top of page

Search this site

พบผลการค้นหา 239 รายการ

  • ตลาดสามชุกวันนี้

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2554 นับจากยุคที่ตลาดสามชุกโรยราไปเมื่อกว่า ๔๐ ปีที่แล้ว พอพลิกฟื้นก็กลับกลายเป็นตลาดโบราณแบบใหม่เพื่อการท่องเที่ยวแบบทันสมัย เมื่อไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าที่ตลาดสามชุกก็ทำให้เข้าใจในความเปลี่ยนแปลง ความมุ่งหวังในอนาคตและปัญหาที่ยังคงดำรงอยู่ สามชุกเคยเป็นชุมทางเดินทางและค้าขายมาแต่อดีต หากนับตั้งแต่มีการปลูกข้าวทำนาเพื่อส่งออกในยุคต้นรัตนโกสินทร์ลงมา การขนส่งข้าวจากพื้นที่ราบปลูกข้าวขนาดใหญ่ในเขตทางเหนือของสุพรรณบุรีสู่ท่าเรือในกรุงเทพฯ ในยุคที่เรือขนส่งยังเป็นหัวใจของลุ่มน้ำลำคลอง ชาวนามักมาขายข้าวที่ตลาดสามชุกซึ่งมีนายภาษีอากรเชื้อสายจีน ผู้เป็นเจ้าของโรงเหล้า โรงยาฝิ่น เป็นคหบดีใหญ่อยู่หลายท่าน นอกจากนี้เรือเมล์ใหญ่สองชั้นที่จะไปยังกรุงเทพฯ ก็จะจอดที่สามชุกเป็นท่าสุดท้ายในแม่น้ำสุพรรณบุรี จากนี้ไปก็ต้องต่อเรือหรือขึ้นบกไปกันเอง จนทำให้ตลาดสามชุกกลายเป็นแหล่งจอดเรือบรรทุกสินค้า เรือรับส่งผู้โดยสาร และกลายเป็นแหล่งทำมาค้าขายที่คึกคักที่สุดตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ ตลาดเรือนแถวที่คึกคักใหญ่โตหลายแถวหลายแนวเรียงต่อกัน ทำให้การค้าขายที่สามชุกใหญ่โตตามไปด้วย ซึ่งก็คงไม่ต่างกับตลาดริมน้ำที่ศรีประจันต์หรือเก้าห้องที่อยู่ในเขตต่ำลงมา มาจนถึงราว พ.ศ.๒๕๐๐ อันเป็นยุคก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และอีกสิบปีให้หลัง จนกระทั่ง ถนนไปสู่เขตป่าเขาภายใน และการสร้างประตูน้ำทั้งหลาย ทำให้การขนส่งข้าวและเรือเมล์รับส่งผู้โดยสารเลือนหายไปตามกาลเวลา นับแต่นั้นตลาดสามชุกก็ค่อยๆ ลดความแออัดจอแจของย่านตลาด กลายเป็นอดีตชุมชนการค้าที่นับวันจะรอแต่การรื้อถอนเพราะเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ผู้คนที่มีรากฐานในตลาดต่างส่งลูกหลานไปศึกษาภายนอก และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลับบ้านมาอยู่ที่ตลาดสามชุก ทำให้ชุมชนริมน้ำที่ร้างผู้คนอยู่แล้วกลายเป็นตลาดไม้เก่า ๆ ทรุดโทรมจนแทบจะพัง ตลาดใหม่ก็กลายเป็นอยู่ริมถนนปิดทางเข้าตลาดริมน้ำเอาไว้ จนตลาดเก่าริมน้ำกำลังจะถูกกรมธนารักษ์รื้อถอนไล่รื้อคนเช่าเดิมออกไป ก็มีการรวมตัวของคณะกรรมการตลาดเก่าขึ้นมาเพื่อค้นหาทางยืดลมหายใจของพื้นที่ตลาดสามชุกที่เป็นรากเหง้าของชุมชนมาไม่ต่ำกว่าร้อยปี คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเป็นคนท้องถิ่น เกิดและเติบโต เห็นทั้งความรุ่งเรืองและร่วงโรย เพราะส่วนใหญ่เป็นในวัยที่จดจำความคึกคักของตลาดสามชุกได้เป็นอย่างดี พงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีขณะนั้น เป็นประธาน ในตลาดยังมีร้านค้าและร้านอาหาร ร้านกาแฟเจ้าเดิมที่เคยค้าขายมาแต่ก่อนอยู่เหลือเพียงไม่กี่เจ้า เมื่อมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ องค์กรพัฒนาเอกชนจากภายนอก ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาเมืองสามชุกให้น่าอยู่ก็เกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๔๓ กว่าสิบปีที่คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ได้รับความร่วมมือ ความช่วยเหลือต่าง ๆ จากองค์กรและสถาบันการศึกษาจากภายนอกก็หลายแห่ง การเรียนรู้จากภายในนั้นกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่งกว่า งานอาสาสมัครที่เริ่มต้นทำมาด้วยกันเป็นกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ และการทุ่มเทของคนภายในกลับทำให้การดำเนินงานประสบผลมากกว่ากลุ่มท้องถิ่นอื่น ๆ ที่จัดกิจกรรมในช่วงเวลาเดียวกัน คณะกรรมการตลาดสามชุกซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนกันอยู่ไม่มากก็น้อย จัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีต่าง ๆ จากประเพณีท้องถิ่นแต่เดิม การฉลองหรือบูชาศาลเจ้าอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาดเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชน วางแผนในการพัฒนาปรับปรุงตลาดทางกายภาพ โดยการหาทุนทรัพย์ต่าง ๆ มาบริหารจัดการ การจัดการตลาดขนาดใหญ่เพื่อการท่องเที่ยวโดยคนในท้องถิ่นเองเช่นนี้ ถือว่ายังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย สามชุกกลายเป็นตลาดโบราณแห่งแรก ๆ ที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จ ก็เพราะการจัดการท่องเที่ยวแต่เดิมนั้นมักจะมีหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมจัดการ เช่น สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ตั้งในภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น หรือไม่ก็นักการเมืองท้องถิ่น หรืออาจจะเป็นนโยบายของข้าราชการประจำ หรือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเอกชนซึ่งสามารถดูแลจัดการได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ไม่เคยมีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการโดยท้องถิ่นเข้ามาจัดการดูแล เป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดที่ประสบผลสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากเช่นนี้มาก่อน เรื่องเหล่านี้กลายเป็นสิ่งท้าทาย เพราะไม่เพียงแต่จะจัดการเพื่อจัดระบบผู้ค้าขายและผู้ซื้อในแบบที่ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการท่องเที่ยวที่มีทั้งเนื้อหาและความรู้แทรกไปพร้อม ๆ กัน โดยตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่า ตลาดสามชุกไม่ใช่ตลาดเพื่อการอนุรักษ์อดีตแต่จะต้องพัฒนาไปตามยุคสมัยที่วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป เป็นการอนุรักษ์ที่มีชีวิตชีวา วิถีชีวิตสัมผัสได้จริง ในช่วงหนึ่ง ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนั้นกลายเป็นเรื่องทางการเมืองท้องถิ่น ทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิด จน พงษ์วิน ชัยวิรัตน์ กลับมาเป็นนายกเทศมนตรีอีกครั้งในปัจจุบัน แต่ก็อยู่ช่วงวาระที่เหลืออีกไม่มากนัก อีกทั้งยังมีมีปัญหาความขัดแย้งกับการเมืองท้องถิ่นในระดับประเทศที่มีนักการเมืองเข้ามามีอิทธิพลในทุกเรื่องและทุกระดับ ก็เพราะชุมชนแบบสามชุกมักทำกิจกรรมประสบผลสำเร็จ มีผู้คนสนใจเข้ามาเที่ยวกันมากมาย แตกต่างจากการจัดการอื่นๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ปัญหาทางการเมืองก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนาตลาดสามชุกเป็นไปได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะงานงบประมาณจากรัฐสนับสนุน แต่กลายเป็นความขาดแคลนที่เหมาะสม อันเนื่องจากการเติบโตอย่างเชื่องช้านี้ทำให้เกิดความคิดร่วมของคนสามชุกที่ร่วมกันพัฒนาตลาดเพื่อการต่อสู้กับอุปสรรคอย่างมั่นคงและมั่นใจ โดยไม่ต้องติดหนี้บุญคุณในทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นกับชุมชนตลาดเก่าหลายแห่งและกิจกรรมทางสังคมที่รัฐเข้าไปครอบงำ ในปัญหาต่าง ๆ ชาวตลาดสามชุกเกิดความไม่เข้าใจกันมาหลายช่วงหลายครั้ง ทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านด้วยกันเอง และแนวทางการพัฒนาตลาดบางครั้งก็มีความเห็นไม่ตรงกับข้าราชการ การสนับสนุนทั้งทางการเมืองและระบบของข้าราชการประจำจึงมีน้อยอย่างยิ่ง ทุกคนในชุมชนมีความสุขมากขึ้น ลูกหลานกลับบ้านมาช่วยกันค้าขาย เศรษฐกิจดีถ้วนหน้า เกิดความภาคภูมิใจกับการได้เป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต วัฒนธรรมริมแม่น้ำ พงษ์วิน ชัยวิรัตน์ ผู้นำในการปรับปรุงตลาดสามชุกที่เปลี่ยนไปทั้งสวยสะอาดและเป็นระเบียบน่าเดินมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในความนิยมที่มีนักท่องเที่ยวล้นหลามแทบทุกวัน แต่ผลเสียที่ตามมาก็คือ คนทั่วไปเริ่มนิยมการท่องเที่ยวในเชิงหวนหาอดีต การได้ไปเที่ยวตลาดเก่า ได้ซื้อของเล่นตั้งแต่สมัยยังเด็ก ได้รับประทานอาหารและจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่แทบจะหายไปจากตลาดในชีวิตประจำวันของพวกเขาแล้ว พิพิธภัณฑ์ของชาวบ้านสามชุกกลายเป็นเรื่องรองลงไปมาก จนแทบมีคนสนใจเข้าไปเยี่ยมชมไม่มากนัก การทำตลาดเพื่อการเรียนรู้กลายเป็นสิ่งที่กำลังจะถูกลืมเลือน ในขณะเดียวกันชีวิตของคนสามชุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง ต่างคนต่างมีเวลาให้กันน้อยลง แม้แต่ในกลุ่มคณะกรรมการพัฒนาตลาดแต่เดิมก็ตาม เริ่มมีการมองหาผลประโยชน์มากขึ้น บางคนก็ไม่สนใจปฏิบัติตามกติกาชุมชน เกิดความเห็นแก่ได้เฉพาะหน้า เพราะการรวมกลุ่มโดยธรรมชาตินั้นไม่สามารถนำเอากฎหมายเข้ามาจัดการได้ นอกเสียจากกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งในชุมชนตลาดสามชุกยุคใหม่นี้ยังไม่สามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ปัญหาที่กำลังทำให้สามชุกกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าเหน็ดเหนื่อยมากกว่าที่อื่นๆ ก็เพราะจำนวนคนที่หลั่งไหลกันมาอย่างมากมายในวันหยุดและเทศกาลต่าง ๆ ทำให้ที่จอดรถไม่เพียงพอ และคนแออัดจนเกินความพอดี แม้จะมีวิธีการและมาตรการต่าง ๆ ทดลองใช้และพยายามแก้ปัญหาในรายละเอียดอันมากมาย ความนิยมในการเที่ยวตลาดท้องถิ่นแห่งนี้ก็ยังคงพบปัญหาทั้งเรื่องสถานที่ การเมืองภายในท้องถิ่นที่ทำให้ข้าราชการประจำไม่ขยับช่วยเหลือ ตลอดจนเรื่องของคนที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการสร้างองค์กรที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม นับเป็นการท้าทายความเข้มแข็งที่ต้องใช้ทั้งสติและปัญญา ตลอดจนความร่วมมือกันอย่างกล้าหาญทีเดียว อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายกับการหายไปของ ‘ความเป็นท้องถิ่น’

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2555 เพียงแค่ป้ายชื่อก็ระบุไว้ชัดเจนว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย’ เมืองด่านซ้าย เป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ของราชอาณาจักรล้านช้างที่ตั้งอยู่ติดกับบริเวณเขตต่อแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านช้าง มีพระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์เขตแดนและไมตรีระหว่างสองราชอาณาจักรเป็นประจักษ์พยาน เมืองด่านซ้ายในปัจจุบันคือบริเวณอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย นักวิชาการสันนิษฐานกันว่า เมืองด่านซ้ายน่าจะสร้างขึ้นพร้อม ๆ กับพระธาตุศรีสองรักซึ่งเกิดจากการร่วมสร้างของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยากับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้างใน พ.ศ. ๒๑๐๓ และแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๑๐๖ ชาวเมืองด่านซ้ายโบราณน่าจะเป็นกลุ่มคนที่พระมหากษัตริย์ทั้งสองราชอาณาจักรกัลปนาหรืออุทิศให้เป็นข้าพระธาตุ คือมีหน้าที่ดูแลรักษาองค์พระธาตุซึ่งเปรียบเสมือนอุเทสกเจดีย์องค์หนึ่ง นอกจากนี้ จากการศึกษาของโยซิยูกิ มาซูฮารา ยังพบว่า เมืองด่านซ้ายเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าของป่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ อีกด้วย ถึงแม้ว่าภายหลังเมืองด่านซ้ายจะถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสยามในราว พ.ศ. ๒๓๗๐ แต่ลักษณะสังคม วัฒนธรรม และร่องรอยศิลปะสถาปัตยกรรมของเมืองก็ยังคงเป็นแบบล้านช้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดโพนชัยในตัวเมืองด่านซ้าย ซึ่งมีวิหารหลวงและพระประธานศิลปะล้านช้าง และเป็นสถานที่สำคัญในงานประเพณีบุญหลวงหรือที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปว่า ‘การละเล่นผีตาโขน’ มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองด่านซ้ายที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน วัดโพนชัยจึงเป็นโบราณสถานสำคัญของชุมชนคู่กับพระธาตุศรีสองรัก และได้รับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในวัดในหลายด้าน รวมทั้งมีการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย’ (พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน) ขึ้นภายในวัดอีกด้วย หุ่นผีตาโขน หน้ากากผีตาโขน ขั้นตอนการทำหน้ากาก และรูปแบบการจัดแสดงที่เคยจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ (เมษายน ๒๕๕๐) ผู้เขียนซึ่งมีความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้มีโอกาสเดินทางมาทัศนศึกษาและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่วัดโพนชัยด้วยกัน ๓ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๓ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา จากการเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย ๓ ครั้งในระยะเวลาเกือบ ๕ ปี ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพิพิธภัณฑ์ฯ ทั้งในทางที่น่าชื่นชมและในทางที่ต้องตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการมาเยี่ยมชมครั้งล่าสุด ในครั้งแรกผู้เขียนมีความรู้สึกชื่นชมเจ้าอาวาสวัดโพนชัย คณะสงฆ์ กรรมการวัด คณะเจ้าพ่อกวน-เจ้าแม่นางเทียม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวด่านซ้ายที่มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายขึ้น โดยปรับปรุงจากอาคารไม้ทรงไทยชั้นเดียวยกพื้นซึ่งสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘ และเมื่อได้รับงบประมาณจากการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนใน พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายหรือพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเรื่อยมา หุ่นผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็กที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ (พฤศจิกายน ๒๕๕๓) จากประตูทางเข้าที่หันไปทางตะวันตกสู่วิหารหลวงและเจดีย์ประธานของวัด ด้านซ้ายมือเป็นมุมของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับผีตาโขน เช่น ตุ๊กตาผีตาโขนขนาดต่างๆ พวงกุญแจผีตาโขนและหน้ากากผีตาโขนจำลอง เป็นต้น รายได้จากการจำหน่ายของที่ระลึกนั้นก็จะมีการนำไปใช้ในการดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้มุมนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนในชุมชนคอยให้บริการข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวด้วยภาษาไทยที่มีกลิ่นอายของสำเนียงไทเลยซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น และยังมีการเปิดดนตรีพื้นบ้านอีสาน เช่น โปงลาง พิณ และแคน ขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้กับนักท่องเที่ยวในระหว่างเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ทำให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับหรือรับรู้ถึงความเป็นท้องถิ่นไปด้วยอีกทางหนึ่ง ศิลปินอาสาสมัครและเยาวชนที่มาฝึกการทำหน้ากากผีตาโขนและคอยให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว ที่พิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งไม่มีภาพเช่นนี้ปรากฏแล้วหลังการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ ครั้งล่าสุด (พฤศจิกายน ๒๕๕๓) บริเวณภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ มีการแบ่งออกเป็น ๓ ห้อง ห้องที่ ๑ ห้องเมืองด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรัก เป็นห้องที่จัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองด่านซ้ายตั้งแต่กว่า ๔๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน วิถีชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำหมัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุศรีสองรัก เช่น ประวัติการสร้าง ตำนานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและงานประเพณีบูชาพระธาตุศรีสองรัก เป็นต้น ซึ่งภายในตกแต่งด้วยวัสดุที่เรียบง่ายและหาได้ในท้องถิ่น ไม่มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้หรือโบราณวัตถุอย่างพิพิธภัณฑ์ทั่วไป หากแต่นำเสนอข้อมูลและภาพถ่าย ทำให้พิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้แตกต่างไปจากที่อื่น ลักษณะรูปแบบการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ฯ ก่อนการปรับปรุงครั้งล่าสุด (เมษายน ๒๕๕๐) ห้องที่ ๒ ห้องผีตาโขน เป็นห้องที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ประวัติความเป็นมาและคติความเชื่อเกี่ยวกับการละเล่นผีตาโขน รวมทั้งแสดงขั้นตอนในการทำหน้ากากผีตาโขน นอกจากนี้ยังมีการนำหุ่นผีตาโขนจำลอง หน้ากากผีตาโขนเก่าที่เคยใช้และหน้ากากผีตาโขนแบบที่นิยมในปัจจุบันมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงพัฒนาการของหน้ากากผีตาโขนด้วย ห้องที่ ๓ ห้องสื่อวีดีทัศน์ สำหรับห้องนี้เป็นห้องที่จัดฉายวีดีทัศน์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองด่านซ้าย งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนผ่านจอโทรทัศน์ ซึ่งมีเก้าอี้ไม้จัดไว้รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง การเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายครั้งแรก ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกประทับใจและภาคภูมิใจแทนชาวด่านซ้ายที่มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นของชุมชนและบริหารจัดการโดยคนในชุมชนเอง ซึ่งจะทำให้คนในชุมชนเข้าใจท้องถิ่นของตนมากยิ่งขึ้น และนักท่องเที่ยวก็จะได้เข้าใจถึงความเป็นท้องถิ่นของชาวด่านซ้ายด้วย ลักษณะรูปแบบการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ฯ ก่อนการปรับปรุงครั้งล่าสุด (เมษายน ๒๕๕๐) หลังจากที่ประทับใจเมื่อแวะมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายในครั้งแรก เมื่อมีโอกาสเดินทางผ่านอำเภอด่านซ้าย ผู้เขียนจึงแวะเข้าไปเยี่ยมชมอีก ในครั้งนี้พบว่าพิพิธภัณฑ์ฯ มีการปรับปรุงไปในทางที่ผู้เขียนมีความเห็นว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีการนำหุ่นผีตาโขนเล็ก-ผีตาโขนใหญ่จำลองมาตั้งไว้บริเวณห้องโล่งด้านหน้าห้องจัดแสดง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างใกล้ชิด ส่วนทางขวามือของทางเข้าก็มีศิลปินพื้นบ้านที่เป็นอาสาสมัครมาสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขน และมีการสอนให้กับผู้ที่สนใจทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากงบพัฒนาท้องถิ่นของผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในครั้งนั้นผู้เขียนเห็นเยาวชนชาวด่านซ้ายเกือบ ๑๐ คนที่มานั่งระบายสีหน้ากากผีตาโขนขนาดเล็ก และเยาวชนดังกล่าวยังได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนยุวมัคคุเทศก์คอยนำชมพิพิธภัณฑ์ฯ และแนะนำข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวด้วย การมียุวมัคคุเทศก์หรือมีเยาวชนให้ความสนใจเรื่องราวหรือศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นในลักษณะเช่นนี้ ส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่าถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น มากกว่าการได้รับรางวัลหรือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากด้วยซ้ำไป เห็นแล้วก็อดชื่นชมคณะทำงานของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายไม่ได้ นอกจากนี้ที่อาคารขนาดเล็กด้านซ้ายห่างจากพิพิธภัณฑ์ฯ เล็กน้อย ยังมีการปรับปรุงเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นผีตาโขนโดยเฉพาะ ซึ่งคนในชุมชนได้รวมกลุ่มกันทำขึ้น เช่น โคมไฟ พวงกุญแจ แก้วน้ำ ที่วางแก้วน้ำ เข็มกลัด ตุ๊กตา ที่ใส่ปากกา หัวดินสอ กระเป๋าผ้า หน้ากากผีตาโขนขนาดต่าง ๆ และของที่ระลึกอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นนอกจากการประกอบอาชีพหลักอีกด้วย หุ่นผีตาโขนของใหม่ในรูปแบบการจัดแสดงใหม่หลังการปรับปรุงครั้งล่าสุด (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) และครั้งที่ ๓ ครอบครัวของผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวที่อำเภอด่านซ้าย ผู้เขียนจึงภูมิใจนำเสนอพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่วัดโพนชัยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งที่ ๒ ต่อจากพระธาตุศรีสองรัก แต่ทว่าการเดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายครั้งนี้ต้องทำให้ผู้เขียนผิดหวัง เสียความตั้งใจและต้องตั้งข้อสงสัยไปด้วยในระหว่างการเดินชม เนื่องจากว่าพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณจำนวนไม่น้อยเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ รูปแบบการนำเสนอและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทั้งหมดแทบไม่เหลือเค้ารูปแบบเดิม ภายในมีการปรับปรุงผนังห้องให้ราบเรียบ มีการจัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับเมืองด่านซ้าย พระธาตุศรีสองรัก และเน้นนำเสนอภาพงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนเป็นหลัก แม้ว่าจะยังคงใช้ชื่อห้องจัดแสดงคล้ายคลึงชื่อเดิม แต่ภายในห้องมีการจัดแสดงข้อมูลและภาพถ่ายคล้ายกับการจัดนิทรรศการตามงานต่าง ๆ ทั่วไป ภาพแต่ละภาพอยู่ในตู้กระจกและมีหลอดไฟคอยส่องสว่าง ในแต่ละห้องมีคอมพิวเตอร์บันทึกข้อมูลหรือเรื่องราวเอาไว้ โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถเปิดศึกษาหรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (แล้วอนาคตยุวมัคคุเทศก์จะเป็นอย่างไร?) มีการนำหน้ากากผีตาโขนใหม่ๆ เข้ามาจัดแสดงจำนวนมาก และมีการนำหุ่นจำลอง หน้ากากของเดิม ป้ายข้อมูลและภาพถ่ายที่เคยจัดแสดงออกไป ส่วนหนึ่งนำไปจัดแสดงไว้ที่อาคารข้าง ๆ ส่วนหนึ่งนำไปตั้งไว้ที่ระเบียงวิหารหลวง บริเวณที่เคยเป็นที่จำหน่ายของที่ระลึกและมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวก็ถูกปรับปรุงให้กับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป โดยภาพรวมของพิพิธภัณฑ์ฯ ถูกเปลี่ยนให้คล้ายกับพิพิธภัณฑ์ของทางราชการที่มีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพฯ และตามจังหวัดต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่ไม่มีความเป็นท้องถิ่นอยู่ในพิพิธภัณฑ์เลย ยกเว้นแต่เพียงข้อมูลเท่านั้น หุ่นผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็กของเดิมที่เคยจัดแสดงถูกนำออกมาตั้งไว้ที่ระเบียงวิหารหลวง แล้วมีการนำของใหม่เข้ามาจัดแสดงแทน (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) จากการสอบถามชาวด่านซ้ายในละแวกวัดโพนชัยหลายคนได้ความคล้ายกันว่า “เดิมทีนั้นทางคณะกรรมการได้เขียนโครงการไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยเพื่อของบประมาณมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ แต่ต่อมาก็มีคนนอกเข้ามาใช้อำนาจและสั่งปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนเป็นแบบใหม่ทั้งหมด องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการดูแลพิพิธภัณฑ์ฯ ส่วนของเดิมนั้นได้ถูกนำออกมา บ้างก็หักพัง บ้างก็มีสภาพคงเดิม การเข้ามาดำเนินการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยนั้น แม้จะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจและอาจมีความปรารถนาดีต่อพิพิธภัณฑ์ฯ แต่ชาวบ้านที่เคยทำงานร่วมกันกับวัดไม่เคยรู้เรื่องอะไรด้วยเลย จนกระทั่งวันนี้ยังไม่ได้รับการชี้แจงหรืออธิบายอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานดังกล่าว ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้ นอกจากเฝ้ามองด้วยความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่พวกเขาเคยร่วมแรงร่วมใจกันสร้างมา และสงสัยกับการเข้ามาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ฯ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นใด ๆ เลย” การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแบบทั่วไปหรือราชการนิยมนั้น น่าจะเป็นไปเพียงเพื่อความต้องการตอบสนองกับการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน เพราะว่าวัดโพนชัยเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรม การท่องเที่ยวที่ได้รับการส่งเสริมโดยหน่วยงานภาครัฐหรือคนภายนอกที่ไม่เข้าใจความเป็นท้องถิ่นนี้เองที่ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเปลี่ยนไปจนคนท้องถิ่นแทบปรับตัวตามไม่ทัน และอาจส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมและคนท้องถิ่นอย่างรุนแรงอย่างที่คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เคยแสดงความคิดเห็นไว้ในบทความเรื่อง “เทศกาลผีตาโขน/ประเพณีงานบุญหลวง พิธีกรรมท่องเที่ยวในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของคนด่านซ้าย” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิพิธภัณฑ์ของคนธรรมดา โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา หน้ากากผีตาโขนใหม่ที่มีการนำมาตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งดูคล้ายกับงานนิทรรศการทางศิลปะมากกว่าการเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕) ณ วันนี้ บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่น และมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม ดังที่อนุสาร อสท. ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเคยนำเสนอไว้ในอนุสาร อสท. ปีที่ ๕๑ ฉบับที่ ๑ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ หาได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เมื่อชาวบ้าน ชุมชน หรือท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอง ความเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและความเป็นท้องถิ่นของพิพิธภัณฑ์จะคงอยู่คู่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายได้อย่างไร บรรยากาศพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายกว่า ๔ ปีในความทรงจำอันแสนประทับใจของผู้เขียนได้หายไป พร้อมกับการเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นถึงไม่เข้าใจความเป็นท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่? ทำไมต้องนำรูปแบบพิพิธภัณฑ์จากส่วนกลางมายัดเยียดให้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย? และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากการหายไปของความเป็นท้องถิ่น? อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรสร้างเพื่อใคร?

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2556 ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ภูพานตั้งอยู่ติดกับหนองหารหลังโรงเรียนอนุบาลสกลนคร ในราวต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยยังคงเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ผู้คนยังไม่คุ้นเคย แต่เริ่มมีการเสวนาพูดคุยกันถึงการรวบอำนาจการจัดการพิพิธภัณฑ์ของรัฐไทยที่ผูกขาดเรื่องราวของประวัติศาสตร์แห่งชาติเอาไว้ที่ตนเองฝ่ายเดียว กระแสการจัดการความรู้ในอดีตของชาติเช่นนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านในแวดวงคนทำงานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีจำนวนหนึ่ง ในขณะนั้นเองก็มีการกล่าวถึงวิธีการจัดแสดงและนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในต่างประเทศ ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีเพียงโบราณวัตถุหรือวัตถุอื่นใดเป็นข้อกำหนดในการศึกษาที่ตายตัวและหยุดนิ่งเท่านั้น มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นองค์กรหลักแรก ๆ ในการสนับสนุนการทำงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้นำในการเผยแพร่แนวคิดตามสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และตามท้องถิ่นที่มีการจัดโดยองค์กรของชาวบ้าน มูลนิธิฯ จัดสัมมนาขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งจัดทำพิพิธภัณฑ์เป็นตัวอย่างเพื่อนำร่องขึ้นหลายแห่ง ซึ่งในช่วงทศวรรษนี้ถือเป็นการเริ่มต้น และตื่นตัวอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษต่อมา ๒๕๔๐ และกระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเลื่อนไหลไปตามจังหวะของบริบทในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น จากการเฝ้าดูการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์กลายเป็นพื้นที่ความรู้ที่ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐส่วนกลางเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่แตกกอต่อยอดไปอีกมากมาย ทั้งที่ได้รับอิทธิพลหรือแรงกระเพื่อมจากการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยุคแรก ๆ ที่เน้นการสร้างความรู้ที่เป็นของคนท้องถิ่นเพื่อสร้างพลังในการรู้จักตนเองและเท่าทันสังคมระดับชาติและระดับประเทศ หรือบางแห่งที่ไม่ได้ทราบแนวคิดดังกล่าว แต่ทำเพราะเป็นกระแสความนิยม จนมีหน่วยงานราชการและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ เห็นเป็นช่องทางในการใช้งบประมาณอีกทางหนึ่ง จึงเกิดบริษัทรับเหมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ตามท้องถิ่นต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นธุรกิจเชิงวิชาการที่ทำรายได้ให้กลุ่มคนจำนวนมากเช่นกัน การจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งหากไม่ใช่หน่วยราชการก็ยังคงพบความยากลำบากเพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่ชุมชนเล็ก ๆ จะมีเงินทองมาใช้จ่ายในกรณีเช่นนี้ได้ แต่ก็พบว่ามีหลายแห่งที่จัดสร้างโดยทุนท้องถิ่น บริหารด้วยคนท้องถิ่น และสร้างกิจกรรมทั้งให้ความรู้และการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้อย่างประสบผลสำเร็จ โดยไม่มีคนของรัฐหรือเงินของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก ทุกวันนี้มีองค์กรท้องถิ่นที่สามารถนำงบประมาณจำนวนมากมาใช้เพื่อการจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์” ประจำเมืองหรือประจำจังหวัดหลายแห่ง ก็นับว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการศึกษานอกระบบสำหรับประเทศนี้มิใช่หรือ? เพราะมีงบประมาณมากพอและศักยภาพของหน่วยงานและจำนวนบุคลากรรองรับไม่ใช่น้อย การประชุมร่วมกับผู้ใหญ่ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครเป็นเจ้าภาพในประเด็นเรื่อง “การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ภูพาน” แต่หลายปีที่ผ่านมานั้น มูลนิธิฯ กลับพบเห็นว่าเป็นไปในสิ่งที่ตรงกันข้าม การจัดการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยงบประมาณมหาศาลแทบจะทั้งหมดนี้ขาดมิติของเรื่องราวจากท้องถิ่น กลายเป็นความบกพร่องของเนื้อหาการจัดแสดงที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมไปอย่างสิ้นเชิง เพราะใช้วิธีคัดลอก ตัดแปะข้อมูลที่น่าจะเกิดจากการทำงานศึกษาอย่างจริงจังเพื่อนำเสนอแง่มุมและรายละเอียดของเรื่องเล่าภายในที่คนท้องถิ่นเป็นเจ้าของ และสมควรที่จะภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตัวตนของพวกเขาอย่างเต็มที่ กลับต้องมาสูญหายไประหว่างทางในการจัดแสดงอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีโอกาสและเงินทองยังคงมีอยู่อย่างมากมาย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงเบี่ยงแนวทางจากการมุ่งศึกษาค้นคว้าและสนับสนุนการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมาเป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ เป็นพี่เลี้ยงและร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อศึกษาท้องถิ่นของตนเอง และผลที่ได้นั้นนอกจากจะได้นักศึกษาที่เป็นชาวบ้านที่มีประสิทธิภาพในการตั้งคำถามแล้ว ยังได้ข้อมูลท้องถิ่นมากมายหลากหลายที่อาศัยทำโดยชาวบ้านเอง และสามารถนำไปใช้เพื่อกิจกรรมในชุมชนโดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งพาการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว นำไปใช้ทั้งการสร้างหลักสูตรสำหรับเด็ก ๆ ในโรงเรียน การจัดกิจกรรมเสริมเพื่อทำความเข้าใจท้องถิ่น การสร้างยุวมัคคุเทศน์ การทำหนังสือเผยแพร่ การจัดนิทรรศการกลางแจ้ง การท่องเที่ยว หรือการสร้างเครือข่ายพลังประชาคมท้องถิ่นเพื่อรักษาดูแลท้องถิ่นของตนเอง ที่สกลนครก็มีการจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์ภูพาน” ใช้งบประมาณรัฐไปหลายสิบล้านบาท ตั้งอยู่ริมหนองหารด้านหนึ่งของตัวเมืองสกลนครบริเวณหลังโรงเรียนอนุบาลสกลนคร พิพิธภัณฑ์ภูพานเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๕ และได้ทดลองเปิดพิพิธภัณฑ์ภูพานอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว เอกสารจากข่าวต่าง ๆ อ้างอิงข้อมูลที่ตัวแทนจากจังหวัดซึ่งเป็นฝ่ายหรือองค์กรรับผิดชอบโครงการมาแต่แรกเริ่ม ชี้แจงวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ภูพาน วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่รองรับ “การท่องเที่ยว” ในกลุ่มจังหวัดที่เรียกกันว่า “สนุก” และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยรวม เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสกลนครที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากเส้นทางกลุ่มจังหวัด “สนุก” (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์) ให้แวะเข้ามาเที่ยวชมเพื่อรับทราบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านนิทรรศการที่นำเสนอผ่านสื่อแบบ Interactive ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่น ๆ และเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นจากการขายสินค้า การให้บริการด้านต่าง ๆ การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ภูพาน ภายในอาคารและด้านนอกจัดแสดง ๙ โซน ได้แก่ ห้องโหมโรง ห้องแสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์ภูพาน” ห้องป่าบุ่ง ป่าทาม ป่าพรุอีสาน ห้องหนองหารกับการตั้งเมืองสกลนคร ห้องคนสกลนคร ห้องอาศิรวาทองค์ราชัน องค์ราชินี ห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ห้องดินแดนแห่งธรรมและการแสดงประติมากรรมลานกลางแจ้งแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรม อัตลักษณ์ สะท้อนความเป็นสกลนคร ในนิยามเมืองแห่ง ๔ ธรรม ประกอบด้วย ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรม และเปิดให้เข้าชมฟรีจนถึงปัจจุบัน ทั้งเด็กนักเรียน ครู และผู้ใหญ่เข้าชมกันมากมายล้นหลาม แสดงถึงความขาดแคลนสถานที่ให้ความรู้ในเชิงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดดูแลในเบื้องต้นพร้อมเจ้าหน้าที่เกือบสิบท่าน แต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่ควรจะวางแผนล่วงหน้าก่อนการเปิดมานานแล้วว่า การจัดการพิพิธภัณฑ์ซึ่งถือได้ว่า “เป็นงานบริการชุมชนที่จัดการให้ประสบความสำเร็จได้ยากที่สุดในโลก” งานหนึ่งจะเดินต่อไปอย่างไร ฝ่ายใดจะมีหน้าที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ให้เปิดบริการได้ต่อไปและควรมีกิจกรรมเสริมเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ผู้คนในสกลนครและจังหวัดอื่น ๆ ใช้ได้อย่างต่อเนื่องไปได้อย่างไร กล่าวกันว่าพิพิธภัณฑ์ภูพานแห่งนี้ใช้เวลาจัดสร้างนานมาก และพบอุปสรรคปัญหาหลายประการ และเมื่อเข้าไปชมนิทรรศการจริงก็พบว่าปัญหาและอุปสรรคใหญ่เหล่านั้นก็ยังไม่เท่ากับการสื่อสารของพิพิธภัณฑ์ที่น่าจะพูดได้ว่า แม้จะใช้เทคโนโลยีการจัดแสดงแบบมัลติมีเดียหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดใจให้สนุก ดูไม่น่าเบื่อ แต่เนื้อหาที่จัดแสดงนั้นถึงขั้นย่ำแย่หรือไม่สามารถสื่อข้อเท็จจริงทั้งของเทือกเขาภูพานและความเป็นเมืองสกลนครได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง หรือน่าสนใจค้นหาความรู้อย่างต่อเนื่องแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวในการสื่อสารสำหรับพิพิธภัณฑ์ที่ลงทุนลงแรงมหาศาลสถานที่หนึ่งทีเดียว จากเทศบาลนครสกลนครผู้ดูแลเบื้องต้นเพราะเป็นพื้นที่สถานที่ตั้ง ปรับมาให้อยู่ในการดูแลขององค์กรบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จนเป็นที่มาของการประชุมเมื่อไม่นานมานี้ ที่มูลนิธิฯ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมให้ความเห็น โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดี อาจารย์เสรี พงศ์พิศ นักพัฒนาจากบ้านท่าแร่ สกลนคร วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมกับผู้อาวุโสและนักวิชาการในเมืองสกลนคร รวมทั้งเครือข่ายจากท้องถิ่นสกลนคร เช่น องค์กรที่ต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน หอการค้า กลุ่มเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล รวมทั้งองค์กรการศึกษาที่สนใจในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์จำนวนหนึ่ง การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ภูพาน เพื่อพิจารณาหารือร่วมกันระหว่างองค์กรทางวิชาการจากภายนอกและเครือข่ายภาคีภายในท้องถิ่นสกลนคร และหาแนวทางในการปรับปรุงการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ปรับปรุงโครงสร้างการจัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อท้องถิ่น ตลอดจนวางแผนการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อสร้างและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแอ่งวัฒนธรรมอีสานเหนือและเมืองสกลนครแก่เยาวชนและคนในท้องถิ่นให้ได้ประสิทธิภาพที่มากขึ้น อาจจะเป็นไปได้ที่การเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ภูพานนี้เป็นผลมาจากการรวมตัวของคนท้องถิ่นไทสกลที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะดอนสวรรค์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรวมตัวและปลุกวิญญาณของความเป็นคนท้องถิ่นที่ต้องการเห็นบ้านเมืองปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปในทิศทางที่ข้าราชการทั้งประจำและฝ่ายการเมืองคงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับฟังความคิดเห็นของคนท้องถิ่นให้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นเช่นการกระทำอย่างที่เคยผ่านมา ซึ่งไม่ได้ร่วมปรึกษาหารือกับใคร และใช้งบประมาณสร้างในสิ่งที่ไม่สามารถนำไปใช้ให้คุ้มค่าได้เช่นนี้ การปรึกษาหารือรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายต่างๆ ที่เป็นคนภายในสกลนครผสมผสานกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ข้อคิดเห็นมากมาย สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดการต่อต้านจากคนภายในก็ได้ เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นพูดคุย แต่บรรยากาศที่มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายและร่วมกันขบคิดเพื่อกิจกรรมสาธารณะเช่นนี้ในเมืองสกลนครที่เริ่มจะมองเห็นความหวังในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างแล้ว ก็น่าติดตามว่า ในอนาคตพิพิธภัณฑ์ภูพานที่ชาวบ้านชาวเมืองขอให้ปรับมาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้คนทั่วไปมากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่เพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้นจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร สถานที่เพื่อการศึกษานอกระบบเช่นนี้จะสามารถกลายมาเป็นพื้นที่ให้ความรู้สาธารณะที่มีคุณภาพได้หรือไม่ ทั้งมูลนิธิฯ และไทสกลนครทั้งมวลกำลังสังเกตการณ์อยู่เช่นกัน เพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรสร้างเพื่อคนท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง หรือพ่อค้าผู้รับเหมาบางกลุ่มบางคน การศึกษาท้องถิ่นอันมีการจัดสร้างกระบวนการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นเป้าหมาย ยังมีความสำคัญต่อสังคมไทยในอนาคตอย่างมาก ก็เพื่อเรียนรู้สังคมอื่น เพื่อการรู้จักสังคมของตนเองอย่างถ่องแท้ และเข้าใจในโลกและสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ตกเป็นเหยื่ออำนาจของฝ่ายใด แม้เวลาจะผ่านไปกว่ายี่สิบปี สิ่งเหล่านี้กลับเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้า ๆ บางครั้งก็เหมือนจะถอยหลังกลับอย่างน่าฉงนจนเหน็ดเหนื่อยหัวใจ ถ้าพิพิธภัณฑ์ที่สกลนครปรับเปลี่ยนได้ ความหวังในใจของคนมูลนิธิฯ ที่มีต่อกิจการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งช่วยกันเริ่มต้นและร่วมใจกันทำงานมาอย่างยาวนานไม่น้อยก็อาจพองฟูขึ้นมาบ้างก็ได้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • "พิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้าน” เก็บอดีตจากบ้านดงคอน อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2553 สิ่งของเครื่องใช้ที่ชาวบ้านบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ของหมู่บ้าน ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมกระจายอยู่ในที่ต่างๆ เกือบทั่วประเทศ เนื้อหาที่จัดแสดงก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ศิลปะและโบราณคดี” ในระดับภูมิภาค เน้นให้เห็นความสำคัญของศูนย์กลางแห่งใดแห่งหนึ่ง สภาพเช่นนี้ทำให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์รับรู้ในเรื่องไกลตัวและตัดขาดออกจากสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง ความภาคภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นจึงไม่เกิดขึ้น ความหมายของพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบดังกล่าว เป็นสาเหตุให้เกิดความคิดต่างๆ ในภารพัฒนาเนื้อหาและวิธีการจัดพิพิธภัณฑ์เพื่อชุมชนหรือท้องถิ่นอย่างแท้จริง จากความคิดเหล่านี้ (โดยเฉพาะเอกสารสัมมนาของ ผ.ศ.ปรานี วงษ์เทศ เรื่อง “บทบาทวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการสืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้าน (พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อชุมชนชาวบ้าน) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ วันที่ ๓๐ มิถุนายน – ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๒) กระตุ้นให้มีการทดลองทำพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น โดยนักศึกษาจากชมรมอนุรักษ์ศิลปะ, โบราณคดีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้ร่วมกันทำ “โครงการอบรมเยาวชนเผยแพร่ความรู้และจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” ที่อำเภอสรรคบุรี เมื่อวันที่ ๑๓-๒๔ ตุลาคม ที่ผ่านมา “ที่บ้านดงคอนมีร่องรอยชุมชนโบราณสมัยทวารวดี นักศึกษากลุ่มหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับชาวบ้านจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำหมู่บ้านขึ้น เพื่ออนุรักษ์ร่องรอยเก่าแก่เหล่านั้น” เก็บอดีตจากบ้านดงคอน ก่อนเริ่มจัดพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการเก็บข้อมูลในภาคสนาม เพราะนอกจากจะศึกษาแนวความคิด การจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตามทฤษฎีแล้ว ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ทั้งทฤษฎีและการกระทำร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ตำบลดงคอน อยู่ในอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ครอบคลุมพื้นที่ ๑๓ หมู่ อาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำนา โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา พื้นที่ทำนาได้ขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก การบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในบริเวณที่เรียกว่า “ดงเทพรัตน์” ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่จัดสรรสำหรับคนยากจนและมีปัญหาในชุมชนไม่ผิดกับแหล่งชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ เท่าไหร่นัก เป็นเพราะขาดความสัมพันธ์ในระดับชุมชนนั่นเอง (ภาพซ้าย) แผนผังแสดงที่ตั้งของเมืองดงคอน เมืองโบราณสมัยทวารวดีและอยุธยาตอนต้น อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท (ภาพขวา) สภาพแวดล้อมของเมืองดงคอนที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เห็นแนวคูน้ำคันดินรูปกลม เพราะถูกเเป็นที่นาเสียเกือบหมดแล้ว หมู่บ้านดงคอนแต่ดั้งเดิม อยู่ในบริเวณหมู่ที่ ๑-๔ มีวัดโคกดอกไม้เป็นศูนย์กลาง เรียงรายด้วยบ้านพักอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านมีคูน้ำคันดินในสมัยวัฒนธรรมทวารวดีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน ขนาดกว้างยาวประมาณ ๗๕๐ x ๕๕๐ เมตร คูเมืองมีความกว้างไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตร ด้านหนึ่งขุดเพิ่มขึ้นจากลำน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านเรียกว่า คลองน้ำเขียว ลำน้ำสายนี้ต่อมาจากทางน้ำเดิมไหลตัดผ่านกลางเมืองแพรกศรีราชาและแม่น้ำน้อยไปต่อกับเมืองสมัยทวารวดีที่บ้านเกาะ เหนือขึ้นไปมีทางน้ำแยกไปสู่เมืองสมัยทวารวดีอื่นๆ เช่นที่ ดงกระเบื้องและเมืองสมัยทวารวดีที่หางน้ำสาคร อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ส่วนทางด้านทิศใต้ ลำน้ำเก่าสายนี้เป็นจุดเริ่มต้นของลำน้ำสีบัวทองซึ่งมีเมืองทวารวดีตั้งอยู่หลายแห่ง เช่นที่ บ้านคูเมือง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี บ้านคูเมือง อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นต้น (แพรกศรีราชาหรือสรรคบุรี : ศรีศักร วัลลิโภดม, เมืองโบราณ ๒๕๑๗) แสดงให้เห็นว่าทางน้ำเก่าสายนี้ค่อนข้างสำคัญสำหรับชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันในบริเวณที่ราบภาคกลาง โดยดูจากลักษณะการเลือกที่ตั้งถิ่นฐาน รูปร่างและขนาดของเมือง โบราณวัตถุที่พบซึ่งมีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนมาก เมืองโบราณที่ดงคอนมีคุณสมบัติดังกล่าวและนอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุที่น่าสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น เหรียญที่มีจารึกอักษรปัลลวะ ความว่า “ศรีทวารวติศวรปุญญะ” ด้านหลังเป็นรูปแม่และลูกวัว พบจำนวน ๕ เหรียญ ภายในบริเวณเมืองโบราณดงคอน หลังจากได้พบที่ อู่ทอง นครปฐม อินทร์บุรี นายชะเอม แก้วคล้าย จากกองหอสมุดแห่งชาติ ให้ข้อเสนอของคำแปลข้อความนี้ว่า “พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ” (โบราณคดีเมืองดงคอน : ภูธร ภูมะธน, ๒๕๓๐) เหรียญจารึกอักษรปัลลวะความว่า “ศรีทวารวติเทวิศวรปุญญะ” พบหนึ่งเหรียญ ตัวอักษรคมชัด ที่สำคัญคือมีคำว่า “เทวิ” เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคำ คำแปลคือ “พระเจ้าศรีทวารวติและพระราชินีผู้มีบุญ” เป็นเหรียญแรกและเหรียญเดียวที่พบและได้รับการเผยแพร่ในประเทศไทย จากการเสนอข้อความเช่นนี้ ทำให้น่าจะลองพิจารณาความสำคัญของเหรียญจารึกกันอีกสักครั้ง เพราะคำแปลเดิมที่ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ แปลว่า “บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี” คำว่า ทวารวดีนั้นคือบ้านเมืองหรือรัฐ หากแต่ที่แปลใหม่ของคุณชะเอม แก้วคล้ายกลายเป็นศรีทวารวดีที่เป็นชื่อของกษัตริย์ไป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็อาจจะเป็นเรื่องน่าปวดหัว จำเป็นที่จะต้องรื้อต้องฟื้นกันเป็นการใหญ่ ทั้งบริเวณที่พบเหรียญเช่นนี้อยู่ในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา การตีความเรื่องอำนาจทางการเมืองก็อาจจะมีความชัดเจนขึ้นจากเดิม ส่วนเหรียญที่มีจารึกเพิ่มคำว่า “เทวิ” แสดงให้เห็นสถานภาพของสตรีชั้นสูงในบ้านเมืองแถบนี้ เรื่องเหล่านี้อาจจะแต่งเติมประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ ให้มีสีสันขึ้นอีกไม่น้อย นอกจากนี้ยังพบเหรียญตราสัญลักษณ์มงคลต่างๆ เป็นจำนวนมาก และมักจะถูกตัดกลางจนเกือบขาด บางเหรียญมีร่องรอยการใช้งานอย่างหนัก คือตราประทับลึกและลางเลือน จึงทำให้คิดไปว่า น่าจะใช้เป็นสื่อในการติดต่อค้าขายมากกว่าเป็นเหรียญที่ระลึกทางศาสนา พื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองโบราณดงคอนถูกใช้ในการทำนาไปเกือบหมดแล้ว อีกทั้งคลองชลประทานก็ไหลผ่านกลางเมือง ทำให้หลักฐานที่เหลืออยู่ถูกทำลายตามไปด้วย ด้านนอกของเมืองทางทิศเหนือ มีโบราณสถานแห่งหนึ่งเรียกว่า โคกปราสาท อิฐจากโบราณสถานนี้ขนาดใหญ่มาก โดยเฉลี่ยขนาด ๕๐x ๒๕ x ๑๕ เซนติเมตร ซึ่งก็น่าจะรับน้ำหนักจากโบราณสถานขนาดใหญ่มาก่อน ถัดเข้ามาภายในบริเวณหมู่บ้านมีวัดร้างอยู่ ๒ แห่ง เรียกว่า วัดตะวันออกและวัดศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้น โบราณวัตถุที่พบ เช่นเครื่องถ้วยและตุ๊กตาสังคโลก เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง ทำให้ทราบว่า บริเวณเมืองโบราณแห่งนี้คงจะมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องต่อกันตลอดเวลา ความเจริญของแหล่งชุมชนแต่เดิมน่าจะอยู่ที่ดงคอนก่อนไปเติบโตขึ้นอีกแห่งที่ริมแม่น้ำน้อยคือเมืองแพรกศรีราชาหรือสรรคบุรี ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓ กิโลเมตร สาเหตุนั้นน่าจะมาจากความสำคัญของทางน้ำเก่าได้ลดลงนั่นเอง ลักษณะของชุมชนบ้านดงคอนได้กลายเป็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกออกมาจากแม่น้ำ ค่อนข้างแยกตัวอยู่โดดเดี่ยว และได้ชื่อว่าเป็นชุมโจรที่สำคัญแห่งหนึ่งในราวสมัยรัชกาลที่ ๕ และหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา เสือทางแถบสุพรรณบุรีก็มีชีวิตโลดแล่นและมีความสัมพันธ์กับดงคอนมากมายนัก ทั้งเสือฝ้าย เสือแฮม เสือมเหศวร ฯลฯ ทั้งนี้เพราะดงคอนเป็นเขตติดต่อกับอำเภอเดิมบางนางบวช แหล่งเสือสุพรรณที่ขึ้นชื่อในสมัยนั้น ทิวอันยาวเหยียดที่เดินชักแถวข้ามทุ่งของพวกเสือในอดีต กลายเป็นเรื่องฝังใจของชาวบ้านที่อายุเลย ๕๐ ปีขึ้นไป และเป็นเรื่องเศร้าร้ายกาจเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ของบ้านดงคอน พิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้าน หลังจากเก็บข้อมูลโดยบันทึกจากคำบอกเล่าของชาวบ้านรวมกับการสำรวจทางโบราณคดีแล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ การหาลักษณะวิธีการจัดพิพิธภัณฑ์และสื่อสารกับชาวบ้านถึงความสำคัญของสิ่งที่จะทำขึ้นใหม่ เพราะดงคอนเป็นชุมชนที่หนาแน่นและมีวัดโคกดอกไม้เป็นศูนย์กลาง พุทธศาสนายังคงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างมาก การจัดพิพิธภัณฑ์ของชุมชนบ้านดงคอน จึงเริ่มต้นกันที่วัด ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านเป็นศาลาเก่าๆ และแทบจะไม่มีคนมาใช้ประโยชน์เลย เมื่อต่อเติมขึ้นอีกเล็กน้อย โดยแบ่งช่องด้านหน้า ๒ ข้างกั้นลูกกรงไม้ระแนง ใช้เป็นห้องอ่านหนังสือและห้องวารสารจัดเก็บหนังสือที่มีอยู่เดิมรวมกับหนังสือที่ขอรับบริจาค จึงได้ห้องสมุดเล็กๆ ๒ ห้อง นอกจากนี้ยังมีเกมต่างๆ และหนังสือการ์ตูนจัดไว้สำหรับเด็กๆ โดยสามารถหยิบออกมาได้อย่างอิสระ (ภาพซ้าย) ด้านหน้าคือห้องสมุดและห้องวารสาร ใช้เป็นที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน (ภาพขวา)แม่บ้านจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโบราณวัตถุ ด้านในเป็นพื้นที่การจัดแสดง แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ นิทรรศการรูปภาพ แผนที่ แบบจำลอง แผ่นข้อมูล กล่องสไลด์ อธิบายเรื่องราวทางโบราณคดีที่สัมพันธ์กับพื้นที่บ้านดงคอน แสดงให้เห็นพัฒนาการในอดีตเรื่อย ๆ มา ส่วนโบราณวัตถุที่พบใช้รูปถ่ายประกอบโดยการเอื้อเฟื้อของ น.พ.สำนวน ปาลวัฒน์วิไชย การอธิบายสถานที่จริงโดยใช้ชื่อที่ชาวบ้านเรียก เช่นคูเมืองด้านหนึ่งเรียกว่า ลำไชยคลี (ที่มาของชื่อมาจากนิทานเรื่องสังข์ทองตอนตีคลี ส่วนสระน้ำกลางเมืองเชื่อว่าเป็นวังของหกเขย โคกปราสาทนอกเมืองเชื่อว่าเป็นวังของเจ้าเงาะ อาจจะเป็นนิทานท้องถิ่นจากชาวบ้านเชื้อสายลาวในชุมชนใกล้เคียง) ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นหนองตามธรรมชาติ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีลักษณะยาว รี เช่นนี้ เมื่อพบคำอธิบายก็เกิดความเข้าใจและรู้เรื่องราวในชุมชนของตนเองมากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น โบราณวัตถุที่พบทั่วไปในท้องถิ่นและของใช้ในชีวิตประจำวันที่เลิกใช้แล้ว ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ ของที่จัดแสดง เช่น แผ่นอิฐจากโบราณสถาน เครื่องมือเหล็กและอื่น ๆ ส่วนของใช้อื่น ๆ เช่น ระหัดวิดน้ำด้วยมือ อุปกรณ์ในการทำนาโดยใช้ควายที่เลิกใช้มากว่า ๑๐ ปีแล้ว สีโบกอุปกรณ์ในการทอผ้าพิมพ์ไม้สำหรับทำขนม กระบอกน้ำขนาดใหญ่ เครื่องมือดักจับสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องสังคโลก ภาชนะดินเผาจากกลุ่มเตาแม่น้ำน้อยและของมีค่าอื่น ๆ อีกมาก สิ่งของเหล่านี้ แรกทีเดียวใช้วิธีเดินขอรับบริจาค แต่เมื่อมีพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ก็มีชาวบ้านกลับไปขนของที่บ้านตัวเองเอามาบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ของหมู่บ้านกันเป็นการใหญ่ จนไม่มีที่จะเก็บกันทีเดียว ของที่มีค่าจะนำออกตั้งแสดงเมื่อเวลามีงานเท่านั้น เพราะอาคารเป็นห้องเปิด เข้าชมได้ทุกเวลา เป็นการทดลองการจัดแสดงในรูปแบบที่ผู้เข้าชมสามารถหยิบจับและทดลองใช้สิ่งของเหล่านี้ได้ และเป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งของในพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดบ้านดงคอน ยังอยู่ครบบริบูรณ์ไม่ได้หายไปไหน จากการทลองทำงานที่ผ่านมา ให้ข้อคิดที่ได้จากการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านดงคอนหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำชุมขน โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมมากที่สุดจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและระลึกอยู่ว่าจะต้องรักษาสมบัติชิ้นนี้ไว้ สิ่งเหล่านี้เกิดแล้วกับชาวบ้านดงคอนที่ได้ร่วมกันสร้างและบริจาคสิ่งของต่าง ๆ ส่วนนักศึกษาเป็นฝ่ายจัดแสดงและหาเงินค่าใช้จ่าย โรงเรียนประถมวัดโคกดอกไม้ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันเป็นฝ่ายดูแลและรับผิดชอบพิพิธภัณฑ์ สถานที่นี้จึงกลายเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวบ้านดงคอนอีกแห่งหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องหาผู้ดูแลต่อเนื่อง จัดเก็บรวบรวมและเสริมต่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซึ่งน่าจะเป็นผู้มีความรู้ในท้องถิ่น โดยนักเรียนมัธยมหรือผู้นำเยาวชนที่กำลังมีความคิดสร้างสรรค์อย่างมากมาย จะเป็นผู้ดูแลได้อย่างดียิ่ง ในกรณีพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ ได้เยาวชนที่รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจากโครงการของนักศึกษาชมรม อนุรักษ์ฯ เป็นผู้สานต่อต่อไป ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวในท้องถิ่นมีเพิ่มขึ้น ชาวบ้านมีความภาคภูมิใจในอดีตของชุมชนของตนเอง อย่างเช่น คราวประชุมลูกบ้านวันหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสวัดโคกดอกไม้ถึงกับขอร้องลูกบ้านให้เรียกบ้านดงคอนเสียใหม่ว่า “เมืองดงคอน” ซึ่งก็มีผู้เรียกตาม ๆ กันหนาหูขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ว่าการจัดพิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้านออกจะเป็นการทดลองการจัดพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นจุดที่เล็กย่อยเกินไป ซึ่งในการปฏิบัติจริงแล้วอาจจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ในการที่จะลงทุนจัดพิพิธภัณฑ์ขึ้นตามหมู่บ้านทั่วประเทศไทย ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้แน่หากจะโยนหน้าที่รับผิดชอบไปให้หน่วยราชการ เช่น กรมศิลปากร แต่อยากจะเรียนเสนอดังนี้คือ ถ้าสามารถให้ความสำคัญกับการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในกรมการศึกษานอกโรงเรียน หรือโครงการพัฒนาหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง โดยมีการอบรมให้เห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ หากสามารถทำได้ ก็จะทำให้เกิดการกระจายความคิดเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแพร่ออกไปเป็นวงกว้าง การจัดพิพิธภัณฑ์ในหมู่บ้านจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ต่อไป เพราะจากการที่ได้ทดลองจัดทำมาแล้วนี้ เห็นว่า คนในท้องถิ่นมีความพร้อมและมีความต้องการรับรู้ในอดีตของตนเองอยู่แล้ว ขาดอยู่แต่เพียงการสร้างความเข้าใจในการสร้างอดีตของชุมชนให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเท่านั้น การทดลองจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของนักศึกษาจากชมรมอนุรักษ์ฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเพียงการทดลองทำจากทฤษฎี หากแต่ผลที่ได้รับทำให้ทราบว่า “แม้ส่วนที่เล็กที่สุดเช่นหมู่บ้าน หากสามารถเข้าถึงอดีตและปัจจุบันได้ สิ่งที่เห็นก็คือความยิ่งใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน” วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (เคยพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เดือนมีนาคม ๒๕๓๓) (แม้ พ.พ.ท้องถิ่นที่บ้านดงคอนนี้ จะไม่ได้ประสบความสำเร็จหลังจากนั้นเป็นต้นมา แต่ก็ถือว่าเป็นงานทดลอง ชิ้นแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้ทำและกลายเป็นความต่อเนื่องให้เกิดการเข้าไปทำงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในอีกหลายแห่ง)

  • พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดศรีสุทธาวาส

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2551 วัดศรีสุทธาวาสเป็นอีกวัดหนึ่งที่พระสงฆ์เจ้าอาวาสและชาวบ้านต้องการที่จะมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนเอง วัดนี้ เป็นวัดหนึ่งในจำนวนหลายวัดของชุมชนเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของที่ทำการอำเภอ มีถนนสายดอยสะเก็ด - เชียงรายตัดผ่าน นับเป็นชุมชนที่อยู่บนเส้นทางคมนาคมมาช้านาน มีย่านร้านค้า ตลาด และสถานที่ราชการที่ทำให้ผู้คนที่มีอาชีพหลากหลายอยู่รวมกัน โดยเฉพาะมีทั้งผู้ที่เป็นคหบดี และชาวบ้านธรรมดาที่พอมีพอกินและยากจนที่ทำให้เวียงป่าเป้าไม่ใช่เป็นเพียงชุมชนในระดับหมู่บ้าน หากเป็นชุมชนระดับเมืองที่แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามพื้นที่ และแต่ละกลุ่มก็มีวัดเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นวัดศรีสุทธาวาสซึ่งเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รอบ ๆ บริเวณวัดและมีคณะบุคคลที่เป็นศรัทธาวัดทำหน้าที่ดูแลและช่วยพระสงฆ์ทำกิจการที่เกี่ยวกับวัด หรืออาจกล่าวได้ว่ากลุ่มชนที่สัมพันธ์กับวัดดังกล่าวนี้เป็นชุมชนวัดศรีสุทธาวาสก็ได้เป็นชุมชนหมู่บ้านในเมืองแบบที่เคยเป็นมาแล้ว แต่อดีตในวัฒนธรรมเมืองของล้านนา โดยลักษณะเช่นนี้ วัด คือ สัญลักษณ์ของชุมชนและเป็นที่ชาวบ้านมีสำนึกร่วมกันในการที่จะบำรุงรักษาให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพวกตน อีกทั้งเป็นสิ่งที่จะโอ้อวดและแข่งกันกับชุมชนของวัดอื่น ๆ ในเมือง หรืออำเภอเดียวกันได้ และจากสำนึกร่วมของความเป็นชุมชนนี้เองที่เป็นสิ่งผลักดันให้ทั้งพระสงฆ์ และชาวบ้านต้องการมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนขึ้น ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับวัดศรีสุทธาวาสก็เนื่องมาจาก เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาคเหนือตอนบน ที่มีอาจารย์ศิริชัย นฤมิตเรขการ ได้ขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ ให้ไปช่วยอบรมเรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ให้แก่พระสงฆ์และชาวบ้าน เพราะอาจารย์ศิริชัยและคณะพบว่า มีวัดและชุมชนหลายแห่งในภาคเหนือสนใจรวบรวมของโบราณตามท้องถิ่นกันมาก และอยากมีพิพิธภัณฑ์เป็นของตนเองโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับกรมศิลปากร และเห็นว่ามูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นมูลนิธิแห่งเดียวที่ทำการอบรมแนะการจัดพิพิธภัณฑ์ให้แก่ชาวบ้านและพระสงฆ์ตามที่ต่างๆ มาแล้ว จึงได้ขอทั้งทุนและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯมาช่วยดำเนินการ ข้าพเจ้าในฐานะเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ จึงต้องขึ้นมาทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ การประชุมอบรมครั้งนั้นมีพระสงฆ์และผู้สนใจที่เป็นฆราวาสจากท้องถิ่นต่างๆ ในเชียงใหม่และเชียงรายมากันมาก ทำให้ข้าพเจ้าสังเกตได้ว่ามีการตื่นตัวในเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภาคเหนือนี้มากกว่าภาคอื่น ๆ ของประเทศทีเดียว ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการมีสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมล้านนา ที่มีการสืบสานกันมาช้านานเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความภูมิใจในเรื่องศิลปกรรม ไม่เพียงแต่พระและชาวบ้านเท่านั้น พ่อค้า ข้าราชการและผู้มีอาชีพอื่น ๆ ก็เห็นคุณค่า ซึ่งก็เห็นได้จากบรรดาร้านค้าหลายแห่งทีเดียวที่มีการสะสมของเก่าและของใหม่ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของตน มีไว้แสดงและให้คนดูแต่ไม่ขาย คงจะเป็นเหตุนี้กระมังที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมีความนิยมที่จะไปเที่ยวชมศิลปกรรมของล้านนากันมากกว่าของภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องไม้แกะสลักทั้งเก่าและใหม่ ในการเป็นวิทยากรครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปชมการอนุรักษ์และรวบรวมของโบราณตามวัดต่าง ๆ ในเขตเชียงใหม่หลายแห่ง และมีหลาย ๆ วัดทีเดียว ที่มีความเข้าใจในการรวบรวมสิ่งของ คือไม่เน้นแต่เพียงเรื่องพระพุทธรูป ภาพแกะสลัก หรือศิลปวัตถุที่มาจากวัด หากยังรวบรวมบรรดาเครื่องใช้ไม้สอยและวัตถุทางชาติพันธุ์ ที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวเมืองด้วย วัดบางวัดนอกจากจัดสิ่งของเป็นหมวดหมู่แล้ว ยังมีการสื่อความหมายให้เห็นชีวิตวัฒนธรรมด้วยการเขียนภาพโดยฝีมือปราชญ์ชาวบ้านแสดงด้วย พระสงฆ์และชาวบ้านจากวัดศรีสุทธาวาส เวียงป่าเป้าก็ได้มาประชุมในครั้งนี้ พร้อมด้วยอาจารย์ นฤมล เรืองรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมของสถาบันราชภัฎเชียงราย ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของเวียงป่าเป้าเป็นพิเศษ บุคคลทั้งหมดนี้ได้หารือกับข้าพเจ้าถึงเรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ที่วัดศรีสุทธาวาส โดยขอความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าและมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ขัดข้อง เพราะมีความสนใจอยู่ก่อนแล้ว กว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา สมัยเมื่อข้าพเจ้าสำรวจและศึกษาชุมชนโบราณในภาคเหนือนั้น ข้าพเจ้าเคยมาสำรวจที่เวียงป่าเป้านี้ เพราะเป็นบริเวณที่มีคูน้ำคันดินที่เป็นตัวเวียงและสามารถเห็นได้ชัดจากภาพถ่ายทางอากาศ ตั้งอยู่ริมฝั่งลำน้ำแม่ลาวที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาผีปันน้ำที่อยู่ทางตะวันออกของแอ่งเชียงใหม่ ต้นน้ำของลำน้ำที่นี้อยู่แถวดอยสะเก็ด อันเป็นบริเวณที่ทางราชการตัดถนนจากเชียงใหม่ข้ามเขามายังที่ราบลุ่มแม่ลาว ผ่านเวียงป่าเป้าไปยังแม่สรวย และเชียงราย ตรงสันปันน้ำของเทือกเขานี้ ทางตะวันตกเป็นต้นน้ำของลำน้ำแม่กวง ที่ไหลลงที่ราบลุ่มเชียงใหม่ - ลำพูน ผ่านเมืองลำพูนไปรวมกับแม่น้ำปิง ส่วนทางตะวันออกคือ ต้นน้ำของแม่น้ำแม่ลาวที่ไหลไปรวมกับแม่น้ำกกในเขตจังหวัดเชียงราย แล้วไปออกแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสน ที่ราบลุ่มแม่ลาวที่มีลำน้ำแม่ลาวไหลผ่านนี้เป็นที่ราบลุ่มรูปยาวรี และมีลำห้วย ลำธารที่ไหลจากที่สูงทางด้านตะวันตกและตะวันออกมาสมทบกับลำน้ำแม่ลาว ทำให้เป็นที่ราบลุ่มที่เหมาะกับการเพาะปลูก และเป็นที่สร้างบ้านแปงเมือง จากภาพถ่ายทางอากาศพบร่องรอยของชุมชนโบราณที่มีคูน้ำคันดินหลายแห่ง เริ่มแต่บริเวณแม่ขะจาน ตั้งแต่แม่เจดีย์ลงไปตามลำน้ำรวมทั้งร่องรอยการทำเหมืองฝายที่มีความสลับซับซ้อน โดยแหล่งชุมชนที่ข้าพเจ้าเคยสำรวจก็คือ " เวียงกาหลง " อันเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่มีชื่อเสียงที่สุดของล้านนา และเวียงป่าเป้าที่มีการกล่าวถึงในหลักฐานทางเอกสาร เวียงป่าเป้าอยู่ต่ำลงมาทางเหนือตามลำน้ำแม่ลาวประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เวียงทั้งสองนี้นับเนื่องอยู่ในสมัยเดียวกัน คือสมัยล้านนาที่มีอายุแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา เพราะตามพื้นดินพบเศษภาชนะดินเผาทั้งเคลือบและไม่เคลือบที่เป็นแบบล้านนาอยู่ทั่วไป การเริ่มต้นและสิ้นสุดลงของเมืองทั้งสองแห่งนี้ยังไม่อาจทราบได้ เพราะยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดีและการวิจัยเรื่องราวที่ปรากฏในเอกสาร สมัยเมื่อข้าพเจ้าไปที่เวียงป่าเป้านั้น มีสภาพเป็นชุมชนและมีย่านตลาดอยู่แล้ว รวมทั้งเป็นที่ตั้งที่ทำการอำเภอด้วย อีกทั้งมีวัดอยู่หลายวัด อันเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะความเป็นชุมชนเมือง ตัวเวียงป่าเป้ามีคูน้ำคันดินล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมมนขนาดไม่ใหญ่นัก ตั้งอยู่บนที่ดอน ภายในตัวเวียงไม่พบอะไร เพราะระยะนั้นต้นไม้ปกคลุม แต่มีเรือนไม้ขนาดใหญ่อยู่เรือนหนึ่งที่ชาวบ้านบอกว่าเป็น คุ้มของเจ้าเมือง ดูแล้วอายุแต่ไม่ถึงสมัยร้อยปีเลยไม่สนใจอะไร แต่ได้รับคำบอกเล่าจากชาวบ้านว่า มีวัดหนึ่งคือวัดศรีสุทธาวาส มีของเก่าคือหอไตรที่สวยงามมาก จึงได้เข้าไปดูก็พบว่าเป็นวัดใหญ่ที่มีความร่มรื่น มีหอไตรเก่าและมีพระสถูปเจดีย์แบบพม่ารวมอยู่ด้วย ตามพื้นดินพบเศษภาชนะดินเผาสมัยล้านนา จึงได้ทำการถ่ายภาพไว้ และเห็นว่าดูเหมือนมีวัดนี้วัดเดียวเท่านั้น ที่ยังแลเห็นอะไรเก่าๆอยู่ แต่หลังจากนั้นก็ลืมไป จนกระทั่งมาประชุมอบรมเรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ที่เชียงใหม่นี้ และพบปะกับพระและผู้รู้ จึงนึกขึ้นมาได้ และได้เห็นความสำคัญที่แตกต่างไปจากเดิม นั้นคือ แต่ก่อนข้าพเจ้ามุ่งที่จะดูความเก่าแก่ของชุมชนในภาพรวมของประวัติศาสตร์ล้านนา หาได้สนใจถึงคนและพัฒนาการของสังคมท้องถิ่นไม่ ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนความคิดความสนใจมาที่คนและสังคมท้องถิ่นแล้ว ก็พบว่าวัดศรีสุทธาวาสนี้มีความหมายความสำคัญมาก เพียงแค่หอไตรและสถูปเจดีย์แบบพม่าก็บอกอะไรเกี่ยวกับคนและวัฒนธรรมได้ดีกว่าพระพุทธรูปหรือพระเจดีย์แบบเชียงแสนและลำพูน ซึ่งเป็นเรื่องห่างไกลคน ยิ่งมาได้ข้อมูลและความรู้ใหม่จากพระ ชาวบ้านและผู้รู้ก็ยิ่งสนใจใหญ่ พร้อมทั้งเลื่อมใสในความคิดที่จะอนุรักษ์ของท่านเหล่านี้ จากการพบปะครั้งนี้ข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ช่วยเหลือในการจัดทำทะเบียนรวบรวมข้อมูลและแนะนำในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ ในขณะเดียวกันก็เอาเงินวิจัยสกว . ที่ให้ข้าพเจ้ามามอบให้กับอาจารย์ นฤมล เรืองรังษี เพื่อทำการรวบรวมและวิจัยพัฒนาการท้องถิ่นเวียงป่าเป้า เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ และพิมพ์เอกสารสำหรับพิพิธภัณฑ์ หลังจากนั้นมาหลายเดือน เมื่อทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์และอาจารย์ นฤมล เรืองรังษี ได้ดำเนินการในขั้นจัดทำทะเบียน และเก็บข้อมูลเบื้องต้นทางประวัติศาสตร์วรรณคดี ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และวัฒนธรรมพื้นบ้าน เป็นที่พอเพียงแล้ว ก็ได้ขอให้ข้าพเจ้าขึ้นไปประชุมกลุ่มย่อยเพื่อเสวนาเรื่องการกำหนดหัวข้อในการจัดแสดงเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ ในการประชุมครั้งนี้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ในเรื่องการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของข้าพเจ้าและคณะ เรื่องแรกก็คือ ทำให้เห็นได้ว่าการเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดศรีสุทธาวาสนี้ คงไม่จำกัดอยู่เฉพาะตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ที่ทางวัดกำหนดไว้เท่านั้น หากยังต้องครอบคลุมไปถึงตัววัดทั้งหมดและพื้นที่โดยรอบที่มีป่าไม้ด้วย ทั้งนี้เพราะพบว่าภายในวัดเองมีสิ่งที่เป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมมากกว่าการมีหอไตรเพียงแห่งเดียวอย่างที่เคยเข้าใจมาก่อน สิ่งแรกก็คือ ร่องรอยของพระอุโบสถเก่าที่ยังแลเห็นแนวฐานและกำแพงอยู่ แสดงให้เห็นว่าวัดศรีสุทธาวาสนี้มีมาก่อนวัดในปัจจุบัน ได้มีการรื้อโบสถ์เก่าและสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นมาแทน และโบสถ์เก่านั้นน่าจะมีอายุกว่าร้อยปีขึ้นไป นับเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าชุมชนในบริเวณเวียงป่าเป้านี้อยู่สืบเนื่องมาหลายสมัย อีกทั้งมีรูปแบบทางศิลปกรรมที่ไม่ได้รับอิทธิพลศิลปะพม่าดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่สองคือ ฐานชุกชีของพระประธานภายในโบสถ์ มีภาพปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติและชาดกทศชาติปิดทองประดับ เป็นฝีมือช่างพม่าที่หาดูได้ยาก อีกทั้งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างพระอุโบสถครั้งหลังนี้ ผู้สร้างผู้บริจาคที่เป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านในเขตเวียงป่าเป้าปัจจุบันนั้นนิยมศิลปะพม่า และความนิยมในเรื่องก็เข้ากันได้ดีกับรูปแบบพระสถูปเจดีย์ที่เป็นแบบพม่า สิ่งที่สามที่จะต้องมีการอนุรักษ์ก็คือ หอไตร ซึ่งเป็นของหาดูได้ยากในท้องถิ่นนี้ นับเป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดความสนใจของผู้ที่มาเที่ยวมาชม เพราะแม้กระทั่งทุกวันนี้ใคร ๆ รู้จักวัดศรีสุทธาวาส ก็เนื่องมาจากการมีหอไตรหลังนี้นั้นเอง สิ่งที่สี่คือ โบสถ์ ตรงหลังวัดนอกเขตพุทธาวาสมีอาคารหลังหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลพม่าในด้านการประดับด้วยรูปสัตว์และรูปคน ชาวบ้านยังอนุรักษ์ไว้ และเป็นของที่หาดูได้จากในปัจจุบัน ทั้งสี่อย่างนี้ได้ผสมผสานกันเป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนวัดใดในท้องถิ่นแห่งนี้ และทำให้วัดศรีสุทธาวาสกลายเป็นวัดที่คนน่าจะมาชมเป็นอย่างยิ่ง นอกนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวได้ว่าวัดอื่น ๆ ทั้งใกล้และไกลไม่มี หรือมีแต่ก็ถูกทำลายจนหมดไปแล้ว นั่นก็คือการมีพื้นที่ป่าไม้ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่แวดล้อมในพื้นที่ ๔๓ ไร่ ทั้งพระเจ้าอาวาส และศรัทธาวัดอาวุโสต่างป้องกันการตัดไม้และการรุกล้ำที่ของวัดเป็นอย่างดี แม้แต่การก่อสร้างในวัดก็ต้องผ่านการยินยอมด้วยกัน หลาย ๆ ฝ่าย นับเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะแต่เดิมแทบทุกวัดในท้องถิ่นนี้คือ วัดที่มีป่าห้อมล้อมทั้งสิ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นไม้ก็หมด และที่ดินทางวัดก็หดไป ปล่อยให้ชาวบ้านและนักธุรกิจรุกที่ไปหมด ในเรื่องการรักษาป่าล้อมวัดดังกล่าวนี้ บรรดาศรัทธาอาวุโสของวัดมีความภาคภูมิใจมาก ได้พาข้าพเจ้าและคณะออกเดินดูรอบบริเวณ ทำให้ได้เห็นรายละเอียดอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของวัด สิ่งที่เกี่ยวเนื่องในเรื่องวัฒนธรรมก็คือ ตามชายกำแพงวัดด้านทิศใต้มีเรือนจำลองเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านสร้างอุทิศให้กับคนตายเรียงรายอยู่ภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ เป็นบริเวณที่ดูแล้ววิเวกคล้ายกับป่าช้า ประเพณีการสร้างเรือนจำลองให้แก่ผู้ตายนี้พบหลายแห่งแต่ดูไม่ประทับใจเหมือนกับที่นี่ ทำให้ได้ความคิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนที่จะมาชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่วัดนี้อาจได้เห็น อีกทั้งบริเวณที่เป็นป่านี้ดูวิเวกและขรึมขลัง น่าจะจัดให้เป็นที่ซึ่งคนได้แลเห็นทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สัมพันธ์กับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ภาพที่เห็นทำให้จินตนาการไปถึงสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสที่ไชยา ป่าบริเวณนี้ทางด้านใต้ของวัดนี้น่าจะจัดให้เป็นที่แสดงธรรมทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งภาคปฏิบัติธรรมใต้ต้นไม้ใหญ่ของทั้งพระและฆราวาสด้วย เพราะเป็นที่สงบและเยือกเย็น นอกจากการพบเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดความคิดและอารมณ์แล้ว บรรดาศรัทธาอาวุโสของวัดก็ได้อธิบายถึงคุณสมบัติของตนได้ใหญ่น้อยบรรดามีในป่ารอบ ๆ วัดให้เป็นความรู้ใหม่อีกมากมาย ป่ารอบวัดที่แม้ว่าจะมีถนนจากถนนใหญ่ตัดผ่าป่าเลียบกำแพงวัดไปก็ตาม แต่ก็หาได้ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้ และความงามธรรมชาติให้หมดไปได้ บางแห่งอยู่ในสภาพที่รกทึบ เช่น ทางด้านตะวันออก บางแห่งอยู่ใกล้กับบ้านคน และอาคารทางศาสนาของวัด เช่น ทางด้านเหนือ แต่ทางด้านใต้ดูเป็นป่าโปร่ง ที่หนองน้ำมีลานหญ้าซึ่งอาจใช้เป็นที่จัดงานประเพณีและกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของวัดรวมเป็น ที่จอดรถได้ด้วย ทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้การอนุรักษ์วัดนี้เป็นต้นแบบของวัดแบบประเพณีโบราณในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และโดยสรุปทั้งวัดและสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าไม้ใหญ่นี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในอีกลักษณะหนึ่งนั้นเอง และความโดดเด่นเป็นพิเศษของวัดนี้ก็คือ สามารถอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทั้งธรรมชาติและศิลปกรรมได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศทีเดียว สิ่งที่ข้าพเจ้าและคณะได้เห็น และทำให้คิดหรือจินตนาการอะไรหลายอย่างได้ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ คือ ผลผลิตทางภูมิปัญญาของผู้นำอาวุโสของท้องถิ่น โดยเฉพาะพระสงฆ์เจ้าอาวาสและศรัทธาอาวุโสนั่นเอง ทั้งประสบการณ์และความรู้ที่ท่านมีอยู่ก็คือ สิ่งที่จะต้องนำมาจัดแสดง และในขณะเดียวกันท่านเหล่านี้ก็คือ วิทยากรและมัคคุเทศก์ที่ดีสำหรับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่จะเกิดใหม่ด้วย อย่างไรก็ตามการประชุมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแต่ตัววัดและบริเวณรอบ ๆ วัดเท่านั้น การศึกษาบรรดาโบราณวัตถุที่ทางวัดรวบรวมไว้และที่ทางเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มาจัดทำทะเบียนให้นั้น ได้ทำให้ต้องเชื่อมโยงไปยังบริเวณอื่น ๆ ที่นับเนื่องในท้องถิ่นเวียงป่าเป้า โดยเฉพาะทำให้ทราบแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวกับความเป็นมาในท้องถิ่นเพิ่มเติม เช่น บรรดาวัดโบราณที่อยู่ในที่รกร้าง โบราณวัตถุ และชุมชนโบราณที่ยังไม่มีใครพบมาก่อน ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ล้วนมาเป็นสิ่งสนับสนุนให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของเวียงป่าเป้านั้นเป็นบริเวณที่ราบลุ่มที่กว้างขวางของลุ่มน้ำแม่ลาวแห่งหนึ่งทีเดียว จึงทำให้เกิดการสร้างบ้านแปงเมือง ขึ้นโดยมีเวียงป่าเป้าเป็นศูนย์กลาง จากข้อมูลที่ได้แลกเปลี่ยนกันในที่ประชุมได้ทำให้มีการออกไปดูสถานที่และท้องถิ่นที่พบโบราณสถานวัตถุ เช่นที่ตัวเวียงป่าเป้า เวียงกาหลง วัดร้าง และชุมชนโบราณแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากเวียงป่าเป้าประมาณ ๓ กิโลเมตร ชุมชนแห่งนี้มีกำแพงล้อม ๓ ชั้น แต่ว่าแต่ละชั้นนั้นห่างกัน โอบรอบเนินดินที่สูงขนาดใหญ่ที่แวดล้อมไปด้วยที่ราบลุ่ม ภายในตัวเวียงมีซากวัดเก่าก่อด้วยอิฐ เหลืออยู่ ๒ - ๓ แห่ง แต่ว่าตามผิวดินไม่ใคร่พบเศษภาชนะดินเผาที่แสดงการอยู่อาศัยที่ต่อเนื่องแต่อย่างใด เวียงโบราณแห่งนี้ก็คือ เวียงบริวารของเวียงป่าเป้านั่นเอง เพราะแหล่งใดท้องถิ่นใดที่เป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญนั้น มักจะพบว่ามีเวียงบริวารอยู่หลายแห่งที่ทำหน้าที่เป็นที่ลี้ภัยของประชาชนหรือไม่ ก็เป็นแหล่งป้อมปราการในยามศึกสงคราม หลังจากออกไปดูสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นเวียงป่าเป้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เสนอหัวข้อเพื่อการจัดแสดงอย่างคร่าวๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดและการนำไปสู่การออกแบบในการจัดแสดงเรื่องราวและสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ในการจัดแสดงด้วย ดังต่อไปนี้ หัวข้อแรก คือ เรื่องเวียงป่าเป้าเป็นพื้นที่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เสนอเช่นนี้เพราะ บริเวณที่สูงและที่ดอนในที่ราบลุ่มแม่ลาวโดยเฉพาะในเขตเวียงป่าเป้านั้น มีชาวบ้านพบเครื่องมือหินขัดรูปแบบต่าง ๆ หลายแห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องในด่านผ่านไปมาและการพักอาศัยมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว แต่ช่วงเวลาที่เรียกว่าก่อนประวัติศาสตร์ในที่นี่ยังไม่อาจกำหนดเป็นอายุเวลาที่น่าเชื่อถือได้ทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากเกือบทุกท้องถิ่นในภาคเหนือของประเทศไทยนั้นเป็นบริเวณที่อารยธรรมจากภายนอกโดยเฉพาะจีน - อินเดีย แพร่หลายเข้ามาถึงช้ามาก ทำให้เกิดความล้าหลังขึ้นระหว่างทางภาคกลางที่อยู่ติดกับชายทะเลและภาคเหนือที่เป็นดินแดนภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นคือขณะที่ทางภาคกลางมีพัฒนาการของบ้านเมืองขึ้นเป็นรัฐเป็นอาณาจักร ทางภาคเหนือยังคงมีพัฒนาการอยู่ในระดับสังคมหมู่บ้านเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น การพบเครื่องมือหินขัดตามที่ต่าง ๆ ในภาคเหนือตามความเป็นจริง อาจมีอายุอยู่ในราวสมัยทวารวดี - ลพบุรีก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามในกรณีของเวียงป่าเป้านั้นการพบเครื่องมือหินขัดกระจายกันอยู่ในที่ต่าง ๆ นั้น ก็เป็นสิ่งสะท้อนให้แลเห็นถึงการมีอยู่ของคนและสังคมในท้องถิ่นเวียงป่าเป้ามาก่อนที่จะเกิดมีบ้านเมืองและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเครื่องหินขัดที่พบเหล่านี้ก็หาได้มีอยู่เฉพาะในท้องถิ่นเวียงป่าเป้าเท่านั้นไม่ หากมีแทบทุกแห่งทุกท้องถิ่นในที่ราบตามหุบเขา เนินเขาในภาคเหนือ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นลักษณะร่วมกันทั้งภูมิภาคก็ว่าได้ ในความคิดเห็นและจากการศึกษาของข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นของชนกลุ่มดั้งเดิมที่ทำมาหากินอยู่บนที่สูงมาก่อน ซึ่งในตำนานพงศาวดารเรียกว่าพวกลัวะบ้าง มิลักขุบ้าง ในเขตประเทศลาวเรียกคนเหล่านี้ว่า พวกป่าและในปัจจุบันเปลี่ยนมาเรียกว่าลาวเทิง ที่อยู่อาศัยของคนเหล่านี้โดยทางทฤษฎีมักมองว่า คือพวกที่อยู่บนที่สูง ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าต้องอยู่บนไหล่เขาและภูเขา อีกทั้งทำให้เกิดความสับสนกับกลุ่มชนที่อยู่บนภูเขา เช่น พวกม้ง เย้า ลีซอ มูเซอร์ ที่เพิ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งในภาคเหนือเมื่อไม่นานมานี้เอง และเป็นพวกที่ทางประเทศลาวเรียกว่าลาวสูง ตามความเป็นจริงพวกลัวะ หรือพวกข่า หรือลาวเทิงอะไรเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่กึ่งที่ราบและที่สูง คือ มักตามเนินเขาและทำนาทำไร่ แบบไร่เลื่อนลอย อีกทั้งอาจลงมาจับปลา ล่าสัตว์กันตามที่ราบลุ่ม รวมทั้งการมาตั้งเพิงพักที่อยู่ชั่วคราวในระหว่างทำไร่ หรือล่าสัตว์หาอาหารกันเป็นภาค ๆ ตามฤดูกาลด้วย เหตุนี้จึงปรากฏพบพวกเครื่องมือที่ไม่ทันสมัยกับสังคมในเมืองตามที่ราบลุ่มใกล้ป่าเขาและลำน้ำลำธาร ปัจจุบันในภาคเหนือและภาคกลางก็ยังมีคนประเภทนี้อยู่ คือพวกกะเหรี่ยง แต่พวกลัวะหายไป จะยังมีอยู่ก็ไม่กี่แห่ง เช่น ทางอำเภอแม่สะเรียง และบ่อหลวงในเขตจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน แต่ทว่า ก่อนที่คนเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในแอ่งเชียงใหม่ และแอ่งเชียงรายเรื่อยไปจนข้ามแม่น้ำโขงไปเขตลาว พม่า และจีน หัวข้อที่สอง เป็นเรื่องของเวียงป่าเป้าสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อเนื่องกันกับหัวข้อแรก คือทำให้แลเห็นว่าท้องถิ่นเวียงป่าเป้ามีพัฒนาการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานทางด้านเอกสารสนับสนุนอย่างใด โดยอ้างเหตุการณ์และเรื่องราวที่ปรากฏในตำนานพงศาวดารที่เกี่ยวกับพระยามังรายอันเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ล้านนา ดังเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่ากษัตริย์ของล้านนาในสมัยประวัติศาสตร์เริ่มแต่พระยามังราย ส่วนที่มีมาก่อนหน้านั้น เช่น ขุนเจือง เจ้าสิงหนวัติกุมาร ท้าวพรหมมหาราช ล้วนเป็นผู้นำในตำนานทั้งสิ้น เรื่องของพระยามังรายมาเกี่ยวกับเวียงป่าเป้าก็เนื่องมาจาก เวียงป่าเป้าตั้งอยู่บนลุ่มน้ำแม่ลาว อันเป็นเส้นทางคมนาคมจากเชียงรายข้ามเทือกเขาผีปันน้ำไปยังแอ่งเชียงใหม่ที่มีเมืองหริภุญชัย หรือลำพูนเป็นศูนย์กลางมีกษัตริย์ มีรัฐที่เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์อยู่แล้วในหลักฐานทางศิลาจารึกและตำนานพงศาวดาร ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ พระยามังรายเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงราย ทรงปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยและแคว้นสำคัญ เช่น แคว้นพะเยาในแอ่งเชียงรายไว้ในอำนาจแล้ว จึงขยายอิทธิพลทางการเมืองมายังแอ่งเชียงใหม่ เข้าตีเมืองหริภุญชัย หรือลำพูนได้แล้ว พระองค์ก็เสด็จมาประทับอยู่ในแอ่งเชียงใหม่ โดยสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีของเอง แคว้นล้านนาที่เข้ามาแทนที่แคว้นหริภุญชัย การขยายอำนาจของพระยามังรายจากเชียงรายไปเชียงใหม่นั้นผ่านมาตามลุ่มน้ำแม่ลาว นั้นก็คือ เส้นทางที่ผ่านแม่สรวย เวียงป่าเป้า แม่ขะจาน มายังต้นน้ำแม่ลาวที่เขาผีปันนั้นข้ามเทือกเขามายังดอยสะเก็ด อันเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกวง ต่อจากนั้นก็เดินทางตามลำน้ำกวงไปยังหริภุญชัย หรือลำพูน เพราะฉะนั้น ถ้ามองในแง่ของหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าท้องถิ่นเวียงป่าเป้ามีพัฒนาการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ แต่รัชกาลของพระยามังรายแห่งล้านนา นอกจากนั้นในตำนานพงศาวดารโยนกยังกล่าวว่าการตีเมืองลำพูนหรือ หริภุญชัยได้นั้น พระยามังรายทรงใช้กลอุบายในระยะแรก คือ ส่งอ้ายฟ้า ซึ่งเป็นขุนนางคนสนิทที่เป็นชาวลัวะให้แปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์กับพระยายีบา เจ้าเมืองหริภุญชัย เป็นเหตุให้พระยายีบาเกิดความประมาทและทำให้เกิดความแตกแยกกันขึ้นในบ้านเมือง จึงอ่อนแอลง เป็นเหตุให้พระยามังรายได้โอกาสยกกองทัพมาตีได้ อ้ายฟ้าเป็นคนลัวะ และคนลัวะก็มีอยู่มากมายในบริเวณที่ราบลุ่มเชียงใหม่ตอนบนคือในบริเวณเชียงใหม่ยาวถึงเชียงดาว คนลัวะคือกลุ่มชนดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของเครื่องมือหินขัด เป็นสิ่งที่อาจเชื่อมโยงเข้ากันกับกลุ่มชนในลุ่มน้ำแม่ลาว แต่เวียงป่าเป้าอาจถึงดอยสะเก็ดได้ ก็เท่ากับทำให้สามารถตีความได้ว่า การขยายอำนาจของพระยามังรายจากเชียงรายนั้น ผ่านมายังถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวลัวะในลุ่มน้ำแม่ลาว ไปจนถึงดอยสะเก็ดเข้าไปยังพื้นที่ในเขตแอ่งเชียงใหม่ตอนเหนือ ก่อนที่จะลงไปตีเมืองหริภุญชัยที่อยู่ในแอ่งเชียงใหม่ตอนล่าง และถ้าหากนอกจากเวียงป่าเป้าลงไปตามลำน้ำแม่ลาวก็จะแลเห็นความสัมพันธ์ของชุมชนในลุ่มน้ำนี้ไปเกี่ยวข้องกับบรรดาบ้านเมืองต่าง ๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกันในลุ่มน้ำแม่กก แม่ขิง แม่จัน และอื่น ๆ ในแอ่งเชียงราย ในการแสดงเรื่องราวในหัวข้อทั้งสอง คือ เวียงป่าเป้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าและคณะ เสนอให้ใช้แผนที่แสดงภูมิประเทศทั้งหมดของลุ่มน้ำแม่ลาว แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเวียงป่าเป้า และชุมชนใกล้เคียง ลักษณะภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่สัมพันธ์กับแหล่งชุมชนแหล่งทำมาหากิน และเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อระหว่างเชียงราย เวียงป่าเป้า และเชียงใหม่ แล้วต่อเติมด้วยหุ่นจำลองของชุมชนและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น เวียงป่าเป้าซึ่งมีวัดศรีสุทธาวาสเป็นส่วนหนึ่ง หุ่นจำลองดังกล่าวนี้ จะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงให้แลเห็นชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่น แลเห็นแหล่งทางศาสนาความเชื่อและพิธีกรรม แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน ทำไร่ ทำนา ทำเหมือง ทำฝาย และอื่น ๆ ที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของลุ่มน้ำแม่ลาวในเรื่องนี้ก็คือเป็นบริเวณที่มีแหล่งอุตสาหกรรมทำเครื่องปั้นดินเผาเคลือบ ซึ่งเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญทางเทคโนโลยีของล้านนา จะได้มีการประมวลเข้าเครื่องปั้นดินเผาและชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่พบในเขตเวียงป่าเป้าและชุมชนใกล้เคียง เช่นที่เวียงกาหลงมาจัดแสดง ต่อจากสองหัวข้อแรก ที่กล่าวมาแล้วก็มาถึง หัวข้อที่สาม ที่เน้นบทบาทของวัดศรีสุทธาวาสในท้องถิ่นเวียงป่าเป้า ในสมัยล้านนา เวียงป่าเป้าเป็นบ้านเป็นเมือง และอยู่ในระดับเจริญมากเมืองหนึ่ง แต่สมัยล้านนาตอนปลายที่หน้าเมืองในภาคเหนือเกือบทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่านั้น เราไม่รู้เรื่องราวอะไรนักในด้านเอกสารและตำนาน แต่จากร่องรอยของเวียงเก่าและบรรดาโบราณวัตถุสถานที่พบในเขตวัดศรีสุทธาวาสนั้น เป็นหลักฐานพอเพียงที่นำไปตีความได้ว่า ท้องถิ่นนี้มีการอยู่อาศัยอย่างสืบเนื่อง โดยเฉพาะที่วัดศรีสุทธาวาสนั้นยังมีร่องรอยของพระอุโบสถเก่าอยู่ ซึ่งต่อมากลุ่มชาวบ้านที่พอคาดคะเนได้ว่ามีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี ลงมานั้น ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ให้เป็นวัดที่แลเห็นในปัจจุบัน หัวข้อการสืบเนื่องทางวัฒนธรรมนี้จะเชื่อมโยงเข้าสู่ประวัติศาสตร์สังคมในท้องถิ่น เวียงป่าเป้าแต่ช่วงร้อยปีที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนเวียงป่าเป้าในปัจจุบันมาจากไหน มีกลุ่มทางชาติพันธุ์เป็นอย่างใด และมีพัฒนาการมาอย่างใด ทั้งหมดนี้จะนำไปเชื่อมโยงกับชีวิตวัฒนธรรมในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในที่สุด ที่กล่าวมาแล้วนั้นคือหัวข้อและเรื่องที่จะแสดงอย่างคร่าวๆ ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีพื้นที่น้อย แต่การเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัดนี้เป็นเรื่องที่กินขอบเขตไปถึงบรรดาสิ่งก่อสร้างทางศิลปสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมธรรมชาติของวัดด้วย นั้นก็คือ จะต้องมีการปรับบริเวณกลุ่มพระสถูปเจดีย์ หอไตร และพระอุโบสถให้เรียบร้อย เพื่อคนได้มาชมและศึกษาได้ พร้อมทั้งมีการขุดแต่งบริเวณโบสถ์เก่าให้แลเห็นร่องรอยของความเจริญก่อน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งการสืบเนื่องของวัดนี้อาจมีอายุไปถึงสมัยล้านนาได้ด้วย บริเวณระเบียงคดที่ติดกับกำแพงวัดภายในที่ใช้ทำกิจกรรมในงานประเพณี ก็อาจจะแบ่งให้เป็นที่แสดงศิลปวัตถุของวัดได้อีกส่วนหนึ่งในกรณีที่อาคารพิพิธภัณธ์รับไม่หมด ต่อจากนั้นก็จะมีการจัดภูมิทัศน์ของสภาพแวดล้อมธรรมชาติของวัด ออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ลานสัมมนา คือ พื้นที่ลานกว้างและมีต้นไม้ใหญ่ ๆ ให้ร่มรวมทั้งมีหนองน้ำอยู่ภายในบริเวณ อยู่ทางด้านหน้าของวัดเป็นที่ไม่ใช่ป่า แต่เหมาะแก่การชุมนุม อาจจัดให้เป็นที่ประชุมทางวิชาการขององค์กรในท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีความประสงค์จะใช้สถานที่ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาแพง นอกจากนี้ทางวัดขอใช้เป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านด้วย จุดเด่นของสถานที่นี้ก็คือ การชุมนุมหรือการสัมมนาจะอยู่ภายใต้บรรยากาศธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายด้วย ๒. ลานธรรม อยู่ทางขวามือของวัด หรืออีกนัยหนึ่งข้างวัดด้านทิศใต้ เป็นพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่เป็นที่วิเวก เหมาะกับกิจกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกันกับ สวนโมกข์ของพุทธทาสที่ไชยา ซึ่งนอกจากเป็นที่คนมาฟังธรรมแล้วยังเป็นที่ฝึกสมาธิ และเข้ากรรมของพระสงฆ์ได้ ๓. สวนสมุนไพร บริเวณป่ารอบวัดนี้มีต้นไม้ที่เป็นสมุนไพรนานาชนิด ที่ท่านเจ้าอาวาสคือ พระบรรพต คัมภีโร มีความปรารถนาจะจัดทำเป็นสวนสมุนไพรพื้นบ้าน และแหล่งพันธุ์ไม้ที่หายากของท้องถิ่น การใช้ประโยชน์ทางการศึกษาของบุคคลทั่วไป การปรับปรุงสภาพแวดล้อมธรรมชาติรอบวัดนี้นับเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งของวัดศรีสุทธาวาส เพราะเป็นการอนุรักษ์ในสิ่งที่แต่ก่อนวัดในดินแดนประเทศ ในส่วนใหญ่เคยมี และพื้นที่สีเขียวนี้ก็เคยเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวัดด้วย แต่บัดนี้ทั้งพระทั้งคนในชุมชน ไม่ใคร่มีใครแลเห็นศาสนา หรือถ้าจะมีความเห็นในเรื่องนี้แล้ว ก็มักจะเป็นการเลือกวัดสวนหย่อม หรือ พื้นที่สวน ต้นไม้ที่มีผู้มาออกแบบให้และคิดราคาค่าแบบกันสูง ๆ ทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมแบบเทียมมากกว่า สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สำหรับที่วัดศรีสุทธาวาสนี้ถ้าหากจะมีการมาท่องเที่ยวเกิดขึ้น ผู้ที่มาเที่ยวอาจได้เห็นทั้งสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม และสิ่งที่เป็นการอนุรักษ์และเรียนรู้ธรรมชาติ ( Ecotourism) ได้ในเวลาเดียวกัน ในการประชุมกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะแสดง และการปรับปรุงพื้นที่และสิ่งต่าง ๆ ในเขตวัดศรีสุทธาวาสเพื่อให้เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ และแหล่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ทางเจ้าอาวาส คณะศรัทธาวัด คหบดี และผู้มีบทบาทในการปกครองท้องถิ่น ได้เข้ามาประชุมหารือด้วยและเห็นพ้องกับข้อเสนอต่าง ๆ ของข้าพเจ้าและคณะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่ผู้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งมีความคิดที่จะหาเงินทุนรอนมาดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งพยายามจะช่วยตนเองด้วยการหาสิ่งของวัสดุและแรงงานกันเองมาดำเนินการ "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน" : โครงการ เมธีวิจัยอาวุโส สกว., รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ,. ๒๕๔๐

  • มหาชน มหาโลก และมหานิกร กับการพิพากษ์กรณีความขัดแย้งในภาคใต้

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2548 สิ่งที่ข้าพเจ้าหวั่นใจในทุกวันนี้คือ ประเทศไทยกำลังจะเสียดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพราะความเขลาเบาปัญญาและจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเดือดร้อน คนเหล่านี้ก็คือคนมุสลิมและคนพุทธที่เป็นประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข เท่าที่ข้าพเจ้าได้ไปเห็นไปสัมผัสมา คนเหล่านี้คือคนไทยโดยสำนึก และไม่เคยคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนไปเป็นอิสระหรือไปรวมกับประเทศอื่นเลย แม้ว่าปัตตานีจะเคยเป็นรัฐอิสระมาแต่ก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เช่นเดียวกับเชียงใหม่ เวียงจันท์ หลวงพระบางก็ตาม แต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา บรรดารัฐเหล่านี้ได้ถูกผนวกเข้าเป็นประเทศราชของสยามประเทศแทบทั้งสิ้น เขมรและลาวถูกแยกออกไปเป็นอาณานิคมของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส ได้รับการอบรมจากเจ้าอาณานิคมชาวตะวันตกให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกไปจนกระทั่งเกลียดชังคนไทย แต่เชียงใหม่และปัตตานียังคงเป็นพายัพและทักษิณของอาณาจักรสยาม เกิดการผสมผสานทางสังคมและวัฒนธรรมจนเกิดสำนึกในความเป็นคนไทยร่วมกัน ทั้งๆ ที่โดยชาติพันธุ์และศาสนาแตกต่างไปจากคนไทยกลุ่มอื่นๆ ของประเทศ กุศโลบายของพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าในพระบรมราชจักรีวงศ์ คือการสร้างสำนึกความเป็นคนไทยจากการอยู่ร่วมกันในแผ่นดินเดียวกัน โดยให้ผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดูแลและปกครองกันเองมาโดยตลอด สิ่งนี้ยังคงยืนยันในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มักมีการกล่าวอ้างกันบ่อยๆ ในเรื่องทางภาคใต้ แต่ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย โดยเอาความเป็นคนไทยที่เกิดจากสำนึกร่วมของคนหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์ในดินแดนสยามมาเป็นชื่อประเทศ แล้วกลับเน้นความเป็นคนไทยให้เป็นเรื่องของชาติพันธุ์เดียวที่สืบกันด้วยสายเลือดมาแต่สมัยภูเขาอัลไต น่านเจ้า และสุโขทัย ความเป็นคนไทยจึงกลายเป็นเรื่องของเชื้อชาติ [Race] ที่ปัญญาชนทั้งโลกลงความเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ พิสูจน์อะไรไม่ได้ เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความล้าหลังทางวัฒนธรรม ความขัดแย้งที่เป็นอันตรายมาจนทุกวันนี้ก็คือการรังเกียจเดียดฉันท์และกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในประเทศว่าไม่ใช่คนไทย เป็นแขก เป็นลาว เป็นมอญ เป็นเขมรไป ทั้งๆ ที่ผู้คนเหล่านั้นถือกำเนิดในแผ่นดินสยามมาหลายชั่วคนก็ตาม แต่ที่น่าทุเรศก็คือ ได้มีคนที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนและไม่มีสำนึกทางชาติพันธุ์ดั้งเดิมของตนจำนวนหนึ่ง ราว ๔๐ ปีที่ผ่านมานี้ ได้เข้ามาเป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง โดยอาศัยจุดอ่อนทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีในการอ้างความเป็นคนไทยในลักษณะที่เป็นเชื้อชาติ [Race] มากกว่าสำนึกร่วมทางวัฒนธรรมที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม หาผลประโยชน์และอำนาจใส่ตัวเองและพวกพ้อง โดยใช้สื่อทางการตลาด ทางวัตถุนิยม และปัจเจกบุคคลนิยม มอมเมาให้เกิดสังคมมหาชน ที่แลเห็นคนไทยโดยสำนึกร่วมทางวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มทางศาสนาอื่นว่าไม่ใช่เป็นคนไทยไป กลายเป็นคนต่างถิ่น คนต่างแดนที่สร้างความปั่นป่วนและความเดือดร้อนให้แก่ชาติบ้านเมือง กรณีความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้อันเป็นท้องถิ่นของกลุ่มคนมุสลิมที่เคยเป็นรัฐปัตตานีมาก่อน คือตัวอย่างของการกระทำที่ทำให้สังคมมหาชนตำหนิและลงโทษ โดยชาติพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการเป็นรัฐโบราณและการนับถือศาสนาอิสลามร่วมกัน ทำให้คนเหล่านี้เรียกตนเองว่าคนตานี แต่มีสำนึกของการเป็นคนไทยที่อยู่ในแผ่นดินสยามมาช้านาน และสำนึกของการเป็นคนตานีและคนไทยดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ไม่คิดและรู้สึกว่าตนเองเป็นพวกเดียวกันกับคนมาเลย์ ซึ่งหมายถึงผู้คนที่อยู่ในดินแดนประเทศมาเลเซียแต่อย่างใด ความเป็นคนตานีนั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับแผ่นดินเกิดคือมาตุภูมิ และมาตุภูมิที่ว่านี้ก็คือดินแดนที่เคยเป็นรัฐปัตตานีมาก่อน ที่มีทั้งอ่าวปัตตานี พื้นที่ทุ่งราบและป่าเขาในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งปัจจุบันก็มีคนไทยพุทธอยู่ร่วมด้วยกันมาช้านาน ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามที่สร้างความเคลื่อนไหวในเรื่องชาตินิยมและเชื้อชาตินิยม คนตานีถูกรังเกียจว่าเป็นคนไทยชั้นที่สองมาโดยตลอด แต่นั่นก็เป็นเรื่องการสร้างความขัดแย้งในด้านความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา จนกระทั่งบัดนี้ เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น อันเป็นเรื่องที่มาจากทางเศรษฐกิจและการเมือง ชีวิตที่เรียบง่ายและสมดุลทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในมิติของเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนของคนตานีถูกคุกคามโดยอมนุษย์จากภายนอก ทำให้เกิดความเกลียดชังอย่างสะสมของคนตานีที่มีต่อบรรดาอมนุษย์ที่มาจากข้างนอกและที่อยู่ภายในอย่างเหลืออด ความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันกันจึงเกิดขึ้น ซ้ำร้าย รัฐและสังคมมหาชนกำลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการประนามคนตานีว่าต้องการแบ่งแยกดินแดน จึงต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดด้วยการปราบปรามด้วยกำลังทหาร ตำรวจ และอาวุธ รวมทั้งประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่มาตุภูมิของคนตานี ในขณะนี้ความรุนแรงเริ่มบานปลายจนไม่น่าจะควบคุมสถานการณ์อันใดได้ ไม่มีความสงบสันติสุขในพื้นที่อันเป็นมาตุภูมิของคนตานี รัฐประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมมหาชนของประเทศไทยยอมรับความชอบธรรมในการปราบปรามที่รุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะและตากใบ แต่ในสังคมของคนมุสลิมทั้งที่อยู่บนคาบสมุทรและหมู่เกาะที่มีผู้คนกว่า ๓๐๐ ล้านคนไม่พอใจต่อการกระทำรุนแรงต่อมุสลิม ที่คนไทยพุทธในสังคมมหาชนของประเทศไทยที่มีเพียง ๖๐ ล้านคนแลเห็นว่าเป็นการชอบธรรม จึงเป็นสิ่งที่กลายมาเป็นจุดสนใจของผู้คนในระดับมหาโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันความคิดและการกระทำของรัฐและสังคมมหาชนที่เกี่ยวกับความรุนแรงดังกล่าวนี้ เป็นการมองแต่เพียงภายในของตนเองและบ้านเมือง หาได้ตระหนักถึงการที่จะต้องอยู่ในสังคมโลกร่วมกับสังคมอื่นภายนอกไม่ แต่ความเป็นจริงที่ต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่งก็คือ ไม่มีประเทศไหน บ้านเมืองไหนอยู่โดด ๆ ตามลำพังได้ในโลกนี้ การกล่าวหาในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอาจจะเป็นที่รับรู้โดยสังคมของมหาโลก ในมุมกลับกันกับสังคมมหาชนของประเทศไทยก็ได้ นั่นคือมหาโลกอาจจะเห็นด้วยกับการให้ดินแดนสามจังหวัดภาคใต้แบ่งแยกออกไปเป็นอิสระตามความต้องการของคนมุสลิม ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็นับเป็นการเข้าทางของกลุ่มผู้มุ่งหวังจะแยกดินแดนที่อาจจะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น ความเจ็บปวดเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นกับคนตานีและคนไทยพุทธส่วนใหญ่ที่ไม่เคยบอกและเคยคิดว่าจะแยกดินแดนไปจากสยามประเทศแต่อย่างใด แต่ที่น่ากลัวและต้องระวังก็คือ พวกที่เป็นมหามิตร เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และพรรคพวกที่แม้จะเป็นปรปักษ์กับคนมุสลิม แต่ก็ต้องการสร้างสงครามเย็นด้วยการแสดงบทบาทในฐานะผู้พิทักษ์โลก ได้ตัดสินว่าดินแดนตานีไม่น่าจะอยู่ในดินแดนประเทศไทย และให้กลายเป็นรัฐอิสระไป ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นรัฐไทยและสังคมมหาชนกล้าหาญอันใดที่จะขัดขืนมหามิตร เช่น อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศสเลย ทำให้นึกถึงการเสียเขาพระวิหารครั้งสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมา เหตุอย่างหนึ่งที่คล้ายเป็นลางบอกเหตุก็คือ คนในสามจังหวัดภาคใต้ได้ปฏิเสธรัฐบาลในการเลือกตั้งที่ผ่านมาแล้ว อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ภูมิวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงสวยงามบนความเจ็บปวดของเรือกอและ

    เผยแพร่ครั้งแรก 26 พ.ค. 2559 เรือประมงพื้นถิ่นในแถบจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส รู้จักกันดีในชื่อของ เรือกอและ ด้วยสีสันฉูดฉาดสวยงาม รูปทรงแปลกตาไปกว่าเรือประมงชนิดอื่นๆ ทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวประมงมุสลิม และเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนราธิวาสที่นำไปทำจำลองขายเป็นของที่ระลึกขาย นักท่องเที่ยวอีกด้วย เรือของชาวมุสลิมที่เรียกรวมๆ กันว่า เรือกอและ มีการแบ่งประเภทออกไปอีกมากมายตามลักษณะของลำเรือ เรือกอและเป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดใหญ่บรรทุกลูกเรือได้คราวละ ๘ - ๑๐ คน หัวท้ายเรือยกสูงวาดสีสันลวดลายวิจิตรลงบนตัวเรือโดยเฉพาะหัวและท้าย ปัจจุบันเรือกอและแทบไม่มีการใช้งานอีกแล้วเพราะไม้ทำเรือขนาดใหญ่ๆ หายากเข้าทุกที ค่าจ้างต่อเรือสูง เพราะขนาดใหญ่จึงกินน้ำมันมากเวลาออกทะเล ทั้งยังต้องจ้างลูกเรืออีกหลายคน ทำให้เรือขนาดย่อมลงมาที่เรียกว่า ปาตะกือฆะ ซึ่งเป็นเรือท้ายตัด เพื่อใช้ติดเครื่องยนต์ กราบเรือแบนราบไม่โค้งอย่างตกท้องช้าง แต่หัวเรือยังเชิดสูงและระบายสีงดงามเช่นเดียวกับเรือกอและเข้ามาแทนที่ เรือชนิดนี้ใช้ลูกเรือเพียง ๒ - ๓ คน เบากว่า ประหยัดน้ำมันกว่า ชาวประมงหันมาใช้เรือชนิดนี้ออกวางอวนแทนที่เรือกอและมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ( สกล ผดุงวงศ์ . อลังการแห่งกอและ . มติชน ๒๔ ก . ย . ๒๕๓๗ ) เรือกอและแต่เดิมใช้ใบในการแล่นโต้คลื่นลม เมื่อพัฒนามาเป็นแบบปะตะกือฆะ คือ ท้ายตัด เปลี่ยนมาเป็นการใช้เครื่องยนต์วางที่ท้ายเรือแทนที่การประดับตกแต่งลวดลาย และปักเสากระโดง การวางอวนก็มีขนาดลดลงไปด้วยแต่ไม่เพิ่มความเสี่ยงถ้าหากวางอวนแล้วไม่คุ้ม ทุน การพัฒนาของเรือกอและมาเป็นแบบท้ายตัด และมีขนาดเล็กลงบ่งบอกเรื่องราวของวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่งที่ต้องปรับ เปลี่ยนตามสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่ยากลำบากขึ้น การรวมกลุ่มตั้งแต่ ๘ - ๑๐ คนขึ้นไปสำหรับการออกทะเลแต่ละครั้ง กลายเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับการประมงชายฝั่งทุกวันนี้ เรือกอและในปัจจุบัน คือ เรือลำเล็กใช้แรงงานในหมู่พี่น้อง ๒ - ๓ คน ออกเรือบ่ายๆ แล้วกลับเข้าฝั่งในช่วงสายของอีกวันหนึ่ง ใช้เวลาและความอดทนอุตสาหะมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์เริ่มหมดไป การประมงชายฝั่งของชาวมุสลิมกลายเป็นเหยื่อระบบทุนของนายทุนเรือตังเกจากปาก น้ำเมืองใหญ่ๆ เช่นปากน้ำปัตตานี ที่แย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งทะเลทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่กฎหมายของเมืองไทยไม่เคยมีความศักดิ์สิทธิ์ เรือตังเกเหล่านี้จึงยังกวาด กุ้ง หอย ปู ปลา จากชายฝั่งไปจนแทบจะเหลือเพียงพื้นทรายเปล่าๆ ไว้ให้เรือกอและเท่านั้น ที่หาดปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี มีเรือกอและจอดเรียงรายหลบแดดใต้หลังคาจากมากมาย ชาวประมงมุสลิมอยู่ในหมู่บ้านเลยชายหาดเข้าไปนิดหน่อย ผู้ชายออกเรือทำประมงชายฝั่ง ผู้หญิงแปรรูปผลผลิตจากทะเล เช่น ตากหมึก ตากปลา แกะเนื้อปู ส่งขายเถ้าแก่อีกทอดหนึ่ง ในความมีเสน่ห์ของน้ำใจซื่อๆ แก่คนแปลกหน้า พรานประมงรุ่นหนุ่มบอกเล่าถึงการออกเรือที่อาศัยเวลานานขึ้น แม้จะไม่ต้องเสียค่าน้ำมันมากเหมือนเรือใหญ่ๆ แต่ก็มักวางอวนได้ไม่มากเหมือนก่อน สัตว์น้ำเล็กลงและหายาก รายได้เพียงพอแค่หาเช้ากินค่ำเท่านั้น สายตาที่เหม่อมองออกไปสู่ท้องทะเลเมื่อเห็นเรือตังเกใหญ่จากปากน้ำปัตตานี แล่นอยู่ไปมาหลายต่อหลายลำเหมือนมองความว่างเปล่า เรื่องนี้ชาวเรือกอและพยายามเรียกร้องขอความยุติธรรมจากอธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาเป็นเวลานานแล้ว ความขัดแย้งเคยเงียบหาย สักพักก็เป็นอย่างเดิมอีก เรือกอและไม่มีทางสู้เรือตังเกได้ การแย่งชิงทรัพยากรเห็นอยู่เต็มตาทุกเมื่อเชื่อวัน หาดปะนาเระที่เคยใช้ตากหมึกตากปลา เริ่มกลายเป็นที่ทิ้งเปลือกปูและสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ขายไม่ได้ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว เพราะเถ้าแก่ต้องการเพียงเนื้อปู แต่ไม่ต้องการขยะ ดังนั้นชาวประมงต้องรับผิดชอบต่อความเน่าเหม็นเหล่านี้เอง ชีวิตของชาวเรือกอและไม่ได้สวยสดเหมือนลวดลายบนลำเรือ เรือกอและถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส มีการทำเป็นของที่ระลึกดูสวยบนตู้โชว์ แต่ชีวิตของชาวเรือมุสลิมเหล่านี้กำลังถูกคุกคามและถูกแย่งชิงทรัพยากรโดย ไม่มีผู้ใดแก้ปัญหาให้ได้ อย่ามองเรือกอและแต่เพียงความสวยงามประดับตกแต่งท้องทะเลด้วยสีสันสดใสเท่านั้น ความเจ็บปวดของชาวเรือกอและจะมีใครรู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้นและกลับมาเป็นพราน ชายฝั่งที่ยิ่งใหญ่เช่นในอดีต อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ภูมิวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงหวั่นไหวในอ่าวปัตตานี

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2546 กอและ ลำเล็กติดเครื่องยนต์แล่นฝ่าคลื่นลมมุ่งหน้าไปสู่ป่าชายเลน แบเลาะห์(พี่ชาย)จาก บ้านดาโต๊ะ ผู้ ช่ำชองชีวิตทะเลยืนท้าลมแรงขับเรืออย่างมั่นใจ โสร่งที่ใส่พลิ้วลู่และสะบัดปลายไสว เขาช่างดู สง่างาม สงบ มุ่งมั่น และรู้ซึ้งในสิ่งที่ตนเองควบคุม พวกเรากำลังเดินทางไปดูป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย แม้จะเป็นเขตป่าสงวนของกรมป่าไม้ แต่ชาวบ้านดาโต๊ะซึ่งมีประชากรราวสองพันคนก็เป็นกำลังสำคัญในการรักษาและ ฟื้นฟูผืนป่าชายเลนอันอุดมเหล่านี้ไว้หลังจากสัมปทานตัดไม้โกงกางเพื่อทำถ่านหมดลง หากเมื่อใดมีการรุกล้ำป่าชาวบ้านจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดการกันเองภายในชุมชน ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้กฎหมายควบคุมเพียงอย่างเดียว ดังที่พวกเราได้มาเห็นกับตา แม้จะสูญเสียพื้นที่ป่าไปกว่า ๑๐ ไร่ เพื่อสร้างสถาบันเพาะพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งทะเลของราชการ ทิวป่าก็ยังทึบหนาแน่นไม่เหมือนทางแถบฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทยตอนในที่ คุ้นเคยแต่อย่างใด ในอ่าวปัตตานีมีสันทรายที่เรียกว่า แหลมตาชี ยื่นจากฝั่งตะวันออกทางอำเภอยะหริ่งแหลมโค้งจนเกือบบรรจบกับอีกฝั่งอ่าวหนึ่งทางเมืองปัตตานีสภาพภูมิศาสตร์แบบนี้ทำให้นึกภาพการเกิดขึ้นของทะเลสาบสงขลาและบ้านเมืองที่ฝั่งสทิงพระได้ทันที บนแหลมตาชีมีหมู่บ้านหลายแห่ง บ้านดาโต๊ะอยู่ทางชายฝั่งในอ่าวซึ่งมีทั้งหาดทรายและป่าโกงกาง รู้กันว่าอดีตเคยเป็นหมู่บ้านประมงที่สวยงามจนเจ้านายแห่งปัตตานีข้ามฝั่งมา พักผ่อนและล่าสัตว์อยู่เป็นประจำ ในหมู่บ้านมีมัสยิดเก่าแก่และกูโบร์หรือสถานที่ฝังศพเรียกว่า กูโบร์ดาโต๊ะปันยัง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีกูโบร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ฝังศพของ สุลต่านมูฮัมหมัด(ตนกูปะสา) เจ้าเมืองปัตตานีคนแรกหลังจากปัตตานีถูกกรุงเทพฯ แบ่งออกเป็นเจ็ดหัวเมือง บ้านดาโต๊ะในปัจจุบันเป็นหมู่บ้านใหญ่บ้านเรือนหนาแน่น ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงที่ใช้เรือกอและขนาดเล็กวาดลวดลายสดใสตกปลาลง อวนบริเวณริมฝั่งรอบอ่าวปัตตานี และเลี้ยงปลาดุกบ่อซึมในพื้นทรายรอบๆ หมู่บ้าน ส่วนการทำข้าวเกรียบปลาก็เป็นอีกอาชีพหนึ่ง ในป่าชายเลนมีลำคลองหลายสายสามารถลัดเลาะไปสู่แม่น้ำยะหริ่ง และชุมชนภายในได้ ก่อนที่ถนนจะมีบทบาทสำคัญ สายน้ำในป่าโกงกางเหล่านี้ใช้สัญจรโดยคนค้าขายและชาวบ้านที่เดินทางไปแลก ข้าวแลกเกลือกับปลาสดปลาแห้ง การแลกข้าวปลาอาหารระหว่างชุมชนชายฝั่ง ชาวนา และชาวสวนผลไม้ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินทำให้รู้จักกลายเป็นเพื่อนเป็น เครือญาติที่พึ่งพายามทุกข์ร้อนกันได้ เมื่อค่อยๆ ปล่อยเรือให้ไหลเอื่อยไปตามสายน้ำจากแดดกล้าลมแรงกลางทะเลก็กลายมาเป็นความร่มครึ้มฉ่ำเย็นของแมกไม้ที่เอนลู่ เข้าหากัน พวกเราผูกเรือเข้ากับกิ่งไม้ เสียงนกร้องประสานก้องคุ้งน้ำ การสนทนาอย่างออกรสกลางป่าชายเลนระหว่างชาวบ้านดาโต๊ะผู้รอบรู้ในแผ่นดิน บ้านเกิดและผู้ถูกเรียกว่านักวิชาการที่แทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอ่าวปัตตานีก็เริ่มต้น เวลาผ่าน ไปอย่างรวดเร็วไม่นานนัก พวกเรารู้สึกเสมือนเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องที่กำลังแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุก ดิบซึ่งกันและกัน พวกเรากำลังเริ่มงานเพื่อสร้างความรู้จากอ่าวปัตตานี โดยผู้คนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเรื่องราวในอ่าวปัตตานี คราวนี้แบเลาะห์จากบ้านดาโต๊ะจะเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ท้องถิ่นขึ้นด้วยตัวเอง ความไว้วางใจเริ่มจากการแนะนำและรับรองอย่างแข็งแกร่งจากบุคคลที่ชาวบ้านให้ความนับถือ ซึ่งถือเป็นสายใยเชื่อมโยงให้เกิดบทสนทนากลางป่าชายเลนเช่นนี้ได้ พวกเราต่างเรียนรู้ร่วมกัน จึงไม่มีกำแพงที่แสดงความเหินห่างระหว่างชีวิตชาวมุสลิมในพื้นที่อ่อนไหวทาง การเมืองและชีวิตชาวพุทธจากเมืองหลวง เพราะต่างสะท้อนความคิดและมุมมองที่มีต่อสังคมของเรา ทรัพยากรของเรา และชีวิตวัฒนธรรมของเราไปในทางเดียวกัน ชาวมุสลิมแห่งบ้านดาโต๊ะต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีรากเหง้าและหวงแหนในแผ่นดินเกิด มนุษย์ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกันและไม่อาจถูกทำลายได้ ปัญหาเพียงประการเดียวที่ต้องเผชิญแต่เป็นดั่งไฟสุมขอนก็คือ การแย่งชิงทรัพยากรจากกลุ่มอำนาจทั้งรัฐและนายทุนซึ่งละเมิดกฎ กติกา ที่สังคมส่วนใหญ่ได้บัญญัติไว้ เมื่อล่องเรือออกจากป่าชายเลน แบเลาะห์ชี้ไปที่ฝั่งอ่าวในเมืองปัตตานี เรืออวนลากอวนรุนกำลังออกจากชายฝั่ง คืนนี้จะลากกันทั้งคืนและคงเหลือไว้เพียงผืนน้ำที่ว่างเปล่า เรือกอและเล็กๆ ของแบเลาะห์เทียบไม่ได้เลยกับเรือประมงจากในเมืองปัตตานี แม้จะยื่นเรื่องร้องเรียนแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดมานานนับทศวรรษ จัดยามเฝ้าตระเวนเพื่อยิงปืนขู่ แจ้งตำรวจ จนถึงประคารมกับอดีตอธิบดีกรมประมงที่ดังๆ คนนั้น ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรในอ่าวปัตตานีได้แต่อย่างใด พื้นหลังจากเรืออวนลากอวนรุนแลเห็นปล่องไฟจากโรงงานอุตสาหกรรมผุดขึ้นเป็นกลุ่มๆ นั่นคือเขตอุตสาหกรรมที่รัฐส่งเสริมและกำลังรุกที่ถมทะเลเข้ามาเรื่อยๆ และแน่นอนโรงงานเหล่านี้ปล่อยมลพิษสู่อ่าวปัตตานีสะสมต่อเนื่องกันมาหลายปี ส่วนนาเกลือแห่งเดียวในแหลมมลายู คือ บริเวณปากน้ำปัตตานีมาจนถึงบ้านบางปู เคยเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ พ่อค้าชาวตรังกานูซึ่งเดินเรือค้าขายสินค้าในอ่าวไทยสมัยก่อนมักขึ้นไปนำ เกลือจากบ้านแหลมที่เมืองเพชรมาขาย เพราะเพียงเกลือจากปัตตานีแห่งเดียวนั้นไม่พอใช้หากปีใดฝนตกชุกมากก็ทำเกลือ ไม่ได้ ในปัจจุบัน เกลือจากบ้านแหลมมาทางรถยนต์ซึ่งขนส่งอย่างสะดวกสบาย นาเกลือโบราณส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุจึงให้เช่าใช้ทำนากุ้งและโรงงาน อุตสาหกรรม และสงวนพื้นที่ไว้ทำนาเกลือเพียงเล็กน้อยพอที่จะได้ชื่อว่าเคยเป็นนาเกลือ แห่งเดียวเท่านั้นในภาคใต้ วันนี้ในอ่าวปัตตานีที่เคยได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแหลมมลายู อาจถูกเปลี่ยนเป็นเขตอุตสาหกรรมที่หวังประโยชน์เฉพาะหน้าโดยการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง และกำลังทำลายชีวิตวัฒนธรรมของชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีอย่างรุนแรง หาก ไม่ได้มาเห็นผืนป่า ไม่ได้ล่องเรือเข้าไปในลำน้ำที่สงบและสวยงาม ไม่มีประสบการณ์ล่องเรือในอ่าวปัตตานี ก็คงไม่รู้ไม่เห็นและไม่เข้าใจว่า ชีวิตของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังถูกรื้อถอนความมั่นคงในชีวิตไปได้อย่างไร การรุกไล่ยึดชิงทรัพยากรไปจากบ้านเกิด ย่อมกลายเป็นแรงกดทับมหาศาลแก่ชีวิตผู้คนที่ยังพึ่งพาธรรมชาติอย่างพอเพียง ทุกย่อมย่านบนชายฝั่งทะเลตะวันออกที่รัฐหมายมั่นจะทำให้กลายเป็นเขต อุตสาหกรรมจะเพาะเชื้อแห่งความขัดแย้งที่นับวันจะเริ่มเข้าสู่ทางตัน นำไปสู่การเผชิญหน้าและแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง หากไม่รามือและยุติการบีบคั้นชุมชนและชีวิตผู้คนให้จนมุม ก็คงไม่มีใครยอมสูญเสียแผ่นดินแม่ของตนเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ข้าฯมา ข้าฯเห็น ข้าฯเข้าใจ : ปัตตานีกับความล้าหลังทางวัฒนธรรมที่ยังธำรงความเป็นมนุษย์

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2547 เรืออวนรุนลำใหญ่โตออกจากอ่าวปัตตานีในยามเย็น เปรียบเทียบกับขนาดของเรือลอบหมึกและเรือกอและของชาวบ้านที่อยู่ด้านหน้า ระหว่างเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามักมีโอกาสไปเยือนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร พม่า มอญ ลาว และญวนอยู่บ่อย ๆ สิ่งที่เห็นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในประเทศเหล่านั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วทำให้รู้สึกว่า เรามีอะไรต่ออะไรทางวัตถุก้าวหน้าไปกว่าเขาไม่น้อยกว่า ๔๐-๕๐ ปี อีกนัยหนึ่งก็คือ เรามีความทันสมัยที่กระเดียดไปทางประเทศบ้านเมืองทางตะวันตกอย่างมากมายนั่นเอง จนกระทั่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ไปที่ปัตตานีเพื่อร่วมประชุมรายงานความก้าวหน้าของงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนให้กับนักวิชาการท้องถิ่นดำเนินการ ก็ได้พบเห็นว่าแทบทุกแห่งในปัตตานีทั้งในเมืองและนอกเมือง มีการเคลื่อนไหวของผู้คนอย่างพลุกพล่านทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และชายหญิง เพราะเป็นเวลาเทศกาลที่คนจะไปประกอบพิธีฮัจจ์ ในอาหรับมีทั้งคนที่เดินทางไปและคนที่ไปส่งอยู่ขวักไขว่ตามถนนหนทาง ภาพเช่นนี้ดูเหมือนกันกับที่พบเห็นในหมู่คนพม่า มอญ และไทใหญ่ในประเทศพม่าซึ่งข้าพเจ้าเพิ่งไปเยือนมา แต่เป็นสิ่งที่จะไม่พบเห็นในบรรดาคนไทยอีกเลยในขณะนี้ เพราะเวลาเทศกาลของคนไทยที่เป็นชาวพุทธนั้น ดูไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องของศาสนาทั้งในแง่บรรยากาศ ความเรียบง่าย และท่าทีที่เสมอภาคเป็นกันเองเหลืออยู่เลย กลับมีแต่ความวุ่นวาย โอ่อ่า และโอ้อวด รวมทั้งโอหังเข้ามาแทน คนแก่คนเฒ่าและลูกเด็กเล็กแดงไม่ค่อยพบ มีแต่คนกลางคน คนรุ่นหนุ่มสาว และวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ เห็นแล้วจึงคิดได้ว่า ในประเทศไทยเองก็ยังมีคนมุสลิมนี่แหละ ที่ยังมีอะไรในเรื่องความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันกับคนไทใหญ่ คนพม่า คนมอญที่ได้เห็นมา ซึ่งก็ดูห่างไกลกว่าคนไทยชาวพุทธทั่ว ๆ ไปราว ๔๐-๕๐ ปีเช่นกัน ความแตกต่างที่มีช่วงห่างระหว่างกันราว ๔๐-๕๐ ปี ระหว่างคนมุสลิมที่ปัตตานีกับคนพุทธและคนอื่น ๆ ในประเทศไทยก็คือ คนมุสลิมยังมีศาสนาเป็นวิถีชีวิตและพยายามที่จะธำรงสิ่งนี้ไว้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมที่มาจากทั้งข้างในและข้างนอก ในขณะที่คนพุทธกลับให้ความสำคัญกับศาสนาน้อยลงกว่าเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน คนชั้นกลางส่วนใหญ่แทบจะไม่มีศาสนาเลยก็ว่าได้ แต่ให้ความสำคัญแก่ความเชื่อทางไสยศาสตร์เข้ามาแทนที่ คงจะมีผู้คนในชนบทเท่านั้นที่ยังแลเห็นว่าศาสนายังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่ ในหมู่คนมุสลิมสถาบันทางศาสนาการศึกษาและศีลธรรม ยังดำรงอยู่อย่างเป็นหลักชัยของชุมชนและการดำรงอยู่ร่วมกันของสังคมท้องถิ่น ความศรัทธาในพระศาสนายังเป็นที่มาของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่จรรโลงชุมชนทางศีลธรรม [moral community] อย่างมั่นคง ซึ่งเห็นได้จากมิติโครงสร้างสังคม อันได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในท้องถิ่นเดียวกันอย่างเป็นปึกแผ่น จากมิติทางเศรษฐกิจอันได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมทางนิเวศเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน และมิติทางจิตวิญญาณอันได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่เห็นได้จากการทำพิธีละหมาดประจำวัน ๆ ละ ๕ ครั้ง และกระบวนการศึกษาอบรมทั้งทางโลกและทางธรรมของเด็กและผู้ใหญ่ที่มัสยิดและปอเนาะ รวมทั้งความปรารถนาสำคัญในชีวิตที่จะไปจาริกแสวงบุญที่เมกกะ ในขณะที่ในหมู่คนพุทธส่วนใหญ่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเป็นเรื่องของความเป็นปัจเจกและผลประโยชน์ทางวัตถุ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในทางเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องของการลงทุนทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลผลิตในเรื่องกำไรและการค้าแบบเสรีแต่เพียงอย่างเดียว เกือบจะพูดได้ว่าแทบทุกวันนี้ตามบ้านและเมืองในท้องถิ่นต่าง ๆ เกือบมองไม่เห็นธรรมชาติ แต่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมเทียมที่มีแหล่งอุตสาหกรรมที่เป็นป่าคอนกรีตเต็มไปหมด และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติก็เป็นเรื่องทางไสยศาสตร์ที่ต้องการเอาอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมาเยียวยาความอยากทางวัตถุและเสริมสร้างการดำรงอยู่อย่างเป็นปัจเจกที่มีการละเมิดศีลธรรมและทำลายความเป็นมนุษย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อำนาจสาธารณ์ที่มาจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติจากรัฐในรูปของกฎหมายก็ดี หรือจากบรรดาผู้มีอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ก็ดี ล้วนรังสรรค์ให้เกิดคนที่มีอำนาจและสถาบันใหม่ๆ ที่ทำลายสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เคยดำรงมาอย่างราบรื่นแต่หลายรอบปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง คนและสถาบันเหล่านี้ก็คือบรรดาผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. อบจ.และอะไรต่าง ๆ ที่มีอำนาจรัฐและกฎหมายในการดำเนินการอย่างไรก็ได้ในสังคมท้องถิ่น ทุกวันนี้วัดวาอารามและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและความเชื่ออื่น ๆ ที่เคยเป็นกลไกในการสร้างความเป็นอยู่อย่างสันติสุขและธำรงความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมให้แก่ผู้คนในอดีตได้ถูกละเลยและเปลี่ยนแปลงให้เป็นเครื่องมือหรือสิ่งที่สร้างบารมีให้แก่บรรดาปัจเจกบุคคลที่เป็นมาเฟียและเจ้าพ่อทางเศรษฐกิจการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและรัฐสภาอย่างมีความชอบธรรม ชาวปัตตานีมารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประพาสหัวเมืองมลายู ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับนิเวศทางวัฒนธรรมของคนมุสลิมในพื้นที่เทือกเขาสันกาลาคีรีมาไม่น้อยกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา เคยแลเห็นความอุดมสมบูรณ์และร่มรื่นของบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมที่ดีที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทยก็ว่าได้ เป็นระบบนิเวศที่มีทั้งพื้นที่ชายทะเล ที่ราบลุ่มชุมชนเป็นป่าพลุ ที่ราบขั้นบันไดที่เหมาะกับการเพาะปลูก และที่ลาดที่เหมาะกับการทำสวนผลไม้ ป่าเขาที่เต็มไปด้วยของป่าและแร่ธาตุ รวมทั้งมีพื้นที่ภายในที่ติดต่อข้ามเทือกเขาเข้าไปยังบ้านเมืองในประเทศมาเลเซีย แต่ที่สำคัญก็คือเป็นบริเวณที่มีลำน้ำปัตตานีอันเป็นลำน้ำยาว สายหนึ่งหล่อเลี้ยงพาโคลนตะกอนมาทับถมทำให้เกิดอ่าวปัตตานี ที่มีทั้งทะเลตมและป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหอยปูปลานานาชนิด มีอ่าวที่เรือสินค้าจากภายนอกมาจอดทอดสมอและมีสันทรายชายทะเลที่เป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานชุมชนบ้านเมืองยาวตลอดไปจนถึงนราธิวาส ตำแหน่งที่ตั้งและความสำคัญทางนิเวศดังกล่าวนี้ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดรัฐและบ้านเมืองสำคัญมากว่าพันปี ซึ่งถ้ามองอย่างปราศจากอคติโดยยึดเอาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีมาอธิบายแล้ว ก็สามารถพูดได้ว่า ปัตตานีเป็นแหล่งที่ตั้งของรัฐโบราณที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของแหลมมลายูในสมัยศรีวิชัยทีเดียว ป่วยการมาคุยหรือถกกันว่าจะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยที่นักท้องถิ่นนิยมทั้งภายในและภายนอกชอบทะเลาะกัน ข้าพเจ้าให้ความสำคัญสมัยศรีวิชัยในลักษณะที่เป็นยุคสำคัญของการค้าทางทะเลของเครือข่ายบ้านเมืองที่อยู่บนแหลมมลายูและหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ ที่อยู่ในกระแสการนับถือพุทธศาสนามหายาน เป็นยุคที่มีการขยายตัวของเส้นทางการค้าและเกิดบ้านเมืองและรัฐที่นับถือพุทธศาสนามหายานอย่างกว้างขวางในภูมิภาค ปัจจัยที่ทำให้รัฐโบราณแห่งนี้พัฒนาขึ้นมาจนมีความสำคัญก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากอ่าวปัตตานีไปตามลำน้ำปัตตานีข้ามเทือกเขาไปยังไทรบุรี และเปรัคในมาเลเซียทางฝั่งตะวันออก มีหลักฐานจากศิลาจารึกที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยฟูนัน รวมทั้งพบศิวลึงค์และโบราณวัตถุในศาสนาฮินดูในที่ต่าง ๆ ด้วย พบถ้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สืบทอดลงมาจนถึงสมัยศรีวิชัย ลพบุรี อยุธยา และกรุงเทพฯ แต่ที่สำคัญก็คือการพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ในเขตอำเภอยะรังที่อยู่ต่อเนื่องจากสมัยทวารวดี ศรีวิชัย จนถึงอยุธยาตอนต้น ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามและย้ายตำแหน่งเมืองมาอยู่ที่สันทรายชายทะเลที่รู้จักกันในนามว่าเมืองปัตตานี แม้ว่าแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัตตานีนี้จะถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในราชอาณาจักรสยาม แต่ผู้คนพลเมืองที่เป็นคนมุสลิมก็อยู่กันมาอย่างสงบสุขเพราะทางกรุงเทพฯ ไม่เข้าไปจุ้นจ้านจัดการอะไรในระดับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ทำให้คนมุสลิมอยู่ในโลกของตัวเองแบบประเพณีที่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองจากภายนอกไม่เข้าไปรุกล้ำ ความขัดแย้งจากภายนอกที่เข้ามาเป็นพัก ๆ ยกตัวอย่างเช่น การสร้างชาตินิยมและรัฐนิยมให้คนสวมหมวกเลิกกินหมากในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี หรือในสมัยหลังลงมาที่มีการส่งพวกทหารผ่านศึกเข้าไปตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ ดูเหมือนอิทธิพลจากภายนอกที่เข้าไปสร้างความปั่นป่วนให้กับวัฒนธรรมมุสลิม ที่สำคัญก็คือ ความพยายามของรัฐที่ผ่านกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปจัดตั้งเรื่องการศึกษา การให้เรียนภาษาไทย และการออกกฎเกณฑ์ในการแต่งกายของคนมุสลิม แต่กระนั้นก็ดี ในระดับชาวบ้านท้องถิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ในทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนทั้งชาวบ้านชาวเมืองที่เป็นคนมุสลิมและคนพุทธก็ยังคงดำรงอยู่ด้วยความราบรื่น ต่างก็เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติเหมือนกันในระดับที่ยั่งยืนและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมในนิเวศทางวัฒนธรรม ชุมชนคนพุทธมีวัดและโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่คนมุสลิมมีมัสยิดและแหล่งฝังศพเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาของคนมุสลิมคือ ปอเนาะ อันเป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปอเนาะนี้แหละคือสถาบันที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของปัตตานี ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงน้อยทั้งในรูปแบบและอุดมการณ์ ยกตัวอย่างเช่น มัสยิดยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทรวดทรงอาคาร จากเครื่องไม้มาเป็นอิฐและคอนกรีตที่มีโดมเป็นสัญลักษณ์ แต่ปอเนาะยังคงแบบกลุ่มกระท่อมที่นักเรียนนักศึกษามาสร้างอยู่รอบๆสำนักเรียนและที่อยู่อาศัยของโต๊ะครูกลุ่มกระท่อมหรือกลุ่มเรือนนี้อยู่ในแมกไม้ที่แลเห็นแต่ไกลจากชายทุ่งหรือริมถนนหนทาง เป็นสิ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างครูและศิษย์ในชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและไม่เหลื่อมล้ำจนเกินไป การใช้ชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีทางศาสนา คือหัวใจของคนมุสลิมในปัจจุบัน การฟังธรรมที่มัสยิดกลางยะลาในช่วงวันหยุด สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของสังคมที่เสมอภาคอย่างสังคมมุสลิมก็คือ กูโบร์ หรือป่าช้าฝังศพ คนตายทุกคนเท่ากันหมดในพื้นที่ฝังศพที่มีก้อนหินหรือเสาหินเสาไม้ปักหัวท้าย ความร่ำรวยอาจสะท้อนให้เห็นเพียงเล็กน้อยจากหินหรือเสาที่เป็นสัญลักษณ์ของหลุมศพ ยกเว้นศพของผู้นำหรือบุคคลที่มีคุณธรรมเท่านั้นที่มีการสร้างอาคารหรือหีบศพแสดงสถานภาพ ซึ่งก็อาจมีเพียงแห่งหนึ่งหรือสองแห่งเท่านั้น เพราะต่อพระพักตร์ของพระเจ้านั้นทุกคนเท่ากันหมดและสิ่งที่ถูกตอกย้ำจากการทำละหมาดวันละ ๕ ครั้ง ข้าพเจ้าชอบไปเที่ยวปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพราะแลเห็นชุมชนแบบกระท่อมไม้ไผ่และใบจากตามชายทะเลของชาวประมงที่จับปลาหากินด้วยเรือกอและชุมชนหมู่บ้านที่มีเรือนไม้รูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นภายในที่สัมพันธ์กับแมกไม้และเรือกสวนผลไม้นานาชนิด สภาพและลักษณะเหล่านี้แหละที่คนจากภายนอกที่เป็นพวกวัตถุนิยมพากันคิดและตำหนิว่าล้าหลังและยากจน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่านี่แหละคือมนุษย์ เพราะนอกจากแลเห็นชีวิตของคนในครอบครัวที่มีปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่น้อง และลูกหลาน ที่อยู่ร่วมกันและสัมพันธ์กันอย่างสงบสุขแล้วผู้คนทั้งหลายในชุมชนท้องถิ่นต่างรู้จักกันหมดในลักษณะที่เป็น คนใน เหมือนกัน สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่มีความเป็นปึกแผ่นและพลังสูง เพราะดำรงอยู่ในลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน คนรู้จักกันหมด แทบไม่มีความเป็นปัจเจกและการเป็นคนนอก ตรงนี้แหละกระมังที่อมนุษย์ในสังคมทุนนิยมแบบปัจเจกที่คิดว่าเจริญก้าวหน้าไปกว่าเขา ๔๐ หรือ ๕๐ ปีดูหมิ่นดูแคลนว่ายากจนและล้าหลัง เลยจำเป็นต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองเป็นการใหญ่ ประมาณเกือบสิบปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไปเที่ยวดูชุมชนชายทะเลของปัตตานีกับสุจิตต์ วงษ์เทศและครอบครัว ดูตั้งแต่เห็นแบบเก่าจากบ้านบางปูไปจนถึงปะนาเระและยะหริ่ง เพราะเป็นบริเวณที่เห็นธรรมชาติและความเป็นอยู่อย่าง่ายๆ ของชีวิตผู้คน แต่ก็ได้พบเห็นสิ่งที่ทำให้ต้องจดจำมาจนวันนี้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นของคนมุสลิม การเปลี่ยนแปลงที่เป็นภายในก็คือมีการให้พื้นที่ใกล้ทะเลที่เคยเป็นที่ปลูกมะพร้าวหรือเพาะปลูกพืชพันธ์มาเป็นการทำนากุ้งเป็นหย่อม ๆ ไป แต่ที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างนอก เพราะช่วงเวลาที่ไปที่บ้านปะนาเระนั้น ชาวบ้านทั้งละแวกที่อยู่ชายทะเลต่างออกมาชุมนุมวิพากษ์วิจารณ์ขบวนเรือประมงขนาดใหญ่ที่กำลังใช้เครื่องมือทันสมัยลากหอยลายอยู่ในท้องทะเล ชาวบ้านบอกว่าขบวนเรือนี้มีเรือประมงทางวิชาการของกรมประมงของอธิบดีกรมประมงคนดังในสมัยนั้นลำหนึ่งเป็นเรือนำร่อง แล้วมีเรืออวนรุนของนายทุนจากบรรดาบริษัทส่งออกหอยลายที่เมืองปัตตานีอีก ๑๑ ลำมาสมทบ เรือประมงลำหนึ่งสามารถลากหอยลายได้หลายสิบตันในวันหนึ่ง ๆ นับเป็นการทำลานสัตว์น้ำนานาชนิดตามชายฝั่งทะเลอย่างน่าสะพรึงกลัว เพราะมีผลกระทบกับการประมงของชาวบ้านมุสลิมที่หากินจับปลาเบญจพรรณด้วยเรือกอและซึ่งลำหนึ่งจับได้เพียง ๑๒ กิโลกรัมต่อวัน ชาวบ้านร้องทุกข์ว่า การทำเช่นนี้พวกตนจะมีอะไรเหลือให้จับอีก ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกที่ลำเอียงทันทีว่า สิ่งที่เห็นต่อหน้าต่อตานี้คือการกระทำที่ป่าเถื่อน อันจะเกิดขึ้นได้แต่พวกที่เป็นอมนุษย์เท่านั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามว่าคนที่เป็นผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบได้จัดการอะไรลงไปแต่ว่าในเวลาที่ผ่านมานานพอสมควร ได้มีการจัดเวทีชาวบ้านโดยผ่านสื่อทางทีวีของดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้เชิญคนมุสลิมที่อาวุโสและชาวบ้านมาพบปะและสนทนากับอธิบดีกรมประมงคนดังคนนั้นและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในขั้นแรกอธิบดีคนดังกล่าวพูดอย่างมั่นใจด้วยความรู้ทางการประมงและกฎหมายเกี่ยวกับชายฝั่งทะเล โดยระบุว่า บรรดาเรือประมงอวนรุนเหล่านั้นมีสิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ครั้นพบชาวบ้านออกมายืนยันการกระทำที่แย่งทรัพยากรที่พวกเขามีสิทธิตามชายฝั่งอย่างหนักแน่นในลักษณะที่สื่อให้คนดูและคนฟังรายการทีวีเข้าใจและเห็นใจได้ อธิบดีคนดังคนนั้นก็หันมาจับมือกับชาวบ้านทันที สิ่งที่ชาวประมงมุสลิมพูดที่จำมาได้จนทุกวันนี้ก็คือ “ชายฝั่งทะเลนั้น แต่ก่อนพรุนไปด้วยที่อยู่อาศัยของหอยปูปลาและกุ้งนานาชนิด ที่พวกตนได้จับ ได้กิน และได้ขายเพื่อยังชีพด้วยเรือกอและมาช้านาน บัดนี้ บรรดาเรืออวนรุนเหล่านั้นยกเป็นขบวนมาลากจนพื้นทะเลราบเรียบเป็นสนามกอล์ฟไปหมดแล้ว จะหาปลาได้อย่างไร” ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามว่า หลังจากการจับมือแสดงสัญญาของสุภาพบุรุษระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับชาวบ้านในหน้าจอทีวีจากวันนั้นแล้วมีอะไรเกิดขึ้น แต่ประมาณ ๓-๔ ปีต่อมา เมื่อมีโอกาสกลับไปที่บ้านปะนาเระอีกครั้งหนึ่ง ก็พบการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิม นั่นคือ ชาวบ้านหาประหลาด้วยเรือกอและแบบเดิมแต่ต้องเพิ่มการจับหอยปูปลาจาก ๑๒ กิโลกรัม มาเป็น ๒๐-๓๐ กิโลกรัมต่อวัน และชายทะเลที่เคยสะอาดกลับสกปรกเต็มไปด้วยกองซากขยะ ซากหอย ปู ปลา กระจายอยู่ทั่วไป ในขณะเดียวกันพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสวนมะพร้าวและที่ทำการเพาะปลูก ก็เปลี่ยนเป็นแหล่งที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลากระจายไปทั่ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ถ้าจะวิเคราะห์ให้เห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงมานุษยวิทยาแล้วก็พอจะชี้ให้เห็นได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้น การทำนากุ้งและการทำประมงจับปลาแบบอวนรุนเพื่อให้ได้ผลผลิตในการส่งออกนั้น มีทั้งมาจากข้างนอกและข้างใน ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งระหว่างคนในชุมชนมุสลิมเอง กับระหว่างคนในและคนนอก ในระหว่างคนในนั้น เกิดกลุ่มคนที่มีความสามารถในการประกอบการลงทุนและเป็นนายทุนขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เป็นนายทุนหรือผู้ประกอบการจากภายนอกกับคนภายในที่เป็นแรงงานหรือผู้ผลิตก็ห่างเหินเกินระดับที่ต่างพึ่งพิงซึ่งกันและกันมาเป็นการเก็งกำไรและเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ผลที่ตามมาคือ การใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นแบบดั้งเดิมอย่างยั่งยืนและมีดุลยภาพให้ชีวิตวัฒนธรรมที่ราบรื่นแก่การดำรงอยู่ในมิติทางโลกทัศน์และค่านิยมของคนมุสลิมได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วทุกเมื่อเชื่อวัน ปรากฏการณ์ในเรื่องการทำลายและแย่งทรัพยากรท้องถิ่นของคนท้องถิ่นที่อยู่ในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเช่นนี้ หาใช่พบเห็นแต่เพียงในท้องถิ่นของคนมุสลิมที่ปัตตานีเท่านั้น หากยังเป็นปรากฏการณ์ของแทบทุกหนแห่งในดินแดนประเทศไทยที่นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกที สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดมาแต่ต้นนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการมองจากคนภายนอก และวิเคราะห์จากข้อมูลภายในที่ผิวเผินและจำกัด จึงทำให้เกิดความคิดที่อยากจะทราบความรู้สึกนึกคิดของคนภายในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองจากภายนอกว่า รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และได้รับความเดือดร้อนอย่างไร รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นอันทำให้สังคมและวัฒนธรรมของคนภายในที่เรียกว่า ชีวิตวัฒนธรรม ของเขาเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด แต่การศึกษาวิจัยในสังคมไทยที่ผ่านมาร่วมสีสิบปีนั้น ดูเหมือนไม่มีการเปิดโอกาสให้คนภายในท้องถิ่นได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อให้เห็นความเป็นจริงทางสังคมวัฒนธรรมในมุมมองของคนภายในท้องถิ่นแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ เห็นได้ชัดจากโครงการวิจัยต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐนั้น จะเป็นการดำเนินการโดยคนจากภายนอกทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ตามอุดมคติของการพัฒนาแบบมีแผน [planned change] นั้น ควรมีการรับรู้และมีส่วนร่วมในการดำเนินการและการตัดสินใจจากคนภายในด้วย ดังนั้น ความต้องการที่จะแลเห็นการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม โดยคนภายในชุมชนท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น ด้วยความเห็นชอบและสนับสนุนทุนวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยมีข้าพเจ้าทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานของโครงการ เป็นโครงการที่ใช้เวลา ๑ ปี ๖ เดือน ที่แบ่งเป็นโครงการย่อยตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศจำนวน ๕ โครงการ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักมานุษยวิทยาอาวุโสผู้ผ่านงานวิจัยทางมานุษยวิทยาอย่างเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปมาเป็นที่ปรึกษา ๓ ท่าน คือ ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช และรศ.ปรานี วงษ์เทศ โครงการศึกษาสังคมและวัฒนธรรมคนมุสลิมที่ปัตตานีนับเนื่องเป็นโครงการย่อยโครงการหนึ่งในการสนับสนุนทุนวิจัยของ สกว. บัดนี้การดำเนินโครงการที่ผ่านมาได้ ๖ เดือน อันเป็นเวลาที่จะต้องมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเสนอเป็นรายงานความก้าวหน้าในระยะแรก เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักวิชาการและผู้ที่สนใจจะได้รับทราบและช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความคิดเห็นที่จะสร้างสรรค์ต่อไป ในโครงการวิจัยที่จังหวัดปัตตานีนั้น ได้กำหนดเอาชุมชนท้องถิ่น ๒ แห่ง เป็นแหล่งศึกษา คือชุมชนบ้านพระครู(ชื่อสมมุติ) อันเป็นชุมชนชาวประมงอยู่ติดชายทะเลของจังหวัดปัตตานี และชุมชนบ้านภูมิ (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นชุมชนภายในสัมพันธ์กับพื้นที่เรือกสวนไร่นา ชุมชนแรกได้นักวิจัยท้องถิ่นที่เป็นคนในมัสยิดเป็นผู้ดำเนินการ ในขณะที่ชุมชนหลังมีโต๊ะครูและคนในปอเนาะเป็นนักวิจัยหลัก การดำเนินการขั้นแรกในระยะ ๖ เดือนที่ผ่านมาเป็นการรวบรวมข้อมูลทางชาติพันธุ์ของชุมชนในท้องถิ่นนับแต่สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมาของผู้คนในชุมชน ความสัมพันธ์ทางสังคม ระบบเศรษฐกิจ ศาสนาความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม การศึกษาอบรม การปกครอง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม อันมีเหตุมาแต่ภายนอกและภายใน ข้อมูลเหล่านี้ได้นำมาเชื่อมโยงให้เป็นความรู้ในเรื่องชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น ซึ่งถ้าหากจะเป็นการศึกษารวบรวมจากคนภายนอกแล้ว ต้องใช้เวลาและไม่ละเอียดลึกซึ้งพอ รวมทั้งอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของคนภายในได้แต่ข้อมูลและความรู้ที่คนภายในรวบรวมและสร้างขึ้นนี้ ก็มีจุดอ่อนเพราะเป็นสิ่งที่เป็นอุดมคติหรือที่คนภายในคิดว่าควรจะเป็น จึงมีลักษณะเป็นภาพนิ่ง ยังไม่แลเห็นความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไป ประโยชน์ของความรู้ทางชาติพันธุ์ที่สร้างขึ้นโดยคนภายในนี้ ก็คือเป็นฐานของความรู้ที่จะต้องนำมาตั้งคำถามและตีความเพื่อแลให้เห็นภาพเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักวิจัยจากภายนอกตลอดจนที่ปรึกษาอาวุโสจะเข้ามาทำการศึกษาและวิเคราะห์ร่วมกันกับคนภายใน เด็กๆ ในตาดีกาบ้านดาโต๊ะช่วงยามเย็น การใช้เวลาของเด็กๆ ชาวมุสลิมเคร่งครัดในเรื่องศาสนามากกว่าชีวิตแต่เดิมมาก ผลจากการดำเนินการวิจัยในระยะ ๖ เดือนแรกนี้ พอสรุปให้เห็นได้ว่า ชีวิตวัฒนธรรมของคนมุสลิมในเขตปัตตานีทั้งพวกที่มีอาชีพหลักในการทำประมงและทำสวนไร่นานั้น ยังดำรงอยู่ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมหรือท้องถิ่นอันประกอบด้วยชุมชนหลายชุมชนที่มีความสัมพันธ์กันทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ชุมชนแต่ละแห่งจะมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางในการทำพิธีกรรมทางศาสนา การศึกษาและการจัดการในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ความเป็นชุมชนจะมีขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีมัสยิด และมัสยิดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากไม่มีคนภายในจำนวน ๔๐ ท่านรวมกันจัดตั้งขึ้น ความสำคัญของมัสยิดอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ให้การศึกษาแก่เด็กตั้งแต่เล็กในชุมชนทั้งทางโลกและทางธรรม นับเป็นจุดเริ่มต้นการ อบรมทางสังคม [socialization] ที่สำคัญที่ชุมชนในยุคโลกาภิวัตน์แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่า มัสยิดก็คือสถาบันทั้งทางศาสนาและการศึกษาที่ขาดไม่ได้ในการอยู่รวมกันเป็นชุมชนของคนมุสลิมนั้นเอง แต่ที่ปัตตานี การดำรงอยู่ของชุมชนและท้องถิ่นทางสังคมยังมีสถาบันทางศาสนาและการศึกษาอีกอย่างหนึ่งรวมอยู่ด้วย คือ ปอเนาะ อาจจะไม่พบในทุกชุมชน แต่ในระดับท้องถิ่นจะมีอยู่ทั่วไปจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ในสังคมท้องถิ่นของปัตตานีก็ว่าได้ ปอเนาะคือสถาบันที่ให้การศึกษาทั้งทางศาสนาและทางโลกแก่เด็กที่โตในระดับมัธยมและชายหญิงทั่วไปที่แม้จะเรียนจบขั้นอุดมศึกษาแล้วก็ตาม นับเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นเพื่อการดำรงอยู่อย่างพึ่งตนเองของสังคมมุสลิมมาตั้งแต่ก่อนการขยายตัวการศึกษาของรัฐในระดับมัธยมและอุดมศึกษาเข้าไป ความเป็นปอเนาะเกิดจากคนดีมีความรู้ที่เป็นครูอาจารย์ทำที่อยู่อาศัยของตนให้เป็นอาศรมแล้วให้คนที่เข้ามาเป็นลูกศิษย์สามารถปลูกกระท่อมที่พักอาศัยรวมอยู่ได้ในบริเวณที่ทั้งเรียนไปและอยู่ไปตามอัธยาศัย ทำให้มีลักษณะเป็นชุมชนเล็กๆ ภายในท้องถิ่น สถาบันปอเนาะนี้แหละที่ให้การศึกษาอบรมที่ทำให้ศาสนาอิสลามเป็นวิถีชีวิตของคนมุสลิมและโลกมุสลิมในปัตตานี ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นสถาบันสำคัญที่จรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคม โลกทัศน์ และค่านิยมของคนมุสลิมไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายๆ แม้จะมีการรุกล้ำทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมจากภายนอกก็ตาม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • รู้จักปอเนาะ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2547 การบรรยายของนักวิจัยท้องถิ่นในปอเนาะที่ปัตตานี บ้านภูมี (ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี) เป็นที่ตั้งของปอเนาะที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อว่าปอเนาะภูมีหรือบืรมิง ซึ่งมีอายุเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว ในส่วนนี้จะทำให้เราได้ทราบถึงวิถีดำเนินชีวิตของชาวบ้านภูมีว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดบ้าง เพราะปอเนาะภูมีเป็นบ่อเกิดแห่งชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบัน ”ปอเนาะ” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ปอนด็อก (Pondok) ในภาษาอาหรับ แปลว่า “กระท่อม” แต่โดยความหมายและความเข้าใจทางการศึกษาแล้ว หมายถึง สถาบันที่ทำการสอนและเรียนศาสนาอิสลาม หรือสถานที่อบรมสั่งสอนศาสนาอิสลามของชาวไทยมุสลิม เพื่อให้มีความรู้ในทางศาสนา สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ ให้รู้จักบำเพ็ญกิจประจำวัน การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา ให้รู้จักกฎหมายที่ศาสนาได้บัญญัติขึ้นแล้วนำไปปฏิบัติได้ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันว่า ปอเนาะจัดตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดปัตตานี และเป็นสถานศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปอเนาะมีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ที่มีคนนับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ก็มีบ้างไม่มากนัก สถานที่ตั้งปอเนาะส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมืองและจะปลูกสร้างในที่ดินของโต๊ะครูเองหรือที่ดินที่ประชาชนบริจาคให้เป็นสาธารณะกุศล การจัดตั้งปอเนาะในที่ห่างไกลความเจริญนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้กับคนที่อยู่ในชนบทซึ่งขาดโอกาสในการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม จัดได้ว่าเป็นลักษณะของการบริการทางวิชาการโดยไม่คิดมูลค่า เป็นการสอนแบบให้เปล่า ปอเนาะเป็นสถานศึกษาของเอกชน รัฐบาลหรือองค์กรใด ๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งแต่อย่างใด ตามค่านิยมและความเชื่อของชาวมุสลิม ผู้ที่จะเป็นโต๊ะครูและจัดตั้งปอเนาะได้นั้น จะต้องมีความแตกฉานในความรู้ทางด้านศาสนาเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่มีความประพฤติ กิริยามารยาทที่ดีงามเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป และโดยส่วนใหญ่ของบรรดาโต๊ะครูหรือผู้ก่อตั้งปอเนาะ มักเป็นผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบียมาแล้ว การเล่าเรียนในปอเนาะทั่วไปรวมทั้งปอเนาะภูมีนั้น ไม่มีการเก็บค่าใช่จ่ายหรือค่าศึกษาเล่าเรียนใด ๆ ปอเนาะภูมีจัดตั้งขึ้นด้วยอุดมการณ์ที่จะถ่ายทอดเจตนารมณ์ของอัลลอฮ์ คือเพื่อให้มนุษย์ภักดีและศรัทธาต่อพระองค์ โดยทำหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า นำบทบัญญัติที่มีในอัล-กุรอาน ซึ่งเป็นถ้อยคำของพระเจ้าไปเผยแพร่ หรือทำการสอนเผยแพร่ศาสนา พัฒนาและช่วยเหลือสังคม แรกเริ่มผู้ที่มีความสนใจในการเรียนศาสนา และต้องการวิชาความรู้เพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะจากท้องถิ่นอื่น จะปลูกสร้างปอเนาะ (ที่พัก) รอบ ๆ บ้านโต๊ะครู เมื่อศึกษานานวันเข้าจนเป็นผู้รู้ มีความแตกฉานในด้านการศาสนาแล้วก็จะกลับไปยังภูมิลำเนาของตน ที่พักซึ่งสร้างไว้เดิมก็จะทำการบริจาคให้เป็นทรัพย์สินของปอเนาะ ผู้ที่เข้ามาเรียนในรุ่นต่อมาก็จะเข้าไปอยู่แทนที่โดยไม่ต้องสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่ แต่อาจจะทำการซ่อมแซมบ้างเป็นครั้งคราว สำหรับอาหารการกินนั้น ผู้เรียนต้องทำการช่วยเหลือตัวเองโดยหุงหาอาหารด้วยตัวเองทั้งสิ้น บางคนอาจจะหุงหาอาหารและทานกันเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งก็จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อาหารที่มักสำรองไว้ตามปอเนาะได้แก่ ข้าวสาร ปลาเค็ม ไข่ โดยอาจซื้อหามาจากละแวกใกล้เคียงหรือผู้เรียนนำมาเองจากบ้านเป็นครั้งคราว ผู้เรียนบางคนก็จะประกอบอาชีพไประหว่างที่เรียนด้วย เช่น การเลี้ยงเป็ด ไก่ การปลูกผักสวนครัว รับจ้างกรีดยาง ก่อสร้าง ทาสี แล้วแต่ว่าจะมีงานประเภทใดในละแวกนั้น ปอเนาะภูมีไม่มีการกำหนดเวลาในการเข้านอน ผู้เรียนต้องการเข้านอนเวลาใดก็ได้เพียงแต่ต้องตื่นให้ทันละหมาดซุบฮี (ละหมาดก่อนตะวันขึ้น เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น.) ผู้ที่ตื่นไม่ทันหรือไม่ได้เข้าเรียนในวิชาอัลกุรอานหลังจากละหมาดถือว่ามีความผิด บทลงโทษที่ผู้เรียนจะได้รับจะไม่แน่นอนตายตัว อาจลงโทษให้กวาดขยะ ล้างห้องน้ำ ถูกตี หรือวิ่งรอบบาลาเซาะฮ์ก็มี แล้วแต่ว่าทำผิดบ่อยครั้งแค่ไหน โต๊ะปาเก (ผู้เรียน) มักจะใช้เวลาหลังเลิกเรียน (ประมาณ ๒๒.๐๐ น.) ในการทบทวนและท่องจำบทเรียน ในส่วนนี้เองมีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยก่อนนั้นโต๊ะปาเกจะเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนเป็นอย่างมาก มักจะอยู่ท่องหนังสืออยู่จนดึกจนดื่น แม้เวลาตีสามแล้วก็ยังไม่เข้านอน บางคนเพื่อให้สามารถอ่านหนังสือได้ตลอดทั้งคืนและไม่ต้องการให้ความง่วงมาเป็นอุปสรรค ก็จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ใช้มือข้างหนึ่งเกาะลำต้นไว้มืออีกข้างหนึ่งถือหนังสือ ขาเหยียบกิ่งไม้ไว้หรือบ้างก็นั่งบนกิ่งไม้ วิธีการนี้คนอ่านจะไม่กล้าหลับหรือง่วงเพราะกลัวตก ทำให้สามารถอ่านหนังสือได้ตลอดทั้งคืน วิธีการอ่านหนังสือและขจัดความง่วงในสมัยก่อนนั้นมีอีกมากมายหลายแบบ ที่แปลก ๆ ก็มีมาก แต่ที่สำคัญที่เราได้รับจากการฟังเรื่องเหล่านี้ก็คือ ทำให้ทราบว่าคนในสมัยก่อนนั้น มีความมุ่งมั่น จริงใจในการเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ระหว่างโต๊ะปาเก (ผู้เรียน) กับบาบอจะมีการประชุมร่วมกันอยู่เสมอ โดยกำหนดให้คืนวันพฤหัสบดี เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. เป็นวันประชุมประจำสัปดาห์ โดยบาบอจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมามาสรุปให้ฟังว่ามีส่วนใดที่ผู้เรียนควรแก้ไขปรับปรุง ส่วนใดที่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และมักมีการขอความคิดเห็นจากโต๊ะปาเกอยู่เสมอๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เป็นส่วนรวม นอกเหนือจากที่กล่าวมายังมีการประชุมกันเมื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น หรือเมื่อมีการจัดงานทำบุญ ประกอบพิธีกรรม สิ่งที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของปอเนาะ มีสิทธิที่จะเสนอความคิดเห็น วิถีการดำเนินชีวิตและความสัมพันธ์ของโต๊ะปาเกกับบาบอในปอเนาะนั้น เปรียบเสมือนพ่อกับลูก เรื่องใดที่เป็นปัญหาก็จะมีการเล่าสู่กันฟัง และแก้ไขปัญหาร่วมกันอยู่เสมอ (โดยมากแล้วโต๊ะปาเกจะเป็นฝ่ายสร้างปัญหา ส่วนบาบอก็จะเป็นผู้แก้ปัญหา) โต๊ะปาเกที่เป็นผู้ชายมักจะนำเอาบาบอเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ส่วนผู้หญิงก็จำดูตัวอย่างจากมามา(ภรรยาของบาบอ) ผู้คนในปอเนาะจะมีการประกอบกิจกรรมร่วมกันอยู่ทุกวี่วัน ละหมาดร่วมกันอย่างน้อยวันละ ๕ ครั้ง บางครั้งก็รับประทานอาหารร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เมื่อมีงานก็จะช่วยกันทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน นานวันเข้าจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เป็นหลาย ๆ ปี ทุกคนจึงมีความรักซึ่งกันและกัน รักปอเนาะ รักในศาสนา รักพระเจ้า เมื่อถึงคราวมีครอบครัว ด้วยความรักความผูกพันที่มีมานานจึงไม่อยากจากปอเนาะไปไหน จึงปักหลักสร้างเรือนสร้างครอบครัวอยู่ที่ปอเนาะต่อไป นี่เองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความผูกพันกันระหว่างโต๊ะปาเก-บาบอ, ปอเนาะ-ชุมชน จนกระทั่งเกิดเป็นบ้านภูมีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน สำหรับบาบอหรือโต๊ะครูนั้นนอกเหนือจากการสอนเป็นปกติแล้ว ก็ยังมีการประกอบอาชีพเช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไป รายได้หลักของบาบอคือรายได้ที่มาจากผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม การทำสวน เช่น สวนละมุด มะพร้าว ลองกอง รายได้อีกส่วนหนึ่งที่บาบอได้รับคือ ซะกาต หรือการบริจาค ซึ่งมุสลิมทุกคนที่อยู่ในข่ายที่ศาสนาได้กำหนดไว้จะต้องบริจาคเมื่อถึงกำหนดในทุก ๆ ปี โดยที่บาบอมีสิทธิในการรับบริจาคในฐานะที่เป็นผู้อุทิศเวลา และสั่งสอนความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชาวมุสลิมมีการดำเนินชีวิตผูกพันกับศาสนามาก ถือได้ว่าหลักการศาสนาเป็นกฎหมายเป็นหลักยึดถือของชีวิตที่เหนียวแน่ ศาสนาสำหรับชาวมุสลิมแล้วไม่ใช่เพียงแค่ที่พึ่งทางใจ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต การบรรยายของนักวิจัยท้องถิ่นในปอเนาะที่ปัตตานี การเรียนที่ปอเนาะภูมี มีทั้งแบบนั่งพื้น โดยเรียนที่ชั้นสองของบาลาเซาะฮ์ และการเรียนในห้องเรียน ซึ่งเรียนตรงชั้นล่าง หากเป็นการเรียนชั้นบน จะเป็นการเรียนร่วมกันระหว่างนักเรียนชายและหญิง โดยจะมีผ้าและผนังกั้นไว้ โต๊ะครูจะทำการสอนด้วยการเปิดตำราอ่านและอธิบายโดยอาศัยความรู้ที่เรียนมาและจากประสบการณ์ของตนเอง โต๊ะปาเกก็จะทำการจด ทั้งการจดจำและเขียนในสิ่งที่สำคัญที่ต้องขยายความไว้ หลังการเรียนโต๊ะครูมักให้เวลา ๑๐-๑๕ นาที ให้นักเรียนทั้งหลายจับกลุ่มกันอภิปรายและทบทวนบทเรียนกันเอง นัยว่าเป็นการเรียนซ้ำ ๒ ครั้งและเป็นการฝึกการสอนไปในตัว ปอเนาะภูมีได้จัดหลักสูตรและการเรียนรู้ไว้ดังนี้ ๑. วิชาที่เกี่ยวกับภาษา ได้แก่ การเรียนภาษามลายูอักษรยาวีและภาษาอาหรับ เนื่องด้วยตำราที่เกี่ยวกับศาสนานั้น โดยมากหรือเกือบทั้งหมดเป็นภาษามลายูและภาษาอาหรับ การเรียนรู้วิชาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็น นักเรียนที่มีความรู้และสามารถใช้ทั้งสองภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว จะสามารถศึกษาความรู้จากตำราได้เอง นอกเหนือจากที่ทางปอเนาะได้ทำการสอน ๒. วิชาที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ได้แก่ ๒.๑ วิชาฟิกฮ์ เป็นวิชาที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์อิสลาม ข้อกฎหมาย บทบัญญัติ และการดำเนินชีวิตประจำวันตามครรลองของศาสนา อันเป็นจริยวัตรของชาวมุสลิม ๒.๒ วิชาตะเซาอุฟ เป็นวิชาที่เกี่ยวกับหลักการพัฒนาจิตใจ สถานที่จัดการเรียนการสอนของที่นี่ มีอยู่ ๓ แห่งหลักๆ ด้วยกัน คือ ที่บาลาเซาะฮ์หลัก (ทั้งชั้นบนและล่าง), บาลาเซาะฮ์บริเวณหน้าบ้านบาบออาวุโส (บาบอเลาะห์), และบาลาเซาะฮ์ทางฝั่งผู้หญิง เวลาสำหรับการเรียนนั้นจะคลอบคลุมตลอดทั้งวัน โดยทำการสอนหลังการละหมาดทั้ง ๕ เวลา และเวลาเสริมช่วง ๐๗.๓๐ - ๐๘.๓๐,๐๙.๐๐ - ๑๑.๐๐ และ ๒๑.๓๐ - ๒๒.๑๐ ซึ่งสามารถแบ่งเวลาในการปฏิบัติศาสนกิจ เวลาเรียนและวิชาเรียนได้ดังนี้ ๐๕.๐๐ – ๐๕.๓๐ ละหมาดซุบฮี (การนมัสการพระเจ้าช่วงก่อนตะวันขึ้น) ๐๕.๓๐ - ๐๖.๓๐ วิชาอัล-กุรอาน (อ่านพระคัมภีร์) ๐๖.๓๐ - ๐๗.๓๐ วิชาอรรถาธิบายอัล-กุรอาน ๐๗.๓๐ – ๐๘.๓๐ วิชาไวยากรณ์อาหรับ ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ วิชาไวยากรณ์อาหรับ,นิติศาตร์อิสลาม ๑๒.๓๐ – ๑๓.๐๐ ละหมาดดุฮ์รี (การนมัสการพระเจ้าช่วงเที่ยง) ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ วิชาหลักการพัฒนาจิตใจ ๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ ละหมาดอัสรี (การนมัสการพระเจ้าช่วงบ่าย) ๑๖.๐๐ – ๑๗.๐๐ วิชาหลักการพัฒนาจิตใจ,นิติศาสตร์อิสลาม ๑๘.๓๐ –๑๙.๐๐ ละหมาดมัฆริบ (การนมัสการพระเจ้าช่วงเย็น) ๑๙.๐๐ – ๑๙.๔๕ วิชานิติศาตร์อิสลาม ๑๙.๔๕ – ๒๐.๑๕ ละหมาดอิชา (การนมัสการพระเจ้าช่วงค่ำ) ๒๐.๑๕ – ๒๑.๐๐ วิชาอัล-กุรอาน (อ่านพระคัมภีร์) ๒๑.๓๐ – ๒๒.๑๐ วิชาการจัดการมรดก จะเห็นได้ว่าระบบการเรียนของปอเนาะจะมีการเรียนการสอน ครอบคลุมไปตลอดทั้งวัน การเรียนระบบปอเนาะนั้นเข้มข้นทั้งภาคเนื้อหาและภาคปฏิบัติ ผู้เรียนได้เรียนและได้ปฏิบัติจริงลักษณะนี้เองที่ทำให้ผู้เรียนที่คลุกคลีอยู่กับศาสนาวันละหลาย ๆ ชั่วโมง ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตนเองด้วยความรู้ที่ได้จากการเรียนและการปฏิบัติ หล่อหลอมจนกลายเป็นคนที่มีทั้งกิริยาและจริยารวมทั้งจิตใจที่ดีงาม โดยเฉพาะจิตใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผู้เรียนคนใดก็ตามที่สามารถเอาชนะและควบคุมจิตใจของตัวเองได้แล้ว จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จและปฏิบัติกิจอื่น ๆ ได้โดยไม่ยากเย็น มูฮำหมัด อาดำ, ชารีฟ บุญพิศ, รอไกยะ อาดำ นักวิจัยท้องถิ่นในโครงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ความเห็นเรื่องปอเนาะจาก “คนใน” ๑...ปอเนาะเป็นอุดมการณ์และชีวิตของท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ดังนั้น ในการจัดการเขาไม่รู้สึกว่าเขามีปัญหา เรียนแล้วเขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ เป็นคนดีของสังคม สังคมมุสลิมยอมรับ เขาไม่ได้คิดว่าเขาจะรวย อันนี้เป็นแนวคิด เมื่อเขามองลักษณะที่เป็นอย่างนี้ การที่จะมีอิสระที่จะมีตัวเลือกในการสร้างคนดีนี้เขาก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่สิ่งที่มีปัญหาก็คือว่าการเรียนการสอนตามมีตามเกิดตามสภาพที่มีอยู่นั้นคนอื่นมองว่ามันไม่เจริญ เพราะเป็นลักษณะของการให้ทาน ไม่ได้รับเงินงบประมาณจากรัฐ นี่คือข้อเสีย เพราะว่าถ้าเขาทำตามความต้องการของเขาได้โดยมีงบประมาณมาสนับสนุน สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้น แต่จะให้เขาเลิกเพื่อไปสู่ระบบที่เป็นปัจจุบันที่ขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมเสียนั้น เขารับไม่ได้... ๒...ผมอยากจะเปรียบเทียบให้ดูว่าความดีของปอเนาะเป็นอย่างไร เมื่อเด็กกลับบ้านไปแล้ว ส่วนใหญ่เทียบกับเด็กที่เรียนปอเนาะ คือว่าเวลาละหมาดเขาจะแต่งตัวแล้วก็มาละหมาด แต่เด็กที่ไปเรียนข้างนอก เช่น โรงเรียนราษฎ์หรือเอกชนจะไม่ค่อยปฏิบัติกันเท่าไร แสดงให้เห็นว่าทางปอเนาะมีวิธีและการปฏิบัติที่แน่น แต่ที่น่าเสียใจคือบางท่านที่ในอยู่กระทรวงศึกษาธิการก็ยังไม่เห็นแก่ศีลธรรมของปอเนาะ.... มีบางท่านบอกว่าปอเนาะคือสถาบันเถื่อน หมายถึงว่าเรียนไม่มีหลักสูตร แล้วก็ลงท้ายว่าปอเนาะคือผู้ผลิตคือสร้างคนให้มีจิตสำนึก มีความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า แล้วคนที่มีความสำนึกต่อพระผู้เป็นเจ้านี้แหละคือส่วนหนึ่งของผู้ก่อการร้าย... อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ ๕๘๐ ของประกาศกระทรวงการคลังฯ เผยแพร่ความรู้และความเข้าใจทางสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ และเพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่รู้จักตนเองและรู้จักโลก

SOCIALS 

© 2023 by FEEDs & GRIDs. Proudly created with Wix.com

bottom of page