พบผลการค้นหา 220 รายการ
- ภราดรภาพที่จันเสน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2542 หลวงพ่อโอดและชาวบ้านร่วมปล่อยปลาในบึงวัดจันเสน เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๐ ตุลาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ไปร่วมการเสวนาเรื่อง "ท้องถิ่นควรจัดการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง" อันเป็นโครงการเพื่อสังคมที่เครือซีเมนต์ไทยจัดขึ้นที่วัดจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ วัดนี้เป็นศูนย์กลางทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนขนาดใหญ่ในตำบลจันเสนที่พัฒนาขึ้นริมทางรถไฟที่มีมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ คือเมื่อมีทางรถไฟตัดผ่านและมีสถานีรับส่งผู้โดยสารเกิดขึ้น ชุมชนที่เคยเป็นบ้านขนาดเล็กที่ผู้คนดำรงชีพด้วยการทำนาและพืชไร่ ก็มีการเติบโตเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของท้องถิ่น มีพวกคนจีนเข้ามาตั้งหลักแหล่ง เกิดย่านตลาดริมทางรถไฟ มีห้องแถวและศาลเจ้าขึ้นมา รวมทั้งโรงสีข้าวด้วย ทำให้เปลี่ยนจากชุมชนบ้านมาเป็นชุมชนเมืองขนาดเล็ก เกิดบ้านเรือนของคนจนคนรวย รวมทั้งมีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาอยู่อาศัยและแต่งงานผสมปนเปกันจนเกิดเป็นชาวจันเสนขึ้น โดยมีศูนย์รวมในทางพิธีกรรมและสำนึกร่วมทางจิตใจอยู่ที่วัดจันเสน อันเป็นวัดที่เกิดมาพร้อม ๆ กับชุมชน ความเด่นของชุมชนจันเสนมีที่มาจากการที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นเมืองโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดีกับการที่มีพระเกจิอาจารย์ทางวัตถุมงคลเป็นเจ้าอาวาสวัดจันเสน คือ หลวงพ่อโอด (พระครูนิสัยจริยคุณ) กรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยเพ็นซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกาเคยร่วมมือกันขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองโบราณ แต่ภายหลังจากการขุดค้น แสดงผลงานทางโบราณคดี และการตีพิมพ์รายงานให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งหลายอยู่พักหนึ่งแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็คืนสู่ภาวะปรกติ คือความเงียบที่ผสมผสานไปกับการสูญสลายของหลักฐานทางโบราณคดีเพราะกรมศิลปากรได้รวบรวมเอาของที่พบไปเก็บไว้เป็นของรัฐหมด ในขณะเดียวกันก็มีพ่อค้านักเล่นของเก่าเข้ามาเที่ยวซื้อของเก่าจากชาวบ้าน บางรายก็สนับสนุนให้มีการขุดมาขายกันอย่างมากมาย เช่นพวกลูกปัด ดวงตราดินเผา ตุ๊กตาดินเผา พระพุทธรูป และบรรดาภาชนะที่ทำด้วยดินเผา เป็นต้น จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีอะไรเหลือหรออยู่เลย หลวงพ่อโอด งานฝังลูกนิมิตอุโบสดวัดจันเสน แต่ความเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ของจันเสนได้สร้างสำนึกในความภูมิใจให้แก่คนจันเสนหลายผู้หลายนาม โดยเฉพาะหลวงพ่อโอดผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดจันเสน จนเกิดความปรารถนาขึ้น ๒ อย่างในการฟื้นฟูอดีตและสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ท้องถิ่น อย่างแรก คือ การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ให้เป็นศูนย์กลางความศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น อย่างที่สอง คือ สร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับความเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ของจันเสนให้เป็นเกียรติภูมิของคนในท้องถิ่น ความปรารถนาของหลวงพ่อโอดทั้งสองอย่างนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อชุมชนจันเสนเท่านั้น หากยังแผ่กว้างไปในเรื่องของท้องถิ่นด้วย เพราะหลวงพ่อโอดมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งที่เป็นพ่อค้า คหบดี ครู อาจารย์ และประชาชนมากมายในเขตอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ความโด่งดังในเรื่องวัตถุมงคลทำให้วัดจันเสนมีเงินทองพอเพียงสำหรับการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์โดยไม่ต้องพึ่งพิงทางราชการ ที่น่าประหลาดใจก็คือ การสร้างพิพิธภัณฑ์จันเสนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องมีโบราณวัตถุที่พบในท้องถิ่นมาแสดง แต่กรมศิลปากรและฝรั่งรวมทั้งบรรดาพ่อค้าของเก่าเอาไปกันจนหมดสิ้นแล้ว แทนที่หลวงพ่อโอดในฐานะผู้นำท้องถิ่นที่มีบารมีพอที่จะเรียกร้องให้ทางราชการคืนโบราณวัตถุที่เอาไปจากท้องถิ่นคืนมา ท่านกลับพยายามรวบรวมสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเศษ ที่เหลือจากการเอาไปของคนอื่นมาไว้ที่วัด รวมทั้งขอของที่ชาวบ้านและคนที่ศรัทธาตัววัดมาเก็บไว้ โดยคิดว่าจะทำเท่าที่มีของพอแสดงได้เท่านั้น แต่การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนก็หาได้แล้วเสร็จในช่วงเวลาที่หลวงพ่อโอดมีชีวิตอยู่ไม่ ถึงกระนั้นสิ่งที่ท่านเริ่มต้นไว้ก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในสมัยต่อมา คือ สมัยที่หลวงพ่อเจริญซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อโอดเป็นเจ้าอาวาส นั่นก็คือหลวงพ่อโอดนอกจากมีเงินทุนสะสมไว้เพียงพอแล้ว ยังมีบารมีที่ทำให้มีผู้คนจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือ เช่น อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร สถาปนิกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์จากภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร วิศวกร ครู อาจารย์ และคหบดีในท้องถิ่นต่างมาให้ความร่วมมือ ทุกฝ่ายตอบสนองศรัทธาและเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโอดเป็นอย่างดี จนเป็นเหตุให้เกิดมีพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีความสวยงามเป็นที่สักการะและประกอบพิธีกรรมของท้องถิ่น รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ที่แสดงความเป็นมาทางวัฒนธรรมและสังคมของท้องถิ่นที่ทำให้คนภายในภูมิใจและคนจากภายนอกพากันมาเคารพพระบรมธาตุ เช่าวัตถุมงคล และชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น มีคนเล่ามาว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของจันเสนนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ มีผู้คนต่างถิ่นและชาวต่างประเทศมาชมจำนวนมากกว่าผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ลพบุรีเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เห็นประจักษ์มากกว่าคำบอกเล่าหรือข่าวลือก็คือ ในการไปร่วมเสวนากับ "โครงการท้องถิ่นควรดูแลมรดกทางวัฒนธรรม" ของเครือซีเมนต์ไทย เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคมที่แล้วมาก็คือ ความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นที่ร่วมกันจัดการต้อนรับผู้มาเยือน ความเด่นของพิพิธภัณฑ์จันเสนนั้นไม่ได้อยู่ที่มีอะไรให้ผู้เข้ามาเยือนได้ชม หากอยู่ที่ทางชุมชนได้ให้เด็กนักเรียนของโรงเรียนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นผู้นำชม โดยกำหนดให้เป็นผู้อธิบายแต่ละช่วงตอนไป กว่าจะดูทั่วก็ใช้เด็กหลายคนทีเดียวและหลายชุดด้วย เพราะจะมีการผลัดเปลี่ยนกัน ผู้เข้าชมบางคนไม่ค่อยสบอารมณ์และวิจารณ์ว่าเด็กท่องจำเรื่องราวมาอธิบาย ดูไม่เป็นประโยชน์อะไร แต่หลายคนกลับบอกว่าดี เพราะเท่ากับฝึกเด็กให้มีความรู้และรักในมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เด็กคือพระเอกของทั้งหมด เพราะจะเป็นผู้สืบสานทางภูมิปัญญาของสังคม แต่เบื้องหลังการฝึกเด็กก็คือครู โดยเฉพาะครูสตรีของท้องถิ่นเพื่อให้สนใจในการศึกษาและรวบรวมข้อมูลความรู้มาอบรมเด็ก ตลอดจนช่วยเหลือในกิจกรรมต่าง ๆ ทางวิชาการให้กับชุมชน ถัดจากครูก็เป็นกลุ่มแม่บ้าน นับเป็นกลุ่มที่มีพลังมาก เพราะประกอบด้วยแม่บ้านของคนทุกระดับในท้องถิ่น คือ แม่บ้านของชาวบ้าน พ่อค้า คหบดี และข้าราชการต่างเข้ามาทำหน้าที่ในเรื่องการจัดอาหาร การนำสิ่งของที่ท้องถิ่นผลิตมาขายแก่ผู้เข้ามาเยือน ภายในเขตวัดจันเสน หลวงพ่อเจริญผู้เป็นเจ้าอาวาสได้จัดสถานที่ให้เป็นแหล่งทอผ้าพื้นเมือง และประดิษฐ์สิ่งหัตถกรรมแก่กลุ่มแม่บ้าน เพื่อให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดมีรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นผลตามมา ซึ่งนอกจากความสามารถในงานหัตถกรรมแล้ว พวกแม่บ้านหลายคนยังมีฝีมือในการทำกับข้าวและอาหารที่เอร็ดอร่อยอีกด้วย ส่วนพวกผู้ชายดูเหมือนเป็นช้างเท้าหลัง ช่วยเป็นแรงงานด้วยความเต็มใจ ในขณะที่บรรดาผู้อาวุโส ผู้รู้ของท้องถิ่น และผู้นำ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพ่อค้าของท้องถิ่นก็เข้ามาร่วมสนทนาอย่างเป็นกันเอง ต่างแสดงออกในการเห็นคุณค่าของกิจกรรมทางวัฒนธรรม และขนบประเพณีใหม่ที่คนในท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้รู้จากภายนอกที่ได้ช่วยกันรังสรรค์ขึ้นมา แทบไม่มีใครเลยที่แสดงตัวตนว่าเป็นคนสำคัญ แต่ทุกคนมีความพร้อมเพรียงและมีความสุขภายใต้ปัญญาบารมีของหลวงพ่อโอด ผู้ที่แม้จะมรณภาพไปแล้ว แต่ก็ได้สร้างสำนึกร่วมของความเป็นท้องถิ่นแก่คนในสังคมได้ดีกว่าบรรดาผู้นำในทางราชการและการเมือง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ข้อสังเกตจากการไปฟังเสวนาเรื่อง “ตามรอยสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร ในอมรปุระ เมียนมาร์”
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2556 เรื่องเล่าจากวงเสวนาเนื่องในงานสถาปนิก’๕๖ จัดโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ผู้ร่วมเสวนาคือ คุณวิจิตร ชินาลัย ผู้อำนวยการโครงการ Thailand Design Consortium Co., Ltd. ร่วมด้วย คุณมิคกี้ ฮาร์ท สถาปนิก-นักประวัติศาสตร์ กรณีเรื่องสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรที่ชานเมืองอมรปุระผู้เขียนเคยเขียนเรื่องนี้ใน จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๙๖ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๕) ก่อนที่จะมีการไปขุดค้นที่อมรปุระโดยคณะอาสาสมัครฯ ราวเดือนหรือสองเดือน โดยสรุปก็คือมีโอกาสอย่างมากที่บริเวณนี้จะเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ทั้งจากประวัติศาสตร์บอกเล่าและข้อมูลแวดล้อมที่เป็นเรื่องน่าสนใจซึ่งมาจากการบอกเล่าหรือข้อมูลมุขปาฐะจากลูกหลานที่ถือว่าตนเองคือเชื้อสายชาวโยดะยาที่รวมทั้งประเพณี พิธีกรรม และโบราณสถานบางส่วน แต่จะบ่งบอกว่าสถูปองค์ใดคือสถูปของเจ้าฟ้าอุทุมพรคงยาก จนถึงอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบ่งบอก แต่การจัดการเพื่อเป็นสถานที่อนุสรณ์สถาน ไม่ว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ควรทำ กรณีการบูรณะโบราณสถานที่ เกาะเมืองอยุธยานั้นยังไม่สามารถจัดการพื้นที่และให้ความหมายกับเจดีย์สักองค์ได้เลย การบูรณะหรืออนุรักษ์โดยแสดงข้อมูลการศึกษาอย่างชัดเจนก็น่าจะสร้างความรู้และความเข้าใจตลอดจนความสัมพันธ์ในระหว่างรัฐยุคใหม่ทุกวันนี้ได้มากกว่าอยู่กันเฉย ๆ แต่กรณีนี้นักโบราณคดีไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อเพราะ ๑. มีข้อมูลน้อยมากเรื่องพระเจ้าอุทุมพรเมื่อไปพม่า โดยเฉพาะเรื่องคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมที่คาดว่าได้ต้นฉบับที่แปลเป็นภาษามอญไปแล้วอีกทีก่อนแปลเป็นไทย แถมข้อมูลอื่น ๆ ที่มีก็กล่าวถึงการไปอยู่เมืองสะกายน์มากกว่าอมรปุระด้วย ส่วนเอกสารที่แปลจากภาษาพม่าโบราณ กล่าวถึงการถวายพระเพลิงพระบรมศพก็ไปเขียนถึงเจ้าฟ้าเอกทัศน์ไม่ใช่เจ้าฟ้าดอกเดื่อ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยเลยยังคลางแคลงใจที่จะเชื่อถือเสียทั้งหมด จนถึงไม่นำข้อมูลส่วนนี้มาใช้เลย ๒. ไม่เชื่อถือ คุณหมอทิน มอง จี เพราะคิดว่าไม่รู้ภาษาไทยและมีลักษณะการผูกเรื่องเองสูง โดยมีประเด็นซ่อนเร้น เช่น ความต้องการให้คนไทยไปเที่ยวกันมาก ๆ เป็นต้น เมื่อมีโอกาสมารู้จัก คุณหมอ เห็นว่าเป็นคนที่ตื่นเต้นเป็นธรรมดาเวลาเจอเรื่องที่น่าสนใจและฝักใฝ่ในการแสวงหาความรู้ แม้ว่าจะอายุเจ็ดสิบกว่าปีก็ตาม การผูกเรื่องให้เชื่อมโยงกันมีเป็นธรรมดาของนักวิชาการที่ข้ามสาขา แต่ก็เป็นคนรับฟังเวลาเห็นข้อมูลใหม่ ๆ ไม่เข้าข้างตัวเองแบบที่ว่า คุณหมอมีข้อมูลน่าสนใจในทาง Ethnography อยู่มาก โดยเฉพาะการเป็นลูกหลานของครอบครัวโขนละครจากโยดะยาหรืออยุธยา และยังสนใจในดนตรีและนาฏศิลป์ งานของคุณหมอมาถูกทางหลายเรื่อง งานจะน่าสนใจมากถ้ามีการปรับเติมและค้นคว้าเพิ่มเติม แต่ก็ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยังไม่สามารถทำได้โดยสะดวกนักจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ๓. สำหรับการศึกษาทางโบราณคดี ถ้าเน้นดูเรื่องอิฐ เรื่องขนาด ความหนา ความยาว และเรื่องรูปแบบเจดีย์คงงงมากถ้าใช้วิธีนี้ บางท่านเห็นว่าเอารูปแบบเจดีย์แบบเมืองไทยไปเปรียบเทียบอีก ซึ่งน่าจะอยู่ต่างพื้นที่ต่างวัฒนธรรม คุณมิคกี้ ฮาร์ท ก็พยายามทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่อยู่ในบริบทของโบราณสถานในเมืองอมรปุระ ฟังจากวงพูดคุยคาดว่านักโบราณคดีพม่า ก็มาทำนองนี้ ดังนั้นการจะไปเห็นด้วยว่าเจดีย์ที่พบใหม่และพบโบราณวัตถุสำคัญคือสถูปพระเจ้าอุทุมพรอย่างเต็มที่คงไม่ใช่เรื่อง จึงเลี่ยงไปพูดเสียว่าการพบภาชนะบรรจุอัฐิของบุคคลชั้นสูงในเจดีย์องค์หนึ่ง แต่ไม่มีอะไรบ่งบอกว่า "ใช่" อย่างแน่นอน เพราะอาจจะเป็นเจ้านายในวงศ์อื่น ๆ ก็ได้ ๔. วิธีที่ทางหัวหน้ากลุ่มศึกษาและอาสาสมัครฯ บอกว่าจะนำชิ้นส่วนกระดูกอัฐิไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อสืบเชื้อสายโดยหากลุ่มตัวอย่างจากคนที่ว่าเขาเป็นเชื้อสายและอพยพไปอยู่อเมริกา หรือหาคนที่อยู่อมรปุระหลายชั่วคนไม่ย้ายไปไหน หรือคนอยุธยาที่เกาะเมืองอยุธยา น่าจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรที่จะค้นพบ ๕. มาถึงหลักฐานสำคัญที่ทำให้ชาวคณะภาคภูมิ เพราะดูจะ มีเป้าประสงค์ในใจอยู่แล้วว่า นี่คือการค้นหาหลักฐานของพระเจ้าอุทุมพร ก่อนกลับก็ได้ค้นพบภาชนะที่ทางกลุ่มเรียกว่า “บาตร” มีฝาปิด แม้อาจสันนิษฐานว่าเป็นภาชนะอื่น ๆ ได้เช่นกัน ในวงเสวนาบอกกันว่าทางคณะพม่าเชื่อสนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเชื่อว่าเป็นรูปแบบภาชนะสำหรับคนสำคัญ เป็นของพระราชทานแน่นอน ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ คนทางฝั่งพม่ารวมทั้งนักวิชาการต่าง ๆ คงต้องค้นหาข้อมูลมาเพิ่มให้มีความชัดเจน ซึ่งคิดว่าไม่น่ายาก เพราะคนทางพม่านั้นนิยมการบันทึกอยู่มาก ถึงแม้ระบบกษัตริย์จะสิ้นไปแล้วก็ตาม ภาชนะแบบนี้เป็นบาตรหรือไม่ในวัฒนธรรมพม่าก็ไม่น่ายาก การหาข้อมูลและศึกษาก่อนสรุปน่าจะดีกว่า ๖. เป้าหมายในใจของทั้งสองฝั่งเป็นเรื่องสำคัญ ฝ่ายคณะไทยไม่ต้องพูดถึง เพราะเรื่องแบบนี้จะออกแนวซาบซึ้งได้ง่ายมาก (ประเด็นเรื่องการพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนเป็นเรื่องสะเทือนใจในสังคมแบบพุทธศาสนาเสมอ) และพร้อมจะปฏิบัติการเพื่อทำให้ตรงนี้เป็นอนุสรณ์สถานอยู่แล้ว ฝั่งพม่าเมื่อนโยบายทางการเมืองเปลี่ยนทุกวันนี้ ในวงเสวนากล่าวว่าข้าราชการของ เมืองมัณฑะเลย์วิ่งเข้าไปที่เมืองหลวงใหม่เนปิดอว์บ่อย ๆ จากที่ให้ขุดเฉย ๆ มาเป็นให้ปรับปรุงสุสานทั้งหมดของพื้นที่เลย แล้วบูรณะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอนุสรณ์สถานตามที่ทางฝั่งไทยอยากทำก็ควรทำ นับเป็นความชาญฉลาดของเจ้าของพื้นที่อย่างชัดเจน บางท่านเห็นว่าคล้าย ๆ กับการอธิบายเรื่องวังของพระนางสุพรรณกัลยาในพระราชวังวังบุเรงนองที่หงสาวดี ๗. สรุปว่าคณะฝั่งไทย (หรือรัฐบาลไทย) ต้องกลับไปบูรณะปรับแต่ง ฯลฯ ซึ่งก็ขึ้นกับระดับผู้นำในรัฐแล้ว ในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า ยังมีความรู้เรื่องคนสยามหรือคนโยดะยาในเขต Upper Myanma ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ อิรวดีไปจนถึงแม่น้ำชินดวินอีกมากที่สามารถอธิบายเรื่องราวของคนสยามที่ถูกกวาดต้อนไปในคราวสงครามกับพม่าครั้งต่างๆ ก็คงเช่นเดียวกับผู้คนจากทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง คนมอญ คนมลายูที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมืองสยามในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตที่ราบลุ่มภาคกลาง ในเวทีเสวนา คุณมิคกี้ ฮาร์ท ก็ยังเล่าถึงข้อมูลผู้สูงอายุที่ยังจำได้ว่ามีการเรียกเจดีย์ที่นี่ว่า “เจดีย์อุทุม” รวมทั้งข้อมูลจากคุณหมอทิน มอง จี ในการค้นพบเริ่มแรกก็มาจากประวัติศาสตร์บอกเล่าเสียทั้งนั้น จึงต้องอาศัยการทำงานเก็บรายละเอียดทางด้าน Ethnography และประวัติศาสตร์แบบมุขปาฐะก็น่าจะพอเห็นร่องรอยต่าง ๆ ได้ แต่การสรุปแบบรวดเร็วอาจทำให้ข่าวการค้นพบครั้งนี้ดูเงียบ ๆ ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ละเอียด ๆ หรือเป็นข่าวคราวที่ดังพอ ๆ กับข่าวการจะเตรียมรื้อกลุ่มเจดีย์ที่สุสานนี้ ส่วนสุสานล้านช้างชื่อก็บอกแล้วว่าอาจจะเกี่ยวโยงถึงผู้คนในกลุ่มลาว สถูปที่คุณหมอทิน มอง จี คาดว่าจะเป็นของเจ้าฟ้าดอกเดื่อ ทีมคณะไทยไม่พบหลักฐานและเห็นว่าไม่น่าจะมีประเด็นแต่อย่างใด ทั้งที่เห็นชัดเจนว่ามีอิทธิพลของสถูปแบบ "บัว" ซึ่งนิยมทำสำหรับพระผู้ใหญ่ เช่นที่สถูปพระครูหลวงโพนสะเม็กที่จำปาสักอาจจะไม่สามารถจัดกลุ่มเข้าพวกได้จึงไม่ได้กล่าวถึงอีกแต่อย่างใด การเผยแพร่ข้อมูลในวงเสวนานี้จึงอาจจะไม่ใช่งานศึกษาอย่างละเอียดนักแต่เป็นการทำงานกึ่งกู้ภัยรักษาโบราณสถานมากกว่า [Salvage Archeology] สิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ที่ครอบงำไปด้วยประเด็นของกิจกรรมและอุตสาหกรรมเพื่อการท่องเที่ยว จึงน่าใส่ใจกันว่าจะมีการศึกษาเรื่องคนสยามหรือ คนโยดะยาในพม่ากันต่อหรือไม่ อย่างใด หลังจากจัดการพื้นที่เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานกันไปได้แล้ว อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ข้อสังเกตเรื่อง “ยุคเหล็กในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก”
เผยแพร่ครั้งแรก 10 มิ.ย. 2559 การศึกษาทางโบราณคดีในบริเวณลุ่มลพบุรี-ป่าสัก นับว่ามีความสนใจศึกษากันอย่างกว้างขวางในราว ๑๐ ปีที่ผ่านมา (เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐) การสำรวจแหล่งโบราณคดีเบื้องต้นของกรมศิลปากรในภูมิภาคนี้ทำให้ทราบว่ามีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ การเร่งรัดสร้างถนนหนทางและการเกษตรอุตสาหกรรม ทำให้พบโบราณวัตถุจำนวนมหาศาล ที่นำมาซึ่งการขุดหาของเก่าและรับซื้อโบราณวัตถุกันอย่างกว้างขวางในพื้นที่นี้ ภาพแผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณของพื้นที่ซึ่งเรียกว่าลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรีทางฝั่งตะวันออกและลุ่มป่าสักทางฝั่งตะวันตก แหล่งโบราณคดีจำนวนมากสูญเสียไปในช่วงเวลานี้ เท่าที่สามารถทำได้คือการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นโบราณวัตถุและสำรวจพื้นที่ที่ถูกลักลอบขุด การศึกษาอย่างเป็นระบบโดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา กระทำได้น้อยมาก การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำป่าสัก พื้นที่น้ำท่วมส่วนหนึ่งเป็นแหล่งโบราณคดี การทำงานแข่งกับเวลาเพียง ๑- ๒ ปี กับแหล่งโบราณคดีที่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน ย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดายและคงต้องยอมรับการสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนได้ เท่าที่ทราบข้อมูลจากการการขุดค้นและการสำรวจของห้างหุ้นส่วนจำกัดปุราณรักษที่รับศึกษาผลกระทบทางโบราณคดีในพื้นที่น่ำท่วมจากการสร้างเขื่อน พบว่า พื้นที่น้ำท่วมแห่งนี้มีเรื่องราวสำคัญและน่าสนใจอยู่มาก หากแต่เป็นวิธีการทำงานในระดับนโยบายของงานโบราณคดีกู้ภัย [Salvage Archaeology] ในประเทศไทย ข้อมูลส่วนหนึ่งจึงสูญหายไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง สภาพภูมิศาสตร์ของลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ลุ่มลพบุรี-ป่าสัก คือบริเวณฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยา พื้นที่เริ่มตั้งแต่ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงในเขตจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี และชัยนาท สู่พื้นที่ลอนลูกคลื่น ความสูงตั้งแต่ต่ำกว่า ๑๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางในที่ราบลุ่มจนถึงราว ๘๐-๑๒๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีภูเขา เทือกเขาอยู่ทั่วไปอยู่ในเขตอำเภอบ้านหมี่ อำเภอโคกสำโรง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี อำเภอตาคลี อำเภอตากฟ้า อำเภอไพสาลี อำเภอพยุหะคีรี จนถึงอำเภอเมือง รอบขอบบึงบรเพ็ด ในจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาทางตะวันออกเป็นเขตพื้นที่สูงและเทือกเขา เช่น เขาวังเปล เขากลอยใจ เขาสอยดาว เขาถมอรัตน์ เขาซับไม้แดง เขาหินกลิ้ง ซึ่งเป็นแนวเขายาวจากเหนือลงใต้ ก่อนเข้าสู่เขตลำน้ำป่าสักในบริเวณอำเภอพัฒนานิคม อำเภอท่าหลวง อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และอำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ราบลอนลูกคลื่นเช่นเดียวกัน ก่อนจะกลายเป็นที่สูงเชิงเขาของเทือกเขาพังเหย อันเป็นขอบยกตัวของที่ราบสูงโคราชกั้นเขตภาคกลางกับภาคอีสาน สำหรับเส้นทางน้ำสำคัญสายหนึ่งได้แก่ ลำน้ำลพบุรี มีทางน้ำแยกย่อยที่บริเวณตัวจังหวัดลพบุรีหลายสาย สายหนึ่งเป็นเส้นทางเดินทางน้ำที่สำคัญในสมัยอยุธยาจากเกาะเมืองอยุธยาสู่เมืองลพบุรี ก่อนจะแยกออกจากเมืองลพบุรีไปทางตะวันตกผ่านอำเภอท่าวุ้ง ซึ่งแม่น้ำตอนนี้ชาวบ้านเรียกว่าคลองลพบุรีไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาแถว ปากบาง จังหวัดสิงห์บุรี พื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำลพบุรีส่วนนี้ มีทางน้ำโบราณหลายสายลักษณะเป็นกุดน้ำ บางส่วนกลายเป็นคลองเส้นเล็ก ๆ บางส่วนเป็นคุ้งน้ำกว้างใหญ่และไม่มีเส้นทางไปต่อกับแม่น้ำสายใหญ่สายอื่น จากคุ้งน้ำหน้าเมืองลพบุรี มีคลองบางทะลาย คลองบางคู้ ซึ่งมีทางไปต่อกับแม่น้ำบางขามผ่านเขาสมอคอน บางตอนเรียกว่าลำน้ำสนามแจง ผ่านเข้าอำเภอบ้านหมี่ ซึ่งมีลำคลองอยู่จำนวนมากและมีทางแยกออกไปทางตะวันตกคือลำโพธิชัย พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง เส้นทางน้ำเหล่านี้มีชุมชนตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น และเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่ใช้ในการเดินทางและค้าข้าวในช่วงต้นรัตนโกสินทร์อย่างเข้มข้น ในอดีตสายน้ำเหล่านี้อาจเป็นเส้นทางน้ำสายหลักในอดีตของเมืองสำคัญ เช่น เมืองลพบุรี ไปสู่บ้านเมืองในสมัย ทวารวดีที่ เมืองบางไผ่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เมืองอู่ตะเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ทั้งมีวัดเก่าสมัยอยุธยาตั้งอยู่ริมลำน้ำนี้อีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ยังพอมองเห็นความต่อเนื่องของเส้นทางเหล่านี้อยู่ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) สันนิษฐานไว้ในหนังสือ “ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประพาสตั้งแต่พระราชวังจันทรเกษมถึงจังหวัดลพบุร” ในรัชกาลที่ ๖ ว่า เส้นทางสายนี้คงเป็นแม่น้ำลพบุรีเดิม และพระนางจามเทวีคงจะเดินทางจากเมืองละโว้ ขึ้นไปครองเมืองหริภุญไชย ผ่านตามเส้นทางน้ำซึ่งไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาแถบหลังอำเภอพยุหะคีรี (หวน พินธุรักษ์, ๒๕๑๕ อ้างใน โบราณราชธานินทร์ , พระยา เรื่องเกี่ยวกับพระนครศรีอยุธยา, ๒๕๐๓) ที่ราบลอนลูกคลื่นต่อเนื่องกับที่ราบลุ่ม ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ราบระดับต่ำ น้ำท่วมถึงในช่วงหน้าน้ำระยะสั้น ๆ อันได้แก่บริเวณเขตอำเภอบ้านหมี่ ซึ่งมีธารน้ำมากมายหล่อเลี้ยงพื้นที่บริเวณนี้ต่อเนื่องไปจนถึงเขตที่ลุ่มเหนือเมืองลพบุรี เส้นทางน้ำเหล่านี้เป็นลำธารสายเล็ก ๆ ที่ไหลจากเทือกเขาในอำเภอสระโบสถ์ เช่น เขาลับแล เขาวังเปล เขาเชือก เขากลอยใจ เขานมนาง ซึ่งมีความสูงระหว่าง ๔๕๐ - ๖๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไหลจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้รวมเป็นลำธารสายใหญ่ ด้านบนเรียกว่า ลำน้ำสนามแจง และมีลำธารต่าง ๆ แตกแขนงในชื่ออื่น ๆ ตามชื่อของชุมชนที่ไหลผ่าน แล้วไปรวมกับลำน้ำห้วยแก้วที่อำเภอบ้านหมี่ ซึ่งจะมีเส้นทางต่อกับแม่น้ำบางขามอีกทีหนึ่ง ตามลำน้ำมีชุมชนในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างหนาแน่นโดยตลอด ส่วนเส้นทางน้ำด้านล่างไหลแยกออกจากลำน้ำสนามแจง คือ ลำมะเลง มีคลองถลุงเหล็กแยกออกไปสู่บ้านถลุงเหล็ก และคลองโพธิ์ทองสู่บ้านพรหมทินเหนือและบ้านพรหมทินใต้ บริเวณลุ่มน้ำทั้งสองสายนี้ แม้จะเป็นพื้นที่ราบลอนลูกคลื่น แต่ก็สามารถปลูกข้าวในแบบทำนาทดน้ำได้ และยังมีการตั้งถิ่นฐานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อย่างหนาแน่นเรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ อีกทั้งมีทรัพยากรแร่ธาตุในบริเวณใกล้เคียงอย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ที่เขาทับควาย และเทือกเขาวงพระจันทร์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล (กองโบราณคดี ๒๕๓๑, Mudar, Karen. 1995) ที่สูงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองลพบุรี มีเทือกเขาสำคัญที่อุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุมากมาย ตั้งแต่เขาพระงาม เขาสามยอด เขาขวาง และเทือกเขาในหุบเขาวงพระจันทร์ เช่น เขาพุคา เขาวง และเขาวงพระจันทร์ ความสูงอยู่ในราว ๒๕๐-๖๕๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณนี้เป็นแหล่งถลุงทองแดงที่สำคัญสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในเขตลุ่มลพบุรี-ป่าสัก และในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาชนะรูปแบบโดดเด่นแบบลายคดโค้งกดจุด [Rouletted meander] พบในจากการลักลอบขุดค้นในเขตจังหวัดลพบุรี พื้นที่ลอนลูกคลื่นระดับกลางและระดับสูง สภาพพื้นดินเหมาะสมกับการปลูกพืชไร่อยู่ในบริเวณบางส่วนของบริเวณอำเภอหนองม่วง อำเภอโคกเจริญ อำเภอสระโบสถ์ อำเภอตาคลี อำเภอพยุหะคีรี และอำเภอตากฟ้า จนถึงขอบบึงบรเพ็ด บริเวณนี้ยังมีภูเขาซึ่งมีแร่เหล็กประเภทเฮมาไทด์อยู่มากมาย เช่นที่เนินเขารอบ ๆ เขาแหลม และเขาแม่เหล็ก แถบหางน้ำสาคร เขาตีคลีในอำเภอตาคลี เขาบ่อแก้ว อำเภอพยุหะคีรี ส่วนพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือใกล้ ๆ กับอำเภอหนองบัวก็มีแหล่งแร่เหล็ก ตะกั่ว ดีบุก ยิปซั่ม มีทั้งเหมืองเก่าและเหมืองใหม่ที่ยังดำเนินการอยู่ แม้จะไม่มีเส้นทางน้ำสายใหญ่ ๆ แต่ก็มีลำห้วย ลำธารขนาดเล็กปรากฏอยู่มากมาย ลำธารเล็ก ๆ เหล่านี้หล่อเลี้ยงชุมชนได้ในหน้าน้ำ แต่แห้งขอดในฤดูแล้ง แหล่งน้ำสำคัญได้แก่แหล่งน้ำใต้ดินที่ชาวบ้านเรียกว่า พุ ซับ ชอน ซึ่งหมู่บ้านหลายแห่งที่อยู่ในบริเวณนี้ มักจะมีชื่อหมู่บ้านตามชื่อของแหล่งน้ำใต้ดินนี้ เช่น พุขมิ้น ซับลำไย ชอนสารเดช เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำที่เป็นหนองน้ำ สระน้ำ ซึ่งก็มีชื่อเรียกชุมชนตามชื่อแหล่งน้ำอีกเช่นกัน บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก สภาพพื้นที่เป็นที่สูงและที่สูงเชิงเขา ลักษณะเป็นลอนลูกคลื่นทั้งแบบลาดและชัน มีกลุ่มเขาสำคัญ เช่น เขากา เขาสมโภชน์ เขาลอมฟาง เขาหางตลาด เขาถมอรัตน์ เป็นต้น ลำน้ำป่าสักเป็นลำน้ำยุคเก่า มีความคดเคี้ยวและตลิ่งสูงชันมาก ต้นกำเนิดอยู่ในเขตอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในช่วงหน้าน้ำน้ำจะเต็มฝั่งจนเอ่อท่วมในช่วงเวลาสั้นๆ หากเป็นหน้าแล้งน้ำจะแห้งขอดจนติดท้องน้ำ ปัญหาในเรื่องการชลประทานทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ทำให้เกิดโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริเวณตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งจะเปิดทำการในราวปี พ.ศ.๒๕๔๑ เขื่อนจะทำให้น้ำท่วมอย่างถาวรในบริเวณสองฝั่งลำน้ำป่าสัก ตั้งแต่เขตอำเภอพัฒนานิคมขึ้นไปจนถึงอำเภอชัยบาดาล ในจังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ยังมี ลำสนธิ ที่มีต้นน้ำในเขตอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วไปบรรจบกับลำพญากลางซึ่งไหลผ่านช่องเขามาจากเขตจังหวัดนครราชสีมาที่บ้านโคกคลี จังหวัดลพบุรี ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักในตำบลบัวชุม อำเภอชัยบาดาล ในบริเวณลุ่มป่าสักมีแหล่งโบราณคดีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์แต่ไม่หนาแน่นเท่ากับในเขตลุ่มลพบุรี ในบริเวณพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบลอนลูกคลื่นทั้งแบบลาดชันและลอนลาด โดยปกติพื้นดินที่เป็นลอนลูกคลื่นมักจะเป็นดินเหนียวและดินลูกรังที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่พื้นที่ซึ่งเป็นดินกลุ่มชุดลพบุรี ชุดตาคลี ชุดปากช่อง ซึ่งเกิดจากการทับถมของหินมาร์ล ซึ่งเป็นผลมาจากการเสื่อมสลายของหินปูนอีกทีหนึ่ง ชั้นบนเป็นดินร่วนปนดินเหนียวสีดำ ชั้นล่างเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งหรือดินเหนียวสีเทาเข้ม มักพบเม็ดปูนสีขาวอยู่ในเนื้อดิน และจะไม่มีดินลูกรัง เป็นดินชุดที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ปฎิกริยาเป็นด่าง เหมาะสำหรับการปลูกพืชไร่จำพวก ข้าวโพด ฝ้าย ถั่ว อ้อย ข้าวฟ่าง และไม้ผลบางชนิด ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการปลูกข้าวแบบทดน้ำ ดินดำชนิดนี้นับเป็นลักษณะพิเศษของพื้นที่ราบลอนลูกคลื่นบริเวณลุ่มลพบุรี-ป่าสัก แม้ภูมิอากาศในปัจจุบันจะค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ภูเขาและเทือกเขาในเขตนี้ ประกอบไปด้วยหินแกรไนต์ หินแอนดีไชต์ หินปูน ซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย ทำให้มีแร่ธาตุทั้งทองแดงและเหล็กจำนวนมาก มีหินตระกูลควอทซ์ [Quartz] หรือหินเขี้ยวหนุมานสีต่าง ๆ หินมาร์ลเนื้อละเอียดสีขาว หินเนพไฟน์ [Nephrite] ซึ่งเป็นหินตระกูลหยกสีเขียวอ่อนจนถึงเขียวแก่ เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างหนาแน่นในบริเวณลุ่มลพบุรี-ป่าสักแห่งนี้ เพื่อใช้สำหรับทำเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับ แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้ เต็มไปด้วยป่าไม้ประเภทป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าไผ่ ในจดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาร์ชาร์ดและคณะสำรวจซึ่งเป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศส กล่าวถึงสภาพภูมิประเทศในเขตนี้ไว้ว่า ป่าของเมืองละโว้เป็นป่าทึบบริเวณนี้มีช้างป่าจำนวนมากในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการสร้างเพนียดจับช้างป่ากันอยู่เสมอ และเป็นพื้นที่แหล่งทรัพยากรแร่ธาตุที่มีผู้รู้จักกันดี โดยเฉพาะมีบันทึกถึงการไปสำรวจเหมืองแม่เหล็กที่คุณภาพดีหลายแห่ง รวมถึงสัตว์ป่าจำพวก เสือ ช้าง แรด กระบือ กวาง เก้ง สมัน ลิงป่า กระต่ายป่า นกกระทา ไก่ป่า นกยูง นกเขา นกกะเรียน ( ซึ่งสูญหายไปจากบริเวณนี้จนหมดแล้ว ) จำนวนมาก (สันต์ ท. โกมลบุตร ๒๕๑๙ : ๑๗๔ - ๑๗๕) พื้นที่บริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ค่อนข้างเบาบางในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นพื้นที่ของการบุกเบิกตั้งถิ่นฐาน เป็นซ่องโจร และเป็นชุมชนที่หลบอาญาของบ้านเมือง ภายหลังจึงมีการพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนหมู่บ้านที่เริ่มสะดวกในการเดินทางไปมาติดต่อกับสังคมภายนอก ความเข้าใจเกี่ยวกับยุคโลหะในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้โลหะเริ่มจากการนำแร่ทองแดงมาผสมแร่ดีบุกเป็นโลหะสำริด ใช้เป็นเครื่องมือหรือเครื่องประดับ ต่อมาจึงมีการใช้เหล็กทำเครื่องมือเครื่องใช้ ส่วนสำริดก็ยังคงมีการนำมาใช้เป็นเครื่องประดับอยู่ วัฒนธรรมสำริดในยูนนานและเวียดนามถือว่าเด่นชัดและใกล้ชิดกันที่สุด ส่วนวัฒนธรรมสำริดในประเทศไทยที่เคยเชื่อว่าเก่าที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็เป็นเรื่องผิดพลาดจากการกำหนดค่าอายุ เมื่อเรียนรู้และทราบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมการใช้สำริดและเหล็กในดินแดนนี้มีความร่วมสมัยและไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวแต่อย่างใด หากขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ความชำนาญและปริมาณการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ วัฒนธรรมในยุคโลหะที่โดดเด่นในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสรุป มีดังนี้ วัฒนธรรมโลหะในยูนนาน ยูนนานในปัจจุบัน เป็นมณฑลหนึ่งของประเทศจีน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย ติดกับพรมแดนพม่า ลาว และเวียดนาม นักวิชาการจีนมีความเห็นว่า วัฒนธรรมสำริดในยูนนานมีอายุตั้งแต่ ๑,๒๐๐ BC. จนถึงต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ราว ๑๐๐ BC. - ค.ศ.๑๐๐ หรือ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว แบ่งออกเป็น กลุ่มวัฒนธรรมเตียน บริเวณทะเลสาบเตียน กลุ่มวัฒนธรรมเอ๋อไห่ ทางทิศตะวันตกของยูนนาน กลุ่มวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำแดง ( แม่น้ำหงเหอ ) อยู่ทางตะวันออกต่อกับเวียดนามบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่มีการพัฒนาน้อยกว่ากลุ่มที่กล่าวไปแล้ว บริเวณช่วงบนของแม่น้ำโขง หนูเกียง และจินซาเกียง และกลุ่มช่วงกลางและช่วงล่างของแม่น้ำโขง มีการขุดพบโบราณวัตถุทำจากสำริดมากมหาศาล ลักษณะเด่น ๆ เช่น กลองมโหระทึก จอบรูปใบไม้ ใบหอก ขวาน ขวานดาบสั้น [Ko : Dagger axes] ขวานเย่ว ( รูปร่างคล้ายรองเท้าบู้ทหรือรูปร่างคล้ายเสี้ยวจันทร์ ) [Yue : Crescent blade axes] เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรม เครื่องดนตรี เครื่องแต่งตัว และรูปปั้นสัตว์ชนิด ต่าง ๆ เป็นต้น การใช้สำริดในยูนนานมีปริมาณมาก เพราะอยู่ในแหล่งทรัพยากรที่มีทั้งแหล่งแร่ทองแดงและดีบุกอุดมสมบูรณ์ จนสามารถพัฒนาเทคนิคการหลอมโลหะอยู่ในขั้นสูงสุด และในปัจจุบันมณฑลยูนนานก็รู้จักในฐานะที่มีแหล่งแร่ทองแดงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ส่วนการเข้าสู่ยุคเหล็กในยูนนาน อยู่ในราวปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก-ต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ๑๐๐ BC. - ค.ศ.๑๐๐ หรือเมื่อราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งก็เป็นเพราะแร่เหล็กเป็นของหายากในบริเวณนี้ จึงมีปริมาณการใช้น้อยและล้าหลังกว่าที่อื่น วัฒนธรรมโลหะในเวียดนาม ศูนย์กลางวัฒนธรรมในยุคโลหะทางตอนเหนือของเวียดนาม เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อวัฒนธรรมดองซอน กระจายอยู่อย่างกว้างขวางในลุ่มแม่น้ำแดง ลุ่มแม่น้ำดำ สามเหลี่ยมแม่น้ำมาและแม่น้ำคา มีความสัมพันธ์ในด้านรูปแบบโบราณวัตถุกับวัฒนธรรมเตียนและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำแดง (หรือแม่น้ำหงเหอ) ในยูนนาน ซึ่งสันนิษฐานว่าวัฒนธรรมทั้งสองมีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยวัฒนธรรมดองซอนน่าจะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเตียนมากกว่า โบราณวัตถุเด่น ๆ เช่น กลองสำริด ขวานดาบสั้น [Ko; Dagger axes] และขวานเย่ว [Yue] ( รูปร่างคล้ายรองเท้าบู้ท ) ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำแดง จนกล่าวว่าอาจจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของขวานชนิดนี้ วัฒนธรรมสำริดแบบดองซอน นับว่าเจริญสูงสุด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการหลอมโลหะสำริดเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และพัฒนาการทางด้านสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมในภาคกลางและภาคใต้ (พรชัย สุจิตต์ : ๒๕๓๒) วัฒนธรรมกลุ่มชายฝั่งทะเลในภาคกลางของเวียดนาม รู้จักกันในชื่อ วัฒนธรรมซาหวิ่งห์ [Sa-Huynh] มีศูนย์กลางอยู่ทางแถบชายฝั่งทะเลตอนกลางของเวียดนาม มีพัฒนาการตั้งแต่ยุคหินใหม่ตอนปลายจนถึงยุคโลหะ ส่วนช่วงที่อยู่ในระยะเวลาร่วมสมัยกับวัฒนธรรมดองซอน (๕๐๐ BC. - AD. ๑๐๐) พบโบราณวัตถุสำริดน้อยมาก ในขณะที่เครื่องมือเหล็กมีการพัฒนาถึงการผลิตระดับอุตสาหกรรม วัฒนธรรมซาหวิ่งห์ในเวียดนามตอนกลางถือว่ามีความสำคัญพอกับวัฒนธรรมดองซอนในภาคเหนือ และวัฒนธรรมเตียนในยูนนาน เพราะเห็นการแพร่กระจายโบราณวัตถุเนื่องในวัฒนธรรมดังกล่าว ในภาคพื้นและหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน วัฒนธรรมดอคเชอ [Doc Chua] ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนามอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินใหม่จนถึงยุคเหล็กเช่นกัน โบราณวัตถุที่พบเป็นแบบธรรมดาเหมือนกับที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วไป ไม่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ [Chinh and Tien, 1980] วัฒนธรรมโลหะในประเทศไทย วัฒนธรรมยุคสำริดที่สำคัญคือ กลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงในแอ่งสกลนคร ชุมชนบ้านเชียงเริ่มรู้จักใช้สำริดตามค่าอายุที่ทบทวนใหม่โดยการนำมาเปรียบเทียบกับการขุดค้นที่บ้านนาดี คือ ยุคบ้านเชียงตอนต้นระหว่างช่วง ๑,๖๐๐ BC. - ๙๐๐ BC. ตอนกลางระหว่าง ๑,๑๐๐ BC.- ๘๐๐ BC. ส่วนตอนปลายประมาณ ๓๐๐ BC. - AD. ๓๐๐ [White, Joyce C. 1990] ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต่ำจากการกำหนดอายุแต่เดิมมาก แต่ก็ยังเก่ากว่าวัฒนธรรมสำริดในจีนและเวียดนามอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม กลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงเป็นเพียงตัวแทนหนึ่งที่รู้จักกันดี ในขณะที่วัฒนธรรมโลหะในภาคกลาง ที่มีการศึกษาและกำหนดอายุยุคที่มีการใช้สำริดไว้ราว ๑,๕๐๐ BC. - ๗๐๐ BC. และยุคเหล็กอยู่ในช่วง ๕๐๐ BC.-ค.ศ.๑๐๐ (สุรพล นาถะพินธุ, ๒๕๓๘) ซึ่งก็เป็นช่วงอายุที่ค่อนสูงกว่าจีนและยูนนานเช่นกัน จากการศึกษาโบราณคดีในรอบทศวรรษที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มวัฒนธรรมสำริดและเหล็กในภาคกลางไม่น่าจะมีความสำคัญน้อยไปกว่ากลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง และยอมรับกันว่าควรจะร่วมสมัยกับกลุ่มวัฒนธรรมโลหะอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ด้วย หากการกำหนดค่าอายุที่ค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มวัฒนธรรมที่มีการใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องประดับทำจากสำริดที่มีรูปแบบหลากหลายอย่างยิ่งเช่นในยูนนานและเวียดนาม แล้วทำให้ ยุคสำริดในประเทศไทยคงความเก่าที่สุดในภูมิภาค จึงเป็นการมองข้ามความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มวัฒนธรรมภายในไปอย่างน่าเสียดาย ในอดีตเมื่อมีค่าอายุเป็นตัวกำหนดเช่นนี้ก็ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ได้ในเมื่อกำหนดให้ยุคสำริดในประเทศไทยมีมาก่อนยูนนานและเวียดนามกว่า ๓๐๐-๔๐๐ ปี แม้แต่การใช้สำริดในประเทศไทยเอง ระหว่างแอ่งสกลนครในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงและภาคกลางของประเทศไทยก็ยังมีการกำหนดอายุที่ต่างกัน มีข้อสันนิษฐานว่าการถลุงทองแดงจำนวนมหาศาลในหุบเขาวงพระจันทร์คงมีขึ้นเพราะมีตลาดที่มีความต้องการนำทองแดงไปใช้ทำสำริดเพราะเวลานั้นปรากฏว่ามีการนิยมใช้สำริดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกันมากแล้ว (สุรพล นาถะพินธุ ๒๕๓๙ : ๑๒๕) อันแสดงถึงการยอมรับในค่าอายุของยุคสำริดของกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงว่าเก่าแก่กว่าภาคกลาง และเสนอว่าการถลุงทองแดงในภาคกลางเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกด้วย มีชุมชนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่แน่นอนอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่คำถามคือ เกิดระบบตลาดระหว่างชุมชนที่ถลุงทองแดงกับชุมชนภายนอกอย่างไรในเวลานั้น เครื่องมือสำริดที่เรียกว่า Yue พบทั้งในจีน มณฑลยูนนานและเวียดนาม และพื้นที่อื่น ๆ บางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากยอมรับว่าในประเทศไทยมีการใช้สำริดที่เก่ากว่าที่อื่น แต่การพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริดและมีรูปแบบเดียวกับที่พบในยูนนานและเวียดนามตอนเหนือที่มีพัฒนาการทางสังคมค่อนข้างซับซ้อนแล้ว ในช่วงอายุต่ำกว่า ๑,๐๐๐ BC. ลงมา หลายชนิดและสามารถเทียบเคียงกันได้ แต่ไม่เห็นภาพของชุมชนที่มีความซับซ้อนในช่วงยุคสำริดในประเทศไทย กรณีเช่นนี้จะให้คำตอบได้อย่างไร มีความเข้าใจว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการติดต่อสัมพันธ์กันในระหว่างภูมิภาคทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีวัฒนธรรมต้นแบบในที่ใดที่หนึ่งแล้วแพร่กระจายไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ที่ด้อยกว่า แต่เป็นการติดต่อผ่านการแลกเปลี่ยนระยะทางไกล ถ่ายทอดลักษณะทางวัฒนธรรมบางประการให้แก่กัน ซึ่งมีหลักฐานให้เห็นว่า ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงพบว่ามีการกระจายตัวของขวานดาบสั้น [Ko; Dagger axes] ดาบสั้น [Short swords] ดาบคมสองด้าน [Daggers] ขวานเย่ว [Yue axes] ซึ่งมีรูปแบบและการตกแต่งลวดลาย คล้ายกับต้นแบบวัฒนธรรมสำริดในยูนนานและเวียดนามตอนเหนือ พบในภูมิภาคต่าง ๆ โบราณวัตถุที่มีลักษณะเด่น ๆ ในกลุ่มวัฒนธรรมเตียน หงเหอ ดองซอน ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าส่งอิทธิพลด้านรูปแบบ หรือตัววัตถุเองให้กับชุมชนในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะในดินแดนประเทศไทย คือ หลักฐานการพบขวาน Ko ในแหล่งโบราณคดีชายฝั่งทะเลของกวางตุ้งตอนที่อยู่ตรงกันข้ามกับเกาะฮ่องกง [Magliali 1975] กวางโจว กวางสี เลย น่าน อุดรธานี นครพนม และกาญจนบุรี ส่วน ขวานเย่ว รูปทรงคล้ายรองเท้าบู้ทหรือพระจันทร์เสี้ยว พบว่ามีรูปแบบเหมือนกับขวานสำริดที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงหลายแห่ง บ้างก็กำหนดไว้ในช่วงต้นใกล้ ๆ ๒,๐๐๐ BC. [Labbe, Armand.J 1985 :18] แต่การขุดค้นที่ดอนธงชัย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น สิงหาคม ๒๕๔๐) พบขวานรูปร่างนี้เช่นกัน แต่กำหนดอายุของแหล่งไว้ในช่วงวัฒนธรรมบ้านเชียงตอนปลาย ส่วน กลองสำริด แบบดองซอนหรือเฮเกอ1 หรือแบบซือไจ้ซาน พบที่เกาะสมุย เขาสามแก้ว นครศรีธรรมราชสงขลา หมู่เกาะสุมาตรา ถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ (พิริยะ ไกรฤกษ์ ๒๕๓๓) และมีรายงานการพบกลองมโหระทึกแบบดองซอนในแถบตะวันตกอีกคือที่ เขาขวาก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาสะพายแร้ง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี (สุรินทร์ เหลือลมัย : สัมภาษณ์ ๒๕๔๐) ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ ๖๐๐ BC. ลงมาจนถึงช่วงต้น ๆ ของคริสตศตวรรษทั้งสิ้น ส่วนในเรื่องภาชนะดินเผา การขุดค้นที่โคกเจริญ มีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การตกแต่งภาชนะดินเผาทรงกระบอกลายคดโค้ง [Rouletted meander] เช่นนี้ พบโดยทั่วไปในแหล่งโบราณคดีในภาคกลาง โนนนกทา กลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง กัมพูชา ยูนนาน และเวียดนามตอนเหนือ [Watson 1992] ซึ่งก็เห็นจริงจากการที่พบการตกแต่งลวดลายนี้อยู่ทั่วไปในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ในกลุ่มบ้านเชียงระยะแรก และที่โนนนกทา จนถึงกลุ่มสำโรงเสนในกัมพูชา (ได้ข้อสรุปว่าเป็นเทคนิคการทำลวดลายกันโดยเฉพาะที่แหล่งโบราณคดีในเวียดนาม คือที่ เฮาลอค [Hoa Loc] และฟุงเหวียน [Phung Nguyen] [Rispoli, 1992] ลวดลายการตกแต่งแบบนี้มีการลงความเห็นว่ามีมาก่อน ๑,๕๐๐ BC. ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการทำสำริดในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก และ Rispoli เรียกการตกแต่งด้วยลายขีดเป็นเส้นโค้งผสมกับลาย “ กดประทับเป็นลายเกล็ดปลา ” [Scale-pattern impressed decoration] ซึ่งมีการทดลองทำ ปรากฏว่าลวดลายที่มีลักษณะเป็นจุดสี่เหลี่ยมเรียงต่อกันเป็นแถบของจุดสี่เหลี่ยม น่าจะทำโดยการใช้เชือกที่ด้านหน้าของไม้กดประทับลงบนผิวภาชนะต้องทำในลักษณะโยกไม้แบนที่มีเชือกพันให้ขยับเคลื่อนที่ไปที่ละน้อยตาม ขนาดความหนาของเส้นเชือก เกลียวของเชือกแต่ละเกลียวจะทำให้เกิดรอยประทับเป็นจุดสี่เหลี่ยม ๑ จุด (สุรพล นาถะพินธุ, ๒๕๓๙) ลวดลายนี้นับว่าเป็นที่นิยมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ โบราณวัตถุเนื่องในวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ ยังมีการพบอยู่ทั่วไปในแถบภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ วัฒนธรรมซาหวิ่งห์ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่นในช่วงยุคเหล็กที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมดองซอน รูปแบบภาชนะดินเผาที่ Kalanay ตอนกลางที่ฟิลิปปินส์ ซึ่ง โซลไฮล์ม [W.G Solheim] เปรียบเทียบว่ามีรูปแบบเดียวกับวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ [Sa-huynh-Kalanay pottery forms] รูปแบบนี้พบอยู่ในชายฝั่งเวียดนามตอนกลาง ภาคกลางของฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของมาเลเซีย ประเทศไทย ซาราวัก หมู่เกาะเซเลเบส และในสุมาตรา ในช่วงเวลาระหว่าง ๗๕๐ BC. - AD. ๒๐๐ [Solheim, 1967] รวมทั้งประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง โดยใช้ภาชนะดินเผาครอบปากภาชนะอีกใบหนึ่ง ซึ่งพบโดยมากบริเวณลุ่มน้ำมูล-ชี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เป็นลักษณะเดียวกับที่พบในวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ในเวียดนามตอนกลางเช่นกัน ตุ้มหูแบบหัวสัตว์สองหัวและแบบมีปุ่มสามปุ่ม ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมของซาหวิ่งห์ เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า มีการติดต่อระหว่างชุมชนชายฝั่งทะเลทางภาคกลางของเวียดนามและชุมชนร่วมสมัยในกัมพูชา ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและไต้หวัน [Vu Cong Quy 1991] โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และบ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า มีการติดต่อเคลื่อนไหวกับชุมชนในวัฒนธรรมดองซอนและวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ บ้านดอนตาเพชรนั้น เครื่องประดับจากหินมีค่าและแก้ว อาวุธและเครื่องมือเหล็กที่มีลักษณะเด่นเช่นมีดรูปจะงอยปากนก [billhook] นอกจากที่ดอนตาเพชรแล้ว ยังพบที่แหล่งโบราณคดีหลายแห่งในเขตลพบุรีและนครสวรรค์ อีกทั้งพบในแหล่ง Phuhou-Hoavinh ทางตอนกลางของเวียดนาม มีรูปแบบเดียวกับที่พบในวัฒนธรรมซาหวิ่งห์มากทีเดียว มีการติดต่อภายในภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชุมชนบริเวณชายฝั่งทะเลและลุ่มน้ำภายใน เขตเทือกเขาบางส่วน และชุมชนที่ติดต่อกันตามเส้นทางช่องเขา ลำน้ำสาขาต่าง ๆ ช่วงเวลาที่เกิดความเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น เหล่านี้น่าจะอยู่ในราวยุคเหล็กถึงยุคเหล็กตอนปลาย (๕๐๐ BC.-ค.ศ.๑๐๐) และเริ่มเข้าสู่สมัยกึ่งก่อนประวัติศาสตร์คือวัฒนธรรมจามปาในเวียดนามตอนใต้ และวัฒนธรรมทวารวดียุคเริ่มแรกในประเทศไทย เป็นช่วงเวลาแห่งความเคลื่อนไหวภายในภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การติดต่อระหว่างภูมิภาคเห็นได้ชัดเจนคือ ระหว่างชุมชนชายฝั่งทะเล และชุมชนภายในที่ใช้เส้นทางลุ่มน้ำภายนอกนำสู่ภายใน เช่นที่ อู่ทองและดอนตาเพชร ตลอดจนเส้นทางน้ำและบกภายใน เช่น ในแอ่งสกลนคร ริมฝั่งแม่น้ำโขง (ดอนตาลและอุบลราชธานี) และที่ราบลอนลูกคลื่นในภาคกลาง ความเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจจะเป็นผลสืบเนื่องมาจาก ความต้องการทรัพยากรแร่ธาตุจากต่างถิ่น หรือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความสามารถในการเดินเรือเลียบชายฝั่งทะเลในระยะทางไกล ๆ ที่พัฒนาเพิ่มขึ้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง พบแหล่งโบราณคดีซึ่งเห็นได้ชัดว่า เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมสำริดที่ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมสำริดในยูนนานและเวียดนามตอนเหนือในช่วงเวลากว้าง ๆ คือ ราว ๑,๐๐๐ BC. ลงมา นอกจากติดต่อกับชุมชนภายนอกแล้ว โบราณวัตถุที่พบแสดงให้เห็นว่า มีการติดต่อระหว่างชุมชนภายใน เช่นในพื้นที่ราบภาคกลาง กินบริเวณกว้างของพื้นที่ลอนลูกคลื่น ตั้งแต่เทือกเขาเพชรบูรณ์จนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามไปจนถึงแอ่งสกลนครบริเวณกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงตอนต้นของแม่น้ำสงครามและน้ำสาขา กลุ่มโนนนกทาในลุ่มน้ำชีตอนบน จังหวัดขอนแก่น และทางชายฝั่งทะเลอาจจะเป็นโคกพนมดีในจังหวัดชลบุรีหรือที่อื่น ๆ เพราะพบหอยทะเลชนิดและขนาดต่าง ๆ ใช้ทำเครื่องประดับ เป็นของมีค่าอย่างยิ่งสำหรับชุมชนที่อยู่ห่างไกลชายฝั่ง แม้ค่าอายุของยุคสำริดโดยทั่วไปจะอยู่ในราว ๑,๒๐๐ BC. - ๑,๐๐๐ BC. หากโบราณวัตถุที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวและติดต่อสัมพันธ์กับภูมิภาคอื่น ๆ อย่างกว้างขวางกลับอยู่ในช่วงยุคเหล็ก ราว ๕๐๐ BC. - ค . ศ . ๑๐๐ ซึ่งยังคงใช้เครื่องประดับสำริดควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือเหล็ก โดยมีแหล่งทรัพยากรและความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมเป็นตัว ในขณะที่การก้าวเข้าสู่ยุคเหล็กหรือช่วงที่มีเครื่องมือเหล็ก มีความแตกต่างที่เด่นชัดจากห้วงเวลายุคสำริด การอธิบายถึงชุมชนในยุคเหล็กที่เพิ่มปริมาณขึ้น สภาพสังคมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง และการก้าวไปสู่พัฒนาการของรัฐ จึงเป็นสิ่งทีน่าสนใจ แผนที่แสดงตำแหน่งที่พบกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๑ โบราณคดีในลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ภาพรวมของการแบ่งยุคสมัยในลุ่มลพบุรี-ป่าสักที่โดดเด่น มาจากงานการขุดค้นและเปรียบเทียบรูปแบบโบราณวัตถุของผศ.สุรพล นาถะพินธุ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีการกำหนดแหล่งโบราณคดีสำคัญที่มีค่าอายุจากวิธีการคาร์บอน - ๑๔ เป็นดรรชนีในการเปรียบเทียบยุคสมัยจากการขุดค้นแหล่งฝังศพต่าง ๆ การแบ่งอายุสมัยของชุมชนในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก มีดังนี้ ( สุรพล นาถะพินธุ : ๒๕๓๙ ) วัฒนธรรมระยะที่ ๑ กำหนดอายุไว้ราว ๒,๕๐๐ BC. - ๑,๕๐๐ BC. มีการใช้ขวานหินขัด เครื่องประดับจากเปลือกหอยทะเล ไม่มีการใช้โลหะ ภาชนะดินเผาที่เด่นคือ ที่ตกแต่งผิวภาชนะเป็นลายหนังช้าง (เป็นร่องลึกหยาบอาจทำโดยการใช้เชือกเส้นใหญ่กดประทับเหมือนรอยย่นของหนังช้าง) และลายเกล็ดปลาที่มีลายคดโค้ง (อาจทำจากการใช้เชือกพันแกนไม้กดประทับ) ซึ่งอาจารย์สุรพลเห็นว่ามีอิทธิพลจากรูปแบบภาชนะในวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ทางตอนเหนือของเวียดนามที่อยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน วัฒนธรรมระยะที่ ๒ กำหนดอายุไว้ราว ๑,๕๐๐ BC. - ๗๐๐ BC. มีการผลิตทองแดงระดับอุตสาหกรรมที่หุบเขาวงพระจันทร์ โบราณวัตถุที่พบยังคงมีการตกแต่งภาชนะเป็นลายเกล็ดปลาคดโค้งหรือลายแกนไม้พันเชือก ทรงพานฐานสูง และภาชนะรูปวัว มีการใช้เครื่องประดับเปลือกหอย ส่วนวัตถุที่ทำจากสำริดนั้นพบน้อยมาก วัฒนธรรมระยะที่ ๓ กำหนดอายุไว้ราว ๗๐๐ BC. - ๓๐๐ BC. ยังมีการผลิตทองแดงระดับอุตสาหกรรมที่เทือกเขาวงพระจันทร์อยู่ พร้อมกันนั้นก็มีการใช้เหล็กปรากฏขึ้น ระยะเวลานี้พบว่ามีการใช้ลูกปัดหินกึ่งรัตนชาติจำนวนมากแล้ว และเครื่องประดับทำจากเปลือกหอยทะเลและหินเนื้ออ่อนมีจำนวนลดลง วัฒนธรรมระยะที่ ๔ กำหนดอายุไว้ราว ๓๐๐ BC. - AD. ๕๐๐ มีการใช้ลูกปัดหินกึ่งรัตนชาติและลูกปัดแก้วกันมากแล้วและมีการใช้เครื่องมือเหล็กทำเครื่องมือเครื่องใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว การแบ่งช่วงอายุของแหล่งโบราณคดีในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นมีความคล้ายคลึงกัน แม้จะมีการกำหนดอายุที่ไม่ตรงกันทั้งหมด แต่ก็อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และในแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งอาจจะมีมากกว่า ๑ ระยะ ซึ่งก็มักจะพบเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ได้แนวดิ่ง คือช่วงเวลาที่ปรากฏผู้คนอยู่ในบริเวณนี้ได้โดยตลอดเป็นเวลามากกว่า ๓,๐๐๐ ปี โดยแบ่งออกเป็น ๔ ระยะ แต่สิ่งที่ขาดไปนั่นคือ ลักษณะทางวัฒนธรรมของกลุ่มชุมชนที่อยู่ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก ที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมย่อยที่เป็นศูนย์กลางในแหล่งหนึ่ง ๆ [Cultural complex] นั้น ยังไม่มีความชัดเจน อาจมีสาเหตุจากโครงการศึกแหล่งโบราณคดีไม่ได้ทำการศึกษาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กว้างขวางและข้อมูลถูกทำลายจากการขุดหาของเก่าซึ่งไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ทัน จึงทำให้ไม่อาจแบ่งลักษณะย่อยทางวัฒนธรรมของชุมชนในระยะต่าง ๆ ได้ ทั้งที่ลักษณะทางวัฒนธรรมของชุมชนในเขตนี้น่าจะแบ่งย่อยเป็นกลุ่มที่มีความแตกต่างในรายละเอียดทางสังคมได้หลายกลุ่ม แต่ไม่อาจหาหลักฐานแน่นอนมาแบ่งได้อย่างชัดเจนและเด็ดขาด สำหรับบทความนี้อยู่ในกรอบความคิดที่ว่า มีความเคลื่อนไหวของสังคมในชุมชนยุคเหล็กอย่างมาก (ราว ๕๐๐ BC. ลงมาจนถึงการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์) เป็นช่วงเวลาของพัฒนาการสำคัญที่จะนำเข้าสู่การเป็นรัฐ เป็นบ้านเมืองที่ซับซ้อนในสมัยทวารวดี ดังนั้น ผู้เขียนจึงแบ่งช่วงเวลาในการศึกษาออกเป็น ๓ ระยะด้วยกัน เพื่อสามารถทำความเข้าใจพัฒนาการของชุมชนในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม มิใช่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว โดยแบ่งช่วงอายุในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มลพบุรี-ป่าสัก แบ่งออกเป็น ๓ ช่วง โดยมียุคเหล็กเป็นแกนสำคัญ หากเป็นช่วงเวลาประมาณได้ว่า ช่วงแรกก่อนเวลา ๕๐๐ BC. ช่วงที่สองระหว่าง ๕๐๐ BC. จนถึงการมีศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ระดับรัฐยุคเริ่มแรก ราว AD. ๓๐๐ - ๔๐๐ ช่วงที่สาม คือ AD. ๓๐๐ - ๔๐๐ จนเข้าสู่การมีบ้านเมืองระดับนครรัฐในสมัยทวารวดี แต่ละยุคมีลักษณะ ดังนี้ ก่อนยุคเหล็ก คือชุมชนหมู่บ้านขนาดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ไม่ขาดแคลนน้ำยามแล้ง เพราะมีตาน้ำ เช่น น้ำซับหล่อเลี้ยงชุมชน พืชที่ใช้เพาะปลูกก็น่าจะเป็นจำพวกพืชไร่ ถ้าปลูกข้าวก็เป็นข้าวนาไร่ที่ไม่ใช่การทำนาทดน้ำและไม่ปลูกพืชเป็นไร่นาขนาดใหญ่ เพราะสภาพภูมิประเทศและขนาดประชากรไม่มีความจำเป็นในการผลิตอาหารจำนวนมาก และมีความเชื่อชีวิตในโลกหน้าอย่างแน่นแฟ้นผ่านพิธีกรรมฝังศพที่ประณีตสะท้อนรูปแบบความคิดและวิถีชีวิตอย่างมีขั้นตอนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีช่างฝีมือผู้ชำนาญงานหัตถกรรมในระดับก้าวหน้ากว่าช่างฝีมือในยุคอื่น ๆ มีการติดต่อกับชาวประมงชายฝั่งแถบริมทะเล และมีการติดต่อกับสังคมภายนอกภูมิภาคในวิถีทางใดทางหนึ่ง ค่านิยมให้ความสำคัญกับของแปลกที่ไม่ใช่ทรัพยากรในชุมชน เมื่อมีการพบแหล่งวัตถุดิบทองแดงและเรียนรู้เทคโนโลยีในการผลิตได้ นำไปสู่การมีชุมชนที่ผลิตรอบเขตภูเขาที่มีแร่ทองแดง ความต้องการแร่ธาตุผลักดันให้ชุมชนหมู่บ้านขนาดเล็กเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเป็นเจ้าของทรัพยากรหายากในช่วงเวลานั้นทำให้สถานภาพของคนในสังคมย่อมไม่เท่ากัน ซึ่งต้องแลกเปลี่ยนกับความป่วยไข้ของผู้ถลุงทองแดงจากสารพิษที่เกิดขึ้น การติดต่อกับชุมชนภายนอกมีมากขึ้น การแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างภูมิภาคน่าจะทำให้เกิดเป็นสังคมเปิด นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วกว่าชุมชนอื่น ๆ เกิดศูนย์กลางที่จะพัฒนาเป็นเมืองเล็ก ๆ และมีหมู่บ้านบริวารรายรอบได้ ยุคเหล็ก เมื่อสามารถนำแร่เหล็กมาใช้แทนเครื่องมือทำจากสำริดที่มีความทนทานน้อยกว่าและผลิตได้ยากกว่า ชุมชนหมู่บ้านที่มีจำนวนมากขึ้นเรียนรู้เทคนิคการผลิตขั้นพื้นฐานและทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ซึ่งอุดมไปด้วยแร่เหล็ก พบแร่เหล็กมากกว่าแร่ทองแดง และไม่ต้องทำเหมืองขุดหาสายแร่เหมือนกับการทำเหมืองทองแดง เป็นวิธีการนำแร่ธาตุมาใช้ที่สะดวกกว่ามาก ด้วยเทคนิควิทยาดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะของชุมชนครั้งใหญ่ในบริเวณนี้ จำนวนแหล่งถลุงเหล็กในชุมชนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดกลายเป็นวิธีการผลิตขั้นพื้นฐานที่สามารถทำได้ในหมู่บ้านเกือบทุกแห่ง แต่กระนั้นผู้ชำนาญที่เชี่ยวชาญเรื่องการตีเหล็กที่มีคุณภาพคงมีสถานภาพพิเศษกว่าผู้อื่น งานฝีมือสามารถทำเหล็กกล้าคุณภาพดีและรูปทรงมาตรฐานงดงามยังเป็นเรื่องเฉพาะของบางกลุ่มคนเท่านั้น เครื่องมือเหล็กที่พัฒนารูปแบบได้มากกว่าเมื่อครั้งใช้สำริดอย่างเดียว เปิดโอกาสให้จัดการและควบคุมธรรมชาติได้มากกว่า แต่การทำเหมืองทองแดงก็ไม่ใช่จะเลิกทำ เมื่อมีการแทนที่อุปกรณ์หนักด้วยเหล็ก สำริดได้กลายเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องใช้ประเภทฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจากรูปแบบสิ่งของที่ร่วมสมัยในวัฒนธรรมดองซอน รูปแบบในพิธีกรรมฝังศพยังคงอยู่ แต่วัสดุสิ่งของที่ทำอุทิศให้ศพดูจะขาดความประณีตลง ค่านิยมของแปลกจากแดนไกลยังคงอยู่และเพิ่มมากขึ้นเมื่อสิ่งของหายากมาจากดินแดนที่ห่างไกลมากขึ้น ๆ เกิดช่วงชั้นในสังคมอย่างเห็นได้ชัด มีการแบ่งผู้ชำนาญการพิเศษในแต่ละด้านอย่างชัดเจน มีการควบคุมสังคมโดยผู้นำที่มีเครือข่ายระหว่างหมู่บ้าน และมีศูนย์กลางของหมู่บ้านต่าง ๆ ณ ที่ใดที่หนึ่ง มีการกระจายตัวของหมู่บ้านที่ห่างไกลศูนย์กลางมากขึ้นในพื้นที่ที่ห่างออกไป ความคุ้นเคยในพื้นที่แบบเก่าเริ่มเปลี่ยนแปลง ความคิดในการจัดการแหล่งน้ำพัฒนาเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของเครื่องมือเหล็ก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืช ซึ่งเป็นพืชในที่ลุ่ม ชุมชนขนาดใหญ่ที่จะพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของรัฐแบบมีคูน้ำคันดิน มักจะตั้งอยู่ระหว่างชายขอบที่สูงและที่ราบลุ่ม ดังที่จันเสน แล้วจึงพัฒนามาตั้งชุมชนในที่ลุ่มต่ำช่วงระยะหลังของสมัยทวารวดี ชุมชนในระดับนี้มีความซับซ้อนมากกว่าในยุคก่อนที่ไม่ใช่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่พัฒนาการอยู่ในระดับ Chiefdom หรือ Early state เพียงแต่ยังไม่มีการรับความเชื่อทางพุทธศาสนาและวรรณคดีต่าง ๆ อย่างชัดเจน แต่เราจะเห็นว่า เริ่มมีการสั่นคลอนทางความเชื่อในพิธีกรรมฝังศพแล้วอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากความเจริญสูงสุดในยุคเหล็กที่ยังมีการฝังศพอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนจะค่อย ๆ สู่ภาวะเปลี่ยนผ่าน พิธีกรรมฝังศพเปลี่ยนเป็นการเผาแล้วใส่หม้อกระดูกซึ่งจะอุทิศสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผู้ตาย เปรียบเทียบกับยุคก่อนหน้าไม่ได้ในเรื่องสิ่งของที่อุทิศให้ผู้ตาย อันหมายถึงความเชื่อเรื่องหลังความตายได้เปลี่ยนแปลงไป สถานที่ฝังหม้อกระดูกก็จะไม่ใช่เป็นแหล่งฝังขนาดใหญ่เหมือนเช่นเดิม แต่จะกระจัดกระจาย ไม่หนาแน่น แต่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในอดีตยังทำหน้าที่อยู่ เพียงเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาเช่นศาสนสถานในภายหลัง การติดต่อกับดินแดนห่างไกลที่เป็นแหล่งอารยธรรมซึ่งพัฒนาระบบความคิดความเชื่อที่ซับซ้อน และอาจเหมาะสมกับวิธีคิดในการจัดการชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้พุทธและฮินดูคือศาสนาและความเชื่อที่ผู้คนบริเวณนี้รับมาแทนรูปแบบความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง หลังยุคเหล็ก หลังจากแรกรับวัฒนธรรมความคิด ความเชื่อจากภายนอกและปรับตัวอยู่ในระยะหนึ่ง รากฐานของการเกิดรัฐมั่นคงมากขึ้น จนกลายเป็นบ้านเมืองที่มีชุมชนขนาดใหญ่และหมู่บ้านบริวารที่มีความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมสูง เกิดการควบคุมสภาพแวดล้อมมากขึ้น จัดการระบบกักเก็บน้ำขนาดใหญ่สำรองไว้ยามแล้ง ทำนาทดน้ำในพื้นที่เกษตรแบบไร่นา เลี้ยงคนในชุมชนจำนวนมาก ส่วนทรัพยากรแร่ธาตุ ความต้องการทองแดงลดลง จนลืมเรื่องอุตสาหกรรมเหมืองทองแดงอย่างสิ้นเชิง แต่การถลุงเหล็กก็ยังดำเนินต่อมาและกลายเป็นหน้าที่ของชาวบ้านที่ว่างจากงานการเกษตร การถลุงเหล็กและทอผ้า เป็นกิจกรรมสำคัญของผู้คนในยุคทวารวดีในบริเวณนี้ ในระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านจนเข้าสู่สมัยทวารวดีอย่างสมบูรณ์นั้น อาจมองจากหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีน้อย ซึ่งต้องเปรียบเทียบว่าความคิดในเรื่องการจัดการกับความตายได้เปลี่ยนไป ดังนั้น หลักฐานที่จะเหลือนั้นก็น้อยลงไปด้วย เพราะการศึกษาทางโบราณคดีส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่แหล่งฝังศพเป็นสำคัญ สรุป เมื่อสร้างภาพสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในช่วงยุคก่อนเหล็ก ยุคเหล็ก จนถึงยุคหลังเหล็กก็คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเข้าสู่สมัยวัฒนธรรมแบบทวารวดี แสดงให้เห็นว่ายุคเหล็กคือการเริ่มต้นของความเข้มข้นในการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร และมีขอบเขตทางวัฒนธรรมของชุมชนศูนย์กลางต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย อาจจัดอยู่ในช่วงเวลาราว ๆ ๕๐๐ BC. จนถึง AD. ๓๐๐ - ๔๐๐ ชุมชนยุคเหล็กมีพัฒนาการสืบเนื่องกับชุมชนในยุคสำริดและกระจายตัวลงสู่รอบ ๆ บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง ลักษณะสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมในยุคนี้ คือ เกิดชุมชนขนาดเล็กและใหญ่มากมายที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเครือข่ายแบบชุมชนที่เป็นศูนย์กลางกับชุมชนที่เป็นบริวาร หมู่บ้านขนาดเล็กหรือชุมชนที่เป็นบริวารมีโครงสร้างทางสังคมแบบง่าย ๆ มักตั้งอยู่ใกล้บริเวณแหล่งน้ำและที่ลุ่มเพื่อทำการเพาะปลูกแบบเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ก็อยู่ใกล้กับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ในขณะที่ชุมชนที่เป็นศูนย์กลางหรือชุมชนเมืองมีขนาดใหญ่กว่าและมีโครงสร้างทางสังคมซับซ้อนกว่าอันเนื่องมาจากมีคนหลายกลุ่มหลายอาชีพอยู่รวมกัน เกิดการแบ่งงานและแบ่งกลุ่มผู้คนตามความชำนาญต่าง ๆ เช่น กลุ่มช่างฝีมือ กลุ่มผู้ชำนาญการพิเศษทางเทคโนโลยี กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ ผู้ชำนาญการปั่นด้ายและทอผ้า กลุ่มคนกลางในระบบแลกเปลี่ยน กลุ่มพระหรือผู้ที่สามารถสื่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติ และกลุ่มผู้ปกครอง การเติบโตและความซับซ้อนของสังคมในยุคเหล็ก เห็นได้จากลักษณะและรูปแบบของโบราณวัตถุ ซึ่งมีทั้งสำริดและเหล็ก เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับสำริดเกิดจากการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่มีความสวยงามและประณีต ส่วนเครื่องมือเหล็กที่พบก็มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงและมีคุณภาพชั้นยอด ความหลากหลายในเรื่องรูปแบบของเครื่องมือเครื่องใช้ ทำให้เห็นบทบาทของคนที่อยู่ในสังคมยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคเหล็ก ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายในและชุมชนภายนอก อีกทั้งสามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทางสังคมแบบเรียบง่ายมาเป็นสังคมที่ซับซ้อน มีประชากรมากกว่าก่อน เริ่มเกิดความไม่ทัดเทียมกันอันนำไปสู่การมีชนชั้นทางสังคมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับความชำนาญพิเศษในระบบเศรษฐกิจของสังคมที่มีซับซ้อน [Complexed Society] สมมุติฐานในบทความนี้คือ ยุคเหล็กคือจุดเริ่มต้นพัฒนาการของรัฐแรกเริ่ม [Early state] ก่อนที่จะเกิดรัฐ [State] ขึ้นในเวลาต่อมา บรรณานุกรม ชิน อยู่ดี. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย กรมศิลปากร, กรุงเทพฯ, ๒๕๒๙ ไทยคดีศึกษา, สถาบัน. โบราณคดีไทย - เวียดนามเปรียบเทียบ วัฒนธรรมยุคโลหะ เอกสารประกอบการ ประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๑ พรชัย สุจิตต์. วัฒนธรรมสำริดของยูนนาน เวียดนาม และไทย, เมืองโบราณ ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๒ เมษายน – มิถุนายน ๒๕๓๒ พิริยะ ไกรฤกษ์. ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย อัมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, กรุงเทพฯ, ๒๕๓๓ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์, ผศ. ลพบุรี : อดีต - ปัจจุบัน, บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๓๗ สุรพล นาถะพินธุ. วัฒนธรรมสมัยโบราณที่บ้านใหม่ชัยมงคลและข้อคิดเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย สังคมและวัฒนธรรมจันเสน เมืองแรกเริ่ม ในลุ่มลพบุรี - ป่าสัก, โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๓๙ สันต์ ท. โกมลบุตร. จดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่ ๒ ของบาทหลวงตาชาร์ด (๑๖๘๗ - ๑๖๘๘), กรมศิลปากร, กรุงเทพฯ, ๒๕๑๙ หวน พินธุรักษ์. ลพบุรีที่น่ารู้, สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, ๒๕๑๕ Fontaine,Henri . On the extent of the Sa-huynh culture in continental Southeast Asia , Asian Perspective V.13 No.1, 1980 Glover,Ian C. Ban Don Ta Phet: The 1984 - 85 excavation Southeast Asian Archaeology 1986, Bar International, Great Britain, 1990 Houng Xuan Chinh,Bui Van Tien. The Dongson culture and cultural centres inthe Metal Age in Vietnam, Asian Perspective V.13 No.1, 1980 Mudar, Karen M. Evidence for prehistoric dryland farming in mainland Southeast Asia : Results of regional survey in Lopburi province, Thailand . Asian Perspectives Vol.34 No.2, 1995 Rispoli, Fiorella. Preliminary report on the pottery from Tha Kae, Lopburi, Central Thailand . Asian Archaeology 1990 Centre for South East Asian studies University of Hull, Great Britain, 1992 Solheim, Wilhelm G. Two pottery tradition of late prehistoric times in Southeast Asia. Historical archaeology and linguistic studies on Southern China, Southeast Asia and Hong Kong region . Hong Kong University Press.1967 Vu Cong Quy. The SaHuynh culture : recent Archaeological findings and relations with other ancient cultures in Southeast Asia Recent research in Archaeology in Thailand Silapakorn University ,Bangkok, 1991 Watson, William. Pre-Han communication from west China to Thailand. Early Metallurgy trade and urban centres in Thailand and SEA White Lotus ,Bangkok 1992 White, Joyce C. The Ban Chiang Chronology Revised . Southeast Asian Archaeology 1986 Bar International, Great Britain, 1990
- ข้ามเขาสุดขอบฟ้ากว่าจะถึง....บ่อเกลือเมืองน่าน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2534 “ ที่ต้นน้ำน่านมีบ่อเกลือและมีการทำเกลือเป็นจำนวนมาก ” พระวิภาคภูวดลบันทึกข้อความนี้ไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๒ คราวขึ้นเหนือไปสำรวจเพื่อทำแผนที่สากลฉบับแรกของประเทศไทย บ่อเกลือที่บ้านบ่อเกลือในปัจจุบัน และการผลิตที่ยังคงรูปแบบเดิมไว้ พระวิภาคภูวดล หรือนายเจมส์ แมคคาร์ธี ท่านนี้ ได้เป็นเจ้ากรมแผนที่คนแรกและบุกเบิกงานสำรวจเพื่อทำแผนที่อย่างจริงจัง ดังนั้น บันทึกความทรงจำของท่านจึงเป็นเอกสารที่บอกกล่าวเรื่องราวของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศสยามยุคนั้นได้อย่างกระจ่างชัดเรื่องหนึ่ง เกลือสินเธาว์ มีความสำคัญมากสำหรับชุมชนที่อยู่ไกลชายฝั่งทะเล ดังเช่น พระวิภาคภูวดลบันทึกไว้ว่า ในเขตอินโดจีนที่แห่งใดซึ่งมีเกลือจะเป็นที่รู้จักกันอย่างดี และเกลือจะมีค่าราวกับทองคำ ผู้ที่ไม่เคยอดเกลือเช่นเรา ๆ ท่าน ๆ คงจะไม่รู้พิษสงว่าในยามขาดเกลือเป็นเช่นไรและคงนึกไม่ออกว่า ทองคำกับเกลือนั้น นำมาเปรียบเทียบกันได้ตรงไหน ร่องรอยของความสำคัญของเกลือสินเธาว์ในภาคอีสาน อาจจะมีผู้คนศึกษาสำรวจเก็บข้อมูลกันอย่างแพร่หลายจำนวนหนึ่งแล้ว แต่ในภาคเหนือ เกลือสินเธาว์ที่พูดกันว่ามีค่าราวกับทองคำนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องการข้อมูลอีกมาก ที่ต้นน้ำน่าน เป็นที่รู้กันแพร่หลายว่ามีการผลิตเกลือสินเธาว์เป็นจำนวนมาก และหากต้องการจะทราบความสำคัญของเกลือสินเธาว์ต่อบ้านเมืองในล้านนาก็เป็นเรื่องแน่นอนที่ต้องเข้าไปหาแหล่งข้อมูลให้ถึงที่ อุบัติการณ์ข้ามเขาสุดขอบฟ้า เพื่อจะไปหาแหล่งผลิตเกลือที่เมืองน่านจึงเริ่มต้นด้วยเหตุนี้ บ่อหยวก ริมน้ำว้า ตำบลบ่อเกลือเหนือ ปัจจุบันมีเพียงการผลิตเพื่อการบริโภคเท่านั้น เมืองบ่อชุมชนในหุบเขา จุดที่ตั้งของบ่อเกลือเมืองน่าน ในแผนที่ของพระวิภาคภูวดลลงชื่อไว้ว่า “M.baw” หรือ “เมืองบ่อ” ซึ่งน่าจะหมายถึงบริเวณตำบลบ่อเกลือเหนือและตำบลบ่อเกลือใต้ เขตกิ่งอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังมีบทบาทอย่างสูง พื้นที่ในแถบเทือกเขาด้านตะวันตกของจังหวัดน่านตามพรมแดนไทย-ลาว กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในการเดินทางเข้าไปของนักเดินทางปกติ (แต่คงยินดีต้อนรับผู้ที่หนีร้อนและต้องการเข้าป่า) พื้นที่เหล่านี้รวมถึงบริเวณบ่อเกลือด้วยแน่นอน การเดินทางเข้าไปอย่างสะดวกสบายเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อตั้งกิ่งอำเภอบ่อเกลือ โดยแยกออกจากอำเภอปัวใน พ.ศ.๒๕๓๑ ถนนลาดยางตัดข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อจะเชื่อมโยงพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าพื้นที่สีแดง และแดงอย่างจัดจ้านเสียด้าย ทำให้ผู้คนในแถบนั้นมีโอกาสมีส่วนร่วมกับโลกภายนอกมากขึ้น การเดินทางไปสู่กิ่งอำเภอบ่อเกลือทำได้ ๒ ทางคือ จากจังหวัดน่านผ่านกิ่งอำเภอสันติสุข, บ้านน้ำยาว ถึงกิ่งอำเภอบ่อเกลือ รวมระยะทาง ๑๕๒ กิโลเมตร และทางสายใหม่จากอำเภอปัวตัดตรงข้างเขาเข้ากิ่งอำเภอบ่อเกลือ ระยะทาง ๔๘ กิโลเมตร รวมระยะทางจากน่านถึงกิ่งอำเภอบ่อเกลือ ๑๑๘ กิโลเมตร ซึ่งไม่ว่าทางใดก็ต้องข้ามเทือกเขาสลับซับซ้อนทั้งสิ้น พรมแดนไทย-ลาว ด้านจังหวัดน่านแบ่งคั่นด้วยสันปันน้ำของเทือกเขาหลวงพระบาง ในบริเวณนี้เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำสำคัญหลายสาย เช่น น้ำน่าน, น้ำมาง, น้ำว้า, น้ำแคะ เป็นต้น ซึ่งลำน้ำเหล่านี้ไหลลัดเลาะอยู่ตามหุบเขา ช่วยให้กำเนินที่ราบแคบ ๆ ริมน้ำในเทือกเขาเหล่านี้ด้วย และแน่นอน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมเป็นชาวดอยที่เรียกตนเองว่า ลัวะ หากแต่ทางราชการเรียกพวกเขาว่า “ถิ่น” ตั้งบ้านเรือนกันตั้งแต่บนยอดดอย บนไหล่เขา และที่ราบริมน้ำ ส่วนผู้ที่เรียกตนเองว่า “คนเมือง” ก็มีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งรวมอยู่เป็นกลุ่ม เรียงตามที่ราบแคบ ๆ ของน้ำมางในตำบลบ่อเกลือใต้ ซึ่งกลุ่มคนเมืองเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุการอพยพเข้ามาอาศัยในเขตหุบเขาเนื่องจากการผลิตเกลือเป็นส่วนใหญ่ เมืองน่านมีที่ราบแคบ ๆ อยู่ ๓ แห่ง แห่งหนึ่งคือที่ราบในเขตอำเภอปัว ซึ่งอยู่ติดกับเทือกเขาที่จะเข้าสู่บ่อเกลือ ผู้คนที่ควรจะคุ้นเคยและน่าจะอยู่กับพื้นราบมากกว่า แต่อพยพเข้าไปอยู่ในที่สูงอันทุรกันดารนั้น คงต้องมีสิ่งจูงใจเป็นพิเศษ และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าสิ่งจูงใจนั้นคือ “เกลือสินเธาว์” จากบ่อเกลือที่ไม่เคยเหือดแห้ง เกลือเมืองน่านกับอดีตอันยาวไกล ในเขตตำบลบ่อเกลือเหนือ มีบ่อเกลืออยู่หลายบ่อ คือบ่อหยวกและบ่อตองอยู่บริเวณเดียวกับริมน้ำว้า บ้านบ่อหยวก, บ่อเวนที่บ้านบ่อเวน, บ่อน่านและบ่อกึ๋นอยู่บริเวณต้นน้ำน่าน, บ่อแคะที่ใกล้ ๆ น้ำแคะ, บ่อเกร็ดที่บ้านสว้า บ่อเหล่านี้ปัจจุบันไม่มีการต้มเพื่อขายอีกแล้ว บางบ่อเช่น บ่อหยวกที่เคยมีการผลิตเป็นจำนวนมากก็เปลี่ยนเป็นต้มเพื่อใช้กินกันในครัวเรือน หรือบางบ่อถูกน้ำพัดดินมาถล่มกลบบ่อจนกู้คืนอีกไม่ได้ แต่สาเหตุที่น่าจะสำคัญคือ ไม่มีคนมาซื้อเกลือดังเช่นแต่ก่อน เพราะหนทางที่ค่อนข้างลำบากและปริมาณน้ำเกลือที่เจือจาง เมื่อต้มแล้วก็จะไม่คุ้มทุนนัก ศูนย์กลางการผลิตเกลือในหุบเขาเหล่าที่อยู่ที่บ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ยังมีหลักฐานสนับสนุนอีกหลายประการถึงความสำคัญของบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวง ที่ตั้งของบ้านบ่อหลวงอยู่ในพื้นที่เริ่มต้นของที่ราบแคบ ๆ ระหว่างเทือกเขาริมน้ำมาง ซึ่งที่ทราบนี้จะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านอีก ๘ หมู่บ้าน จนถึงบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดที่บ้านสบมาง ความกว้างของที่ราบเหล่านี้ โดยประมาณแล้วราว ๒๐๐-๔๐๐ เมตร เป็นระยะทาง ๖-๗ กิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวใช้ทำนาปลูกข้าวเพียงปีละครั้ง และไม่เคยเพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี กลุ่มชาวพื้นราบทั้ง ๘ หมู่บ้าน เป็นกลุ่มคนเมืองกลุ่มใหญ่ที่สุดของชุมชนในหุบเขาบริเวณนี้ บ้านบ่อหลวงมีบ่อเกลือสาธารณะอยู่ ๒ บ่อ (หมายถึงผู้ใดในหมู่บ้านก็มีสิทธิ์ใช้น้ำเกลือได้เท่าเทียมกัน) เรียกว่า บ่อ ๑ และบ่อ ๒ หรือบ่อเหรือและบ่อใต้ บ่อเหนือ อยู่ริมน้ำมาง ส่วนบ่อใต้ ห่างออกมาราว ๕๐๐ เมตร ติดเชิงเขาท้ายหมู่บ้าน ทั้ง ๒ บ่อกรุขอบด้วยคอกไม้กันดินปากหลุมถล่ม และมีนั่งร้านสำหรับยืนตักน้ำเกลืออยู่ข้าง ๆ บ่อเกลือทั้ง ๒ มีน้ำเกลือซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าบ่อ อื่น ๆ ในเขตบ่อเกลือเหนือ โดยวัดจากการใช้ปริมาณเชื้อฟืนและเวลาที่ใช้เป็นตัวคงที่ ปริมาณเกลือของบ้านบ่อหลวงจะได้มากกว่า ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๐ เรื่องพงศาวดารเมืองน่าน มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่เป็นสาเหตุให้พระเจ้าติโลกราชยกทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ.๑๙๔๓ โดยอ้างว่าต้องการเกลือจาก บ่อมาง ไปเป็นส่วนค้า ให้กับทางเมืองเชียงใหม่ เกลือจากบ่อมางดังกล่าว น่าจะหมายถึงบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวงเพราะบ่อเกลือที่ติดกับน้ำมางมีเพียงแห่งเดียวคือที่บ้านบ่อหลวง นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงความสำคัญของบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวงในยุคสมัยใกล้เคียงกับตำนานเมืองน่านได้เป็นอย่างดี บริเวณที่ก่อสร้างโรงพยาบาลประจำกิ่งอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งอยู่บนไหล่เขาฟากตรงข้ามกับบ่อเกลือ ๑ เคยเป็นที่ตั้งของวัดร้างชื่อวัดต้นตองและวัดตาลชุม เป็นชื่อที่ชาวบ้านบ่อหลวงเรียกสืบทอดกันต่อๆ มาราวปี พ.ศ.๒๕๓๓ ซากอาคารของวัดทั้งสองนี้ถูกกลบทับปรับที่เพื่อสร้างโรงพยาบาล โดยไม่มีผู้ใดนึกเฉลียวใจว่าได้กลบทับหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญของเมืองน่านแห่งหนึ่งให้อยู่ใต้ดินลึกกว่า ๓ เมตร โดยไม่มีทางใดที่จะกู้คืนขึ้นมาได้อีก แต่หลักฐานทางโบราณคดีเท่าที่หลงเหลือนับเป็นตัวชี้ถึงอายุสมัยและความสำคัญของชุมชนโบราณแห่งนี้เช่น เศษเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาล้านนา เช่น กลุ่มเตาเวียงกาหลง, กลุ่มเตาพานหรือโป่งแดง, กลุ่มเตาม่อนออม จังหวัดพะเยา, กลุ่มเตาบ่อสวก จังหวัดน่าน นอกจากนี้ยังพบเศษเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและเศษเครื่องถ้วยลายครามสมัยราชวงศ์หมิงซึ่งพอจะตีความรวม ๆ ได้ว่า ควรจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ จารึกหลักที่ ๗๕ ซึ่งตีพิมพ์ใน “ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๓ ประมวลจารึกที่พบในภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออกและภาคกลางของประเทศไทย” ลงศักราช จ.ศ.๙๒๗ หรือตรงกับ พ.ศ.๒๑๐๘ ข้อความกล่าวถึง การสร้างอารามเพื่ออุทิศถวายพระชั้นผู้ใหญ่ โดยเจ้าหัวแสนและขุนนางคนอื่นๆ ตัวอักษาที่จารึกเป็นอักษรในช่วงระหว่างการใช้ตัวอักษรไทยมาเป็นอักษรธรรมแบบล้านนา ที่เรียกว่า “อักษรฝักขาม” แม้จะเป็นกลุ่มชนที่โดดเดี่ยว อยู่ท่ามกลางขุนเขาและติดต่อกับโลกภายนอกได้ลำบาก (จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุกล่าวว่าจะต้องใช้เวลา ๒ วัน กับ ๑ คืน ในการเดินทางจากบ่อหลวงไปปัว) เมื่อวัดจากโบราณวัตถุที่พบ เช่น หลักฐานสำคัญทั้งสองประการ น่าจะเป็นสิ่งสนับสนุนข้อความในพงศาวดารถึงความสำคัญของเกลือสินเธาว์ที่ควรจะมีต่อชุมชนต่าง ๆ ในล้านนา ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ถึง ๒๒ แต่ผู้ผลิตเกลือในพุทธศตวรรษดังกล่าวก็ไม่ได้อยู่ต่อเนื่องมาเป็นชาวบ้านบ่อหลวงในปัจจุบัน ชาวบ่อหลวงในปัจจุบันมีประวัติกลุ่มชนของตนเองที่บอกเล่าสืบต่อ ๆ กันมา แม้จะไม่แจ่มชัดนัก แต่เมื่อนำมาประมวลเข้ากับลักษณะทางความเชื่อ, พิธีกรรม และข้อมูลทางประวัติศาสตร์อาจจะกล่าวได้ว่า กลุ่มชาวบ้านบ่อหลวง น่าจะมีบรรพบุรุษเป็นชาวไตลื้อ (แม้จะไม่มีผู้ใดกล่าวว่าตนเป็นคนไตลื้อ) ที่อพยพมาจากทางใต้ของสิบสองปันนาแถบเมืองบ่อแฮ่และบ่อหลวง ซึ่งมีการผลิตเกลือเป็นจำนวนมาก และนำพาลักษณะวิธีการผลิตที่คล้ายคลึงกันมาด้วย การอพยพย้ายถิ่นฐานก็อยู่ในเส้นทางที่สามารถเป็นไปได้ คือล่องน้ำทามาออกน้ำโขงแล้วพักอยู่ที่เชียงแสนระยะหนึ่ง จากนั้นเดินผ่านเชียงแสนผ่านเทิง ข้ามเขามาสู่เมืองน่านและบ้านบ่อหลวงตามลำดับ ส่วนระยะเวลานั้น น่าจะอยู่ในช่วงที่บ้านเมืองในล้านนา “ บ่มั่นบ่เที่ยงสักบ้านสักเมืองแล ” ระหว่างแผ่นดินกรุงธนบุรีต่อเนื่องกับกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นช่วงที่วีรบุรุษของชาวบ่อหลวง คือ เจ้าหลวงมโน ที่ได้ถูกยกให้เป็นผีเมืองหรือเทวดาเมือง มีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ เรายังสามารถเปรียบเทียบลักษณะพิธีกรรม เช่น การบูชาเสาใจเมือง, การเลี้ยงผีเมืองประจำปี, การเลี้ยงผีบ้านซึ่งจะนับถือผีเป็นสายตระกูล โดยมีบันทึกเรื่อง “ไทยสิบสองปันนา” ของ คุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เป็นหลักฐานสำคัญให้สามารถเปรียบเทียบกับพิธีกรรมของชาวไตลื้อในสิบสองปันนาตอนใต้ได้เป็นอย่างดี ร่องรอยเหล่านี้ น่าจะช่วยยืนยันว่า ชาวบ่อหลวงในปัจจุบันเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ เพื่อผลิตเกลือโดยเฉพาะ เมื่อราว ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา ผลผลิตเกลือจากเมืองน่าน สามารถเลี้ยงชุมชนรายรอบได้ไม่เกิน ๓ หัวเมืองเท่านั้น (ศึกษาเปรียบเทียบและคำนวณจากการผลิตในปัจจุบันเทียบกับการผลิตในอดีตและประชากรเมื่อราวต้นรัชกาลที่ ๕) ซึ่งหัวเมืองเหล่านั้นน่าจะอยู่ในบริเวณรอบ ๆ เมืองน่าน เช่น แพร่, ลำปาง, พะเยาหรือเชียงราย ส่วนในล้านนาภาคตะวันออกอาจจะใช้เกลือสินเธาว์จากเมืองบ่อแฮ่ในสิบสองปันนาหรือเกลือทะเลจากพม่านั้นยังไม่สามารถยืนยันได้ นอกจากนี้ยังไม่พบว่ามีการกล่าวถึงบ่อเกลือเขตนี้เลย นับเป็นเรื่องราวน่าติดตามเพื่อให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องเกลือของภูมิภาคล้านนาทั้งหมด ก่อนฟ้าสางลัวะเมืองน่านและนกเขาไฟ สองชื่อหน้าเป็นชื่อหนังสือ นวนิยายของ สุรชัย จันทิมาธร เรื่องหนึ่ง และงานวิจัยของ ชลธิรา สัตยาวัฒนา เรื่องหนึ่ง ส่วนชื่อหลังเป็นบทเพลงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่กลั่นกรองจากการใช้ประสบการณ์ร่วมกับชาวลัวะบนภูดอยแห่งเมืองน่าน หรือจะให้แคบเข้าไปอีก คือชาวลัวะในบริเวณพื้นที่ของกิ่งอำเภอบ่อเกลือในปัจจุบัน นอกจากข้อมูลของพระวิภาคภูวดลแล้ว การสืบหาบ่อเกลือแห่งเมืองน่านก็ได้จากเรื่องราวข้างต้น เป็นข้อมูลซึ่งให้บรรยากาศมากกว่าจะให้รายละเอียดของพื้นที่บริเวณนี้ เรื่องราวของชาวลัวะมีมิติอันลึกล้ำเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ เหมือนกับที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจบทบาทของชาวลัวะที่มีปรากฏอยู่ในตำนานต่าง ๆ ควบคู่มากับบ้านเมืองในล้านนาได้ กลุ่มคนที่สืบสายมาจากบรรพบุรุษซึ่งเป็นชาวลัวะมีอยู่หลายกลุ่ม ทั้งที่อยากจะลืมอดีตและไม่อยากจะให้ใครถามว่าตนเป็นคนลัวะหรือไม่ และกลุ่มที่เป็นลัวะอย่างเคร่งครัดทั้งขนบและประเพณี นอกจากนี้พื้นที่บางแห่งซึ่งมีชาวลัวะอยู่อาศัย ก็ยังมีซากโบราณสถานที่เรียกว่าวัดร้างอยู่หลายแห่ง ทั้งที่มีการนับถือผีกันโดยทั่วไป พื้นที่เกือบทั้งหมดของบ่อเกลือ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นเขตรักษาต้นน้ำสำคัญและเขตอุทยานแห่งชาติ การเข้ามาของทางราชการทำงานได้เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่และการตั้งกิ่งอำเภอที่มีนโยบายไม่ชัดเจนต่อการพัฒนาพื้นที่แถบนี้ ทำให้อนาคนของชาวลัวะอาจจะมืดมนไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะฝ่ายราชการไม่สามารถเข้าใจความเป็นลัวะของเขาได้ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ คือ การฝ่าพรมแดนข้ามประเพณีการถือผีของชาวลัวะ ซึ่งยังไม่สามารถทำได้ และเป็นปัญหาสำคัญที่ควรจะพิจารณาอย่างรอบคอบ บ่อเกลือในปัจจุบัน สวยงามด้วยภูมิประเทศ ควันหลงของสงครามอาจมีอยู่บ้างเพียงประปราย และพื้นที่นี้กำลังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองน่าน นอกเหนือไปจากนั้นยังเป็นพื้นที่ซึ่งควรจะมีการศึกษาอีกในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องราวของชาวลัวะ ซึ่งยากจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง, เรื่องของกลุ่มคนเมืองและความสัมพันธ์กับชาวลัวะ การศึกษาทางธรณีวิทยาของบ่อเกลือ หรือแม้แต่ธรรมชาติศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องข้ามขุนเขาสุดขอบฟ้าไปให้ถึงบ่อเกลือเสียก่อนเป็นอันดับแรก
- กิจการค้าของมุสลิมในย่านจีน กรุงเทพฯ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2558 บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ในย่านสำเพ็ง ราชวงศ์ และทรงวาด เรื่อยไปจนถึงย่านตลาดน้อย ถือว่าเป็นย่านการค้าของชาวจีนที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่นอกเหนือจากกลุ่มชาวจีนที่มีบทบาทต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของย่านนี้แล้ว พบว่ากลุ่มคนมุสลิมได้เข้ามามีบทบาททางการค้าร่วมกับชาวจีนในบริเวณนี้มาอย่างยาวนานสืบมาถึงปัจจุบัน ร้านค้าของแขกขายขายพลอยบนถนนวานิช ๑ ภาพถ่ายราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นอกจากการค้าขายทางเรือสำเภากับกลุ่มพ่อค้าชาวจีนแล้ว กลุ่มพ่อค้ามุสลิมมีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการติดต่อซื้อขายกับทางตะวันตกผ่านเมืองท่าแถบมลายู โดยมีกรมท่าขวา นำโดยพระยาจุฬาราชมนตรี ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับพ่อค้ามุสลิมที่จะเข้ามาค้าขายกับสยาม นอกจากนี้ขุนนางในกรมท่าขวายังทำหน้าที่คำนวณและบันทึกรายการเก็บภาษีค่าธรรมเนียมจากสินค้าประเภทต่าง ๆ ด้วย สินค้าที่สยามส่งไปยังเมืองท่ามลายูในเวลานั้น ได้แก่ ข้าว น้ำตาล เกลือ น้ำมันมะพร้าว ดีบุก ครั่ง งาช้าง ไม้กฤษณา เป็นต้น ขณะที่สินค้าที่สยามรับมาจากทางมลายูส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากอินเดียและประเทศทางตะวันตก เช่น เครื่องแก้ว เครื่องเทศ หวาย ผ้าจากอังกฤษและอินเดีย โดยเฉพาะสินค้าประเภทผ้าจากอินเดียนั้น ถือว่าเป็นที่ต้องการของสยามเป็นอย่างมาก ทั้งผ้าแพรพรรณชั้นดีและผ้าฝ้ายราคาถูกโดยมีกรมพระคลังวิเสศ มีหน้าที่ติดต่อซื้อขายผ้ากับประเทศอินเดีย เวลาต่อมาเมื่อมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๘ สยามเปิดเสรีการค้ากับประเทศตะวันตก ในช่วงเวลานี้นอกจากเป็นยุคเฟื่องฟูของการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวและน้ำตาล ยังถือว่าเป็นยุคที่กิจการนำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมากโดยที่บริษัทของเอกชนเริ่มเข้ามามีบทบาท ซึ่งกิจการนำเข้าส่งออกสินค้าส่วนหนึ่งอยู่ในมือของกลุ่มพ่อค้ามุสลิม เช่น กลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียจากแคว้นสุรัต ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและบริษัทอยู่ใกล้สุเหร่าตึกแดงหรือมัสยิดกุวติลอิสลาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในย่านคลองสาน มีตระกูลสำคัญ เช่น นานา วงศ์อารยะ ฯลฯ กลุ่มมุสลิมมุอ์มิน ดาวูดีโบห์รา เป็นพ่อค้าชาวอินเดียจากแคว้นกุจราต เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่มัสยิดเซฟีหรือมัสยิดตึกขาวในย่านคลองสาน ทำการค้าขายสินค้าประเภทผ้าแพร ดิ้นเงินดิ้นทอง เพชรพลอย เครื่องเทศ เครื่องหอม เมื่อข้ามจากฝั่งคลองสานมายังบริเวณท่าราชวงศ์ ทรงวาด และย่านสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านการค้าของชาวจีน พบว่ามีห้างร้านของมุสลิมชาวอินเดียเปิดอยู่ด้วยเช่นกัน ทั้งที่เป็นการขยายกิจการของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมจากฝั่งคลองสานและที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา โดยกิจการของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่แทรกตัวอยู่ในย่านการค้าของชาวจีน ส่วนใหญ่เป็นร้านนำเข้าผ้าจากต่างประเทศและร้านค้าขายเพชรพลอย ในซอยวาณิช ๑ หรือตรอกสำเพ็ง บริเวณทางด้านย่านวัดเกาะหรือวัดสัมพันธวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นที่ตั้งร้านค้าของแขกมลายู น่าจะรวมถึงพ่อค้ามุสลิมจากอินเดียด้วย โดยมากเป็นร้านขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เครื่องแก้ว เครื่องเงินเครื่องทอง ดังที่ปรากฏในตอนหนึ่งของนิราศจันทบุรี-กรุงเทพฯ แต่งโดยหลวงบุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ นอกจากนี้ในซอยวาณิช ๑ ทางด้านย่านวัดเกาะ ยังมีกิจการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือร้านค้าเพชรพลอย ส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นชาวมุสลิมจากอินเดียใต้ ในหนังสือ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ของ กาญจนาคพันธุ์ (ขุนวิจิตรมาตรา) ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มพ่อค้าแขกที่ขายเพชรพลอยในย่านสำเพ็งว่า “ทางสุดปลายถนนสามเพ็ง จวนออกวัดกะละหว่า (โบสถ์กาลหว่าร์-ผู้เขียน) หรือห้างเคี่ยมฮั่วเฮงซึ่งข้าพเจ้าเคยไปได้เห็นแขกพวกหนึ่งจะเป็นพวกอะไรไม่ทราบ ตั้งร้านขายเพชรพลอย มีร้านใหญ่เรียกว่า “แขกด่าง” เป็นแขกและมีด่างจริง ๆ ตามร่างกายทั้งตัวและหน้าตา ... ขายเพชรพลอยแท้และเพชรพลอยเทียมสำหรับไปแต่งหรือประดับเครื่องละครและยี่เก ร้านแขกแถวนั้นยังมีอีกสองสามร้าน ... เจ้าของร้านเห็นนุ่งแต่โสร่ง ไม่ได้แต่งอย่างแขกเปอร์เซียหรือฮินดู หรือปาทาน” ปัจจุบันยังคงมีร้านขายพลอยและพวกหินสีแบบต่าง ๆ เปิดอยู่หลายร้าน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มชาวมุสลิมที่มีพื้นเพมาจากอินเดียใต้ทั้งนั้น แต่ร้านเก่าแก่ที่ยังดำเนินกิจการอยู่มีเพียงไม่กี่ร้าน เช่น ร้าน อี. เอ็ม. อาลี เปิดดำเนินกิจการมากว่า ๑๐๐ ปี คุณระห์มาน อีเอ็ม ผู้สืบทอดกิจการร้านต่อจากคุณพ่อเล่าถึงความเป็นมาของร้านว่า “สมัยก่อนคุณอาของคุณพ่อเข้ามาเปิดร้านอยู่ก่อน แล้วจึงให้คุณพ่อมาจากอินเดียเพื่อมาช่วยงาน แต่เกิดเหตุอย่างไรไม่รู้ ทางคุณอามีเหตุจำเป็นที่ต้องกลับไปยังอินเดีย จึงปล่อยกิจการให้ทางคุณพ่อทำเรื่อยมา ... ท่านเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการนำพลอยใส่กระเป๋า แล้วเดินทางไปขายยังจังหวัดต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา เมื่อมีทุนมากขึ้น จึงกลับมาเปิดร้านพลอยที่นี่อีกครั้ง” “ส่วนใหญ่พวกพ่อค้าพลอยที่นี่เป็นมุสลิมมาจากอินเดียใต้เกือบทั้งนั้น มีจากอาหรับเพียงร้านเดียว แล้วมีคนจีนกับพวกแขกกลุ่มโบห์ราอยู่ร้านสองร้าน พลอยที่ขายสมัยก่อนเป็นพลอยแท้มาจากจันทบุรี พม่า ซึ่งเป็นทับทิม ส่วนเขมรเป็นพลอยไพลินส่วนใหญ่ มีที่นำเข้ามาจากยุโรปบ้าง แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ขายเป็นพวกพลอยรัสเซียร้านไม่ได้ทำเครื่องประดับขาย แต่ขายพลอยก้อนหรือพลอยเม็ด ช่างที่ทำเครื่องประดับในสมัยก่อนนั้น ส่วนมากเป็นชาวจีนไหหลำที่มักมาหาซื้อพลอยจากร้านต่าง ๆ ในย่านนี้” ในอดีตย่านวัดเกาะยังเป็นแหล่งขายผ้าของพ่อค้าชาวอินเดียอีกด้วย ผ้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ถ้าใครที่จะเดินทางไปต่างประเทศจะต้องมาซื้อผ้าที่นี่เพื่อไปตัดเป็นชุดกันหนาวกันทั้งนั้น เพราะมีพวกผ้าขนสัตว์ ผ้าสักหลาด ที่ให้ความอบอุ่น แต่ปัจจุบันที่ซอยวานิช ๑ ร้านขายผ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว คงมีแต่ร้านขายพลอย เครื่องประดับ และร้านขายเชือก อวน แห ซึ่งเป็นกิจการที่ขยายตัวเข้ามาภายหลัง ส่วนทางด้านการประกอบศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิมในย่านนี้ ในอดีตบางแห่งมีการทำบาแลขนาดเล็กไว้ใช้ประกอบพิธีร่วมกัน เช่น ภายในซอยวาณิช ๑ เคยมีบาแลตั้งอยู่บนชั้น ๒ ของอาคารตึกแถวที่ด้านล่างเปิดเป็นร้านค้าขาย แต่ต่อมาเมื่อบาแลดังกล่าวไม่มีแล้ว ชาวมุสลิมในย่านนี้จะไปรวมตัวกันอยู่ที่ “สุเหร่าใหญ่” ซึ่งหมายถึง มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก หรือ สุเหร่าวัดเกาะ ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านการค้าของชาวจีนบนถนนทรงวาด สร้างขึ้นบนที่ดินของหลวงโกชาอิศหาก (เกิด บินอับดุลลาห์) ต้นตระกูลสมันตรัฐ ล่ามแขกมลายูแห่งกรมท่าขวาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้กลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมที่อาศัยเปิดกิจการและเดินทางมาติด “เดินเบียดเสียดเยียดยัดกันอัดออ ถึงห้างหอหน้าวัดเกาะพิเคราะห์ดู ล้วนตึกห้างอย่างแขกทำแปลกเพศ จรัลเขตตรงแน่วแนวผลู พวกแผนกแขกชวามลายู มาตั้งอยู่เรียงเรียดร้านเหยียดยาว สินค้าขายก่ายกองล้วนของเทศ งามวิเศษสลับศรีพื้นที่ขาว เครื่องเงินทองก่องแก้วดูแวววาว ของระนาวผูกระโยงห้อยโตงเตง แต่งโดย หลวงบุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ) ธุรกิจการค้าต่าง ๆ ในย่านนี้ได้ใช้ในการประกอบศาสนกิจร่วมกันส่วนพื้นที่ทางด้านหลังมัสยิดถูกแบ่งไว้เป็นกุโบร์ (หลุมฝังศพ) ร่างของหลวงโกชาอิศหากและบรรพบุรุษของคนในตระกูลสมันตรัฐล้วนฝังอยู่ในกุโบร์แห่งนี้ รวมไปถึงขุนนางมุสลิมจากหัวเมืองทางใต้และกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมในย่านนี้ ซึ่งมีทั้งอินเดียและจีนฮ่อที่เคยเข้ามาค้าขายในย่านนี้ด้วย ปัจจุบันมัสยิดหลวงโกชาอิศหากอยู่ในความดูแลของตระกูลสมันตรัฐ ซึ่งยังเปิดให้มุสลิมโดยทั่วไปเข้ามา ใช้ประกอบศาสนกิจได้ นอกจากบริเวณย่านวัดเกาะที่ซอยวานิช ๑ แล้ว ทางด้านถนนราชวงศ์และถนนอนุวงศ์ ในอดีตก็เป็นที่ตั้งบริษัทห้างร้านของกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมเช่นเดียวกัน เช่น ที่ถนนอนุวงศ์ เดิมเคยเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงาน ห้าง เอ. ที. อี. มัสกาตี [A.T.E. Maskati] ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าลายที่มีชื่อเสียงอย่างมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันอาคารของห้างมัสกาตีถูกรื้อไปหมดแล้ว แต่ที่บริเวณหัวมุมถนนทรงวาดมีตึกโบราณที่เรียกกันว่า “ตึกแขก” มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับอาคารมัสกาตี คือมีการประดับลวดลายฉลุไม้แบบเรือนขนมปังขิง ซุ้มหน้าต่างทำเป็นทรงโค้งแหลม [Pointed Arch] แบบสถาปัตยกรรมโกธิค เป็นไปได้ว่าในอดีตอาจจะเป็นห้างร้านของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้บริเวณถนนอนุวงศ์ในปัจจุบัน ยังมีตึกแถวเก่าแก่ของตระกูลนานาที่เคยเปิดทำเป็นธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าหลงเหลืออยู่อีกด้วย อ้างอิง กาญจนาคพันธุ์. นามแฝง. (๒๕๔๕). กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้. กรุงเทพฯ : สารคดี. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. (๒๕๔๖). ขุนนางกรมท่าขวา การศึกษาบทบาทและหน้าที่ในสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๔๓๕. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. บุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ). หลวง. นิราศจันทบุรี-กรุงเทพฯ. พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเนื่องในงานทอดผ้าป่าเจ็ด วัดที่จังหวัดจันทบุรี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๕. ขอบคุณ คุณระห์มาน อีเอ็ม เจ้าของร้าน อี. เอ็ม. อาลี อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ร้านยาหมอหวาน : การรื้อฟื้นตำรับยาไทยอันท้าทาย "ยุคสมัยเที่ยววัดเที่ยววัง"
เผยแพร่ครั้งแรก 26 ก.ค. 2559 เล่ากันในครอบครัวของหมอหวานว่า เริ่มแรกหมอหวานตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณแยกถนนอุณากรรณที่ต่อกับย่านชุมชนถนนบ้านลาวที่กลายมาเป็นถนนเจริญกรุงในเวลาต่อมาซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของวัดสุทัศน์ฯ ต่อมาจึงย้ายมาอยู่ฟากถนนตีทองที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกใกล้กับถนนบำรุงเมือง แม้ไม่ได้สร้างเป็นอาคารร้านค้าริมถนนแต่ก็อยู่ในจุดที่สามารถเดินเท้าเข้าถึงได้จากถนนทั้งสองแห่งทั้งถนนตีทองและถนนบำรุงเมือง ร้านยาหมอหวานเป็นตึกสวยออกแบบตามสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ หน้าอาคารมีตัวอักษรแปลกตาเขียนติดกันว่า “บำรุงชาติสาสนายาไทย” ถัดลงมามีสัญลักษณ์ตาเหลวและชื่อหมอหวาน เจ้าของผู้สร้างอาคารหลังนี้ ที่ร้านหมอหวานในปัจจุบัน ทายาทรุ่นเหลนตา “ภาสินี ญาโณทัย” และคณะ ศึกษาและค้นคว้าหลักฐานจากสมบัติตกทอดสืบกันมาภายในบ้าน พบว่ามีฉลากยาเก่าเขียนว่า “ร้านขายยาไทยตราชะเหลว” ของหมอหวานตั้งอยู่มุมถนนอุณากรรณแสดงว่าหมอหวานน่าจะมีกิจการปรุงยามาตั้งแต่ก่อนสร้างบ้านหมอหวานหลังนี้นานพอสมควร เพราะสามารถสร้างบ้านเป็นตึกหลังงามขนาดย่อมบนที่ดินของตนเองและเป็นบ้านตึกที่แสดงถึงฐานะอย่างภูมิฐาน ร้านยาหมอหวานนั้นสร้างขึ้น ๑ ปีภายหลังจากมี “พระราชบัญญัติการแพทย์พุทธศักราช ๒๔๖๖” ซึ่งมีเนื้อความว่า การรักษาโรคนั้นเป็น “การประกอบโรคศิลปะ” ที่มีอิทธิพลต่อสวัสดิภาพของประชาชน กรุงสยามยังไม่มีระเบียบบังคับควบคุม ประชาชนยังไม่มีความคุ้มครองจากอันตรายอันอาจจะเกิดจากการประกอบโดยผู้ไร้ความรู้และไม่ได้ฝึกหัด เป็นต้น ในพระราชบัญญัตินี้กล่าวเฉพาะถึงการปรุงยาเท่านั้นแต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงการขายยาด้วย ต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัติเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๒ จึงควบคุมให้สถานขายยา การโฆษณายาต่าง ๆ ให้อยู่ในการประกอบโรคศิลปะด้วย การแพทย์แบบสากลคือแบบตะวันตกได้แพร่หลายเข้ามามากและเป็นระยะเวลานานแล้ว อาจจะถือว่าเริ่มต้นเมื่อมีการสร้างโอสถศาลาของมิชชันนารีชาวอเมริกันตั้งแต่เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว “หมอบรัดเลย์” เปิด “โอสถศาลา” ขึ้นเป็นที่แรกในสยามราว พ.ศ. ๒๓๗๙ เพื่อทำการรักษา จ่ายยาและหนังสือเกี่ยวกับศาสนาให้กับคนไข้ จนเริ่มมีการสร้างโอสถศาลาตามหัวเมืองต่าง ๆ โดยรัฐในเวลาต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ ในพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๔๖๖ เแบ่งการแพทย์เป็น ๒ แผน คือ แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณ โดยแพทย์แผนโบราณแบ่งออกเป็น ๔ สาขา ได้แก่ สาขาเวชกรรมแผนโบราณ เภสัชกรรมแผนโบราณ ผดุงครรภ์แผนโบราณ และสาขานวดแผนโบราณ ดังนั้นทั้งการปรุงยาและการขายและโฆษณายาต่าง ๆ จึงถูกควบคุมด้วยพระราชบัญญัติการแพทย์มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๖ และร้านหมอหวานก็อยู่ในขอบข่ายของการควบคุมดังกล่าวและทำใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จากหลักฐานที่เหลืออยู่ที่บ้านหมอหวาน ภาสินีพบว่ามีหูฟังและปรอทวัดไข้เหมือนแพทย์แผนปัจจุบันและขวดยาที่ตั้งไว้ภายในร้านก็มีตัวอักษรภาษาอังกฤษกำกับอยู่ด้วย ด้วยจากยาที่เป็นยาต้มยาหม้อ ยาผงแต่ส่วนใหญ่ยาที่เหลือติดก้นขวดจะเป็นยาเม็ด และมีบล็อกพิมพ์ แสดงถึงการปรับตัวจากยาไทยให้เป็นยาเม็ดแบบฝรั่ง การตรวจรักษาก็นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาผนวก หมอหวานจึงเป็นบุคคลประเภทผสานความรู้ทั้งของดั้งเดิมและแบบแผนสมัยใหม่ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นสากลเมื่อเปิดร้านยานี้ การแพทย์ท้องถิ่นและการรักษาโดยยาท้องถิ่นถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนที่สืบทอดกันมาและมักเป็นความรู้ที่อยู่กับวัด อันเป็นสถานศึกษาแบบเดิม มีตำรายาต่าง ๆ มากมายที่เก็บรักษาไว้ตามวัด หมอสมุนไพรก็มักเป็นพระสงฆ์ตามวัดเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีตระกูลของหมอยาผู้รู้ต่าง ๆ เก็บรักษาตำรายาและความรู้อยู่ในตระกูลตามบ้านอีกจำนวนมาก การรักษานั้นส่วนใหญ่ควบคู่ไปกับการรักษาแบบจารีตและความเชื่อ จึงดูไม่เป็นสากลแบบสมัยใหม่ตามระบบวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นกระแสครอบงำโลกยุคสมัยใหม่ [Modernization] ในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อมีกฎหมายควบคุม หมอไทยและหมอพื้นบ้านเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพ บางส่วนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทำเพราะส่วนใหญ่เป็นการรับสืบทอดความรู้และการฝึกฝนกันในตระกูลหรือเรียนจากพระจากตำราวัด และไม่ได้เรียนในระบบและมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ปรุงยาก็กลัวว่าจะมีความผิด ทำให้บางส่วนก็เลิกอาชีพไป ตำรายาหลายขนานก็หายไป จนเริ่มมีความนิยมนำยาไทย สมุนไพรต่าง ๆ มาเผยแพร่อีกครั้งโดยการแพทย์ทางเลือกที่มีการผลิตสมุนไพรต่าง ๆ และแพทย์แผนไทยที่เปิดสอนในหลายสถาบันในระยะราว ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ภาสินีได้รับรู้จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษว่า หมอหวานมีโอกาสได้ถวายการรักษาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับพระราชทานกล่องไม้จากพระธิดาพระองค์หนึ่งว่า “ขอบใจหมอหวาน ที่ช่วยปรนนิบัติเสด็จพ่อ เมื่อคราวประชวร” หมอหวานอาจจะเข้าไปตรวจรักษาพระองค์ท่านเมื่อคราวประทับอยู่ที่วังเดิมเชิงสะพานถ่านหรือวังสะพานถ่านที่ตั้งอยู่บนถนนตีทอง ไม่ไกลจากบ้านหมอหวานที่ถนนอุณากรรณนัก ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสร้างวังพระพระราชทานบนที่ดินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และย้ายไปประทับอยู่ ณ วังเทวะเวศม์ แถบบางขุนพรหม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ ต่อมาบริเวณวังสะพานถ่านถูกรื้อและกลายเป็นตลาดบำเพ็ญบุญ หมอหวานปรุงยาแผนโบราณหลายตำรับ ทั้งยาระบาย ยากวาดคอเด็ก ยาหอม ยาแก้ปวดหัวตัวร้อน เป็นร้านยาสำหรับชาวบ้านในพระนครทั่วไป มีคนไข้มารักษาที่บ้านบ้าง มาซื้อยาไปรักษาเองบ้าง บ้านหมอหวานจึงเป็นทั้งคลินิกรักษาและสถานที่ปรุงยา และเมื่อย้ายสถานที่อยู่อาศัยและปรุงยาจากมุมถนนอุณากรรณมาเป็นถนนตีทองและบำรุงเมือง ฉลากยาก็เปลี่ยน ในฉลากยาจะมีเขียนไว้ว่าขายส่งขายปลีก และน่าจะขายดีมากเพราะมีการปลอมเกิดขึ้น ต้องทำฉลากยาที่บางชิ้นเขียนว่า “ของหมอหวานแท้ต้องมีตราหมอหวาน” ลงในเอกสารกำกับยาซึ่งจะเว้นที่ไว้ เข้าใจว่าเตรียมไว้สำหรับเอาตราประทับลงไป พบตราประทับประมาณ ๔-๕ แบบ แบบแรก ๆ จะเป็นแบบลายมือแล้วพัฒนามาเป็นแบบกึ่งพิมพ์ ซึ่งพิมพ์ที่ถนนตีทองนี่เอง ยาหมอหวานจึงมียี่ห้อขึ้นมาในช่วงนั้น และถึงช่วงเวลาที่กำลังสร้างตึกหลังนี้ ก็เริ่มมีการใส่ประโยคที่ว่า “บำรุงชาติสาสนายาไทย” ลงไปในเอกสารกำกับยาตั้งแต่อยู่ที่ถนนอุณากรรณก่อนย้ายมาที่นี่ และตำรับ “ยาหอมมหาสว่างภพ” มีเอกสารกำกับยาเป็นเล่มเพราะสรรพคุณมากมายและพิมพ์เป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นตำรับยาหอมที่ขายดีที่สุด ภาสินียังค้นพบเรื่องราวของหมอหวานด้วยตนเองต่อไปอีกคือ โครงสร้างของบ้านหมอหวานแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจน แต่หากมองจากด้านหน้าเข้ามาแล้วเหมือนมีเพียงตึกเดียวที่คงออกแบบโดยสถาปนิกชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอิตาเลียนซึ่งเข้ามารับราชการและที่ทำการรัฐบาล อาคารวังต่าง ๆ รวมทั้งออกแบบตึกแถวร้านค้า ซึ่งร้านหมอหวานก็น่าจะเป็นการออกแบบของสถาปนิกชาวต่างชาติท่านหนึ่งท่านใดในยุคนั้น ถัดไปคือบ้านไม้ที่เป็นเรือนพักอาศัยของคนในบ้าน ตัวตึกนั้นคงตั้งใจจะทำให้เป็นร้านขายยาแบบตะวันตกที่มีหน้าร้าน มีบานประตูสูง ด้านข้างมีการจัดแสดงสินค้าหน้าร้าน วางขวดยาเพื่อให้ทราบว่าที่นี่คือร้านขายยา ภายในร้านมีเคาน์เตอร์ยา ข้างหลังเคาน์เตอร์จะเป็นตู้ยาวางแสดงขวดยาหรือตัวยาต่าง ๆ และเมื่อตรวจสอบเอกสารเก่า ๆ ดูก็พบว่ามีตำรายาที่จดในสมุดฝรั่งบ้าง แต่สมุดไทยแบบผูกมากที่สุด และน่าจะเป็นสูตรยาหอมและมีหลายตำรับซึ่งยังตกทอดมาจนปรุงอยู่ถึงปัจจุบัน หมอหวานมีบุตรสาวที่เป็นคุณยายของภาสินี ซึ่งรับสืบทอดการปรุงยาร้านหมอหวานสืบมา โดยแต่งงานและมีบุตร ๓ ท่าน หนึ่งในหลานสาวของหมอหวานคือคุณป้าออระ วรโภคป้าของภาสินีซึ่งเกิดทันได้เห็นได้พบคุณตาคือหมอหวาน จำได้ว่าท่านเป็นคนที่พูดน้อย หน้าไม่ค่อยยิ้ม เหมือนเป็นผู้ใหญ่ที่ดุ อาเจ็กที่ขายยาพวกเครื่องยาสมุนไพรตรงเสาชิงช้าเล่าให้คุณภาสินีฟังว่า เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นก็เคยพบหมอหวาน ท่านมักเดินไปซื้อเครื่องยามาปรุงยาด้วยตัวเองเป็นประจำ หลังจากสงครามสงบหมอหวานก็ถึงแก่กรรมที่บ้านซึ่งท่านสร้างขึ้นมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ รวมอายุของท่านราว ๆ ๗๗ ปี ป้าออระ วรโภค เรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วจึงข้ามฝั่งไปทำงานที่ศิริราช เป็นเลขาของคณบดีคณะเทคนิคการแพทย์เงินเดือนเดือนแรกที่ได้เอามาให้แม่ซื้อเครื่องบดยาไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้แรงคน เพราะมีแต่ผู้หญิงในบ้านเป็นส่วนใหญ่ เมื่ออายุ ๒๖-๒๗ ปี ท่านไปเรียนเภสัชกรรมไทยที่วัดโพธิ์เพื่อให้ได้ใบประกอบโรคศิลปะและรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและการปรุงยาที่มีการสอนกัน ช่วงนี้เป็นยุคที่ร้านหมอหวานยังมีลูกจ้างช่วยงานและการขายยายังเป็นไปด้วยดี เป็นรายได้หลักของครอบครัว ยายและป้าของภาสินีที่เป็นผู้หญิงและมีลูกมือท่านหนึ่งเป็นผู้ชายเป็นเสมือนเครือญาติ แต่ก็มีงานประจำมาช่วยหั่นยา บดยาปรุงยาในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งต้องใช้แรงงานมาก หลังจากหมอหวานเสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการผลิตลดลงไปจากเดิมมาก ยาบางตำรับก็ไม่ได้ทำเหมือนเช่นในสมัยหมอหวานยังมีชีวิตอยู่ แต่พอราว พ.ศ. ๒๕๒๖ บุตรสาวของหมอหวานที่เป็นยายของภาสินีเสียชีวิตลง จึงถึงจุดเปลี่ยนเพราะคิดว่าจะยุติกิจการไปและคืนทะเบียนทุกอย่างหมด แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อเก่าแก่ก็ยังขอให้ทำขาย แต่ผลิตกันอย่างไม่เป็นทางการรู้กันเองในหมู่ของลูกค้าเก่าแก่จนเมื่อราว ๗ ปีที่แล้ว ภาสินี ญาโณทัยจึงลาออกออกจากงานประจำก็มาทำเต็มตัว สานต่อกิจการที่แทบจะเลิกไปทั้งหมดแล้วขึ้นมาใหม่ ในท้องตลาดจึงมียาหอมหลากหลายสูตรให้เลือกซื้อหา แบ่งออกเป็นยาหอมที่มุ่งแก้ลมกองหยาบและกองละเอียด คนที่เป็นลมซึ่งเกิดจากลมกองหยาบจะมีอาการคลื่นไส้ ท้องเฟ้อ ส่วนคนที่เป็นลมซึ่งเกิดจากลมกองละเอียดเป็นลมเบื้องสูง มีอาการแน่นหน้าอกใจสั่น วิงเวียนหน้ามืด ยาหอมทั่วไปมีสมุนไพรที่มุ่งเน้นแก้ลมกองหยาบ ส่วนตัวยาแก้ลมกองละเอียดมีน้อย เพราะตัวยาแพง หากไปขายในท้องตลาดราคาแพงจะขายยาก หนึ่งในจำนวนยาหอมโบราณ มียาหอมตำรับหมอหวานที่ขึ้นชื่อด้วยสรรพคุณในการรักษามุ่งเน้นแก้ลมกองละเอียด จึงมีราคาค่อนข้างสูงกว่ายาหอมทั่วไป สมัยที่หมอหวานมีชีวิตอยู่ สืบเนื่องมาจนกระทั่งบุตรสาวมารับช่วงปรุงยาต่อนั้นเป็นช่วงที่มีตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน มีทั้งยาสำหรับเด็ก เช่น ยากวาดคอเด็ก และยาสำหรับผู้ใหญ่ เช่น ยาลดไข้ ยาหอม ต่อมาขาดช่วงไป การปรุงยาหลายขนานจึงต้องเลิกไป เหลือเพียงยาหอมโบราณเพียง ๔ ตำรับของหมอหวาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต ปัจจุบันยังคงมีการถ่ายทอดทั้งกรรมวิธีและกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม ด้วยเครื่องมือโบราณที่ใช้ในการปรุงยาขายให้กับลูกค้ามากว่าร้อยปี ตำรับยาหอมของหมอหวาน ๔ ตำรับ ได้แก่ ๑. ยาหอมสุรามฤทธิ์แก้อาการใจสั่น เป็นลม บำรุงหัวใจ ทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๑ เม็ด มีตัวยาสำคัญ คือ โสมเกาหลี พิมเสนเกล็ด อำพันทอง หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด คุลิก่า ๒. ยาหอมอินทรโอสถแก้เหนื่อยอ่อนเพลีย แก้ไอ แก้เสมหะ ทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๓-๕ เม็ด ตัวยาสำคัญได้แก่ รากฝากหอม อบเชยญวน เห็ดนมเสือ หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด โคโรค ๓. ยาหอมประจักร์แก้จุกเสียดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕-๙ เม็ด ตัวยาสำคัญได้แก่ โสมเกาหลี พิมเสนเกล็ด ชะมดเช็ด หญ้าฝรั่น เหง้าขิงแห้ง ๔. ยาหอมสว่างภพ แก้อาการวิงเวียนหน้ามืด แก้ไขสวิงสวาย ทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕-๗ เม็ด ตัวยาสำคัญได้แก่ ใบพิมเสน พิมเสนเกล็ด หญ้าฝรั่น โสมเกาหลี ชะมดเช็ด ยาหอมทั้ง ๔ ตำรับ มีสรรพคุณที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ แต่เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้ของคนในยุคปัจจุบัน เราจึงพยายามจำกัดข้อความและสรรพคุณของยาแต่ละขนานให้ชี้เฉพาะเจาะจง เช่น ยาหอมสุรามฤทธิ์ มีสรรพคุณแก้อาการใจสั่น เป็นลมหมดสติ จุกแน่นหน้าอก “ยาหอม” มีตัวยาหลายชนิดที่หายากมาก บางอย่างต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น “หญ้าฝรั่น” ที่มีราคาแพงมาก สรรพคุณใช้บำรุงหัวใจ หญ้าฝรั่นที่มีคุณภาพดีต้องมาจากสเปน กล่องหนึ่งน้ำหนักประมาณ ๔๐-๕๐ กรัม ราคา ๑๒,๐๐๐ บาท ราคาสูงมาก เป็นตัวยาสำคัญทางร้านไม่ต้องการลดทอนปริมาณตัวยาลง การปรุงยาแต่ละขนานต้องใช้ตัวยาจำนวนมาก ผู้ที่บดยาต้องใช้พละกำลังอย่างมาก ส่วนใหญ่จึงต้องให้ผู้ชายเป็นคนบดยาโดยใช้หินบดยา ส่วนวัตถุดิบหรือตัวยาต่าง ๆ ในสมัยก่อนมีชาวบ้านนำวัตถุดิบมาส่งให้ที่ร้านโดยตรง ดังนั้นโอกาสที่จะเลือกเฟ้นหาวัตถุดิบดี ๆ ที่มีคุณภาพมีลักษณะตรงตามตำรับยาตามสรรพคุณที่ระบุไว้ได้ง่าย แต่ในปัจจุบันวัตถุดิบถูกขนส่งมาเป็นทอด ๆ กว่าจะมาถึงมือเราก็ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางมาถึงร้านค้า เราจึงมีโอกาสเลือกได้น้อยกว่าสิ่งที่พอจะทำได้คือสั่งซื้อจากร้านขายยาที่เราซื้ออยู่เป็นประจำ เช่น ร้านเจ้ากรมเป๋อ และร้านค้าสมุนไพรโบราณอื่น ๆ ปกติเมื่อยาเหลือน้อย ทางร้านก็จะผลิตเพิ่ม เคยมีบางครั้งต้องรอตัวยาสำคัญในการผลิตเป็นเวลานาน จนรู้สึกกังวลกลัวว่าจะผลิตไม่ทัน บางครั้งดินฟ้าอากาศไม่อำนวย เช่น ฝนตกไม่มีแดดพอที่จะตากเครื่องยาก็เป็นอุปสรรคในการปรุงยาเนื่องจากเครื่องยาส่วนที่เป็นสมุนไพรต้องตากแดดให้กรอบเพื่อที่จะบดได้ง่าย เมื่อบดเสร็จต้องนำมากรองส่วนละเอียดออกมา สำหรับส่วนที่หยาบก็นำไปบดใหม่ ทำอย่างนี้หลาย ๆ ครั้งให้เหลือน้อยที่สุด จนกระทั่งขั้นตอนการผสมยาโดยใช้หินบดยา ซึ่งต้องใช้แรงผู้ชายบดตัวยาให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาผสมลงในโกร่งบดยาอีกครั้งหนึ่ง เป็นขั้นตอนที่ใส่ส่วนผสม เช่น พิมเสน หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด แล้วนำผงยาที่กรองไว้ผสมกับตัวยาอื่น ๆ อีกหลายสิบอย่าง ระยะเวลาตั้งแต่ซื้อเครื่องยาจนกระทั่งผลิตออกมาเป็นเม็ดยา ต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ แล้วแต่ว่ายาขนานใดใช้ตัวยามากน้อยเพียงใด ยาที่ผสมแล้วจะมีลักษณะคล้ายดินเหนียว นำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วนำมาปั้มเป็นเม็ดทีละเม็ด เมื่อทำเสร็จแล้วต้องนำมาตากแดดอ่อน ๆ อีกครั้งเพื่อไล่ความชื้น ห้ามตากแดดแรง เพราะกลิ่นของยาหอมจะระเหยไปหมด แล้วค่อยทยอยนำยาหอมที่หั่นไว้เป็นชิ้น ๆ มาผสมกับน้ำดอกไม้เทศ แล้วปั้นทีละเม็ด เครื่องปั้มก็ต้องใช้มือ เราไม่มีเครื่องจักรในการผลิตเลยแม้แต่น้อย เมื่อได้เม็ดยาแล้วนำมาใส่โถอบเก็บไว้ แล้วจึงนำมาบรรจุลงขวดหรือใส่ซองยาหอมสามารถเก็บไว้ได้นานนับปี แต่ที่สำคัญอย่าให้ถูกความชื้นและห้ามเก็บในตู้เย็น ช่วงฤดูฝนก็อย่าให้ถูกละอองฝน ยาหอมจะชื้นและสูญเสียสรรพคุณในที่สุด ตัวยาหายากและราคาแพง เช่น “ชะมดเช็ด” เพราะเป็นตัวยาที่หายากและราคาแพง ในสมัยก่อนหมอหวานเลี้ยงชะมดไว้ในกรงที่บ้าน เมื่อชะมดโตขึ้นจะขับไขสีขาวลักษณะคล้ายสีผึ้ง ขับออกทางผิวหนังตรงช่องอวัยวะเพศ เวลาที่ชะมดถ่ายจะไปเช็ดกับกรง สิ่งที่ชะมดเช็ดไว้เป็นไขสีขาวเข้มข้นติดกับกรง จะเอาไม้มาขูดตามกรงเพื่อเก็บไขน้ำมันหากเป็นช่วงฤดูร้อนชะมดจะไม่ค่อยขับไขนี้ออกมา ตัวยาก็จะขาดตลาด แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้สรรพคุณของน้ำมันชะมด ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง สิ่งสำคัญที่ได้จากชะมดเช็ดคือกลิ่น ตัวน้ำมันจากชะมดไม่ค่อยมีกลิ่นหอมเท่าใดนัก แต่เป็นตัวช่วยให้ตัวยาอื่น ๆ มีกลิ่นหอมทน หอมนาน จะเห็นได้ว่าเครื่องหอมต่าง ๆ เช่น เทียนหอม น้ำอบไทยจะมีส่วนประกอบของชะมดเช็ดเป็นตัวยาสำคัญ “คุลิก่า” เป็นเม็ดปรวดหรือเม็ดนิ่วในถุงน้ำดีของค่าง ก้อนคุลิก่าหายากจึงมีราคาแพงมาก ตามสรรพคุณยาโบราณ กล่าวว่ามีรสเย็น ใช้เป็นน้ำกระสายยาแทรกยาอื่น ๆ เป็นยาดับพิษร้อน ดับพิษกาฬ ดับพิษทั้งปวง กล่าวกันว่าราคากิโลกรัมละ ๑ ล้าน ๒ แสนบาท “เห็ดนมเสือ” เป็นตัวยาสำคัญใบยาหอมอินทรโอสถ บางช่วงจะหาไม่ได้เลย เพราะเป็นเห็ดที่เกิดจากน้ำนมเสือแม่ลูกอ่อน คัดไหลลงสู่พื้นดิน เมื่อเวลาผ่านไปจึงเกิดเป็นเห็ดต้นกลมสูง รูปร่างคล้ายร่ม มีรากเหมือนต้นไม้ เห็ดนี้มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ครั้งสุดท้ายเราได้เห็ดนมเสือที่ฉะเชิงเทรา แปดริ้ว ราคาแพงมาก แต่ก็ต้องยอมเพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหน ต้องอาศัยน้ำนมของเสือโคร่งเท่านั้น “อำพันทอง” เป็นของเหลวที่คัดหลั่งจากท้อง (ปลา) วาฬตัวผู้หลังผสมพันธุ์ เป็นต้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- บ้านดนตรีดุริยประณีตเกี่ยวกับความทรงจำย่านบางลำพู และยุครุ่งเรืองของดนตรีแห่งกรุงเทพมหานคร
เผยแพร่ครั้งแรก 29 ก.ค. 2559 บันทึกช่วยจำของ “พจนา ดุริยพันธุ์” แห่ง “บ้านบางลำพู” พื้นที่ละแวกวัดบางลำพู บริเวณใกล้กับป้อมพระสุเมรุเคยเป็นที่ตั้งของตำหนักชั่วคราว กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท วังหน้า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ก่อนการสร้างพระบวรราชวังที่บริเวณใกล้กับวัดมหาธาตุยุว-ราษฎร์รังสฤษดิ์ ส่วนบริเวณพิพิธบางลำพูในปัจจุบันนี้เคยเป็นที่ตั้งของวังกรมหลวงจักรเจษฎา พระอนุชา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งยกกระบัตรในสงครามเก้าทัพ รับผิดชอบไปตีเชียงใหม่ ประตูวังของท่านส่วนหนึ่งยังคงอยู่บริเวณใกล้กับตรอกไก่แจ้ในทุกวันนี้ “วัดบางลำพู” มีแต่สมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่พักแรมเรือสำเภาสินค้าจีน มีพ่อค้าจีน ๓ คน ร่วมสร้างวัดเรียก ว่า “วัดสามจีน” ต่อมากรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทปฏิสังขรณ์ให้ “เจ้าจอมมารดานักองอี” ซึ่งเป็นพระธิดาเจ้าเมืองกัมพูชาและเป็นพี่น้องกับ “นักองเอง” หรือสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีที่บวชเป็นชี พำนักที่วัดนี้ ท่านมีพระธิดาคือ พระองค์เจ้ากัมพุชฉัตร และพระองค์เจ้าวงศ์มาลาหรือวงศ์กษัตริย์ ได้สร้างกำแพงด้านทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศเหนือ เขื่อนริมคลอง, ศาลาท่าน้ำ ๓ หลัง ต่อมารัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์วัดบางลำพูอีกครั้ง จึงมีรูปทรงอิทธิพลสถาปัตยกรรมจีนเป็นส่วนใหญ่ ในรัชกาลที่ ๔ ทรงปฏิสังขรณ์พระประธานอุโบสถ และพระราชทานนามว่า “วัดสังเวชวิศยาราม” ตามความหมายคือ สังเวช มาจาก “สังเวคะ” หมายถึง การกระตุ้นเตือน “ความจริงแห่งชีวิต” “วิศยะ” แปลว่าอารมณ์ รวมความหมายแล้วคือ “อารามที่อยู่ของผู้มีอารมณ์กล้าแข็งในสัจธรรม หนีห่างชีวิตมัวเมา” แต่บ้างก็แปลความหมายเช่น “สังเวชนียสถาน” ว่าเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน ราว พ.ศ. ๒๔๑๒ ต้นรัชกาลที่ ๕ เกิดไฟไหม้บางลำพูครั้งใหญ่ จากถนนสิบสามห้าง ตลาดบางลำพู แล้วข้ามฝั่งคลองบางลำพู ไหม้วัดสังเวชฯ โปรดเกล้าฯ ให้นำไม้ที่สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิง ร.๔ มาใช้ซ่อมแซมวัดด้วย “วัด วัง ตลาด อยู่ที่ใด คนดนตรีไทยมักตั้งชุมชนอยู่ใกล้ที่นั่น” บริเวณใกล้กับวัดบางลำพู มีบ้าน “เจ้าพระยานรรัตนราช มานิต” (โต มานิตยกุล) เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง ยุคต้นรัชกาลที่ ๕ เป็นศูนย์กลางที่คนปี่พาทย์ต้องเข้าใกล้ ไปมาหาสู่ ตั้งอยู่ริมคลองบางลำพู ส่วนสะพานนรรัตน์สถานตั้งชื่อตามท่านนั้นสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ หลังรื้อประตูเมือง ถัดมาเป็นบ้าน “พระพาทย์บรรเลงรมย์” (พิมพ์ วาทิน) ครูปี่พาทย์คนสำคัญ มีลูกศิษย์มาก รวมถึงทายาทดุริยประณีตด้วย ในบริเวณนี้นอกฝั่งคลองบางลำพูมีวังของพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส ซึ่งต่อมา ม.จ.เจ๊ก หรือ ม.จ.ศรีสังข์ นพวงศ์ พระโอรส เปิดโรงละครแสดงเก็บเงินเรียกว่า “วังเจ้าเจ๊ก” ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๕– ๒๔๕๖ ต่อจากนั้นจึงเป็นเชื้อพระวงศ์ทำโรงละครนี้ต่อ ตลาดบางลำพูเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และเป็นย่านพลุกพล่านทางการค้าและการแสดงละครอย่างมากเมื่อราวรัชกาลที่ ๕ สร้างพระราชวังดุสิตใน พ.ศ. ๒๔๔๒ แล้ว จึงมีการตัดถนนจักรพงษ์-สามเสน, ถนนพระอาทิตย์-พระสุเมรุ จนทำให้ตลาดบางลำพูรุ่งเรืองกว่าเก่ามาก และในปลายรัชกาลที่ ๕ คนละครปรีดาลัย ซึ่งเป็นคณะละครของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เช่าวิกตามตลาด เปิดแสดงละครร้องเก็บค่าแสดงจากคนดู ศุข ดุริยประณีต เป็นมหาดเล็กพิณพาทย์ในรัชกาลที่ ๕ ประจำอยู่ที่วังบ้านหม้อของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) ที่รับดูแลกรมมหรสพแทนเจ้าพระยานรรัตนฯ ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ เย็นค่ำหลังเลิกงาน ครูศุข หาลำไพ่ รับตีปี่พาทย์ ตามโรงละครย่านตลาดบางลำพู แถม เชยเกษ นางละครรำสังกัดวังเจ้าเจ๊ก พบครูศุขที่บางลำพู แล้วแต่งงานอยู่กินด้วยกันในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ แต่เดิมอาศัยเรือนแพของแม่จี่ที่ย้ายขึ้นมาอยู่กับสามี คล้อย เชยเกษ ที่บ้านปี่พาทย์เลขที่ ๑๐๐ คลองลำพู หลังวัดสังเวชฯ คล้อย เชยเกษ เป็นครูปี่ชวาจากวังหน้า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์สุดท้าย ซึ่งมีฝีมือทางช่างทำเครื่องดนตรี มีคณะปี่พาทย์รับงานบรรเลง แม่จี่ เชยเกษ มารดาแม่แถม เกิดราว พ.ศ. ๒๔๑๗ อาชีพเดิมค้าข้าวสารจากตาคลีมาที่บางลำพู ต่อมาจึงตั้งคณะละคร “แม่ลิ้นจี่” ส่งลูกสาวอายุ ๘ ขวบเรียน รำละครตามบ้านขุนนาง เช่น พระภิรมย์ราชาสุทธิภาค พระยาโยธาไพจิตร และวังเจ้าเจ๊ก ครูคล้อยรับงานปี่พาทย์ประจำวัดสังเวชฯ ครูศุข ผู้เป็นลูกเขยมาช่วยงาน เป็นผู้มีอัธยาศัยนอบน้อมใจดีจึงสัมพันธ์กับ พระในวัดได้ดี ขณะนั้นพระปลัดวัน รักษาการเจ้าอาวาสองค์ที่ ๕ ในราวปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระวิสุทธิสังวรเถร (กล่อม) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๖ คนในตระกูล ดุริยประณีตทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม สนับสนุนกิจกรรมวัด ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ลูกชายของครูศุขและแม่แถมเรียนหนังสือที่วัดสามพระยาและวัดสังเวชฯ และบวชที่วัดสังเวชฯ ๑ พรรษาทุกคน เหนี่ยว ดุริยพันธุ์ เข้ามาเป็นเขยครูศุข ก็ได้บวชที่วัดสังเวชฯ ๑ พรรษา เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ มีสมเด็จ พระวันรัต (ทรัพย์) ที่เป็นโฆษกมหาเถรฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๐ ช่วง พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๕๒๐ เมื่อมีงานประเพณีของวัดจะไปช่วยทำปี่พาทย์ เช่น เทศน์มหาชาติ งานสงกรานต์ ส่วนงานศพรับเฉพาะที่จ้างโดยตรง ไม่แย่งวงครูคล้อยที่ผูกประจำอยู่ แม้จะส่งต่อให้นายชิด เชยเกษ ลูกชายรับช่วงแล้วก็ตาม คนในตระกูลจัดงานศพที่วัดสังเวชฯ เรื่อยมาตั้งแต่ครูชั้นดุริยประณีต ที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ครูพุ่ม โตสง่า เสียชีวิต พ.ศ. ๒๔๙๖ ยังนำมาที่วัดนี้ ต่อมามีการพัฒนาวัดตั้งแต่เจ้าอาวาสเป็นสมเด็จพระวันรัต เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าแล้วทำใหม่ ตั้งแต่พระอุโบสถที่เคยเป็นแบบจีนก็ทำใหม่ เสนาสนะ หอไตร บ่อเต่า รื้อทิ้งแล้วสร้างอาคารใหม่ กำแพงวัดที่เคยสูงไม่ถึง ๒ เมตร พอเห็นสิ่งต่าง ๆ ในวัดก็รื้อทิ้ง สร้างกำแพงสูง วัดกับคนในชุมชนรอบ ๆ จึงค่อย ๆ เหินห่างกัน ส่วนวัดสามพระยานั้นไม่มีเมรุเผาศพ แต่มีงานประเพณี พิธีกรรมบ่อยครั้ง เช่น งานบุญ งานบวช เทศน์มหาชาติ งาน ออกพรรษา บ้านดุริยประณีตรับจ้างบรรเลงปี่พาทย์ หากเป็นงานประเพณีของวัดจะช่วยงานฟรี ๆ ทำให้คุ้นเคยกับพระในวัดดี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร) เจ้าอาวาสองค์ที่ ๕ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑–๒๕๓๙ สมเด็จฟื้นเป็นคนอยุธยา เป็นญาติกับย่าทองคำและแม่พูนที่ทำโรงงานตีลูกฆ้องอยู่หลังบ้านตาคล้อย ซึ่งโรงงานตีลูกฆ้องแถบบ้านบางลำพู ยังมีเครือญาติอีก ๒ แห่งคือ “จำผูก เขียว วิจิตร” ที่บ้านเนิน บางกอกน้อย และบ้าน “ยายทิ้ง” ข้างกุฎีจีน หลังบวชเณรราวปี พ.ศ. ๒๔๖๕ แม่พูนนิมนต์มาฉันเพลที่บ้านบ่อย ๆ ซึ่งครูศุขและแม่แถมร่วมทำบุญด้วยจนทำให้คุ้นเคยกับคนบ้านดุริยประณีต คราวเมื่อหลังสงครามโลก พ.ศ. ๒๔๘๘ มีคนมาเรียนปี่พาทย์ที่บ้านบางลำพูหลายสิบคน และไม่มีที่พอให้พักนอน ก็ไปขอสมเด็จฟื้นให้ช่วยหากุฏิพระที่ว่างในช่วงนอกพรรษาหน้าแล้ง ให้เด็กเรียนปี่พาทย์พักนอน ท่านก็มีเมตตาช่วยเหลือทุกครั้ง สืบสุด ดุริยประณีต (ครูไก่) บุตรสุดท้องครูสุขและแม่แถม บวชที่วัดสามพระยาคนแรก ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ จากนั้นคนในตระกูลก็บวชที่วัดสามพระยาตามมา เช่น ชูใจ ดุริยประณีต สมชาย ดุริยประณีต มนู เขียววิจิตร ฯลฯ งานพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมดิลก (ขาว เขมโก) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาองค์ที่ ๔ ก็ตั้งเมรุชั่วคราวที่สนามหน้าศาลา สนามสอบเปรียญธรรม มีวงปี่พาทย์ดุริยประณีตไปช่วยตลอดงาน บ้านครูโนรี ปู่ของครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ อยู่ติดกับวัดทองนพคุณ คลองสาน หรือที่เรียกกันว่าบางลำพูล่าง พื้นเพคน ละแวกนั้นเลยไปถึงวัดอนงคารามเป็นสำนักปี่พาทย์ใหญ่มาก่อนบ้าน ดุริยประณีต มีเครื่องดนตรี นักดนตรี มีครูผู้ใหญ่ดูแลคือ ขุนเสนาะ ดุริยางค์ (แช่ม) ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ สมเด็จฯ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต เข้าประทับวังบางขุนพรหม โปรดให้ขุนเสนาะจัดหานักดนตรี จึงนำครูโนรีกับศิษย์บางคนเข้าไป เช่น นายอิน คนระนาดเอก เมื่อออกพระราชบัญญัตินามสกุล จึงทรงประทานนามสกุล “ดุริยพันธุ์” ให้ครูโนรี ปี่พาทย์บ้านบางลำพูล่าง ครูโนรี มีลูกชาย ๖ คน ชื่อ นุช น่วม เนื่อง นุ่ม นาย นวล หญิง ๑ คน ชื่อผิน จิตรพันธุ์ ที่มีลูกชายเป็นนักดนตรีฝีมือดี แต่เสียชีวิตแต่อายุยังน้อยด้วยโรคระบาด (กาฬโรค) เป็นเหตุไม่มีทายาทเป็นผู้สืบทอดกิจกรรมดนตรีไทย ครูเหนี่ยว เป็นหลานปู่ครูโนรี ซึ่งเป็นบุตรครูเนื่องและโกสุม ธิดานายพุฒ รักหน่อทหาร ผู้เป็นเจ้ากรมในขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ พระยาเสนาะฯ บวชอุทิศให้รัชกาลที่ ๖ จำวัดที่วัดทองนพคุณได้ยินเสียงเด็กชายเหนี่ยว ขับร้องในวงครูโนรี หลังจากสึกจึงขอนำไปฝึกฝนให้ขับร้อง ในทางร้องที่ท่านปฏิรูปขึ้นมาใหม่ ส่งเสริมให้ออกงานจนมีชื่อเสียง ขณะเดียวกันก็รับเด็กหญิงแช่ม (แช่มช้อย ดุริยพันธุ์) บุตรีครูศุข-แม่แถม อายุ ๘ ปี เรียนขับร้องอยู่ด้วยกันจนทำให้สองท่านรู้จักคุ้นเคย ช่วงเช้าพระยาเสนาะมานั่งสอน ลูก ๆ ครูศุข-แม่แถม ที่บ้านดุริยประณีต หลังข้าวกลางวันจึงลงเรือแจวล่องไปสอนเด็กชายเหนี่ยว และคนปี่พาทย์ ที่บ้านครูโนรี จนเป็นคำคล้องจองที่รู้กันว่า “เช้า นั่งบางลำพูบน บ่ายลง บางลำพูล่าง” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ เด็กชายเหนี่ยว บรรจุเป็นข้าราชการในวันที่ ๑ กันยายน สังกัดกองปี่พาทย์และโขนหลวง กระทรวงวังในสมัยรัชกาลที่ ๗ และครูโนรีถึงแก่กรรม นักดนตรีกระจัดกระจาย ลูก ๆ ตายเกือบหมด รุ่นหลานไม่มีผู้ใดเก่งกล้าพอเป็นผู้นำหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงนำเครื่องดนตรีออกขาย ปิดตำนานบ้านปี่พาทย์ “บางพูล่าง” ราว พ.ศ. ๒๔๗๘ ลูกครูศุขและแม่แถม ๕ คน คือ โชติ ชื้น ชั้น เชื่อม แช่ม กับลูกเขย เหนี่ยว โอนงานจากกองปี่พาทย์และโขนหลวงในรัชกาลที่ ๗ มาที่กรมศิลปากร ที่ตั้งขึ้นใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๗๙ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ พระยาเสนาะฯ กับคุณหญิงเรือน เป็นเถ้าแก่สู่ขอนางสาวแช่มให้นายเหนี่ยว และครูเหนี่ยวนำมารดา ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านบางลำพู เป็นสมาชิกวงดุริยประณีตตั้งแต่นั้น ดนตรีไทยเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน อยู่ในอุปถัมภ์ของวังและวัด หลักฐานที่หาได้คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ งานสมโภชพระแก้วมรกต มีวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ๑๖ วง ร่วมบรรเลง เจ้านายที่ไม่มีชื่อวงปี่พาทย์ในหมายถูกกระตุ้นให้ขวนขวายตั้งวงปี่พาทย์หลายวัง จนปี พ.ศ. ๒๔๓๐ งานฉลองหอพระสมุดวชิรญาณ มีปี่พาทย์เสภาร่วมประโคม ๑๓ วง คนปี่พาทย์ ๑๗๙ คน เป็นวงของเจ้านาย ๗ วง ของขุนนางผู้ใหญ่ ๖ วง ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เจ้านาย ขุนนาง ที่มีวงปี่พาทย์ ส่วนมากมักมีคณะละคร (ผู้ชาย) ของตนเอง สืบทอดท่ารำละครนอก เมื่อรัชกาลที่ ๒ พระราชนิพนธ์บทละครแล้วให้พระอนุชาทรงกรมคิดออกแบบท่ารำละครหลวง (ผู้หญิง) ทำให้มีพัฒนาการต้นแบบการร่ายรำที่มีมาตรฐานอ่อนช้อยงดงาม สืบทอดละครต่อมาจนปัจจุบัน รัชกาลที่ ๓ โปรดให้เลิกละครหลวง แต่อนุญาตให้เจ้านายขุนนางมีละครผู้หญิงได้ ครูละครหลวงจึงย้ายไปอยู่ตามวังเชื้อวงศ์ขุนนาง เป็นกองกำลังสำคัญในการเผยแพร่และวัฒนาการละครรำเป็นลำดับมา นักดนตรีล้วนเป็นมหาดเล็กวงปี่พาทย์สังกัดเจ้านายขุนนางเหล่านี้ทั้งสิ้น แม้พื้นเพเคยอยู่หัวเมืองมาก่อนแต่ต่อมาก็กลายเป็นคนในพระนคร ส่วนวัดที่มีเจ้าอาวาสชอบปี่พาทย์มักจะสนับสนุนให้เด็กรอบ ๆ วัดหัดปี่พาทย์ หาครูเก่ง ๆ มาสอน เช่น วัดน้อยทองอยู่ ฝั่งตรงข้ามท่าช้างวังหน้า เจ้าอาวาสขอร้องให้ครูช้อย สุนทรวาทิน ปี่พาทย์ชื่อดังในสมัยรัชกาลที่ ๔ มาสอนเด็ก ๆ และปลูกบ้านพักให้ที่ริมแม่น้ำครูช้อยมีความรู้เพลงดนตรีและแบบแผนสืบแต่โบราณ สอน เด็กที่วัดน้อยทองอยู่กว่าสิบคน จนเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจและเป็นครูผู้ถ่ายทอดเพลงไทยสืบช่วงต่อมา นักดนตรีคนสำคัญ เช่น พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) บุตรครูช้อย อยู่ประจำวังบ้านหม้อของพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ ส่วนคนปี่พาทย์วัดน้อยทองอยู่สิบกว่าคนถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอกในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ ๖) ขอพระราชทานไปทั้งวง และทรงส่งเสริมเป็นวงข้าหลวงในพระองค์ สังกัดกรมมหรสพ ณ วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนิน ได้บรรดาศักดิ์อย่างน้อยดังนี้ พระยาประสานดุริยพันธุ์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นเจ้ากรมพิณพาทย์หลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ พระพิณบรรเลงราช (แย้ม ประสานศัพท์) พระประดับดุริยกิจ (แหยม วีณิน) หลวงบรรเลง เลิศเลอ (กร กรวาทิน) หลวงพวงสำเนียงร้อย (นาม วัฒนวาทิน) หลวงร้อยสำเนียงสนธ์ (เพิ่ม วัฒนวาทิน) ขุนสังคีตศัพท์เสนาะ (ปลื้ม วีณิน) ขุนเพลินเพลงประเสริฐ (จี่ วีณิน) ขุนเพลิดเพลงประชัน (บุตร วีณิน) ส่วนนักดนตรีชาวบ้านส่วนใหญ่ทำปี่พาทย์ประกอบละครนอก ละครชาตรี โขนชาวบ้าน นักดนตรีเหล่านี้ได้เพลงเก่า สืบทอดมาแต่สมัยอยุธยา บ้างย้ายถิ่นฐานเข้ามาในพระนคร เช่น ครูอุทัย โตสง่า จากอยุธยา ครูขำกลีบชื่น จากสมุทรสงคราม ส่วนเพลงเสภาพัฒนามาจากละครเสภาในพระนคร เช่นเพลง ๓ ชั้น เพลงเถา เกิดขึ้นมากมายนับพันเพลง เพราะผู้คนนิยมปี่พาทย์ ประชันทั่วทุกหัวเมืองใช้เพลงเสภาประชันปี่พาทย์ชาวบ้านต่างจังหวัด จึงส่งลูกหลานเข้ามาเรียนกับครูเก่ง ๆ ในพระนคร ซึ่งไม่ใช่เรื่องของปี่พาทย์พระนครรับใช้เจ้านายขุนนาง แล้วไปทำลายปี่พาทย์ชาวบ้านที่นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันเขียนวิจารณ์ แต่ทุกวันนี้ปัจจุบัน นักดนตรีแบบแผนกับนักดนตรีชาวบ้านมีความรู้เพลงดนตรีไทยเท่า ๆ กัน ย่านดนตรีวัดสังเวชฯถึงย่านบางขุนพรหม ชุมชนดนตรีไทยย่านบางลำพูครอบคลุมตั้งแต่บางขุนพรหม ตั้งแต่วัดสังเวชฯ วัดชนะสงคราม วัดบวรนิเวศ บริเวณรอบวัดสังเวชฯ นอกจากบ้านเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต มานิตยกุล) กับพระพาทย์บรรเลงรมย์ (พิมพ์ วาทิน) บ้านครูแคล้ว เชยเกษ เลขที่ ๑๐๐ ปี่พาทย์วังหน้า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ อยู่มาแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ บ้านครูศุข ดุริยประณีต เลขที่ ๘๓๘๕ ๘๗ เข้ามาอยู่ปลายรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องรัชกาลที่ ๖ สมัยรัชกาลที่ ๗ มีการแยกขยายเครือญาติออกเป็นบ้านครูโชติ ดุริยประณีต อยู่หัวมุมวัดสังเวชฯ ด้านตะวันออก บ้านครูลม่อม อิศรางกูร ณ อยุธยา นักร้องหุ่นกระบอก ที่อยู่ติดกับบ้านครูโชติ บ้านครูชื้น ดุริยประณีต เลขที่ ๑๑๓ อยู่ในซอยแยกไปวัดสามพระยา เมื่อถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วก็มีบ้านเครือญาติ เช่น บ้านครูชุบ ชุ่มชูศาสตร์ เลขที่ ๑๑๓ บ้านครูชม รุ่งเรือง ตรงข้ามบ้านครูเหนี่ยว บ้านครูสืบสุด ดุริยประณีต เลขที่ ๑๑๕ ที่ต่อมาเป็นบ้านของครูเผชิญ กองโชค บ้านครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ เลขที่ ๑๑๑ เข้าอยู่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เคยเป็นที่พำนักของบ้านครูบุญยงค์-บุญยัง เกตุคง ครั้งตั้งคณะลิเก “เกตุคงดำรงศิลป์” บ้านครูสุพจน์ โตสง่า และครูณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า (ขุนอิน) บ้านครูโองการ (ทองต่อ กลีบชื่น) เข้าอยู่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อเป็นหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร บ้านวงเครื่องสาย ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น บ้านครูหลุยส์ อุณุกุลฑล วงนายประพาส สวนขวัญ วงนายพุฒ นันทพล วงนายเสนาะ ศรพยัฆ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ บริเวณบางขุนพรหม เป็นแหล่งพำนักของครูเครื่องสายเพราะอยู่ใกล้วัง จันทร์ฯ ซึ่งเป็นที่ทำการกรมมหรสพ มีบ้านของหลวงคนธรรมพวาที (จักร จักรวาทิน) หลวงว่อง จะเข้รับ (โต กมลวาทิน) พระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) อยู่เรือนแถวไม้ชั้นเดียวที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ฝั่งซ้ายแถวท่าเกษม หลวงไพเราะ เสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) อยู่กับหลวงคนธรรพวาที ต่อมาย้ายไปอยู่ข้างวัดใหม่อมตรส หลวงพิไรรมยา (ชิต กมลวาทิน) ญาติผู้น้องพระสรรเพลงสรวง ส่วนย่านวัดเอี่ยมวรนุชและวัดใหม่อมตรสลงมา มีบ้านครูมนตรี ตราโมท บ้านขุนสนิทบรรเลงการ (จง จิตตเสวี) และภรรยานางละเมียด จิตตเสวี บ้านครูปลั่ง วรรณเขจร ครูไปล่ วรรณเขจร บ้านครูหงส์ พาทยาวีวะ ในซอยพระสวัสดิ์มีบ้านครูเตือน พาทยกุล ย่านใต้คลองรอบกรุงมีบ้านครูอุทัย โตสง่า อยู่เรือนแถวริมถนนข้าวสารทำปี่พาทย์ละครวังเจ้าเจ๊ก และบ้านครูพุ่มที่ตรอกบวรรังษี แหล่งผลิตนักปี่พาทย์ ส่งต่อสำนักบ้านบาตร ส่วนบริเวณแถบซอยรามบุตรีและชุมชนเขียนนิวาสน์มีบ้านครูเครื่องสายหลายบ้าน นักปี่พาทย์มักพำนักอยู่บริเวณใกล้คลองบางลำพู คนเครื่องสายอาศัยอยู่ละแวกบางขุนพรหม ล้วนเป็นนักดนตรี “แบบแผน” ที่เรียนมาจากวังและบ้านขุนนาง มักมีครูเดียวกัน ไขว้ซ้ำทับซ้อน และมักพบปะกันในงานของเจ้านายทำให้รู้จักคุ้นเคยกันดี ตามบ่อนเบี้ยริมคลองรอบกรุงนอกกำแพงเมือง ตั้งบ่อนเบี้ย จ้างมโหรีปี่พาทย์ การละเล่น เรียกคนให้เข้าบ่อน หลวงไพเราะฯ เคยเล่าว่าไปสีหน้าโรงบ่อนตอนเด็ก ๆ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เลิกบ่อนเบี้ย นักดนตรีจึงหันไปรับงานตามโรงละครร้องวิกลิเก ในสมัยรัชกาลที่ ๖ คนปี่พาทย์ คนเครื่องสาย เข้าทำงานร่วมกันในกรมมหรสพที่วังจันทร์เกษม จนกระทั่งโอนไปกรมศิลปากร ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงร่วมสุขทุกข์ด้วยกัน มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันยิ่งขึ้นเมื่อรับงานมโหรี ผสมปี่พาทย์และเครื่องสาย ต่างจะจ้างหาระหว่างกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อเดือดร้อน เช่น ครั้งเพลิงไหม้แถววัดใหม่หลังวัดตรีทศเทพ ไม่มีที่อยู่อาศัย จึงได้นำครอบครัวบางส่วนไปฝากอาศัยชั่วคราวตามบ้านปี่พาทย์ที่เกี่ยวดองทางเครือญาติระหว่างกัน เช่น ครูเฉลา บุตรี พระพาทย์บรรเลงรมย์ (ศิษย์ขับร้องพระยาเสนาะฯ) สมรสกับครูปลั่ง วรรณเขจร ครูเครื่องสายย่านวัดใหม่ ครูอนันต์ ดูรยชีวิน กับครู ละม่อม สวนรัตน์ น้องสาวนางสนิทบรรเลงการ ฯลฯ สำนักปี่พาทย์บ้านบางลำพู คณะดุริยประณีต เป็นสำนักดนตรีครบวงจรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งนับจากพระยา เสนาะฯ เกษียณอายุราชการและรับเป็นครูผู้ใหญ่ประจำบ้าน มีที่ตั้งสำนักดนตรีเป็นหลักแหล่ง ณ บ้านเลขที่ ๘๓ แห่งนี้ตลอดมา เจ้าของสำนักมีชื่อเสียงในฝีมือความรู้ ความตั้งใจจริง มีคุณธรรม ที่ผู้คนในวงการนับถือ ระบบบริหารจัดการดี มีนักดนตรี ที่มีฝีมือเป็นที่รู้จักจำนวนมากพอ เพราะมีทายาทนักดนตรี นักร้อง ๑๐ คน มีศิษย์เก่ง ๆ กว่า ๒๐ คน เปิดสอนแบบโบราณ มีที่อยู่ที่นอนให้ศิษย์อาศัยเรียนได้ตามพอใจ เป็นระบบพ่อครู แม่ครู บุพการีต่อเนื่อง มีครูผู้มีความรู้เพลงดนตรีสูงพร้อมสอนศิษย์ได้ทุกระดับ มีครูผู้ใหญ่ดูแลแบบแผน มีเครื่องปี่พาทย์มากพอให้ศิษย์ได้เรียนทุกเครื่องมือ รับงานพร้อมกันได้หลายวง มีโรงงานผลิตเครื่องปี่พาทย์คุณภาพสูงจำหน่ายและใช้เอง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากพอมีคนจ้างหาไปบรรเลง ศิษย์ออกภาคสนาม ทั้งมีรายได้มีงานเต็มทุกสัปดาห์ ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ มีการประชันวงที่วังลดาวัลย์ ๓ วง หน้าพระที่นั่ง ครูชื้น ดุริยประณีต ถูกกำหนดตัวให้ตีระนาดเอกประลองหน้าพระที่นั่ง รัชกาลที่ ๗ ในนาม “วงหลวง” ต้นสังกัด เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้บ้านดุริยประณีตเปลี่ยนจุดขายจากดนตรีพิธีกรรมเป็น “ปี่พาทย์ประชันวง” แม่แถมมีหัวการค้าขาย กล้าได้กล้าเสีย คาดการณ์วางแผนล่วงหน้า เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เร่งหาครู ปี่พาทย์ประชันฝีมือตีเข้ามาสอน อาศัยชื่อครูชื้นในงานประชันครั้งนั้น ไม่นานก็เป็นที่รู้จักในวงการปี่พาทย์ประชันวง มีผู้จ้างหาไปประชันทั้งในพระนครและหัวเมือง หลังงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ มีปี่พาทย์มอญบรรเลง เจ้านายขุนนางชมชอบจ้างหามาใช้บ้าง แม่แถมส่งบุตร ๓ คน คือ โชติ-ชื้น-ชั้น ไปกินนอนเรียน เพลงมอญถึงถิ่นปากเกร็ด สามโคก ปทุมธานี ปากลัด ได้เพลงกลับมามาก นำมาพัฒนาทำทางร้องใส่เนื้อร้องภาษามอญภาษาไทย ผู้คนนิยมจ้างหาไปประโคมศพกว้างขวาง พ.ศ. ๒๔๘๒ เข้ายุคมืดการดนตรีไทย รัฐออกประกาศนิยม ๑๒ ฉบับ ห้ามใช้ชื่อเพลงต่างชาติ ๕๙ เพลง บ้านดุริยประณีตกระทบบ้างจากงานจ้างหาน้อยลง แต่เพราะมีทายาทในกรมศิลปากร ๖ คน ช่วยพยุงไว้ มีฐานะพอตัว แม่แถมลงทุนซื้อบ้านที่ดินไว้หลายหลัง รับจำนองจำนำทรัพย์สิน ปล่อยเงินกู้ ช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๘ สงครามโลกครั้งที่ ๒ เข้าไทย กิจกรรมดนตรีไทยดุริยประณีตกระทบหนัก ลูกผู้หญิงและเด็กต้องอพยพไปอยู่ที่อยุธยา ลูกชายอยู่ทำราชการ พลัดกันเฝ้าบ้านเฝ้าเครื่องดนตรี สังคมไทยเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจ ผู้คนให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น ลูกครูศุขและแม่แถมต้องการให้ทายาทเรียนสูง ๆ มีอาชีพก้าวหน้าด้านอื่น ๆ เป็นปัญหาการสืบทอดคนปี่พาทย์ ทายาทขาดแคลน แต่ลูกครูศุขและแม่แถมไม่ส่งเสริมให้เรียนปี่พาทย์ จนแม่แถมบังคับอายุครบเกณฑ์ต้องจับมือเรียนเพลงโหมโรงเป็นอย่างน้อย หรือเรียนเพลงมอญพอใช้งานประโคมพิธีกรรมได้ แม่แถมแอบหลอกล่อให้รางวัลหลาน ๆ ที่หลบพ่อแม่มาต่อเพลงปี่พาทย์ เรียนขับร้อง ถือมีกำลังทรัพย์เหนือกว่า การขัดขวางจึงไม่ได้ผลนัก มีหลาน ๆ หลุดรอดไปเอาดีทางเรียนหนังสืออย่างเดียวได้น้อยนักและเอาดีทั้งสองทางมีมากกว่า พ.ศ. ๒๕๑๕ แม่แถมถึงแก่กรรม หลานรุ่นที่ ๓ ลงมาได้ดีทางการศึกษามากขึ้น ส่วนคนเรียนปี่พาทย์น้อยลงในทางกลับกัน สำหรับวิธีการทำให้ดนตรีไทยถูกสืบทอดต่อไปยังคนรุ่นหลัง คือ อย่างแรกต้องสร้างนักดนตรีมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ มีปริมาณเพียงพอ อย่างที่สอง เก็บเกี่ยวความรู้เพลงดนตรีพิธีกรรม เพลงโขนละคร เพลงเสภา เพลงมอญสะสมไว้ในบ้าน อย่างที่สาม ถ่ายทอดวิชาจากครูผู้ทรงความรู้สูง มีชื่อเสียง สะสมทักษะจากครูผู้มีฝีมือเฉพาะทาง อย่างที่สี่ ถ่ายทอดส่งต่อภายในตระกูลจากรุ่นสู่รุ่นศิษย์ การวางตัวผู้นำจิตวิญญาณ อย่างที่ห้า การบริหารจัดการ การ ตลาด จุดขาย ยืดหยุ่นตามสมัยนิยม สภาพแวดล้อมสังคม เศรษฐกิจ อย่างที่หก การเผยแพร่ทางวิชาความรู้ และการเผยแพร่ทางแสดงออกตามงาน สื่อสังคมทุกแขนง ติดหูติดตาผู้คนบ่อยครั้งได้ผลทางอนุรักษ์ สืบทอด พัฒนาการ และรักษามรดกวัฒนธรรมไทยยาวนานออกไปได้เสมอ รูปธรรมการปฏิบัตินั้น ครูศุข ดุริยประณีต เป็นครูคนแรก จับมือ (พิธีฝากตัว) ให้ลูกหลานทุกคน เมื่อเห็นว่าพร้อมรับในราวอายุ ๘-๑๐ ปี สอนให้ตีฆ้องใหญ่เพลงโหมโรง เริ่มเพลงสาธุการเรื่อยไปจนครบ แล้วถึงสอนแยกเฉพาะเครื่องมือเบื้องต้น แม่แถม ส่งเสริมลูกหลานให้ไปเรียนกับครูเก่ง ๆ เฉพาะทาง เช่น ปี่ ระนาด เอกเรียนกับพระยาเสนาะฯ ระนาดทุ้มและเครื่องหนังกับพระพาทย์ บรรเลงรมย์ เรียนฆ้องวงกับหลวงบำรุงจิตรเจริญ เรียนโน้ตสากลกับขุนสำเนียงชั้นเชิง เรียนเพลงโขนละครกับพระยาและคุณหญิง นัฎกานุรักษ์ หม่อมจันทร์ กุญชร หม่อมต่วน วรวรรณ เรียนขับร้อง กับพระยาเสนาะดุริยางค์ พระยาภูมีเสวิน ขุนระทึก แม่ส้มแป้น ครูกิ่ง ทั้งยังส่งลูกชาย ๓ คน ไปเก็บเกี่ยวเพลงมอญถึงถิ่นที่ตั้งปากเกร็ด สามโคก ปทุมธานี ปากลัด และบางกระดี่ ในบ้านดุริยประณีตมีการถ่ายทอดกันเองระหว่างลูกสู่ลูก ลูกสู่หลาน หลานสู่หลาน สืบทอดส่งต่อกันไม่ขาดสาย ลูกคนใดเรียนรู้มาเท่าใด กลับบ้านต้องมาถ่ายทอดให้น้อง ๆ และหลาน ๆ ได้เรียนรู้ ต้องมาปฏิบัติทบทวนให้ฟังทุกวัน สอนทานความรู้ดูความตั้งใจ ทำดี ให้รางวัล ทำได้ไม่ดีถูกทำโทษ และจัดหาครูผู้มีชื่อเสียงมาสอนที่บ้าน เมื่อ “รุ่นลูก” ทำงานราชการ ไม่มีเวลาว่างพอสอน “รุ่นหลาน” ก็มีครูหงส์ บ้านปี่พาทย์ ซอยพระสวัสดิ์ มาสอนเพลงช้า เพลงเรื่องได้ครูทองอยู่ คนระนาดวง โรงงานสุราบางยี่ขันสอนเครื่องหนัง หน้าทับพิเศษ ขุนสำเนียงชั้นเชิง (มน โกมลรัตน์) สอนทุกอย่างรวมทั้งเขียนโน้ตและสอนเครื่องหนัง หลวงบำรุงจิตเจริญ (ธูป สาตนะวิลัย) สอนฆ้องวงใหญ่ พระประณีต วรศัพท์ (เขียน วรวาทิน) ความรู้เพลงดนตรีสูงมากและเป็นกรรมการ ประชันด้วยสอนระนาดเอก และระนาดทุ้ม พระพาทย์บรรเลงรมย์ (พิมพ์ วาทิน) สอนเครื่องหนัง สอนระนาดทุ้ม ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์ ส่งเสริมไปเรียนกับครูตามบ้าน เช่น ครูสอน วงฆ้อง ครูเทียบ คงลายทอง ครูพริ้ง ดนตรีรส ครูนพ ศรีเพชรดี ต่อมาใช้ศิษย์ดุริยประณีตช่วยสอนรุ่นหลานต่อ ๆ มา เช่น ครูบุญยงค์ เกตุคง ครูตู๋ (หม่อมหลวงสุรักษ์ สวัสดิกุล) มีการตั้งวงปี่พาทย์ทดแทนรุ่นสู่รุ่นสอดรับช่วง เช่น รุ่นพ่อวง ครูศุขบางลำพู นักดนตรี มีเพื่อนจากวังบ้านหม้อกรมมหรสพร่วมวง รุ่นลูก มีครูโชติ ครูชื้น ครูชั้น ดุริยประณีต ครูเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ นักร้อง ครูเชื่อม ครูแช่ม ครูชม ครูทัศนีย์ ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต รุ่นหลานรุ่นแรก พ.อ.วิชาญ ดุริยประณีต ดำรง เขียววิจิตร ประไพ ฉัตรเอก นักร้อง ครูวิเชียร ดุริยประณีต รุ่นลูกหลาน ครูไก่ (สืบสุด ดุริยประณีต) ครูสมชาย ดุริยประณีต ครูสุพจน์ โตสง่า ร่วมด้วยศิษย์ ครูบุญยงค์ เกตุคง ครูสมาน ทองสุโชติ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธ์ ครูสมบัติ สุทิม ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ครูสุชาติ คล้ายจินดา ครูเผชิญ กองโชค ครูสมพงษ์ นุชพิจารณ์ นักร้อง ครูสุรางค์ ครูดวงเนตร ดุริยพันธุ์ ครูจำรัส เขียววิจิตร ครูศิริ วิชเวช รุ่นหลานที่เป็นดุริยประณีตรุ่นเล็ก มีนฤพนธ์ ดุริยพันธุ์ พจนา ดุริยพันธุ์ ปรีชา ชุ่มชูศาสตร์ มนัส เขียววิจิตร ดุริยประณีตรุ่นจิ๋วที่เป็นรุ่นหลานมี ครูสืบศักดิ์ ดุริยประณีต ครูทัศนัย พิณพาทย์ ครูธีรศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ ครูอำนวย รุ่งเรือง ร่วมด้วยศิษย์ครูนิกร จันศร ครูจงกล พงษ์พรหม ครูเฉลิม เผ่าละมูล นักร้อง ครูพจนีย์ ครูวาสนา รุ่งเรือง ซึ่งเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอนในสำนักต่อ เนื่องตลอดมาจนปัจจุบัน บ้านดุริยประณีตจัดพิธีกรรมไหว้ครูประจำปี ณ สำนักปี่พาทย์ดุริยประณีต ทุกปีเพื่อรักษาประเพณีพิธีกรรมของ ดุริยางคศิลปินไทย รำลึกพระคุณครูผู้สอนสั่งวิชาความรู้ พระไตรรัตน์ บุพการี ครูเทพ ครูมนุษย์ ครูพักลักจำความสามัคคี สมาชิกในตระกูลครู ศิษย์ นักดนตรี นาฏศิลป์ในวงการ ร่วมพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ โองการศักดิ์สิทธิ์ที่อ่านอัญเชิญพระพุทธะ เทพยดา ดุริยเทพ ในพิธีเท่ากับประจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์สู่จิตวิญญาณ เชื่อมั่น ยุคครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต เห็นพระราชจริยวัตรสมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงรักชอบดนตรีไทยด้วยน้ำพระทัยแท้จริง ทำให้ผู้คนหันมาสนใจดนตรีไทยมากขึ้น จึงอยากสนองให้อีกทางหนึ่ง ครูสุดจิตต์เห็นว่า ปี่พาทย์ประชันจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆ รู้กันเฉพาะผู้นิยม หากมองกว้างออกไปเห็นคนมารักชอบเล่นดนตรีไทยมากขึ้นเป็นจำนวนหมื่นแสน จึงเปลี่ยนจุดขายจากวงปี่พาทย์ประชันมาเน้นการเผยแพร่ให้ความรู้แทน สถาบันการศึกษาทุกระดับให้ความสำคัญเปิดหลักสูตร ตั้งชมรมดนตรีไทย ครูบ้านดุริยประณีตกระจายออกสอน บ้านดุริยประณีตเปิดกว้างให้ผู้สนใจทุกเพศทุกวัยเข้าไปหาความรู้ พร้อมถ่ายทอดให้ทุกระดับฝีมือและสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้แม้ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีตจะสิ้นชีวิตไปแล้ว บ้านดุริยประณีต ตั้งปณิธานจะอยู่ที่บ้านบางลำพูเป็นสำนักดนตรีไทยไปจนกว่าครบ ๑๕๐ ปี หรืออีกราว ๓๐ ปีข้างหน้า เพราะยังมีกำลัง มีนักดนตรีรุ่นหลานอีกมากมายทยอยกันพัฒนา ฝีมือความรู้ขึ้นมาทดแทน เมื่อหนีไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่กับคนรุ่นใหม่ คนต่างชาติก็ต้องปรับยุทธศาสตร์หาประโยชน์ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว ซึ่งกลยุทธ์แผนปฏิบัติเป็นไปในทางเผยแพร่ อนุรักษ์ ต้องไม่ทำความเสื่อมเสียถึงการสังคีตไทย ไม่ทำในลักษณะหวังกำไรสร้างความร่ำรวย ขอเพียงแต่พออยู่ได้ การดำเนินชีวิตในสังคมเปลี่ยนไปรวดเร็ว ชุมชนบางลำพูที่เคยมีคนรุ่นเก่าที่ใช้วิถีชีวิตร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จิตใจ เกื้อกูลหมดไป ชีวิตที่ต้องแข่งขันต่างคนต่างอยู่เข้าแทนที่จิตวิญญาณ ร่วมในประเพณีชุมชนถูกทอดทิ้งแทบไม่เหลือให้เห็นสิ่งปลูกสร้างวัง บ้านเก่า วัดที่งดงาม ร่มครึ้มด้วยแมกไม้ถูกรื้อทิ้งสร้างแท่งอิฐ อุดอู้ทดแทน รัฐเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวหวังนำเงินเข้าหมุนเวียนเศรษฐกิจ แต่ไร้ระบบควบคุมที่ดีหรือเหมาะสมกับสภาพชุมชน รัฐทุ่มงบประมาณมากมายเอาใจท่องเที่ยวมองมิติเพียงขยายความเจริญทางวัตถุ ความสะดวก ขณะเดียวกันละทิ้งความสัมพันธ์ของ ผู้คนที่อยู่ก่อนในชุมชน คิดแต่ระบบแข่งขัน “อยู่ได้อยู่ไป อยู่ไม่ได้หนีไป” รัฐไม่มองชีวิตเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนเมืองเก่าที่บอกเล่าจารีต ประเพณี ลัทธิความเชื่อที่ส่งต่อถึงงานศิลปกรรมได้ สังคมในชุมชนหลังวัดบางลำพูหรือวัดสังเวชฯ แห่งนี้ คนเก่าล้มตาย คนใหม่ย้ายเข้ามา คนดั้งเดิมขายบ้านและที่ดินให้นักลงทุน ซื้อทำห้องเช่า เกสท์เฮ้าส์ โรงแรมให้คนนอกเข้าพัก สร้างร้านอาหาร บริการนักท่องเที่ยว จากถนนข้าวสาร รามบุตรี พระสุเมรุ รุกข้ามฝั่งคลองรอบกรุงถึงชุมชนนี้หลายปีแล้ว บ้านนักดนตรีปี่พาทย์ขายทิ้งไปแทบหมด เหลือแต่บ้านดุริยประณีตหลังนี้กับเครือญาติคือ บ้านครูเหนี่ยวเท่านั้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
เผยแพร่ครั้งแรก 30 พ.ค. 2559 การจัดพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ของใหม่ในประเทศไทย เพราะปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์มากมายหลายแห่งทุกภูมิภาคทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และท้องถิ่น แต่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นสิ่งใหม่ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น หลายคนอาจจะคัดค้านว่าพิพิธภัณฑ์ตามท้องถิ่นก็มีอย่างมากมายอยู่แล้ว จะไม่เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างไร คำตอบในที่นี่ก็คือ บรรดาพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นแสดงหรือให้อะไรที่ทำให้เห็นว่าเป็นความรู้เฉพาะท้องถิ่นนั้นบ้าง เพราะประเพณีการจัดพิพิธภัณฑ์ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และท้องถิ่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือการนำเอาบรรดาโบราณวัตถุมาจัดแสดง ถ้าในระดับชาติ โบราณวัตถุส่วนใหญ่ก็เป็นศิลปวัตถุที่มีคุณค่าราคาแพง มีความเก่าแก่ เพราะมุ่งที่จะแสดงความเก่าแก่และความรุ่งเรืองของชาติเป็นสำคัญ การจัดพิพิธภัณฑ์แบบนี้มุ่งในรูปแบบของการจัดแสดง มีตึกอาคารที่หรูหราราคาแพง แต่ของที่นำมาแสดงนั้นซ้ำซ้อนกันมากมายจนน่าเบื่อ เพราะดูแล้วก็สวยงามเก่าแก่ซ้ำ ๆ กัน หารู้ไปถึงความหมายความสำคัญของวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่เป็นเจ้าของโบราณวัตถุเหล่านั้นไม่ ส่วนในระดับท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ลอกเลียนแบบอย่างในการนำเอาสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจัดแสดง ที่มีเงินหน่อยก็จัดได้สวยงาม แต่ถ้ายากจนหน่อยก็ดูเป็นโกดังเก็บของไป มองดูแล้วไม่รู้เรื่อง แต่ทั้งหมดแล้วก็สรุปได้ว่า เป็นการจัดแสดงสิ่งของที่ไม่เห็นคนและชีวิตของคนในท้องถิ่นแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีผลร้ายตามมาก็คือ เกิดมีการโจรกรรมสิ่งมีค่าจากพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นอยู่บ่อย ๆ และถ้าผู้ใดจะจัดพิพิธภัณฑ์ขึ้นก็ต้องคำนึงถึงก่อนแสดงว่ามีของหรือไม่ มีเงินในการสร้างอาคารที่มีราคาแพงหรือไม่ จนทำให้ผู้ที่อยากมีพิพิธภัณฑ์แต่ไม่มีของและไม่มีเงินใจฝ่อกันไปตาม ๆ กัน ข้าพเจ้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับเชิญให้ไปพูดเกี่ยวกับการจัดพิพิธภัณฑ์ที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง มีผู้อภิปรายทั้งหมด ๕ คน รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าและผู้อภิปรายอีกท่านหนึ่ง กลายเป็นชนกลุ่มน้อย เพราะไม่เห็นด้วยกับชนกลุ่มใหญ่จำนวน ๓ ท่าน ที่ต่างผลัดกันมาพูดถึงความยิ่งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ เช่น บริติชมิวเซียม (British Museum) หรือการจัดพิพิธภัณฑ์ในประเทศก็ต้องใช้เงินอย่างมหาศาลจึงจะทำได้ ถ้าหากไม่ได้ตามนั้นก็จะไม่ถูกหลักทางวิชาการและเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เลยทำให้การมีพิพิธภัณฑ์และการจัดพิพิธภัณฑ์กลายเป็นเรื่องยากไป แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากการอภิปรายครั้งนั้นคือ ความคิดในเรื่องพิพิธภัณฑ์ของผู้ร่วมอภิปรายอีก ๓ ท่านนั้นว่า ไม่ใคร่สนใจในเรื่องเนื้อหาของสิ่งที่แสดงเลย ดูเหมือนจะมองในแง่ปริมาณของที่แสดงด้วยซ้ำ อย่างเช่น การอ้างถึง บริติชมิวเซียมที่กรุงลอนดอน เป็นต้น ในทัศนะของข้าพเจ้าพิพิธภัณฑ์นี้คือพิพิธภัณฑ์มหาโจรในสมัยล่าอาณานิคมที่ไปเที่ยวเอาสมบัติวัฒนธรรมของชาติโน้นชาตินี้มาสุมไว้ แต่ละเรื่อง แต่ละอย่าง มีจำนวนมากชิ้นจนเกินความจำเป็น ดูจนหมดเวลาชมก็จับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ เพราะเหตุที่ยัดเยียดมากเกินไปนั้นเอง ทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นเรื่องที่ต่างกันกับแนวคิดของข้าพเจ้าที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั้งสิ้น เพราะข้าพเจ้าไม่สนใจว่าจะมีของที่เป็นวัตถุมีพอตั้งแสดงหรือไม่ อีกทั้งไม่สนใจกับรูปแบบของอาคารพิพิธภัณฑ์และวิธีการจัดแสดงด้วยเทคนิคต่าง ๆ อีกทั้งการสร้างพิพิธภัณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินอย่างมหาศาลอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและความเป็นท้องถิ่น รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม "คนนอก" ที่มีส่วนสำคัญในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์บ้านยี่สาร ในทัศนะของข้าพเจ้า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นของคนท้องถิ่น ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ของหน่วยราชการ หรือของคนอื่น ๆ จากภายนอก สิ่งที่นำมาจัดแสดงก็คือ เนื้อหาที่เป็นชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วคนท้องถิ่นก็เป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่ดูแลกันเองรวมทั้งการอธิบายและการนำชม เท่าที่แล้วมาการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอาจวิเคราะห์ได้เป็น ๒ อย่าง • เป็นการจัดโดยคนจากภายนอกที่มีความรู้เรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ คำว่า " ท้องถิ่น " หมายถึง พื้นที่ ไม่ใช่คนผู้รับผิดชอบ เช่น จากหน่วยราชการ ก็จะไปรวบรวมโบราณวัตถุทั้งทางด้านโบราณคดี และชาติพันธุ์ ภายในพื้นที่ของท้องถิ่นมาตั้งแสดง ผู้จัดนอกจากตั้งสิ่งของในการแสดงแล้ว ยังกำหนดเนื้อหาที่ตนได้ตีความจากบรรดาวัตถุเหล่านั้น โดยไม่เชื่อมโยงไปถึงสภาพและความเป็นไปของสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นแม้แต่น้อย • เป็นการดำเนินการโดยคนในท้องถิ่นเอง อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นตามวัด อันเนื่องมาจากพระภิกษุสงฆ์รวบรวมสิ่งของไว้ แล้วอาศัยลูกศิษย์ลูกหาจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น นำสิ่งของที่สะสมไว้มาจัดแสดงพิพิธภัณฑ์แบบนี้เป็นเพียงแต่นำวัตถุที่เก็บไว้มาตั้งแสดงเท่านั้น หาได้พยายามสื่อเจ้าของความหมายและเนื้อหาของสังคมวัฒนธรรมแต่อย่างใดไม่ หลาย ๆ แห่งในชั้นแรก ก็ดูน่าสนใจ แต่ความเป็นภาพสถิตจึงทำให้ดูบ่อย ๆ ก็เบื่อ และเมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้าก็ปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งถ้าหากถูกปล่อยปะละเลยแล้วพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นก็มีสภาพเป็นโกดังเก็บของไป เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่าการจะจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นนั้น สิ่งที่จะนำมาแสดงหาใช่รูปแบบอาคารพิพิธภัณฑ์และบรรดาโบราณวัตถุแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาในด้านประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคม และชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน ทั้งนี้เรื่องราวประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคม และชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น จะเป็นตัวตั้งหรือสิ่งกำหนดว่าจะเอาโบราณวัตถุประเภทใดมาจัดแสดง แต่ถ้าไม่มีก็จำต้องหามาด้วยวิธีอื่น อาจแสดงจากภาพถ่าย หุ่นจำลอง ภาพเขียน หรืออื่น ๆ เป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางและหัวข้อในการจัดแสดง เป็นสิ่งที่แสดงลักษณะเฉพาะ หรืออีกนัยหนึ่ง เอกลักษณ์ของท้องถิ่นซึ่งจะนำไปสู่การแลเห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม ดังนั้น เมื่อมีการนำเอาเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งมาเปรียบเทียบกัน ก็จะแลเห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากความแตกต่างกันของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะดำเนินการเรื่องต่อไป ก็ใคร่ทำความเข้าใจคำว่า " ท้องถิ่น " ในที่นี้เสียก่อน จะได้ไม่ไปซับซ้อนหรือสับสนกับคำว่า " ท้องถิ่น " ในที่อื่น ๆ " ท้องถิ่น " ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงพื้นที่ในลักษณะภูมิประเทศหนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ อาจจะเป็นพื้นที่ในเขตหุบเขา พื้นที่ในบริเวณลุ่มน้ำ พื้นที่ตามชายฝั่งทะเลก็ได้ พื้นที่ดังกล่าวนี้มีความกว้างขวางพอที่จะทำที่จะทำให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชน (Community) ได้หลายชุมชน มีพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่ไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เช่น บริเวณที่เป็นป่าเขา บริเวณที่เป็นหนองบึง แม่น้ำและลำคลอง เป็นที่ลุ่มหรือทุ่งหญ้า อะไรทำนองนั้น พื้นที่สาธารณะเหล่านี้แม้ว่าจะไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ชุมชนทุกชุมชนในท้องถิ่นเดียวกันร่วมกันดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกัน จนมีผลทำให้กฎเกณฑ์ประเพณี หรือจารีตที่ป้องกันไม่ให้มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน รวมทั้งป้องกันการรุกล้ำจากบุคคลต่างกลุ่มจากภายนอกด้วย การปรับตัวของคนในแต่ละชุมชนเข้ากับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ตลอดจนการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันนั้น ทำให้เกิดรูปแบบในการดำรงชีวิตและวิถีชีวิตที่เหมือนกัน รูปแบบดังกล่าวนี้คือสิ่งที่เรียกว่า " วัฒนธรรมท้องถิ่น " และสิ่งที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เด่นชัดก็คือ บรรดาขนบประเพณี พิธีกรรมและจารีต ที่คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นมีเหมือนกัน มีนิทาน นิยายท้องถิ่น รวมทั้งภาษาท้องถิ่นที่สื่อกันได้ระหว่างกัน เช่น นิทานเรื่องพระรถเมรีในท้องถิ่นอำเภอพนัสนิยม จังหวัดชลบุรี ที่ถูกนำมากำหนดสถานที่ต่าง ๆ ของท้องถิ่นให้เป็นเอกภาพ เช่น เมืองพระรถ ถ้ำนาง สิบสอง เป็นต้น ในบริเวณพื้นที่สาธารณะมักจะมีการสร้าง ศาลผี ศาลเจ้า หรือ วัด ให้ผู้คนในท้องถิ่นได้กราบไหว้ ประกอบพิธีกรรมร่วมกัน และดูแลร่วมกัน ส่วนผู้คนในชุมชนต่าง ๆ ของท้องถิ่นก็มักมีประสบการณ์ร่วมกันในทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดสำนึกในความเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกันขึ้น การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์บ้านยี่สาร มิได้จัดแสดงโดยเน้นที่ปริมาณของโบราณวัตถุ หากแต่เป็นการจัดแสดงโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพ เป็นคุณภาพที่สามารถทำให้ผู้มาชมได้เข้าใจ และรู้จักบ้านยี่สารอย่างถ่องแท้ ท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นจะมีขนาดและความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมไม่เท่ากัน อันเนื่องมากจากพัฒนาการของชุมชนในท้องถิ่น บางท้องถิ่นอาจประกอบด้วยชุมชนบ้าน (Village) เพียงไม่กี่ชุมชน ซึ่งก็มักเป็นท้องถิ่นห่างไกลความเจริญของสังคมเมือง แต่บางท้องถิ่นก็มีขนาดใหญ่มีทั้งชุมชนบ้าน (Village) และชุมชนเมือง (Town) อยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้น " ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น " (Local History) จึงมีได้ทั้งในระดับชุมชนบ้านและชุมชนเมือง "ใบเสมา" โบราณวัตถุจากวัดเขายี่สาร วัดกับสังคมไทยเป็นสิ่งที่แทบจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ในหลายๆท้องถิ่น โบราณวัตถุ ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมต่างๆภายในวัด ยังเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นๆได้ด้วย มีสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับท้องถิ่น (Locality) และชุมชน (Community) ที่ข้าพเจ้าใคร่อธิบายเพิ่มเติมไว้ในที่นี้ก็คือ ในกระบวนการศึกษาและพัฒนาชุมชนในสังคมไทยขณะนี้ มีนักวิชาการบางกลุ่มกำหนดพื้นที่สาธารณะที่เป็นป่าเขาว่า เป็นป่าชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า เลยเป็นเหตุให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในประการแรก เป็นการดึงพื้นที่ป่าเขาที่เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างหนึ่งให้กลายเป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งไป มีผลทำให้เกิดการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของระหว่างชุมชนในท้องถิ่นเดียวกัน ประการที่สอง เป็นการละเลยพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง และท้องถิ่นที่ลุ่มไป ซึ่งพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ ล้วนเป็นฐานเศรษฐกิจในระบบยังชีพของผู้คนในท้องถิ่นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ เพราะเป็นที่ซึ่งมีอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีพของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เมื่อไปป้องกันแต่เพียงป่าเขาอย่างเดียว ก็เลยเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกอาศัยอำนาจรัฐจากส่วนกลางเข้ามาบุกรุก ยึดครอง และแย่งทรัพยากรธรรมชาติในระบบยังชีพของคนในท้องถิ่นไปได้ กรณีเช่นนี้มีพบในท้องถิ่นแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทยในขณะนี้ เช่น ในท้องถิ่นลุ่มน้ำสงคราม ระหว่างเขตจังหวัดนครพนมและสกลนคร เป็นต้น ได้มีนายทุนอาศัยการออกเอกสารสิทธิ์โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ครอบครองพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) ที่ชาวบ้านเรียกรวมๆกันว่า บุ่งทาม ในการรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ เห็นว่าพื้นที่บุ่งทามเป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์ (Wasteland) ใช้ทำอะไรไม่ได้ จึงออกเอกสารสิทธิ์ให้นายทุนไปทำประโยชน์ คือ ไปใช้ปลูกป่ายูคาลิปตัสรวมแล้วประมาณ ๔,๐๐๐ ไร่ แต่ในส่วนของชาวบ้านจากชุมชนในท้องถิ่น พื้นที่บุ่งทามแห่งนี้ คือ พื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกันในการหาอาหารและวัสดุตามธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิต เช่น ฤดูแล้งก็เก็บเห็ด หน่อไม้ และสัตว์เล็ก ๆ ในขณะที่เมื่อถึงฤดูน้ำ น้ำท่วมก็เป็นที่จับหอย ปู ปลา และพืชพันธุ์ที่เกิดตามฤดูกาล ยิ่งกว่านั้น พื้นที่นี้ยังเป็นที่ปลาและสัตว์น้ำนานาชนิดมาวางไข่อีกด้วย ที่สำคัญ ในพื้นที่บุ่งทามก็มีที่ดอนเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่อยู่ส่วนหนึ่ง สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ชาวบ้านกำหนดให้เป็นที่หวงห้ามศักดิ์สิทธิ์ มีศาลผีเป็นที่เคารพบูชา ไม่มีใครเข้ามาตัดไม้หรือล่าสัตว์จับหอย ปู ปลา แต่อย่างใด ผี คือผู้ที่ดูแลพื้นที่สาธารณะทั้งที่เป็นป่าและบุ่งทามเหล่านี้ การเข้ามาแสวงหาอาหารและผลประโยชน์จะต้องอยู่ในระดับพอดี ไม่มากเกินที่คนในสังคมท้องถิ่นเห็นว่าเป็นการทำลายและเห็นแก่ตัว ผู้ที่รักษากติกานี้คือ ผี และ ชาวบ้าน เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผีกับคน และระหว่างคนต่อคน ด้วยการประกอบพิธีกรรม ไหว้ผี เซ่นผี ร่วมกันในเวลาที่กำหนดในรอบปี การยึดครองพื้นที่สาธารณะบุ่งทาม อันเป็นฐานยังชีพของชาวบ้านตามชุมชนต่าง ๆ ในท้องถิ่น เป็นผลให้เกิดการขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและนายทุน ชาวบ้านพร้อมใจกันสู้โดยเรียกร้องให้รัฐดำเนินการคืนพื้นที่สาธารณะนี้ให้กับชุมชนท้องถิ่นจนเป็นผลสำเร็จ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นปัญหาอันเนื่องมาจากการมีป่าชุมชนที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นลุ่มน้ำสงครามที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสมาก็คือ ในที่ประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้มีคนใช้คำว่า "ป่า" กับพื้นที่บุ่งทาม โดยเรียกว่า "ป่าบุ่งป่าทาม" ทำให้เกิดการตีราคาค่าเสียหายพื้นที่บุ่งทามเป็นจำนวนต้นไม้ไป ซึ่งไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ยิ่งกว่านั้น นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งก็นำเรื่องความเป็นป่าของบุ่งทามมาตีความกันอย่างมาก ทำให้มองข้ามประเด็นที่สำคัญหลาย ๆอย่างไป นับเป็นการเสียเวลาและเปลืองสมองเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจะมองคำว่า " ท้องถิ่น " ให้ลุ่มลึกซึ้งไปกว่านี้ ก็ใคร่เสนอว่า ท้องถิ่นนั้นหมายถึงสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Ecological Niche หรือ Microenvironment ณ ที่ใดที่หนึ่งที่มีมนุษย์ พืช สัตว์ ดำรงอยู่ร่วมกัน ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวเองกับสภาพแวดล้อมเพื่อมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ดังนั้น การที่จะเข้าใจวิถีชีวิตของมนุษย์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า " วัฒนธรรม " (Culture) นั้น จึงต้องดูจากกระบวนการปรับตัวเองของมนุษย์เข้ากับสภาพแวดล้อมดังกล่าว ศักยภาพและกระบวนการปรับตัวเองกับสภาพแวดล้อมนั้น ทำให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมแตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่นที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันออกไป ผู้ที่จะรู้เรื่องวัฒนธรรม ศักยภาพ และการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของผู้คนในชุมชนแต่ละท้องถิ่นอย่างถูกต้องและลุ่มลึกนั้น คงไม่มีใครดีกว่าคนในท้องถิ่นเอง นับเป็นเรื่องของภายในโดยแท้ แต่ทว่าการศึกษาทางวัฒนธรรมที่แล้วมานั้น มักเป็นเรื่องของคนภายนอกเข้าไปศึกษาให้กับคนภายในท้องถิ่น โดยการสัมภาษณ์ การเข้าไปสังเกต และการบันทึกคำบอกเล่าของคนภายในท้องถิ่นที่นำมาวิเคราะห์ตีความและเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นมา เรื่องเช่นนี้ถ้าหากทำกันจริง ๆ โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ในท้องถิ่นด้วยเวลาที่ยาวพอสมควร จนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมได้ดี และเป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดีแล้ว ก็อาจมีความเข้าใจอย่างลุ่มลึกได้ แต่เท่าที่ทำกันมามักง่ายในที่นี้คือ มักจะมาโอ่กันถึงเรื่องวิธีการศึกษา เช่น เป็นแบบคุณภาพหรือแบบปริมาณ แทนการพูดถึงความลุ่มลึกและความเข้าใจ จากการที่เข้าไปศึกษาลักษณะและสถานภาพทาง สังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นมา จุดอ่อนที่เห็นได้ในเรื่องนี้ก็คือ เรื่องเวลา บางคนเข้าไปในท้องถิ่นเดือนละครั้ง หรือเข้าไปอยู่เพียงเดือนหรือสองเดือนก็นำมาโอ่แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อควบคุมมิติทางเวลาที่นักวิชาการหรือนักวิจัยภายนอกไม่อาจควบคุมได้ก็ต้องหาทางเลือก และทางเลือกที่ดีก็คือ การให้เกียรติคนภายในเข้ามามีส่วนร่วม และต้องเป็นส่วนร่วมที่ เสมอภาค เพราะที่แล้วมานั้น การมีส่วนร่วมของคนภายในเป็นสิ่งไม่เสมอภาค เท่าที่ปฏิบัติกัน คนภายในคือคนนำทางและให้ข้อมูลช่วยเหลือในการติดต่อสอบถามกับชาวบ้าน โดยที่นักวิจัยจากภายนอกอาจจะอ้าง หรือตอบแทนโดยให้ของขวัญเท่านั้น แต่ถ้าจะให้เสมอภาค คนภายในที่ถูกเลือกควรมีฐานะเป็นนักวิจัยด้วย ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าเรียกว่า " นักวิจัยท้องถิ่น " และปรับเปลี่ยนคำว่าวิจัยเสียใหม่ว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน การที่พิจารณาว่าการวิจัยเป็นกระบวนการเรียนรู้นี้ ต้องขอให้เกียรติ ท่านศาสตราจารย์ ดร. เสน่ห์ จามริก ที่แสดงความเห็นไว้ในที่ประชุมหารือกันในการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ณ โรงแรมโซฟิเทล ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นคำนิยามที่แสดงศักยภาพที่เป็นธรรมชาติขิงมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อันเนื่องมาจากการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในสมัยนี้เป็นจำนวนมาก หาได้มาจากบรรดานักวิจัยที่เรียนจบการวิจัยมาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันของรัฐแห่งหนึ่งแห่งใดไม่ ในทำนองตรงข้าม บรรดาชาวสวนชาวไร่ที่ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นต้น สามารถเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพได้อย่างดียิ่ง แต่ที่น่าละอายก็คือ ผลงานของผู้ที่ยกย่องว่าเป็นนักวิจัยดีเด่นหลายคนนั้น แท้จริงก็คือ การเรียบเรียง นั่นเอง ซึ่งเกิดจากการเอาข้อมูลจากคนนั้นคนนี้ จากหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ มาเชื่อมโยงและตีความใส่สีให้ดูมีอะไรแปลกตาไปเท่านั้น หาได้นำมาทำประโยชน์อะไรได้ไม่ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการในการเรียบเรียง อ้างอิง และการเสนอข้อมูลออกมาเป็นเรื่อง เป็นหนังสืออย่างมีระบบนั้น นักวิจัยจากภายในทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจัดการให้มีการร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากภายในและภายนอกในลักษณะที่เสมอภาคแล้ว งานวิจัยก็จะออกมาอย่างลุ่มลึกและสมบูรณ์ด้วย การวิจัย หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างคนในกับคนนอกนี้ มีประโยชน์มหาศาลอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรก คือทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงและลุ่มลึก อันอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน ส่วน อย่างที่สอง คือการพัฒนาคนท้องถิ่นให้รู้จักตัวเอง มีความรู้และความมั่นใจในตัวเอง เท่ากับเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาที่จะรองรับการกระจายอำนาจในการปกครองมายังท้องถิ่นจามระบบประชาธิปไตย และที่สำคัญ ก่อให้เกิดบุคคลที่เป็นผู้รู้ท้องถิ่นที่มีสติปัญญา สามารถเป็นแกนนำของท้องถิ่นในการทำประชาพิจารณ์ ที่กำลังจะเป็นกลไกที่สำคัญอย่างหนึ่งของประชาสังคมในการประเมินการกระทำที่ไม่ชอบมาพากลของรัฐ ดังนั้น ในการดำเนินการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของข้าพเจ้า จึงยึดความต้องการจากภายในมาก่อน และที่จะได้มาซึ่งเนื้อหาในเรื่องที่จะแสดงนั้นนับเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อได้เนื้อหามาแล้วจึงนำมาหารือ กำหนดเป็นหัวข้อที่จะแสดงว่ามีเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องนั้นสื่อด้วยวัตถุทางวัฒนธรรมหรือศิลปวัตถุอะไรบ้าง เนื้อหาในเรื่องประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่น จะต้องมาก่อนบรรดาสิ่งที่เป็นโบราณสถานวัตถุ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ขัดกับประเพณีการจัดพิพิธภัณฑ์แต่เดิม ที่บรรดาศิลปวัตถุมาก่อนเนื้อหา เพราะมุ่งที่จะจัดแสดงแต่ในเรื่องวัตถุเท่านั้นหาให้ความสำคัญแก่เนื้อหาไม่ เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดิมจึงออกมาเป็น ๒ แบบด้วยกัน แบบแรก มีตึกรูปร่างหน้าตาสวยงามใหญ่โต และมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามความคิดคำนึงของสถาปนิก ทำให้บางแห่งใหญ่โตและราคาแพงจนเกินไป ส่วนการจัดแสดงมีระบบในการให้แสง สี ดูแล้วสวยงามประทับใจ บางแห่งที่ร่ำรวยก็มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประกอบด้วย ทำให้ดูเพลิดเพลิน แบบที่สอง คือ ที่มีประสบการณ์น้อย มีเงินทุนน้อย ซึ่งเพียงอาศัยอาคารที่มีมาก่อนแล้ว และนำสิ่งของเข้าไปจัดหมวดหมู่ตั้งแสดง สิ่งที่สำคัญก็คือ มีของเท่าใดก็แสดงให้หมดเลย เน้นในเรื่องจำนวนมากกว่าคุณภาพ ทำให้พิพิธภัณฑ์มีสภาพเป็นห้องเก็บของหรือโกดังเก็บของไป ดูแล้วไม่สวยงามเป็นระเบียบเท่ากับแบบแรก แต่ทว่าทั้งสองแบบก็มีความคล้ายคลึงกัน ในแง่ของการแสดงสิ่งของซ้ำๆกัน และเน้นในเรื่องสิ่งของมากกว่าเนื้อหา การเน้นในเรื่องของมากกว่าเนื้อหานี้ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการป้องกันและการดูแลรักษาขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะบรรดาโบราณวัตถุทั้งหลายนั้นปัจจุบันเป็นของที่มีราคาค่างวด เพียงกระดึงวัว กระดึงควาย ที่ทำด้วยเศษไม้ก็มีราคาค่างวดเป็นร้อนเป็นพันแล้ว ย่อมเป็นสิ่งล่อตาล่อใจแก่พวกคนมาชมที่เป็นหัวขโมย นักเล่นของเก่า และมิจฉาชีพ เป็นสิ่งที่ยากแก่การดูแลเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุนี้พิพิธภัณฑ์แบบนี้จึงต้องมีคณะบุคคลที่จะดูแลเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุนี้พิพิธภัณฑ์แบบนี้จึงต้องมีคณะบุคคลที่จะดูแลและมีมาตรการในการที่จะรักษาป้องกัน เป็นเหตุให้ท้องถิ่นที่ไม่มีกำลังเงินและกำลังคนไม่อาจควบคุมหรือจัดทำได้ จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นเฉพาะเรื่องของนั้น ทำให้ความสนใจของคนทั้งจากภายนอกและภายในดำรงอยู่ได้ชั่งครั้งคราว คือ ตื่นเต้นอยู่พักหนึ่งก็ซาไป เหตุนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์แบบนี้ในที่สุดก็ดำรงอยู่ไม่ได้นาน "เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ" โบราณวัตถุที่ได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน แม้จะเป็นเครื่องปั้นดินเผาธรรมดา ไม่สวยงามเหมือนที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อื่นๆ แต่มีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องใช้ที่ทุกบ้านภายในชุมชนต้องมี รูปแบบของเครื่องปั้นดินเผา ยังสื่อให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับต่างชุมชนได้ด้วย ในทำนองตรงข้าม พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เน้นการแสดงโดยใช้เนื้อหาทางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดนั้นกลับมีลักษณะยั่งยืน เพราะเนื้อหาคือสิ่งที่ปลูกสำนึกคนให้ตื่น ให้ภาคภูมิในตัวเองและท้องถิ่นตลอดเวลา ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นของส่วนรวมของคนในชุมชนทุกรุ่นทุกสมัย กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น ในสถานการณ์และสภาพการณ์ทางสังคม ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทั้งบุคคลภายในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นใดข้างหนึ่งไม่อาจทำได้ตามลำพัง หากต้องร่วมมือกันในลักษณะเสมอภาค เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน อีกทั้งมีความจริงใจต่อกันด้วย การริเริ่มมาจากความต้องการภายในชุมชนใดชุมชนหนึ่งของท้องถิ่นก่อน ในท้องถิ่นมีหลายชุมชน แต่ไม่ทุกชุมชนที่มีความคิดริเริ่มและมีศักยภาพในการจัดพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมีพิพิธภัณฑ์ขึ้นแล้ว พิพิธภัณฑ์นั้นจะเป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น เพราะการดูแลรักษาตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเป็นเรื่องของชุมชนหนึ่ง ในทำนองตรงข้าม เนื้อหาที่จะแสดงจะไม่เป็นเรื่องของชุมชนที่เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เท่านั้น หากคลุมไปทั้งหมดของท้องถิ่น ซึ่งถ้าท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่แล้วก็จะเป็นเรื่องราวทางสังคมวัฒนธรรมของบ้านและของเมืองในท้องถิ่นนั้น ๆ ทีเดียว เหตุที่ต้องเป็นเรื่องของท้องถิ่นทั้งหมดที่มีชุมชนหลาย ๆ ชุมชนอยู่รวมกันเนื่องจากว่า ถ้าไปเน้นเฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่งแล้ว เนื้อหาที่จะแลเห็นเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นองค์รวมไม่เพียงพอ ยิ่งกว่านั้นจะเป็นการเสนอภาพชุมชนในลักษณะที่โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง ไม่สัมพันธ์และพึ่งพิงกับใคร เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ในสังคมชาวนา (Peasant Society) ในดินแดนประเทศไทยที่มีพัฒนาการมากกว่าพันปี และกำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่จะเป็นสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรมในขณะนี้ เพราะฉะนั้น เพื่อเข้าใจในเนื้อหาของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ในการดำเนินการเก็บข้อมูลจึงต้องอาศัยการออกไปสำรวจศึกษาตามชุมชนต่างๆของท้องถิ่น นอกเหนือไปจากชุมชนที่จะเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น โดยทั่วไปและตามความเป็นจริง ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการ ตลอดจนเทคนิคในการจัดพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ใช่คนจากภายใน หากเป็นคนภายนอกที่เป็นนักวิชาการ การวางแผน การกำหนดวิธีการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล จึงเป็นเรื่องของคนจากภายนอก โดยมีขั้นตอนในการศึกษาดังต่อไปนี้ • เริ่มด้วยการประชุมกลุ่มทำงาน ที่ประกอบด้วยบุคคลจากภายในและภายนอก เพื่อให้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละฝ่าย เพื่อให้เข้าใจแนวคิด วิธีการ รวมทั้งภาพรวมของท้องถิ่นร่วมกัน โดยเฉพาะการเข้าใจภาพรวมของท้องถิ่น จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่สร้างความสะดวกด้วย เช่น การจัดหาภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่มาเป็นสื่อให้เข้าใจตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ลักษณะพืชและสัตว์ รวมทั้งการตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของชุมชนมนุษย์ในท้องถิ่น การดำรงอยู่ และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคม เมื่อเห็นภาพรวมร่วมกันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็กำหนดกรอบและเนื้อหาที่จะต้องศึกษาและรวบรวมเข้ามาทำการวิเคราะห์กำหนดเป็นหัวข้อในการจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย พื้นที่ (Space) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ท้องถิ่น ว่ามีพัฒนาการทางวัฒนธรรมเป็นมาอย่างไร กลุ่มคนในท้องถิ่น ว่ามาจากไหน และมีวิถีที่จัดเป็นอย่างใด การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างไร • เป็นการเก็บข้อมูล ทั้งด้านเอกสารและการสำรวจค้นคว้าหลักฐานทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น โดยพยายามให้ทราบว่าท้องถิ่นนี้มีกล่าวถึงในเอกสารทั้งโบราณและปัจจุบันอย่างไรบ้าง แล้วมีการสำรวจหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมาวิเคราะห์ให้เห็นว่า ในท้องถิ่นนี้มีร่องรอยให้เห็นการมีคนเข้ามาอยู่อาศัยแต่โบราณ ก่อนที่จะเกิดชุมชนในปัจจุบันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก เพราะเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานทางความคิดที่มีความแน่นอนกว่าหลักฐานเอกสาร การศึกษาในข้อนี้อาจใช้วิธีการทางโบราณคดีได้และนำหลักฐานมาวิเคราะห์ ตีความ เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ผลของการศึกษาในชั้นนี้ นอกจากจะรู้ว่าเคยมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาแต่เมื่อใดแล้ว ยังทำให้ทราบได้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณของท้องถิ่น มีการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อม ธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างไรบ้าง และเห็นได้จากอะไรบ้าง • การออกแบบและการผลิต คือ สิ่งที่จะวัดศักยภาพและพลังของชุมชน ว่ามีความพร้อมเพรียงและมั่นคงแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนที่ชุมชนจะต้องรับผิดชอบ ต่างกับสองขั้นตอนแรกที่เกี่ยวกับการทำทะเบียนและการวิจัยศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมร่วมกับการกำหนดหัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางมูลนิธิหรือองค์กรต่าง ๆ จากภายนอกช่วยเหลือได้ในรูปของการช่วยเหลือทางวิชาการ แต่ในขั้นตอนหลัง ถ้าหากชุมชนไม่พร้อมเพรียง ไม่มีสำนึกร่วมก็ทำไม่ได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังในความพร้อมเพรียงก็คือ ทั้งคนรวยและคนจนต้องร่วมมือกันตามกำลังของทุนทรัพย์หรือแรงงาน และถ้าหากเกิดขึ้นจากการระดมทุนจากภายในด้วยแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการปลูกสำนึกของชุมชน แต่เท่าที่ดูแล้วในหลาย ๆ แห่งนั้น บรรดาคนรวยยังคงสงวนท่าทีอยู่ เช่น บอกว่าไม่มีแต่มักสนับสนุนด้วยลมปาก ผิดกับคนที่พอมีหรือคนจนที่พร้อมจะให้แรงงานและความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ พวกนี้มักรวมกันหาทางออกด้วยการจัดงานรื่นเริงหรือพิธีกรรมของชุมชน เช่น ทอดกฐิน ผ้าป่า งานสงกรานต์ เป็นต้น แต่ผู้ที่เป็นหัวหอกที่ดีในการหาทุนเห็นจะได้แก่ วัดและพระสงฆ์ ที่มีชื่อเสียงและเจ้าอาวาส เพราะมักจะมีทางที่ได้ทุนจากภายนอกเข้ามา โดยเฉพาะเจ้าอาวาสนั้น ดูเหมือนมีบทบาทมากทีเดียว ดังเห็นได้จากกรณีวัดม่วงและวัดจันเสน เป็นต้น Model จำลองภาพชีวิตของชุมชนคนเผาถ่านที่บ้านยี่สาร ตัวอย่างการจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นบ้านยี่สาร ที่นอกจากจะมีอาชีพในการทำประมง การค้าขายแล้ว อาชีพการเผาถ่านก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญ เลยทำให้คิดต่อไปว่า ความมั่นคงของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น ถ้าหากตั้งอยู่ที่วัด วัดดูแลและมีชาวบ้านมาช่วยในด้านแรงงาน ทำความสะอาด รวมทั้งทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้แล้ว ดูจะมั่นคงกว่าพิพิธภัณฑ์ที่อยู่นอกวัดและชาวบ้านดูแลกันเอง ยิ่งไปกว่านั้น ในตัววัดเองก็มีฐานะเป็นพิพิธภัณฑ์ตามธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอาคารสถานที่และวัตถุล้วนเป็นของส่วนกลางของชุมชนที่ชุมชนสร้างขึ้นหรือสะสมไว้ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมที่แสดงฐานะและความมีหน้ามีตาขอวงชุมชน ที่แล้วมาทางราชการไม่ว่าทางกรมการศาสนาหรือกรมศิลปากร มักจะกำหนดให้มีการอนุรักษ์สิ่งที่เป็นโบราณสถานวัตถุที่อยู่ในวัดเสมอ โดยเฉพาะทางกรมศิลปากรนั้น ถึงกับขึ้นทะเบียนไว้แทบทุกภาคของประเทศจนไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ทำให้ของเหล่านี้ผุพังและเสื่อมสลายไปมาก พร้อมกันก็ทำให้ทางวัดและชุมชนไม่กล้าเข้าไปแตะต้องเพราะเป็นของหลวง "ตุ่มน้ำเคลือบสีน้ำตาลขนาดใหญ่" ที่ชาวบ้านเรียกว่า ตุ่มสุโขทัย สื่อสัญลักษณ์ที่สะท้อนภาพความแร้นแค้นกันดารน้ำของชุมชน รวมถึงพลังสร้างสรรค์ของบรรพชนในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านยี่สารก็ยังคงใช้ตุ่มเหล่านี้ในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในครัวเรือน แต่ถ้าทางหน่วยงานราชการเปลี่ยนท่าทีเมื่อใด โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้เกิดขึ้นที่วัด และรวมเอาบรรดาโบราณวัตถุสถานที่ขึ้นทะเบียนไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แล้วให้วัดและชุมชนดูแลโดยที่ทางราชการเป็นพี่เลี้ยงให้ ทั้งในด้านวิธีการเทคนิคในการจัดแสดง รวมทั้งสนับสนุนให้ทุนในการจัดพิพิธภัณฑ์พอสมควรแล้ว การเกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างมั่นคงนั้นจะมีขึ้นอย่างมากมายในเวลาไม่นานทั่วทั้งประเทศทีเดียว เพราะเหตุว่า ปัจจุบันความอยากมีพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งสำนึกร่วมของชุมชมที่อยากเป็นตัวเองนั้น มีมากมายจนเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในทางสังคมและวัฒนธรรมก็ว่าได้ ในกระแสของวิวัฒนาการทางสังคมที่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของประชาสังคม (Civil Society) ที่สังคมมีบทบาทในการจัดการตนเองมากกว่าที่จะพึ่งพิงรัฐเหมือนอย่างแต่ก่อนนั้น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ คลังทางภูมิปัญญาของสังคมที่ผู้คนในท้องถิ่นจะต้องรับรู้และเรียนรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำรงชีพ และปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างมีดุลยภาพ ทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมที่จะต้องมีขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นสถาบันย่อยที่สัมพันธ์กับวัดอย่างแยกกันได้ยากทีเดียว แต่ก่อนสมัยเมื่อท้องถิ่นแต่ละแห่งต่างก็อยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวเป็นสังคมแบบเรียบง่าย (Simple Society) นั้น วัด คือ สถาบันที่เป็นองค์รวมของความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนต้องมาศึกษาเล่าเรียนกันในวัด แต่ทว่าความรู้ทางโลกที่ทางวัดสอนให้นั้นเป็นลักษณะเน้นความรู้ภายในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการมองแต่ภายใน (Inward Looking) เป็นสำคัญ พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ มีการปฏิรูปบ้านเมืองไปเป็นแบบตะวันตก จึงมีกระบวนการที่แยกทางโลกออกจากทางธรรม (Secularization) ทำให้เกิดมีโรงเรียนที่แยกออกจากการดูแลของพระสงฆ์ขึ้น แม้ว่าที่ตั้งของโรงเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตวัดก็ตาม เลยทำให้บทบาทของวัดทางสังคมน้อยลงไป และการศึกษาในโรงเรียนก็กลายเป็นการมองแต่ข้างนอก (Outward Looking) มากกว่าข้างในอย่างสุดโต่ง ที่ว่าอย่างสุดโต่งก็คือ การรับรู้และการมองแต่สิ่งห่างไกลจนไม่เห็นของจริง ทำให้คิดอะไรไม่เป็น นอกจากเชื่อโดยวิธีท่องจำอะไรทำนองนั้น ผลการศึกษาแบบนี้ทำให้สังคมไทยมีนิสัยเลียนแบบและอ้างอิงแต่สิ่งที่ห่างไกลตัวเองทั้งสิ้น เลยเป็นผลให้ลืมภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นศักยภาพที่อยู่ภายใน จนบางกลุ่มบางเหล่าถึงขนาดดูถูกตนเองก็มี เกิดการดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ผู้อาวุโสว่าล้าหลัง แต่ทว่าการที่จะเอาโรงเรียนไปอยู่กับวัดและกับพระดังเดิม ก็จะเป็นการถอยหลังกลับเข้าคลองโดนแท้ เพราะบ้านเมืองและสังคมได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมัยโลกาภิวัตน์แล้ว สังคมในท้องถิ่นแทบทุกแห่งคือสังคมซับซ้อน (Complex Society) จำเป็นต้องมีสถาบันใหม่ที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก็ คือ สถาบันการศึกษานอกระบบที่เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นสิ่งที่นำไปเชื่อมโยงกับวัดและพระสงฆ์ในสถาบันเดิมได้ การจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ที่มาร่วมจากภายนอก เช่น ข้าพเจ้าและคณะกับผู้ที่อยู่ภายใน คือ ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพราะการจัดพิพิธภัณฑ์ตามแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องของการเอาสิ่งที่เป็นโบราณวัตถุมาตั้งแสดง หรือเพียรพยายามหาสิ่งของที่เก่าแก่มีราคาค่างวดมาแสดงอย่างที่พิพิธภัณฑสถานที่แสดงศิลปวัตถุทำกัน หากเป็นเรื่องที่จะต้องเอาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นมาจัดแสดง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาร่วมกัน พึ่งพิงซึ่งกันและกันระหว่างคนนอกกับคนใน การจัดนิทรรศการนอกสถานที่เกี่ยวกับบ้านยี่สาร กระบวนการต่างๆ ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์จะไม่บังเกิดผล หากไม่มีการเผยแพร่ความรู้ต่างๆที่ได้มาให้แก่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับเยาวชนในท้องถิ่นได้รับรู้ คนนอก คือ ผู้ที่มีความรู้ มีวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล และตีความให้เป็นองค์ความรู้ ในขณะที่คนใน คือ เจ้าของข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราว ทั้งในอดีตและปัจจุบันของวัฒนธรรมและสังคมท้องถิ่นได้ดีกว่าพวกตน เมื่อให้ข้อมูลกับคนนอกมาจัดเป็นเรื่องราวแล้ว ก็ยังต้องทำหน้าที่ในการประเมินว่าถูกต้องหรือสอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมท้องถิ่นหรือเปล่า ก่อนที่จะรับรองร่วมกันว่าสิ่งที่จัดทำขึ้นนั้น คือ องค์ความรู้ จากนั้นก็จะได้เอาเรื่องราวและความรู้เหล่านั้น มากำหนดเป็นหัวข้อในการแสดงเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจึงเป็นความร่วมมือในการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างคนในและคนนอกนั่นเอง
- ป่าซาง ถิ่นผ้าฝ้ายทอมือ หรือชื่อสาวงาม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2550 หากย้อนกลับไปเมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน เสียงเพลงครวญหาสาวงาม “ป่าซาง” และธรรมชาติแห่งมนต์เมืองเหนือช่างเป็นดินแดนแสนงามแห่งความใฝ่ฝันของนักเดินทาง เมื่อมาเยือนก็ยากที่จะลืมเลือน คนผ่านป่าซางต้องแวะซื้อผ้าฝ้ายพื้นเมืองและชื่นชมสาวงามป่าซางไปพร้อม ๆ กัน ป่าซาง ถือเป็นถิ่นที่มีการทำผ้าฝ้ายทอมือที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ซึ่งผ้าฝ้ายทอมือดังกล่าวเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของป่าซาง เนื่องจากกลุ่มที่ทำการทอผ้าฝ้ายทอมือนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวยอง โดยแต่เดิมพวกเขาทำการทอเพื่อใช้กันเองอยู่ที่บ้านหรือไม่ก็นำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่ตนเองต้องการ ไม่ได้ทอเพื่อทำการซื้อขายแต่อย่างใด การทอผ้าของชาวยองป่าซางในอดีต จะเป็นการทอผ้าฝ้ายไม่ใช่ผ้าไหมเหมือนในตัวเมืองลำพูนหรือป่าซางในปัจจุบัน ในอดีตเป็นการทอที่เรียบง่ายไม่มีลวดลายที่สลับซับซ้อนหรือมีความวิจิตรแต่อย่างใด เพราะทำเพียงเพื่อใช้สอยเท่านั้น กระทั่งพระชายาเจ้าดารารัศมีได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้าไหมยกดอกที่พระองค์ได้เรียนรู้มาจากภาคกลาง ให้แก่เจ้าหญิงส่วนบุญ พระชายาเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ และเจ้าหญิงลำเจียก ธิดาในเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ให้เป็นผู้เริ่มทำภายในคุ้มก่อน ต่อมาการทอผ้าไหมยกดอกจึงเริ่มแพร่หลายไปสู่สาธารณชนทั่วไป ทางป่าซางจึงหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทอผ้าให้มีความวิจิตรมากขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นคือเริ่มมีการทอผ้าฝ้ายเป็นลายยกดอกนั่นเอง โรงงานผ้าฝ้ายทอมือในป่าซาง เมื่อครั้งอดีตที่ปากบ่องยังเป็นอำเภอก่อนที่จะเป็นอำเภอป่าซาง เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่านไป ความเจริญที่มีเข้ามาในป่าซางมีมากขึ้น กลุ่มชาวยองแถบป่าซาง ได้อาศัยประสบการณ์จากการที่เคยมีโอกาสติดต่อค้าขายในเส้นทางทั้งการค้าทางน้ำกับกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่มาจากกรุงเทพฯ ปากน้ำโพ เมืองระแหง และเส้นทางการค้าทางบกกับกลุ่มพ่อค้าไทยใหญ่ พ่อค้าจีนฮ่อที่มาจากเมืองทางตอนบน สามารถสะสมทุนจนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการการค้าอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะการผลิตและการค้าผ้า เช่น ตระกูลนันทขว้าง ตระกูลอุนจะนำ และตระกูลอังกะสิทธิ์ ตระกูลต่าง ๆ เหล่านี้จึงได้เข้ามารับซื้อผ้าที่ชาวบ้านทอถึงในหมู่บ้านแทบทุกที่ในป่าซาง ไม่ว่าจะเป็นหนองเงือก บ้านดอน บ้านกองงาม ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะนำไปขายริมถนนพหลโยธินในเขตเมืองป่าซาง ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ เชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ ตัดผ่านเถิน ลี้ บ้านโฮ่ง ป่าซาง และลำพูน การสร้างถนนสายดังกล่าวนี้เป็นไปตามแผนบูรณะประเทศในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จากการที่มีถนนพหลโยธิน สาย ๑๐๖ ดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจป่าซางเติบโตสูงสุด ทั้งการเปลี่ยนอำเภอจากที่ปากบ่อง มาเป็นตลาดป่าซาง รวมไปถึงการเกิดเป็นศูนย์กลางการค้าทางบก และกลายเป็นจุดแวะพักการเดินทางระหว่างเชียงใหม่ถึงกรุงเทพฯ ซึ่งการเป็นศูนย์กลางดังกล่าวได้มีการขายสินค้าของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าพื้นเมือง โดยเฉพาะผ้าฝ้ายทอมือซึ่งมีเป็นจำนวนมาก การทอผ้าฝ้าย หนึ่งในวิถีชีวิตของชาวป่าซาง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่ป่าซางเมื่อครั้งที่เจริญเติบโตสูงสุด ช่วงประมาณปี ๒๔๙๕-๒๕๒๐ นั้น ได้มีการค้าขายในรูปแบบห้างร้านขึ้นตามถนนในเขตตัวเมืองป่าซาง บนถนนป่าซางทั้งสองฟากฝั่งถนนจะละลานไปด้วยร้านค้าขายผ้าทอมือของชาวยอง หรือไทยใหญ่ เต็มไปด้วยรถทัวร์ที่มาจอดซื้อสินค้าและของฝากอีกเป็นจำนวนมาก ร้านค้าต่าง ๆ ในแต่ละร้าน ได้ทำการโฆษณาลูกค้าโดยการเปิดร้านโชว์การทอผ้าให้เห็นถึงกรรมวิธีการทอมือ ผู้ที่ทำการทอผ้าที่ร้านต่าง ๆ ก็คือชาวบ้านที่อยู่อาศัยตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในป่าซาง ซึ่งในอดีตครั้งที่ป่าซางรุ่งเรือง ชาวบ้านที่รับจ้างทอผ้าจะไม่มีการประจำร้านใดร้านหนึ่ง ชาวบ้านที่เป็นคนทอจะสามารถเปลี่ยนร้านทอไปแต่ละวันก็ย่อมได้ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเวลาและราคา นางสาวสุธีรา ศรีสมบูรณ์ สาวป่าซางที่ได้รับเลือกเป็นนางสาวไทยเมื่อปี ๒๔๙๗ เป็นหนึ่งในสาวงามป่าซาง ที่สร้างชื่อเสียงในกับป่าซาง และได้รับคำนิยามตามมาว่า “สาวงามป่าซาง” บ้านดอนหลวง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง ศูนย์กลางหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือแห่งใหม่ของป่าซาง ที่มาแทนที่ตลาดสินค้าพื้นเมืองป่าซางในอดีต ส่วนวัตถุดิบ เช่น ฝ้าย นอกจากชาวบ้านจะทำการปลูกเองในพื้นที่บ้านของตน เมื่อการทอผ้ามีความสำคัญมากกว่าแค่การสวมใส่ หรือใช้ในชีวิตประจำวันเช่นอดีต ผู้ผลิตและผู้ประกอบการได้มีการสั่งซื้อฝ้ายมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่และลำปางอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อที่จะรองรับกับจำนวนสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องการในสมัยดังกล่าว กี่ทอผ้าที่ใช้ทอจะเป็นกี่พื้นเมืองแบบกี่พุ่งกระสวย แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นกี่กระตุกบ้างเพื่อความรวดเร็ว และเพื่อให้ได้ในปริมาณที่มาก แต่การทอที่อยากจะได้ความประณีตจะต้องเป็นกี่พุ่งกระสวยเป็นสำคัญ การที่ป่าซางในอดีตเป็นแหล่งพักของนักเดินทาง ประกอบกับการมีร้านค้าของฝาก ของที่ระลึกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผ้าฝ้ายทอมือ และมีการประกวดสาวงามลำพูนขึ้น จึงนำเอาสาวงามที่ได้รับรางวัลจากเวทีดังกล่าวมาเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้กับร้านค้าที่มีมากในป่าซางขณะนั้น ไม่เพียงแต่ร้านค้าผ้าฝ้ายทอมือเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร ที่มีในตัวป่าซางด้วย เมื่อใครก็ตามที่เข้าไปแวะพักหรือเที่ยวชมตลาดป่าซาง ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องตลาดผ้าฝ้ายทอมือแล้ว ก็ย่อมที่จะได้ยิน ได้เห็นบรรดาสาวงามป่าซางที่เป็นประชาสัมพันธ์ในแต่ละร้าน ความงามของสาวป่าซางโด่งดังและเป็นที่ยอมรับก็เริ่มตั้งแต่เมื่อปี ๒๔๗๘ ที่ร้านทอผ้าชื่อดัง “นันทขว้าง” ทำการส่งสาวงามเข้าประกวดสาวงามลำพูน อีกทั้งเมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๗ นางสาวสุธีรา ศรีสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคนป่าซางได้รับเลือกเป็นนางสาวไทย จึงทำให้ความงามของสาวป่าซางเป็นที่โจษขานและมีชื่อเสียง ไม่เพียงเท่านี้จากการที่คุณสุรพล สมบัติเจริญ ได้เข้ามาเที่ยวชมป่าซาง และได้ประพันธ์เพลงถึงเสน่ห์ป่าซาง โดยเฉพาะสาวงาม ที่ว่า “โอ โอ๊โอ ป่าซาง ดินแดนความหลังนี้ช่างมีมนต์ ใครได้ไปเยือนยากที่เลือนลืมได้สักคนคล้ายว่าป่านี้มีมนต์ดลหัวใจให้พี่ใฝ่ฝัน เพียงได้เห็นสาวเจ้าเพียงครั้งเดียว หัวใจโน้มเหนี่ยวรักเดียวแต่เจ้าเท่านั้น ยามเอ่ยอ้างน้ำคำเจ้าช่างฉ่ำหวาน นางเคยพร่ำสาบานว่าจะฮักกันบ่จืดจาง ลืมไม่ลง ลืมไม่ลง ลืมไม่ลงป่าซาง แม้นว่าดวงวิญญาณจะออกจากร่าง ถึงกายจะถูกดินฝัง ก็ลืมป่าซางไม่ลง...” และแล้วหลังปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา การพัฒนาทางหลวงสาย ๑๑ จากลำปางไปเชียงใหม่ หรือที่เรียกกันว่า ซุปเปอร์ไฮเวย์ ได้เสร็จสิ้นลง จึงทำให้การคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เปลี่ยนไปใช้ถนนสาย ๑๑ ดังกล่าวแทน โดยทั้งนี้หมายความว่ารถบัสรถทัวร์ต่าง ๆ ที่เคยวิ่งผ่านและแวะที่ป่าซาง จะไม่ได้ผ่านตัวเมืองป่าซางหรือทางหลวงสาย ๑๐๖ อีกแล้ว จึงส่งผลให้ภาวะทางเศรษฐกิจของพื้นที่ป่าซางเริ่มซบเซา มีการขยายตัวในด้านต่าง ๆ รวมถึงการทอผ้าที่ลดลง เมื่อเส้นทางเดินรถเปลี่ยนไป จึงเป็นเหตุและปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทอผ้าในตัวป่าซางซบเซาลงด้วย และจากการที่ร้านผ้าซบเซาและลดจำนวนลง ต่างก็ส่งผลต่อบรรดาสาวงามที่อยู่ตามร้านค้าต่าง ๆ ด้วย ที่ต้องออกจากพื้นที่ป่าซางเพื่อไปหาอาชีพใหม่เลี้ยงปากท้องของตนด้วยเช่นกัน จากการที่ป่าซาง เป็นแหล่งทอผ้าฝ้ายชื่อดัง ความที่เป็นแหล่งทอผ้าดังกล่าว อาจจะลดปริมาณลงแต่กลับไม่ได้สูญหายตามกาลเวลาและความเงียบเหงาของตัวป่าซาง เพียงแต่ถูกเปลี่ยนสถานที่จากอดีตที่มีการค้าขายผ้าฝ้ายทอมือ บริเวณถนนป่าซาง ในปัจจุบันมีการก่อตั้งกลุ่มทอผ้าฝ้ายขึ้นในชุมชนบ้านดอนหลวง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซางแทน ลักษณะการผลิตก็เปลี่ยนไป เดิมทีจะมีการทอเป็นผืนขายในร้าน แต่ปัจจุบันนอกจะมีการทอขายเป็นผืนขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการประดิษฐ์ให้เป็นของใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกด้วย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ผ้าคลุม หมวก ฯลฯ และในส่วนของสาวงามป่าซางนั้น ดูเหมือนปัจจุบันสิ่งดังกล่าวยังไม่เลือนไปจากใจของนักท่องเที่ยวและชาวป่าซางเมื่อหลายสิบปีก่อนนัก แต่ทว่าป่าซางในปัจจุบันมิใช่มีเพียงแต่สาวงามแต่กลับมีทั้งคนหนุ่ม คนสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่พยายามผลักดันให้ป่าซางกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกครั้ง เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร : วันที่มาถึงครึ่งทาง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2543 หลังจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงอาคารและจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่บ้านยี่สารก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การเตรียมเนื้อหาในการจัดแสดงเป็นหน้าที่ของมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลนานกว่าสามปี ทั้งนี้เนื้อหาในการจัดแสดงได้มาจากความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและนักวิชาการจากภายนอก รวบรวม สังเคราะห์ และสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นยี่สาร ที่แสดงถึงสภาพแวดล้อมของชุมชนยี่สารในอดีต ปัจจุบัน และการกำหนดอนาคตของตนเองในทิศทางต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือการประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ความมีตัวตนของคนยี่สารในสังคมภายนอกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรวมตัวอย่างมีประสิทธิภาพของชุมชน นำไปสู่กระบวนการสร้างชุมชนเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามนี่คือก้าวแรกในการดำเนินการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องมีก้าวต่อไป นั่นคือเป็นภาระหน้าที่ของชุมชนยี่สารที่จะต้องรวมกลุ่มจัดการดูแลและสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ให้มีความต่อเนื่อง เช่น การจัดให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชน การจัดการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่น การรวมกลุ่มสร้างงานเพื่อผลิตสินค้าอันเป็นผลต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ต้องใช้ความพยายามและการร่วมมือร่วมใจกันอย่างมาก บทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมาคือสิ่งมีค่าของผู้นำชุมชนยี่สาร ซึ่งกำลังรอการพิสูจน์ว่า การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นด้วยกำลังของชุมชนอย่างแท้จริงในอนาคตอันใกล้นี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่งชุมชนยี่สารคาดว่าจะสามารถเปิดให้ชมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สารเกิดขึ้นจากความต้องการร่วมกันของคนในชุมชน จึงรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ ที่ถูกทิ้งขว้างและบางส่วนได้รับการบริจาคจากชาวบ้านมาเก็บรวบรวมไว้ใต้ถุนศาลาการเปรียญที่ได้รับการซ่อมแซมต่อเติมแล้ว พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันเพิ่มเติมจากชั้นล่างโดยใช้ชั้นบนของอาคารปรับปรุงให้โถงด้านหน้าเป็นที่สำหรับประชุม มีมุมหนังสือ ของเล่น กิจกรรมสำหรับเด็ก และในช่วงเข้าพรรษายังใช้เป็นที่อยู่วัดของคนเฒ่าคนแก่ตามเดิม ส่วนห้องโถงด้านในจัดแสดงเนื้อหาต่าง ๆ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สารจึงมีการจัดการออกแบบตามพื้นที่จำกัดและยังคงหน้าที่การใช้งานหลายประเภทไว้ด้วยกัน การจัดแสดงภายในจึงเรียบง่าย ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ชาวบ้านทำขึ้นเองเป็นหลัก เน้นการนำเสนอเนื้อหา โบราณวัตถุ ภาพ สิ่งของ แบบจำลองประกอบบ้างบางส่วน โครงสร้างและบางส่วนของเนื้อหาจากการจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ๑.สภาพภูมิศาสตร์ เขายี่สารอยู่ห่างชายฝั่งอ่าวไทยราว ๕ กิโลเมตร พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยป่าชายเลนที่กลายเป็นสวนป่าโกงกางและนากุ้ง มีลำคลองสายต่าง ๆ ทั้งคลองขุดและคลองธรรมชาติเชื่อมเส้นทางสู่ชุมชนภายนอก สู่พื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเป็นที่ทำกิน และสู่ลำน้ำที่ใช้จับสัตว์น้ำ คลองสายต่าง ๆ คือหัวใจหลักในการคมนาคมยุคแรกเริ่ม จนถนนมีบทบาทแทนในปัจจุบัน ๒.ยี่สารในอดีต แบ่งออกเป็นกำเนิด ยี่สาร … พ่อปู่ศรีราชาคือวีรบุรุษท้องถิ่น เพราะมีเรื่องเล่าทำนองนี้หลายแห่งในละแวกเพชรบุรี สะท้อนให้เห็นกลุ่มคนจีนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณชุมชนชายฝั่งทะเล สัมพันธ์กับการเดินทางด้วยเรือสำเภา นับเป็นตำนานที่มีอิทธิพลต่อชาวยี่สารทั้งในเรื่องตัวตน ความเป็นมา และระบบความเชื่อ ยี่สารในฐานะชุมชนการค้า..ในภูมิสถานกรุงศรีอยุธยา สินค้าของชาวยี่สารที่นำไปขายท้ายวัดพนัญเชิง คือ กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม ปลากะพง ปลากุเรา ปลาทู ปลากระเบนย่าง ซึ่งเป็นสินค้าแปรรูปและของแห้งเพราะยี่สารไม่ใช้ประมงชายฝั่ง แต่รับซื้อสินค้าจากทะเลมาผลิตอีกต่อหนึ่ง รวมทั้งผลิตปูนหอยหรือปูนขาวที่ทำจากเปลือกหอยแครง เป็นสินค้าอีกอย่างหนึ่งด้วย ๓.การขุดค้นทางโบราณคดี จากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยให้การอยู่อาศัยเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ไม่สามารถผลิตอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ได้ด้วยตนเอง ไม่มีน้ำจืดใช้ แต่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้ภาชนะขนาดใหญ่จำนวนมากในการเก็บรักษาน้ำจืด ใช้การแลกเปลี่ยนวัตถุดิบเพื่อนำมาแปรรูปแล้วขายออกไปอีกต่อหนึ่ง จนสามารถตั้งหลักแหล่งอย่างถาวรต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า ๗๐๐-๘๐๐ ปี ๔.ความเชื่อและพิธีกรรมพ่อปู่ศรีราชา ความเชื่อเกี่ยวกับ "พ่อปู่ศรีราชา" หรือที่ชาวบ้านยี่สารเรียกว่า "คุณปู่ " เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน มีผลต่อการยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนได้มาก พอ ๆ กับความเชื่อมั่นทางพุทธศาสนา ๕.วัดเขายี่สารและศิลปกรรมในพุทธศาสนา..ศิลปะสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่ปรากฏในวัดเขายี่สาร แสดงถึงความร่ำรวยและการอุทิศทุนทรัพย์ของชาวยี่สารที่มีความศรัทธาและผูกพันต่อพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในช่วงอยุธยาตอนปลายจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติ..ภาพจิตรกรรมบนแผ่นไม้เรื่องพุทธประวัติ เขียนขึ้นราวปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องกับรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในภาพลงศักราชไว้ว่า "สก ๑๒๔" หรือ พ.ศ.๒๔๕๔ เขียนลงบนแผ่นไม้ประดับบนคอสองของศาลาพระปาลิไลยก์หลังเก่า ที่อยู่ใกล้กับศาลาท่าน้ำหน้าวัดในภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานที่สอดแทรกสภาพสังคม การแต่งกาย และวิถีชีวิตร่วมสมัย ๖.โพล่ ความสำคัญของตุ่มขนาดใหญ่ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "โพล่" ในเขตบ้านยี่สารและตามบริเวณที่อยู่ในละแวกแม่น้ำลำคลองใกล้กับทะเล เป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างมากต่อการควบคุมน้ำจืดเพื่อการตั้งถิ่นฐานและยู่อาศัยในพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นน้ำกร่อยและไม่มีน้ำจืดใช้ในการอุปโภคบริโภค สะท้อนให้เห็นว่าการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ดังกล่าว สังคมต้องมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงในระดับหนึ่ง ๗.ภูมิปัญญาบ้านยี่สาร แบ่งออกเป็นภาชนะในชีวิตคนยี่สาร..จุดเด่นของชุมชนยี่สารคือมีภาชนะหลากหลายทั้งประเภทและขนาด จากแหล่งผลิตหลายแห่ง นับว่าเป็นชุมชนที่มีการใช้ภาชนะประเภทเครื่องปั้นดินเผามากที่สุดแห่งหนึ่ง เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน..แบ่งออกเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือช่าง เครื่องดักจับสัตว์น้ำ เครื่องผลิตยาสมุนไพร เป็นต้น ..การล่มน้ำ..น้ำที่ใช้ส่วนหนึ่งต้องจ้างเรือไปล่มน้ำมาจากแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณแพรกวัดปากคลองบางครก ซึ่งเชื่อว่าเป็นน้ำที่ใช้ได้และไม่กร่อย "ล่มน้ำ" หมายถึงเอียงเรือให้น้ำเข้าจนเต็มซึ่งเป็นวิธีบรรทุกน้ำในอดีต อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









