหนือ อันเป็นด้านติดกับภูเขาขุนน้ำนางนอนที่มีความยาวประมาณ ๑,๐๑๐ เมตร และทางด้านใต้ประมาณ ๑,๐๒๓ เมตร ทางด้านเหนือแนวกำแพงและคูน้ำคดเคี้ยวอันเนื่องมาจากเป็นบริเวณที่รับน้ำจากลำห้วยที่ลงจากเขาเพื่อชักให้ไหลผ่านคูเมืองออกไปลงพื้นที่ราบลุ่มทางตะวันออก ในขณะที่ทางด้านตะวันออกที่อยู่ในที่ลาดลุ่มไม่มีร่องรอยของแนวคันดินและคูน้ำปล่อยให้เปิดกว้างเป็นที่รับน้ำของลำห้วยและลำเหมืองที่มาจากเขาทางมุมเมืองด้านเหนือต่อกับด้านตะวันตก และการที่มีคูน้ำและคันดินไม่ครบทุกด้านเช่นนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างคูน้ำและคันดินของเวียงพางคำไม่ใช่เป็นเรื่องของการป้องกันการรุกรานของศัตรูในยามสงครามเป็นเรื่องสำคัญ หากเป็นเรื่องการจัดการน้ำในเรื่องการป้องกันน้ำป่าบ่าไหลเข้าท่วมเมืองประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ก็คือการชักน้ำเข้ามาใช้ในเมืองและเบนน้ำเข้าตามลำเหมืองออกไปยังพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของผู้คนที่อยู่นอกเมืองทางด้านตะวันออก เขาขุนน้ำนางนอน คือชื่อในปัจจุบัน แต่ก่อนในตำนานเป็นเขาของคนลัวะที่เรียกว่า ‘ภูสามเส้า’ ต่อมาเปลี่ยนเป็น ‘ดอยตุง’ อันเนื่องมาจากการสร้างพระธาตุบนยอดเขาที่สูงสุดในบริเวณนี้ ข้าพเจ้าเคยขึ้นไปสำรวจดูบริเวณเขานี้ในเวลาอันจำกัด ไม่พบร่องรอยของโขดหินศักดิ์สิทธิ์ หรือเนินดินที่ฝังศพคนสำคัญในรอบหินตั้งเหมือนในที่อื่น แต่พบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ปัจจุบันยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แทน ซึ่งพอนำมากล่าวตีความได้ว่าน่าจะเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนลัวะก่อนการสร้างพระธาตุดอยตุงที่มากับความเชื่อของคนเผ่าไทย-ลาวในล้านนาและล้านช้างที่เชื่อว่าที่ใดมีน้ำซับหรือน้ำใต้ดินเป็นรูพญานาคจะมีการสร้างพระธาตุในทางพุทธศาสนาขึ้นปิดรูนาคทำให้มีการสร้างพระธาตุดอยตุงขึ้นในบริเวณนี้ และเปลี่ยนชื่อภูสามเส้ามาเป็นดอยตุงทางพุทธศาสนาแทน จนมาปัจจุบันคนทั่วไปรุ่นใหม่ๆ กำลังลืมชื่อดอยตุงมาเป็นเขาขุนน้ำนางนอนแทน โดยเอาตำนานท้องถิ่นของคนรุ่นหลังๆ มาอธิบาย การเปลี่ยนแปลงของเรื่องในตำนานและชื่อสถานที่ตลอดจนบุคคลสำคัญเกี่ยวกับเขาขุนน้ำนางนอนดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิวัฒนธรรมของพื้นที่แอ่งเชียงแสนที่มีขุนเขาน้ำนางนอนเป็นประธานว่าเป็นแอ่งของที่ลาดลุ่ม และกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายของคนหลายชาติพันธุ์จากภายนอกที่ผลัดกันอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแอ่งเชียงแสนของจังหวัดเชียงรายถึงสามสิบชนชาติและชาติพันธุ์....’ ภูสามเส้า จึงเป็นพื้นที่ของเทือกเขาและภูดอยที่แสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องของภูมิโบราณคดีและภูมิวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อพัฒนาการทางสังคมและการแปรเปลี่ยนชื่อของดอยต่างๆ ตามยุคสมัยในเชิงมานุษยวัฒนธรรมของการครอบครองพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างเด่นชัดจนถึงปัจจุบัน อ้างอิง + 'จากดอยตุงถึงดอยด้วน: ภูมิวัฒนธรรมยุคหินตั้งในล้านนา' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๗ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ‘เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน’ โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เปิดประเด็น: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๑๑๙ เดือนกรกฎาคม - กันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ‘ภูสามเส้า-ขุนน้ำนางนอน จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สู่การท่องเที่ยว’ โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม 'วัฒนธรรมหินตั้ง' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๖๓ 'อดีตในอนาคต ตอนที่ ๑๖ ภูสามเส้า' โดย พนมกร นวเสลา 'ตำนานเมืองเชียงแสน' โดย พระธรรมวิมลโมลี (ปริวรรต) ‘ประวัติศาสตร์ล้านนา’ สรัสวดี อ๋องสกุล ‘พงศาวดารโยนก’ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ‘พื้นเมืองเชียงแสน: ฉบับชำระ’ โดย สรัสวดี อ๋องสกุล ‘ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท’ โดย ภัททิยา ยิมเรวัต
- ’แหลมโพธิ์’ เมืองท่าสำคัญทางพาณิชย์นาวีบนคาบสมุทรสยามเทศะพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ สืบเนื่องถึงกรุงศรีอยุธยา
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 คลองแหลมโพธิ์ บริเวณใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งหมู่บ้านและที่จอดเรือของชาวประมง แหลมโพธิ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสันทรายขนาดใหญ่ มีคลองพุมเรียงไหลผ่าน ลักษณะทั่วไปบริเวณแหลมโพธิ์เป็นป่าโปร่ง บริเวณใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน และที่จอดเรือของชาวประมง ทางด้านทะเลฝั่งตะวันออกเป็นดินโคลน มีป่าโกงกางขึ้นอยู่ทั่วไป จากปลายแหลมเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร มีซากโบราณสถาน ก่ออิฐ ๑ แห่ง แต่ปัจจุบันพังทลายไปมากแล้ว ใกล้ๆ กันเป็นบ่อน้ำรูป ๖ เหลี่ยม พบเสาธรณีประตูทำด้วยหินปูน แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ถือเป็นเมืองท่าริมชายฝั่งทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณอ่าวบ้านดอน เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่เอื้อต่อการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนภายนอกทั้งใกล้และไกล คือมีลักษณะเป็นสันทรายขนาดใหญ่ยื่นออกไปในทะเล มีเส้นทางแม่น้ำภายใน และมีอ่าวขนาดใหญ่ คือ ‘อ่าวบ้านดอน’ อันเหมาะสมต่อการจอดเรือสินค้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของคาบสมุทรภาคใต้ของไทย คลองแหลมโพธิ์ บริเวณใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน และที่จอดเรือของชาวประมง ด้วยลักษณะทางกายภาพและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ดังกล่าว แหลมโพธิ์จึงกลายเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรที่ปรากฏร่องรอยหลักฐานการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับบ้านเมืองภายนอกทั้งจากซีกโลกตะวันออกและซีกโลกตะวันตก ‘ศรีวิชัยที่ไชยา’ โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้สังเคราะห์ถึงความสำคัญของแหลมโพธิ์ ที่มีความสัมพันธ์เชิงภูมิวัฒนธรรมกับเขาศรีวิชัย ควนสราญรมย์ ถ้ำคูหา และชุมชนศรีวิชัยรอบอ่าวบ้านดอน ไว้ว่า ‘….เมืองไชยาโบราณที่สันทรายเก่าคือเมืองท่าภายใน ในบันทึกที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ลำคลองท่าโพธิ์ที่ไหลผ่านบริเวณย่านใหม่ของเมืองไชยาที่อยู่สองข้างทางรถไฟนั้น เมื่อ ๕๐ ปีก่อนเคยเป็นคลองกว้างที่เรือเดินทะเลเข้าไปถึง และตามลำคลองนี้มีการพบชิ้นส่วนเทวรูปพระนารายณ์ถือตะบองและสังข์เหนือสะโพก ซึ่งนำมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ในปัจจุบัน ศาสนสถานถ้ำเขาคูหา อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะฉะนั้นจากการเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำลำคลองที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ยกเว้นการตื้นเขินของลำน้ำในปัจจุบัน เมืองโบราณบนสันทรายสมัยทวารวดี-ศรีวิชัยนั้น คือเมืองท่าที่เป็นนครรัฐ ซึ่งมักจะอยู่ห่างจากทะเลเข้ามาภายใน เช่น บรรดาเมืองท่าทั้งหลายในสมัยโบราณ และเรือทะเลที่จะเข้ามาถึงก็คงไม่ใช่สำเภาขนาดใหญ่ หากเป็นบรรดาเรือขนาดเล็กที่เดินทางตามชายฝั่งและสามารถเข้าไปตามลำน้ำใหญ่ถึงบ้านเมืองที่อยู่ภายในที่ราบลุ่มน้ำลำคลองได้ ปัจจุบันมีการพบซากเรือดังกล่าวหลายแห่งทางภาคใต้ เช่นที่คลองท่อมและอ่าวบ้านดอน ที่ข้าพเจ้าได้เห็นมามี ๒ แห่ง คือที่เมืองเวียงสระแห่งหนึ่ง และที่ก้นลากูนในเขตตำบลทุ่ง อำเภอไชยา เป็นเรือขนาดยาว ๑๕ เมตร และกว้าง ๓.๕๐ เมตร ที่มีรูเจาะและใช้เดือยไม้แทนตะปูเพื่อการยึดโยงองค์ประกอบของเรือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบรรดาเรือเดินทะเลเหล่านี้จะไม่ใช้เหล็กหรือตะปูตอกยึดส่วนประกอบแต่อย่างใด ซากเรือจมบ้านคลองยวน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มา: กรมศิลปากร-เรือบ้านคลองยวน เรือดังกล่าวทำด้วยไม้ตะเคียนและใช้เชือกที่ทำจากใยมะพร้าวเหมือนกับเชือกมะนิลาในการผูกติด เรือที่พบที่ก้นลากูนที่ตำบลทุ่งอยู่ในสภาพดีกว่าที่เวียงสระซึ่งอยู่ในสระน้ำ ที่สำคัญคือเมื่อพบยังมีชิ้นส่วนของเครื่องปั้นดินเผาสมัยราชวงศ์ถัง ๒-๓ ชิ้นภายในเรือ เป็นเครื่องยืนยันอายุของเรือในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ อันนับเนื่องในสมัยศรีวิชัยยุครุ่งเรืองที่มีการค้าขายกับจีน จากการศึกษาทางภูมิวัฒนธรรม เรือลำนี้พบในพื้นที่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออก เพราะมีแนวสันทรายขวางกั้น แต่พบในพื้นที่เป็นเวิ้งน้ำเก่าของลากูนที่ปากน้ำออกทะเลไปอยู่ที่ปากคลองพุมเรียง ซึ่งมีแหล่งนำเรือออกขนถ่ายสินค้าอยู่ที่แหลมโพธิ์ และมีชุมชนโบราณอยู่ทางฝั่งเมืองไชยาเก่าตามที่กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็คือหนึ่งในเรือที่เกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีทั้งสอง โดยเข้าไปจากทางปากคลองใหญ่พุมเรียง หรืออีกนัยหนึ่งตรงปากลากูนแล้วเข้าไปจนถึงก้นลากูนในเขตตำบลทุ่ง ส่วนเรือลำที่พบที่เวียงสระเหลือให้เห็นเพียงกระดูกงูและชิ้นส่วนอื่นๆ เล็กน้อย แต่ก็ชี้ให้เห็นว่ามีความยาวราว ๑๕ เมตร และมีการเจาะใส่เดือยไม้แทนตะปูเช่นที่พบที่ไชยา ถึงแม้ว่าจะไม่พบเต็มลำ แต่แสดงให้เห็นว่าเป็นเรือขึ้นล่องตามลำน้ำ จากปากแม่น้ำตาปีเข้ามาเมืองเวียงสระที่อยู่ห่างจากปากแม่น้ำที่อ่าวบ้านดอนราว ๖๒ กิโลเมตร....’ ‘….ชุมชนเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองโบราณสมัยทวารวดี-ศรีวิชัยบนสันทรายเก่าก็คือ แหลมโพธิ์ อันเป็นแหล่งท่าจอดเรือและขนถ่ายสินค้า ต่ำจากไชยาลงไปทางใต้ที่อยู่บริเวณอ่าวบ้านดอนตอนกลาง ที่มีแม่น้ำใหญ่ ๒ สายมาออกทะเล คือแม่น้ำพุมดวงหรือแม่น้ำคีรีรัฐ กับแม่น้ำหลวงหรือแม่น้ำตาปี ที่ลำคลองพุนพินมี เมืองอยู่ที่เขาศรีวิชัย อันเป็นแหล่งศาสนสถานฮินดู-พุทธ ที่มีอายุแต่สมัยทวารวดีลงมาจนถึงสมัยศรีวิชัย เป็นบริเวณที่เรือสินค้าเข้ามา เป็นแหล่งที่พบลูกปัดและสินค้าที่มาจากเมืองชายทะเลฝั่งอันดามันที่เกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า นับเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรสำคัญที่กล่าวมาแล้ว เมืองที่เขาศรีวิชัยนี้ดูคล้ายกันกับเมืองที่แหลมโพธิ์ปากคลองพุมเรียง แต่เมืองใหญ่และสำคัญไปอยู่ที่ควนสราญรมย์ ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน เป็นแหล่งที่พบศาสนสถานสมัยศรีวิชัย เมื่อขุดแต่งแล้วพบพระพิมพ์ดินเผาและพระพิมพ์ดินดิบมากมายหลายรูปแบบ ที่เป็นการผสมผสานของศิลปะแบบทวารวดีที่นครปฐมและเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภาคกลางกับศิลปะชวา กลายเป็นศิลปะที่เรียกว่า ศรีวิชัย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ลงมา….’ สำหรับแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ มีการเข้ามาศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานทางโบราณคดีครั้งสำคัญ เช่น การขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากรในปี พ.ศ.๒๕๒๕ พบหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนบทบาทการเป็นเมืองท่าการค้าในสมัยศรีวิชัยของแหลมโพธิ์ เช่น เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง เครื่องถ้วยเปอร์เซีย ภาชนะดินเผาลายซี่ฟันเฟือง (rouletted ware) ของอินเดีย ขวดแก้วอาหรับ และลูกปัดซึ่งพบทั้งลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว การดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ – ๒๕๓๒ ในโครงการศึกษาการตั้งถิ่นฐานและการค้าสมัยโบราณในประเทศไทย หรือ PASTT (Program for Ancient Settlement and Trade in Thailand) ซึ่งได้เข้ามาขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา เพื่อศึกษาเส้นทางการค้าสมัยโบราณและเพื่อหาหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอินเดียและตะวันออกกลาง ผลการขุดค้นในครั้งนี้พบความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่เหมือนกัน เช่น เครื่องถ้วยจีน เครื่องแก้ว ภาชนะเคลือบจากตะวันออกกลาง และลูกปัด นอกจากนั้น จากการศึกษาในครั้งนั้นยังมีการระบุว่ามีการค้นพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถังในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่นับรวมที่แหล่งโบราณคดีเมนไท ศรีลังกา แล้วก็ถือได้ว่าที่แหลมโพธิ์และทุ่งตึกพบเครื่องถ้วยจีนมากกว่าแหล่งเมืองท่าแห่งอื่นๆ ทั้งในภาคกลางของไทย สุมาตรา ชวา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๖๔ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช โดยกลุ่มโบราณคดี ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาชุมชนโบราณในเส้นทางข้ามคาบสมุทรในภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย เพื่อตรวจสอบร่องรอยหลักฐานทางโบราณของเมืองโบราณไชยาซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทร และศึกษาลำดับพัฒนาการทางวัฒนธรรม ทั้งด้านการค้า ศาสนา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองโบราณไชยา โดยทำการขุดค้นตามพื้นที่ต่างๆ ในเมืองไชยา รวมถึงแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ การขุดค้นในครั้งนั้นได้ทำการขุดค้นศึกษาจำนวน ๒ หลุมขุดค้น ผลการขุดค้นพบหลักฐานโบราณคดี เช่น ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง อายุพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ รูปแบบที่พบ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเนื้อแกร่งและเคลือบเขียว และชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเนื้อแกร่งมีการแต่งลายเซาะร่องและเคลือบเขียว และอิฐดินเผา จากการขุดค้นดังกล่าวจึงช่วยสนับสนุนบทบาทการเป็นเมืองท่าการค้าในสมัยศรีวิชัยของแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากหลักฐานดังกล่าว จากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่ผ่านมายังพบหลักฐานที่เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนทางการค้าภายในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์อีกจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าชาวอินเดีย จีน และตะวันออกกลาง ในสมัยศรีวิชัย หลักฐานที่พบ เช่น ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบหลากหลายรูปแบบ เช่น เครื่องถ้วยจีนแบบฉางชา ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีการเขียนลายที่ก้นภาชนะเป็นภาษาอาหรับ อ่านว่า อัลเลาะห์ เครื่องถ้วยจีนแบบฉางชา เขียนลายที่ก้นภาชนะเป็นภาษาอาหรับอ่านว่า อัลเลาะห์ ที่มา: Facebook-สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช เครื่องถ้วยจีนรูปแบบนี้พบที่แหล่งอื่นๆ เช่นที่แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา และแหล่งโบราณคดีควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ นอกจากนั้น ยังพบเหรียญจีนสมัยราชวงศ์ถัง (อายุพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕) ลักษณะเป็นเหรียญกลมเจาะรูตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีตัวอักษรจีนบนเหรียญ ๔ ตัว อ่านว่า คาย เอวียน ถ่ง ป่าว แปลว่าทำขึ้นในรัชกาลพระเจ้าคายเอวียน ซึ่งในภาคใต้ของไทยมีการค้นพบเหรียญรูปแบบเดียวกันนี้ ที่แหล่งโบราณคดีคลองท่าเรือและคลองท่าวัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แหล่งโบราณคดีในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และแหล่งโบราณคดีบ้านดี อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และยังพบปี้จีน (สำหรับใช้แทนเงิน) ลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาว มีการประดับด้วยลวดลายดอกไม้หลายสี และมีการเขียนตัวอักษรจีนทั้งสองด้านของปี้ รวมถึงการค้นพบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนอย่างต่อเนื่องมาถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘....’ ตัวอย่างลูกปัดบางส่วนที่พบ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา การค้นพบหลักฐานลูกปัดเป็นจำนวนมากในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ สนับสนุนว่าเมืองท่าแห่งนี้มีการติดต่อค้าขายกับอินเดียอย่างเป็นล่ำเป็นสันในสมัยศรีวิชัย คติความเชื่อ สภาพสังคม เศรษฐกิจการค้า และการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัยกับชุมชนทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค ผ่านการศึกษาและตีความจากหลักฐานทางโบราณคดีประเภทลูกปัดแก้วที่พบในแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย และแหล่งโบราณคดีแห่งอื่นๆ ในภาคใต้ของไทย ด้วยวิธีการศึกษาลักษณะทางกายภาพ และองค์ประกอบทางเคมีของลูกปัดแก้วด้วยเทคนิค XRF ผลการวิเคราะห์พบว่าในแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย ลูกปัดแก้วไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกับอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ – ๙ เป็นต้นมา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และเป็นเครื่องบอกสถานภาพทางสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มคนผู้ใช้ลูกปัด นอกจากนั้น จากการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของลูกปัดแก้ว พบความนิยมด้านสีของลูกปัดแก้วในภาคใต้ ๑๑ สี ได้แก่ สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง สีน้ำตาล สีดำ สีขาว และแบบเส้นสี การวิเคราะห์ด้านรูปทรง พบรูปทรงลูกปัดแก้ว ๘ รูปทรง ได้แก่ ทรงกระบอก (cylinder), ทรงกระบอกสั้น (cylinder disk), ทรงกลมแบน (oblate), ทรงหลอด (tube), ทรงวงแหวน (annular), ทรงกระบอกป่อง (barrel), ทรงกลมแป้น (spherical) และทรงมีคอคอด (collared) ส่วนการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของลูกปัดแก้ว สามารถจัดแบ่งกลุ่มแก้วได้ ๗ กลุ่ม คือ m-Na-Al, m-Na-Ca, v-Na-Ca, m-K-Ca-Al, m-K-Al, Mixed-alkali glass และ Pb ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับลูกปัดแก้วที่พบในพื้นที่อื่นๆ ของโลก พบว่าลูกปัดแก้วในภาคใต้มีองค์ประกอบด้านรูปแบบและธาตุประกอบทางเคมีที่บ่งชี้ว่ามีแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในอินเดีย จีน และตะวันออกกลาง อันแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในภาคใต้ของไทยกับอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงรูปแบบความนิยมและความแพร่หลายของลูกปัดแก้วในภาคใต้ของไทย ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ได้เป็นอย่างดี ‘….สำหรับหลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อค้าขายกับตะวันออกกลาง เช่น ขวดแก้วอาหรับและเครื่องเคลือบเปอร์เซีย ลักษณะเป็นเครื่องเคลือบสีน้ำเงินหรือสีฟ้า เครื่องเคลือบประเภทนี้มีแหล่งผลิตในเปอร์เซีย (อายุพุทธศตวรรษที่ ๑๔ - ๑๕) โดยพบมากตามแหล่งเมืองท่าสมัยศรีวิชัยของภาคใต้ เช่น แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา และแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบหลักฐานลูกปัดเป็นจำนวนมากในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ สนับสนุนว่าเมืองท่าแหล่งนี้มีการติดต่อค้าขายกับอินเดียอย่างเป็นล่ำเป็นสันในสมัยศรีวิชัย เห็นได้จากการค้นพบลูกปัดชนิดต่างๆ ทั้งลูกปัดหินคาร์เนเลียน หินอาเกต หินควอตซ์ และลูกปัดแก้วซึ่งได้พบทั้งลูกปัดสีเดียว ลูกปัดหลายสี และลูกปัดมีตา ซึ่งคล้ายคลึงกับลูกปัดที่พบในประเทศอินเดีย ชุมชนโบราณสมัยทวารวดีทางภาคกลางของประเทศไทย และชุมชนเมืองท่าร่วมสมัยหลายแห่งในภาคใต้ เช่น แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา แหล่งโบราณคดีท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และแหล่งโบราณคดีเขาพระเหนอ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ลูกปัดเหล่านี้สันนิษฐานว่าในระยะแรกพ่อค้าชาวอินเดียคงนำเข้ามาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนผู้คนในชุมชนโดยตรง โดยสามารถเข้ามาได้ทั้งจากเส้นทางน้ำและเส้นทางบกโดยการเดินทางตัดข้ามคาบสมุทรจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก ต่อมาภายหลังเมื่อชุมชนโบราณบางแห่งในภาคใต้เริ่มมีการผลิตลูกปัดขึ้นเอง เช่น แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ลูกปัดจึงกลายเป็นสินค้าสำคัญที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันภายในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง....’ บทบาทความสำคัญของแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ในฐานะเมืองท่าการค้ากับชุมชนภายนอกทั้งใกล้และไกล เมื่อพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ พบว่าเมืองท่าแห่งนี้ยังตั้งอยู่ในเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งเป็นเส้นทางที่พ่อค้านักเดินเรือจากต่างชาติใช้เดินทางตัดข้ามจากฝั่งตะวันออกมาสู่ฝั่งอ่าวไทยได้โดยการใช้ทั้งเส้นทางบกและเส้นทางน้ำ ‘….สำหรับเส้นทางที่ต้องออกสู่ทะเลทางอ่าวบ้านดอนบริเวณแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ได้แก่ เส้นทางสายคลองปากลาว - อ่าวบ้านดอน เส้นทางสายปะกาไสย - อ่าวบ้านดอน เส้นทางสายคลองท่อม - อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะเส้นทางสายตะกั่วป่า - อ่าวบ้านดอน ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสมัยโบราณ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับมากที่สุด ทั้งการค้นพบเมืองท่าริมชายฝั่งทะเลที่มีอายุร่วมสมัยกันทั้งสองฝั่ง และมีแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานที่มีอายุร่วมสมัยกระจายตัวตามเส้นทางแม่น้ำภายในคาบสมุทรตลอดทั้งเส้นทาง เส้นทางออกสู่ทะเลทางอ่าวบ้านดอนบริเวณแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ มีเส้นทางสายตะกั่วป่า - อ่าวบ้านดอน น่าจะเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนทางการค้าภายในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ดังกล่าวมานั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทการเป็นเมืองท่าริมชายฝั่งทะเลที่มีการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอกทั้งจากซีกโลกตะวันออกและซีกโลกตะวันตก ทั้งอินเดีย จีน และตะวันออกกลาง รวมทั้งชุมชนร่วมสมัยในภูมิภาค และนอกจากนั้นหลักฐานที่พบยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ในฐานะเมืองท่าบนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรในสมัยศรีวิชัย หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๘ ด้วย….’ เมื่อมาพิจารณาถึง ‘เส้นทางศรีวิชัย: เครือข่ายทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทะเลใต้ยุคโบราณ ตอน หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกี่ยวกับสมาพันธรัฐศรีวิชัย’ โดย ดร.เกียรติกำจร มีขนอน ได้ค้นคว้าเอกสารแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่สมาพันธรัฐศรีวิชัย โดยแบ่งเป็น ๔ พื้นที่ ๑. แหลมมลายู ๒. เกาะสุมาตรา ๓. เกาะชวา และ ๔. นอกเขตสมาพันธรัฐศรีวิชัย โดยมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแหลมโพธิ์ โบราณสถานวัดแก้ว (วัดรัตนาราม) ตั้งอยู่ในตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ‘….ในแหลมมลายูมีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยในหลายจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีแหล่งโบราณคดี ๒ แหล่งใหญ่ๆ คือ ครหิ (ไชยา) และปัน-ปัน (แม่น้ำตาปี) ในไชยามี วัดพระบรมธาตุไชยาเป็นโบราณสถานสมัยศรีวิชัยที่ค่อนข้างสมบูรณ์ วัดแก้ว วัดหลง วัดหัวเวียง และคลองพุมเรียง และแหลมโพธิ์ ในอำเภอไชยารอบบริเวณเมืองครหิ จอห์น มิกซิค เชื่อว่าหลักฐานในแหลมโพธิ์ที่บอกว่าแหลมโพธิ์เป็นท่าเรือของไชยาได้ถูกแทนที่โดยนครศรีธรรมราช เขาศรีวิชัยในอำเภอพุนพินและอำเภอเวียงสระรอบบริเวณเมืองปัน-ปัน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช....’ หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญในการยืนยันถึงความเป็นเมืองท่าทางพาณิชย์นาวี คือ ซากเรือบ้านคลองยวน สำรวจพบที่บ้านเลขที่ ๑๑๙/๒ หมู่ที่ ๘ บ้านคลองยวน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนางพรพิมล มีนุสรณ์ เจ้าของบ้านเล่าว่าได้พบซากเรือไม้ในที่ดินของตนเองระหว่างการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำใช้ทำสวนปาล์มและได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยการก่อพื้นเทปูนมุงหลังคาคลุมซากเรือลำนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โบราณสถานวัดหลง ตั้งอยู่ในตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ภาพมุมสูง) นอกจากหลักฐานตัวเรือแล้ว บริเวณที่พบซากเรือก็นับว่ามีความสำคัญทางโบราณคดีด้วยเช่นกัน เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ห่างจากคลองท่าชนะ (๓ กิโลเมตร) ซึ่งเป็นคลองที่ไหลออกสู่อ่าวไทย ณ บริเวณที่เรียกว่าแหลมโพธิ์ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในพื้นที่แหลมโพธิ์บ่งชี้ว่า บริเวณนี้เป็นชุมชนเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ ดังสะท้อนผ่านหลักฐานการค้านานาชาติ เช่น ลูกปัดโบราณ เครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียที่พบ จากการตรวจสอบพบว่า บริเวณหลังบ้านของนางพรพิมล เป็นพื้นที่สวนปาล์ม มีการขุดสระน้ำสำหรับใช้ภายในสวน ภายในมีซากของไม้เรือโบราณถูกเก็บรักษาอยู่ภายในโรงเปิดโล่งมีหลังคาคลุม ซากเรือดังกล่าวประกอบด้วยไม้ ๘๔ ชิ้น เป็นไม้กระดานขนาดยาว ไม้ที่ทำเป็นทรงแหลมสำหรับหัวเรือ และเศษไม้ที่ไม่สามารถระบุส่วนได้ ไม้กระดานเรือแต่ละแผ่น มีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้ตลอดความยาว อีกทั้งยังพบลูกประสักหรือสลักไม้สวนอยู่ในรูบางส่วน นอกจากนี้ที่แผ่นกระดานเปลือกเรือด้านในมีการทำปุ่มสันทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านูนออกมาจากระดับพื้นกระดาน ยาวตลอดความยาวของแผ่นเปลือกเรือ นอกจากไม้เรือแล้ว ในบริเวณที่เป็นที่เก็บซากเรือยังพบเศษเชือกสภาพเปื่อยยุ่ยอยู่ที่พื้นและปะปนอยู่กับซากเรือ คาดว่าน่าจะเป็นเชือกที่มากับเรือ จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ สภาพของซากเรือยังอยู่ในสภาพที่แข็งแรง แต่เนื่องจากไม่ได้รับการอนุรักษ์อย่างถูกวิธีตัวเรือจึงเริ่มเสื่อมสลายผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อวิเคราะห์จากลักษณะของซากเรือลำนี้โดยคร่าวเป็นเรือที่ต่อด้วยเทคนิค Lashed-Lug หรือ เชือกรัดสันรูเจาะ เป็นเทคนิคแบบโบราณที่มีมานานกว่า ๑,๐๐๐ ปี พบแพร่กระจายอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทะเล หลังจากที่นำซากเรือบ้านคลองยวนกลับมาเก็บรักษาที่สำนักงานกองโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ได้นำตัวอย่างไม้เรือส่งไปวิเคราะห์ตรวจหาชนิดไม้และหาค่าอายุที่นำมาใช้ในการต่อเรือ ณ สํานักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ โดยส่งตัวอย่างชิ้นไม้จำนวน ๓ ชิ้น ประกอบด้วย เปลือกเรือ ๑ ชิ้น และลูกประสัก ๒ ชิ้น ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ไม้เปลือกเรือบ้านคลองยวนนั้นทำจากไม้ในสกุลตะเคียน (Hopea sp.) แต่ไม่ทราบชนิด และลูกประสักทำจากไม้ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata Craib & Hutch.) นอกจากการตรวจหาชนิดไม้แล้ว กองโบราณคดีใต้น้ำยังนำตัวอย่างจากตัวเรือไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ณ ห้องปฏิบัติการในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยส่ง ๓ ตัวอย่าง ประกอบด้วย ไม้เปลือกเรือ เศษเชือก และลูกประสัก ซึ่งผลของค่าอายุที่ได้บ่งชี้ว่า เรือบ้านคลองยวนมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (คริสต์ศตวรรษที่ ๙) จากการวิเคราะห์รูที่สันไม้กระดาน (dowel & lashing holes) เปลือกเรือแต่ละแผ่นที่พบมีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้กระดานยาวไปตลอดแนวของไม้เปลือกเรือและพบมีลูกประสักเสียบอยู่ในรูที่ถูกเจาะ จากการพินิจแล้วพบว่า การเจาะรูสันเปลือกเรือมีรูปแบบที่ซ้ำกันชัดเจน จากข้อมูลของเรือประเภทเดียวกันที่พบในต่างประเทศ เช่น แหล่งเรือ Punjurhajo บนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น พบเปลือกเรือเป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดลำเรือ จึงพอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีลักษณะเหมือนกัน ไม้กระดานกระดูกงู จากแหล่งเรือจมบ้านคลองยวน ที่มา: กรมศิลปากร-เรือบ้านคลองยวน การยืนยันถึงความเป็นเมืองท่าพาณิชย์นาวีของแหลมโพธิ์ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือทางการวิจัยทางภูมิวัฒนธรรม คือ เครื่องถ้วยจีนพบจากการขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี โบราณสถานวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญหลายประการ เช่น แนวอิฐ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินกึ่งมีค่า ชิ้นส่วนเครื่องแก้วสีเขียว อิฐบัว อิฐดินเผา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินมีลายกดประทับ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐) เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒) ที่น่าสนใจคือพบว่าชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่โบราณสถานที่ต่อเนื่องยาวนานหลายสมัย จากการขุดค้นพบเครื่องถ้วยจีนทั้งหมด ๑๐๖ ชิ้น สามารถกำหนดอายุได้ ๓ สมัย ได้แก่ ที่มา: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช-โบราณสถานวัดหลง ๑. สมัยราชวงศ์ซ่ง พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียว มีแหล่งผลิตจากเตาถงอัน มณฑลฝูเจี้ยน และเตาหลงเฉวียน มณฑลเจ้อเจียง โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย ๒. สมัยราชวงศ์หยวน พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาเคลือบสีเขียว มีแหล่งผลิตจากเตาหลงเฉวียน มณฑลเจ้อเจียง โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทยมากกว่าภาคใต้ ซึ่งก็สอดคล้องกับจำนวนเครื่องถ้วยจีนที่พบในหลุมขุดค้นที่มีปริมาณน้อยสุดในบรรดาราชวงศ์ต่างๆ ที่กำหนดอายุได้ ๓. สมัยราชวงศ์หมิง พุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒ ส่วนใหญ่เป็นเศษภาชนะดินเผาประเภทลายคราม โดยมีแหล่งผลิตจากเตาผิงเหอ มณฑลฝูเจี้ยน และเตาจิ่งเติ๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี โดยการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาในระยะนี้มักพบบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย จากการขุดค้นพบเครื่องถ้วยจีนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างโบราณสถานวัดหลง กับจีนสมัยราชวงศ์สุ้งถึงสมัยราชวงศ์หมิง รวมทั้งชุมชนโบราณร่วมสมัยแห่งอื่นๆ ทั้งในอำเภอไชยา และในคาบสมุทรภาคใต้ของไทย เช่น โบราณสถานวัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา คลองท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเมืองสทิงพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการค้นพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์สุ้งและสมัยราชวงศ์หยวน นอกจากนี้ ด้วยลักษณะทำเลที่ตั้งของโบราณสถานวัดหลงซึ่งตั้งอยู่ริมเส้นทางน้ำ ยังเหมาะสมต่อการตั้งชุมชน (โดยพบว่าชุมชนสำคัญในไชยามักตั้งถิ่นฐานอยู่บนแนวสันทรายไชยา และแนวลำคลองไชยา เช่น วัดพระบรมธาตุไชยาฯ วัดแก้ว วัดเวียง และวัดศาลาทึง) และเอื้อต่อการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนโบราณแห่งอื่นๆ ทั้งในอำเภอไชยา และชุมชนภายนอกจากที่เข้ามาทางฝั่งทะเลตะวันออก โดยมีแหลมโพธิ์เป็นเมืองท่าการค้าสำคัญซึ่งสามารถติดต่อกับต่างชาติได้โดยตรง เนื่องจากอยู่ริมชายฝั่งทะเล และมีบริเวณที่เป็นอ่าวขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะแก่การจอดเรือสินค้า ทำให้มีโอกาสรับวัฒนธรรมที่หลากหลายจากบ้านเมืองภายนอกเข้ามา ดังปรากฏจากหลักฐานโบราณสถาน และโบราณวัตถุทั้งที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนา และโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น สินค้าจากจีน (ดังมีการค้นพบเครื่องถ้วยจีนหลากหลายสมัยในวัดหลง และชุมชนโบราณแห่งอื่นๆ ในอำเภอไชยา) อินเดีย และตะวันออกกลาง ด้วยความเหมาะสมด้านทำเลที่ตั้งและการเข้ามาของวัฒนธรรมจากต่างชาติดังกล่าว จึงส่งผลให้ชุมชนโบราณไชยามีพัฒนาการและเจริญรุ่งเรืองขึ้นจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าและศาสนาที่สำคัญในสมัยศรีวิชัย และมีการใช้พื้นที่สืบมาจนถึงสมัยหลัง เมื่อนำมาประมวลผนวกเข้ากับโครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคใต้) สำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งพบซากเรือบริเวณแหลมโพธิ์แสดงให้เห็นว่าคงเป็นที่จอดเรือของชาติต่างๆ อาจมีการพักชั่วคราว เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเมืองโบราณไชยา ทั้งหาเสบียงอาหารและน้ำจืด เพื่อทำการเดินเรือค้าขายกับชาติอื่นไกลออกไป และได้ขุดค้นเป็นหลุมทดสอบเพื่อสุ่มตัวอย่าง ๒ หลุมจากการศึกษาหลักฐานที่ขุดพบ แหลมโพธิ์เป็นเมืองท่าทางพาณิชย์นาวีที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ และคงสืบเนื่องถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย หลักฐานที่พบมีโบราณวัตถุสำคัญที่ได้จากการขุดค้น คือ ๑. ลูกปัด พบจำนวนมากกว่าร้อยละ ๙๐ เป็นลูกปัดแก้ว นอกนั้นเป็นจำพวกหินอะเกต และคาร์เนเลียน รูปทรงเป็นแบบกลองรำมะนาเจาะรู พบมากที่สุด รองลงมาเป็นแบบวงแหวนทรงรูปไข่ ทรงกระบอก ส่วนใหญ่มีสีเหลือง น้ำเงิน ฟ้า และดำ ๒. เหรียญจีน เป็นเหรียญเงินสมัยราชวงศ์ถัง ลักษณะเป็นเหรียญกลม เจาะรูตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ๓. เครื่องถ้วย พบเครื่องถ้วยพื้นเมืองเปอร์เซียและจีน การกำหนดอายุสมัยซึ่งกำหนดอายุจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕) เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘) แหล่งเมืองท่าทางพาณิชย์นาวีแหลมโพธิ์คงมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ และคงสืบเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาด้วย อีกผลงานวิจัยที่สำคัญคือ การศึกษาเครื่องแก้วจากแหล่งโบราณคดีชายฝั่งทะเลในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ที่ศึกษาองค์ประกอบทางเคมี แหล่งผลิต บทบาทหน้าที่ การกำหนดอายุของวัตถุที่พบ และสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการค้าในยุคอินโด-โรมัน ที่มีการติดต่อระหว่างซีกโลกตะวันตกและซีกโลกตะวันออก เป็นการนำเอากระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ร่วมกับงานทางด้านโบราณคดี โดยแหล่งโบราณคดีที่พบเครื่องแก้ว มีทั้งสิ้น ๗ แหล่ง ได้แก่ แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง, นางย่อน, ทุ่งตึก, คลองท่อม, เขาศรีวิชัย, ท่าชนะ (วัดอัมพาวาส) และแหลมโพธิ์ กระบวนการวิจัยนี้ได้ใช้การตรวจสอบโดยเครื่องสแกนนิ่งอิเล็กตรอนไมโครสโคปพร้อมด้วยอุปกรณ์ติดตั้งเอ็กซ์เรย์ (SEM-EDX) ธาตุองค์ประกอบสามารถแบ่งได้เป็นธาตุหลักและธาตุรอง มี ๑๕ องค์ประกอบ ได้แก่ ซิลิกอน (Si), อะลูมิเนียม (Al), แคลเซียม (Ca), โซเดียม (Na), โปรแตสเซียม (K), แมกนีเซียม (Mg), ไททาเนียม (Ti), ตะกั่ว (Pb), แมงกานีส (Mn), คอปเปอร์ (Cu), ดีบุก (Sn), โคบอลต์ (Co), โครเมียม (Cr), สังกะสี (Zn) และแบเรียม (Ba) ผลการศึกษาสามารถแบ่งกลุ่มภาชนะแก้วได้ ๕ กลุ่ม คือ กลุ่มแก้วโซดา, กลุ่มแก้วโปแตส, กลุ่มแก้วที่มีแคสเซียมสูง อะลูมิเนียมนาต่ำ และแก้วตะกั่ว ซึ่งสัมพันธ์กับแหล่งที่พบเครื่องแก้วทั้งซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ดังนั้น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเคมีของเครื่องแก้วทำให้สันนิษฐานได้ว่าแหล่งโบราณคดีเหล่านี้มีบทบาทเป็นเมืองท่าทางการค้ามาตั้งแต่สมัยยุคอินโด-โรมัน (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๙) จนกระทั่งถึงสมัยประวัติศาสตร์ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) แสดงให้เห็นว่าเป็นเครือข่ายเส้นทางการค้าระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออกซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดียและจีน นอกจากการตรวจสอบระหว่างชิ้นส่วนภาชนะแก้ว เศษแก้ว และก้อนแก้ว พบว่ามีความเป็นไปได้ที่มีการนำชิ้นส่วนภาชนะแก้วกลับมาหลอมใหม่อีกครั้งเพื่อทำลูกปัดแก้ว ตัวอย่างชิ้นส่วนแก้ว ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา บริเวณแหลมโพธิ์เป็นสันทรายขนาดใหญ่ มีคลองพุมเรียงไหลผ่าน สภาพทั่วไปเป็นป่าโปร่ง บริเวณใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน และที่จอดเรือของชาวประมง ทางด้านทะเลฝั่งตะวันออกเป็นดินโคลน มีป่าโกงกางขึ้นอยู่ทั่วไป จากปลายแหลมเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร มีซากโบราณสถานก่ออิฐ ๑ แห่ง แต่ปัจจุบันพังทลายไปมากแล้ว ใกล้ ๆ กันเป็นบ่อน้ำรูป ๖ เหลี่ยม พบเสาธรณีประตูทำด้วยหินปูน พ.ศ. ๒๕๓๔ โครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคใต้) สำรวจพบซากเรือบริเวณแหลมโพธิ์และได้พบโบราณวัตถุต่างๆ เช่น เศษเครื่องถ้วยต่างประเทศเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า คงเป็นที่จอดเรือของชาติต่าง ๆ โดยอาจมีการพำนักชั่วคราวเพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเมืองโบราณไชยา ทั้งหาเสบียงอาหารและน้ำจืด เพื่อทำการเดินเรือค้าขายกับชาติอื่นไกลออกไป เมื่อนำมาสรุปภาพทั้งหมดของแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีสภาพภูมิศาสตร์ที่เกื้อหนุนในการเป็นที่จอดเรือเพื่อซ่อมแซมเรือและหาเสบียง ตลอดจนขนถ่ายสินค้าแลกเปลี่ยนกับชุมชนที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ โดยมีคลองพุมเรียงเป็นเส้นทางสำคัญในการขนถ่ายสินค้า บริเวณแหลมโพธิ์เป็นสันทรายขนาดใหญ่ มีคลองพุมเรียงไหลผ่านสภาพทั่วไปเป็นป่า โปร่ง ใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน และที่จอดเรือของชาวประมง หลักฐานที่พบแสดงถึงกิจกรรมการค้าขายทางทะเลอย่างน้อยตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังเป็นต้นมา สินค้าขาเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องถ้วยชามจีนมีแหล่งผลิต จากเตาฉางชา มณฑลหูหนาน เตาหยังเหม่ติง ในเขตจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เตายั่ว มณฑลเจ้อเจียง เตามีเสียน มณฑลเหอหนาน และเตากงเสียน มณฑลเหอหนาน ส่วนสินค้าประเภทแพรไหมไม่เหลือสภาพให้เห็น แต่สันนิษฐานว่าคงเป็นสินค้าสำคัญที่นำเข้ามาจากเมืองจีน สำหรับสินค้าส่งออกน่าจะได้แก่สินค้าพื้นเมืองประเภทเครื่องเทศสมุนไพร ไม้หอม ผลิตภัณฑ์จากป่าและสัตว์ป่า ที่เหลือหลักฐานว่า น่าจะเป็นสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น คืออุตสาหกรรมการผลิตลูกปัดแก้ว แม้ว่าวัตถุดิบประเภทเศษแก้ว หรือเศษภาชนะเครื่องแก้วเล็กๆ จะเป็นของนำเข้า แต่ก็มีหลักฐานว่าผลิตขึ้นเองในท้องถิ่น และมีปริมาณมากเพียงพอที่จะจัดได้ว่า น่าจะเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง ตลาดค้าลูกปัดน่าจะมีทั้งตลาดภายนอก หมายถึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังดินแดนห่างไกล เช่น ดินแดนในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เมืองท่าต่างๆ ในคาบสมุทรมลายูทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมไปถึงดินแดนโพ้นทะเลด้วย ส่วนตลาดภายในหมายถึงชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงลึกเข้าไปในภาคพื้นทวีป หรือเมืองท่าในลุ่มน้ำต่างๆ เช่น ชุมชนเมืองท่าที่แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย แหล่งโบราณคดีควนพุนพิน ในเขตลุ่มน้ำตาปี เป็นต้น แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์จึงมีลักษณะเป็นเมืองท่า หรือแหล่งรวมสินค้าที่นำเข้าและส่งออก การแพร่กระจายของโบราณวัตถุซึ่งเป็นของจากต่างประเทศ ทำให้ทราบถึงขอบข่ายการค้าที่ครอบคลุมคาบสมุทรมลายู รวมไปถึงเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรอันเป็นที่ตั้งชุมชน เมืองท่าฝั่งทะเลอันดามัน เช่น แหล่งโบราณคดีเหมืองทอง บ้านทุ่งตึก ตำบลเกาะคอเขา อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นต้น เส้นทางการค้านี้ครอบคลุมบรรดาหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนตอนใต้ รวมไปถึงเส้นทางการเดินเรือสินค้าจากจีนไปยังตะวันออกกลาง หรือเป็นที่รู้จักกันในนามเส้นทางสายแพรไหมทางทะเลด้วย อายุสมัยกำหนดอายุจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕) เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ ) แหล่งเมืองท่าทางพาณิชย์นาวีที่แหลมโพธิ์ คงมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ และคงสืบเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย การศึกษาทางด้านโบราณคดีของเมืองไชยา โดยการสำรวจและขุดค้นบริเวณแหลมโพธิ์ ทำให้ทราบถึงการพัฒนาของชุมชนโบราณเมืองไชยาได้เป็นอย่างดี ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริเวณเมืองไชยานั้นมีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การตั้งชุมชน เมืองยุคติดต่อทางวัฒนธรรมกับภายนอก ยุคติดต่อสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับต่างชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่ได้จากการสำรวจขุดค้นบริเวณแหลมโพธิ์ จะเห็นได้ว่าพบเครื่องถ้วยพื้นเมือง เครื่องถ้วยจีน ลูกปัด เศษแก้วอาหรับ เป็นจำนวนมาก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งที่ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นสถานีการค้า และมีความสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่พุมเรียง บริเวณสันทรายเมืองไชยา อันเป็นที่ตั้งของโบราณสถานวัดแก้ว วัดหลง และวัดเวียง สำหรับโบราณวัตถุต่างๆ ยังพบกระจัดกระจายทั่วไปบริเวณคาบสมุทร อาทิ บริเวณเกาะคอเขา อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา, ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่, ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น ขวานหินขัดรูปแบบต่างๆ พบจากอำเภอไชยา จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา นอกไปจากนั้นยังพบบริเวณภาคตะวันออกกลาง ที่เมืองซีราฟ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย เมืองนิชาปูร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเปอร์เซีย บริเวณชวาภาคกลาง เช่นที่ จันทิปราบานัน จันทิบุโรพุทโธ บูเก็ต เซกุนตัง เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย และบริเวณบริเวณทางเหนือของประเทศศรีลังกาอีกด้วย น่าสังเกตว่าจากการขุดค้นนั้น พบเครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ไม่พบเครื่องถ้วยที่อยู่ในรุ่นหลังกว่านี้ จึงมีการตั้งข้อสมมติฐานว่า ได้มีการย้ายสถานีการค้าของฝั่งทะเลด้านตะวันออกจากแหลมโพธิ์ไปยังบริเวณอื่นของคาบสมุทร หรือภูมิภาคอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคต่อมา นอกไปจากนั้นยังพบเครื่องมือหินแบบต่างๆ บริเวณตำบลปากหมาก ใกล้ต้นน้ำคลองไชยา ทั้งยังพบกลองมโหระทึก และประติมากรรมต่างๆ ที่มีอิทธิพลของศิลปะอินเดียผสมผสานกับศิลปะพื้นถิ่นเหล่านี้ ล้วนแต่ชี้ให้เห็นชัดว่า บริเวณเมืองโบราณไชยามีพัฒนาการทางด้านการตั้งชุมชนและมีการติดต่อกับภายนอกเรื่อยมา จนกลายเป็นเมืองท่า หรือเมืองสำคัญของบริเวณคาบสมุทรสยามเทศะนี้มาโดยตลอด กลองมโหระทึก พบจากอำเภอไชยา จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา อ้างอิง 'ศรีวิชัยที่ไชยา' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม วารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ ๔๕.๒ เดือนเมษายน - มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ‘แหลมโพธิ์ เมืองท่าการค้าสมัยศรีวิชัย’ โดย นภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ‘แหลมโพธิ์ แหล่งเศรษฐกิจของศรีวิชัย’ โดย ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'แหลมโพธิ์: การศึกษาเครื่องถ้วยต่างประเทศที่เกี่ยวกับด้านการค้าที่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆ' โดย เขมชาติ เทพไชย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกี่ยวกับสมาพันธรัฐศรีวิชัย' โดย ดร. เกียรติกำจร มีขนอน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร 'โบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช เล่ม ๒: สุราษฎร์ธานี. นครศรีธรรมราช' โดย สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๔ 'พัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนโบราณในอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี' โดย เพลงเมธา ขาวหนูนา วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๗ 'เครื่องถ้วยจีน พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี ณ โบราณสถานวัดหลง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี' โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'การศึกษาเครื่องแก้วจากแหล่งโบราณคดีชายฝั่งทะเลในภาคใต้ของประเทศไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖' โดย ญาติมา ทองคำ วิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัย สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๕๒ 'เรือบ้านคลองยวน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี' กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ‘ลูกปัด ภาพสะท้อนทางความเชื่อ สังคม และเศรษฐกิจโบราณในคาบสมุทรภาคใต้: กรณีศึกษาแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี’ โดย นภัคมน ทองเฝือ, สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ‘องค์ประกอบของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองโบราณไชยา สุราษฎร์ธานี’ โดย วิภากร ธรรมวิมล พรธรรม ธรรมวิมล ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาระศาสตร์ ฉบับที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ‘การค้าขายทางทะเลระหว่างเมืองโบราณสมัยทวารวดีกับประเทศจีนและภูมิภาคตะวันออกกลาง’ โดย ดร.สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร Veridian E-Journal ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๒ เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๘
- ‘ปราสาทกู่พระโกนา’ ทับหลังศิลปะขอมแบบบาปวน ร่องรอยภูมิวัฒนธรรมการถลุงเหล็กและทำเกลือที่พัฒนาขึ้นสืบเนื่องตามความสัมพันธ์กับการฝังศพครั้งที่สอง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ‘ปราสาทกู่พระโกนา’ ทับหลังศิลปะขอมแบบบาปวน กู่พระโกนา หรือกู่สี่แจ่ง หรือกู่คำกูนา โบราณสถานแห่งนี้เป็นปราสาทแบบเขมรโบราณ แต่ปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ถูกดัดแปลงให้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท สังกัดมหานิกาย ชื่อ วัดกู่พระโกนา ที่นี่เป็นโบราณสถานที่มีการพบทับหลังซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะเขมรสมัยบาปวน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ โดยบริเวณปราสาทด้านทิศเหนือ พบทับหลังภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ พระนารายณ์ทรงครุฑ รามเกียรติ์ และรูปบุคคลเหนือหน้ากาล ส่วนบริเวณปราสาทด้านทิศใต้ พบทับหลังเป็นภาพบุคคลนั่งบนหลังโค และบุคคล นั่งในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ณ ปราสาทกู่พระโกนานี้ นับเป็นทับหลังและภาพสลักที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในสยามเทศะ อีกทั้งพบเพียงแห่งเดียวในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความสมบูรณ์งดงามด้วยรูปแบบศิลปะ และยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมเมื่อครั้งแรกสร้าง มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างยิ่ง ทั้งนี้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกู่พระโกนาในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ และประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๒ งาน ๑๖ ตารางวา ปราสาทกู่พระโกนา ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ วัดกู่พระโกนา หมู่ ๒ ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ภายในวัดกู่พระโกนา ประกอบด้วยปรางค์อิฐ ๓ องค์ บนฐานศิลาทราย เรียงจากเหนือ-ใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า-ออกทั้ง ๔ ด้าน ก่อด้วยหินทรายเช่นกัน ประวัติการศึกษาทางโบราณคดีของโบราณสถานกู่พระโกนาเท่าที่ผ่านมา พบว่ากู่พระโกนาแห่งนี้ นายลูเนต์ เดอ ลาจองกีแยร์ (E. Lunet de Lajonquiere) ได้กล่าวถึงในหนังสือเรื่อง บัญชีรายชื่อโบราณสถานในประเทศกัมพูชา เล่ม ๒ (Inventaire descriptif des Monuments du Cambodge, Tome Deuxieme) ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นโบราณสถานในเขตมณฑลอีสาน เมืองสุวรรณภูมิ โดยเรียกชื่อโบราณสถานแห่งนี้ว่า กู่สี่แจง (Ku Si Cheng) เป็นโบราณสถานลำดับที่ ๓๖๑ ในหนังสือเล่มนี้ โดยการศึกษาครั้งนั้น นายลูเนต์ เดอ ลาจองกีแยร์ (E. Lunet de Lajonquiere) ได้ทําการศึกษาผังของโบราณสถานแห่งนี้ พร้อมทั้งเขียนแผนผังโบราณสถานแห่งนี้เอาไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงนําอาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เดินทางไปสํารวจทางโบราณคดีภายในประเทศ ได้ทรงนําคณะร่วมเดินทางไปแวะเยี่ยมชม และสํารวจโบราณสถานกู่พระโกนา กู่พระโกนา ปัจจุบันอยู่ในสภาพที่ถูกดัดแปลง ให้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านก็ได้ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้ขึ้นในชื่อเรื่อง ‘ปรางค์กู่วัดพระโกณา’ ตีพิมพ์ในวารสารโบราณคดี ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๓ ซึ่งนับเป็นงานเขียนที่กล่าวถึงการศึกษากู่พระโกนาเป็นข้อมูลภาษาไทยครั้งแรก บทความของศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงอ้างถึง หนังสือเรื่องบัญชีรายชื่อโบราณสถานในประเทศกัมพูชา เล่ม ๒ ของนายลาจองกีแยร์ที่เคยศึกษาด้านแผนผังเอาไว้เมื่อครั้งก่อน พร้อมทั้งเขียนแผนผังโบราณสถานแห่งนี้ขึ้นใหม่อีกครั้งจากสภาพที่ทรงพบในขณะนั้น โดยอาศัยผังเดิมจากที่นายลาจองกีแยร์ได้เขียนไว้ ซึ่งพอนํามาเปรียบเทียบกันกับของนายลาจองกีแยร์ พบว่ามีสิ่งก่อสร้างภายในเปลี่ยนแปลงไป นั่นคืออาคารทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทประธานได้หายไป ไม่ปรากฏในแผนผังที่หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเขียนขึ้น ลักษณะเด่นของทับหลังที่พบส่วนใหญ่ เป็นรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ออกมาทั้งสองข้างและใช้มือจับท่อนพวงมาลัยนั้นไว้ นั่นเพราะอาคารหลังนี้ได้ถูกรื้อออกไปโดยราษฎรในชุมชน จึงทำให้อาคารทรงสี่เหลี่ยมเหลือเพียงหลังที่อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวปราสาทประธานเท่านั้น นอกจากนี้ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศสกุล ได้ทรงศึกษาเพื่อกำหนดอายุของโบราณสถานแห่งนี้ โดยวิเคราะห์หลักฐานจากลวดลายและภาพสลักของส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่ เช่น เศียรนาค ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบศิลปะขอมแล้ว ทรงสรุปไว้ว่า ปรางค์กู่วัดพระโกนานี้อยู่ในศิลปะขอมสมัยบาปวน ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๕๐–๑๖๕๐ ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ของขอม และคงสร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) เนื่องจากภาพสลักต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่ล้วนเป็นเรื่องเล่าหรือคติในศาสนาพราหมณ์ฮินดูทั้งสิ้น ส่วนการกำหนดอายุสมัยของปราสาทกู่พระโกนานั้น ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงกำหนดอายุสมัยไว้โดยอาศัยลวดลายสลักตามส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ประดับตกแต่งตัวสถาปัตยกรรม เช่น นาคศิลาสลักซึ่งมี ๗ เศียร เป็นนาคเศียรโล้นมีลวดลายข้างหลังเป็นลายก้านต่อดอก แต่มีสิ่งพิเศษในการตกแต่งนาคอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้นคอนาคสลักเป็นศีรษะมังกรกําลังคายนาคอยู่ ทับหลังที่พบก็มีทั้งแบบที่ตกแต่งเป็นลายท่อนพวงมาลัยและตกแต่งเล่าเรื่องราวตอนใดตอนหนึ่งในคัมภีร์ทางคติของศาสนาฮินดู ลักษณะเด่นของทับหลังที่พบส่วนใหญ่เป็นรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้าง และใช้มือจับท่อนพวงมาลัยนั้นไว้ พร้อมทั้งแลบลิ้นออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยมทั้งด้านบนและด้านล่างมีลายใบไม้ประกอบ ไม่มีพวงอุบะมาแบ่งที่เสี้ยวของทับหลัง ส่วนทับหลังที่ตกแต่งเล่าเรื่อง เช่น พระวิษณุทรงครุฑ มีนาคล้อมรอบโดยนาคนั้นมีเศียรโล้น การตกแต่งเสาประดับกรอบประตูแสดงการรักษาลำดับของลวดบัวที่ประดับเสาว่า ลายตรงกลางสำคัญและหนากว่าลายที่เสี้ยว ซึ่งลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า อายุสมัยทางศิลปะของกู่พระโกนานั้นเมื่อเทียบกับศิลปะเขมรโบราณ กำหนดอยู่ในสมัยเดียวกับศิลปะแบบบาปวน มีอายุการสร้างอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๑๕๕๐–๑๖๕๐ ปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง ๔ ทิศ หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค ๖ เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า ส่วนปรางค์อีก ๒ องค์ ได้รับการบูรณะจากทางวัดเช่นกัน ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัดสร้างศาลาครอบ ภายในมีหน้าบันสลักเรื่องรามายณะ และทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่เหนือประตูทางด้านหน้า ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอก ด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล นอกจากนี้ ทางด้านหน้ายังมีทับหลังภาพพระอิศวรประทับบนหลังโค และมีเสานางเรียงด้วย สันนิษฐานว่า กู่พระโกนาเดิมจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงทอดต่อไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำหรือบารายซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓๐๐ เมตร จากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลักและเสากรอบประตู ซึ่งเป็นศิลปะขอมแบบบาปวน มีอายุในราว พ.ศ. ๑๔๖๐–๑๖๓๐ สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ กู่พระโกนามีภาพสลักประดับตามส่วนต่าง ๆ ของปราสาทงดงามน่าชม เช่น ลายบัวแปดกลีบที่อกเลาประตูหลอก (อกเลา คือ ไม้สันคมตรงกลางของประตูหน้าต่าง เพื่อใช้เป็นตัวประกบระหว่างบานประตู) ลายก้านขด/ลายก้านต่อดอกที่เสาซุ้มประตูปราสาท ฯลฯ ถึงแม้โบราณสถานแห่งนี้จะพังทลายตามกาลเวลาและมีการซ่อมแซมในสมัยหลัง แต่ยังมีภาพสลักเล่าเรื่องที่งดงามปรากฏอยู่ เช่น ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ ซึ่งเป็นเรื่องราวการบรรทมของพระวิษณุเหนือพญาอนันตนาคราชเพื่อสร้างโลก ณ เกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนมอันเป็นที่ประทับของพระองค์ โดยตามความเชื่อของฮินดูกล่าวว่า เมื่อโลกถึงกลียุคพระศิวะจะทำลายล้างโลก จากนั้นพระวิษณุ (พระนารายณ์) จะสร้างโลกใหม่โดยกระทำโยคะนิทราจนบังเกิดเป็นดอกบัวทองผุดจากพระนาภี (สะดือ) ภายในดอกบัวมีพระพรหมประทับอยู่และจะทำหน้าที่สร้างโลกต่อไป ภาพสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่กู่พระโกนาพบบนทับหลังด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์เหนือ ซึ่งปัจจุบันปราสาทดังกล่าวมีการสร้างอาคารครอบไว้ ทับหลังของปราสาทองค์นี้มีความพิเศษพบได้น้อยมาก กล่าวคือ เป็นทับหลังซ้อนกัน ๒ ชิ้น สลักแยกกัน ชิ้นที่ ๑ อยู่ด้านล่างมีขนาดใหญ่ สลักภาพบุคคลที่กึ่งกลางทับหลังซึ่งลบเลือนไปแล้วแต่ยังปรากฏท่อนพวงมาลัย/พวงอุบะ และลายพรรณพฤกษา ชิ้นที่ ๒ อยู่ด้านบนมีขนาดเล็กกว่าสลักภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยลักษณะทับหลังที่มี ๒ ชิ้นซ้อนกันแบบนี้นิยมในพุทธศตวรรษที่ ๑๕ แต่พบว่าทับหลังปราสาทบางองค์ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ก็ยังคงปรากฏอยู่ ดังเช่นปราสาทองค์เหนือที่กู่พระโกนาแห่งนี้ ทับหลังด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์เหนือ ปัจจุบันมีการสร้างอาคาร ครอบไว้ ความพิเศษ คือ มีทับหลังซ้อนกัน ๒ ชิ้น สลักแยกกัน ทับหลังชิ้นที่ ๒ ปราสาทองค์เหนือดังกล่าว สลักภาพพระวิษณุ (พระนารายณ์) ๒ กร พระกรซ้ายถือดอกบัว พระกรขวาหนุนพระเศียรขณะบรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราช ๕ เศียร (ช่างสลักให้เห็นเพียง ๓ เศียร อีก ๒ เศียรถูกบังไว้) ที่พระนาภี (สะดือ) มีก้านดอกบัวผุดออกมาและมีพระพรหมประทับอยู่บนนั้น แต่น่าเสียดายที่ภาพสลักส่วนนี้ชำรุด บริเวณปลายพระบาทของพระวิษณุมีพระลักษมีชายาของพระองค์ประทับอยู่ นอกจากนี้ที่ด้านปลายทั้ง ๒ ข้าง สลักรูปหงส์ข้างละ ๒ ตัวอีกด้วย จากลักษณะของนาคเศียรโล้นและรูปแบบการแต่งกายของพระวิษณุ รวมถึงรูปแบบของทับหลังชิ้นที่ ๑ กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ศิลปะแบบบาปวน ร่วมสมัยกับปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทสด๊กก็อกธม จังหวัดสระแก้ว ปราสาทบ้านพลวง จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ ทับหลังชิ้นที่ ๑ สลักภาพบุคคลที่กึ่งกลางทับหลังซึ่งลบเลือนไปแล้ว ส่วนทับหลังชิ้นที่ ๒ สลักภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ เมื่อพิจารณาจากรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นปราสาทที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ตามอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าทั้ง ๓ ในลัทธิตรีมูรติของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ ผังกู่พระโกนามีลักษณะเดียวกับกู่กาสิงห์ ที่ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างภายในกำแพง ได้แก่ กลุ่มปราสาท ๓ หลัง สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน และอาคารบรรณาลัยทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มปราสาท ส่วนนอกกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสระน้ำ ลักษณะสถาปัตยกรรมกลุ่มปราสาท ๓ หลัง สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ใช้หินทรายและอิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง โดยวางตัวเรียงกันไปในแนวทิศเหนือ-ใต้ ปัจจุบันปราสาทหลังกลางได้ดัดแปลงสภาพให้เป็นเจดีย์ทรงมณฑปในผังย่อมุมไม้สิบสอง มีซุ้มโค้งประดิษฐานพระพุทธรูปมารวิชัยทั้งสี่ด้าน เหนือมณฑปเป็นชั้นลดเรียงหลั่นกันขึ้นไป ๕ ชั้น บริเวณมุมของชั้นลดประดับกลีบขนุน ต่อจากชั้นลดเป็นองค์ระฆังขนาดเล็กที่เหนือขึ้นไปเป็นปล้องไฉนและปลียอด ปราสาทอิฐทิศเหนือถูกรบกวนด้วยการสร้างกุฏิสมัยใหม่ทับลงบนฐานปราสาทเดิม ส่วนปราสาทอิฐทิศใต้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด พบทับหลังและเสาประดับกรอบประตูทำด้วยหินทราย สำหรับบรรณาลัยปรากฏเฉพาะส่วนฐาน ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ต่อมุขออกมาทางด้านทิศตะวันตก เพื่อใช้เป็นทางเข้าที่ปัจจุบันได้ก่อสร้างหอระฆังทับด้านบน ลักษณะกำแพงเป็นกำแพงศิลาแลงในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกที่ก่อเป็นรูปกากบาท (โคปุระ) โดยก่อมุขยาวด้านนอกและมุขที่สั้นกว่าด้านในกำแพง บริเวณกึ่งกลางกำแพงทางทิศเหนือและทิศใต้มีห้องในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูด้านในกำแพง ส่วนด้านนอกทำเป็นซุ้มประตูหลอก ส่วนสระน้ำที่อยู่นอกกำแพงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปัจจุบันถูกขุดลอกและปรับให้เป็นแหล่งน้ำสาธารณะ จากหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่าเดิมคงจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงจากประตูด้านหน้าไปยังสระน้ำ สำหรับการสำรวจและศึกษาชุมชนรอบโบราณสถานกู่พระโกนา ซึ่งทำการกำหนดจุดศึกษาซึ่งมีพื้นที่โดยรอบ ๆ โบราณสถานกู่พระโกนา ได้แก่ บ้านกู่ บ้านหนองหว้า บ้านน้อย เพื่อหาร่องรอยหลักฐานร่วมสมัยกับโบราณสถานกู่พระโกนา ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในวัฒนธรรมแบบเขมรโบราณสมัยบาปวน อายุราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๖–ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๑๗ จากการสำรวจพบแหล่งข้อมูลจำนวน ๑๘ แห่ง โดยสามารถจัดแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม จากการพิจารณาตรวจสอบจากตำแหน่งที่ตั้งและความสำคัญของหลักฐานที่พบ คือ ๑. กลุ่มที่มีอายุร่วมสมัยหรืออาจร่วมสมัยกับโบราณสถานกู่พระโกนา ๔ แห่ง คือ หนองสา / บ่อน้ำดื่มที่หนองแล้ง บ้านหนองหว้า / ท่าแจ้ง และถนนโบราณที่เชื่อมระหว่างโบราณสถานกู่พระโกนากับลำน้ำกุดยาง ๒. กลุ่มที่ถูกสร้างขึ้นสมัยชุมชนวัฒนธรรมลาว ๓ แห่ง คือ หลักบือบ้านหมู่บ้านกู่ / หลักบือบ้าน หมู่บ้านหนองหว้า / ที่ประดิษฐานนางนอนดาย ๓. กลุ่มที่ยังคลุมเครือ ยังไม่สามารถจัดลำดับอายุสมัยได้ ๑๑ แห่ง คือ บ่อน้ำดื่มประจำหมู่บ้านกู่ / หนองไฮ / สวนยายกอง / พื้นที่เคยขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สวนตาฤทธิ์ / พื้นที่เคยขุดพบภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกบ้านคุณครูพรทิพย์ / หนองน้อย / หนองหว้า / บ่อน้ำดื่มโบราณประจำหมู่บ้านหนองหว้า / กอนกลาง / โนนหัวคน และโพนกุลา รายละเอียดของโบราณสถานปราสาทกู่พระโกนา ประกอบไปด้วยกลุ่มสิ่งปลูกสร้าง ๕ ส่วนด้วยกัน (๑.) กลุ่มปรางค์ประธาน ประกอบด้วยปราสาท ๓ หลังตั้งบนฐานไพทีเดียวกันมีทางเข้าด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออก ปราสาททั้งหมดตั้งเรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ + ปราสาทองค์กลาง ปรากฏร่องรอยของส่วนก่อสร้างเดิม มีเพียงส่วนฐานเท่านั้น ส่วนตัวเรือนธาตุปราสาทตลอดจนถึงเรือนยอด ได้ถูกดัดแปลงเพิ่มเติมในยุคหลัง เปลี่ยนจากสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณ กลายเป็นสถูปที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ธาตุ ตามแบบวัฒนธรรมลาวล้านช้าง ซึ่งก่อขึ้นเป็นชั้นๆ และตกแต่งด้วยซุ้มพระพุทธรูปประจำทิศ ปราสาทแห่งนี้ได้ถูกดัดแปลงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นอกจากนี้ด้านหน้าของปราสาทยังมีการก่ออาคารคอนกรีตทรงสี่เหลี่ยมมุงหลังคาเชื่อมต่อกับด้านหน้าของปราสาททำเป็นวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาทและรูปเคารพทางพระพุทธศาสนา ด้านหน้าของวิหารมีเศียรพญานาคประดับข้างบันไดทางขึ้นข้างละเศียร โดยเศียรด้านขวามือทางขึ้น เป็นของโบราณซึ่งแต่เดิมประดับอยู่หน้าประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกด้านนอกกำแพง อยู่ตำแหน่งขวามือของทางเดินเข้า แต่เจ้าอาวาสวัดให้ขุดและสกัดตัดเอาส่วนเศียรมาประดับไว้ด้านข้างของบันไดทางขึ้นวิหาร ส่วนเศียรด้านซ้ายเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ให้คู่กันแต่มีขนาดใหญ่กว่า แกะสลักโดยนายช่างท้องถิ่น ชื่อ นายวิเชียร อิ่มน้ำคำ + ปราสาทด้านทิศเหนือ ส่วนฐานถูกเทพื้นคอนกรีตทับ เหลือส่วนที่สมบูรณ์คือตัวเรือนปราสาทเท่านั้น ส่วนเรือนยอดได้พังทลายลงมา ตัวของปราสาทองค์นี้ มีการสร้างอาคารมุงหลังคาครอบทับ ซึ่งทำโดยราษฎรในท้องที่ เพื่อใช้เป็นกุฏิที่จำวัดของเจ้าอาวาสวัดกู่พระโกณา แต่ปัจจุบันผนังของตัวอาคารได้ทุบออกไปและเลิกใช้เป็นกุฏิแล้ว เหลือเพียงตัวหลังคาที่มุงครอบปราสาทอยู่ ปราสาทองค์กลาง ตัวเรือนธาตุปราสาทตลอด จนถึงเรือนยอดได้ถูกดัดแปลงเพิ่มเติมในยุคหลัง ปราสาทหลังนี้มีประตูทางเข้าด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออก ส่วนอีกทั้งสามด้านทำเป็นประตูหลอก ด้านทิศตะวันออกของตัวปราสาทปรากฏส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดกว่าบริเวณอื่น คือมีเสาประดับกรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลังสลักเป็นรูปหน้ากาลจับขาสิงห์สองตัวคายท่อนพวงมาลัย แต่ส่วนที่เป็นหน้ากาลได้ชำรุดและหักหายไป เหนือแผ่นทับหลังขึ้นไปเป็นแผ่นหินสลักประดับเหนือทับหลัง เป็นรูปวิษณุอนันตศายินปัทมนาภะ หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ทรงประทับเหนือพระยาอนันตนาคราชสามเศียรแบบเศียรโล้นแผ่พังพาน องค์พระนารายณ์มีสองพระหัตถ์ พระหัตถ์ซ้ายถือปัทมะ (ดอกบัว) พระหัตถ์ขวาประคองพระเศียรไว้ ที่พระนาภีมีร่องรอยของการสลักเป็นรูปดอกบัวผุดออกมา แต่ชำรุดหักหายไป ซึ่งถ้ามีการพบแบบสมบูรณ์คงปรากฏเป็นรูปพระพรหมประทับอยู่บนดอกบัวที่ผุดออกมาจากพระนาภี เบื้องปลายพระบาทปรากฏรูปสตรีคือพระลักษมีชายาของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ นั่งอยู่ในท่าปรนนิบัติ ที่มุมด้านซ้ายและด้านขวาของนารายณ์บรรทมสินธุ์แกะสลักเป็นรูปหงส์ด้านละ ๒ ตัว แผ่นทับหลัง สลักเป็นภาพขบวนมีบุคคลนั่งบนสัตว์พาหนะรูปโค แผ่นทับหลัง สลักเป็นภาพขบวนมีบุคคลนั่งบนสัตว์พาหนะรูปโค ถัดขึ้นไปจากนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นลวดลายของส่วนหน้าบัน แกะสลักเป็นเรื่องราวในรามายณะตอนพญาสุครีพกำลังต่อสู้กับพญาพาลี ประตูทางด้านทิศเหนือของปราสาท ปรากฏร่องรอยของการขึ้นแผ่นทับหลังวางเหนือกรอบประตูหลอกไว้ โดยยังคงทำเป็นโกลนไว้บางส่วนแต่ยังแกะสลักไม่เสร็จ ประตูหลอกทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทพบแผ่นทับหลังหนึ่งแผ่นตกอยู่ใกล้กับตัวปราสาท สลักเป็นรูปพระวิษณุทรงครุฑยุดนาค ตัวครุฑไม่มีแขนแต่แกะเป็นปีกแทน พระวิษณุมี ๒ กร ทรงถืออาวุธคล้ายตรีศูล ส่วนประตูหลอกทางด้านทิศใต้เหลือเพียงประตูหลอก + ปราสาทด้านทิศใต้ เป็นปราสาทที่ยังคงสภาพดั้งเดิมมากที่สุด ฐานล่างสุดก่อด้วยศิลาแลง ตัวเรือนปราสาทยังเรือนยอดก่อด้วยอิฐ แต่อยู่ในสภาพพังทลายลงมาบ้างแล้ว มีประตูทางเข้าด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออก อีกทั้งสามด้านทำเป็นประตูหลอก ด้านทิศเหนือของปราสาท เหนือประตูหลอกมีทับหลังประดับสลักเป็นภาพบุคคลนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาลพระเศียรของบุคคลในซุ้มเรือนแก้วได้ชำรุดหักหายไป ตัวหน้ากาลที่คายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้าง ปัจจุบันด้านหน้าประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกของปราสาทองค์นี้ได้มีการก่ออาคารคอนกรีตไว้ด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสวัด (๒.) บรรณาลัย อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงมีประตูทางเข้าด้านเดียวคือด้านทิศตะวันตก เป็นสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน สภาพปัจจุบันของบรรณาลัยได้พังทลายลงมาบางส่วน เหลือผนังที่สมบูรณ์ทางด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ด้านหน้าของกรอบประตูทางเข้ามีแผ่นทับหลังตกอยู่หนึ่งแผ่น แกะสลักเป็นภาพขบวนมีบุคคลนั่งบนสัตว์พาหนะรูปโค ด้านหน้าและด้านหลังมีบุคคลถือเครื่องสูง จากเรื่องราวดังกล่าวสันนิษฐานว่าเป็นภาพแกะสลักตอนอุมามเหศวร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระศิวะประคองพระอุมาประทับบนโคนนทิ (๓.) ซุ้มประตู (โคปุระ) มีประตูทางเข้าสองทาง คือด้านทิศตะวันออกและด้านทิศตะวันตกเชื่อมกำแพงแก้ว โดยช่องทางเข้าได้เจาะช่องกึ่งกลางของผนังกำแพงด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออกกำหนดเป็นทางเข้าสู่ตัวปราสาท ด้านบนของประตูมีทับหลังเป็นรูปเทพอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว มีบุคคลยกสตรีถวายสันนิษฐานว่าเป็นตอนท้าวหิมวัติถวายพระนางปารวตีหรือพระอุมาแด่แก่พระศิวะ ด้านล่างเทพมีตัวหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้างและใช้มือจับท่อนพวงมาลัยนั้นไว้พร้อมแลบลิ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม (๔.) กำแพงแก้ว กลุ่มปราสาทประธานและบรรณาลัยล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมกับซุ้มประตูทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก กำแพงแก้วยังคงสภาพเดิม ส่วนฐานและตัวกำแพงก่อด้วยอิฐ ที่กลางแนวกำแพงแก้วด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ก่อเป็นห้องมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลาย ห้องกำแพงด้านทิศเหนือใช้เป็นทางเข้าสู่ปราสาท (๕.) บาราย ห่างจากปราสาทออกไปทางด้านทิศตะวันออกจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า หนองสา ซึ่งสันนิษฐานว่า คือบารายประจำโบราณสถานกู่พระโกนา สภาพปัจจุบันกลายเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาของชุมชนบ้านหนองหว้า จากตำแหน่งของผังโบราณสถานกู่พระโกณาที่ทางเดินจากประตูด้านหน้าทอดยาวมาสู่ตัวหนองน้ำโดยตรง อันแสดงถึงความสัมพันธ์ในการกำหนดผังการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกัน อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ตั้งข้อสังเกตถึงกู่พระโกนา จังหวัดร้อยเอ็ด ว่ามีการเก็บน้ำโดยก่อบารายยกขึ้นเหนือจากผิวดินขนาดสูงท่วมหัว โดยนำน้ำที่เทจากที่สูงในช่วงน้ำหลากนำมาเก็บไว้ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับบารายของพระนครวัด และชุมชนนี้ยังพบคันดินมากมายเลยไปถึงกู่กาสิงห์ คันดินนี้ชะลอน้ำไว้ใช้ ทั้งยังพบทำนบเก่า ๆ เลยขึ้นไปเป็นลำน้ำเสียว บริเวณดังกล่าวเคยเป็นแหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่ และมีการส่งสินค้าไปยังเขมรต่ำด้วย วัฒนธรรมทุ่งกุลากับนาทาม เป็นประเด็นที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ไปร่วมสัมมนากับโครงการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำชีของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยได้สรุปวิเคราะห์องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับทุ่งกุลาร้องไห้ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในลุ่มน้ำชีเป็น ๒ อย่าง อย่างแรก ทำให้สามารถวิเคราะห์การตั้งถิ่นฐานของผู้คนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราชออกเป็น ๓ บริเวณคือ บริเวณตอนเหนือ อันเป็นที่ลาดและที่ราบขั้นบันไดของลำน้ำชี ที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และยโสธร บริเวณตอนกลาง ที่เป็นที่ราบต่ำน้ำท่วมถึง ที่อยู่บริเวณริมฝั่งเหนือของลำน้ำมูลจนถึงบริเวณฝั่งใต้ของลำน้ำชี ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี และบริเวณตอนใต้ อันเป็นที่ลาดแต่เทือกเขาพนมดงเร็กลงมาจนถึงที่ราบขั้นบันไดต่ำทางฝั่งใต้ของลำน้ำมูล ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี ทั้งสามบริเวณนี้ แม้ว่าจะมีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เหมือนกัน แต่ก็มีพัฒนาการทางอารยธรรมต่างกัน จากหลักฐานทางโบราณคดี บริเวณตอนเหนือมีความเคลื่อนไหว และพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับจีนใต้ เวียดนาม และอินเดียมากกว่าเพื่อน รองลงมาคือบริเวณตอนใต้ของแม่น้ำมูลจนถึงเทือกเขาพนมดงเร็กที่มีพัฒนาการเกี่ยวข้องกับอารยธรรมทวารวดีและขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกัมพูชาตั้งแต่สมัยทวารวดี-ลพบุรีลงมา เพียงแต่เมืองพิมาย ในเขตทุ่งสำริดเท่านั้น ในขณะที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้และบริเวณทุ่งราศีไศลอยู่ในสภาพล้าหลังเรื่อยมา....’ บาราย ห่างจากปราสาทออกไปทางด้านทิศตะวันออกจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่าหนองสา ที่มา: Facebook กู่พระโกนา ประเพณีฝังศพครั้งที่สอง สืบเนื่องเรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคต้นประวัติศาสตร์ที่มีวัฒนธรรมทวารวดี เจนละ และลพบุรีผ่านเข้ามา การมองภูมิวัฒนธรรมด้วยรูปแบบลักษณะของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งอาจารย์ศรีศักร ได้ขยายความถึงความสืบเนื่องว่า ‘….ความเป็นท้องถิ่นของทุ่งกุลานั้น เห็นได้จากการเป็นบริเวณท้องทุ่งราบที่มีน้ำท่วมถึงในฤดูฝน แต่กลับแห้งแล้งเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าและทรายในฤดูแล้ง ลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนมนุษย์ในบริเวณนี้ ก็ไม่ใช่ลำน้ำมูลและลำน้ำชี หากเป็นลำน้ำลำห้วยสายเล็กๆ ที่ไหลมาจากที่สูงทางฝั่งใต้ของลำน้ำชี ผ่านท้องทุ่งกุลาไปรวมกับลำน้ำมูลทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเพณีฝังศพครั้งที่สองในยุคนี้ก็คือ เป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีกับบรรดาหม้อหรือไหที่บรรจุอัฐิคนตาย หลังจากการเผาศพแล้ว ของผู้คนที่นับถือพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ในสมัยทวารวดีและลพบุรี หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ประเพณีการฝังอัฐิในหม้อ ไห รวมทั้งตามสถูปธาตุนั้นก็คือประเพณีฝังศพครั้งที่สองเช่นเดียวกัน เมืองสำคัญในสมัยทวารวดีและเจนละหลายแห่งที่อยู่บริเวณตอนบนของทุ่งกุลาร้องไห้ นับตั้งแต่เมืองจำปาขัณฑ์ ในเขตบ้านตาเณร อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และเมืองโบราณที่บ้านบึงแก บ้านดงเมืองเตย และบ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม และบ้านเมืองเพีย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น ล้วนเป็นชุมชนเมืองที่มีพัฒนาการมาจากชั้นดินทางวัฒนธรรม ในยุคเหล็กตอนปลายที่สัมพันธ์กับประเพณีฝังศพครั้งที่สองที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น การเติบโตของบรรดาเมืองตั้งแต่สมัยทวารวดี เจนละ และลพบุรีเหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่สัมพันธ์กับการผลิตเกลือและเหล็กอย่างชัดเจน อย่างเช่นเมืองที่ดงเมืองเตย นอกจากมีฐานปราสาทสมัยเจนละ และศิลาจารึกที่กล่าวถึงกษัตริย์ในตระกูลเสนะแล้ว ยังเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแหล่งถลุงเหล็กอีกด้วย หรือเมืองนครจำปาขัณฑ์ที่อำเภอสุวรรณภูมิก็ตั้งอยู่ท่ามกลางแหล่งผลิตเกลือ ที่มีการส่งผ่านไปตามเส้นทางคมนาคม ผ่านกู่พระโกนาและทุ่งกุลาร้องไห้เข้าสู่เขตจังหวัดสุรินทร์ ผ่านช่องเขาไปเขตเขมรต่ำในประเทศกัมพูชา ในขณะที่เมืองนครจำปาศรีที่อำเภอนาดูนตั้งอยู่บนเส้นทางที่แยกจากกู่พระโกนาไปทางตะวันตก ไปตามลำเตา ผ่านกู่กาสิงห์ เมืองบัว ขึ้นไปจนถึงนครจำปาศรี ซึ่งมีกู่น้อยและกู่สันตรัตน์ที่เป็นศาสนสถานแบบขอมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และต่อจากนครจำปาศรีก็มีเส้นทางขึ้นไปยังลุ่มน้ำชีในเขตจังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น และอุดรธานี ตามเส้นทางดังกล่าวนี้ มีร่องรอยปราสาทขอมเป็นระยะ ๆ ไป บรรดาชุมชนใหญ่น้อยตามเส้นทางนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กับการถลุงเหล็กและทำเกลือด้วยกันทั้งนั้น และหลาย ๆ แห่งที่พัฒนาขึ้นตามเส้นทางนี้ก็มีความสัมพันธ์กับการฝังศพครั้งที่สอง เช่นที่พบในเขตทุ่งกุลาในชั้นดินทางวัฒนธรรมชั้นบน ๆ ประเพณีฝังศพครั้งที่สอง มีมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ สืบเนื่องเรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคต้นประวัติศาสตร์ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้แม้ว่าจะเป็นชายขอบทางวัฒนธรรมของบรรดารัฐและบ้านเมืองที่อยู่โดยรอบ แต่ก็มีความเจริญเป็นบ้านเป็นเมืองร่วมสมัย ที่มีฐานความเจริญมาจากการผลิตเกลือและเหล็กอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยยุคเหล็กลงมาจนถึงสมัยลพบุรี หลังจากนั้นแล้วบ้านเมืองก็ซบเซาลง น่าจะมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนลงไปสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและบริเวณทะเลสาบเขมรในประเทศกัมพูชา ความเป็นบ้านเมืองที่มีชุมชนกระจายอยู่มากอย่างแต่ก่อนก็ลดน้อยลง เกิดบ้านเมืองร้างหลายแห่ง ในขณะที่หลาย ๆ แห่งก็มีการอยู่อาศัยอย่างสืบเนื่อง อันเนื่องจากมีคนกลุ่มใหม่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน แต่ก็มักจะสร้างบ้านเรือนทับบนชุมชนเก่า ๆ โดยอาศัยความเหมาะสมของถิ่นฐานที่อยู่ที่ทำกิน รวมทั้งแหล่งน้ำและการชลประทานที่เคยมีมาแต่เดิมเป็นพื้นฐาน สภาพปัจจุบันของโบราณสถานกู่พระโกนา ที่มา: Facebook กู่พระโกนา ทุกวันนี้ ผู้คนที่อยู่ในทุ่งกุลาคือกลุ่มชนที่มีการผสมผสานของกลุ่มชาติพันธุ์กุย (หรือที่เรียกว่าพวกส่วย) เขมร และลาว ดูเหมือนพวกกุยหรือส่วยน่าจะเป็นพวกเดิม ๆ ที่อาจเข้ามาตั้งถิ่นฐานช้านานกว่ากลุ่มอื่น ๆ ก็ได้ เพราะเห็นได้จากเรื่องราวในตำนานที่เกี่ยวกับผู้นำทางวัฒนธรรม และประเพณีพิธีกรรมในระบบความเชื่อ ที่กลายเป็นของส่วนรวมในท้องถิ่น อย่างเช่นเชียงศรี ซึ่งเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมของคนส่วยนั้นก็ได้ถูกยกย่องเป็นเจ้าศรีนครเตา ที่พวกลาวเคารพกราบไหว้ และสร้างตำนานและประเพณีพิธีกรรมให้บรรดาลูกหลานได้กระทำในฤดูเทศกาล ในบรรดาคนทุ่งกุลาในปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้ดำรงชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนได้เสมอมา ก็คือการตั้งถิ่นฐานบนแหล่งชุมชนเดิม และพัฒนาการจัดการในเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือการสร้างทำนบน้ำเพื่อการแบ่งน้ำ กักน้ำในการเพาะปลูก ที่ล้วนต่อยอดมาจากระบบที่เคยมีมาแต่โบราณทั้งสิ้น….’ สำหรับสภาพปัจจุบันของโบราณสถานกู่พระโกนา ซึ่งประกอบด้วยปรางค์อิฐ ๓ องค์บนฐานศิลาทรายเรียงจากเหนือถึงใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกําแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า–ออก ทั้งปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง ๔ ทิศ หน้าปรางค์องค์กลาง ชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาท ประดับเศียรนาค ๖ เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า ส่วนปรางค์อีก ๒ องค์ได้รับการบูรณะจากทางวัด แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง ส่วนปรางค์องค์ทิศเหนือ ทางวัดสร้างศาลาครอบ ภายในมีหน้าบันสลักรามายณะและประทับสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ที่เดิมคือเหนือประตูทางด้านหน้า ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่า ในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นที่พื้นเป็นภาพพระอิศวรประทับบนหลังโคและมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาเดิมคงจะมีสะพานนาคและทางเดินประทับเสานางเรียงทอดต่อจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำหรือบาราย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓๐๐ เมตร บทวิเคราะห์ตัวโบราณสถานกู่พระโกนา ผลจากการดัดแปลงต่อเติมของราษฎรกลุ่มใหม่ที่อพยพเข้ามาในพื้นที่ โดยเข้ามาใช้กู่พระโกนาเป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นต้นมา ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่พบจากการศึกษาตัวโบราณสถาน คือ ปราสาทองค์ด้านทิศใต้ที่เห็นว่าคงสภาพดั้งเดิมมากที่สุด คือ ยังไม่ได้ต่อเติมอะไรมาก แต่จากการสังเกตถึงร่องรอยที่ปรากฏอยู่พบว่า ปราสาทองค์นี้ก็ได้รับการซ่อมแซมมาแล้วโดยมีการนําอิฐไปซ่อมแซมส่วนที่หายไปและฉาบปูนตําแบบโบราณทับอีกที ดังเห็นได้จากการเรียงอิฐที่เรียงไม่สมานกันและการตกแต่งบางอย่างที่ปะปนเข้าไปไม่ใช่ลวดลายหรือลักษณะทางศิลปะเขมรโบราณ เช่น นาคปูนปั้นที่ประดับอยู่เหนือประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก และเสาติดผนังที่ก่อด้วยอิฐ การเสริมแผ่นไม้รองอิฐที่ก่อขึ้นเหนือประตูแทนที่จะเป็นทับหลัง รวมถึงการฉาบปูนทับผิวนอกของตัวปราสาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวปราสาทองค์ด้านทิศใต้องค์นี้ก็ได้รับการดัดแปลงตกแต่งโดยช่างท้องถิ่นในภายหลังด้วยเช่นกัน ไม่ใช่องค์ปราสาทที่มีความเป็นดั้งเดิมโดยไม่ได้รับการซ่อมแซมดัดแปลงเลย อีกทั้งหากสังเกตเปรียบเทียบระหว่างปราสาทองค์ทิศเหนือกับทิศใต้ จะพบว่าการก่อสร้างปราสาทอาจไม่ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์เลยทั้งสองหลัง เนื่องจากร่องรอยของการตกแต่งลวดลายการประดับตัวสถาปัตยกรรมก็ยังไม่แล้วเสร็จเป็นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยกตัวอย่าง ทั้งเสาติดผนัง เสากรอบประตู ทับหลัง ส่วนใหญ่มีร่องรอยแสดงให้เห็นว่ายังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตกแต่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องด้วยกู่พระโกนาได้ถูกดัดแปลงสภาพจากเทวสถานแบบฮินดูให้เป็นพุทธสถานแบบเถรวาทในคติทางวัฒนธรรมแบบลาว ดังเช่นตัวปราสาทองค์กลางถูกแปลงเป็นธาตุเจดีย์ และมีการใช้งานประกอบพิธีกรรมจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่ได้รับการขุดแต่งบูรณะด้วยหลักวิชาทางโบราณคดีที่ถูกต้อง การศึกษารายละเอียดที่ลึกซึ้งในตัวปราสาทจึงทำได้ยากมาก เพราะตัวโบราณสถานถูกสงวนให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ห้ามรุกล้ำ อีกทั้งมีการซ่อมแซมต่อเติมกันเอง โดยการนําของเจ้าอาวาสและกลุ่มผู้สนับสนุนจึงทำให้โบราณศาสนสถานแห่งนี้ถูกเปลี่ยนสภาพทางศิลปกรรมอย่างหนัก และการดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ทางความเชื่อของราษฎรในพื้นที่ ทำให้หลักฐานทางโบราณคดีหลายชิ้นถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดาย อ้างอิง ‘วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้’ โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๙ ฉบับ ๒ เมษายน - มิถุนายน ปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ‘วัฒนธรรมทุ่งกุลากับนาทาม’ โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เปิดประเด็น: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๔๐ เดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ 'กู่พระโกนา' กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'เอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่โบราณสถานวัดกู่พระโกนา อุบลราชธานี' สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๘ อุบลราชธานี ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ 'รูปเคารพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ในประเทศไทย' กษมา เกาไศยานนท์ เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ 'การสำรวจและศึกษาชุมชนรอบโบราณสถานกู่พระโกนา ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด' วัฒนรัชต์ แสนสุพันธ์ การค้นคว้าอิสระ หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ‘แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของวัดกู่พระโกนา’ ตําบลสระคู อําเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด’ โดย พระอธิการธีรศักดิ์จกฺกวโร (เวียงสมุทร) วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปี พ.ศ. ๒๕๖๒
- ปราสาทสด๊กก๊อกธม นัยยะบ่งชี้ความแตกต่างระดับโครงสร้างข้างบน อันเป็นเรื่องของศาสนา การเมือง และสถาบันกษัตริย์แบบศาสนาฮินดูและพุทธ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ปราสาทสด๊กก๊อกธม ทางเดินที่มีเสานางเรียง ผ่านโคปุระ เข้าไปสู่ปราสาทประธาน ปราสาทสด๊กก๊อกธม อยู่ห่างจากชายแดนประเทศไทย - ประเทศกัมพูชา เป็นระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร เดิมเรียกว่าปราสาทเมืองพร้าว ต่อมาเรียกว่า ปราสาทสด๊กก๊อกธม คำว่า สด๊กก๊อกธม เป็นภาษาเขมร คำว่า สด๊ก มาจากคำว่า สด๊อก แปลว่า รก ทึบ คำว่า ก๊อก แปลว่า ต้นกก และคำว่า ธม แปลว่า ใหญ่ ดังนั้น สด๊กก๊อกธม จึงแปลว่า รกไปด้วยต้นกกขนาดใหญ่ เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ขณะนั้นจังหวัดสระแก้วยังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี และแถบชายแดนตะวันออกติดกับ ราชอาณาจักรกัมพูชายังระอุด้วยไฟสงครามของอุดมการณ์ทางการเมือง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เคยได้ออกสำรวจปราสาทสด๊กก๊อกธม พร้อมกับกลุ่มนักศึกษาโบราณคดีในยุคนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการสำรวจยุคแรกๆ ที่เป็นไปตามหลักระเบียบวิธีวิจัยทางวิชาการของไทย ปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นโบราณสถานขอมที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เพื่อใช้ประดิษฐานรูปเคารพและใช้ประกอบพิธีกรรมตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ทั้งนี้คำว่า ‘สด๊กก๊อกธม’ นั้น หมายถึง ‘เมืองที่มีต้นกกขึ้นรกในหนองน้ำใหญ่’ และในปัจจุบันเค้าลางของความหมายนี้ ก็ยังพอมองเห็นได้จากหนองน้ำใหญ่ที่น่าจะเป็นร่องรอยของอดีตตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก หนองน้ำขนาดใหญ่บริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม บรรณาลัยภายในเขตปราสาทสด๊กก๊อกธม อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว มีอายุกว่า ๙๐๐ ปี กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ แต่เนื่องจากภัย-ธรรมชาติและการสู้รบตามแนวชายแดนทำให้ปราสาทแห่งนี้รกร้างยาวนาน ในพุทธศักราช ๒๕๓๘ - ๒๕๕๓ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาปราสาทสด๊กก๊อกธม โดยดำเนินงานทางโบราณคดี และบูรณะปราสาทด้วยวิธีอนัสติโลซิส (Anastylosis) ซึ่งเป็นวิธีประกอบรูปโบราณสถานขึ้นจากซากปรัก-หักพัง ให้กลับมามีสภาพที่รักษาความเป็นของแท้และดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด ตัวปราสาทสด๊กก๊อกธม ก่อด้วยหินทรายมีโคปุระ หรือซุ้มประตูเหลืออยู่เพียงด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเท่านั้น ภายในระเบียงคดมีบรรณาลัยก่อด้วยหินทราย ๒ หลังอยู่หน้าปราสาทหลังกลางซึ่งเป็นปรางค์ประธาน ส่วนด้านนอกปราสาททางทิศตะวันออก มีสระน้ำขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมและมีถนนปูด้วยหินจากตัวปราสาทไปจนถึงสระน้ำ ปราสาทนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้วยความเชื่อที่ว่าทิศตะวันออกเป็นทิศแห่งพลังแสงสว่างและสิริมงคล ส่วนทิศตะวันตกเป็นทิศแห่งความตาย นอกจากนี้ ผังปราสาทยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องจักรวาลของศาสนาฮินดู โดยมีเขาพระสุเมรุอยู่กึ่งกลางล้อมด้วยห้วงน้ำมหึมา เมื่อเดินเข้าโคปุระด้านทิศตะวันออกของกำแพงแก้ว ผ่านคูน้ำและระเบียงคดเข้าไป จะเท่ากับได้เข้าสู่ใจกลางจักรวาล ซึ่งปรางค์ประธานเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยเสาเป็นปริมณฑลบ่งบอกว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์สูงสุด และภายในปรางค์ประธานนั้น เดิมเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ หนึ่งในเทพสูงสุดสามองค์ของฮินดู ปัจจุบันเหลือแต่เพียงฐานโยนีเท่านั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของปราสาทสด๊กก๊อกธม คือการค้นพบศิลาจารึก ๒ หลักที่จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงอายุการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ทั้งยังบอกถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างจารึกหลักที่ ๒ ด้วยว่า พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ได้ปฏิสังขรณ์ปราสาทเมื่อปี พ.ศ. ๑๕๙๕ และกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมได้เป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นผู้นำศาสนาคอยให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและกษัตริย์ รวมทั้งประวัติสายสกุลพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีเทวราชา การปฏิบัติพระเทวราชและรูปเคารพ การสร้างหมู่บ้าน การบุญต่างๆ ในศาสนา เป็นต้น โดยปัจจุบันจารึกทั้ง ๒ ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร การศึกษาเรื่องราวของปราสาทสด๊กก๊อกธมนั้น จากวิทยานิพนธ์ ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม : ปราสาทเขมรทรงพุ่มรุ่นแรกในประเทศไทย’ โดย ราฆพ บัณฑิตย์ ได้ให้ข้อมูลถึงรายละเอียดการวิจัยจากหลักฐานที่ปรากฏในข้อความจากศิลาจารึกสด๊กก๊อกธม ๑ ซึ่งได้ระบุศักราช พ.ศ. ๑๔๘๐ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ กล่าวถึงการกัลปนาข้าทาสให้แก่ศาสนสถานซึ่งตั้งยู่ที่ภัทรปัฏนะ ครั้นต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกทำลายลงจวบจนถึงปี พ.ศ. ๑๕๙๕ ข้อความศิลาจารึกสด๊กก๊อกธม ๒ ระบุถึงการฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้อีก โดยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ เพื่อประทานแก่พราหมณ์สทาศิวะผู้เป็นพระอาจารย์และเกี่ยวดองเป็นพระญาติ พร้อมทั้งให้สร้างศาสนสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า ‘ภัทรนิเกตน’ จากการกำหนดโครงสร้างทางศิลปกรรมนั้น ได้พบหลักฐานที่สำคัญที่สนับสนุนให้ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ซึ่งเคยถูกทำลายจากผลของระเบิดและการโจรกรรมขนย้ายโบราณวัตถุ สิ่งนั้นคือ กลีบขนุนรูปนาค ซึ่งใช้เป็นส่วนประดับที่สำคัญของโครงสร้างที่ชี้ให้เห็นถึงการคลี่คลายและพัฒนารูปแบบของทรงปราสาทประธานที่เคยประดับด้วยปราสาทจำลองมาสู่ปราสาททรงพุ่ม ศิลาจารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม ๒ ระบุว่าปฏิสังขรณ์ปราสาทเมื่อปี พ.ศ. ๑๕๙๕ แผนผังจำลองปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งที่ผ่านมาเคยทราบกันว่าปราสาทหินพิมายที่มีอายุอ่อนกว่าปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ เป็นปราสาททรงพุ่มหลักแรกในศิลปะเขมร แต่ผลจากการศึกษาครั้งนี้เองจึงทำให้ทราบว่านอกเหนือจากปราสาทหินพิมายแล้ว ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ควรที่จะให้อยู่ในกลุ่มปราสาทศิลปะเขมรในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นทรงพุ่มรุ่นแรกด้วยเช่นกัน สำหรับคติการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธม เป็นคติการจำลองจักรวาลของการสร้างศาสนสถานรับผ่องถ่ายความเชื่อที่วัฒนธรรมเขมรรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดีย โดยเชื่อว่าการสร้างศาสนสถานสำหรับเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เปรียบเหมือนเป็นที่สถิตของเทพเจ้า คือ เขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาล โดยตัวศาสนสถานมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้แทนความหมายของภูมิจักรวาล เช่น ปราสาทประธานแทนเขาพระสุเมรุ สระน้ำแทนมหาสมุทรทั้งสี่ การสร้างศาสนสถานเป็นการจำลองจักรวาลมาไว้บนโลกมนุษย์ และเป็นที่สถิตของเทพเจ้า จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ ตามที่กำหนดไว้ในคัมภีร์ทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ศาสนสถานจึงมีขนาดใหญ่โต และใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน ซึ่งใช้ในความหมายที่เป็นศูนย์กลางของเมืองหรือชุมชน ลักษณะแผนผังบริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธม แสดงให้เห็นถึงแผนผังการก่อสร้างอาคารที่มีทางเดินมุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ซึ่งลักษณะของแผนผังรูปแบบนี้ เรียกว่า ‘แผนผังที่ใช้แกนเป็นหลัก’ สร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาล ตั้งอยู่บนเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีองค์ประกอบและความหมายดังนี้ • บาราย เป็นสัญลักษณ์ที่เปรียบเทียบเสมือนมหานทีสีทันดร บารายเป็นที่เก็บน้ำขนาดใหญ่สำหรับการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรม • สระน้ำรูปปีกกา สัญลักษณ์ที่เปรียบเสมือน มหาสมุทรทั้งสี่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ • ทางดำเนิน ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เปรียบเสมือนสะพานสายรุ้ง คือเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ • ประสาทประธาน เป็นอาคารจุดศูนย์กลางของปราสาทสด๊กก๊อกธม เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ และภายในปราสาทประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ที่เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ ปราสาทเขาโล้น อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ‘ภูมิวัฒนธรรมของการตั้งถิ่นฐานสมัยโบราณกับเมืองหน้าด่านตะวันออก’ บทความที่สังเคราะห์ความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ขยายภาพเพ่งไปที่บริเวณเขตสันปันน้ำด้านตะวันออกของภูมิภาคนี้ที่เป็นรอยต่อของราชอาณาจักรกัมพูชาไว้ว่า ‘… กลุ่มชุมชนบริเวณตาพระยาซึ่งพื้นที่เป็นแบบที่ราบลุ่มสลับภูเขาลูกโดด ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเทือกเขาพนมดงเร็กลง มาทางใต้จนจดเขตตำบลโคกสูง แยกออกได้เป็นสองส่วนคือ อาณาบริเวณด้านทิศเหนือกินพื้นที่ในเขตตำบลนางรอง ตำบลทัพราช ตำบลทัพไทย ตำบลทัพเสด็จ ลงมาถึงตลาดสดตาพระยา พบแหล่งโบราณคดีที่เป็นปราสาทในวัฒนธรรมแบบเขมรทั้งเล็กและใหญ่มากมาย ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่อยู่ในระนาบเดียวกันกับ ‘ปราสาทบันทายฉมาร์’ อันเป็นเมืองใหม่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทางฝั่งกัมพูชา จังหวัดบันเตยเมียนเจยในปัจจุบัน บริเวณด้านใต้อันเป็นที่ลุ่มต่ำมีลำน้ำสายเล็กๆ และที่เป็นหนองขึงในเขตตำบลหนองปรือ ตำบลหนองแวงลงมาถึงตำบลโคกสูงและตำบลโนนหมากมุ่น บรรดาสายน้ำที่ลงจากเขาและที่สูงในบริเวณนี้ไม่ได้ไหลจากตะวันตกมายังตะวันออกอย่างบริเวณตอนบน หากไหลลงจากทางตะวันตกและทางเหนือลงใต้โดยที่มารวมกันในพื้นที่ตำบลหมากมุ่นก่อนที่จะพากันไหลผ่านเข้าเขตกัมพูชา ไปในเขตจังหวัดบันเตยเมียนเจย ก่อนเข้าบริเวณที่ลุ่มต่ำในเขตเมืองศรีโสภณ เรียกได้ว่าเป็น พื้นที่รอบเขาอีด่าง อันเป็นพื้นที่ที่มีทั้งเขาลูกโดด เขาเล็กเขาน้อย หนองน้ำขนาดใหญ่และเล็ก รวมถึงพื้นที่โคกเนินที่มีลำน้ำใหญ่น้อยไหลลงจากเขาและที่สูงมากมาย พบชุมชนโบราณสมัยเมืองพระนครกระจายกันอยู่มากมาย มีทั้งปราสาทที่ตั้งอยู่บนเขาและหนองน้ำ สระน้ำจำนวนมาก เช่น ปราสาทเขาโล้น ปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสระแซร์ออ ปราสาททับเซียม เป็นต้น ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อายุกำหนดตามจารึกที่พบราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ นับเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในเขตสันปันน้ำฝั่งตะวันออก เป็นปราสาทที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมในช่วงเกลียงต่อกับบาปวน ชุมชนโบราณและสภาพภูมิประเทศในเขตฟากสันปันน้ำทางตะวันออกนี้ หากใช้ ‘เขาสามสิบ’ เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์และเป็นจุดสันปันน้ำ ธารน้ำลำห้วยที่ไหลลงจากเขาและที่สูงจะไหลผ่านลงที่ลุ่มต่ำไปรวมกับลำน้ำพรมโหดไหลผ่านที่ราบลุ่มเข้าสู่บริเวณตัวอำเภออรัญประเทศ อันเป็นจุดที่มีลำห้วยไผ่ไหลผ่านเมืองไผ่มาสมทบ จากนั้นกลายเป็นลำน้ำรวมที่ไหลผ่านเมืองปอยเปต หรือบันเตียเมียนเจย ลงสู่ที่ราบลุ่มไปยังเมืองศรีโสภณ ถือว่าเป็นสันปันน้ำที่แบ่งเขตภูมิวัฒนธรรมอันมีพัฒนาการของชุมชนโบราณแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์คือยุคเหล็กตอนปลายเข้าสู่สมัยก่อนเมืองพระนคร และเมืองพระนครอย่างชัดเจน โดยสรุป กล่าวได้ว่าพัฒนาการของบ้านเมืองในเขตบริเวณตอนต้นของลุ่มน้ำบางปะกงบรรดาชุมชนเหล่านี้ มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในช่วงยุคหิน เช่นที่โคกพนมดีที่ใช้เครื่องมือหิน ซึ่งสัมพันธ์กับการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลเมื่อราว ๔,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว และเข้าสู่ยุคเหล็กตอนปลายเมื่อราว ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่เมื่อเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการอยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์บ้างไม่เห็นภาพของความเป็นชุมชนที่หนาแน่นแต่อย่างใด หลุมฝังศพแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี จังหวัดชลบุรี ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยที่มีการรับอิทธิพลวัฒนธรรมทางศาสนาแล้ว พบว่าชุมชนขนาดใหญ่เช่นที่เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรีและเมืองพระรถที่จังหวัดชลบุรี มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับความเชื่อในศาสนาฮินดูมากกว่าพุทธศาสนาเถรวาทแบบทวารวดีอันอยู่ในช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ลงมา ก่อนที่ศิลปวัฒนธรรมแบบเขมรสมัยเมืองพระนครที่มีทั้งศาสนาฮินดูและพุทธมหายานจะแพร่เข้ามาในภายหลัง ซึ่งเห็นได้จากรูปแบบของปราสาทขอมและอโรคยศาล สมัยบายนที่เป็นพุทธมหายานแต่รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ราวสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ก็แพร่หลายเข้ามาเป็นช่วงสุดท้าย และเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บ้านเมืองทั้งในเขตประเทศไทยและกัมพูชาก็เปลี่ยนมาเป็นพุทธเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ แต่ในพื้นที่ภาคตะวันออกตอนบนแต่เขตอำเภอวัฒนานคร ที่ลำน้ำลำห้วยจากเขาและที่สูงไหลผ่านอำเภอตาพระยาและอรัญประเทศไปลงทะเลสาบเขมรในเขตกัมพูชานั้น หาได้เป็นบริเวณที่นับถือศาสนาฮินดูเหมือนกันกับชุมชนในลุ่มน้ำปราจีนบุรีหรือลุ่มน้ำบางปะกง แต่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมสมัยก่อนเมืองพระนคร (ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕) ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘วัฒนธรรมเจนละ’ ผังเมืองโบราณศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เพราะพบจารึกหลายหลักในบริเวณนี้ที่สัมพันธ์กับกษัตริย์ในวัฒนธรรมเจนละ เช่น ‘จารึกที่ช่องสระแจง’ ซึ่งกล่าวพระนามของ ‘กษัตริย์มเหนทรวรมัน’ สร้างบ่อน้ำในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของบริเวณที่อยู่บนช่องเขาพนมดงเร็ก ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางสู่บ้านเมืองในพื้นราบของอำเภอตาพระยา กษัตริย์มเหนทรวรมันคือพระองค์เดียวกันกับเจ้าชายจิตรเสนวรมันของเจนละบกที่อยู่ในที่ราบสูงโคราช ผู้ทรงจารึกพระนามไว้ตามสถานที่ต่างๆ เมืองต่างๆ สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาเจ้าชายจิตรเสนพระองค์นี้ได้เข้ามาเป็นใหญ่ในเจนละน้ำ คือพื้นที่รอบทะเลสาบเขมรในพระนามว่า ‘มเหนทรวร-มัน’ เพราะพระองค์ทรงมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของ ‘ศรีภววรมัน’ ผู้เป็นใหญ่ของแคว้นเจนละและเป็นพระราชธิดาของ กษัตริย์อิศานวรมันผู้ครองเมืองสมโบร์ไพรกุก เป็นนครหลวงของเจนละน้ำใกล้กับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง นอกจากจารึกที่กล่าวถึงพระนามของ มเหนทรวรมัน ที่ปราสาทช่องสระแจงแล้ว ยังพบจารึกที่เอ่ยพระนาม ศรีภวรวรมัน ข้อความจากศิลาจารึกได้แสดงให้เห็นภาพเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองหลายบริเวณ คือบริเวณทะเลสาบเขมรและลุ่มน้ำโขงตอนล่าง บริเวณลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างในเขตลุ่มน้ำโขงตอนบน และบริเวณจังหวัดจันทบุรี อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอว่าบ้านเมืองในบริเวณนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างในระดับโครงสร้างข้างบน อันเป็นเรื่องของศาสนา การเมือง และสถาบันกษัตริย์แบบศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ โดยเฉพาะศาสนสถานสำคัญของฮินดูคือ ปราสาทและเทวสถาน ทางพุทธเถรวาทคือ สถูปหรือธาตุ ส่วนโครงสร้างข้างล่าง อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องการตั้งถิ่นฐานและชีวิตในการกินอยู่อาศัยโดยเฉพาะเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องประดับ และบรรดาภาชนะลักษณะเป็นวัฒนธรรมแบบทวารวดี ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บ้านเมืองบริเวณนี้ไม่ปรากฏว่าเป็นชุมชนที่เป็นบ้านเมืองสำคัญเช่นในอดีต แต่กลายเป็นเมืองหรือชุมชนเมืองด่านที่อยู่ในเส้นทางข้ามภูมิภาคที่เป็นปากประตูไปสู่บ้านเมืองในเขตเขมรต่ำและบริเวณรอบทะเลสาบเขมร รวมทั้งเป็นเส้นทางเดินทางสู่บ้านเมืองในเขตอีสานใต้โดยใช้ช่องเขาของเทือกเขาพนมดงเร็กผ่านไปสู่บ้านเมืองต่างๆ ในเขตชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะทางจันทบุรีที่สามารถเดินทางเรือเลียบชายฝั่งไปสู่บ้านเมืองโพ้นทะเลต่างๆ ได้…’ จารึกที่ช่องสระแจง กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ชื่อ มเหนทรวรมัน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมครั้งแรก ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ วันที่ ๘ มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ต่อมาได้กำหนดเขตพื้นที่โบราณสถานประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๘๑ ง วันที่ ๑๕ กันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมพื้นที่โบราณสถาน ๖๔๑ ไร่ ๒ งาน ๘๒ ตารางวา การจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรได้อนุรักษ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๓๖ – ๒๕๕๗ ตามหลักการอนุรักษ์และบูรณะโดยวิธีอนัสติโลซิส บนพื้นฐานของงานโบราณคดี หน้าบันของปราสาท จะเห็นลักษณะของหินที่แตกต่างกัน จากการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส วิทยานิพนธ์ ‘อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (An anastylosis for the restoration of sdok kok thom temple) โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกเชี่ยวชาญด้านโบราณสถาน เป็นการวิจัยเกี่ยวกับวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหินที่เรียกว่า อนัสติโลซิส วิธีการวิจัยได้เริ่มต้นจากการทบทวนสารสนเทศงานวิจัยที่เกี่ยวข้องงานศึกษาในช่วงก่อนหน้านี้ของผู้วิจัยเกี่ยวกับอนัสติ-โลซิส รวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งแนวคิดของ ดร.สัญชัย หมายมั่น ผู้เป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ปราสาทหินในประเทศไทย ข้อมูลจากการทดลองประกอบหินหล่นและการขุดแต่งมาผสมผสานกันเข้าเป็นข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้ ด้วยการศึกษาเปรียบเทียบกับรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมรที่มีการเรียงลำดับอายุสมัยไว้แล้วโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศส จากการวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบทำให้สามารถสรุปได้ว่าสิ่งก่อสร้างของปราสาทสด๊กก๊อกธมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างยุคสมัยคลังหรือเกลียง และสมัยบาปวน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ ๒ ซึ่งระบุถึงรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ผู้สร้างปราสาทบาปวนขึ้นเป็นปราสาทประจำรัชกาลที่เมืองพระนคร แต่ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมในบางองค์ประกอบที่ยังคงมีรูปแบบค่อนข้างโน้มเอียงไปในลักษณะของยุคก่อนมากกว่า จึงสันนิษฐานได้ว่า เป็นการปฏิสังขรณ์เทวาลัยที่มีมาก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ หรือเป็นการก่อสร้างในช่วงตอนต้นของรัชสมัย โดยมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่ให้ข้อมูลสำคัญที่แสดงถึงลักษณะเฉพาะของยุคสมัยที่ทำการก่อสร้างปราสาท เช่น รูปแบบของปราสาทประธาน และการตั้งเสาหินที่มีลักษณะเหมือนเสานางเรียงขนาดเล็กล้อมรอบปราสาทประธาน เหมือนเป็นการแสดงถึงปริมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏที่ใดมาก่อน ดังนั้นลักษณะทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของปราสาทสด๊กก๊อกธม จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบเพื่อกำหนดอายุสมัย สำหรับประวัติการสำรวจรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเตรียมการจัดทำโครงการอนุรักษ์เป็นครั้งแรกโดยหน่วยศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ และยังได้สำรวจเพื่อประกาศขอบเขตพื้นที่เพิ่มเติมครอบคลุมเนื้อที่ ๖๔๑ ไร่เศษ เพื่อให้ครอบคลุมบริเวณที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งได้เริ่มมีการกู้ทุ่นระเบิดโดยกองทัพบก ตั้งแต่ในช่วงต้นที่กรมศิลปากรเข้ามาดำเนินการสำรวจเตรียมการอนุรักษ์ ในขณะเดียวกันได้เริ่มต้นการสำรวจเขียนแบบสภาพก่อนการอนุรักษ์ ทำผังแสดงชั้นความสูง (contour line) โดยวิธีจ้างเหมา จากนั้นดำเนินการขุดตรวจ กำหนดรหัสหินพร้อมขนย้าย (บริเวณโคปุระตะวันออกชั้นนอก) เขียนแบบสภาพหลังการเคลื่อนย้ายหินในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เริ่มดำเนินการขุดแต่งเคลื่อนย้ายหินหล่น ใช้เวลาดำเนินการมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยระหว่างนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ขณะขุดแต่งโคปุระด้านทิศตะวันออกชั้นนอก ทำแบบรูปสันนิษฐานเพื่อการบูรณะ มีการพบชิ้นส่วนภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ และหินที่มีลวดลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนหน้าบัน ในปีถัดมา ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ดำเนินการบูรณะอาคารโคปุระตะวันออกชั้นนอกไป พร้อมกันด้วยโดยยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์ทดลองประกอบหินหล่นอย่างเป็นระบบให้ครบถ้วนทั้งหมดก่อน จึงบูรณะได้ขึ้นเพียงหน้าบันชั้นล่างสุด ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ทดลองประกอบหินหล่นทั้งหมด และทำการวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรม ดำเนินการขุดตรวจหาขนาดขอบเขตของสระน้ำ และออกแบบวางแผนการบูรณะปราสาท รวมทั้งฟื้นฟูสระน้ำรอบปราสาท และยังได้ทำการขุดแต่งและบูรณะทางดำเนินด้านหน้าปราสาทเป็นระยะทาง ๖๕ เมตร ต่อมามีการบูรณะตามรูปแบบรายการตามแผนการเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยเริ่มที่อาคารขนาดเล็กก่อน ได้แก่ บรรณาลัย ๒ หลัง ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ดำเนินการบูรณะโคปุระตะวันออกชั้นใน และในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้เริ่มการบูรณะที่ปราสาทประธาน ดำเนินการในส่วนฐาน เรือนธาตุ และส่วนยอดชั้นที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ บูรณะปราสาทประธานสมบูรณ์ทั้งองค์ โคปุระเหนือ โคปุระใต้ ระเบียงคดมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกเฉียงใต้เฉพาะส่วนฐานศิลาแลง และในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ บูรณะโคปุระตะวันตก ระเบียงคดมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ (เฉพาะส่วนฐานศิลาแลง) ลานศิลาแลงภายในระเบียงคด งานบูรณะในลำดับต่อมา ได้แก่ โคปุระเหนือ โคปุระใต้ โคปุระตะวันตก ระเบียงคดในส่วนที่เหลือทั้งหมด ได้แก่ ส่วนผนังอาคารและหน้าบัน งานขุดลอกฟื้นฟู สระน้ำรอบปราสาทและด้านหน้าปราสาท กำแพงแก้ว ซุ้ม ประตูทิศตะวันตก ทางดำเนินประดับเสานางเรียงส่วนที่เหลือทั้งด้านในและด้านนอกปราสาท งานปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ งานพื้นฟูการกักเก็บน้ำของบาราย งานสื่อความหมายส่วนคันดินโบราณ งานก่อสร้างอาคารศูนย์ข้อมูล อาคารบริการต่างๆ และงานปรับปรุงภูมิทัศน์ จากหลักฐานที่ได้ปรากฏยังตัวบริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ วิทยานิพนธ์ ‘ปราสาทสด๊กก๊อกธม: ปราสาทเขมรทรงพุ่มรุ่นแรกในประเทศไทย’ ระบุถึงการศึกษาวิจัยว่า มิได้ปรากฏถึงสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่มีอายุเก่าแก่กว่าพุทธ-ศตวรรษที่ ๑๖ ตอนปลายเลย และจากการกําหนดอายุสมัยศิลปะของตัวปราสาทพบว่า ตัวปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้มีลักษณะรูปแบบทางศิลปะตรงกับศิลปะเขมรแบบบาปวน ซึ่งก็เป็นรูปแบบศิลปะที่นิยมและเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ หน้าบันรูปบุคคลสวมต่างหูอยู่ในซุ้มทางด้านขวา และรูปครุฑมีปีกสองข้าง พบจากปราสาทสด๊กก๊กธม ปราสาทประธานปราสาทสด๊กก๊อกธม ฐานไม่มีร่องรอยของการแกะสลักลวดลายใดๆ เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างของปราสาทประธานปราสาทสด๊กก๊อกธม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณส่วนฐานของตัวปราสาทประธาน ผู้วิจัยพบว่า ไม่มีร่องรอยของการแกะสลักลวดลายใดๆ ทั้งสิ้น จากหลักฐานเหล่านี้เองจึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ตัวปราสาทประธานปราสาทสด๊อกก๊อกธมยังคงสร้างไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ตามข้อเสนอของผู้วิจัยสันนิษฐานว่า ด้วยสาเหตุที่ตัวปราสาทแห่งนี้มีการสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ คงเนื่องมาจากสาเหตุที่พราหมณ์สทาศิวะ ผู้ซึ่งมีความสําคัญยิ่งได้ถึงแก่อสัญกรรม นอกจากนั้นยังทําให้พบว่าเทคนิคและวิธีการดําเนินงานของช่างเขมรโบราณในการแกะสลักลวดลายต่างๆ ที่จะประดับประดาลงบนตัวอาคารสถาปัตยกรรมนั้น ช่างชาวเขมรโบราณได้มีเทคนิคการแกะสลักหินทราย โดยเริ่มต้นจากบริเวณส่วนบนของตัวอาคารก่อน แล้วจึงได้มีการแกะสลักหินทรายส่วนอื่น ไล่ลงมายังบริเวณส่วนล่างของตัวสถาปัตยกรรม ซึ่งมีตัวอย่างเช่นเดียวกันนี้ที่ปราสาทตาแก้ว เมืองพระนคร ลักษณะเด่นที่สําคัญของปราสาทประธานปราสาทสด๊กก๊อกธม คือตัวปราสาทประธานควรที่อาจจะจัดได้ว่าเป็นปราสาททรงพุ่มในรุ่นแรกของศิลปกรรมเขมร และอาจถือได้ว่าเป็นปราสาททรงพุ่มที่มีความเก่ากว่าปราสาทหินพิมาย โดยอาศัยหลักฐานข้อความจากศิลาจารึกที่กล่าวถึงปีการสถาปนาปราสาทสด๊กก๊อกธมที่สร้างขึ้นก่อน คือในปี พ.ศ. ๑๕๙๕ แต่การที่จะกล่าวสรุปได้ว่าปราสาทประธานปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้เป็นปราสาททรงพุ่มหลังแรกนั้นคงยังไม่เด่นชัด อันเนื่องด้วยสาเหตุที่ได้มีการค้นพบปราสาทหลังอื่นๆ ที่มีลักษณะการก่อสร้างเป็นทรงพุ่มมาก่อนแล้วด้วยเช่นกัน โดยที่บรรดาปราสาทเหล่านั้นซึ่งได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม อําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทสระกําแพงใหญ่ อําเภออุทุม-พรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการสถาปนาขึ้นในรัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าปราสาทสด๊กก๊อกธมทั้งสิ้น เอกลักษณ์รูปแบบของปราสาทที่มีลักษณะเป็นทรงพุ่มนั้น จึงพอที่จะสรุปได้ว่าน่าที่จะได้เริ่มทําการก่อสร้างและกําเนิดขึ้นในช่วงราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นอย่างน้อย โดยที่ปราสาทสระกําแพงใหญ่ เราได้พบมีการใช้กลีบขนุนรูปนาคและปราสาทจําลองในการประดับชั้นหลังคาอยู่ ส่วนที่ปราสาทตาเมือนธมพบเพียงแต่การใช้กลีบขนุนรูปนาคประดับชั้นหลังเท่านั้น จึงทําให้พอที่จะกล่าวได้ว่าปราสาทสระกําแพงใหญ่คงจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสถาปัตยกรรมในศิลปะเขมรที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการประดับชั้นหลังคาปราสาทที่เคยใช้ตัวปราสาทจําลองอันเป็นอิทธิพลอินเดีย มาสู่การประดับชั้นหลังคาปราสาทด้วยตัวกลีบขนุนรูปนาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบความนิยมของการประดับชั้นหลังคาในสถาปัตยกรรมเขมรนั้น คงมิใช่จะเกิดขึ้นแต่เฉพาะตัวปราสาทประธานเท่านั้น ดังเช่นตัวโคปุระชั้นในด้านทิศตะวันออกของปราสาทก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากการที่เคยประดับชั้นหลังคาด้วยปราสาทจําลองมาสู่การประดับชั้นหลังคาด้วยตัวกลีบขนุนรูปนาคด้วยเช่นกัน ซึ่งการที่โคปุระของปราสาทสด๊กก๊อกธมได้นําเอาตัวกลีบขนุนรูปนาคมาใช้เป็นส่วนประกอบที่สําคัญในการประดับชั้นหลังคานั้น จึงได้ทําให้ตัวโคปุระแห่งนี้กลายเป็นทรงพุ่มด้วยเช่นเดียวกัน จากช่วงเวลานี้เองความนิยมนี้คงได้ส่งผลให้ตัวโคปุระของปราสาทอื่นๆ ในศิลปะเขมรมีรูปร่างที่คล้ายคลึงและสอดคล้องกับรูปทรงของปราสาทประธานด้วย ยกตัวอย่างเช่น ตัวโคปุระของปราสาทบา-ปวน จากหลักฐานข้อความในศิลาจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่ ๒ ได้ทําให้คลี่คลายและทราบว่าปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ได้เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย แต่อย่างไรก็ตาม รูปเคารพหลักของตัวปราสาทสด๊กก๊อกธมก็มิได้มีการถูกค้นพบและกล่าวถึงในรายงานสํารวจมาก่อนเลย จึงทําให้เกิดข้อสันนิษฐานได้ว่ารูปเคารพหลักที่ประดิษฐานอยู่ ณ ปราสาทแห่งนี้นั้นคงได้ถูกโจรกรรมและขนย้ายออกไปนานมากแล้ว นอกเหนือจากนี้ บรรดาภาพสลักเล่าเรื่อง ที่ปรากฏยังปราสาทสด๊กก๊อกธมก็พบเพียงไม่มากนัก ทั้งนี้คงเนื่องมาจากสาเหตุสําคัญคือ บรรดาภาพเล่าเรื่องเหล่านี้คงได้ถูกโจรกรรมและทําลายลงด้วยเช่นกัน ภาพสลักเล่าเรื่องที่สําคัญที่สุดที่ได้ปรากฏอยู่ ณ ปราสาทสด๊กก๊อกธมคือ ภาพศิวคชาสูร ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาพประติมานวิทยาที่หาพบได้ยากและไม่บ่อยนักในศิลปะเขมร และถือได้ว่าเป็นภาพคชาสูรแห่งเดียวที่ได้ปรากฏอยู่ในศิลปะเขมรในประเทศไทย อ้างอิง ปราสาทสด๊กก๊อกธม อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม กรมศิลปากร ‘ภูมิวัฒนธรรมของการตั้งถิ่นฐานสมัยโบราณกับเมืองหน้าด่านตะวันออก’ บทความที่สังเคราะห์ความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ 'ปราสาทสด๊กก๊อกธม: ปราสาทเขมรทรงพุ่มรุ่นแรกในประเทศไทย' วิทยานิพนธ์โดย โดย ราฆพ บัณฑิตย์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖ ‘อนัสติโลซิสเพื่อการบูรณะปราสาทสด๊กก๊อกธม (An anastylosis for the restoration of sdok kok thom temple) วิทยานิพนธ์ โดย วสุ โปษยะนันทน์ หลักสูตรปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒









