พบผลการค้นหา 239 รายการ
- 'คอกช้างดิน' กลุ่มโบราณสถานเขตวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดู ในเมืองโบราณอู่ทอง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2561 'คอกช้างดิน' กลุ่มโบราณสถานเขตวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดูในเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณอู่ทองและปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่ที่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของ สยามเทศะ นักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ให้ความสนใจศึกษาค้นคว้ามาเป็นเวลานานแล้ว และได้มีการสํารวจทางโบราณคดีและขุดแต่งโบราณสถาน รวมทั้งได้ทำการบูรณะโบราณสถานสำคัญๆ ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๑๐ ในบริเวณพื้นที่นอกเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองโบราณอู่ทองที่เชิงเขาคอก ห่างออกไปประมาณ ๕ กิโลเมตร มีแนวดิ่ง ก่อสร้างด้วยดินที่น่าสนใจอีก ๒ จุด คือแนวคันดินเป็นทางยาวคดเคี้ยวเรียกกันว่า ถนนท้าวอู่ทอง ด้วยเหตุที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นถนนโบราณของเมืองแห่งนี้จุดหนึ่ง และกลุ่มโบราณสถานที่ส่วนหนึ่งมีร่องรอยเป็นแนวคันดินรูปเกือกม้า อันเป็นที่ตั้งกลุ่มโบราณสถานที่เรียกว่า ‘คอกช้างดิน’ บ่งชี้ว่าพื้นที่บริเวณนี้นอกจากจะมีศักยภาพในทางวิชาการสูง ซึ่งเดิมเชื่อกันว่าเป็นคอกขังช้างสมัยทวารวดี แต่จากการดําเนินงานศึกษาทางโบราณคดีในยุคต่อมา ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ที่นําไปสู่ ข้อสันนิษฐานที่ว่า คอกช้างดิน โบราณสถานที่เป็นคันดินรูปเกือกม้า ดังที่เชื่อกันว่าเป็นคอกขังช้างในสมัยทวารวดีนั้น แท้จริงแล้วน่าจะเป็นที่สำหรับเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในจุดที่สามารถจะรับน้ำจากธารน้ำตกพุม่วงได้เป็นอย่างดี ประกอบกับได้พบร่องรอยของคันดินที่กรุด้วยก้อนหิน ที่ใช้สำหรับบังคับน้ำให้ไหลเข้าสู่คอกช้างดิน นอกจากคอกช้างดินที่สร้างเป็นคันดินแล้ว ในบริเวณดังกล่าวยังมีโบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ หิน และศิลาแลงกระจายอยู่ตั้งแต่บนยอดเขาคอก จนถึงที่ราบเชิงเขาอีกจำนวนไม่น้อยกว่า ๓๐ แห่ง และจากการดําเนินงานขุดแต่งศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมาในโบราณสถานหมายเลข ๕, ๖, ๗ และ ๑๓ ทำให้เชื่อได้ว่า โบราณสถานดังกล่าว สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน ตั้งอยู่ที่เชิงเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาคอก ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของวนอุทยานพุม่วง ในท้องที่ตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากเมืองเก่าอู่ทองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ ๓ กิโลเมตร สภาพพื้นที่ของกลุ่มโบราณสถานประกอบไปด้วยภูเขา (เขาคอก) และที่ลาดเชิงเขา พื้นที่มีความลาดเอียงจากเชิงเขาสู่ที่ราบทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ภูมิประเทศเป็นป่าเบญจพรรณ ลักษณะดินเป็นดินลูกรังผสมเศษหิน มีน้ำตกพุม่วงซึ่งเป็นน้ำตกขนาดเล็กเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของพื้นที่ เดิมน้ำตกนี้จะมีน้ำในช่วงฤดูฝน แต่ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมทำให้น้ำตกไม่มีน้ำไหลมาหลายปีแล้ว ห่างออกไปจากพื้นที่กลุ่มโบราณสถานทางทิศใต้ ประมาณ ๒ กิโลเมตร มีแม่น้ำจระเข้สามพันไหลผ่าน จากการศึกษาสภาพภูมิประเทศจากภาพถ่ายทางอากาศพบว่า ในอดีตนั้นแนวการไหลของแม่น้ำ จระเข้สามพัน อยู่ใกล้ชิดติดกับพื้นที่โบราณคอกช้างดินมากกว่าปัจจุบัน แต่ต่อมาแม่น้ำเกิดเปลี่ยนทางเดินทำให้เกิดผลกระทบกับกลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน และเมืองโบราณอู่ทอง คอกช้างดิน เป็นโบราณสถานแท่นฐานอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลงขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๒ เมตร กรมศิลปากรขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้พบมุขลึงค์หินเขียว ๑ องค์ ประดิษฐานอยู่บนแท่นหินฐานแห่งนี้ แผนที่เมืองโบราณอู่ทอง มีกลุ่มโบราณคอกช้างดิน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ที่มา: เมืองโบราณ การได้พบมุขลึงค์ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนพระศิวะ แสดงให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด มีอายุอยู่ในสมัยทวารวดี อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งมีขนาดใหญ่อายุสมัย ๑,๑๐๐ - ๑,๖๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีแหล่งน้ำสำคัญคือ พุม่วง และจระเข้สามพัน ในบริเวณเขตอุทยานพุม่วง มีพื้นที่หนึ่งที่มีลักษณะเป็นแนวคันดินรูปโค้งเกือกม้า ก่อด้วยอิฐแลงสูงจากผิวดิน ชาวบ้านเข้าใจและเรียกพื้นที่นี้ว่า คอกช้างดิน ด้วยเข้าใจว่าน่าจะเป็นคอกเพนียดคล้องช้างของคนโบราณ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ นักโบราณคดีบอกว่า ที่นี่คือ แหล่งกักน้ำเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ และใช้ในการเกษตรกรรม ที่เรียกกันว่า บาราย ที่มีอายุสมัยทวารวดี ตามความเชื่อในทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เพราะไม่ไกลจากที่นี้มากนัก มีทางน้ำที่ใช้แนวหินบีบเข้าสู่บาราย และมีศาสนสถานที่ทำจากหินกรวด กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน บารายนี้แสดงถึงความชาญฉลาดของคนโบราณ ในการเปลี่ยนอู่ทองที่เป็นพื้นที่แล้งน้ำ ให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรกรรม ส่งผลให้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น จนทำให้เมืองอู่ทองโบราณมีความเจริญรุ่งเรืองมากเมืองแรกๆ ของพื้นที่แถบนี้ จุดเริ่มต้นทางการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีมีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ คอกช้างดิน ได้รับการสำรวจโดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งในเวลานั้นสันนิษฐานว่า พูนดินวงกลมนั้นอาจเป็นคอกช้างสมัยโบราณ ต่อมา พอล วิทลีย์ (Paul Wheatley) นักภูมิศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก และเป็นศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กลีย์ ยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน และมหาวิทยาลัยชิคาโก ตามลำดับ เสนอข้อสันนิษฐานว่า เมืองโบราณอู่ทองอาจเป็น ‘จินหลิน’ และเชื่อว่าบริเวณคอกช้างดินเป็นเพนียดคล้องช้าง (จินหลิน ตามบันทึกจีนราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ระบุว่า ตั้งอยู่บนอ่าวใหญ่ ห่างจากฟูนันไปทาง ทิศตะวันตก ๒,๐๐๐ ลี้ (ราว ๑,๐๐๐ กิโลเมตร) มีทะเลชางไฮคั่นอยู่ ทางทิศเหนือของจินหลินคือ บูหลุน อยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก ๒,๐๐๐ ลี้ เช่นเดียวกัน จินหลินมีแร่เงิน พลเมืองมาก และชอบจับช้าง เมื่อจับได้เป็นๆ ก็ใช้เป็นพาหนะ ครั้นช้างตายก็ถอดเอางา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ สมศักดิ์ รัตนกุล ภัณฑารักษ์ประจำหน่วยศิลปากรที่ ๒ ได้ขุดค้นที่โบราณสถาน ๒ แห่ง จึงได้พบภาชนะดินเผาบรรจุเหรียญเงินทวารวดีประทับลายสังข์จำนวนมากที่โบราณสถานหมายเลข ๑๘ และพบมุขลึงค์ที่โบราณสถานหมายเลข ๕ พร้อมยังเสนอว่า คอกช้างดินอาจเป็น ‘สระเก็บน้ำ’ ไม่ใช่ ‘เพนียดคล้องช้าง’ ผ่านมาอีก ๓๑ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงได้มีการทำแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่โบราณสถานคอกช้างดิน มีการศึกษาและอนุรักษ์เมืองแห่งนี้ในปีงบประมาณ โดยในเวลานั้น สายันต์ ไพรชาญจิตร์ ได้เป็นผู้ขุดค้นโบราณสถานต่างๆ ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข ๓ และ ๗ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มีการขุดค้นเพิ่มเติมที่โบราณสถานหมายเลข ๖ ซึ่งได้พบโบราณวัตถุหลายประเภทโดยเฉพาะภาชนะดินเผาที่ไม่ต่างจากโบราณสถานแห่งอื่นๆ ผลจากการสำรวจในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้พบโบราณสถานทั้งหมด ๒๐ กลุ่มใหญ่ๆ ในเขตคอกช้างดิน และในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงได้มีการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง โบราณคดีคอกช้างดิน อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ประมวลข้อมูลและสังเคราะห์แหล่งโบราณคดีคอกช้างดิน ผ่าน ภูมิวัฒนธรรม และการจัดการน้ำในสมัยโบราณ ไว้ว่า ‘….ในสมัยทวารวดี พบว่า ชุมชนโบราณมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ ๒ แบบ คือ ที่ลาดเขาและที่ราบลุ่ม ซึ่งด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันจึงทำให้มีรูปแบบการจัดการน้ำที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่พื้นที่ลาดเขาใกล้กับตะพัง เดิมเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์แต่ถูกซ้อนทับด้วยวัฒนธรรมแบบทวารวดีในสมัยต่อมา เมืองนี้พบว่ามีการสร้างสระน้ำและคูเมืองล้อมรอบเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและยังใช้เป็นตัวกำหนดขอบเขตของเมืองโบราณ ส่วนนอกเมืองออกไปยังพบการจัดการน้ำอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การกักเก็บน้ำใน ‘คอกช้างดิน’ ซึ่งเป็นวิธีการยกคันดินให้สูงขึ้นถึงสิบเมตรเพื่อใช้เก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยมีการสร้างทางน้ำจากบนเขาเชื่อมลงมาที่คอกช้างดินอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ ในพื้นที่ดังกล่าวยังมีการขุดพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และแสดงให้เห็นว่าเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพวกฮินดูในสมัยทวารวดี ในขณะที่ตัวเมืองโบราณอู่ทองนั้นเป็นเมือง พุทธศาสนาโดยมีศูนย์กลางของพื้นที่อยู่ที่เขาศักดิ์สิทธิ์บริเวณวัดเขาพระศรีสรรเพชรญารามในปัจจุบัน....’ สำหรับที่ตั้งของเมืองโบราณอู่ทอง ในความเห็นของอาจารย์ศรีศักร ก็คือศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ มีโบราณสถานและวัตถุสิ่งของสนับสนุนมากกว่าที่อื่นๆ นอกจากตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของการคมนาคมแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่ข้ามคาบสมุทร จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียมายังฝั่งทะเลจีนในอ่าวไทย เนื่องจากชุมชนบริเวณเมืองอู่ทองมีพัฒนาการมาจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยทวารวดีที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายนอก ทั้งทางบก ทางเรือ โดยคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ระหว่างช่วงพุทธศตวรรษที่ ๘ – ๑๒ หลังจากนั้นจึงค่อยลดบทบาทเป็นเมืองรองจากนครปฐม ก่อนที่จะร้างไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยอาจารย์ศรีศักรได้เท้าความถึงการศึกษาตีความคอกช้างดินว่า คอกช้างดิน เดิมเริ่มแรกเชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่จับหรือขังช้าง แต่เมื่อมีการศึกษาและวิจัยสภาพดิน จึงเห็นว่าน่าจะเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมืองอู่ทอง นอกเหนือจากโบราณสถานที่กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สนับสนุนแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบเห็นในแถบนี้เช่นเดียวกันคือ คอกช้างดิน ซึ่งแต่เดิมนั้นเข้าใจกันว่าเป็นที่กักขังช้าง แต่เมื่อมีการศึกษาลงลึก จึงพบว่าแท้จริงแล้วเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในเมือง ‘….เชิงเขารอบๆ ตรงเขตถ้ำเสือจะมีเนินดินสูงเรียกว่า คอกช้างดิน มี ๒ - ๓ คอกช้าง ลักษณะคอกช้างเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า บาราย ใช้เก็บกักน้ำไว้บนผิวดิน เพราะบริเวณอู่ทองนี้เป็นที่แล้งน้ำ จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือการทำคันดิน ทั้งชะลอน้ำ แยกน้ำ แบ่งน้ำ น้ำนี้เขาเน้นเป็นน้ำกินน้ำใช้ในเมือง ไม่ใช่น้ำเพื่อการเกษตรกรรม เนินดินสูงเรียกว่า คอกช้างดิน หรือ โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑ เราจึงพบว่าบริเวณนี้เป็นที่พบกันระหว่างวัฒนธรรมสองแบบ แบบหนึ่งที่มาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน ตั้งแต่เวียดนามเหนือลงมาแล้วมาจากทางทะเลด้วย อีกทางหนึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มาจากอินเดีย ขณะที่เราพบลูกปัดเหล่านี้ ก็พบภาชนะอย่างหนึ่งที่เป็นภาชนะสำริดมีลวดลายประดับ เป็นรูปควาย เป็นรูปลวดลายสัญลักษณ์ และเป็นรูปผู้หญิงที่แสดงให้เห็นถึงในยุคนั้นคนที่อยู่ในช่วงของประวัติศาสตร์ในยุคเหล็ก ทรงผมเป็นแบบอินเดีย ไม่ใช่ล้าหลังอย่างที่เราคิด ชิ้นส่วนภาชนะแบบนี้จะพบอีกแห่งหนึ่งที่จอมบึง มีลวดลายของผู้หญิง เห็นทรวดทรงที่หน้าอกใหญ่ เอวคอด ซึ่งเป็นลักษณะสรีระของคนอินเดียโดยตรง หลักฐานต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า อายุของอู่ทองและบริเวณใกล้เคียงมีอายุเข้าไปถึงตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีลงมา แล้วยุคนี้เป็นยุคที่มีคนอินเดียเข้ามาในบริเวณนี้ ตรงกับยุคที่เราเรียกว่า ‘สุวรรณภูมิ’ เพราะเรื่องราวปรากฏอยู่ในตำนานในคัมภีร์โบราณของอินเดียที่พูดถึงสุวรรณภูมิ....’ ชิ้นส่วนภาชนะลวดลายของผู้หญิง เห็นทรวดทรงที่หน้าอกใหญ่ เอวคอด พบที่จอมบึง อาจารย์ศรีศักรชี้ว่า บริเวณ ‘คอกช้างดิน’ อยู่บริเวณตะวันตกของเมืองอู่ทองเป็นแหล่งที่สำคัญ ซึ่งเป็นจุดที่จะอธิบายให้เห็นถึงความเป็นสุวรรณภูมิและสิ่งที่ต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน ผ่านดินดอนสามเหลี่ยมเก่าตั้งแต่ชัยนาทลงมาถึงสิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี เป็นดินดอนสามเหลี่ยมเก่า พบร่องรอยของเมืองโบราณสมัยทวารวดี ลพบุรีจากเขตนี้ ‘….บริเวณนี้ในสมัยหลังเป็นเส้นทางคมนาคมโบราณ แม้กระทั่งการเดินทัพในสมัยพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาก็ต้องผ่านบริเวณนี้ ผ่านอู่ทองอ้อมไปยังเขตดอนเจดีย์เป็นเส้นทางโบราณ เมืองนี้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นเส้นทางคมนาคม ตำแหน่งของเมืองอู่ทองเรือเข้ามาจอดเทียบท่าได้และเป็นแหล่งที่ชุมนุมทางที่มาจากทางเหนือ สินค้าต่างๆ จะมาจากทางนี้ทางตะวันตก จึงเป็นจุดที่มีคนอยู่มาตลอด การตั้งถิ่นฐานอย่าไปมองที่ตัวเมืองอู่ทองแต่ควรดูที่ปริมณฑล ตรงลำน้ำจระเข้สามพัน ตรงนี้เป็นที่ ราบลุ่ม มีแนวเส้นทางการเปลี่ยนปรับทางน้ำ โดยการใช้คันดินบีบน้ำไม่ให้ลงที่ราบลุ่มกว้างแต่บีบให้ลงจระเข้สามพัน เพราะมีการเปลี่ยนแปลง คันดินนี้เขาเรียก ‘ถนนท้าวอู่ทอง’ ใกล้กับบริเวณนี้มีซอกเขาที่ ‘เขาคอก’ มีหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญเรียกว่า ‘คอกช้างดิน’ เป็นการตีความของคนปัจจุบัน แต่ถ้ามองจากหลักฐานทางโบราณคดี อันนี้เป็นแทงค์น้ำหรือสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีหลายแห่งในบริเวณนี้ แหล่งน้ำนี้เป็นแหล่งของชุมชนที่เป็นฮินดู เพราะว่าพบร่องรอยของโบราณสถานแบบฮินดูเต็มไปหมด ทำให้รู้ว่าเมืองอู่ทองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ ลงมา เป็นเมืองที่เป็นนานาชาติ เพราะมีคนหลากหลายด้วยศาสนาและหลายถิ่นฐานเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เหมือนกับอยุธยา เวลาสำรวจรอบๆ เมืองอู่ทอง มีชุมชนมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิ ฟูนัน เรื่อยมาจนถึง ทวารวดี แต่จะมารุ่งเรืองถึงขีดสุดก็คือในยุคของทวารวดี ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๓ จะเจริญมาก ก็จะเห็นการจัดการน้ำในบริเวณนี้ การที่พบคอกช้างก็ดี หรือแนวคันดินก็ดี ทำให้ได้ความว่า สมัยก่อนนี้เขามีการจัดการน้ำ น้ำจะมาจากที่สูง จะทำอย่างไรให้น้ำเหล่านี้มาใช้ในการอุปโภคบริโภคจึงทำแท้งค์น้ำขึ้นมา แล้วขณะเดียวกันลำน้ำจระเข้สามพันซึ่งไหลมานี้ มีการเปลี่ยนทางลงมาทางที่ราบลุ่มก็ทำคันดินเพื่อเบนน้ำให้เข้ามาสู่ที่เดิม น้ำเหล่านี้ก่อนที่จะแห้งลงไป พื้นที่ทั้งสองฝั่งใช้ในการปลูกข้าว ในการปลูกข้าวของคนสมัยโบราณไม่ใช่ปลูกข้าวนาปรังตามที่เห็น เป็นนาปี แล้วทำในลักษณะที่เรียกว่าเป็นนาทาม ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่ที่ลุ่มมาก เขาใช้คันดินกักไว้แล้วเขาก็ปลูกข้าว อันนี้จะปรากฏตามผังของเมืองโบราณเป็นจำนวนมาก ตรงนี้คือบริเวณคอกช้างท่านจะเห็นว่าใกล้ๆ กับคอกช้าง อ่างเก็บน้ำมีศาสนสถานเยอะเลย ถึงได้รู้ว่าเป็นของฮินดู แต่ขณะเดียวกันศาสนาหลักระยะหลังคือพุทธศาสนา จะพบซากพระสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่....’ สำหรับโบราณวัตถุที่พบจากกลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน เมืองโบราณอู่ทอง ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาด้าน ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขาคอก นอกคูเมืองโบราณอู่ทอง ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร พบโบราณสถานทั้งหมด ๒๐ กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างเป็นคันดิน และโบราณสถานที่สร้างด้วยโครงสร้างอิฐ ศิลาแลง และหิน กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างเป็นคันดินมีทั้งหมด ๔ แห่ง ลักษณะเป็นคันดินคล้ายอ่างเก็บน้ำ เดิมเชื่อว่าเป็นคอกขังช้างหรือเพนียดคล้องช้าง แต่ปัจจุบันพบหลักฐานจากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พบว่าสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลมาจากเขาคอกทางทิศเหนือ โบราณสถานที่สร้างด้วยอิฐ ศิลาแลง และหิน ตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาคอก ปัจจุบันปรากฏเป็นเนินดิน แบ่งเป็นกลุ่มได้ ๑๖ กลุ่ม ส่วนมากยังไม่ได้ขุดศึกษา โบราณสถานคอกช้างดินที่สร้างด้วยอิฐ ศิลาแลง และหิน ซึ่งผ่านการดำเนินงานทางโบราณคดีมาแล้วและพบหลักฐานที่สำคัญ มีดังนี้ • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๕ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เอกมุขลึงค์ • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ขันสำริด เชิงเทียนสำริด ตุ้มเหล็ก และแท่งเหล็ก เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๗ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ ภาชนะดินเผาบรรจุแท่งเงินตัด เหรียญเงินมีจารึก ‘ศรีทวารดี ศวรปุณยะ’ เหรียญเงินมีสัญลักษณ์มงคล (รูปหอยสังข์ รูปศรีวัตสะ รูปพระอาทิตย์) ชิ้นส่วนหัวงูดินเผา เครื่องถ้วยจีน เคลือบสีเขียวสมัยราชวงศ์ถัง เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ แผ่นเหล็กคล้าย ใบมีดเหล็ก แหวนสำริด แม่พิมพ์หรือเบ้าหลอมดินเผา เป็นต้น • โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๑๘ ผ่านการขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โบราณวัตถุ สำคัญที่พบได้แก่ กระปุกดินเผาบรรจุเหรียญเงิน เป็นต้น สำหรับโบราณวัตถุที่สำคัญ ซึ่งได้รับการจัดสรรจำแนกนำมาสังเคราะห์เปรียบเทียบและตีความยุคสมัยของพื้นที่กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินโดยภาพรวม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินมีทั้งส่วนที่เป็นคันดินสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และส่วนที่เป็นอาคารศาสนสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เนื่องจากพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไศวนิกาย สัมพันธ์กับการเลือกใช้ภูเขาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเปรียบเสมือนเขาไกรลาศ ที่ประทับของพระศิวะ พื้นที่บริเวณคอกช้างดินจึงน่าจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำพิธีกรรมของพราหมณ์ในไศวนิกาย เอกมุขลึงค์ พบที่โบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๕ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง โบราณวัตถุชิ้นสำคัญของกลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินทั้งหมดมี ดังนี้ • ชิ้นส่วนภาชนะมีพวย เป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดินส่วนปาก คอ และบ่า มีพวยหนึ่งข้าง สันนิษฐานว่าป็นภาชนะสำหรับใช้สรงน้ำในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๓ • ศิวลึงค์ เป็นศิวลึงค์ที่ทำจากหินขนาดสูง เพียง ๑๘.๕ เซนติเมตร ส่วนฐานเป็นแท่งสี่เหลี่ยมส่วนปลายเป็นแท่งกลมมน เนื่องจากเป็นศิวลึงค์ขนาดเล็ก จึงสันนิษฐานว่าอาจไม่ใช่ศิวลึงค์ประจำศาสนสถาน แต่สามารถพกพาเพื่อนำไปประกอบพิธีกรรมหรือบูชาได้ ภาชนะดินเผาบรรจุเหรียญเงินตราสังข์ ส่วนคอแคบสูง ภายในบรรจุเหรียญเงินตราสังข์ พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๘ • ภาชนะดินเผาบรรจุเหรียญเงินตราสังข์ เป็นภาชนะดินเผา ส่วนลำตัวคล้ายบาตรพระ ส่วนคอแคบสูง ภายในบรรจุเหรียญเงินตราสังข์เต็มกระปุก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๘ • ขัน เป็นขันสำริดทรงกระบอก เนื้อหนาผิวไม่สม่ำเสมอ สันนิษฐานว่าขึ้นรูปด้วยการตี และเป็นเครื่องใช้ในพิธีกรรม โบราณวัตถุชิ้นนี้พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ • เชิงเทียน เป็นเชิงเทียนสำริด สันนิษฐานว่าขึ้นรูปด้วยการตี และเป็นเครื่องใช้ ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ • ตุ้มเหล็ก เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู สภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิมกินทั้งชิ้น ไม่ทราบลักษณะการใช้งาน แต่สันนิษฐานว่าเป็นตุ้มถ่วงชั่งน้ำหนัก พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ • แท่งเหล็ก เป็นแท่งเหล็กเรียวยาวสภาพไม่สมบูรณ์ มีสนิม ไม่ทราบลักษณะการใช้งาน แต่สันนิษฐานว่าเป็นคานที่ใช้กับเครื่องชั่งน้ำหนัก เนื่องจากพบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๖ ใกล้กับตุ้มเหล็ก • ใบมีด ? เป็นแผ่นเหล็กแบนยาว ด้านหนึ่งบางกว่าอีกด้าน คล้ายกับใบมีด มีสนิมเกาะทั้งแผ่น พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓ • แหวน เป็นเส้นลวดขดเกลียวเป็นเส้น และขดเป็นวงแหวน ไม่ทราบ ลักษณะการใช้งานที่แท้จริง สันนิษฐานว่าอาจเป็นของใช้ในพิธีกรรม พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓ • เบ้าหลอมเป็นแผ่นดินเผา มีหลุมตรงกลาง สันนิษฐานว่าเป็นเบ้าหลอมหรือ แม่พิมพ์ พบจากโบราณสถานคอกช้างดิน หมายเลข ๑๓ ส่วนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญจากโบราณสถานคอกช้างดินคือ เหรียญรูปสังข์บรรจุภายในภาชนะดินเผา จากโบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๑๘ เมืองโบราณอู่ทอง พบจากการขุดศึกษาโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ จัดแสดงห้องโบราณคดีเมืองอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง โบราณวัตถุชิ้นนี้ เป็นเหรียญขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑.๓ – ๑.๕ เซนติเมตร ลักษณะบางคล้ายเกล็ดปลา ด้านหน้ามีรูปสังข์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งลวดลายนี้พบบนเหรียญเงินสมัยทวารวดี ทั้งแบบที่มีรูปสังข์หน้าเดียว และแบบที่มีรูปสังข์ – ศรีวัตสะอยู่คนละด้าน ส่วนด้านหลังเรียบไม่มีลาย เหรียญอยู่ในสภาพชำรุด และติดกันแน่นเป็นกลุ่มอยู่กับดินบริเวณส่วนคอของภาชนะดินเผาทรงกลมที่มีคอสูง กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว สำหรับโบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๑๘ เมืองโบราณอู่ทองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโบราณสถานเนื่องในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีลักษณะเป็นเนินดินที่มีวัสดุโครงสร้างของโบราณสถาน ได้แก่ ศิลาแลง ก้อนหินปูน และอิฐ กระจายอยู่ทั่วเนินดิน โดยพบภาชนะดินเผาดังกล่าวในลักษณะวางตั้งตรง ส่วนคอมีรอยแตก สามารถแยกออกจากลำตัวได้ ภายในมีเหรียญรูปสังข์บรรจุอยู่เต็ม เหรียญเกาะตัวกันแน่นจนไม่สามารถนำออกมาได้ ต่อมามีการนำเหรียญดังกล่าวออกจากตัวภาชนะ คงเหลือเพียงเหรียญที่ติดแน่นบริเวณส่วนคอจนกระทั่งปัจจุบัน นักโบราณคดีที่ทำการศึกษาวิจัยสันนิษฐานว่า เหรียญรูปสังข์พร้อมภาชนะดินเผานี้ ทำขึ้นสำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรม หรืออาจเกี่ยวข้องกับการวางฤกษ์ศาสนสถาน การบรรจุเหรียญลงในภาชนะดินเผาแล้วฝังไว้บริเวณศาสนสถาน ยังพบที่โบราณสถานแห่งอื่นด้วย เช่น เหรียญเงินมีจารึก ‘ศรีทวารดี ศวรปุณยะ’ เหรียญมีสัญลักษณ์มงคล และแท่งเงินตัดบรรจุในภาชนะดินเผาพบที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๗ และเหรียญรูปสังข์บรรจุในภาชนะดินเผาร่วมกับพระพิมพ์พบที่โบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ เมืองโบราณอู่ทอง เป็นต้น ภูมิวัฒนธรรมของเขตคอกดินช้าง-เขาพระ-เมืองอู่ทอง อาจารย์ศรีศักรได้ใช้แนวความคิดนิเวศวัฒนธรรมเข้ามาสังเคราะห์ตีความออกมาว่า ‘….อู่ทอง ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ทำเป็นแกนของชุมชนนี้เขาทำเป็นเชิงเขา เรียกว่า เขาทำเทียม มันมีพบรอยสลักที่เป็นภาษาสันสกฤตที่เรียกว่า ปุษยคีรี คือแปลว่าเขาดอกไม้ แล้วความสำคัญของเขานี้อยู่ที่เขาพระ แล้วที่ตีนเขาพระนี้เป็นแหล่งพุทธศาสนา เพราะว่านอกจากพบพระสถูปแบบพุทธศาสนาแล้ว ยังพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่สลักแกะด้วยหิน เป็นพระพุทธรูปแบบแรกๆ ปัจจุบันนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขตนี้เป็นเขตฮินดู ถ้าหากว่าลงไปตามลำน้ำ ลำน้ำจระเข้สามพันอยู่ทางขวามือเป็นที่ต่ำ ตามลำน้ำนี้เป็นการตั้งถิ่นฐานของคนในพุทธศาสนามาก ถัดจากนี้ก็กระจายกันไปทั่ว แต่ว่าพุทธศาสนาจะสำคัญมาก เพราะว่าต่อเนื่องและมีจำนวนมากกว่า เขตนี้เป็นเขตฮินดู ถ้าหากว่าลงไปตามลำน้ำ ลำน้ำจระเข้สามพันอยู่ทางขวามือเป็นที่ต่ำ ตามลำน้ำนี้เป็นการตั้งถิ่นฐานของคนในพุทธศาสนามาก ถัดจากนี้ก็กระจายกันไปทั่ว แต่ว่าพุทธศาสนาจะสำคัญมาก เพราะว่าต่อเนื่องและมีจำนวนมากกว่า บริเวณที่เป็น ‘เขาคอก’ นี้ อ่างเก็บแบบโบราณที่เรียกว่า ‘บาราย’ คำว่าบารายหมายความว่าต้องเก็บน้ำบนผิวดิน มีคำเป็นภาษาสันสกฤตมาแบบนี้ ถ้าไปดูที่อีสาน บารายในอีสานพื้นที่กว้างครึ่งกิโลเมตรก็มี แต่ที่นี่เล็กเพราะว่าพื้นที่จำกัดจึงทำขอบอ่างให้มันสูงขึ้นเพื่อที่จะเก็บน้ำให้ได้ปริมาตรมาก เป็นลักษณะของการตั้งถิ่นฐานตรงนี้ เหรียญเงินมีจารึก ‘ศรีทวารดี ศวรปุณยะ’ และเหรียญมีสัญลักษณ์มงคล ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง แล้วลำน้ำนี้ใช้ในการติดต่อกับคมนาคมจากลำน้ำหนึ่งไปอีกลำน้ำหนึ่ง พอมาถึงตรงนี้เป็นที่ๆ ขนาดใหญ่ แต่ก่อนเป็นลุ่มน้ำมาก ทำนาทำไร่ไม่ได้แต่มาทำทีหลัง แล้วเส้นทางนี้จากอู่ทองนี้ไปพบกับลำน้ำท่าจีน สมัยก่อนนี้ลำน้ำท่าจีนเป็นเวิ้งน้ำใหญ่เรือโบราณจะเข้าไปมาที่หน้าเมืองอู่ทอง แล้วเมืองอู่ทองตั้งอยู่บนที่ชายเกาะที่สูง รอบๆ เมืองอู่ทองเลยขึ้นไปเป็นที่ตั้งถิ่นฐานทั้งสิ้น ผังบริเวณที่เป็นคอกช้างดินที่เราไป นี้คือโบราณวัตถุที่เราไปพบเป็นเงินตราที่เป็นสัญลักษณ์ของอินเดียที่เป็นรูปศรีวัตสะ เป็นรูปหอยสังข์ซึ่งมีมาก ลักษณะการใช้เงินนี้ในยุคทวารวดีนี้คล้ายๆ กับของอินเดียที่เรียกว่าพวก ‘กษาปณะ’ คือเขาจะบิเงินออกเป็นส่วน คือเขาจะตัดเงินออกมา เพราะเงินเป็นวัตถุที่มีค่า แล้วน้ำหนักเท่าไหร่ก็จะว่ากัน นี่เป็นความก้าวหน้า แต่ว่าที่นี่พบพวกเงินที่เป็นหอยสังข์เยอะ ต่างหูทำจากเหล็กและตะกั่ว ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง การพบโบราณวัตถุที่สำคัญก็คือ ของในราชวงศ์ถัง มีการติดต่อกับราชวงศ์ถัง นี้เป็นพวกลูกปัด และดวงตราที่ใช้เป็นแบบนี้ เป็นเงินตราที่พบในบริเวณนี้ จากนี้ไปมีการค้าที่เจริญแล้ว พวกเครื่องปั้นดินเผานี้เป็นรุ่นทวารวดี เป็นอิทธิพลของอินเดียที่เป็นพวยกาขึ้นมา ที่รู้ว่าเป็นฮินดูที่ชัดเจน คือศาสนสถานที่พบเขาจะประดิษฐานรูปเคารพ ‘ศิวลึงค์’ นี้คือเครื่องหมายของพระศิวะ ตรงนี้เป็นฐานโยนี ตรงนี้เป็นศิวลึงค์ ศิวลึงค์นี้มีสามภาคด้วยกัน แต่ว่าอันนี้เป็นรุ่นแรกๆ เพราะจะมีรูปพระศิวะอยู่ตรงนี้ โบราณวัตถุแบบนี้เป็นของยุคแรกๆ นี่คือโบราณวัตถุที่พบที่เมืองอู่ทอง ของเหล่านี้เป็นแท่งศิวลึงค์ทั้งสิ้นในยุคต่างๆ ลักษณะยังเป็นของที่ใกล้กับธรรมชาติ ศิวลึงค์ที่แท้จริงนี่ที่เห็นเป็นตรีมูรตินี้จะมาพบแบบนี้ ที่จริงแล้วเป็นลักษณะแรกๆ ชิ้นนี้เป็นรุทรภาคคือจะรูปกลม ถัดไปรุ่นหลังนี้ทำเป็นแปดเหลี่ยมเขาเรียกวิษณุภาค ถัดไปต่ำสุดคือพรหมภาค ทั้งสามอันเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เขาเรียกตรีมูรติ ระยะแรกจะให้ความสำคัญคล้ายคลึงกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับเรื่องรูปกลมก่อน รูปกลมนี้หมายถึงพระศิวะ พระศิวะเป็นเทพเจ้าแห่งการทำลาย พระพรหมเป็นผู้สร้าง พระนารายณ์เป็นผู้รักษา ค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่เป็นมูรติที่สมบูรณ์และจะพบในครั้งหลังมาก ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องหมายทางจักรวาลด้วย นี่คือของแรกๆ ซึ่งพบที่อู่ทองที่สำคัญ เหมือนกับพบที่ออกแอว* และที่อื่น เป็นมุขลึงค์ คำว่ามุขลึงค์หมายความว่า ตั้งอยู่บนฐานโยนีและยังมีรูปพระศิวะตั้งอยู่ข้างหน้าเรียกมุขลึงค์ ของที่เรียกว่ามุขลึงค์นี้จะพบในระยะแรกๆ ที่เป็นฮินดู อันนี้เป็นโบราณวัตถุที่พบในเขตอู่ทอง ให้สังเกตว่าเป็นดินเผาที่เก่ามาก ให้เห็นลักษณะอิทธิพลอินเดียที่เข้ามา พวกนี้จะนุ่งผ้าโจงกระเบนมีชายสั้นและมีชายผ้าลงมา แต่งตัวมีตุ้มหู แต่ทรวดทรงเป็นของอินเดีย เอวคอด หน้าอกใหญ่นี่เป็นเรื่องของอินเดีย ตุ๊กตาที่พบในเขตนี้ และพวกเงินตรา จะมีอีกชนิดหนึ่ง นี่คือตุ้มหู ในตัวตุ้มหูนี้เป็นเงินตราชนิดหนึ่ง จะเห็นว่าหนักมากคือเป็นโลหะใช้ทำตุ้มหูด้วย ทำไมตุ้มหูถึงใหญ่และหนักเพราะอะไรทราบไหม เพราะคนโบราณต้องการเจาะหูเพื่อให้ยาน เจาะเสร็จก็ถ่วงให้ยาน แล้วน้ำหนักก็เอามาใช้เป็นเงินตราได้ เพราะพวกนี้เอาไปเป็นพิมพ์หล่อเป็นพวกดีบุกตะกั่ว แล้วอันนี้เป็นหินกึ่งธรรมชาติเอามาเป็นเครื่องลูกปัด แวดินเผา ซึ่งใช้ในการปั่นฝ้าย ทำให้รู้ว่าในสมัยนี้มีผ้าใช้แล้วมีการทอเป็นกึ่งอุตสาหกรรมแล้ว....’ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปกลุ่มโบราณสถานคอกช้างดิน ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาคอก ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองโบราณอู่ทอง เป็นพื้นที่ทางโบราณคดีที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่ง เป็นกลุ่มโบราณสถานที่ร่วมสมัยกับเมืองโบราณอู่ทองและน่าจะมีความสัมพันธ์กับเมืองอู่ทอง ในฐานะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นที่ตั้งศาสนสถานและใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์ จากการสํารวจพื้นที่บริเวณนี้ได้พบโบราณสถานทั้งหมด ๒๐ กลุ่มใหญ่ด้วยกัน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือโบราณสถานที่สร้างด้วยดิน และโบราณสถานที่มีโครงสร้างก่อด้วยอิฐศิลาแลงและหิน โบราณสถานที่สร้างด้วยดินหรือที่เรียกกันว่า คอกช้างดิน มีจำนวน ๔ แห่ง ลักษณะคล้ายอ่างเก็บน้ำหรือบ่อน้ำมีคันดินล้อมรอบรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันไป กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินก่อด้วยอิฐ ศิลาแลงและหิน จากรูปร่างและลักษณะของตัวโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่โต ทำให้ดูคล้ายคอกขังช้าง ประกอบกับจดหมายเหตุสมัยราชวงศ์เหลียงของจีนที่กล่าวถึงรัฐจินหลินและการคล้องช้างป่า ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าคอกช้างดินทั้ง ๔ แห่งนี้ เป็นเพนียดคล้องช้างหรือคอกขังช้างสมัยทวารวดี แต่หลักฐานจากการศึกษาทางด้านโบราณคดีที่ผ่านมาสามารถสรุปได้ว่า คอกช้าง ดินทั้ง ๔ แห่งนี้น่าจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ หรือเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่จะใช้เป็นเพนียดหรือคอกขังช้าง ส่วนโบราณสถานที่มีโครงสร้างก่อด้วยอิฐศิลาแลงและหิน ที่พบจำนวน ๑๖ กลุ่มนั้น จากการขุดค้นศึกษาที่ผ่านมา พบว่าโบราณสถานส่วนหนึ่งเป็นศาสนาสถานหรือเทวาลัยเนื่องในศาสนาพราหมณ์ และจากการขุดค้นศึกษาพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณริมห้วยน้ำตกพุม่วงพบว่า พื้นที่บริเวณนี้ มีร่องรอยการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ กลุ่มโบราณสถานคอกช้างดินก่อด้วยอิฐ ศิลาแลงและหิน ดังนั้นโบราณสถานคอกช้างดินทั้ง ๔ แห่ง หรือ ๔ คอกนี้ น่าจะเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำ หรือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ในบริเวณนี้จึงเป็นเขตที่อยู่อาศัยและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตั้งเทวาลัยเพื่อประกอบพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของนักบวช พราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดูแลเทวสถานอีกด้วย *ออกแอว (Oc Eo) หรือที่มักคุ้นเคยกับชื่อ ออกแก้ว ตั้งอยู่ในจังหวัดอานเกียง (An Giang) ของเวียดนามทางตอนใต้ในปัจจุบันในบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางประวัติศาสตร์เคยอยู่ในอิทธิพลวัฒนธรรมแบบเขมรมาก่อน และราชวงศ์เพิ่งมายึดครอง นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส หลุยส์ เมลาเรต์ (Louis Mallaret) เป็นคนแรกที่ขุดค้นที่ออกแอว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. ๒๔๘๕ โดยค้นพบจากภาพถ่ายทางอากาศ เชื่อถือกันว่า ออกแอว เป็นศูนย์กลางของเมืองท่าภายในของอาณาจักรฟูนัน โดยที่มีสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย เพราะพบหลักฐานมากมายที่เป็นเครือข่ายคูและลำคลองขุดโบราณทั้งสองฝากฝั่งของออกแอว ซึ่งอยู่เชิงเขาหนึ่งในเจ็ดภูเขาที่เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงโดยมีเส้นทางสามารถออกทะเลอ่าวไทยในบริเวณนี้ อ้างอิง ‘อาจารย์ศรีศักรพาเที่ยวอู่ทอง-สุวรรณภูมิ’ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ‘ภูมิวัฒนธรรม และการจัดการน้ำในสมัยโบราณ: ทวารวดี - รัตนโกสินทร์’ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม 'ข้อมูลใหม่สุวรรณภูมิ พาเที่ยวที่อู่ทอง' อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม 'โบราณคดีคอกช้างดิน' สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ปีพ.ศ. ๒๕๔๕ 'โบราณคดีเมืองอู่ทอง' สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ 'รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานเมืองเก่าอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี' กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ 'การขุดแต่งโบราณสถานด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี' สมศักดิ์ รัตนกุล วารสารศิลปากร ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๒ เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ 'เหรียญรูปสังข์บรรจุภายในภาชนะดินเผา จากโบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๑๘ เมืองโบราณอู่ทอง' พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง 'ศาสนสถานและสิ่งก่อสร้างบนเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์เมืองอู่ทอง: ผลการสำรวจ ทางโบราณคดีบนเขตภูเขานอกเมืองอู่ทอง พ.ศ. ๒๕๖๒' สุภมาศ ดวงสกุล และคณะ
- การสำรวจ ‘ภูพระบาท มหาวนาสีแห่งอีสาน’ เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ก่อนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๖๗
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2561 ช่วงเวลานี้ ถนนทุกสายและผู้คนกำลังเดินทางมุ่งหน้าไปสู่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒ เดินทางจากกรุงเทพมหานครมายังจังหวัดอุดรธานีเป็นระยะทาง ๕๖๔ กิโลเมตร ผ่านตัวเมืองอุดรธานีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดหนองคาย เลี้ยวซ้ายที่บริเวณหมู่บ้านนาข่า เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๑ อีก ๖๗ กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท ‘ภูพระบาท มหาวนาสีแห่งอีสาน’ เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ก่อนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ปีพ.ศ. ๒๕๖๗ พลิกดูฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เคยได้นำเสนอภาพ การสำรวจท้องถิ่นเพื่อทำวารสารเมืองโบราณช่วงแรก ระหว่างช่วงปลายปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ถึงต้นปีพ.ศ. ๒๕๑๙ หรือราว ๆ เกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว ในภาพประกอบด้วยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น. ณ ปากน้ำ และอาจารย์ธิดา สาระยา สำรวจและศึกษาโบราณสถานบริเวณจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย เพื่อจัดทำวารสารเมืองโบราณฉบับที่ ๔ (เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙) ในระหว่างช่วงนั้นอาจารย์ศรีศักร ยังคงรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยพร้อมไปกับออกสำรวจทุกเสาร์-อาทิตย์ การสำรวจท้องถิ่นเพื่อทำวารสารเมืองโบราณช่วงแรก ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙ มีภาพหนึ่งซึ่งแสดงถึงบริเวณที่น่าจะเป็นวัดพ่อตา-ลูกเขยที่ ‘พระบาทบัวบก’ ที่แยกสถานที่กันกับพระบาทบัวบาน และชาวบ้านมักเรียกว่า ‘พระบาทบัวบก-พระบาทบัวบาน’ ซึ่งภายหลังเมื่อกรมศิลปากรจัดการใหม่เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ และเรียกรวม ๆ กันว่า ‘ภูพระบาท’ ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเดินทางสำรวจทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ทั่วอีสาน ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า เสมาหิน มีต้นตอจากหินตั้งในศาสนาผี และที่ภูพระบาทบัวบก-บัวบาน ก็เป็นแหล่งสำคัญที่พบความสืบเนื่องดังกล่าว วัดพ่อตา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เมื่อมีการประกาศจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๖ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๑–๓๑ กรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ ‘ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี’ (Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period) ถือเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ ๘ และแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ ๕ ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ ๒ ของจังหวัดอุดรธานี ต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๕ หากย้อนกลับไปสู่อดีต การสงวนรักษาและการเตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก กรมศิลปากรได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าสงวนจำนวน ๓,๔๓๐ ไร่ จากกรมป่าไม้ โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขตโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๘ ตอนที่ ๖๓ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ปีพ.ศ. ๒๕๒๔ จากนั้นจึงได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด อีก ๒๓ ปีต่อมา ในวันที่ ๑ เมษายน ปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ยูเนสโกได้ขึ้นเป็นสถานที่ที่ได้รับขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เงื่อนไขเวลา เมื่อ ๒ ทศวรรษที่แล้ว ‘ภูพระบาท’ ได้รับการประกาศรายชื่อในบัญชีเบื้องต้นของมรดกโลก จากศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งตามข้อตกลงสากล ประเทศไทยต้องทำเอกสารขอเสนอเป็นมรดกโลกส่งไปยังศูนย์มรดกโลกภายใน ๑๐ ปี ซึ่งประเทศไทย ส่งทันในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๙ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) หรือ อิโคโมส (ICOMOS) ได้แจ้งให้ทางการไทยทราบเกี่ยวกับการเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของทางการไทย โดยมีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมของสีมากับพุทธศาสนา เพื่อนำไปสู่ศักยภาพที่โดดเด่นของอุทยานฯ รวมทั้งหากเป็นไปได้ เสนอให้พิจารณาเกณฑ์และขอบเขตการขึ้นทะเบียนอุทยานฯ ที่ทางการไทยเสนอ โดยมีข้อมติเสนอให้ขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นแหล่งมรดกโลก ประเภทภูมิทัศน์วัฒนธรรม และเสนอให้เปลี่ยนชื่อแหล่งเป็น ‘ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี’ รวมทั้งขอให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ภายหลังจากการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกด้วยคุณค่าความโดดเด่นของการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมสีมาในสมัยทวารวดี จนมาประสบความสำเร็จในอีก ๘ ปีต่อมาคือ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ นี้ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บนภูเขาที่ชื่อว่า ภูพระบาท ในเขตพื้นที่เมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ซึ่งเป็นเทือกเขาหินทราย อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางประมาณ ๓๒๐–๓๕๐ เมตร สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีพืชพันธุ์ธรรมชาติประเภทไม้เนื้อแข็งขึ้นปกคลุม ภาพถ่ายทางอากาศเมืองอุดรธานีในอดีต จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม บริเวณลานเพิงหิน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม จากการสำรวจทางโบราณคดีที่ผ่านมาได้พบว่าบนภูพระบาทแห่งนี้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กำหนดอายุได้ราว ๒,๕๐๐–๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ดังตัวอย่างการค้นพบภาพเขียนสีที่มีอยู่มากกว่า ๕๔ แห่งบนภูเขาลูกนี้ นอกจากนี้ก็ยังพบการดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้กลายเป็นศาสนสถานของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมเขมร วัฒนธรรมล้านช้างและรัตนโกสินทร์ตามลำดับ ซึ่งร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี กรมศิลปากรได้พัฒนาแหล่งจนกลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทในที่สุด และได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีโบราณสถานในพื้นที่รับผิดชอบซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น ๗๘ แห่ง มีภารกิจหลักในการดูแลรักษา อนุรักษ์และพัฒนา และทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโบราณสถานและโบราณวัตถุที่อยู่ภายในพื้นที่อุทยานฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งยังเปิดให้บริการในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมสำหรับประชาชนทั่วไป บทความ ‘พระป่าสายอีสานและอรัญวาสีสองฝั่งโขง: ภูพานมหาวนาสี’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งได้แนวคิดเบื้องต้นมาจาก ‘ภูพานมหาวนาสี’ ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม โดยให้ความคิดหลักในการตั้งข้อสังเกตกลุ่มโบราณสถานบนเทือกเขาภูพานว่า เป็นต้นเค้ากำเนิดของพระป่าในอีสานที่มีความสืบเนื่องมาจากการเข้ามาของพุทธศาสนาแบบเถรวาทในยุคเริ่มแรก มากกว่าช่วงที่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานในแคว้นสุโขทัยเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้ฉายภาพให้เห็นความสืบเนื่องตกทอดของคติความเชื่อความศรัทธาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงศาสนาต่าง ๆ ที่เผยแผ่เข้ามา โดยเฉพาะพุทธศาสนาที่ปักหลักอย่างมั่นคงมาถึงปัจจุบันอย่างเป็นระบบตามระเบียบวิจัยผ่านวิธีคิดภูมิวัฒนธรรม ‘…เทือกเขาหินทรายในเขตภูพาน ทั้งที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี แถบอุบลราชธานีและมุกดาหาร มีกลุ่มก้อนหินโพล่ซ้อนกันคล้ายดอกเห็ดหรือตั้งพิงกันหลายแห่ง เรียกว่า เพิงหิน [Rock shelter] ส่วนพื้นที่รอบ ๆ เป็นลานหินกว้างน่าจะเหมาะสำหรับเป็นลานพื้นที่เพื่อทำพิธีกรรมร่วมกันของกลุ่มคนที่เดินทางมาจากท้องถิ่นต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี บริเวณเหล่านี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อต่อเนื่องกันมานับจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ปรากฏภาพเขียนสีลวดลายเรขาคณิต ภาพฝ่ามือ ภาพเลียนแบบคนและสัตว์ต่าง ๆ เขียนไว้ตามผนังหรือใต้เพิงหินหลายจุด และในกาลต่อมาบริเวณเพิงผาหินและลานหินเหล่านี้ถูกปรับเพื่อใช้เป็นสำนักสงฆ์หรือวัดที่แฝงเร้นตามป่าเขา อันเรียกได้ว่าเป็นอรัญวาสีทางพุทธศาสนา ภาพเขียนสีในถ้ำคน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม บริเวณเหล่านี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อต่อเนื่องกันมานับจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ปรากฏภาพเขียนสีลวดลายเรขาคณิต ภาพฝ่ามือ ภาพเลียนแบบคนและสัตว์ต่าง ๆ เขียนไว้ตามผนังหรือใต้เพิงหินหลายจุด และในกาลต่อมาบริเวณเพิงผาหินและลานหินเหล่านี้ถูกปรับเพื่อใช้เป็นสำนักสงฆ์หรือวัดที่แฝงเร้นตามป่าเขา อันเรียกได้ว่าเป็นอรัญวาสีทางพุทธศาสนา พระบาทบัวบกและพระบาทบัวบานในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา ภูพานคำ อยู่ทางทิศตะวันตกของอุดรธานี ประกอบด้วยทิวเขาขนาดใหญ่และภูเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่ในแนวเดียวกัน เป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาภูพานที่กั้นขวางระหว่างแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครบนที่ราบสูงของอีสาน ขอบของแอ่งนี้ยกตัวขึ้นเป็นแนวเขาหินทรายเป็นส่วนใหญ่ รอบ ๆ เขานี้มีป่าไม้ ๓ ชนิด คือ ป่าเต็งรัง พวกไม้เต็ง รัง เหียง พลวง ป่าเบญจพรรณ ไม้ที่พบเช่น ประดู่ แดง เหียง เต็ง รังตะแบก ส้าน ซ้อ มะม่วงป่า กะบาก ยอป่า ป่าดิบแล้ง ไม้ที่พบเช่น มะค่าโมง ประดู่ ตะเคียนหิน ไทร ฯลฯ ซึ่งเป็นไม้ท้องถิ่นที่พบเป็นส่วนใหญ่ในภาคอีสานและยังคงมีสภาพสมบูรณ์อยู่มาก เป็นที่กำเนิดของลำน้ำโมงที่ไหลไปตกแม่น้ำโขง แนวเทือกเขาภูพานคำนี้ต่อเนื่องเป็นแนวเทือกเขาเดียวกับแนวเขาด้านในสุดด้านตะวันออกของที่ราบลุ่มน้ำงึมในประเทศลาว และถูกแม่น้ำโขงตัดผ่านแนวเทือกเขานี้จนแยกออกอยู่ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ บริเวณเชิงเขาภูพาน ในเขตบ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน เป็นที่ตั้งของพระพุทธบาทบัวบก และพระพุทธบาทหลังเต่า ซึ่งมีร่องรอยพุทธสถานเป็นกลุ่มอารามที่มีการปักหินเสมาเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาเป็นกลุ่มๆ หลายแห่งและหลายช่วงเวลา กล่าวได้ว่าเป็นอารามแบบอรัญวาสีอย่างชัดเจน ส่วนพระพุทธบาทบัวบาน อยู่ในเขตบ้านไผ่ล้อม ตำบลเมืองพาน พบกลุ่มเสมาหินทราย จำหลักภาพบุคคลตามเรื่องราวในพุทธประวัติและชาดก ปักเป็น ๘ ทิศ ซ้อนกัน ๓ หลัก บางหลักถูกทำให้ล้ม หลายหลักถูกดินทับถม มีจำนวนทั้งหมด ๓๑ หลัก นับเป็นบริเวณที่แสดงถึงรูปแบบคติการปักใบเสมาแปดทิศที่ชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุด ไม่ไกลจากพระบาทบัวบาน คือบ้านหนองกะลึม ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นบ้านเกิดของเจ้าราชครูหลวงโพนสะ-เม็ก หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า ยาคูขี้หอม ซึ่งเป็นผู้นำราษฎรข้ามโขงมาบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม และเป็นพระเถระผู้ใหญ่และผู้นำทางจิตวิญญาณและการเมือง นำผู้คนอพยพไปสร้างบ้านเมืองเป็นแคว้นจำปาสักสืบต่อมา หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนเก่าเพราะมีเนินดินโบราณขนาดใหญ่ กลางชุมชนพบเสมาปักอยู่ในบริเวณที่เป็นวัดโนนศิลาอาสน์ในปัจจุบัน ใบเสมากลุ่มนี้แสดงเรื่องเล่าในพุทธประวัติและชาดก ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับเรื่องราวและลวดลายบนใบเสมาพบบนเขาที่พระบาทบัวบาน ทั้งสองแห่งนี้มีลักษณะเทียบเคียงกันได้ว่า เป็นงานช่างทำขึ้นในคราวเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน น่าจะอยู่ในช่วงทวารวดีตอนปลายและศิลปะร่วมแบบเขมรแบบเกาะแกร์ ที่กำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เป็นต้นมา ข้อสังเกตก็คือ แม้จะได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมแบบเขมรในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ แต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลในทางความเชื่อแบบฮินดูตามแบบเขมร เพียงแต่รับอิทธิพลงานช่างแบบเขมรมาเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่าอยู่ในธรรมเนียมการนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่เน้นการปฏิบัติธรรมในพื้นที่ห่างไกลและป่าเขาแบบอรัญวาสี หลังจากการเข้ามาใช้พื้นที่ของพระป่าบนลานหินใช้เพื่อทำพิธีกรรมในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ แล้ว ก็มีการเข้ามาของพุทธศาสนาที่กำหนดเพิงหินรูปร่างแปลกตา เช่น คล้ายดอกเห็ดบ้าง คล้ายพานที่ตั้งอยู่บนแท่นบ้าง เป็นเขตอรัญวาสีอย่างต่อเนื่องเช่นที่บนเทือกเขา การปักเสมา ๘ ทิศ รอบขอบเขตลานหิน ที่กู่นางอุสา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม พระบาทบัวบกมีการปักเสมาล้อมรอบขอบเขตบนลานหิน ซึ่งกำหนดให้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์เป็นกลุ่ม ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน จนดูคล้ายการแบ่งคณะสงฆ์ออกเป็นหลายคณะ แม้มีเพิงผาที่พักแบ่งแยกชัดเจนแต่ก็อยู่ในบริเวณเดียวกัน อาณาเขตของคณะต่าง ๆ กว้างขวาง มีการเจาะรูน้ำสำหรับดึงขึ้นมาใช้และบางแห่งก็เจาะพื้นเป็นบ่อน้ำเก็บน้ำไว้ได้บนลานหิน สมกับเป็นสถานที่พิเศษที่เงียบสงบเพื่อปฏิบัติธรรมสมาธิวิปัสสนาอย่างยิ่ง บ่อน้ำนางอุสา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากระบบภาพฐานข้อมูลศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ร่องรอยของฐานแท่นหินประดิษฐานพระพุทธรูปและมีการใช้หินทรายเรียงก่อเป็นกำแพงที่วัดลูกเขย บ่งบอกอิทธิพลการใช้วัตถุเนื่องในวัฒนธรรมแบบเขมร ซึ่งก็คงมีอายุร่วมสมัยในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ต่อมาก็เห็นอิทธิพลของตำนานเรื่องอุสา-บารส เรื่องพญานาคในการเสริมเพิ่มเติมตกแต่งเพิงหินตามธรรมชาติให้มีรูปร่างเป็นอาคาร เป็นห้องในระยะต่อมาอย่างชัดเจน และที่เห็นอิทธิพลของพุทธศาสนาแบบลาวล้านช้างก็คือ พระพุทธรูปแบบยืนปางเปิดโลกที่อยู่เหนือพระพุทธรูปนั่งบริเวณถ้ำพระซึ่งเป็นคตินิยมเดียวกันกับการสร้างพระพุทธรูปยืนโดยทั่วไปในวัฒนธรรมลาวล้านช้าง อีกฝั่งหนึ่งในเทือกเขาหินทรายที่ต่อเนื่องถึงกันทางฝั่งลาวอันเป็นแนวเขาเดียวกันกับภูพาน ห่างจากนครเวียงจันทน์ไปราว ๗๐ กิโลเมตร บนเส้นทางที่จะเดินทางไปสู่เขตเทือกเขาภายใน ตรงจุดที่เป็นช่องเขาจากที่ราบลุ่มน้ำงึมเริ่มต้นเข้าเขตที่สูง พบอรัญวาสีที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง บนเพิงผาที่ถูกปรับให้เป็นลานกว้างร่มรื่น มีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่พระพักตร์แสดงออกแบบฝีมือช่างลาวท้องถิ่น และมีการจีบพระหัตถ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในบริเวณลุ่มน้ำงึม ซึ่งพบพระพุทธรูปที่จีบพระหัตถ์แบบนี้องค์หนึ่งเก็บรักษาไว้ที่พระธาตุหลวงในเมืองเวียงจันทน์ ประเมินอายุได้ว่าอยู่ในกลุ่มทวารวดีตอนปลาย เพราะบริเวณนี้มีรายงานว่าพบชุมชนโบราณที่มีการปักใบเสมาและรูปแบบศิลปะและการอยู่อาศัยอยู่ในสมัยทวารวดีตอนปลายหลายแห่ง บ้านเมืองพาน เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีชื่ออยู่ในตำนานอุรังคธาตุ และตามตำนานท้องถิ่นเรื่องอุสา-บารส ในตำนานอุรังคธาตุ กล่าวถึงบริเวณ ภูกูเวียน ในเทือกเขาภูพานนี้ว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคชื่อ สุวรรณนาคและพุทโธปาปนาค ซึ่งแต่เดิมหนีจากหนองแสมาตามลำน้ำโขง แล้วมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าได้มาโปรดสัตว์ที่แคว้นศรีโคตรบูรได้แวะมาประทับที่ภูกูเวียน ทรงทรมานจนพญานาคยอมแพ้จึงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ให้นาคได้สักการบูชา นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าแล้ว ตำนานยังกล่าวว่าพญานาคเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับเมืองพาน ซึ่งเป็นเมืองที่พระอิศวรสร้างไว้ในเขตเทือกเขาภูพาน ครั้งแรกพญานาครบกับพระอิศวร ในที่สุดก็ยอมแพ้และกลายเป็นผู้ดูแลเมืองพานช่วยเหลือกษัตริย์ผู้ครองเมือง ต่อมาเมื่อพระบารสมายุ่งเกี่ยวกับนางอุสา ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าเมืองพาน พญานาคก็ช่วยเจ้าเมืองพานจับพระบารสมัดไว้ ร้อนถึงพระกิดนารายณ์ (พระกฤษณะ) ตำนานนี้จึงเรียกกันอีกว่าเรื่อง พระกิดพระพาน แล้วต้องมารบกับเจ้าเมืองพานและพญานาค แล้วจึงช่วยพระบารสไปได้ ปัจจุบันชาวบ้านเรียกบริเวณตอนหนึ่งของเทือกเขานี้ว่าเมืองพาน ผู้คนในท้องถิ่นได้นำเอาตำนานพื้นบ้าน นิทานพื้นเมืองเรื่อง ‘อุสา-บารส’ มาตั้งชื่อและเล่าถึงสถานที่ต่าง ๆ สถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นอารามบนภูพระบาทจึงมีชื่อเรียกตามจินตนาการจากนิทานเรื่องอุสา-บารส เป็นส่วนใหญ่ เช่น หอนางอุสา กู่นางอุสา บ่อน้ำนางอุสา วัดลูกเขย วัดพ่อตา คอกม้า ท้าวบารส ฯลฯ เนื้อเรื่องในตำนานอุสา-บารส อ้างอิงสถานที่ตั้งแต่บ้านเมืองพานในเขตภูพานต้นน้ำโมง กล่าวถึงเมืองพาน เมืองปะโค เวียงงัว ภูกูเวียน ฯลฯ เป็นชาดกนอกพระสูตรที่ใช้สถานที่ตามท้องถิ่นต่างๆ อ้างอิงถึง ซึ่งเป็นอิทธิพลการเล่าเรื่องตามขนบในพุทธศาสนาเถรวาทในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ลงมา หลังรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เป็นช่วงที่บ้านเมืองทางฝั่งลาวมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้คนโยกย้ายเข้ามาทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงในดินแดนอีสานจำนวนมากเป็นระลอก ๆ บ้านเมืองทางฝั่งซ้ายแยกออกเป็นสามแคว้นคือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก ผู้คนที่ข้ามมาอยู่ทางนี้ผสมผสานกับผู้คนแต่เดิมและมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาค ตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่เป็นตำนานพระธาตุต่าง ๆ และตำนานชาดกที่ผูกพันกับชื่อสถานที่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมความเชื่อและประเพณีแบบลาวล้านช้างที่แพร่หลายอยู่ทั้งสองฝั่งโขงจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านในท้องถิ่นเมืองพาน แม้ไม่สามารถสืบต่อถึงความหมายและความสำคัญของอรัญวาสีสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในสองฝั่งโขงตกทอดต่อเนื่องมาได้ แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญแก่รอยพระพุทธบาทบนภูเขาและตำนานเรื่องรูนาคตามธรรมเนียมการเล่าเรื่องพระเจ้าเลียบโลก และถือเอางานนมัสการรอยพระพุทธบาทสามสี่แห่งในเทือกเขาภูพานในละแวกเมืองพาน ให้เป็นงานประจำปีประจำท้องถิ่นที่สำคัญ เริ่มที่พระบาทบัวบานก่อนเพราะถือว่าเป็นพระบาทพี่ในเดือนสามแล้วจึงมีงานนมัสการพระบาทบัวบกและพระบาทหลังเต่าที่อยู่ใกล้เคียงกันในเดือนสี่ เมื่อกรมศิลปากรเข้ามากำหนดพื้นที่เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ทำให้คนทั่วไปไม่ทราบถึงความหมายของพระบาททั้งสองแห่งที่เรียกชื่อคู่กันมา คือ พระบาทบัวบาน พระบาทบัวบก รวมถึงพระบาทอีกสองสามแห่งในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่ไปกำหนดเอาบริเวณพระบาทบัวบกที่มีกลุ่มอาคารศาสนสถานตามธรรมชาติที่สัมพันธ์กับตำนานเรื่องอุสา-บารส แล้วตั้งชื่อว่า ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ ทั้งชื่อและความหมายจึงปรับเปลี่ยนไปตามการท่องเที่ยวที่เห็นบางจุดและเน้นบางแห่งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวมากกว่าที่จะเห็นเรื่องราวและความสำคัญของศาสนสถานจากภาพรวมทั้งหมดในท้องถิ่น และคงไม่ต้องคิดไปไกลถึงเรื่องอารามในป่าอันเป็นมหาวนาสีบนภูพานที่คนรุ่นปัจจุบันหมดความเข้าใจและทิ้งการสืบต่อไปเพื่อค้นหาความหมายไปเนิ่นนานแล้ว...’ รอยพระพุทธบาทหลังเต่า มีการจัดงานมัสการบูชาในเดือนสี่ (ที่มา: เฟสบุ๊กอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ) พระธาตุหรือเจดีย์ครอบรอยพระพุทธบาทบัวบก (ที่มา: เฟซบุ๊กอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ) การสืบเนื่องศรัทธาที่ถ่ายทอดกันมาจากโบราณกาลรุ่นต่อรุ่นจนถึงปัจจุบัน ‘ประเพณีนมัสการพระพุทธบาทบัวบก : พัฒนาการประเพณี พิธีกรรม สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดอุดรธานี’ งานวิจัยโดย ไกรฤกษ์ ศิลาคม, ธัชวรรธน์ หนูแก้ว, สุพัฒน์ ศรีชมชื่น คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ซึ่งได้ศึกษาพัฒนาการของงานประเพณีนมัสการพระพุทธบาทบัวบก ผ่านพิธีกรรมและความเชื่อเพื่อหาคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเพณี โดยวิธีการวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาจากเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า ‘...ภูพระบาทเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและความเชื่อมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาถึงยุควัฒนธรรมทวารวดี วัฒนธรรมขอม และวัฒนธรรมล้านช้าง พระพุทธบาทบัวบก เป็นรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่บนไหล่เขาภูพระบาท เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๕ พระอาจารย์สีทัตถ์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุขึ้นใหม่ หลังการสร้างเสร็จเรียบร้อยได้จัดให้มีการทำบุญเพื่อเฉลิมฉลองสมโภชองค์พระธาตุและได้มีการสืบทอดงานดังกล่าวเป็นประเพณีประจำปีของวัดและได้พัฒนามาเป็นงานประเพณีนมัสการปิดทองรอยพระพุทธบาทในปัจจุบัน โดยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทและตำนานพญามิลินทนาค ถือเป็นงานประเพณีประจำปีของวัดและของชุมชนที่มีมายาวนานเกือบ ๑๐๐ ปี ซึ่งมีความสำคัญต่อการสืบสานพระพุทธศาสนาในท้องถิ่น พุทธศาสนิกชนและชุมชนโดยรอบภูพระบาทมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ประเพณีนี้สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ชุมชนยังมีส่วนสำคัญต่อการรักษาอัตลักษณ์ของงานบุญประเพณีควบคู่ไปกับการรักษาตำนานอุษา-บารส และการรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทด้วย ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ใกล้จะสูญหายไปจากสังคม สมควรอย่างยิ่งที่รัฐและท้องถิ่นต้องร่วมกันส่งเสริม สืบสาน และอนุรักษ์ให้ต่อเนื่องไปถึงยังอนุชนรุ่นหลัง...’ สำหรับภาพรวมของหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหมด วิทยานิพนธ์ ‘การวิเคราะห์การใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี: จากหลักฐานทางโบราณคดี’ โดย พิทักษ์ชัย จัตุชัย ซึ่งเป็นการค้นคว้าอิสระ ส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ซึ่งศึกษาและวิเคราะห์การใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี โดยทําการศึกษาจากการสํารวจเพิงหิน แหล่งภาพเขียนสีและโบราณสถานในบริเวณเทือกเขาภูพระบาท ทั้งนี้เพื่อต้องการทราบถึงร่องรอยของการอยู่อาศัยและการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและความเชื่อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากการศึกษาเพิงหินซึ่งเป็นแหล่งภาพเขียนสีและโบราณสถานในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท สามารถกําหนดระยะเวลาของการใช้พื้นที่ได้ ๓ ยุคสมัย คือ ๑. แหล่งภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ๒. โบราณสถานสมัยทวารวดี-ลพบุรี และ ๓. โบราณสถานสมัยล้านช้าง-รัตนโกสินทร์ แต่ทั้งนี้แหล่งภาพเขียนสีและโบราณสถานต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นได้มีการใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องซ้ำซ้อนกันหลายยุคสมัย โดยเพิงหินหลายแห่งมีการดัดแปลงให้เป็นไปตามรูปแบบศิลปกรรมของตามยุคสมัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมในบริเวณเทือกเขาภูพระบาท การดัดแปลงเพิงหินด้วยการสกัดให้เป็นห้องหรือการสร้างประติมากรรม พระพุทธรูปนูนต่ำ ที่บริเวณถ้ำพระ จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม บริเวณเทือกเขาภูพระบาทมีร่องรอยของการใช้พื้นที่เพื่อการประกอบพิธีกรรมมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ มีร่องรอยของการอยู่อาศัยและการประกอบพิธีกรรมในสมัยยุคเหล็ก (ราว ๓,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว) การดัดแปลงเพิงหินให้เป็นศาสนสถานเนื่องในพระพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕) สมัยลพบุรี (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘) สมัยล้านช้าง (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑) และสมัยรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบัน) ภายใต้บริบทของ ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ ที่เป็นบริเวณพื้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่ให้ความเคารพนับถือ และมีการใช้บริเวณพื้นที่เพื่อการประกอบพิธีกรรม ซึ่งอาจเป็นของกลุ่มคนในท้องถิ่นหรือกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกลแต่มีความเคารพนับถือต่อบริเวณพื้นที่ดังกล่าว โดยพื้นที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนาน งานวิจัยนี้ได้สรุปว่า เมื่อทําการศึกษาแหล่งภาพเขียนสีและโบราณสถานทั้งหมดพบว่า เทือกเขาภูพระบาท มีร่องรอยของกลุ่มคนมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายยุคโลหะราว ๓,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีร่องรอยของภาพเขียนสีที่เขียนขึ้นตามเพิงหินต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะของเพิงหินและลักษณะของภาพเขียนสีแล้ว อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องแสดงถึงการครอบครอง หรือการแสดงอาณาเขตการจับจองพื้นที่ของครอบครัวหรือกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่การออกหาของป่าล่าสัตว์ รวมถึงการใช้เพิงหินที่มีภาพเขียนสีเพื่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือความเชื่อท้องถิ่น ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ วัฒนธรรมสมัยทวารวดีได้เข้ามามีอิทธิพลต่อพื้นที่บริเวณเทือกเขาภูพระบาท โดยพบโบราณวัตถุและโบราณสถานเนื่องในพระพุทธศาสนาจํานวนมาก โดยเฉพาะการดัดแปลงเพิงหินด้วยการสกัดให้เป็นห้องหรือการสร้างประติมากรรมพระพุทธรูปนูนต่ำ รวมถึงการปักใบเสมาหินซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการกําหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาหรือเป็นโบสถ์ นอกจากนี้ ยังพบเพิงหินหลายแห่งที่มีร่องรอยของการสกัดให้เป็นสถานที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้ หรือเป็นสถานที่เพื่อการบําเพ็ญเพียร และยังมีร่องรอยของหลักฐานที่แสดงอิทธิพลศิลปะเขมรราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ เข้ามาผสมผสานกับศิลปกรรมแบบทวารวดีในบริเวณพื้นที่นี้ด้วย แม้ว่าหลักฐานทางศิลปกรรมในบริเวณเทือกเขาภูพระบาทได้ขาดหายไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๒๑ ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงเพิงหินให้เป็นพื้นที่เพื่อการประกอบพิธีกรรมมากนัก แต่คงเป็นการใช้เพิงหินเดิมที่มีการดัดแปลงแล้ว เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมโดยไม่ได้มีการดัดแปลงให้ออกไปจากรูปแบบเดิม แต่เมื่อมาถึงช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ อิทธิพลวัฒนธรรมลาว (ล้านช้าง) ได้แผ่ขยายและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น และได้ส่งอิทธิพลมาสู่ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งบริเวณพื้นที่แถบเทือกเขาภูพระบาทนี้ด้วย จึงได้ปรากฏโบราณสถานและโบราณวัตถุบนภูพระบาทที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาภายใต้อิทธิพลวัฒนธรรมและรูปแบบศิลปกรรมลาว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบริเวณเทือกเขาภูพระบาทมีร่องรอยของการใช้พื้นที่เพื่อการประกอบพิธีกรรมมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ มีร่องรอยของการอยู่อาศัยและการประกอบพิธีกรรมในสมัยยุคเหล็ก สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี สมัยล้านช้าง และสมัยรัตนโกสินทร์ ภายใต้บริบทของ ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ ซึ่งหมายถึงบริเวณพื้นที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่มีความเคารพนับถือ หรือการใช้บริเวณพื้นที่เพื่อการประกอบพิธีกรรม ซึ่งอาจเป็นของกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่แถบนั้นหรือกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล แต่มีความเคารพนับถือต่อบริเวณพื้นที่นั้น ๆ จากร่องรอยของหลักฐานที่ได้กล่าวมาทั้งหมดแล้วนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า บริเวณพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีการอยู่อาศัยและการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและคติความเชื่อท้องถิ่นมาตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะร่องรอยของหลักฐานการประกอบพิธีกรรมอย่างชัดเจนในสมัยทวารวดี และในปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับการเคารพนับถือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง จุดที่น่าสนใจสำหรับการประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ ‘ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี’ ของยูเนสโก ศาสตราจารย์ ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนอรรถาธิบายในเฟซบุ๊ก Sayan Praicharnjit ถึงการพิจารณาคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากลของภูพระบาทในทัศนะของเขาดังนี้ ‘…ตามเกณฑ์ข้อ ๓: เป็นประจักษ์พยานของวัฒนธรรมสีมา (SIMA Culture) ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของอารยธรรมพุทธศาสนาทวารวดีในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในห้วงคริสต์ศตวรรษที่ ๖-๑๐ สีมาหรือเสมาหินมีจารึก บ้านดอนแก้ว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ตามเกณฑ์ข้อ ๕: เป็นประจักษ์พยานของแนวคิดและการปฏิบัติตามกฎแห่งการพึ่งพิงสัมพันธ์อันเกื้อกูล (Law of Interdependency) ระหว่างมนุษย์ (Human) กับธรรมชาติกายภาพ (Physical nature) และสิ่งเหนือธรรมชาติ (Supernature) ในการจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ปี กฎแห่งการพึ่งพิงสัมพันธ์ (Law of Interdependency) เป็นกฎธรรมชาติในชุดความรู้ ความเข้าใจ เรื่อง อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท หัวใจของพุทธศาสนา ที่สอนให้รู้และเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดมีสิ่งจําเป็นครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเอง ต่างก็เป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน การเกิดขึ้นและการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ต้องพึ่งพิงสัมพันธ์กันอย่างเกื้อกูลให้ประโยชน์แก่กันและกันตลอดเวลา ไม่สามารถแยกออกไปอยู่เดี่ยว ๆ โดด ๆ ได้ มนุษย์ (human) เข้าไปจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูพระบาทตามแนวคิดในกฎแห่งการพึ่งพิงสัมพันธ์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย โดยเลือกพื้นที่/สถานที่ธรรมชาติ (Physical nature) ที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น เสาเฉลียง เพิงหิน และลานหินต่าง ๆ เป็นที่ประกอบพิธีกรรมในการสื่อสารสร้างความสัมพันธ์อันเกื้อกูลกับสิ่งเหนือธรรมชาติมิติต่าง ๆ มีการวาดภาพระบายสีเป็นรูปคน สัตว์ สิ่งของ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในสมัยทวารวดี พุทธบริษัทที่มีพระสงฆ์เป็นกลุ่มนําได้เข้ามาดัดแปลงปรับปรุงพื้นที่/สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแหล่งเสาเฉลียง เพิงหิน และลานหินเดิมที่สืบทอดมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา มีการกําหนดขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นพุทธสถาน (เป็นสถูป เจดีย์ วิหาร อุโบสถ) มีการปักหลักหินสีมาลักษณะต่าง ๆ ล้อมรอบ มีการสกัดแท่งหินให้เป็นผนังห้อง ขุดแต่ง และสกัดพื้นหินระดับต่างๆ ให้เรียบเสมอกัน ทําเป็นแท่นประดิษฐานรูปเคารพและเป็นพื้นห้องสําหรับนั่ง นอนตามโอกาส บางแห่งมีการก่อผนัง กั้นเป็นห้องขนาดต่าง ๆ และบางแห่งมีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปและประติมากรรมรูปเทวดาและบุคคลไว้ด้วย บางแห่งมีการขุดสกัดพื้นหินให้ลึกลงไปเป็นบ่อน้ำ ซึ่งการดําเนินการดัดแปลงเน้นการขุด สกัด แต่เพียงเล็กน้อยเท่าที่จําเป็น ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างหรือรูปลักษณ์ดั้งเดิมของธรรมชาติกายภาพแต่อย่างใด...’ เพราะฉะนั้นการประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ ‘ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี’ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ซึ่งวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ตั้งข้อสังเกตมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วว่า ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ ทั้งชื่อและความหมายจึงปรับเปลี่ยนไปตามการท่องเที่ยวที่เห็นบางจุดและเน้นบางแห่งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวมากกว่าที่จะเห็นเรื่องราวและความสำคัญของศาสนสถานจากภาพรวมทั้งหมดในท้องถิ่น รวมทั้งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อหลายปีที่ผ่านมาว่า ภูพระบาท ก็เป็นมรดกโลกอยู่แล้วในตัวของมันเอง ควรให้ความสำคัญกับความหมายในสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในภูมิภาค ดูพัฒนาการความเชื่อว่า ภูพระบาท เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาที่มีพัฒนาการเชื่อมโยงมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จากศาสนาผีสู่มิติของความเชื่อความศรัทธาในฐานะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์... อ้างอิง ‘อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท’ พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ‘ภูพานมหาวนาสี’ โดย ศรีศักร วัลลิโภดม นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๕ เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ‘พระป่าสายอีสานและอรัญวาสีสองฝั่งโขง’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๙๒ (เดือนมิถุนายน ๒๕๕๒) และหนังสือ ‘เมืองหนองหารหลวงและภูพานมหาวนาสี’ วิทยานิพนธ์ ‘การวิเคราะห์การใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี: จากหลักฐานทางโบราณคดี’ โดยนายพิทักษ์ชัย จัตุชัย หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ประเพณีนมัสการพระพุทธบาทบัวบก : พัฒนาการประเพณี พิธีกรรม สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดอุดรธานี โดย ไกรฤกษ์ ศิลาคม, ธัชวรรธน์ หนูแก้ว, สุพัฒน์ ศรีชมชื่น วารสารภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม, ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- ย่างก้าวต่อไปของพิพิธภัณฑ์จันเสน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2542 อดีต เมื่อก่อนนี้ชื่อของ "จันเสน" เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปว่าเป็นท้องถิ่นเล็ก ๆ ของอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีความเจริญในฐานะที่เป็นชุมชนการค้าริมทางรถไฟ บนเส้นทางทางรถไฟซึ่งมุ่งตรงไปยังตัวจังหวัด ตลอดจนเป็นแหล่งผลิตข้าวเจ้าพันธุ์ดี "พันธุ์ข้าวตาแห้ง" นอกจากนี้แล้ว หลวงพ่อโอดแห่งวัดจันเสนยังมีชื่อเสียงด้านวัตถุมงคลและความเมตตากรุณา เป็นที่เคารพรักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนอย่างเหนียวแน่น ทว่าต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้มีการขุดคลองชลประทานอนุศาสนันท์พร้อมถนนเลียงคลองเชื่อมต่อระหว่างช่องแค-ตาคลี บ้านหมี่-ลพบุรีได้ทำให้เส้นทางคมนาคมหลักเปลี่ยนจากทางรถไฟเป็นถนนลาดยาง ส่งผลให้ชุมชนริมทางรถไฟที่เคยคึกคักค่อย ๆ โรยร้าง โรงสีและร้านค้าต่าง ๆ ทยอยกันปิดกิจการลง จนในที่สุดชุมชนจันเสนได้ตายลงอย่างเงียบ ๆ อย่างไรก็ตาม การศึกษาค้นคว้าภาพถ่ายทางอากาศบริเวณตำบลจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ โดยอาจารย์นิจ หิญธีระนันท์ ได้ทำให้จันเสนได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่ง ถือเป็นการเปิดทัศนะในการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของท้องถิ่นแห่งนี้ขึ้นมาว่า เป็นเมืองในสมัยทวารวดีที่พัฒนาขึ้นมาจากชุมชนสมัยโลหะตอนปลาย มีการติดต่อกับต่างถิ่นใกล้ไกลและต่างถิ่นโพ้นทะเล เช่น เมืองอู่ทอง, ฟูนัน, อินเดีย เป็นต้น หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่จันเสน ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๒ พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก เช่น ภาชนะดินเผา ลูกปัด เครื่องมือเหล็ก ตราประทับ รูปเคารพเนื่องในศาสนา ฯลฯ ได้ทำให้ชุมชนแห่งนี้น่าสนใจขึ้นมาในระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่สภาวะเงียบงันเช่นเดิม แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นที่นี่ กลับเป็นแรงบันดาลใจให้หลวงพ่อโอดเจ้าอาวาสวัดจันเสนในขณะนั้นตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่น คิดฟื้นฟูจันเสนให้มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้านศาสนา วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ในการนี้หลวงพ่อโอดดำริให้สร้างอาคารมณฑปเพื่อประดิษฐานปูชนียวัตถุ และใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของชุมชนไปในตัว ทว่าน่าเสียดายหลวงพ่อไม่ทันเห็นอาคารมณฑปที่เสร็จสมบูรณ์เนื่องจากมรณภาพลงในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงพ่อเจริญเจ้าอาวาสรูปต่อมาได้สืบทอดเจตนารมณ์หลวงพ่อโอด ด้วยการขอความร่วมมือจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ จนทำให้อาคารพิพิธภัณฑ์จันเสนและข้อมูลการจัดแสดงภายในเสร็จสมบูรณ์ในราวปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ปัจจุบัน เมื่ออาคารมณฑปและข้อมูลการจัดแสดงเสร็จสมบูรณ์ ทางวัดจันเสนได้ริเริ่มโครงการพัฒนาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่ออาสาสมัครเป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ (ส่วนใหญ่เป็นครูในท้องถิ่น) การอบรมให้นักเรียนในพื้นทีตำบลจันเสนเป็นยุวมัคคุเทศก์ประจำพิพิธภัณฑ์ ส่งเสริมการทอผ้า การผลิตของที่ระลึกและงานหัตถกรรมโดยการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้าน จัดทัศนศึกษาเพื่อดูงานเกี่ยวกับการจัดการพิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคต่างๆ งานลอยกระทงประจำปี งานรำลึกอดีต "รถไฟไทยเส้นทางประสานอดีตปัจจุบัน" ตลอดจนการตั้งกลุ่ม "เรารักษ์จันเสน" เพื่อให้ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ฯลฯ โครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวซึ่งทางวัดหรือพิพิธภัณฑ์ได้จัดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น พบว่าเป็นไปด้วยดีเพราะคนในท้องถิ่นเห็นความสำคัญของการรวมตัวและให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างดียิ่ง บุคคลภายนอกจากภูมิภาคต่าง ๆ (รวมทั้งชาวต่างชาติ) มักจะแวะเวียนกันเข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และกิจกรรมของชุมชนอย่างไม่ขาดสาย สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าจากชุมชนเล็ก ๆ ที่ตายแล้วกลับพลิกฟื้นขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมประเพณี การรวมตัวกันของคนในชุมชน การกระจายรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง อย่างไรก็ตามกระบวนการทำงานของพิพิธภัณฑ์จันเสนใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไปเนื่องจากพบว่ามีปัญหาบางประการ ปัญหา เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๒ พิพิธภัณฑ์จันเสน ได้ร่วมกับมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ จัดกิจกรรมฝึกอบรมอาจารย์และนักเรียนในพื้นที่เพื่อเป็นมัคคุเทศก์ในการนำชมพิพิธภัณฑ์ ในส่วนของคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน และนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญๆ ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้แก่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งอื่น ๆ ได้ตระหนักและนำไปรับใช้ในการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ ดังต่อไปนี้ • การประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวัดและพิพิธภัณฑ์ แพร่กระจายออกไปตามสื่อต่าง ๆ น้อยเกินควร ไม่ว่าจะเป็นสื่อภายในท้องถิ่นหรือสื่อจากภายนอก • อาสาสมัครใหม่ซึ่งเข้ามาฝึกอบรมเป็นมัคคุเทศก์ ยังไม่ค่อยมั่นใจในการนำชมเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี บางท่านก็ไม่ได้เรียนทางด้านนี้มา • มีความล่าช้าในการดำเนินงาน เนื่องจากในครั้งก่อน ๆ นั้น เมื่อพิพิธภัณฑ์จะจัดกิจกรรมใดก็ตาม ต้องให้กรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุม และตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญ คือ กว่าที่ประชุมจะสรุปจุดยืนหรือประเด็นของกิจกรรมนั้น เสียเวลานานมาก • ปัญหาเรื่องการประสานงาน ส่วนหนึ่งมาจากการที่คณะกรรมการส่วนใหญ่ซึ่งเป็นอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ กัน มีเวลาว่างไม่ค่อยตรงกัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความไม่ชัดเจนของขั้นตอนการปฏิบัติงานและกิจกรรมว่าหน้าที่ของตนนั้นจะต้องทำอย่างไรรับผิดชอบในจุดไหนบ้าง นอกจากนี้คณะกรรมการในส่วนของการนำชมพิพิธภัณฑ์ติดภารกิจในการสอนนักเรียน นักศึกษา บางครั้งไม่สามารถปลีกเวลามาได้ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ทางคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์เชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถแก้ไขได้ ตัวอย่างเช่น เรื่องการประชาสัมพันธ์ไปตามสื่อต่าง ๆ ก็ควรเลือกสื่อที่มีคุณภาพในการแพร่ข่าวสารออกไปในวงกว้าง เรื่องความล่าช้าในการดำเนินงานของแต่ละส่วนงานเพื่อประชุมรับรู้นโยบาย ซึ่งสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับงานในขอบเขตของตนได้ จากนั้นหัวหน้างานก็มอบหมายงานให้กลุ่มของตนไปปฏิบัติอีกทีหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเพิ่มความฉับไวในการทำงาน รวมทั้งลดขั้นตอนหรือรูปแบบที่ไม่จำเป็นบางอย่างออกไป สำหรับปัญหาในการประสานงานอาจจะใช้วิธีประชุมย่อยตามโอกาสที่เหมาะสม เพื่อแจกแจงรายละเอียดและข้อสงสัยในการทำงาน ฯลฯ สำหรับมุมมองของมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ที่มีต่อการทำงานของพิพิธภัณฑ์จันเสนนั้น พบว่า ในบางจุดสามารถเติมช่องว่างให้เต็มขึ้นมาได้ เช่น ควรจะมีการจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับข้อมูลในท้องถิ่นเป็นเอกสารเผยแพร่หรือจำหน่าย อาทิรายละเอียดประวัติของหลวงพ่อโอด การทำขนมจีน การตีเหล็กของชาวจันเสน นิทานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญ ๆ ของท้องถิ่น หรือเรื่องราวการพบแหล่งโบราณคดีที่เป็นหลุมฝังศพบริเวณวัดกกกว้าวซึ่งอยู่เหนือจันเสนราว ๒ กิโลเมตร เมื่อไม่นานมานี้ ฯลฯ รวมถึงการออกจดหมายข่าวเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของท้องถิ่นจันเสน นอกจากนี้ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ควรจะมีการหมุนเวียนโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกให้หลายกหลายโดยผสมผสานเรื่องการตลาด ประโยชน์ใช้สอยและความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น การจัดสร้างห้องสมุดประจำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งต้องประสานงานกับสื่อหรือองค์กรต่าง ๆ เป็นต้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ควรวางแผนงานประจำปี (โดยอาจใช้เกณฑ์จากประเพณีสิบสองเดือน) ทั้งนี้เพื่อให้มีกิจกรรมตามแต่ละช่วงเวลา ดึงดูดให้กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาเยี่ยมชมและยังช่วยทำให้ทราบว่าในแต่ละเดือน ควรจะใช้งบประมาณในการทำกิจกรรมเท่าไร และควรจะมีการประสานงาน การเตรียมงานล่วงหน้าอย่างไร อนาคต หวังไว้ว่า พิพิธภัณฑ์จันเสนคงไม่หยุดความเคลื่อนไหวของกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นและบุคคลภายนอก (อย่ากลายสภาพเป็นฟอสซิลเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในส่วนราชการ) ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจจริงในการทำงานเพราะผู้ที่ทำงานหนักย่อมได้รับผลตอบแทนที่มีคุณค่าเสมอ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่ประวัติศาสตร์แบบท้องถิ่นนิยม
เผยแพร่ครั้งแรก 15 ธ.ค. 2560 คนเมืองแพร่กำลังอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงซึ่งโหยหาอัตลักษณ์และการถวิลหาอดีต อันเป็นส่วนหนึ่งของกระแสท้องถิ่นนิยม [Localism] ในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือทุกวันนี้ เมื่อพบว่าอดีตของพวกตนและเจ้าหลวงเมืองแพร่ถูกมองว่ามีความบกพร่องทางการเมืองในรัฐที่กำลังเปลี่ยนแปลงหัวเมืองประเทศราชให้กลายเป็นเพียงเมืองแห่งหนึ่ง ในสภาพสังคมของรัฐมีเป็นราชอาณาจักรเพียงหนึ่งเดียว คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ปัจจุบัน ซึ่งถูกรัฐสยามยึดและกลายเป็นจวนหรือบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ราชการ ความเป็นท้องถิ่นนิยมหรือชุมชนนิยมในที่นี้ไม่ได้หมายตามคำนิยามของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องข้ามรัฐข้ามท้องถิ่นไปด้วยเสียทั้งหมด เพราะการกล่าวโดยสรุปว่ากระแสท้องถิ่นนิยมนั้นก็เหมือนกับกระแสชาตินิยมแต่เพียงย่อยให้มีขนาดเล็กลงมาและอาจทำให้เกิดผลร้าย เช่น การคลั่งท้องถิ่นหรือการใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ที่ตนไม่เห็นชอบด้วยได้ หากความเป็น “ท้องถิ่นนิยม” และกระบวนการที่เป็นการศึกษาชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน สามารถเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองได้เช่นกัน ผู้คนจำนวนมากที่มีสังคมวัฒนธรรมอันหลากหลายและแตกต่างกันจึงพยายามสร้าง เอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ [Ethnic Identity] ขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางสังคมประเทศไทยที่เน้นศูนย์รวมความเป็นเชื้อชาติ “ไทย” เน้นวัฒนธรรมแบบศูนย์กลาง และการปกครองที่รวมศูนย์ ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในท้องถิ่นเติบโตและพัฒนาไปในแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานดั้งเดิมของตนเองอย่างที่ควรจะเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในเมืองแพร่และความเป็นคนไทยที่รัฐส่วนกลางพยายามสร้างขึ้น ลักษณะเช่นนี้อยู่ในภาวะ ชาติพันธุ์สัมพันธ์ [Ethnicity] ซึ่งเป็นนิยามที่อธิบายลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในยุคสมัยที่เกิดระบบรัฐสมัยใหม่หรือรัฐชาติ [Modern state/Nation state] แล้ว โดยเฉพาะหลังช่วงยุคที่ตะวันตกแสวงหาอาณานิคม ในขณะที่มีการพัฒนาระบบการค้าและระบบทุนแพร่กระจายไปทั่วโลก ในลักษณะที่เป็นโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับอำนาจทางการเมืองที่ต้องการแสวงหาทุนและกำไรในทางการค้าในสมัยยุคอาณานิคม การเข้าไปเป็นเจ้าอาณานิคมก็ทำให้เกิดความชัดเจนของพรมแดนมากขึ้นตามลำดับ เกิดการแบ่งแยกพื้นที่ของรัฐที่แน่นอนมากขึ้นจนกลายเป็นประเทศต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน รัฐสมัยใหม่โดยทั่วไปมักจะใช้อำนาจความชอบธรรมอ้างความเป็นตัวแทนของความเป็นชาติ โดยรวมเอาประชาชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน แต่กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ต้องการอยู่ด้วยกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียม หรือไม่ก็หาหนทางเพื่อเป็นตัวของตัวเองหรือปกครองตนเอง บางครั้งก็เป็นการเรียกร้องเพื่อแบ่งแยกทางการเมืองเพื่อแยกออกมาเป็นรัฐชาติอิสระของตน ภายใต้สภาพเช่นนี้ กลุ่มทางชาติพันธุ์ [Ethnic group] จึงก่อตัวขึ้นโดยผู้คนซึ่งอ้างหรือแสดงอัตลักษณ์ความเป็นกลุ่มคนชาติหนึ่ง แต่ต้องอาศัยอยู่ในรัฐชาติอื่นนั่นเอง แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของผู้ใด และไม่เคยตระหนักในเรื่องการแสวงหาอัตลักษณ์ของชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์ในทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา หรือการเมือง คุณค่าทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะของการต่อต้านกลุ่มเจ้าอาณานิคม ทำให้ไม่คุ้นเคยหรือพยายามศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หรือ Ethnicity นัก แต่ในทางตรงกันข้าม วัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มการเมืองผู้ปกครองจากส่วนกลางก็เข้าไปครอบงำ และมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมย่อยในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งก็เป็นการใช้อำนาจเข้าไปครอบครองในหัวเมืองประเทศราชและหัวเมืองชั้นนอกต่าง ๆ ในอดีตจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นกรณีของการเป็น อาณานิคมภายใน ซึ่งทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นรู้สึกต่อต้านและเรียกร้องความเท่าเทียมทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม แม้ในปัจจุบัน ความแตกต่างและการเรียกร้องเพื่อขอความเสมอภาคในภูมิภาคต่าง ๆ เช่นทางเหนือและอีสานจะถูกบูรณาการจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติไทยไปอย่างไม่มีปัญหาเท่ากับในระยะเริ่มแรกนัก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้ก็คงพอมองเห็นได้ว่า ความแตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์และความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ [Ethnicity] ที่ไม่เท่าเทียมกันนั้นนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงได้เช่นไร การมีมุมมองจากผู้ปกครองถูกนำไปอธิบายถึงประวัติศาสตร์เมืองแพร่เพียงมุมมองเดียวทำให้เกิดการต่อต้าน ปฏิกิริยานี้ก่อรูปมากขึ้นตามลำดับและส่งผลกระทบต่อสังคมเมืองแพร่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แม้จะมีการบูรณาการจากรัฐไทยทางสังคมวัฒนธรรม การศึกษา และการเมืองมาโดยตลอดเวลาในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาก็ตาม คนเมืองแพร่กำลังอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงซึ่งโหยหาอัตลักษณ์และการถวิลหาอดีต อันเป็นส่วนหนึ่งของกระแส ท้องถิ่นนิยม [Localism] ในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือทุกวันนี้ เมื่อพบว่าอดีตของพวกตนและเจ้าหลวงเมืองแพร่ถูกมองว่ามีความบกพร่องทางการเมืองในรัฐที่กำลังเปลี่ยนแปลงหัวเมืองประเทศราชให้กลายเป็นเพียงเมืองแห่งหนึ่ง ในสภาพสังคมของรัฐมีเป็นราชอาณาจักรเพียงหนึ่งเดียว ความเป็นท้องถิ่นนิยมหรือชุมชนนิยมในที่นี้ไม่ได้หมายตามคำนิยามของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องข้ามรัฐข้ามท้องถิ่นไปด้วยเสียทั้งหมด เพราะการกล่าวโดยสรุปว่ากระแสท้องถิ่นนิยมนั้นก็เหมือนกับกระแสชาตินิยมแต่เพียงย่อยให้มีขนาดเล็กลงมาและอาจทำให้เกิดผลร้าย เช่น การคลั่งท้องถิ่นหรือการใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้ที่ตนไม่เห็นชอบด้วยได้ หากความเป็น “ท้องถิ่นนิยม” และกระบวนการที่เป็นการศึกษาชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน สามารถเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมืองได้เช่นกัน ผู้คนจำนวนมากที่มีสังคมวัฒนธรรมอันหลากหลายและแตกต่างกันจึงพยายามสร้างเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ [Ethnic Identity] ขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางสังคมประเทศไทยที่เน้นศูนย์รวมความเป็นเชื้อชาติ “ไทย” เน้นวัฒนธรรมแบบศูนย์กลาง และการปกครองที่รวมศูนย์ ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในท้องถิ่นเติบโตและพัฒนาไปในแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานดั้งเดิมของตนเองอย่างที่ควรจะเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในเมืองแพร่และความเป็นคนไทยที่รัฐส่วนกลางพยายามสร้างขึ้น ลักษณะเช่นนี้อยู่ในภาวะ ชาติพันธุ์สัมพันธ์ [Ethnicity] ซึ่งเป็นนิยามที่อธิบายลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในยุคสมัยที่เกิดระบบรัฐสมัยใหม่หรือรัฐชาติ [Modern state/Nation state] แล้ว โดยเฉพาะหลังช่วงยุคที่ตะวันตกแสวงหาอาณานิคม ในขณะที่มีการพัฒนาระบบการค้าและระบบทุนแพร่กระจายไปทั่วโลก ในลักษณะที่เป็นโลกาภิวัตน์ที่มาพร้อมกับอำนาจทางการเมืองที่ต้องการแสวงหาทุนและกำไรในทางการค้าในสมัยยุคอาณานิคม การเข้าไปเป็นเจ้าอาณานิคมก็ทำให้เกิดความชัดเจนของพรมแดนมากขึ้นตามลำดับ เกิดการแบ่งแยกพื้นที่ของรัฐที่แน่นอนมากขึ้นจนกลายเป็นประเทศต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน รัฐสมัยใหม่โดยทั่วไปมักจะใช้อำนาจความชอบธรรมอ้างความเป็นตัวแทนของความเป็นชาติ โดยรวมเอาประชาชนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน แต่กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ต้องการอยู่ด้วยกันบนพื้นฐานของความเท่าเทียม หรือไม่ก็หาหนทางเพื่อเป็นตัวของตัวเองหรือปกครองตนเอง บางครั้งก็เป็นการเรียกร้องเพื่อแบ่งแยกทางการเมืองเพื่อแยกออกมาเป็นรัฐชาติอิสระของตน ภายใต้สภาพเช่นนี้ กลุ่มทางชาติพันธุ์ [Ethnic group] จึงก่อตัวขึ้นโดยผู้คนซึ่งอ้างหรือแสดงอัตลักษณ์ความเป็นกลุ่มคนชาติหนึ่ง แต่ต้องอาศัยอยู่ในรัฐชาติอื่นนั่นเอง แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของผู้ใด และไม่เคยตระหนักในเรื่องการแสวงหาอัตลักษณ์ของชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์ในทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา หรือการเมือง คุณค่าทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะของการต่อต้านกลุ่มเจ้าอาณานิคม ทำให้ไม่คุ้นเคยหรือพยายามศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หรือ Ethnicity นัก แต่ในทางตรงกันข้าม วัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มการเมืองผู้ปกครองจากส่วนกลางก็เข้าไปครอบงำ และมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมย่อยในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งก็เป็นการใช้อำนาจเข้าไปครอบครองในหัวเมืองประเทศราชและหัวเมืองชั้นนอกต่าง ๆ ในอดีตจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นกรณีของการเป็น อาณานิคมภายใน ซึ่งทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นรู้สึกต่อต้านและเรียกร้องความเท่าเทียมทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม แม้ในปัจจุบัน ความแตกต่างและการเรียกร้องเพื่อขอความเสมอภาคในภูมิภาคต่าง ๆ เช่นทางเหนือและอีสานจะถูกบูรณาการจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติไทยไปอย่างไม่มีปัญหาเท่ากับในระยะเริ่มแรกนัก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้ก็คงพอมองเห็นได้ว่า ความแตกต่างของกลุ่มชาติพันธุ์และความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ [Ethnicity] ที่ไม่เท่าเทียมกันนั้นนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงได้เช่นไร การมีมุมมองจากผู้ปกครองถูกนำไปอธิบายถึงประวัติศาสตร์เมืองแพร่เพียงมุมมองเดียวทำให้เกิดการต่อต้าน ปฏิกิริยานี้ก่อรูปมากขึ้นตามลำดับและส่งผลกระทบต่อสังคมเมืองแพร่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แม้จะมีการบูรณาการจากรัฐไทยทางสังคมวัฒนธรรม การศึกษา และการเมืองมาโดยตลอดเวลาในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาก็ตาม เจ้าพิริยะเทพวงศ์ฯ ผู้นิราศเมืองแพร่ท่ามกลางทหารกองเกียรติยศ โดย เสรี ชมภูมิ่ง “....ชาวเมืองแพร่จำนวนมากเชื่อว่าเจ้าหลวงพิริยะฯ เป็นกบฏจริง แต่ไม่ได้หลบหนีออกจากเมืองแพร่แต่อย่างใด การจากไปของท่านเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ มีขบวนนำส่งจนพ้นเขตจังหวัดแพร่ เรื่องราวเหล่านี้เป็นการบอกเล่าของผู้ที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น เช่น แม่เจ้าพลอยเก้า อุตรพงษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลาวสาว แท้ ๆ ของเจ้าหลวงพิริยะฯ แม่เจ้าพลอยแก้วเป็นลูกสาวของเจ้ากาบคำ ธิดาคนหนึ่งของเจ้าหลวง เจ้ากาบคำเป็นน้องสาวเจ้าอินทรแปลง บิดาของยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธ์ สมัยที่เงี้ยวปล้น แม่เจ้าพลอยแก้วก็เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว รู้เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างดี ว่าพวกเจ้าหลวงคงจะร่วมมือกับพวกเงี้ยวแน่นอน เพราะคืนก่อนที่เงี้ยวจะเข้าปล้นเมืองนั้น เจ้าหลวงได้ให้คนไปรับท่านจากจวนของพระยาไชยบูรณ์ให้กลับไปที่คุ้ม เพราะพระยาไชยบูรณ์และคุณหญิงมักจะขอเจ้าพลอยแก้วไปค้างคืนอยู่ด้วยที่คุ้มเป็นประจำ พอรุ่งเช้าเหตุการณ์จลาจลก็เกิดขึ้น จากนั้นทางกรุงเทพฯ ก็ได้ส่งพระยาสุรศักดิ์มนตรีเข้ามาปราบพวกเงี้ยวแล้วจับพวกที่สมรู้ร่วมคิดไปยิงเป้า แต่เจ้าหลวงก็ไม่ยอมหนีไป สุดท้ายจึงใช้วิธีเชิญออกจากเมือง ผู้เล่าท่านที่สอง คือ พ่ออ่อง เล่าว่าพ่อของท่านเป็นทหารสังกัดกองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีที่ยกทัพมาปราบกบฏเงี้ยว ต่อมาก็ได้ภรรยาที่บ้านมหาโพธิ์และก็มีพ่ออ่องขึ้นมา แม่ของพ่ออ่องก็ได้เล่าให้พ่ออ่องฟังว่า การหลบหนีของเจ้าเมืองแพร่นั้นไม่เป็นความจริงอย่างที่ใคร ๆ เชื่อกัน วันที่เจ้าหลวงเสด็จออกจากเมืองแพร่นั้น แม่ของพ่ออ่องได้ตามไปดูด้วย ท่านเล่าว่าเจ้าหลวงได้เดินคู่กับเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีออกไป และได้รับการเคารพจากกองทหารด้วย ท่านที่สามเป็นลูกชายคนโตของขุนอนุกูลราชกิจ คือ นายวงศ์ ชมภูมิ่ง ขุนอนุกูลราชกิจซึ่งเป็นพ่อของท่านเล่าให้ฟังว่า ในขณะนั้นบรรดาเจ้าหลวงหรือเจ้าผู้ครองเมืองทางเหนือกำลังถูกลิดรอนสิทธิ์ต่าง ๆ จากทางรัฐบาลจนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าหลวงเมืองแพร่นั้นดูจะออกหน้ากว่าเพื่อน อาจจะเป็นเพราะเจ้าหลวงมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นญาติวงศ์กับเจ้าฟ้าเชียงตุง พวกเงี้ยวหรือไทใหญ่ที่เข้ามาก่อการจลาจลในครั้งนั้นก็คิดว่าน่าจะมาจากเชียงตุงที่ได้เข้ามาอยู่ในเมืองแพร่ก่อนแล้วในการอุปถัมภ์ของเจ้าหลวง โดยได้ตั้งเป็นกองตระเวน ทำเป็นขุดหาพลอยอยู่ที่บ่อแก้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอเด่นชัย สาเหตุการเกิดกบฏขึ้นน่าจะมาจากรัฐได้สั่งให้พระยาไชยบูรณ์ซึ่งเป็นข้าหลวงเร่งรัดเก็บภาษีจากราษฎรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว คนละ ๔ บาทต่อปี ซึ่งในขณะนั้นคงเป็นเงินจำนวนไม่น้อย เจ้าหลวงได้พบและเจรจากับพระยาไชยบูรณ์ ขอให้ขยายเวลาไปอีกระยะหนึ่ง เพราะขณะนั้นเศรษฐกิจเมืองแพร่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากข้าหลวง จึงเกิดการกบฏขึ้น ซึ่งต่อมาพระยาสุรศักดิ์มนตรีก็ถูกส่งมาจากกรุงเทพฯ เพื่อทำการปราบปราม แต่ท่านก็ได้วางแผนให้เจ้าหลวงหลบหนีไปจากเมืองแพร่เพื่อให้พ้นอาญาแผ่นดิน ที่ท่านทำเช่นนี้มีบางท่านอธิบายไว้ว่า น่าจะเป็นเพราะนโยบายจากทางรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากกรุงเทพฯ ที่คงเกรงว่าถ้าต้องเอาโทษกับเจ้าหลวง อาจจะเกิดการกระทบกระเทือน และเกิดการแทรกแซงจากต่างชาติ ที่จ้องจะเข้ามาหาผลประโยชน์ ถึงกระนั้นเจ้าหลวงก็ไม่ได้หลบหนีไปแต่อย่างใด จนสุดท้ายพระยาสุรศักดิ์มนตรีต้องยอมเจรจาให้เจ้าหลวงออกไปจากเมือง และจัดให้ไปอย่างสมเกียรติ ซึ่งก็ได้มีผู้เล่าอีกว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นความลับ จึงไม่มีหนังสือเล่มไหนหรือมีใครบันทึกอะไรไว้เลย” ต่อมาเมื่อกลุ่มลูกหลานเมืองแพร่จัดกิจกรรมโครงการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพชุมชนในเขตกำแพงเมืองแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งในงานนี้เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า มีคนกลุ่มหนึ่งในเมืองแพร่เชื่อว่าเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ไม่ได้เป็นกบฏ โดยนายรัตน์ วังซ้าย ซึ่งเป็นลูกหลานของเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่คนหนึ่ง เมื่อลุงรัตน์เสนอเรื่องราวของเจ้าหลวงจากประสบการบอกเล่าโดยตรงจากคนรุ่นนั้น จึงมีคนเชื่อถือจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นลูกหลานของเจ้าหลวง และบทความเรื่อง “เจ้าหลวงไม่ได้เป็นกบฏ” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ก็กลายเป็นบทความที่ถูกคัดลอกต่อ ๆ กัน และเป็นเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการในการสัมภาษณ์นายรัตน์ วังซ้าย ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ได้กล่าวว่าเมื่ออายุประมาณ ๓๐ ปีเศษ เจ้าแสงแก้ว มารดาได้บอกความลับนี้เมื่ออายุ ๗๗ ย่าง ๗๘ ปี และห้ามว่าอย่าบอกใคร เพราะกลัวจะโดนอาถรรพณ์เหมือนพ่อ แต่ท่านกลัวเรื่องนี้จะตายไปกับตัว เจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้านครแพร่ เจ้าหลวงแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ (ยุวดี มณีกุล, กรุงเทพธุรกิจ, ๓ เมษายน ๒๕๔๖.) ชายชราวัย ๗๘ ปี ผู้คงบุคลิกกระฉับกระเฉงและมีความทรงจำแจ่มชัด นั่งอยู่เบื้องหน้าคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งแกเชื่อเหลือเกินว่าคนเหล่านี้ 'ถูกเลือก'ให้เป็นผู้เปิดเผยความลับสำคัญของตระกูล และเป็นความลับสำคัญของแผ่นดิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นความลับที่คุณลุงรัตน์ วังซ้าย ทายาทคนสุดท้องในบรรดา ๑๒ คนของเจ้าน้อยหมวก (บุตรของเจ้าวังซ้าย) และเจ้าแสงแก้ว เก็บงำมาตลอดเพราะหวั่นอาถรรพณ์น้ำสาบานที่พระมหากษัตริย์รับสั่งให้ผู้รู้ความดื่มร่วมกัน สยามประเทศยุคนั้นมีผู้ร่วมดื่มน้ำสาบานและรู้ความลับนี้เพียง ๘ คน ยังสัญญาใจที่มารดากำชับไม่ให้บอกใคร จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม แม้แกไม่ใช่ผู้ร่วมดื่มน้ำสาบานโดยตรง แต่อาถรรพณ์ที่เกิดกับบุพการีเป็นประจักษ์ อย่างไรก็ตามในวัยขนาดนี้แกไม่กลัวความตายอีกแล้ว ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๖ คือเวลาเหมาะสมที่ชายชราเมืองแพร่ตัดสินใจเผยความลับนั้น ก่อนที่สังขารจะพรากความทรงจำไป "เจ้าหลวงเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ" "ท่านเป็นคนทันสมัย ท่านอยากพัฒนาเมืองแพร่ให้เจริญ ตอนแรกท่านไม่รู้หนังสือภาษาไทย เขียนได้แต่ภาษาพื้นเมือง แต่ท่านคุ้นเคยใกล้ชิดกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ท่านก็พาเจ้าหลวงไปเรียนภาษาไทยที่พระนคร เรียนรู้ระบบการปกครองแบบใหม่จนท่านเห็นดีงาม สมัยนั้นรัชกาลที่ ๕ เริ่มเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล เลิกระบบเจ้าหลวง มีแต่ข้าหลวงไปทำงาน เจ้าหลวงท่านเต็มใจทำตามรับสั่งนี้ ยอมสละยศตำแหน่งทุกอย่างเพื่อความเจริญของบ้านเมือง" "เรื่องกบฏเงี้ยวเกิดเพราะอังกฤษกับฝรั่งเศสต้องการเฉือนแผ่นดินสยาม อังกฤษเฉือนภาคใต้กับอีสาน แล้วสมคบจะมาเอาทางเหนือจากเชียงรายไปสุดเขตแดนพม่า ภาคอีสานก็ข้ามโขงมาสมคบตั้งกองบัญชาการที่หลวงพระบาง สองชาตินี้หาเรื่อง ใช้วิธีหมาป่ากับลูกแกะ" "หลังเจ้าหลวงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ ๕ ก็ส่งเจ้าหน้าที่จากบางกอก คือพระยาไชยบูรณ์ ในนามข้าหลวงประจำจังหวัดมาฝึกงานให้ แล้วในปีหนึ่ง ๆ จะมีการตรวจเงินแผ่นดิน วันหนึ่งปรากฏว่าเขาเปิดประตูเซฟบนศาลากลางจังหวัดปรากฏว่าเงินขาดไป ๕๕,๐๐๐ บาท คนตรวจก็สั่งอายัดตัวเจ้าหลวงไปขัง เป็นเหตุให้อังกฤษเห็นเป็นช่องทางจะมาบังคับเรา ตอนหลังลูกหลานก็หาเงินมาใช้ให้ เจ้าหลวงจึงถูกปล่อยตัว คนแพร่โกรธกันมากเพราะเป็นการลงโทษโดยไม่ฟังความใด ๆ" "อังกฤษเอาปมนี้เป็นเหตุทำให้คนแตกสามัคคี เพราะคนเมืองแพร่ทั้งหมดเกลียดคนกรุงเทพฯ อังกฤษส่งเงี้ยวชื่อพะกาหม่องมาเกลี้ยกล่อมเจ้าหลวงว่าท่านโดนรังแก อังกฤษจะช่วยยึดแผ่นดินคืนให้ จะให้เงี้ยวมาก่อการกบฏ สมัยนั้นเงี้ยวอยู่ในความปกครองของอังกฤษ เพราะเป็นลูกจ้างทำไม้ให้ มีการตกลงกันว่าจะไม่ให้เจ้าหลวงเดือดร้อน เสบียง อาวุธ จะหามาเองทั้งหมด แผนของอังกฤษคือจะให้เราฆ่าเงี้ยวแล้วเรียกค่าเสียหาย" "แต่เจ้าหลวงรายงานให้รัชกาลที่ 5 ทรงทราบ ท่านก็เรียกเจ้าหลวงไปพบ แล้วท่านก็สั่งเจ้าหลวงให้ยอมรับเงื่อนไขของอังกฤษ เป็นแผนซ้อนแผน บอกให้เจ้าหลวงยอมเป็นกบฏ เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างปราบเงี้ยว เพราะถ้าไม่ยอมรับเป็นกบฏก็ไม่มีเหตุปราบ" "พอตกลงกันดีแล้ว เจ้าหลวงกลับมาบอกอังกฤษขอเวลาสามเดือน อ้างว่าจะต้องตรวจสอบกำลัง ที่จริงก็เพื่อในหลวงจะได้เตรียมจัดกำลังสำรอง" "ข้อตกลงร่วมกันในการก่อกบฏ อังกฤษมีข้อแม้ว่าจะไม่ทำอันตรายชีวิตและทรัพย์สินของคนเมือง จะทำเฉพาะคนไทยจากเมืองใต้ เจ้าหลวงเสนอกลับไปว่าตกลง แต่เพิ่มอีกข้อว่าห้ามฆ่าผู้หญิงกับเด็กไทยที่มาฝึกงาน ห้ามฆ่าตำรวจ ก่อนเงี้ยวปล้น คืนนั้นไม่ได้นอนกันทั้งคืนเพราะเตรียมรับมือ เจ้าหลวงก็วางแผนจัดกำลังไปซ่อนในป่า แล้วรัชกาลที่ ๕ ท่านบอกให้จัดคนที่ไว้ใจได้ประมาณ ๕-๖ คนมาร่วมงาน ให้ปิดเป็นความลับ หากความลับรั่วไหล เหตุจะอ้างว่าปราบเงี้ยวเพราะเป็นกบฏจะไม่เป็นผล" "เจ้าหลวงท่านรับเป็นกบฏ แต่รัชกาลที่ ๕ ไม่ค่อยไว้ใจ ท่านให้เจ้าหลวงดื่มน้ำสาบานว่าไม่คิดคดทรยศ และให้นำน้ำสาบานนี้ติดตัวมาเมืองแพร่ด้วย ให้ทุกคนที่รู้เรื่องร่วมดื่ม แล้วกำชับว่าถ้าหากคนเหล่านี้ถูกจับไปข่มขู่ถึงตายก็ให้ยอมตาย ถ้าไม่ทำตามนี้หรือไปบอกใคร ขอให้ตายด้วยคมหอกคมดาบ คมเขี้ยวคมงา" "เจ้าหลวงรับคำมาปรึกษากับเจ้าราชบุตร หรือบุตรเขยของท่าน ตกลงกันว่าจะเอาเจ้าวังซ้ายมาร่วมงานด้วย เรียกเจ้าวังซ้ายมาบอกว่าถ้าจะร่วมงานต้องดื่มน้ำสาบาน ถึงตอนนี้มีคนรู้แผนนี้ ๖ คน ที่กรุงเทพฯ มี ๓ คน คือ รัชกาลที่ ๕ กรมดำรงราชานุภาพ และกรมหมื่นพิชิตปรีชากร ที่แพร่มี ๓ คน คือ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าราชบุตร ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่าน และเจ้าวังซ้าย "อังกฤษบอกให้เจ้าหลวงอยู่เฉย ๆ ไม่เอาอาวุธด้วย แต่ขอกำลังคนเมืองแพร่ เจ้าหลวงเลยหารือว่าให้เอาชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธไปซ่อนในป่า ป้องกันไม่ให้เงี้ยวมาขอกำลังเสริม ท่านก็หารือกันว่าต้องมีคนคุมกำลังในป่า เจ้าวังซ้ายเสนอชื่อไปว่ามีสองคนคือไม่ลูกก็เมีย ในที่สุดท่านเลือกลูก คือเจ้าน้อยหมวกมาคุมกำลังรบ เจ้าน้อยหมวกนี้คือพ่อของผมเอง ท่านก็เรียกเจ้าน้อยหมวกไปดื่มน้ำสาบาน" "เจ้าน้อยหมวกคิดเรื่องคนดูแลเสบียง เลยเลือกเมียคือเจ้าแสงแก้ว ก็กลับมาบอกสามคนแรกว่าได้ปรึกษาเมียแล้ว เขายอม ทางนี้จะยอมไหม เลยเรียกเจ้าแสงแก้วมาดื่มน้ำสาบานอีกที ตอนนี้มีคนรู้ความลับทั้งหมด ๘ คน" "แต่การบอกเมียถือเป็นการเปิดเผยความลับแม้จะไม่ตั้งใจ พ่อผมเลยโดนอาถรรพณ์เป็นคนแรก คือพอแม่คลอดผมได้เพียง ๘ เดือน พ่อก็ถูกช้างเหยียบตาย ทั้งที่พ่อเป็นผู้เชี่ยวชาญการจับช้างตกมัน พ่อยังบอกว่ากลัวควายมากกว่าช้าง" "เจ้าแสงแก้วรวบรวมลูกเมียข้าราชการไทยมาไว้ที่คุ้มของเจ้าวังซ้าย ซ่อนไว้บนเพดาน คืนนั้นก็เกณฑ์คนกับอาวุธมาเก็บไว้ในคุ้ม ป้องกันไม่ให้ทั้งสู้เงี้ยวและสู้ไทย ประมาณตีสองตีสาม เจ้าแสงแก้วจัดคนไปบ้านข้าราชการไทย เอาผู้หญิงที่เคยรับใช้บ้านข้าราชการมาเพื่อให้คนไทยเมืองใต้ไว้ใจ แต่มีจำนวนหนึ่งไม่มาเพราะพวกนี้ไม่ค่อยชอบเจ้าหลวง พวกที่มาก็เป็นห่วงสามียอมตายด้วยกัน" "พอเงี้ยวปล้นโรงพัก ปล้นไปรษณีย์ ยึดศาลากลางจังหวัด ก็ยึดได้สบายเพราะไม่มีการต่อต้าน พวกเงี้ยวออกสำรวจทุกบ้านว่ามีคนไทยเท่าไร จะจับมาฆ่าให้หมด" "จนไปถึงบ้านเจ้าวังซ้าย ซึ่งเจ้าแสงแก้วกำลังทำกับข้าวให้คนไทยที่หลบซ่อนตัวอยู่ มันก็ถามว่าทำให้ใครกินมากมาย แม่ผมบอกว่าตอนแรกก็ตกใจ แต่ทำใจดีสู้เสือ เพราะมันจะขอค้นว่ามีคนไทยไหม แม่บอกค้นไม่ได้ เจ้าหลวงกับเจ้าวังซ้ายสั่งห้ามค้น แล้วแม่ก็พูดไปว่าทำอาหารให้พวกสูกินนั่นละ เจ้าหลวงให้ทำ ถ้าพวกสูเสร็จธุระให้ไปรอที่ศาลากลางเดี๋ยวเอาไปให้ แล้วแม่ก็เรียกกำลังออกมา แกล้งพูดว่าจะเลี้ยงอาหารแล้วมันยังมาข่มขู่ ถ้าจะค้นบ้านก็ให้จัดการสู้กัน เงี้ยวฟังแล้วจึงยอมไป เจ้าแสงแก้วรีบส่งคนไปบอกเจ้าหลวง ท่านบอกให้ทำอาหารเพิ่มแล้วเอาไปเลี้ยงมันอย่างที่บอก" "ในเอกสารจดหมายเหตุที่ว่ามีการส่งเสบียงให้พวกเงี้ยว สาเหตุที่แท้จริงเป็นอย่างนี้" "ปรากฏว่าพวกเงี้ยวฆ่าผู้หญิงกับเด็กคนไทยที่ไม่ได้มาอยู่กับเรา เจ้าหลวงโกรธมาก เรียกหัวหน้าเงี้ยวมาคุย ชื่อพะกาหม่อง มาบอกว่าผิดสัญญา ท่านก็มีกำลังอยู่นะ พะกาหม่องขอโทษขอโพย พอรู้ว่าเจ้าหลวงพูดว่ามีกำลังก็เริ่มกลัว มันเลยเรียกเจ้าหลวงกับเจ้าวังซ้ายไปทำสัญญาร่วมรบกัน บอกเจ้าหลวงว่าถ้าเราทำตามที่ตกลงก็จะไม่มีอะไร แต่ถ้าเจ้าหลวงเอากำลังมาสู้เมื่อไร เงี้ยวจะเอาสัญญานี้ไปแฉให้รัชกาลที่ ๕ ทรงทราบ ซึ่งเจ้าหลวงได้บอกกับรัชกาลที่ ๕ ว่าเงี้ยวบังคับทำ จำเป็นต้องทำ รัชกาลที่ ๕ ก็รู้" "หลายวันต่อมากรุงเทพฯ ส่งกำลังมาปราบกบฏ โดยที่ได้เตรียมกำลังแถวอุตรดิตถ์ พิษณุโลก ไว้แล้ว จึงปราบได้ภายใน ๓-๔ วัน" "รัชกาลที่ ๕ เอาประกาศนียบัตรกบฏของเจ้าหลวงไปอ้างกับอังกฤษ ตามกฎแล้วผู้เป็นกบฏต้องถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร แต่มีการช่วยเหลือทางลับ คือรัชกาลที่ ๕ สั่งแม่ทัพว่าห้ามตั้งข้อหากับเจ้าหลวงและลูกหลานว่าเป็นกบฏ แต่ไม่บอกเหตุผล ท่านยังกำชับว่าการพิจารณาโทษกบฏต้องส่งเรื่องให้ท่านสั่งการเอง แล้วท่านยังให้นำลูกหลานของเจ้าหลวงไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ในบรรดานี้มีคนสกุลศรุตานนท์ด้วย" "ในสัญญาที่อังกฤษทำกับเจ้าหลวงระบุว่าถ้าทำการกบฏไม่สำเร็จจะพาเจ้าหลวงหนีไปที่กองบัญชาการใหญ่ของเงี้ยวที่หลวงพระบาง เมืองลาว ถ้าเจ้าหลวงไม่ยอมเป็นกบฏก็คงได้ตำแหน่งนายพล เพราะว่าตอนหลังเจ้าหลวงทางตอนเหนือได้เป็นนายพลกันหมดทุกคน" "รัชกาลที่ ๕ ตอบแทนเจ้าหลวงในทางลับ นอกจากนี้ท่านยังเลี่ยงอาญาให้คนคุมตัวเจ้าหลวงไปส่งนอกประเทศ คือหลวงพระบาง ซึ่งนี่ก็เป็นแผนอีกข้อหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ต้องการให้เจ้าราชบุตรผูกสัมพันธ์กับเงี้ยว เพื่อเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างเจ้าหลวงกับรัชกาลที่ 5 ท่านให้เจ้าราชบุตรเอาเงินเดือนไปจ่ายให้เจ้าหลวงทุกเดือน แต่เป็นในนามว่าเจ้าราชบุตรเอาเงินไปให้พ่อตาใช้" "อยู่ทางโน้นเจ้าหลวงก็ทำบันทึกใส่สมองเจ้าราชบุตรกลับมารายงานรัชกาลที่ ๕ เพราะรัชกาลที่ ๕ กำชับว่าอย่าบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เจ้าหลวงคอยรายงานแผนการของเงี้ยวที่จะพยายามไปเกลี้ยกล่อมเจ้าหลวงล้านนาอื่น ๆ พอรู้ข่าวก่อนว่าจะไปจังหวัดไหนก็เตรียมการรับทัน ทำให้ไม่มีเหตุการณ์เงี้ยวกบฏได้สำเร็จ และเจ้าหลวงจังหวัดอื่น ๆ ก็ได้เป็นนายพล" "ผมยังมีหลักฐานบันทึกของพันตำรวจเอกชาวฝรั่งชื่อ พ.ต.อ.พระแผลงสะท้าน หรือ C.N Springer เขาแปลกใจว่าทำไมเห็นเจ้าหลวงเดินจากคุ้มหนีออกไปทางประตูศรีชุมคนเดียว บันทึกนี้ลูกของตำรวจฝรั่งผู้นี้เอามาให้ผม เป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนป่าไม้ ชื่อ อ.เทิด สุขปรีชากร" "ตัวผมเองยังมีปืนสำคัญ ๒ กระบอกที่ ร.ต.ตาดกับภรรยาคือนางคำใช้ยิงต่อสู้กับพวกเงี้ยวจนตัวตาย เดี๋ยวนี้ทางจังหวัดก็ทำประตูตาดคำเป็นอนุสรณ์ให้ท่าน ปืนนี้เป็นมรดกตกทอดมาถึงผม และผมก็ได้ส่งมอบให้กับผู้ว่าฯ เพราะทราบมาว่าท่านมีโครงการบูรณะคุ้มเจ้าหลวงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ผมจึงอยากมอบเป็นสมบัติของส่วนรวม" "เรื่องปืนนี่ก็มีที่มาเบื้องลึก เพราะเจ้าหลวงท่านขอให้ไม่ฆ่าตำรวจ แต่ท่านรู้นิสัยของ ร.ต.ตาด ว่าจะไม่ยอมหนี ปืนยาวนี้เจ้าหลวงมอบให้เจ้าวังซ้าย แล้วเจ้าวังซ้ายทำทีมามอบให้ ร.ต.ตาด ไว้ป้องกันตัว แต่จะบอกตรง ๆ ไม่ได้ เลยบอกว่าปืนเสียให้ ร.ต.ตาด ช่วยซ่อมและให้ทดลองยิงดูจนแน่ใจว่าใช้การได้แล้ว คือให้กระสุนมาอีกเป็นย่าม ร.ต.ตาดก็ได้ใช้ปืนยาวนี้สู้เงี้ยว แล้วเอาปืนสั้นของตัวเองให้นางคำไว้ป้องกันตัว ในที่สุดเงี้ยวยิงถูก ร.ต.ตาด ตาย นางคำวิ่งหนีก็ถูกเงี้ยวไล่เอาดาบฟันตาย" "ตามเอกสารจดหมายเหตุบอกว่าพระยาไชยบูรณ์ที่เป็นข้าหลวงวิ่งไปหาเจ้าหลวงให้ช่วย แต่เจ้าหลวงช่วยไม่ได้ ความจริงก็คือเจ้าหลวงส่งตัวลงเรือไปฝากไว้ที่บ้านกำนันบ้านร่องกาศ กลางคืนนอนบนบ้าน กลางวันลงไปซ่อนในป่า จนเงี้ยวประกาศล่าตัวให้ค่าหัว ๔๐ บาท นายวงศ์คนบ้านร่องกาศไปพบโดยบังเอิญเลยแจ้งพวกเงี้ยว พระยาไชยบูรณ์เลยถูกจับตัว ไปตัดหัวที่บ้านร่องคาว ...” บทความดังกล่าวกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองแพร่ในหมู่ผู้นิยมศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นเอง เพราะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากบุคคลที่ได้รับการนับถือเป็นอย่างยิ่งในเมืองแพร่คนหนึ่ง และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ชาวเมืองแพร่หลายท่านเชื่อบทความและเรื่องเล่าของนายรัตน์ วังซ้าย มากกว่า และสิ่งเหล่านี้ถูกบอกเล่าปากต่อปากสู่กันฟังในเมืองแพร่ จนกลายเป็นความเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบทใหม่ โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองผู้มีเชื้อสายเจ้านายเก่าในเมืองแพร่ และผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์บาดแผลของตนเอง อันเป็นปฏิกิริยาตอบโต้การเขียนประวัติศาสตร์ของรัฐอย่างชัดเจน และถูกนำมาตอกย้ำเรื่องราวของเจ้าหลวงไม่ได้เป็นกบฏอีกหลายครั้งในงานประชุมหรืองานชุมนุมต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าเป็นความจริงของผู้เล่าก่อนที่จะสิ้นใจ เจ้าราชวงศ์นครแพร่ รับเสด็จสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่วัดพระธาตุลำปางหลวง พ.ศ.๒๔๔๓ อาจารย์ผู้ศึกษาเรื่องราวของท้องถิ่นท่านหนึ่งกล่าวว่า “การเกิดเหตุกบฏเงี้ยวเพราะรัฐบาลทางกรุงเทพฯ ส่งข้าหลวงเข้ามาปกครองเมืองแพร่ คนแพร่และชนกลุ่มน้อย เช่น เงี้ยวที่ไม่สามารถรับข้อบังคับที่กดดันและเข้มงวดไหวจึงได้ลุกขึ้นต่อต้าน เชื่อว่าเจ้าหลวงน่าจะสนับสนุนให้เงี้ยวมาปล้น เพื่อที่ตนเองจะได้เป็นอิสระ มีอำนาจเหมือนเดิม เพราะเมื่อข้าหลวงจากภาคกลางเข้ามาปกครอง เจ้าหลวงก็ถูกลิดรอนอำนาจ แต่กระแสของคนในเมืองแพร่ก็มีบางกลุ่มที่เชื่อว่าเจ้าเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ เพราะเมื่อเจ้าหลวงจะไปอยู่ที่หลวงพระบางได้มีกองทหารส่งเสด็จ และเจ้าหลวงก็เดินคู่ไปกับเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี จึงทำให้เชื่อกันว่าถ้าเจ้าหลวงเป็นกบฏจริง ทำไมถึงต้องมีกองทหารส่งเสด็จ และสามารถเดินคู่ไปกับเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ เรื่องเล่าที่ว่าทางกรุงเทพฯ ได้รับแม่เจ้าบัวไหลไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ นั้นก็แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่เชื่อว่าเจ้าหลวงไม่ได้เป็นกบฏ หากเจ้าหลวงเป็นกบฏจริง ทำไมทางกรุงเทพฯ จึงรับแม่เจ้าบัวไหลไปอยู่ด้วย คนเมืองแพร่บางท่านเห็นว่าเป็นกุศโลบายของทางกรุงเทพฯ เพราะเมืองแพร่มีทรัพยากรที่สำคัญมาก คือ ไม้สักทอง ซึ่งเป็นที่ต้องการของต่างชาติ หากตัดสินประหารเจ้าเมืองแพร่ก็อาจจะทำให้ต่างชาติที่รออยู่สามารถเข้าแทรกแซงได้ง่าย จึงต้องการเอาใจเพื่อทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล ชาวเมืองบางท่านกล่าวว่า “ปัจจุบันมีการตื่นตัวกันมากในปัญหานี้ ทั้งหาข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ มาพิสูจน์ว่าเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ไม่ได้เป็นกบฏ ในกรณีของลุงรัตน์ที่เป็นลูกหลานของเจ้าหลวงนั้น เปิดเผยคำพูดที่ว่าท่านไม่ได้เป็นกบฏอย่างที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ เป็นการกู้ศักดิ์ศรีของเมืองแพร่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เพราะการเป็นกบฏลึก ๆ แล้วก็เหมือนกับเป็นการคิดไม่ดีกับประเทศชาติ และถ้ามีหลักฐานที่ว่าเจ้าหลวงไม่ได้เป็นกบฏก็คงจะทำให้เป็นศักดิ์ศรีของเมืองแพร่ถูกกู้กลับคืนได้” แต่ชาวบ้านบางคนคิดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างภาษา เพราะทางกรุงเทพฯ ต้องการกลืนชาติหรือต้องการรวมเอาเมืองแพร่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม “เจ้าหลวงท่านยังคงรักษาไว้ซึ่งภาษา แต่ก่อนทางในเมืองบังคับให้ท่านเรียนเขียนภาษาไทย แต่ท่านคิดว่าเมืองแพร่มีภาษาของตนเองอยู่แล้ว จึงมีความรู้สึกว่าเป็นการกลืนภาษาคือกลืนชาติ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหา โดยขณะนั้นก็มีปัญหาเรื่องเงี้ยวกบฏเมืองแพร่ขึ้นมา เพราะเงี้ยวได้สัมปทานป่าไม้ และถ้ามีปัญหากับเงี้ยวจะไม่สามารถเอาผิดได้ ต้องไปขึ้นศาลที่อังกฤษเพราะเป็นเมืองขึ้นอยู่ จึงเอาเรื่องกบฏเงี้ยวเมืองแพร่มาเป็นข้อพิพาท” จากความรู้สึกของคนที่เป็นลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าหลวง ที่ประวัติศาสตร์ถือว่าท่านเป็นกบฏนั้น “เมื่อก่อนไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าตนเป็นลูกหลาน เพราะมีความรู้สึกว่า อดีตหรือประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่คลุมเครือ เพราะประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้แล้วว่าเจ้าหลวงที่เป็นบรรพบุรุษของเรานั้นเป็นกบฏ แต่ในปัจจุบันก็ได้มีลูกหลานหรือคนที่อยู่ในเหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่นำเรื่องราวของตนมาตีแผ่ให้ลูกหลานได้รับรู้ จึงทำให้ลูกหลานในปัจจุบันมีความรู้สึกที่ดีขึ้น เมื่อเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนไม่ได้เป็นกบฏ เพราะอย่างไรเสียประวัติศาสตร์ก็บอกไว้ว่าเจ้าหลวงเป็นกบฏ เพียงแค่ชาวแพร่มีความรู้สึกว่าเจ้าหลวงพิริยะฯ ไม่ได้เป็นกบฏก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่ใช่คนเมืองแพร่ทั้งหมดที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกับปรากฏการณ์ความเชื่อถือในข้อมูลเรื่องเจ้าหลวงเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏดังคำสัมภาษณ์ของนายรัตน์ วังซ้าย แต่ก็มีอีกหลายคนที่เห็นว่า “เรื่องราวของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ไม่ค่อยมีผลกระทบกับคนที่นี่เท่าไหร่ แต่จะมีคำถามอยู่ในใจเท่านั้นว่า ทำไมเมืองแพร่ถึงไม่มีนามสกุล ณ แพร่ เพราะเมืองอื่นที่มีเชื้อสายของเจ้าก็มีกันหมด ผลกระทบที่ว่าเจ้าหลวงเป็นกบฏเงี้ยวน่าจะมีผลกับลูกหลานของเจ้าหลวงมากกว่า ภาพรวมที่มองหรือความรู้สึกของคนทางเหนือก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแค่มีความรู้สึกที่ว่า ณ แพร่ หายไปไหนเท่านั้น ในขณะนั้นทางกรุงเทพฯ ได้ส่งข้าหลวง คือพระยาไชยบูรณ์มาปกครองเมืองแพร่ คนภาคกลางจึงเข้ามากันเยอะ มีหลายคนที่เป็นลูกหลานของข้าราชการจากภาคกลางที่แต่งงานกับสาวชาวเมืองแพร่และกลายเป็นคนแพร่ไปในที่สุด จึงไม่ได้รู้สึกมากมายกับเรื่องเจ้าหลวงนัก” เมื่อพระยาไชยบูรณ์หนีไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าพิริยะเทพวงศ์ฯ เจ้าหลวงเมืองแพร่ที่คุ้มแต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ข้อมูลจากกวี ศรีวิไจย โข้ ที่แต่ง ค่าวเรื่องประวัติเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ ในปีต่อมาหลังจากเกิดเหตุและเป็นบุคคลร่วมสมัยที่เห็นเหตุการณ์ก็ยืนยันว่า เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ไม่ได้ช่วยพระยาไชยบูรณ์ที่คิดจะสู้รบกับโจรแต่อย่างใด ทั้งยังบ่ายเบี่ยงและหนีหน้าหายไปจากคุ้มเจ้าหลวง ค่าวของศรีวิไจย โข้ เป็นเอกสารร่วมสมัยที่เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ประมาณหนึ่งปี กล่าวถึงเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ว่าไม่ช่วยเหลือพระยาไชยบูรณ์จริง ซึ่งก็มีข้อเท็จจริงตรงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ แต่ค่าวเรื่องนี้ผู้แต่งหนังสือ “เล่าเรื่องเมืองแพร่ในอดีต พระยาพิริยวิไชยอุดรวิไสยวิปผาระเดช บรมนฤเบศร์สยามมินทร์สุจริตภักดีฯ เจ้าหลวงผู้ครองนครเมืองแพร่” พระครูวิทิตพิพัฒนาภรณ์ (มนตรี ธมมฺเมธี) เห็นว่า ศรีวิไจย โข้ “แต่งโดยห่างความจริงและไม่ใคร่ครวญเหตุผลความเป็นไป ตอนท้ายซอค่าวยิ่งพูดทับถมหนักยิ่งขึ้น ” การที่กวีผู้นี้เป็นผู้มีชื่อเสียงมากทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ เป็นกบฏ กระบวนการทางสังคมในเมืองแพร่มีแนวโน้มเป็นไปในทาง “ท้องถิ่นนิยม” มากขึ้นในช่วงราวเกือบสิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองอย่างฉับพลัน และเป็นหัวเมืองประเทศราชแรกในล้านนาที่ถูกยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองใน พ.ศ. ๒๔๔๕ ทำให้เชื้อสาย “เจ้านาย” ในเมืองแพร่ต้องสิ้นสุดลง แต่สิ่งเหล่านี้มิได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านลุกลามไปในหมู่เจ้านายชั้นสูงในหัวเมืองเหนืออื่น ๆ หรือภายในกลุ่มชาวบ้านแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะกระบวนการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้หัวเมืองต่าง ๆ มีลักษณะไม่ต่างจากกระบวนการทำให้เป็นอาณานิคมของชาวตะวันตก เจ้าประเทศราชหัวเมืองต่าง ๆ มีกำลังหรืออิทธิพลในการต่อรองไม่มาก เพราะถูกบั่นทอนอำนาจในการจัดการบ้านเมืองแบบสมัยใหม่ที่รัฐสยามส่งคนและเครื่องมือในการจัดการการปกครองแบบใหม่เข้าสู่หัวเมืองเหล่านั้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ทำให้กลุ่มเจ้านายผู้ปกครองต้องทนอยู่ในภาวะจำยอม เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ สังคมในท้องถิ่นเองก็แบ่งกลุ่มคนของตนเองไว้เป็น ๒ ระดับ คือ เจ้านายหรือกลุ่มเชื้อสายเจ้านายของเมืองซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นสูงและมีสถานภาพกับชาวบ้านทั่วไปที่เป็นไพร่บ้านพลเมือง ทำมาหากินอยู่กับการเกษตรเพื่อเลี้ยงตนเอง และส่งผลิตผลหรือภาษีเพื่อสนับสนุนกลุ่มคนชั้นสูงและกิจการของบ้านเมือง ทำให้เกิดช่องว่างของกลุ่มคนที่จะเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่จากการทำไม้ที่ต้องใช้เงินทุน กลุ่มบริษัทต่างชาติจึงนำคนกลุ่มใหม่ที่เป็นพ่อค้าและผู้ชำนาญการเข้ามาสู่เมืองแพร่ ทั้งที่เป็นไทใหญ่ พม่า จีน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคนท้องถิ่น มีทั้งอิสระและความชำนาญในการติดต่อค้าขายคนกลุ่มต่าง ๆ มากกว่า ในภายหลังเจ้านายเมืองแพร่หลายตระกูลก็ปรับตัวให้เข้ากับระบบทุนเหล่านี้ และกลายเป็นกลุ่มผู้ทำการค้าหรือธุรกิจรับจ้างเหมากับบริษัทของชาวยุโรปเช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เข้ามาสู่เมืองแพร่ในฐานะผู้ชำนาญการ เมื่อสิ้นสุดระบบเจ้าหลวงผู้ครองนครไปแล้ว ส่วนชาวบ้านที่เป็นคนเมืองแพร่เกือบทั้งหมดไม่ได้เข้าสู่ระบบแรงงานในการทำไม้เมืองแพร่ในระยะแรกแต่อย่างใด และวิถีชีวิตก็แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจหลักของเมืองแพร่ในเรื่องไม้สักเลย จนถึงช่วงระยะหลังที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และบริษัทผู้รับเหมาสัมปทานของไทยเข้าไปทำไม้ แรงงานรับจ้างจากภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคอีสานจึงเข้ามา ส่วนชาวบ้านท้องถิ่นก็ลักลอบนำไม้สัมปทานออกมาขายเท่านั้น เศรษฐกิจภายในตัวเมืองแพร่จึงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่คนชั้นสูงได้รับจากการทำรับเหมาช่วง เช่น นำช้างไปรับลากไม้ออกจากป่า และกิจกรรมทำไม้ที่ต้องอาศัยขั้นตอนและแรงงานจำนวนมาก ผู้ที่สืบเชื้อสายเจ้านายในเมืองแพร่ที่ได้รับการศึกษาดีและสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่เป็นผู้บริหารในบริษัทของชาวยุโรปจึงมีฐานะดีเข้าขั้นเศรษฐีหลายคน และเป็นที่เล่าขานลือเลื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน หลักฐานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันคือบ้านเรือนจำนวนมากทั้งที่มีการบูรณะและทรุดโทรมลงแล้ว รวมถึงภาพถ่ายบ้านเรือนของคหบดีอีกหลายคนที่ถูกไฟไหม้หรือรื้อทิ้งไปแล้ว แสดงถึงฐานะอันมั่งคั่งของคนชั้นสูงที่ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่เก่าในยุคหนึ่งจากผลประโยชน์ในการทำสัมปทานป่าไม้ของบริษัทชาวยุโรปที่รุ่งเรืองในเมืองแพร่กว่าห้าสิบปี แต่ในปัจจุบันมรดกทรัพย์สินที่ถูกแบ่งและใช้จ่ายกันในกลุ่มสายตระกูลที่มีฐานะเหล่านี้ก็แทบจะไม่พบเห็นร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองหรือสืบต่อมากลายเป็นหลักฐานทางทรัพย์สมบัติหรือสร้างความเจริญให้บ้านเมืองอย่างมั่นคง นอกจากอาคารบ้านเรือนเก่า ๆ ที่ยังพอเห็นอยู่บ้าง รวมถึงผู้คนที่เริ่มย้ายออกจากเมืองด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทำให้เมืองแพร่ในปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่แทบจะไม่หลงเหลือกลุ่มคนชั้นสูงในอดีตที่อยู่อาศัยในเมืองเท่าใดนัก จนมาถึงวันนี้เมืองแพร่ที่เคยได้ชื่อว่ามีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในหัวเมืองเหนือต้องพบกับสภาพของป่าไม้ที่แทบไม่มีต้นไม้ใหญ่หลงเหลืออยู่ เหลือเพียงผลกระทบต่อชีวิตของชาวบ้านและสภาพแวดล้อมที่ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ในเร็ววัน คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกลายมาเป็นผู้มีบทบาททางการเมืองอย่างสูงในเมืองแพร่ทุกวันนี้ กลายเป็นกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่อพยพเข้ามา หลังจากเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่แล้ว และไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในกระบวนการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางในยุคเปลี่ยนจากเจ้าผู้ครองนครมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลแต่อย่างใด กลุ่มคนเหล่านี้ต้นตระกูลเริ่มต้นจากการเป็นแรงงานและพ่อค้า รวมถึงการประมวลเป็นเจ้าภาษีทำให้เป็นกลุ่มคนที่มีทุนสะสมมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ และสามารถเข้าถึงการประมูลระบบสัมปทานของรัฐในเรื่องต่าง ๆ จนกลายเป็นผู้มีฐานะทางการเงินและขยายอิทธิพลมาสู่การเมือง จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบในเมืองแพร่ทุกวันนี้ ตัวแทนทางการเมืองของคนเมืองแพร่ในกลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่มีประวัติศาสตร์ร่วมหรือความรู้สึกในเชิงชาติพันธุ์สัมพันธ์ต่อรัฐไทย ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองของความเป็นคนแพร่ในลักษณะท้องถิ่นนิยมที่เชิดชูอัตลักษณ์ของความเป็นคนเมืองแพร่แต่ดั้งเดิมจึงไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองที่นักการเมืองจากท้องถิ่นจะนำไปเป็นเหตุผลในกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด ส่วนชาวบ้านดังตัวอย่างจากพื้นที่สะเอียบ จากหมู่บ้านที่ลักลอบนำไม้จากป่าสัมปทานมาขายกลายเป็นหมู่บ้านที่ต้องรักษาป่า เพราะผลกระทบจากการทำลายสภาพแวดล้อมที่ทำให้การทำมาหากินเป็นไปได้ยาก และผลกระทบทางการเมืองของการสร้างเขื่อน ทำให้ชาวบ้านซึ่งไม่เคยได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใดในการทำไม้ในอดีตไม่ได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการฟื้นอัตลักษณ์ความเป็นคนแพร่ รวมทั้งไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่หรือที่ถูกเรียกว่า กบฏเงี้ยวเมืองแพร่จะเกี่ยวข้องในความรับรู้หรือความรู้สึกของคนแพร่ในปัจจุบัน เพราะคนในเมืองแพร่เอง โดยเฉพาะในตัวเมืองก็กล่าวโทษคนสะเอียบว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไม่ได้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น และเป็นฝ่ายที่ทำให้น้ำท่วมเมืองแพร่อย่างสม่ำเสมอในช่วงหลัง ๆ ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้นน้ำท่วมเมืองแพร่เกิดจากสาเหตุการขยายตัวของเมืองที่ไม่สามารถรองรับน้ำหลากจากสภาพความเป็นแอ่งพื้นที่ราบในหุบเขาในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง ดังนั้นความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยที่แสดงอัตลักษณ์ของความเป็นคนแพร่จึงวนเวียนอยู่เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนชั้นกลางในเมืองแพร่ทุกวันนี้เท่านั้น คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานของคนเมืองแพร่ชั้นสูงที่เคยอยู่อาศัยในเวียงและนอกเวียงที่เป็นตัวเมืองแพร่มาแต่ดั้งเดิม และเคยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และได้อานิสงส์จากบริษัททำไม้สัมปทานของชาวยุโรป ทำให้มีฐานะความเป็นอยู่และได้รับการศึกษาขั้นสูงแตกต่างจากชาวบ้านโดยทั่วไป โดยการแสดงออกมาถึงการรื้อฟื้นอดีตของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ที่พยายามบอกแก่สังคมว่า เจ้าหลวงเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ ดังที่ประวัติศาสตร์ของรัฐกล่าวถึงและสังคมคนไทยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น กรณีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ฯ ขึ้นที่หน้าคุ้มเจ้าหลวงโดยลูกหลานตระกูลเชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ซึ่งประสบปัญหามากกับทางราชการ และการไม่ยอมรับอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์ ความพยายามสร้างพิพิธภัณฑ์ที่คุ้มเจ้าหลวงซึ่งได้รับกลับคืนมาจากกระทรวงมหาดไทย การตั้งกลุ่มชำระประวัติศาสตร์เมืองแพร่ การจัดทำบ้านวงศ์บุรีให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของเมืองและเป็นตัวแทนของเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เมื่อมีการบูรณะบ้านวงษ์บุรีขึ้นใหม่และกลายเป็นตัวแทนของผู้ที่จัดการเรื่องการท่องเที่ยวเมืองแพร่โดยการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงเปิดบ้านเพื่อให้เยี่ยมชม แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแล ซึ่งต่อมาก็มีโครงการทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านวงศ์บุรี และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการนำเสนอเรื่องราวของเจ้านายเมืองแพร่ เครื่องใช้ของเจ้านาย แบ่งเป็นห้อง ๆ เพื่อที่จะแสดงวิถีชีวิตของเจ้านายและชีวิตของผู้คนในอดีตเมืองแพร่ การจัดเวทีและกลุ่มพูดคุยฟื้นเรื่องความสัมพันธ์ของสายตระกูล และความเป็นเจ้านายเมืองเหนือทั้งในวงวิชาการท้องถิ่นและในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในอินเตอร์เน็ตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีมากขึ้น โดยเฉพาะหนังสืออ้างอิงเรื่องสายตระกูลเจ้านายเมืองแพร่ที่รวบรวมตระกูลต่าง ๆ ในเมืองแพร่ไว้มากมาย คือหนังสือรวมสายเครือญาติโดย บัวผิน วงศ์พระถาง และเจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช (วงศ์บุรี) และดวงแก้ว รัตนวงศ์ เรื่อง เชื้อสายเจ้าหลวงเมืองแพร่ ๔ สมัย ( พ . ศ . ๒๓๖๑ - ๒๔๔๕ ) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ จนกลายเป็นหลักฐานอ้างอิงเรื่องเจ้าเมืองแพร่เล่มสำคัญ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่ากระบวนฟื้นอัตลักษณ์ของคนเมืองแพร่ที่ยังติดยึดอยู่กับความเป็นท้องถิ่นนิยมมากกว่าที่จะพยายามศึกษาท้องถิ่นหรือชุมชนในบริบทของความเป็นเมืองแพร่ทั้งหมดที่รวมกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม คนที่อยู่อาศัยทั้งในเมืองและนอกเมือง คนที่มีอาชีพหลากหลายที่ต้องพึ่ง น้ำ ป่า เขา สภาพแวดล้อมทั้งหมดของเมืองแพร่ ไม่ใช่ติดอยู่เพียงคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในเวียงแพร่ หรือประวัติศาสตร์เฉพาะของเจ้านายและคนชั้นสูงตระกูลต่าง ๆ ในเมืองแพร่เท่านั้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแพร่ประกอบไปด้วย ประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เป็นเรื่องในอดีตที่สืบค้นไปไกลเกินกว่าคนรุ่นปัจจุบันในเมืองแพร่จะสืบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องได้ และประวัติศาสตร์สังคมมีเรื่องราวมากมายที่ถูกบันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์และอยู่ในความทรงจำของผู้คนในเมืองแพร่ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์บาดแผลที่เกี่ยวกับเจ้าหลวงเมืองแพร่ การดำเนินสัมปทานป่าไม้ในยุคอาณานิคม อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองแพร่ถูกเล่าและเขียนถึงมีความสับสนและปนเปไปด้วยการนำเรื่องราวจากตำนานพระธาตุและตำนานพระเจ้าเลียบโลกมาเทียบเคียงกับความน่าจะเป็นของประวัติศาสตร์ในล้านนายุคต่าง ๆ ทำให้เห็นข้อบกพร่องของการเปรียบเทียบอายุ เมื่อนำเวลาที่ต่างความเข้าใจในโลกที่ต่างกันมาใช้ ประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ยุค แรก ๆ บ้าง และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้างก็เกิดความสับสนมากเพราะมีการอ้างถึงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ห่างไกลเสียจนเกินกว่าหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานจะรองรับได้ คนเมืองแพร่กำลังอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงซึ่งโหยหาอัตลักษณ์และการถวิลหาอดีต อันเป็นส่วนหนึ่งของกระแสท้องถิ่นนิยม [Localism] ในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือ เมื่อพบว่าอดีตของพวกตนและเจ้าหลวงเมืองแพร่มีความบกพร่องทางการเมืองในรัฐที่กำลังเปลี่ยนแปลงหัวเมืองประเทศราชให้กลายเป็นเพียงเมืองแห่งหนึ่งเท่านั้น ปฏิกิริยานี้ก่อรูปมากขึ้นตามลำดับ แม้จะมีการบูรณาการทางสังคมวัฒนธรรม การศึกษาและการเมืองมาโดยตลอดเวลาในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาก็ตาม อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้คนเมืองแพร่ส่วนใหญ่ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีภูมิหลังแตกต่างจากชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่ได้รู้สึกร่วมไปด้วยในกรณีการฟื้นประวัติศาสตร์เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเรื่องเงี้ยวปล้นเมืองแพร่หรือกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ อันเป็นกระบวนการซึ่งคนชั้นกลางที่สืบเชื้อสายเจ้านายเมืองแพร่กำลังสร้างความเป็นท้องถิ่นนิยมอยู่ในขณะนี้ คุ้มวิชัยราชา ของเจ้าโว้ง แสนศิริพันธุ์ คุ้มโบราณที่เจ้าของไม่สามารถรักษาไว้ได้ ภาพจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติ
- เห็นคำมากกว่าเห็นคน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2545 ระหว่างวันที่ ๒๗–๒๙ มีนาคม ๒๕๔๕ ที่ผ่านมา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้จัดการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาเรื่อง ฅนมองฅน: นานาชีวิตในกระแสความเปลี่ยนแปลงขึ้น การประชุมครั้งนี้อาจนับได้ว่าเป็นครั้งแรกทางวิชามานุษยวิทยาในประเทศไทย ที่มีทั้งนักมานุษยวิทยารุ่นเก่าใหม่ นักศึกษาทางวิชามานุษยวิทยาและบรรดาผู้ที่สนใจจากสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกวงวิชาการที่ให้ความสนใจในวิชานี้ ได้เข้ามาร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความมุ่งหมายที่สำคัญของการประชุมก็คือ ต้องการแสดงให้เห็นถึงเนื้อหาสาระ ความหมาย และทิศทางของวิชามานุษยวิทยา ที่บรรดานักวิชาการที่เป็นคนไทยได้ทำการศึกษามาทั้งในอดีตและปัจจุบัน นับเป็นการมองวิชามานุษยวิทยาในมิติของการเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดทฤษฎีและวิธีการ ที่เปลี่ยนแปลงจากอดีตที่เคยมีผู้รู้และผู้สนใจน้อย มาเป็นความเติบโตที่หลากหลายที่ผสมผสานด้วยวิธีคิด และวิธีการที่ทำให้มีการรับฟังและถกเถียงกันอย่างสนุก ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวงการมานุษยวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ที่ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีก็เพราะผู้ที่เข้ามาร่วมประชุมเกือบทั้งหมดมีความคิดและการแสดงออกที่ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่มาฟังแล้วไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นในเชิงถกเถียงและคัดค้าน มักเชื่อหรือคล้อยตามวิทยากรที่เป็นนักวิชาการที่อาวุโสหรือมีชื่อเสียงไปเรื่อย ๆ แต่มาครั้งนี้คนเป็นจำนวนมากทั้งผู้มีอาวุโสน้อยและผู้มีอาวุโสมาก ต่างมีคำถามและความคิดเห็นทั้งในลักษณะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับบรรดาผลงานศึกษาค้นคว้าที่มีผู้นำมาเสนอ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นการพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มเล็ก ๆ เวลาพักรับประทานอาหารทั้งอาหารกลางวันและอาหารว่าง แต่ที่สำคัญต่างกระตือรือร้นที่จะแสดงออกในเวลาที่เปิดให้มีการอภิปรายในชั่วโมงสุดท้ายของการประชุม สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจและสะใจมากก็คือ มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าหัวข้อของการประชุมที่คณะผู้จัดการประชุมตั้งใจว่าเป็นเรื่องของ “คนมองคน” นั้นมันกลับกลายเป็นเรื่องของการ “เห็นคำมากกว่าเห็นคน” ไป ข้าพเจ้าคิดว่าในสายตาและความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ ๆ ที่สนใจวิชามานุษยวิทยาแต่ไม่ได้เล่าเรียนมาทางนี้นั้น วิชามานุษยวิทยากำลังกลายเป็นจำเลย ที่ตกเป็นจำเลยก็เพราะการเติบโตและเปลี่ยนแปลงในเรื่องแนวคิดทฤษฎีรวมทั้งวิธีการทางมานุษยวิทยา ที่แลเห็นได้จากผลงานและการแสดงออกในความรู้สึกนึกคิดของนักมานุษยวิทยาเอง โดยเฉพาะนักมานุษยวิทยารุ่นเก่าที่กลายพันธุ์และนักมานุษยวิทยาพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ให้ความสนใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดทฤษฎีที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ในด้านหนึ่งของความคิดข้าพเจ้าชื่นชมและประทับใจในความรอบรู้ที่ทันโลกของนักวิชาการเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ดีในเรื่องภาษา อ่านตำราต่างประเทศแตกฉานจนสามารถนำมาอธิบายและวิเคราะห์ตีความให้เป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่คนไทยโดยทั่วไปได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งของความคิด ข้าพเจ้าแลเห็นความเก่งที่กลายเป็นความหลงของคนเหล่านี้ไป สิ่งนี้แหละคือที่มาของการท้วงติงที่ว่า “เห็นคำมากกว่าเห็นคน” จากที่ประชุม ข้าพเจ้าแลเห็นนักมานุษยวิทยารุ่นเก่าที่กำลังกลายพันธุ์ และนักมานุษยวิทยาพันธุ์ใหม่ได้คิดและกำลังคิดว่าแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการของนักมานุษยวิทยาพันธุ์เก่า ที่ยึดมั่นอยู่กับแนวคิดทางโครงสร้างและหน้าที่กับการต้องออกไปปฏิบัติงานสนามด้วยวิธีการเก็บข้อมูลที่เรียกว่า ชาติพันธุ์ศึกษา (ethnography) นั้น ล้าหลังและคับแคบ ไม่อาจอธิบายสภาวะความเป็นมนุษย์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ได้ จำเป็นต้องหันมาแต่งงานกับความคิดและวิธีการของพวกโพสท์โมเดิร์นเพื่อความอยู่รอด การกลายพันธุ์และการเป็นพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือการทิ้งความสำคัญของเรื่องโครงสร้าง-หน้าที่ และงานสนามทางด้านชาติพันธุ์ศึกษานั่นเอง แล้วหันมาเน้นแนวคิดและวิธีการของพวกโพสท์โมเดิร์นแทน เพราะพวกโพสท์โมเดิร์นนั้นคือพวกที่มีความคิดเป็นปรปักษ์กับพวกโครงสร้าง-หน้าที่ของพวกนักมานุษยวิทยาพันธุ์เก่านั่นเอง สิ่งใดที่เป็นเรื่องของโครงสร้างก็ต้องรื้อเสีย แต่ก็หาได้สร้างโครงสร้างอะไร ใหม่ ๆ ขึ้นมาแทน แต่สิ่งที่ดูเหมือนฮิตกันของพวกโพสท์โมเดิร์นก็คือ เรื่องตัวตน อัตลักษณ์ และวาทกรรม โดยเฉพาะเรื่องวาทกรรมนั้นก็คือเรื่องของ “คำ” นั่นเอง ในฐานะที่เป็นนักศึกษามานุษยวิทยาพันธุ์เก่าที่ไม่สามารถกลายพันธุ์ได้ ข้าพเจ้าค่อนข้างเห็นคล้อยตามกับผู้ร่วมประชุมที่วิพากษ์ว่าเป็นการเห็นคำมากกว่าเห็นคน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการมองวัฒนธรรมอย่างไม่สนใจบริบททางสังคมนั่นเอง วัฒนธรรมในความคิดของนักมานุษยวิทยาพันธุ์เก่าก็คือ สิ่งที่มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มทางสังคมสร้างขึ้นเพื่อการมีชีวิตและความเป็นอยู่ร่วมกัน เมื่อตัดบริบททางสังคมออกไปจึงอยู่ลอย ๆ และไม่เห็นคน เรื่องของวาทกรรมก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่เป็นคำแต่ไม่เห็นคนนั่นเอง ในขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็แลเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับคำว่า ตัวตน และอัตลักษณ์ อีกไม่น้อย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ เพราะดูใช้กันอย่างพร่ำเพรื่ออันเนื่องมาจากไม่มีบริบท แต่ในประสบการณ์ของข้าพเจ้า คำว่า ตัวตน ก็คืออัตตาของปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่นักศึกษาวิชามานุษยวิทยาสมัยข้าพเจ้ามักถูกพร่ำสอนให้ทำลายเสียในช่วงเวลาของการออกไปทำงานสนาม เหตุนี้ครูทางมานุษยวิทยาบางท่านจึงถือว่าการทำงานสนามนั้น คือกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนคนดิบให้เป็นคนสุก หรืออย่างในสังคมไทยก็เหมือนกับการออกบวชนั่นเอง แต่สิ่งนี้ก็ดูเป็นอุดมคติเพราะมีนักมานุษยวิทยาอีกเป็นจำนวนมากกลับพบตัวตนหรืออัตตาแรงกล้ากว่าเก่า พวกนี้มักจะมีการแสดงออกทั้งทางความคิดและกริยาท่าทางที่รวมไปถึงการแต่งเนื้อแต่งตัวที่ผิดแผกไปจากคนอื่น ๆ จะเป็น “คนใน” ก็ไม่เชิงหรือจะเป็น “คนนอก” ก็ไม่ใช่ แต่ความเป็นจริงแล้วก็คือรู้จักว่าตัว “เขื่อง” ในขณะที่คนอื่น ๆ เขาเห็นว่า “บวม ๆ” ต่างหาก ในสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาอยู่พบเห็นตัวตนเช่นนี้ของเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นฝรั่งและคนเอเชียบ่อย ๆ ขณะที่เรียนอยู่ก่อนออกไปทำงานสนามก็ดูดี แต่พอกลับมาจากงานสนามแล้วหลายคนดูเพี้ยนไป ที่ดูเป็นแบบเหมือน ๆ กันอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็คือชอบไว้หนวดเคราหรือไม่ก็แต่งตัวแบบง่าย ๆ และสกปรก อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจว่าการมีตัวตนที่พูดกันในการประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยาครั้งนี้จะเป็นอย่างที่ว่านี้หรือเปล่า แต่ในที่อื่น ๆ มักพบคนไทยที่คลั่งไคล้กับความคิดและวิธีการของพวกโพสท์โมเดิร์น มักมีอาการ “เขื่อง” แบบนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่สุดโต่งไปถึงเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวแบบบ้า ๆ บวม ๆ ก็ตาม แต่มักแสดงออกจากการพูดอะไรที่คนอื่นไม่รู้เรื่องและตามไม่ทัน หลาย ๆ คนมักบ่นกับข้าพเจ้าว่า เขากลายเป็นคนโง่ไปเลยก็มี ข้าพเจ้าเองก็มีความรู้สึกบ่อย ๆ ว่า ตัวเองก็เป็นเช่นนี้และคิดว่าคำบางคำที่อ้างว่าเป็นวาทกรรมนั้นดูคล้าย ๆ กับคำที่ในภาษาอังกฤษเรียก “จาร์กอน” (jargon) คือคำแปลก ๆ ที่คนในหมู่นักวิชาการสร้างขึ้น แต่สื่อความหมายไปให้คนข้างนอกไม่รู้เรื่อง ในส่วนเรื่องของอัตลักษณ์ ก็เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นความเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มคนหรือเปล่า ถ้าเป็นก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักศึกษามานุษยวิทยาพันธุ์เก่าแบบข้าพเจ้า เพราะเป็นลักษณะที่แสดงออกของกลุ่มเขากลุ่มเราอย่างธรรมดานี่เอง และจะเห็นสิ่งนี้ได้ก็ต่อเมื่อการที่คนต่างกลุ่มมาปะทะสังสรรค์กัน อย่างเช่นในงานประเพณีท้องถิ่นในสังคมชนบทของไทย คนจากหลาย ๆ บ้าน (ชุมชน)มาพบปะกัน ต่างคนก็มักจะรู้จักกันว่าคนนี้หรือคนนั้นเป็นคนบ้านใด เป็นต้น ลักษณะเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ถ้าเป็นสมัยก่อน ๆ อาจเห็นได้ง่ายจากการแสดงออกถึงการแต่งเนื้อแต่งตัว อย่างเช่นการแต่งกายของพวกผู้ไทยกับพวกกะเหรี่ยงอะไรทำนองนั้น แต่สิ่งที่นักมานุษยวิทยาสนใจก็คือ สิ่งที่อยู่ภายในที่แสดงออกในเรื่องของความคิดร่วมกันที่มีทั้งการปรับเปลี่ยน การสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง วิชามานุษยวิทยาในความคิดและประสบการณ์ของข้าพเจ้าก็คือ วิชาที่ต้องมีการปฏิบัติงานภาคสนาม เช่นออกไปท้องถิ่นพบปะสังสรรค์กับผู้คนที่อยู่ต่างกลุ่มกับตน จึงจะเห็นคนก่อนที่จะเห็นคำ แต่ก็ต้องออกไปโดยได้รับแนะนำความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ และวิธีการเก็บข้อมูลที่เรียกว่า ชาติพันธุ์ศึกษา (ethnography) เป็นสำคัญ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เปิดพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 1 ต.ค. 2545 เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ซึ่งก่อตั้งขึ้นมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อย่างเป็นทางการ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกองทุนชุมชน (SIF) โดยนำมาปรับปรุงศาลาการเปรียญของวัดเขา ยี่สาร ให้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ และได้รับความช่วยเหลืองานทางด้านวิชาการและการจัดแสดงจากมูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ และสืบเนื่องจากงานพิพิธภัณฑ์ ชาวยี่สารได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น " กลุ่มเปลือกไม้บ้านเขายี่สาร " เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยรับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกองทุนชุมชนเช่นเดียวกัน แรกเริ่มนั้นมีการจัดการฝึกอบรมการผลิตของที่ระลึกจากวัสดุท้องถิ่น ได้รับความร่วมมือจากศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดสมุทรสงคราม ฝึกอบรมการมัดย้อมผ้าด้วยสารเคมี ต่อมาชาวยี่สารเห็นว่า เดิมนั้นตนก็เคยย้อมผ้าไว้ใส่ทำงาน โดยใช้เปลือกไม้ในท้องถิ่นป่าชายเลน แม้จะไม่มีสีสันสดใสดังเช่นสารเคมี แต่การย้อมด้วยเปลือกไม้เหล่านั้น เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ เสื้อผ้าใส่ทำงานของชาวยี่สารที่ย้อมเปลือกไม้เรียกว่า "เสื้อน้ำปะเตา" ประกอบด้วยเปลือกไม้ ๓ ชนิดด้วยกัน คือ ตะบูน ปุโลง และมะเกลือ เปลือกไม้ตะบูนเมื่อนำมาย้อมจะได้สีน้ำตาลอมแดง ไม้มะเกลือให้สีน้ำตาลเข้ม ส่วนเปลือกปุโลงมียางที่ยึดติดใยผ้าได้ดี ผ้าที่ย้อมจึงมีคุณสมบัติ เหนียว ทนทาน ใส่สบาย สอดคล้องกับอาชีพของชาวยี่สารที่ทำประมงจับสัตว์น้ำ การเกษตร ตัดไม้โกงกาง เผาถ่าน เป็นต้น เสื้อผ้าเหล่านี้เมื่อใช้ไปสีจะซีด จึงต้องย้อมน้ำปะเตาไปเรื่อย ๆ และก็ใช้ได้นานกว่าจะขาด นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ชาวยี่สารยังใช้น้ำปะเตาย้อม เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เช่น แห อวน เพื่อเพิ่มความเหนียวและไม่อมน้ำอีกด้วย ภายหลังการฝึกอบรมการมัดย้อม กลุ่มเปลือกไม้เริ่มดำเนินการโดยกู้เงิน อบต. ยี่สาร จำนวน ๑๐๐, ๐๐๐ บาท เป็นขั้นแรก ต่อมามีการลงหุ้นของสมาชิกกลุ่ม ราคาหุ้นละ ๑๐๐ บาท ไม่เกินคนละ ๕๐ หุ้น ปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มมีประมาณ ๒๐ คน สามารถแบ่งเงินปันผลให้สมาชิก ๒ ครั้งแล้ว และคืนเงินกู้ครั้งที่ ๑ให้กับ อบต . เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และมีสมาชิกจำนวนน้อย จึงรวมกลุ่มทำงานได้เพียงอาทิตย์ละ ๒ วัน แต่ก็มีความพยายามที่จะชักชวนคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมกับกลุ่มฯ ด้วย โดยจะริเริ่มเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ขณะเดียวกันทางกลุ่มเปลือกไม้ได้รับเชิญไปออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์มัดย้อม ณ เมืองทองธานี ผลงานจึงเผยแพร่ออกสู่วงกว้าง และบุคคลภายนอกก็สนใจเข้ามาติดต่อขอซื้อผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายหลายราย นอกจากเปลือกไม้ทั้งสามชนิด ทางกลุ่มฯ ได้ริเริ่มนำเปลือกไม้ชนิดต่าง ๆ มาทดลองย้อมดู ทำให้ได้ผ้าที่มีสีสันแปลกตามากกว่าเดิม ท่านผู้ใดสนใจผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อม ของกลุ่มเปลือกไม้บ้านเขายี่สาร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ๐๑ – ๘๕๙๓๑๙๕ , ๐๑ – ๙๐๖๑๑๒๐ หรือที่หัวหน้ากลุ่ม นางทองปรุง ดรุณศรี ๐๓๔ – ๗๖๓๐๒๗ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ เมืองสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2547 ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมเมืองสำหรับประเทศไทยยังคงพบปัญหาและอุปสรรคอย่างมากมาย เพราะขาดการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเมืองซึ่งมีความซับซ้อนรวมทั้งฐานการศึกษาที่ยังคงมุ่งเน้นอยู่แต่สังคมชนบทมากกว่า ตัวอย่างสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับสังคมเมืองในประเทศไทยมีน้อยมาก จนอาจกล่าวได้ว่า เราแทบไม่เคยทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างจริง ๆ จัง ๆ เลย มูลนิธิชุมชนไท, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำ โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ซึ่งมีแนวคิดจากการคาดการณ์ว่า ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ชุมชนจำนวนมากในประเทศไทยจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่สังคมเมือง จึงควรหาวิธีการรับมือการเติบโตของเมืองด้วยการสร้างกระบวนการพัฒนาแบบยั่งยืน การบริหารจัดการเมืองที่เหมาะสมโดยท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมจากประชาคมชุมชนเมืองอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน ชุมชนมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัย โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างขบวนการของการพัฒนาเมืองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างในท้องถิ่น และเกิดกลไกการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน โดยการมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของภาคประชาชน เชื่อมโยงให้เกิดเครือข่าย จัดทำข้อมูลของเมือง จัดเวทีให้เกิดการมีส่วนร่วมของขบวนการและกลุ่มต่าง ๆ จัดกิจกรรมร่วมกัน จัดการศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวเมืองอื่น ๆ เป็นต้น ก่อนหน้านั้น เทศบาลและประชาคมสามชุกมีแนวคิดที่จะปรับปรุงตลาดมาก่อน และมีโครงการ สามชุกเมืองน่าอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นจากคณะกรรมการหลายฝ่ายที่เห็นร่วมกันว่าควรจะปรับปรุง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ตลาดสามชุก แต่เมื่อเกิดความร่วมมือกับ โครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ การประชุม กำหนดการมีส่วนร่วม กิจกรรมเพื่อความร่วมมือต่าง ๆ จึงเกิดการรุดหน้าของโครงการอย่างรวดเร็ว นอกจากการสร้างประสิทธิภาพของกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนตลาดสามชุกให้เกิดความร่วมมือแล้ว ยังมีการจัดระเบียบตลาดสามชุกให้สะอาดและอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และเชื่อมโยงเครือข่ายบุคคลและความรู้ทางวิชาการ ซึ่งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับโครงการดังกล่าว โดยช่วยเหลือให้คำปรึกษาจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วนคือ พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์จีนารักษ์ เป็นอาคารไม้สามชั้นอยู่ในตลาดสามชุก ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชนและมุ่งหมายให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตชีวา โดยการดูแลของชาวเมืองสามชุกเอง ซึ่งขณะนี้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารจนอยู่ในสภาพที่เกือบสมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้น ยังมีความร่วมมือกับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงนอกเหนือจากตลาดเก่า คือที่ วัดสามชุก อันเป็นศูนย์กลางของชุมชนสามชุกแต่เดิมก่อนที่จะเกิดตลาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามริมน้ำสุพรรณบุรี และกำลังดำเนินการเก็บข้อมูลท้องถิ่นด้านต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งจึงกล่าวได้ว่า จะเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสามชุกที่อธิบายเรื่องราวในอดีต ความเป็นมา และประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่นที่มีทั้งชุมชนดั้งเดิมและชุมชนเมือง ซึ่งมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ยินดีที่จะได้มีส่วนร่วมกับชุมชนในเขตสามชุกสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนเองต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เมืองด่านซ้ายกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2550 ด่านซ้ายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์และคนในท้องถิ่นรู้คุณค่าเสน่ห์แห่งบ้านเมืองตนเอง กว่ายี่สิบปีแล้วตั้งแต่เริ่ม “ปีท่องเที่ยวไทย” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ องค์กรของรัฐและธุรกิจการท่องเที่ยวโหมประชาสัมพันธ์ประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่มี “ผีตาโขน” เป็นพระเอก จนคนไทยคุ้นเคยกับคำว่า “เทศกาลผีตาโขน” ที่มีผู้คนท้องถิ่นแต่งตัวและใส่หน้ากากสีสันสดใสที่ทำจากหวดนึ่งข้าวเหนียว เต้นรำอย่างครึกครื้นไปทั่วเมือง โดยไม่มีใครพูดถึงที่มาที่ไปของเทศกาลนี้ว่าเป็น “งานบุญหลวง” หรืองานบุญใหญ่ที่สุดของท้องถิ่นในรอบปี ในบางปีองค์กรการท่องเที่ยวประชาสัมพันธ์ในแง่การตลาด ให้งานบุญของชาวด่านซ้ายกลายเป็น “เทศกาลฮาโลวีน” แบบฝรั่งไปเสีย เพื่อเลียนแบบหรือสื่อสารอย่างผิดๆ หวังให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจง่าย ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ “หยาบและง่ายเกินไป” การแสดงแสงสีเสียงที่นิยมจัดขึ้นในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ตามเมืองเก่าต่าง ๆ ก็กลายมาเป็นการแสดงทางวัฒนธรรมที่ถูกเขียนบทขึ้นมาใหม่ แต่ด้วยความที่ใช้เวลาให้กับการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังน้อยมาก ประวัติศาสตร์ของเมืองด่านซ้ายที่แสดงออกมาจึงสับสนวกวน โยงเรื่องนั้นไปใส่เรื่องนี้ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ประวัติศาสตร์เมืองด่านซ้ายจากแสงสีเสียงจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามเหมือนกับวิธีสั่งการของข้าราชการในอำเภอหรือจังหวัด หรือจากองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐที่กำหนดวันเวลา รูปแบบพิธีกรรมในขบวนแห่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการนำเสนอสีสันของงานเทศกาลที่ดีแล้ว เหมาะแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยว แต่พยายามลืมหรือลบความจริงของงานบุญที่มีความหมายต่อชาวบ้านท้องถิ่นไปโดยไม่ใส่ใจแต่อย่างใด เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ด่านซ้าย แต่เกิดแก่เมืองท่องเที่ยวทุกแห่งที่รัฐเข้าไปจัดการ และท้องถิ่นย่อย ๆ อีกหลายแห่งที่เลียนแบบการจัดการการท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ การสร้างเรื่องจากความเข้าใจของคนภายนอกขึ้นมาใหม่ให้คู่ขนานไปกับเรื่องราวจากภายใน จนทำให้คนในท้องถิ่นที่รู้จริงและทราบที่มาที่ไปในรากเหง้าทางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องตั้งคำถามกับตนเองใหม่ และนำไปสู่กระบวนการสำรวจตรวจสอบค้นคว้าความหมายของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตำนานเรื่องเล่า สังคมและประเพณีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างความหมายที่ชัดเจนให้สังคมในท้องถิ่นและสังคมภายนอกรับรู้ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมของด่านซ้ายร่วมกัน การท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยแม้จะมีความนิยมเพราะถูกบีบคั้นในช่วงเวลาหนึ่งนั้นไม่จีรัง เพราะที่ด่านซ้ายเกิดคำถามขึ้นมากมายและมีปฏิกิริยาของคนท้องถิ่นอย่างเงียบ ๆ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่มีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอันเป็นกระบวนการเรียนรู้จากภายใน นายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เป็นหัวแถวคนหนึ่งในเมืองด่านซ้ายที่นำเอาความเป็นนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมของเยาวชนและคนสูงวัยในด่านซ้าย และเชื้อเชิญให้ทางมูลนิธิฯ เข้าไปแลกเปลี่ยนพูดคุยแสดงความคิดเห็นร่วมกันกับกิจกรรมของคนในชุมชน ที่ต่อเนื่องไปถึงเรื่องการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่มาจากรากฐานในชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นเอง คุณหมอภักดีเล่าถึงสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองด่านซ้ายและการทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ ว่า “อำเภอด่านซ้ายเป็นอำเภอชายแดนในจังหวัดเลย ติดกับประเทศลาว โดยมีแม่น้ำเหืองเป็นแนวกั้น มีประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นได้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีปูชนียสถานที่สำคัญคือ พระธาตุศรีสองรัก ลักษณะท้องถิ่นอยู่ในหุบเขา ในสมัยก่อนมีความลำบากในการติดต่อกับภายนอก จึงทำให้ยังคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงภายนอกมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนในท้องถิ่นในด้านไม่ดีมากขึ้น ทางท้องถิ่นจึงรวมตัวกันที่จะหาแนวทางให้คนในท้องถิ่นได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ซึ่งได้แก่ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายสอดคล้องกับธรรมชาติที่มีความเชื่อในลักษณะเฉพาะ เป็นต้น ในแต่ละปีอำเภอด่านซ้ายมีงานประเพณีงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งแล้วแต่การกำหนดของเจ้าพ่อกวนซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของชาวด่านซ้าย แต่การจัดงานถูกบิดเบือนความเข้าใจที่ถูกต้อง และจุดประสงค์ของงานเป็นเพียงเพื่อการท่องเที่ยวและการค้าเท่านั้น ซึ่งละเลยคุณค่าหลัก ได้แก่ ความเอื้ออาทรภายในท้องถิ่น การเคารพต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีโอกาสพบกับคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวโน้มของงานประเพณีดังกล่าว และนำไปสู่การวิจัยเรื่องโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กรณีศึกษาบ้านด่านซ้าย นาเวียง และนาหอ ลุ่มน้ำหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยคณะนักวิจัยท้องถิ่น บ้านด่านซ้าย บ้านนาเวียง บ้านนาหอ และงานวิจัยได้เสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยมี รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นหัวหน้าโครงการ และ ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช รศ.ปรานี วงษ์เทศ เป็นที่ปรึกษา ผศ.เอกรินทร์ พึ่งประชา เป็นผู้ประสานงาน โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หลังจากงานวิจัยเกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น เช่น มีการนำข้อมูลจากการวิจัยไปเผยแพร่ในรูปของหนังสือ การ์ตูนผีตาโขน หนังสือจากงานวิจัยเรื่อง ผีและพุทธ ศาสนาและความเชื่อในสังคมด่านซ้าย ดุลยภาพทางจิตวิญญาณของชาวบ้านในลุ่มน้ำหมัน มีคำถามในงานวิจัยเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในโรงเรียนหลายแห่งได้กำหนดเป็นหลักสูตรท้องถิ่น นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมีความสนใจเรื่องราวของเมืองด่านซ้าย และติดต่อมาศึกษาดูงานมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดเกิดความภาคภูมิใจภายในท้องถิ่น จนนำไปสู่การพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผีตาโขน ที่วัดโพนชัย พิพิธภัณฑ์เมืองด่านซ้าย ที่พระธาตุศรีสองรัก พิพิธภัณฑ์วัดศรีภูมิ ที่บ้านนาหอ และยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ให้ความสนใจในการรวบรวมข้อมูลและสิ่งของที่ใช้ในการดำรงชีวิตในสมัยก่อน เช่น โรงเรียนบ้านนาข่า ประกอบกับอำเภอด่านซ้ายมีผู้นำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลตำบลด่านซ้าย และอบต.นาหอ) ที่เข้าใจและให้การสนับสนุน จึงได้ประชุมและเสนอให้ประสานกับมูลนิธิเล็ก- ประไพ วิริยะพันธุ์ ขอให้มาช่วยให้คำปรึกษาในการวางรูปแบบการจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้เกิดสำนึกร่วมซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในทุกด้าน ส่วนการท่องเที่ยวจะเป็นผลพลอยได้เท่านั้น จึงหวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมทำกิจกรรมที่แสดงถึงความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และพัฒนาองค์ความรู้ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ต่อไป” สำหรับมูลนิธิฯ เมืองด่านซ้ายนับว่ามีเรื่องราวที่น่าสนใจศึกษาให้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์สังคม โดยเฉพาะระบบความเชื่อที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่น ๆ อีกทั้งความเคลื่อนไหวที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการประชาสังคมที่แท้จริงของเมืองด่านซ้าย ที่สามารถรวบรวมเอาความคิดของคนหลากรุ่นหลากสถานภาพ ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและชาวบ้าน ทั้งคนข้างในและข้างนอกมาบูรณาการเพื่อให้เกิดความคิดการขับเคลื่อนที่สามารถทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้จนมาถึงปัจจุบัน อย่างน้อยในวันที่ไปเยี่ยมเยือนเมืองด่านซ้ายอีกครั้ง ป้ายประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวที่เคยใช้แต่คำว่า “ประเพณีผีตาโขน” ก็กลายเป็น “ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน” แทน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ให้ความสำคัญกับที่มาของผีตาโขนที่เป็นประเพณีใหญ่ของชาวบ้านด่านซ้ายอย่างเห็นได้ชัด และคงมีที่มาจากงานวิจัยที่ชาวบ้านได้ร่วมแรงกันทำในปีที่ผ่านมา อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ก่อนจะเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนาหอ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2551 เยาวชนได้เรียนรู้ในการถ่ายภาพและทำทะเบียนโบราณวัตถุ โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่ให้รายละเอียดของโบราณวัตถุนั้น ๆ ถือเป็นการทำงานร่วมกันอย่างลงตัวของคนสองวัย ใช่จะเป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายนักกับการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสักแห่งขึ้นมา หากมีเพียงเนื้อหา สถานที่จัดแสดง และเจ้าหน้าที่จากภายนอก พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นดังกล่าวคงจะเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชีวิตชีวา หรือคุณค่ามากนักเมื่อเทียบกับการที่ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกำลังสำคัญในการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งนั้นด้วย จากเหตุผลที่คนในพื้นที่น่าจะเป็นส่วนร่วมที่สำคัญในการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นข้างต้น ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย โดยการนำของนายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล อีกทั้งโรงพยาบาลต้องการพัฒนาระบบบริการสุขภาพโดยส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง โดยเสริมความมั่นคงทางจิตใจและความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรมเข้ามาเป็นพื้นฐานเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน ทางโรงพยาบาลจึงสนับสนุนให้มีโครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในอำเภอด่านซ้ายขึ้น ๓ แห่ง คือ พิพิธภัณฑ์เมืองด่านซ้ายที่พระธาตุศรีสองรัก พิพิธภัณฑ์ผีตาโขนที่วัดโพนชัย และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนาหอที่วัดศรีภูมิ การจัดทำพิพิธภัณฑ์โดยชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะนอกจากชาวบ้านจะได้รู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมา รากเหง้า วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของตนเองแล้ว ยังรู้ว่าควรจะดูแลสุขภาพเบื้องต้นของตนเองได้อย่างไรอีกด้วย ด้วยเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงได้เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในด่านซ้าย ซึ่งกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นร่วมกับชาวบ้านที่น่าสนใจคือการประชุมปฏิบัติการเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนาหอในพื้นที่บ้านนาหอ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคมถึง ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา เหตุที่เรียกว่า “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนาหอ” ไม่ใช่ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านนาหอ” แม้จะใช้พื้นที่บ้านนาหอที่วัดศรีภูมิเป็นหลัก เนื่องจากบริเวณนาหอนี้เป็นท้องถิ่นย่อยในลุ่มน้ำหมันที่มีหมู่บ้านหลายแห่งมีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติและโครงสร้างสังคมและความใกล้ชิดของพื้นที่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็เป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านหลายแห่ง เช่น บ้านโพนหนอง หัวนาแหลม นาน้ำท่วม ที่ถือเอาวัดศรีภูมิเป็นวัดใหญ่ของท้องถิ่น กิจกรรมมีด้วยกัน ๒ วัน ในวันแรกเป็นการสร้างความเข้าใจง่าย ๆ ในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมกันนั้นได้สอนเทคนิคการทำทะเบียนโบราณวัตถุ โดยใช้โปรแกรมที่ทางมูลนิธิฯ ออกแบบขึ้นมาเพื่อง่ายต่อการบันทึก ชาวบ้านแบ่งกลุ่มทำงานเพื่อเรียนรู้ชุมชนนาหอ ทั้งทางประวัติศาสตร์ สังคม ประเพณีและวัฒนธรรม ซึ่งต่างก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวชาวบ้านนาหอเลย ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ประวัติศาสตร์ [History] และตำนาน [Myth] ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวที่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่แน่นอน เชื่อถือได้ เป็นการศึกษาเชิงลึก เมื่อมีหลักฐานใหม่ ๆ ที่แน่ชัดกว่าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องหาข้อยุติ ซึ่งต่างจาก “ตำนาน” ที่เป็นเรื่องราวที่มีการปนเปของความเชื่อของคนโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันเข้าไปด้วย เมื่อมีความเชื่อ สิ่งที่ตามมาก็คือพิธีกรรม แต่ปัจจุบันคนไทยไม่สามารถแยกแยะระหว่างประวัติศาสตร์และตำนานออกจากกันได้หรือสับสนปนเปว่ากำลังใช้ข้อมูลความคิดที่เป็นประวัติศาสตร์ หรือกำลังใช้ความเชื่อแบบตำนานในการกล่าวถึงอดีตอยู่ จึงก่อให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันมากมายในสังคม เช่น กรณีเรื่องอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่โคราช หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องกับกรณี ๓ จังหวัดทางภาคใต้ เป็นต้น จากนั้นได้อธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยรวมที่ว่า หัวใจของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือชาติพันธุ์วรรณนา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น [Local history] คือประวัติศาสตร์สังคมที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ ๒-๓ ชั่วคนสืบลงไป ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน มีจารีต ขนบประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ และกติกาในทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน ทั้งนี้การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต้องเข้าถึงและเห็นคนกับพื้นที่ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยศึกษาโครงสร้างสังคม เก็บข้อมูลจากบุคคลในปัจจุบัน [Oral history] จะได้เห็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างต่อเนื่องว่ามีความเป็นมาและเปลี่ยนแปลงอย่างไร และน่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา [Ethnohistory] ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม-สังคม ซึ่งถือเป็นการศึกษาชีวิตวัฒนธรรมที่มีพลวัตอย่างแท้จริง เมื่อเข้าถึงคนแล้วจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงพื้นที่หรือประวัติศาสตร์สภาพแวดล้อม [Environmental history] ด้วย พื้นที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและถิ่นกำเนิดของผู้คนในกลุ่มนั้น การศึกษาพื้นที่ต้องเริ่มจากชื่อสถานที่ทั้งที่เป็นธรรมชาติและวัฒนธรรม ชื่อสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งคนในท้องที่รู้จักสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน นอกเหนือจากความเป็นมาของชื่อบ้านนามเมืองแล้ว เราจำเป็นต้องรู้จักสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นด้วย เพื่อที่เราจะได้จัดการกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การจัดการน้ำ การดูแลรักษาหน้าดิน การเพาะปลูก ฯลฯ โดยมีเรื่องของภูมิปัญญาชาวบ้านมาร่วมด้วย ส่วนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือพิพิธภัณฑ์ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในที่มีความรู้เรื่องอดีตและสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเองอย่างลุ่มลึก กับคนภายนอกที่มีความรู้เรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์และเทคนิคการจัดแสดง การวิเคราะห์วัตถุสิ่งของ ความรู้ทางภาษาศาสตร์และโบราณคดีต่าง ๆ รวมถึงแนวคิดทฤษฎีทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พร้อมกันนั้นได้ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั้งในและต่างประเทศให้ดูอีกด้วย ทั้งพิพิธภัณฑ์ชาวนาที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดจันเสนในประเทศไทย เป็นต้น ในช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้สอนเทคนิคและสาธิตการถ่ายภาพโบราณวัตถุเพื่อจัดทำทะเบียน ในการสอนการทำทะเบียนวัตถุมีเยาวชนผู้ที่เข้าร่วมฝึกทำทะเบียนโบราณวัตถุและผู้ใหญ่ได้ช่วยเหลือในเรื่องของประวัติและลักษณะของโบราณวัตถุที่นำมายกตัวอย่าง ถือเป็นความร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างคนสองวัยในชุมชน จากนั้นคุณหมอไพโรจน์ ทองคำ ซึ่งเป็นแพทย์แผนไทยจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชฯ ได้ อธิบายถึงสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์และพบได้ง่ายในชุมชนนาหอ ส่วนในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดกลุ่มชาวบ้าน เพื่อทำกิจกรรมภาคสนามเป็นนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ศึกษาและสำรวจพื้นที่ในชุมชนนาหอและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงนำเสนอในที่ประชุม โดยมีทั้งหมด ๕ กลุ่ม คือ “กลุ่มนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” สอบถามชื่อบ้านนามเมืองและประวัติหมู่บ้าน ค้นหาหลักฐานที่เป็นประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น “กลุ่มนักสืบเครือญาติ” สอบถามที่มา ใครเป็นญาติใคร มาจากไหนบ้าง มีกี่ตระกูล “กลุ่มนักอนุรักษ์ประเพณีท้องถิ่น” สอบถามประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของบ้านนาหอเกี่ยวกับประเพณีสิบสองเดือน และประเพณีในชีวิตประจำวัน พร้อมกับอธิบายพิธีกรรมในประเพณีต่าง ๆ “กลุ่มนักนิเวศวัฒนธรรม” ศึกษาและสอบถามเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านนาหอที่แบ่งออกเป็นนิเวศแบบต่างๆ เช่น ลำน้ำ ท้องนา ต้นไม้ ภูเขา บรรยายถึงสภาพแวดล้อมดังกล่าวและสอบถามถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น “กลุ่มนักสืบสมุนไพร” สืบหาแหล่งสมุนไพรในหมู่บ้าน เสาะหาผู้ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรและจดบันทึกรายละเอียด ในแต่ละกลุ่ม สมาชิกภายในกลุ่มจะมีอายุแตกต่างกันไปเพื่อที่จะให้เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำงานด้วยกันได้ สุดท้ายชาวบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยกันจัดตั้งชมรม “วัฒนธรรมนาหอ” ขึ้น โดยมีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมอบรมทุกคนเป็นสมาชิก และมีทีมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายและมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ รับเป็นที่ปรึกษาให้ จากการจัดกิจกรรมประชุมปฏิบัติการทั้ง ๒ วัน สิ่งที่ชาวบ้านได้รับคือการได้รู้จักตนเอง รู้จักอดีต รากเหง้า วิถีชีวิต การทำมาหากิน ประเพณี พิธีกรรม รวมถึงรู้จักชุมชนนาหอมากยิ่งขึ้น โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องยากหรือไกลตัวอีกแล้ว ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากชาวนาหอเอง ซึ่งเท่ากับว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวบ้านตระหนักและรักท้องถิ่นทั้งยังเป็นพลังผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการจัดทำพิพิธภัณฑ์นาหอ และทำการกิจกรรมฟื้นฟูท้องถิ่นทั้งทางสังคม วัฒนธรรม และสภาพนิเวศต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ชีวิตพิพิธภัณฑ์ที่ย่านวัดเกตุ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2552 ย่านวัดเกตุ ริมน้ำปิงฝั่งตะวันออกในอดีต (ภาพจากหนังสือล้านนาเมื่อตะวา โดย บุญเสริม สาตราภัย) นับย้อนกลับไปกว่า ๑๐๐ ปี ชุมชนทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำปิงใกล้กับสะพานนวรัตน์ ถูกจัดให้เป็นที่อยู่ของคนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ฝรั่ง คนพื้นเมือง มุสลิม ดังเห็นได้จากอาคารสถาปัตยกรรมที่ยังหลงเหลือมาจนปัจจุบัน ย่านดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีเรียกว่า “ย่านวัดเกตุ” เหตุที่เรียก ย่านวัดเกตุ เพราะมีวัดเกตุการามเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นทั้งที่พักพิง สถานศึกษา บริเวณริมน้ำปิงท่าวัดเกตุ ครั้งหนึ่งยังเป็นท่าเรือที่ใช้ขนส่ง ซื้อขายสินค้าจากเชียงใหม่ไปขายยังปากน้ำโพ และกรุงเทพฯ การเป็นท่าเรือสินค้านี้เองที่ทำให้พื้นที่ย่านวัดเกตุการามมีคนจากที่อื่น ๆ เข้ามาอาศัยโดยเฉพาะชาวจีนที่มาทำการค้า ชาวจีนในย่านวัดเกตุมีมาหลายระลอกด้วยกัน จึงทำให้ย่านดังกล่าวมีชาวจีนสะสมอยู่จำนวนมาก นอกจากชาวจีนยังมีคนเชื้อชาติอื่นได้เข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยและทำกิจการอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ชาวอเมริกัน ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนา เราเรียกกันว่า มิชชันนารีหรือหมอสอนศาสนา มีการตั้งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียน มหาวิทยาลัยพายัพ (พัฒนามาจากวิทยาลัยพยาบาลและผดุงครรภ์แมคคอร์มิค) ทั้งยังจัดตั้งคริสตจักรหลายแห่ง ชาวอังกฤษ ที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้กับเจ้าเมืองเชียงใหม่และรัฐบาลไทย หรือที่รู้จักกันดีคือ บริษัท บริติช บอร์เนียว จำกัด ชาวซิกข์ จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย ได้เดินทางผ่านทางพม่าเข้ามาตั้งรกรากและศาสนสถานยังชุนชนวัดเกตุ คนจีนยูนนาน หรือ จีนฮ่อ ที่ทำการค้าแบบวัวต่างม้าต่างจากถิ่นอื่นๆ มีทั้งที่นับถือศาสนาพุทธ และอิสลาม และคนมุสลิม มาจากปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ ได้มาตั้งรกรากในการทำมาหากิน โดยเฉพาะเรื่องของการค้าเป็นหลัก ต่อมาเมื่อประชากรมากขึ้น จึงได้สร้างโรงเรียน มัสยิดและสุเหร่าขึ้นในย่านนี้ด้วย ทุกเชื้อชาติที่กล่าวมาล้วนเข้ามาตั้งรกรากยังย่านวัดเกตุอันเป็นย่านแห่งการค้าขายทั้งสิ้น และได้แต่งงานกับคนพื้นเมือง ผสมกลมกลืนกลายเป็นคนย่านวัดเกตุไปในที่สุด อีกนัยหนึ่งก็คือ คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม และซิกข์ พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่นอีกด้วย ประโยชน์ที่ผู้คนต่างเชื้อชาติได้นำเข้ามาในย่านวัดเกตุและเชียงใหม่ ได้ก่อให้เกิดความเจริญขึ้นในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และศาสนสถานต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ต่างหล่อหลอมรวมกันจนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่น่าเข้าไปเยี่ยมชมยิ่งนัก โรงเรียนนักธรรมวัดสระเกษ พระธาตุ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ภายในวัดเกตุการาม ภายในพิพิธภัณฑ์หลังใหญ่แห่งนี้มีหลายสิ่งที่อยากแนะนำ ก่อนอื่นขอแนะนำพื้นที่ในชุมชนเริ่มจากวัดเกตุการาม สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๗๑ เดิมชื่อ วัดสระเกษ สร้างขึ้นโดยพญาสามฝั่งแกน พระราชบิดาของพญาติโลกราช โดยมีพระยาเมือง พระยาคำ และพระยาลือ พร้อมด้วยบริวารถึง ๒,๐๐๐ คน ในการก่อสร้างวัดเกตุแห่งนี้ (ข้อมูลดังกล่าวหาอ่านได้จากจารึกประวัติวัดเกตุการามที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวิหารภายในวัด) ภายในวัดเกตุการามแห่งนี้ประกอบด้วยวิหารหลังใหญ่ หรือที่เรียกว่า วิหารซด สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังคาซ้อนกัน หากรวมถึงบันไดก็เป็น ๕ ชั้น ถือเป็นวิหารที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีลวดลายการแกะสลักและปิดทองไว้อย่างสวยงาม ภายในวิหารมีธรรมาสน์ และสัตภัณฑ์ที่สมบูรณ์และสวยงามอยู่หน้าพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง หลังพระประธานประดับด้วยพระแผง มีศิลาจารึกบอกเล่าเรื่องราวของวัดเกตุการามเป็นอักษรฝักขามอยู่หน้ามุขวิหารทางทิศใต้ พระอุโบสถแบบล้านนาประดับด้วยไม้แกะสลักลงรักปิดทอง บานประตูประดับด้วยไม้แกะสลักรูปเซี่ยวกางและประดับด้วยตัวกิเลน สิงโตจีนเหยียบมังกร และปลาพ่นน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับอิทธิพลจากจีน สิ่งที่สามารถอธิบายถึงความเป็นชุมชนที่มีบรรพบุรุษจีนได้ดีคงเป็นเจดีย์อัฐิหรือที่เก็บกระดูกของบรรพชนชาวจีนที่เรียงรายอยู่รอบวัด เจดีย์หรือพระธาตุที่วัดเกตุการามแห่งนี้ จำลองมาจากพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นพระธาตุประจำปีของผู้ที่เกิดปีจอ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล องค์พระธาตุจำลองปลายยอดจะเอียงเล็กน้อย เพราะเชื่อว่าต้องไม่ให้ยอดชี้ขึ้นไปตรงกับพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ พระธาตุจุฬามณีเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบ ล้านนา ฐานเป็นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ หากอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของลำน้ำปิงจะเห็นยอดพระธาตุเอียงอย่างชัดเจน มิสยิดอัต-ตักวา ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในย่านวัตเกตุ (ภาพจาก www.muslimthai.com) หลังอุโบสถและพระธาตุจะเห็นอาคารเรือนไม้สักสวยงามตั้งเด่นอยู่ นั่นคืออาคารโรงเรียนนักธรรม วัดสระเกษ (วัดเกตุการาม) สร้างขึ้นปีพ.ศ. ๒๔๖๒ โดยจีนอินทร์ ซิ้มกิมฮั่งเซ้ง (พ่อค้าขายของโชว์ห่วย) พร้อมด้วยนางจีบ ภรรยา โดยถวายให้เป็นโรงเรียนนักธรรมบาลี ภายหลังไม่มีการเรียนการสอน จึงใช้เป็นกุฏิพระและเณรแทน อาคารดังกล่าวเพิ่งมีการบูรณะปรับปรุงและลงรักปิดทองเมื่อไม่นานมานี้เอง ภายในวัดเกตุการาม ชาวบ้านย่านวัดเกตุยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์วัดเกตุขึ้นที่กุฏิเจ้าอาวาสเดิมหรือโฮ่งตุ๊เจ้าหลวงเก่า โดยมีคุณตาแจ๊คหรือ จริณ เบน เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตทั้งของพระและฆราวาสอยู่จำนวนมาก โดยได้มีการแบ่งห้องจัดแสดงอยู่ ๓ ส่วน ส่วนแรกจะเป็นเครื่องใช้ในอดีตทั่ว ๆ ไป ส่วนที่สองจะเป็นการแสดงของพระพุทธรูป พระพิมพ์ และส่วนสุดท้ายได้จัดแสดงเกี่ยวกับธงและเครื่องประดับ พัดยศ ทั้งของเจ้านายเมืองเหนือและพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ ด้านล่างของพิพิธภัณฑ์ยังเป็นลานจัดแสดงภาพเก่าเล่าขานเรื่องราวของชุมชนย่านวัดเกตุและเชียงใหม่ให้ผู้ที่สนใจเข้าไปศึกษาอีกด้วย พื้นที่อีกส่วนหนึ่งของวัดเกตุคือท่าเรือวัดเกตุ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งต่าง ๆ ทั้งของย่านวัดเกตุและเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้คน การค้า ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ท่าเรือดังกล่าวก็คือ บริเวณหัวสะพานจันทร์สมอนุสรณ์ทางฝั่งวัดเกตุนั่นเอง ออกจากประตูวัดเกตุการามเลี้ยวขวาไม่ถึง ๑๐๐ เมตร บริเวณทางซ้ายมือ ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของบริษัท บริติช บอร์เนียว จำกัด มาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนจนปัจจุบัน โดยบริษัทดังกล่าวได้รับสัมปทานตัดไม้จากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นเวลา ๑๐๐ ปี คือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๘ สมัยรัชกาลที่ ๔ สัญญาสิ้นสุดในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขณะที่ยังดำเนินการอยู่นั้น ได้มีการเข้ามาในย่านวัดเกตุของคนในบังคับอังกฤษด้วย ทั้งพม่า ไทใหญ่ เงี้ยว มอญ เพราะคนเหล่านี้เชี่ยวชาญในการตัดไม้ เป็นเหตุให้ย่านวัดเกตุมีอัตราการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติ เมื่อเดินเข้าไปภายในรั้วดังกล่าว จะเห็นบ้าน ๓ หลัง แต่เดิมคือที่ทำการของบริษัท แต่ละหลังล้วนสร้างด้วยไม้สักเต็มใบ มีเสามากกว่า ๑๐๐ ต้น หลังใหญ่สุดมีเสามากถึง ๑๓๗ ต้น ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกแบ่งเป็นมูลนิธิบ้านสมานใจ (ศูนย์พัฒนาเพื่อสร้างสรรค์คนพิการ-ซาโอริ) แบ่งให้ต่างชาติเช่าบ้าง เป็นห้องพักบ้าง เพราะพื้นที่ย่านวัดเกตุ ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ที่ชาวไทยและชาวต่างชาติถวิลหาแทบทั้งสิ้น ชุมชนมัสยิดอัต-ตักวา เป็นมัสยิดศูนย์กลางของชาวมุสลิมย่านวัดเกตุ มุสลิมที่อยู่ในย่านวัดเกตุมีมาจากหลายประเทศ หลายเชื้อชาติ กล่าวคือ ก่อนจะมาเป็นชุมชนมุสลิมอย่างเช่นทุกวันนี้ พื้นที่เดิมเคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนพื้นเมืองกลุ่มใหญ่ ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ของโรงเรียนจิตต์ภักดีปัจจุบัน ก่อนหน้านั้นมีการอยู่ร่วมกันหลายชาติพันธุ์ ลักษณะเป็นชุมชนแออัด ขาดระเบียบวินัย มีทั้งซ่องโสเภณี ร้านขายเหล้าทั่วชุมชน มีมุสลิมอาศัยปะปนในชุมชนไม่เกิน ๑๐ ครอบครัว มีทั้งมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนาน อินเดียปากีสถาน บังกลาเทศ ชาวมุสลิมที่นี่มีการเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น มีการแต่งงานในกลุ่มมุสลิมกันเอง คนอินเดียเชื้อสายปากีสถานในย่านนี้เป็นคนที่อยู่ใต้ปกครองของนักล่าอาณานิคมอังกฤษ ติดตามเจ้านายอังกฤษเพื่อมาทำงานกลุ่มหนึ่ง และผู้อพยพกลุ่มหนึ่ง ความสัมพันธ์ของมุสลิมด้วยกันและมุสลิมกับคนท้องถิ่นในย่านนี้ค่อนข้างจะดี มีการไปมาหาสู่กันโดยผ่านทางวิถีประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนา พระศาสนสถานคุรุดวารา เชียงใหม่ หรือวัดซิกข์ ตั้งอยู่ริมกำแพงวัดเกตุการาม ชาวซิกข์ในย่านวัดเกตุเกิดขึ้นจากชาวอินเดียในแคว้นปัญจาบ เดินทางมาค้าขายและอาศัยอยู่ในย่านการค้าวัดเกตุ ต่อมามีชาวซิกข์ด้วยกันอพยพเข้ามา จึงร่วมกันสร้าง พระศาสนสถานคุรุดวาราขึ้นริมกำแพงวัดเกตุ พร้อมทั้งตั้งบ้านเรือนอาศัยร่วมกันกับชาวพื้นเมืองและชาวจีนที่มีมากในชุมชน สถานศึกษาและสถานพยาบาลในย่านวัดเกตุ เกิดจากกลุ่มมิชชันนารีอเมริกาที่เข้ามาสอนศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งย่านวัดเกตุมีสถานศึกษาและสถานพยาบาลที่สำคัญ คือ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ เป็นโรงเรียนชายที่เกิดจากการเข้ามาสอนศาสนาของชาวอเมริกัน คือ ศาสนาจารย์เดวิด กอร์มเลย์ คอลลินส์ มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน แต่เดิมโรงเรียนดังกล่าวชื่อว่า โรงเรียนชายวัดสิงห์คำ หรือ Chiang mai boy’s school ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำปิง ติดกับวังสิงห์คำ ต่อมานักเรียนมีจำนวนมากขึ้น จึงย้ายมาตั้งอยู่บริเวณปัจจุบัน คือ ใกล้ลำน้ำปิงฝั่งตะวันออกในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ และปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้รับพระราชทานนามโรงเรียนใหม่จากรัชกาลที่ ๖ ว่า The Prince Royal’s College โรงเรียนดาราวิทยาลัย เป็นที่ดินที่เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ประทานให้แก่ ดร.แมคกิลวารี ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ ดร.แมคกิลวารีและภรรยา นางโซเฟีย แมคกิลวารี เห็นความสำคัญของการศึกษาเด็กหญิง จึงนำเด็กหญิงที่เข้ารีตศาสนาคริสต์มาสอนเย็บปักถักร้อย รวมถึงสอนอ่านและเขียนหนังสือ ต่อมาเมื่อมีมิชชันนารีจากกรุงเทพฯ มาช่วยสอนหนังสือ จึงเปิดการเรียนการสอนอย่างจริงจัง แรกเริ่มมีนักเรียนหญิงเพียง ๒๐ คน เดิมทีชาวบ้านเรียกว่า โรงเรียนสตรีสันป่าข่อย แต่เมื่อนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนสตรีเป็นโรงเรียนพระราชชายา เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ก่อตั้งโดยมิชชันนารีโปรเตสแตนท์ คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน เริ่มจากการที่มิชชันนารีเอาใจใส่ดูแลและรักษาผู้บาดเจ็บด้วยการแบ่งยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งพวกเขาได้นำติดตัวมาใช้กับตนเองและคนในครอบครัว ต่อมาจึงได้ตั้งสถานที่จ่ายยาขึ้น โดยมีแพทย์ชาวอเมริกันทำงานประจำ ในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของน้ำปิง (สถานีกาชาดเชียงใหม่ในปัจจุบัน) และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ดร.อี.ซี.คอร์ท มิชชันนารีนายแพทย์ผู้อำนวยการคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนร่วมกับ ดร.แมคกิลวารี ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลใหม่ขึ้นทางฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลในปัจจุบัน และให้ชื่อว่า โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ตามชื่อสกุลของนางไซรัส แมคคอร์มิค (Mrs.Cyrus McCormick) ผู้บริจาคเงินในการก่อสร้างโรงพยาบาล นี่คือกลุ่มอเมริกันที่เข้ามายังพื้นที่เชียงใหม่และย่านวัดเกตุ ซึ่งได้ตั้งสถานที่ต่าง ๆ ทางทิศเหนือของวัดเกตุ การเข้ามาของคนกลุ่มนี้คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ย่านวัดเกตุเกิดความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันฉันมิตรได้ ตลอดจนเกิดความเจริญขึ้นไม่ว่าจะเป็นการศึกษาและสาธารณสุขที่ดีขึ้น ความเจริญส่วนใหญ่อาจกล่าวได้ว่ามาจากทางย่านวัดเกตุก่อนจะขยายไปอีกฝั่งหนึ่งของน้ำปิงก็ว่าได้ พื้นที่วัดเกตุนอกจากจะมีการเข้ามาของคนที่หลากหลายแล้ว ชุมชนย่านวัดเกตุยังเชื่อมต่อกับชุมชนอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเส้นสันป่าข่อย (เส้นทางที่มีกิจการร้านรวงเกิดขึ้นมากมาย เมื่อเส้นทางรถไฟมาถึง) หรือจะเป็นเส้นทางข้ามน้ำปิงไปยังตลาดลำไย ตลาดวโรรส หรือถนนท่าแพ เป็นต้น “ย่านวัดเกตุ” จากอดีตถึงปัจจุบันทั้งในแง่วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลาอย่างมาก หากแต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นกลับนำมาซึ่งเรื่องราวอันหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การค้า การเดินทาง การศึกษา ฯลฯ เพราะย่านวัดเกตุมีชีวิตพิพิธภัณฑ์ที่ใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









