พบผลการค้นหา 220 รายการ
- อยุธยาอาภัพลับไป
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2543 ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวแบบล้างผลาญของสังคมทุนนิยมและบริโภคนิยมในปัจจุบัน คนไทยโดยทั่วไปมักรู้จักเมืองประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีของประเทศในนามของมรดกโลก อีกทั้งยังมีความพยายามของหน่วยราชการและประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องการผลักดันให้แหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในพื้นที่ของตนเป็นมรดกโลกกับเขาบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะคิดว่าการเป็นมรดกโลกจะทำให้มีการปรับปรุงพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้น เพื่อจะได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชม จะทำให้มีรายได้ทางเศรษฐกิจดีขึ้น แผนที่ของชาวตะวันตกที่เป็นเส้นทางน้ำสำคัญในที่ราบลุ่มภาคกลาง วิธีทำให้แหล่งโบราณคดีและประวัติศาสตร์ได้รับการพิจารณายกย่องให้เป็นมรดกโลกของทางราชการไทย ก็คือการกำหนดและปรุงแต่งให้เป็น “อุทยานประวัติศาสตร์” คำว่าอุทยานประวัติศาสตร์เป็นคำที่กำหนดขึ้นมาโดยองค์การยูเนสโก และทางกรมศิลปากรขานรับมาใช้ในการดำเนินการบูรณะฟื้นฟูโบราณสถานที่เมืองสุโขทัยก่อน แล้วต่อมาจึงขยายไปจัดการในที่อื่นๆ เช่น อยุธยา พนมรุ้ง พิมาย กำแพงเพชร ฯลฯ ผลที่ตามมาในทุกวันนี้ก็คือถ้าที่ไหนจะเป็นมรดกโลก ก็ต้องจัดการและทำให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์เสียก่อน มรดกโลกก็เลยดูเหมือนจะจำกัดอยู่เพียงแค่อุทยานประวัติศาสตร์ไป แท้จริงแล้ว อุทยานประวัติศาสตร์มีความหมายเป็นเพียงชื่อและการดำเนินงานด้านเทคนิคเท่านั้น มีข้อจำกัดและขอบเขตของความหมายที่แตกต่างไปจากเมืองประวัติศาสตร์และมรดกโลกอย่างมากมาย อย่าเพิ่งเอาถึงขั้นเป็นมรดกโลกเลย เพียงแค่การเป็นเมืองประวัติศาสตร์ก็แย่แล้ว เห็นได้จากการดำเนินงานที่สุโขทัยและอยุธยาเป็นตัวอย่าง ความเป็นเมืองประวัติศาสตร์จำกัดอยู่เพียงแค่วัดโน้นวังนี้เท่านั้น พอดำเนินการบูรณะขุดแต่งแล้วก็ล้อมรั้วกั้นคอกเพื่อเก็บค่าผ่านประตู อีกทั้งมีการกำหนดฤดูกาลที่จะเอาโบราณสถานแห่งใดแห่งหนึ่งในเขตอุทยานเป็นเวทีแสดงแสงเสียงและเดินแฟชั่น แล้วสร้างนิยายประวัติศาสตร์แบบสั่วๆ มอมเมาตัวเองขึ้นมาให้คนชม ทุกวันนี้ถ้าไปที่สุโขทัยและอยุธยาแล้ว จะมองไม่เห็นภาพพจน์ของการเป็นเมืองประวัติศาสตร์แต่อย่างใด มีแต่อุทยานประวัติศาสตร์ไปแทบทุกหนทุกแห่ง เพราะการเป็นเมืองนั้นหาได้จำกัดอยู่เพียงแต่วัดและวังเท่านั้น หากยังประกอบด้วยลักษณะทางกายภาพอีกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านต่างๆ ตลาด ถนนหนทาง กำแพงเมือง คูเมือง เส้นทางคมนาคมที่เป็นแม่น้ำลำคลอง ถนนหนทาง และอื่นๆ อีกมากมาย ลักษณะทางกายภาพด้านต่างๆ เหล่านี้แทบจะไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังปล่อยให้มีการบุกรุกและทำลาย จนปัจจุบันจินตนาการไม่ได้ว่าความเป็นเมืองนั้นเป็นอย่างใด ยิ่งการมองอยุธยาเป็นมรดกโลกแต่เพียงจากสิ่งที่เรียกว่าอุทยานประวัติศาสตร์แล้ว ยิ่งดูเข้าป่าเข้าดงไปใหญ่ เพราะเพียงแต่ซากวัดซากวัง ลวดลายและรูปแบบทางศิลปกรรมนั้น ไม่พอที่จะทำให้เห็นความสำคัญในระดับโลกได้ และยิ่งดูห่างไกลมากขึ้นทุกที เพราะการดำเนินการใดๆ ในด้านกายภาพที่เกี่ยวกับอยุธยาและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่จะทำให้ความหมายความสำคัญของอยุธยาหายไปจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง ภาพจิตรกรรมในอ่าวไทยและภูมิศาสตร์โดยรอบ จากสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี อะไรคือความเป็นเวนิสตะวันออกตามสมญาที่ชาวตะวันตกกล่าวไว้ตั้งแต่ครั้งอยุธยายังมีตัวตนอยู่ และเราเห็นอะไรที่สะท้อนภาพนั้นได้ในปัจจุบันบ้าง? การเป็นเวนิสตะวันออกคือการที่เป็นเมืองบนแม่น้ำลำคลอง ปัจจุบันเหลืออะไรที่เป็นแม่น้ำลำคลองซึ่งอาจนำไปเชื่อมโยงกับลักษณะทางกายภาพด้านต่างๆ ที่ทำให้แลเห็นความเป็นเมืองดังกล่าวได้บ้าง ทำนองตรงข้าม กลับถูกบดบังไปด้วยถนนหนทาง ที่นอกจากจะทำให้บรรดาแม่น้ำลำคลองแห้งตันแล้ว ยังมีบรรดาสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ย่านที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เกิดขึ้นตามถนนหนทางเหล่านั้นทั้งสิ้น และที่สำคัญ สภาพแวดล้อมของอยุธยาที่เป็นเมืองทางเกษตรกรรม มีท้องทุ่งรอบด้าน เป็นสังคมชาวนา ได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นย่านอุตสาหกรรม เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรมและย่านที่อยู่อาศัยของคนงานเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ความเป็นอยุธยามีแต่จะลับหายไป เหลือแต่เพียงซากวัดซากวาซึ่งที่ไหนก็มีกัน ในทัศนะของข้าพเจ้า การอนุรักษ์อยุธยาให้เป็นมรดกโลกนั้น ควรมองในด้านกายภาพทางภูมิศาสตร์การเมืองให้กว้างขวางมากไปกว่าตัวเมืองอยุธยาและสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของพระนครศรีอยุธยาในฐานะที่เป็นราชธานีของสยามประเทศนั้น เป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และธรรมชาติให้เข้ากันกับพัฒนาการของบ้านเมืองในทางประวัติศาสตร์อย่างใดบ้าง นั่นก็คือการมองอยุธยาในฐานะที่เป็นเมืองสำคัญของสังคมมนุษย์ในลุ่มแม่น้ำ [Riverine society] ความสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำความเข้าก็คือคำว่าลุ่มแม่น้ำ [Riverine area] ซึ่งเห็นได้จากพื้นที่ทั้งหมดคือดินดอนสามเหลี่ยม [Delta] อันเกิดขึ้นจากการที่แม่น้ำลำน้ำใหญ่น้อยนำโคลนตะกอนมาทับถมให้พื้นที่เดิมที่เป็นชายฝั่งทะเลเกิดงอกเป็นพื้นที่ราบลุ่ม เป็นป่าชายเลน และเป็นทะเลตมขึ้นตรงบริเวณปากแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล ลักษณะที่โดดเด่นของดินดอนสามเหลี่ยมก็คือเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่มีลำน้ำใหญ่ๆ ที่เรียกว่าแม่น้ำไหลผ่าน เหตุที่เป็นแม่น้ำ ก็เพราะเกิดจากลำน้ำหลายสายไหลมารวมกัน ยิ่งกว่านั้น ทางเดินของแม่น้ำก็มักจะคดเคี้ยวไปตามที่ต่างๆ อีกทั้งชายตลิ่งก็ไม่สูงจากระดับน้ำ ในฤดูน้ำก็จะมีน้ำท่วมล้นตลิ่งออกท่วมพื้นที่ต่างๆ ทั่วไป พื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำมักมีระดับน้ำไม่ต่ำจากตลิ่งเท่าใด แต่การตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของมนุษย์มักอยู่ตามพื้นที่ดอนริมฝั่งแม่น้ำหรือลำคลอง จนแลเห็นเป็นแนวยาวขนานไปกับลำน้ำ เหตุที่เกิดที่สูงริมฝั่งน้ำ ก็เพราะในเวลาหน้าน้ำที่น้ำท่วมล้นตลิ่งนั้น น้ำจะพาเอาโคลนตะกอนจากบริเวณเหนือน้ำมาทับถมสะสมทุกปีไป โคลนตะกอนที่ทับถมจนสูง [Levy] นี้มีปุ๋ยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด นอกจากทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมนุษย์และแหล่งทำกินในด้านการเกษตรแล้ว แม่น้ำและลำน้ำยังทำหน้าที่เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญอีกด้วย การติดต่อระหว่างกันภายในก็ใช้ทางน้ำธรรมชาติและบรรดาคลองขุดเพื่อย่นระยะทาง ในขณะที่การติดต่อกับภายนอกโพ้นทะเลก็อาศัยการเดินทางตามแม่น้ำใหญ่จากปากน้ำเข้ามาสู่บ้านเมืองที่อยู่ภายใน ทำให้เกิดลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ของดินดอนสามเหลี่ยมขึ้น คือการที่มีเมืองใหญ่ๆ ทั้งที่เป็นเมืองท่าและเมืองสำคัญในการปกครองและวัฒนธรรมริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ๆ เหตุนี้ จึงเรียกบรรดาชุมชนบ้านเมืองที่เกิดขึ้นตามริมแม่น้ำและลำน้ำนี้ว่า สังคมลุ่มแม่น้ำ และแหล่งอารยธรรมใหญ่ๆ ของโลกหลายแห่งก็ล้วนเกิดขึ้นในสังคมลุ่มแม่น้ำของดินดอนสามรูปสามเหลี่ยมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่ลุ่มแม่น้ำไนล์ ลุ่มแม่น้ำฮวงโห แยงซีเกียง ลุ่มแม่น้ำโขง และอื่นๆ อยุธยาคือเมืองศูนย์กลางอารยธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมลุ่มแม่น้ำของดินดอนสามเหลี่ยมเจ้าพระยา [Chao Phraya Delta] ซึ่งกว่าที่จะพัฒนาขึ้นมานั้นต้องอาศัยเวลามิใช่น้อย นั่นก็คือการเติบโตของการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองที่ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงและขยายตัวในทางภูมิศาสตร์ของดินดอนรูปสามเหลี่ยม กรุงศรีอยุธยาในจินตนาการของชาวตะวันตก เสมือนเป็นเมืองที่ลอยน้ำหรือที่ลำน้ำล้อมรอบ ตำแหน่งที่เมืองพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่นั้น เป็นรอยต่อระหว่างดินดอนรูปสามเหลี่ยมเก่า [Old delta] และดินดอนรูปสามเหลี่ยมใหม่ [New delta ] บริเวณที่เป็นเดลต้าเก่าอยู่ส่วนบน เริ่มตั้งแต่เขตจังหวัดชัยนาทลงมา ครอบคลุมพื้นที่ที่เกิดจากการทับถมของโคลนตะกอน ซึ่งลำน้ำต่างๆ ที่ไหลลงจากเทือกเขาและที่สูงทางเหนือ ทางตะวันตก และตะวันออก พัดพามาทับถมเป็นที่ราบลุ่ม ซึ่งอาจวิเคราะห์จากระดับสูงต่ำได้ว่าประกอบไปด้วยที่ราบรูปพัดที่พบมากทางด้านตะวันตกและตะวันออก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของลำน้ำสายต่างๆ ที่ไหลลงจากที่สูง ถัดมาตอนกลางจึงเป็นบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเก่า ซึ่งอยู่ในบริเวณที่มีลำน้ำท่าจีนและลำน้ำน้อยไหลผ่าน และถัดไปทางตะวันออกเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของลำน้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณที่เป็นที่ราบรูปพัดและเดลต้าเก่า เป็นที่ตั้งของบ้านเมืองตั้งแต่ยุคเหล็ก ทวารวดี ลงมาจนถึงสมัยลพบุรี บ้านเมืองเหล่านี้มักตั้งอยู่ริมลำน้ำเก่าๆ ที่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันตื้นเขิน อันเนื่องมาจากสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน อย่างเช่นลำน้ำสีบัวทองในเขตจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง หรือลำน้ำบางแก้วที่ผ่านเมืองนครชัยศรี (นครปฐมโบราณ) มาออกแม่น้ำท่าจีนที่อำเภอนครชัยศรี เป็นต้น ส่วนบริเวณที่เป็นเดลต้าใหม่ ที่ส่วนใหญ่กินบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เมืองพระนครศรีอยุธยาลงมาถึงกรุงเทพฯ และขยายตัวไปถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำท่าจีนในเขตจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำบางปะกงในเขตจังหวัดนครนายกและฉะเชิงเทรานั้น มีร่องรอยให้แลเห็นการเติบโตของบ้านเมืองตามแม่น้ำลำคลองที่อาจย้อนหลังจากปัจจุบันขึ้นไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นับเป็นการเกิดและขยายตัวของบ้านเมืองตามแม่น้ำและลำน้ำที่ยังมีความสำคัญเป็นเส้นทางคมนาคม จนถึงในปัจจุบัน ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นสังคมที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ [Riverine area] โดยแท้ ยิ่งกว่านั้น ความแน่นหนาของชุมชนในลุ่มแม่น้ำนี้แลเห็นได้จากการขุดคลองเชื่อมต่อระหว่างลำน้ำและแม่น้ำที่เป็นธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนไปตามสองฝั่งของลำคลอง สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ บรรดาชุมชนขนาดใหญ่ที่เป็นเมืองสำคัญๆ นั้นมักเกิดขึ้นตามบริเวณที่เป็นแม่น้ำอ้อม อันเกิดจากการไหลคดเคี้ยวของลำน้ำและบริเวณที่แม่น้ำลำคลองมาสบกัน ไม่ว่ากรุงเทพฯ อยุธยา นนทบุรี และปทุมธานี มักมีลักษณะเช่นเดียวกันกับที่ว่านี้ แต่เมืองที่มีความโดดเด่นที่สุดก็คือพระนครศรีอยุธยา เพราะนอกจากเกิดขึ้นในบริเวณที่เป็นลำน้ำอ้อมแล้ว ยังเป็นที่ที่มีลำน้ำหลายสายที่คนปัจจุบันรู้จักแต่เพียงลำน้ำลพบุรี ลำน้ำป่าสัก และลำน้ำน้อยมาพบกัน ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ จากตัวเมืองลงมาทางใต้จนไปออกปากแม่น้ำ ยิ่งกว่านั้น การขุดคลองใหญ่น้อยเชื่อมแม่น้ำและลำน้ำธรรมชาติ ก็ยิ่งทำให้พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองที่เกิดบนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เป็นทางน้ำ [Hydraulic infrastructure] อย่างโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ในโลก ในฤดูน้ำ เมืองอยุธยากลายเป็นเกาะ ดังในพระราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่กล่าวว่า “ บริเวณอื้ออลด้วยชลธี ประดุจเกาะอสุรีลงกา ” ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ อยุธยาเป็นทั้งศูนย์กลางของราชอาณาจักรและเป็นเมืองท่าการค้านานาชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบันทึกของฝรั่งที่เข้ามาค้าขายกับอยุธยาว่า พระนครมีประชาชนร่วมสองแสนคน นับว่าใหญ่โตกว่ามหานครลอนดอนของอังกฤษในสมัยนั้นเสียอีก ข้อมูลดังกล่าว ถ้าคนไม่รู้จักอยุธยาและมองดูภาพของเมืองจากปัจจุบัน ก็คงจะหลงคิดไปว่าผู้คนแออัดกันอยู่แต่ในเกาะเมือง แต่ถ้าหากได้แลเห็นแผนที่ของเกาะเมืองและสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง รวมทั้งภาพวาดของตัวเมืองแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่หาได้อาศัยอยู่ในตัวเมืองแต่อย่างใดไม่ ทำนองตรงข้าม เกาะเมืองคือศูนย์กลางการค้าขายที่แบ่งออกเป็นย่านต่างๆ ตามเส้นทางถนนและลำคลอง ซึ่งก็มีพวกที่ทำการค้าขายอาศัยอยู่สลับไปกับคนในเมืองกลุ่มอื่นทั้งทหารและข้าราชการ วัดและวัง โดยเฉพาะพระราชวังหลวงและวังเจ้านายในระดับต่างๆ มีอยู่สลอน ที่แสดงให้แลเห็นความสำคัญทางด้านการปกครองและศาสนา ยิ่งกว่านั้น เกาะเมืองยังมีชานกำแพงที่เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ นั่นคือนอกกำแพงเมืองจะมีพื้นที่เป็นชานไปจดชายน้ำที่มีบ้านเรือน ร้านค้า เรือนแพ และท่าเรือท่าสินค้าอยู่โดยรอบ ซึ่งเมื่อประมาณผู้คนที่อยู่บนเกาะเมืองแล้วก็ไม่น่าจะเป็นเรือนแสน แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทั้งด้านโบราณคดี เช่น การกระจายของวัดวาอารามที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนหมู่บ้าน อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คน รวมไปถึงหลักฐานเอกสาร เช่น คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม รวมทั้งจากวรรณคดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่ของราษฎรเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองในรัศมีประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร โดยรอบของเกาะเมือง โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำรอบเมืองนั้น เอกสารกล่าวว่ามีแพเรียงรายอยู่กว่าสองหมื่นแพทีเดียว ซึ่งก็แน่นอนว่าเรือนแพเหล่านี้ส่วนใหญ่คือร้านค้า หาใช่เรือนที่อยู่อาศัยไม่ อาจกล่าวได้ว่า ความเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำของอยุธยานั้นอยู่ที่การตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คนส่วนใหญ่ตามริมแม่น้ำ ซึ่งใช้พื้นที่ทั้งในน้ำและพื้นดินบนตลิ่งสร้างที่อยู่อาศัย จากภาพที่หลงเหลือให้เห็นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้จินตนาการได้ว่ามีการสร้างบ้านเรือนเรียงรายเป็นแถวๆ จากตลิ่งล้ำลงมาในแม่น้ำมาก แถวหน้าคงได้แก่พวกเรือนแพ ที่ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า แถวถัดมาคือบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนเสาสูง ในย่านที่เป็นชุมชนแออัดในเขตใกล้เมืองหรือเขตเมือง การเรียงรายของบ้านเรือนอาจมีหลายแถวก่อนที่จะขึ้นไปอยู่บนตลิ่ง ในขณะที่ในบริเวณที่ห่างไกลออกไป อาจมีเพียงที่อยู่ตรงชายน้ำและบนตลิ่งเพียงแถวสองแถวเท่านั้น บรรดาบ้านเรือนที่อยู่บนตลิ่งล้วนตั้งอยู่บนที่สูง อันเกิดจากการทับถมของโคลนตะกอน [Levy] พื้นที่ดังกล่าวนี้ยังสามารถปลูกต้นไม้ยืนต้นและสวนผลไม้ได้ รวมทั้งวัดวาอารามอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนก็ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ชุมชนลุ่มแม่น้ำของอยุธยาล้วนหันหน้าลงแม่น้ำ แม้แต่วัดก็ตั้งหันหน้าลงแม่น้ำอันเป็นเส้นทางคมนาคม ในขณะที่ด้านหลังมักเป็นท้องทุ่งที่น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำ และเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการปลูกข้าว สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้อยุธยาเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยท้องทุ่งที่จะถูกน้ำท่วมในฤดูน้ำ ตัวเมืองก็เลยกลายเป็นเกาะ เพราะอยู่สูงกว่าบริเวณอื่นๆ บรรดาทุ่งเหล่านี้ล้วนมีชื่อ เพราะแต่ละแห่งก็คือท้องถิ่นที่มีหลายชุมชนตามแม่น้ำลำคลองอยู่ร่วมกัน โดยมีพื้นที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการสังสรรค์ทางสังคมร่วมกัน ดังจะเห็นได้ว่า ท้องทุ่งที่สำคัญส่วนใหญ่จะมีวัดที่มีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิทัศน์ที่แลเห็นได้แต่ไกล เช่น เจดีย์วัดภูเขาทองในทุ่งภูเขาทอง พระปรางค์วัดวรเชษฐ์ในทุ่งประเชด เจดีย์วัดกะช้ายในทุ่งบ้านกราน เป็นต้น ในด้านสังคมและวัฒนธรรม พระนครศรีอยุธยาคือผลผลิตของการปะทะสังสรรค์ทางสังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มชนมากมายหลายชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตั้งคำถามและศึกษากันใหม่ เพราะแต่ก่อนคนมักเข้าใจว่าคนไทยที่อยุธยามาจากการเคลื่อนย้ายทางบก จากเหนือลงใต้อะไรทำนองนั้น ทั้งๆ ที่ดูสวนทางกับบรรดาเรื่องราวในตำนานพงศาวดารที่แสดงให้เห็นว่าอยุธยาสัมพันธ์กับกลุ่มชนที่มาจากทางชายฝั่งทะเลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตำนานเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมาก หรือตำนานเรื่องท้าวอู่ทอง ต่างก็ยืนยันในสิ่งนี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะตำนานเรื่องท้าวอู่ทองนั้น อาจชี้ให้เห็นถึงการเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานของคนกลุ่มใหม่ที่มาจากตอนใต้ของประเทศจีนโดยทางเรือ มาที่ปัตตานี นครศรีธรรมราช เพชรบุรี ขึ้นมาทางสุพรรณบุรี อยุธยา เรื่อยไปจนถึงกำแพงเพชร เรื่องนี้ปัจจุบันมีข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์สนับสนุนอยู่ไม่น้อย ว่ามีการตั้งถิ่นฐานของคนจากทะเลในพื้นที่ทะเลตมและป่าชายเลน ตั้งแต่อ่าวบางตะบูนตรงปากแม่น้ำเพชรบุรี มายังปากแม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน และเจ้าพระยา ซึ่งเป็นผลให้ต่อมาเกิดเมืองขึ้นตามปากแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ล้วนอยู่ในเวลาไล่เลี่ยกันทั้งสิ้น ยิ่งสมัยเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าของภูมิภาคตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔ ลงมา ก็ล้วนมีคนนานาชาติพันธุ์เข้ามาผสมผสานเป็นคนอยุธยา จากทั้งภายนอกและภายใน การผสมผสานทางวัฒนธรรมของชนหลายกลุ่มเหล่าตามช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านไป ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นอารยธรรมของสยามประเทศที่แสดงออกในรูปแบบทางศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ อย่างมากมาย ทุกวันนี้ เราเห็นแต่เพียงซากปรักหักพังของสิ่งที่เป็นศิลปะสถาปัตยกรรม อันได้แก่วัดและวังต่างๆ แต่หากได้อ่านวรรณคดีและเรื่องราวต่างๆ ทางด้านเอกสารที่คนโบราณได้เขียนไว้ ก็อาจจินตนาการให้เห็นภาพที่มีชีวิตชีวาของผู้คนและบ้านเมืองไม่มากก็น้อย ดังในพระราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่ว่า ประกอบด้วยโภชนากระยาหาร ทุกถิ่นฐานบริบูรณ์หนักหนา อยู่เย็นเป็นสุขทุกทิวา เช้าค่ำอัตราทั้งราตรี ประหนึ่งว่าจะไม่มีค่ำคืน รวยรื่นเป็นสุขเกษมศรี .................................. ร้านเรียบเป็นระเบียบด้วยรุกขา ขายของนานาทุกสิ่งสรรพ์ ทั้งพิธีปีเดือนคืนวัน สารพันจะมีอยู่อัตรา ฤดูใดก็ได้เล่นเกษมสุข แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา ตั้งแต่นี้แลหนาอกอา อยุธยาจะสาบสูญไป จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว ดังดวงแก้วอันสิ้นแสงใส นับวันแต่จะยับนับไป ที่ไหนจะคืนคงมาฯ อยุธยาที่สูญหายไปในสมัยของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทครั้งรัชกาลที่ ๑ กับสมัยปัจจุบันนี้แตกต่างกันมาก ครั้งนั้นยังเหลือให้เห็นซากบ้านเมืองและสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ที่ยังจินตนาการได้ว่าบ้านเมืองเป็นเช่นไร ความเป็นเมืองสำคัญของสังคมลุ่มแม่น้ำยังดำรงอยู่ ทั้งยังเปลี่ยนผ่านมาให้กับกรุงเทพมหานครด้วย แต่ในทุกวันนี้ โครงสร้างทางกายภาพและสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆ เปลี่ยนแปลงหมดไปอย่างสิ้นเชิง เส้นทางคมนาคมที่เปลี่ยนจากแม่น้ำลำคลองมาเป็นถนนใหญ่น้อยทั้งหลาย ได้ไชชอนให้เส้นทางน้ำแต่ก่อนตื้นตันหมดไป ร่องรอยของชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลองเหล่านั้นก็หมดไปเช่นเดียวกัน บรรดาท้องทุ่งทั้งหลายที่รอบล้อมอยุธยาที่มีทั้งชั้นนอกและชั้นในก็พลอยยับเยินไปด้วย เพราะรัฐไม่เข้าใจ ปล่อยให้ผู้แทนราษฎรที่ชั่วร้ายที่เข้ามามีอำนาจในแผ่นดิน ปู้ยี่ปู้ยำให้เป็นพื้นที่ทางอุตสาหกรรม เกิดโรงงานอุตสาหกรรม และบ้านจัดสรรขึ้นเป็นดอกเห็ด ที่เลวร้ายก็คือ บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ปล่อยสารเคมีของเสียที่เป็นมลภาวะทั้งหลายลงสู่ท้องทุ่ง เมื่อถึงฤดูน้ำที่น้ำท่วมทุ่ง ก็จะชะนำสารพิษทั้งหลายเหล่านั้นลงสู่ลำน้ำแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลลงสู่กรุงเทพฯ และปากน้ำ ซึ่งตรงอำเภอเชียงรากในเขตจังหวัดปทุมธานีนั้นมีคลองประปาแยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำน้ำมาทำน้ำประปาเลี้ยงคนกรุงเทพฯ ผลที่ตามมา ก็คือคนกรุงเทพฯ ต่างล้วนอยู่ในสภาพตายผ่อนส่งโดยทั่วหน้ากัน บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๔๓)
- อันเนื่องมาจากภาษาและจารึก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2547 เวลานับราวสี่สิบปีที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ได้จัดการให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาตินั้น สังคมไทยและรัฐไทยดูมีความชื่นชมและหลงใหลในความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุแบบตะวันตกที่ก้าวหน้ากว่าบรรดาประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะลาว เขมร พม่า และเวียดนาม ที่กลายเป็นประเทศสังคมนิยม ทั้งที่เป็นคอมมิวนิสต์และไม่ใช่คอมมิวนิสต์ จารึกภาษามอญ ในสมัยทวารวดี พบที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม ทว่าไทยกลับล้าหลังทางสติปัญญากว่า เพราะเหตุว่าไปบ้าแต่รูปแบบความเจริญที่เป็นแต่เปลือก คือเอาอย่างได้แต่เพียงสิ่งที่ผิวเผิน สิ่งหนึ่งที่รัฐไทยใช้เป็นเครื่องมือสร้างประเทศ และประกาศการมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองให้โลกรับรู้ก็คือประวัติศาสตร์ชาตินิยม ที่ได้รับอิทธิพลในเรื่องความคิดมาจากประเทศมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมในขณะนั้น เช่น อังกฤษและฝรั่งเศส แต่ก่อน เรื่องราวความเป็นมาในอดีตที่มีบทบาทสร้างสำนึกร่วมกันของคนในสังคมเป็นเรื่องตำนานและพงศาวดาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องสมมุติที่มีรากฐานมาจากเรื่องราวทางศาสนาและผู้นำทางวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่คนทั่วไปในสังคมรับรู้และเชื่อว่าเป็นจริง แต่เรื่องราวเหล่านี้ ประเทศที่เจริญทางตะวันตกไม่เชื่อและไม่ยอมรับ จะเห็นด้วยก็ต้องเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีการค้นคว้า รวบรวมจากข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมาสร้างขึ้น รัฐไทยต้องการให้มหาอำนาจทางตะวันตกยอมรับในเรื่องนี้ จึงมีการสร้างความเป็นมาของผู้คนและบ้านเมืองแต่อดีตในลักษณะที่เป็นประวัติศาสตร์กับเขาบ้าง ประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นนี้ คือประวัติศาสตร์ชาติ เพราะสัมพันธ์กับการที่จะบอกให้คนทั้งหลายรู้ว่าบ้านเมืองและผู้คนในดินแดนประเทศไทยมีความสัมพันธ์รวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวเป็นรัฐและอาณาจักรมากว่าเจ็ดร้อยปีทีเดียว ซึ่งก็มีความเก่าแก่และมีความเจริญไม่ยิ่งหย่อนกว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเก่ากว่าอเมริกาเสียด้วยซ้ำ อันที่จริง ประวัติศาสตร์ชาติแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับบรรดาผู้คนและบ้านเมืองในประเทศอื่นเหมือนกัน โดยเฉพาะบรรดาบ้านเมืองที่ตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก ผู้ที่ทำให้เกิดการเขียนและสร้างประวัติศาสตร์ชาติก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รู้จักและเรียนรู้วิธีคิดและวิธีการมาจากประเทศทางตะวันตกทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ก็คือได้เรียนมาจากพวกตะวันตกนั่นเอง จึงใช้ประวัติศาสตร์แบบนี้ตอบโต้ตะวันตกที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ของดินแดน บ้านเมืองและผู้คน ที่ตนต้องการยึดครองเป็นอาณานิคมขึ้นมาอธิบายความชอบธรรมของตน ดังตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสสร้างประวัติศาสตร์เมืองพระนครมาอธิบายถึงความเป็นมหาอาณาจักรของพวกขอม ที่มีอำนาจครอบครองดินแดนประเทศไทยมาก่อนเพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่า เมื่อตนได้เขมรเป็นอาณานิคมแล้ว ก็ควรมีสิทธิ์ในการได้ปกครองดินแดนที่ขอมมีอำนาจมาก่อนได้ การสร้างประวัติศาสตร์แบบนี้เท่ากับเป็นการดักคอไม่ให้ทางไทยสร้างประวัติศาสตร์ที่แสดงอารยธรรมเก่าแก่ในดินแดนประเทศไทยเกินเรื่องราวของชนชาติไทยได้ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่น ไม่ว่าอินโดนีเชียหรือเวียดนาม ต่างก็สามารถค้นคว้าเรื่องราวและหลักฐานทางโบราณคดีที่เก่าแก่ในดินแดนประเทศตน มาสร้างความมีอารยธรรมที่เก่าแก่กว่าของไทยได้ อันที่จริง ความซวยของคนไทยอยู่ที่ผู้นำและนักปราชญ์นักวิชาการมักมีความเห็นที่คล้อยตามนักปราชญ์และนักวิชาการฝรั่งเสมอ เพราะเชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้และวิธีการศึกษาที่เป็นระบบถูกต้อง อีกทั้งมักยกย่องให้เป็นครู เลยทำให้ปราชญ์ฝรั่งเศสสมัยยุคล่าอาณานิคมมีส่วนช่วยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยและอารยธรรมไทยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๗๐๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง นั่นคือบรรดานักปราชญ์ นักวิชาการฝรั่งเศสได้ใช้ “ ภาษา ” เป็นสิ่งกำหนดความเป็นชนชาติ ดินแดนประเทศไทยก่อน ๗๐๐ ปีที่ผ่านมาไม่พบชนชาติที่พูดภาษาไทย หากเป็นของคนที่เป็นชนชาติมอญและเขมร เพราะพบศิลาจารึกที่มีตัวอักษรและภาษาของชนชาติเหล่านี้ จึงได้นำไปผูกเข้ากับหลักฐานที่เป็นร่องรอยของบ้านเมือง และบรรดาโบราณสถานวัตถุทางศาสนา แล้วสรุปออกมาอย่างกว้างๆ ดังนี้ ตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ นับเนื่องเป็นสมัยทวารวดี มีอาณาจักรทวารวดีที่เมืองนครปฐมเป็นศูนย์กลาง อาณาจักรนี้ ผู้คนเป็นชนชาติมอญ พอพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลงมา ขอมเมืองพระนครจากกัมพูชามีอำนาจ เป็นมหาอาณาจักร ได้ขยายอำนาจทางการเมืองเข้ามาครอบครองดินแดนประเทศไทยทั้งหมด แล้วตั้งเมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นเมืองศูนย์กลาง โดยกษัตริย์ขอมส่งเจ้านายและขุนนางที่เป็นตัวแทนพระองค์มากำกับการปกครอง การที่ขอมเข้ามามีอำนาจ ก็ทำให้ชนชาติขอมจากเมืองพระนครเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และเป็นผู้คนในดินแดนนี้ด้วย จึงเท่ากับดินแดนประเทศไทยมีชนชาติมอญและชนชาติขอมหรือเขมรอยู่เป็นส่วนใหญ่ จนล่วงเข้ามาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก็มี “ชนชาติไทย” ที่ฝรั่งบอกว่าเคยเป็นใหญ่อยู่ในประเทศจีนตอนใต้ โดยมีอาณาจักรน่านเจ้าเป็นรัฐสำคัญ ได้ถูกจีนตีแตกจนทำให้คนไทยต้องอพยพลงมาทางภาคเหนือของไทย เช่น เชียงราย เชียงแสน แล้วเข้ามายังเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองในปกครองของขอม คนไทยทยอยกันเข้ามาตั้งถิ่นฐานและเป็นพลเมืองอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของขอมอยู่ก่อน แต่พอพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ก็มีกำลังกล้าแข็ง ผู้นำคนไทยที่เข้มแข็งสองคน คือขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด และขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง ต่างผนึกกำลังกันแข็งข้อต่อขอม ยกกองทัพเข้าขับไล่โขลญลำพง ผู้เป็นขุนนางขอมที่ปกครองเมืองสุโขทัยออกไป แล้วประกาศความเป็นอิสรภาพของคนไทย ตั้งสุโขทัยเป็นเมืองหลวง โดยมีขุนบางกลางหาวขึ้นครองราชย์ในพระนามว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ “สุโขทัยจึงเป็นราชธานีแห่งแรกของชนชาติไทย” ต่อจากพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก็เป็นรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหาราช ทรงทำสงครามปราบปรามบ้านเมืองต่างๆ และขยายอำนาจอาณาจักรสุโขทัยกว้างไกล ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น แล้วสร้างศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ขึ้นมาประกาศพระกรณียกิจที่ทรงกระทำให้กับบ้านเมือง จนกลายเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนชาติไทย จารึกวัดป่ามะม่วง อักษรไทย ภาษาไทย พบที่เมืองเก่า สุโขทัย ตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ทั้งปราชญ์ผู้นำ คือปราชญ์ฝรั่ง กับปราชญ์ผู้ตาม คือปราชญ์ไทย ต่างก็ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ชนชาติไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยมีสุโขทัยเป็นราชธานี และมีพ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นมหาราชพระองค์แรก ประวัติศาสตร์นี้คือสิ่งที่ใช้สอนกันในการศึกษาของชาติทั้งระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ชาติที่เห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง เป็นข้อยุติที่ทุกคนต้องเชื่อ เช่นเดียวกันกับบรรดาตำนานพงศาวดารที่เคยมีมาก่อน ดูเหมือนทั้งผู้นำของชาติและบรรดาปราชญ์ราชครูทั้งหลายต่างก็พากันเลิกให้ความสำคัญกับตำนานพงศาวดารที่เคยเชื่อกันมาก่อนโดยสิ้นเชิง บางท่านก็ตำหนิว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เชื่อถือไม่ได้ และก็หันมาเชื่อประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ว่านี้แทน แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ใครก็ตามที่ยังให้ความสำคัญกับตำนานพงศาวดาร และแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือคัดค้านประวัติศาสตร์สุโขทัยที่เป็นประวัติศาสตร์ชาตินี้ จะถูกกล่าวหาว่านอกคอก เป็นพวกชาตินิยม (เพราะไม่ยอมรับความคิดเห็นของนักปราชญ์ฝรั่ง) และที่สำคัญที่สุด ถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้ามีการคัดค้านใดๆ ที่เกี่ยวกับจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ที่เชื่อกันว่าพ่อขุนรามคำแหงโปรดฯ ให้สร้างขึ้น เลยทำให้ศิลาจารึกที่น่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลายเป็น “จารึกทางตำนาน” ไป กระนั้นก็ดี ก็ยังมีผู้ที่แสดงความสงสัยและเขียนอะไรต่ออะไรขึ้นมาขัดแย้งกับจารึกทางตำนานนี้อยู่เนืองๆ จากคนรุ่นเก่าถึงรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไปเล่าเรียนวิชาประวัติศาสตร์มา หรือที่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ว่าเป็นวิชาที่ไม่ได้หาข้อยุติ และเป็นวิชาที่ต้องคิดและตั้งคำถามมากขึ้น ดังนั้น ข้อขัดแย้งในเรื่องประวัติศาสตร์สุโขทัยและจารึกพ่อขุนรามคำแหงจึงกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่เกิดขึ้นเสมอมา ในบรรดากลุ่มผู้ที่ขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยแห่งชาติและจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น มีกลุ่มใหญ่อยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรก ไม่เชื่อเรื่องอำนาจทางการเมืองของสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง อีกทั้งไม่เชื่อว่าศิลาจารึกหลักนี้เป็นสิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงสร้างขึ้น หากเชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง และเป็นจารึกที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ปัญหาการเมืองในสุโขทัยเอง ระหว่างตระกูลของขุนผาเมืองกับตระกูลของขุนบางกลางหาว ผู้ที่ขุนผาเมืองอภิเษกให้เป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ปกครองเมืองสุโขทัย ข้อคิดเห็น ข้อขัดแย้งของกลุ่มนี้ มักถูกบรรดานักวิชาการที่ยึดมั่นถือมั่นในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงกีดกัน และกล่าวหาว่านอกคอก หรือไม่ก็มุ่งทำลายพระเกียรติคุณของพ่อขุนรามคำแหงเลยทีเดียว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่มีความเห็นว่า ศิลาจารึกหลักนี้เป็นของที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยขึ้นมา กลุ่มนี้กำลังถูกข้อกล่าวหาที่ฉกรรจ์ คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ถึงสองพระองค์ คือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันถึงขนาดถูกมองว่าเป็นคนทรยศ เนรคุณ และทำลายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของคนสุโขทัย จนต้องมีการเดินขบวนและเผาพริกคั่วเกลือ แช่งชักหักกระดูกกันอย่างใหญ่โต ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในกลุ่มแรกที่มีความขัดแย้งกับประวัติศาสตร์สุโขทัยและจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง ข้าพเจ้าได้เคยเขียนเหตุผลในการโต้แย้งไว้ในหลายๆ ที่แล้ว จะไม่ย้อนกลับไปกล่าวถึงอีก หากจะขอเพิ่มเติมประเด็นบางอย่างที่คิดขึ้นได้ในตอนหลัง เรื่องสำคัญก็คือคำว่า “ชนชาติไท” ถ้ามองตามกับดักของปราชญ์ฝรั่งสมัยยุคล่าอาณานิคม ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบรมครูของปราชญ์ไทยแล้ว ดูเหมือนมองกลุ่มชนชาติสัมพันธ์กับยุคสมัย ดังกำหนดว่าสมัยทวารวดีเป็นยุคของชนชาติมอญเป็นใหญ่ จึงมีภาษาเขียนที่ปรากฏในจารึกเป็นภาษามอญ ในยุคนี้เมืองนครปฐมถูกกำหนดให้เป็นราชธานีของอาณาจักรทวารวดีที่มีชนชาติมอญปกครอง พอถึงสมัยลพบุรี ชนชาติขอมหรือเขมรเข้ามาเป็นใหญ่ จึงปรากฏพบโบราณสถานวัตถุที่เป็นศิลปะขอม และจารึกที่เป็นภาษาขอม ยุคนี้ได้กำหนดให้เมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ และเป็นเมืองที่มีชนชาติขอมเป็นใหญ่ ครั้งถึงสมัยสุโขทัยก็เป็นเรื่องชนชาติไทเข้ามาเป็นใหญ่แทนพวกขอม จึงปรากฏจารึกภาษาไทยที่สร้างขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหงขึ้น ในความคิดของข้าพเจ้า การกำหนดเช่นนี้ก็คือการนำภาษาเข้าไปสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเชื่อว่าคนที่พูดภาษาเหมือนกันนี้ทั้งหมดเป็นคนในชาติพันธุ์เดียวกัน ซึ่งก็ทำให้เกิดความเข้าใจไปในทำนองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ที่เรียกว่า เชื้อชาติ [Race] ปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่าเชื้อชาติ [Race] นี้ บรรดานักวิชาการทั้งสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์เกือบทั้งโลกได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่เป็นจริง เพราะวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์นั้น การรวมกลุ่มกันเป็นชาติพันธุ์จนถึงการเป็นชนชาตินั้น เป็นเรื่องการผสมผสานกันทางวัฒนธรรม [Culture] มากกว่า ในหมู่คนจีน ที่นับได้ว่าเป็นกลุ่มชนชาติใหญ่นั้นคือสิ่งแสดงให้เห็นในเรื่องนี้ว่า ความเป็นจีนที่สำคัญคือการโยงใยคนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วยภาษาที่ใช้เป็นภาษากลาง และคนจีนเองเวลามองคนกลุ่มอื่นที่ต่างจากตนแยกออกเป็นชนเผ่าและชนชาติ ก็มองจากภาษาหลักที่ใช้เหมือนกัน คนจีนมองคนในชาติพันธุ์ไทว่าเป็นชนชาติ เพราะเป็นกลุ่มใหญ่ และมีเครือข่ายตามท้องถิ่นและภูมิภาคอื่นๆ มากมาย หาใช่เป็นชนเผ่าซึ่งเป็นชนกลุ่มเล็กๆ ไม่ เพราะฉะนั้น ความเป็นคนไทยจึงเป็นเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมมากกว่า แต่สังคมไทยและรัฐไทยที่ผ่านมาจนบัดนี้ยังมีความคิดเห็นว่า การเป็นคนไทยนั้น ภาษาเป็นสิ่งที่แสดงลึกลงไปจนถึงการสืบสายเลือด จึงเชื่อกันว่าคนไทยเป็นผู้ที่สืบเชื้อชาติเดียวกันมาตั้งแต่เทือกเขาอัลไต มาน่านเจ้า สุโขทัย อยุธยา จนถึงกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน เลยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยสมัยสุโขทัยและที่เรียนกันตามโรงเรียนทั่วไปในขณะนี้คือประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยม ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่สัมพันธ์กับการสร้างรัฐชาติ [Nation state] นั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ - ๕ แต่พอมาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ขบวนการชาตินิยมก็เกิดขึ้น จึงทำให้ประวัติศาสตร์ชาติแต่เดิมกลายเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมไป เพราะต้องการแสดงให้ทั้งโลกและคนไทยเห็นว่า ก่อนที่คนไทยจะปลดแอกตัวเองจากการปกครองของขอมครั้งสุโขทัยนั้น ไทยเคยเป็นชาติใหญ่มีอารยธรรม เป็นเมือง เป็นอาณาจักรมาแล้วในดินแดนประเทศจีน ซึ่งอาจจะเก่าแก่ไปกว่าจีนเสียอีก ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ถ้าวิเคราะห์แยกภาษา โดยเฉพาะภาษาไทย ว่าไม่เกี่ยวกับการเป็นชาติพันธุ์แบบสืบสายเลือด แต่หากเป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในเรื่องบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมแล้ว ก็จะเห็นว่า “กับดัก” ของปราชญ์ฝรั่งยุคล่าอาณานิคม ที่กำหนดว่าดินแดนประเทศไทยมีชนชาติมอญที่พูดภาษามอญ และชนชาติขอมที่พูดภาษาเขมรครอบครองมาก่อนการเข้ามาแทนที่ของชนชาติไทยจะอ่อนตัวลง แล้วจะเห็นได้ว่า การเป็นชนชาติมอญและชนชาติขอมนั้น แท้ที่จริงเกิดจากการบูรณาการทางวัฒนธรรมและการเมืองของคนหลายชาติพันธุ์หลายภาษา และจะแลเห็นวัฒนธรรมในสองระดับ ระดับหนึ่งเรียกว่า “กลุ่มท้องถิ่น” ที่มีสำนึกความคล้ายคลึงทางชาติพันธุ์เหมือนกัน [Ethnicity] กลุ่มเหล่านี้มีความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะเสมอภาค และมีภาษาถิ่นที่มีลีลาและสำเนียงเดียวกัน ส่วนอีกระดับหนึ่งคือ “กลุ่มบ้านเมือง” [Polity] เป็นกลุ่มที่มีคนหลายชาติพันธุ์มาอยู่รวมกัน จึงต้องมีบูรณาการทั้งในด้านวัฒนธรรมและการเมืองเพื่ออยู่ร่วมกัน โดยสร้างภาษากลางที่ใช้สื่อร่วมกัน และมีการจัดระเบียบสังคมให้มีความซับซ้อนและเหลื่อมล้ำกัน คือมีทั้งระดับผู้นำ ที่มีสถานภาพและรูปแบบในการดำรงชีวิตแตกต่างไปจากระดับคนธรรมดาทั่วไป ความเป็นชนชาติไทยนั้นนับเนื่องในกลุ่มบ้านเมือง ในเรื่องนี้ ถ้าหากมองจากหลักฐานและงานค้นคว้าทางมานุษยวิทยาที่อาจนำมาอ้างอิงได้ในที่นี้ ก็คืองานของลีช (E. R. Leach 1910 - 1989) เรื่อง Political Systems of Highland Burma (1954) ที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกะฉิ่นกับคนไทใหญ่ในพม่า คนกะฉิ่นเป็นชนเผ่าในที่สูง มีโครงสร้างสังคมอีกแบบหนึ่ง พอลงมาสัมพันธ์กับคนไทใหญ่บนพื้นราบ ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นแบบคนไทไป ในขณะที่คนไทเองก็มีคนระดับผู้นำ คือเจ้าฟ้าและพวกบริวาร เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับชนชาติไททั้งในประเทศเวียดนาม พม่า และยูนนาน ก็เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งและสภาพแวดล้อมในการตั้งถิ่นฐานของคนไท คนหลายเผ่าพันธุ์ตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่หุบเขาเดียวกัน ตามระดับความสูงที่แตกต่างกัน แต่คนไทมักตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มที่มีทั้งบริเวณที่ลาดเชิงเขาที่สามารถตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มใหญ่โตได้ มีพื้นที่ราบลุ่มทำการเกษตรได้ดีกว่าคนที่อยู่บนที่สูง แต่ที่สำคัญ สามารถควบคุมการใช้น้ำที่ไหลมาจากที่สูงให้มีน้ำใช้ทั้งในด้านการบริโภคอุปโภคและการ เกษตรได้ดี รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งถิ่นฐานนั้นสะดวกแก่การสัญจรไปมา เกิดมีบริเวณที่กำหนดให้เป็นตลาด ทั้งเพื่อการดำรงอยู่ภายในท้องถิ่น และการแลกเปลี่ยนสินค้าและสิ่งของระหว่างท้องถิ่นด้วย จึงกลายเป็นที่ดึงดูดให้ผู้คนหลายชาติพันธุ์เข้ามาติดต่อค้าขายรวมทั้งเข้ามาตั้งถิ่นฐานผสมผสานด้วย ทำให้ความเป็นชนชาติไทนั้นมีหลายชาติพันธุ์ที่รวมกัน ใช้ภาษากลางซึ่งเป็นภาษาไทร่วมกัน มีการเติบโตเป็นบ้านเป็นเมืองและรัฐขึ้น จนสามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจไปยังกลุ่มบ้านเมืองตามหุบเขาต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นชนชาติในกลุ่มบ้านเมืองของคนไทดังกล่าวนี้หาได้หยุดนิ่งไม่ หากเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในทางขยายเครือข่ายตลอดเวลา แต่ก็ไม่เคยมีการรวมตัวกันเป็นบ้านเมืองที่เป็นรัฐขนาดใหญ่ถึงขั้นเป็นอาณาจักรได้เลย หากเป็นแต่รัฐอิสระเล็กๆ ที่มีเจ้าฟ้าหรือเจ้าเมืองปกครองเท่านั้น ในยามที่เกิดความเดือดร้อน เช่นมีสงคราม ก็อาจจะรวมตัวกันเป็นพักๆ เพื่อต่อต้านศัตรูร่วมกัน หลังจากนั้นก็กลับคืนความเป็นอิสระดังเดิม แต่ในยุคที่ภูมิภาคมีรัฐหรืออาณาจักรเกิดขึ้น ชนชาติไทที่เป็นกลุ่มบ้านเมืองอิสระเหล่านี้อาจถูกดูดกลืนให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรและระบบการเมืองที่ซับซ้อนได้ อย่างเช่นเรื่องของรัฐหรืออาณาจักรน่านเจ้า ที่ในประวัติศาสตร์ชาตินิยมของไทยกล่าวว่าเคยเป็นอาณาจักรของคนไทนั้น แท้จริงคนไทเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หรือถ้าจะมองให้ลึกลงไปกว่านี้ก็คือ คนในตระกูลผู้นำของคนไทอาจเข้าไปมีความสัมพันธ์ทางสังคมกับกษัตริย์หรือราชวงศ์กษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรนั้นอยู่ เพราะเหตุว่าบุคคลในระดับกษัตริย์และพระราชวงศ์นั้นคือผู้ที่สังคมอุปโลกน์และยอมรับให้อยู่เหนือกว่าบุคคลธรรมดา เพื่อที่จะไม่เป็นคนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ว่าสามารถมีความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองกับคนกลุ่มอื่นเมืองอื่นด้วยการแต่งงานได้ จอมพลป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ มีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชาติไท ตลอดจนชนชาติอื่นๆ ในบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากความกดดันในเรื่องการมีผู้คนเพิ่ม ต้องการแหล่งทำกินและตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติม รวมทั้งการรุกล้ำปราบปรามของคนจีนด้วย จึงเกิดการเคลื่อนย้ายเพื่อสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ผู้คนเหล่านี้ โดยพื้นฐานมีการค้าระยะไกลจากหุบเขาโน้นไปหุบเขานี้ ตลอดจนมีความรู้ในเรื่องดินแดนที่ห่างไกลทั้งทางบกและทะเลดี จึงรู้ว่าท้องถิ่นใด ดินแดนใดที่อาจเข้าไปทำการค้าขายและสร้างบ้านแปงเมืองได้ โดยเฉพาะดินแดนประเทศไทย ที่ยังมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ว่างเปล่าอยู่มาก จึงมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาทั้งทางบกและทางทะเล ทำให้เกิดบ้านเมืองใหม่ๆ ขึ้นทั้งบริเวณชายทะเลและบริเวณภายใน ที่รู้จักกันในนามว่า “สยามประเทศ” ในช่วงเวลาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ลงมา บ้านเมืองที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ได้มีการรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมากขึ้น จึงมีการกล่าวถึงเรื่องการส่งทูตจากสยามประเทศไปเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้ากับจีน คนในสยามประเทศแม้ว่าจะมีความหลากหลายในเรื่องชาติพันธุ์ แต่ก็ถูกเรียกจากคนภายนอกอย่างเดียวกันว่าเป็นคนสยาม ชนชาติไทคงนับเป็นชนกลุ่มใหญ่ของสยาม และภาษาไทก็ได้รับการยกให้เป็นภาษากลางที่สื่อสารระหว่างกันทั้งเป็นการภายในและกับคนภายนอก พอล่วงเข้าพุทธศตวรรษที่ ๑๘ บรรดาบ้านเมืองที่เป็นรัฐเก่า อาณาจักรเก่า เช่น เมืองพระนครและพุกามก็เสื่อมโทรมลง คนกลุ่มใหม่ที่พูดภาษาไทเป็นภาษากลางก็เจริญขึ้นมาแทนที่ ทำให้มีการผสมผสานและผนวกบ้านเมืองเดิมในรัฐเดิม รวมทั้งผู้คนเข้าสู่บ้านเมืองยุคใหม่ที่มีการแบ่งออกเป็นแคว้นหรือรัฐอิสระหลายรัฐด้วยกัน อันได้แก่นครศรีธรรมราช สุพรรณภูมิ อโยธยา สุโขทัย ล้านนา และล้านช้าง เป็นต้น บ้านเมืองเหล่านี้ แม้ว่าเป็นอิสระต่อกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์กันทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การกินดองเป็นญาติกันทางการแต่งงานระหว่างกษัตริย์ต่างแคว้นกัน และการใช้ภาษาไทเป็นสื่อกลางระหว่างกัน ดังนั้น ถ้าหากจะพิจารณาจากการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เรียกว่าสยามประเทศ และใช้ภาษาไทซึ่งเคยเป็นภาษาที่สื่อกันระหว่างคนหลายกลุ่มเหล่าและหลายชาติพันธุ์ในดินแดนทางใต้ของจีนมาก่อน มาเป็นภาษากลางของผู้คนในสยามประเทศแล้ว ก็จะแลเห็นว่าภาษาไทหาได้ผูกพันติดกับชนชาติใดชาติหนึ่ง เช่นชนชาติไทยโดยเฉพาะไม่ หากได้กลายมาเป็นภาษาที่มีบทบาทในบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมให้กับคนสยามที่มาจากหลายเผ่าพันธุ์ และในขณะเดียวกันก็ใช้สื่อสารกับคนกลุ่มอื่นจากภายนอกอย่างมีเอกภาพ เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็อาจนึกย้อนหลังไปถึงสมัยทวารวดีและลพบุรีที่ปราชญ์ฝรั่งเศสและปราชญ์ไทยผู้ติดตามบอกว่าเป็นพวกมอญและเขมร เพราะเหตุว่าใช้ภาษานั้นๆ เรื่องก็คงเป็นทำนองเดียวกัน คือเป็นภาษาสำคัญที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้คนหลายชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากมายในบ้านเมือง ยิ่งเมืองไหนใหญ่โตก็ยิ่งเป็นแหล่งรวมของผู้คนนานาชาติ ยกตัวอย่างเช่นเมืองนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณ เป็นต้น ที่ยังปรากฏภาพสลักบนแผ่นอิฐและภาพปูนปั้นที่ประดับตามฐานพระสถูปเจดีย์เป็นรูปแบบของคนต่างเผ่าพันธุ์ให้เห็น หรือภาพสลักบนผนังระเบียงคดของปราสาทนครวัดและปราสาทบายนก็เช่นเดียวกัน ล้วนแสดงให้เห็นว่าการเป็นเมืองหรือรัฐขนาดใหญ่นั้นมีคนหลายชาติหลายภาษาอยู่รวมกัน จึงต้องมีบูรณาการทางภาษาเพื่อให้สื่อสารกันได้ ภาษาที่ถูกเลือกให้เป็นภาษากลางจึงมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความเป็นพลเมืองของเมืองหรือรัฐนั้น มากกว่าการเป็นตัวแทนของชนชาติใดชาติหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น การเกิดบ้านเมืองและรัฐในสมัยทวารวดีและลพบุรีก็เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากภายนอกทั้งทางบกและทางทะเลเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกัน ผู้คนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์มีทั้งที่เข้ามาและออกไปอยู่เป็นประจำ ถ้าย้อนเข้าไปในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตามหลักฐานโบราณคดีที่พบใหม่ๆ ในขณะนี้ ก็จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากภายนอกเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองในดินแดนประเทศไทยนั้น มีมาราว ๔,๐๐๐ ปีที่แล้วมา ผู้คนเหล่านี้มีหลายชาติพันธุ์จากทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยผ่านเข้ามาทางประเทศเวียดนาม ล้วนเป็นผู้คนที่มีความรู้ในเรื่องการนำโลหะสำริดมาทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ คนเหล่านี้กระจายอยู่ทั้งในบริเวณชายทะเลและดินแดนภายใน เช่น ในบริเวณลุ่มน้ำลพบุรี - ป่าสัก และดินแดนที่ราบสูงโคราช พอประมาณ ๒,๕๐๐ ปีลงมาก็เข้าสู่ยุคเหล็ก ที่มีผู้คนจากภายนอก เช่นจากโพ้นทะเล จากอินเดีย เข้ามาติดต่อทั้งด้วยการค้าระยะไกลและการเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เกิดเป็นเมืองเป็นรัฐขึ้น ความหลากหลายของท้องถิ่นในเรื่องชีวภาพและชาติพันธุ์ ทำให้เกิดท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น ท้องถิ่นแต่ละแห่งก็อาจมีการผสมผสานทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้กลายเป็นกลุ่มที่มีสำนึกรวมกันในทางชาติพันธุ์ [Ethnicity] ที่มีตระกูลใหญ่และตระกูลน้อยอยู่ร่วมกัน ผู้ที่อยู่ในตระกูลใหญ่คือผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำ หลายกลุ่มท้องถิ่นที่มีหัวหน้าตระกูลเป็นผู้ปกครองเหล่านี้ มีความสัมพันธ์กันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง จนทำให้เกิดพื้นที่ทางการเมือง [Polity] ที่เป็นเมือง รัฐ หรือแคว้นร่วมกัน โดยเลือกภาษาของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพในการสื่อสารสูงให้เป็นภาษากลางร่วมกัน สร้างลัทธิความเชื่อและจารีตประเพณีในการอยู่ร่วมกัน เมื่อมีการติดต่อกับทางอินเดียและบ้านเมืองโพ้นทะเลอื่นๆ บรรดาผู้นำของรัฐและแคว้นเหล่านั้นก็นำเอาศาสนาและอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดบูรณาการทางวัฒนธรรมและการเมืองขึ้น จนมีระบบกษัตริย์ ภาษา อักษร และศิลปะ อารยธรรม เกิดรัฐเล็กและรัฐใหญ่ที่มีวัฒนธรรมร่วมสมัยกัน ข้าพเจ้ามีความเห็นขัดแย้งและชิงชังต่อปราชญ์ฝรั่งและปราชญ์ไทยที่เป็นฝ่ายตาม ที่มองว่าในพื้นที่ทางการเมืองที่เป็นรัฐหรือเมืองใหญ่ๆ [Polity] นั้น มีชนชาติใดชนชาติหนึ่งเป็นใหญ่ หรือเป็นพลเมืองทั้งหมด โดยใช้ภาษาและจารึกเป็นหลักฐานยืนยัน เพราะดีแต่อ้างในเรื่องสิ่งสมมุติในระดับวัฒนธรรมหลวง ไม่ยอมรับความเป็นจริงในเรื่องชาติพันธุ์ที่อยู่ในระดับท้องถิ่น ที่เรียกว่าวัฒนธรรมราษฎร์ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือการสร้างประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมที่ใช้ภาษาไทยและจารึกเป็นพื้นฐานให้เกิดการเปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา ข้าพเจ้ารู้สึกละอาย เมื่อรัฐบาลพม่าเปลี่ยนชื่อประเทศจากพม่า ซึ่งหมายถึงชนชาติ มาเป็น “เมียนมาร์” ซึ่งหมายถึงการอยู่รวมกันของหลายชาติพันธุ์ในดินแดนเดียวกัน สติปัญญาของผู้นำพม่าดูมีวิวัฒนาการแบบขึ้น [Evolution] แต่ของไทย ดูเหมือนนับวันเจริญลง [Involution] บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณปีที่ ๓๐ ฉ. ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๔๗)
- ทวารวดี – ศรีวิชัย : การทบทวนในเรื่องความหมาย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2550 ที่แล้วมา คำว่า “ทวารวดี” กับ “ศรีวิชัย” คือชื่อของสมัยเวลาทางประวัติศาสตร์การเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณในช่วงเวลาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ โดยนักประวัติศาสตร์โบราณคดีฝรั่งและไทยกำหนดจากการเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของราชอาณาจักรสองแห่ง พระพุทธรูปหินทรายแดงปางห้ามญาติที่เคยประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มหน้าประตูพระอุโบสถที่วัดพระบรมธาตุไชยา ลักษณะท่าทางการยืนเป็นแบบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี พระพักตร์แบบทวารวดี แต่นุ่งผ้าแบบศิลปะลพบุรี ทวารวดีเป็นราชอาณาจักรในภาคกลางที่มีมาก่อนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ส่วนศรีวิชัยเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ลงมา นอกจากความเหลื่อมทางเวลาแล้วยังมีวัฒนธรรมทางศาสนาที่แตกต่างกัน โดยที่ทวารวดีเป็นรัฐที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาท แต่ศรีวิชัยนับถือพุทธศาสนามหายาน อาณาจักรทวารวดีนั้น คนส่วนใหญ่คือคนมอญเหมือนกับพวกที่อยู่ในเมืองมอญของพม่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในอาณาจักรศรีวิชัยเป็นคนมลายู ทั้งทวารวดีและศรีวิชัยในการรับรู้ของคนทั่วไปจึงเน้นอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ๆ คือเป็นอาณาจักร หรือรัฐที่มีศูนย์กลางแห่งอำนาจอยู่ที่เมืองหลวงอย่างหนึ่ง กับการเป็นสมัยเวลาทางวัฒนธรรมที่มีอาณาบริเวณกว้างไกลกว่าเขตแคว้นทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง มาบัดนี้ มีการพบข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมากกว่าแต่เดิม อีกทั้งมีการค้นคว้าอดีตในลักษณะที่เป็นสหวิทยาการมากขึ้น จึงทำให้มีนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา และผู้รู้ในวิชาการด้านอื่นๆ ได้ศึกษาและตีความใหม่ๆ ขึ้น ที่มีลักษณะขัดแย้งกับแนวคิดและเนื้อหาเก่าๆ มากมาย ทำให้แลเห็นมุมมองและแนวคิดที่แตกต่างไปจากเดิม นักวิชาการรุ่นใหม่ส่วนมากไม่เห็นว่าทั้งทวารวดีและศรีวิชัยเป็นรัฐรวมศูนย์ที่เรียกว่า “ ราชอาณาจักร ” แต่กลับมองว่าเป็นเครือข่ายของนครรัฐที่คล้ายๆ กันกับสหพันธรัฐมาเลเซียในปัจจุบัน ที่มีการกำหนดให้สุลต่านผู้ปกครองรัฐผลัดเปลี่ยนกันมาดำรงตำแหน่งราชาธิราชของสหพันธ์ ความคล้ายคลึงกันจึงอยู่ที่การเน้นความเป็นศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการกำหนดตำแหน่งของเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางการปกครองตามระบบอประชาธิปไตยที่นครกัวลาลัมเปอร์ก็ตาม ข้าพเจ้าใคร่เรียกการรวมกลุ่มของนครรัฐแต่โบราณว่า “มณฑล” [Mandala] เพราะนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่มักมีความเห็นว่ามีลักษณะเป็นขอบเขตของจักรวาลตามคติทางศาสนาของอินเดีย คำว่ามณฑลจึงเป็นสิ่งที่นำมาใช้แทนคำว่าอาณาจักรในเชิงโครงสร้างที่หลวมๆ และเป็นนามธรรม คือไม่มีการกำหนดเขตแดนที่เด่นชัด และเน้นความเป็นศูนย์กลางอยู่ที่กษัตริย์ที่ได้รับเลือกให้เป็นพระจักรพรรดิราชหรือมหาราชา ซึ่งเป็นเรื่องความสามารถเฉพาะตัวบุคคล ถ้าหากสิ้นพระชนม์ลงแล้ว ไม่มีบุคคลผู้สืบทอดที่มีอำนาจและบารมีพอ ก็จะเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่กษัตริย์ในเครือข่ายของมณฑลซึ่งมีความสามารถและอำนาจบารมีเป็นที่ยอมรับ เหตุนี้ตำแหน่งเมืองสำคัญอาจจะไม่กำหนดอยู่กับที่ตายตัวก็ได้ อาจย้ายไปยังนครรัฐอื่นที่ได้รับการส่งเสริมให้เหมาะสมกว่า ดังเช่นกลุ่มนครรัฐศรีวิชัย ซึ่งไม่ได้เป็นอาณาจักร หากเป็นเพียงสหพันธรัฐเมืองท่าที่มีเครือข่ายมากมาย ทั้งหมู่เกาและคาบสมุทรมลายู ที่ในชั้นแรก เมืองสำคัญอาจอยู่ที่ปาเล็มบัง แต่ต่อมาก็อาจย้ายไปอยู่ที่ชวาและคาบสมุทรมลายูได้ ขึ้นอยู่กับความสำคัญของกษัตริย์ พระมหากษัตริย์องค์ใดก็ตามที่เป็นมหาราชา หรือราชาธิราช หรือจักรพรรดิราชนั้น นอกจากจะมีบุคลิกภาพและความสามรถเฉพาะองค์เป็นพิเศษแล้ว ยังทรงมีเครือญาติที่เกิดจากการกินดองกับบรรดากษัตริย์ที่อยู่ในกลุ่มสหพันธรัฐเดียวกันสนับสนุน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่เกิดจากการกินดอง หรือการแต่งงานระหว่างกันนี้ คือฐานอำนาจที่เป็นรูปธรรมสำคัญในการที่ทรงได้รับการยกย่องและยอมรับ ทุกวันนี้ ความคิดเรื่องอาณาจักรศรีวิชัยเป็นราชอาณาจักร หรือแม้แต่การเป็นจักรวรรดิก็เปลี่ยนไปแล้ว อาจจะเรียกว่า “สหพันธรัฐเมืองท่า” [Port polity] หรือมณฑลก็ได้ ซึ่งข้าพเจ้าก็คิดว่าเป็นมณฑลของคนมาลายูมากกว่าของคนสยาม เพราะอยู่ในพื้นที่ที่เป็นบ้านเมืองในหมู่เกาะและคาบสมุทร ส่วนพื้นที่ซึ่งต่อมาเรียกว่าสยามประเทศนั้นอยู่เหนือคาบสมุทรขึ้นมายังผืนแผ่นดินใหญ่ที่ร่วมสมัยเดียวกัน แต่พื้นที่บนผืนแผ่นดินใหญ่เหนือคาบสมุทรมลายู ก็มีกลุ่มของนครรัฐที่มีเครือข่ายเป็นสหพันธ์เช่นเดียวกัน ที่บรรดานักวิชาการรุ่นเก่ากำหนดเรียกว่าเป็น “อาณาจักรทวารวดี” เพราะปรากฏชื่อที่จดหมายเหตุจึงจีนสมัยราชวงศ์ถังเรียกเมืองสำคัญแห่งหนึ่งว่า โต–โล–โป–ตี ซึ่งตรงกับคำภาษาสันสกฤตจากจารึก อันเป็นหลักฐานจากภายในว่า “ทวารวดี” เลยทึกทักว่าบริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรทวารวดีไป ข้าพเจ้าเห็นว่าวิธีเช่นนี้เป็นการเลือกเอาเมืองสำคัญเมืองหนึ่งท่ามกลางเมืองสำคัญอีกหลายเมืองมากำหนดให้เป็นศูนย์กลางของรัฐรวมศูนย์ ซึ่งแท้จริงแล้วในจดหมายเหตุจีนได้กล่าวทั้งหมดว่า มีเมืองสำคัญอยู่ ๕ แห่ง คือเมืองศรีเกษตร ซึ่งอยู่ในดินแดนประเทศพม่า เมืองหลั่งยะสิว เมืองโตโลโปตี ในดินแดนประเทศไทย เมืองอิศานปุระ ในดินแดนเขมร และเมืองมหาจัมปาในดินแดนจาม ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม แผนที่กลุ่มรัฐศรีวิชัย [Srivijaya port polity] บรรดาเมืองสำคัญทั้ง ๕ แห่งนี้ ตั้งอยู่ในแนวตะวันตก-ตะวันออกเดียวกัน โดยเฉพาะเมืองหลั่งยะสิวกับโตโลโปตีที่อยู่ติดกัน แต่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งยุคอาณานิคมกลับกำหนดให้เมืองหลั่งยะสิวเป็นเมืองลังกาสุกะ ที่อยู่บนคาบสมุทรมลายูแทน เพื่อให้เมืองโตโลโปตีครอบคลุมพื้นที่ในภาคกลางของประเทศไทยแต่เพียงเมืองเดียว ทั้งนี้ก็คงเพื่อให้แลเห็นความเป็นศูนย์กลางของรัฐทวารวดี โดยสร้างความผิดพลาดในตำแหน่งเมืองสำคัญไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ก็คือได้เลือกเมืองหลั่งยะสิวในจดหมายเหตุจีนที่ในเอกสารท้องถิ่นสมัยอยุธยาเรียก “นครชัยศรี” (นครปฐมโบราณ) เป็นเมืองทวารวดีแทน เมืองทวารวดีตามชื่อเรียกในภาษาจีนว่าโตโลโปตีนั้น ตำแหน่งน่าจะอยู่ที่เมืองละโว้หรือลพบุรีมากกว่า เพราะเมืองละโว้หรือลพบุรีนี้ ในสมัยหลังลงมาได้มีเมืองอยุธยา หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” เกิดขึ้นมาแทนที่ ถ้าพิจารณาตามเนื้อผ้าในจดหมายเหตุจีน ข้าพเจ้าคิดว่าบรรดาเมืองสำคัญทั้ง ๕ เมืองนั้นล้วนเป็นกลุ่มนครรัฐที่เรียกว่ามณฑล ในภาคกลางของประเทศไทย มี ๒ มณฑล คือมณฑลนครชัยศรี กับมณฑลทวารวดี มณฑลนครชัยศรีตั้งอยู่ซีกตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ในขณะที่มณฑลทวารวดีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ในบริเวณลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก เมืองสำคัญของมณฑลทวารวดีอยู่ที่เมืองละโว้ เพราะมีการพบเหรียญเงินสมัยทวารวดีที่มีจารึก “ลวปุระ” ในขณะเดียวกัน ก็พบเหรียญเงินทั้งในพื้นที่มณฑลนครชัยศรีและมณฑลทวารวดีที่มีจารึกล่าวถึง “บุญกุศลของพระราชาธิบดีแห่งศรีทวารวดี ” เหรียญเงินมีจารึกนี้พบครั้งแรกที่นครปฐมโบราณ (นครชัยศรี) เลยทำให้เกิดความสมจริงตามนักปราชญ์ฝรั่งที่กำหนดเมืองนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณว่าเป็นเมืองทวารวดี แต่บัดนี้ เหรียญเงินที่กล่าวพระนามกษัตริย์แห่งศรีทวารวดีนั้นพบกระจายอยู่ทั่วไป จึงทำให้ข้าพเจ้าใคร่ตีความใหม่ว่า ชื่อทวารวดีนั้นมุ่งที่ตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นพระประมุขของมณฑลเป็นสำคัญ ซึ่งก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับคำว่าศรีวิชัย ที่มุ่งที่พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ที่พบในที่ต่างๆ ตามเกาะและคาบสมุทรมลายู เรือเดินสมุทรเลียบชายฝั่งแบบศรีวิชัย ที่มี trigger ไว้คอยช่วยพยุง สลักไว้ ณ บูโรพุทโธ การพบจารึกที่กล่าวถึงชื่อเมืองละโว้ก็ดี หรือกล่าวถึง “บุญกุศลแห่งพระเจ้ากรุงทวารวดี” ก็ดี เป็นสิ่งที่ต้องนำมาตีความกันใหม่ ซึ่งในความเห็นของข้าพเจ้าคิดว่า มีความสัมพันธ์กันในเรื่องการแสดงเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์แห่งศรีทวารวดี ในฐานะทรงเป็นจักรพรรดิราชหรือมหาราชา ที่ทั้งมณฑลนครชัยศรีและมณฑลทวารวดียกย่อง ซึ่งทำให้ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งสองมณฑลน่าจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่การรวมตัวทางการเมืองอันเนื่องมาจากพระบารมีและกุศลแห่งองค์จักรพรรดิราชนั้นเป็นเฉพาะชั่วรัชกาล ไม่มีอะไรยั่งยืน ทั้งนี้ต้องมองไปถึงองค์ประกอบของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละมณฑลด้วย เพราะเมื่อมาถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ นั้น แลเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว มณฑลนครชัยศรีซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้ทะเลกว่า มีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจสังคมสูง เพราะมีคนหลายชาติพันธุ์ ทั้งทางโพ้นทะเลและดินแดนภายใน [Hinterland] เคลื่อนย้ายไปมา เกิดการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองใหม่ๆ จนแลเห็นพื้นที่และผู้คนในนามของดินแดนสยามและคนสยามขึ้น ทั้งบริเวณชายทะเลและดินแดนภายใน ขณะที่มณฑลละโว้หรือทวารวดีนั้น การเคลื่อนไหวน้อย และดำรงความเป็นรัฐเก่า บ้านเมืองเก่าอยู่ จึงเห็นเหตุให้คนจีนที่เดินทางเข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ บันทึกว่า มีกลุ่มบ้านเมืองอยู่ ๒ กลุ่ม คือเสียมหรือสยาม กับละโว้ และในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งสองรัฐนี้ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์รวม เมื่อนำข้อความจากจดหมายเหตุจีนไปเทียบเคียงกับหลักฐานจากภายใน โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สถาปนาพระนครศรีอยุธยาแล้ว ก็สอดคล้องกัน เพราะสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ซึ่งเป็นกษัตริย์ของละโว้ ทรงเป็นเขยของกษัตริย์สุพรรณภูมิในเขตสยาม เลยทำให้ทั้งสองรัฐและสองดินแดนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้นครอยุธยาที่สถาปนาขึ้นใหม่ โดยย้ายจากเมืองอโยธยาเดิมทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำป่าสักมาสร้างในพื้นที่ใหม่ที่ทำให้เป็นเกาะ และเป็นเมืองท่าที่เรือค้านานาชาติจากโพ้นทะเลเข้ามาถึง พระนครที่เป็นศูนย์รวมของทั้งสองดินแดน จึงมีนามใหม่อย่างเดิมว่ากรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ที่ยังคงความสำคัญของทวารวดีไว้ อย่างไรก็ตาม การรวมมณฑลทั้งสยามและละโว้มาเป็นหนึ่งเดียวครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ นั้นก็หาสมบูรณ์ไม่ เพราะสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แล้ว พระมหากษัตริย์ทางฝ่ายสยามหรือสุพรรณภูมิก็เข้ามามีอำนาจ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ก็สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ภายใต้ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีการปฏิรูประบบการปกครองที่สร้างอำนาจรวมศูนย์ให้แก่กรุงศรีอยุธยาในฐานะเป็นราชธานีของราชอาณาจักรสยามได้สำเร็จ ทำให้ดินแดนประเทศไทยทั้งหมดเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “สยามประเทศ” มาจนปัจจุบัน แต่รัฐบาลที่โง่ๆ กลับเปลี่ยนชื่อนี้เป็น ประเทศไทย และคนไทยแทน บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๓ ฉ.๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๐)
- ข้อเสนอใหม่เรื่อง เส้นทางข้ามคาบสมุทรจากลูกปัด
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2553 ลูกปัดโบราณแบบต่างๆ เริ่มกลายเป็นสินค้าเครื่องประดับซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายกันเมื่อราวยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง ลูกปัดที่พบบริเวณปริมณฑลของเมืองโบราณอู่ทอง เป็นแบบลูกปัดแก้วธรรมดาและแบบเอชท์บีดหรือแทรกเนื้อสี และหินรัตนชาติกึ่งมีค่า พวกอสเกตและคาร์นีเลียนรูปแบบต่างๆ ลูกปัดพบตามผิวดินของแหล่งโบราณคดีที่เป็นชุมชนโบราณ และเป็นโบราณวัตถุที่นักโบราณคดีรุ่นเก่าซึ่งมักให้ความสนใจแต่พียงเรื่องราวใน “สมัยประวัติศาสตร์” ไม่ใคร่สนใจศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งของเคลื่อนย้ายได้ ไม่มีคุณค่าทางรูปแบบที่จะนำไปกำหนดอายุเวลาได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ลูกปัดมักเป็นโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์มากกว่า จึงคงมีแต่นักโบราณคดีบางท่าน เช่น อาจารย์มานิต วัลลิโภดม และอาจารย์ชิน อยู่ดี นักโบราณคดีอาวุโสของกรมศิลปากรเมื่อกว่าสองทศวรรษที่แล้วเท่านั้นที่เล็งเห็นความสำคัญ เมื่อราวห้าสิบปีที่ผ่านมา อาจารย์ชินซึ่งเป็นนักโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ดูจะรับรู้แล้วว่าลูกปัดนั้นมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนอาจารย์มานิตนั้นเป็นนักโบราณคดียุคประวัติศาสตร์ที่สนใจเรื่องราวตั้งแต่สมัยทวารวดีลงมา เป็นผู้ที่ค้นคว้าศึกษาเมืองอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งยังเป็นคนแรกที่มีความเห็นว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียกว่า “พระเจ้าอู่ทอง”) นั้น ไม่ได้ย้ายเมืองจากเมืองอูท่องมาสร้างพระนครศรีอยุธยา เพราะเมืองอู่ทองร้างไปก่อนรัชสมัยของพระองค์กว่า ๒๐๐ ปี โดยอาจารย์มานิตเชื่อว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองสมัยทวารวดีที่มีอายุสูงขึ้นไปจนถึงสมัยฟูนันและสุวรรณภูมิ สิ่งที่ทำให้เชื่อว่าเมืองอู่ทองมีอายุสูงขึ้นไปก็คือลูกปัดและดวงตราที่แกะสลักบนหินสีหรือก้อนดินเผา รวมทั้งวัตถุสำริดที่มีลวดลายใกล้เคียงกับลวดลายในวัฒนธรรมดองเซินของเวียดนาม อาจารย์ชินได้เคยศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบของลูกปัดอู่ทองกับลูกปัดเมืองออกแอว เมือท่าของฟูนันบริเวณปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ก็พบว่ามีความคล้ายคลึงกัน เรื่องที่ว่าเมืองอู่ทองมีอายุรุ่นเดียวกับเมืองสมัยฟูนันนี้ ต่อมาก็เป็นยอมรับกัน โดยเฉพาะเมื่อมีนักโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะสำนักฝรั่งเศสที่ศึกษาเรื่องราวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือศาสตราจารย์ฌอง บวสเชอลีเย่ร์ ยังได้เสนอว่าอู่ทองเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อนเมืองฟูนันในลุ่มน้ำโขงด้วย หลังจากนั้นก็มีการพบแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะแหล่งฝังศพที่มีมาก่อนวัฒนธรรมเผาศพ อันเป็นประเพณีที่แพร่เข้ามากับวัฒนธรรมฮินดู – พุทธ ทำให้อาจารย์มานิตมีความเชื่อมั่นว่า อายุของเมืองอู่ทองสูงขึ้นไปถึงสมัยสุวรรณภูมิ ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณฑูตมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาก็เป็นได้ ความเชื่อเช่นนี้เป็นไปได้มากขึ้น เมื่ออาจารย์ชินนำตุ้มหูรูปสัตว์มีเขาสองหัว ทำด้วยหินสีเขียว ที่นักโบราณคดีฝรั่งเรียกว่า “ลิงลิงโอ” [Lingling-O] ซึ่งพบที่เมืองอู่ทองมาให้ดู วัตถุแบบนี้นักโบราณคดีฝรั่งกำหนดอายุไว้ราว ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา ซึ่งก็ร่วมสมัยกับช่วงต้นพุทธกาลที่คำว่า “สุวรรณภูมิ” เริ่มปรากฏในเอกสารอินเดียโบราณ อาจารย์มานิตค้นคว้าตำนานไทยและเอกสารโบราณของต่างประเทศที่เกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์บ้านเมืองโบราณสมัยกรีก-โรมัน รวมทั้งแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยกับเมืองอู่ทอง ตามเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งทะเลอันดามัน เช่น เรื่องราวของเมืองสะเทิมของมอญแถบลุ่มน้ำสาละวินในดินแดนพม่าปัจจุบันนี้ และมีความเห็นว่า เมืองอู่ทองคือเมืองสำคัญของสุวรรณภูมิที่มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทว่าเรื่องนี้ วงการโบราณคดีไทยซึ่งมักฟังแต่ความเห็นของพวกฝรั่งไม่เชื่อถือ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องราวจากมหาวงศ์พงศาวดารลังกา ที่น่าจะเขียนขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ลงมา อีกทั้งไม่มีปรากฏในจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชแต่อย่างใด โดยย่อก็คือยังไม่มีผู้ใดยอมรับว่ามีการติดต่อกับทางอนเดียงครั้งรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราชก็ว่าได้ เมื่อหลักฐานเอกสารไปไม่ถึง ก็ต้องหันมาพิจารณาหลักฐานโบราณคดีบ้าง ว่ามีเพียงพอที่จะทำให้เห็นความเกี่ยวข้องกับอินเดียในสมัยพระเจ้าอโศกหรือไม่ โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แต่เพียงหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบสมัยเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีแล้วก็ได้ เพราะทุกวันนี้ก็มีการค้นพบกันมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่า เมืองอู่ทองและบริเวณที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมข้ามคาบสมุทรมายังเมืองอู่ทองนั้น ปัจจุบันพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายหรือปลายยุคเหล็กหลายแห่ง มีทั้งรอบๆ เมืองอู่ทอง เช่นที่โคกสำโรง ทางตะวันเฉียงเหนือ หรือบริเวณสองฝั่งลำน้ำจระเข้สามพัน บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อันอยู่บริเวณต้นลำน้ำจระเข้สามพัน เมื่อหวนกลับไปทบทวนโบราณวัตถุที่ดอนตาเพชรอีกครั้งก็ทำให้ได้ข้อคิดเพิ่มขึ้น เพราะที่ดอนตาเพชรนั้นพบลูกปัดเอชบีด [Etched bead] คือลูกปัดที่ทำลายเส้นสีดำขาวลงบนผิวหินคาร์เนเลียนสีส้ม ลูกปัดรูปสิงห์ และตุ้มหูลิงลิงโอ รวมทั้งงานหล่อสำริดแบบวัฒนธรรมดองเซินตลอดจนบรรดาเครื่องมือสำริด-เหล็กรูปแบบต่างๆ มากมาย อันแสดงถึงพัฒนาการของสังคมบ้าน-เมืองอย่างชัดเจน แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชรขุดค้นศึกษาครั้งแรกโดยอาจารย์ชิน อยู่ดี พบลูกปัดเอชบีดชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นอาจารย์ชินกำหนดอายุแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ว่าอยู่ใน “ยุคฟูนัน” เชื่อมโยงกันกับเมืองอู่ทอง แต่การขุดค้นครั้งสำคัญในระยะหลังนี้ ดำเนินการโดย ดร.เอียน ซี. โกลฟเวอร์ [Dr.lan C. Glover] นักโบราณคดีอังกฤษ ซึ่งให้ความเห็นว่าบรรดารูปแบบของเอชบีดนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบตามแหล่งโบราณคดีของพวกพยูในพม่า ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมอินเดีย โดยเฉพาะลูกปัดรูปสิงห์นั้นเป็นสัญลักษณ์ทางฮินดู-พุทธของอินเดียที่พบแพร่หลายตามแหล่งโบราณคดียุคต้นประวัติศาสตร์ในที่อื่นๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ ดร.โกลฟเวอร์กล่าวถึงก็คือจุกรูปสามเหลี่ยมยอดแหลมที่มีลวดลายวงกลมขดรอบเป็นภูเขาบนฝาภาชนะสำริด ที่ ดร.โกลฟเวอร์เห็นว่าเป็นของในวัฒนธรรมพุทธศาสนาของอินเดีย ข้าพเจ้าพบว่า ลักษณะฝาจุกที่ขดกันเช่นนี้เป็นแบบเดียวกันกับฝาจุกภาชนะดินเผาทวารวดี-ลพบุรี และอู่ทองบางชนิด โดยเฉพาะฝาภาชนะแบบขอมสมัยเมืองพระนคร การขุดค้นของ ดร.โกลฟเวอร์ครั้งนี้มีการค้นคว้าต่อเนื่องและได้นำโบราณวัตถุจากบ้านดอนตาเพชรไปกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ พบว่าแหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีอายุราว ๓๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งแน่นอนว่าร่วมสมัยเดียวกันกับรัชกาลพระเจ้าอโศกมหาราช และเมื่อเร็วๆ นี้ นักโบราณคดีท่านนี้ก็สรุปการศึกษาบ้านดอนตาเพชรและแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวข้องว่า สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์กับอินเดียทางตอนเหนือ ตั้งแต่ลุ่มน้ำนัมมทาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านลุ่มน้ำคงคามายังอ่าวเบงกอลที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และให้ความสนใจกับเมืองท่าที่ปากน้ำตอนในที่ชื่อว่าเมืองตัมราลิปติ [Tamluk] อีกทั้งมีความโน้มเอียงที่จะอ้างอิงถึงเรื่องการส่งสมณทูตมายังสุวรรณภูมิ ตามที่นักโบราณคดีไทย เช่นอาจารย์มานิต วัลลิโภดม เคยตั้งข้อสังเกตไว้ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง ในจังหวัดสุพรรณบุรี ข้าพเจ้าได้สานต่อความคิดของอาจารย์มานิต ทั้งในเรื่องตำนานที่นักโบราณคดีตามมหาวิทยาลัยเห็นว่าไร้สาระ กับหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับชุมชนโบราณในเรื่องที่ว่าเมืองอู่ทองมีความสัมพันธ์กับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช โดยให้ความสำคัญกับเส้นทางข้ามคาบสมุทรเป็นพิเศษว่า ถ้าคณะสมณทูตของพระเจ้าอโศกจะเดินทางเข้ามานั้น ควรจะมาจากไหน มาทางไหน มาถึงที่ใดก่อน โดยคิดว่า การเดินทางจากแคว้นมคธก็คงมาทางลุ่มน้ำคงคาแน่ นั่นก็คือมายังอ่าวเบงกอล อันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย อาจเรียกได้ว่าเป็น “อินเดียเหนือ” ก็ว่าได้ จากปากน้ำคงคาแล่นเรือเลียบชายฝั่งอาวเบงกอล ที่มีอ่าวใหญ่อ่าวเล็กอันเป็นที่จอดเรือตามเส้นทางมายังฝั่งทะเลอันดามันของคาบสมุทรสุวรรณภูมิได้ โดยเหตุนี้ จึงปรากฏตำนานเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ตลอดจนการเผยแพร่พุทธศาสนาที่เมืองสะเทิม อันเป็นเมืองของพวกมอญที่มีบทบาทในการสร้างบ้านแปงเมืองและการค้าขายทางทะเล แต่การขึ้นบกของพระสมณทูตน่าจะไม่หยุดอยู่เฉพาะทางเมืองมอญที่สะเทิมเท่านั้น หากมุ่งมาขึ้นบกที่เมืองท่าชายฝั่งทะเลอันดามันในพื้นที่เมาะตะมะ ทวาย มะริด และตะนาวศรีมากกว่า เพราะเป็นบริเวณที่จะข้ามช่องเขาตะนาวศรีมายังสุวรรณภูมิฟากฝั่งอ่าวไทยได้ ทว่าเมื่อดูจากตำแหน่งที่มีแหล่งโบราณคดีตั้งแต่สมัยยุคต้นประวัติศาสตร์ลงมาแล้ว ก็พบว่าที่ “เมืองทวาย” น่าจะเป็นแหล่งสำคัญ เพราะเป็นบริเวณที่มีทั้งอ่าวและเกาะเล็กๆ อยู่ด้านหน้า เหมาะที่จะเป็นแหล่งจอดเรือ คลังสินค้า และเป็นเมืองท่าได้ ปัจจุบันก็พบหลักฐานโบราณคดีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่ง ดร.อลิซาเบท มัวร์ [Elizabeth Moore] นักโบราณคดีอังกฤษได้ศึกษาและรายงานไว้แล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจว่า เมืองทวายเป็นเมืองท่าสำคัญของสุวรรณภูมิฟากทะเลอันดามันในยุคแรกของการเกี่ยวข้องกับอินเดีย เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถเดินทางข้ามช่องเขาตะนาวศรีมายังฟากตะวันออกในเขตลุ่มน้ำภาชี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีได้ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า “บ้านทุ่งเจดีย์” ที่มีซากกองหินสามกองที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ด่าน” มาตั้งแต่สมัยโบราณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นเหมืองแร่เก่าที่ขุดพบเครื่องปั้นดินเผา เครื่องหินกะเทาะ-หินขัด และวัตถุสำริด ที่สำคัญคือ บริเวณห้วยสวนพลู-เขาจมูก ซึ่งไม่ห่างออกไปเท่าใดนัก ได้เคยพบชิ้นส่วนภาชนะสำริดมีลวดลายสลักเป็นรูปช้างม้าวัวควาย รูปสตรี และลายกลีบบัว เหมือนที่เคยพบที่บ้านดอนตาเพชร ลวดลายกลีบบัวนั้นเป็นของในวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ ส่วนภาพสตรีนั้นแสดงถึงเครื่องนุ่งห่มและทรงผมที่แตกต่างไปจากลักษณะคนพื้นเมือง อีกทั้งยังแตกต่างจากลักษณะผู้คนทางเวียดนามและตอนใต้ของจีนในวัฒนธรรมดองเซิน แต่กลับแสดงลักษณะสรีระสตรีอินเดียครั้งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างชัดเจน คือสะโพกใหญ่ เอวคอด และหน้าอกใหญ่ ทำให้อดคิดไปไม่ได้ว่านี่อาจเป็นหลักฐานแสดงการเข้ามาของคนอินเดีย หรือการเกี่ยวข้องกับอินเดียในสมัยต้นพุทธกาลก็เป็นได้ อาจารย์สุรินทร์ เหลือลมัย อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนชุมชนจอมบึง ในอำเภอจอมบึง ซึ่งเป็นผู้รู้ข้อมูลในเรื่องนี้ดีได้เคยพาข้าพเจ้าและคณะฯ ไปสำรวจพื้นที่ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถเชื่อมโยงเส้นทางได้ว่า เมื่อผ่านมาลงลุ่มน้ำภาชีแล้ว หากเดินตามลำน้ำภาชีไปทางเหนือ ก็จะไปสบกับลำน้ำแควน้อยที่ตำบลจระเข้เผือก ซึ่งต่อไปยังบ้านเก่าและเมืองสิงห์ อันเป็นแหล่งโบราณคดีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยลพบุรี แต่ถ้าหากไม่เดินทางตามลำน้ำไปทางเหนือ ก็อาจผ่านลงที่ราบลุ่มทางตะวันออก ผ่านเขาขวาก อันเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยยุคเหล็กตอนปลาย เข้าสู่บริเวณทะเลสาบจอมบึง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพแห้งเหือด กลายเป็นแหล่งเพาะปลูก โดยพื้นที่รอบๆ ทะเลสาบนั้นได้พบร่องรอยชุมชนโบราณยุคเหล็กที่มีโบราณวัตถุแบบเดียวกับบ้านดอนตาเพชร เช่น ลูกปัดแก้ว – หินสี เครื่องประดับ เครื่องสำริด อันนับเนื่องเป็นแหล่งบ้านเมืองสมัยยุคเหล็ก ที่อาจารย์สุรินทร์ เหลือลมัยศึกษาค้นคว้าอยู่ หากเดินทางมาที่จอมบึง ก็สามารถวกลงทางตะวันออกเฉียงใต้มายังชายฝั่งทะเล ที่มีเมืองคูบัว เมืองท่าสมัยทวารวดีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ตั้งอยู่ได้ ถ้าเดินทางต่อไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำน้ำแม่กลอง ก็จะผ่านอำเภอบ้านโป่งที่มีเมืองสมัยลพบุรี คือเมืองโกสินารายณ์ เป็นเมืองระหว่างทางที่จะตัดผ่านพื้นที่ลุ่มไปยังเมืองนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณ อันเป็นเมืองท่าสมัยทวารวดีในแถบลุ่มน้ำท่าจีนตอนล่าง หากเดินทางตามลำน้ำแม่กลองขึ้นไปทางเหนือ ก็จะผ่านอำเภอท่ามะกา อันมีแหล่งโบราณคดีพงตึก ที่เคยพบตะเกียงโรมันโบราณ และผ่านขึ้นไปอำเภอท่าม่วง ข้ามแม่น้ำแม่กลองไปยังอำเภอพนมทวน อันเป็นที่ตั้งแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร จากบ้านดอนตาเพชรก็เดินทางตามลำน้ำจระเข้สามพันไปยังเมืองอู่ทอง เมืองท่าสมัยสุวรรณภูมิ-ฟูนัน เส้นทางข้ามคาบสมุทรตั้งแต่เมืองทวายบนฝั่งทะเลอันดามัน ข้ามเทือกเขาตะนาวศรีที่อำเภอสวนผึ้ง ผ่านทะเลสาบจอมบึงมายังบ้านดอนตาเพชรและเมืองอู่ทองนี้ คือเส้นทางที่มีมาตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิ คือราว ๕๐๐-๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล โบราณวัตถุเช่นลูกปัดเอชบีดขนาดใหญ่ที่พบตามแหล่งฝังศพที่ดอนตาเพชรก็ดี บริเวณรอบๆ เมืองอู่ทอง เช่น โคกสำโรงก็ดี ล้วนเป็นโบราณวัตถุร่วมสมัยยุคสุวรรณภูมิทั้งสิ้น แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชรและแหล่งบริเวณทะเลสาบจอมบึงนั้นน่าจะมีอายุเก่าแก่ที่สุด เพราะร่องรอยหลักฐานที่พบดูไม่ใคร่มีความสืบเนื่องมาถึงสมัยฟูนันและทวารวดีอย่างเช่นเมืองอู่ทองและที่อื่นๆ รวมทั้งทางฟากเมืองทวายด้วย ข้อสังเกตของข้าพเจ้าในขณะนี้ก็คือ ดูเหมือนว่าบรรดาโบราณวัตถุที่ทำด้วยแก้ว หินสีและดินเผา ซึ่งเป็นของที่มาจากภายนอกเหล่านี้ มักไม่พบรอยสลัก ขูดขีด หรือรอยประทับที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาและความเชื่อในศาสนาฮินดู – พุทธ เป็นต้นว่าสวัสดิกะ ตรีรัตนะ รูปเทพเจ้าหรือบุคคลและลายลักษณ์อักษรของทางอินเดีย โดยเฉพาะอักษรปัลลวะจากทางอินเดียใต้ หรือแม้แต่บรรดาอักษรจากทางอินเดียเหนือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ตรงข้ามกับแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยในที่อื่นๆ เช่น เขาสามแก้ว ริมลำน้ำอู่ตะเภา จังหวัดชุมพร ทางฝั่งอ่าวไทย และแหล่งโบราณคดีพบใหม่ เช่นที่เขาทอง บ้านกล้วย และคุระบุรีในเขตจังหวัดระนอง ตลอดจนแหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ทางฟากทะเลอันดามัน ซึ่งพบลูกปัดและลวดลายสัญลักษณ์ทางศาสนาจำนวนมาก ที่น่าจะมีอายุราว ๑๐๐ ปีก่อนคริสตกาลจนถึงคริสต์ศตวรรษที่สอง อันนับเนื่องเป็นสมัยสุวรรณภูมิ – ฟูนัน เป็นยุคของการค้าขายทางทะเลที่เรียกว่า “เส้นทางสายไหม” จากทะเลแดงมาสุวรรณภูมิ แล้วต่อไปยังจีน เป็นการเดินทางผ่ากลางทะเลลึกด้วยเรือขนาดใหญ่ ผ่านเมืองท่าสำคัญๆ ในเขตอินเดียใต้ ตั้งแต่ปากแม่น้ำโคธาวารี กฤษณา เคาเวรี โดยเฉพาะจากเมืองท่าอริกเมฑุ [Arikamedu] หรือปอนดิเชอรี ผ่านลังกามาขึ้นบกตามเมืองท่าที่อยู่ต่ำกว่าเขตคอคอดกระลงมา บรรดาโบราณวัตถุ เช่น ลูกปัดมีตราสัญลักษณ์ ดวงตราประทับบนดินเผาและหินสี และที่มีรูปร่างต่างๆ ซึ่งพบที่เขาทอง บ้านกล้วย คุระบุรี และคลองท่อมนั้น มีความคล้ายคลึงกันกับแหล่งโบราณคดีทางฟากอ่าวไทย เช่น เขาสามแก้วและท่าชนะ โบราณวัตถุที่เป็น “ศิลปวัตถุ” เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าอารยธรรมอินเดียในลัทธิศาสนาฮินดู – พุทธ ที่แพร่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาขึ้นเป็นนครรัฐของบ้านเมืองในสุวรรณภูมิ ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา จามปา และเวียดนามนั้น ล้วนเป็นอารยธรรมที่มาจากอินเดียตอนใต้ เช่น อมราวดี ปัลลวะ โจฬะ และอนุราชปุระในลังกา เป็นต้น ทั้งหมดมีที่มาจากการเกิดเส้นทางสายไหมจากทะเลแดงไปจีนนั่นเอง ศรีศักร วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๖ ฉ. ๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๓)
- จากดอยตุงถึงดอยด้วน : ภูมิวัฒนธรรมยุคหินตั้งในล้านนา
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2554 บทความเรื่องนี้เป็นผลงานจากการเดินเท้าในการศึกษาและสำรวจแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นตามภูมิภาคต่างๆ ในดินแดนประเทศไทย ที่ข้าพเจ้าใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองที่มีสำนึกในเรื่องชาติภูมิและมาตุภูมิของคน ดอยนางนอนที่มีลักษณะเหมือนผู้หญิงนอนหงาย อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาทางฝั่งตะวัตกของแอ่งที่ราบแม่จัน-เชียงแสน (ภาพจากเวบไซต์ http://pinmaneeresort.wordpress.com/2011/07/22/ตำนาน-ดอยนางนอน/) ในแนวคิดของข้าพเจ้า การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นต้องทำความเข้าใจกับสาระสำคัญ ๓ เรื่อง คือ ภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรม ทั้งสามเรื่องนี้จะทำสำเร็จได้ต้องให้คนในท้องถิ่นเป็นคนทำ โดยมีส่วนร่วมจากคนนอก เพราะเป็นเรื่องของสิ่งที่สร้างโดยคนในท้องถิ่นจากการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมและการสืบเนื่องมาจนปัจจุบันตั้งแต่ในยุคโลกาภิวัตน์ เช่นปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านทางสังคมในดินแดนประเทศไทยมาสังคมเกษตรแบบชาวนา [Peasant society] มาสู่สังคมอุตสาหกรรมที่กำลังโหมด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักจนสุดโต่ง โดยทั้งรัฐและทุนข้ามชาติในทุกวันนี้กำลังทำให้สังคมและวัฒนธรรมไทยเข้าสู่ภาวะล่มสลายทั้งสภาพแวดล้อมธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ [Homo sapiens] เพราะกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเต็มไปด้วยกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมืองจากข้างบน หรือจากรัฐที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนทั้งภายในประเทศและจากภายนอกประเทศเข้ามาตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อแย่งที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรธรรมชาติของผู้คนในสังคมชาวนา ที่อยู่ติดที่และมีชีวิตร่วมกันในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาร่วมพันปี กระบวนการเปลี่ยนสังคมเกษตรแบบชาวนาให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมนั้น แลเห็นได้จากการนำเทคโนโลยีจากภายนอกมาสร้างกระบวนการอุตสาหกรรมและเมืองสมัยใหม่ [Industrialization กับ urbanization] ที่คนท้องถิ่นในสังคมชาวนาปรับตัวได้ทัน ต้องเสียที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่เคยจรรโลงความสงบสุขสันติและความพอเพียงมาเป็นเหยื่อของความโลภในทางวัตถุและการบริโภคนิยมอย่างเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวมอย่างสุดโต่ง ผลจากการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยรัฐและทุนข้ามชาติในระบอบประชาธิปไตยแบบซื้อเสียงขายเสียง และเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ทำให้ประเทศชาติกลายเป็นอุตสาหกรรมจากเบากำลังไปหาหนักในวันนี้ก็คือพื้นที่ทำกินในด้านเกษตรกรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของพวกนายทุนทั้งในชาติและข้ามชาติจำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่ทำเกษตรกรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีที่ทำการเกษตรเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบรรดาที่อยู่อาศัยและทรัพยากรที่ถูกแย่งไปจากผู้คนในแต่ละท้องถิ่น สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือทั้งที่ดิน ทรัพยากรและแม้แต่คนก็ถูกกระทำให้เป็นสินค้าไปหมด โดยเฉพาะคนกลายเป็นสินค้าที่เห็นได้จากการมองคนเป็นแรงงาน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีการศึกษาอบรมกันตามสถาบันต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เรียนรู้กันแต่เทคโนโลยี การทำมาหากินในอาชีพต่างๆ ด้วยสำนึกทางวัตถุนิยมและบริโภคนิยม จนลืมความเป็นมนุษย์ในทางชาติกำเนิด และสำนึกทางศีลธรรมและจริยธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชนชั้นล่างและชั้นกลางกำลังบ้านิยมกับโลกไร้พรมแดน จนถึงกับขายบ้านขายแผ่นดินและขายตัวเองให้กับทุนข้ามชาติในขณะนี้ แต่จากประสบเรียนรู้จากการเดินเท้าของข้าพเจ้าทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านพบว่า แม้ว่ารัฐไทยและรัฐในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร จะถูกปกครองไปด้วยรัฐบาลทรราชย์ก็ตาม แต่สถานการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยยังไม่สิ้นหวังเท่ากับคนเขมรเพราะยังมีพลังทางภาคประชาสังคมต่อต้านที่จะไม่ยอมให้บ้านเมืองเปลี่ยนสภาพทางสังคมเศรษฐกิจเข้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมไปอย่างสุดโต่ง นั่นคือต้องยืนยันฐานทางสังคมเศรษฐกิจที่เป็นเกษตรกรรมไว้ ปราชญ์อาวุโสของบ้านเมืองท่านหนึ่งคือ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เตือนสติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การรักษาสังคมเกษตรกรรมไว้นั้นมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของคนในชาติชั่วลูกชั่วหลาน เพราะสามารถผลิตอาหารให้คนกินอยู่อย่างสบายไม่มีทางอดอยาก อย่างเช่นประเทศที่บ้าอุตสาหกรรมทั้งหลายในโลก ในความคิดของข้าพเจ้า การฟื้นฟูและจรรโลงสังคมเกษตรกรรมดังกล่าว คนรุ่นใหม่ที่มีสติและปัญญาจำเป็นต้องหันมาทบทวนอดีต เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาทางสังคมเกษตรกรรมชาวนา [Peasant society] ที่มีมากว่าพันปีว่ายังมีความหมายต่อการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นอยู่หรือไม่ เพื่อเป็นความรู้ในอดีตที่จะนำมาพัฒนาสังคมเกษตรกรรมให้อยู่ร่วมไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมในกระแสโลกาภิวัฒน์ ภูมิวัฒนธรรมคือสิ่งที่ควรศึกษาและทบทวนเป็นดับแรก เพราะเป็นภูมิทัศน์และภูมินิเวศที่ถูกทำลายและแทนที่ด้วยการเกษตรพันธอุตสาหกรรม [Contract farming] โรงงาน เขื่อน ถนนหนทาง และความเป็นบ้านเมืองสมัยใหม่ [Urbanization] ภูมิวัฒนธรรมที่จะกล่าวถึงในบทความนี้อยู่ในภาคเหนือที่ในอดีตเรียกว่าล้านนาไทย ซึ่งแบ่งย่อยๆ ออกเป็นแอ่งใหญ่ๆ ได้ ๒ แอ่ง คือ แอ่งเชียงใหม่และเชียงราย โดยเฉพาะแอ่งเชียงรายนั้นมีชื่อเรียกเฉพาะว่าโยนก และผู้คนได้รับการขนานชื่อว่า ยวนหรือไทยยวน แอ่งเชียงรายมีพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญอยู่ ๒ ที่ราบลุ่ม คือแม่น้ำกกและแม่น้ำอิง แต่ละลุ่มน้ำก็มีแอ่งและหุบ [Basin และ valley] หลายแห่ง อันเป็นพื้นที่คนเคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านและเมือง และทำเกษตรกรรมเพื่อดำรงชีวิตร่วมกัน แต่ละแอ่งดังกล่าวนี้เป็นเบ้าหลอมที่ทำให้คนหลายชาติพันธุ์ หลายภาษาและศาสนา ความเชื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกัน สัมพันธ์กันทางสังคม ทั้งการแต่งงานและทำกินในพื้นที่เดียวกัน เป็นที่เกิดและตายร่วมกัน ทำให้มีสำนึกร่วมในพื้นที่เกิดหรือมาตุภูมิเดียวกัน โดยสร้างความรู้ชั้นชุดหนึ่งในนามของจารีตและประเพณีให้เป็นสิ่งรับรู้ร่วมกันและถ่ายทอดมายังคนรุ่นหลังๆ เพื่อการอยู่รอดร่วมกัน นับเป็นความรู้จากคนภายในท้องถิ่นและระหว่างถิ่นที่สัมพันธ์กัน ความรู้จากภายในที่คนภายนอกเช่นข้าพเจ้าแลเห็นพื้นที่ซึ่งเป็นภูมิวัฒนธรรมได้นั้นก็จากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรมก็คือการเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ทั้งแม่น้ำลำคลอง หนอง ห้วย ป่าเขา ทุ่งราย และนามบ้านนามเมือง อันเป็นที่รับรู้กันของบรรดาคนใน โดยมีการถ่ายทอดผ่านตำนานและนิทานจากทั้งทางเอกสารและการบอกเล่า ในที่นี้ข้าพเจ้าได้เลือกกล่าวถึงแต่เพียงแอ่งย่อยๆ ๒ แอ่งในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำอิงมากล่าวถึง นั่นคือแอ่งเชียงแสนในลุ่มน้ำกกกับแอ่งพะเยาในลุ่มน้ำอิง โดยเพ่งความสนใจไปที่สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละแอ่งเป็นจุดเริ่มต้น คือ ดอยตุงของแอ่งเชียงแสนและดอยด้วนของแอ่งพะเยา ทั้งสองแอ่งนี้เป็นพื้นที่และภูมิวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดนครรัฐสองรัฐในแอ่งเชียงรายคือ เชียงแสนและพะเยา เป็นนครรัฐก่อนเกิดรวบรวมตัวกันขึ้นโดยพญามังราย หลังจากนั้นได้ขยายอำนาจเข้าไปในแอ่งเชียงใหม่จนทำให้เกิดแคว้นล้านนาขึ้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพหรือภูมินิเวศทางธรรมชาติ [Natural landscape] ของทั้งสองแอ่งคือเชียงแสนและพะเยานั้นเหมือนกัน คือประกอบด้วยพื้นที่ที่มีเขาอยู่โดยรอบ ที่มีลำน้ำลำห้วยไหลลงจากเขาและที่สูงลงสู่ที่ลุ่มต่ำ อันเป็นที่รับน้ำ เช่น บึงและหนอง ที่มีระดับน้ำแตกต่างกันระหว่างฤดูแล้งกับฤดูฝน [Seasonal lake] ในฤดูแล้งพื้นที่รอบหนองส่วนหนึ่งแห้ง อย่างเช่นคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า ทาม และพื้นที่ยังมีน้ำขังเรียกว่า บุ่ง ซึ่งหมายความว่าบึงนั่นเอง พอถึงฤดูฝนน้ำท่วมบริเวณชายขอบบึงทำให้เกิดเป็นปริมณฑลกว้างขวาง ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า หนอง สังคมเกษตรกรรมแบบชาวนา [Peasant communities] พัฒนาขึ้นตามขอบหนองเหล่านี้ ตามบริเวณชายขอบที่สูงที่สามารถใช้น้ำจากลำห้วยลำธารที่ไหลลงจากเขาและที่สูงมาเป็นน้ำกินและน้ำอุปโภค รวมทั้งเพื่อทำการเพาะปลูกในพื้นที่แห้งในฤดูแล้งรอบหนองได้ พื้นที่ชายขอบหนองที่เกิดชุมชนบ้านและเมืองนั้นเรียกในทางธรณีสัณฐานว่าที่ราบขั้นกระได หรือที่ลาดต่ำ [Low ter-race] แต่พื้นที่ลุ่มต่ำที่ทำการเพาะปลูกนั้นคือที่ราบลุ่มหรือลุ่มต่ำที่มีน้ำท่วมถึง ชุมชนชาวนาของสังคมชาวนาในระยะแรกๆ มักจะทำนาแบบนาทาม คืออาศัยพื้นที่ทามในการหว่านข้าวลงไป โดยการชะลอน้ำในตอนปลายฤดูฝนด้วยการใช้คันดินหรือทำนบกักน้ำ ชะลอน้ำ และแบ่งน้ำเพื่อการเติบโตของต้นข้าว เป็นการทำนาปีแต่เพียงอย่างเดียว ลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการทำเกษตรกรรมแบบนี้ไม่ใคร่ทำให้ลักษณะของภูมินิเวศธรรมชาติและภูมิวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงเท่าใด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายหลังเมื่อมีพัฒนาการของการทำนาแบบทดน้ำ [Irrigation rice cultivation] เกิดขึ้นโดยเฉพาะการชลประทานแบบเหมืองฝาย ที่มาพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงกว่า หรือมาจากการได้รับอิทธิพลทางเทคโนโลยีในการชลประทานและการทำการเพาะปลูกจากภายนอก จากการศึกษาลักษณะทางภูมิศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ ทำให้ข้าพเจ้าพอวิเคราะห์ได้ว่า ทั้งแอ่งเชียงแสนและแอ่งพะเยามีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิวัฒนธรรมเป็นสองช่วงเวลาดังนี้ คือ ช่วงก่อนการทำนาแบบทดน้ำ [Irrigation rice field ] ที่แลเห็นจากการเพาะกล้าและดำนา [Transplanting cultivation] กับการทำนาทามแบบนาหว่าน [Broadcasting cultivation] ที่ไม่มีการทดน้ำแบบเหมืองฝาย การเปลี่ยนแปลงการทำนาจากนาทามที่เป็นนาหว่านและไม่มีการทดน้ำ นับเป็นสังคมเกษตรกรรมชาวนาแบบยุคแรกที่มีมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ของสังคมท้องถิ่นแต่ดั้งเดิมที่เรียกว่า คนลัวะ ส่วนการทำนาแบบทดน้ำแบบเหมืองฝายที่มีการหว่านกล้าและดำนานั้น เป็นสังคมเกษตรกรรมชาวนาที่มีการผสมผสานของคนกลุ่มใหม่ จากภายนอกที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองร่วมกันในยุคนี้เรียกว่า โยนกและล้านนาตามลำดับ หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิวัฒนธรรมของทั้งสองแอ่งดังกล่าวนี้ ในขั้นแรกแลเห็นจากตำนานพงศาวดารที่มีการเขียนรวบรวมและแต่งต่อกันมาจากทั้งเอกสาร และการถ่ายทอดจากการบอกเล่า แต่ในชั้นหลังคือช่วงเวลาปัจจุบันอาจแลเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีทั้งแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทั้งสองยุคและสองอย่างนี้ทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นการเคลื่อนไหวของผู้คนและการเกิดชุมชนบ้านเมืองแต่ยุคแรกๆ ได้ดังนี้ แอ่งเชียงแสน กลุ่มชนแรกเริ่มกระจายกันอยู่ตามที่ลาดสูงและลาดต่ำของเทือกเขาด้านตะวันตกของแอ่ง อันมีดอยตุงเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิทัศน์ ที่ในตำนานเมืองเชียงแสนและพงศาวดารโยนกเรียกว่า ภูสามเส้า เป็นกลุ่มชนที่เรียกว่า พวกลัวะ ที่มีปู่เจ้าลาวจกเป็นหัวหน้า คนเหล่านี้ใช้เสียมตุ่นเป็นเครื่องมือทำกินแบบปลูกพืชปลูกต้นไม้แต่พอเลี้ยงตัวเอง [Horticulture] อันเป็นระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ [Subsistence economy] เสียมตุ่นเป็นรูปแบบหนึ่งของเครื่องมือหินขัดที่พบกระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนที่สูงและที่ต่ำ กลุ่มลัวะนี้มีการเติบโตและขยายตัว และบริเวณเทือกเขาด้านตะวันตกไปตามเขาและที่ลาดสูงที่อยู่โดยรอบของแอ่ง โดยเฉพาะทางด้านใต้ ด้านเหนือ และที่สูงทางตะวันออกที่ต่อกับบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่สบรวกลงไปถึงเชียงแสนและเวียงปรึกษา จนจดปากแม่น้ำกก อันเป็นบริเวณที่มีหนองน้ำและที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงที่เรียกว่า หนองหล่ม โดยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวอาจแบ่งบริเวณแอ่งเชียงแสนออกได้เป็น ๒ บริเวณใหญ่คือ บริเวณแรกคือที่ราบลุ่มและหนองบึงด้านหน้าดอยตุงของลำน้ำลำห้วยที่ไหลลงจากเทือกเขาดอยตุง เช่น ลำน้ำแม่นาย ลำน้ำแม่คำและลำน้ำแม่จัน ลำน้ำแม่สายอยู่ทางเหนือไหลไปทางตะวันออกไปสบกับลำน้ำรวกที่ไหลมาจากเทือกเขาด้านเหนือในเขตประเทศพม่า รวมกันเป็นลำน้ำรวกไหลไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวกที่ปัจจุบันเรียกว่า สามเหลี่ยมทองคำ ส่วนลำน้ำคำนั้นไหลลงจากเทือกเขาดอยตุงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ไปรวมกับลำน้ำจันที่ไหลมาจากที่สูงทางตะวันตกเฉียงใต้เลียบภูเขาในเขตอำเภอแม่จัน ไปออกแม่น้ำโขงที่บริเวณสบคำเชิงเขาดอยจันที่อยู่ระหว่างเมืองเชียงแสนและเวียงปรึกษา เทือกเขาดอยนางนอนหรือภูสามเส้า อันมี ดอยจ้อง ดอยปู่เฒ่าและดอยตุง ส่วนบริเวณที่สองคือ บริเวณด้านตะวันตกหลังเขาดอยจันที่เป็นหล่มเป็นหนองที่เรียกว่า หนองหล่ม ซึ่งปัจจุบันคนรู้จักกันในนามว่าทะเลสาบเชียงแสน และมีตำนานที่กล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองที่มีชื่อว่า เมืองโยนกนาคพันธุ์ อันเป็นต้นกำเนิดของคำว่า โยนก และกลุ่มคนยวน โดยคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่เคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำสาละวินผ่านมายังแม่น้ำกก และเคลื่อนย้ายผ่านเมืองเชียงรายมายังบริเวณหนองหล่มมาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ในบริเวณนี้ ผู้นำทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่ก็คือ พระเจ้าสิงหนวัติ ส่วนบริเวณแรกที่อยู่ตีนเทือกเขาดอยตุงนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวในการสร้างบ้านแปงเมืองของชุมชนกลุ่มลัวะ อันเห็นได้จากตำนานเมืองหิรัญนครเงินยางว่าผู้นำทางวัฒนธรรมคือ พระยาลวจักราชในกลุ่มของปู่เจ้าลาวจก ได้นำคนจากที่สูงของเทือกเขาดอยตุงลงมาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ริมลำน้ำที่ตีนเขา แล้วเกิดการขยายตัวไปตามเขาและที่สูงตามบริเวณโดยรอบ เช่นที่สบรวก เชียงแสน ดอยจัน เมืองหิรัญนครเงินยางในตำนานนั้น ถ้ามองจากตำแหน่งที่ตั้งของตัวเมือง คือเวียงจันเป็นบริเวณที่มีแนวคันดินหรือกำแพงล้อมรอบนั้น น่าจะเป็นเมืองเดียวกับเวียงพางคำที่อยู่เชิงเขาดอยจ้องริมลำน้ำแม่สาย ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่สาย เพราะเป็นแหล่งโบราณคดีที่สัมพันธ์กับดอยตุง เพราะดอยจ้องนั้นเป็นหนึ่งภูสามเส้าที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า ดอยจ้อง ดอยปู่เฒ่าและดอยตุง และคนรุ่นหลังในปัจจุบันเรียกว่า ภูนางนอน เพราะดูเป็นรูปผู้หญิงนอนและเกิดตำนานนางนอนขึ้นภายหลัง ตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ตำนานเกี่ยวกับดอยตุงอาจวิเคราะห์ได้เป็น ๓ ตอน ตอนแรกคือ ภูสามเส้า ตอนที่สองเรียกดอยตุงและตอนสามคือ ดอยนางนอนอันเป็นสมัยปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวของตำนานทั้งสามตอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะภูมิวัฒนธรรมเป็นสามยุคคือ ยุคหินตั้ง อันเป็นยุคของการทำไร่หมุนเวียนและการทำนาหว่านแบบไม่ทดน้ำ ยุคการสร้างบ้านแปงเมือง ที่ทำการเพาะปลูก ทำนาแบบทดน้ำที่เป็นนาดำและเพาะกล้าอันสัมพันธ์กับระบบชลประทานแบบเหมืองฝาย ส่วนยุคที่สามคือ ยุคเกษตรอุตสาหกรรมในสังคมอุตสาหกรรมปัจจุบัน หลักฐานที่ใช้ประกอบให้เห็นลักษณะภูมิวัฒนธรรมในยุคหินตั้งของแอ่งเชียงแสนก็คือ (๑) การมีอยู่ของภูสามเส้าและตำนานเกี่ยวกับภูสามเส้า (๒) บรรดาเครื่องปั้นหินขัดที่มีหลายรูปแบบที่กระจายอยู่ทั่วไปตามที่สูง ชายขอบที่สูงและที่ลาดต่ำ และ (๓) เนินดินและหลักหิน กองหินที่แสดงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และหลุมศพของบุคคลสำคัญ ภูสามเส้าคือ ความคิดในเรื่องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ทางจักรวาลและความเชื่อทางศาสนา มักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นต้นน้ำที่ไหลลงหล่อเลี้ยงชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่และการเกษตรกรรม เป็นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติที่ทุกคนต้องสยบและเกรงกลัว จะปรากฏตามภูเขาและโขดหินที่ดูแปลกประหลาดทางธรรมชาติ หรืออาจหมายถึงกองหินหรือก้อนหินที่มีการเคลื่อนย้ายมาตั้งแสดงไว้เป็นสัญลักษณ์ ส่วนเนินดินที่มีคันดินล้อมรอบหรือเป็นที่ที่มีหินปักรอบหรือแสดงเขตนั้น มักเกี่ยวข้องกับหลุมศพและอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ซึ่งหมายถึงหัวหน้ากลุ่มเผ่า บุคคลศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพ ซึ่งอาจหมายถึงบรรดาหัวหน้าตระกูล หัวหน้าโคตรต่างๆ ด้วย ข้าพเจ้าได้หลักฐานเกี่ยวกับภูสามเส้าและแหล่งฝังศพ แหล่งศักดิ์สิทธิ์ในระบบหินตั้งนี้มาจากผู้ที่เป็นศิษย์สองท่านคือ ครูสมบัติ วิทยาคม ซึ่งเป็นครูโรงเรียนท้องถิ่นในเขตอำเภอเทิง จังหวัดพะเยา กับอาจารย์สุภาพ ต๊ะใจอาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง โดยเฉพาะครูสมบัตินับเป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญของแหล่งหินตั้งนั้นแทบทุกพื้นที่ในเขตจังหวัดพะเยา ในขณะที่อาจารย์สุภาพกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับแหล่งหินตั้งที่เป็นที่ฝังศพของผู้นำคนลัวะในลุ่มน้ำวังของลำปาง ทั้งข้อมูลและความรู้ที่ได้จากการลงพื้นที่ของทั้งสองคนนี้ เมื่อนำมาประมวลเข้ากับผลการศึกษาสำรวจของข้าพเจ้าที่ผ่านมา ก็สามารถสร้างภาพให้เห็นถึงลักษณะของภูมิวัฒนธรรมหินตั้งของกลุ่มชนโบราณที่เรียกว่าพวกลัวะได้ชัดเจน อีกทั้งยังได้เห็นการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเข้าสู่ภูมิวัฒนธรรมในยุคต่อมา อันเป็นสมัยที่มีกลุ่มคนจากภายนอก เช่น คนยวนอันเป็นชนชาติในกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนย้ายเข้ามาผสมผสาน เป็นยุคที่มีการนำเอาความคิดทางเทคโนโลยีของการทำชลประทานแบบเหมืองฝายและนาดำเข้ามาทำให้เกิดการแปงป่าให้เป็นนาในการสร้างบ้านแปงเมือง คนกลุ่มใหม่ที่เคลื่อนจากภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ของคนลัวะแต่เดิมนั้น โดยตำนานเป็นชนชาติพันธุ์ไทยที่มีชีวิตอยู่บนพื้นที่ราบรอบๆ หนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นทะเลสาบ เช่น ทะเลสาบคุนหมิงและทะเลสาบตาหลี่ในมณฑลยูนนาน ของจีนตอนใต้ คนเหล่านี้มีประสบการณ์ในการทำนาทดน้ำด้วยระบบเหมืองฝาย เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ หนองหล่ม อันหมายถึงหนองน้ำที่มีน้ำผุดจากใต้ดิน นับเป็นภูมินิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ การกระจายตัวของคนจากที่ราบดังกล่าวนี้ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของคนกลุ่มลัวะแต่เดิม ได้ทำให้เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองไปทั่วอาณาบริเวณของแอ่งเชียงแสน การขยายและการกระจายตัวของชุมชนนั้นแลเห็นได้จากการสร้างสถานที่ทางวัฒนธรรมขึ้นทับและซ้อนกับแหล่งความเชื่อดั้งเดิมในระบบหินตั้ง ด้วยการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และรอยพระพุทธบาทบนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิหินตั้ง เช่น สร้างพระธาตุดอยตุงและพระธาตุดอยจ้องขึ้นมาแทนที่ภูสามเส้าในวัฒนธรรมของคนลัวะ โดยเฉพาะพระธาตุนั้นจะตั้งอยู่ในบริเวณที่สัมพันธ์กับแหล่งที่เป็นชุมชนเมือง เช่นพระธาตุปูเข้าที่สบรวกริมแม่น้ำโขง เป็นของคู่กันไปกับบริเวณตัวเมืองที่เรียกว่า เวียง เช่นพระธาตุปูเข้าสัมพันธ์กับเวียงปูเข้า พระธาตุจอมกิติสัมพันธ์กับเวียงเชียงแสน และพระธาตุดอยจันสัมพันธ์กับเวียงปรึกษา เป็นต้น ท้ายสุดของบทความในภาค “จากดอยตุง” ของการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของภูมิวัฒนธรรมของภูสามเส้ามาเป็นดอยตุงอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ของพุทธศาสนาแทนแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนลัวะในวัฒนธรรมหินตั้ง มาสู่ภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองในยุคเกษตรกรรมที่มีการชลประทานเหมืองฝาย ก็คือตำนานพงศาวดารโยนกนั้นกล่าวว่า เจ้าผู้ครองเวียงพานคำริมลำน้ำแม่สาย ตีนเขาดอยจ้อง คือเชื้อสายของพระเจ้าพรหมของตระกูลสิงหนวัติ เป็นผู้สร้างฝายและขุดเหมืองแดง ระบายน้ำจากลำน้ำแม่สายและธารน้ำที่ไหลลงจากเขามาเลี้ยงแหล่งทำนาปลูกข้าวในพื้นที่ราบลุ่มของแอ่งเชียงแสน ซึ่งปัจจุบันนี้เหมืองแดงก็ยังคงมีอยู่ รวมทั้งการขยายตัวของเหมืองฝายไปทั่วพื้นที่เกษตรกรรมของแอ่งเชียงแสน ศรีศักร วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๗ ฉ. ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔)
- ศาสนาของคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
เผยแพร่ครั้งแรก 10 มิ.ย. 2559 โดยทั่วไปในสังคมไทยทุกวันนี้การทำความเข้าใจเรื่องศาสนามักเป็นมุมมองในด้านความหมาย ความสำคัญของศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญาคือ เป็นเรื่องขาว - ดำแต่เพียงอย่างเดียว จึงเป็นการมองเห็นศาสนาในลักษณะที่หยุดนิ่งและเป็นอุดมคติจนเปลี่ยนแปลงอะไรมิได้ เครื่องมือหินแบบัวบินเนียน ซึ่งอยู่ในยุคหินกลางและบริเวณที่พบการกระจายตัว ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในบทความนี้จะมองศาสนาในลักษณะที่เป็น การปฏิบัติจริงๆ ของคนในสังคมเป็นสำคัญ นั่นคือ มองจากสิ่งที่มนุษย์กระทำและประพฤติ ซึ่งเป็นลักษณะที่เคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังไม่มีข้อยุติในเรื่องขาว-ดำอย่างถาวร เพราะผู้คนในสังคมมีหลายกลุ่มเหล่าและมีการเปลี่ยนแปลงไปตามรุ่น อายุ สมัย เวลาในพื้นที่อันหลากหลาย โดยเฉพาะการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่มีการจดบันทึกหรือการถ่ายทอดเนื้อหาและหลักธรรมไว้ชัดเจนด้วยแล้ว การได้มาซึ่งศาสนาทางปรัชญาหรืออุดมคติเป็นอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จำต้องอาศัยแนวคิดและวิธีการทางมานุษยวิทยามาเป็นกรอบและทิศทางในการศึกษาและวิเคราะห์จากร่องรอยทางพฤติกรรมของคนในยุคนั้นที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสำคัญ ในแนวคิดของนักมานุษยวิทยารุ่นเก่าๆ แบบเก่าๆ เช่นข้าพเจ้าเชื่อว่า “ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ” และความเชื่อเป็นมิติของความจริงอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษย์ ศาสนาของมนุษย์โบราณคือ ศาสนาและไสยศาสตร์ ในขณะที่ศาสนาของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความแตกต่างกันของคนโบราณในดินแดนประเทศไทยกับคนไทยยุคใหม่ภายใต้รัฐบาลระบอบ ประชาธิปไตยที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกนั้นก็คือ ศาสนาและไสยศาสตร์มีมิติทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแลเห็นเพียงมิติทางธรรมชาติหรือความสัมพันธ์กับธรรมชาติที่เป็นวัตถุธรรมเท่านั้น คำจำกัดความของศาสนาของคนโบราณคือ “ความเชื่อในอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ” และเป็นความเชื่อที่มนุษย์ยอมสยบและเชื่อฟัง ในขณะที่ไสยศาสตร์เป็นความเชื่อที่มนุษย์คิดว่าสามารถควบคุมอำนาจเหนือธรรมชาติ และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นการมองโลกของคนโบราณที่ประกอบด้วย “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์หลังนั้นนำไปสู่ความคิดในเรื่องจักรวาลวิทยาของผู้คนในสังคมที่รับรู้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ศาสนาและความเชื่อของคนโบราณก็มีความแตกต่างกันตามสภาพของสังคม ที่แบ่งออกเป็น สังคมที่มีลายลักษณ์ [Literate society] กับ สังคมที่ไม่มีลายลักษณ์ [Non-literate society] ในสังคมที่มีลายลักษณ์ซึ่งส่วนมากเป็นสังคมในสมัยประวัติศาสตร์ที่มีอารยธรรมแล้วนั้น จะมีหลักฐานทั้งทางด้านเอกสาร เนื้อหาลัทธิทางศาสนาและศาสนสถาน ตลอดจนเรื่องราวของบุคคลทางความเชื่อและศาสนาค่อนข้างชัดเจน แต่ในสังคมที่ไม่มีลายลักษณ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสังคมในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้น ร่องรอยหลักฐานทางเอกสารที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิ ประเพณี พิธีกรรม แทบหาไม่ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันจากคำบอกเล่าและความทรงจำของผู้คนซึ่งเมื่อตายไปแล้ว หมดไปแล้วก็สิ้นสุดกัน ยังคงเหลือแต่เพียงร่องรอยของแหล่งที่เคยเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งประเพณีพิธีกรรมและกิจกรรมทางสังคมไว้ให้ต้องทำการศึกษาและตีความกันต่อไป ในเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาต้องหันมาใช้การศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับสังคมมนุษย์ที่ยังมีความล้าหลังทางเทคโนโลยีและไม่มีลายลักษณ์แทน เพราะสังคมในลักษณะนี้ยังคงเหลือร่องรอยพฤติกรรมทางความเชื่อและความคิดทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่คล้ายๆ กันกับคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่ แต่เรื่องนี้ก็ต้องกระทำกันด้วยความระมัดระวังในการวิเคราะห์ ตีความ และสรุป เพราะผู้คนของสังคมที่ล้าหลังทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนมี ความรู้สึกนึกคิด [Mentality] เป็นคนสมัยปัจจุบันทั้งสิ้น หลักฐานและร่องรอยพัฒนาการทางสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ก่อนหลักฐานและความรู้เกี่ยวกับคนก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยมีน้อย เพราะงานศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีมุ่งแต่เรื่องคนในสมัยประวัติศาสตร์ในยุคที่มีพัฒนาการเป็นบ้านเป็นเมืองและรัฐที่ได้รับอิทธิพลอารยธรรมอินเดียและจีนเป็นสำคัญ จนราวสี่สิบปีที่ผ่านมา จึงเริ่มมีความสนใจขึ้นซึ่งก็เริ่มแค่การศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหิน โดยแบ่งสมัยเวลาตามสากลโลกเป็นสมัยหินเก่า หินกลาง หินใหม่ และโลหะ ตามลำดับ ซึ่งก็เป็นการศึกษาทางโบราณคดีแบบเก่า ๆ ที่เน้นรูปแบบและสมัยเวลาเป็นสำคัญ จนกระทั่งประมาณสี่สิบปีเป็นต้นมา จึงมีพัฒนาการของการศึกษาทางโบราณคดีทีทำให้แลเห็นพัฒนาการของสังคมมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ช่วงเวลานี้เป็นต้นมาได้มีการสำรวจศึกษาและขุดค้นแหล่งโบราณคดีในลักษณะที่เป็นชุมชนในทางมานุษยวิทยา โดยอาศัยเทคนิคใหม่ ๆ ทางโบราณคดีและการศึกษาสังคมปัจจุบันทางด้านชาติวงศ์วรรณนาเพิ่มขึ้น จึงทำให้แลเห็นเป็นยุคสมัยของพัฒนาการทางสังคมค่อนข้างชัดเจน นั่นก็คือ ในปัจจุบัน ไม่ใคร่มีใครพูดถึงยุคหินเก่า หินกลาง หินใหม่ และโลหะ จากเครื่องมือเครื่องใช้กันเท่าใด ในทำนองตรงกันข้ามกลับพูดถึงร่องรอยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นคน [Homo Erectus] ที่มีอายุเป็นแสนปีขึ้นไป กับสมัยที่มนุษย์กลายเป็นคน [Homo Sapiens] ที่มีอายุราว ๔๐,๐๐๐ ปีลงมา พูดถึงสมัยหินกะเทาะที่สะท้อนให้เห็นสังคมมนุษย์แบบเร่ร่อน โยกย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาล พูดถึงพัฒนาการของการเพาะปลูกที่นำไปสู่การตั้งถิ่นฐานถาวร อันเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่พัฒนาการของสังคมบ้านและเมือง ภาพเขียนฝ่ามือแดงที่ประตูผา จากพัฒนาการของการเรียนรู้และการได้มาซึ่งหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ ทางโบราณคดี ได้ทำให้วิชาโบราณคดีแบบ เดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นมานุษยวิทยาโบราณคดีแทน นั่นก็คือการศึกษาของนักมานุษยวิทยาที่นำหลักฐานทางโบราณคดีมาวิเคราะห์ตีความให้เห็นพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ แทนการหยุดอยู่แต่เพียงการศึกษารูปแบบของโบราณวัตถุเพื่อกำหนดอายุและเวลาแต่เพียงอย่างเดียว ในการศึกษาทางมานุษยวิทยาโบราณคดีของข้าพเจ้าที่แล้วมานั้นพอสรุปได้ว่า ในดินแดนประเทศไทย แม้จะมีพัฒนาการของมนุษย์มาแต่สมัยก่อนคน จนมาถึงสมัยเป็นคนในยุคหินกะเทาะ อันเป็นสังคมมนุษย์แบบเร่ร่อนตามฤดูกาล จนถึงสมัยหินใหม่อันเป็นยุคที่เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานติดที่ [Sedentary settlements] มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์นั้น ยังเป็นยุคสมัยที่มีผู้คนอาศัยในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยมาก การตั้งหลักแหล่งจึงเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และกระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกัน จนกระทั่งราว ๔,๐๐๐-๓,๕๐๐ ปีลงมา จึงเริ่มมีคนจากภายนอกโดยเฉพาะจากตอนใต้ของประเทศจีนเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เพราะดินแดนประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว และเขมร ล้วนมีพื้นที่ราบลุ่มเป็นหุบ [Valleys] เป็นแอ่ง [Basins] เป็นทุ่งราบเป็นลุ่มแม่น้ำลำคลองและดินดอนสามเหลี่ยมชายทะเล นับเป็นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและแร่ธาตุ การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนจากภายนอกที่ผสมผสานกับคนที่อยู่ในท้องถิ่นมาก่อนแล้วนี้ ทำให้เกิดสังคมเกษตรกรรมที่ไม่อยู่ห่างไกลและโดดเดี่ยวอย่างแต่ก่อน หากมีความสัมพันธ์กันในทางเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ราว ๓,๐๐๐ -๒,๕๐๐ ปี การเคลื่อนย้ายของผู้คนจากทางตอนใต้ของประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นการเคลื่อนย้ายในลักษณะที่มิได้ยกโขยงกันลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ หากเป็นการเคลื่อนย้ายแบบไปๆ กลับๆ ของพวกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งและแลกเปลี่ยนสินค้ากลับไป ทำให้เกิดเส้นทางการค้าขายระยะไกลทั้งทางบกและทางทะเลขึ้น รวมทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็เป็นผลตามมา เพราะผู้ที่มาจากตอนใต้ของประเทศจีนนั้น มีอารยธรรม มีความก้าวหน้าในการถลุงโลหะ อันได้แก่ ทองแดง ดีบุกและตะกั่ว ทำให้นำมาพัฒนาเป็นเครื่อง มือเครื่องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและเครื่องประดับที่สวยงามมีระดับชั้นและเกียรติภูมิ ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ สังคมได้พัฒนาเข้าสู่ยุคสำริดหรือยุคก่อนเหล็ก โดยมีพัฒนาการของสังคมหมู่บ้านอิสระขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ [Autonomous villages] ที่มีเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก โดยมีการจับปลาและล่าสัตว์เป็นอาหารเสริม และในขณะเดียวกันก็มีการหาของป่าและแร่ธาตุเพื่อนำไปเป็นสินค้าและมีวัตถุที่เป็นเงินตรามาแลก เปลี่ยน สิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามีทั้งคุณค่าและมูลค่าในการแลกเปลี่ยนก็คือ บรรดาหอยเบี้ยและเครื่องประดับที่ทำด้วยเปลือก หอยทะเลลึกและโลหะสำริดที่สามารถสะท้อนให้แลเห็นตำแหน่งและสถานภาพทางสังคมของบุคคลที่เป็นเจ้าของได้ ตั้งแต่ราว ๒,๕๐๐ ปีลงมา สังคมของผู้คนในดินแดนประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร และเวียดนาม ก็มีพัฒนาการเติบโตกว่าแต่ก่อน เพราะการติดต่อกับภายนอกหาใช่กับทางตอนใต้ของประเทศจีนแต่เพียงโสดเดียวไม่ หากยังมีการติดต่อกับทางตะวันตกที่มาจากอินเดียที่ต่อไปจนถึงเปอร์เซีย อียิปต์ และโรมัน โดยเฉพาะกับทางอินเดียนั้น มีหลักฐานทางเอกสารกล่าว ถึงสุวรรณภูมิ อันเป็นดินแดนที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง คัมภีร์ที่เล่าเรื่องชาดกทางพุทธศาสนาของอินเดีย เช่น มหาชนกชาดก กล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าสำเภาล่องเรือมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ ในขณะที่ตำนานมหาวงศ์ของลังกากล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระสมณทูตมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ช่วงเวลานี้เองที่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเกิดเมืองและรัฐขึ้น ความเจริญทางเทคโนโลยีที่ว่านี้ก็คือ การถลุงเหล็กและการทำเหล็กให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโลหะสำริด ส่วนพัฒนาการทางสังคมก็คือ มีการเติบโตจากสังคมระดับบ้านที่เป็นชนเผ่า [Ethnicity] มาเป็นสังคมเมืองที่เป็นระดับชนชาติ ที่มีอาณาเขตทางการเมืองการปกครอง [Polity] เกิดขึ้น หลักฐานทางโบราณคดีในยุคเหล็กที่พบขึ้นใหม่ดังกล่าวนี้นับเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งและลบล้างแนวคิดและทฤษฎีเดิม ๆ ทางประวัติศาสตร์โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยเชื่อถือกันว่า ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น ผู้คนในภูมิภาคนี้เป็นคนพื้นเมืองที่มีความล้าหลังทางเทคโนโลยีและอารยธรรม จนกระทั่งมีชาวอินเดียเดินทางเข้ามาได้นำอารยธรรมเข้ามาให้และเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นบ้านเป็นเมืองที่มีกษัตริย์ ศาสนา อักษรศาสตร์และวิทยาการเจริญขึ้น โดยย่อก็คือเป็นอาณานิคมทางปัญญาและวัฒนธรรมของคนอินเดียนั่นเอง แต่ทว่า หลักฐานทางโบราณคดีที่แลเห็นทั้งพัฒนาการของชุมชนที่เป็นบ้านเมืองและเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำริดและเหล็กแล้ว ก็ได้มีการคัดค้านและชี้ให้เห็นว่า สังคมก่อนประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ดินแดนประเทศไทยนั้น ได้มีความเจริญเป็นบ้านเป็นเมืองและเป็นรัฐในลักษณะที่มีอารยธรรมมาก่อนที่จะมีการติดต่อเกี่ยวข้องกับคนอินเดีย ดังนั้นการรับเอาอารยธรรมอินเดียนั้นหาใช่เป็นการที่คนอินเดียเข้ามาครอบงำและบงการไม่ ตรงกันข้ามกลับมาจากการที่บรรดาหัวหน้ากลุ่มชนที่เป็นเจ้าบ้านเจ้าเมืองที่ติดต่อค้าขายกับคนอินเดีย ได้เชื้อเชิญบุคคลที่เป็นนักปราชญ์ราชครูชาวอินเดียเข้ามาเป็นที่ปรึกษารับใช้ในราชสำนักของตน ด้วยเหตุนี้ บรรดาศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และวิทยาการต่าง ๆ ของอินเดียจึงถูกคัดสรรและเลือกใช้เพื่อเสริมสถานภาพและความมั่นคงของผู้นำของชนชาติหรือชนเผ่าในท้องถิ่นมากกว่าอารยธรรมอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นศาสนา การปกครอง ศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์และวิทยาการ ล้วนมีเกียรติภูมิ [Prestige] และมีศักยภาพในการสื่อสารสูง จึงมีส่วนเสริมสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองของสังคมเดิมให้เป็นสังคมใหญ่เป็นรัฐใหญ่และเป็นอาณาจักรได้ในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งเรื่องนี้เข้ากันได้กับหลักฐานทางเอกสารอันเป็นการจดบันทึกของพ่อค้าคนจีนที่เข้ามาค้าขายในภูมิภาคนี้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๖-๗ ลงมา นั่นก็คือ คนจีนแลเห็นรัฐขนาดใหญ่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรเกิดขึ้นหลายแห่ง แต่ที่สำคัญก็คือรัฐที่เรียกว่า “ฟูนัน” ที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำโขงในเขตประเทศกัมพูชาและเวียดนาม การเกิดขึ้นของรัฐนี้เป็นการขานรับการขยายตัวของการค้าระยะไกลทางทะเลที่เชื่อมต่อบริเวณอ่าวไทยไปยังทะเลจีนอันเป็นถิ่นฐานการเกิดของบ้าน เมืองในประเทศเวียดนาม จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ดังนั้น เมื่อมาพิจารณาในเรื่องพัฒนาการของบ้านเมืองตามช่วงเวลาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์จากหลักฐานทางโบราณคดีและสภาพภูมิศาสตร์ตามที่กล่าวมาแล้วอาจวิเคราะห์ได้ว่า พัฒนาการของสังคมมนุษย์ในดินแดนประเทศไทยขึ้นเป็นบ้านเป็นเมืองน่าจะมีมาราว ๔,๐๐๐ ปีที่แล้วมา โดยเริ่มต้นจากการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่มาจากภายนอก เช่น จากทางตอนใต้ของประเทศจีน เข้ามาผสมผสานกับผู้คนที่มีอยู่แล้วแต่เดิมตั้งแต่ยุคหินเก่า หินกะเทาะ และหินใหม่ ชนกลุ่มใหม่นี้ได้นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการถลุงโลหะและประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้เครื่องประดับจากโลหะมาใช้ทำให้เกิดความเจริญทางสังคมและเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากยุคหินเข้าสู่ยุคโลหะซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ สมัย คือ สมัยสำริดหรือสมัยก่อนเหล็ก กับสมัยเหล็ก “สมัยก่อนเหล็ก” (ราว ๓,๕๐๐-๒,๕๐๐ ปี) เป็นพัฒนาการของสังคมแบบชนเผ่าที่ทำให้เกิดชุมชนหมู่บ้านเป็นกลุ่มเหล่าไป แต่ละกลุ่มมีอิสระต่อกันแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างกัน ช่วงเวลานี้อาจนับเนื่องเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ เพราะเป็นพัฒนาการทางสังคมในระดับพื้นฐานที่ยังเห็นร่องรอยของอารยธรรม เช่น รูปแบบการปกครอง ลัทธิทางศาสนา ภาษา และศิลปวัฒนธรรม แต่ตั้งแต่ “สมัยเหล็ก” (ราว ๒,๕๐๐-๑,๗๐๐ ปี) เป็นยุคที่มีการติดต่อทางการค้าระยะไกลทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะกับทางอินเดียและจีนใต้อย่างเป็นรูปธรรม มีผู้คนจากโพ้นทะเลเข้ามาตั้งถิ่นฐานผสมผสานจนเกิดเป็นบ้านเป็นเมืองและนครรัฐขึ้น นับเป็นยุคที่มีอารยธรรมเข้าข่ายสมัยประวัติศาสตร์ได้ แม้จะไม่พบหลักฐานในเรื่องลายลักษณ์ก็ตาม แต่ก็มีร่องรอยทางศิลปวัฒนธรรมทางสัญลักษณ์หลายอย่างที่แสดงถึงการมีภาษาวัฒนธรรมมากแล้ว โดยเฉพาะหลักฐานด้านเอกสารของชาวอินเดียที่เรียกภูมิภาคนี้ทั้งหมดว่า “สุวรรณภูมิ” แต่จากช่วงเวลา ๑,๗๐๐-๑,๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ก็ปรากฏหลักฐานทางเอกสารของชาวจีนถึงบ้านเมืองและนครรัฐในดินแดนทั้งที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมเจ้าพระยาและ ดินดอนสามเหลี่ยมของแม่น้ำโขงที่แสดงให้เห็นพัฒนาการทางสังคมที่มีอารยธรรม มีภาษา ตัวอักษร ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ที่ได้รับอิทธิพลของอินเดียและจีน เกิดรัฐใหญ่ที่เรียกว่า “ฟูนัน” และ “กิมหลิน” เป็นต้น เมื่อลำดับพัฒนาการของสังคมบ้านเมืองและรัฐมาถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็มีความเห็นว่า ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศาสนาของผู้คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น จะนับเนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีมาแต่สมัยหินเก่า หินกะเทาะ หินใหม่ มาจนถึงสมัยยุคก่อนเหล็กเป็นสำคัญ ส่วนยุคเหล็กหรือยุคสุวรรณภูมินั้น จัดอยู่ในยุคต้นประวัติศาสตร์ [Proto-History] ส่วนยุคประวัติศาสตร์นั้นคือสมัยทวาราวดี เจนละ และศรีวิชัย ที่มีการกล่าวถึงกันโดยทั่วไปแล้ว ภาพลายเส้นบุคคลที่น่าจะอยู่ในงานพิธีกรรม หลักฐานและร่องรอยของความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีที่ได้ดำเนินมาแล้วทั้งนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศ ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องคนสมัยหินเก่ามากกว่าแต่เดิม คือแต่ก่อนเวลาพูดถึงสมัยหินเก่าก็มักพบหลักฐานแต่เพียง ๑๐,๐๐๐ ปีลงมา อันอยู่ในสมัยทางธรณีวิทยาที่เรียกว่ายุคโฮโลซีน [Holocene] หรือยุคน้ำแข็ง เพราะการละลายของน้ำแข็งจากขั้วโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับน้ำ ทำให้เกิดแผ่นดินดอนกับแผ่นดินจมสลับกันไป ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับการตั้งหลักแหล่งและการดำรงชีวิตของมนุษย์ ยุคนี้ หลักฐานที่พบเกี่ยวข้องกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหิน มักทำด้วยหินกะเทาะหน้าเดียว ที่เรียกกันในนามว่า “วัฒนธรรมโฮบินเนียน” ซึ่งเป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่พบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดินแดนประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง ปัจจุบันการค้นคว้าของนักโบราณคดีชาวอเมริกันท่านหนึ่งคือ “ศาตราจารย์ดักลาส แอนเดอร์สัน” [Douglas Anderson] และลูกศิษย์ที่สำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีในเขตจังหวัดกระบี่และพังงาได้พบร่องรอยของคนยุคหินเก่าที่มีอายุมากกว่า ๒๐,๐๐๐ ปีขึ้นไป ซึ่งอยู่ในยุคไพลสโตซีน [Pleistocene] ในทางธรณีวิทยา คนหินเก่าในยุคนี้ นับเนื่องในวิวัฒนาการของความเป็นมนุษย์ที่เรียกว่า โฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens) อย่างแท้จริง การดำรงชีวิตของคนในสมัยนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมและภูมิศาสตร์ที่คาบสมุทรมลายูยังเป็นแผ่นดินเดียว กับบริเวณที่เป็นเกาะชวา สุมาตรา และอื่นๆ ศาสตราจารย์แอนเดอร์สัน มีประสบการณ์กับการทำงานทางด้านมานุษยวิทยาโบราณคดีในกลุ่มคนเอสกิโมในขั้วโลกที่มีลักษณะชีวิตความเป็นอยู่คล้ายๆ กับคนในสังคมร่อนเร่ที่ต้องย้ายถิ่นฐานตามฤดูกาลในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้กำหนดความสำคัญของแหล่งโบราณคดีที่สัมพันธ์กับกิจกรรมทางสังคม เช่น แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งฝังศพเป็นสำคัญ ได้พบร่องรอยของแหล่งเช่นนี้ในพื้นที่หน้าเพิงผาที่ชาวบ้านปัจจุบันเรียกว่า “ถ้ำหลังโรงเรียน” เพิงผาเช่นนี้อยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นกว่าที่อื่นๆ มีลักษณะที่นอกจากอาจอยู่อาศัยได้และฝังศพได้แล้ว ยังเป็นแหล่งชุมนุมเพื่อกิจกรรมทางสังคมในเรื่องความเชื่อด้วย คือมีทั้งมาร่วมกันทำพิธีกรรมอันเป็นเรื่องของความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์กับการกินอาหารกินเลี้ยงร่วมกันในงานฉลอง ความน่าเชื่อถือได้ว่าบริเวณเพิงผาถ้ำหลังโรงเรียนคือ สถานที่หรือแหล่งในการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดในความเป็นมนุษย์ ซึ่งปรากฏพบในที่อื่นๆ และในช่วงเวลาที่ต่อ เนื่องกันมาตลอดสมัยก่อนประวัติศาสตร์เพราะได้พบเหมือนกันในที่อื่นๆ เช่น ที่อำเภอปางมะผ้า ในหุบเขาของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาณาบริเวณนี้มีเพิงผาหลายแห่งที่เรียกกันโดยทั่วๆ ไปว่า “ถ้ำผีแมน” จากการขุดค้นทางโบราณคดีของนักโบราณคดีไทย พบว่าสัมพันธ์กับการอยู่อาศัย การฝังศพและการประกอบพิธีกรรมมาตั้งแต่สมัย ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ปีลงมาจนกระทั่งถึงสมัย ๒,๐๐๐ ปีที่แล้วมา ภาพลายเส้นการประกอบพิธีกรรมจากที่ผาแต้ม โขงเจียม อุบลราชธานี โดยเฉพาะในสมัย ๓,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปีลงมานั้น พบหลักฐานทางพิธีกรรมในระบบความเชื่ออย่างชัดเจน ๒ ประการใหญ่ๆ คือ ภาพเขียนสีและโลงไม้ ที่ขุดจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่ เรื่องภาพเขียนสีบนเพิงผานั้น มักถูกมองโดยนักโบราณคดีไทยของกรมศิลปากรว่าเป็นศิลปะถ้ำอะไรทำนองนั้น จึงเป็นการมองแต่เพียงรูปแบบทางศิลปะไป ทั้ง ๆ ที่ในแง่คิดทางมานุษยวิทยานั้น สิ่งเหล่านี้ (ภาพเขียนสีและโลงไม้) คือผลผลิตจากระบบความเชื่อของผู้คนในสังคมที่เป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภาพเขียนสีเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของปัจเจกบุคคลแบบปัจจุบันที่มองว่าศิลปะเป็นไปเพื่อศิลปะ [Art for art sake] หากแต่เป็นภาพทางสัญลักษณ์ที่สื่อสารกันได้ทั้งกลุ่มชนในสังคม ภาพที่เขียนขึ้นมีทั้งที่เป็นรูปเรขาคณิตแบบต่าง ๆ ซึ่งยากที่จะเข้าถึงในเรื่องความหมายว่าหมายถึงอะไร ภาพมือแดงที่พบเกือบทุกแห่ง ภาพสัตว์นานาชนิดซึ่งมีทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และคน มีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่กันเป็นกลุ่มร่วมกันทำกิจกรรม และมีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของบุคคลสำคัญเป็นต้น ภาพเหล่านี้มีทั้งที่ขูดเขียนโดยบุคคลที่เป็นผู้ชำนาญและเขียนตามประสาคนเขียนไม่เป็นของบรรดาผู้คนที่มาร่วมในงานประเพณีพิธีกรรม ส่วนโลงไม้ที่ขุดจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่เช่นไม้สักนั้น ถ้ามองเผินๆ ก็คิดว่าเป็นโลงศพ แต่เมื่อพิจารณาเข้ากับขนาด จำนวน และสภาพแวดล้อมแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นโลงศพ ซึ่งเมื่อลองตีความในเชิงเปรียบเทียบกับของที่พบในที่อื่นๆ เช่น ไหหินใน “ทุ่งไหหิน” ประเทศลาว ก็ทำให้คิดว่าโลงศพที่ว่านี้ น่าจะเป็นภาชนะสำคัญในประเพณีการทำศพของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์คือน่าจะเป็นภาชนะที่เก็บชิ้นส่วนของร่างกาย อันได้แก่เถ้าถ่าน กระดูก และสิ่งของที่เป็นเครื่องประดับและสัญลักษณ์ของผู้คนในตระกูลที่ตายไปแล้วให้มาอยู่รวมกันในพื้นที่ซึ่งจะมีคนแต่ละตระกูลมาทำพิธีกรรมร่วมกันในวันและเวลาที่กำหนดไว้ในรอบปี หลักฐานในบริเวณเพิงผาหน้าถ้ำตามที่กล่าวมาแล้วนี้ มีพบในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็นับเป็นการยืนยันให้เห็นความคิดของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอะไร ๆ เหมือนกัน ความคิดในการเลือกแหล่งทำพิธีกรรมทางศาสนานี้ สืบเรื่อยมาจนกระทั่งยุคสำริด ยุคเหล็กและยุคต้นประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น เพิงผาที่ “ผาแต้ม” ริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพิงผาที่ “ประตูผา” จังหวัดลำปาง ซึ่งนับได้ว่ามีขนาดและอาณาบริเวณใหญ่โตมาก หรือในเขตภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีที่เพิงผาวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี เป็นอาทิ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ มีเพิงผาหลายแห่งโดยเฉพาะบรรดาที่เป็นเขาหินปูนมักจะสัมพันธ์กับบริเวณหน้าถ้ำ และถ้ำที่มีพื้นที่เป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีอากาศถ่ายเทได้พอสมควร พื้นที่เช่นนี้อาจมีการอยู่อาศัยโดยกลุ่มชนตามฤดูกาลหรือเป็นที่พำนักของบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความรู้ในเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมของผู้คนในสังคม เพิงผาหน้าถ้ำดังกล่าวนี้มักมีการอยู่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น อาจจะเป็นที่พำนักของฤาษีหรือนักพรตในลัทธิศาสนาฮินดู-พุทธ จึงมักพบการสลักพระพุทธรูปหรือเทวรูปไว้ตามหน้าผาหรือเพิงผา และกำหนดบริเวณที่ประกอบพิธีกรรมด้วยการปักหินตั้งหรือเสมาหินแสดงเขตและบริเวณศักดิ์สิทธิ์ ในหลาย ๆ แห่ง ห้องโถงของถ้ำได้กลายเป็นวิหารเพื่อประกอบพิธีกรรมทีเดียว ถัดจากเพิงผาหน้าถ้ำและภาพเขียนสี ก็เป็น “แหล่งฝังศพ” ที่นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญในเรื่องของศาสนาและความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ความสำคัญอันดับแรกของแหล่งฝังศพก็คือ เป็นหลักฐานที่แสดงการมีอยู่ของชุมชน เพราะกลุ่มชนในสังคมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นบ้านและเมืองจะได้นำเอาศพของสมาชิกในชุมชนมาฝังหรือเผาและประกอบพิธีกรรมตามประเพณี นั่นคือความตายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของคนในสังคมที่คิดและปฏิบัติร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย [Life after death] เป็นความเชื่อที่ควบคู่มากับความเป็นมนุษย์ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่มี ความเชื่อในเรื่องของความตายนี้แลเห็นจากรูปแบบในการจัดการทำศพที่อาจมีความแตกต่างและคล้ายคลึงกันซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่และเวลาแต่ละยุคสมัย ดังนั้น ในการขุดค้นทางโบราณคดีเกี่ยวกับแหล่งฝังศพจะพบว่าความเป็นอยู่ของมนุษย์ในพื้นที่เดียวกันนั้น สัมพันธ์กับชั้นดินทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันจากชั้นล่างมาจนถึงชั้นบน เช่น ชั้นล่างสุดอาจแลเห็นการหันศีรษะคนตายไปตามทิศที่เป็นอัปมงคลหรือมงคลตามที่สังคมในช่วงเวลานั้นกำหนด ยกตัวอย่างเช่น ชั้นล่างสุดอาจหันไปทางทิศใต้ แต่ชั้นถัดมาอาจหันไปทางทิศตะวันตก เป็นต้น แม้จะมีความแตกต่างในเรื่องทิศแต่ก็จะเห็นความคล้ายคลึงกันในเรื่องการให้ความสำคัญกับความเชื่อในเรื่องทิศทาง รูปแบบของการเซ่นศพและนำเอาเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับของคนตายมาฝังรวมกับศพก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แลเห็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อ เช่น บางแห่งจะนำเอาภาชนะดินเผามาทุบให้แตกเพื่อใช้ปูรองศพ ในขณะที่แห่งอื่นใช้เปลือกหอยทะเลลึกปูรองศพ เป็นต้น ตรงข้างเท้าผู้ตายจะพบว่าในบางแห่งนิยมนำหม้อไหและภาชนะใส่อาหารวางไว้ตามตำแหน่งและจำนวนที่กำหนดไว้หรือบางแห่งมีการนำเอาหอก ดาบ มีดหรือหัวลูกศรมาประดับไว้ข้างศพหรือบนศพ รวมทั้งมีการทำให้หักงออันแสดงให้เห็นว่าเป็นของที่มีการใช้แล้ว การฝังศพหลายแห่งมีประเพณีการใช้ดินเทศ (ดินสีแดง) โรยบนศพ อันแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของเลือดที่จะนำไปสู่การมีชีวิตอีกครั้งหลังความตาย หรือบรรดาภาชนะที่ใช้ในการเซ่นศพมีการจัดรูปแบบทางสัญลักษณ์ที่อาจเคลือบด้วยน้ำโคลนสีแดง หรือมีการเขียนลวดลายสัญลักษณ์รอบๆ ภาชนะ เช่น ภาชนะเซ่นศพในวัฒนธรรมบ้านเชียง ความเชื่อเรื่องศาสนาและไสยศาสตร์จากแหล่งโบราณคดี จากการสำรวจและเสนอข้อมูลที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น จะเห็นได้ว่าแหล่งโบราณคดีที่เป็นประโยชน์กับการศึกษาและตีความเกี่ยวกับศาสนาและไสยศาสตร์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในขณะนี้ มีอยู่ ๒ บริเวณด้วยกันคือ “เพิงผาหน้าถ้ำที่มีการเขียนภาพ” หรือสลักภาพทางสัญลักษณ์อันนับเนื่องเป็นแหล่งประกอบประเพณี-พิธีกรรมในระบบความเชื่อ กับ “แหล่งฝังศพอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชุมชน” ที่มีการนำสมาชิกที่ตายแล้วมาประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อ แหล่งที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำนั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความคิดเหมือนกันในการเลือกบริเวณที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำให้เป็นที่ประกอบประเพณี พิธีกรรม ซึ่งความคิดเช่นนี้ดำรงสืบมาในสมัยประวัติศาสตร์ ความสำคัญของเพิงผาหน้าถ้ำนั้นอยู่ที่การเป็นแหล่งที่ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นใช้เป็นที่ชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีกรรมตามประเพณีในรอบปีเป็นสำคัญ เพราะมักเป็นแหล่งที่ค่อนข้างอยู่ไกลกับถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คนในชุมชนต่าง ๆ ของท้องถิ่น แหล่งพิธีกรรมเหล่านี้ไม่เป็นแหล่งที่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หากเป็น “พื้นที่ร่วม” ของหลายชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันหรือภูมิภาคเดียวกันเป็นสำคัญ ในการเข้ามาชุมนุมร่วมกันตามเวลาที่กำหนดในรอบปีหนึ่งๆ นั้น พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนซึ่งมาร่วมกันชุมนุมจะประกอบพิธีกรรมร่วมกัน มีทั้งการเต้นรำ การส่งเสียงร้อง และการสวดมนตร์ รวมทั้งการเขียนภาพที่เป็นสัญลักษณ์ลงบนพื้นหินของเพิงผาหน้าถ้ำเหล่านั้น เหตุที่แหล่งพิธีกรรมในระบบความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มักอยู่ในบริเวณที่เป็นกลางไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งนั้นก็เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยแรก ๆ นั้น หาได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในพื้นที่เดียวกันไม่ หากมีการกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มของครอบครัวและเครือญาติตามบริเวณต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตน แหล่งที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ใกล้ตัวก็มักจะเป็นแหล่งป่าช้าหรือหลุมศพเท่านั้น โดยเหตุนี้จึงพบหลุมศพและแหล่งที่เป็นป่าช้ามากกว่าแหล่งประกอบพิธีกรรมในรอบปี และอื่น ๆ ที่เป็นส่วนร่วมของท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นบริเวณที่ทำพิธีมักจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้คนเห็นและจินตนาการพ้องกันว่า มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติ ดังเช่น เพิงผาหน้าถ้ำ ยอดดอย หรือต้นน้ำลำธาร และแหล่งที่มีน้ำสบกันเป็นน้ำวนหรือน้ำเชี่ยว บริเวณที่มีสภาพแวดล้อมแปลกไม่เหมือนที่อื่น ๆ เป็นต้น ความโดดเด่นของสถานที่และสภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในสมัยหลังๆ เห็นพ้อง จึงสืบเนื่องเป็นความทรงจำในรูปของตำนานที่เกี่ยวกับชื่อของสถานที่และเหตุการณ์เรื่อยมา ดังเห็นได้จากการเล่าขานกันในตำนานท้องถิ่นและการทำให้แหล่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น สืบเนื่องเป็นวัดหรือเป็นสถานที่เพื่อจาริกแสวงบุญมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่สำคัญซึ่งพบในแหล่งพิธีกรรมดังกล่าวคือ การใช้สีมาทำให้เกิดรูปแบบเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมายระหว่างกัน ได้แก่ สีแดงที่นำมาจากแร่ที่เรียกว่า ดินเทศ [Red ochre] และสีดำที่เกิดจากการเผาไหม้ยางไม้ หลักฐานร่องรอยของการใช้สีแดงเห็นได้จากการฝังศพที่มีมาแต่สมัยหินกะเทาะเช่นที่ “ถ้ำพระ” ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี มีการใช้ดินเทศที่มีสีแดงโรยศพซึ่งแสดงให้เห็นว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตให้กับคนที่ตาย ทำให้ตีความได้ว่า คนในสมัยนั้นมีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่ว่าเมื่อตายแล้ววิญญาณก็ยังดำรงอยู่ แต่ความชัดเจนในเรื่องสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ได้เห็นชัดในสมัยหลังลงมาคือ ยุคโลหะที่เริ่มแต่สมัยก่อนเหล็ก (ประมาณก่อน ๒,๕๐๐ ปีขึ้นไป และหลังลงมา) นั่นก็คือ การเกิดภาพเขียนสีขึ้นตามผนังถ้ำและเพิงผา ซึ่งนักโบราณคดีไทยแบบศิลปากร เรียกว่า “ศิลปะถ้ำ” เพราะเน้นความสำคัญที่รูปแบบมากกว่าความหมาย ภาพเขียนสีที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นฐานของคนที่สำคัญก็คือ “ภาพมือแดง” ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนเหล็กจนถึงยุคเหล็กเป็นภาพที่แสดงถึงการที่ผู้คนที่มาร่วมพิธีกรรมสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเพิงผาที่เป็นหิน ความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติเช่น หิน น้ำ ต้นไม้ และอื่นๆ มีจิตวิญญาณนี้ เป็นสิ่งที่เรียกว่า Animism ซึ่งนับเป็นพัฒนาการในระยะแรกเริ่มของศาสนาและไสยศาสตร์ เพราะพิธีกรรมที่ผู้คนจากที่หลากหลายในท้องถิ่นมาประกอบร่วมกันนั้น เป็นสิ่งที่แสดงการสยบต่ออำนาจเหนือธรรมชาติอันเป็นการแสดงอาการทางศาสนา แต่ในการประกอบพิธีกรรมก็มีอาการทางไสยศาสตร์ผสมผสานอยู่ ดังเห็นจากสัญลักษณ์อื่นๆ เป็นแบบเรขาคณิตที่ไม่เหมือนธรรมชาติ และภาพคน-สัตว์-สิ่งของ-ต้นไม้ที่เป็นธรรมชาติเพื่อเรียกร้องและบังคับให้อำนาจที่อยู่ตามสิ่งต่างๆเหล่านั้นมารับใช้พวกตนในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และความมั่นคงของชีวิต ดังนั้น ภาพที่เห็นจากการประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อจึงมีลักษณะทั้งศาสนาและไสยศาสตร์ผสมกัน [Magico-religious practice] เมื่อได้ประมวลภาพสัญลักษณ์จากแหล่งเพิงผาหน้าถ้ำในที่ต่างๆ ที่พบในดินแดนประเทศไทยมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ แล้ว ก็พอแลเห็นพัฒนาการของระบบความเชื่อที่เรียกว่า ศาสนา-ไสยศาสตร์ [Magico-religious ritual] ที่เชื่อว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติในโลกมีจิตวิญญาณ [Animism] ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคม นั่นก็คือสังคมก่อนประวัติศาสตร์ของผู้คนที่เขียนภาพสีได้สะท้อนให้เห็นการมีคนสำคัญที่อาจเป็นหัวหน้าตระกูลและเผ่าพันธุ์ จากภาพของคนที่มีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดา รวมทั้งมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือศีรษะที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น อย่างเช่น ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำเขาจันทร์งาม ในเขตอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นภาพของคนที่มีทั้งหญิงและชาย สัตว์เลี้ยง และสัตว์ล่า อันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมประเภทร่อนเร่ล่าสัตว์ ภาพสำคัญคือ ภาพชายร่างใหญ่กำลังโก่งธนู อันเป็นการแสดงอำนาจและอาการของการล่าสัตว์ ภาพเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ทางไสยศาสตร์ เพื่อความสำเร็จในการล่าสัตว์เป็นสำคัญ นับเป็นพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง ในขณะที่ภาพมือแดงเป็นจำนวนมากที่ทับซ้อนกันหลายระยะเวลา และภาพสัตว์เช่น วัวควาย และภาพสัญลักษณ์บางอย่างที่แหล่งโบราณคดีประตูผาของเขาลูกโดดในระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดลำปางและอำเภองาว แสดงให้เห็นถึงการชุมนุมของผู้คนเป็นจำนวนมากจากท้องถิ่นต่างๆ มาประกอบพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ร่วมกัน ซึ่งก็นับเนื่องในพิธีกรรมในระบบความเชื่อที่เรียกว่า Animism เหมือนกัน ทั้งนี้รวมไปถึงบรรดาเพิงผาที่อยู่ในเขตวัดพระพุทธบาทบัวบก ที่กรมศิลปากรไปเปลี่ยนเป็นอุทยานโบราณคดีภูพระบาท อีกหลายแห่งที่มีการเขียนรูปวัวควาย ช้าง และรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ การดำรงอยู่ของความเชื่อในเรื่อง Animism ดังกล่าวนี้ สืบมาจนถึงสมัยเหล็กเพราะแม้ว่าสังคมหลายแห่งในสมัยนี้จะมีพัฒนาการทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่สูงกว่านี้ไปแล้วก็ตาม ดังเช่น ภาพสลักขูดขีดที่ถ้ำผาลายภูผายนต์ จังหวัดสกลนคร ที่เปลี่ยนจากการเขียนสีมาเป็นการใช้เครื่องมือเหล็กขูดขีดไปบนหินแทน มีภาพต้นไม้ คน สัตว์และสัญลักษณ์แบบเรขาคณิตมากมาย ภาพสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ภาพของควาย ซึ่งน่าจะเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ล่า ในขณะที่ภาพสัญลักษณ์เรขาคณิตที่ดูเป็นอวัยวะเพศของสตรีและการแสดงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิง-ชาย สะท้อนให้เห็นถึงการทำพิธีเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ดูเหมือนภาพบนผนังผาที่มีการขูดขีดด้วยเครื่องมือเหล็กที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ทางเรขาคณิตที่ยากแก่การถอดรหัสว่าหมายถึงอะไร แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่ซับซ้อนของคนสมัยเหล็กที่ยังดำรงความเชื่อในเรื่อง Animism ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ผากระดานเลข ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อย่างไรก็ตาม บรรดาแหล่งภาพเขียนสีของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กรุ่นหลังๆ ที่เชื่อมต่อกับสมัยต้นประวัติศาสตร์หลายแห่งก็สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบความเชื่อจาก Animism มาเป็นความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติที่สูงกว่าที่เรียกว่า Supernaturalism ความต่างกันระหว่างความเชื่อและศาสนาสองระดับนี้ก็คือ ระดับแรก เป็นเรื่องของความเชื่อที่เกี่ยวกับอำนานเหนือธรรมชาติบนพื้นดินหรือบนโลกเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น การนับถือผี ต้นไม้ ภูเขา หนองน้ำ ลำธาร สัตว์และคน รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เป็นฝนตกฟ้าร้อง เป็นต้น ส่วนระดับหลังนั้น เป็นความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่สูงขึ้นไปจากบนดินมาเป็นบนท้องฟ้า ซึ่งทำให้มีความซับซ้อนเกิดขึ้นในการแสดงสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรม การเกิดระดับชั้นของผู้คนและการกำหนดตำแหน่งและให้ความหมายแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความซับซ้อนในเรื่องรูปแบบของสัญลักษณ์เห็นได้จากภาพเขียนสีที่มีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบเรขาคณิตจนไม่อาจถอดรหัสได้ก็มีภาพของธรรมชาติ เช่น สัตว์ คน สิ่งของ ก็หลากหลายและมีอาการใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น สัตว์บางชนิดมีรูป ร่างแปลกๆ และมีอาการกิริยาแปลกๆ ไม่เหมือนธรรมชาติ ในขณะที่ภาพของคน ก็ดูหลาก หลายด้วยอาการกิริยา ขนาด และการแต่งกาย อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่และฐานะทางสังคมซึ่งอาจพูดได้ว่า ในระยะของพัฒนาการขั้นนี้ สังคมก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กได้พัฒนาเข้าสู่การเกิดบ้านเมืองและรัฐแรกเริ่มที่มีเจ้านายและคณะบุคคลปกครองแล้ว ทำให้ภาพของบุคคลที่มีบทบาทและสถานภาพอย่างน้อย ๒ อย่างปรากฏขึ้น คือ ผู้นำ และคณะที่ปรึกษาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเครื่องแต่งกายเช่นเครื่องประดับศีรษะประดับร่างกาย มีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป บุคคลที่มีฐานะเป็นผู้นำนั้นมักแสดงจากการถืออาวุธที่เป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจและมีอาการลีลาที่องอาจ ในขณะที่คนหรือคณะที่ปรึกษามักมีการแต่งกายที่ผิดมนุษย์ หลายๆ แห่งแต่งตัวใส่หน้ากากหรือสวมหัวโขนเป็นสัตว์ คนพวกนี้คงได้แก่พวกหมอผีหรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณและเวทย์มนตร์คาถา ซึ่งดูสอดคล้องกันกับการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ฝังศพ เพราะมักพบศพบางศพที่มีการนำเอาเขาสัตว์ เขี้ยวสัตว์ และสิ่งสัญลักษณ์บางอย่างมาฝังไว้ ส่วนศพของคนที่เป็นผู้นำก็มักพบเครื่องเซ่นศพที่มีเครื่องประดับที่มีค่ามากกว่าศพคนทั่วไป หลายแห่งพบอาวุธสำคัญประจำตำแหน่งรวมอยู่ด้วย เช่น มีดหรือหอกที่ใบมีดเป็นเหล็กแต่ด้ามเป็นสำริดมีลวดลายสัญลักษณ์ประดับ แต่ที่สำคัญคือภาพเขียนสีของช่วงเวลานี้มักแสดงให้เห็นถึงการประกอบประเพณีพิธีกรรมที่มีการชุมนุมที่ส่ออาการเต้นรำหรือร่ายรำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ภาพที่โดดเด่นที่แสดงความซับซ้อนที่เลือกมาเป็นตัวอย่างในที่นี้ก็คือ ภาพเขียนสีบนเพิงผา “เขาปลาร้า” จังหวัดอุทัยธานี ภาพเขียนสีบนผนัง “ถ้ำตาด้วง” ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และภาพเขียนสีที่ “ผาแต้ม” อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในกลุ่มภาพแรกที่เพิงผาถ้ำเขาปลาร้านั้น ความโดดเด่นอยู่ที่เป็นเพิงผาบนภูเขาที่ปัจจุบันการเดินทางขึ้นไปค่อนข้างยากมาก คนก่อนประวัติศาสตร์เลือกตำแหน่งได้ดีมาก เพราะบนเขามีสภาพแวดล้อมที่เป็นธารน้ำและพื้นที่พอแก่การเข้าไปพักแรมของคนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาประกอบพิธีกรรมรอบๆ เขาปลาร้าเป็นที่ราบลุ่ม มีลำน้ำหล่อเลี้ยงสลับไปด้วยป่าเขาและที่สูง อันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์ป่า และแร่ธาตุ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยหินขัดมาจนถึงสมัยโลหะ ข้าพเจ้าได้สำรวจพบแหล่งถลุงเหล็กที่เป็นชุมชนที่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยทวาราวดี เพราะพบร่องรอยชุมชนโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบศาสนสถานรูปปูนปั้นประดับ รวมทั้งบรรดาเครื่องประดับ เครื่องมือสำริด เหล็ก และลูกปัดแบบต่างๆ มากมาย ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็กอันเป็นสังคมเกษตรกรรมที่สืบเนื่องเข้าสู่สังคมพุทธ-ฮินดูในสมัยทวาราวดี สิ่งที่สนับสนุนให้เห็นว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในที่นี้เป็นสังคมเกษตรกรรมก็เพราะแหล่งประกอบพิธีกรรมอันมีภาพเขียนสีบนผนังผาเขาปลาร้านั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ในเรื่องแรกคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์” นั้น ดูได้จากการปรากฏภาพคนที่มีการแต่งกายในวาระที่มาชุมนุม แสดงท่าร่ายรำในการประกอบพิธีกรรม คนทั่วไปนุ่งผ้าเตี่ยวมีชายไหวชายแครงประดับ บนศีรษะมีใบไม้และดอกไม้รวมทั้งขนนกประดับ มีภาพบุคคลที่น่าจะเป็นหมอผี [Shaman] แต่งตัวในลักษณะจำแลงกายเป็นสัตว์เพื่อสื่อสารกับธรรมชาติและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ภาพคนที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็คือ ภาพบุคคลที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดของการแต่งกายและเครื่องประดับ มือถืออาวุธแสดงท่าร่ายรำที่มีอานุภาพ ข้างๆ มีสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัข ส่วนภาพของคนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาตินั้น แลเห็นได้ชัด เจนจากภาพของสัตว์ป่า สัตว์ล่าและสัตว์เลี้ยง อันแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นสังคมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว ภาพของสัตว์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติก็คือ ภาพของวัวมีหนอกที่คอ เป็นภาพใหญ่ที่เขียนได้อย่างชัดเจนมีสัดส่วน บนหลังวัวมีผ้าที่เป็นลวดลายพาดทับให้เห็นว่าเป็นอาสนะที่มีผู้ทรงอำนาจประทับนั่ง วัวนี้มีคนจูง อาจนับได้ว่าเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่นเดียวกันกับภาพของบุคคลตัวใหญ่ที่เป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ทีเดียว ภาพวัวที่มีผ้าพาดทับนี้มีหนทางที่อาจตีความได้เป็น ๒ อย่างคือ อย่างแรก อาจเป็นพาหนะของบุคคลตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นประมุขหรือบุคคลศักดิ์สิทธิ์อันเป็นประธานของพิธีกรรม อย่างที่สองก็คือ วัวมีหนอกคือพาหนะของเจ้า ผี หรือเทพที่จะต้องนำมาประกอบพิธีเซ่นสรวง คือฆ่าบูชายัญส่งไปให้นั่นเอง ส่วนภาพสัตว์ขนาดใหญ่อีกภาพหนึ่งก็คือ ภาพลิงใหญ่ที่ดูแล้วเป็นลิงเนรมิต ที่แสดงพลังเหนือธรรมชาติมีบริวารล้อม แต่เป็นภาพที่ยังเขียนไม่เสร็จ ภาพสัตว์เนรมิตดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยน แปลงความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีสัตว์เป็นบรรพบุรุษ [Totem] ของเผ่าพันธุ์หรือตระกูล มาเป็นสัญลักษณ์รวมของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ในท้องถิ่น ลิงอาจเคยเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่มีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในท้องถิ่นเดียวกัน ถัดจากภาพที่เพิงผาเขาปลาร้าก็เป็นภาพเขียนสี ที่ถ้ำตาด้วง ในเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรีอันเป็นภาพของขบวนแห่ในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เป็นขบวนของกลุ่มคนที่มีการเคลื่อนไหวหามกลอง และน่าจะมีการตีกลองแสดงจังหวะหรือส่งเสียงที่เป็นมงคลและศักดิ์สิทธิ์ออกมาเพื่อสื่อสารไปยังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่จะทำให้ความมุ่งหมายในการทำพิธีสำเร็จผล พิธีกรรมเช่นนี้เป็นได้ทั้งพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์และการเฉลิมฉลองความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่งในสังคม ภาพขบวนแห่นี้ได้มีการตีความไปอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นขบวนแห่โลงศพ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะบรรดาโลงศพ เช่น โลงผีแมนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่มีอายุนับเนื่องอยู่ในสมัยเหล็กนั้น ทั้งขนาดและสิ่งที่บรรจุไว้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบรรจุศพคนตายแต่อย่างใด ทำนองตรงข้าม น่าจะเป็นภาชนะขนาดใหญ่สำหรับการบรรจุชิ้นส่วนของกระดูกคนตายและสิ่งที่มีค่าของผู้คนในตระกูลมากกว่า ยิ่งกว่านั้นในภาพเขียนสีที่มองไปว่าเป็นโลงนั้น ก็หาเด่นชัดไม่ เพราะมีบริเวณตรงกลางเป็นรูปวงกลมที่น่าจะเป็นกลองที่แขวนไว้ เรื่องของกลองในงานพิธีกรรมทางความเชื่อดังกล่าว มีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนชัดเจน เพราะในบรรดาวัตถุสำคัญที่พบตามแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ยุคเหล็กในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงนั้นต่างก็พบกลองสำริด ที่เรียกกันว่า “กลองมโหระทึก” เหมือนกัน กลองแบบนี้บางทีเรียกว่า “กลองกบ” มีกำเนิดอยู่ในแถบทะเลสาบคุนหมิงอันเป็นที่ตั้งของอาณาจักรเดียนหรือเทียนโบราณ กลองแบบนี้ได้แพร่หลายผ่านยูนนาน กวางตุ้ง กวางสี เวียดนาม เข้ามาในดินแดนประเทศไทย ลาว เขมร และบ้านเมืองในหมู่เกาะของประเทศอินโดนีเซีย กลองนี้ในเวียดนามจัดอยู่ในรูปแบบของวัฒนธรรมดองซอนที่มีอายุตั้งแต่ ๕๐๐ ปี ก่อนคริสตกาลลงมา ซึ่งก็นับเนื่องเป็นยุคเหล็กนั่นเอง กลองมโหระทึกหรือกลองกบพบในเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งนักปราชญ์นักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศเชื่อว่าเป็นกลองที่ใช้ในพิธีกรรมขอฝนซึ่งเป็นพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมักเป็นสมบัติของบุคคลผู้เป็นประมุขของเผ่าพันธุ์หรือบ้านเมืองทีเดียว เพราะเมื่อตายไปแล้วก็มักถูกฝังรวมเป็นเครื่องเซ่นศพให้กับผู้ตาย การตีกลองมโหระทึกของชาวจ้วงที่มณฑลกวางสี กลองมโหระทึกมีความสำคัญมากต่อการศึกษาเรื่องศาสนาและพิธีกรรมของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะเป็นกลองที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนในยุคเหล็กนี้มีระดับสังคมที่พัฒนาเข้าสู่การเป็นบ้านเป็นเมืองและเป็นรัฐที่มีศาสนาและลัทธิประเพณีก้าวผ่านความเชื่อทางศาสนาแบบจิตวิญญาณบนพื้นดิน [Animism] เข้าสู่ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณเหนือพื้นดิน เกิดมิติบนฟ้าและสวรรค์ โดยเฉพาะอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากบนฟ้า เป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าอำนาจเหนือโลก [Supernaturalism] บรรดาสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีทั้งรูปเหมือนจริงและลวดลายก้านขดและเรขาคณิต รหัสที่นำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องนี้ อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่างด้วย กัน อย่างแรกคือ รูปกบที่อยู่ตรงขอบกลองทั้งสี่ทิศ มีทั้งกบตัวเดียวและกบที่ขี่ซ้อนกันเป็นสองหรือสามตัว กบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นย่อมมีกบ เสียงกบร้องเป็นสัญลักษณ์ว่าฝนกำลังจะตก กบจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพิธีกรรมของความอุดมสมบูรณ์ ถัดจากกบก็เป็นวงกลมหลายรอบบนผนังกลองที่ศูนย์กลางแบ่งออกเป็นหลายแฉกราว ๑๓-๑๔ แฉกขึ้นไป ซึ่งน่าจะหมายถึงดวงอาทิตย์และรัศมีที่แยกออกไปเป็นแฉกๆ นับเป็นศูนย์กลางของจักรวาล วงกลมรอบศูนย์กลางแต่ละวงเรียงรายกันไปด้วยสัญลักษณ์ทั้งที่เป็นรูปจริงและรูปสมมุติ แสดงให้เห็นถึงวงจรของสิ่งมีชีวิตบนพื้นพิภพ เช่น นกกระเรียน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ตัวแลนหรือตะกวด หรือรูปสัญลักษณ์แบบคลื่น ก้านขด วงกลม และรูปเหลี่ยมเรขาคณิตที่น่าจะแทนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ กลองมโหระทึกมีอยู่อย่างสืบเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ที่มีรูปแบบเปลี่ยนไปและมีสัญลักษณ์ของสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และความเป็นมงคลเพิ่มขึ้น เช่น มีรูปหอยทาก ปลา ช้าง และต้นไม้เป็นต้น รอบๆ ผนังกลองก็มีลายสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือขบวนเรือพิธีกรรมที่มีการตกแต่ง มีคนนั่ง คนพาย และการแสดงอาการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะรูปคนนั้น มีการแต่งตัวอย่างเต็มที่ มีหมวกที่ทำด้วยใบไม้และขนนก มีเสื้อผ้า นุ่งผ้าเตี่ยว แต่ประดับหน้าหลังและข้างๆ ด้วยชายไหวชายแครงงดงาม ถือหอกดาบและอาวุธ นักวิชาการให้ความเห็นว่าขบวนเรือแบบนี้เป็นขบวนแห่นับเนื่องในพิธีส่งวิญญาณของคนตาย จึงเรียกเรือเหล่านี้ว่า “เรือแห่งความตาย” [Ship of the dead] เพราะฉะนั้น โดยสรุปกลองมโหระทึกนี้มีความหมายให้เห็นว่าเป็นกลองที่แสดงฐานะและความสำคัญของผู้เป็นเจ้าของซึ่งน่าจะเป็นประมุขของเผ่าพันธุ์และบุคคลสำคัญใช้ในพิธีกรรมขอฝนและเป็นสมบัติเซ่นศพให้แก่เจ้าของเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่ากลองมโหระทึกเป็นสิ่งที่ผลิตขึ้นในยูนนานและส่งผ่านเส้นทางการค้าระยะไกลทั้งทางบกและทางทะเลมายังประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงและหลายๆ คนก็เห็นว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นอารยธรรมแรกเริ่มของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาก่อนที่อารยธรรมจีนและอินเดียจะแพร่เข้ามาในสมัยต้นประวัติศาสตร์ ในส่วนตัวของข้าพเจ้ามีความเห็นว่า กลองมโหระทึกนี้คือสิ่งสำคัญที่แสดงวิวัฒนาการทางศาสนาของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงเพราะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือพื้นดินที่เป็นความเชื่อในเรื่องวิญญาณในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ [Animism] มาเป็นอำนาจบนฟ้าและจักรวาลที่เรียกว่า Supernaturalism สัญลักษณ์หลายอย่างที่ปรากฏในกลองเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นและถอดรหัสได้จากการสืบเนื่องที่อยู่ในหลักฐานทางชาติวงศ์วรรณนาในปัจจุบัน แต่การทำความเข้าใจในเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องสืบไปหาที่มาของกลองมโหระทึกที่มาจากอาณาจักรเดียน ซึ่งอยู่แถวทะเลสาบคุนหมิงด้วย เพื่อเชื่อมโยงว่าศาสนาและลัทธิประเพณีนั้นมาอย่างไร แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากกระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนที่รับรูปแบบและอิทธิพล [Localization] อย่างไร เพราะแน่นอนว่า เมื่อนำกลองมโหระทึกมาใช้แล้ว ความหมายที่มีมาแต่เดิมย่อมไม่คงที่ ดังเห็นได้จากองค์ประกอบของกลองที่ต่างกัน นั่นก็คือ กลองที่พบที่คุนหมิงมีรูปผู้คนกำลังทำพิธีบนกลองว่าทำอย่างไร มีรูปที่อยู่อาศัยบ้านเรือน มีสัตว์สิ่งของและรูปแบบในการแต่งกายว่าเป็นอย่างไร พิธีกรรมบนหน้ากลองที่คุนหมิงแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการเต้นรำประกอบพิธีเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้าในลักษณะที่เป็นความเชื่อในเรื่องพลังที่อยู่บนฟ้า [Supernaturalism] อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ามีการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างฟ้าและดินที่ความอุดมสมบูรณ์ของมนุษย์ในทำนองเดียวกับศาสนาและลัทธิประเพณีของคนจีนโบราณ ในพิธีกรรมได้แลเห็นสัตว์บางชนิดที่เป็นสัตว์เนรมิตในทำนองเดียวกับมังกรของจีน ภาพผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่ และการทำพิธีกรรมบนกลองดูมีความเชื่อมโยงกับภาพสัญลักษณ์ที่มีดวงอาทิตย์และวงกลมที่ล้อมรอบเป็นชั้นๆ มีสัตว์หลากชนิดเป็นสัญลักษณ์อย่างชัดเจน ทำให้แลเห็นพลังอำนาจของจักรวาลที่อยู่เหนือโลกในมิติของเวลาที่เป็นฤดูกาล อย่างน้อยก็อาจสรุปได้ว่า ประเพณีพิธีกรรมที่อยู่บนกลองนั้นคงเป็นหนึ่งในพิธีกรรมในรอบปีซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ประเพณีสิบสองเดือน ในเขตแคว้นกวางสีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูนนานหรือจีนใต้ก็มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับกลองมโหระทึก แต่ว่าดูแตกต่างไปจากที่คุนหมิงเพราะมีขนาดแตกต่างกัน รวมทั้งไม่พบรูปคนและการทำพิธีกรรมบนกลองอย่างที่คุนหมิง แต่ที่นั่นมีผาแต้มใหญ่ใกล้แม่น้ำที่เป็นแหล่งประกอบพิธีกรรมมีภาพเขียนสีบนผนังผาที่คลุมพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต เป็นภาพคนเต้นรำกางแขนกางขาคล้ายกบเต็มไปหมด พร้อมกันก็ปรากฏภาพของกลองมโหระทึกเป็นวงกลมมีหลายแฉกตรงกลางปรากฏอยู่ทั่วไป ทำให้แลเห็นและเข้าใจได้ว่าภาพวงกลมมีแฉกตรงกลางเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากดวงอาทิตย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจและเวลาตามฤดูกาล การที่คนเต้นรำกางแขนกางขาแบบกบ คือ สัญลักษณ์ของการขอฝน เพราะกบหมายถึงน้ำ ปัจจุบันการทำพิธีขอฝนโดยใช้กบบูชายัญและคนเต้นรำแบบกบพร้อมกับการตีกลองมโหระทึกเพื่อขอฝนก็ยังปฏิบัติอยู่ในหมู่คนจ้วงที่กวางสี ในขณะเดียวกันสัญลักษณ์รูปคนกางแขนถ่างขาแบบกบก็กลายเป็นลวดลายสัญลักษณ์ที่พบตามภาพเขียนสีบนผนังผาตามแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในลวด ลายที่อยู่บนผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเวียดนาม ลาว และไทย อย่างเช่น ภาพเขียนรูปคนที่ผาผักหวาน จังหวัดสกลนคร และภาพขูดขีดเป็นรูปกบบนแผ่นหินที่ถ้ำผาลายภูผายนต์ จังหวัดสกลนคร เป็นต้น กลุ่มภาพบนผาที่ใหญ่และสะท้อนให้เห็นพิธีกรรมในสังคมของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กที่สำคัญที่สุด เห็นจะได้แก่ที่บริเวณผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดกับแม่น้ำโขง มีเพิงผายาวหันหน้าสู่แม่น้ำ ในขณะที่พื้นที่บนเขาเหนือหน้าผาเป็นพื้นที่ลานและมีโขดหินกระจายอยู่เป็นระยะ บนลานเหนือผามีกองหินที่ประกอบด้วยก้อนหินหลายขนาดที่มีผู้นำมากองรวมกันไว้ให้เป็นศูนย์กลางของลาน ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า น่าจะเป็นลานที่คนก่อนประวัติศาสตร์หลายเผ่าพันธุ์มาพักแรมและชุมนุมกันในการประกอบพิธีกรรมร่วมกันประจำปี กองหินนี้น่าจะเป็นการนำมาของคนหลายกลุ่ม นำมากองร่วมกันเพื่อสร้างสำนึกร่วมและเป็นเครื่องหมายของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อาจเรียกว่าอยู่ในระบบหินตั้งที่สมัยหลังลงมาในยุคต้นประวัติศาสตร์พบกันอย่างแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณเพิงผาที่ทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำโขงที่มีภาพเขียนสีนั้นก็คือแหล่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการทำพิธีทางศาสนา-ไสยศาสตร์ [Magico-religious ritual] ร่วมกัน พื้นที่หน้าผานี้มีทางให้คนเดินไปมาได้ตลอดเพื่อสัมผัสกับแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจแบ่งออกเป็น ๓ บริเวณ บริเวณแรกได้แก่ บริเวณที่พบกลุ่มภาพเขียนสีที่หนาแน่น ล้วนแต่เขียนขึ้นด้วยความชำนาญของบุคคลที่เชี่ยวชาญในระดับศิลปิน เพราะเป็นภาพเขียนที่มีทั้งเหมือนจริงและสัญลักษณ์ที่คนธรรมดาทำไม่ได้ คือ ภาพที่เป็นแถวของสัตว์ใหญ่ ช้าง และปลา เป็นต้น ในขณะที่แถวข้างล่างเป็นภาพคนที่สวมโขนหัวเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายกับอวัยวะเพศสตรีและระหว่างแถวบนกับแถวล่างก็มีภาพสัญลักษณ์เป็นเส้นหยักทั้งแนวตรงและแนวนอนสลับ รวมทั้งภาพสัตว์บางชนิดเช่นเต่าเป็นต้น ภาพเหล่านี้เขียนด้วยสีแดงทึบ ข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับภาพเหล่านี้มาก เพราะนับเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลัง ภาพช้างและปลาน่าจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เพราะเป็นสิ่งที่มีการคัดสรรให้มาเป็นตัวแทน ในขณะที่ภาพของคนสวมหัวโขนรูปสามเหลี่ยมแบบอวัยวะเพศสตรี คือพวกผู้รู้ทางไสยเวทย์ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า shaman ถัดจากกลุ่มภาพที่เขียนขึ้นโดยผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญก็เป็นแนวเพิงผาที่มีโพรงในพื้นหินที่คราบน้ำโคลนสีแดงเหลือให้เห็นว่าบุคคลทั่วไปที่มาประกอบพิธีกรรมนั้นได้จุ่มมือลงในโพรงน้ำโคลนนั้นเพื่อเอาไปแปะกับผนังหินให้มีรอยเป็นมือสีแดงกันอย่างมากมาย เป็นรอยที่ซับซ้อนแสดงให้เห็นว่าแปะกันมาซ้ำๆ ซากๆ หลายสมัยเวลาทีเดียว นอกจากมีภาพมือแดงแล้วก็ยังมีภาพสัญลักษณ์อื่นๆ ที่เป็นเส้นหยักๆ คล้ายกับงูสายรุ้ง [Rainbow snake] ของคนเผ่าพื้นเมืองในออสเตรเลีย ภาพสัญลักษณ์อื่นๆ ที่เขียนขึ้นอย่างคนไม่ชำนาญ แต่ต้องการมีส่วนสัมผัสกับผนังหินในพิธีกรรม ภาพเหล่านี้กระจายเป็นหย่อมไปจนตอนปลายสุดของแนวเพิงผาก็มีบริเวณที่เรียกว่าผาหมอนน้อย เป็นบริเวณที่มีภาพเขียนของทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่มีต้นไม้ สัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงรูปร่างคล้ายควายมีคนและหย่อมกอพืชซึ่งดูแล้วคล้ายกับว่ามีการเพาะปลูกข้าว จึงได้มีผู้ไปตีความว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการทำนาดำในที่ลุ่มอันแสดงให้เห็นว่าเป็นสังคมเกษตรกรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม การถอดรหัสรูปสัญลักษณ์บนผนังของผาแต้มนี้ มีการตีความจากนักวิชา การของกรมศิลปากรที่อ้างตัวเองเป็นนักมานุษยวิทยา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ดังเช่นการตีความภาพคนสวมหัวโขนรูปสามเหลี่ยมที่อยู่ในกลุ่มภาพที่มีช้าง ปลา และสัตว์น้ำว่าเป็นตุ้ม เพราะได้แลเห็นตุ้มปลาขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านแถวปากมูลทำขึ้นจับปลาในท้องน้ำเป็นสิ่งเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการนำเอาหลักฐานทางชาติพันธุ์ในปัจจุบันภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาตีความหลักฐานในอดีตทางโบราณคดีที่มีเศรษฐกิจแบบยังชีพได้อย่างพิลึกพิลั่นดี รวมทั้งนักโบราณคดีที่เรียกตนเองว่าเป็นนักมานุษยวิทยาที่ตีความว่าภาพกอพืช ท้องทุ่ง และสัตว์เลี้ยงสัตว์ล่าที่ผาหมอน เป็นการแสดงการเพาะปลูกข้าวแบบนาดำในที่ลุ่ม [Wet rice cultivation] เพราะภาพที่แลเห็นจะตีความได้อย่างเดียวเพียงการปลูกข้าวหยอดบนที่สูง อันเป็นการปลูกแบบไร่หมุนเวียนที่คนที่อยู่ในที่สูง เช่น พวกขมุหรือข่าที่เรียกว่าลาวเทิงยังทำอยู่ในแถบสองฝั่งแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางโบราณคดีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะสมัยเหล็กที่มีพัฒนาการของระบบความเชื่อมาเป็นเรื่องพลังอำนาจในท้องฟ้า [Supernaturalism] ที่กล่าวมานี้ ก็อาจนำไปเปรียบเทียบกับบางสิ่งบางอย่างในระบบความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ปัจจุบัน เช่นความเชื่อในเรื่องของแถนหรือผีฟ้าที่ยังดำรงอยู่ในสังคมของคนไท คนลาวและชาติพันธุ์มอญ-เขมรได้อย่างมีเหตุผล คำว่าแถนหรือแถง หมายถึงคำว่า “ไถง” (อ่านว่า ถะ-ไหง) แปลว่าดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่าง เวลาและอำนาจ ความหมายของพระอาทิตย์เช่นนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กับภาพวงกลมที่มีศูนย์กลางเป็นแฉกบนกลองมโหระทึกที่มีวงกลมรูปสัญลักษณ์แวดล้อมไม่มากก็น้อย แต่แถนในสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบันก็มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม ดังเช่นมีการสร้างบุคคลาธิษฐานและแยกแถนออก กลายเป็นแถนที่ทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นแถนช่าง แถนแต่ง อะไรทำนองนี้ และในที่สุดแถนใหญ่ที่สูงสุดก็คือ แถนอินที่ไปสัมพันธ์กับความคิดในเรื่องพระอาทิตย์ที่มากับศาสนาฮินดู-พุทธ เมื่อมีการรับอารยธรรมอินเดีย สรุปและวิเคราะห์ สังคมมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นในดินแดนประเทศไทยจำเป็นต้องลำดับช่วงเวลาและขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรมใหม่ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการทางโบราณคดีที่ค้นพบจากอดีตมาจนปัจจุบัน สังคมของมนุษย์แรกเริ่ม [Homo Sapiens] ที่พบร่องรอยที่ถ้ำหลังโรงเรียน ในเขตจังหวัดกระบี่ มีอายุราว ๔๐,๐๐๐ ปีลงมา น่าจะเป็นสังคมมนุษย์ที่มีสภาพเร่ร่อน [Semi-nomadic] ที่มีความเชื่อในระดับที่เรียกว่า animism คือเชื่อว่าทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในธรรมชาติมีจิตวิญญาณ โดยเฉพาะคนเมื่อตายแล้วก็ยังมีวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่ในพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมของตน ในขณะที่บรรดาต้นไม้ ลำน้ำ ป่าเขา และภูผาต่างก็มีวิญญาณอันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติเช่นกัน เมื่อคนตายไปแล้ว จึงมีพิธีกรรมในการทำศพที่เป็นรูปแบบตามประเพณีที่สังคมกำหนดไว้ มีแหล่งฝังศพที่ใช้ร่วมกัน ในขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้น เป็นสังคมแบบร่อนเร่ตามฤดูกาลของอาหารธรรมชาติ ซึ่งมีการมาร่วมกันทำพิธีกรรมวิงวอนแกมบังคับให้วิญญาณต่างๆ ในธรรมชาติอำนวยความอุดมสมบูรณ์พูลสุขให้ตามฤดูกาล คนในสังคมยุคนี้แม้จะกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีการกำหนดแหล่งประกอบพิธีกรรมร่วมกันในรอบปี โดยเลือกบริเวณเพิงผาหน้าถ้ำในที่สาธารณะหรือพื้นที่ซึ่งเป็นกลางไม่เป็นของผู้ใดเพื่อมาชุมนุมร่วมกัน จึงปรากฏร่องรอยของภาพเขียนสีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ มากมายที่สะท้อนทั้งระบบความเชื่อและสถานภาพของผู้คนในสังคมยุคนั้น สังคมมนุษย์ซึ่งร่อนเร่อายุตั้งแต่ ๔๐,๐๐๐ ปีลงมา กับความเชื่อในทางวิญญาณในสิ่งที่เป็นธรรมชาติ [Animism] ดังกล่าวนี้ ดำรงเรื่อยมาถึงสมัยหินกะเทาะที่มีอายุราว ๑๐,๐๐๐ ปีลงมาจนถึงสมัยหินขัดที่มีอายุ ๖,๐๐๐ ปีลงมา สมัยนี้สังคมกึ่งร่อนเร่ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสังคมเกษตรกรรมที่เริ่ม มีการตั้งถิ่นฐานในลักษณะติดที่ [Sedentary settlements] คือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเป็นชุมชนเป็นหมู่บ้าน โดยที่ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณแบบ Animism ก็ยังดำรงอยู่พร้อมกับแหล่งประกอบประเพณี พิธีกรรมที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำอันมีการเขียนภาพสัญลักษณ์ ความโดดเด่นของช่วงเวลานี้ก็คือ พื้นที่ในเขตชุมชนที่มีแหล่งฝังศพรวมกันและมีการกำหนดรูปแบบในการฝังศพหรือทำศพให้เป็นแบบอย่างเดียวกันของผู้คนในชุมชนสมัย ๓,๕๐๐ ปีลงมา มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากบริเวณตอนใต้ของประเทศจีนลงมาตั้งถิ่นฐาน ทำให้เกิดชุมชนหมู่บ้านที่เป็นเผ่าพันธุ์หลากหลายในท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสังคมที่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยี คือมีการถลุงโลหะ และทำเครื่องมือเครื่องใช้รวมทั้งเครื่อง ประดับจากสำริด แต่ละชุมชนต่างมีแหล่งฝังศพและมีการกำหนดแหล่งพิธีกรรมในพื้นที่เป็นกลางร่วมกันเช่นตามเพิงผาหน้าถ้ำ เพื่อให้เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คนจากหลายชุมชนและหลายเผ่าพันธุ์ ทำให้เกิดรูปแบบสัญลักษณ์ทางความเชื่อเหมือนกัน แต่มีความซ้อนในเรื่องความหมายและในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่ต่างระดับไปจากความเชื่อในเรื่องวิญญาณของคนสัตว์สิ่งของในธรรมชาติ มาเป็นพลังที่อยู่บนท้องฟ้าเหนือพื้นดิน ที่จัดอยู่ในรูปแบบความเชื่อที่เรียกว่า Supernaturalism ครั้นสมัยเวลาตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีลงมาจนราว ๑,๗๐๐ ปี ก็มีพัฒนาการทางสังคมเข้าสู่สมัยยุคเหล็กในด้านความเจริญทางเทคโนโลยี สังคมในระดับบ้านเมืองมีการรวมเผ่าพันธุ์ขึ้นเป็นรัฐเล็กๆ [Chiefdom] เพราะมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากภายนอกโพ้นทะเลทั้งจากทางตอนใต้ของประเทศจีนและจากอินเดียเข้ามาค้าขายและลงหลักปักฐาน เกิดเส้นทางคมนาคมทางบกและทางทะเลที่ชัดเจน ระบบความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ในสมัยนี้ได้รับมาจากศูนย์กลางอารยธรรมของจีนใต้แถบทะเลสาบคุนหมิง ที่เป็นเรื่องของพลังจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง เป็นประธานของฤดูกาลต่างๆ ในรอบปีที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ เป็นความเชื่อ ที่เรียกว่า supernaturalism ทีมีการให้พลังแก่บุคคลที่เป็นประมุขของเผ่ารัฐและผู้นำในพิธีกรรม ดังเห็นได้จากรูปภาพเขียนสีบนผนังผาผนังถ้ำที่มีลักษณะแตกต่างไปจากบุคคลธรรมดา รวมทั้งแลเห็นภาพของการอ้อนวอน เซ่นสรวงด้วยการบูชายัญและการเต้นรำทำเพลง รวมทั้งรูปสัตว์สัญลักษณ์ที่เป็นสัตว์เนรมิตร โดยเฉพาะกลองมโหระทึกซึ่งเป็นกลองสำคัญของผู้เป็นประมุขที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมนั้น เป็นทั้งสิ่งที่บ่งบอกสถานภาพของบุคคลสำคัญและอธิบายระบบความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติและกาลเวลาในจักรวาล ระบบความเชื่อที่เป็นพลังเหนือพื้นพิภพบนท้อง ฟ้าที่มาจากแหล่งอารยธรรมทางตอนใต้ของจีนนี้ เข้ากันได้ดีกับอิทธิพลของศาสนาและไสยศาสตร์ในระบบฮินดู-พุทธ ที่แพร่มาจากอินเดียโดยบรรดาพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในดินแดนสุวรรณภูมิที่เมืองไทยเป็นส่วนหนึ่ง จึงมีการสร้างบุคคลาธิษฐาน [Personification] ให้กับสิ่งที่เป็นตัวแทนพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทำให้เกิดเทพเจ้า เทวดา ยักษ์ มาร ขึ้น อันเป็นหนทางที่นำไปสู่การยอมรับนับถือพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูในสมัยยุคต้นประวัติศาสตร์ที่มีอายุตั้งแต่ ๑,๗๐๐ ปีลงมาจนถึง ๑,๒๐๐ ปี ซึ่งอาจกำหนดชื่อเรียกยุคสมัยนั้นว่า “ยุคฟูนัน” (๑,๗๐๐-๑,๒๐๐ ปี) ตั้งแต่สมัย ๑,๒๐๐ ปีลงมานับเป็นสมัยประวัติศาสตร์ที่เกิดรัฐใหญ่และศาสนาสำคัญของบ้านเมืองเป็นศาสนาฮินดูหรือพุทธศาสนา สมัยประวัติศาสตร์นี้นับเนื่องแต่สมัยทวาราวดี-ศรีวิชัย ลงมาจนถึงลพบุรี-อู่ทอง สุโขทัย-อยุธยา และกรุงเทพฯ ตามลำดับ.
- กลุ่มเตาเครื่องปั้นดินเผาลุ่มน้ำสงคราม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2539 เริ่มมีการสำรวจพบและรายงานเป็นครั้งแรก โดยผู้ช่วยศาสตาจารย์สำรวจ อินแบน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการวิจัยเรื่อง “ การสำรวจสภาวะทางเทคโนโลยีเซรามิคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ” พบเตาเผาโบราณจำนวน ๑๗ เตา บริเวณที่เรียกว่า หนองกุดโง้ง ใกล้บ้านดงสาร เขตตำบลนาฮี อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร แผนที่แสดงกลุ่มเตาแม่น้ำสงครามและ ทรากเตาแบบประทุนริมตลิ่ง ซึ่งจะพบเห็นได้เฉพาะช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่น้ำสงครามแห้งลงแม่น้ำโขงแล้ว ในภาพคือกลุ่มเตาปากซาง ในเขตอำเภอเซา จังหวัดหนองคาย ต่อมาผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุรัตน์ วรางครัตน์ หัวหน้าศูนย์วัฒนธรรมสหวิทยาลัยอีสานเหนือ จังหวัดสกลนคร และอาจารย์นิรสัย หินสอ อาจารย์ประจำศูนย์วัฒนธรรมไทยโย้ย โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ได้สำรวจ กลุ่มเตาบริเวณบ้านท่าแร่ ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย และเก็บรักษาเครื่องปั้นดินเผาจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งรับมอบจากชาวบ้านไว้ที่โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา พ.ศ.๒๕๓๔ - ๒๕๓๗ ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร สำรวจแหล่งโบราณคดีกลุ่มเตาในลุ่มน้ำสงคราม และทำการขุดค้นเตาเผา ๑ เตา ซึ่งอยู่ริมฝั่งน้ำสงครามบริเวณบ้านท่าแร่ และได้เผยแพร่ผลการขุดค้นและการสำรวจกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาลุ่มน้ำสงครามอย่างเป็นทางการ โครงการศึกษาผลกระทบด้านโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรม โครงการน้ำสงคราม ได้ทำการสำรวจกลุ่มเตาเหล่านี้เพิ่มเติมโดยละเอียด พบจำนวนกลุ่มเตาเพิ่มขึ้น และทำการวิเคราะห์เบื้องต้น ดังรายงานต่อไปนี้ “ ลักษณะโดยทั่วไปของแม่น้ำสงคราม ประกอบไปด้วยภูมิประเทศที่แตกต่างกันตลอดความยาวของลำน้ำกว่า ๔๒๐ กิโลเมตร ในส่วนแม่น้ำสงครามตอนล่าง ซึ่งมีลักษณะคดเคี้ยวไปมาบ่งชี้ถึง การเป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ที่ระดับตลิ่งของแม่น้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับน้ำท่วมถึง ในฤดูฝนเกือบทุกปีจึงมีเขตบริเวณที่น้ำท่วมกว้างอยู่เสมอ ดินบริเวณแม่น้ำสงคราม เป็นดินที่พัฒนามาจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นตะกอนน้ำพา (Alluvial Sediments) ซึ่งกำเนิดจากหินตะกอนที่อยู่ในกลุ่มหินโคราช ที่เป็นหินเนื้อทรายและทรายแป้ง อีกทั้งบางแห่งยังเป็นหมวดหินที่มีเกลือปนอยู่ด้วย ดังนั้น ตะกอนในลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินต้นกำเนิดเหล่านี้ ซึ่งเป็นพื้นดินบริเวณริมแม่น้ำสงครามจึงเป็นพวกดินทรายและทรายแป้งอย่างเห็นได้ชัด และดินลักษณะนี้ มีความเหมาะสมที่จะนำมาทำเป็นภาชนะดินเผา ” กลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม เตาเครื่องปั้นดินเผาลุ่มน้ำสงคราม มักตั้งอยู่ริมตลิ่ง หันปากเตาสู่แม่น้ำ เมื่อเวลาผ่านไปการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำ กัดเซาะกลุ่มเตาจนเหลือแต่โครงผนังดินส่วนหลังคาหรือส่วนพื้นเตา มีจำนวนไม่น้อยที่แทบไม่เหลือร่องรอยปรากฏให้เห็น เตาส่วนมากที่สำรวจพบเนื่องมาจากชายตลิ่งถูกกัดเซาะ จนทำให้เห็นรูปทรงของเตาซึ่งถูกกัดเซาะไปด้วยเช่นกัน ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงกลุ่มเตาบางแห่ง กล่าวว่า เตาเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ พบเห็นร่องรอยอย่างชัดเจนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะชายตลิ่งถูกกัดเซาะไปในช่วงน้ำท่วม กลุ่มเตาเครื่องปั้นดินเผา กระจากตัวอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำสงคราม ทั้งสองฟาก เป็นระยะทางกว่า ๙๐ กิโลเมตร (เท่าที่สำรวจพบ) ตั้งอยู่ระหว่างพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ ๑๐๓ องศา ๕๙ ลิปดา ตะวันออก และ ๑๗ องศา ๔๖ ลิปดา ๘ พิลิปดา เหนือ จนถึง ๑๐๔ องศา ๑๗ ลิปดา ๑๗ พิลิปดา ตะวันออก และ ๑๗ องศา ๔๐ ลิปดา ๑๗ พิลิปดา เหนือ บางแห่งหลงเหลือเพียงไม่กี่เตา บางแห่งหลงเหลือเป็นจำนวนมาก มีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ ๑ . กลุ่มเตาหนองกุดโง้ง ใกล้บ้านดงสาร ตำบลนาฮี อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พบเตาเครื่องปั้นดินเผาจำนวน ๑๗ เตา บริเวณที่เรียกว่า หนองกุดโง้ง ห่างจากบ้านดงสารราว ๒.๕ กิโลเมตร สภาพเตา เป็นเตาทรงประทุน (คล้ายเรือประทุน) หันปากเตาสู่แม่น้ำ ขุดลึกเข้าไปในตลิ่ง พื้นปูด้วยหินกรวดแม่น้ำจับตัวกับพื้นทราย และพังทลายเนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะชายฝั่ง เท่าที่พบส่วนท้ายของเตา มีขนาดตัดขวางราว ๒.๕ เมตร เศษภาชนะที่พบ คือภาชนะเนื้อแกร่งใช้ความร้อนในการเผาสูง ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนเคลือบด้วยตะกรันเหล็กซึ่งให้สีน้ำตาล เป็นภาชนะประเภทไหขอบปากสูง มีทั้งเคลือบและไม่เคลือบ ลวดลายที่พบเป็นลายขูดขีดด้วยหวีไม้,ลายปั้นแปะเป็นรูปขด หรือสัญลักษณ์ของหูไห, ลายนูนเป็นเส้นพันรอบไหล่ นอกจากนี้ จากการสำรวจของ ผศ.สำรวจ อินแบน ในโครงการวิจัยเรื่อง “การสำรวจสภาวะทางเทคโนโลยีเซรามิคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” พบว่า มีภาชนะซึ่งมีรูปแบบและเทคนิควิธีการผลิตภาชนะเช่นนี้ แพร่หลายอยู่ในแถบจังหวัดสกลนคร, หนองคาย, นครพนม, อุดรธานี, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร และอุบลราชธานี นับเป็นข้อสังเกตประการหนึ่งในการหาขอบเขตการแพร่กระจายของภาชนะจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม ๒ . กลุ่มเตาบ้านท่าแร่ ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เตาเครื่องปั้นดินเผาตั้งอยู่ริมตลิ่งใกล้บ้านท่าแร่ สำรวจพบจำนวน ๑๑ เตา เป็นเตาที่ขุดเข้าไปในตลิ่ง และมีสภาพพังทลายจนมองเห็นรูปร่างได้ยาก นอกจากพื้นและผนังเตาซึ่งหักพังกระจัดกระจาย ในบริเวณนี้กรมศิลปากรได้ทำการขุดทดสอบดูรูปแบบของเตาจำนวน ๑ เตา พบว่าเป็นเตารูปประทุน หันปากเตาลงสู่แม่น้ำ มีขนาดประมาณ ๒.๕ x ๕ เมตร ผนังเตาทำจากดินเผาไฟแกร่งหนาประมาณ ๑๐ เซนติเมตร พื้นเตาปูด้วยหินกรวดแม่น้ำผสมกับทรายเป็นพื้นแข็ง เศษภาชนะที่พบมีทั้งแบบภาชนะเนื้อแกร่งสีเทาไม่เคลือบ, เคลือบสีน้ำตาล และภาชนะประเภทเนื้อดินสีส้ม รูปทรงของภาชนะที่พบ คือ ไหขอบปากสูงขนาดใหญ่, ไหหล่อน้ำ, ชามและถ้วย ลวดลายที่พบคือลวดลายขูดขีดด้วยซี่หวี,ลายปั้นแปะรูปขด และลายนูนเป็นเส้นคาดรอบไหล่ ๓ . กลุ่มเตาฝั่งตรงข้ามบ้านท่าแร่ ใกล้บ้านนาทม ตำบลนาทม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พบเตาอยู่บริเวณฝั่งน้ำและอยู่ลึกเข้าไปจากชายฝั่งราว ๕๐ เมตร ลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่ พบปล่องเตาอยู่บนยอดเนิน ๒ ปล่อง น่าจะเป็นกลุ่มเตาที่มีสภาพสมบูรณ์จำนวน ๒ เตา สภาพของเนินดินยังไม่ถูกทำลายเพราะอยู่ห่างชายตลิ่ง พ้นจากการถูกน้ำกัดเซาะ และมีวัชพืชปกคลุมเนินดินอยู่ เศษภาชนะที่พบมีลักษณะและลวดลายคล้ายกับที่พบในกลุ่มเตาที่กล่าวมาแล้ว ๔ . ดงเตาไห ใกล้กลุ่มเตาหนองอ้อ ตำบลนาทม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ชาวบ้านเรียกเนินดินขนาดใหญ่,ขนาดเล็ก จำนวนหลายสิบเนินนี้ว่า ดงเตาไห อยู่บนชายตลิ่ง ปกคลุมไปด้วยวัชพืชและกอไผ่ บริเวณเนินดินพบเศษภาชนะดินเผาจำนวนน้อยมาก แต่ในระยะที่ห่างออกไปพบเศษภาชนะดินเผาในปริมาณที่มากกว่า ๕ . กลุ่มเตาหนองอ้อ ใกล้บ้านท่าพันโฮง ตำบลนาทม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พบร่องรอยของกลุ่มเตาเรียงรายอยู่ตามริมตลิ่งจำนวน ๒๘ เตา เป็นเตาทรงประทุนที่ขุดลึกเข้าไปในตลิ่ง และถูกน้ำกัดเซาะจนพังทลาย แต่ยังคงมีร่องรอยลักษณะของเตาอย่างชัดเจน พบว่า มีก้อนศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมวางตั้ง ๒ ข้างของปากเตาคล้ายเป็นช่องใส่ไฟและกันความร้อน พื้นเอียงลาดขึ้นเล็กน้อย ผนังส่วนบนของเตาถูกน้ำกัดเซาะจนปรากฏรูปทรงเตาเป็นรูปกลม ทำให้ไม่แน่ใจว่าเรื่องรูปทรงของเตาในแต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง บริเวณชายตลิ่ง บริเวณนี้ถูกน้ำกัดเซาะจนมีลักษณะชันหน้าตัด ไม่มีชายหาด ชาวบ้านกล่าวว่า กลุ่มเตาเหล่านี้เพิ่งมีการสังเกตุเห็นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หลังจากน้ำพัดเอาดินชายตลิ่งหายไปเรื่อย ๆ กลุ่มเตาจึงปรากฏขึ้น เศษภาชนะดินเผาที่พบ ส่วนมากมีขนาดใหญ่ รูปทรงน่าจะเป็นพวกไหขอบปากสูง และไม่พบเศษภาชนะขนาดเล็ก เศษภาชนะเป็นพวกภาชนะเนื้อแกร่งสีเทาไม่เคลือบและเคลือบสีน้ำตาล รวมถึงภาชนะเนื้อดิน ลวดลายมีลักษณะเดียวกับภาชนะในกลุ่มเตาอื่น ๆ นอกจากนี้ยังพบก้อนดินรูปลิ่ม ขนาดต่าง ๆ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น “กี๋” ที่ใช้รองภาชนะในเตาไม่ให้เอียงตามความลาดของพื้นเตาในขณะที่กำลังเผา ๖ . กลุ่มเตาบุ่งอีซา ใกล้บ้านท่าพันโฮง ตำบลนาทม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นกลุ่มเตาที่พบเนื่องจากการทำทางขึ้นลงของรถบรรทุก เพื่อลงไปที่ชายหาด ทำให้เตาจำนวน ๔ เตาถูกไถจนเหนือแต่ร่องรอยของพื้นเตาและผนังเตาบางส่วน เศษภาชนะที่พบเป็นจำพวก ภาชนะเนื้อแกร่งสีเทาไม่เคลือบและเคลือบสีน้ำตาล รวมถึงภาชนะเนื้อดิน ๗ . กลุ่มเตาปากซาง เลยปากน้ำห้วยฮีจนเกือบถึงปากน้ำห้วยซาง ตำบลซาง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย พบร่องรอยของกลุ่มเตาจำนวน ๑๓ เตา สภาพน้ำกัดเซาะชายตลิ่งจนพัง ทำให้เห็นร่องรอยของเตาได้ เตาบางแห่งพังทลายจนเกือบหมด หลงเหลือเพียงเศษผนังเตาที่ไหลลงสู่พื้นลำน้ำ เศษภาชนะที่พบ เป็นจำพวกภาชนะเนื้อแกร่งสีเทาไม่เคลือบ, เคลือบสีน้ำตาลและภาชนะเนื้อดิน ๘ . กลุ่มเตาปากบ่อควน ใกล้บ้านนาหวายและบ้านดงเสียว ตำบลท่าก้อน อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ถ้าทวนน้ำขึ้นมาตามแม่น้ำสงครามจากบ้านท่าพันโฮงเป็นระยะทางน้ำราว ๕ กิโลเมตร บริเวณที่พบกลุ่มเตามีลักษณะเป็นเกาะ มีลำห้วยล้อมรอบ เนินขนาดใหญ่รอบ ๆ เป็นเนินใช้ปลูกสับประรดเป็นไร่ใหญ่ และถูกปรับไถพื้นที่แล้ว ชาวบ้านเล่าว่า มีกลุ่มเตาบางส่วนที่ถูกปรับไถจนไม่เหลือร่องรอยซึ่งอยู่ทางชายตลิ่งถัดมา ส่วนกลุ่มเตาส่วนที่เหลือที่ไม่ถูกทำลาย ก็เพราะอยู่บนเกาะขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นเนิน การปรับไถคงเป็นไปได้ยาก พบจำนวนร่องรอยกลุ่มเตาจำนวน ๑๖ เตา มีสภาพหักพัง ผนังเตากระจายหล่นลงสู่พื้นแม่น้ำ ลักษณะเป็นรูปทรงประทุน แบบเดียวกับที่พบในแหล่งเตากลุ่มอื่น ๆ ภาชนะที่พบ ส่วนใหญ่เป็นภาชนะเนื้อแกร่งขนาดใหญ่, เคลือบสีน้ำตาลและไม่เคลือบ มีเขม่าไฟสีดำจับอยู่ที่เศษภาชนะและตัวเตาทั่วไป รวมทั้งพบ กี๋ ขนาดต่าง ๆ ด้วย ๙ . กลุ่มเตาบ้านหาดแพง บริเวณขุมข้าว ตำบลหาดแพง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อยู่ห่างจากลุ่มเตาที่กล่าวมาทั้งหมดค่อนข้างไกล เลยอำเภอศรีสงครามไปจนถึงบ้านหาดแพงกลุ่มเตาที่พบ อยู่บริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขุมข้าว” ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน ริมฝั่งแม่น้ำสงคราม ลักษณะของเตาเผาถูกปกคลุมด้วยรากไม้และวัชพืชคลุม จนแทบไม่เห็นร่องรอยของเตา เท่าที่สำรวจ พบจำนวน ๒ เตา ซึ่งน่าจะมีมากกว่านี้ เนื่องจากยังสำรวจไม่ได้ตลอดแนวชายตลิ่ง ร่องรอยของเตามีเหลือไม่มากนัก พบเพียง เศษพื้นเตา, ก้อนแลง, ผนังเตา เศษภาชนะประเภทเนื้อแกร่งทั้งเคลือบและไม่เคลือบ ลักษณะของเตาน่าจะเป็นลักษณะเดียวกับกลุ่มเตาที่สำรวจมาแล้ว ส่วนกลุ่มเตาวัดดงเจ้าจันทร์ ที่กล่าวถึงใน “แหล่งเตาลุ่มน้ำสงคราม” (รักชนก โตสุพันธุ์: ศิลปากร,ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓) เมื่อสำรวจอีกครั้งโดยการสอบถามชาวบ้านและสำรวจบริเวณชายตลิ่ง ไม่พบว่า มีเตาภาชนะดินเผาหรือเศษภาชนะแต่อย่างใด คงพบเพียงเตาเผาถ่านรูปทรงกลมบนตลิ่งที่เก่าร้างมานานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พระสงฆ์ในสำนักสงฆ์ดงเจ้าจันทร์ ได้เก็บเศษภาชนะดินเผาและภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งทั้งเคลือบและไม่เคลือบชิ้นใหญ่ ๆ จำนวนหนึ่ง ซึ่งบอกเล่าว่า พบแถบชายตลิ่ง จึงอาจเป็นไปได้ที่มีเตาเผาภาชนะในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังสำรวจไม่พบ ภาชนะรูปแบบไหเคลือบสีน้ำตาล เนื้อแกร่งแบบ stoneware พบเป็นจำนวนมากที่สุด ถือเป็นลักษณะเด่นของภาชนะในกลุ่มเตาแม่น้ำสงคราม ซึ่งใช้กี๋แบบรูปลิ่ม ซึ่งพบว่าเป็นอัตลักษณ์เด่นของกลุ่มเตาแม่น้ำสงครามและกลุ่มเตาในเวียงจันทน์ กลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม เท่าที่พบในปัจจุบัน มีไม่น้อยกว่า ๙๐ เตา สำรวจพบตั้งแต่บริเวณบ้านหาดแพง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ไปจนถึงบ้านนาหวาย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เป็นระยะทางตามลำน้ำที่คดโค้งไปมาราว ๙๐ กิโลเมตร แบ่งเป็นกลุ่มเตากลุ่มใหญ่บริเวณ หนองกุดโง้ง-ท่าแร่-หนองอ้อ-ปากซาง เลยไปราว ๕ กิโลเมตร จากระยะทางน้ำ คือกลุ่มปากบ่อควน และ กลุ่มที่อยู่ไกลออกไปทางปากแม่น้ำสงคราม คือ กลุ่มบ้านหาดแพง กลุ่มเตาตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ที่สำรวจพบเพราะเป็นเตาที่ขุดเข้าไปในตลิ่ง เมื่อมีการกัดเซาะจากน้ำ ทำให้พบเห็นร่องรอยของเตาที่พังลงสู่แม่น้ำ ดังนั้น จึงเป็นข้อสังเกตประการหนึ่งว่า อาจจะมีกลุ่มเตาตามชายฝั่งที่ยังไม่ถูกกัดเซาะตลิ่ง และมีพืชปกคลุม รวมถึงห่างไกลชุมชน (ชุมชนริมแม่น้ำสงคราม มีการอยู่อาศัยไม่หนาแน่น) ทำให้เป็นแหล่งโบราณคดีที่ยังไม่มีการค้นพบ และเชื่อว่าน่าจะมีกลุ่มเตาภาชนะดินเผา กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสงครามมากกว่าที่สำรวจในปัจจุบันนี้ รูปแบบของการทำภาชนะแบบลุ่มน้ำสงคราม มีความคล้ายคลึงและเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มเตาในแถบนี้ คือการทำภาชนะเนื้อแกร่งขนาดใหญ่ เช่น ไห รูปทรงต่าง ๆ เป็นหลัก และตกแต่งลวดลายเพียงไม่กี่แบบ รวมถึงการเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาล ที่อาจมีโทนสีต่างกันไปบ้างในแต่ละแห่ง การทำภาชนะเนื้อดิน (Earthen Ware) น่าจะเกิดจากการวางภาชนะไว้ในที่ซึ่งห่างไกลความร้อนขณะกำลังเผา ความร้อนที่แตกต่างกันในการเผาคราวเดียวกัน ทำให้ได้ภาชนะที่มีความแกร่งแตกต่างกัน มากกว่าที่จะมีการตั้งใจผลิตเฉพาะภาชนะเนื้อดินเพียงอย่างเดียว โดยดูจากปริมาณภาชนะเนื้อดินที่มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับภาชนะเนื้อแกร่ง รูปทรงของภาชนะจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม จากการศึกษาเปรียบเทียบลักษณะของภาชนะดินเผาที่เก็บรักษาไว้ที่ศูนย์วัฒนธรรมไทยโย้ย โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา และเศษภาชนะดินเผาที่เก็บตัวอย่างจากบริเวณกลุ่มเตา พบว่ามีรูปทรงลักษณะดังนี้ ๑ . ไห เป็นภาชนะขนาดใหญ่ทรงสูง มีส่วคอแคบ ส่วนลำตัวป่องออก แล้วเรียวลงสู่ฐานที่แคบและไม่มีเชิง มีทั้งรูปทรงที่ส่วนคอสั้น และส่วนคอจนถึงขอบปาก สูง รัศมีขอบปากมีทั้งที่แคบกว่าและใกล้เคียงเส้นผ่าศูนย์กลางลำตัวของภาชนะเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาลและไม่เคลือบเนื้อสีเทา มีการตกแต่งบริเวณไหล่ ด้วยหูหลอก หรือที่เรียกว่า “จีบแปะ”, ลวดลายขด, ลวดลายต่าง ๆ ด้วยเทคนิคอื่น ๆ อีกหลายแบบ ๒ . ไหน้ำหล่อ เป็นไหที่มีขอบปากสองชั้น ที่พบเป็นจำนวนภาชนะเนื้อแกร่งไม่เคลือบ พบจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาชนะประเภทไหอื่น ๆ ๓ . ถ้วย - ชาม ขอบปากของภาชนะประเภทนี้ มีทั้งที่เป็นแบบโค้งออกและแบบโค้งเข้า มีทั้งประเภทที่เคลือบและไม่เคลือบ ส่วนที่เคลือบก็มีทั้งแบบที่เคลือบเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง และเคลือบทั้งสองด้าน ขนาดของภาชนะเหล่านี้โดยประมาณคือ ชาม-เส้นผ่าศูนย์กลางปาก ๒๑ - ๒๑ เซนติเมตร,เส้นผ่าศูนย์กลางของก้น ๑๐ เซนติเมตร ถ้วย-เส้นผ่าศูนย์กลางของปาก ๑๐ เซนติเมตร, เส้นผ่าศูนย์กลางของก้น ๗ เซนติเมตร ๔ . กระปุก เป็นผลิตภัณฑ์ทรงกระปุกขนาดใหญ่ ลำตัวอ้วนป่อง ส่วนคอแคบเล็ก ก้นตัด ปากผายออกเล็กน้อย ภาชนะประเภทนี้ มักจะเป็นภาชนะเนื้อแกร่ง ไม่เคลือ และไม่มีการประดับลวดลาย ผลิตภัณฑ์จากเตาภาชนะดินเผาลุ่มน้ำสงครามส่วนใหญ่ คือไหขอบปากสูง (หรือบางแห่งเรียกว่าไหปากแตร) เนื้อแกร่งมากและมีขนาดใหญ่ แหล่งเตาบางแห่งไม่พบภาชนะขนาดเล็กเลย นอกจากกลุ่มเตาบ้านท่าแร่ ซึ่งพบภาชนะแบบกระปุก, ชามและถ้วย กล่าวโดยทั่วไป ลักษณะเด่นของภาชนะแบบลุ่มน้ำสงคราม คือ ภาชนะขนาดใหญ่, เนื้อแกร่งมาก มีทั้งเคลือบสีน้ำตาล และไม่เคลือบเนื้อสีเทา ส่วนมากที่พบคือ ไหขอบปากสูง ส่วนภาชนะแบบอื่น ๆ เป็นผลิตภัณฑ์อันดับรองลงมา การตกแต่งผิวภาชนะและลวดลายที่พบ ๑ . การตกแต่งผิวภาชนะด้วยการเคลือบผิว สีของน้ำเคลือบภาชนะจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม พบเพียงสีเดียวคือ สีน้ำตาล ในแต่ละกุล่มเตามีลักษณะเฉพาะของสีน้ำเคลือบต่างกันไป เช่น สีน้ำตาลอ่อน, สีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลไหม้, สีน้ำตาลอมแดง, สีน้ำตาลอมเขียว การทำเคลือบสีน้ำตาล น่าจะเป็นเพราะ การใช้สารประกอบออกไซด์ของเหล็กหรือตะกรันเหล็กหาได้ง่าย และเทคนิควิธีการเคลือบไม่ยุ่งยากซับซ้อน เหมาะที่จะใช้สำหรับภาชนะขนาดใหญ่ การเคลือบไห มักจะเคลือบเฉพาะด้านนอกจนถึงขอบปากด้านใน น้ำเคลือบไหลหยดเป็นทางและเกาะตัวกับผิวภาชนะได้ไม่ดี, ส่วนชามจะเคลือบเฉพาะด้านใน ๒ . การตกแต่งผิวภาชนะด้วยลวดลายประดับ มีหลายวิธี คือ - การใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นซี่หวี ขุดหรือขูดขีด ให้เป็นรูปเส้นขนาน หรือลายลูกคลื่น การตกแต่งประเภทนี้ จะพบบริเวณ ไหล่และลำตัว ของภาชนะทรงไห - การทำเส้นนูนคาดโดยรอบ บริเวณไหล่ และส่วนลำตัวของภาชนะทรงไห,กระปุก - การทำลายปั้นแปะ ติดที่ภาชนะ ลักษณะเด่นของภาชนะดินเผาจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม คือมักจะมีการปั้นแปะ ด้วยลายรูปขด หรือลายตัว S ในแนวนอน (ภาพลายเส้นที่ ) ประดับไว้ที่ไหล่ภาชนะทรงไห และลายปั้นแปะที่เรียกว่า “หูหลอก” หรือ “ลายจีบแปะ” มีลักษณะเป็นหูขนาดเล็กจิ๋ว ใช้ประดับ (ภาพลายเส้นที่) ลักษณะเนื้อดินของภาชนะลุ่มน้ำสงคราม จากการวิเคราะห์เนื้อเซรามิค จากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม พบว่า เนื้อดินที่นำมาปั้นเป็นภาชนะดินเผา มีแร่เหล็กเป็นส่วนผสมในปริมาณสูง เนื้อดินมีความละเอียด การเรียงตัวของเม็ดแร่อยู่ในเกณฑ์ดี แสดงถึงกระบวนการในการนวดผสมเนื้อดินปั้น ให้เข้ากันได้ดี เนื้อดินที่นำมาปั้น น่าจะมีการเตรียมดินและใช้ดินในละแวกชายฝั่งแม่น้ำสงคราม, แร่เหล็กจำพวกเเฮมาไทด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมหนึ่งในเนื้อดิน น่าจะมีการนำมาจากบริเวณใกล้เคียง เช่น จากภูลังกา(ยังไม่มีการสำรวจหาแหล่งแร่เหล็กในบริเวณนี้อย่างละเอียด) ออกไซด์ของเหล็ก เช่นศิลาแลง เป็นส่วนหนึ่งของชั้นตะกอนที่ครอบคลุมบริเวณสองฝั่งลำน้ำสงคราม เป็นบริเวณกว้างโดยเฉพาะพื้นที่ราบขั้นบันไดแม่น้ำระดับสูง (High Terrace) และระดับกลาง (Middel Terrace) จะมีชั้นศิลาแลงหนาระหว่าง ๑ - ๐.๕ เมตรอยู่ด้วยเสมอ จึงไม่เป็นการยากที่จะหาศิลาแลงบริเวณนี้ และเนื้อดินที่มีปริมาณของซิลิเกตหรือทรายสูง บริเวณริมแม่น้ำสงครามจึงเป็นสถานที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเตรียมวัตถุดิบในการผลิตภาชนะดินเผผาเนื้อแกร่ง คุณภาพดี เทคนิควิธีการผลิตภาชนะ นอกจากการเตรียมดินที่ดี ได้ภาชนะเนื้อแกร่งแล้ว เทคนิควิธีการทำภาชนะเท่าที่สำรวจพบ ภาชนะส่วนมากคือไห มีการขึ้นรูปทรงโดยใช้แป้นหมุน ความหนาของภาชนะโดยเฉลี่ย ๐.๗ - ๑.๒ เซนติเมตร มีขนาดสม่ำเสมอ ใช้เส้นลวดตัดตรงส่วนก้นของภาชนะออกมา และรูปทรงงดงามดี แสดงถึงความชำนาญในด้านรูปทรงเฉพาะ หลังจากนั้น จึงทำการตกแต่งลวดลาย บริเวณไล่ เช่นลายขูดขีด, ลายปั้นแปะ, ลายเส้นคาด ส่วนภาชนะที่เคลือบ จะนำไปเคลือบในน้ำเคลือบที่ได้จ่าย สารประกอบของซิลิเกตผสมกับสารประกอบที่ช่วยทำให้หลอมละลายและออกไซด์ของเหล็ก เมื่อเผาแล้ว น้ำเคลือบจะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ให้สีน้ำตาลทึบแสงฉาบอยู่ที่ผิว ลักษณะของเตาภาชนะดินเผาลุ่มน้ำสงคราม ลักษณะของเตาบริเวณลุ่มน้ำสงคราม คือ เตาที่ขุดเข้าไปในตลิ่ง (Inground Bank Kiln) ซึ่งเป็นเตาทรงประทุนที่มีรูปทรงยาวขนานกับฟื้น หลังคาโค้งตลอดจนถึงปล่องไฟ ส่วนเตาที่ไม่ได้ขุดเข้าไปในชายตลิ่ง เท่าที่พบขณะนี้คือ กลุ่มเตาตรงข้ามบ้านท่าแร่ และกลุ่มดงเตาไห ซึ่งยังไม่ทราบว่า มีเทคนิควิธีการสร้างเตาเช่นไร ลักษณะของเตาภาชนะดินเผาแบบโบราณ มีรายละเอียดต่าง ๆ ตามลักษณะภูมิประเทศ, เทคนิควิธีการผลิตที่แตกต่างกันออกไป จากการขุดค้นของกองโบราณคดี กรมศิลปากร บริเวณกลุ่มเตาบ้านท่าแร่ พบว่า “เตาเป็นรูปทรงประทุน ก่อด้วยดิน แล้วเผาไฟจนเนื้อแกร่ง ปล่องไฟเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมบน หันปากเตาลงสู่แม่น้ำ เตามีขนาดโดยประมาณ ๒.๕ x ๕.๐ เมตร ผนังเตาหนาประมาณ ๑๐ เซนติเมตร พื้นปูลาดด้วยหินกรวดแม่น้ำ ผสมกับเนื้อดินทรงจนพื้นแข็ง พบก้อนศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ตรงที่เป็นปากเตาทั้งสองข้าง” น่าจะเป็นส่วนที่เป็นช่องใส่ไฟและกันไฟ จากการขุดค้นและการสำรวจไม่แน่ใจว่า จะมีส่วนของห้องไฟและคันกันไฟ ที่ลดระดับจากส่วนที่วางภาชนะ เช่นเดียวกับเตาทรงประทุนอื่น ๆ หรือไม่ เพราะส่วนนี้มักถูกทำลายจากการถูกน้ำกัดเซาะ และต้องอาศัยการขุดตรวจที่ละเอียดถี่ถ้วนอีกมาก ส่วนของหลังคาหักพังยุบลงไปที่พื้นเตา และสำรวจพบว่า เตาบางแห่งมีการสร้างทับซ้อนของเดิมด้วย พื้นเตาน่าจะมีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อการกระจายความร้อนที่เหมาะสม และปูด้วยหินกรวดแม่น้ำ เพื่อเพิ่มความขรุขระ ป้องกันไม่ให้ภาชนะเลื่อนไหล นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “กี๋” สำหรับช่วยรองก้นภาชนะให้อยู่ในแนวระนาบ มีลักษณะเป็นก้อนดินรูปลิ่ม ขนาดเล็ก-ใช้รองภาชนะในจุดที่พื้นลาดเอียงเล็กน้อย (ใกล้บริเวณปล่องไฟ) และขนาดใหญ่-ใช้รองภาชนะในจุดที่พื้นลาดเอียงมาก (ใกล้บริเวณปากเตา) นอกจากนี้ ขนาดของกี๋ ยังน่าจะขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะอีกด้วย การใช้กี๋รูปลิ่ม นับว่าเหมาะสมสำหรับการวางภาชนะขนาดใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะมีการวางซ้อนกันในเตาเผาที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่พบว่ามีการใช้กี๋รูปลิ่มเช่นนี้ ในเตาภาชนะดินเผาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย, ในล้านนา, ในภาคอีสาน, หรือในภาคกลาง แต่พบในกลุ่มเตาที่เวียงจันทน์ กลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม จึงน่าจะสัมพันธ์กับกลุ่มเตาที่เวียงจันทน์ทางใดทางหนึ่ง ลักษณะของเตาลุ่มน้ำสงคราม มีลักษณะเด่นคือ เป็นกลุ่มเตาที่ใช้วิธีการขุดเข้าไปในตลิ่ง,มีขนาดใกล้เคียงกันแทบทุกเตา, พื้นปูด้วยหินกรวดแม่น้ำเหมือน ๆ กัน,มีช่องใส่ไฟทำด้วยศิลาแลงเช่นเดียวกัน, ใช้กี๋รูปลิ่มเหมือนกันและผลิตภาชนะขนาดใหญ่ เช่น ไห รูปทรงต่าง ๆ เป็นผลิตภัณฑ์หลัก การสร้างเตาที่ขุดลึกเข้าไปในชายตลิ่ง เป็นเทคนิควิธีการที่พบเห็นได้จากหลายแห่ง เช่น ในกลุ่มเตารุ่นแรก ๆ ที่ศรีสัชนาลัยและในกลุ่มเตาล้านนา เนื่องจาก ไม่ต้องอาศัยเนินดิน ซึ่งต้องขุดเจาะเข้าไปให้เข้ากับรูปทรงของเตา แต่ใช้ความลาดเอียงของชายตลิ่งแทน ในขณะที่เตาซึ่งห่างไกลเส้นทางน้ำ ใช้เนินดินธรรมชาติและเนินดินที่สร้างขึ้นเองจากการถมดิน นอกจากนี้ การใช้วิธีการสร้างเตาโดยการขุดลึกเข้าไปในชายตลิ่ง ยังเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลำเลียงสินค้าทางน้ำ กรณีของแม่น้ำสงครามนั้น จากการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ชุมชน พบว่า การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือการเดินทางทางน้ำ โดยเฉพาะจากบ้านท่ากกแดง อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ไปจนถึงปากน้ำสงครามและแม่น้ำโขง เป็นเส้นทางติดต่อ,ขนส่งสินค้าในอดีตที่สะดวกที่สุด การติดต่อขนส่งทางบกในสภาพภูมิประเทศแถบนี้เป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง ความสะดวกในการขนส่งทางน้ำ จึงควรเป็นสาเหตุหนึ่งในการสร้างเตา บริเวณชายตลิ่งดังกล่าวด้วย แม้ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำสงคราม จะมีน้ำท่วมอยู่เสมือในฤดูน้ำหลาก และท่วมตลิ่งในปีที่ฝนตกหนัก ความสะดวกในการหาวัตถุดิบและการขนส่งน่าจะทำให้ผู้ผลิตยังคงใช้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสงครามทำภาชนะต่อไป โดยที่ทำการเผาภาชนะเป็นช่วง ๆ หยุดพักในฤดูน้ำหลาก และทำการเผาภาชนะในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งน้ำในแม่น้ำสงครามมักจะลดลงจนเกือบถึงพื้นท้องน้ำ ดังนั้น เตาภาชนะดินเผาริมฝั่งน้ำสงคราม จึงต้องมีวิธีการเก็บรักษาให้พ้นจากความเสียหายที่อาจเกิดจากภาวะน้ำท่วมอีกด้วย ส่วนในรายละเอียด เช่นวิธีการขุดอุโมงค์, การทำผนังเตาที่มีความแกร่งมาก, ชื้อเพลิงที่ใช้ในการให้ความร้อนสูงมากกว่า ๑๓๐๐ องศา ขึ้นไป, การควบคุมความร้อนและระยะเวลาที่ใช้ในการเผาแต่ละครั้ง รวมถึงวิธีการนำภาชนะเข้าและออกจากเตาเผา ซึ่งมีขนาดเล็กจนไม่น่าสะดวกที่คนจะมุดเข้าไป(ในกลุ่มเตาล้านนาที่มีเตาขนาดใกล้เคียงกัน มีการสันนิษฐานว่า ต้องพังผนังเตาบางส่วนออก หรือเจาะช่องสี่เหลี่ยมที่ส่วนหลังคา เพื่อนำภาชนะไปวางและนำภาชนะออกมา) จากลักษณะรูปแบบเตา,เทคนิควิธีการผลิตภาชนะดินเผา รวมถึงหลักฐานทางโบราณคดีต่าง ๆ นำมาใช้ศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อประมาณอายุของแหล่งผลิตนี้ได้ว่าควรอยู่ในช่วงใด ขนาดรูปทรงของเตา และการสร้างเตาที่ขุดเข้าไปในชายตลิ่ง เป็นเทคนิควิธีการผลิตที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มเตาลักษณะเดียวกัน ในศรีสัชนาลัยและกลุ่มเตาบางแห่งในล้านนา ซึ่งมีอายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ ในขณะที่อุปกรณ์เช่น “กี๋” มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับกลุ่มเตาที่เวียงจันทน์ ซึ่งมีการกำหนดอายุโดยประมาณราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ แหล่งโบราณคดีบริเวณใกล้เคียง ริมแม่น้ำสงครามและที่อยู่ลึกเข้าไป เช่น บ้านเสาสัด, บ้านบะมะเกลือ พบเศษภาชนะดินเผาจากกลุ่มเตาล้านนาและเครื่องถ้วยจีนปะปนอยู่ไม่น้อย บ้านยางงอยพบเศษภาชนะจากกลุ่มเตาล้านนาและเศษเครื่องถ้วยจีน จำนวนหนึ่ง การขุดค้นที่บ้านท่าบ่อ พบเศษเครื่องถ้วยจีน ที่ประมาณอายุไว้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาล้านนา จำนวนหนึ่ง และแหล่งโบราณคดีบริเวณใกล้เคียงกลุ่มเตาศรีสัตตนาคในเวียงจันทน์ พบเศษภาชนะดินเผาจากกลุ่มเตาในล้านนา และเศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง อายุของแหล่งเตาล้านนา โดยทั่วไปประมาณไว้ราว พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ กลุ่มเตาในลุ่มน้ำสงครามจึงควรร่วมสมัยกับกลุ่มเตาในล้านนาและมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเตาในเวียงจันทน์ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยที่ไม่มีความต่อเนื่องหรือสัมพันธ์กับกลุ่มเตาที่บุรีรัมย์ ตามที่เคยมีความสับสนสำหรับเศษภาชนะเคลือบสีน้ำตาล และภาชนะทรงไห เคลือบสีน้ำตาล ซึ่งพบในแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ การผลิตภาชนะดินเผาขนาดอุตสาหกรรมระดับนี้ ควรจะอยู่ในช่วงที่บ้านเมืองในลุ่มน้ำโขงแถบนี้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ซึ่งควรอยู่ในรัชกาล พระเจ้าไชยเชษฐา (พ.ศ.๒๐๙๑ - พ.ศ.๒๑๑๕) จนถึงรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช (พ.ศ.๒๑๘๑-๒๒๓๘) อายุสมัยที่สามารถประเมินจากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว กลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม ควรมีอายุอยู่ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ ซึ่งเป็นช่วงเวลาร่วมสมัยกับอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปั้นดินเผาในสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย, ล้านนา และเวียงจันทน์ สรุป กลุ่มเตาสุ่มน้ำสงคราม มีลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ การทำภาชนะเนื้อแกร่ง ประเภทไห ขอบปากสูงและเคลือบสีน้ำตาล ซึ่งไหลักษณะนี้ มีการสำรวจพบเป็นจำนวนมา ในชุมชนโบราณต่าง ๆ ในแอ่งสกลนคร ที่ระบุว่าเป็นชุมชนลาว (Laotian Site) ซึ่งใช้เป็นไหใส่กระดูกมนุษย์ ที่นำไปฝังในท้องไร่ท้องนาบ้าง ชายเนินดินที่เป็นชุมชนบ้าง ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนว่า มีการฝังบริเวณใด ไหเหล่านี้ มักจะถูกขุดพบโดยบังเอิญ โดยชาวบ้านที่ทำการขุดดินเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ขอบปากส่วนมากแตกหักเสียหาย นอกจากจะพบไหลักษณะนี้บริเวณชุมชนเก่าริมน้ำสงคราม และชุมชนในแอ่งสกลนครแล้ว ยังมีรายงานว่าพบแพร่หลายในแถบจังหวัดร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธรและอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนตะวันออกของอีสาน ตั้งแต่แม่น้ำสงคราม, น้ำชีและน้ำมูลตอนล่าง จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์จากแม่น้ำสงคราม ส่วนใหญ่ ทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย เป็นภาชนะที่มีค่า สำหรับใส่กระดูกแล้วฝัง ในชุมชนที่พบภาชนะใส่กระดูกลักษณะนี้ จึงเป็นชุมชนที่ร่วมสมัยกับระยะที่อาณาจักรลาวเข้มแข็ง ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ ซึ่งสามารถดูการกระจายตัวของชุมชนในระยะนี้ได้จาก การกระจายตัวของวัฒนธรรมไหใส่กระดูก ที่เป็นผลิตภัณฑ่าจากเตาลุ่มน้ำสงคราม และที่ทำให้แน่ใจว่า ภาชนะเนื้อแกร่งจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงคราม เป็นภาชนะที่มีค่า เพราะ การขุดค้นที่วัดศรีสงคราม บ้านท่าบ่อ ทำให้ทราบว่า ภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthen Ware) คุณภาพต่ำ ซึ่งผลิตขึ้นได้เองในชุมชน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเตาที่พบในเวียงจันทน์ ซึ่งมีลักษณะและรูปแบบของเตาที่แตกต่างกัน และภาชนะที่ผลิตส่วนใหญ่ คือ ภาชนะเนื้อแกร่งไม่เคลือบ และภาชนะเคลือบสีเขียวขนาดเล็ก จำพวก ถ้วย-ชาม , กล้องยาสูบดินเผา, ตุ้มถ่วงแห ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นกลุ่มเตาที่มีหน้าที่การผลิต ที่แตกต่างจากกลุ่มเตาลุ่มน้ำสงครามอย่างชัดเจน ความแตกต่างของลักษณะการผลิตเหล่านี้ ทำให้เห็นว่ามีการเลือกสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตแต่ละแห่ง ในขณะที่กลุ่มเตาเวียงจันทน์ ผลิตภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก กลุ่มเตาในลุ่มน้ำสงคราม ผลิตภาชนะที่ใช้ในพิธีกรรมเนื่องในการตายเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเตาทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กับความรุ่งเรืองของอาณาจักรลาว ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ อย่างแน่นอน
- แหล่งผลิตเกลือสมัยโบราณลุ่มน้ำสงคราม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2539 ลุ่มน้ำสงครามตั้งอยู่ในแอ่งสกลนคร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสกลนคร หนองคาย และนครพนม โดยมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านไชยบุรี จังหวัดนครพนม ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่บริเวณนี้ประกอบไปด้วยหินชุดต่าง ๆ ซึ่งจัดแบ่งอยู่ในมหายุคมีโสโซอิคและมหายุคซีโนโซอิค บริเวณทำเกลือใกล้เนินดินวัดโพนสวรรค์ ทำโดยใช้วิธีนำน้ำเกลือในบ่อผสมกับดินขี้ทา ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนแล้วจึงนำน้ำนั้นมาต้ม หินในมหายุคมีโสโซอิคหรือที่เรียกว่าหินชุดโคราช ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ประกอบไปด้วยหินทราย หินทรายแป้ง และหินดินดาน แบ่งออกได้เป็นหลายหมวดหิน คือ หมวดหินภูกระดึง หมวดหินพระวิหาร หมวดหินเสาขัว หมวดหินภูพาน หมวดหินโคกกรวด หมวดหินมหาสารคามหรือหมวดหินเกลือ และหมวดหินที่ยังไม่ได้จำแนก หินในมหายุคซีโนโซอิคเป็นเพียงชั้นตะกอน ซึ่งเป็นชั้นดิน อยู่ในบริเวณน้ำท่วมถึง ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ประกอบไปด้วยชั้นตะกอนอายุ โฮโลซีน และชั้นตะกอนอายุไพลสโตซีน หมวดหินชุดสำคัญในบริเวณลุ่มน้ำสงครามนี้คือ หมวดหินมหาสารคามหรือหมวดหินเกลือ ซึ่งมีแร่โพแทชและเกลือหินที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรม และหากไม่มีการควบคุมและระมัดระวัง อาจจะมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจและนิเวศวิทยาได้ ลักษณะของหมวดหินมหาสารคาม คือ เป็นชั้นหินที่วางตัวอยู่ในระดับราบหรือเอียงเทเล็กน้อย ประกอบด้วยหินทราย หินโคลน และมีชั้นเกลือหินแทรกอยู่ข้างล่างเป็นแหล่ง ๆ ประกอบด้วย เกลือหิน ๓ ชั้น ในระดับความลึกต่าง ๆ แต่ในบางบริเวณจะพบเพียง ๒ ชั้น หรือชั้นเดียว และจะมีชั้นดินเหนียวคั่นอยู่ระหว่างชั้นเกลือหิน และมีแร่แอนไฮไดรต์ชั้นบางๆแทรกอยู่เล็กน้อย ชั้นเกลือหิน มีอยู่ด้วยกัน ๓ ชั้น และมีความหนาต่าง ๆ กัน โดยมีความลึกประมาณ ๒๐๐-๕๐๐ เมตร จากพื้นดิน ยกเว้นบริเวณขอบแอ่ง เช่นบริเวณตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ตามแนวถนนอุดรธานี-สกลนคร-นครพนม และบริเวณที่มีโครงสร้างโดมเกลือหิน เช่น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านม่วง อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร อำเภอโพนพิสัย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีชั้นเกลือหินอยู่ในระดับตื้น คือ ๕๐-๑๐๐ เมตร ก่อนที่ผู้คนในปัจจุบันจะคิดถึงคุณค่าของเกลือหินในแง่เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในบริเวณแอ่งสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีชั้นเกลือหินต่ำจากผิวดิน ราว ๕๐-๑๐๐ เมตร มีการทำเกลือจากผิวดินและจากน้ำบ่อ โดยนำมาต้มเป็นเกลือผงใช้สำหรับบริโภค ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แหล่งโบราณคดีที่ทำเกลือในสมัยโบราณแหล่งใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่าง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนครและอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ใกล้กับหางน้ำของลำน้ำสาขาน้ำอูน เป็นแหล่งโบราณคดีซึ่งเกิดจากการผลิตเกลือ จนเป็นเนินดินขนาดใหญ่ ๙ แห่ง และยังมีการผลิตกันอยู่ในปัจจุบัน ส่วนแหล่งผลิตเกลือ ซึ่งมีความสำคัญในอดีตและสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน และยังมีการทำเกลือเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมกันอยู่ อยู่บริเวณบ่อหัวแฮด เกาะกลางลำน้ำสงคราม บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย และบ้านหนองผือ อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ ยังพบการทำเกลือที่ใช้สำหรับบริโภคในครัวเรือน ตามหมู่บ้านต่างๆ ในช่วงหน้าแล้ง เช่น ท้องนาบริเวณรอบหนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็นต้น แผนที่แสดงแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ในลุ่มน้ำสงคราม แหล่งโบราณคดีผลิตเกลือระดับอุตสาหกรรมในลุ่มน้ำสงคราม แหล่งโบราณคดีนี้ ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของบริเวณเขตการปกครองอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร และอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม อยู่ในพิกัดระหว่าง เส้นรุ้งที่ ๑๗ องศา ๓๐ ลิปดา ถึง ๑๗ องศา ๓๔ ลิปดา เหนือ และเส้นแวงที่ ๑๐๔ องศา ๐๑ ลิปดา ถึง ๑๐๔ องศา ๐๕ ลิปดา ตะวันออก (แผนที่ของกรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐ ลำดับชุด L ๗๐๑๗ ระวาง ๕๘๔๔ III) สภาพภูมิประเทศโดยรอบของแหล่งโบราณคดี พื้นที่นี้ตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำอูนกับลำน้ำยาม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำสงคราม มีลักษณะเป็นที่ราบทุ่งนากว้าง โดยปัจจุบันมีหนองน้ำที่เกิดจาก การสร้างอ่างเก็บน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำบ่อตาอาด,อ่างเก็บน้ำบ่อกอก และอ่างเก็บน้ำหนองฝายท่าเรือ ซึ่งจะมีลำห้วยไหลไปเชื่อมกับห้วยคอกช้างและห้วยน้ำอูนทางทิศตะวันออก ซึ่งปีใดที่ฝนตกชุกจะมีน้ำท่วมอยู่เสมอ เนื้อดิน มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ระบายน้ำได้ไม่ดี พบว่าเป็นดินเค็มมาก คือ มีคราบเกลือมากกว่า ๕๐ % ของพื้นที่ และดินเค็มปานกลางมีคราบเกลือ ๑๐-๕๐ % ของพื้นที่ เนื่องจากบริเวณนี้ มีการขุดบ่อน้ำเค็มใต้ดินในสมัยโบราณ อีกทั้งชั้นเกลือก็อยู่ในระดับตื้น การสร้างอ่างเก็บน้ำ เช่นที่ อ่างเก็บน้ำหนองฝายท่าเรือ ซึ่งกินอาณาเขตดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายตัวของน้ำเค็มที่ทำให้เกิดภาวะดินเค็มเพิ่มขึ้น แหล่งโบราณคดี คือ พื้นที่ทำกิจกรรมต้มเกลือในสมัยโบราณ มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่คล้ายเนินเขาขนาดย่อม ที่อยู่ในพื้นที่ราบ กระจายตัวห่างๆกันในพื้นที่กว่า ๕ ตารางกิโลเมตร โดยจะอยู่เป็นกลุ่มใกล้ ๆ กัน ๗ เนิน และอยู่ห่างออกไปราว ๑ กิโลเมตร อีก ๒ เนิน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. วัดโพนสวรรค์ บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร วัดโพนสวรรค์เป็นวัดร้างตั้งอยู่บนเนินดินสูงประมาณ ๗-๑๐ เมตร เพิ่งร้างไปเมื่อราว ๑๐กว่าปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเม่นใหญ่ เรียกเนินดินนี้ว่า โพนสูง ส่วนชาวบ้านท่าเรือเรียกว่า โพนขาว สภาพโดยรอบเนินล้อมด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จนดูเหมือนเป็นเกาะกลางน้ำ มีเส้นทางติดต่อกับบ้านเม่นใหญ่โดยใช้ถนนลูกรังที่เป็นฝายน้ำล้นด้วย ในช่วงหน้าแล้งโดยรอบเนินจะปรากฏคราบเกลือขาวตามผิวดินทั่วไป และมีเนินดินเตี้ยๆและบ่อน้ำเค็มใกล้ๆเนินแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเม่นใหญ่ ๓-๔ รายจะมาทำเกลือกันใช้ในครัวเรือนเป็นประจำทุกปี บางส่วนของเนินพบเศษภาชนะดินเผาทับถมจำนวนมหาศาลตลอดทั่วผิวดินและรอยตัดผนังดิน และรอยกัดเซาะของหนองน้ำรอบ ๆ เนินทำให้เห็นร่องรอยของแนวดินเผาไฟและคราบเกลือในบางส่วน ๒. สำนักสงฆ์โพนช้างขาวสันติธรรม บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สำนักสงฆ์โพนช้างขาวสันติธรรม ตั้งอยู่บนเนินดินห่างจากวัดโพนสวรรค์มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๑-๒ กิโลเมตร ลักษณะของแหล่งโบราณคดี เป็นเนินดินขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๘-๙ เมตร ตอนบนของเนินเป็นที่ราบ รูปทรงของเนินมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง และมีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออก ชาวบ้านท่าเรือเรียกเนินนี้ว่า เนินสูง ส่วนชาวบ้านเม่นใหญ่เรียกว่า โพนขาว สลับกับเนินดินวัดโพนสวรรค์ เนินดินที่พบมีการตัดผนังชั้นดินเพื่อทำถนนขึ้นไปสู่สำนักสงฆ์ พบว่ามีการทับถมของเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินหนาแน่น และพบเศษภาชนะดินเผาโดยรอบทั้งเนิน ๓.โพนส้มโฮง บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โพนส้มโฮงเป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๕-๖ เมตร ตั้งอยู่ห่างจากวัดโพนสวรรค์มาทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓๐๐ เมตร ตัวเนินปกคลุมด้วยไม้มีหนามและพืชทนเค็ม พวกหนามพุงดอและหนามแดง มีร่องรอยของการทำเกลือในบริเวณติดกับหนองน้ำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน พบเศษภาชนะดินเผา ซึ่งมีการทับถมอย่างหนาแน่นตั้งแต่ตอนบนจนถึงตอนล่างของเนิน โดยสังเกตได้จากแนวตัดผนังด้านตะวันตกของเนิน เศษภาชนะที่พบส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่และตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ นอกจากนั้นยังพบชั้นดินที่มีร่องรอยของการเผาไหม้อีกด้วย ๔.โพนแต้ บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โพนแต้ เป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๔-๕ เมตร ตัวเนินปกคลุมไปด้วยเศษไม้และใบไม้ พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง จากการสำรวจบริเวณรอบ ๆ เนิน พบโบราณวัตถุในปริมาณน้อยมาก ๕.โพนกอก บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โพนกอกเป็นเนินดินที่เล็กที่สุด สูงประมาณ ๒-๓ เมตร พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนา ส่วนหนึ่งของเนินถูกเจ้าของที่นาขุดไปเพื่อใช้ในการถมที่ ทำให้พบเศษภาชนะดินเผากระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณนั้น ๖.โพนตุ่น บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โพนตุ่นหรือโพนกะตุ่น ตั้งอยู่ห่างจากบ้านบะหว้ามาทางตะวันตก ประมาณ ๕๐๐ เมตร มีลักษณะเป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๖-๗ เมตร พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนากว้าง มีสระน้ำขนาดเล็กอยู่ทางด้านข้างของตัวเนิน จำนวน ๒ สระ ตัวเนินถูกปกคลุมไปด้วยเศษไม้และใบไม้ และไม่ถูกรบกวน จึงทำให้พบเศษภาชนะดินเผาปริมาณน้อยมาก ๗.โพนจุลณี บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โพนจุลณีหรือที่ชาวบ้านเม่นใหญ่เรียกว่า โพนน้ำดับ ตั้งอยู่ใกล้กับโพนตุ่น มีลักษณะคล้ายกันคือ เป็นเนินดินร้าง สูงประมาณ ๕-๖ เมตร ปกคลุมด้วยเศษไม้และใบไม้อย่างหนาแน่น ๘.วัดโพธิ์เครือ บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม วัดโพธิ์เครือตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ ห่างจากบ้านเสียวมาทางใต้ประมาณ ๔๐๐ เมตร ชาวบ้านเสียวเรียกเนินดินนี้ว่า โพนตูม วัดโพธิ์เครือนี้ สร้างขึ้นมาราว ๕๐ ปีแล้ว ลักษณะของเนินดินมีการทับถมของเศษภาชนะดินเผาอย่างหนาแน่นตลอดทั้งเนิน เนินนี้มีการปรับระดับของเนินดินและมีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จำนวนมาก ๙.สำนักสงฆ์โพนหัวแข้สันติธรรม บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สำนักสงฆ์โพนหัวแข้สันติธรรม ตั้งอยู่บนเนินดินห่างจากวัดโพธิ์เครือมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ปริมาณ ๑,๒๐๐ เมตร ชาวบ้านเสียวเรียกเนินดินนี้ว่า โพนบ้านเก่า เพราะเคยเป็นสถานที่ตั้งชุมชนมาก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านเสียวในปัจจุบันนี้ สำนักสงฆ์นี้ สร้างมาได้ราว ๓ ปีแล้ว จากการศึกษาทางชาติพันธ์วรรณา [Ethnography] ของกลุ่มคนโดยรอบแหล่งโบราณคดีนี้ จำนวน ๔ หมู่บ้าน พบว่า ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านเป็นกลุ่มคนที่อพยพหนีความแห้งแล้งและกันดารมาจากที่ต่าง ๆ มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ เมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ประกอบไปด้วยกลุ่มคนต่าง ๆ ดังนี้ ๑. บ้านเม่นใหญ่ ตำบลอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ในบ้านเม่นใหญ่นี้เป็นคนกลุ่มย้อ อพยพมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๒. บ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ชาวบ้านท่าเรือส่วนมากเป็นคนกลุ่มไทยอีสานหรือไทยลาว อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี ๓. บ้านบะหว้า ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เป็นคนกลุ่มแสก มักเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านบะหว้าแสก” อพยพมาจากตำบลอาจสามารถอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ๔. บ้านเสียว ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม กลุ่มคนบ้านเสียวเป็นกลุ่มคนย้อ อพยพมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เช่นเดียวกับบ้านเม่นใหญ่ ในบริเวณพื้นที่ราบรอบๆเนินดินโบราณ เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว เคยเป็นแหล่งทำเกลือขนาดใหญ่มาก่อน หนองน้ำที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก่อนมีสภาพเป็นที่ราบน้ำท่วมในฤดูฝน เมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้ง น้ำลด จะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวดิน ชาวบ้านจากที่ต่างๆจะพากันมาสร้างเพิงชั่วคราว เพื่อทำเกลือในบริเวณนี้เป็นจำนวนหลายร้อยครัวเรือน จนเมื่อราว ๒๐ ปีที่แล้วจึงเลิกทำไป เพราะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ในส่วนที่น้ำไม่ท่วม จึงคงมีซากเตา และบ่อน้ำเกลือ เหลือร่องรอยไว้ให้เห็นบ้าง ปัจจุบัน ในช่วงฤดูแล้งยังคงมีชาวบ้านเพียง ๔-๕ รายเท่านั้นที่มาทำเกลือบริเวณใกล้เนินดินวัดโพนสวรรค์ติดกับหนองน้ำ และเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๘ ที่ผ่านมา หมู่บ้านท่าเรือ ได้ทำการขุดลอกสระน้ำหนองเรือ ซึ่งมีขนาดใหญ่ ประมาณ ๓๐๐ x ๕๐๐ เมตร เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ ๑.๕๐ เมตร ก็พบน้ำเค็มซึมขึ้นมา ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงพากันมาตักน้ำที่สระน้ำนี้ไปต้มที่บ้านของตนเอง ความเค็มของน้ำจะลดลงจนไม่สามารถนำไปต้มได้อีกเมื่อเข้าฤดูฝน สระน้ำที่มีไว้เพื่อการอุปโภค บริโภค จึงเปลี่ยนวัตถุประสงค์และประสบปัญหาน้ำเค็มในที่สุด แผนที่แสดงที่ตั้งแหล่งผลิตเกลือโบราณ บ้านเม่นใหญ่ อำเภออากาศอำนวย บ้านท่าเรือ บ้านบะหว้า บ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ลักษณะและวิธีการทำเกลือในอดีตเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้วมา ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านที่เคยทำเกลือเมื่อราว ๕๐ ปีมาแล้ว การทำเกลือในสมัยนั้นถือเป็นอาชีพหลักของชุมชน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนกระทั่งถึงต้นฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี สามารถให้ภาพลักษณะและวิธีทำเกลือของชาวบ้านในพื้นที่รอบโพนเกลือ ซึ่งนำมาเปรียบเทียบลักษณะวิธีการผลิตเกลือในสมัยโบราณได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงฤดูฝนพื้นที่บริเวณนี้จะถูกน้ำท่วม จนเมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้งน้ำจะเริ่มแห้ง พร้อมกับปรากฏคราบเกลือขาวจับอยู่ตามผิวหน้าดิน ชาวบ้านจากที่ต่าง ๆ ทั้งจากหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านนาซ่อม บ้านบะหว้าแสก บ้านท่าเรือ บ้านเม่นใหญ่ และจากพื้นที่ห่างไกลในเขตจังหวัดสกลนครและนครพนม ก็เริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่และตั้งถิ่นฐานชั่วคราวเพื่อทำเกลือในบริเวณแหล่งเกลือนี้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตบ้านเม่นใหญ่ บ้านท่าเรือ ไปจนถึงบ้านเสียว ลักษณะของที่พักอาศัยชั่วคราว ชาวบ้านที่เข้ามาต้มเกลือ มักจะครัวเรือนละ ๒-๓ คนขึ้นไป บางรายก็พากันมาทั้งครอบครัว โดยจะสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวขึ้น มีลักษณะเป็นเพิงไม้ ยกพื้น หลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง คล้ายกับเพิงพักชั่วคราวที่ทำเกลือในปัจจุบัน ขนาดของเพิงขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่อาศัย ซึ่งบางรายจะทำหลังคาคลุมพื้นที่ทำเกลือของตนไว้ด้วย บ่อน้ำเกลือ บ่อน้ำเกลือ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ่อน้ำสร้าง” เป็นบ่อที่ใช้ร่วมกันระหว่างชาวบ้าน และช่วยกันขุดขึ้น ขนาดของบ่อโดยทั่วไปกว้างยาวราว ๒ x ๒ เมตร ลึกประมาณ ๒ เมตร ความลึกของบ่อน้ำเกลือนี้ ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างชั้นน้ำเกลือใต้ดินกับผิวหน้าดิน ซึ่งบางพื้นที่ทำการขุดลึกลงไปประมาณ ๑.๕๐ เมตรก็จะพบน้ำเค็มซึมขึ้นมา แต่ในบางพื้นที่ เช่นในเขตบ้านเสียว จะต้องขุดลึกลงไปประมาณ ๕-๖ เมตรจึงจะพบน้ำเค็ม ลานเกลือ มีลักษณะเป็นลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคันดินสูงล้อมรอบ ลานภายในเป็นพื้นที่สำหรับผสมน้ำเกลือกับดินที่มีคราบเกลืออยู่ ชาวบ้านเรียกว่า “ดินขี้ทา” เพื่อเพิ่มความเค็มของน้ำเกลือให้มากยิ่งขึ้น ขนาดของลานเกลือมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาด ๓ x ๓ เมตร จนถึงขนาด ๑๐ x ๑๐ เมตร ขึ้นอยู่กับกำลังของผู้ทำเกลือแต่ละราย ด้านหนึ่งของลานเกลือจะมีท่อไม้ไผ่ ไปต่อกับบ่อพักน้ำเกลือ เมื่อดินในลานเกลือตกตะกอนจนน้ำใส ก็จะปล่อยน้ำเกลือไหลมาตามท่อไม้ไผ่ลงสู่บ่อพักน้ำเกลือต่อไป บ่อพักน้ำเกลือ เป็นบ่อหรือแอ่ง ที่มีขนาดเล็ก อยู่ด้านข้างของลานเกลือ เป็นบ่อสำหรับเก็บน้ำเกลือที่ได้จากการผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาในลานเกลือก่อนที่จะนำไปต้ม ภาชนะที่ใช้ในการต้มเกลือ ในสมัยนั้น นิยมใช้ถังน้ำมันขนาด ๒๐๐ ลิตร นำมาผ่าครึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ถังแดง โดยปกติ จะมีอายุการใช้งาน ๑-๒ เดือน เตาต้มเกลือ เตาที่ใช้ในการต้มเกลือ มีลักษณะเป็นร่องดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะขุดดินลงไปเป็นร่องยาว มีความลึกพอสมควร ขนาดของร่องโดยทั่วไปกว้างประมาณ ๑ เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับจำนวนของถังแดงที่ใช้ ส่วนใหญ่จะเรียงกัน ๔ ใบ โดยจะใส่ฟืนเข้าไปทางแนวกว้างทั้ง ๒ ข้างของร่องเตา เชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่ใช้ในการต้มเกลือ คือ ไม้ฟืน โดยจะตัดเอาจากต้นไม้ในบริเวณรอบๆแหล่งทำเกลือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการต้มเกลือ -ไม้คาดทา หรือไม้กวาดขี้ทา มีลักษณะคล้ายคราด ด้ามทำด้วยไม้ไผ่ มีความยาว มากว่า ๒ เมตรขึ้นไป ปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับไม้ มีลักษณะแบน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สำหรับขูดหน้าดินที่มีคราบเกลือจับอยู่หรือดินขี้ทามารวมกัน และใช้เป็นไม้กวนในขั้นตอนการผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาให้เข้ากันที่ลานเกลืออีกด้วย -สาด คือเสื่อสานด้วยไม้ไผ่ วางอยู่บนหลุมเล็กๆใช้สำหรับตากเกลือ และรองน้ำในหลุมนั้นมารวมต้มอีกครั้งหนึ่ง -กระทอ เป็นไม้ไผ่สานคล้ายตะกร้าหรือกระบุง ภายในกะทอจะรองด้วยใบตองชาดหรือใบตองกุม ใช้สำหรับใส่เกลือที่ตากจนแห้งแล้วเพื่อรอการขาย กะทอหนึ่งใส่เกลือได้น้ำหนักราว ๑๒ กิโลกรัม วิธีการต้มเกลือ การทำเกลือในแหล่งนี้ ใช้วิธีผสมน้ำเกลือกับดินขี้ทาเพื่อเพิ่มความเค็มของน้ำเกลือให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ได้เม็ดเกลือจากการต้มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในขั้นแรกชาวบ้านจะใช้ไม้กวาดขี้ทามากองรวมกันไว้ จากนั้นจึงตักเอาน้ำเกลือจากบ่อน้ำเกลือหรือบ่อน้ำสร้างมาผสมกับดินขี้ทาในลานเกลือ โดยจะใช้ถังตักน้ำเกลือจากบ่อ เทลงไปจนได้ระดับน้ำครึ่งหนึ่งของขอบลานเกลือ แล้วจึงเทดินขี้ทาตามลงไป อัตราส่วนระหว่างน้ำเกลือกับดินขี้ทาที่ผสมกันนี้ไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่กับผู้ทำ แต่โดยปกติแล้ว มักจะใช้อัตราส่วน ๑ : ๑ ถัง ใช้ไม้คาดทา กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง เพื่อให้ดินตกตะกอนจนน้ำใส แล้วจึงปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในบ่อพักน้ำเกลือ ส่วนดินจืดที่เหลือที่เหลือจากการตกตะกอนจะถูกนำมาพอกกับคันลานเกลือ เพื่อให้หนาขึ้น การต้มเกลือ จะตักน้ำเกลือที่เก็บไว้ในบ่อพักน้ำเกลือเทลงไปในถังแดงที่วางเรียงกัน ใส่ฟืนและคอยดูความร้อนให้สม่ำเสมอ ระยะเวลาที่ใช้ในการต้มเกลือแต่ละครั้งประมาณ ๖ ชั่วโมง น้ำเกลือจะค่อย ๆ งวดลงจนเกลือตกผลึก แล้วจึงตักเม็ดเกลือใส่ในสาดที่วางอยู่บนหลุมเล็ก ๆ น้ำเกลือที่ตกค้างอยู่จะไหล ลงสู่หลุมเล็ก และจะถูกนำกลับมาต้มอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยนั้น การต้มเกลือจะทำตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยจะแบ่งช่วงเวลาในการต้มออกเป็น ๔ ช่วง คือเช้า-เที่ยงวัน เที่ยงวัน-เย็น เย็น-เที่ยงคืน เที่ยงคืน-เช้า ในระหว่างนั้น จะมีการผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าเตาต้มเกลือ หลังจากนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อเกลือที่บรรจุใส่กระทอไว้รอการขาย ส่วนการทำเกลือในปัจจุบัน ก็มีวิธีการทำเช่นเดียวกับในอดีต แต่จะแตกต่างที่ภาชนะในการต้มเกลือ จะใช้ถังสังกะสีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทนถังแดง หรือบางแห่งก็ยังคงใช้ถังแดงอยู่ ส่วนการต้มที่ใช้วิธีการตักน้ำโดยตรงมาต้ม (จากบ่อในอ่างเก็บน้ำหนองเรือ) ปริมาณที่ได้จากการต้มในแต่ละครั้งจะได้ปริมาณน้อยกว่า การต้มที่ผสมดินขี้ทา ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีผลิตเกลือในลุ่มน้ำสงคราม เนื่องจากยังไม่มีการขุดค้นศึกษาเนินผลิตเกลือโบราณแห่งนี้ จึงยังไม่สามารถทราบรายละเอียดของกรรมวิธีการผลิต การใช้พื้นที่กิจกรรมจนเกิดเป็นเนินดินขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ ตลอดจนอายุสมัยและช่วงเวลาของการผลิตเกลือที่มีขนาดการผลิตระดับอุตสาหกรรม ข้อมูลจากการสำรวจเบื้องต้น จึงเป็นพื้นฐานของงานศึกษาโบราณคดี การผลิตเกลือในแอ่งสกลนครเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีรายงานการศึกษา การผลิต ณ แหล่งผลิตเกลือโบราณ โนนทุ่งผีโพน บ้านงุ้ยใหม่ ตำบลบ้านงุ้ยเก่า อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในเขตลุ่มน้ำมูลตอนบน โดย Eiji Nitta นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่น โดยวิเคราะห์การผลิตเกลือดังนี้ เนินทุ่งผีโพนเป็นเนินดินขนาดเล็ก เชื่อมต่อกัน ๒ เนิน วัดขนาดได้ประมาณ ๑๒๕ เมตร ในแนว เหนือ-ใต้ และ ๗๐ เมตร ในแนวตะวันออก-ตะวันตก สูงประมาณ ๖ เมตร โดยรอบเป็นทุ่งนา ในช่วงหน้าแล้งจะมีคราบเกลือจับอยู่ตามผิวหน้าดินรอบตัวเนิน ภาชนะดินเผาส่วนมากมีร่องรอยของการกัดกร่อนและเผาไหม้ จากการขุดค้นได้พบร่องรอยของกิจกรรมการทำเกลือ ๙ ชั้น และหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือคือ -บ่อเก็บน้ำ เป็นที่เก็บน้ำที่นำมาจากบ่อหรือแหล่งน้ำอื่น ๆ มีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังและพื้นฉาบด้วนดินเหนียวเป็นชั้นบาง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมออก -แอ่งกรองน้ำ สำหรับกรองน้ำเกลือ ประกอบด้วยหลุม หรือ บ่อ ๒ บ่อ ฉาบด้วยดินเหนียวผสมกับฟางข้าวหรือพืชชนิดอื่นเป็นชั้นหนา และมีการเผาไหม้เพื่อเพิ่มความแข็งของผนัง มีหลุมเล็ก ๆ ขุดไว้ตรงกลาง ด้านนอกของผนังใต้แอ่งน้ำ ซึ่งบางครั้งจะพบภาชนะดินเผาสมบูรณ์หรือเศษภาชนะดินเผาขนาดใหญ่อยู่ภายในหลุม ดินที่มีคราบเกลือ (ดินขี้ทา) จะถูกใส่ไว้ในหลุมแล้วเทน้ำลงไป เกลือจะละลายและไหลผ่านฟางข้าวลงสู่ภาชนะ ซึ่งตั้งอยู่อีกหลุมหนึ่ง จากนั้น จึงนำน้ำนี้ไปต้มบนเตา จนได้เม็ดเกลือ โบราณวัตถุอื่นที่พบก็คือ เตาดิน เศษภาชนะที่ใช้ในการต้มเกลือทรงชามครึ่งวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร และหม้อทรงกลม กระดูกสัตว์ต่าง ๆ และหลุมเสา ที่เคยใช้ปักเพิงพักอาศัย การกำหนดอายุและช่วงเวลาที่ทำ ทำเป็นฤดูกาลเฉพาะหน้าแล้ง กำหนดอายุได้ราว ๑,๙๐๐ ปีมาแล้ว หรือประมาณ คริสต์ศตวรรษที่ ๒-๓ และการเกิดขึ้นของเนินควรเป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ ๑๐ ปี จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้ว สามารถเปรียบเทียบลักษณะและวิธีการผลิตในอดีตและปัจจุบันได้ และอาจนำมาใช้เป็นแบบจำลอง [Model] สำหรับวิเคราะห์ศึกษา กระบวนการผลิต ณ แหล่งผลิตเกลือโบราณในแอ่งสกลนครได้อย่างดี เตาต้มเกลือขนาดใหญ่ที่บ้านท่าสะอาด ข้อสังเกตจากการวิเคราะห์ทางโบราณคดี กล่าวได้ว่า -มีความคล้ายคลึงในเรื่อง กระบวนการผลิตเกลือ ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์โนนทุ่งผีโพน) และสมัยปัจจุบัน (รอบ ๆเนินวัดโพนสวรรค์) คือ มีบ่อพักน้ำ [Water Tank] ซึ่งอาจจะใส่น้ำเกลือ หรือน้ำธรรมดา แอ่งกรองน้ำ (โนนทุ่งผีโพน)หรือ ลานเกลือ(รอบเนินวัดโพนสวรรค์) [Trough] ซึ่งเป็นลานหรือแอ่งสำหรับกรองน้ำเกลือจากดินขี้ทา โดยให้น้ำเค็มที่ผ่านการกรองมาแล้ว พักไว้ในบ่อหรือแอ่งอีกด้านหนึ่ง ในขณะที่ การทำเกลือจากดินขี้ทาในปัจจุบัน ใช้ความสะดวกสบาย โดยนำดินขี้ทามาจากท้องนามากรองและต้มที่บ้าน โดยใช้ถังน้ำมันขนาดใหญ่ วางอยู่บนยกพื้น ใส่ฟางข้าวและดิน เติมน้ำ กรองจนได้น้ำเค็ม แล้วจึงนำมาต้ม สิ่งที่แตกต่างระหว่างการผลิตทั้ง ๒ แหล่ง คือ บ่อพักน้ำเกลือ ที่รอบเนินวัดโพนสวรรค์ มีบ่อน้ำเกลือ หรือที่เรียกว่า บ่อน้ำสร้าง ขุดลึกลงไปใต้ดิน น้ำเค็มจะขึ้นมา หากต้มโดยใช้น้ำเค็มอย่างเดียว ปริมาณที่ได้แต่ละครั้งจะได้น้อย และถ้าต้มโดยใช้ดินขี้ทากรองน้ำเค็มอย่างเดียวก็จะเสียเวลาและได้ปริมาณน้อยเช่นกัน ชาวบ้านจึงใช้วิธีใช้ดินขี้ทา ๑ ส่วน ผสมกับน้ำเค็มจากบ่อ ๑ ส่วน ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนน้ำใส จึงปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในแอ่งหรือบ่อพักน้ำเกลือ เพื่อรอการต้มต่อไป ส่วนที่โนนทุ่งผีโพน ไม่พบรายงานว่ามี บ่อน้ำเกลือในบริเวณใกล้เคียง (ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็เป็นได้) สันนิษฐานว่า การต้มเกลือที่นี่ ใช้การต้มจากดินขี้ทาเป็นหลัก เนินดินที่ปรากฏจึงเกิดจากดินขี้ทาที่ผ่านการกรองแล้ว ทับถมจนเป็นเนินขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เทคนิควิธีการนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเค็มของน้ำเกลือ จากชั้นเกลือหินเป็นหลัก บริเวณรอบวัดโพนสวรรค์ หากขุดลงไปเพียง ๑ - ๒ เมตร ก็อาจจะพบน้ำเค็มได้ไม่ยากนัก ส่วนโนนทุ่งผีโพน หากมีลักษณะคล้ายกัน ก็น่าจะมีบ่อน้ำเค็มอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่สำรวจไม่พบก็อาจจะเป็นได้ -แหล่งโบราณคดีทำเกลือกลุ่มใหญ่นี้ น่าจะมีการสร้างตัว [Formation] ของเนินขยะจากการผลิต เช่นเดียวกับที่เนินทุ่งผีโพน เพราะมีลักษณะโดยทั่วไปไม่แตกต่างกันมากนัก โดยแต่ละเนินจะมีชั้นของเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินชนิดหยาบ ๆ จำนวนมหาศาล ชิ้นส่วนหินดุ ซึ่งบอกได้ว่า มีการผลิตภาชนะดินเผาในบริเวณเดียวกัน กระดูกสัตว์ เปลือกหอย และเป็นเนินรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ขนาดสูงใหญ่ ในบริเวณใกล้เคียงกันถึง ๗ เนิน และห่างออกไปราว ๒ กิโลเมตรอีก ๒ เนิน หากมีการขุดค้นทางโบราณคดีในโอกาสต่อไปแล้ว ก็จะได้ข้อมูลที่สำคัญของกระบวนการผลิตเกลือในระดับอุตสาหกรรมสมัยโบราณ เป็นการสร้างภาพสังคมในอดีตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น -อายุสมัยของแหล่งโบราณคดีกลุ่มนี้ สันนิษฐานว่า ไม่น่าจะเก่าไปจนถึงช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์ เช่นที่โนนทุ่งผีโพน จังหวัดนครราชสีมา เพราะไม่ปรากฏว่าพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง หรืออาณาบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งโบราณคดีดังกล่าว กลุ่มแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็กตอนปลายนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างไกลจากแหล่งผลิตเกลือนี้มาก ในรัศมีราว ๆ ๕๐-๖๐ กิโลเมตร และนอกจากนี้ ยังพบเศษภาชนะเนื้อแกร่งจากเตาลุ่มน้ำสงคราม กระจัดกระจายตามเนินต่างๆ ซึ่งหากมีการศึกษาทางโบราณคดีอย่างจริงจัง ก็น่าจะบอกเรื่องราวได้มากขึ้น ดังนั้น การกำหนดอายุแหล่งโบราณคดีในที่นี้ จึงอาจอยู่ในช่วงสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชุมชนสร้างบ้านเมืองมั่นคงอยู่ทางฟากเมืองเวียงจันทน์ เมืองท่าแขกและทางพระธาตุพนม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ ซึ่งอาจร่วมสมัยเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในแหล่งเตาลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาแหล่งโบราณคดีทั้ง ๙ แห่งโดยละเอียดจึงจะสามารถตัดสินได้ว่า แหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่ดังกล่าว มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับชุมชนในช่วงยุคสมัยใด แหล่งผลิตเกลือบ่อหัวแฮด บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย บ่อหัวแฮด เป็นบ่อน้ำเค็ม อยู่บนเกาะกลางลำน้ำสงคราม ในตำบลท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ชาวบ้านท่าสะอาดซึ่งอยู่ห่างจากบ่อน้ำเค็มกลางแม่น้ำนี้ราว 1-2 กิโลเมตร ผลิตเกลือเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่เริ่มสร้างหมู่บ้าน หมู่บ้านท่าสะอาด เดิมชื่อบ้านเลิงเปือย ตั้งเป็นหมู่มบ้านขึ้นราว พ.ศ.2465 เป็นกลุ่มคนจากที่ต่างๆที่มีอาชีพเป็นพ่อค้าเกลือ เดินทางมาต้มเกลือ เมื่อได้เกลือแล้วก็นำออกไปขายโดยทางเรือ ล่องตามแม่น้ำสงครามไปออกแม่น้ำโขง หรือไม่เมื่อได้เกลือแล้ว ก็กลับบ้านเดิม เกลือหมดก็มาอีก ทำอย่างนี้เป็นเวลานาน จนตัดสินใจอพยพมาตั้งบ้านเรือนขึ้น กล่าวได้ว่า หมู่บ้านท่าสะอาด เกิดขึ้นจากการต้มเกลือ และเป็นบริเวณที่เหมาะสมแก่การทำมาหากินในลักษณะต่างๆ จึงได้กลายเป็นชุมชนใหญ่ในเวลาต่อมา บ่อหัวแฮด เป็นบ่อเกลือที่มีการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร ไม่นับการผลิตเกลือสมัยโบราณที่กลุ่มเนินเกลือ 9 แห่งในอำเภออากาศอำนวยและอำเภอนาหว้า และแหล่งผลิตเกลือจากการสูบน้ำเค็มในเขตอำเภอบ้านม่วง,วานรนิวาส,บ้านดุง ที่เพิ่งจะมีการทำเป็นกิจการใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ บ่อเกลือ ขุดลึกลงไปบนเกาะกลางแม่น้ำสงคราม ในหน้าแล้ง เมื่อน้ำในแม่น้ำลด เกาะกลางแม่น้ำจะโผล่ มีพื้นที่พอจะไปต้มเกลือที่บนเกาะได้ เมื่อได้เกลือมาแล้ว บ้างก็นำมาเก็บไว้ที่โรงเกลือบ้านท่าสะอาด หากถึงช่วงน้ำขึ้นเข้าหน้าฝน น้ำท่วมเกาะ จะมีท่อหรือถังกันน้ำเค็มและน้ำจึดไว้ ชาวบ้านจะไปสูบน้ำเค็มใส่เรือกะแชงลำใหญ่มาเก็บไว้ที่บ่อพักในโรงต้มเกลือที่บ้านท่าสะอาด ซึ่งมีโรงต้มเกลือจำนวนมาก เรียงรายตามริมฝั่งน้ำ บ่อหัวแฮด มีนิทานท้องถิ่นอธิบายชื่อ และพิธีกรรมเกี่ยวกับบ่อเกลือ ชื่อบ่อหัวแฮด หมายถึง บ่อหัวแรด เล่ากันว่า เจ้าพ่อคำแดง ผู้ที่พบแหล่งเกลือตามล่าแรดจนมาถึงที่แห่งนี้ ตัดหัวแรดคลุกกับดินเค็มเก็บไว้ไม่เน่าเปื่อย จึงพบว่าที่นี่เป็นแหล่งเกลือ และยังแล่เนื้อแรดไปตากแดด บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า “บ้านหนองหิ้ง” ในปัจจุบัน ที่บริเวณบ่อหัวแฮด ก็มีศาลเจ้าพ่อคำแดงอยู่ ชาวบ้านมีพิธีกราบไหว้บูชาเป็นปกติทุกปี การค้าเกลือที่บ้านท่าสะอาด จากคำบอกเล่าของชาวบ้านตั้งแต่แรกเริ่ม กล่าวว่า มีพ่อค้ามาจากศรีสงคราม,ไชยบุรี,นครพนม,มุกดาหาร ใช้เรือฉลอมหรือเรื่อกะแชง ถ่อเรือไปตามลำน้ำสงคราม ขายสินค้าที่นำมาด้วย เมื่อถึง บ่อหัวแฮด ก็ทำการต้มเกลือหรือซื้อเกลือจากชาวบ้านที่ต้มไว้แล้ว จึงกลับ อีกส่วนหนึ่งมาค้าเกลือโดยเฉพาะ เป็นพวกมาจากปากยาม,ท่าอุเทน และนครพนม พอฤดูน้ำก็ถ่อเรือมาตามลำน้ำสงคราม หรือใช้เรือกลไฟลากมา พอต้มหรือซื้อเกลือเต็มลำ ก็ล่องลงไปขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้า บริเวณสองฟากแม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง แหล่งเกลือจากบ่อหัวแฮดจึงเป็นแหล่งสำคัญ ที่เลี้ยงชุมชนในแถบแม่น้ำสงคราม ตลอดจนสองฝั่งโขง จนถึงนครพนมและมุกดาหารทีเดียว แหล่งผลิตเกลือขนาดเล็กในหมู่บ้านหนองผือ ตำบลบ้านเอื้อง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บ้านหนองผือ อยู่ในตำบลบ้านเอื้อง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม บริเวณท้องนานอกหมู่บ้าน มีบ่อเกลือขนาดย่อม และมีสภาพผิวดิน เป็นดินร่วนปนทรายละเอียดที่มีคราบเกลือเกาะอยู่ ในหน้าแล้ง ชาวบ้านหนองผือต้มเกลือโดยใช้วิธีตักน้ำจากบ่อผสมกับดินขี้ทาแล้วนำมาพักไว้จนตกตะกอน จึงปล่อยลงแอ่ง หรือบ่อพักน้ำเค็ม แล้วจึงนำมาต้ม ชาวบ้านต้มเกลือบริเวณโดยรอบบ่อเกลือในท้องนา ซึ่งจะถูกน้ำท่วมเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนและต้องหยุดการผลิตไว้จนกว่าจะถึงหน้าแล้ง เกลือที่ได้ มีปริมาณเพียงพอที่จะใช้ภายในหมู่บ้าน และจะเหลือขายบ้างเพียงเล็กน้อย แหล่งผลิตเกลือในบริเวณลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง นับว่ามีความสำคัญต่อชุมชนที่ชีวิตจะขาดเกลือเสียมิได้ และมีพื้นที่ที่จะผลิตเกลือได้พอเพียงกับความต้องการทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยรวมมากนัก ทุกวันนี้ การขาดแคลนเกลือไม่ใช่เป็นปัญหา แต่การผลิตเกลือที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์โดยการสูบน้ำเค็มจากใต้ดินขึ้นมาใช้ทั้งต้มเกลือและทำนาเกลือ บริเวณอำเภอบ้านม่วง, บ้านดุง และวานรนิวาส กลับจะเป็นปัญหาใหญ่ ที่อาจเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชนบริเวณนี้ได้ในอนาคต บรรณานุกรม กรมพัฒนาที่ดิน.แผนการใช้ที่ดินจังหวัดนครพนม กองวางแผนการใช้ที่ดิน,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ๒๕๓๓. ธวัช จาปะเกษตร์.การสำรวจแร่เกลือหินและโพแทชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ,ธรณีวิทยาและการพัฒนา ทรัพยากรธรณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาควิชาเทคโนโลยีธรณี,มหาวิทยาลัยขอนแก่น,๒๕๒๘. สุธีร์ วีรวรรณ. การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ สารนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต(โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร,๒๕๓๗. สุวิทย์ ธีรศาสวัต และคณะ.การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในชุมชนลุ่มน้ำสงครามตั้งแต่พ.ศ.๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,๒๕๓๐. สำนักงานพลังงานแห่งชาติ,การศึกษาความเหมาะสมโครงการน้ำสงคราม รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์,เทคโนโลยีและการพลังงาน,๒๕๓๕. Nitta,Eiji. Iron-smelting and Salt-making Industries in Northeast Thailand The 15th IPPA Congress, Chiangmai, Thailand, Jan 1,1994.
- หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2539 เปลือกหอยทะเล : เครื่องประดับและสิ่งของแลกเปลี่ยนจากชุมชนชายฝั่ง ในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุที่ถูกใช้นำมาทำเป็นเครื่องประดับหรืออาจจะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในช่วงยุคก่อนเหล็ก เรื่อยมาจนถึงยุคเหล็ก และหมดความนิยมไปเมื่อเข้าสู่สมัยทวารวดี เปลือกหอยทะเลดังกล่าว ได้แก่ เปลือกหอยมือเสือ เปลือกหอยมุก เปลือกหอยสังข์ และเปลือกหอยเบี้ย หอยเบี้ยและหินอ่อนที่แกะเป็นรูปหอยเบี้ยใช้แทนเงินตรา พบที่เมือง Shang-Zhou อายุราว ๑,๔๐๐- ๙๐๐ BC. แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ เราพบเครื่องประดับที่ทำจากหอยในหลุมฝังศพหลาย ๆ ที่ เช่นเปลือกหอยแครงและหอยขมเจาะรูจากการขุดค้นที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนที่ท่าแค จังหวัดลพบุรี พบว่ามีกระบวนการทำเครื่องประดับจากเปลือกหอยทะเล ซึ่งทำจากเปลือกหอยสองชนิด คือ หอยกาบขนาดใหญ่หรือหอยมือเสือในพันธุ์ Tridacna และหอยมุก พันธุ์ Trochus ซึ่งอยู่ในประเภทหอยสองฝา และสร้างแบบจำลองขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การตัดออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ขัดฝนให้เป็นแท่งทรงกระบอก เจาะแท่งทรงกระบอกที่กึ่งกลางจากหัวและท้าย โดยอาจจะใช้โลหะหรือไม้ไผ่เป็นสว่าน เลื่อยขอบนอกให้เป็นวงส่วนวงในนำไปใช้ทำลูกปัดหรือต่างหูที่มีขนาดเล็กได้อีก ขัดฝนกำไลเปลือกหอยกับแท่นหินทรายให้เรียบและโค้งมนตามต้องการ ด้วยวิธีการผลิตเช่นนี้ ทำให้เข้าใจว่าน่าจะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการผลิตโลหะ [Ciarla, Roberto 1992] ในแหล่งโบราณคดีโดยเฉพาะในลุ่มลพบุรี ภาคกลางของประเทศไทย พบเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยทะเลฝังอยู่ในหลุมศพ โดยเฉพาะหอยมือเสือซึ่งมีขนาดใหญ่ แยกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จำนวนมาก จากรายงานการศึกษาทางโบราณคดีโดยการขุดค้นในบริเวณนี้ กล่าวว่ากำไลลูกปัด และต่างหู ที่ทำจากเปลือกหอยทะเลปรากฏตั้งแต่ในช่วงวัฒนธรรมยุคแรกก่อนมีการใช้โลหะ และใช้อยู่ในช่วงวัฒนธรรมยุคที่ มีการผลิตทองแดงระดับอุตสาหกรรมแถบเขาวงพระจันทร์และอยู่ในช่วงยุคสำริดในประเทศไทย ในขณะที่เมื่อเข้าสู่ยุคเหล็กก็ยังมีการใช้เปลือกหอยทะเลอยู่ แต่หลังจากนั้นไม่พบว่ามีการใช้วัสดุจากเปลือกหอยทะเลมาทำลูกปัดหรือกำไลข้อมือ แต่เปลี่ยนวัสดุเป็นหินและแก้วแทน (สุรพล นาถะพินธุ ๒๕๓๙) ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ยุคแรก ๆ ที่ยังไม่ปรากฏการใช้โลหะ เครื่องประดับทำจากเปลือกหอยมือเสือถูกทำขึ้นด้วยวิธีเช่นไร ในเมื่อแบบจำลองการผลิตเครื่องประดับจากเปลือกหอยของ Ciarla คาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการผลิตโลหะ เพราะอาจจะใช้เครื่องมือโลหะแยกย่อยชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งควรเป็นวิธีการผลิตที่ง่ายกว่า เช่น การเลื่อยแยกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะมีเทคนิคการผลิตที่ไม่ใช้เลื่อยหรือสว่านโลหะ กำไลเปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่พบเป็นจำนวนมาก สีขาวเนื้อละเอียด แม้จะแข็งแต่เปราะแตกหักง่าย ดังนั้นจังพบว่า กำไลเปลือกหอยมักแตกหักเสียหายและมีไม่ครบชิ้น ในส่วนที่หักจะมีการเจาะรูที่ปลายทั้งสองด้าน เพื่อประกอบเข้าด้วยกันใหม่ ดังนั้นกล่าวได้ว่ากำไลหอยมือเสือหรือหอยทะเลอื่น ๆ เป็นสิ่งของหายากและมีค่า มีการซ่อมและนำมาใช้ใหม่แสดงถึงอายุการใช้งานของแต่ละชิ้นอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีการพบกำไลหินที่ศพร่างหนึ่งในแหล่งโบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ที่ช่วยยืนยันความสำคัญและคุณค่าของเปลือกหอยทะเล เพราะกำไลหินอ่อนนี้ทำรูปทรงเลียนแบบกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเล และเหมือนกับกำไลเปลือกหอยสังข์ทะเลชิ้นหนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย ลูกปัดเปลือกหอยวงกลมแบนขนาดเล็ก ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๔ และ ๐.๖ เซนติเมตร ความหนาราว ๐.๑ เซนติเมตร ความพิเศษของลูกปัดแบบนี้คือ ลูกปัดเล็ก ๆ แต่ละชิ้นจำนวนมากมายมหาศาลนี้มีขนาดเท่ากันและเกือบเท่ากันทั้งสิ้น ใช้เทคนิคการทำลูกปัดจากเปลือกหอยทะเลที่เชื่อว่าเป็นวิธีการสากลที่ใช้กันทั่วโลก ตั้งแต่ยุคหินในอินเดีย ยุคเหล็กในอินเดียใต้ ชาวหมู่เกาะในโอเชียเนีย หรือในไต้หวัน ทำลูกปัดเปลือกไข่นกกระจอกเทศในทะเลทรายคาลาฮารี เรียกกันว่า วิธีการแบบ heishi ซึ่งเป็นชื่อเรียกลูกปัดเปลือกหอยที่พวกอินเดียนใน ซานโต โดมิงโก นิวเม็กซิโก ใช้กัน วิธีการทำคือ ทำเปลือกหอยให้เป็นแผ่นแบนเรียบ แล้วตัดออกเป็นแผ่นวงกลมเล็ก ๆ เจาะรูตรงกลาง หลังจากได้จำนวนมากพอใช้เชือกหนา ๆ ร้อยทั้งหมดไว้ด้วยกัน แล้วนำมาขัดฝนกับแผ่นหินหรือร่องหินในคราวเดียวกัน ก็จะได้ลูกปัดวงกลมที่มีขนาดเดียวกันทั้งหมด [Francis, Peter.Jr. 1990] จากการพบลูกปัดเปลือกหอยขนาดเล็ก ๆ แต่เกือบทั้งหมดมีขนาดเท่ากันในแหล่งโบราณคดีลุ่มลพบุรี - ป่าสัก เทคนิคการทำให้มีขนาดเท่ากันเช่นนี้น่าจะยอมรับได้ว่าใช้วิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีลูกปัดเปลือกหอยขนาดพอ ๆ กับกระดุมที่ใช้กันในสมัยนี้ เส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ ๑.๐ - ๑.๒ เซนติเมตร ส่วนความหนาไม่เท่ากัน ตั้งแต่ ๑.๕ - ๒.๕ เซนติเมตร วิธีการผลิตอาจจะใช้เช่นเดียวกับเทคนิค heishi และยังมีการทำต่างหูจากเปลือกหอยทะเล ที่มีลักษณะประณีต เช่นต่างหูคู่หนึ่งที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองใหญ่ เป็นแผ่นแบนเรียบ ขอบนอกเป็นรูปวงกลม มีหยักหนึ่งหยัก ขอบในทำขอบเป็นครึ่งวงกลมสวยงาม ซึ่งมีการแตกหักเสียหาย แต่ผู้ขุดพบยืนยันว่ามีการต่อเชื่อม ด้วยตัวประสานจนยึดติดกันแน่นด้วยฝีมือละเอียดอย่างยิ่ง ต่างหูชิ้นนี้ยืนยันสมมุติฐานของการผลิตว่าควรจะใช้เส้นลวดหรือเลื่อยโลหะสำหรับงานที่มีความเปราะบางและมีเส้นสายของรูปทรงที่ละเอียดประณีต และต่างหูขนาดเล็กมีการออกแบบสำหรับใส่ในช่องที่เจาะซึ่งควรมีรูใหญ่ราว ๒.๐ เซนติเมตร รูปร่างเป็นแท่งทรงกลมปลายบานออกเล็กน้อย ความละเมียดละไมของเครื่องประดับชิ้นนี้คือ มีการทำเส้นคาดเส้นเล็ก ๆ ประดับบนแกนต่างหูอยู่ด้วย แน่นอนว่า เปลือกหอยทะเลเป็นวัสดุธรรมชาติที่ไม่อยู่ในท้องถิ่น แต่ถูกนำมาจากแดนไกลบริเวณชายฝั่งทะเลแหล่งโบราณคดีที่โคกพนมดี เป็นชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลนัก กำหนดอายุอยู่ในช่วง ๒,๐๐๐ BC. - ๑,๕๐๐ BC. มีลูกปัดทำจากเปลือกหอยทะเลรูปทรงคล้ายตัว H [H beads] เหมือนกับที่พบในหลุมขุดค้นในแถบเขาวงพระจันทร์ [Higham 1996 : 258] แสดงถึงการติดต่อระหว่างชุมชนทั้งสองพื้นที่ เปลือกหอยทะเลเป็นสิ่งของที่นำมาใช้ทำเครื่องประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม ทั้งยังบ่งบอกสถานภาพของผู้ครอบครองได้ด้วย ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก และแอ่งอีสานเหนือ ผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ให้คุณค่าของเปลือกหอยทะเลไว้อย่างสูงยิ่ง หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ก็อาจเทียบเคียงคุณค่าได้ใกล้เคียงกับเครื่องประดับสำริดในรุ่นต่อมา หรือเครื่องประดับทองคำเมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสมัยประวัติศาสตร์ หอยเบี้ยที่ขุดค้นพบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ย่านที่อยู่อาศัย บ้านยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หอยเบี้ย : เงินตราจากท้องทะเล หอยเบี้ย หรือ cowry เป็นหอยทะเลอยู่ในวงศ์ Cypraeidae พบบริเวณชายฝั่งทะเลน้ำอุ่นในส่วนต่าง ๆ ของโลกโดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดีย มีมากในหมู่เกาะมัลดีฟ และมหาสมุทรแปซิฟิคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ รูปทรงสวยงาม ลักษณะเปลือกหนา ด้านบนโป่งโค้ง แบนด้านล่าง ผิวเคลือบมันขึ้นเงาและมีสีสันต่าง ๆ ตามแต่ละชนิด ซึ่งมีอยู่มากกว่า ๒๐๐ ชนิด การนำเอาหอยเบี้ยมาใช้น่าจะเกิดจากรูปทรงความงดงามและผิวที่มีสีสันความมันวาว เป็นสิ่งดึงดูดใจ ทั้งเป็นของหายากที่มาจากแดนไกล จึงกลายเป็นสิ่งของที่มีคุณค่าในตัวเอง กระทั่งในปัจจุบันก็ยังเป็นหอยที่มีผู้สะสมกันมากที่สุด หน้าที่ใช้งานของหอยเบี้ยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่อาจรวมถึงการใช้เป็นเครื่องประดับ เป็นเครื่องลาง หรือทำหน้าที่ทางด้านความเชื่ออื่น ๆ ผสมผสานกันจนยากที่จะแยกแยะ และต้องใช้การพิจารณาจากรายละเอียดในแต่ละสังคมไป cowry กล่าวกันว่า เป็นคำมาจากภาษา ฮินดีและอูรดู “kauri” สันสกฤต “kaparda” และมีชื่อเรียกอีกมากมายตามที่ต่างๆ เช่นในอาณาจักรโรมันใช้ชื่อที่ให้ความหมายว่า “littel pig” และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความอุดมสมบูรณ์ ในภาษาฝรั่งเศสยุคแรกๆ เรียกว่า porcelaine และภาษาอังกฤษเรียกว่า cowry ซึ่งภายหลังก็ใช้เรียกชื่อหอยอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในวงศ์นี้ด้วย [Quiggin : 1979] หอยเบี้ยขนาดเล็ก ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน [currency] ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในสังคมดั้งเดิมทั่วโลก ก่อนที่จะมีการนำเอาโลหะเช่นเงิน ทอง หรือ โลหะผสมอื่น ๆ แทนที่ในฐานะเงินตรา ดังนั้นจึงและมีการใช้เป็นเครื่องประดับ เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ และเงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าในหมู่ผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อมีการแทนที่ด้วยเหรียญโลหะและธนบัตร เริ่มจากอินเดีย ได้แพร่ไปสู่อัฟกานิสถาน ไปสู่เปอร์เซีย แล้วจึงเข้าสู่ยุโรป ในแถบรอบทะเลสาบแคสเปียน เยอรมัน ลิธัวเนีย ชายฝั่งทวีปอเมริกัน อินโด - แปซิฟิค ทะเลแดง อียิปต์โบราณ และแอฟริกาในภาคพื้นทวีป มีการใช้หอยเบี้ยชนิด Cypraea moneta linne หรือที่เรียกกันว่า money cowries ซึ่งเป็นหอยเบี้ยขนาดเล็ก ขนาดโดยเฉลี่ยราว ๑ นิ้ว ผิวสีขาวนวลหรือมีแถบเหลือง และหอยเบี้ยชนิด Cypraea annulus หรือที่เรียกกันว่า gold - ring cowries หมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดียเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของการเก็บหอยเบี้ย โดยมีศูนย์กลางการแพร่กระจายอยู่ที่แคว้นเบงกอล ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากการเดินเรือของกษัตริย์สุไลมานชาวอาหรับตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๙ กล่าวถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้คนและความร่ำรวยของราชินีแห่งมัลดีฟไว้ว่า “ ในมัลดีฟ หอยเบี้ยใช้เป็นเงินตราชนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อสมบัติของราชวงศ์หมดลง ราชินีแห่งมัลดีฟสั่งให้ผู้หญิงตัดเอาทางมะพร้าวมาขว้างไปในทะเล สัตว์ต่าง ๆ ก็จะเกาะตามมาและกระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่ง พวกเธอจะเก็บเปลือกหอยจนหมด เพื่อมาใส่คลังของราชินี ” (อ้างใน A survay of Primitive money : Quiggin ,1979) ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ นักเดินทาง ชื่อ Pyrard de Laval ได้มาอยู่ที่มัลดีฟเป็นเวลา ๒ ปีบันทึกไว้ว่า พวกเขาเรียก (หอยเบี้ย) ว่า boly และส่งออกไปยังที่ต่างๆ อย่างไม่มีจำกัด ในหนึ่งปี มีเรือ ๓๐-๔๐ ลำ มาบรรทุกเอาหอยเบี้ยเหล่านี้โดยไม่เอาสินค้าอื่นใดไปส่งที่เบงกอล ซึ่งจะกลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงมาก ผู้คนที่เบงกอลจะใช้เป็นเงินตราแม้ว่าจะมีเงินและทองหรือโลหะต่าง ๆ มากมาย และที่น่าสนใจก็คือ กษัตริย์และขุนนางผู้ใหญ่จะมีคลังที่สร้างขึ้นไว้เป็นพิเศษสำหรับเก็บหอยเบี้ยเสมือนเป็นสมบัติมีค่าอื่น ๆ ส่วนเรือสินค้าของโปรตุเกสจะบรรทุกข้าวจากโคชิน เพื่อมาแลกกับหอยเบี้ยที่ตลาดเบงกอล ใส่ตระกร้าที่ทำจากทางมะพร้าวใบละ ๑๒,๐๐๐ ตัว เป็นการค้าที่ทำกำไรมหาศาลเพราะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง ๓ หรือ ๔ เท่าทีเดียว หอยเบี้ยจะทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่ออยู่พื้นที่ห่างไกลแหล่งกำเนิด บริเวณหมู่เกาะแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดียใช้หอยเบี้ยเป็นเครื่องประดับมากกว่าจะใช้แทนเงินตรา ต่างจากบริเวณภาคพื้นทวีป [inland] ที่จะเพิ่มมูลค่ามากขึ้น หอยเบี้ยที่พบจากแหล่งโบราณคดีเช่นในประเทศไทย หรือจากบันทึกและภาพประกอบของนักสำรวจในสังคมดั้งเดิมต่างๆ มักจะพบว่ามีการตัดหลังเพื่อความสะดวกสำหรับร้อยเชือกนับจำนวนหรือเก็บรักษา ในปริมาณมาก ๆ จากแหล่งผลิตแถบชายทะเล แต่ก็พบเป็นจำนวนมากเช่นกันที่ไม่ได้ตัดหลังออก ในจีน พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยมาก่อนหน้าที่จะมีการบันทึกถึงอุตสาหกรรมส่งออกในมัลดีฟ มาก่อนอาจจะถึงพันปี เช่นการพบหอยเบี้ยที่หลุมฝังศพกลุ่มวัฒนธรรมเตียน ในยูนนานอายุราว ๒๐๐ BC. ซึ่งอยู่ร่วมกับเครื่องมือสำริดจำนวนมาก แสดงถึงสถานะของทางสังคมและมีหน้าที่ในทางความเชื่อด้วย ในหลุมศพที่ร่ำรวยที่ซือไจ้ซาน มีการพบหอยเบี้ยใส่ในกลองสำริดหรือภาชนะสำริด บางแห่งมีมากกว่า ๒๐,๐๐๐ ตัว ที่ลีไจ้ชาน ในหลุมฝังศพ ๕ หลุม มีมากกว่า ๑๕๐ กิโลกรัม เส้นทางของการนำหอยเบี้ยน่าจะมาจากชายฝั่งทะเลน้ำอุ่น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นมหาสมุทรอินเดีย หรือในฟิลิปปินส์ มากกว่าที่จะเป็นชายฝั่งทะเลจีนและเวียดนาม มีการใช้หอยเบี้ยในยูนนานเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนต่อเนื่องมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ [Pirazzoli-t’Serstevens, Michele : 1990] ทั้งนี้ข้อมูลที่สนับสนุนมาจากบันทึกของมาร์โคโปโล กล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากอินเดียมาใช้ที่ Carajan หรือยูนนานในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ อีกทั้งการใช้หอยเบี้ยนี้มีบันทึกไว้ว่าน่าจะใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนยุคแรก ๆ ของญี่ปุ่นและเกาหลีด้วย ในแอฟริกา ปรากฏอยู่ทั่วไปว่ามีการใช้หอยเบี้ยเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนตลอดชายฝั่งจนถึงพื้นที่ภายใน ในทวีปอเมริกา ไม่ปรากฏการใช้หอยเบี้ยในฐานะเงินตราก่อนที่ชาวยุโรปจะเข้ามา มีเพียงการใช้ในพิธีแรกรับและพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าพื้นเมือง ในอินเดีย บริเวณชายฝั่งของแคว้นเบงกอล เป็นศูนย์กลางการรับซื้อหอยเบี้ยจากหมู่เกาะมัลดีฟ เพื่อส่งขายไปสู่พื้นที่ภายในและภาคพื้นอื่น ๆ น่าจะเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา และนักเดินทางทางทะเลยุคแรก ๆ ทั้งเปอร์เซียและโปรตุเกสกล่าวถึงการนำหอยเบี้ยจากบริเวณหมู่เกาะมัลดีฟออกไปขายโดยมีศูนย์กลางอยู่แถบบริเวณชายฝั่งของอ่าวเบงกอล และเมื่อปี ค.ศ.๑๘๔๕ มีการบันทึกไว้ว่า หนึ่งรูเปีย เท่ากับหอยเบี้ย ๖,๕๐๐ ตัว มีการใช้หอยเบี้ยทั้งในพม่า ไทย และจีน และในหลายแห่งเมื่อเริ่มมีเงินเหรียญโลหะใช้กันแล้วก็มักจะทำเลียนแบบหอยเบี้ย หรือประทับตราลงบนผิว ความสำคัญของหอยเบี้ยจึงยังคงปรากฏอยู่ตลอดมา [Edwards, Amy : 1996] ส่วนประเทศไทย มีการใช้หอยเบี้ยต่อเนื่องยาวนานอยู่ทั่วทุกภูมิภาค หอยเบี้ยที่อุทิศให้ศพในวัฒนธรรมลุ่มลพบุรี - ป่าสัก ไม่แน่ใจว่าจะมีหน้าที่เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากหอยเบี้ยที่พบมีการตัดหรือขัดฝนด้านโป่งออก ข้อสันนิษฐานการตัดหรือขัดฝนด้านที่โป่งออก ถูกวางไว้ที่ด้านข้างของศพเพียงชิ้นหรือสองชิ้นในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการร้อยเป็นเครื่องประดับ (แหล่งบ้านใหม่ชัยมงคล ใกล้กับจันเสน จังหวัดนครสวรรค์) แต่ในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านนาดี พบว่า มีการร้อยหอยเบี้ยเป็นสร้อยคอ ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า หอยเบี้ยน่าจะใช้เป็นเครื่องประดับมีค่าและเป็นของหายากจากแดนไกลมาก่อนที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งหมายถึงมีระบบตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ภาพหอยเบี้ยจากการบันทึกของราชทูตชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ อธิบายเกี่ยวกับการใช้เงินตราของชาวสยาม รวมทั้งวาดภาพประกอบเงินตราที่เป็นเงินพดด้วง และหอยเบี้ย กล่าวว่าเงินย่อยที่ใช้กันทั่วไปคือ ”หอยเบี้ย” ฝรั่งที่อยู่ในสยามเรียกว่าเคารี แต่ชาวสยามเรียก เบี้ย นำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟ มีส่วนน้อยที่นำมาจากฟิลิปปินส์ อ้างว่าหอยเบี้ยใช้กันทั่วไปในเมืองต่าง ๆ ของอินเดีย และเกือบจะทั้งหมดในเขตแอฟริกา มีการนำหอยเบี้ยบรรทุกใส่เรือเข้ามาทีละมาก ๆ เหมือนเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ราคาตามธรรมดาในตลาด ๑ เฟื้องจะเท่ากับ ๗๐๐-๘๐๐ เบี้ย หากเบี้ยราคาถูกหรือมีจำนวนมาก นั่นคือเครื่องหมายแสดงว่าสินค้าต่าง ๆ ในตลาดมีราคาถูกลง ของที่ใช้ตวงข้าวหรือเหล้า เรียกว่าทนาน ทำจากกะลามะพร้าว การวัดขนาดปริมาตรของทนาน ใช้หอยเบี้ยตัวเท่า ๆ กัน ตวงความจุ ขนาดของความจุไม่เท่ากัน แต่ที่นิยมเรียกว่า “ทนาน ๘๓๐” นั่นหมายถึงจุหอยเบี้ยได้ ๘๓๐ ตัว การขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณเกาะเมืองอยุธยา การพบหอยเบี้ยนับเป็นเรื่องปกติเพราะมีการใช้เป็นเงินตราในสมัยนั้น รวมถึงแหล่งโบราณคดีที่ร่วมสมัยกัน เช่นบริเวณบ้านเขายี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุมชนเมืองท่าภายนอกขนาดเล็ก ๆ มีการพบหอยเบี้ยในทุกระดับชั้นวัฒนธรรม ตั้งแต่ชั้นแรกสุดเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ทีเดียว เบี้ยที่พบมีทั้งที่ตัดหลังแต่ไม่ได้ตัดหลัง ส่วนใหญ่เคลือบมันที่ผิวจะหมดไปเหลือเพียงเนื้อสีขาว มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีเคลือบผิวเป็นมันและมีเส้นรอบวงสีเหลือง หอยเบี้ยที่พบในภาคเหนือในยุคสมัยราชวงศ์มังราย ลักษณะเป็นหอยเบี้ยหลังตัดเช่นเดียวกับที่พบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ผิวที่เคลือบมันหรือมีสีสันเหลือเพียงเนื้อเปลือกหอยสีขาว ทำให้ไม่ทราบชนิดของหอยเบี้ย ฝังไว้ในไหจากกลุ่มเตาล้านนา (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗) พบที่บ้านนาขาม อยู่ทางทิศเหนือของบ่อลิกไนต์ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งใช้เป็นเงินตราที่ถูกฝังเก็บไว้แน่นอน (กองโบราณคดี ๒๕๓๑) ร่องรอยในภาษาไทยที่กล่าวถึงเบี้ย แสดงนัยะว่าเป็นเงินตรามาตั้งแต่โบราณ เช่นคำว่า เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เบี้ยทำขวัญ ดอกเบี้ย เบี้ยเลี้ยง เบี้ยน้อยหอยน้อย เบี้ยหัวแตก เป็นต้น ในอักขราภิธาน ศรับท์ ของหมดบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๖ เบี้ยแปดร้อยตัวเป็นหนึ่งเฟื้อง ทั้งเสนอว่า คำว่า ”เบี้ย” น่าจะมาจาก ”รูเปีย” ที่เป็นหน่วยการนับเงินในอินเดีย มีการใช้หอยเบี้ยพันธุ์ต่าง ๆ โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น เบี้ยแก้ (ผิวดำมันเนื้อหนามีลายจุด) เบี้ยจั่น (รูปร่างแบน ด้านหลังมีเม็ดทั้งซ้ายและขวา) เบี้ยไท (สีเส้นสีเหลืองเป็นวงบนหลัง) เบี้ยตุ้ม (เป็นเบี้ยตัวสั้นๆ สำหรับใช้เล่นกำถั่ว) เบี้ยโป่ง (เบี้ยขนาดใหญ่เท่ากำมือเด็ก มีลายเป็นกระจุก) เบี้ยผู้ (มีเส้นเหลืองเป็นวงรอบผิวสีขาวเลื่อม) เบี้ยหมู (รูปร่างยาวสีเขียวไม่มีเส้นสีเหลืองที่หลัง) เบี้ยฝอย (คือเบี้ยเล็กเบี้ยน้อยสารพัดชนิดปนกันอยู่) (แบรดเลย์ ๒๕๑๔) ปัจจุบันในบางท้องถิ่น ยังมีความเชื่อว่าให้ใส่หอยเบี้ยรวมกับขี้ผึ้งเก็บไว้ในหม้อขนาดเล็ก ๆ เรียกว่า “หม้อตายอดตายาย” สำหรับหญิงสาวที่ออกเรือนและมีลูกคนแรก จะต้องมีการตั้งหม้อของตนเองประจำไว้ในบ้าน และนำมาทำความสะอาดด้วยเครื่องหอมทุกตรุษสงกรานต์ (บ้านเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์) ส่วนบางแห่งใช้หอยเบี้ยแขวนคอให้เด็กเล็กๆ เสมือนเป็นเครื่องรางที่เชื่อว่าป้องกันฟันผุได้ หอยเบี้ยในแง่มุมของการเป็นเครื่องรางหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ มีการกล่าวถึงไม่มากนัก และเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า การใช้หอยเบี้ยในดินแดนประเทศไทยปรากฏเริ่มแรกในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงยุคโลหะราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว อาจใช้เป็นเครื่องประดับมากกว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เรายังไม่สามารถหาข้อยุติที่แน่ชัดเกี่ยวกับร่องรอยการค้าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบในแง่มุมเหล่านี้ การปรากฏของหอยเบี้ยสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีอยู่น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับหอยทะเลที่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับ (ซึ่งอาจรวมถึงการมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนด้วย) หอยเบี้ยยังไม่เป็นของสำคัญในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคการเป็นบ้านเป็นเมืองในสมัยทวารวดี เราก็ยังไม่พบว่ามีการใช้หอยเบี้ยแทนเงินตรา และแทบจะไม่พบหอยเบี้ยในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีเลย แต่มีการพบเหรียญเงินที่ทำจากโลหะเงินและโลหะผสมทั้งแบบที่มีตราประทับและแบบที่เป็นแผ่นเงินเรียบ ๆ ขนาดเล็ก ๆ ฝังอยู่ในหม้อไห ซึ่งแน่ใจได้ว่าเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน หอยเบี้ยที่ใช้แทนเงินตราปรากฏชัดว่าเป็นสื่อที่นำมาใช้กันทั่วไปเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ทั้งในเขตล้านนา และในภาคกลาง และเขตคาบสมุทรสมัยอยุธยา หอยเบี้ยเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ว่านำมาจากหมู่เกาะมัลดีฟในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ และมีการใช้เป็นเงินตราอยู่ทั่วไปในภูมิภาคนี้ แม้จะมีเงินเหรียญหรือเงินตราที่ทำจากโลหะประเภทต่าง ๆ อยู่ก็ตาม เงินเบี้ยเหล่านี้ใช้กันสืบเนื่องมาจนเมื่อราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังปรากฏว่ามีมูลค่าอยู่ หอยเบี้ยเป็นสิ่งของสากล มีช่วงการใช้ที่ยาวนานนับพันปีในท้องที่เกือบทั่วโลก และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้า เพราะเป็นของหายากจากแดนไกล นิยมใช้เริ่มแรกโดยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของตั้งแต่ก่อนมีการนำโลหะมาใช้แทนเงินตรา จนเมื่อมีเหรียญกษาปณ์ใช้แล้ว หอยเบี้ยก็ยังมีหน้าที่ใช้งานอยู่ ระยะเวลาของการใช้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ หอยเบี้ยจึงนับเป็นเงินตราจากท้องทะเลที่เป็นสากลในโลกสมัยโบราณโดยแท้ บรรณานุกรม กองโบราณคดี. เหมืองแม่เมาะ ออบหลวง บ้านยางทองใต้. ฝ่ายวิชาการ กรมศิลปากร ,๒๕๓๑ แบรดเลย์,แดนบีช.ดร. อักขราภิธานศรับท์. โรงพิมพ์คุรุสภา กรุงเทพฯ ๒๕๑๔ พิมาน แจ่มจรัส. ชุมชนุจดหมายเหตุฝรั่งในเมืองไทย, สำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา, ๒๕๑๐ สุรพล นาถะพินธุ. วัฒนธรรมสมัยโบราณที่บ้านใหม่ชัยมงคลและข้อคิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย. สังคมและวัฒนธรรมจันเสน เมืองแรกเริ่ม ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์ ๒๕๓๙ Ciarla, Roberto. The Thai-Italian Lopburi region archaeology project : preliminary results. Souyheast Asian Archaeology 1990 . Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992 Edward, Amy. Molluscs and man. http//museum.nhm.uga.edu/gssc/newsletr/jun97.html Francis, Peter.Jr. Two bead strands from Andhra Pradesh, India . Asian Perspectives Vol.29 no.1, 1990 Higam, Charles. The Bronze Age of Southeast Asia . Cambridge University Press,1996 Pirazzoli-t’Serstevens, Michele. Cowry and Chinese copper cash as prestige good in Dian . Souyheast Asian Archaeology 1990 . Centre for South East Asian Studies, University of Hull, Great Britain ,1992 Quiggin, Alison Hingston. A survay of Primitive Money.Methuen, London.1979
- โบราณคดีเหนือบึงบอระเพ็ด
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2543 บริเวณเหนือบึงบอระเพ็ดเป็นที่ลุ่มต่ำ มีลำน้ำหลายสายและเต็มไปด้วยเส้นทางน้ำเก่าที่เป็นกุดน้ำหรือบึงน้ำรูปแอกวัวซึ่งเกิดจากลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง ในบริเวณนี้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือต่างๆ เช่น พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย สวรรคโลก เป็นต้น อาชีพของชาวบ้านนอกจากการทำประมงแล้ว การทำนาปลูกข้าวมักได้รับความเสียหายอยู่เสมอ ทำให้มีการอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่หนาแน่นเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีชุมชนโบราณอยู่อาศัยอย่างชัดเจน แต่ก็พบโบราณวัตถุและโบราณสถานที่มีความสำคัญแก่การกล่าวถึง ได้แก่ บริเวณที่ตั้งของวัดเกยไชยเหนือ ปากน้ำเกยไชย บริเวณที่สบกันของแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ธรรมจักรแห่งเสาหิน สมัยทวารวดีที่วัดท่าไม้ ชาวประมงไปพบธรรมจักรพร้อมเสาจมอยู่ในท้องน้ำที่คุ้งน้ำอันคดโค้งของแม่น้ำยม แล้วนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าไม้ ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ วัดท่าไม้อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม อยู่เหนือปากน้ำเกยไชยที่แม่น้ำยมมาสบกับแม่น้ำน่านราว ๕ กิโลเมตรโดยประมาณ เวลาที่พบแน่นอนไม่สามารถสืบทราบได้ แต่คงไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ธรรมจักรศิลาเป็นศิลปะสมัยทวารวดี มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๔๐ นิ้ว วงล้อทำเป็นแผ่นทึบ วิวัฒนาการของลวดลายสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๓ (พิริยะ ไกรฤกษ์ ๒๕๒๘) ส่วนเสาเป็นเสาแปดเหลี่ยม ไม่มีจารึกแต่อย่างใด การพบธรรมจักรในท้องน้ำของแม่น้ำยมนับเป็นเรื่องแปลก เพราะไม่พบว่ามีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่ในเขตที่ลุ่มน้ำท่วมนี้ อาจสันนิษฐานได้หลายทาง เช่น มีการนำขึ้นเรือมาในเวลาร่วมสมัยกับการสร้างธรรมจักรนั้น หรืออาจนำมาภายหลังในฐานะที่เป็นโบราณวัตถุ บริเวณนครสวรรค์ มีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่หลายแห่ง แต่มักมีหลักแหล่งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาหรือที่ราบลอนลูกคลื่นซึ่งเป็นที่ดอน เช่น ทางด้านทิศเหนือขึ้นไปแถวบ้านคลองเดื่อและทับคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนสมัยทวารวดีที่ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว ทางตะวันออกคือ “เมืองดอยคา” บริเวณที่ราบลอนลูกคลื่นต่อเนื่องกับเขตเพชรบูรณ์ ในอำเภอท่าตะโก ทางด้านใต้มี “เมืองบน” ที่โคกไม้เดน ในอำเภอพยุหะคีรี และ “เมืองทัพชุมพล” ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกทางด้านตะวันออกที่ดงแม่นางเมืองใกล้แม่น้ำปิง อำเภอบรรพตพิสัย การขนส่งทางน้ำบริเวณนี้ก็อาจเป็นเรื่องที่ทำได้เพราะมีชุมชนสมัยทวารวดีรายรอบพื้นที่ลุ่มแห่งนี้ในรัศมีที่สามารถเดินทางถึงอยู่ทุกด้าน ใบเสมาที่วัดเกยไชยเหนือ ปรากฏชื่อเกยไชยในแผนที่ยุทธศาสตร์ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในระหว่างเส้นทางน้ำที่แยกออกจากนครสวรรค์ต่อเนื่องขึ้นไปถึงปากพิง เมืองพิจิตร และท่าฬ่อ ทำให้ทราบว่าเส้นทางน้ำแถบแควใหญ่หรือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เป็นเส้นทางสำคัญที่จะขึ้นไปรับศึกทางหัวเมืองฝ่ายเหนือในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ เกยไชยยังมีชื่อในเรื่องที่มีจระเข้ดุร้ายตามเรื่องเล่าภายในท้องถิ่นและเป็นที่รับรู้กันทั่วไป คือเรื่องของไอ้ด่างเกยไชย เล่ากันว่า ที่เกยไชยมีวังตะกอนหรือปากแม่น้ำที่มีความลึกมาก มีจระเข้ชุกชุม เรียกกันว่าวังไอ้เข้ ชาวบ้าจะลงอาบน้ำแต่ละครั้งต้องเอาไม้ปักทำรั้วเพื่อป้องกันจระเข้ จระเข้ชื่อดังตัวหนึ่งคือไอ้ด่างเกยไชย ผู้เดินทางไปมาหรือพวกหาปลาจะถูกไอ้ด่างอาละวาดเป็นประจำ เล่ากันว่ามีคนขี้เมาคนหนึ่งใช้เรือท้องแหลม (ชาวจีนเรียกว่าเรือไหหลำ) บรรทุกข้าวมาท้าทาย ไอ้ด่างหนุนเรือข้าวจนเรือคว่ำ แต่คนขี้เมาใช้หอกแทงจนเป็นแผลตามตัวมากมาย ไอ้ด่างทนไม่ได้จึงเอาหัวมาเกยหาดหน้าวังตะกอนแล้วถูกยิงซ้ำจนตาย ชาวบ้านทำการผ่าท้องไอ้ด่าง พบของมีค่ามากมาย จึงเอาหัวไอ้ด่างไปไว้ที่ศาลเจ้าพ่อจุ๊ยที่ตั้งอยู่ตรงวังตะกอนบริเวณปากน้ำ ชาวเกยไชยนับถือกันมาก ลวดลายที่กึ่งกลางใบเสมาที่วัดเกยไชเหนือ สอบถามจากผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการลวดลายแล้ว ให้อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ วัดเกยไชยเหนือ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่าพระเจ้าเสือได้ยกขบวนประกอบด้วยช่างฝีมือจำนวนมากจะไปสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง โดยเสด็จทางชลมารค ขบวนเรือไม่สามารถไปได้ เพราะเรือเกยน้ำตื้นของแม่น้ำยม ส่วนแม่น้ำน่านในสมัยนั้นก็เป็นเพียงลำคลองเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า คลองเรียง จึงได้สั่งพักพลริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน แล้วให้ไพร่พลสร้างพระเจดีย์และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ องค์พระเจดีย์ ประชาชนจึงเรียกพระเจดีย์นี้ว่าพระบรมธาตุ จึงเรียกชื่อวัดนี้ตามชื่อของเจดีย์ว่า “วัดบรมธาตุ” ภายในวัดพระบรมธาตุ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เจดีย์พระบรมธาตุซึ่งได้รับการซ่อมแซมอยู่ตลอดมา และใบเสมาทำจากหินชนวนปักไว้โดยรอบพระอุโบสถ นับว่าเป็นร่องรอยทางศิลปกรรมที่สำคัญเมื่อพิจารณาจากลวดลายที่อยู่กึ่งกลางเสมา ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ให้ความเห็นว่า เป็นลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะและยังไม่มีระเบียบแบบแผนที่สมดุล แต่ละใบมีการใส่ลวดลายที่ไม่เหมือนกัน เช่นลายเทพนมเหนือดอกบัว ลายกนกผสมกับลายพันธุ์พฤกษาที่ได้รับอิทธิพลจากลวดลายจีนซึ่งพบมากในศิลปะล้านนา อีกทั้งมีความคล้ายคลึงกับลวดลายบนลายสลักหินที่พบจากใต้ฐานชุกชีวิหารหลวงวัดมหาธาตุอยุธยา หากใช้การประมาณอายุด้วยวิธีพิจารณาจากวิวัฒนาการลวดลาย กลุ่มลายเหล่านี้น่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ในโบสถ์วัดเกยไชยเหนือมีการเก็บรักษาโบราณวัตถุ บางส่วนได้จากบริเวณวัดและท้องน้ำหน้าวัด เป็นพวกเครื่องถ้วยจีนและไทยสมัยอยุธยาทั้งสิ้น โบราณสถานที่พันลาน บริเวณบ้านพันลานพบโบราณสถานที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ในบริเวณสำนักสงฆ์เป็นพระปรางค์ ห่างจากริมแม่น้ำน่านหรือแควใหญ่มาทางฝั่งตะวันออกราว ๕๐๐ เมตร ก่อนถึงวัดพันลานเล็กน้อย และต่ำกว่าปากน้ำเกยไชยราว ๗-๘ กิโลเมตร ตัวโบราณสถานจากสภาพเท่าที่เห็น ฐานที่น่าจะเป็นตัวปรางค์หรือเจดีย์ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นฐานเขียงที่ไม่มีการลดชั้นหรือย่อมุม ต่อด้วยอาคารก่ออิฐซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการก่ออิฐปิดต่อกับตัวฐานเจดีย์หรือปรางค์ มีการขุดฐานอาคารบริเวณนี้พบว่าเป็นการก่อปิดเชื่อมต่อกันภายหลัง ส่วนด้านบนของเจดีย์หรือปรางค์มีการขุดกรุภายใน ทำให้เห็นว่าฐานเดิมก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่แล้ว จึงมีการก่ออิฐปิดในภายหลัง นับว่าเป็นรูปแบบอาคารที่แปลกและสันนิษฐานรูปแบบและการใช้งานได้ยาก นอกจากจะทำการขุดแต่งศึกษากันอย่างจริงจัง พบโบราณวัตถุที่ได้จากกรุอาคารด้านในที่ทำจากศิลาแลงคือพระพุทธรูปที่เป็นพระพิมพ์ และชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่ตกอยู่ภายนอกโบราณสถานคือ ปรางค์จำลองทำจากหินทราย ส่วนใหญ่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่สถานพระนารายณ์ จังหวัดนครราชสีมา และพบที่ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน และพบที่วัดหนองปรือ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และที่กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น ปรางค์จำลองเป็นส่วนที่ใช้ประดับสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมหินทรายสลักลวดลายคล้ายเป็นชิ้นส่วนของทับหลัง ชิ้นส่วนกลีบบัว เป็นตัน และยังได้พบเศษเครื่องถ้วยที่เป็นเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและสุโขทัยด้วย ศาสนสถานที่พันลาน ในบริเวณสำนักสงฆ์เนินพระปรางค์ บ้านพันลาน อำเภอชุมแสง บริเวณบ้านพันลานสามารถติดต่อกับชุมชนสมัยทวารวดีและลพบุรี เช่นที่ดอนคา ทางพื้นที่ในเขตอำเภอท่าตะโกตลอดจนถึงไพศาลี และชุมชนในเขตลพบุรีและเพชรบูรณ์ ซึ่งติดต่อกับแอ่งอีสานได้ การที่พบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมในศิลปะที่มีอิทธิพลของขอมในบริเวณนี้จึงยืนยันถึงการติดต่อระหว่างภูมิภาคในเขตภาคกลางและในภาคอีสาน สำหรับช่วงเวลาการติดต่อนั้น น่าจะนำมาจากแหล่งที่อีสานหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นไป และน่าจะร่วมสมัยกับชุมชนในสมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยาตอนต้น เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทั้งหลาย บรรณานุกรม พิริยะ ไกรฤกษ์. “ศิลปะโบราณวัตถุพบที่จังหวัดนครสวรรค์ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙” ใน นครสวรรค์: รัฐกึ่งกลาง. สุภรณ์ โอเจริญ บรรณาธิการ, กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘ วิเชียร อชิโนบุญวัฒน์. ภูมินามจังหวัดนครสวรรค์, นครสวรรค์: สวรรค์วิถีการพิมพ์, ๒๕๓๖.









