พบผลการค้นหา 239 รายการ
- ตลาดน้ำ ความต้องการของคนใน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2551 บริเวณโดยรอบตลาดน้ำตลิ่งชัน ริมคลองชักพระ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ยากนักที่จะเกิดตลาดน้ำขึ้นในท้องถิ่นหนึ่งๆ แต่ยากยิ่งกว่าถ้าตลาดน้ำนั้นดำรงอยู่อย่างมั่นคงและยาวนาน… ตลอดปี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังตลาดน้ำหลายแห่งที่มีขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และละแวกจังหวัดใกล้เคียง จึงเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า ความสามัคคีและความเข้าใจในท้องถิ่นย่อมผลักดันให้ “ตลาดน้ำ” ยังคงอยู่ ตลาดน้ำในไทย ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคกลางที่มีแม่น้ำลำคลองมาบรรจบกัน ถือเป็นวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมน้ำและเปรียบเสมือนสายใยให้ผู้คนในพื้นที่และชุมชนที่อยู่ห่างไกลได้มาแลกเปลี่ยนผลิตผลการเกษตรตามฤดูกาล โดยอาศัยเรือเป็นพาหนะ จากข้างต้นสภาพภูมินิเวศในเขตกรุงเทพมหานคร ตลอดจนพื้นที่ใกล้เคียงที่มีลำคลองหลายสายประสานกันอย่างทั่วถึงในอดีต ทำให้เกิดตลาดน้ำขึ้น เช่นที่เขตตลิ่งชัน เมื่อวันวานบริเวณปากคลองบางระมาดได้มีตลาดน้ำเกิดขึ้น แต่เลิกราไปราว ๔๐ ปีมาแล้ว เนื่องจากการคมนาคมทางบกเป็นเหตุ หากย้อนกลับมาดูในปัจจุบัน ผู้คนต่างโหยหาอดีตและวิถีชีวิตแบบเก่า ๆ กอปรกับการสนับสนุนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงคนในพื้นที่ ตลาดน้ำในเขตตลิ่งชันจึงกลับมาเติมเต็มให้ชาวกรุงอีกครั้ง ปัจจุบันในเขตตลิ่งชันมีการเกิดขึ้นของตลาดน้ำ ๓ แห่งด้วยกัน คือ ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม และตลาดน้ำวัดสะพาน ซึ่งแต่ละที่ต่างมีที่มาและการดำเนินงานที่ต่างกัน ตามสภาพนิเวศและความต้องการของคนใน ตลาดน้ำตลิ่งชัน : ความร่วมมือและต้องการที่ไม่บางเบา ตลาดน้ำตลิ่งชัน ริมคลองชักพระ ถูกตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ตามนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยตามนโยบายของรัฐ ขณะเดียวกัน สภาพพื้นที่ของตลิ่งชันที่มีแม่น้ำลำคลองเชื่อมหลายสาย การเกิดขึ้นของเรือสินค้าที่จะนำผลิตผลมาค้าขายจึงไม่ใช่เรื่องยาก จุดเริ่มแรกของตลาดน้ำแห่งนี้ เริ่มจากแพไม้ไผ่หรือแพลูกบวบ พื้นแพปูด้วยไม้กระดานเรียงเชื่อมกันจำนวน ๕ แพ พ่อค้าแม่ขายพายเรือรอบโป๊ะ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและซื้อสินค้าบนแพ ส่วนพื้นที่ถนนหน้าสำนักงานเขตยังถูกจัดให้วางสินค้าจำหน่ายสำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเรืออย่างเป็นระเบียบ ต่อมาชาวบ้านที่มาค้าขายได้รวมตัวกันสร้างแพเพิ่มขึ้น จากอดีตที่เริ่มก่อตั้งจนปัจจุบัน ตลาดน้ำตลิ่งชันประสบปัญหาต่าง ๆ นานาตามสภาวะสังคมและคนที่เข้ามาดูแลตลาดน้ำ กระทั่งปี ๒๕๔๑ ผู้บริหารสำนักงานเขตเห็นว่า ตลาดน้ำเป็นของคนตลิ่งชัน ชาวบ้านที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าควรมีส่วนในการดูแลรักษาและพัฒนามากกว่า และทางสำนักงานเขตไม่มีงบประมาณที่จะมาสนับสนุน จึงเกิดการรวมกลุ่มเป็น “ประชาคมตลาดน้ำตลิ่งชัน” เพื่อดูแลและรักษาความเรียบร้อยเรื่อยมา ในปี ๒๕๔๑-๒๕๔๒ เป็นปี Amazing Thailand ทางกลุ่มตลาดน้ำจึงขยายความสำคัญของตลาดน้ำที่ไม่ใช่แค่เพื่อทำการซื้อขายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสถึงธรรมชาติแบบสวน และยังเข้าใจวิถีชีวิตของคนริมคลอง จึงเกิดกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำที่เรียกว่า “ตลิ่งชันทัวร์” ขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปี ตลาดน้ำตลิ่งชันสามารถดำรงอยู่ได้ ปัจจัยสำคัญหนึ่งก็คือ ความสามัคคีของพ่อค้าแม่ขายที่ต้องการให้ตลาดเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่ไม่ทำลายความเป็นนิเวศต่าง ๆ ทั้งของตลาดน้ำและท้องถิ่นตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม : ท้องถิ่นแห่งการเรียนรู้ ตลาดน้ำคลองลัดมะยมก่อตั้งเป็นเวลาเพียง ๔ ปี โดยความพยายามของลุงชวน ชูจันทร์ ผู้นำชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถและมีบทบาทในเชิงอนุรักษ์ท้องถิ่น กับชาวบ้านคลองลัดมะยม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นชีวิตของแม่น้ำคูคลอง ทั้งยังต้องการให้ตลาดน้ำเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าของคนบ้านสวน และที่สำคัญเพื่อให้ชุมชนได้หวนกลับมามีกิจกรรมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นลัดมะยมต่อไป ตลาดน้ำคลองลัดมะยมเดิมอยู่ที่ด้านใต้ของถนนบางระมาด ก่อตั้งในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ได้ย้ายมาอยู่ทางด้านเหนือของถนนบางระมาดแทน แต่ยังติดคลองลัดมะยมเช่นเดิม ซึ่งอยู่ในบริเวณสวนดั้งเดิมของนายบุญช่วย ปานพรหม ที่ยังยืนหยัดรักษาสวนไม่ยอมขาย แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์เพื่อท้องถิ่นแทน ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมเป็นตลาดของชาวบ้านอย่างแท้จริง ชาวบ้านจะนำสินค้ามาจำหน่ายมากมายหลายประเภท ทั้งขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ขนมเบื้องญวน กุยช่าย ข้าวเกรียบปากหม้อ ฯลฯ หรือจะเป็นผลผลิตจากสวนที่มีในชุมชน เช่น ผักผลไม้ปลอดสารพิษ มีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหากันอย่างมาก และที่ขาดไม่ได้คือไอศกรีมโบราณที่ขึ้นชื่อนัก นอกจากนี้บริเวณข้างตลาดคลองลัดมะยมยังมี “สวนเจียมตน” เป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานซึ่งใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ ภายในสวนมีเรือพายให้นักท่องเที่ยวได้ลองพายเล่น ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนและหาอ่านหนังสือต่าง ๆ ได้ที่นี่ เพราะในสวนเจียมตนแห่งนี้มีทั้งศาลาอเนกประสงค์ ห้องสมุด ที่สามารถจัดเสวนาและอบรมความรู้สู่ชุมชนและสาธารณชนต่อไปได้ ตรงข้ามกับตลาดน้ำคลองลัดมะยมมี “บ้านหัตถกรรม พิพิธภัณฑ์เรือจำลอง” ของคุณสุรชัย รุณบุญรอด ผู้มีความสามารถ รอบรู้ เชี่ยวชาญการทำเรือจำลองขนาดเล็ก มีการจัดห้องแสดงรูปเรือแบบต่าง ๆ และอุปกรณ์วิถีชีวิตแบบชาวคลองชาวสวน ให้ความรู้ทั้งชาวบ้านและผู้เยี่ยมชมได้อย่างดี สวนเจียมตน ส่วนหนึ่งของพื้นที่การเรียนรู้ท้องถิ่น ไม่เพียงเท่านี้ ที่ตลาดน้ำแห่งนี้ยังมีการทัศนาจรเรียนรู้วิถีชีวิตสังคมลุ่มน้ำลำคลองอีกด้วย โดย “มะยมทัวร์” ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวทางน้ำแบบสบาย ๆ ด้วยเรือขนาด ๕-๑๐ คน ทางด้านเส้นทางมีให้เลือกหลายเส้นทางทั้งเที่ยวชมตามคลองและสวน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นพูนบำเพ็ญ บ้านพิพิธภัณฑ์ของคุณอเนก นาวิกมูล สวนผลไม้และไม้ดัดย่านทวีวัฒนา โดยมีลุงเสริฐและลุงชวนเป็นทั้งผู้ขับเรือและมัคคุเทศก์ที่ให้ข้อมูลชุมชนได้ดีที่สุด ปัจจุบันลุงชวนและชาวบ้านได้เริ่มกันทำโครงการ Home Stay ขึ้น เพื่อต้องการให้ตลาดและพื้นที่คลองลัดมะยมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้วิถีชีวิตและท้องถิ่นลุ่มน้ำลำคลองอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างให้ความร่วมมือและสนับสนุนกันอย่างดียิ่ง ตลาดน้ำวัดสะพาน : ความต้องการจากคนนอกถึงคนใน เมื่อประมาณปี ๒๕๔๘ บริเวณวัดสะพานหรือวัดตะพาน ริมคลองบางน้อย วัดที่สำคัญแห่งหนึ่งในเขตตลิ่งชัน เนื่องด้วยเป็นวัดโบราณ มีพระพุทธรูปหินทรายอายุประมาณปลายอยุธยาเป็นจำนวนมาก วิหารขนาดเก้าห้องภายในประดิษฐาน หลวงพ่อดำ หลวงพ่อกลาง และหลวงพ่อโต ได้มีการตั้งตลาดน้ำขึ้นชื่อว่า ตลาดน้ำวัดสะพาน ตลาดน้ำแห่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกจากความคิดที่ต้องการพัฒนาชุมชนของนายตำรวจผู้หนึ่งที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ ทั้งต้องการที่จะเห็นบริเวณโดยรอบของชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดน้ำ จึงร่วมมือกับชาวบ้านจัดตั้งตลาดน้ำขึ้น พร้อมทั้งขออนุญาตจากทางวัดสะพาน เพราะต้องการที่จะจัดสร้างตลาดน้ำภายในวัด ริมคลองบางน้อย ที่ตั้งของตลาดน้ำแห่งนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเท่านั้น วัดสะพานยังเกิดรายได้จากจุดนี้ด้วย กล่าวคือ วัดเกิดรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวเข้ามาทำบุญและนมัสการหลวงพ่อดำ หลวงพ่อกลางและหลวงพ่อโตนั่นเอง การเกิดขึ้นของตลาดน้ำในช่วง ๓ ปีแรกดำเนินไปได้ด้วยดี ชาวบ้านผู้ขายให้ความร่วมมือดี หากแต่สินค้าที่นำมาขายไม่ใช่สินค้าในพื้นที่และมีจำนวนน้อย ในทุกครั้งที่มีการค้าขายตลาดวัดสะพานจึงวายอย่างรวดเร็ว กระทั่งเดือนเมษายน ๒๕๕๑ ตลาดน้ำวัดสะพานปิดตัวลงชั่วคราว เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องการขึ้นค่าเช่า แต่สุดท้ายตลาดน้ำดังกล่าวก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมซื้อสินค้าบริเวณริมคลองบางน้อย และนมัสการพระสำคัญในวัดสะพาน ปัจจุบันตลาดน้ำดังกล่าวได้มีแกนนำของชุมชนมาดูแลจัดการตลาดสานต่อความคิดและความต้องการของนายตำรวจที่ริเริ่มขึ้น โดยมีวัดเป็นผู้ให้การสนับสนุน ตลาดน้ำแห่งนี้หากชาวบ้านไม่เห็นด้วยและไม่มีความสามัคคีในกลุ่มชุมชน เชื่อแน่ว่าตลาดคงปิดตัวลงอย่างถาวร เพราะจุดเริ่มต้นของที่นี่มาจากคนนอกพื้นที่นั่นเอง ทั้ง ๓ ตลาดที่กล่าวมาล้วนอยู่ในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ทั้งนี้ตลาดน้ำในจังหวัดใกล้เคียงก็มีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ เช่น บรรยากาศตลาดน้ำวัดสะพาน ริมคลองบางน้อย ตลาดน้ำท่าค้า : การคงอยู่อย่างมั่นคง ที่จ.สมุทรสงครามไม่ได้ขึ้นชื่อเฉพาะตลาดน้ำที่อัมพวาเท่านั้น แต่ที่บ้านท่าคา ต.ท่าคา อ.อัมพวา เรายังคงเห็นวิถีชีวิตการค้าริมน้ำแบบเก่าที่มีเสน่ห์อีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ ตลาดน้ำท่าคา การกำเนิดของตลาดน้ำท่าคานั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.ใด แต่จากหลักฐานส่วนใหญ่ที่สันนิษฐานตาม ๆ กันระบุว่าตลาดแห่งนี้ถือกำเนิดมา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว แต่เดิมตลาดน้ำท่าคาเป็นตลาดบก ชาวบ้านนัดขายของกันที่สันเขื่อน หมู่ ๕ ใกล้ปากอ่าว สมัยนั้นชาวเรือกับชาวสวนจะนำของมาขายแลกเปลี่ยนกัน ชาวเรือก็มีพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนชาวสวนก็เป็นพวกผักผลไม้ เมื่อเริ่มเป็นตลาดขึ้นมาก็มีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าอื่น ๆ มาขายด้วย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่จุดขายของที่เป็นสันเขื่อนนั้นขึ้น-ลงลำบาก เมื่อสถานที่ค้าขายไม่สะดวก คนสมัยนั้นก็เลยเปลี่ยนมาซื้อขายกันในน้ำแทน เกิดเป็นตลาดน้ำขึ้น แล้วก็มีการเปลี่ยนสถานที่ขายร่นเข้ามาเรื่อย ๆ จากปากอ่าวมาจนถึงสถานที่ปัจจุบัน สีสันและการดึงดูดนักท่องเที่ยวคงจะเป็นเรื่องนัดที่ไม่ธรรมดา กล่าวคือ พ่อค้าแม่ค้าไม่ได้นัดกันตามปฏิทินหรือวัดหยุดราชการ แต่จะนัดกันตามข้างขึ้นข้างแรมแบบโบราณ คือมีเฉพาะขึ้นและแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำ และ ๑๒ ค่ำ หรือประมาณทุกๆ ๕ วัน ชาวบ้านจะเริ่มขายของประมาณ ๐๗.๐๐-๑๒.๐๐ น. เท่านั้น สิ่งดึงดูดในตลาดน้ำท่าคาอีกอย่างหนึ่ง คงจะเป็นรอยยิ้มของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ค่อนข้างสูงวัยแทบทุกคน พวกเขาพายเรือค้าขายเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยหนุ่มสาวแล้ว และสินค้าที่นำมาขายก็จะเป็นของที่มีในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร ขนม ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสินค้าแปรรูปจากมะพร้าว เพราะที่ท่าคามีการปลูกมะพร้าวเป็นจำนวนมาก จึงนำมาทำเป็นสินค้าหลากชนิด ทั้งไอศกรีม น้ำตาลมะพร้าว ฯลฯ หากเราไปเที่ยวตลาดน้ำท่าคายังสามารถแวะชมแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย โดยการนั่งเรือพายชมคลองและธรรมชาติ ชมเรือกสวนนานาชนิด บ้านเรือนไทยแบบเก่า หรือจะแวะชมการทำน้ำตาลมะพร้าว ศาลเจ้าโรงเจ หรือแม้กระทั่งบ้านหมื่นปฏิคมคุณวัติหรือกำนันจัน ซึ่งพระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จเยือนเมื่อคราวเสด็จประพาสต้น พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นต้น ซึ่งสภาพนิเวศเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดการเป็นตลาดน้ำท่าคาที่สมบูรณ์แบบทั้งสิ้น การนัดของตลาดน้ำท่าคายังคงความเป็นอมตะไม่เสื่อมคลาย ส่วนที่ไม่คงความอมตะก็คือสภาพพื้นที่ของชุมชนที่หลังจากมีการตัดถนนผ่านในราวปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ตลาดน้ำท่าคาที่เคยคึกคักก็เริ่มซบเซาลง แต่ว่าก็ยังไม่สิ้นลมหายใจ แถมยังยืนหยัดต้านกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม เมื่อชาวบ้านพร้อมที่จะเรียนรู้ท้องถิ่นของตนเอง ความมั่นคงต่าง ๆ ล้วนตามมา ตลาดน้ำก็เช่นกัน หากคนในไม่ต้องการไม่สนใจ ตลาดคงไม่เกิดขึ้นและมีให้เป็นรูปธรรมเช่นนี้ บรรยากาศตลาดน้ำท่าคา เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากราชดำเนินสู่ราษฎรดำเนิน : ความหมายและความทรงจำที่ ถูก เปลี่ยนแปลง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2551 บรรยากาศในงานเสวนาร้านหนังสือริมขอบฟ้า เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดการเสวนา ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า เรื่อง “ราชดำเนิน–ราษฎรดำเนิน: ความหมายและความทรงจำ” โดยมีรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ และอาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เกียรติเป็นวิทยากรนำการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าร่วมเสวนา ท่ามกลางถนนหลากสายในประเทศไทย ถนนสายหนึ่งตั้งอยู่กลางกรุงเทพฯ กลับมีความแตกต่างมากกว่าถนน สายอื่น ๆ ด้วยถนนสายนี้เปรียบเหมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเอาไว้ภายในถนนนั้น “ถนนราชดำเนิน” จาก “สยามเก่า” สู่ “สยามใหม่” ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต พระราชวังใหม่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นที่ประทับแทนพระบรมมหาราชวังที่เริ่มคับแคบ พระราชวังดุสิตยังเปรียบเหมือนกับตัวแทนของความเป็น “สยามใหม่” จากการปฏิรูปการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย เดิมเส้นทางที่ใช้สัญจรระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต ใช้เส้นทางถนนสามเสนต่อถนนจักรพงษ์ และถนนหน้าพระธาตุ ซึ่งคดโค้งไม่ค่อยสะดวก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริตัดถนนขึ้นใหม่เพื่อเชื่อมระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิตโดยตรง จึงมีการตัดถนนราชดำเนิน โดยแบ่งการสร้างออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงแรกถนนราชดำเนินนอกในพ.ศ.๒๔๔๒ ใช้เวลาประมาณ ๒ ปีจึงแล้วเสร็จ ช่วงที่ ๒ ถนนราชดำเนินกลางและราชดำเนินในสร้างเสร็จในพ.ศ.๒๔๔๔ โดยสำเร็จเป็นถนนราชดำเนินตลอดทั้งสายในพ.ศ.๒๔๔๖ ลักษณะของถนนราชดำเนินเชื่อมต่อระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิตเช่นนี้ ในแง่ของสัญญะ ถนนราชดำเนินจึงเปรียบดังทางเชื่อมระหว่าง “สยามเก่า” กับ “สยามใหม่” ในประเด็นดังกล่าวนี้อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ให้ข้อเสนอไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถนนราชดำเนินคือสัญลักษณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ “สยามเก่า” คือพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับพื้นที่ “สยามใหม่” คือ พระราชวังดุสิตและวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ซึ่งเป็นการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงอุดมคติทางการเมืองแบบจักรพรรดิราชมาสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์ประกอบที่แวดล้อมถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นสะพาน พระราชวัง และตำหนักที่สร้างขึ้นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก คือภาพสะท้อนของพระราชอำนาจสมัยใหม่ และศูนย์กลางจักรวาลสมัยใหม่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ” ถนนราชดำเนินยังได้มีการวางสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ที่โดดเด่น คือ พระบรมรูปทรงม้า และพระที่นั่งอนันตสมาคม ประกอบกับรูปแบบของถนนราชดำเนินนอกและราชดำเนินกลางที่สร้างขึ้นภายใต้รูปแบบถนนที่เรียกว่า “Avenue” คือบนถนนมีเกาะกลางแบ่งถนนสองด้าน ถนนส่วนกลางกว้างด้านละประมาณ ๕ ช่องทาง ถัดมามีเกาะกั้นแบ่งถนนออกอีก ๒ ช่องทาง ทั้งสองข้างทางเป็นบาทวิถี ปลูกต้นไม้คือต้นมะฮอกกานีบนถนนราชดำเนินกลางและต้นมะขามบนถนนราชดำเนินนอก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ของสยามและความยิ่งใหญ่ของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเวลานั้นผ่านถนนราชดำเนิน จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย ความเปลี่ยนแปลงสำคัญบนถนนราชดำเนินเกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้สถาบันกษัตริย์ กลุ่มเชื้อพระวงศ์ กลุ่มขุนนางอาวุโสทั้งหลายต้องถูกยุติอำนาจและจำกัดบทบาทลง โดยมีคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในชื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มอำนาจใหม่เข้ามีอำนาจทางการปกครองแทน คณะราษฎรในฐานะกลุ่มอำนาจใหม่ได้เข้าช่วงชิงและเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของความหมายและความทรงจำของกลุ่มอำนาจเก่า เริ่มด้วยเลือกใช้ลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นสถานที่รวมพลในวันประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งยังได้ปักหมุดเปลี่ยนแปลงการปกครองลงบนพื้นถนนราชดำเนินนอก บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้า และด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยเฉพาะบริเวณถนนราชดำเนินกลางได้กลายเป็นพื้นที่ที่คณะราษฎรเข้ามาเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จากการรื้อเกาะด้านข้างถนนและต้นมะฮอกกานีเพื่อขยายถนนให้กว้าง สร้างอาคารพาณิชย์ โรงแรม ที่ล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่มีความเรียบง่าย ต่างจากสถาปัตยกรรมสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีลวดลายและรายละเอียดมากมาย สะท้อนถึงความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย การสร้างอาคารพาณิชย์บนถนนราชดำเนินยังเป็นการขัดกับจุดประสงค์เดิมที่แรกสร้างถนนราชดำเนินที่ไม่ต้องการให้มีอาคารร้านค้าใด ๆ “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญที่ถูกวางทับลงบนถนนราชดำเนินกลางเพื่อแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย องค์ประกอบทั้งหมดล้วนแล้วแต่แฝงไว้ซึ่งสัญลักษณ์เกี่ยวข้องกับคณะราษฎร คือ ปีกทั้งสี่ด้านของอนุสาวรีย์และรัศมีของอนุสาวรีย์ มีความสูง-ยาว ๒๔ เมตร หมายถึงวันที่ ๒๔ พานรัฐธรรมนูญตั้งอยู่สูงจากฐาน ๓ เมตร คือ เดือน ๓ หรือเดือนมิถุนายน (ตามปฏิทินไทยซึ่งนับวันที่ ๑ เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่) ปืนใหญ่ที่ฝังอยู่รอบอนุสาวรีย์มีจำนวน ๗๕ กระบอก คือ พ.ศ. ๒๔๗๕ พระขรรค์ทั้ง ๖ เล่มที่บานประตู (ซุ้มฐานพานรัฐธรรมนูญ) คือหลัก ๖ ประการของคณะราษฎรที่ประกาศในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินนอก นอกจากนั้นเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ในสมัยต่อมาก็ล้วนแล้วแต่ช่วยขับให้ภาพของถนนราชดำเนินในฐานะ “ถนนแห่งประชาธิปไตย” ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของบรรดานิสิตนักศึกษาเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยจากรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร จากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่เหล่านิสิตนักศึกษาเดินขบวนจากธรรมศาสตร์ไปบนถนนราชดำเนิน กระทั่งถูกทหารเข้าปราบปรามจนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก หรืออีกครั้งจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประชาชนประท้วงขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตแกนนำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความรุนแรง ยิ่งเสริมภาพถนนราชดำเนินในฐานะถนนแห่งประชาธิปไตยให้มีความเด่นชัดขึ้นในความรับรู้ของคนทั่วไป หากเปรียบถนนราชดำเนินเป็นคนเราแล้ว คนผู้นี้คงเป็นผู้อาวุโสที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านกาลเวลามามากว่าร้อยฝนร้อยหนาว แต่ในวันนี้ราชดำเนินกำลังกลายเป็น “ฌองเอลิเซ่” [Champs-Elysées] อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลางที่เกิดขึ้น ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จากแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งโครงการจัดทำแผนแม่บทและพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินและพื้นที่บริเวณต่อเนื่อง พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่ติดตามมา ล้วนเป็นความพยายามของภาครัฐที่ต้องการพัฒนาพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ การดำเนินงานโครงการดังกล่าวนั้นคือการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ให้กับเกาะรัตนโกสินทร์และถนนราชดำเนิน โดยรื้อสิ่งก่อสร้างที่เห็นว่าบดบังภูมิทัศน์สถานที่สำคัญต่าง ๆ บนเกาะรัตนโกสินทร์ ในส่วนของถนนราชดำเนินมีความพยายามย้ายชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณถนนราชดำเนินออกไป เพื่อเปลี่ยนให้ถนนราชดำเนินกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเฉกเช่นถนนฌองเอลิเซ่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทว่าโครงการนี้ถูกแรงต่อต้านจากทั้งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและนักวิชาการหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงให้เกาะรัตนโกสินทร์หรือถนนราชดำเนินกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาพบกับความสวยงามแต่ขาดชีวิตลมหายใจ ด้วยแรงต่อต้านที่เข้ามาอย่างมากมายและต่อเนื่องทำให้โครงการดังกล่าวต้องพักไว้ จนเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนำเอาโครงการดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เหตุใดถนนราชดำเนินจำต้องเดินตามอย่างฌองเอลิเซ่ที่ตั้งอยู่คนละซีกโลก “ถนนราชดำเนิน” จะเป็นถนนราชดำเนินที่มีความหมายสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของการเมืองไทยและระบอบประชาธิปไตยเพียงนี้ไม่ได้หรืออย่างไร ? ปิยชาติ สึงตี อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- “งานบุญหลวง” ที่ด่านซ้าย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2551 งานบุญหลวงที่ด่านซ้ายเป็นการรวมเอา “งานบุญพระเวส” ซึ่งเป็นฮีตเดือน ๔ และ “งานบุญบั้งไฟ” ฮีตเดือน ๖ เข้าด้วยกัน ในช่วงเดือน ๘ ข้างขึ้น เป็นการสร้างศรัทธาและสร้างขวัญกำลังใจให้กับการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกที่จะมีขึ้น งานบุญหลวงซึ่งมีการเล่นผีตาโขนในการแห่บุญพระเหวดหรือบุญพระเวสเป็นการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและความเชื่อของท้องถิ่นเข้าด้วยกัน งานบุญหลวงของอำเภอด่านซ้ายจัดขึ้นที่วัดโพนชัย อันเป็นวัดสำคัญในท้องถิ่น ประเพณีและพิธีกรรมเริ่มตั้งแต่ วันแต่ง เป็นวันที่ชาวบ้านและศรัทธาวัดโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่จะมาแต่งเครื่องธรรม ขัน ๕ ขัน ๘ บายศรีสู่ขวัญ ฯลฯ ส่วนตอนค่ำของวันแต่งผู้เฒ่าผู้แก่จะมานอนที่วัดโพนชัยเพื่อเตรียมเบิกพระอุปคุตที่จะมีขึ้นในช่วงเช้ามืดของ วันโฮม วันที่สองหรือวันโฮม ประมาณตี ๓ พ่อแสนแก้วอุ่นเมืองซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งพ่อแสนเมืองด่านซ้ายทำการบวชตนเองเป็นพราหมณ์เพื่อเป็นตัวแทนสวดเบิกพระอุปคุต ส่วนพ่อแสนเมืองจันทร์จะเป็นผู้งมหาพระอุปคุต เมื่อบวชพราหมณ์รับศีลรับพรเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยังลำน้ำหมัน ลำน้ำสายสำคัญของเมืองด่านซ้าย โดยขบวนที่มารับพราหมณ์และผู้งมพระอุปคุตที่วัดโพนชัยจะตั้งขบวนยังบ้านเจ้าพ่อกวนก่อน ในขบวนแห่ไปเบิกพระอุปคุตประกอบด้วย ดนตรีปี่พาทย์ เหล่านางแต่ง และผู้เฒ่าผู้แก่ เชื่อกันว่าพิธีกรรมการเบิกพระอุปคุตจะช่วยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ และทำให้งานบุญที่จะมีขึ้นสำเร็จอย่างราบรื่น เมื่อเบิกพระอุปคุตขึ้นมาแล้วจึงแห่มายังวัดโพนชัย จากนั้นสวดทั้ง ๔ ทิศและนำพระอุปคุตไปไว้บนหิ้งใกล้อารามที่เตรียมไว้ แล้วเดินเวียนรอบอารามและเจดีย์ ๓ รอบจึงเสร็จพิธี ในพิธีกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องปิดประตูวัดทุกจุดไม่ให้มีใครเข้าใครออก แม้กระทั่งสัตว์ เพราะเชื่อว่าหากมีคนหรือสัตว์เดินเข้าออกขณะทำพิธีจะทำให้เกิดเหตุอันตรายกับงานบุญได้ ก่อนรุ่งสางของวันโฮม พ่อแสนแก้วอุ่นเมืองทำพิธีเบิกพระอุปคุตจากลำน้ำหมันมายังวัดโพนชัย ช่วงสายของวันโฮมมีการทำบายศรีสู่ขวัญแก่เจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมที่บ้านเจ้าพ่อกวน โดยผู้ทำบายศรีฯ ล้วนเป็นพ่อแสน นางแต่ง คนเฒ่าคนแก่ เมื่อเสร็จจากพิธีกรรมแล้วจะรับประทานอาหารร่วมกันบนเรือน ในขณะที่บริเวณลานหน้าบ้านจะมีดนตรีบรรเลง มีผีตาโขนใหญ่ออกมาร่วมงานด้วย ในงานบุญหลวงที่ด่านซ้ายจะมีผีตาโขนเล็กเป็นจำนวนมาก ส่วนผีตาโขนใหญ่มีเพียง ๒ ตัวคือชายหญิงเท่านั้น ซึ่งผีตาโขนทั้ง ๒ ตัวจะโชว์อวัยวะเพศ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เมื่อเจ้าพ่อกวน แม่นางเทียม เหล่าพ่อแสน นางแต่ง เสร็จพิธีกรรมแล้ว จึงตั้งขบวนแห่เพื่อไปร่วมงานที่ทางเทศบาลจัดขึ้นยังวัดโพนชัย กิจกรรมในวันโฮมที่วัดโพนชัยจะจัดอย่างเป็นระเบียบและทางการมาก ซึ่งวันโฮมในระดับชาวบ้านคือวันที่ญาติพี่น้องได้กลับมาร่วมงานบุญด้วยกัน มีการเต้นฟ้อนกันเป็นที่สนุกสนาน ลานวัดโพนชัยในวันแห่จะมีชาวบ้านนำต้นกัณฑ์มาแห่รอบอาราม ๓ รอบแล้วถวายพระในอาราม ส่วนผีตาโขนเล็ก-ใหญ่ต่างกระโดดโลดเต้นเต็มลานวัดเพื่อรอรับขบวนแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง วันที่สามหรือ วันแห่ ที่กล่าวว่าเป็นวันแห่เนื่องจากในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีการแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง แต่ในช่วงเช้าทางหน่วยงานเทศบาลซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดงานได้เชิญชาวบ้านในแต่ละตำบลเข้าร่วมในขบวนแห่ โดยแต่ละขบวนประกอบด้วย ต้นกัณฑ์ ซึ่งหมายถึงปัจจัยที่ทางชุมชนนำมาถวายให้กับวัดโพนชัย ขบวนชาวบ้าน ขบวนผีตาโขน ขบวนเซิ้งการละเล่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวด่านซ้าย อาทิ ทั่งบั้งหรือคนป่ากระทุ้งไม้พลอง ควายตู้ที่เป็นการจำลองการไถ การทอดแห ซึ่งขบวนจะเคลื่อนไปตามถนนพระแก้วอาสา จากหน้าเทศบาลด่านซ้ายไปยังวัดโพนชัย และแห่รอบอุโบสถ ในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีผีตาโขนมาชุมนุมมากมาย หลังจากนั้นผีตาโขนทั้งหลายจะพากันออกไปอาละวาดตามละแวกบ้านเรือนต่าง ๆ ช่วงบ่ายประมาณ ๑๕.๓๐ น. จะทำการบายศรีสู่ขวัญพระเวสสันดร ก่อนจะแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง ซึ่งจะทำกันบริเวณสี่แยกบ้านเดิ่น ในพิธีกรรมบายศรีสู่ขวัญจะมีพ่อกวน เจ้าแม่นางเทียม เหล่าพ่อแสน นางแต่ง ทั้งที่ด่านซ้ายและบ้านนาหอเข้าร่วมด้วย ตำแหน่งเจ้าพ่อกวนที่ด่านซ้ายมีอยู่ในชุมชน ๓ แห่งด้วยกันคือ ที่ด่านซ้าย ที่บ้านนาหอ และที่บ้านนาหิน โดยเฉพาะเจ้าพ่อกวนที่ด่านซ้ายและที่นาหอจะทำพิธีต่าง ๆ ด้วยกันเสมอ พิธีบายศรีสู่ขวัญจะมีพ่อแสนหนูรินเป็นผู้นำในการทำพิธี ในปะรำพิธีมีพระพุทธรูปอันเป็นสัญลักษณ์ของพระเวสสันดร ตุ๊กตาช้าง ตุ๊กตาม้า คัมภีร์ต่าง ๆ พระสงฆ์ ๔ รูปนั่งประจำสี่ทิศ และทิศทั้งสี่มีเสาคล้ายฉัตรเป็นตัวแทนหรือเทพรักษาทิศประจำอยู่ อันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเขตพิธีกรรมของงานและเพื่อป้องกันอันตรายหรือมาร เมื่อทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเสร็จจึงแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง มีแสนด่านถือพานบายศรีนำหน้า ตามด้วยขบวนแห่พระพุทธรูป ขบวนพระสงฆ์ ๔ รูป ขบวนคณะแสน เจ้าแม่นางเทียม นางแต่ง ผีตาโขนทั้งเล็กและใหญ่ และปิดท้ายด้วยขบวนแห่บั้งไฟซึ่งมีเจ้าพ่อกวนนั่งบนบั้งไฟแห่มาด้วย ขณะที่ทำการแห่ เจ้าพ่อกวนจะหว่านหมากกัลปพฤกษ์หรือโปรยทานแก่ผู้ที่เข้าร่วมแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง ผู้ที่ได้รับหมากกัลปพฤกษ์จะนำไปเป็นขวัญถุงต่อไป เมื่อขบวนแห่ถึงวัดโพนชัย ผู้คนรวมทั้งผู้ที่แต่งเป็นผีตาโขนจะถอดหน้ากากแล้วร่วมแห่พระรอบอารามและธาตุครบ ๓ รอบ จากนั้นนำพระพุทธรูปที่สมมุติเป็นพระเวสสันดรเข้าไปประดิษฐานยังอาราม จากนั้นเจ้าพ่อกวนจึงออกมาเพื่อทำการจุดบั้งไฟที่เตรียมไว้ ซึ่งในปีนี้มีบั้งไฟ ๓ บั้ง คือของเจ้าพ่อกวน เจ้าแม่นางเทียม และเหล่าพ่อแสน การจุดบั้งไฟถือเป็นการเสี่ยงทายว่าคำอธิษฐานของเจ้าของบั้งไฟจะเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ต่างอธิษฐานเรื่องฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาลและมีพืชผลสมบูรณ์ตลอดปี อีกด้านหนึ่งของงานเมื่อแห่พระ-เวสสันดรเข้าอารามแล้วจะนำผีตาโขนใหญ่ไปลอยน้ำหมันพร้อมกระทงสะเดาะเคราะห์ เพื่อเป็นการลอยเคราะห์และสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ออกไปจากบ้านเมือง ขบวนแห่พระเวสสันดรในวัดโพนชัย ในช่วงหัวค่ำจะมีการสวดมาลัยหมื่นมาลัยแสน จำเป็นต้องสวดให้เสร็จก่อนเที่ยงคืน เนื่องจากพอขึ้นเช้าวันใหม่ประมาณตี ๒ จะมีการสวดสังกาจย์แล้วตามด้วยเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ วันเทศน์ จะเริ่มเทศน์มหาชาติกัณฑ์แรกประมาณ ตี ๓ โดยจะเทศน์ทั้งวันทั้งคืนจนครบ ๑๓ กัณฑ์ ในช่วงกลางวันของวันเทศน์จะมีแห่กัณฑ์หลอนของชาวบ้านด้วย กัณฑ์หลอนคือต้นกัณฑ์ที่ชาวบ้านร่วมกันทำมาถวายพระที่กำลังเทศน์ไม่เจาะจงกัณฑ์ ถือว่าได้บุญยิ่งนัก งานบุญหลวงที่ด่านซ้ายจะทำกันช่วงเดือน ๘ ข้างขึ้น ซึ่งต่างจากงานบุญหลวงที่อื่น ๆ ในภาคอีสานที่ทำในเดือน ๔ เพราะงานบุญหลวงด่านซ้ายหรือที่วัดโพนชัยจะทำหลังงานประเพณีไหว้พระธาตุซึ่งมีในเดือน ๖ และบวงสรวงอารักษ์หลักเมืองประจำด่านซ้ายทั้งหอน้อยบริเวณแยกบ้านเดิ่นและหอหลวงหลังพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งมีช่วงเดือน ๗ ในพิธีบวงสรวงอารักษ์หลักเมืองจะมีดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าในอดีตมาทรงเจ้าพ่อกวนและรับสั่งอนุญาตให้จัดงานบุญหลวงได้ในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีวัดโพธิ์ศรี บ้านนาเวียง วัดศรีสะอาด บ้านหนามแท่ง และวัดศรีภูมิ บ้านนาหอ ซึ่งเป็นชุมชนหมู่บ้านในท้องถิ่นเมืองด่านซ้ายที่จัดงานบุญหลวงในช่วงเดือน ๘ เช่นเดียวกับวัดโพนชัย ที่สำคัญวัดศรีโพธิ์ วัดศรีสะอาด และวัดศรีภูมิ ต้องจัดงานบุญหลวงหลังวัดโพนชัยและก่อนงานบุญเข้าพรรษาเท่านั้น เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ทุ่งไหหิน ดินแดนสำคัญที่เชียงขวาง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2551 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ที่แขวงเชียงขวางซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๗ และมีเมืองโพนสะหวันเป็นเมืองหลวง มี “ทุ่งไหหิน” ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในการทำพิธีกรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่คนไปเยือนลาวทุกคนควรจะเดินทางมาเที่ยวชมในความมหัศจรรย์ของภูมิทัศน์ที่น่าตื่นใจนี้ “ทุ่งไหหิน” หรือ “Plain of jars” มีอยู่ด้วยกันหลายแห่ง แต่ลาวได้จัดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เพียง ๓ จุดเท่านั้น เนื่องจากที่อื่นยังไม่มีการกู้ระเบิดซึ่งเป็นผลพวงจากการทิ้งระเบิดแบบปูพรมของสหรัฐอเมริกา ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน ทุ่งไหหินถูกค้นพบเมื่อครั้งที่ชาวบ้านออกหาของป่าและล่าสัตว์ เป็นไหหินที่ผลิตจากก้อนหินขนาดใหญ่ มีจำนวนมากและกระจัดกระจายไปทั่วเขตภูเพียง ไหหินที่มีขนาดใหญ่สุด สูง ๓.๒๕ เมตร ปากกว้าง ๓ เมตร ส่วนใหญ่สกัดจากหินทราย มีเรื่องเล่าถึงที่มาของทุ่งไหหินอยู่ ๓ เรื่อง คือ อย่างแรก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นไหเหล้าของนักรบโบราณ ตามตำนานกล่าวว่าระหว่างศตวรรษที่ ๘ นักรบของลาว ชื่อ “ท้าวขุนเจือง” หรือท้าวฮุ่ง ซึ่งถือเป็นวีรบุรุษประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องจากกลุ่มต่าง ๆ ของสองฝั่งโขงว่าเป็นผู้รวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมให้แก่กลุ่มต่าง ๆ ในบริเวณลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่สิบสองปันนา สิบสองเจ้าไท ล้านนา ล้านช้าง จนถึงลุ่มแม่น้ำดำ-แดงในภาคเหนือของเวียดนาม ได้ยกกำลังทำสงครามเพื่อตีเอาเมืองปะกันหรือเมืองเชียงขวางของพวกแกวได้ จึงสั่งทำเหล้าไหเพื่อเลี้ยงไพร่พลฉลองชัยชนะอยู่ที่เชียงขวางนาน ๗ เดือน ไหเหล้าในพื้นที่ภูเพียงจึงถูกเรียกกันในกลุ่มคนลาวว่า “ไหเหล้าเจือง” “ทุ่งไหหิน” พื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งนัยทางประวัติศาสตร์และการเมือง ไหหินมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ รูปทรงมีลักษณะแตกต่างกัน ไหหินขนาดใหญ่ที่อยู่บนเนิน น่าที่จะบรรจุโครงกระดูกของผู้นำ อย่างที่สอง คือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และ สุดท้าย เป็นพิธีกรรมของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ทำการตัดหินออกจากหินก้อนใหญ่เพื่อบรรจุโครงกระดูกเป็นเวลาราว ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตามความเชื่อของคนในสมัยนั้นที่เชื่อว่าสถานที่ฝังศพของคนตายต้องรักษาไว้ในที่สูง เว้นจากการกัดเซาะของน้ำ จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับความคิดเห็นของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่กล่าวถึงทุ่งไหหินว่าเป็นสถานที่บรรจุโครงกระดูกของมนุษย์ครั้งที่ ๒ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หรือฝังกระดูกของศพที่เผาแล้ว และใส่เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ยังโลกหน้า ดูเหมือนว่าข้อสันนิษฐานสุดท้ายจะมีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยบริเวณของทุ่งไหหินจะเป็นคำตอบได้ดี เพราะนอกจากจะพบไหหินขนาดต่าง ๆ และมีรูปร่างที่หลากหลาย เป็นจำนวนมาก พื้นที่โดยรอบของทุ่งไหหินยังพบถ้ำขนาดใหญ่สูงประมาณ ๖๐ เมตร อยู่ใกล้ ๆ กัน บริเวณหน้าถ้ำเป็นพื้นที่โล่งซึ่งอาจารย์ศรีศักรได้อธิบายว่าถ้ำดังกล่าวว่าเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะเห็นได้จากการที่ไม่มีไหหินหรือสิ่งของที่มนุษย์สร้างเข้าไปวางไว้ ส่วนพื้นที่โล่งหน้าถ้ำนั้นดูเหมือนจะใช้ในการประกอบพิธีกรรมเป็นหลัก ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในการประกอบพิธีกรรมหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในสมัยสงครามเป็นพื้นที่หลบภัยจากการทิ้งระเบิด การจัดวางไหหินจะพบว่า จุดแรก เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ทุ่งไหหินจะเป็นเนินขนาดเล็ก มีไหหินขนาดใหญ่กว่า ๑๐ ใบ บ้างสมบูรณ์ บ้างถูกระเบิดจนแตก จุดที่สอง อยู่ระดับที่ต่ำกว่าจุดแรกพอประมาณ พบไหหินขนาดเล็กเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่าไหหินขนาดใหญ่บนเนิน น่าจะเป็นที่บรรจุกระดูกของกลุ่มผู้นำ ส่วนไหหินขนาดเล็กจะเป็นที่บรรจุกระดูกของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งมีการจัดวางเป็นกลุ่มตระกูลอย่างชัดเจน เห็นได้จากการมีหินที่มนุษย์นำมาวางล้อมรอบไหหินนั่นเอง แต่เชื่อว่าหินที่มนุษย์นำมาวางย่อมที่จะมีความหมายเชิงลึกทางหนึ่งด้วย ทุ่งไหหินเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบนับแต่เรื่องราวในตำนานที่ขุนเจืองเข้ามาตีพวกแกวก็เพื่อต้องการพื้นที่ของเชียงขวาง อันรวมถึงทุ่งไหหินด้วย หรือจะเป็นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มีการรบกับฮ่อ พวกฮ่อที่ไทยรบด้วยเป็นจีนจากกลุ่มกบฏไท่ผิงที่รบกับผู้ปกครองแมนจูใน พ.ศ. ๒๔๐๕ แล้วพ่ายแพ้ จึงหลบหนีไปซุ่มตัวตามป่าเขาในเขตมณฑลยูนนาน ฮกเกี้ยน กวางไส กวางตุ้ง และเส ฉวนของจีน ส่วนหนึ่งหนีมายังตังเกี๋ยและชายแดนสิบสองจุไท พวกฮ่อใช้ทุ่งไหหินเป็นฐานที่มั่นของตนเอง ปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ฮ่อยกพลมาตีเมืองพวนในเชียงขวางแล้วตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ทุ่งเชียงคำ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันคือ ทุ่งไหหิน เพื่อเตรียมเข้ามาตีเมืองหลวงพระบางและหนองคายของสยาม เวลาเดียวกันนั้นได้มีกบฏของพวกข่าซึ่งอ้างว่าได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์จากไหขุนเจือง ทำให้เก่งกล้าสามารถ ไม่ขอขึ้นกับลาวอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ พ.ศ. ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงส่งกองทัพจากกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่าง ๆ ไปปราบทั้งฮ่อและข่า และปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้โปรดเกล้าฯให้จัดส่งอาวุธแบบตะวันตกไปปราบฮ่ออีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ฮ่อเผาเมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นเมืองขึ้นชายขอบของสยาม รัชกาลที่ ๕ จึงส่งกองทัพไปปราบฮ่ออีกครั้ง หลุมบึ้มหรือหลุมระเบิด ผลพวงจากสงคราม จะมีให้เห็นเป็นจำนวนมากในทุ่งไหหินแห่งนี้ และบางพื้นที่ทางการยังไม่ให้เข้าไปเนื่องจากยังไม่ได้ทำการกู้วัตถุระเบิด ครั้นในสงครามเวียดนามเป็นเหตุให้ไฟสงครามลามไปทั้งลาว เวียดนาม และกัมพูชา ทุ่งไหหินกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิรบดังกล่าวด้วยปี พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๘ เชียงขวางเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารในสงครามเวียดนาม เพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับพรมแดนเวียดนาม โดยเฉพาะเส้นทางหมายเลข ๗ ซึ่งใช้ส่งกำลังอาวุธต่าง ๆ จากเวียดนามเหนือมายังขบวนการประเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย กองบัญชาการใหญ่ของลาวฝ่ายซ้ายที่อยู่เชียงขวาง “ทุ่งไหหิน” เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การตั้งมั่น ด้วยความพร้อมของสภาพภูมิประเทศ เพราะมีที่กำบังและสถานที่หลบภัย ว่ากันว่าสหายผู้นำของลาวฝ่ายซ้ายเคยนั่งวางแผนการสู้รบในไหหินพร้อมกันถึงสามคน ทุ่งไหหินจึงเป็นสมรภูมิที่ผลัดกันรุกรับระหว่างทหารขบวนการประเทศลาวหรือลาวฝ่ายซ้ายกับทหารม้งและทหารรับจ้างจากไทยภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลลาวฝ่ายขวาซึ่งมีอเมริกาหนุนหลังพยายามแย่งชิงเชียงขวางจากขบวนการประเทศลาวด้วยสนับสนุนให้อเมริกาทิ้งระเบิดแบบปูพรมทั่วเชียงขวาง ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนเสียหาย ผู้คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ช่วงสงครามเวียดนามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๖ ระเบิดที่สหรัฐอเมริกาขนใส่เครื่องบินเพื่อมาทิ้งลงในลาวมีปริมาณถึง ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน เฉลี่ยแล้วตลอดเวลา ๙ ปีของสงครามทางอากาศ เครื่องบินได้ทิ้งระเบิดลงในลาวทุก ๆ ๘ นาที หลายลูกระเบิดทันที แต่ยังคงมีอีกหลายลูกเช่นกันที่ยังรอวันระเบิด ประเทศลาวกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดหนักที่สุดและยังเป็นประเทศที่หลงเหลือวัตถุระเบิดมากที่สุดในโลกอีกด้วย ดูได้จากโครงการเก็บกู้วัตถุและลูกระเบิดซึ่งมีมาตั้งปี พ.ศ. ๒๕๓๗ จนถึงปัจจุบันซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ตานก๋วยสลาก วัดศรีสุทธาวาส
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2550 “กิ๋นก่อนตานก่อนวัดศรีคำเวียง เป็นผิดเป็นเถียงวัดป่าแดง แข็งแรงวัดสุพรรณ ขยันวัดป่าม่วง กินม่วนตานม่วน วัดศรีสุทธาวาส ขูด ๆ ยาด ๆ วัดสันสลี ไปดีมาดีวัดทุ่งห้า กิ๋นหล้าตานหล้าวัดโป่งเหม็น กิ๋นดักกิ๋นเย็นวัดท่าก้อ” ประเพณีสำคัญเมื่อออกพรรษาของชาวเวียงป่าเป้า บอกเล่าเป็นกลอนคล้องจองกันข้างต้น ทำให้เห็นสังคมของคนในเวียงที่ให้ความสำคัญต่องานดังกล่าว และบ่งบอกลักษณะนิสัยของศรัทธาวัดในเวียงตามหัววัดต่าง ๆ ประเพณีตานก๋วยสลาก หรือประเพณีสลากภัต นิยมทำกันช่วงกำลังจะออกพรรษาหรือในปลายเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะมีการจัดงานสลากภัตเวียนกันจากวัดเก่าแก่ไปตามวัดที่อายุน้อยตามลำดับ โดยวัดศรีสุทธาวาสถือเป็นวัดลำดับที่ ๕ ของเวียงป่าเป้าที่มีการจัดประเพณีดังกล่าว ชาวบ้านแถบเวียงป่าเป้าเชื่อกันว่า เหตุที่นิยมทำประเพณีตานก๋วยสลากในช่วงดังกล่าว เนื่องจากเป็นเดือนที่ขาดแคลนของชาวบ้าน เพราะข้าวเปลือกที่เก็บไว้ในยุ้งฉางใกล้จะหมด จึงพากันคิดถึงผู้ที่เป็นญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วว่าคงไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคเช่นกัน จึงร่วมกันจัดทำพิธีตานก๋วยสลากหรือสลากภัต โดยจัดข้าวปลาอาหาร ของกินของใช้ ไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญตานก๋วยสลากเป็นการทำบุญที่ไม่เจาะจงพระผู้รับ ศรัทธาที่จะทำการถวาย จึงต้องเขียนคำอุทิศลงในแผ่นสลาก (เส้นสลาก) แล้วนำไปรวมกันที่หน้าพระประธานให้ภิกษุสามเณรจับ หากพระหรือเณรรูปใดจับเส้นสลากของศรัทธาวัดได้ เจ้าของต้องยกถวายก๋วยสลาก (ไทยธรรม) แก่พระรูปนั้น งานประเพณีตานก๋วยสลากแบ่งออกเป็น ๒ วัน คือ วันแต่งดาและวันตานก๋วย ในวันแต่งดาทุกหลังคาเรือนที่เป็นศรัทธาวัดศรีสุทธาวาส รวมถึงวัดที่ถูกเชิญมาร่วมงานต่างทำการจัดเตรียมของกินของใช้ (ครัวตาน) และก๋วยสลาก (เครื่องไทยธรรม) เพื่อนำไปถวายในวันรุ่งขึ้น ส่วนวันตานก๋วยจะมีการแห่ก๋วยของแต่ละวัด แต่ละขบวนแห่จะมีการฟ้อนนำขบวนเป็นที่สนุกสนาน วันนี้ถือเป็นวันที่มีความสำคัญมากต่อประเพณีตานก๋วยสลาก การสุมมาครัวตาน สิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการได้บุญ สุมมาครัวตาน: ความเสมอภาคของศรัทธาวัด ในงานตานก๋วยสลาก ศรัทธาวัดศรีสุทธาวาสและชาวบ้านใกล้เคียงนำเอาก๋วยสลาก หรือเครื่องไทยธรรมตามแต่กำลังของศรัทธานำมาวางไว้หน้าวิหารกันตั้งแต่เช้า พร้อมกันนั้นนำเอาแผ่นสลาก (เส้นสลาก) ที่เขียนอุทิศให้กับญาติพี่น้องของตนมาวางรวมกันที่หน้าพระประธานเพื่อให้พระและเณรได้หยิบกัน ก่อนที่จะทำการหยิบก๋วยสลาก จะมีมัคณายกมาทำพิธีสวดสุมมาครัวตานก่อน เป็นการขอขมาสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ล่วงเกิน และยังเป็นพิธีที่เปรียบเสมือนทำให้ก๋วยสลากและเส้นสลากทุกชิ้นมีความบริสุทธิ์และเสมอภาคกัน เพราะว่าข้าวของเครื่องใช้หรือไทยธรรมที่ศรัทธาวัดนำมาถวายนั้น กำลังของศรัทธาแต่ละคนย่อมต่างกัน บางคนถวายมาก บางคนถวายน้อย เพื่อเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าถวายมากได้บุญมาก ถวายน้อยได้บุญน้อย พิธีสุมมาครัวตานจึงเป็นตัวแทนที่ทำให้ก๋วยสลากทุกใบ เส้นสลากทุกเส้นมีความเท่าเทียมกัน และได้รับบุญเท่ากัน เส้นสลากที่ชาวบ้านเขียนอุทิศส่วนกุศลจะนำมากองไว้ร่วมกันที่พระประธาน เพื่อให้ภิกษุสามเณรได้จับต่อไป ถวายก๋วยสลาก : กระจายรายได้ให้ภิกษุสามเณร ในประเพณีตานก๋วยสลากทุกปี ภิกษุสามเณรที่มาร่วมพิธีไม่ได้มีแต่วัดศรีสุทธาวาส ยังนิมนต์ภิกษุสามเณรวัดอื่นมาด้วย ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีพระและเณรมาร่วมกว่า ๓๐ วัด ทั้งวัดในเขตอำเภอเวียงป่าเป้าและนอกเขต เช่น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ และเชียงราย แต่ละวัดที่นิมนต์มารู้จักและผูกพันกับวัดศรีสุทธาวาสทั้งสิ้น ในการถวายก๋วยสลากนอกจากชาวบ้านจะได้บุญเท่ากันกับการทำบุญที่ไม่เจาะจงพระผู้รับ การถวายก๋วยสลากยังถือเป็นการกระจายรายได้ให้แก่ภิกษุสามเณรอีกทาง เพราะในวันดังกล่าว พระและเณรทั้งวัดศรีสุทธาวาสและจากวัดต่างๆ จะมีความเท่าเทียมกัน คือ ได้รับก๋วยสลากจำนวนเท่ากัน การตานก๋วยสลากปีนี้ พระและเณรได้รับสลากรูปละ ๗ เส้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมาก เจ้าอธิการบรรพต คัมฺภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาสกล่าวว่า งานประเพณีนี้นอกจากจะเป็นการทำบุญที่ไม่เจาะจงผู้รับซึ่งทำให้ได้บุญมากแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้ (ปัจจัยที่พระและเณรได้รับ) ให้กับพระและเณรจากวัดต่าง ๆ ด้วย เพราะส่วนใหญ่วัดที่มาร่วมงานต่างเป็นวัดที่ยากจนและอยู่ห่างไกล พระและเณรที่ได้รับปัจจัยจากศรัทธาวัดมากน้อยต่างกันต้องยอมรับและพอใจก๋วยสลากที่ตนเองได้รับ การแห่ครัวตานและสลากโชค ในการถวายก๋วยสลาก พระและเณรอยู่ประจำโต๊ะวัดของตนเอง แล้วนำเส้นสลากที่ตนเองจับได้วางไว้ จากนั้นศรัทธาวัดต่างกรูเข้าไปตามหาเส้นสลากของตนเอง เมื่อเจอแล้วจึงทำการ ถวายก๋วยสลาก พระและเณรนั้น ๆ ก็จะสวดอุทิศส่วนกุศลตามที่เขียนในสลาก การที่ศรัทธาวัดแต่ละคนจะเจอเส้นสลากของตนเองเป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะวัดที่มามีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นศรัทธาทั้งหลายจึงต้องมีความอดทนเป็นที่ตั้งที่จะตามหาเส้นสลากของตนให้เจอ เพราะนอกจากศรัทธาวัดจะได้รับบุญพร้อมกับอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องตนเองแล้ว ยังเป็นการทำบุญถวายทานแก่พระและเณรอีกทางด้วย การที่ศรัทธาวัดตามหาเส้นสลากนั้นถือว่าเป็นจุดเด่นและส่วนสำคัญของงานตานก๋วยสลาก เพราะเป็นช่วงที่สนุกสนานที่สุดก็ว่าได้ การถวายก๋วยสลาก (ไทยธรรม) แก่ภิกษุสามเณรที่ได้รับ ข้าวสาร ๑๐๐ ห่อ: การแบ่งปันไม่หวังผล “ทำบุญแล้วต้องทำทาน” ศรัทธาวัดเมื่อได้ทำบุญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็ต้องทำทานให้กับคนจนด้วย ซึ่งในประเพณีตานก๋วยสลากของวัดศรีสุทธาวาสและวัดอื่น ๆ ในเขตเวียงป่าเป้าจะมีการทำทานข้าวสาร ๑๐๐ ห่อ โดยศรัทธาวัดนำข้าวสารมารวมกันที่หน้าพระประธาน บางคนก็นำเครื่องอุปโภคบริโภคมาให้ทานด้วย พระจะเป็นผู้แบ่งและแจกทานเอง เพราะคนยากจนที่ได้รับจะต้องได้รับทานในจำนวนที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งหากให้ชาวบ้านเป็นผู้แจกทานจะเป็นการเลือกที่รักมักที่ชังกัน การให้ทานข้าวสาร ๑๐๐ ห่อ เป็นการแบ่งปันข้าวของเครื่องใช้และข้าวสารให้กับเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะผู้ที่เราให้ทานเป็นผู้ที่ทุกข์ยากกว่า ในการทำงานบุญไม่ว่าครั้งใดก็ตาม ความสามัคคีของชุมชนและศรัทธาวัดศรีสุทธาวาสถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้งานบุญต่าง ๆ ทั้งของวัดและชุมชนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี งานประเพณีตานก๋วยสลากครั้งนี้ก็เช่นกัน ได้เห็นถึงพลังความสามัคคีของศรัทธาวัดทั้งที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนและที่ออกไปทำงานข้างนอก เมื่อถึงเทศกาลทำบุญต่างกลับมาร่วมแรงทำบุญกับญาติพี่น้องของตน ทั้งจะเห็นจากการร่วมมือกันทำสลากโชค ที่หมายถึงต้นสลากที่นำมาถวายให้กับวัดที่เป็นเจ้าภาพ มีการร่วมมือกันทำในวันแต่งดา เมื่อถึงวันตานก๋วยสลาก ชาวบ้านต่างช่วยกันลากสลากโชคเข้าวัดซึ่งใช้คนจำนวนมาก ในกรณีที่มีการรวมกลุ่มซ้อมฟ้อนนำขบวนแห่ จะมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนมาร่วมกัน หรือการฝึกซ้อมเล่นดนตรีปี่พาทย์ของผู้เฒ่าผู้แก่ สิ่งต่าง ๆ จะไม่เกิดขึ้น หากศรัทธาวัดไม่มีความสามัคคีกัน ประเพณีตานก๋วยสลากวัดศรีสุทธาวาส ถือเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน ความหมายของพิธีกรรมล้วนแต่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เน้นในเรื่องของการทำบุญ การให้ทาน การแบ่งปัน และความเสมอภาคกันในสังคม เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- Desa Buntu ชุมชนในชวา
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2550 Desa Buntu หมู่บ้านบนที่ราบสูงเดียง เกาะชวาในประเทศอินโดนีเซียมีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ซึ่งสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานและการจัดรูปแบบโครงสร้างของสังคมของผู้คนทั้งพื้นที่ราบและที่สูง เพราะในเกาะรูปทรงยาว ๆ รี ๆ นั้นมีพื้นที่สูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของภูเขาไฟอยู่กึ่งกลางในแนวตะวันออกและตะวันตก เป็นพื้นที่ซึ่งอ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และคลื่นยักษ์อย่างสึนามิ ในความรุนแรงและโหดร้ายของธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งแผ่นดินชวาเต็มไปด้วยแร่ธาตุและความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ทำให้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานปักหลักอาศัยอยู่ในเกาะชวาอย่างยาวนานและหนาแน่น จนกลายเป็นดินแดนที่มีจำนวนประชากรต่อพื้นที่แออัดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกยุคปัจจุบัน คนไทยเราคุ้นเคยกับความเจริญทางวัฒนธรรมของชาวชวาผ่านนิทานเรื่องเล่าที่กลายมาเป็นวรรณคดีสำคัญ เช่น พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาที่เกี่ยวกับวงศ์ [Wong] หรือกลุ่มคนตามสายตระกูลและลำดับชั้นต่าง ๆ เพลงไทยทำนองยะวาหรือชวา เสื้อและผ้านุ่งหรือโสร่งที่ทำจากผ้าบาติก ดอกไม้หอมต่าง ๆ อีกทั้งมีคำชวาที่เป็นทั้งคำชวาและสันสกฤตอยู่ในภาษาไทยอีกจำนวนไม่น้อย วัฒนธรรมชวาจึงมีรากเหง้ายาวนาน ผ่านยุครุ่งเรืองของการเป็นศูนย์กลางของเมืองท่าที่เชื่อมวัฒนธรรมทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก มีภาษาและอักษรเป็นของตัวเอง มีระบบการปกครองที่แยกออกเป็นกลุ่มอิสระมากมาย และมีโครงสร้างละเอียดซับซ้อน แม้กระทั่งโครงสร้างในระดับชุมชนหมู่บ้าน สภาพภูมิศาสตร์แบบชวานี่เองที่ทำให้ยุครุ่งเรืองทั้งอาณาจักรมัชปาหิตและมะตะรัมมีช่วงเวลาอยู่เพียงไม่นาน เพราะการรวบรวมเอาบ้านเมืองต่าง ๆ ในเกาะชวาเข้าไว้ด้วยกันกลายเป็นเรื่องยากจากการแบ่งแยกสภาพภูมิประเทศเป็นตะวันตก กลาง และตะวันออก ทั้งยังแบ่งแยกด้วยกลุ่มภูเขาไฟและเขาสูงที่มีอยู่ทั่วไป จึงเห็นได้ว่าชุมชนเก่าแก่แยกกันอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ อย่างกระจัดกระจาย ต่างไปจากเมืองศาสนสถานสำคัญของบ้านเมืองในภาคพื้นทวีป น่าเสียดาย วัฒนธรรมชั้นสูงของชวากลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมในช่วงเวลาที่ยาวนานทั้งการขยายตัวของวัฒนธรรมในศาสนาอิสลาม การเลือกเอาภาษาราชการหรือภาษากลางหลังประกาศเอกราชเป็นภาษามลายู [Bahasa Indonesia] เหตุผลทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้วัฒนธรรมแบบชวาค่อย ๆ ถดถอยและปรับเปลี่ยนไปจากรากเหง้าดั้งเดิมมาก ชุมชนในเกาะชวามีความน่าสนใจเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชุมชนในประเทศไทย โดยเฉพาะการศึกษาโครงสร้างทางสังคมของหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงและการดำรงรักษารูปแบบโครงสร้างอันเก่าแก่แบบสังคมชวา ซึ่งมีระบบ กฎเกณฑ์ อย่างมั่นคง และมีการแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าการศึกษาชุมชนหมู่บ้านในชวาคือหัวใจของ “ความเป็นชวา” ไม่น้อยไปกว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ เช่นดนตรี ศิลปะร่ายรำ วรรณคดี และการทำผ้าบาติกทีเดียว ที่ชวาภาคกลาง นอกจากเมืองย็อคยาการ์ตาที่มีศาสนสถานอันยิ่งใหญ่ทางพุทธศาสนาอย่างบูโรพุทโธและวิหารฮินดูอย่างปรัมบนัมแล้ว เมืองสำคัญและน่าศึกษาถึงชีวิตผู้คนชาวชวาที่มีสุลต่านอันเป็นเครือญาติและรุ่งเรืองควบคู่กันมากับเมืองย็อคยาการ์ตาคือสุรการ์ตาหรือโซโล ถัดไปคือเมืองลาวูที่มีศาสนสถานฮินดูแบบพื้นเมืองบนภูเขาใกล้ภูเขาไฟลาวูอย่างจันทิเซโตะและจันทิสุกุ บนพื้นที่สูงเช่นนี้การเพาะปลูกในพื้นที่ไหล่เขาและที่ราบ ตลอดจนหมู่บ้านที่ทั้งมีตลาดและไม่มีตลาดผสมผสานอยู่ร่วมกัน โดยการจัดการใช้พื้นที่อย่างละเอียดคุ้มค่า ไม่ปล่อยให้เว้นว่างแม้แต่น้อย รวมทั้งระบบชลประทานก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ว่ามีความสำคัญมากต่อการเพาะปลูกเช่นนี้ หัวหน้าหมู่บ้านบุนตูที่ได้รับตำแหน่งจากการเลือกตั้งคือคนขวา ยืนอยู่หน้าลานบ้านของตนเอง อีกด้านหนึ่งของภูเขาไฟลาวูและมาลาปีคือที่ราบสูงเดียง [Dieng Plateau] เป็นที่ราบสูงที่เกิดจากกลุ่มภูเขาไฟเดียง ตั้งอยู่ใกล้เมือง Wonosobo ซึ่งมีศาสนสถานของฮินดูอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗ และ ๘ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในชวาตอนกลาง ความสูงไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล และบริเวณโดยรอบมีหมอกควัน กลิ่นก๊าซกำมะถัน ทะเลสาบสีเขียวมรกต ในความคิดของชาวชวาโบราณจึงเป็นสถานที่สถิตของพระเจ้ามากกว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ การ เกี่ยวข้าวใช้แรงงานจำนวนมากและเครื่องมือแบบง่ายๆ แต่ใช้ระบบการชลประทานที่ดีมากบนพื้นที่ของเมืองลาวู วิหารวัชระภูมี มันดาระ ปุตรา ของชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนามีสัญลักษณ์บนยอดหลังคาเป็นเจดีย์ที่บูโรพุทโธ หมู่บ้านบุนตู [Desa Buntu] เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนที่สูงล้อมรอบพื้นที่เพาะปลูกบนไหล่เขาที่สูงชันและสายน้ำอุดมสมบูรณ์ บนเส้นทางก่อนจะขึ้นไปถึงยอดปากปล่องภูเขาไฟ [Crater] ที่ดับแล้ว หมู่บ้านนี้อยู่ในเมือง Wonosobo ซึ่งอยู่ในเขตปกครอง [Regency/ Kabupaten] Wonosobo ในจังหวัดชวากลาง การมองเห็นและพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านบุนตูพบว่าน่าสนใจมากที่ชุมชนแห่งนี้ประกอบไปด้วยผู้ที่นับถือศาสนาหลากหลาย แม้ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีผู้นับถือพุทธศาสนาและศาสนาคริสต์รวมอยู่ด้วย โดยแต่ละศาสนามีศาสนสถานของตนเอง เช่น โบสถ์คริสต์และวิหารพุทธแม้บ้านโดยรอบจะหนาแน่นและล้อมรอบด้วยชาวบ้านที่เป็นมุสลิม แต่ก็อยู่กันได้อย่างไม่มีปัญหา ใน Desa หรือกลุ่มหมู่บ้านยังแยกย่อยออกเป็นกำปง [Kampong] หรือหมู่บ้านย่อย ๆ [Hamlet] อีกหลายบ้าน ที่หมู่บ้านบุนตูมีหัวหน้าหมู่บ้านที่ยังไม่สูงวัย เลขานุการหมู่บ้าน และด้านหน้าทางเข้าของหมู่บ้านยังมีการเฝ้าเวรยามและมีศาลาสำหรับอยู่เวร คนภายนอกจะเข้าจะออกต้องมีการรายงาน บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นเรือนโบราณ หลังคาแบบชวา และตกแต่งเรือนค่อนข้างสวยงามกว่าบ้านหลังอื่น ๆ ส่วนหน้าบ้านมีลานกว้างสำหรับจัดประชุม บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านนี้ชาวบ้านพร้อมใจกันยกให้เป็นการตอบแทนในการทำหน้าที่นี้ ปัจจุบันตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านได้มาจากการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าโครงสร้างทางสังคมของหมู่บ้านในชวาค่อนข้างมีแบบแผน และน่าจะมีรากเหง้าหรือพื้นฐานในการจัดการสั่งสมมาอย่างยาวนาน นักมานุษยวิทยาชาวอินโดนีเซีย ชื่อ KOENTJARANINGRAT ซึ่งเป็นผู้ศึกษาชุมชนในชวาแบบชาติพันธุ์วรรณนาเมื่อราว ๕๐ ปีมาแล้ว อธิบายถึงระบบการบริหารในหมู่บ้านว่าหมู่บ้านแต่ละแห่งจะไม่อยู่โดดเดี่ยว แต่จะมีการรวมกลุ่ม [Village Complex] กลุ่มละสี่ถึงห้าหมู่บ้านย่อย ๆ (ซึ่งแบบแผนดั้งเดิมนั้นมีจำนวนที่แน่นอนคือกลุ่มที่มีสี่และห้าหมู่บ้าน แต่ภายหลังจำนวนเหล่านี้ไม่มีการกำหนดที่ลงตัวแน่นอน) แต่ละกลุ่มหมู่บ้านจะมีหัวหน้าหมู่บ้าน [Lurah] แต่ละแห่ง และมีการประชุม ณ ที่ทำการตำบลหรือที่ทำการตำบลย่อยเสมอ ๆ หัวหน้าหมู่บ้านนี้จะถูกคัดเลือกโดยผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะแล้ว ส่วนหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางการปกครองในเมืองก็อาจจะถูกคัดเลือกจากราชสำนัก อาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือผู้ร่ำรวยที่อยู่ในเมือง แต่เมื่อดัตช์เข้าครอบครองชวาเป็นอาณานิคม การคัดเลือกหัวหน้าหมู่บ้านต้องได้รับความยินยอมจากหัวหน้าตำบล [Wedana] และกลายมาเป็นรูปแบบอย่างเป็นทางการที่ใช้ทั่วทั้งเกาะชวา การคัดเลือกครั้งหนึ่งจะไม่มีวาระกำหนดการดำรงตำแหน่ง แต่จะอยู่ได้ตราบเท่าที่ลูกบ้านยังให้ความเคารพนับถือ หรือจนกระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านตายไป และส่วนใหญ่หัวหน้าหมู่บ้านที่หมดภาระหน้าที่หรือเกษียณตัวเองไปจะเสนอคนที่น่านับถือในหมู่บ้านให้ชาวบ้านได้เลือกหนึ่งหรือสองคน ส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านหรือญาติพี่น้องที่เป็นผู้ช่วยโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนขึ้นมาให้เลือก และการหาเสียงก็มักเป็นแบบสมานฉันท์ เช่น การไปคุยกันบ้านต่อบ้าน ไปงานเลี้ยงฉลองของครอบครัวต่างๆ หัวหน้าหมู่บ้านมักจะอยู่ในกลุ่มสายตระกูลเดียวกัน และเป็นสายตระกูลที่ถือว่าชั้นสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ เช่น อยู่ในระดับที่ไม่ใช่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วไปหรือเป็นกลุ่มตระกูลที่เชื่อว่าสืบทอดมาจากบรรพบุรุษผู้สร้างชุมชนแห่งนั้นขึ้นมา ในการจัดการระดับหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งอาจจะมีผู้ช่วยในหมู่บ้านถึง ๑๕ คนที่ถูกเลือกหรือคัดเลือกก็ได้ สองคนทำหน้าที่หัวหน้า [Kamitua/Dukuhan] คนหนึ่งเป็นเลขานุการหมู่บ้าน [Tjarik] สองคนรักษาสมบัติของหมู่บ้าน สองคนเป็นผู้ทำเรื่องศาสนาที่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการหย่าร้างในสังคมอิสลาม [Modin] สี่คนเป็นคนดูแลความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน [Djogobojo] อีกสี่คนเป็นผู้ประกาศหรือสื่อสารข่าวต่าง ๆ แก่ชาวบ้าน [Kebajan] อีกคนหนึ่งเป็นผู้มีความสำคัญมากแก่ชุมชนทุกแห่งในเกาะชวา นั่นคือ ผู้ดูแลเรื่องเหมืองฝายการชลประทานซึ่งมีหน้าที่แบ่งน้ำให้ชาวบ้านอย่างยุติธรรม [Djogotirto] หัวหน้าหมู่บ้านและผู้ช่วยในสมัยนั้นไม่ได้รับค่าจ้างจากรัฐบาล แต่ได้รับสิทธิในการเก็บค่าเช่าที่ดินซึ่งจัดแบ่งให้ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง หน้าที่ของชาวบ้านที่จะต้องตอบแทนเจ้าหน้าที่เหล่านี้คือ มอบผลผลิตข้าวจำนวนหนึ่งเป็นประจำทุกปี มอบอาหารในงานเลี้ยง มอบเงินจำนวนหนึ่งจากการที่ได้ผลตอบแทนผ่านการซื้อขาย ให้เช่าที่ดิน การจำนองโดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นพยานในการดำเนินการ มอบเงินแก่หัวหน้าหมู่บ้านหากมีการแต่งงานในกลุ่มตระกูลตัวเอง [Exogamy] และเมื่อเจ้าสาวถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้าน และแบ่งเวลามาทำงานให้กับบ้านของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ถูกกำหนด ในหมู่บ้านจะมีสภาผู้อาวุโสซึ่งได้รับความเคารพนับถือจากคนในชุมชนเป็นกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการจำนวนกว่ายี่สิบคน บางคนก็อยู่อาศัยในชุมชน บางคนก็มาจากหมู่บ้านอื่น ๆ แต่ก็เป็นผู้รู้ เช่นครูหรือผู้ชำนาญในเรื่องคัมภีร์ทางศาสนา มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่หัวหน้าหมู่บ้าน สภาผู้รู้หรือผู้อาวุโสนี้ไม่มีวาระมาประชุมกันอย่างเป็นทางการ แต่จะมาร่วมปรึกษาหารือกันเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ หรือต้องการตีความข้อกำหนดในจารีตประเพณี [Adat] ซึ่งจะนำมาใช้กำหนดหน้าที่ในชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ในกลุ่มผู้อาวุโสเหล่านี้จะมีคนหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจารีตประเพณีแบบชวา หัวหน้าหมู่บ้านและผู้ช่วยมักประชุมลูกบ้านทุก ๆ ๓๕ วันตามจารีต [Adat] เพื่อดูแลเรื่องการเช่าที่ดินทำกินของชาวบ้านและเรื่องอื่นๆ ผู้เข้าร่วมที่สามารถออกเสียงได้คือหัวหน้าครอบครัว การประชุมก็จะใช้พื้นที่หน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง มีการพูดคุยในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ปัญหาต่าง ๆ การเข้าร่วมกิจกรรมของส่วนรวม การวางแผนดูแลซ่อมแซมและจัดการเรื่องการชลประทาน งานเลี้ยงฉลองของหมู่บ้าน และการประชุมทุกครั้งจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากที่ทำการตำบลหรือตำบลย่อยด้วย การประชุมในหมู่บ้านของเกาะชวาภาคกลางถือว่าหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้นำในการตัดสินใจโดยลูกบ้านเป็นผู้สนับสนุน แม้จะไม่มีการแสดงออกว่าคัดค้าน แต่สิ่งเหล่านี้มักถูกนินทาในร้านกาแฟหรือเรือนที่ทำการดูแลหมู่บ้าน ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านมักจะรู้ความเป็นไปและไม่ตัดสินใจไปตามเสียงส่วนน้อย นอกจากนี้ในกลุ่มหมู่บ้านของชวายังประกอบไปด้วยกลุ่มองค์กรทางสังคมต่างๆ อีกมากมายที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความสนใจในเรื่องต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ กลุ่มสร้างสรรค์ทางสุนทรียภาพ กลุ่มทางศาสนา และกลุ่มการศึกษา ในหมู่บ้านทั้งในเมืองและชนบท ลักษณะทางพฤติกรรมในสังคมของชาวชวาเสมือนกับเป็นระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก โดยหัวหน้าหมู่บ้านที่สืบสายทางฝ่ายพ่อ การจัดการในหมู่บ้านโดยแบ่งเป็นกลุ่มร่วมมือกันก็น่าจะเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศของเกาะชวาที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติขึ้นเมื่อใดก็ได้หรือความไม่มั่นคงจากการทำการเกษตรในพื้นที่ซึ่งต้องอาศัยการจัดการน้ำอย่างยุติธรรมและแบ่งปันอย่างทั่วถึง มีระบบที่ทำให้ต้องใช้ความร่วมมือของคนจำนวนมากและหลาย ๆ หมู่บ้านในท้องถิ่นเดียวกัน ระบบเหล่านี้มีแต่จะสูญหายไปเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มๆ ที่ขึ้นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และได้รับการศึกษาในระบบจากในเมือง และมักจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือองค์กรอื่น ๆ ซึ่งมีผลในเรื่องการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการจัดการชุมชน การจัดแบ่งเขตการปกครองในสาธารณรัฐอินโดนีเซียปัจจุบันแบ่งระบบการปกครองตามพื้นฐานดั้งเดิมซึ่งมีลักษณะเป็นเอกเทศและเป็นอิสระต่อกัน มีความร่วมมือแบบร่วมกันจัดการ [Confederation] ในลักษณะสหพันธรัฐหรือใกล้เคียงกับเขตการปกครองตนเองตามภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะ หรือแม้ภายในเกาะเดียวกันก็มีความแตกต่างกันทางการเมืองและวัฒนธรรมทางสังคม สาธารณรัฐอินโดนีเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัด [Provinsi] ภายในจังหวัดประกอบด้วยหน่วยย่อยคือ Regency หรือเขตปกครอง [Kabupaten] และเมือง [Kota] ในแต่ละส่วนนี้มีรัฐบาลท้องถิ่นและสภาเป็นของตนเอง จากกฎหมายในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ รัฐบาลท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการปกครองพื้นที่ของตนเอง แต่นโยบายสำคัญ ๆ เช่น การต่างประเทศ การทหารยังเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลกลาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ทั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เขตปกครองต่าง ๆ ได้ตำแหน่งจากการเลือกตั้งโดยตรง ทุกวันนี้จังหวัดชวากลางที่ไม่รวมเมืองพิเศษอย่างย็อคยาการ์ตาแบ่งออกเป็น ๒๙ เขตปกครอง [Regency/Kabupaten] และ ๖ เมือง [Kota] แต่ละ Regency น่าจะเรียกได้ว่าเป็นตำบล [District] ที่เป็นชนบท ขณะที่เมือง [Kota] เป็นเขตอิสระคือตำบลที่อยู่ในเมือง เขตปกครองและเมือง [Regencies and Cities] สามารถแบ่งออกเป็นเขตย่อย [Kecamatan] จำนวน ๕๖๕ เขต นอกเหนือจากนั้น เขตย่อย [Sub-district] แบ่งออกเป็นชุมชนในชนบทหรือหมู่บ้าน [Village/Desa] จำนวน ๗,๘๐๔ ชุมชน และชุมชนเมือง [Kelurahan] ๗๖๔ ชุมชน จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารากเหง้าของชุมชนหมู่บ้านในชวามีมาอย่างยาวนาน แม้ดัตช์ที่เข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมก็ไม่ได้ทำลายระบบนี้เสียทีเดียว แต่กลับใช้ประโยชน์ในการปกครองและเรียกเก็บภาษีทั้งเงินและผลผลิตทางการเกษตรในลักษณะเป็นปิรามิด พื้นฐานของสังคมชวาคือระบบ Hierarchy ซึ่งใกล้เคียงกับระบบฟิวดัลที่ดัตช์คุ้นเคยในการสร้างประโยชน์สูงสุดในการเป็นเจ้าที่ดินในสังคมเกษตรกรรม ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มชนชั้นตามสายตระกูลหรือวงศ์ตระกูลตามหน้าที่เป็นสำคัญ เช่นกลุ่มแรงงาน กลุ่มช่างฝีมือ โดยเฉพาะหมู่บ้านในชนบทที่ยังพึ่งพิงเครื่องมือการเกษตรที่ต้องใช้แรงงาน ซึ่งเห็นได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งตามตลาดท้องถิ่นที่มีการขายเครื่องมือเหล่านี้อย่างมากและทั่วไป ช่างตีเหล็กที่สามารถซ่อมเครื่องมือเหล่านี้รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้สมัยใหม่ที่มีกลไกยังได้รับความนับถืออย่างสูงในสังคมชนบทของชวา มรดกในรูปแบบการปกครองแบบชวาในระดับหมู่บ้านอาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การยอมรับผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านดังแต่ก่อนคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากลูกบ้านออกไปสู่โลกภายนอกมากขึ้น และที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมากในสังคมชวา หัวหน้าหมู่บ้านตามสายตระกูลอาจไม่ได้รับการยอมรับจากลูกบ้านมากเท่าเดิม เนื่องจากการรับค่าตอบแทนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น ที่ดิน บ้านเรือนที่ดูเหมือนเอาเปรียบผู้อื่น หรือความไม่ยุติธรรมที่อาจจะเกิดขึ้น คนรุ่นใหม่มีการเคลื่อนย้ายออกไปนอกหมู่บ้านสูง ทั้งการไปศึกษาต่อเพื่อหาโอกาสในชีวิต โดยการใช้ทุนจากที่ดินที่ครอบครัวค่อยๆ ตัดแบ่งขายไป การออกไปหางานทำโดยเฉพาะในมาเลเซียและสิงคโปร์ที่มีเศรษฐกิจดีกว่า การเคลื่อนย้ายแรงงาน ช่องว่างระหว่างวัยและค่านิยมที่เปลี่ยนไปเช่นนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับในสังคมไทยและสังคมอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดการของหมู่บ้านในชวาแม้จะมีกฎหมายรองรับในระบบการเลือกตั้งและสภาท้องถิ่นที่แตกต่างไปจากเดิม และมีความเป็นการเมืองของผลประโยชน์เข้าครอบงำ แต่ก็ยังอยู่บนรากฐานเดิมที่มีความชัดเจนในระบบและหน้าที่ของชาวบ้านในระดับหมู่บ้าน ซึ่งเกาะตัวกันเป็นกลุ่มบ้านที่มีการปกครองตนเองต่างจากสังคมไทยอย่างเห็นได้ชัด โครงสร้างของสังคมไทยสมัยโบราณแม้จะมีรูปแบบใกล้เคียงกับสังคมชวาที่นับถือผู้อาวุโสและมีหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ก็ได้ปรับเปลี่ยนระบบมานานแล้ว จนในปัจจุบันระบบการเลือกตั้งขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งในระดับตำบลและจังหวัดกลายเป็นการคัดเลือกคนภายนอกเข้ามาบริหารในระบบราชการย่อย ๆ ที่แทบจะไม่มีโครงสร้างเดิมรองรับ ทำให้รูปแบบการปกครองในระดับหมู่บ้านของสังคมไทยอ่อนแอลงเรื่อย ๆ โดยที่ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างตามธรรมชาติแบบที่เคยมีมาเช่นในสังคมชวา สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดในสังคมมลายูในสามจังหวัดภาคใต้ ที่มีโครงสร้างการปกครองและกลุ่มองค์กรท้องถิ่นในระดับหมู่บ้านที่ชัดเจนและเข้มแข็งในระบบสภาผู้อาวุโส แต่เมื่อโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของรัฐเข้าไปครอบงำในขณะนี้ก็มีสภาพใกล้เคียงกับหมู่บ้านอื่น ๆ สังคมไทย คืออ่อนแอลงเรื่อย ๆ และระบบการปกครองท้องถิ่นเป็นระบบของการเมือง ผู้มีอิทธิพล และผลประโยชน์มากกว่าที่จะคำนึงถึงชาวบ้านและพยายามรักษาคุณค่าของโครงสร้างแบบเดิมไว้ ขอขอบคุณโครงการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทุ่งกุลา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ให้โอกาสทั้งชาวบ้านนักวิจัยท้องถิ่นและผู้สังเกตการณ์ร่วมเดินทางไปศึกษาสภาพภูมิศาสตร์และสังคมของหมู่บ้านในเกาะชวา คงเป็นโอกาสที่หายากนักในการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่าง ๆ ในทุ่งกุลาได้ทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง และสะท้อนความลุ่มลึกและรากเหง้าในการจัดการโครงสร้างสังคมในภูมิวัฒนธรรมซึ่งจะมีผลในการวิเคราะห์สังคมของตนเองได้อย่างชัดเจนมากขึ้น วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- โคตรวงศ์กับความเป็นไทย กรณีตระกูลบุนนาค
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2550 เหตุอย่างหนึ่งของรากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทยทุกวันนี้ก็คือเรื่อง ความเป็นคนไทย ที่มักใช้เป็นข้ออ้างในเรื่องสิทธิของการเป็นประชาชนชั้นที่หนึ่ง เพื่อเอารัดเอาเปรียบคนด้อยโอกาสในเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นคนไทยทุกวันนี้มีฐานของคำอธิบายจากประวัติศาสตร์รัฐ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แนวตั้งและเชิงเดี่ยวที่เจ๊กกบฏผู้เป็นกุนซือของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้เป็นเผด็จการทางวัฒนธรรมแต่งขึ้น ใช้เล่นละครปลุกกระแสชาตินิยมและกำหนดให้เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนจนถึงชั้นอุดมศึกษาของประเทศที่ยังทรงอิทธิพลมาจนทุกวันนี้ ตราประจำตัวสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ตราสุริยมณฑลแบบไทย การเป็นประวัติศาสตร์แนวตั้งและเชิงเดี่ยวเช่นนี้ ความสำคัญอยู่ที่การกำหนดความเป็นคนไทยจากชาติพันธุ์เดียว [Ethnicity] ในลักษณะที่เป็นเชื้อชาติ [Race] คือ ชาติพันธุ์ที่สืบเชื้อสายกันมาจากสายเลือดที่ผิดความเป็นมนุษย์ในทางวิทยาศาสตร์ เพราะในพัฒนาการทางสังคมของมนุษยชาตินั้น การสืบเนื่องของความเป็นคนที่เป็นสัตว์สังคมนั้นหาได้มาจากสายพันธุ์เดียวไม่ หากเกิดจากทั้งการสืบสายเลือด [Blood Tie] หรือ [Agnatic Relationship] กับการดองกันทางการแต่งงาน [Affiant Tie] หรือ [Cognatic Relationship] โดยเฉพาะความสัมพันธ์จากการกินดอง [Cognatic Relationship] นี้ ทำให้การแต่งงานเป็นสถาบันสากลของมนุษยชาติ การแต่งงานเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่มีแต่การสมสู่และสำส่อนอย่างเช่นคนไทยรุ่นใหม่ประพฤติกันในทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์แนวตั้งและเชิงเดี่ยวที่กล่าวมาแล้วได้กลายเป็นตำนานที่คนส่วนใหญ่ในชาติ เชื่อว่าเป็นจริง และใช้อ้างอิงในการอธิบายความเป็นคนไทยของตนเรื่อยมา พลังของประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับนโยบายเชื้อชาตินิยมในการเปลี่ยนชื่อ ประเทศสยาม ที่เคยมีมาแต่เดิมเป็น ประเทศไทย เพราะเอาชาติพันธุ์เดียว คือ ไท เป็นตัวกำหนด แตกต่างไปจากสมัยก่อนที่มีมาแต่สังคมศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มองคนกับดินแดนเป็นสำคัญ ทำให้ผู้คนในประเทศที่หลากหลายทางชาติพันธุ์มีสำนึกร่วมของการอยู่ในแผ่นดินเดียวกันในนามของชนชาติสยาม สยามเทศะมีมาแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพื้นที่ทางการปกครองและวัฒนธรรม ท่ามกลางความหลากหลายของดินแดนที่เป็นบ้านเมืองอื่นๆ เช่น รามัญเทศะ กัมพูชาเทศะ ชวา มลายู และอื่น ๆ อย่างไรก็ตามความต่างกันของคนกับดินแดนในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง รากฐานของการมีผู้คนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่รวมกันในประเทศเดียวก็คือ ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และพม่า ซึ่งไม่สามารถบูรณาการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้สนิทแน่นเท่ากับประเทศสยาม จึงมีลักษณะที่นักวิชาการประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ยุคก่อน ๆ เรียกสังคมของประเทศเหล่านั้นว่า สังคมพหุลักษณ์ [Heterogeneous] ต่างไปจากสังคมประเทศสยามที่เป็นสังคมเอกลักษณ์ [Homogeneous] เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะประเทศที่เป็นสังคมพหุลักษณ์นั้นมักเอาชาติพันธุ์หนึ่งมากำหนดให้เป็นคนชั้นสำคัญของประเทศ เช่น อินโดนีเซียให้ความสำคัญกับชาติพันธุ์ชวามากกว่าชาติพันธุ์อื่น ๆ หรือประเทศพม่าแต่เดิมก็เน้นชาติพันธุ์พม่าเหนือชาติพันธุ์อื่นที่เป็นมอญ ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ยะไข่ อะไรทำนองนั้น แต่สังคมสยามได้สร้างระบบศักดินาหรือขุนนางขึ้นมาให้เป็นชาติพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า คนไทย หาใช่ยกชาติพันธุ์ไทมาเป็นใหญ่เหนือชาติพันธุ์อื่นไม่ เข้าใจว่าการเป็นคนไทยนั้นเน้นอยู่ที่การใช้ภาษาไทเป็นภาษากลางที่สำคัญเป็นเรื่องใหญ่ ระบบศักดินา คือ แก่นแท้ของการบูรณาการคนจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาในสยามประเทศซึ่งสามารถทำความเจริญให้แก่บ้านเมืองได้มาเป็นขุนนาง ข้าราชการ เป็นชนชั้นผสมที่เรียกว่า คนไทย หาใช่เป็นชาติพันธุ์ ไท ไม่ นี่คือที่มาของคำว่าคนไทยที่มียอยักษ์กับคนไทที่ไม่มียอยักษ์ ความเป็นคนไทยแบบนี้มีมาแล้วแต่สมัยอยุธยาตอนปลายที่ในจดหมายเหตุของพวกฝรั่งบันทึกไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงบอกว่าพระองค์ทรงเป็นคนไทย ยิ่งกว่านั้นพวกฝรั่งยังได้บันทึกตำนานความเป็นมาของปฐมกษัตริย์ไทยที่มาจากเมืองนครไทยและเมืองเพชรบุรีไว้ด้วย ซึ่งก็แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของผู้คนระหว่างบ้านเมืองต่าง ๆ ทั้งที่มาจากภายในทางส่วนบนของประเทศและที่มาจากถิ่นฐานบ้านเมืองชายทะเล เช่น นครศรีธรรมราช กุยบุรี เพชรบุรี เป็นต้น อันเรื่องราวของปฐมกษัตริย์ในตำนานนี้ ถ้าตีความกันทางมานุษยวิทยาก็ต้องเข้าใจว่าหาใช่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนจริงไม่ หากเป็นผู้นำวัฒนธรรมซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อว่าเป็นจริง อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่สร้างขึ้นจากความทรงจำของคนในยุคหลังที่ไม่สามารถบ่งบอกเวลาที่แน่นอนได้ เพราะเป็นเรื่อง เล่าขาน กันลงมา ต่อเมื่อมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์ลงในสมุดข่อยหรือใบลานโดยพวกพระสงฆ์หรือผู้ที่เป็นปราชญ์แล้ว จึงได้มีการใส่เวลาวันเดือนปีกันขึ้น เรื่องราวของผู้นำวัฒนธรรมนี้เป็นของส่วนรวม แต่มีการปรุงแต่งให้มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามพื้นที่ พื้นถิ่น จนไม่สามารถบอกได้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่เดิมนั้นเป็นอย่างไร ความเป็นคนไทยนับว่าเป็นผลผลิตที่สร้างขึ้นในสังคมศักดินาที่มีมาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นยุคที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์เป็นราชอาณาจักรสยาม จำเป็นต้องสร้างระบบราชการ [Bureau crazy] ขึ้นมาเป็นเครื่องมือ ทำให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ทั้งสูงและต่ำต้องมีสถานภาพ ตำแหน่ง ฐานะ สิทธิ และอำนาจแน่นอนในกรอบแบบแผน บุคคลเหล่านี้นับเนื่องในชนชั้นปกครองที่ต่างไปจากประชาชนทั่วไปที่เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ระบบราชการศักดินามีอะไรที่คล้าย ๆ กับระบบขุนนางจีนในการเลือกคนดีเข้ารับราชการ แต่ต่างกันในแง่ที่จีนมีระบบการสอบที่เรียกกันว่า จอหงวน แต่ทางอยุธยาเลือกจาก หนึ่ง คนที่ใกล้ชิดมีเทือกเถาเหล่ากอที่ไว้ใจได้กับ สอง คนที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมาทางชาติพันธุ์ โดยเหตุนี้สังคมสยามจึงมีช่องทางและบันไดที่ทำให้คนต่างชาติต่างถิ่นเข้ามาเป็นข้าราชการขุนนางในนามของคนไทยได้ ความเป็นคนไทยนี้แท้จริงแล้วมีรากเหง้ามาจากพัฒนาการทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองและผู้คนแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ลงมา ที่เรียกรวม ๆ ว่า สมัยทวารวดี อัตลักษณ์ของสมัยทวารวดีและสังคมทวารวดีนั้น คือ การนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทหรือหินยานเป็นหลัก แม้ว่าต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จะมีศาสนาฮินดูแลพุทธมหายานตันตริกเข้ามาผสมผสานด้วยก็ตาม แต่แก่นแท้ก็ยังเป็นเถรวาทนั่นเอง ซึ่งแลเห็นได้จากพระพุทธรูปแบบทวารวดี อู่ทอง สุโขทัย เชียงแสน และอยุธยาตามลำดับ รวมทั้งคติการเป็นพระสมมุติราชของพระมหากษัตริย์ที่สะท้อนมาจากกฎหมายตราสามดวง ลิลิตโองการแช่งน้ำ ไตรภูมิ และทศชาติ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีการรวมนครรัฐที่แต่ล้วนเป็นอิสระในดินแดนสยามประเทศเป็นราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น พระพุทธศาสนาเถรวาท ก็คือ ศาสนาหลักของชนชาติสยามประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือ มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากเดิมสมัยทวารวดีมาเป็นพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ สำหรับผู้คนที่อยู่ในดินแดนสยามนี้ก็หาได้เป็นแบบเดิม กลุ่มเดิม ที่มีมาแต่สมัยทวารวดีไม่ หากมีกลุ่มใหม่หลายชาติพันธุ์และถิ่นฐานเคลื่อนย้ายเข้ามา ทว่า ท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์ดังกล่าวนี้ ผู้คนในสยามประเทศเลือกใช้ภาษาไทเป็นฐานในการสร้างภาษากลางเพื่อสื่อสารกันเองและรวมไปถึงการสังสรรค์กับคนภายนอกด้วย ทั้งพุทธเถรวาท ทั้งภาษาไท และระบบศักดินา ทั้งหลายอย่างนี้คือ สิ่งที่ทำให้ผู้คนมีการผสมผสานและบูรณาการความเป็นไทยขึ้น ดังนั้น หากพูดกันถึงความเป็น คนไทย แล้ว ก็จะต้องมองไปในเรื่องบูรณาการอันเกิดจากพระพุทธศาสนาเถรวาทที่มีมาแต่สมัยนครปฐมทวารวดี การใช้ภาษาไทเป็นภาษากลางที่ผู้คนในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เกือบทั้งประเทศใช้สื่อสารกัน และสุดท้าย คือ ระบบศักดินาที่มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง คือ ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ คำว่า “ไทย” มีปรากฏในจารึกสุโขทัยแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ในลิลิตยวนพ่าย พุทธศตวรรษที่ ๒๑ และในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ คือ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ก็มีปรากฏในเอกสารบันทึกของชาวฝรั่งเศสและบันทึกของโกษาปานตอนไปฝรั่งเศสที่พูดถึงกรุงไทยและพระมหากษัตริย์ไทย ความเป็นคนไทยดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในดินแดนสยามประเทศที่เป็นมาตุภูมิ ที่แม้จะมีคนต่างชาติต่างเผ่าพันธุ์ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมาอยู่รวมกันตั้งแต่สามชั่วคนขึ้นไป เกิดลูกหลานเป็นเหล่าเป็นกอแล้ว ความเป็นคนไทยก็เกิดขึ้นในสำนึก ครั้นถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลงมา บ้านเมืองรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ มีชนต่างชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานเป็นแผ่นดินเกิดของลูกหลาน พระมหากษัตริย์และสังคมสยามก็หารังเกียจไม่ ยินดีที่จะให้ความสะดวกสบายและต้อนรับให้เป็นประชาชนพลเมือง ดังที่ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ นักมานุษยวิทยาอาวุโสได้อธิบายไว้ว่าสังคมไทยสมัยก่อนต้องการคนจากถิ่นต่าง ๆ เพื่อเอามาเป็นพลเมือง การมีกำลังคนมาก คือ สิ่งที่รัฐต้องการ แต่รัฐสยามก็มองอะไรสูงกว่านั้นก็คือ การเลือกเฟ้นและต้อนรับคนต่างชาติต่างถิ่นที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ มาช่วยราชการหน้าเมือง เหตุนี้จึงมีบรรดาขุนนางข้าราชการที่เป็นคนต่างชาติเข้ามาเป็นขุนนางดำรงตำแหน่งทั้งสูงและต่ำมากมาย คนเหล่านี้และลูกหลานก็คือ คนไทยนั่นเอง สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ สภาพของสังคมไทยสมัยอยุธยาตอนปลายนี้ยังแตกต่างไปจากสมัยก่อน ๆ โดยสิ้นเชิง เพราะมีจำนวนประชากรมากขึ้นอันเนื่องจากมีคนกลุ่มใหม่ ๆ ย้ายเข้ามาผสมผสาน มีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การค้าขายทางทะเลที่ทำให้วิถีชีวิตและรูปแบบของการเป็นอยู่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่ง อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้ภาพรวม ๆ ว่าเป็น วัฒนธรรมกฎุมพี คือ เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นแทนที่จะมีเพียงชนชั้นปกครองและชนชั้นผู้ถูกปกครองเหมือนแต่เดิม มามีชนชั้นกฎุมพีแทรกอยู่ระหว่างกลางในลักษณะที่ผสมผสานกับทั้งทางชนชั้นล่างและชั้นบน ชนชั้นกฎุมพีนี้คือ ที่มาของชนชั้นกลางที่ปรากฏตัวอย่างเห็นชัดแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา ข้าพเจ้าคิดว่าชนชั้นกฎุมพีนี่แหละคือ คนไทย และบรรดาขุนนาง ข้าราชการที่เป็นเจ้าขุนมูลนายเป็นจำนวนมากก็คือ ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ชาวต่างชาติที่ดำรงตำแหน่งสูง ๆ และสำคัญของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นแขก เจ๊กจีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ชวา มลายู อะไรต่าง ๆ หลายคนกลายเป็นต้นโคตรหรือผีเก๊าของตระกูลขุนนางสำคัญ ๆ ที่นับชื่อเสียงเรียงนามอย่างสืบเนื่องในสังคมสมัยรัตนโกสินทร์ ตระกูลขุนนางที่สำคัญและมีอำนาจและบารมียิ่งใหญ่ของกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ ลงมาจนถึงรัชกาลที่ ๕ คงไม่มีใครเกิน ตระกูลบุนนาค ซึ่งในปัจจุบันมีประวัติและตำนานการสืบเชื้อสายกันมานาน กล่าวได้ว่ามีลักษณะเป็น โคตรวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย คำว่าโคตรวงศ์นี้เปรียบคล้ายๆ กับคำว่า “แซ่” [Clan] ในสังคมจีนที่อ้างถึงการสืบเชื้อสายมาจากต้นโคตร ซึ่งสามารถสืบเชื้อสายทางฝ่ายพ่อแต่ละรุ่นแต่ละยุคสมัยได้อย่างค่อนข้างชัดเจน แต่ของคนไทยในสังคมกฎุมพีนั้น คนที่เป็นต้นโคตรถึงแม้ว่าจะมีตัวตนจริงแต่การสืบเชื้อสายนั้นไม่ชัดเจน เพราะอาจจะนับทางฝ่ายพ่อหรือแม่ก็ได้ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างตัวโคตรกับบุคคลที่เป็นต้นตระกูลนั้นไม่ชัดเจนและเล่าผ่านคำบอกเล่าที่เป็นตำนาน ในกรณีตระกูลบุนนาคนั้น เชื่อว่าต้นโคตร คือ ท่านเฉกอะหมัดหรือเจ้าพระยาบวรราชนายก อัครเสนาบดีสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นแขกเปอร์เซียที่เป็นพ่อค้ามาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา ได้เข้ามารับราชการดำรงตำแหน่งสำคัญในเรื่องการค้าทางทะเลและการเมืองการปกครองในเขตหัวเมืองชายทะเลไปจนถึงภาคใต้ โดยย่อก็คือเป็นขุนนางคนสำคัญที่คุมกำลังคนและกิจการต่าง ๆ ทางกลาโหมและกรมท่า ที่มีลูกหลานสืบเชื้อสายกันต่อมา คนหนึ่งในเชื้อสายของท่านเฉกอะหมัดก็คือ นายบุนนาค ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายบุญมา ผู้มีตำแหน่งเป็นนายสุดจินดา หุ้มแพร มหาดเล็กของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและเป็นสามีของท่านนวลผู้เป็นน้องสาวของท่านนาค ภริยาของนายทองด้วงผู้มีตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นายบุญมาก็คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และนายทองด้วงก็คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และนายบุนนาคก็คือ เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา สมุหพระกลาโหม ผู้ควบคุมทั้งการค้าทางทะเลและการทหาร การปกครองทางหัวเมืองชายทะเลและภาคใต้ นับเป็นต้นตระกูลบุนนาค ลูกหลานของเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาจึงมีฐานะเป็นราชินิกุลเป็นที่สนิทชิดเชื้อกับพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ ได้รับใช้และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งขุนนางสำคัญของแผ่นดินเรื่อยมา จากเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ เชื้อสายของตระกูลบุนนาคสองท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็น สมเด็จเจ้าพระยาฯ สองท่านที่นับเป็นตำแหน่งขุนนางที่สูงสุดในแผ่นดิน คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ อนุสรณ์สำคัญของสมเด็จเจ้าพระยาทั้ง ๒ ท่านนี้ก็คือ วัดประยูรวงศ์และวัดพิชัยญาติ ที่เป็นวัดสำคัญสร้างในย่านที่อยู่อาศัยของคนในตระกูลบุนนาคตรงปากคลองบางหลวงและคลองสาน ฝั่งธนบุรี ในเรื่องเล่าขานกันในตระกูลบุนนาคยุคนี้แยกออกเป็น ๒ วงศ์คือ สุริยวงศ์ ของสมเด็จเจ้าพระยาองค์พี่และ จันทรวงศ์ ของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อง ครั้นตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ต้นรัชกาลที่ ๕ ก็เกิดสมเด็จเจ้าพระยาอีกท่านหนึ่งคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้เป็นบุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาองค์พี่ ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ ตระกูลบุนนาคมีบทบาทสำคัญที่สุดทางการเมืองในการสืบราชบัลลังก์ของพระมหากษัตริย์ อันเนื่องมาจากกลุ่มอำนาจในแผ่นดินแยกออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มวังหลวงของรัชกาลที่ ๓ กลุ่มของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ และกลุ่มบุนนาคของสมเด็จเจ้าพระยาสองพี่น้อง กลุ่มตระกูลบุนนาค คือ ผู้ที่ดำเนินการทั้งการขจัดความขัดแย้งที่จะทำให้เกิดความรุนแรงและในขณะเดียวกันก็รักษาอำนาจของตนเองไว้ ด้วยการเป็นผู้ทูลเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ามหามงกุฎ ซึ่งผนวชเป็นพระสงฆ์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ และประนีประนอมกับกลุ่มของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ด้วยการยอพระยศเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ มีวังหน้าเป็นพระราชสถาน ทั้งวังหน้าและวังหลวงต่างก็มีความสัมพันธ์กินดองเป็นเครือญาติกับตระกูลบุนนาคด้วยกัน โดยเฉพาะทางวังหลวงนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงขอท่านเจ้าคุณแพ ผู้เป็นหลานสาวของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ให้เป็นพระชายาองค์แรกของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจุฬาลงกรณ์พระบรมราชโอรส ผู้ต่อมาเสวยราชเป็นรัชกาลที่ ๕ ท่านเจ้าคุณแพก็ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ เจ้าจอมองค์แรกของรัชกาลที่ ๕ ในขณะที่ทางวังหน้า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนิทสนมกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นพิเศษ ถึงกับทรงให้พระราชโอรสองค์โต คือ พระองค์เจ้ายอร์จวอชิงตัน มาเรียนฝึกราชการกับสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตได้ทรงตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจุฬาลงกรณ์ผู้เสวยราชสมบัติยังทรงมีพระชันษาน้อยอยู่ เพื่อขจัดความขัดแย้งระหว่างวังหน้ากับวังหลวง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ทูลเสนอให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งปิโยรสหรือยอร์จวอชิงตัน พระโอรสในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ก็ดูไม่เป็นที่สบอารมณ์ของพวกวังหลวง เพราะแลเห็นว่าทางวังหน้าต่ำศักดิ์กว่า ทำให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ต้องแสดงอำนาจเด็ดขาดด้วยการปราม จึงสงบไป แต่ความรู้สึกขัดเคืองก็ยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการขัดแย้งทั้งในเรื่องอำนาจและความคิดที่เป็นช่องว่างระหว่างวัย [Generation Gap] สมเด็จเจ้าพระยาฯ นั้น นับเป็นผลผลิตของคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่พยายามเรียนรู้วิชาการทางตะวันตกในด้านต่างๆ ไม่ว่าการต่อเรือ การสร้างถนน การขุดคลอง และกิจกรรมทางพาณิชย์ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการขุดคลอง การสร้างถนน สถานที่ทำการรัฐบาล วังและวัดในจังหวัดราชบุรีและอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันตก สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็เรียนรู้แบบที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ให้เรียนรู้เข้าใจแต่อย่าเลื่อมใส ตรงนี้เองที่ทำให้คนรุ่นสมเด็จเจ้าพระยาฯ แตกต่างไปจากคนรุ่นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพราะคนรุ่นหลังนี้ดูเหมือนหายใจเข้าออกเป็นตะวันตกไปหมด ขุนนางและเจ้านายที่เป็นคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะฝายวังหลวงนี้เองที่ทำให้ความขัดแย้งกับวังหน้าและกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ บานปลาย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในวังหลวง ทางวังหน้าต้องเข้ามาช่วยดับไฟ เพราะกองกำลังต่าง ๆ ในการป้องกันพระนครนั้นอยู่ที่วังหน้า สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จคุมกองกำลังมาช่วยดับไฟ แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพื่อเข้ามายึดอำนาจ ทำให้ในที่สุด กรมพระราชวังบวรฯ ต้องเสด็จลี้ภัยไปอยู่ในสถานทูตฝรั่ง เลยทำให้สมจริงกับคำกล่าวหาและข่าวลือ ซึ่งทางวังหลวงก็ทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดรัชกาลที่ ๕ ต้องเชิญสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ทางวังหน้าเคารพนับถือมาช่วยไกล่เกลี่ย เหตุการณ์จึงสงบได้ อันความขัดแย้งระหว่างวังหน้าและวังหลวงเช่นนี้ ถ้าหากสมเด็จเจ้าพระยาฯไม่รับช่วย และหาโอกาสซ้ำเติมเพื่อประโยชน์ของท่านเองแล้ว ก็คงจะบานปลายเป็นผลร้ายแก่บ้านเมืองเป็นแน่แท้ เพราะถ้าเอาเข้าจริง ๆ กองกำลังของทางวังหลวงคงไม่อาจเอาชนะกำลังข้างฝ่ายวังหน้าและฝ่ายตระกูลบุนนาคได้ นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของสมเด็จเจ้าพระยาฯ เองที่แลเห็นประโยชน์และความสุขของส่วนรวมในฐานะที่ท่านเป็นคนไทย ตระกูลบุนนาคนั้นเมื่อนับย้อนหลังไปถึงเจ้าโคตร คือ ท่านเฉกอะหมัด แล้วก็หาใช่คนไทยไม่ หากเป็นแขกที่มาจากเปอร์เซีย มีเชื้อสายสืบมาหลายสาย บางสายยังนับถือศาสนาอิสลามอยู่แต่สายที่มาเป็นตระกูลบุนนาคได้ นั่นคือ พวกที่เข้ามารับราชการเป็นขุนนางและเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา เรานับเป็นตระกูลหนึ่งที่มีบทบาทในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญด้วย แต่ความเป็นคนไทยของคนในตระกูลบุนนาคนั้นก็หาได้เป็นอยู่เพียงตระกูลเดียวไม่ หากยังมีตระกูลอื่น ๆ ที่เป็นขุนนางที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าโคตรที่เป็นเจ๊ก ฝรั่ง ญวน ลาว และเขมร แม้แต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เอง การที่คนต่างชาติกลายเป็นคนไทยดังกล่าวนี้ก็มีอยู่ อย่างเช่นในครอบครัวของเจ๊กหลาย ๆ ครอบครัวที่มีลูกหลายคน ลูกคนที่เข้ารับราชการมักได้รับการยกย่องว่าเป็นคนไทย แต่คนอื่นที่ไม่เป็นข้าราชการก็มักเรียกเจ๊กกันอยู่ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ลูกเจ๊กหลานเจ๊กมากมาย เรียนสูง เรียนนอก เข้ารับราชการเป็นเจ้ากระทรวง ทบวง กรม ก็มาก กลายเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี และนักธุรกิจใหญ่ ๆ ก็มาก กลายเป็นคนไทยไปหมด ดังเห็นได้จากเปลี่ยนชื่อแซ่มาใช้นามสกุลที่มีภาษาบาลีสันสกฤต สมาสกันเป็นวลียาว ๆ บุคคลเหล่านี้ที่ดีมีคุณธรรมก็มาก แต่ที่เลวเป็นพวกเจ๊กกบฏก็มาก เพราะหาได้เป็นคนไทยแบบสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์แห่งตระกูลบุนนาคไม่ ที่มองเห็นความสำคัญของส่วนรวมของประเทศชาติมากกว่าผล ประโยชน์ส่วนตัวและของพรรคพวกพี่น้อง ข้าพเจ้ามีความสะใจเป็นอย่างมากที่มีการยุบพรรคการเมืองที่เคยเป็นใหญ่ในแผ่นดินเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพราะมีนักการเมืองเป็นจำนวนมากที่เป็นเจ๊กกบฏที่หวังส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ศรีศักร วัลลิโภดม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เมืองไทยทูเดย์ : ไม่มีพุทธแต่มีผีกับไสย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2550 สิ่งที่น่าแปลกใจในทุกวันนี้ของสังคมไทยก็คือ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีบุคคลพวกหนึ่งทั้งห่มผ้าเหลืองและไม่ห่มออกมาเรียกร้องให้มีการกำหนดให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในกฎหมายทางราชการ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมา ทั้งอีกผิดเพี้ยนและขัดแย้งกับสถาบันกษัตริย์ที่มีมาแต่อดีต นั่นก็คือพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกที่ต้องทรงให้ความเป็นธรรมแก่ไพร่บ่าวพลเมืองที่มาจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และนับถือศาสนาต่างกัน ทั้ง ๆ ที่องค์พระมหากษัตริย์เองทรงเป็นพุทธมามกะอันเป็นสิ่งที่บ่งแสดงอยู่แล้วว่านับถือพุทธศาสนาโดยพฤตินัยและถือเป็นพระศาสนาสำคัญที่เป็นหลักของบ้านเมืองอยู่แล้ว ม้าลาย สัตว์สัญลักษณ์ของการแก้บนในมิติใหม่ โดยประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยามที่มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ศูนย์กลางนั้นได้อุบัติขึ้นตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ได้มีการสร้างและขยายพื้นที่พระราชวังเดิมให้เป็นพระบรมมหาราชวังที่มีวัดพระศรีสรรเพชญดาญาณอยู่ภายในกำแพง เพื่อเป็นที่ทำพระราชประเพณีพิธีกรรมของราชอาณาจักร โดยเฉพาะพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในพระวิหารหลวงของวัด ซึ่งพระพุทธรูปศรีสรรเพชญเป็นพระประธานอยู่ท่ามกลางบรรดาพระพุทธรูปใหญ่น้อยที่ศักดิ์สิทธิ์ของราชอาณาจักร ท้ายจรนัมของพระมหาวิหารก็เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระอดีตมหากษัตริย์ของพระนคร พระมหาสถูปเจดีย์สามองค์อันเป็นอัตลักษณ์ของวัดก็ล้วนเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นสถานภาพของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี หรือถ้าหากไม่จุใจก็อาจมองกว้างลงไปเบื้องล่าง ยังชุมชนในระดับเมืองและบ้านก็ได้ที่มีทั้งวัดมหาธาตุประจำเมืองสำคัญและมีวัดประจำหมู่บ้านแทบทุกแห่ง ซึ่งบ้านและนามวัดก็ล้วนแต่เป็นชื่อเดียวกัน บ้านพุทธและวัดพุทธมีมากมายแทบทุกหนแห่ง มีมากในขณะที่บ้านของคนคริสต์และคนมุสลิมก็มีโบสถ์และมัสยิดเป็นศูนย์กลาง แต่มีจำนวนน้อย ซึ่งวัดและบ้านเหล่านั้นก็คือสิ่งที่พระมหากษัตริย์ที่เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกโปรดให้สร้างหรือสร้างให้ เพื่ออยู่รวมกันในประเทศชาติอย่างเป็นสมานฉันท์ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นอันใดเลย ที่จะต้องเรียกร้องให้ตราใช้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าบรรดาผู้เรียกร้องทั้งที่เป็นสงฆ์และฆราวาส ควรไตร่ตรองและทบทวนก็คือ เมืองไทยทุกวันนี้ยังเป็นเมืองพุทธที่มี คนไทย นับถือพุทธจริย หรือเพราะข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านพุทธทาสเคยเทศน์ในวิทยุว่า “สังคมไทยเดี๋ยวนี้มีแต่ไสยไม่เห็นพุทธ” ซึ่งข้าพเจ้าใคร่เสริมท่านต่อไปอีกในที่นี้ว่า “มีแต่ผีด้วย” ที่ว่ามีแต่ไสยนั้น เห็นได้ชัดจากการที่วัดวาอารามเป็นจำนวนมากทั้งในเมืองและหมู่บ้านตามชนบท ต่างพากันหาเงินเข้าวัดด้วยการสร้างวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางของขลังทางไสยศาสตร์ โดยผู้ประกอบพิธีกรรมก็คือบรรดาพระสงฆ์ใหญ่น้อยนั่นเอง องค์จตุคามรามเทพที่แพร่หลายมาจากวัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช วัดใดที่มีพระสงฆ์เป็นเกจิอาจารย์ก็จะมีคนอื่นมาบริจาคมาก จนความสำคัญของวัดแทบหมดไป กลับไปอยู่ที่พระเกจิอาจารย์แทน ทำให้เกิดความร่ำรวยในส่วนตัวของพระรูปนั้นและพี่น้อง รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาด้วย พระเกจิอาจารย์บางคนถึงกับต้องมีผู้จัดการดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ คล้าย ๆ กับผู้จัดการนักมวยโลกก็มี ความมั่งคั่งทางทรัพย์สินและวัดทำให้สังฆาวาสใหญ่โตนำหน้าพุทธาวาสก็แยะ โดยเฉพาะกุฏิสงฆ์ที่เป็นที่พำนักของพระเจ้าอาวาสหรือพระเกจิอาจารย์ดูโอ่โถง มีทีวี มีเครื่องประดับ และรถยนต์ราคาแพงรวมอยู่ด้วย ดูไม่ต่างกับคฤหาสน์ของพวกพ่อค้าคหบดีอะไรทำนองนั้น แล้วไปวัดจะเห็นพุทธศาสนาได้อย่างไร กระแสของไสยศาสตร์ที่มาแรงในขณะนี้ ก็คือการสร้าง จตุคามรามเทพ ที่แพร่หลายมาจากวัดมหาธาตุนครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้บรรดาวัดใหญ่น้อยแทบทุกภาคของราชอาณาจักรปลุกเสกจตุคามรามเทพกันเป็นบือไป อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสของไสยศาสตร์ที่เชี่ยวกราก ก็ยังมีสิ่งที่เป็นศาสนาอยู่ ไม่ใช่พุทธแต่เป็นผี คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนในเมืองไม่รู้จักพุทธและไม่เอาพุทธ เพราะพุทธเป็นเรื่องของโลกหน้า แต่ผีสามารถตอบสนองความเป็นความตายและยากดีมีจนใน โลกนี้ ได้ ผีจึงเกิดขึ้นเต็มเมืองมากกว่าตามหมู่บ้านในชนบท คนกราบไหว้และสวดอ้อนวอนผี บนบานผีมากกว่าพุทธ การนับถือผีไม่มีพระแต่มีคนทรงแทน และคนทรงเป็นจำนวนมากก็เป็นหญิงมากกว่าชาย เลยเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นหญิงมีอำนาจเหนือชายในปัจจุบัน จุดอ่อนของศาสนาผีต่างกับพุทธก็คือ ผีสามารถติดสินบนได้ คนจึงพากันไปบนขอหวยขอโชคลาภกัน แต่พุทธทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของโลกหน้าและกฎแห่งกรรม สังคมไทยสมัยก่อน แม้ว่าผีกับพุทธจะอยู่ด้วยกันในพื้นที่ของวัด แต่ก็มีกาลเทศะ เช่น ศาลผีจะเข้าไปอยู่ในพุทธาวาสและสังฆาวาสไมได้ เป็นต้น อีกทั้งพุทธก็ทำให้ผีกลายเป็นสาวก รักษาพุทธศาสนา และดูแลทุกข์สุขทางโลกของผู้คน แต่ปัจจุบันผีมีน้ำยากว่าพุทธ เพราะนอกจากทำให้พระสงฆ์บางรูปกลายเป็นหมอผีหรือทำให้คนกราบไหว้พระพุทธรูปขอลาภขอยศได้เยี่ยงผีแล้ว ยังสามารถทำให้ศาสนาอื่นทั้งฮินดูและพุทธมหายานกลายเป็นผีไปด้วย ซึ่งเห็นได้จากการสร้างศาลขึ้นกราบไหว้บูชา กระจายกันไปตามถนนหนทาง และที่ต่าง ๆ แทนการสร้างตามสถานเทวาลัย ปราสาท ขึ้นตามบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน อีกทั้งเป็นศาลที่ใคร ๆ ก็สร้างได้ ศาลเหล่านี้มีการสร้างรูปพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุ หรือพระพิฆเนศ แต่มีการกราบไหว้บนบานแบบที่ทำกับผี รวมทั้งมีคนทรงหมีแดง หมีเขียว หมีขาว ทำหน้าที่สื่อกับพระเป็นเจ้าเยี่ยงเดียวกับสื่อกับผี แต่ที่น่าตกใจทางราชการก็เอากับเขาด้วย ที่ตามโรงเรียนหรือสถานที่ราชการดัดจริตสร้างหอพระขึ้นมาอย่างโดด ๆ ให้คนกราบไหว้ ซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับคนผีและไหว้ผีเลย อันพระเป็นเจ้าและเทพที่ใหญ่และสูงสุดทั้งฮินดูและพุทธมหายานนั้น กล่าวตามประเพณีการเคารพบูชาแล้ว การจะติดต่อสื่อสารก็ด้วยการกราบไหว้ อ้อนวอน และบำเพ็ญตบะบารมีต้องใช้เวลานานกว่าจะมีปรากฏการณ์ออกมา หาใช่สื่อกันกับผีเช่นนี้ไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อมองภาพรวมแล้วก็จะแลเห็นว่า ปัจจุบันในเขตเมืองเล็กและใหญ่ ทั้งราชอาณาจักร ล้วนมีคนผีกระจายกันอยู่แทบทุกระแหง มีทั้งคนใหญ่ คนเล็ก มีทั้งมีที่สร้างขึ้นใหม่และนำเข้ามาจากภายนอก ข้าพเจ้าคิดว่า เหตุใหญ่ที่ทำให้ศาสนาผีครองเมืองนั้น อยู่ที่การดำเนินงานของรัฐเอง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา มีการเคลื่อนไหวที่ทำให้พระพุทธศาสนาบริสุทธิ์ ด้วยการเน้นการสอนและเผยแพร่ไปในทางที่เป็นปรัชญาจนเกินไป จนบดบังความสำคัญของศาสนาอันเป็นเรื่องของความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ การเน้นพุทธในทำนองที่เป็นปรัชญานั้น จะเป็นผลสำเร็จได้ก็เฉพาะกลุ่มชนที่มีการศึกษาและมีปัญญาเท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคมของประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ยังมองพุทธเป็นเรื่องของความเชื่อที่เกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติอยู่ จึงเข้าทางของศาสนาผีที่ไม่เน้นในเรื่องปรัชญา แต่เน้นความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติในทางประเพณีพิธีกรรมที่มักเป็นเรื่องทางไสยศาสตร์ เลยทำให้ผีกับไสยศาสตร์ไปกันได้ แต่พุทธไปไม่ได้ ดูเหมือนการเคลื่อนไหวของศาสนาผีที่ติดอันดับอยู่ในขณะนี้ก็คือ จตุคามรามเทพ ที่อาจเป็นได้ทั้งศาสนาและไสยศาสตร์ในเวลาเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเอารูปจตุคามรามเทพมาบูชาหรือมาห้อยคอ ในความเชื่อที่ว่า “มีกูมึงไม่จน” แล้ว ก็คือไสยศาสตร์ เพราะเป็นการสนองตัณหาความอยากที่เป็นปัจเจกบุคคลนิยม แต่ถ้าหาก “มีกูมึงไม่โกง” แล้ว ก็คือความเชื่อทางศาสนา เพราะอ้างอิงอำนาจเหนือธรรมชาติให้มาดูแลในเรื่องทางศีลธรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนที่เป็นหมู่เหล่าในชุมชน จตุคามรามเทพเป็นปรากฏการณ์ของศาสนาผีที่แพร่หลายไปทั่วประเทศ แต่ในกรุงเทพฯ มีปรากฏการณ์อีกมากมายหลายผีเกิดขึ้นอย่างซับซ้อน เช่น กรณีการบูชาและบนบาน หลวงปู่จันดี มีมากับการขยายตัวของถนนหนทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและภัยบนท้องถนนเป็นประจำ ชาวบ้านชาวเมืองจึงพากันสร้างศาลหลวงปู่จันดีขึ้นในหลาย ๆ แห่ง แล้วพากันถวาย ม้าลาย ให้เป็นพาหนะ เพื่อใช้สอยในการแก้บน ม้าลายกลายเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะถ้าจะปลอดภัยก็ต้องข้ามถนนที่ทางม้าลาย ม้าลายเลยกลายเป็นสัตว์สัญลักษณ์เพื่อการแก้บนในมิติใหม่แทนการใช้รูปสัตว์ที่เป็นช้าง ม้า หรือสัตว์อื่น ๆ ที่เคยมีแต่เดิม ศาลหลวงปู่จันดีแต่ละแห่ง มีรูปปั้นม้าลายเป็นบริวารและสัตว์เลี้ยงเป็นร้อยเป็นพันก็มี เมื่อพูดถึงม้าลายแล้วก็ขอเลยเถิดไปยังสัตว์สัญลักษณ์อื่นในระบบความเชื่อที่เป็นศาสนาผีต่อ คือ ไก่ชน ที่มีการทำรูปปั้นทั้งขนาดใหญ่และเล็กไปเซ่น หรือแก้บนตามศาลเจ้าที่สำคัญ โดยเฉพาะศาลสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเจ้าตากสิน เริ่มตั้งแต่ศาลสมเด็จพระนเรศวรที่เมืองพิษณุโลกก่อน ไก่ชนมีอยู่ในพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร เมื่อครั้งเป็นเชลยอยู่ที่เมืองหงสาวดี ทำให้เกิดตำราไก่ชนสมเด็จพระนเรศวรขึ้น แล้วต่อมาก็มีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้คิดและสนับสนุนให้ทำรูปไก่ชนไปแก้บนที่ศาล ภายหลังจึงแพร่หลายไปทั่วถึงศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน และศาลเจ้าสำคัญอื่น ๆ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าในสังคมไทยปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่มองทุกสิ่งทุกอย่างเพียงแต่ โลกนี้ ความมั่นคงในชีวิตอยู่เพียงแค่โลกนี้ โลกหน้าเป็นเรื่องไร้สาระ พุทธจึงสู้ผีไม่ได้ ผีเป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมืองมาก่อนพุทธ แล้วทำไมไม่มีการเสนอให้ผีเป็นศาสนาหลักในกฎหมายรัฐธรรมนูญบ้างล่ะ ทุกวันนี้ก็มีพุทธอยู่บ้าง แต่เป็นการเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ของคนกลุ่มน้อยมากกว่า คือ บรรดาคนแก่หญิงและเด็กที่เข้าหาสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีอยู่ในวัดพุทธเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ตามเอกเทศ พุทธศาสนาเถรวาทจะสืบเนื่องต่อไปได้ก็เพียงการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้แหละ ศรีศักร วัลลิโภดม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ประเพณีสืบสานเล่าขานมอญ/เม็ง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2550 คนมอญหาได้มีอาศัยอยู่แต่เฉพาะภาคกลางของประเทศไทยเท่านั้น ที่นี่...สองฝั่งริมน้ำปิง ทั้งที่บ้านหนองดู่-บ้านบ่อคาว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และฝั่งตรงกันข้ามบ้านกอโชค-บ้านหนองครอบ ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ หากแต่มอญทางตอนเหนือจะถูกเรียกกันว่า “เม็ง” (ในอดีตหากพูดคำว่าเม็งแก่ชาวมอญจะถือว่าเป็นการดูถูก) เม็งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยในพื้นที่ภาคเหนือมาเป็นเวลาช้านาน ชุมชนเม็งทั้ง ๔ หมู่บ้านดังกล่าว ใน ๒ หมู่บ้านหลังที่ตั้งอยู่ทางฝั่งสันป่าตองหรือฝั่งตะวันตกของน้ำปิงนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นชุมชนที่รักษาเอกลักษณ์ทางภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมมอญไว้ได้น้อยกว่า ๒ หมู่บ้านทางฝั่งป่าซางหรือฝั่งตะวันออกของน้ำปิง ทั้งนี้เนื่องด้วยเหตุผลการถูกกลืนให้เป็นคนเมืองหรือคนท้องถิ่นเป็นสำคัญ ประวัติความเป็นมาของเม็งในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ จากการบอกเล่าของพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ปราชญ์ชาวบ้านทั้งทางวัฒนธรรมและภาษามอญ ได้อธิบายว่า เม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และกอโชค-หนองครอบ เป็นชุมชนมอญที่อาศัยอยู่ที่นี้ (ริมฝั่งน้ำปิง) มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทั้งยังได้มีคนมอญ/เม็งจากที่อื่นๆ เดินทางเข้ามาอาศัยกับคนเม็งที่อยู่เดิม โดยอาจจะเป็นญาติ หรือเป็นคนเม็งเช่นเดียวกัน ต่อมาจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นชุมชนคนเม็งไปโดยปริยาย จากการให้ข้อมูลของพ่อหนานบุญมีนั้น ได้สอดคล้องกับการเสด็จล่องลำน้ำปิงของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ที่ได้ทรงแวะบ้านมอญหนองดู่ “ได้ออกเรือแวะบ้านหนองดู่ เป็นบ้านมอญ ได้ความว่าอพยพขึ้นมาจากทางใต้ได้สัก ๓ ชั่วคน เดี๋ยวนี้มีมอญประมาณ ๑๒๐ คน มีวัดโบราณ ๒ วัด วัดดอนเรียกว่า วัดเดิม มีพระเจดีย์ก่ออิฐฐานสี่มุม พระเจดีย์กลมลายปั้นงาม ทำนองจะเป็นวัดหลวง อีกวัดอยู่ริมแม่น้ำเป็นวัดเก่าปฏิสังขรณ์ใหม่...บ้านหนองดู่มีนิทานเล่ากันว่าเป็นบ้านเศรษฐี ซึ่งเป็นบิดาของนางจามเทวี เดิมจะยกนางจามเทวีให้แก่บุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงแต่ทีหลังกลับคำ เพราะเห็นบุตรเศรษฐีบ้านหนองเหวี่ยงรูปชั่ว บิดาทั้งสองฝ่ายจึงวิวาทกัน...พระอินทร์จึงให้พระวิสุกรรมมารับนางไปถวายพระฤๅษีวาสุเทพ พระฤๅษีจึงชุบนางให้งามยิ่งขึ้น แล้วส่งไปถวายเป็นธิดาเจ้ากรุงละโว้” การฟ้อนผีเม็ง หนึ่งในพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งแสดงถึงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษ (ผีปู่ย่า) ในการฟ้อนผีเม็งจะมีวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบอยู่ตลอดเวลา ในส่วนของชาวบ้านต่างเชื่อว่า ที่ชุมชนบ่อคาวเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี (ปฐมกษัตรีย์แห่งนครหริภุญชัย หรือลำพูน) และเป็นบ้านเศรษฐีอินตา บิดาของพระนาง ดังจะเห็นได้จากการที่มีโบราณสถานภายในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงภายในวัดเกาะกลางด้วย ประกอบกับตำนานจามเทวีวงศ์ที่กล่าวถึงเมืองหริภุญชัย ว่าประมาณสมัยพระยาจุเลระราช (๑๕๙๐-จ.ศ.๓๐๙) ได้เกิดอหิวาตกโรค ชาวเม็งจึงได้ลี้ภัยไปอยู่ที่สะเทิมและหงสาวดี หลังจากโรคร้ายสงบ จึงได้กลับมาหริภุญชัยตามเดิม ซึ่งในเนื้อหาตำนานจามเทวีวงศ์ ก็ยิ่งตอกย้ำทำให้คนเม็งในชุมชนดังกล่าว เชื่อว่าตนเองเป็นเม็งที่มีเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี และอยู่ที่นี่มาช้านาน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ชาวเม็งจึงได้นำเอาพระนางจามเทวีมาเป็นบรรพบุรุษของตน จากความเป็นมาของเม็งหนองดู่-บ่อคาวทั้งที่พ่อหนานบุญมี ชาวบ้านและเอกสารต่างๆ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่มาที่แน่นอนของคนเม็งในพื้นที่ดังกล่าวได้ หากอาจจะกล่าวในภาพรวมว่าเป็นคนเม็งที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานเป็นสำคัญ การสอนภาษามอญให้กับเยาวชนมอญในพื้นที่ โดยพ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรม ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากชาวเม็งและหลวงพ่ออวยชัย สิทธิชโย (รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง) ซึ่งเป็นชาวมอญในพื้นที่ จากการที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ทั้งยังเป็นชุมชนเม็งที่แวดล้อมไปด้วยคนยอง และคนเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเม็ง ซึ่งแต่เดิมมีให้เห็นกันมากได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าในเรื่องของวัฒนธรรม การแต่งกาย ภาษา อาหาร เป็นต้น ทั้งนี้ในการเปลี่ยนแปลง ย่อมที่จะต้องมีสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตกค้างสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันเป็นแน่ ชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว ยังคงพยายามที่จะอนุรักษ์ และสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ของเม็งไว้ให้มากที่สุด ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ในปัจจุบันอาจจะถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง ทั้งนี้ก็เนื่องจากพลวัตรการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นเหตุ ความเป็นเม็งสิ่งแรกที่เดินทางมาถึงในชุมชน นั่นก็คือ วัด กล่าวคือ วัดในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีอยู่ ๒ วัดด้วยกัน คือ วัดหนองดู่ ตั้งใกล้ริมฝั่งน้ำปิง และวัดเกาะกลาง อยู่ในพื้นที่บ้านบ่อคาว โดยวัดหนองดู่เปลี่ยนจากนิกายเถรวาทมาเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ส่วนวัดเกาะกลาง เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อมีพระภิกษุเข้าจำพรรษา จึงปรับมาเป็นธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดส่วนใหญ่จะเป็นคนเม็งในพื้นที่ หรือไม่ก็เป็นพระสายธรรมยุตเป็นสำคัญ และสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดมอญ ก็คือ การมีเสาหงส์หน้าวิหาร เพราะชาวเม็งโดยทั่วไปเชื่อกันว่า หงส์ คือสัญลักษณ์ของพวกตน ทั้งวัดหนองดู่ และวัดเกาะกลาง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมทั้งจิตใจ และกิจกรรมประเพณีต่าง ๆ ของเม็งไว้ทั้งสิ้น นอกจากวัดจะเป็นสัญลักษณ์ภาพรวมที่บ่งบอกถึงความเป็นเม็งได้ในจุดหนึ่งแล้ว วัฒนธรรมประเพณี ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวอธิบายความเป็นมอญได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ประเพณีมอญที่ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาวยังคงพยายามปฏิบัติ เพื่อต้องการอนุรักษ์ไว้ คือ การบวงสรวงพระแม่จามเทวี ได้มีการกล่าวสวดทั้งภาษาไทยและมอญ อีกทั้งในการแสดงมหรสพของมอญ แทบทุกงานจะต้องมีวงปี่พาทย์ร่วมบรรเลง การบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี ในพิธีการบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวีนั้น ชาวเม็งในพื้นที่กล่าวว่าจะมีการบวงสรวงภายในเดือน ๔ ของมอญ (ปอน) เดือน ๕ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๒ (กุมภาพันธ์)ของไทย เป็นประจำทุกปี ในส่วนของวันบวงสรวงจะไม่เจาะจง เพราะแล้วแต่ความสะดวกของคนในชุมชนเป็นที่ตั้ง เหตุที่มีการบวงสรวงก็เนื่องจากเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษของตน ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเชื่อว่าพระนางจามเทวีเป็นบรรพบุรุษของคนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว การบวงสรวงจะทำกันที่บริเวณลานเจ้าแม่จามเทวี ในตัวอำเภอเมืองลำพูน ซึ่งกลุ่มคนที่เป็นคนเม็งที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ไม่ใช่เฉพาะเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว แต่ยังหมายรวมถึงชาวเม็งที่อยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่อีกด้วย ในด้านการอำนวยความสะดวกในเรื่องสถานที่และการจัดงานนั้น ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน แทบทุกปี เพราะในส่วนของ อบต.บ้านเรือน ก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีของเม็งไว้ให้คงอยู่เช่นเดียวกัน การฟ้อนผีเม็ง ประเพณีนี้ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนเม็ง ที่เป็นชื่อเสียงของพวกเขา การฟ้อนผีเม็งนั้นเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมที่ลูกหลานจะแสดงความเคารพต่อผีบรรพบุรุษของตน (ผีปู่ย่า) โดยการฟ้อนจะทำขึ้นในช่วงเดือน ๘ ของมอญ(หจาม) เดือน ๙ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๖ (เดือนมิถุนายน)ของไทย ทั้งนี้ประเพณีการฟ้อนผีเม็ง หาได้ทำกันเป็นประจำทุกปีไม่ แต่อาจจะทำกันเป็นประจำ ๓ ปีต่อครั้ง หรือในกรณีที่มีคนเจ็บป่วยไม่สบายแล้วทำการบนบานศาลกล่าวแก่ผีบรรพบุรุษของตน เหตุที่นาน ๆ จึงจะทำ เนื่องจากในการฟ้อนผีเม็งมีค่าใช้จ่ายมาก การฟ้อนผีเม็งจะเป็นพิธีกรรมที่มากด้วยเนื้อหารายละเอียด ซึ่งก็เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิตของคนเม็งแทบทั้งสิ้น การฟ้อนมีขั้นตอน คร่าว ๆ คือ ในช่วงเช้าของการฟ้อนผีเม็ง อันดับแรก คือ การทำพิธียกครู โดยที่วงปี่พาทย์มอญจะบรรเลงอยู่ตลอดเวลา ต่อมาประธานในการฟ้อนจะเอาของที่เตรียมไว้มาวางที่ฮ้าน(โต๊ะบูชา) และทำการฟ้อนดาบเพื่อทำพิธีต่อ จากนั้นประธานการฟ้อนและลูกเจ้าบ้าน(ลูกของคนที่บนบาน)จะทำพิธีสระสรงต้นกล้วย เพื่อฟันต้นกล้วยไว้ยำกินในตอนเย็น ต่อมาจะเป็นการฟ้อนอาบน้ำและแต่งตัวให้เจ้าของบ้านที่ป่วย จากนั้นประธานนำเทียน ๗ เล่มที่จุดแล้วมาที่เจ้าบ้านเพื่อทำพิธี โดยทำการเชิญ ๓ ครั้ง จากนั้นทำการใส่บาตร โดยแกว่งตะกร้าของบูชา ๓ ครั้ง ถัดจากนั้นให้ผู้ป่วยจับผ้าขาว เพื่อที่จะให้ผีเข้า และทำการฟ้อนต่อไป หลังจากนั้นจึงมีการฟ้อนดูไก่ คือ เอาไก่ต้มมาดู ถ้าขาไก่งุ้มเข้าเสมอกันก็แปลว่าลูกในบ้านรักกันดี ถ้ามีนิ้วไหนชี้ออกมา แสดงว่าพี่น้องแตกแยกกัน ส่วนฟ้อนผีกุลา จะใช้กะละมังที่มีปลา กล้วย ขนม และจะนำดาบมาเสียบเล่นซึ่งใช้เวลานานมาก ฟ้อนกาบปลา คือ คาบปลาแห้ง โดยประธานการฟ้อนจะคาบปลาแห้งไปให้ลูกเจ้าบ้านคาบต่อ แล้ววางไว้ (ซึ่งจะเก็บเอาไว้ยำผักบุ้งตอนเสร็จพิธี ซึ่งถือเป็นยาบำรุง) ฟ้อนแอ่วเป่าป่อน คือ เที่ยวหนุ่มเที่ยวสาวเล่นน้ำปีใหม่ ฟ้อนผีคนตก หรือขันโตก จะบูชาโดยมีขันโตก ๕ ใบ มะพร้าว ๑๕ ลูก กล้วย ๑๕ หวี และดอกไม้ ขนม และประมาณ ๓ โมงเย็นทำการเอาผีมอญขึ้นหอ ต่อด้วยการฟ้อนจิบอกไฟ (จิ-บอก-ไฟ) คือ การนำประทัดมาวางที่ต้นกล้วยที่ได้ฟันก่อนหน้านี้ แล้วทำการจุดไฟ โดยจะทำประมาณช่วง ๔ โมงเย็น พอประมาณเกือบ ๕ โมงเย็นก็ฟ้อนถ่อเรือถ่อแพ กระทั่งคว่ำเรือถือเป็นอันเสร็จพิธีการฟ้อนเม็ง ในส่วนของผาม หรือปะรำในพิธีนั้น ชาวบ้านจะต้องช่วยกันสร้างให้เสร็จในวันเดียว ก่อนที่จะมีงาน ผามจะเป็นเต็มผาม หรือครึ่งผาม สุดแท้แต่เจ้าของบ้านว่าจะฟ้อนทั้งวัด (เต็มผาม) หรือฟ้อนครึ่งวัน (ครึ่งผาม) ในชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาว มีป้าเป็ง สมพันธุ์ เป็นเก๊าหรือประธานการฟ้อนผีที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน จากการบวงสรวงพระแม่จามเทวี และการฟ้อนผีเม็งนี้ ถือเป็นความเชื่อที่เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ยากแก่การอธิบาย เพราะเป็นสิ่งที่ชาวเม็งรับรู้และเชื่อตั้งแต่อดีต หากแต่สิ่งเหล่านี้ยังได้ช่วยหล่อหลอมคนเม็งให้สืบความเป็นเม็งเยี่ยงอดีตและเคารพในบรรพบุรุษของตน จึงไม่น่าแปลกที่เรายังเห็นพิธีกรรมความเชื่อต่าง ๆ ดังกล่าวคงอยู่ในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวต่อไป ลอยหะมด หรือพิธีจ้องเกริ้ง (ลอยกระทง)เป็นประเพณีที่ทำกันในเดือน ๑ ของมอญ (มัว) เดือน ๒ ของเหนือ/คนเมือง หรือเดือน ๑๒ (พฤศจิกายน) ของไทย พิธีจ้องเกริ้ง หรือลอยหะมด เป็นภาษามอญ จ้องเกริ้ง แปลว่า การบูชาเรือสำเภา ส่วนลอยหะมด คือ การลอยไฟ ซึ่งทั้ง ๒ คำนี้ ต่างมีความหมายและที่มาเช่นเดียวกัน ที่ว่า การลอยหะมด มีความเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่มีโรคห่ามายังเมืองหริภุญชัย จนทำให้ต้องอพยพผู้คนไปยังสะเทิมและหงสาวดี ครั้น ๖ ปีโรคห่าระงับ เม็งบางกลุ่มที่คิดถึงบ้านเมืองก็กลับมายังหริภุญชัยตามเดิม แต่บางกลุ่มก็ไม่กลับมา ครั้นเมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยว คนเม็งที่หริภุญชัยได้อาลัยหาญาติของตนที่หงสาวดี จึงทำการลอยข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งบูชาเทียนไปหาญาติพี่น้องเหล่านั้น ซึ่งจากเรื่องเล่าดังกล่าวก็เท่ากับว่าประเพณีลอยหะมด หรือจ้องเกริ้ง มีมาก่อนการลอยกระทงในสมัยสุโขทัย หากแต่ในปัจจุบันการลอยหะมดถูกเชื่อมให้หมายความถึงการลอยเคราะห์เป็นสำคัญ การลอยหะมด ถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความหมายไม่เพียงแต่เฉพาะบุคคล หรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงชุมชนเม็งหนองดู่-บ่อคาวโดยรวมด้วย เพราะในพิธีดังกล่าว ชาวเม็งทั้งหนองดู่-บ่อคาวจะช่วยกันทำ สะเปา หรือกระทงขนาดใหญ่ เพื่อไปลอยเคราะห์ร่วมกันบริเวณท่าน้ำปิง โดยลักษณะของสะเปานั้น ภายในจะมีเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ทั้งนี้ก่อนที่จะทำการลอยจะมีการสวดโดยมีพ่อหนานหรือปู่อาจารย์ (มัคนายกวัด) เป็นผู้กล่าวนำ ในวันลอยหะมดนี้ ชาวเม็งหนองดู่-บ่อคาว รวมถึงชาวยองและชาวพื้นเมืองโดยรอบทั้งอำเภอป่าซาง จะทำการก่อเจดีย์ทรายไว้หน้าบ้านของตนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง ในส่วนวัฒนธรรมเรื่องของอาหารนั้น ชาวเม็ง มีอาหารที่ขึ้นชื่อที่สำคัญ คือ ขนมจีน หรือขนมเส้น อาหารดังกล่าวนี้ได้บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของชาวเม็งได้เป็นอย่างดี เพราะชาวเม็งมักจะอาศัยใกล้แหล่งน้ำเนื่องจากส่วนประกอบในการทำขนมจีนจะต้องใช้น้ำ ในอดีตแทบทุกบ้านจะมีการทำขนมเส้น ทั้งรับประทานเอง และไว้ขาย หากแต่ปัจจุบัน การทำขนมจีน เหลืออยู่น้อยรายมาก แต่ผู้ที่ทำนอกจากจะเป็นการประกอบอาชีพหารายได้ถึงแม้ไม่ร่ำรวยให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจที่ยังช่วยเป็นการอนุรักษ์อาหารของคนเม็งให้คนเม็งได้ชื่นชมอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากอาหารคาว คนเม็งยังนิยมทำขนม ซึ่งขนมของคนเม็งที่เห็นและยังเป็นที่รู้จักของชุมชนในปัจจุบัน คือ ขนมปาด รวมถึงข้าวแช่ การแต่งกาย คนเม็งจะมีการแต่งกาย คือ ผู้ชายจะใส่โสร่ง มีผ้าขาวม้าคาดบ่า เสื้อคอมน ส่วนผู้หญิงจะใส่ชุดลูกไม้สีชมพู หากแต่ปัจจุบันการแต่งกายโดยเฉพาะของผู้ชายจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้าง คือ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย คือ โสร่ง ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงก็ยังคงเป็นผ้าลูกไม้สีชมพู บ้างก็มีสีส้ม และสีขาว ทั้งนี้ในการแต่งกายแบบมอญนั้น หาได้แต่งเป็นชีวิตประจำวัน พวกเขาจะแต่งเฉพาะวัดสำคัญ หรืองานพิเศษ เช่น วันบวงสรวงเจ้าแม่จามเทวี วันเปิงสังกรา หรือสงกรานต์ วันลอยหะมด หรือลอยกระทง พิธีการฟ้อนผี หรือกิจกรรมพิเศษที่มีในชุมชน ภาษา เป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความมีอารยะและความเจริญในกลุ่มชนนั้นๆ เม็งก็เช่นกัน พวกเขามีภาษาที่ใช้สื่อสารเป็นของตนเอง หากแต่การที่อยู่ใกล้คนยองและคนเมือง ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ภาษาเม็งที่เคยมีเคยใช้กัน มาจึงถูกลดความสำคัญลงและหายไปบ้างสำหรับคนเม็งบางกลุ่มในพื้นที่หนองดู่-บ่อคาว เพราะหากไปถามชาวเม็ง อายุประมาณ ๓๐ ขึ้นไป พวกเขาจะพูดเป็นทำนองเดียวกันว่า “ฟังเม็งได้นะ พูดได้บ้าง แต่เขียนไม่ได้” ซึ่งเหตุที่ฟัง และพูดได้ เพราะพ่อแม่พูด เมื่อคนอายุ ๓๐ เป็นเช่นนี้กันส่วนใหญ่ แล้วเยาวชนคนเม็งจะพูดกันได้หรือไม่...แทบจะนับคน ได้เลยในชุมชนหนองดู่-บ่อคาว ที่เด็กฟังและพูดได้ จากการที่คนเม็งลืมและลดความสำคัญของภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่สำคัญ พ่อหนานบุญมี ศรีสถิตย์ธรรมจึงต้องการที่จะให้ภาษาเม็งคงอยู่คู่กับชุมชนไปอีกนาน เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว จึงได้ทำการแปลคำสวดจากภาษาไทยเป็นภาษาเม็งถวายพระที่วัด เพื่อใช้ในการสวดมนต์ และจากการที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันพระที่วัด ทำให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเม็งในเรื่องการสวดมนต์ภาษาเม็ง นอกจากนี้พ่อหนานบุญมี ยังได้ทำการสอนภาษาเม็งให้กับเยาวชนเม็งในชุมชนหนองดู่-บ่อคาวอีกด้วย เพื่อที่เยาวชนเหล่านั้นจะได้รู้จักภาษาเม็งของพวกเขาเอง และเป็นการอนุรักษ์ภาษาซึ่งเป็นวัฒนธรรมเม็งให้มีอยู่สืบไป โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากหลวงพ่ออวยชัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง และพ่อแม่ผู้ปกครองคนเม็งในชุมชน ที่เห็นถึงความสำคัญในวัฒนธรรมและรากเหง้าของตน คนเม็งที่หนองดู่-บ่อคาว และบางส่วนที่กอโชค-หนองครอบ จากการที่พวกเขามีสำนึกในความเป็นเม็ง จึงก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นมา และเราคนไทยก็น่าที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมของคนมอญ ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของสังคมไทยด้วย เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เศรษฐกิจพอเพียงกับโครงสร้างสังคม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2550 องค์กรชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ทางทรัพยากร ถ้ามองตามแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นที่กำลังฮิตกันในหมู่นักวิชาการทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ขณะนี้ คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือวาทกรรมชุดใหม่ที่ตอบโต้เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ครอบงำสังคมไทยและสังคมโลกส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง ข้าพเจ้าแลเห็นคำ แต่ไม่เห็นโครงสร้าง เพราะสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งนั้นอยู่ในระดับปรัชญาที่ตอบคำถามว่า Why เท่านั้น เลยกลายเป็นหน้าที่ของบรรดานักวิชาการและผู้รู้จำนวนมากออกมาแสดงความคิดชี้แนะและสอนสิ่งในลักษณะที่เป็น How กันมากมาย ข้าพเจ้าเป็นคนที่ล้าหลัง เพราะตามไม่ทันในเรื่องโพสต์โมเดิร์น จึงติดกับเรื่องของ “โครงสร้าง” โดยเฉพาะโครงสร้างสังคมอยู่ร่ำไป ความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย จึงใคร่จะเสนอมุมมองแบบขี้เท่อไว้บ้างในที่นี้ นั่นคือ สังคมไทยในส่วนรวมมีพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดด จากโครงสร้างแบบประเพณีของสังคมชาวนามาเป็นสังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เลยทำให้เกิดความซับซ้อนและขัดแย้งกันระหว่างโครงสร้าง “สาม” ระดับ คือ ระดับล่าง ระดับกลาง และระดับบน ระดับล่าง คือ โครงสร้างแบบเดิมของชุมชนในระดับบ้านและเมืองตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เน้นความเท่าเทียมและเสมอภาค แม้ว่าจะมีสูงต่ำในเรื่องวัยวุฒิและคุณวุฒิอยู่บ้างก็ตาม โครงสร้างแบบนี้ไม่ค่อยมีความเหลื่อมล้ำและชนชั้นเท่าใด ระดับกลางและระดับบน คือ โครงสร้างทางราชการ มีความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างทางชนชั้น ที่สนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารของข้าราชการ พัฒนาการของสังคมไทยที่แล้วมาคือการอยู่รวมอย่างสัมพันธ์กับของโครงสร้างสองระดับนี้ในลักษณะอุปถัมภ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทรงมีทั้งพระราชอำนาจและพระบารมีในการปกครองเต็มที่ สังคมทั้งสองระดับนี้ดำรงอยู่ในลักษณะปฏิสัมพันธ์ ชนชั้นผู้อยู่ภายใต้การปกครอง คือพวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกับพวกเจ้าขุนมูลนายในระบบราชการที่เป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งยังไม่มีชนชั้นกลาง คือ พวกพ่อค้านักธุรกิจที่ปรากฏตัวอย่างเด่นชัด ยังคงเป็นเรื่องของคนรวยกับคนจนที่ยังไม่แลเห็นสถานภาพสูงต่ำ ชนชั้นกลางเริ่มปรากฏตัวอย่างเต็มที่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่เป็นอิสระจากการครอบงำของขุนนางข้าราชการ ตราบจนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี การพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมืองแบบตะวันตกเติบโตอย่างรวดเร็ว จนถึงการสิ้นสุดรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พวกพ่อค้าและนักธุรกิจมีอิสระและมีอิทธิพลเหนือบรรดาประชาชนและข้าราชการ อันเนื่องมาจากการใช้ช่องว่างของประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งซื้อเสียงหาเสียงเข้ามาเป็นนักการเมือง การเติบโตและครอบงำของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนี้ ทำให้แลเห็นบทบาทและอิทธิพลของภาคธุรกิจซึ่งครอบงำภาครัฐหรือข้าราชการ กับภาคสังคมของคนธรรมดาทั่วไปในลักษณะที่เป็น โครงสร้างเดรัจฉาน ที่ถูกผลักดันด้วยสำนึกและอุดมคติทางปัจเจกบุคคลอันเป็นอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เป็นวัตถุนิยม ซึ่งเป็นกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ในทุกวันนี้ สำนึกและความคิดแบบปัจเจกนี้ได้กลายเป็นคุณค่า ค่านิยมการมองโลก และอุดมการณ์ที่เข้าไปทำลายระบบคุณค่าและคุณธรรมทั้งหลาย ซึ่งเคยจรรโลงความเป็นมนุษย์ที่ต้องอยู่รอดร่วมกัน ซึ่งมีอยู่ในโครงสร้างของชนชั้นล่างที่เป็นชาวบ้านและพลเมืองกับชนชั้นปกครองที่เป็นขุนนาง ข้าราชการอย่างสิ้นเชิง ผลที่ตามมาก็คือการเกิดคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงในลักษณะที่เป็นนิสัยชอบและวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย อำนาจเงินตราธนสาร คือ อำนาจที่ชอบธรรมอันอยู่เหนืออำนาจและบารมีทางคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมในมิติทางจิตวิญญาณ ดังเห็นได้จากบทบาทของหน่วยราชการหรือสภาต่าง ๆ ของรัฐ ที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่มีมิติของสังคม (ความเป็นมนุษย์) กับมิติของศาสนาและศีลธรรมในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เป็นปรัชญานั้น เข้ากันไม่ได้กับโครงสร้างแบบเดรัจฉานของภาคธุรกิจและโครงสร้างของข้าราชการที่มีอำนาจรัฐ แต่อยู่ใต้อิทธิพลของบรรดานักธุรกิจการเมือง เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นผลดีได้แต่เพียงเป็นการเตือนสติปัญญาบุคคลบางคนเท่านั้น ให้รู้จักความพอดีในทางจิตใจและหวนกลับมาทบทวนความเป็นมนุษยชาติที่ต้องอยู่รอดร่วมกันเป็นกลุ่มเหล่า แทนการแข่งกันกินและกัดกันเยี่ยงเดรัจฉานเช่นทุกวันนี้ ความหวังที่จะเป็นไปได้ในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น อาจดำรงอยู่และฟื้นฟูได้ในภาคประชาชนทั่วไปที่ยังรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ของการเป็นมนุษย์ในระดับสังคมท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายของชุมชนที่มีความแตกต่างกันในด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ แต่อยู่ในท้องถิ่นหรือพื้นที่เดียวกัน ใช้พื้นที่สาธารณะที่เป็นป่าเขา แม่น้ำลำคลอง ทุ่งราบ หนองบึงร่วมกัน ในการดำรงชีวิตจนเกิดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจท้องถิ่น และจารีตประเพณีทางศาสนาและความเชื่อร่วมกัน สถาบันความเชื่อเช่นวัดและผี ตลอดจนตำนานและประวัติของผู้นำทางวัฒนธรรม คือ สิ่งที่อบรมสั่งสอนคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคและเอื้ออาทรต่อกัน โดยเฉพาะการปลูกฝังในด้าน ”ทานและการเสียสละ” ในประเพณีพิธีกรรมบุญพระเวสน์ คือตัวอย่างในเรื่องการบำเพ็ญทานบารมีเรื่องการให้ [Given Gift] อันมีลักษณะตรงข้ามกับการเอา [Take] ที่เป็นอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล หรือเดรัจฉานในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ซะกาต คุณธรรมที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ให้สามารถอยู่รอดร่วมกัน ที่แล้วมาก่อนจะมีพระราชดำรัสในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงนำร่องแล้วอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและทรงให้มีการจัดการแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินร่วมกันในการเกษตร อีกทั้งทรงแนะแนวทางและสั่งสอนให้ชาวบ้านชาวถิ่นทั่วไปได้รู้จักการทำมาหากินและพึ่งตนเอง ในลักษณะที่ไม่ต้องมาแบมือขอความช่วยเหลืออะไรต่ออะไรจากทางราชการแต่ฝ่ายเดียว เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานในภาครัฐและภาคธุรกิจ ที่มองเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เอาเงินของรัฐและเงินช่วยเหลือเงินกู้จากภายนอกมาแจกจ่ายเพื่อหาเสียงและเปิดช่องให้เกิดคนฉลาดแบบโกง ไร้คุณธรรมเข้าไปลงทุนเหนือความทุกข์ยากและเดือดร้อนของคนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นทั้งญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมบ้านร่วมท้องถิ่น นับแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นต้นมา จนเข้มข้นขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วก็เกิดเงินกองทุนช่วยแบบเดรัจฉาน ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรวยเพราะโกงกับคนที่ถูกโกง ถูกหลอกแพร่ไปทั่วทุกท้องถิ่น มีหลาย ๆ แห่งที่คนรวยแต่โกงได้ดิบได้ดีจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซื้อเสียงมาเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต., อบจ. และสมาชิกรัฐสภาในรูปของ ส.ส. และ ส.ว. กันมากมาย จนเป็นผลให้เกิดความล่มสลายของโครงสร้างที่เสมอภาคและเอื้ออาทรระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้าพเจ้าคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่สัมพันธ์กับโครงสร้างสังคมในท้องถิ่นแบบเสมอภาคและมีมาแต่โบราณกาลนั้น น่าจะเป็นทั้งปรัชญา กลไกและวิธีการสำคัญยิ่งในการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรม และความมั่นคงของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างดุลและต่อรองกับบรรดาเดรัจฉานนายทุนคนโกง ในโครงสร้างระดับกลางและระดับบนของบ้านเมืองทุกวันนี้ ที่ว่าต้องต่อรอง ก็เพราะต้องยอมรับว่าในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการเมืองของโลกปัจจุบัน เราไม่อาจขาดโครงสร้างเดรัจฉานแบบทุนนิยมเสรีให้หมดไปได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ครอบงำและทำลาย ต้องหาทางควบคุมและต่อรองจึงจะทำได้ สิ่งที่แก้ยากและควบคุมยากก็คือ ในช่วงเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยเกิดขึ้นใหม่อย่างน้อยสองรุ่น คือ รุ่นพ่อแม่กับรุ่นลูก ที่ได้รับการปลูกฝังให้นิยมความคิดแบบวัตถุนิยมในลักษณะที่เป็นโลกานุวัตรจนเคยชิน และลืมสิ่งต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างและจิตวิญญาณแบบตะวันออกแต่เดิมอย่างสิ้นเชิง จนยอมรับให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบเดรัจฉาน มีอำนาจในทางรัฐและราชการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายและระเบียบแบบแผนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นานา ล้วนถูกกำหนดโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ที่บรรดาสมาชิกรัฐสภา วุฒิสภาและคณะรัฐบาลสร้างความชอบธรรมโดยมาจากการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้นักการเมืองที่เป็นเดรัจฉานสามารถใช้กระบวนการหาเสียงซื้อเสียงได้รับเข้ามาบริหารและปกครองประเทศ โครงสร้างเดรัจฉานจึงเป็นโครงสร้างที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยมีภาคธุรกิจเอกชนมีอิทธิพลครอบงำและกดโครงสร้างราชการและโครงสร้างสังคมของภาคประชาชนไว้ ภาคราชการและโครงสร้างแบบราชการนั้นไม่มีน้ำยาที่จะโต้แย้งและต่อรองแต่อย่างใดกับพวกนักธุรกิจการเมือง มีแต่ยอมถวายหัวให้จนยอมรับการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตก็ว่าได้ คงมีแต่ภาคประชาชนเท่านั้นพอมีช่องทาง เพราะเกิดการเคลื่อนไหวของปัญญาชนในการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ดีและด้อยโอกาสมานานแล้ว จนมีผลให้การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๔๐ ที่แล้วมา ระบุสิทธิของชุมชนในด้านการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรและมรดกทางวัฒนธรรมได้พอสมควร แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกฎหมายแม่ แต่ไม่มีลูก เพราะได้ถูกรัฐบาลประชานิยมแบบอุดหนุนคนให้เป็นขอทานบดบังไว้ด้วยการเที่ยวเดินแจกเงินภาษีอากรของคนในชาติทั้งหมด เพื่อการหาเสียงในรูปกองทุนและเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ผลที่ตามมาก็คือ ความแตกแยกของผู้คนท้องถิ่นในภาคประชาชน เกิดกลุ่มนายทุนท้องถิ่นที่เข้ามามีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองในคราบของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และอบจ. ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้ง คนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเกิดสำนึกในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ รังแต่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกเกิดฝักฝ่าย [Fractions] เป็นเจ้าพ่อกลุ่มต่าง ๆ ขัดแย้งชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างกัน แต่เศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เป็นปรัชญานั้น ประการแรกน่าจะปลุกประกายและสร้างสำนึกที่ดีให้แก่บรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรืออบจ. ได้ หากว่าบุคคลเหล่านั้นคือคนในท้องถิ่นที่ยังมีสำนึกเป็นคนภายในอยู่ ซึ่งอยู่ในหลายท้องถิ่น โดยเฉพาะในหมู่คนมุสลิมในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทยที่เข้ามารับตำแหน่งและทำงานให้เกิดความก้าวหน้าและราบรื่นได้ แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตนซึ่งเป็นปัจเจก ยากแก่การทำอะไรให้เหมือนกันได้ เศรษฐกิจพอเพียงมีศักยภาพที่จะทำให้โครงสร้างสังคมแบบเสมอภาคที่มีอยู่ในสังคมเกษตรกรรมชาวนา [Peasant Society] แต่เดิมให้กลับคืนมาในลักษณะที่ไม่เป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือปฏิเสธโครงสร้างเดรัจฉานที่เน้นความเป็นปัจเจกของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เพราะโครงสร้างแบบเสมอภาคแต่เดิมมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นวิถีชีวิตนั่นเอง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอาจทำให้คนในท้องถิ่นที่เตลิดไปกับทุนนิยมและวัตถุนิยม ยั้งคิดและทบทวนใหม่ เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมแบบปัจเจกนั้น เป็นสิ่งที่นอกจากควบคุมทุน ปัจจัยการผลิต ตลาด และอะไรต่ออะไรไม่ได้แล้ว ยังควบคุมจิตใจให้เกิดความพอหรือความพอดี ไม่เครียดไม่ได้ เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงในทางจิตใจ ดังเช่นเมื่อเกิดความกลัวแล้วหันไปหาความเชื่อทางไสยศาสตร์ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังแทน ทิ้งศาสนาเพราะศาสดาของศาสนาไม่เคยสอนให้คนไม่พอดี ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจแบบเดรัจฉานที่เห็นได้จากพ่อค้า นายทุน คนดังเป็นจำนวนมากฆ่าตัวตาย ฆ่าลูก ฆ่าเมียตายอยู่บ่อย ทิ้งไว้ให้เห็นคือซากของความโลภ ความอยาก เช่น คฤหาสน์ใหญ่โต ที่ดิน รถราคาแพงและสมบัติพัสถานนานาชนิดที่ต้องถูกยึดและขายทอดตลาดต่อไป หรือบุคคลที่เคยมีอำนาจทางการเมือง-เศรษฐกิจอย่างล้นฟ้าของประเทศ เมื่อหมดอำนาจไปแล้วก็ยังหยุดใจที่จะให้เกิดความพอเพียงไม่ได้ คงต้องร่อนเร่เป็นสัมภเวสีในต่างแดนจนในที่สุดอาจไม่มีปฐพีให้อาศัยก็ได้ ในสังคมที่มีเศรษฐกิจพอเพียงแบบชาวนาทั้งการทำประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อและโครงสร้างสังคมที่สามารถจรรโลงความพอเพียง ซึ่งทั้งทำให้เกิดความมั่นใจและควบคุมอะไรต่ออะไรได้มาช้านานนับพันปี เพราะมีทั้งองค์กรชุมชนและสภาท้องถิ่นที่คนภายในชุมชนท้องถิ่นเองเลือกสรรขึ้นมาเป็นตัวแทนในการจัดการท้องถิ่นคือชุมชนทางจินตนาการ เพราะเน้นพื้นที่ผืนใหญ่ที่มีคนหลายกลุ่มเหล่าอยู่รวมกัน ทั้งในด้านพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ทางทรัพยากร เช่น ป่า เขา หนอง บึง แม่น้ำ ลำน้ำ ท้องทุ่ง ในขณะที่แต่ละกลุ่มเหล่าคือ ชุมชนหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมกันทางระบบเครือญาติ ทั้งทางสายเลือดและกินดองทางการแต่งงาน ชุมชนเล็ก ๆ ระดับหมู่บ้านที่เป็นชุมชนที่เป็นจริง ไม่ใช่จินตนาการ แต่ละชุมชนหมู่บ้าน [Village] ต่างก็เลือกตัวแทนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ขึ้นมาเป็นองค์กรในการจัดการความเป็นอยู่ร่วมกัน องค์กรแบบนี้ก็คือองค์กรที่คนมุสลิมเรียกว่า ซูรอ และต้องการที่จะฟื้นฟูกลับมา นับเป็นองค์กรธรรมชาติในการอยู่รวมกันเป็นสังคมของมนุษย์ องค์กรนี้ได้ถูกถอนรากถอนโคนไปด้วยการจัดตั้งหมู่บ้านที่มีผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งทางราชการกำหนดให้เลือกตั้งและกำหนดความเป็นชุมชนจากจำนวนครัวเรือน พร้อมกับให้ความสำคัญในเรื่องอำนาจการตัดสินใจไปอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้าน ขณะที่สภาท้องถิ่นหมายถึงการที่ชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์ของตัวแทนจากแต่ละชุมชนหมู่บ้าน ในเรื่องการจัดการความเป็นอยู่ร่วมกัน เช่น การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน รวมทั้งการร่วมมือกันในการจรรโลงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของท้องถิ่น แต่ก่อนนี้ทั้งองค์กรชุมชนและสภาท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการปกครองและบริหาร โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน ดังเช่นกฎหมายมังรายของล้านนา สนับสนุนการจัดการเหมืองฝายเพื่อการชลประทานและเกษตรของแก่เหมืองแก่ฝายของสภาท้องถิ่น เป็นต้น แต่ปัจจุบันสภาท้องถิ่นถูกแทนโดยตำบลและอำเภอที่เป็นพื้นที่การบริหารการปกครอง โดยมีกำนันและอบต. ที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายของรัฐ เปิดโอกาสให้คนจากภายนอกหรือคนจากภายในที่ขาดสำนึกความเป็นคนท้องถิ่น ไร้จริยธรรม ศีลธรรม ที่มาจากโครงสร้างเดรัจฉาน รับเลือกตั้งขึ้นมามีอำนาจการปกครองจัดการและบริหาร เศรษฐกิจพอเพียงจึงหมดไป พร้อม ๆ กับความพินาศของความเป็นมนุษย์ในหลาย ๆ อย่าง ข้าพเจ้าไม่โหยหาหรือต้องการที่จะให้โครงสร้างของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรืออบต. ต้องหมดไป แล้วเอาโครงสร้างเดิมขึ้นมาแทน แต่เพียงให้มีการฟื้นฟูองค์กรธรรมชาติและสภาธรรมชาติซึ่งบรรดาตัวแทนมาจากการเลือกของคนภายในชุมชนและท้องถิ่นอยู่ในโครงสร้างสังคม ที่บอกได้ว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม มีวุฒิ ความสามารถเป็นอย่างไร ผู้ที่เป็นคนดีเหล่านี้ คือ คนที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดี ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยของโครงสร้างเดรัจฉาน การเกิดขึ้นขององค์กรบ้านและสภาท้องถิ่นนั้น ไม่ต้องมีร่างทางกฎหมายแบบกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรืออบต. ก็ได้ แต่มีอำนาจในการตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์และโต้แย้งหรือสนับสนุนในลักษณะที่เป็นการ Sanction มากกว่า ให้เป็นการต่อรองและถ่วงดุลให้เกิดดุลยภาพและการรักษาสิทธิของชุมชนซึ่งจำเป็นต้องนำไปเสนอเพิ่มเติมและแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เกิดความสำคัญ [Empower] ของภาคประชาชนขึ้น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน รวมทั้งการร่วมกันในการ ศรีศักร วัลลิโภดม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









