พบผลการค้นหา 220 รายการ
- เศรษฐกิจพอเพียงกับโครงสร้างสังคม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2550 องค์กรชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ทางทรัพยากร ถ้ามองตามแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นที่กำลังฮิตกันในหมู่นักวิชาการทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ขณะนี้ คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ก็คือวาทกรรมชุดใหม่ที่ตอบโต้เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ครอบงำสังคมไทยและสังคมโลกส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง ข้าพเจ้าแลเห็นคำ แต่ไม่เห็นโครงสร้าง เพราะสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งนั้นอยู่ในระดับปรัชญาที่ตอบคำถามว่า Why เท่านั้น เลยกลายเป็นหน้าที่ของบรรดานักวิชาการและผู้รู้จำนวนมากออกมาแสดงความคิดชี้แนะและสอนสิ่งในลักษณะที่เป็น How กันมากมาย ข้าพเจ้าเป็นคนที่ล้าหลัง เพราะตามไม่ทันในเรื่องโพสต์โมเดิร์น จึงติดกับเรื่องของ “โครงสร้าง” โดยเฉพาะโครงสร้างสังคมอยู่ร่ำไป ความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย จึงใคร่จะเสนอมุมมองแบบขี้เท่อไว้บ้างในที่นี้ นั่นคือ สังคมไทยในส่วนรวมมีพัฒนาการที่ค่อนข้างก้าวกระโดด จากโครงสร้างแบบประเพณีของสังคมชาวนามาเป็นสังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เลยทำให้เกิดความซับซ้อนและขัดแย้งกันระหว่างโครงสร้าง “สาม” ระดับ คือ ระดับล่าง ระดับกลาง และระดับบน ระดับล่าง คือ โครงสร้างแบบเดิมของชุมชนในระดับบ้านและเมืองตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เน้นความเท่าเทียมและเสมอภาค แม้ว่าจะมีสูงต่ำในเรื่องวัยวุฒิและคุณวุฒิอยู่บ้างก็ตาม โครงสร้างแบบนี้ไม่ค่อยมีความเหลื่อมล้ำและชนชั้นเท่าใด ระดับกลางและระดับบน คือ โครงสร้างทางราชการ มีความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างทางชนชั้น ที่สนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารของข้าราชการ พัฒนาการของสังคมไทยที่แล้วมาคือการอยู่รวมอย่างสัมพันธ์กับของโครงสร้างสองระดับนี้ในลักษณะอุปถัมภ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทรงมีทั้งพระราชอำนาจและพระบารมีในการปกครองเต็มที่ สังคมทั้งสองระดับนี้ดำรงอยู่ในลักษณะปฏิสัมพันธ์ ชนชั้นผู้อยู่ภายใต้การปกครอง คือพวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกับพวกเจ้าขุนมูลนายในระบบราชการที่เป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งยังไม่มีชนชั้นกลาง คือ พวกพ่อค้านักธุรกิจที่ปรากฏตัวอย่างเด่นชัด ยังคงเป็นเรื่องของคนรวยกับคนจนที่ยังไม่แลเห็นสถานภาพสูงต่ำ ชนชั้นกลางเริ่มปรากฏตัวอย่างเต็มที่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่เป็นอิสระจากการครอบงำของขุนนางข้าราชการ ตราบจนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี การพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมืองแบบตะวันตกเติบโตอย่างรวดเร็ว จนถึงการสิ้นสุดรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พวกพ่อค้าและนักธุรกิจมีอิสระและมีอิทธิพลเหนือบรรดาประชาชนและข้าราชการ อันเนื่องมาจากการใช้ช่องว่างของประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งซื้อเสียงหาเสียงเข้ามาเป็นนักการเมือง การเติบโตและครอบงำของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนี้ ทำให้แลเห็นบทบาทและอิทธิพลของภาคธุรกิจซึ่งครอบงำภาครัฐหรือข้าราชการ กับภาคสังคมของคนธรรมดาทั่วไปในลักษณะที่เป็น โครงสร้างเดรัจฉาน ที่ถูกผลักดันด้วยสำนึกและอุดมคติทางปัจเจกบุคคลอันเป็นอิทธิพลจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เป็นวัตถุนิยม ซึ่งเป็นกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ในทุกวันนี้ สำนึกและความคิดแบบปัจเจกนี้ได้กลายเป็นคุณค่า ค่านิยมการมองโลก และอุดมการณ์ที่เข้าไปทำลายระบบคุณค่าและคุณธรรมทั้งหลาย ซึ่งเคยจรรโลงความเป็นมนุษย์ที่ต้องอยู่รอดร่วมกัน ซึ่งมีอยู่ในโครงสร้างของชนชั้นล่างที่เป็นชาวบ้านและพลเมืองกับชนชั้นปกครองที่เป็นขุนนาง ข้าราชการอย่างสิ้นเชิง ผลที่ตามมาก็คือการเกิดคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงในลักษณะที่เป็นนิสัยชอบและวิถีชีวิตของคนในสังคมไทย อำนาจเงินตราธนสาร คือ อำนาจที่ชอบธรรมอันอยู่เหนืออำนาจและบารมีทางคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมในมิติทางจิตวิญญาณ ดังเห็นได้จากบทบาทของหน่วยราชการหรือสภาต่าง ๆ ของรัฐ ที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่มีมิติของสังคม (ความเป็นมนุษย์) กับมิติของศาสนาและศีลธรรมในทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เป็นปรัชญานั้น เข้ากันไม่ได้กับโครงสร้างแบบเดรัจฉานของภาคธุรกิจและโครงสร้างของข้าราชการที่มีอำนาจรัฐ แต่อยู่ใต้อิทธิพลของบรรดานักธุรกิจการเมือง เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะเป็นผลดีได้แต่เพียงเป็นการเตือนสติปัญญาบุคคลบางคนเท่านั้น ให้รู้จักความพอดีในทางจิตใจและหวนกลับมาทบทวนความเป็นมนุษยชาติที่ต้องอยู่รอดร่วมกันเป็นกลุ่มเหล่า แทนการแข่งกันกินและกัดกันเยี่ยงเดรัจฉานเช่นทุกวันนี้ ความหวังที่จะเป็นไปได้ในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น อาจดำรงอยู่และฟื้นฟูได้ในภาคประชาชนทั่วไปที่ยังรักษาโครงสร้างความสัมพันธ์ของการเป็นมนุษย์ในระดับสังคมท้องถิ่นซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายของชุมชนที่มีความแตกต่างกันในด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ แต่อยู่ในท้องถิ่นหรือพื้นที่เดียวกัน ใช้พื้นที่สาธารณะที่เป็นป่าเขา แม่น้ำลำคลอง ทุ่งราบ หนองบึงร่วมกัน ในการดำรงชีวิตจนเกิดประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น เศรษฐกิจท้องถิ่น และจารีตประเพณีทางศาสนาและความเชื่อร่วมกัน สถาบันความเชื่อเช่นวัดและผี ตลอดจนตำนานและประวัติของผู้นำทางวัฒนธรรม คือ สิ่งที่อบรมสั่งสอนคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคและเอื้ออาทรต่อกัน โดยเฉพาะการปลูกฝังในด้าน ”ทานและการเสียสละ” ในประเพณีพิธีกรรมบุญพระเวสน์ คือตัวอย่างในเรื่องการบำเพ็ญทานบารมีเรื่องการให้ [Given Gift] อันมีลักษณะตรงข้ามกับการเอา [Take] ที่เป็นอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล หรือเดรัจฉานในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี ซะกาต คุณธรรมที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ให้สามารถอยู่รอดร่วมกัน ที่แล้วมาก่อนจะมีพระราชดำรัสในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงนำร่องแล้วอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและทรงให้มีการจัดการแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินร่วมกันในการเกษตร อีกทั้งทรงแนะแนวทางและสั่งสอนให้ชาวบ้านชาวถิ่นทั่วไปได้รู้จักการทำมาหากินและพึ่งตนเอง ในลักษณะที่ไม่ต้องมาแบมือขอความช่วยเหลืออะไรต่ออะไรจากทางราชการแต่ฝ่ายเดียว เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับเดรัจฉานในภาครัฐและภาคธุรกิจ ที่มองเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เอาเงินของรัฐและเงินช่วยเหลือเงินกู้จากภายนอกมาแจกจ่ายเพื่อหาเสียงและเปิดช่องให้เกิดคนฉลาดแบบโกง ไร้คุณธรรมเข้าไปลงทุนเหนือความทุกข์ยากและเดือดร้อนของคนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นทั้งญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมบ้านร่วมท้องถิ่น นับแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชเป็นต้นมา จนเข้มข้นขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วก็เกิดเงินกองทุนช่วยแบบเดรัจฉาน ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรวยเพราะโกงกับคนที่ถูกโกง ถูกหลอกแพร่ไปทั่วทุกท้องถิ่น มีหลาย ๆ แห่งที่คนรวยแต่โกงได้ดิบได้ดีจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ซื้อเสียงมาเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต., อบจ. และสมาชิกรัฐสภาในรูปของ ส.ส. และ ส.ว. กันมากมาย จนเป็นผลให้เกิดความล่มสลายของโครงสร้างที่เสมอภาคและเอื้ออาทรระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้าพเจ้าคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่สัมพันธ์กับโครงสร้างสังคมในท้องถิ่นแบบเสมอภาคและมีมาแต่โบราณกาลนั้น น่าจะเป็นทั้งปรัชญา กลไกและวิธีการสำคัญยิ่งในการฟื้นฟูชีวิตวัฒนธรรม และความมั่นคงของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างดุลและต่อรองกับบรรดาเดรัจฉานนายทุนคนโกง ในโครงสร้างระดับกลางและระดับบนของบ้านเมืองทุกวันนี้ ที่ว่าต้องต่อรอง ก็เพราะต้องยอมรับว่าในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและการเมืองของโลกปัจจุบัน เราไม่อาจขาดโครงสร้างเดรัจฉานแบบทุนนิยมเสรีให้หมดไปได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ครอบงำและทำลาย ต้องหาทางควบคุมและต่อรองจึงจะทำได้ สิ่งที่แก้ยากและควบคุมยากก็คือ ในช่วงเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา คนไทยเกิดขึ้นใหม่อย่างน้อยสองรุ่น คือ รุ่นพ่อแม่กับรุ่นลูก ที่ได้รับการปลูกฝังให้นิยมความคิดแบบวัตถุนิยมในลักษณะที่เป็นโลกานุวัตรจนเคยชิน และลืมสิ่งต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างและจิตวิญญาณแบบตะวันออกแต่เดิมอย่างสิ้นเชิง จนยอมรับให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบเดรัจฉาน มีอำนาจในทางรัฐและราชการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายและระเบียบแบบแผนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นานา ล้วนถูกกำหนดโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ที่บรรดาสมาชิกรัฐสภา วุฒิสภาและคณะรัฐบาลสร้างความชอบธรรมโดยมาจากการเลือกตั้ง เป็นเหตุให้นักการเมืองที่เป็นเดรัจฉานสามารถใช้กระบวนการหาเสียงซื้อเสียงได้รับเข้ามาบริหารและปกครองประเทศ โครงสร้างเดรัจฉานจึงเป็นโครงสร้างที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยมีภาคธุรกิจเอกชนมีอิทธิพลครอบงำและกดโครงสร้างราชการและโครงสร้างสังคมของภาคประชาชนไว้ ภาคราชการและโครงสร้างแบบราชการนั้นไม่มีน้ำยาที่จะโต้แย้งและต่อรองแต่อย่างใดกับพวกนักธุรกิจการเมือง มีแต่ยอมถวายหัวให้จนยอมรับการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตก็ว่าได้ คงมีแต่ภาคประชาชนเท่านั้นพอมีช่องทาง เพราะเกิดการเคลื่อนไหวของปัญญาชนในการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ดีและด้อยโอกาสมานานแล้ว จนมีผลให้การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี ๔๐ ที่แล้วมา ระบุสิทธิของชุมชนในด้านการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรและมรดกทางวัฒนธรรมได้พอสมควร แต่ส่วนใหญ่อยู่ในกฎหมายแม่ แต่ไม่มีลูก เพราะได้ถูกรัฐบาลประชานิยมแบบอุดหนุนคนให้เป็นขอทานบดบังไว้ด้วยการเที่ยวเดินแจกเงินภาษีอากรของคนในชาติทั้งหมด เพื่อการหาเสียงในรูปกองทุนและเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ผลที่ตามมาก็คือ ความแตกแยกของผู้คนท้องถิ่นในภาคประชาชน เกิดกลุ่มนายทุนท้องถิ่นที่เข้ามามีอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองในคราบของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และอบจ. ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งจากการเลือกตั้ง คนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเกิดสำนึกในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ รังแต่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกเกิดฝักฝ่าย [Fractions] เป็นเจ้าพ่อกลุ่มต่าง ๆ ขัดแย้งชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างกัน แต่เศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เป็นปรัชญานั้น ประการแรกน่าจะปลุกประกายและสร้างสำนึกที่ดีให้แก่บรรดากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรืออบจ. ได้ หากว่าบุคคลเหล่านั้นคือคนในท้องถิ่นที่ยังมีสำนึกเป็นคนภายในอยู่ ซึ่งอยู่ในหลายท้องถิ่น โดยเฉพาะในหมู่คนมุสลิมในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทยที่เข้ามารับตำแหน่งและทำงานให้เกิดความก้าวหน้าและราบรื่นได้ แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตนซึ่งเป็นปัจเจก ยากแก่การทำอะไรให้เหมือนกันได้ เศรษฐกิจพอเพียงมีศักยภาพที่จะทำให้โครงสร้างสังคมแบบเสมอภาคที่มีอยู่ในสังคมเกษตรกรรมชาวนา [Peasant Society] แต่เดิมให้กลับคืนมาในลักษณะที่ไม่เป็นการถอยหลังเข้าคลองหรือปฏิเสธโครงสร้างเดรัจฉานที่เน้นความเป็นปัจเจกของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เพราะโครงสร้างแบบเสมอภาคแต่เดิมมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นวิถีชีวิตนั่นเอง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอาจทำให้คนในท้องถิ่นที่เตลิดไปกับทุนนิยมและวัตถุนิยม ยั้งคิดและทบทวนใหม่ เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมแบบปัจเจกนั้น เป็นสิ่งที่นอกจากควบคุมทุน ปัจจัยการผลิต ตลาด และอะไรต่ออะไรไม่ได้แล้ว ยังควบคุมจิตใจให้เกิดความพอหรือความพอดี ไม่เครียดไม่ได้ เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงในทางจิตใจ ดังเช่นเมื่อเกิดความกลัวแล้วหันไปหาความเชื่อทางไสยศาสตร์ วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังแทน ทิ้งศาสนาเพราะศาสดาของศาสนาไม่เคยสอนให้คนไม่พอดี ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจแบบเดรัจฉานที่เห็นได้จากพ่อค้า นายทุน คนดังเป็นจำนวนมากฆ่าตัวตาย ฆ่าลูก ฆ่าเมียตายอยู่บ่อย ทิ้งไว้ให้เห็นคือซากของความโลภ ความอยาก เช่น คฤหาสน์ใหญ่โต ที่ดิน รถราคาแพงและสมบัติพัสถานนานาชนิดที่ต้องถูกยึดและขายทอดตลาดต่อไป หรือบุคคลที่เคยมีอำนาจทางการเมือง-เศรษฐกิจอย่างล้นฟ้าของประเทศ เมื่อหมดอำนาจไปแล้วก็ยังหยุดใจที่จะให้เกิดความพอเพียงไม่ได้ คงต้องร่อนเร่เป็นสัมภเวสีในต่างแดนจนในที่สุดอาจไม่มีปฐพีให้อาศัยก็ได้ ในสังคมที่มีเศรษฐกิจพอเพียงแบบชาวนาทั้งการทำประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อและโครงสร้างสังคมที่สามารถจรรโลงความพอเพียง ซึ่งทั้งทำให้เกิดความมั่นใจและควบคุมอะไรต่ออะไรได้มาช้านานนับพันปี เพราะมีทั้งองค์กรชุมชนและสภาท้องถิ่นที่คนภายในชุมชนท้องถิ่นเองเลือกสรรขึ้นมาเป็นตัวแทนในการจัดการท้องถิ่นคือชุมชนทางจินตนาการ เพราะเน้นพื้นที่ผืนใหญ่ที่มีคนหลายกลุ่มเหล่าอยู่รวมกัน ทั้งในด้านพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ทางทรัพยากร เช่น ป่า เขา หนอง บึง แม่น้ำ ลำน้ำ ท้องทุ่ง ในขณะที่แต่ละกลุ่มเหล่าคือ ชุมชนหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมกันทางระบบเครือญาติ ทั้งทางสายเลือดและกินดองทางการแต่งงาน ชุมชนเล็ก ๆ ระดับหมู่บ้านที่เป็นชุมชนที่เป็นจริง ไม่ใช่จินตนาการ แต่ละชุมชนหมู่บ้าน [Village] ต่างก็เลือกตัวแทนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมในด้านต่างๆ ขึ้นมาเป็นองค์กรในการจัดการความเป็นอยู่ร่วมกัน องค์กรแบบนี้ก็คือองค์กรที่คนมุสลิมเรียกว่า ซูรอ และต้องการที่จะฟื้นฟูกลับมา นับเป็นองค์กรธรรมชาติในการอยู่รวมกันเป็นสังคมของมนุษย์ องค์กรนี้ได้ถูกถอนรากถอนโคนไปด้วยการจัดตั้งหมู่บ้านที่มีผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งทางราชการกำหนดให้เลือกตั้งและกำหนดความเป็นชุมชนจากจำนวนครัวเรือน พร้อมกับให้ความสำคัญในเรื่องอำนาจการตัดสินใจไปอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้าน ขณะที่สภาท้องถิ่นหมายถึงการที่ชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์ของตัวแทนจากแต่ละชุมชนหมู่บ้าน ในเรื่องการจัดการความเป็นอยู่ร่วมกัน เช่น การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน รวมทั้งการร่วมมือกันในการจรรโลงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของท้องถิ่น แต่ก่อนนี้ทั้งองค์กรชุมชนและสภาท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการปกครองและบริหาร โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน ดังเช่นกฎหมายมังรายของล้านนา สนับสนุนการจัดการเหมืองฝายเพื่อการชลประทานและเกษตรของแก่เหมืองแก่ฝายของสภาท้องถิ่น เป็นต้น แต่ปัจจุบันสภาท้องถิ่นถูกแทนโดยตำบลและอำเภอที่เป็นพื้นที่การบริหารการปกครอง โดยมีกำนันและอบต. ที่มาจากการเลือกตั้งตามกฎหมายของรัฐ เปิดโอกาสให้คนจากภายนอกหรือคนจากภายในที่ขาดสำนึกความเป็นคนท้องถิ่น ไร้จริยธรรม ศีลธรรม ที่มาจากโครงสร้างเดรัจฉาน รับเลือกตั้งขึ้นมามีอำนาจการปกครองจัดการและบริหาร เศรษฐกิจพอเพียงจึงหมดไป พร้อม ๆ กับความพินาศของความเป็นมนุษย์ในหลาย ๆ อย่าง ข้าพเจ้าไม่โหยหาหรือต้องการที่จะให้โครงสร้างของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรืออบต. ต้องหมดไป แล้วเอาโครงสร้างเดิมขึ้นมาแทน แต่เพียงให้มีการฟื้นฟูองค์กรธรรมชาติและสภาธรรมชาติซึ่งบรรดาตัวแทนมาจากการเลือกของคนภายในชุมชนและท้องถิ่นอยู่ในโครงสร้างสังคม ที่บอกได้ว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม มีวุฒิ ความสามารถเป็นอย่างไร ผู้ที่เป็นคนดีเหล่านี้ คือ คนที่มีบารมีเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดี ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยของโครงสร้างเดรัจฉาน การเกิดขึ้นขององค์กรบ้านและสภาท้องถิ่นนั้น ไม่ต้องมีร่างทางกฎหมายแบบกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรืออบต. ก็ได้ แต่มีอำนาจในการตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์และโต้แย้งหรือสนับสนุนในลักษณะที่เป็นการ Sanction มากกว่า ให้เป็นการต่อรองและถ่วงดุลให้เกิดดุลยภาพและการรักษาสิทธิของชุมชนซึ่งจำเป็นต้องนำไปเสนอเพิ่มเติมและแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เกิดความสำคัญ [Empower] ของภาคประชาชนขึ้น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน รวมทั้งการร่วมกันในการ ศรีศักร วัลลิโภดม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- มะละกา พหุลักษณ์ทางสังคมแห่งเมืองท่า
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2549 แผนที่เก่าแสดงที่ตั้งของเมืองท่ามะละกาซึ่งเป็นเมืองสำคัญบริเวณช่องแคบ มัสยิดและย่านตลาดจีนอยู่ในบริเวณเดียวกัน มะละกาเป็นเมืองท่าเก่าแก่และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรมลายู เป็นเมืองท่าตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาลายาและเกาะสุมาตราในทะเลอันดามัน ที่เรียกว่า “ช่องแคบมะละกา” ก่อนหน้านั้นมีเมืองท่าที่สำคัญบนเกาะสุมาตรา เช่น อูรู เปเดร์ และปาไซ พ่อค้ามุสลิมจากแอฟริกา อาหรับ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น จึงรู้จักกันดี เพราะเป็นเส้นทางผ่านไปสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะเมืองจีน เมืองท่าริมชายฝั่งแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากกษัตริย์ “ปรเมศวร” หรือราชาอีสกันดาร์ที่กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจาก “อเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่” [Alexander the Great] ผู้ครอบครองนครเทมาเสกหรือเกาะสิงคโปร์คนสุดท้ายในปี พ.ศ. ๑๙๓๙ ปรเมศวรเป็นผู้นับถือฮินดูจากเกาะชวา ตำนานเล่าว่า “ปรเมศวร” ประพาสล่าสัตว์ในแถบนี้ เมื่อพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นมะละกาใกล้กับแม่น้ำมะละกาปัจจุบัน กวางวิ่งออกมาทำให้หมาไล่เนื้อตกใจจนตกลงไปในแม่น้ำ จึงเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดี เมื่อความอ่อนแอสามารถเอาชนะความเข้มแข็งได้ จึงตั้งเมืองในบริเวณนี้ ส่วนอีกทางหนึ่งกล่าวว่า “มะละกา” มาจากคำในภาษาอาหรับ Malakat ที่แปลว่า ตลาด มะละกาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และกลายเป็นศูนย์กลางเมืองท่าริมชายฝั่งในช่องแคบของคนทุกเชื้อชาติและศาสนา หลังจากการเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อได้รับการปกป้องจากการโจมตีของอยุธยา มะละกาจึงเป็นรัฐในอารักขาของราชวงศ์หมิง สุลต่านแห่งสมุทร-ปาไซเป็นผู้ก่อตั้งรัฐอิสลาม มีการกล่าวว่าแต่งงานกับเจ้าสาวจากราชวงศ์หมิงด้วย ต่อมา โปรตุเกส ดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ต่างแย่งชิงเมืองท่าแห่งนี้ในยุคการค้ากันเป็นลำดับ มะละกาเข้าสู่ยุคอาณานิคมโดยตกเป็นของโปรตุเกสเมื่อ พ.ศ.๒๐๕๔ พวกดัตช์แย่งชิงมาด้วยการโจมตีเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๔ หลังจากนั้นมากกว่าศตวรรษ เมื่อเกิดสงครามนโปเลียน พ.ศ.๒๓๓๘ ดัตช์มอบมะละกาให้อังกฤษเพื่อเป็นกันชนแก่ฝรั่งเศส ก่อนจะถูกส่งกลับคืนและนำมาแลกกับ “บังกาลูลู” ในเกาะสุมาตรา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นต้นมา บริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษปกครองฝั่งตะวันตกของมาลายาตั้งแต่เกาะสิงคโปร์ไปจนถึงปีนัง โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานอาณานิคมที่กัลกัตตา ศูนย์กลางอาณานิคมใหญ่ของอังกฤษที่อินเดีย ดัตช์ที่ปกครองมะละกาอยู่กว่าร้อยห้าสิบปี สร้างอาคารจำนวนมากที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใกล้เขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านนี้เป็นแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของอาคารจากยุคอาณานิคมที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน มีอาคารที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองมะละกา ตึก Stadthuys ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าที่สุดในอาณานิคมฝั่งเอเชียอยู่ที่นี่ สร้างตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๑๙๓ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการของผู้ปกครองอาณานิคมชาวดัตช์ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ [Museum of History and Ethnography ] จัดแสดงเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์มะละกาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั้งเชื้อสายจีน อินเดีย โปรตุเกส และมลายู อยู่ในย่านที่เรียกว่า จัตุรัสแดง ในท่ามกลางความเป็นเมืองเก่า เมืองใหม่ที่เป็นคอนโดมิเนียมชายทะเลถูกปลูกสร้างอยู่อีกส่วนหนึ่ง แม่น้ำมะละกา ทั้งย่านร้านค้า โบสถ์คาทอลิก มัสยิด และโกดังสินค้า แสดงถึงความเป็นเมืองท่าอันหลากหลายวัฒนธรรม ในย่านจัตุรัสแดง นอกจากตึกที่เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งยังแบ่งย่อยออกเป็นพิพิธภัณฑ์ทางวรรณคดี พิพิธภัณฑ์ของการประกาศเอกราช มีโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐสีชมพูจากเนเธอร์แลนด์ มีลานน้ำพุที่สร้างเลียนแบบดัตช์ บนยอดเขามีโบสถ์เซนต์ปอลตั้งอยู่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโปรตุเกสปกครองในปี พ.ศ. ๒๐๖๔ และกลายมาเป็นป้อมมะละกา พ.ศ. ๒๒๑๐ และ พ.ศ. ๒๒๓๙ ก็ตกเป็นของดัตช์ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นสถานที่ฝังศพ ซึ่งยังคงเห็นหลุมฝังศพอยู่บริเวณแนวรั้วอีกด้านหนึ่งของเนินเขา มีพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เคยเป็นสวนและวังของสุลต่านแห่งมะละกา เมืองมะละกายังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์แห่งชาติมาเลเซีย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ต่อต้านอาณานิคมกระจายไปทั่วในกลุ่มผู้รักชาติ เมืองมะละกาเป็นที่ประกาศเอกราชของนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ตนกู อับดุล มารัน ปุตรา ที่บันดาร์ฮิเลร์ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ การเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๖ ทำให้ส่งต่อวัฒนธรรมการทำอาหารพวกขนมอบ ขนมที่ปรับมาจากแบบจีน โปรตุเกส และมาเลย์ ทำให้อาหารที่มะละกามีชื่อว่าอร่อยและผสมผสานต่างวัฒนธรรมมากที่สุด อาหารอร่อยของมะละกา คือ อาหารจีนแบบลูกครึ่งที่รวมเอาอาหารแบบจีนและมาเลย์ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศรสจัดและความจัดเจนในการปรุงอาหารแบบคนจีน มะละกาจึงเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแบบเปอระนะกัน [Peranakan Culture] เพราะเมื่อคนจีนยุคแรก ๆ มาถึงมะละกาเพื่อเป็นคนงานในเหมืองและแต่งงานกับเจ้าสาวชาวมลายูก็ปรับรับเอาวัฒนธรรมแบบท้องถิ่นมาใช้ ผลก็คือ เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างมลายูและจีน ผู้ชายเรียกกันว่า บาบ๊า [Baba] และผู้หญิงก็เรียกว่า นันย๊า [Nonya] มีบ้านเรือนแบบตึกที่อาศัยเป็นที่ค้าขายไปด้วย เราเรียกกันในปัจจุบันว่าตึกแบบสมัยโคโลนีหรือตึกแบบสมัยอาณานิคม หลุมฝังศพจีนบนเนินเขาจีนในมะละกา เป็นแหล่งฝังศพชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงราวปลายสมัยราชวงศ์หมิง แต่หลายพื้นที่ถูกขุดไปในช่วงที่อังกฤษปกครอง เป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านในปัจจุบันนิยมไปวิ่งออกกำลังกายและมองเห็นวิวของเมืองได้ทั้งหมด เชิงเขามีวัด Poh San Teng ลูกหลานของผู้ที่มีฝรั่งโปรตุเกสเป็นบรรพบุรุษยังคงพูดภาษาแบบลูกครึ่งที่เป็นเอกลักษณ์รู้จักกันในชื่อ คริสตัง Cristão or Kristang. และประเพณีแบบโปรตุเกสที่ยังคงสืบทอดและส่งผ่านมาสู่กลุ่มลูกหลานชาวโปรตุเกสในปัจจุบันก็คือ เทศกาลน้ำ Intrudu หรือการถือบวชของชาวคาทอลิก เทศกาลเต้นรำ Branyu เทศกาลเฉลิมฉลองตามถนนวันเทศกาลประจำปีซานตาครูซ Santa Cruz ย่านค้าขาย ร้านขายผ้าของชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย มะละกาคือสังคมพหุลักษณ์อย่างแท้จริง เป็นสังคมที่คนไทยควรไปท่องเที่ยว และเรียนรู้เอกลักษณ์บนความหลากหลายอย่างเร่งด่วน เมืองมะละกาปัจจุบัน นอกจากจะมีเรื่องของการท่องเที่ยวที่เป็นหลักเป็นฐานแล้ว ในพื้นที่ของเมืองที่ขยับขยายและวางผังเองอย่างชัดเจน เขตชายทะเลเป็นส่วนที่เป็นเมืองตากอากาศ มีตึกและคอนโดมิเนียมสำหรับคนมาเลเซียในพื้นที่อื่น ๆ ซื้อไว้สำหรับพักผ่อน เขตรอบนอกมีย่านอุตสาหกรรมกว่า ๒๓ แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า ๕๐๐ โรงงานจากประเทศต่าง ๆ เชื่อมด้วยทางด่วนสายสำคัญจากเหนือลงใต้ จากประเทศไทยจนถึงสิงคโปร์ เป็นทางด่วนในการติดต่อต่อเนื่องกับรัฐต่าง ๆ ย่านฝั่งตะวันตกและเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ มะละกาจึงเป็นเมืองสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียอย่างยิ่ง ในย่านเก่าที่เป็นตลาดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ภูเขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านเก่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเป็นตึกยุคโคโลนียังคงมีชีวิตชีวา เพราะการทำมาค้าขายของร้านค้าต่าง ๆ ทั้งคนเชื้อสายจีน อินเดีย มาเลย์ ต่างทำกินกันอย่างคึกคักและเป็นธรรมชาติ แม้เราจะเห็นว่าในเมืองเก่าและอาคารเก่าเหล่านี้จะถูก “จัดวาง” อย่างเรียบร้อยแล้ว ถูกคุมในเรื่องสภาพแวดล้อมของการเป็นเมืองเก่าอย่างเข้มงวด แต่ชีวิตที่นี่ยังมีสีสัน เพราะบริเวณกว้างขวางเหล่านี้คือ ตัวอย่างอันน่าตื่นตาตื่นใจของผู้มาเยือนที่จะเรียนรู้ลักษณะของ “ความเป็นสังคมพหุลักษณ์” ที่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างสงบและไม่เบียดเบียนจนมีเหตุร้ายให้เห็นดังเช่น ในสามจังหวัดภาคใต้ของเราเผชิญอยู่ในขณะนี้ ในเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของคนมาเลเซียเชื้อสายจีนหรือกลุ่มบาบ๊าที่พูดได้ทั้งภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษในยามเย็นเมื่อตะวันเริ่มพลบค่ำ การออกมานอกชายคาเพื่อพูดคุยของกลุ่มคนสูงอายุพบเห็นตามถนนได้ทั่วไปในตลาดจีน นักท่องเที่ยวชาวดัตช์นั่งดื่มเบียร์ในร้านที่แยกออกไปจากเขตการค้าของชาวมุสลิม เสียงเรียกเพื่อทำละหมาดยามเย็นก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ เป็นกิจวัตรของคนต่างศาสนาที่เป็น “เรื่องปกติ” ในมะละกา วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เห็นเวียดนามผ่านกบฏชาวนา กว่างจุง [QUANG TRUNG] วีรบุรุษผู้รวมชาติ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2548 การเห็นประวัติศาสตร์จากภายในกลายเป็นเรื่องสำคัญของการศึกษาสังคมข้ามวัฒนธรรมหรือสังคมอื่นอย่างจำเป็น เวียดนามสำหรับคนไทย การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องกบฏไต้เซินซึ่งเป็นเหตุให้องเชียงสือพร้อมครัวญวนต้องหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ได้รับพระราชทานกองทัพไปตีเมืองไซ่ง่อนครั้งหนึ่ง ใช้เวลากว่า ๕ ปีก็ลอบกลับบ้านกลับเมืองไปโดยไม่บอกให้ใครรู้ เป็นเหตุให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทขุ่นเคืองและไม่ไว้ใจทัพญวนทางทะเล จนเป็นเหตุให้มีพระราชประสงค์ให้สร้างเมืองพระประแดงพร้อมป้อมขึ้นใหม่เพื่อเป็นเมืองด่านป้องกันศึกทางปากน้ำ องเชียงสือและกบฏไต้เซินคือภาพของ ผู้ทรยศและกบฏ ในสายตาของคนไทยและประวัติศาสตร์ไทย แต่สำหรับชาวเวียดนาม ประวัติศาสตร์ที่ฝากร่องรอยและความทรงจำแห่งสงครามอย่างยาวนานและไม่ว่างเว้น กบฏไต้เซิน คือวีรบุรุษสามัญชนผู้รวบรวมกองกำลังชาวนาเพื่อปลดแอกจากระบบภาษีที่เอาเปรียบรวมชาติเหนือและใต้ให้เป็นแผ่นดินเดียว ชาวเวียดนามเรียนรู้และซึมซับ ความรักชาติ [Patriotism] จากวีรกรรมของพี่น้องตระกูลเหวียนแห่งหมู่บ้านไต้เซินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์เวียดนามยุคหนึ่ง และไม่เคยมีคำว่าผู้ทรยศสำหรับ องเชียงสือ ที่ต่อมาคือ จักรพรรดิญาลอง ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างพระราชวังเมืองเว้และปกครองบ้านเมืองในฐานะ “เวียดนามประเทศ” ได้เป็นครั้งแรก แท้จริงแล้ว สำหรับ กษัตริย์กว่างจุง [QUANG TRUNG] หรือ [Nguyen Hue] (พ.ศ.๒๒๙๕-๒๓๓๕) ผู้เติบโตที่หมู่บ้านไต้เซิน ในจังหวัดเหงีย บินห์ ทางภาคกลางของเวียดนามเป็นพี่ชายคนที่สองของสามพี่น้องคือ เหวียน ธัค, เหวียน เว้ และเหวียน ลู ซึ่งเป็นหญิง [Nguyen Nhac, Nguyen Hue, and Nguyen Lu] ผู้นำในการปฏิวัติจากราชวงศ์เหวียนผู้ครอบครองแผ่นดินทางตอนใต้ของเวียดนาม ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ ซึ่งเทียบได้กับช่วงเริ่มราชวงศ์จักรีที่กรุงเทพฯ พี่น้องไต้เซินเข้ายึดเมืองหลวงไซ่ง่อนและเริ่มการต่อต้านกลุ่มราชวงศ์ตรินห์ซึ่งครอบครองแผ่นดินทางเหนือ เหวียน เว้ มีคำขวัญเพื่อต่อสู้คือ ฟื้นฟูราชวงศ์ลี ทำลายราชวงศ์ตรินห์ ภายหลังขึ้นครองราชย์ในชื่อ กว่างจุง ตั้งเมืองหลวงที่เว้และส่งบรรณาการให้จีน ทำให้รัฐเป็นปึกแผ่น ปรับปรุงการทหาร ปฏิรูปที่ดิน และเปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับตะวันตก ฟื้นความรู้สึกรักชาติเป็นอิสระ วางแผนประเพณีราชสำนักแทนที่แบบจีนฮั่น แต่เขาตายอย่างกะทันหันใน พ.ศ.๒๓๓๕ ขณะมีอายุเพียง ๓๙ ปี ลูกชายที่มีอายุเพียงสิบขวบจึงไม่สามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจัดสร้าง พิพิธภัณฑ์กว่างจุง ที่หมู่บ้านไต้เซิน บ้านเกิดของพี่น้องตระกูลเหวียน พิพิธภัณฑ์สร้างในปี พ.ศ.๒๕๒๒ จัดแสดงร่องรอยของชีวิตและผลงานกษัตริย์กว่างจุงเมื่อเกิดกระแสการลุกขึ้นสู้ของชาวนาที่ไต้เซินและพื้นที่ใกล้เคียง วีรกรรมการสู้รบของเหวียน เว้และพี่น้อง รวมทั้งภาพจิตรกรรมชิ้นหนึ่งที่ถือว่าเป็นวาทกรรมทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศคือสยามและเวียดนามเป็นภาพเรือพายอนันตนาคราชซึ่งเสมือนสัญลักษณ์ของกรุงสยาม ที่เรารับรู้กันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ส่งทัพเรือไปช่วยรบ ถูกกองเรือท้องถิ่นตีแตกพ่ายทำลายในน่านน้ำทะเลเวียดนาม อันเป็นการบ่งถึงประวัติศาสตร์อีกมุมหนึ่งของผู้เฝ้ามองจากภายในซึ่งอาจจะผิดหรือถูกในข้อเท็จจริงก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ ภาพเขียนเหล่านั้นได้ทำหน้าที่แสดงออกอย่างเงียบ ๆ ในการกระตุ้นความรักชาติให้ก่อเกิดแก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ชาวเวียดนามทั้งหลายแล้ว นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณโดยรอบนอกจากอนุสาวรีย์กษัตริย์กว่างจุงนำทัพซึ่งอยู่ด้านหน้าแล้ว ข้าง ๆ อาคารพิพิธภัณฑ์คือศาลเจ้าของตระกูลเหวียนและอนุสรณ์ที่รำลึกอื่น ๆ เช่น ต้นมะขามอายุกว่าสามร้อยปี บ่อน้ำ สวนส้มของเหวียน เว้ เป็นต้น สิ่งเหล่านั้นไม่ต้องใช้การจัดแสดงแต่อย่างใด ความหมายที่แฝงเร้นอยู่ก็เพื่อให้เห็นชีวิตคนธรรมดาที่เรียบง่าย ไม่ต้องมีอภินิหารเหนือมนุษย์ เพราะนี่คือกษัตริย์ชาวบ้านที่แข็งแกร่งพอจะเป็นผู้นำการปลดปล่อยชาวนาที่ทุกข์ยากซึ่งเป็นผู้คนพื้นฐานของประเทศและสามารถรวมชาติเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว การยึดครองเวียดนามจนกลายเป็น “อินโดจีนของฝรั่งเศส” ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๑ - ๒๔๘๓ และการเข้ายึดครองโดยญี่ปุ่นระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกว่า ๕ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๘ จนกระทั่งเกิด “สงครามอินโดจีน” เพื่อต่อต้านการกลับเข้ามาของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๘๘ - ๒๔๙๙ ทำให้เวียดนามต้องกลายเป็นบ้านเป็นเมืองที่มีสงครามยืดเยื้อยาวนานและไม่จบสิ้น การเอาชนะฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูสำเร็จนำไปสู่การเจรจาสงบศึก จากสงครามนี้เวียดนามถูกแบ่งแยกออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ที่บริเวณเส้นขนานที่ ๑๗ องศาเหนือ ผู้นำสำคัญอีกท่านหนึ่งของเวียดนามคือ “โฮจิมินห์” เลือกที่จะใช้ระบบสังคมนิยมแก่เวียดนามเหนือหรือเวียดมินห์ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่พยายามทำอย่างเดียวกับกษัตริย์กว่างจุง นั่นคือการรวมเวียดนามและสิ่งที่ประสงค์ที่สุดคือ “เวียดนามต้องเป็นหนึ่งเดียว” ความพยายามรวมชาติของ “ลุงโฮ” ยังไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งสหรัฐอเมริกาขยายการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในเอเชีย สงครามเวียดนามจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักหนาและปวดร้าวเกินกว่ามนุษย์จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน เมื่ออเมริกาแพ้สงครามถอนทัพกลับไป เวียดนามยังคงทำสงครามเพื่อต่อต้านการเข้ามาของเขมรแดงตามแนวชายแดนจึงมีการบุกเข้าไปในกัมพูชา จนถึงปัจจุบัน เวียดนามเริ่มฟื้นจากสงครามอันยาวนาน พยายามสร้างความปรองดองทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลากหลายแก่ผู้คนมากกว่า ๕๐ ชาติพันธุ์ และในที่สุดก็เริ่มรับระบบและค่านิยมบางอย่างจากตะวันตกอย่างช้า ๆ อนุสาวรีย์กษัตริย์กว่างจุงหน้าพิพิธภัณฑ์ ภาพเรือที่แสดงสัญลักษณ์เมืองสยามถูกตีโต้จากทัพเรือเวียดนาม ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเวียดนาม กษัตริย์กว่างจุง ผู้นำกบฏไต้เซินคือวีรบุรุษชาวนาผู้รวมประเทศเวียดนามได้ครั้งแรกอย่างแท้จริง ส่วนลุงโฮ หรือโฮจิมินห์ ผู้ที่ชาวเวียดนามทุกคนต้องมีรูปท่านประดับบ้านไว้เสมอคือผู้พยายามรวมชาติเวียดนามคนต่อมา จากประสบการณ์ของการถูกกดขี่และความแตกแยกภายในชาติโดยถูกรุกรานจากผู้อื่น สิ่งที่ชาวเวียดนามตระหนักก็คือ วีรบุรุษย่อมคู่กับความรักชาติเสมอ และวีรบุรุษของเวียดนามนั้นแสวงหา “อิสรภาพ เสรีภาพ และความสุข” เป็นอุดมคติอันสูงสุด วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากนครวัดถึงพิษณุโลก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2545 ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ กันยายน ที่ผ่านมา มีการจัดอภิปรายทางวิชาการเรื่องกองทหารของสยามที่เป็นภาพสลักอยู่ในกระบวนพระราชพิธีสวนสนามบนผนังระเบียงคดที่ประสาทนครวัด เพื่อเป็นการระลึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์ ปราชญ์สามัญชนที่จะมีอายุครบ ๗๒ ปี ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ ภาพสลักนี้มีจารึกภาษาเขมรโบราณกำกับไว้ว่า “เนะ สยำ กุก” ซึ่งแปลว่า “นี่ เสียม กุก” ผู้รู้ทั่วไปมีความเห็นว่าเป็นกองทัพสยามที่น่าจะส่งมาร่วมด้วยจาเมืองสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ว่าจิตร ภูมิศักดิ์ อ่านและเสนอใหม่ว่าน่าจะเป็นกองทัพชาวเสียมจากลุ่มแม่น้ำกก ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเชียงราย โดยอ้างความสัมพันธ์กับวรรณกรรมเรื่องฮุ่งหรือเจือง อันเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ที่เกี่ยวกับกษัตริย์และบ้านเมืองทั้งสองฝั่งโขงในเขตล้านนาและล้านช้าง ความต้องการของการอภิปรายนี้ หาใช่การมาถกเถียงเพื่อการหาข้อยุติแต่อย่างใดไม่ หากมุ่งหวังที่จะนำข้อเสนอของจิตร ภูมิศักดิ์มาถกเถียงเพื่อหาคำตอบใหม่ ๆ หรือข้อคิดใหม่ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ที่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ในที่นี้ข้าพเจ้าคงไม่นำอะไรเกี่ยวกับเรื่องของเสียมกุกมาถกเพิ่มเติม เพราะได้เขียนได้พูดอะไรต่ออะไรมามากมายแล้ว แต่จะนำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้มาเสนอไว้ คือเรื่องของนครวัดซึ่งโดยทั่วไปรู้จักในนามว่า “นครวัดนครธม” ในลักษณะที่เป็นโบราณสถานใหญ่โตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยิ่งกว่านั้นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยรู้อิโหน่อิเหน่ก็มักจะได้รับคำบอกเล่ามาว่า ผู้ที่ค้นพบนครวัดนครธมนั้นคือ นาย ฮองรี มูโฮต์ (Henri Mouhot) นักค้นคว้าและสำรวจชาวฝรั่งเศส อะไรต่ออะไรก็เลยกลายเป็นเรื่องฝรั่งพบฝรั่งเสนอไปหมด และคนไทยบางคนก็เชื่อตาม นครวัดและนครธมต่างกันดังนี้ นครวัดเป็นเรื่องของศาสนสถานขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำล้อมรอบจนดูเป็นเมืองจึงเรียกว่า นครวัด ในขณะที่นครธมหมายถึงเมืองที่ใหญ่กว่า เพราะคำว่า “ธม” แปลว่าใหญ่ คือใหญ่กว่านครวัดนั่นเอง แต่นครธมไม่ใช่ศาสนสถานอย่างนครวัด หาเป็นเมืองที่มีผู้คนและกษัตริย์ประทับอยู่ ความต่างกันระหว่างนครวัดกับนครธมอีกอย่างหนึ่งก็คือ นครวัดมีอายุเก่าแก่กว่านครธมไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี นครวัดสร้างในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ส่วนนครธมสร้างแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่อยู่ในสมัยหลังลงมา ความต่างกันนี้ทำให้นำไปสู่ความสงสัยที่ว่า เมื่อมีนครวัดเกิดขึ้นนั้น เมืองที่มีคนอยู่มีกษัตริย์ประทับนั้นอยู่ที่ใด จึงต้องมีข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมว่า เมืองนั้นอยู่ในบริเวณนี้นั่นเอง หากเป็นเมืองที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ กว้างและยาวเท่ากันด้านละ ๔ กิโลเมตร คนทั่วไปเรียกว่า นครหลวง แต่มีชื่อทางราชการว่า ยโสธรปุระ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นเมืองที่มีเขาและปราสาทพนมบาเคงเป็นศูนย์กลาง เมืองนครวัดวัดแระสร้างนั้นอยู่ภายในเขตเมืองนี้ แต่ประมาณ ๔๐ ปี ต่อมาได้มีการสร้างนครธมขึ้นเป็นเมืองแทนเลยทำให้อาณาบริเวณของเมืองเดิมหมดความสำคัญไป แต่ยังคงเหลือร่องรอยของแนวกำแพงและคูเมืองให้เห็นอยู่ในบางส่วน เมืองนครธมมีขนาดเล็กว่าเมืองหลวงเดิมและแยกกันอยู่ต่างห่างจากนครวัด แต่ใช้ชื่อทางราชการตามเมืองเดิมคือ ศรียโสธรปุระ ส่วนนครวัดนั้นแต่เดิมก็หาเรียกว่านครวัดไม่ เพราะไม่ได้เป็นพุทธสถาน หากเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูตามความเชื่อของคนในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นศาสนสถานเพื่อการพระราชพิธีพระบรมศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่มีจารึกกำกับไว้ที่ภาพสลักของพระองค์ในกระบวนแห่ที่ระเบียงคดว่า “กมรเตงชคตปรมวิษณุโลก” จากพระนามนี้เองที่ทำให้รู้ว่าชื่อนครวัดเต็มคือ วิษณุโลก หรือพิษณุโลก อีกทั้งเป็นสิ่งที่ยืนยันจากจารึกใน พ.ศ. ๒๑๗๕ ที่มีคำเรียกนครวัดและพระพิษณุโลก ปะปนกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นว่าศาสนสถานแห่งนี้กลายมาเป็นพุทธสถานหรือวัดไป ยิ่งกว่านั้นยังมีหลักฐานอ้างว่าพระสงฆ์ที่ไปจากเมืองไทยเรียกว่า เชตพน หรือ เชตวัน ก็มี อย่างไรก็ตาม ชื่อพระพิษณุโลกนี้คนไทยสมัยอยุธยาตอนต้นย่อมรู้จักดี โดยเฉพาะในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ที่ทรงยกกองทัพไปตีนครธมและกวาดต้อนผู้คนมายังพระนครศรีอยุธยา ความรู้เรื่องเมืองพระนครจึงมาอยู่ทางเมืองไทยไม่ใช่น้อย และนำมาเลือกใช้ในงานทางประเพณีวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะชื่อพระพิษณุโลกนั้นได้ถูกนำไปขนานเป็นชื่อเมืองใหม่ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างขึ้นบนสองฝั่งของลำน้ำน่าน ที่ผนวกเมืองสองแควเดิมของสุโขทัยเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมืองนี้คือเมืองพิษณุโลกที่นักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนเชื่อว่าเป็นราชธานีทางฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยา และในปัจจุบันก็คือจังหวัดพิษณุโลก สุดท้ายข้าพเจ้าคิดว่า คนไทยนั่นแหละเอาชื่อพิษณุโลกมาจากขอม แล้วเอาคำว่าวัดของไทยไปใส่ให้เข้าแทนจึงเรียกว่านครวัดไป แต่จากการเปลี่ยนพิษณุโลกมาเป็นนครวัดนั้นก็หาได้ทำให้ศาสนสถานแห่งนี้โรยราไปไม่ซึ่งก็รวมทั้งนครธมด้วย ผู้คนทั้งไทยและเขมรล้วนทราบดี เพราะยังเป็นวัดและเป็นเมืองเรื่อยมา โดยเฉพาะนครวัดนั้นมีผู้สร้างพระพุทธรูปสลักด้วยหินไปประดิษฐานไว้มากมายนับเป็นพันองค์ จนอาจนับได้ว่ากลายเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญของผู้คนในระดับภูมิภาคก็ว่าได้ ส่วนที่นครวัดนั้นก็กลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนในราชสำนักอยุธยาเรียนรู้ เพราะให้อิทธิพลกับการสร้างวัดและสร้างพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่สมัยรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่เห็นชัด ๆ ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองก็คือ การบูรณะพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท การสร้างพระราชพิธีสนาม พระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพ การถวายพระเพลิง การสร้างวัดไชยวัฒนาราม และปราสาทนครหลวงที่วัดริมแม่น้ำป่าสัก เป็นต้น เพราะฉะนั้นนครวัดนครธมไม่ได้ร้าง คนที่บอกว่าร้างก็คือฝรั่งตาน้ำข้าวที่ชอบเล่นมายากลมาแต่สมัยล่าอาณานิคมนั่นเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- “สามชุก” เมืองต้นน้ําสุพรรณบุรี
เผยแพร่ครั้งแรก 27 พ.ค. 2559 ตลาดสามชุก สามชุกเป็นเมืองที่อยู่ทางด้านเหนือของจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งติดต่อกับจังหวัดชัยนาทและอุทัยธานี ทางตะวันออกติดต่อกับจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ส่วนทิศตะวันตกมีเทือกเขาตะนาวศรีที่ต่อเนื่องมาจากอุทัยธานีพาดยาวไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรีเป็นแนวพรมแดนขวางกั้นตามธรรมชาติระหว่างประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าและไทย ส่วนทางทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม มีแม่น้ำสุพรรณบุรีหรือแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านเป็นลำน้ำสายหลักของท้องถิ่น พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงเพราะเป็นพื้นที่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก่า [Old Delta] เหมาะแก่การเพาะปลูก แวดล้อมด้วยพื้นที่ราบลุ่มแบบหนองบึงทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณและที่ดอนสูงในแถบที่ราบชายเขาทางฝั่งตะวันตก เมื่อมีการพัฒนาระบบชลประทานเป็นโครงข่ายอย่างมากมาย จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าพืชผลทางการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างการชลประทานในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างของประเทศสยาม ทำให้เกิดการเกษตรอุตสาหกรรมและการปฏิรูปการปกครองในระบบมณฑลเทศาภิบาลในสมัยรัชการที่ ๕ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายประชากรเข้ามาตั้งบ้านเรือนเป็นตลาดเป็นเมืองค้าขายตลอดไปตามลำน้ำสุพรรณบุรีและบุกเบิกเข้าไปในเขตป่าเบญจพรรณที่ถนนและการชลประทานของรัฐมีส่วนทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนต่าง ๆ ไปจนเต็มทั่วทุกพื้นที่แม้แต่เขตชายเขาตะนาวศรี เช่น อำเภอด่านช้างในทุกวันนี้ ภูมินิเวศสามชุก แผนที่แสดงภูมิประเทศที่ตั้งของสามชุก ซึ่งทิศตะวันตกคือเทือกเขาถนนธงชัยและมีอำเภอด่านช้างอยู่ติดกับแนวเขา มีลำน้ำกระเสียวซึ่งเคยเป็นลำน้ำสายใหญ่และสำคัญในอดีตเข้ามาสบกับแม่น้ำสุพรรณที่เหนือบริเวณ “สามชุก” ไม่ไกลนัก ทำให้บริเวณสามชุกมีความหลากหลายทางชีวภาพและถือเป็นแถบต้นน้ำจากเทือกเขาที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก่า [Old Delta] ของลำน้ำเจ้าพระยาเดิมและลำน้ำท่าจีน ความสูงโดยเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลจากทิศใต้สู่ทิศเหนือราว ๓-๑๐ เมตร พื้นที่ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเก่านี้มีความนิยมตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมาจนถึงบ้านเมืองที่เป็นนครรัฐและเมืองท่าภายในตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น เราจึงพบหลักฐานของชุมชนมนุษย์ต่างยุคสมัยในพื้นที่ตลอดสองฝั่งแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่เมืองสุพรรณบุรี พื้นที่ชายขอบของเทือกเขาตะนาวศรีไปจนถึงบริเวณที่ปากน้ำสบกับแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยในเขตชัยนาท ซึ่งบริเวณนี้ก็เป็นรอยต่อของพื้นที่ราบลอนลูกคลื่น [Undulating Terrace] ในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ซึ่งมีการอยู่อาศัยของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนและร่วมสมัยกับทางลุ่มท่าจีน-สุพรรณบุรีในเวลาต่อมา แผนที่ชื่ออยุธยา-นครชัยศรี จังหวัดสุพรรณบุรี มาตราส่วน ๑ ต่อ ๕๐,๐๐๐ (๒ ซม.ต่อ ๑ กิโลเมตร) สำรวจเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ พิมพ์ที่กรมแผนที่ พ.ศ.๒๔๗๓ ให้ข้อมูลถึงสภาพภูมินิเวศที่มีชุมชนตั้งถิ่นฐานเบาบางและเต็มไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณ ทิศตะวันตกของอำเภอสามชุกเป็น ที่ราบชายเขา [Foothill plain] ของแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่สูงชันและสลับซับซ้อน ยอดเขาที่สูงที่สุดอยู่ใกล้กับบ้านห้วยหินดำ ซึ่งมีชาวกะเหรี่ยงอยู่อาศัยเป็นพื้น ต่อเนื่องจากแนวเทือกเขาเป็นพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดที่ค่อย ๆ ลาดเทมาทางทิศตะวันออกจนถึงแม่น้ำสุพรรณ ที่ราบแถบนี้ในอดีตเคยมีป่าไม้เบญจพรรณผืนใหญ่ที่มีไม้พวกเต็งรัง มะค่าโมง มะค่าแต้ ชิงชัน ซาก (ที่ชาวบ้านบอกว่ามาเผาถ่านได้ไม้คุณภาพดีมาก) ตะเคียนทองฯลฯ และมีลำธารเล็ก ๆ หลายสายไหลลงสู่ลำห้วยกระเสียว ซึ่งอยู่ในที่ราบหุบเขา ต่อมาบริเวณนี้มีการสร้างเขื่อนกระเสียวก่อสร้างเป็นเขื่อนดินที่มีความยาวลำดับสองรองจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ กั้นน้ำจากลำห้วยกระเสียว ใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียวและเป็นพื้นที่ประมง กักเก็บน้ำได้สูงสุด ๒๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ป่าไม้สมบูรณ์ในแถบนี้ถูกปล่อยให้ทำสัมปทานชักลากซุงมาแปรรูปในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๓-๒๔๙๙ มีโรงเลื่อยจักรที่รับเลื่อยไม้แปรรูป ป่าไม้บริเวณที่เคยเรียกกันว่า ป่าดงดิบ เช่นที่บริเวณด่านช้างและดงเชือก ซึ่งเป็นป่าไม้บริเวณที่ราบเชิงเขาหมดลงไปภายในเวลาไม่นานก็มีชาวบ้านเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ทำพืชไร่แทน นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้นราวทศวรรษที่ ๒๔๘๐ ยังมีกิจการการเผาถ่านในช่วงที่ผู้คนบุกเบิกลึกเข้าไปในดงในป่าทางฟากตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ โดยที่ตลาดสามชุกเป็นพื้นที่รับซื้อถ่านไม้สำหรับใช้ในครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ราบลุ่มและเป็นดอนบางส่วนเหมาะกับการทำนาและทำไร่ ส่วนด้านทิศเหนือติดต่อกับที่ราบและหย่อมกลุ่มเขาหลายลูกซึ่งเป็นที่ดินในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช บริเวณแนวกึ่งกลางของพื้นที่มีแม่น้ำสุพรรณไหลผ่าน ลำน้ำนี้แม้จะแยกออกมาจากแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณวัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี ไหลผ่านชัยนาทก็เรียกลำน้ำมะขามเฒ่า ถึงสุพรรณบุรีเรียกแม่น้ำสุพรรณ เข้าเขตนครชัยศรีเรียกแม่น้ำนครชัยศรี จนถึงปากน้ำสมุทรสาครจึงเรียกว่าแม่น้ำท่าจีน และชื่ออย่างเป็นทางการในภายหลังคือ “แม่น้ำท่าจีน” แผนที่แผนผังแสดงเขตสุขาภิบาลสามชุกในยุคแรก ๆ จะเห็นตำแหน่งสถานที่สำคัญโดยรอบของสามชุกและลำน้ำสำคัญและการสร้างระบบชลประทานที่ซับซ้อนและอยู่ทางด้านเหนือขึ้นไป เมื่อไหลผ่านในอำเภอสามชุกก็มีลำน้ำสำคัญมาสมทบจากต้นน้ำสะสมจากเทือกเขาตะนาวศรีที่รวมเอาสายน้ำเล็กใหญ่จนกลายเป็นลำห้วยกระเสียวไหลจากแนวเทือกเขาตะวันตกแถบอำเภอด่านช้างมารวมกับแม่น้ำสุพรรณที่แถว ๆ บ้านทึง ทุกวันนี้ ห้วยกระเสียวใช้เป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่างอำเภอสามชุกและอำเภอเดิมบางนางบวช โดยมีการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำบนที่ราบเชิงเขาเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ มีการเพาะเลี้ยงปลาแม่น้ำต่าง ๆ ที่กลายเป็นปลาเศรษฐกิจและส่งขายในร้านอาหารปลาแม่น้ำ โดยเฉพาะปลาม้าที่เป็นปลาขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ เมื่อครั้งสภาพแวดล้อมยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงในแม่น้ำสุพรรณมีปลาชุกชุมอุดมสมบูรณ์มาก โดยกล่าวถึงชื่อปลามากมาย เช่น ปลาสลิด ปลาสลาด ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสีเสียด ปลากระสง ปลาเสือ ปลากริม ปลาตะกรับ ปลาแก้มช้ำ ปลาเนื้ออ่อน ปลานวลจันทร์ ปลาเค้า ปลาสวาย ปลาคางเบือน ปลากะโห้ ถึงบ้านสามเพ็งก็กล่าวชมปลาที่มีอยู่ในลำน้ำซึ่งขณะนั้นท้องน้ำยังเป็นพื้นหินทราย มีปลาประจำพื้นที่ เช่น ปลาชนางหรือปลานาง ปลาสร้อย ปลาซ่า ปลากด ปลาเพลี้ย ปลาไอ้บ้า ปลาซิว ปลาสูบ ปลาสีเสียด ปลากราย ปลาฝักดาบ ปลาตะเพียน ปลาเสือ ปลาหางไก่ เป็นต้น คนสามชุกที่อยู่กับปลาและท้องทุ่งต่างบอกเล่าให้ลูกหลานรับรู้ว่า หากหาปลาทางฝั่งน้ำกระเสียวที่ไหลมาจากที่สูงทางเทือกเขาฝั่งตะวันตกจะได้ปลารสชาติดีกว่าปลาจากทางบึงระหาน-ลำพระยา ซึ่งเป็นกุดน้ำเก่าทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณ แต่น้ำนิ่งไม่ไหลแรงเท่ากับคลองกระเสียว ในนิราศสุพรรณของสุนทรภู่เมื่อเดินทางถึง บ้านทึง ซึ่งอยู่ริมลำน้ำสุพรรณและมีคลองกระเสียวแยกออกไปสู่ต้นน้ำที่ท่านต้องการเดินไป ไปค้นหาแร่ในพื้นที่ป่าเขา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกะเหรี่ยงและละว้า บริเวณนี้น้ำใสและท้องน้ำมีก้อนกรวดสวยสะอาดและธรรมชาติสดชื่น เป็นเส้นทางที่ช้างจากป่าในเทือกเขาตะนาวศรีจะลงโดยใช้แนวลำน้ำและสองฝั่งมีแต่เสียงสัตว์ป่าร้องระงม สุนทรภู่นึกถึงคำโบราณที่เคยมีมาคือ “ น้ำสำคัญ ป่าต้น คนสุพรรณ ” เพราะเป็นแหล่งกำเนิดลำน้ำสำคัญที่ไหลมาจากป่าต้นน้ำและกล่าวถึงคนสุพรรณที่ทั้งน้ำเสียงสำเนียงและผิวพรรณมีเอกลักษณ์ของตนเอง ๏ บูราณท่านว่าน้ำ สำคัน ป่าต้นคนสุพรรณ ผ่องแผ้ว แดนดินถิ่นที่สูพรรณ ธรรมชาด มาศเอย ผิวจึ่งเกลี้ยงเสียงแจ้ว แจ่มน้ำคำสนองฯ ๏ ถึงถิ่นสริ้นบ้านป่า โป่งแดง เรือติดคิดขยาดแสยง พยัฆร้าย สวบสวบยวบไม้แฝง ฟุ้งสาบ วาบแฮ สองฝั่งทั้งขวาซ้าย สัตร้องซ้องเสียงฯ ๏ คลองกระเสียวเปลี่ยวป่ากว้าง ทางโขลง เคยถิ่นกินโป่งโทง เที่ยวเร้น ขามช้างต่างจัดโจง กระเบนกระบิด ตี๊ดแฮ เก็บกรวดอวดกันเหล้น ตลอดน้ำลำทางฯ คลองกระเสียวในปัจจุบัน ภายหลังสร้างเขื่อนกระเสียวและจัดระบบชลประทานทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณแล้ว สภาพแวดล้อมที่คนสามชุกรุ่นผู้ใหญ่ยังจดจำได้ คือ ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีสัตว์น้ำจำนวนมาก เช่น หอยชนิดต่าง ๆ ทั้งหอยขม หอยหวาน หอยกาบ กุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำ กุ้งฝอย ปู เต่า ตะพาบน้ำ ปลาดุก ปลาช่อนตามธรรมชาติเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก โดยใช้เครื่องจับปลาสารพัดชนิด ทั้งสวิงช้อน เบ็ดปัก เบ็ดราว เบ็ดแกว่ง แห ข่าย ฯลฯ ชาวสามชุกเล่าว่าราว ๆ พ.ศ.๒๔๗๕ มีการสร้างประตูระบายน้ำเพื่อกักน้ำแล้ว และเมื่อถึงเดือน ๑๒ น้ำลง จะมีปลาสร้อยลอยมาเป็นฝูงใหญ่เสียงซู่ซ่า ชาวบ้านใช้สวิงมาช้อนปลาตักขายได้กันเป็นมหกรรมใหญ่ได้ถึงราว ๑๐-๒๐ เกวียน บางคนใส่ท้องเรือไปขายที่แม่กลอง ขากลับเอาน้ำปลาใส่ไหมาขายต่ออีกทอดหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีการสร้างโรงงานน้ำตาลเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ ก็เริ่มปล่อยน้ำเสียจากโรงงานรวมทั้งสภาพแวดล้อมทางน้ำที่แออัดขึ้น จึงทำให้ปริมาณปลาสร้อยน้อยลงและหายไปในที่สุด ปลาสร้อยเหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในลำน้ำสาย ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำในปัจจุบัน พบร่องรอยลำน้ำดั้งเดิมที่เป็นแนวต่อเนื่องมาจากลำน้ำจระเข้สามพันทางเขตที่สูงทางตะวันออกเฉียงใต้ผ่านอำเภอดอนเจดีย์แล้วกลายเป็นลำน้ำด้วนในแผนที่ทหารระวาง ๑: ๕๐,๐๐๐ พ.ศ. ๒๕๐๓ เรียกว่า “แม่น้ำด้วน” หากแต่เคยเรียกชื่อกันว่าคลองจระเข้ (ในแผนที่อยุธยา-นครชัยศรี, กรมแผนที่สำรวจเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑) ส่วนคนในท้องถิ่นแถบอำเภอเมืองเรียกว่า “ลำน้ำท่าว้า” ชาวบ้านทางดอนเจดีย์เรียกว่า “ลำน้ำท่าคอย” และเมื่อถึงอำเภอสามชุกชาวบ้านก็เรียกว่า “คลองระกำ” ลำน้ำด้วนนี้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นคลองชลประทานในโครงการ “คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง” เป็นคลองส่งน้ำขนาดใหญ่โดยมีจุดเริ่มต้นของโครงการที่ปากคลองมะขามเฒ่า โครงการเมื่อผ่านอำเภอเดิมบางนางบวช เส้นแนวคลองหายไปเพราะเป็นพื้นที่ดอนสูง มาเริ่มที่การกักนำน้ำมาจากคลองกระเสียวผ่านตำบลกระเสียว ตำบลหนองสะเดา ตำบลหนองผักนากและตำบลบ้านสระในอำเภอสามชุกไปสู่ดอนเจดีย์ อู่ทองและสองพี่น้องตามลำดับ ซึ่งเมื่อขุดเชื่อมจากคลองธรรมชาติเป็นคลองชลประทานเสียแล้ว ปากน้ำกระเสียวก็หายไปเหลือเพียงร่อยรอยของแนวปากน้ำที่อยู่ตรงข้ามตำบลบ้านทึงในปัจจุบัน ปัจจุบันมีความพยายามขุดคลองขนานเพื่อนำส่งน้ำไปสู่ปลายทางให้ได้มากขึ้นเพราะแนวคลองขุดขวางแนวทางการไหลของน้ำหลาก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนทางฝั่งหนึ่ง ส่วนฤดูแล้งก็นำน้ำไปสู่ปลายทางไม่พอใช้ ส่วนทางฝั่งตะวันออกมีลำน้ำเก่าเรียกว่าลำน้ำวังลึกหรือคลองบางขวากมาบรรจบกับแม่น้ำสุพรรณนี้ที่บ้านบางขวากในเขตตำบลย่านยาว ลำน้ำห้วยลึกนี้สามารถติดต่อได้ไปถึงแถบดงคอนที่เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีและสมัยอยุธยาและเมืองสรรค์บุรีที่แพรกศรีราชาซึ่งต่อกับแม่น้ำสำคัญอีกสายหนึ่งคือแม่น้ำน้อยและลำน้ำศรีบัวทองซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่สามารถใช้ติดต่อกับย่านชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยทวารวดีมาจนถึงลพบุรีในเขตสิงห์บุรี นับแต่ประเทศสยามเริ่มพัฒนาระบบการชลประทาน โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายหลักของประเทศ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาด้านการเกษตร งานชลประทานนั้นผูกพันกับการเกษตรมาโดยตลอด เริ่มแรกจึงได้ขอตัว นายเจ. ฮอร์แมน แวนเดอร์ไฮด์ [J. Hormam Van der Heide] ชาวดัชท์จากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ มาตรวจระดับพื้นที่สำหรับการชลประทานและเขียนรายงานประเมินโครงการชลประทานลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ต่อมาจึงเกิดกรมคลองขึ้นก็ได้เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก โดยจัดทำโครงการหลายแบบ แต่โครงการที่จัดว่าสำคัญที่สุดในสมัยนั้นก็คือ “ โครงการชัยนาท ” หรือที่เรียกกันว่าโครงการเขื่อนเจ้าพระยา โดยสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท ทดน้ำให้มีระดับสูงแล้วส่งไปตามคลองส่งน้ำในพื้นที่เพาะปลูกต่าง ๆ ถือเป็นโครงการที่อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับในอียิปต์หรืออินเดีย แต่ก็มีโครงสร้างในระดับมหึมาหากสามารถทำได้เต็มโครงการจริง ๆ จนโครงการเหล่านี้ต้องพบกับปัญหาในภายหลังผู้ที่ปฏิบัติงานต่อมาเป็นชาวอังกฤษชื่อเซอร์โทมัส วอร์ด [Sir Thomas Ward] นายอาร์. ซี. วิลสัน [R. C. Wilson] ตามลำดับ ได้วางโครงการอีกหลายโครงการ งานชลประทานต้องอาศัยชาวต่างประเทศเป็นหัวหน้าถึง ๒๐ ปี จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๖๕ ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเปลี่ยนให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นเจ้ากรม และต่อมาจึงเป็นพระยาชลมารคพิจารณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ ตำแหน่งในขณะนั้นเรียกว่าเจ้ากรมทดน้ำและได้รับพระราชทานนามใหม่ว่ากรมชลประทานในสมัยรัชกาลที่ ๗ การริเริ่มทำขึ้นที่แม่น้ำสุพรรณก่อนเป็นลุ่มน้ำแรก เพราะในขณะนั้นยังไม่มีการทำกิจกรรมทางชลประทานใด ๆ มาก่อนจึงสามารถวางโครงการได้อย่างสมบูรณ์ โดยแบ่งโครงการย่อยออกเป็น ๓ ช่วง คือ ตอนโครงการมะขามเฒ่าหรือโครงการพลเทพ ตอนโครงการสามชุก และตอนโครงการโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพ คือโครงการแรก สร้างก่อน พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเจ้าพระยาใหญ่เพื่อทดน้ำและส่งน้ำเพื่อการชลประทาน โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ทดและยกระดับในแม่น้ำเจ้าพระยาให้สูงขึ้นผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ แล้วส่งน้ำเข้าแม่น้ำสุพรรณ ซึ่งต่อมาคือโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สามชุกและโพธิ์พระยา แล้วยังส่งน้ำเข้าคลองสายใหญ่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลเทพอีก ๖ สาย ส่วนโครงการสามชุกเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๘ ประกอบด้วยการก่อสร้างประตูระบายน้ำชลมารคพิจารณ์และการก่อสร้างประตูเรือชื่อ “ ประตูเรือสัญจรชลมารคพิจารณ์ ” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่พระยาชลมาร์คพิจารณ์อดีตกรมทดน้ำ ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ ส่วนระบบส่งน้ำที่ประกอบด้วยคลองส่งน้ำรวมระยะทาง ๒๗๐ กิโลเมตร และอาคารประเภทต่าง ๆ ตามระยะทาง สร้างเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมายังประตูระบายน้ำชลมารคพิจารณ์ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๘ เพื่อเปิดใช้โครงการสามชุกทั้งระบบ ประตูน้ำชลมารคพิจารณ์ ปรับเปลี่ยนแม่น้ำสุพรรณในบริเวณนี้เพื่อควบคุมการชลประทานเพื่อเพาะปลูกในเขตสุพรรณบุรี และประตูน้ำแห่งนี้เคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในท้องถิ่นยอดนิยมของคนสามชุก สำหรับโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เริ่มก่อสร้างโครงการสร้างในปี พ.ศ.๒๔๖๔ แต่เสร็จหลังจากนั้นกว่า ๔๐ ปีในปี พ.ศ.๒๕๐๙ โครงข่ายการชลประทานที่ทั่วถึงจนสามารถปลูกข้าวในที่ลุ่มและพืชไร่ในที่ดอน จนถึงปัจจุบันสามชุกผลิตข้าวและอ้อยเป็นหลัก บริเวณหนองหญ้าไซซึ่งเคยเป็นที่ดอนเป็นดินร่วนปนทรายและแห้งแล้ง เมื่อมีระบบชลประทานก็สามารถปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและมีราคาสูง สินค้าหลักจากตลาดสามชุกที่อยู่ในความทรงจำกลับเป็นเรื่องของข้าวและถ่าน อันเป็นผลผลิตในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกที่มีการหักร้างถางพงเข้าไปในป่าเบญจพรรณ เพื่อปลูกข้าว ดังที่เห็นได้จากระบบการชลประทานในเขตนี้ที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะเดียวกัน กลับไม่มีการบันทึกถึงสินค้าส่งออก เช่น น้ำตาลทรายที่ผลิตจากอ้อยในเขตนี้ ก็เพราะพื้นที่ดอนแม้จะเหมาะสมในการปลูกอ้อยแต่ก็มีการบุกเบิกขึ้นในสมัยหลังโดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งโรงงานน้ำตาลทรายที่ทันสมัยโดยนำเครื่องจักรมาจากต่างประเทศที่บางขวาก และแม้ว่าแม่น้ำท่าจีนในเขตนครชัยศรีจะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นแหล่งน้ำตาลทรายเพื่อส่งออกมาตั้งแต่ราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือ ในรัชกาลที่ ๒ และ ๔ ที่มีการลงทุนผลิตโรงงานน้ำตาลทรายขนาดใหญ่ทั้งจากคนจีนและชาติตะวันตก ซึ่งขณะนั้นในเขตสามชุกยังมีผู้คนเบาบางและห่างไกล แต่กิจการก็ซบเซาไปในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพราะน้ำท่วมและประเทศอื่น ๆ สามารถปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลทรายเพื่อส่งออกได้ในราคาถูกกว่าและเมื่อราคาข้าวดีกว่าจึงหันมาปลูกข้าวอันเป็นพื้นฐานของชาวนากันมากกว่าปลูกอ้อย จนเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ มีการก่อตั้งโรงงานน้ำตาลที่บ้านบางขวาก ตำบลย่านยาวในอำเภอสามชุก เป็นโรงงานผลิตน้ำตาลทรายขาวพิเศษแห่งแรกของภาคตะวันตก ในสมัยนั้นเป็นโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปัจจุบันยังคงผลิตน้ำตาลอยู่ ในพื้นที่กว่า ๔๐๐ ไร่ เมื่อเป็นโรงงานขนาดใหญ่จึงมีพนักงานมากมายจนสร้างโรงเรียนเอกชนให้ลูกหลานพนักงานของตนเองและลูกหลานชาวไร่ตลอดจนเด็กในตลาดบางขวากเล่าเรียน ชื่อโรงเรียนน้ำตาลสุพรรณอุปถัมภ์ หลังการก่อสร้างประตูระบายน้ำชลมารคพิจารณ์และประตูเรือสัญจรชลมารคพิจารณ์เสร็จยิ่งทำให้การคมนาคมทางน้ำในลุ่มน้ำท่าจีนขยายตัวไปอีก เพราะสามารถเดินเรือขึ้นไปจนถึงทางด้านเหนือที่แม่น้ำสุพรรณไปต่อเนื่องกับตลอดของท้องถิ่นในเขตแม่น้ำเจ้าพระยาอีกหลายแห่ง เพราะการเดินทางเข้าออกลำน้ำท่าจีนสามารถกระทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น ลำน้ำจึงคลาคล่ำไปด้วยเรือน้อยใหญ่ไม่ขาดสายมีทั้งเรือบรรทุกข้าวเปลือก เรือบรรทุกทราย เรือโยง เรือเมล์ เรือแดง เรือบริษัทขนส่งสุพรรณฯ เรือยนต์ เรือพาย เรือสำปั้น เรือกลไฟ ฯลฯ มีการคำนวณคร่าว ๆ ถึงปริมาณเรือเข้าออกประตูเรือสัญจรชลมารคพิจารณ์ว่าไม่น่ามีจำนวนน้อยกว่าสามร้อยลำต่อวัน ส่งผลต่อการขยายตัวทางการค้าของตลาดสามชุก เพราะการเดินทางเข้าออกลำน้ำท่าจีนโดยใช้ประตูเรือสัญจรชลมารคพิจารณ์นั้น ย่อมต้องผ่านท่าน้ำบริเวณตลาดสามชุก และการเดินทางเข้าออกประตูเรือสัญจรชลมารคเรือต้องจอดรอคิว ยิ่งทำให้ตลาดสามชุกเป็นจุดหนึ่งในการพักเรือที่ขึ้นล่องในลำน้ำท่าจีน ทำให้บริเวณท่าน้ำด้านหน้าตลาดสามชุกเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของให้กับผู้โดยสารที่แวะที่ท่าจอดเรือ เมื่อการค้าขายเป็นไปอย่างคึกคักทำให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและอาคารบ้านเรือนในตลาดสามชุกในช่วงก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การเติบโตของบริษัทเดินเรือขนส่งสุพรรณฯ ซึ่งอำนวยความสะดวกในการรับส่งผู้โดยสารที่สัญจรทางน้ำไปยังชุมชนต่าง ๆ ได้รับความนิยมแพร่หลาย ทำให้ผู้คนเดินทางไปยังตลาดสะดวกสบายขึ้น ผู้คนจากต่างถิ่นจึงเดินทางเข้ามายังตลาดสามชุกไม่ขาดสาย เส้นทางการเดินทางที่สร้างเครือข่ายโยงใยได้ไกลขึ้น เพราะสามารถล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยาจากกรุงเทพมหานครเข้าประตูน้ำบ้านแพน ประตูน้ำบางยี่หน ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเข้าประตูน้ำโพธิ์พระยาถึงอำเภอสามชุกผ่านประตูน้ำชลมารคพิจารณ์ ไปอำเภอเดิมบางนางบวช แล้วเลยถึงจังหวัดชัยนาทได้ แต่หลังจากนั้น เมื่อเริ่มมีโครงการสร้างถนนตั้งแต่ทศวรรษที่ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา สามชุกก็หมดความสำคัญในฐานะตลาดริมน้ำและเกิดสภาพเช่นนี้กับย่านเมืองหรือตลาดริมน้ำทุกแห่งในเขตเจ้าพระยาตอนบนและตอนล่างหรือน่าจะกล่าวได้ว่าทั้งประเทศ ผู้คนเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถยนต์และขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางบก จึงกลายเป็นบทสุดท้ายของตลาดและเมืองริมแม่น้ำจนกลายร้างราและเปลี่ยนจากย่านการค้าเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งแทบไม่มีผู้คนในที่สุด ทุกวันนี้ สภาพแวดล้อมทางการปกครองของอำเภอสามชุกอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓๕ กิโลเมตร มีพื้นที่ ๓๖๒ ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ ทิศเหนือติดกับอำเภอเดิมบางนางบวช ทิศใต้ติดกับอำเภอศรีประจันต์และอำเภอดอนเจดีย์ ทิศตะวันออกติดกับอำเภอเดิมบางนางบวชและอำเภอศรีประจันต์ ทิศตะวันตกติดกับอำเภอหนองหญ้าไซ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๗ ตำบล ๖๘ หมู่บ้าน เทศบาลตำบลสามชุก ๑ แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล ๖ แห่ง ประชากรรวม ๔๔,๕๔๔ คน แบ่งเป็นชาย ๒๑,๕๖๖ คน หญิง ๒๒,๙๗๘ คน จำนวนครัวเรือน ๑๒,๐๗๕ ครัวเรือน ความหนาแน่นของประชากร ๑๕๘ คน/ตารางกิโลเมตร ( ข้อมูลจากทะเบียนราษฎรเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓ ) มีการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานทั้งไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ การโทรคมนาคมสื่อสารและมีแหล่งน้ำ ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ทำไร่อ้อย ทำนา ปลูกข้าวโพด ปลูกผัก ผลไม้ โดยเฉพาะทำไร่อ้อย และทำนา นอกจากนี้ ตามคันนาหรือที่ว่างชาวบ้านจะลงต้นดอกรักและต้นมะลิที่เก็บดอกไปขายให้ชุมชนหลายแห่งที่ร้อยพวงมาลัยเป็นอาชีพหลัก โดยส่งไปขายที่ตลาดปากคลองตลาดในกรุงเทพมหานคร ตลาดในเมืองสุพรรณบุรี นครสวรรค์และชัยนาท จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนในอำเภอสามชุก และยังมีการเลี้ยงวัวและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังในแม่น้ำสุพรรณ และยังมีอาชีพค้าขายซึ่งทำกันทั่วไปตามชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีโรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล ธนาคารจำนวนหนึ่ง สถานศึกษาทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาตรี โรงเรียนมีทั้งสิ้น ๓๖ โรง และสถาบันอุดมศึกษา ๑ แห่ง สถานพยาบาลของรัฐบาล เป็นโรงพยาบาล ขนาด ๖๐ เตียง ๑ แห่ง และสถานีอนามัย ๑๓ แห่ง แต่ยังคงมีพบการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกอยู่บ้างในช่วงฤดูฝน สามชุกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมเขตร้อน อากาศเหมาะสำหรับการเพาะปลูก ฤดูร้อนได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้จากทะเลจีนใต้พัดผ่านเข้ามาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป ฤดูฝน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดียพัดผ่านมาในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคมทำให้อากาศมีความชุ่มชื้นมีฝนตกโดยทั่วไป บางปีตกชุกจนประสบปัญหาน้ำท่วมเพราะเป็นพื้นที่รับน้ำในที่ราบลุ่ม ฤดูหนาวได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านเข้ามาในช่วงเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์แต่อากาศไม่หนาวจนเกินไปนัก สถิติโดยเฉลี่ยของแถบจังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ อุณหภูมิสูงสุด ๓๙.๓ องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิต่ำสุด ๑๕.๗ องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคม ปริมาณน้ำฝนทั้งปี วัดได้ ๑,๐๘๔ มิลลิเมตร จำนวนวันที่ฝนตก ๑๐๗ วัน สามชุกเมื่อแรกเริ่ม ชิ้นส่วนของขา “หม้อสามขา” ที่พบในแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร เขตที่ดอนซึ่งเป็นบริเวณที่ราบเชิงเขา ต่อเนื่องกับเขตที่สูงของเทือกเขาตะนาวศรี บริเวณเหล่านี้พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย มีหนองน้ำและลำห้วยสายเล็ก ๆ ไม่สามารถปลูกข้าวนาลุ่มแบบทดน้ำได้ แต่ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ไปจนถึงยุคเหล็กนิยมในการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนหมู่บ้านขนาดเล็ก ดังที่พบในบริเวณนิคมกระเสียวซึ่งอยู่เหนือจากอ่างเก็บน้ำกระเสียวและติดกับเขตภูเขาสูงในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านพบวัตถุโบราณจำนวนมาก เช่น ขวานหิน กำไลหิน และแกนเจาะ หม้อดินเผา หม้อสามขา เครื่องปั้นดินเผาเนื้อดิน ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในแถบตำบลหนองราชวัตรที่อยู่ห่างไปราว ๕๐ กิโลเมตร โบราณวัตถุที่พบถือเป็นเอกลักษณ์เด่นนั่นคือ ภาชนะแบบหม้อสามขา ซึ่งพบในเขตวัฒนธรรมหินใหม่ในประเทศจีน ไต้หวัน ในเมืองไทยพบแถบเทือกเขาทางภาคตะวันตกตั้งแต่กาญจนบุรี คาบสมุทรภาคใต้ เช่น ชุมพร พังงา กระบี่และสตูลไปจนถึงรัฐเคดาห์ ปะลิส สลังงอ ในมาเลเซีย ส่วนทางเหนือจากบ้านเก่า เมืองกาญจนบุรีขึ้นมาคือ พบที่หนองราชวัตรและที่ด่านช้างในจังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังพบขวานหินกะเทาะรูปใบมีดคมโค้งมีด้ามจับทำจากหินควอทซ์เนื้อดีและหินขัดขนาดต่าง ๆ กำหนดอายุแบบ คร่าว ๆ กันว่าน่าจะอยู่ในช่วงราว ๕,๐๐๐ ปี มาแล้ว (๓,๐๐๐ BC.) และสภาพแวดล้อมดังกล่าวกลายเป็นผืนป่าตลอดมาโดยไม่มีการเข้าไปอยู่อาศัยทับซ้อนหลังจากหมดช่วงการตั้งถิ่นฐานสมัยหินใหม่และสมัยก่อนประวัติศาสตร์ลงมาแต่อย่างใด ท้องถิ่นทางตอนเหนือของจังหวัดสุพรรณบุรีนี้ มีเส้นทางติดต่อในระหว่างบ้านเมืองยุคแรกเริ่มที่เมืองโบราณสมัยทวารวดีอู่ทองตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ และต่อเนื่องมาจนสมัยทวารวดีตอนปลาย ๆ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนามาเป็นแบบที่ได้อิทธิพลจากเมืองละโว้หรือลพบุรีอย่างเด่นชัด ภาชนะดินเผารูปแบบเช่นนี้ และเครื่องมือขวานหินขัดแบบใบมีด พบแบบคล้ายคลึงกันในแหล่งโบราณสมัยยุคหินใหม่เมื่อราว ๕,๐๐๐ ปีมาแล้วในแถบจังหวัดกาญจนบุรี แหล่งชุมชนสมัยทวารวดีในเขตทางเหนือของตัวเมืองสุพรรณบุรี เช่นที่ บ้านดอนระกำ ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง ห่างจากตัวอำเภออู่ทองราว ๕-๖ กิโลเมตร ในอีกฟากหนึ่งของลำน้ำจระเข้สามพัน ชาวบ้านขุดพบกรุพระพุทธรูปสมัยทวารวดีในที่นาของตนเองไม่น้อยกว่า ๓๐ องค์ ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี บ้านดอนระฆัง ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี มีซากเจดีย์สมัยทวารวดีอยู่ ๓-๔ องค์ พบลูกปัดสีต่าง ๆ ด้วย บ้านหนองแจง ตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ บ้านหนองแจงเป็นโบราณสองยุคสมัยซ้อนกัน เพราะแนวคูเมืองชั้นในสมัยทวารวดี เมืองชั้นนอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นเมืองในสมัยลพบุรี และราว พ.ศ.๒๕๒๙-๒๕๓๐ มีผู้ลักลอบขุดพบพระสมัยทวารวดีเนื้อชินปางปฐมเทศนาและพระพิมพ์ต่าง ๆ อีกมากมาย บ้านสำเภาล่ม ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช พบพระพิมพ์ดินเผาขนาดใหญ่มากราว ๒๐ x ๑๔ เซนติเมตร ปางป่าเลไลยก์กับปางมารวิชัย และบ้านคูเมือง ตำบลทุ่งคลี อำเภอเดิมบางนางบวช ซึ่งอยู่ใกล้คลองสีบัวทอง ติดกับจังหวัดสิงห์บุรี มีเมืองทวารวดีอยู่เมืองหนึ่ง ( มนัส โอภากุล.พระพุทธรูปบูชาสมัยทวารวดีที่เมืองสุพรรณบุรี “ลานโพธิ์” , ๒๕๔๔ ) เมืองโบราณไร่รถที่บ้านหนองแจง เป็นเมืองโบราณที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีตอนปลายจนถึงสมัยลพบุรี ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีที่พบในเขตสามชุก ระยะทางห่างจากอำเภอสามชุกไปทางทิศใต้ราว ๓๐ กิโลเมตร อยู่ริมลำน้ำท่าคอยฝั่งตะวันตก มีการพบพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ศิลปะลพบุรี เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิตศวร นางปัญญาปารมิตา พระปางประทานพร พระพุทธรูปในซุ้มเรือนแก้ว มีทั้งที่ประทับยืนและนั่ง นอกจากบนพระพุทธรูปศิลปะลพบุรีแล้ว ก็ยังพบพระพุทธรูปแบบทวารวดีและอู่ทองอีกเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีเครื่องเหล็กชนิดต่าง ๆ ถึงร้อยกว่าชิ้น ซึ่งเครื่องเหล็กเช่น มีด พร้า จอบ ขวานต่าง ๆ คีมขายาว กรรไกรหนีบหมาก เครื่องปั้นดินเผา เช่น ไหเคลือบสีน้ำตาลกับไหเคลือบสีเขียวและกระปุกใส่กระดูกคนตาย ในสมัยราชวงศ์ซุ้งหรือซ่งหรือซ้อง (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๙) ส่วนที่แหล่งศาสนสถาน “ ดอนทางพระ ” หรือ “ เนินทางพระ ” ตำบลบ้านสระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากอำเภอสามชุกราว ๆ ๑๐ กิโลเมตร ใกล้กับลำน้ำท่าระกำซึ่งเป็นเส้นน้ำสายเดียวกับลำน้ำท่าคอยที่เมืองไร่รถ ชาวบ้านทราบว่าเป็นแหล่งโบราณคดีมานานแล้วและมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากกว่าที่พบเห็นในปัจจุบัน เพราะเมื่อราว พ.ศ.๒๕๑๑ ชาวสามชุกไปขุดเอาพระพุทธรูปนาคปรกแบบลพบุรีที่ดอนทางพระมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดวิมลโภคาราม วัดใหม่ประจำเมืองของตลาดสามชุก และเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๒ ชาวบ้านขุดซากอาคารโบราณสถานในสมัยลพบุรี เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจึงรีบไปขุดลอกเอาโบราณวัตถุที่เหลืออยู่ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทำจากหินทราย โบราณวัตถุที่พบแบ่งเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรกเป็นพวกปูนปั้น ส่วนประเภทที่สองเป็นหินทราย พวกที่เป็นรูปปูนปั้นนั้นเป็นของที่ทำเพื่อประดับสถาปัตยกรรมโดยตรง จึงเป็นของซึ่งสร้างขึ้นในเวลาเดียวกันกับตัวศาสนสถาน มีรูปแบบฝีมือช่างท้องถิ่นผสมระหว่างแบบทวารวดีซึ่งสืบเนื่องอยู่ในท้องถิ่นนี้กับขอมแบบบายน ฝีมือประณีตงดงามมาก ได้แก่ เศียรเทวดา นางอัปสร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ลายเทพพนม เศียรอสูรขนาดใหญ่ รูปสัตว์ประดับศาสนสถาน พระพิมพ์เนื้อชินที่เป็นแบบพระพิมพ์ลพบุรี ส่วนโบราณวัตถุที่เป็นหินทราย เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรประทับยืนมีรูปแบบเป็นบายน แต่ดูเทอะทะไปบ้างไม่คล้ายคลึงกับงานช่างฝีมือแบบงานปูนปั้น หรือเศียรเทวดาที่ทำจากหินทรายฝีมือคล้ายช่างหลวงที่เมืองละโว้หรือลพบุรี ศาสนาสถานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินกลางทุ่งนาที่มีสระสี่เหลี่ยมโบราณอยู่ใกล้เคียง นอกจากนั้นก็ไม่พบศาสนสถานกลุ่มอื่น ๆ แต่อย่างใด คงจะเป็นปราสาทขนาดใหญ่เนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากกัมพูชาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ลงมา ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นอกเหนือจากที่เมืองอู่ทอง ซึ่งเป็นเมืองโบราณตั้งแต่สมัยทวารวดีแล้ว โบราณวัตถุที่เป็นพระพุทธรูปและพระพิมพ์ตามกรุวัดต่าง ๆ นั้นเกินกว่าครึ่งเป็นศิลปะเนื่องในสมัยลพบุรีและได้รับอิทธิพลทางศิลปกรรมทางศาสนาจากเมืองละโว้หรือลพบุรีโดยตรง พระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว ปูนปั้นแบบลพบุรี ปูนปั้นแบบลอยตัวเพื่อประดับศาสนสถานเป็นรูปเศียรเทวดาในศิลปกรรมแบบลพบุรี ศาสนสถานในลัทธิมหายานแห่งนี้มีอายุร่วมสมัยกับศาสนาสถานที่พบในเขตเมืองโบราณที่บ้านไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโกสินารายณ์ ในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ปราสาทวัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี และที่วัดมหาธาตุเมืองราชบุรี ซึ่งสัมพันธ์กับอิทธิพลของพุทธศาสนาแบบมหายานที่ส่งอิทธิพลจากเมืองนครธมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ผ่านมาจากเมืองละโว้หรือลพบุรีอย่างเด่นชัด และครั้งหนึ่งถูกนักวิชาการบางกลุ่มตีความว่าเมืองโบราณที่กล่าวถึงในภาคกลางเหล่านี้ คือบ้านเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ไม่เห็นด้วยกับข้อสมมติฐานเหล่านั้น โดยสันนิษฐานว่า ปราสาทที่เนินทางพระน่าจะเป็นของพระมหากษัตริย์ในเขตแดนสุพรรณภูมิ ซึ่งรับนับถือพระพุทธศาสนามหายานแบบกัมพูชา ทรงสร้างขึ้นเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในภูมิภาคนี้ ดอนทางพระหรือเนินทางพระ ศาสนสถานขนาดใหญ่ ริมคลองท่าว้า เส้นทางน้ำสำคัญในอดีต เป็นศาสนสถานแบบพุทธมหายานเนื่องในอิทธิพลศิลปกรรมแบบลพบุรี และมิได้เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในจารึกปราสาทพระขรรค์แต่อย่างใด การนำเอาแบบอย่างศิลปกรรมของบ้านเมืองที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองมาก่อนมาเป็นแบบอย่างนั้น เป็นลักษณะที่เป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์โดยทั่วไป เป็นเรื่องของการเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม หาได้แสดงถึงความครอบงำของอำนาจทางการเมืองแห่งหนึ่งมายังอีกแห่งหนึ่งไม่ ดังนั้น บริเวณสามชุกจึงถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญทางตอนเหนือของบ้านเมืองโบราณในเขตสุพรรณภูมิ ที่ทำให้พบศาสนสถานขนาดใหญ่ที่รับพุทธศาสนาแบบมหายานที่เนินทางพระบริเวณบ้านสระซึ่งอยู่ใกล้กับลำน้ำเก่าที่เป็นลำน้ำด้วนและคลองชลประทานในเวลาต่อมาและอยู่ห่างจากแพร่งสามแยกลำน้ำเสียวที่บ้านทึงในระยะทางราว ๆ ๑๐ กิโลเมตร เส้นทางน้ำเก่าเหล่านี้สามารถเดินทางขึ้นไปยังแพรกศรีราชซึ่งเป็นศูนย์กลางเมืองใหญ่สมัยลพบุรีและมีร่องรอยของศาสนสถานแบบสุพรรณภูมิในระยะทางราว ๆ ๕๐ กิโลเมตร และไม่เป็นการยากที่จะเดินทางไปสู่เมืองละโว้หรือลพบุรี เมืองใหญ่ในอีกฝั่งหนึ่งของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางฝั่งตะวันออก ร่องรอยลำน้ำเก่าหลายแห่ง ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำสุพรรณคือเขตที่ราบสลับหนองบึงและที่ดอนซึ่งลาดเทจากที่ราบเชิงเขาทางตะวันตกไปทางที่ราบลุ่มในทางตะวันออก มีลำน้ำด้วนที่ไหลมาจากลำน้ำจระเข้สามพันซึ่งอยู่ในเขตที่สูงทางแถบอำเภออู่ทองต่อกับลำน้ำท่าว้า หรือลำน้ำท่าคอย หรือลำน้ำท่าระกำ ชื่อเปลี่ยนไปเมื่อไหลผ่านท้องถิ่นต่าง ๆ แต่ปรากฏชื่อในแผนที่ของกรมแผนที่เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ว่า คลองจระเข้ เพราะมีต้นน้ำสายหนึ่งมาจากที่สูงทางแถบอู่ทองและแยกออกมาจากจากลำน้ำจระเข้สามพัน ซึ่งตามธรรมชาติน่าจะไหลจากใต้ขึ้นเหนือ ลำน้ำจึงสุดด้วนปลายน้ำเกือบถึงบ้านท่าระกำ แนวระนาบเดียวกับบ้านสามชุก ต่อมามีการขุดคลองชลประทานแล้วจึงขุดคลองท่าระกำนี้ไปต่อกับคลองชลประทานที่รับน้ำจากคลองกระเสียวซึ่งมีต้นน้ำจากเทือกเขาตะนาวศรีทางฝั่งตะวันตก คลองท่าระกำหรือแม่น้ำด้วนนี้จึงเป็นเส้นน้ำที่สำคัญ เชื่อมต่อบ้านเมืองสมัยทวารดีในเขตอู่ทอง เมืองในสมัยสุพรรณภูมิและลพบุรีที่เมืองสุพรรณต่อเนื่องกับเมืองไร่รถที่ดอนเจดีย์และเนินทางพระที่สามชุก ต่อเนื่องไปถึงชุมชนสมัยลพบุรีมีคูน้ำคันดินล้อมรอบที่บ้านโป่งแดง โดยมีชุมชนโบราณในสมัยปลายทวารวดีต่อเนื่องกับสมัยลพบุรีตั้งอยู่หลายแห่ง โดยแม่น้ำสุพรรณบุรีในปัจจุบันที่ห่างไปราว ๑-๒ กิโลเมตร ไหลขนานกันไปและน่าจะมีความสำคัญน้อยกว่าในยุคร่วมสมัย จากแผนที่เก่าราว พ.ศ.๒๔๖๐ บริเวณทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณนั้น ป่าไม้เบญจพรรณกินบริเวณลึกจากแทบเทือกเขามาจนใกล้ถึงแนวฝั่งแม่น้ำด้วนในระยะประมาณ ๒-๔ กิโลเมตร พวกย่านบ้านเก่าที่มีเรื่องเล่าสืบต่อมาและการพบโบราณวัตถุสถานตั้งแต่สมัยทวารวดีตอนปลายจนถึงสมัยลพบุรีก็อยู่ในแนวสองฝั่งของแม่น้ำด้วนนี้ไปไม่ไกลเช่นกัน บริเวณนี้มีการสำรวจว่าเป็นท้องถิ่นที่บุกเบิกทำนากันมากและมีน้ำตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงก่อนการมีโครงการชลประทาน จึงมีตำนานนิทานเรื่องย่านบ้านเก่าติดที่อยู่หลายแห่ง คลองท่าระกำจากทางทิศใต้ขึ้นไปชาวบ้านเล่าถึงนิทานท้องถิ่นเรื่อง “ ท่าตาจวง ” ที่บ้านท่าตาจวง ตำบลปงดอน แนวเดียวกับบ้านวังหินและเยื้องกับบ้านย่านยาวไปไม่ไกล มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งนามว่า ตาจวง อาศัยอยู่เมืองอยุธยา มีวิชาแปลงตน มีเมียสองคน ชื่อนางอรุณเมียหลวงและนางสุวรรณเมียน้อย นางอรุณเมียหลวงแพ้ท้องอยากกินลูกสมอ ด้วยความรักเมียตาจวงจึงพาเมียทั้งสองเดินทางเข้าป่ามายังเขตเมืองสุพรรณ เมื่อเก็บลูกสมอได้แล้วก็เดินทางกลับอยุธยา แต่ระหว่างทางเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ทั้งสามวิ่งหลบฝนจนมาถึง คลองท่าระกำ ที่มีน้ำป่าไหลหลากไม่สามารถข้ามได้ ตาจวงจึงบอกกับเมียทั้งสองว่าจะแปลงร่างเป็นจระเข้ นอนขวางคลองไว้ เมื่อนางอรุณข้ามไปถึงอีกฝากหนึ่งก็ให้นางสุวรรณข้ามตามไป แล้วเอาน้ำมนต์ที่ทำขึ้น ราดบนหัวจระเข้ ร่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม นางอรุณถือขันน้ำมนต์ข้ามไปถึงอีกฝากหนึ่งเหลือบเห็นดวงตาของจระเข้ใหญ่ เกิดความกลัวทำขันน้ำมนต์ตกลงพื้น จระเข้ตาจวงก็ไม่สามารถคืนร่างเป็นคนได้ แต่ด้วยความรักเมียทั้งสอง จระเข้ตาจวงจึงขุดถ้ำอยู่ริมสองฝังคลองนั้น ส่วนเมียทั้งสองก็อาศัยอยู่คนละฝากคลอง มีลูกมีหลานสืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ นิทานหรือตำนานในท้องถิ่น แม้จะเคยมีผู้จดจำเกี่ยวกับชื่อบ้านนามเมืองไว้ได้มาก แต่ปัจจุบันมีคนที่ทราบเรื่องเล่าในท้องถิ่นเหล่านี้น้อยลงเพราะการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เส้นทางน้ำและการเดินทางไปหมดแล้ว จึงแทบสูญหายไปจากความทรงจำ ต่อจากนั้น เหนือขึ้นไปที่ วัดลาดสิงห์ ก็มีเรื่องเล่าถึงเคยเป็นที่พักทัพของสมเด็จพระนเรศวรฯ แต่เดิมภายรอบบริเวณวัดมีสระน้ำรายรอบ ปัจจุบันถมที่ดินไปแทบหมดแล้ว บริเวณบ้านลาดสิงห์ติดกับบ้านสระ ซึ่งพบศาสนสถานดอนทางพระ เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ช่างตัดผมที่ตลาดสามชุก ฝันเห็นสถานที่หนึ่งที่ดอนทางพระนี้จึงชวนกันไปทำพิธีบวงสรวงขอให้พบแล้วขุดไปพบพระพุทธรูปนาคปรกที่มีเดือยสำหรับเสียบบนแท่น รวมทั้งเทวรูปและพระพิมพ์ต่าง ๆ คณะจากสามชุกนำขึ้นมาได้ พบเดือยที่ฐานจึงใส่รถเข็นแล้วให้วัวลากมาประดิษฐานที่วัดใหม่คือ วัดรัตนโภคารามหรือวัดวิมลโภคาราม และกลายเป็นวัดประจำท้องถิ่นของคนในตลาดสามชุก ที่ในอดีตเคยต้องพายเรือไปทำบุญกันที่วัดสามชุกซึ่งอยู่ต่ำลงมาตามลำน้ำสุพรรณเล็กน้อย ต่อมาชาวบ้านร้านตลาดจึงจัดพิธีเฉลิมฉลองกันใหญ่โต หลวงพ่อนาคปรกเป็นที่เคารพ นับถือของคนจีนและชาวตลาดสามชุก อธิษฐานขออะไรได้สมปรารถนา ชาวสามชุกที่ไปประกอบอาชีพต่างถิ่นเจริญรุ่งเรืองก็กลับมากราบพระทำบุญกันทุกครั้งที่กลับบ้าน และในงานเทศกาลต่าง ๆ ต่อจากบ้านสระคือ บ้านหนองโรง ที่วัดหนองโรงหรือ วัดหนองโรงรัตนาราม ในตำบลหนองผักนาก เดิมเป็นวัดร้างมีเจดีย์เก่าแบบอยุธยาองค์หนึ่ง ในวิหารมีพระพุทธรูปทำจากหินทรายบ้าง ปูนปั้นบ้างแบบอู่ทอง แต่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ อยู่ ๔ องค์ บ้านหนองผักนาก แต่เดิมชื่อบ้านดอนลาวแต่ไม่มีคนลาวอยู่แต่อย่างใด มีวัดโบราณและพระพุทธรูปที่เป็นพระประทานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง วัดนี้เป็นวัดใหญ่ที่มีโบสถ์หลังเก่าฐานตกท้องสำเภาซึ่งเป็นรูปแบบการก่อสร้างในสมัยอยุธยา การที่มีโบสถ์อยู่ที่วัดหนองผักนากและชาวบ้านผู้ใหญ่เล่ากันว่า วัดนี้เดิมชื่อ วัดหนองพักนาค เพราะในละแวกนี้มีวัดอยู่น้อยมาก ถึงจะมีก็เป็นวัดร้างและไม่มีพระอุโบสถให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม โดยเฉพาะการบวชนาค จึงต้องมาบวชกันที่นี่แห่งเดียว โดยชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกนี้จะบวชพร้อมกันที่อุโบสถวัดหนองผักนากทุกปี มีพิธีการแห่นาคมาจากบ้านกันใหญ่โต ให้นาคขึ้นบนหลังช้าง และมีคนขี่ม้าเป็นสิบ ๆ ตัว ผู้คนมากมายแห่ร่วมขบวนสนุกสนานครื้นเครงมาตลอดทาง พอมาถึงวัดก็หยุดพักที่ริมหนองน้ำหน้าวัด เตรียมแห่นาคเข้าโบสถ์ เมื่อนำนาคเข้าอุโบสถแล้วก็นำช้างและม้าไปเล่นกันที่ดอนแห่นาค ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ ๑ กิโลเมตร เล่นล่อช้างให้ช้างไล่ม้าล้มลุกคลุกคลานกันไป เหนือขึ้นไปจากบ้านหนองผักนาก คือ บ้านโป่งแดง ที่อยู่ริมลำน้ำโป่งแดง ซึ่งเป็นลำห้วยขวางในแนวตะวันตกตะวันออก ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่กล่าวว่าเลยจากบ้านโป่งแดงก็เป็นป่าที่มีสัตว์ร้าย เช่น เสือชุกชุมแล้ว หมู่บ้านนี้มีลำห้วย ๓ สาย ไหลมารวมกันคือ ห้วยวังโบสถ์ ห้วยหนองเกตุ และห้วยร่องขนาน กลายเป็นคลองโป่งแดง แล้วไหลสู่ลงแม่น้ำสุพรรณที่ปากคลองโป่งแดงเหนือวัดบ้านทึง บ้านโป่งแดงเป็นเนินชุมชนโบราณรูปวงรีขนาดราว ๑ ตารางกิโลเมตร มีร่องรอยคูน้ำล้อมรอบ ทั่วบริเวณพบเศษภาชนะดิน ภาชนะแบบขันสำริด ลูกปัดแก้วสีต่าง ๆ คำบอกเล่าของกำนันโป่งแดงท่านหนึ่งกล่าวว่าเมื่อราว พ.ศ.๒๕๐๒ มีชาวบ้านโป่งแดงไถนาแล้วไปพบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศิวะอิศวรและศักติ พระพุทธรูปปางทานอภัย ปางห้ามญาติ เนื้อสำริดจำนวน ๙ องค์ใส่ไว้ในภาชนะคล้ายโอ่ง เป็นศิลปกรรมแบบลพบุรี ต่อมามีผู้พบพระพุทธรูปปางห้ามญาติเนื้อสำริด พระพุทธรูปเนื้อทองคำ พระพิมพ์โมคคัลลาเนื้อดินเผา แบบพิมพ์พระ ๑๑ พี่น้อง แบบพิมพ์พระโมคคัลลาและพระเครื่องดินเผาพิมพ์ต่าง ๆ ในบริเวณที่ต่างกันซึ่งเป็นแบบลพบุรีทั้งสิ้น หลักฐานสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ศิวลึงค์สูงราว ๑ เมตรเศษ ฐานเป็นรูป ๘ เหลี่ยมส่วนบนกลม ปัจจุบันไม่พบหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ที่วัดโป่งแดง ยังเก็บรักษาพระพุทธรูปแบบอู่ทองปางมารวิชัยเนื้อหินทราย หน้าอุโบสถเก่ามีเจดีย์เดิมน่าจะสร้างในสมัยเดียวกัน มีผู้ขุดพบพระเครื่องแล้วใส่ไว้ในเจดีย์ และยังพบพระพิมพ์แบบลพบุรีและที่เรียกว่าพระร่วงนั่งเนื้อชิ้นดีบุกอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีตำนานเรื่องเล่าที่เป็นความเชื่อผ่านวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนย่างกุมารทอง ขณะขุนแผนต้องโทษหนีไปพึ่งโจรหมื่นหาญที่บ้านซ่องหรือที่ปัจจุบันเรียกว่าบ้านหนองบัวหิ่ง อยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากบ้านโป่งแดงราว ๔ กิโลเมตร เกิดรักใคร่กับนางบัวคลี่ ลูกสาวหมื่นหาญจนตั้งครรภ์ หมื่นหาญจึงคิดฆ่าขุนแผนแต่ขุนแผนรู้ตัวก่อน จึงหาอุบายฆ่านางบัวคลี่ แล้วผ่าท้องได้ลูกเป็นชาย หนีโจรหมื่นหาญเอาลูกไปย่างไฟที่โบสถ์วัดแห่งหนึ่งแล้วเรียกว่ากุมารทอง ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์อ้างว่าขุนแผนนำเอาลูกที่เกิดกับนางบัวคลี่ ไปย่างที่โบสถ์ “วัดโป่งแดง” จนกลายเป็นเรื่องร่ำลือและจดจำวัดโป่งแดงได้แต่เพียงเป็นสถานที่ย่างกุมารทองในตำนานจนละเลยความสำคัญในการเป็นเมืองโบราณในยุคลพบุรีที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งไปเสีย ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอสามชุก ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงราว พ.ศ.๒๔๓๗-๒๔๕๗ จากพื้นที่รกร้างเป็นป่า และเป็นท่ารับสินค้าจากชาวกะเหรี่ยง จนกลายเป็นเมืองที่มีตลาดและคนจีนอพยพเข้ามาค้าขาย และเป็นที่มาของคำว่า “ตลาดร้อยปี” เพราะเป็นเมืองใหม่ที่สร้างเมื่อมีการปรับปรุงการปกครองมาเป็น ระบบมณฑลเทศาภิบาลนั่นเอง พื้นที่ดอนซึ่งเป็นพื้นที่ลอนลูกคลื่นทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณนี้มีกลุ่มบ้านในแนวเดียวกันที่ต่อเนื่องกับบ้านโป่งแดงซึ่งอยู่ในเขตอำเภอหนองหญ้าไซที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในการปกครองของอำเภอสามชุก คือ บ้านสระ บ้านซ่อง บ้านบัวหิ่ง บ้านหนองด่าน บ้านสระแค บ้านบ่อใหญ่ บ้านดอนกระเบื้อง บ้านดอนสูง บ้านดงมืด บ้านหนองหลวง หมู่บ้านเหล่านี้พบโบราณวัตถุทางศาสนาแบบลพบุรีเช่นเดียวกับบ้านโป่งแดง ที่บ้านหนองโรง มีนิทานเรื่องเล่าการแข่งกันสร้างถนนไปสู่ขอหญิงสาวชื่อนางพิมบ้านหนองโรง ของชายหนุ่ม บ้านขังขอม ที่ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น บ้านคลองขอม เพราะมีเรื่องเล่าว่าสถานที่นี้เคยเอาพวกขอมมาขังไว้ และในแผนที่เก่าของกรมแผนที่ทหารฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ก็ยังเรียกว่าบ้านขังขอม ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนด้วน” อันเป็นแนวถนนดินโบราณที่น่าจะสร้างขึ้นเพื่อใช้ในฤดูแล้งเดินทางติดต่อกับทางฝั่งแม่น้ำสุพรรณหรืออาจจะเป็นแนวทำนบเพื่อการชลประทานและการเดินทางในยุคลพบุรีก็เป็นได้ พวกบรรทุกเกวียนมาจากบ้านป่าแถบนี้จะใช้ถนนดินโบราณเป็นการสัญจร ผ่านหนองโขง บ้านชัฎหวายหรือชักหวาย ซึ่งในโคลงนิราศของสุนทรภู่เรียกว่า ”ชัฎหอม” และบ้านโป่งแดง ผ่านบ้านดอนวิเชน บ้านดอนบ้าน ดอนแห่นาคที่บ้านหนองผักนาก ผ่านดอนกลางตรงไปสู่สำแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำสุพรรณที่บ้านขังขอม ซึ่งเยื้องต่ำกว่าตำแหน่งวัดบ้านทึงลงมาเล็กน้อย ส่วนลำน้ำที่แยกออกจากแม่น้ำสุพรรณบริเวณบ้านย่านยาวที่มีวัดบางขวาก มีเส้นทางน้ำแยกออกไปทางฝั่งตะวันออกในแผนที่เก่าเขียนว่า แม่น้ำวังลึก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำกว่าฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ มีบึงน้ำหนองน้ำหลายแห่ง บริเวณนี้น่าจะเป็นเส้นทางน้ำเก่าที่สามารถติดต่อกับชุมชนสมัยทวารวดีในเขตสิงห์บุรีและชัยนาทที่อยู่ตามลำน้ำสีบัวทอง เขตนี้มีร่องรอยวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาหลายแห่ง เช่น ที่วัดสำเภาล่ม ส่วนวัดนางพิมพ์ซึ่งเป็นวัดเก่านั้นอยู่ใกล้เส้นทางน้ำ มีหนองน้ำล้อมรอบอยู่หลายแห่ง เช่น หนองสัปปะโคน หนองปู่สาย หนองแฟบ หนองสองห้อง และเหนือวัดนางพิมพ์ไปราว ๕ กิโลเมตรคือ วัดวังลึก เหนือย่ายนาวขึ้นมาตามลำน้ำสุพรรณคือบริเวณ วัดสามชุก ซึ่งเป็นย่านบ้านสามชุก เล่าสืบกันมาว่า แม่น้ำสุพรรณตรงข้ามหน้าวัดสามชุกฝั่งตะวันตกมีท่าน้ำใหญ่สำหรับชาวบ้านนำโคกระบือลงน้ำ เกวียนล้อขึ้นลงได้สะดวก แต่ก่อนเรียกว่า “ท่ายาง” บริเวณสามชุกอยู่ทางตอนเหนือเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำแห้งแม่น้ำขาดตอน การสัญจรทางเรือต้องรอให้ถึงหน้าน้ำเสียก่อน ชาวบ้านป่า คนลาว คนกระเหรี่ยงที่อยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำ เอาข้าวของใส่เกวียนมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับเรือพ่อค้าทางใต้ที่ท่ายาง ซึ่งชื่อท่ายางนี้อาจจะมาจากท่าน้ำที่มีต้นยางหรือท่าน้ำที่ชาวกะเหรี่ยงหรือคนในท้องถิ่นเรียกพวกเขาว่า “ยาง” จึงกลายเป็นชื่อท่าที่ปรากฏสืบมา คนที่ตลาดสามชุกเรียกกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณว่า “ชาวป่า” ที่ขนของป่ามาขาย หากขนข้าวมาขายก็เรียกว่า “ชาวนา” มักมาจากหนองผักนาก หนองหญ้าไซ โป่งแดง หนองราชวัตร ด่านช้างไปจนถึงบ่อพลอย เพราะในระยะเริ่มแรกเรียกบริเวณรอบนอกรวม ๆ ว่าป่า เรียกชาวบ้านที่อยู่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณว่า “ชาวบ้าน” เรียกผู้ที่ที่มากับเรือ บนเรือจ้าง เรือโดยสารหรือเรือโยงว่า “ชาวเรือ” ส่วนคนในตลาดเรียกตัวเองว่า “ชาวตลาด” หรือ “คนตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีน ชาวบ้านรอบนอกก็มักเรียกว่า “เจ๊กในตลาด” โดยไม่ได้รู้สึกหรือคิดว่าเป็นการดูถูกทางชาติพันธุ์แต่อย่างไร ถ้าครั้งใดมาถึงแล้วไม่พบกัน ฝ่ายที่มาก่อนก็ต้องรอแล้วขนถ่ายสินค้าลงกองไว้ ชาวบ้านเล่าตรงกันหลายท่านว่าเกวียนที่นำสินค้ามาขายมีมาก บางครั้งมีเกวียนมาจอดรอหลายเล่ม และหากถึงช่วงต้นหน้าฝนชาวนาไถนาหว่านข้าวขวางทางเกวียน คนเกวียนก็จำเป็นต้องเสียค่าเสียหายที่ทำให้นาข้าวที่หว่านไปแล้วเสียหาย ชาวบ้านป่าก็นำกระชุกซึ่งเป็นภาชนะรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดพอบรรทุกลงบนเกวียนได้ โดยทั่วไปหมายถึงภาชนะสำหรับบรรจุของ เช่น นุ่นหรือถ่านนับเป็นใบหรือลูก สานด้วยไม้ไผ่ใส่สินค้าที่นำมาเก็บไว้ในกระชุกของตนเพื่อรอค้าขายกับพ่อค้าทางเรือ จากกระชุกที่มีอยู่มากมายผู้ใหญ่หลายท่านจึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่มาของชื้อบ้านว่า “สามชุก” นั่นเอง ที่วัดสามชุกมีอาคารมณฑปเก่าประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสี่รอย หน้ามณฑปมีหงส์สัมฤทธิ์ ๑ คู่ ที่ถูกนำมาเก็บรักษาไว้แล้ว การปิดทองรอยพระพุทธบาทเป็นงานประจำปีของชาวบ้านสามชุก พระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยาเคยอยู่ในมณฑปนั้น ต่อมาชาวบ้านจึงนำมาบูรณะเพื่อเป็นพระประธานบนศาลการเปรียญ หลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่กับวัด มีผู้กล่าวเดิมหลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปที่พระอาจารย์ธรรมโชติวัดเขาขึ้น สร้างไว้แล้วย้ายมาอยู่ที่วัดสามชุก ย่านบ้านสามชุกและวัดสามชุกนี้จึงน่าจะเป็นบ้านเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกับทางวัดนางพิมพ์ทางฝั่งคลองบางขวากหรือคลองวังลึกและเหนือขึ้นไปที่บ้านทึง ในแผนที่ซึ่งสำรวจในราว พ.ศ.๒๔๖๐ ลงตำแหน่งไว้ว่า จากย่านบ้านสามชุกคือบ้านสามเพ็งซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอนางบวช ต่อไปคือบ้านชักหวาย วัดคลองขอม บ้านหินดาด ปากคลองบ้านโป่งแดง ฝั่งตรงข้ามที่เยื้องมาเล็กน้อยคือวัดบ้านทึง สลับกันฝั่งตรงข้ามคือปากน้ำของลำคลองกระเสียวที่มีบ้านโป่งแดง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปตามลำน้ำและเหนือขึ้นไปตามลำน้ำในฝั่งเดียวกันคือวัดบางแอกและวัดโพธิ์ลังกา วัดบ้านทึงเป็นย่านบ้านใหญ่และคงมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะทั้งตำนานเรื่องท้าวอู่ทองและศาสนสถานภายในวัดตลอดจนวัดร้างที่อยู่โดยรอบ เช่น วัดโพธิ์เงินโพธิ์ทองหรืออาจเป็นวัดโพธิ์ลังกา รวมทั้งวัดบางแอกที่อยู่ใกล้เคียงก็บ่งบอกถึงความเป็นมาดังกล่าว นอกจากนี้ ย่านบ้านทึงยังใกล้กับปากลำน้ำกระเสียวที่ไหลมาจากที่สูงในเขตเทือกเขาตะนาวศรีอันเป็นเส้นทางติดต่อทางน้ำที่สำคัญสู่ชุมชนบ้านป่าในเขตภายใน และเป็นที่มาของคำสำคัญในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่คือ “น้ำสำคัญ ป่าต้น คนสุพรรณ” อันหมายถึงย่านน้ำกระเสียวที่ไหลมารวมบริเวณปากน้ำที่ย่านบ้านทึงนี่เอง ในนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่ ก็เล่าเรื่องที่มาของวัดบ้านทึงไว้ว่า ๏ ผู้เถ้าเล่าเรื่องอย้าน บ้านทึง ท้าวอู่ทองมาถึง ถิ่นถุ้ง แวะขอเชือกหนังขึง เขาไม่ ให้แฮ สาปย่านบ้านเขดคุ้ง คี่ทึ้งทึงแปลง ฯ ๏ วัดทร่างข้างคุ้งย่าน บ้านทึง ชื่อชัดวัดคี่ทึ้ง ถูกต้อง ผู่เถ้าเล่าเรื่องจึง จะแจ้ง แสดงเอย ท่านนั่งสั่งสอนพร้อง พร่ำไว้ไม้ตรี ฯ นิทานที่บ้านทึงในนิราศสุพรรณเล่าถึง ท้าวอู่ทองใช้เกวียนเดินทางมาถึงทุ่งบ้านทึง เกวียนแอกหักก็มาขอเชือกหนังเพื่อซ่อมแอกแต่ชาวบ้านไม่ยอมให้ ขอฟางข้าวให้วัวกินชาวบ้านก็ไม่ยอมให้อีก ท้าวอู่ทองจึงเรียกพวกบ้านขี้ทึ้ง ที่น่าจะแปลว่าขี้เหนียว ต่อมาเรียกเป็น “บ้านทึง” ส่วนตำนานที่เล่ากันติดที่ในท้องถิ่นมีอยู่ว่า ท้าวอู่ทองนำขบวนเกวียนผ่านมายังวัดบ้านทึง แอกเกวียนหักลงจึงหยุดพักไปขอฟางมาให้วัวกินและขอหนังควายแห้งมาซ่อมแซม แต่คนที่บ้านนี้ไม่ให้ ท้าวอู่ทองเลยอธิฐานขอให้นกกระจอกและอีกาไม่มากินข้าวของพวกบ้านขี้ทึ้งนี้อีกต่อไป คงให้สมกับเป็นบ้านคนขี้เหนียวจนแม้แต่นกกาก็ยังเงียบเสียงเพราะไม่มีความเมตตาเผื่อแผ่ผู้ใด บริเวณที่แอกมาหักลงเรียกว่า “วัดบางแอก” และสร้างวัดขึ้นอีกวัดชื่อ “วัดรอ” เหนือวัดบ้านทึงขึ้นมาเล็กน้อย ปัจจุบันทั้ง ๒ วัดกลายเป็นวัดร้างเหลือแต่รากฐานอาคาร วัดบางแอกเมื่อจะขยายถนนสี่เลนสาย ๓๐๔ กำหนดให้ต้องไถวัดร้างบางแอกนี้ทิ้งไปก็พบหางเสือเรือสำเภาขนาดย่อม ๆ ที่เก็บรักษาไว้ที่สำนักงานชลประทานประตูน้ำชลมาร์คพิจารณ์ อีกทั้งมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดอุบัติเหตุแก่คณะทำทางจนต้องบวงสรวงและตัดถนนเบี่ยงแนวเดิม ทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนิยมมาบนบานขอพรด้วยหาบขนมจีนและไหว้พระพุทธรูปที่ขุดได้จากวัดบางแอกกันใหญ่โต ชาวบ้านเล่าว่าเดิมบริเวณพื้นที่วัดบ้านทึงมีวัดร้างอยู่สองวัดต่อกันคือ วัดโพธิ์เงินและวัดโพธิ์ทองหรืออาจจะเป็นวัดโพธิ์ลังกาในแผนที่เก่าครั้ง พ.ศ.๒๔๖๐ ภายในวัดบ้านทึงที่ไปจนถึงถนนใหญ่และแม่น้ำสุพรรณ มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือพระนอน วิหารโบราณและหอไตรสมัยอยุธยา ซึ่งมีรูปแบบอาคารขนาดเล็กที่นิยมสร้างกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย พบเห็นในแถบสิงห์บุรีและอ่างทอง เช่น ที่พระตำหนักคำหยาดในอำเภอแสวงหา วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติที่บางระจัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกุฏิไม้อายุกว่า ๑๐๐ ปี หลายหลัง สภาพแวดล้อมสงบร่มรื่น มีต้นไทรใหญ่ ต้นกร่าง ต้นลั่นทมอายุมากสมกับที่เป็นวัดโบราณของท้องถิ่น จากสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่บริเวณบ้านทึงเป็นจุดเชื่อมต่อกับคลองกระเสียว จึงเป็นสามแยกที่รวมเอาผู้คนและตลาดการค้าไว้ในบริเวณนี้มาแต่โบราณ เพราะเส้นทางที่ติดต่อกับพื้นที่ใกล้เชิงเขานั้นใช้ลำคลองกระเสียวที่สบกับแม่น้ำสุพรรณบริเวณบ้านทึงในระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านเชิงเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ถือว่าเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติและของป่า นับเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญมาแต่โบราณ นอกจากนี้ ยังมีลำน้ำลำห้วยสายเล็กสายน้อยไหลจากเขตที่สูงทางเทือกเขาฝั่งตะวันตกไหลมาลงแม่น้ำสุพรรณโดยเฉพาะบริเวณเหนือบ้านทึงขึ้นไป ตำนานเรื่องท้าวอู่ทองนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปในเขตที่ราบภาคกลาง มักสัมพันธ์อยู่ในเส้นทางเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำในช่วงยุคสมัยอยุธยาลงมาที่มีการติดต่อค้าขาย และตำนานเรื่องท้าวอู่ทองในหลายแห่งก็มักสัมพันธ์กับการค้าขาย คนจีนและการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เป็นเครือข่ายการค้าระยะทางไกล อีกทั้งในบริเวณท้องถิ่นย่านนี้ไปจนจรดเขตชัยนาทและลพบุรีจะมีนิทานท้องถิ่นทำนองเรือสำเภาล่มหรือการแข่งขันกันสร้างทางเพื่อแห่ขันหมากขอลูกสาวชาวบ้าน ซึ่งปรากฏเป็นตำนานเมืองละโว้หรือลพบุรีด้วย ตำนานหรือนิทานประจำถิ่นที่เกี่ยวกับภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองและภูมิศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนนั้นเป็นเนื้อเรื่องหลักแบบนิทานตาม่องล่ายทางแถบชายทะเลในอ่าวไทย ถือเป็นตำนานนิทานที่เกี่ยวพันกับการเข้ามาของคนกลุ่มใหม่ที่ถูกมองว่าเป็นคนจีนจากโพ้นทะเลและการเดินทางค้าขายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในนามของท้าวอู่ทอง การใช้เรือสำเภา และการสู่ขอหญิงสาวชาวบ้านหรือการแข่งขันกันระหว่างชายหนุ่มในท้องถิ่นและชายพ่อค้า เป็นต้น เนื้อเรื่องเหล่านี้มักปรากฏในท้องถิ่นที่มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนมาตั้งแต่สมัยลพบุรีต่อกับยุคต้นกรุงศรีอยุธยา และดังที่พบในท้องถิ่นสามชุกนี้นั่นเอง โรงเรียนสำคัญของอำเภอสามชุก “โรงเรียนนิกรนรราษฎร์ศึกษาลัย” จากสามเพ็งถึงสามชุก ในโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่กล่าวถึงทั้งชื่อ “สามชุก” และ “สามเพ็ง” แยกกัน กล่าวถึงสามชุกซึ่งเป็นท่าน้ำที่จอดเรือรอคนกะเหรี่ยงซึ่งเดินทางภายป่าเขาทางตะนาวศรีนำฝ้ายมาขายแลกเปลี่ยนอย่างคึกคัก ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นยังจำได้ว่าฝั่งตะวันตกตรงข้ามวัดสามชุกเรียกว่า “ท่ายาง” ซึ่งน่าจะมีความหมายมากกว่าถ้าหมายถึงท่าน้ำที่คนยางหรือกะเหรี่ยงนำฝ้ายมาขายมากกว่าท่าน้ำที่มีต้นยางยืนต้นอยู่ คนกะเหรี่ยงหรือยางนี้น่าจะเป็นกะเหรี่ยงโปหรือโผล่วในเขตภูเขาที่ยังคงปลูกฝ้ายกันอยู่ถึงในปัจจุบัน “๏ ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดง กะเหรี่ยงไร่ได้ฝ้ายลง แลกล้ำ เรือค้าท่านั้นคง คอยกะเหรี่ยง เรียงเอย รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของ ๏ พวกกะเหรี่ยงเสียงเพราะพร้อง กะหน็องกะแหน็ง สาวผูกลูกปัดแดง ประดับพร้อย คิ้วตาน่านวลแตง ตะละหม่อม จอมเอย แข้งทู่หูยานย้อย อย่างละว้าพาคลาย” สถานที่ต่อเนื่องจากบ้าน “สามชุก” ก็คือ “สามเพ็ง” ซึ่งยังเป็นป่าอยู่มาก บ้านคนน้อยจนแทบจะหาไม่ได้ แต่บริเวณนี้พื้นน้ำตื้นเป็นหาดทราย ป่าสดชื่นน้ำใสสะอาดและมีปลาหลากหลายพันธุ์ สามเพ็งในช่วงที่สุนทรภู่เดินทางมาถึง (ราว พ.ศ.๒๓๗๔) หรือในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีการสร้างตลาดหรือมีบ้านเรือนเป็นชุมชนแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับชุมชนเดิมที่สามชุกที่ถือว่าเป็นท่าเรือค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าแบบโบราณในยุคต้นกรุงฯ ที่การค้าที่มากับการคมนาคมและคนจีนยังไม่ได้สร้างรูปแบบเมืองค้าขายชายฝั่งน้ำที่เกิดขึ้นในคราวที่เริ่มส่งน้ำตาลทรายและข้าวเป็นสินค้าส่งออกอย่างกว้างขวาง “๏ สามเพ็งเล็งสะล่างไม้ ไพรสณฑ์ ป่าใหญ่ใช่เขตคน ขาดบ้าน ร่มรื่นชื่นชุ่มชล ชุมแต่ แร่เอย ปลาว่ายสายสินธุ์สะอ้าน สะอาดตื้นพื้นทราย” ชื่อ “สามชุก” และ “สามเพ็ง” ผู้ใหญ่และผู้รู้ในท้องถิ่น เช่น ในงานบันทึกนิทานคำกลอนของคุณสุภร ผลชีวิน หรือผู้รู้ในท้องถิ่นรุ่นปัจจุบันถึงที่มาของคำว่า “สามชุก” สันนิษฐานว่ามาจากเหตุใหญ่ ๆ ๒ ประการ และทั้งสองประการนี้สัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งและเอกลักษณ์เด่นของชุมชนคือการเป็นย่านการค้าและศูนย์กลางการคมนาคม โดยอธิบายว่า สามชุกอาจมาจากคำว่า “กระชุก” หรือ “สีชุก” เป็นภาชนะสานจากไม้ไผ่มีหลายรูปแบบ เช่น รูปฟักผ่าตามยาวเพื่อใช้ใส่ของในเกวียน เช่น ข้าวเปลือก นุ่น และถ่าน แบบทรงกลมสูง ไว้สำหรับบรรจุของที่ตกค้างจากการซื้อขาย ชาวบ้านนำมาใช้ใส่ของในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย บริเวณท่าน้ำตอนนี้อยู่ในเขตแม่น้ำสุพรรณด้านเหนือ ก่อนการสร้างเขื่อนนั้นหากเป็นหน้าแล้งน้ำน้อย เรือจะติดท้องทรายต้องรอเวลาจนน้ำหลากมาถึง การกองภาชนะใส่สินค้า เช่น กระชุกจึงน่าจะเป็นภาพที่คุ้นเคย พื้นที่บริเวณนี้จึงเรียกชื่อกันว่า “บ้านกระชุก” หรือต่อมาคือ “บ้านสามชุก” ก็เป็นได้ ส่วนคำว่า “สามเพ็ง” น่าจะมาจากท้องถิ่นนี้ซึ่งมีเส้นทางน้ำติดต่อกับท้องถิ่นอื่น ๆ ได้ ๓ เส้นทาง คือทางเหนือต่อกับชัยนาทและนครสวรรค์ ทางทิศใต้ต่อกับสุพรรณ นครปฐมและสมุทรสาครและทางตะวันตกจากชุมชนบ้านป่าแถบหนองหญ้าไซและเขตเทือกเขาทางด่านช้างที่ใช้ทั้งทางบกและทางเรือจากคลองโป่งแดงและคลองกระเสียว ทำให้ย่านนี้กลายเป็นชุมทางที่มีลักษณะเป็น “สามแพร่ง” ต่อมาได้เพี้ยนเป็นสามเพ็งซึ่งก็เป็นการสันนิษฐานจากคนในรุ่นหลัง ตลาดสามชุกในอดีต เนื่องจากหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ทั้งย่านสามเพ็งและบ้านสามชุกอยู่ใต้การปกครองของอำเภอนางบวช ที่ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ โดยที่ว่าการอำเภอ ใช้บ้านของนายอำเภอ ริมแม่น้ำสุพรรณบริเวณระหว่างวัดบ้านทึงกับวัดบางแอก เป็นที่ว่าการอำเภอ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๗ ต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๔๕๗ จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านสามเพ็งห่างจากวัดสามชุกราว ๑ กิโลเมตร ในขณะนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่ามีผู้คนอาศัยอยู่น้อย เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการ ภายหลังจึงแยกพื้นที่ควบรวมใหม่เกิดเป็น “อำเภอเดิมบาง” ในปี พ.ศ.๒๔๕๔ ขึ้นอีกอำเภอหนึ่ง และเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ จึงเปลี่ยนชื่อจาก "อำเภอนางบวช" ซึ่งมีที่ว่าการอำเภออยู่ที่บ้านสามเพ็งเป็น "อำเภอสามชุก" โดยนำชื่อย่านตำบลขนาดใหญ่ด้านใต้ลงมาที่บ้านสามชุกมาเป็นชื่ออำเภอ แล้วนำเอาบ้านนางบวชไปขึ้นกับอำเภอเดิมบางเสีย จึงเติมท้ายชื่ออำเภอเดิมบางเป็น “อำเภอเดิมบางนางบวช” จนถึงปัจจุบัน เมื่อเปลี่ยนชื่อที่ว่าการทำการอำเภอนางบวชเป็นอำเภอสามชุกใน พ.ศ.๒๔๕๗ เหตุนี้เองที่ “บ้านสามเพ็ง” สถานที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอนางบวชแต่เดิม จึงเรียกใหม่ว่า “สามชุก” หรือ “ตลาดสามชุก” ตามชื่ออำเภอใหม่กันต่อมาตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน ตลาดและเมืองสามชุก หลังการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล โดยรวมเมืองนครชัยศรี สาครบุรี และสุพรรณบุรี รวมอยู่ในมณฑลนครชัยศรี เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๘ มีที่ทำการมณฑลอยู่ที่เมืองนครชัยศรี ก็ตั้งอำเภอนางบวชในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บริเวณนี้ถือเป็นบ้านป่าทางเหนือสุดของมณฑลนครชัยศรีก็ว่าได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นท้องถิ่นที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม ราว พ.ศ.๒๔๕๔ และ พ.ศ.๒๔๕๗ ตามลำดับ จึงมีการปรับปรุงและแยกพื้นที่ออกเป็นสองอำเภอ คืออำเภอเดิมบางนางบวชและอำเภอสามชุก และเลือกที่ตั้งที่ว่าการอำเภออย่างเป็นทางการที่ย่านสามเพ็ง ซึ่งเคยป่าในสมัยเมื่อสุนทรภู่มาถึง (พ.ศ.๒๓๗๔) และมีพื้นที่กว้างขวางไม่มีชุมชนใหญ่เหมือนเช่นแถบทางใต้น้ำลงมาคือ บ้านสามชุก และเหนือน้ำขึ้นไปคือ บ้านทึง ที่มีวัดและบ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำและเป็นชุมชนใหญ่มาแต่โบราณ การเลือกตำแหน่งพื้นที่สร้างที่ว่าการอำเภอในชุมชนนั้นสะดวกสำหรับคนที่เดินทางมาติดต่อราชการ เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างปากน้ำหลายแห่งเช่น คลองวังลึกหรือบางขวาก คลองโป่งแดงและคลองกระเสียว รวมทั้งริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณ การติดตลาดก็ยิ่งทำให้ได้รับความสะดวกทั้งฝ่ายชาวบ้านและผู้ค้าขาย นอกจากนี้ยังหน่วยงานราชการอื่น ๆ อีกหลายแห่ง เช่น สถานีตำรวจภูธร สุขศาลา สำนักงานที่ดิน ห้องสมุดประชาชน สหกรณ์ไม่จำกัดสินใช้ ที่ทำการไปรษณีย์และโรงเรียนประจำอำเภอที่ตั้งขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศ หลังจากสร้างที่ทำการอำเภอนางบวชที่สามเพ็ง น่าจะเริ่มจากเรือนแพค้าขายริมน้ำและท่าเทียบเรือ ซึ่งคนสามชุกเรียกกันว่าแพ คนที่เป็นเจ้าของที่ริมน้ำจะทำท่าเรือและเก็บค่าที่เพื่อเทียบเรือขนส่งสินค้าหรือค้าขาย แพใช้ค้าขายและเป็นบ้านพักอาศัยริมตลิ่งเป็นแพชั้นเดียว หลังจากนั้นคนแพจึงขึ้นบกมาปลูกบ้านบนที่ดินของอำเภอซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ในปัจจุบัน และยังคงค้าขายเช่นเดิม ช่วงแรก ๆ ปลูกบ้านเป็นหย่อมๆ ไม่เรียงติดกันเป็นซอย ต่อมาจึงเริ่มปลูกเป็นห้องแถวค้าขายหันหน้าชนกันจนกลายเป็นซอยแบ่งเป็นแถว ๆ และปลูกติดต่อกันไปตามธรรมชาติ สามเพ็งจึงกลายเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าแทนย่านท่าเรือรอแลกเปลี่ยนสินค้าแบบเดิมที่บ้านสามชุก ร้านค้าเมื่อสามชุกกลายเป็นตลาดร้อยปีเพื่อการท่องเที่ยว เมื่อย้ายมาอยู่กับที่ว่าการอำเภอใหม่ ตลาดริมน้ำมักสร้างเป็นเรือนพื้นห้องแถวติดดิน ไม่ยกพื้นสูงกันน้ำท่วม เพราะสามชุกอยู่เหนือขึ้นมาตามลำน้ำ แม้ตลาดริมแม่น้ำบางแห่ง จะยกพื้นห้องแถวสูงวกว่าพื้นดินก็ตาม เรือนห้องแถวเช่นนี้พบได้ทั่วไปในบริเวณตลาดริมแม่น้ำ ตั้งแต่แถบนครชัยศรีขึ้นไปจนถึงสองพี่น้องและศรีประจันต์ เรือนค้าขายนี้แตกต่างไปจากรูปแบบบ้านเรือนของคนไทยในภาคกลาง เพราะสร้างเป็นแถวติดกัน ชั้นล่างไว้ข้าวของที่นำมาขาย ส่วนชั้นบนเปิดเป็นห้องโล่ง ๆ ไม่กั้นห้องกั้นฝา แยกสัดส่วนโดยใช้ม่านกั้นและหลับนอนกันรวม ๆ ในห้องแถวนั้น ส่วนที่อาบน้ำหรือห้องสุขาในบางแห่งจะสร้างรวมไว้อีกที่หนึ่งและบางแห่งก็ให้ไปใช้ธรรมชาตินอกพื้นที่หรือใช้น้ำอาบในแม่น้ำลำคลอง จากนั้นตลาดจึงขยายไปพร้อม ๆ กับการโยกย้ายของผู้ที่เข้ามาทำการค้า เพราะเป็นสถานที่ราชการใหม่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง นอกจากจะมีตลาด ก็มีท่าน้ำรับส่งสินค้าทางเรือมากมายทั้งท่าข้าว ท่าถ่าน โรงสี โรงเลื่อย เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวนารอบ ๆ ทั้งใกล้และไกลจะเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าจำเป็น ตลาดสามชุกเมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมา เป็นตลาดเรือนแถวไม้ริมแม่น้ำสุพรรณที่ไม่ใช่ตลาดน้ำแบบตลาดนัดของชาวบ้านสวนตามลุ่มน้ำลำคลองใกล้ชายฝั่งทะเล ที่นำของสวนหรือเข้าของสินค้ามาขายเฉพาะช่วงเช้าตรู่หรือติดตลาดเฉพาะกิจชั่วคราว แต่เป็นการปลูกเรือนแถวเพื่ออยู่อาศัยถาวรพร้อม ๆ กับขายของไปด้วย ลักษณะตลาดประเภทนี้คือ ตลาดที่เกิดขึ้นริมแม่น้ำลำคลองที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ราวต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อมีคนจีนขยับขยายเข้ามาทำมาหากินทางบ้านเมือง ภายในแผ่นดินเพิ่มขึ้น และโดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา วิธีการเดินทางไปมาระหว่างหัวเมืองและชุมชนห่างไกลใช้เส้นทางแม่น้ำลำคลองและพัฒนาการเดินเรือเมล์ขนส่งทั้งสินค้าและผู้คนมากขึ้น รวมทั้งการปรังปรุงระบบราชการ เกิดชุมชนขนาดใหญ่เป็นอำเภอต่าง ๆ ขึ้นหลายแห่ง ตลาดริมแม่น้ำจึงเกิดมากขึ้นตามชุมชนที่ก่อร่างสร้างตัวจากตลาดเล็ก ๆ จนขยายกลายเป็นตลาดที่มีโครงสร้างระดับเมือง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดตลาดและเมืองไปพร้อม ๆ กันในบริเวณลุ่มน้ำต่าง ๆ ในภาคกลางตอนล่าง ที่มีรูปแบบเดียวกัน คือ เป็นเรือนแถวไม้ ตั้งอยู่ริมน้ำ ใช้การขนส่งสินค้าและการคมนาคมเป็นหัวใจของการค้าขาย โดยเชื่อมโยงสินค้าจากเมืองหลวงหรือแหล่งผลิตระยะทางไกลกับสินค้าจำพวกข้าว น้ำตาล หรือถ่าน ของชาวบ้านรอบนอกที่เป็นชาวนา โดยผู้ประกอบการค้าส่วนใหญ่คือคนจีนหรือลูกจีนครึ่งไทยท้องถิ่นที่ทั้งอยู่อาศัยและค้าขายในตลาด โครงสร้างพื้นที่ของตลาดสามชุกถือว่ามีรูปแบบของตลาดริมแม่น้ำที่ถูกสร้างให้เป็นเมืองในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างชัดเจน หลังจากปลูกสร้างบ้านเพื่อค้าขายเพียงไม่กี่หลังก็ขยับขยายกลายเป็นเรือนแถวไม้ปลูกหันหน้าชนกัน โดยมีซอยใหญ่ ๆ เป็นแนวขวางแม่น้ำราว ๆ ๔ ซอย มีซอยย่อยที่เคยเป็นท่าถ่าน ท่าข้าวจนกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าเมื่อท่าข้าวและถ่านเริ่มมีน้อยลง ด้านบนและด้านติดแม่น้ำมีเรือนแถวไปตามถนนที่ขนานไปตามแนวยาวของแม่น้ำในพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่ รอบนอกมีสถานที่กว้างขวางสำหรับจอดเกวียนที่รับได้เป็นร้อย ๆ เล่ม ซึ่งเป็นเกวียนบรรทุกข้าวและถ่านของชาวบ้านที่อยู่รอบนอก นำมาขายกับพ่อค้าทางเรือที่ท่าต่าง ๆ พื้นที่สาธารณะรอบ ๆ เหล่านี้เดิมเป็นหนองน้ำหรือร่องน้ำที่ถูกถมและออกโฉนดจนกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว การเชื่อมโยงกับหมู่บ้านรอบนอกก็มีทางเกวียนโบราณใช้เดินทางขนส่งผลิตผลพวกข้าวและถ่านจากชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ไกลฝั่งแม่น้ำสุพรรณทางตะวันตกมาลงเรือที่ตลาดสามชุก ทางฝั่งตรงข้ามทิศตะวันออกของแม่น้ำไม่มีตลาดย่านการค้าในยุคที่ยังไม่มีการสร้างถนน เป็นสวนผักของคนจีนปลูกทั้งผักจีนและพืชผักตามฤดูกาลเป็นแนวยาวตลอดริมน้ำไปจนจรดวัดสามชุก เช่น คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดเขียว นอกจากนั้น ยังมีสวนผักที่ปลูกริมตลิ่ง เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง มะเขือเทศ หอมใหญ่ มันเทศ มันสำปะหลัง ตลอดจนไม้ดอก เช่น กุหลาบ มะลิ ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ตลาดสามชุกซึ่งมักเป็นคนไทยท้องถิ่นหลายบ้านซึ่งมีพื้นที่ก็ปลูกทั้งไม้ผล เช่น มะม่วง มะปราง ชมพู่ ฝรั่ง กระท้อน และพืชผักสวนครัวต่าง ๆ จนสามารถนำมาขายที่ตลาดในช่วงฤดูต่าง ๆ ทำให้ตลาดสามชุกมีทั้งผักสดผลไม้ต่าง ๆ บริโภคโดยอุดมสมบูรณ์ ตลาดสามชุกในช่วงทศวรรษ ๒๔๖๐ เป็นต้นมา เป็นแหล่งรวมสินค้าทางน้ำและทางบกจากเหนือใต้มากมาย คนท้องถิ่นใกล้เคียงเข้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายได้สะดวกกับสินค้าที่มาจากดอนเจดีย์ ด่านช้าง หันคา ศรีประจันต์จนถึงเขตบ่อพลอย ทำให้ตลาดสามชุกกลายเป็นย่านการค้าที่มีผู้คนรู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะตลาดประจำอำเภอที่อุดมไปด้วยสินค้ามากมายหลายชนิด ทั้งสินค้าประจำท้องถิ่น สินค้าจากต่างถิ่นและจากกรุงเทพมหานคร ผู้คนมากมายกลายเป็นเมืองการค้าที่นับยิ่งเจริญขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มชาวจีนคือผู้มีบทบาทสำคัญทำให้เมืองริมแม่น้ำกลายเป็นเมืองค้าขายในช่วงรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา การอพยพของชาวจีนเข้าสู่ตลาดสามชุก ประกอบด้วยคนหลายกลุ่มอาชีพ หลายประสบการณ์ ต่อมาได้ขยายเครือข่ายและเครือญาติไปตามจังหวัดต่าง ๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เช่น พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นครสวรรค์ ราชบุรี และกรุงเทพฯ เป็นต้น นอกจากจะเป็นศูนย์ราชการและก่อสร้างตลาดซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางรองรับการค้าข้าว การค้าถ่านที่นำมาจากหมู่บ้านไกล ๆ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ทางหนองหญ้าไซ จนถึงด่านช้างแล้ว การเป็นศูนย์รวมการคมนาคมทางน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านทั้งฝั่งดังกล่าวและชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงจะลงเรือที่ท่าตลาดสามชุก ดังนั้น หัวใจของตลาดสามชุกคือ การค้าข้าวและถ่าน บริเวณรอบ ๆ ตลาดสามชุกเป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะต่อการเพาะปลูกข้าว ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ข้าวยังคงเป็นสินค้าหลักเป็นที่ต้องการสูงของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลทำโครงการชลประทานเพื่อการเพาะปลูกเป็นโครงข่ายจำนวนมากและใช้เวลาอย่างยาวนาน เป็นสาเหตุหนึ่งของการสนับสนุนและส่งเสริมให้ราษฎรเข้าไปบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกข้าว การปลูกข้าวเพื่อค้าขายในบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนจึงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้โรงสีตลอดจนตลาดหลายแห่งที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนขยายตัวรองรับตลาดค้าข้าวและการขนส่งทางน้ำตลอดลำน้ำสุพรรณหรือนครชัยศรี เช่น ตลาดสามชุก ตลาดเก้าห้อง ตลาดบางลี่ ตลาดศรีประจันต์ ตลาดท่าพี่เลี้ยงในเมืองสุพรรณบุรี ขึ้นเหนือจากสามชุกไปหันคา ท่าโบสถ์ สามง่าม ตลาดวัดสิงห์ ตลาดปากคลองมะขามเฒ่าในจังหวัดชัยนาท ล่องใต้จากสามชุกตลาดบางหลวง ตลาดห้วยพลู ตลาดงิ้วราย ตลาดองค์พระปฐม ตลาดใหม่ในจังหวัดนครปฐม เป็นต้น ที่ตลาดสามชุกมีการสร้างโรงสีขนาดใหญ่ก็เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ โรงสีบน โรงสีกลางและโรงสีล่าง นับเป็นแหล่งซื้อขายข้าวขนาดใหญ่ มีชาวนาในท้องถิ่นและละแวกใกล้เคียงนำข้าวเปลือกบรรทุกใส่เกวียนมาค้าขายให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารอรับซื้ออยู่ และมีที่พักเกวียนอยู่บริเวณหลังอำเภอสามชุกกว้างใหญ่ทีเดียว แล้วนำไปขายให้โรงสี หรือท่าข้าวอีกทอดหนึ่งหรือชาวนาไปขายให้โรงสีโดยตรงหรือนำไปขายที่โรงสีโดยตรง ในอดีตอำเภอสามชุกมีป่าไม้สมบูรณ์หนาแน่น โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกติดกับเทือกเขา พ.ศ.๒๔๗๕ ได้เกิดสัมปทานป่าไม้ขึ้นทั่วราชอาณาจักร มีการขออนุญาตทำไม้เพื่อแปรรูปและเผาถ่านเพิ่มมากขึ้น และในช่วงทศวรรษ ๒๔๘๐ เป็นช่วงที่เห็นได้ชัดว่ามีการบุกเบิกพื้นที่ป่าเบญจพรรณในเขตตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ชาวบ้านเริ่มย้ายถิ่นฐานจากแนวลำน้ำเดิมคือลำน้ำท่าระกำจากบ้านวังหว้า บ้านลาดสิงห์ ไปจับจองที่ดินถางป่าทำไร่กันหลายปี ผลที่ได้คือการนำกิ่งไม้ ต้นไม้ที่บุกเบิกไว้แล้วมาเผาทำถ่านไปขายที่ท่าเรือริมแม่น้ำสุพรรณที่ตลาดสามชุก ซึ่งเป็นท่าขายถ่านใหญ่ ที่สามชุกมี “ท่าถ่าน” อยู่ริมน้ำหลายท่า ทำการค้ากันอย่างเป็นลำเป็นสัน เรือโยงบรรทุกสินค้า มีข้าวและถ่านเป็นหลัก นับเวลาแล้วนานหลายสิบปีที่การค้าถ่านเจริญรุ่งเรืองอยู่ในย่านนี้ “ถ่าน” นับเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการในยุคนั้นทั้งในระดับครอบครัวและโรงงาน บริเวณตลาดสามชุก สร้าง “ท่าถ่าน” เพื่อรองรับการซื้อขายเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ท่าถ่านคือสถานที่เชื่อมโยงให้คนขายถ่านที่บรรทุกมากับเกวียนและคนซื้อถ่านที่เป็นชาวเรือจอดที่ท่าเรือมาพบและซื้อขายกันโดยตรง เจ้าของท่าเพียงแต่คิดค่าที่หรือค่าเช่าสถานที่สำหรับนำถ่านจากเกวียนขึ้นลง โดยคิดส่วนแบ่งจากยอดขาย และจะมีคนซึ่งคล้ายนายหน้าไปชักชวนชาวบ้านที่นำเกวียนมาขายถ่านที่ท่าถ่านแต่ละแห่ง สู่ความร่วงโรย ห้องแถวในตลาดสามชุก วันที่ร้างลา แทบไม่มีการค้าขาย หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๘) จนถึงทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ช่วงเวลาราว ๆ ๓๐ ปีที่ถือว่าเป็นยุคทองของตลาดสามชุก เป็นผลมาจากการเป็นตลาดใหญ่ที่อยู่ด้านเหนือสุดของจังหวัดสุพรรณบุรีและเป็นจุดศูนย์กลางที่ผู้คนที่เป็นชาวบ้าน ชาวนา นำผลผลิตมาขายทั้งที่เป็นข้าวและถ่าน และพร้อมจะใช้เงินทองเพื่อซื้อสิ่งของใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า เครื่องมือทางการเกษตร อาหาร จากตลาดที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาตั้งหลักฐานทำการค้า ช่วงราว พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นต้นมา ดัชนีชี้วัดความรุ่งเรืองการเงินเดินสะพัดเป็นผลมาจากกลไกการซื้อขายซึ่งมีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับการซื้อขายจากชาวไร่ ชาวนา การซื้อขายของพ่อค้าคนกลางไปยังโรงงานและโรงสี ดูได้จากจำนวนของธนาคาร ปรากฏว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีธนาคารเปิดทำการในตลาดสามชุกจำนวน ๗ แห่ง คือ ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารเอเชีย ธนาคารศรีนคร ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แสดงว่ามีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งธุรกิจการค้าขนาดเล็ก ซื้อมาขายไป ธุรกิจขนาดกลาง ร้านค้าที่มีเครือข่ายในชุมชน ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีทั้งธุรกิจการเกษตรและธุรกิจด้านอุตสาหกรรม เห็นได้ว่าสามชุกไม่ได้เป็นเพียงตลาดซื้อขายจับจ่ายใช้สอยของชุมชนย่านนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของธุรกิจภาคการเกษตรที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง กำลังแรงงานที่ต้องใช้ในภาคการเกษตรจำนวนมากอีกด้วย กิจกรรมที่คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุดทำสม่ำเสมอเพื่อสร้างความรู้ในเรื่องท้องถิ่นให้เยาวชน พอถึงช่วงราวปี พ.ศ.๒๕๒๗-๒๕๒๘ เริ่มมีการตัดถนนสายชัยนาท-สุพรรณบุรี-ตลิ่งชัน นับเป็นจุดเปลี่ยนอย่างจริงจัง หลังจากการเดินทางทางเรือหมดความนิยมและสิ้นสุดลงเมื่อราว พ.ศ.๒๕๒๐ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีเรือบรรทุกข้าวอยู่บ้าง แต่ก็หายไปจากลำน้ำหมดแล้ว ในยุคสมัยที่ถนนทุกสายมุ่งสู่การค้าแบบใหม่ ร้านค้าทันสมัยมีสินค้าให้เลือกมากมายหรือห้างสรรพสินค้าที่มีทุกอย่างภายในสถานที่เดียว การโหมประชาสัมพันธ์แก่ผู้บริโภคจนสร้างค่านิยมพื้นฐานให้คนในสังคมเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากตลาดในท้องถิ่นไปสู่ตลาดของกลุ่มทุนที่ไม่ทราบที่มาที่ไป ทั้งนี้เป็นนโยบายการค้าเสรีที่รัฐบาลอนุญาตและกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้ค้ารายย่อยต้องปิดตัวกิจการค้าแบบครอบครัวของตนเองไปกันทั้งประเทศไม่เฉพาะแต่ที่ตลาดสามชุกเท่านั้น การล้มลงของตลาดสามชุกนำไปสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย ช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๒ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังซึ่งดูแลที่ราชพัสดุบริเวณซอย ๑ และซอย ๒ มีโครงการปรับปรุงการปลูกสร้างอาคารบนที่ดินบริเวณดังกล่าว โดยจะรื้อห้องแถวเรือนไม้เก่าที่มีอยู่เดิมและสร้างเป็นตึกอาคารพาณิชย์เพื่อพัฒนาธุรกิจและศักยภาพที่ราชพัสดุ จึงเกิดการรวมตัวของคนในตลาดสามชุกร่วมพัฒนาและปรับปรุงตลาดของตนจนกลายเป็นตลาดสามชุกที่ฟื้นการค้าขายเพื่อการท่องเที่ยวและการค้าในท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง โดยการดำเนินงานของอาสาสมัครที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ หลังจากสร้างความเข้าใจและใช้ความพยายามในการทำงานเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูร่วมกันหลายปี ตลาดเรือนแถวไม้เก่าซอมซ่อที่มีแนวคิดที่จะรื้อทิ้งไป ก็กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง จนถึงราว พ.ศ. ๒๕๕๐ กรมธนารักษ์จังหวัดสุพรรณบุรีได้ทำหนังสือหารือไปยังกรมศิลปากรเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับคุณค่าทางโบราณคดีของอาคารสิ่งปลูกสร้างในตลาดสามชุก กรมศิลปากรให้ความเห็นว่า อาคารภายในตลาดสามชุกจัดเป็นประเภทโบราณสถานประเภท “ย่านประวัติศาสตร์” ที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ชุมชนและรูปแบบอาคารพื้นถิ่น จึงสมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประชาคมชาวสามชุกจึงร่วมมือสร้าง ฟื้น และพัฒนาตลาดสามชุกเพื่ออนุรักษ์บ้านเรือนไม้เก่าแก่และฟื้นตลาดเพื่อการท่องเที่ยวจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และกิจการค้าขายรุ่งเรืองต่อมาจนทุกวันนี้
- “เสน่ห์เมืองสาย”
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2557 การทำงานทางประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และโบราณคดีโดยเน้นการสำรวจศึกษาจากท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ผ่านมาในระยะเวลากว่า ๔๐ ปีของทั้งวารสารเมืองโบราณและมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้บันทึกความทรงจำและความเข้าใจในภูมิวัฒนธรรมอันหลากหลายในประเทศของเรามาไม่น้อย ภาพถ่ายของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะจากวารสารเมืองโบราณและอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้เป็นทั้งบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณและที่ปรึกษาของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ถือเป็นมรดกที่สะท้อนภาพของสังคมไทยทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากสังคมแบบเกษตรกรรมมาเป็นกึ่งอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เข้าใจพื้นฐานความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในปัจจุบันได้มากมาย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ทำหน้าที่ในการแบ่งปันความรู้แก่สังคม จึงทำงานจัดระบบภาพ ฟิล์ม สไลด์เก่าจากการทำงานของผู้ใหญ่ท่านต่าง ๆ ที่ทำงานมาอย่างยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เริ่มจากอนุรักษ์และทำสำเนาดิจิทัลดูแลรักษา จัดเก็บอย่างเป็นระบบ ศึกษาภาพและทำคำสำคัญ [Keyword] เพื่อสะดวกในการค้นหาต่อไป จากการทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พบเห็นเรื่องราวผู้คนและสภาพแวดล้อมในบรรยากาศต่าง ๆ และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพเก่าที่มีอยู่ในโครงการฯ ที่คณะวารสารเมืองโบราณนำโดย อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และคุณสุวพร ทองธิว ไปสำรวจ พูดคุย ถ่ายภาพทั้งสามจังหวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ หลังจากเริ่มทำวารสารเมืองโบราณฉบับแรกมาแล้วประมาณ ๕ ปี ครั้งนี้ได้คุณอานัส พงศ์ประเสริฐ จากกลุ่ม SAIBURI LOOKER ซึ่งบ้านเกิดและรากฐานครอบครัวเป็นคนสายบุรีมาหลายชั่วอายุคน อานัสเป็นคนหนุ่มที่กลับบ้านหลังจากเรียนหนังสือและอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครได้หลายปี และกำลังคร่ำเคร่งกับเพื่อน ๆ ในการทำกิจกรรมเพื่อเมืองสายบ้านเกิดให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขและความหวังของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่มีรากเหง้าสืบต่อมาจากคนรุ่นเดิมๆ เช่นเดียวกับเขา กิจกรรมหลายอย่างแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะเห็นสังคมในท้องถิ่นคืนกลับมาสู่เมืองสงบเงียบชายฝั่งทะเลในสภาพแวดล้อมที่สวยงามดังเดิม เสน่ห์ย่านการค้าเมืองสาย เมืองสายบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ พื้นที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลตรงปากแม่น้ำสายบุรีที่สามารถใช้เส้นทางน้ำนี้เดินทางเข้าสู่เขตที่ราบและเทือกเขาต้นน้ำทางสันกาลาคีรีภายในแผ่นดินได้สะดวก จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้สายบุรีเคยเป็นเมืองท่าในอดีต เพราะเป็นจุดรับส่งแลกเปลี่ยนกระจายสินค้าที่สำคัญ หากกล่าวถึงเส้นทางแม่น้ำสายบุรีก็เปรียบได้ดั่งเส้นทางซูเปอร์ไฮเวย์โบราณ เป็นเส้นทางคมนาคมที่มีการใช้แพ เรือกรรเชียง เรือพาย พัฒนาไปจนถึงเรือกลไฟเมื่อราว ๆ ๖๐ ปีที่ผ่านมา เป็นการเดินทางจากชุมชนที่อยู่ภายในเพื่อมาออกปากแม่น้ำสายบุรี ลำน้ำสายบุรีเป็นเส้นเลือดใหญ่สำหรับการคมนาคมทางน้ำ ขนส่งสินค้าแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร ประมงและสินค้าจากป่าเขาภายใน ตรงปากน้ำมีสถานีสินค้าหรือร้านค้าต่าง ๆ เป็นจุดรับซื้อแลกเปลี่ยนตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเป็นเถ่าแก่ชาวจีน มีบ้างประปรายที่เจ้าของเป็นคนมลายู บรรยากาศเมืองสายบุรีในขณะนั้นมีเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จอดทอดสมอเรียงรายเต็มไปหมด ประกอบกับมีอ่าวจอดเรือที่เหมาะกับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงเห็นเรือต่างชาติแวะเข้าจอดรับส่งสินค้าจากสายบุรี จนต้องมีด่านศุลกากร ถือเป็นจุดค้าขายการค้าทางทะเลที่สำคัญ จากคำบอกเล่าของคนสายบุรี ราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในพื้นที่สายบุรีเริ่มมีการทำเหมืองแร่ดีบุก บริเวณบ้านกะลาพอในปัจจุบันและอีกหลายแห่ง มีเรือกลไฟฝรั่งจอดรอรับตรงท่าเรือสายบุรี จนทำให้คนจีนและอินเดียและคนจากนอกพื้นที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาทำมาหากินที่เมืองสายบุรีเป็นจำนวนมาก ย่านการค้าสายบุรีในสมัยนั้นคึกคักไปด้วยบรรยากาศการค้าขายเพราะมีอาคารร้านค้าของพ่อค้าเชื้อสายจีนที่อาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ตรง “ถนนสายบุรี” ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงไปยังบ้านปากน้ำสุดทางตรงสถานีดับเพลิงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นท่าเรือเก่าและด่านศุลกากรในอดีต ตึกแถวอาคารร้านค้าเก่าในย่านเส้นทางสายเศรษฐกิจเก่า “ถนนสายบุรี” ตรงบริเวณในภาพนี้ช่วง ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนสอนพิเศษภาษาไทยและภาษาจีนระดับชั้นอนุบาล คุณครูที่สอนเป็นคนจีนสายบุรีชื่อแปะเบ่ง ทุกวันหลังเลิกเรียน นักเรียนก็จะถือกระดานชนวนเพื่อมาเรียนพิเศษที่นี่ บริเวณนั้นยังมีร้านค้าของชำ โรงแรมที่พักต้อนรับพ่อค้าขาจรที่แวะค้าขายหรือผ่านทาง สองฟากถนนเป็นเรือนแถวค้าขายกึ่งตึกกึ่งไม้ของเถ่าแก่จีนชาวสายบุรี และมีการประดับตกแต่งฉลุลวดลายแบบท้องถิ่น ร้านค้า โรงแรม บ้านเรือน สองฟากถนนเป็นเรือนแถวค้าขายกึ่งตึกกึ่งไม้ของเถ้าแก่จีนชาวสายบุรี และมีการประดับตกแต่งฉลุลวดลายแบบท้องถิ่น ร้านค้า โรงแรม บ้านเรือน ตลาด วิกโรงหนังถึง ๓ โรง เกวียนเทียมควาย เกวียนเทียมวัว รถม้า รถขนแร่ และสินค้าเครื่องมือเครื่องไม้ต่าง ๆ ที่ทันสมัยก็ใช้เส้นทางเส้นนี้เพื่อมุ่งหน้าไปส่งสินค้าตรงท่าเรือ รวมทั้งยังมีพ่อค้าจากยะลาหรือนราธิวาสก็จะเข้ามาซื้อสินค้าจำนวนมากจากที่นี่ นอกจากนี้ถนนสายบุรียังเป็นที่ตั้งของอาคารที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ที่ทำการของรัฐหลายแห่ง ดังนั้น บริเวณสองฝั่งถนนสายบุรีจึงเป็นย่านการค้าที่สำคัญมากในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ทีเดียว เรือนแถวส่วนหนึ่งคือที่อยู่อาศัยของคหบดีจีนต้นตระกูลเก่าแก่ของสายบุรี เช่น วิเศษสุวรรณภูมิ, ชาญอิสระ, พิธาน ฯลฯ สภาพอาคารบางแห่งในปัจจุบันก็ยังคงสภาพดี แต่บางส่วนถูกต่อเติมเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิม หรือถูกรื้อไปเปลี่ยนเป็นตึกแถว บ้างเปิดเป็นร้านค้าที่อยู่อาศัย บ้างก็ถูกปิดทิ้งไว้ เมื่อการคมนาคมเปลี่ยนแปลงพัฒนาจากทางน้ำเป็นทางบก เส้นทางรถไฟสายใต้ถูกสร้างขึ้น รวมทั้งมีการตัดถนนหลวงสายปัตตานี-นราธิวาสในปัจจุบันหรือที่คนในแถบนี้รู้จักในนามถนนเกาหลี ผู้คนจึงเลือกใช้ขนส่งผ่านเส้นทางรถยนต์มากขึ้นเพราะย่นเวลาได้เร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ส่งผลให้บรรยากาศการค้าการขนส่งสินค้าทางน้ำซบเซาลง เรือนแถวเป็นอาคารไม้สองชั้น เป็นทั้งเรือนที่พักและค้าขาย มีลวดลายฉลุสวยงาม เจ้าของเป็นคนมลายูมุสลิม หนึ่งในห้องแถวในภาพนี้เคยเป็นร้านยาของคุณหมอไสวคนสายบุรีรุ่นอายุ ๕๐-๖๐ ปีขึ้นไปจะรู้จักดี หมอไสวมีเชื้อสายจีน ท่านผู้นี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างทีมฟุตบอลฉลามบก ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลเยาวชนสายบุรีที่โด่งดังมากในยุคนั้น และบริเวณข้างเคียงมีร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านขายของชำ และร้านขายหนังสือ ปัจจุบันตึกเก่าย่านการค้าบางส่วนก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้าง บางแห่งก็ผุพังถูกรื้อถอนออกไป หรือถูกซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดซึ่งกำลังหายกับพร้อมอาคารตึกไม้เก่าแก่ก็คือ เรื่องเล่าของเมืองท่าแห่งนี้ แม้จะมีร่องรอยหลักฐานที่ยังพอให้เราเห็นได้รับรู้ถึงบรรยากาศเมืองสายครั้งยังรุ่งเรืองในอดีตอยู่บ้างจากคำบอกเล่า จากตึกอาคารร้านค้าอายุราวร้อยกว่าปีและภาพถ่ายเก่าที่ยังคงหลงเหลือให้เห็น แต่โดยทั่วทั้งคนในสายบุรีและคนนอกน้อยคนนักที่จะรับรู้ถึงเรื่องราวความรุ่งเรืองในความเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนเมืองสายบุรีก็ถือเป็นหน้าที่ของคนในท้องถิ่นที่จะฟื้นภาพของเมืองสายบุรีให้ปรากฏเรื่องราว เพื่อยืนยันหลักฐานร่องรอยจากความรุ่งเรืองเหล่านี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เมืองสกลนครโบราณในรัฐ “ศรีโคตรบูร” และตำนานอุรังธาตุ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2558 การพังทลายลงหักเป็นสามท่อนส่วนฐานซึ่งเป็นของเดิมถูกเครื่องบนกระแทกลงมาแตกเป็นผุยผง มองเห็นส่วนยอด อิฐก่อแบบสอปูนซึ่งเป็นฝีมือการปฏิสังขรณ์ สมัยพระไชยเชษฐาจากเวียงจันทน์กับยอดบนเป็นฝีมือปฏิสังขรณ์สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงครามสมัยแรก ทุกวันนี้เรารู้จักพระธาตุพนมในลักษณะที่ว่าเป็นพระธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแต่ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่ามีมานานเท่าใดใครเป็นผู้สร้างอยู่ในแว่นแคว้นใดมาก่อนตลอดจนมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพียงใดนั้นยังเป็นที่คาดคะเนไม่ได้แน่นอนและมักเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงการโบราณคดี สิ่งที่พอจะกล่าวได้อย่างมั่นใจขณะนี้ก็คือลักษณะของศิลปกรรมอันได้แก่ลวดลายและภาพที่สลักบนแผ่นอิฐซึ่งประดับรอบพระธาตุเจดีย์ตอนล่างทั้งสี่ด้านเป็นลักษณะศิลปกรรมที่เป็นตัวเองไม่ใช่ลักษณะศิลปะของจาม มอญ และขอม ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่า เป็นของที่สร้างโดยชนกลุ่มหนึ่งซึ่งในสมัยโบราณคือเจ้าของดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง หลักฐานทางโบราณคดีขณะนี้ยังไม่มีเพียงพอส่วนใหญ่เป็นตำนานพงศาวดารซึ่งเรียบเรียงขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นช้านาน เอกสารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระธาตุพนมและเรื่องราวของประชาชนตลอดจนแว่นแคว้นที่เกี่ยวข้องซึ่งถือได้ว่าดีที่สุดขณะนี้ก็คือตำนานอุรังคธาตุ คำว่าอุรังคธาตุนั้นหมายถึงพระบรมธาตุส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าซึ่งพระมหากัสสปะนำมาประดิษฐานไว้ ณ ดอยกัปปนคีรีหรือภูกำพร้า อีกนัยหนึ่งก็คือพระธาตุพนมนั่นเอง พระพุทธรูปปางสมาธิและชิ้นส่วนของรูปสลักจากหิน ตำนานเล่มนี้การเรียงลำดับเหตุการณ์และสถานที่ดูค่อนข้างสับสนจึงมีผู้นำไปเรียบเรียงใหม่ให้อ่านง่ายขึ้นหรือไม่ก็มีผู้ตัดตอนเอาเรื่องราวของสถานที่ไปแยกเขียนเป็นประวัติตำนานของท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ตำนานพระธาตุเชิงชุม ตำนานพระบาท ตำนานพระธาตุนารายณ์เจงเวง ฯลฯ สาระสำคัญในตำนานอุรังคธาตุนั้นอาจวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญได้ดังนี้ เรื่องแรกคือพุทธทำนายเป็นสิ่งที่จะต้องมีประจำอยู่ในทุก ๆ ตำนานคือการที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ยังท้องถิ่นใดถิ่นหนึ่งในสุวรรณภูมิแล้วทรงทำนายการเกิดของบริเวณที่จะเป็นศาสนสถานวัดวาอารามหรือบ้านเมือง ตลอดจนการกำหนดพระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่จะทะนุบำรุงพระศาสนา ในตำนานอุรังคธาตุนี้พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ในท้องที่ต่าง ๆ เช่นที่ หนองคาย สกลนคร และนครพนมทรงกำหนดภูกำพร้าในเขตอำเภอธาตุพนมเป็นสถานที่บรรจุพระ อุรังคธาตุ และทำนายการเกิดของนครเวียงจันทน์ในบริเวณหนองคันแทเสื้อน้ำ ถัดจากพุทธทำนายก็เป็นนิยายปรัมปรา [Myth] เกี่ยวกับประวัติการเกิดของภูมิประเทศอันได้แก่ แม่น้ำ ที่ราบ และภูเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มชนที่อยู่อาศัย ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงการเกิดของแม่น้ำสำคัญๆตามลำแม่น้ำโขงว่าเป็นการกระทำของพวกนาค ซึ่งแต่เดิมมีที่อยู่อาศัยในหนองแสเขตยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน นาคเหล่านั้นได้เกิดทะเลาะวิวาทกันจนเป็นเหตุให้ต้องทิ้งถิ่นฐานเดิมล่องมาตามลำแม่น้ำโขงทางใต้ขุดควักพื้นดินทำให้เกิดแม่น้ำสายต่างๆ ขึ้น เช่น แม่น้ำอู แม่น้ำพิง แม่น้ำงึม แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล ฯลฯ ข้อความที่เกี่ยวกับหนองแสและการวิวาทกันของพวกนาคจนเป็นเหตุให้ต้องหนีลงมาทางใต้ตามลำแม่น้ำโขงนั้นตรงกันกับข้อความในตำนานอื่นคือตำนานสุวรรณโคมคำและตำนานสิงหนวัติ อันเรื่องราวเกี่ยวกับนาคนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่นิยมกันมากในบรรดาบ้าน เมืองสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่หนองแส ซึ่งเป็นตอนต้นน้ำในเขตยูนนาน ลงมาจนถึงเมืองเขมรตอนปากแม่น้ำโขงมีลัทธิเคารพบูชานาค เชื่อกันว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดแม่น้ำลำคลองเกิดความสมบูรณ์พูนสุขแก่บ้านเมืองและอาจบันดาลภัยพิบัติให้น้ำท่วมเกิดความล่มจมแก่บ้านเมืองได้ นาคมีความสัมพันธ์กับคนในฐานะเป็นบรรพบุรุษ เช่น ในประวัติของอาณาจักรฟูนันในจดหมายเหตุจีนกล่าวว่าพราหมณ์มาแต่งงานกับลูกสาวนาคแล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ปกครองฟูนัน ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงทรมานพวกนาคจนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กลายเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาไป ยิ่งไปกว่านั้น นาคยังเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ ในการปกครองและความยุติธรรม กษัตริย์องค์ไหนเจ้าเมืองคนไหนประพฤติผิดในการปกครองหรือประชาชนมีจิตใจไร้ ส่วนฐานแตกกระจายเป็นกองอิฐร่วนคลุมส่วนใกล้พื้นอันเป็นส่วนสำคัญของ องค์พระธาตุยังไม่เปิดเห็นการหักแบบขาดกลางน้ำหนักอันมหาศาลนั้นได้กด ทับฐานส่วนล่าง ซึ่งเป็นอิฐก่อไม่สอปูนมีลายจำหลักบนอิฐ ศีลธรรมจะได้รับการลงโทษจากนาค ทำให้บ้านเมืองพิบัติล่มจมไปแต่ผู้ใดเจ้าเมืองใด ยึดมั่นในพระพุทธศาสนานาคก็จะทำตัวเป็นผู้คุ้มกันและช่วยเหลือนิยายปรัมปราคติ อันเกี่ยวกับนาคซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความจริงนี้ถ้าหากวิเคราะห์และแปลความหมายตามหลักวิชามานุษยวิทยาแล้วอาจมองได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. นาคในลักษณะที่เป็นกลุ่มชนดั้งเดิม ๒. นาคในลักษณะที่เป็นลัทธิหนึ่งในทางศาสนา ถ้าหากแบ่งขั้นตอนของการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มาจากหนองแสตามตำนานแล้วก็กล่าวได้ว่า “ตำนานสุวรรณโคมคำและตำนานสิงหนวัติ” เป็นเรื่องของกลุ่มชนที่เคลื่อนย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในเขตลุ่มน้ำโขงตอนบน คือตั้งแต่เขตจังหวัดเชียงรายหลวงพระบางลงมาจนถึงจังหวัดเลย ส่วนตำนานอุรังคธาตุนั้นเป็นเรื่องของผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยตั้งแต่เขตจังหวัดหนองคายลงไปจนถึงอุบลราชธานี ส่วนเรื่องที่ว่า นาคเป็นลัทธิหนึ่งในทางศาสนานั้นหมายความว่าระบบความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่หนองแสลงมา เป็นลัทธิที่เกี่ยวกับการบูชานาค พระธาตุพนมล้ม วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๘ น. เพราะฝนตกพายุพัดแรงติดต่อหลายวันพระธาตุพนมจึงได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์ ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระ ธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิมเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๒ นาคเป็นสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่สำคัญ บันดาลให้เกิดแม่น้ำ หนอง บึง ภูเขา และที่อยู่อาศัย ครั้นเมื่อวัฒนธรรมอินเดียโดยเฉพาะพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์แพร่หลายเข้ามาลัทธิบูชานาคก็ได้ผสมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิศาสนาที่เข้ามาใหม่ จะเห็นได้ว่าเรื่องการที่พระพุทธเจ้าทรงทรมานนาคก็ดีเรื่องพระอิศวรและพระนารายณ์ (พระกฤษณะ) รบกับพญานาคก็ดีในตำนานอุรังคธาตุนั้นเป็นการแสดงถึงชัยชนะของศาสนาใหม่ที่มีต่อระบบความเชื่อเก่า แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าระบบความเชื่อดั้งเดิมจะสลายตัวไป กลับถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาใหม่ด้วย ดังจะเห็นได้ว่าบรรดานาคได้กลายมาเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชน กษัตริย์หรือเจ้าเมืององค์ใดเป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาก็มักจะได้รับความช่วยเหลือจากนาคในการสร้างบ้านแปงเมืองและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่บ้านเมือง แต่ถ้ากษัตริย์หรือประชาชนไม่ยึดมั่นในพระศาสนาขาดศีลธรรมนาคก็จะกลายเป็นอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่บันดาลความวิบัติให้บ้านเมืองนั้นล่มจมเป็นหนองเป็นบึงไปอย่าง เช่น เมืองหนองหารหลวงและเมืองมรุกขนคร เป็นต้น ลวดลายบนแผ่นอิฐไม่สอปูนที่สันนิษฐานภายหลังว่าน่าจะเป็นศิลปะแบบจาม การบรรจุพระอุรังคธาตุและการสร้างตลอดจนบูรณะพระธาตุพนมเป็นเรื่องของการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหรือบ้านเมืองต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วอาจแบ่งระยะเวลาออกได้เป็น ๒ ระยะ ระยะแรก เป็นเรื่องราวที่เป็นนิยายปรัมปราคติ [Myth] คือเริ่มแต่สมัยพุทธกาลในรัชกาลของพระยาติโคตรบูรผู้ครองแคว้นศรีโคตรบูรพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ทรงกำหนดให้พระกัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาบรรจุ ณ ภูกำพร้าหลังจากพระองค์นิพพานแล้ว ครั้งพระมหากัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาบรรจุนั้นพระยาติโคตรบูรสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระยานันทเสนราชอนุชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งศรีโคตรบูรแทนได้ร่วมกับพระยาสุวรรภิงคารแห่งแคว้นหนองหานน้อย พระยาอินทปัฐนครแห่งแคว้นอินทปัฐนครและพระยาจุลณีพรหมทัตแห่งแคว้นจุลณี เสากลมของ พระธาตุพนมตามซุ้มทิศ หลังจากก่อองค์พระธาตุเสร็จแล้วพระอินทร์และเทพยดาทั้งหลายก็พากันมาสักการะพระอุรังคธาตุสร้างเสริมตกแต่งพระธาตุให้งดงาม ทำรูปกษัตริย์ทั้งหลายจากแคว้นต่างๆที่มีส่วนร่วมในการก่อพระธาตุทรงช้างทรงม้าพร้อมทั้งลวดลายประดับไว้บนผนังรอบๆองค์พระธาตุทั้งสี่ทิศ รูปเหล่านี้เชื่อกันว่าคือที่ปรากฏบนลวดลายสลักอิฐนั่นเอง เหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์เรื่อยมา ต่อมาบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่ร่วมกันก่อพระธาตุก็สิ้นพระชนม์ไปแต่ว่าไปประสูติใหม่ในวงศ์กษัตริย์ของแคว้นต่าง ๆ ที่กล่าวนามมาแล้ว ในที่สุดพระยาติโคตรบูรก็ได้เสวยพระชาติเป็นพระยาสุมิตตธรรมครองเมืองรุกขนครแห่งแคว้นศรีโคตรบูรส่วนกษัตริย์องค์อื่น ๆ ได้บวชเรียนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทรงมาพบกันอีกทีและทรงร่วมกันบูรณะก่อสร้างพระธาตุพนมครั้งที่สองขึ้น ในครั้งนี้เชื่อกันว่าพระธาตุพนมมีรูปร่างเป็นคูหาสี่เหลี่ยมสองชั้นก่อด้วยอิฐซ้อนกัน ส่วนยอดชั้นบนของพระธาตุพนมปฏิสังขรณ์สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม หักลงมาทั้งท่อนยังเห็นลายดอกจันทร์และลายกระจังปิดทอง ต่อจากรัชกาลพระยาสุมิตตธรรมแห่งมรุกขนครแล้วแคว้นโคตรบูรก็เสื่อมลงความสำคัญของบ้านเมืองได้ย้ายไปอยู่ที่นครเวียงจันทน์อันมีพระยาจันทรบุรีอ้วยล้วยเป็นต้นวงศ์กษัตริย์ และได้ทรงอุปถัมภ์พระธาตุพนมต่อมา ระยะหลังเหตุการณ์เกี่ยวกับพระธาตุพนมเป็นเรื่องในสมัยล้านช้างซึ่งถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์แล้ว ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่าพระยาโพธิสาราชได้เสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์สร้างวิหารและถวายข้าพระเป็นจำนวนมากเพื่อคอยดูแลรักษาพระบรมธาตุพระยาโพธิสาราชนี้มีหลักฐานว่าขึ้นครองราชย์ในล้านช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓ สมัยหลัง ๆ ลงมาก็ถึงรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงทราบเรื่องราวของพระธาตุพนมจากตำนาน ได้เสด็จมานมัสการพระบรมธาตุและทรงบูรณปฏิสังขรณ์ เรื่องของตำนานอุรังคธาตุที่มีมาแต่โบราณมาหมดสิ้นเอาในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้าง พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในปัจจุบันในวันเพ็ญเดือน ๓ ถึง แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปีจะมีงานประจำปี ต่อมาพระพนมเจติยานุรักษ์ (ปัจจุบันคือพระเทพรัตนโมลี) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมซึ่งเป็นปราชญ์มีความรอบรู้ในเรื่องอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีคนหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รวบรวมเรียบเรียงตำนานอุรังคธาตุขึ้นใหม่ให้ชื่อว่า “อุรังคนิทาน” ได้นำเอาเรื่องราวและเหตุการณ์เกี่ยวกับพระธาตุพนมในสมัยหลังรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาลงมาจนปัจจุบันซึ่งมีบันทึกอยู่ในศิลาจารึกตำนานพงศาวดารและความทรงจำของผู้รู้ในท้องถิ่นมาเพิ่มเติมไว้ จากเรื่องราวที่เพิ่มเติมนี้ทำให้ทราบว่าพระธาตุพนมเป็นศาสนสถานที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกยุคทุกสมัยการบูรณปฏิสังขรณ์แต่ละครั้งเป็นเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์ซึ่งเจ้าบ้านผ่านเมือง ขุนนางข้าราชการ ประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ต้องมาร่วมกันดำเนินการการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในภายหลังนี้ได้แก่ครั้งพระครูหลวงโพนสะเม็กใน พ.ศ. ๒๒๓๕ ครั้งพระครูวิโรจน์รัตโนบลจากวัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ และครั้งสุดท้ายกรมศิลปากรมาบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ (เรียบเรียงจากบทความเรื่อง ตำนานอุรังคธาตุกับความคิดคำนึงทางโบราณคดี ตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับพระธาตุพนม, ๒๕๑๘) อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ปัตตานีในความทรงจำ
เผยแพร่ครั้งแรก 4 พ.ย. 2558 ท้องทุ่งข้างทางและละแวกบ้านในท้องถิ่น [ภาพ 1-2] ภาพท้องทุ่งริมทางเป็นที่โล่งที่ชาวบ้าน ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงเล็มหญ้า โดยการปล่อยสัตว์เลี้ยงในตอนเช้าและจะมาต้อนให้เข้าคอกในตอนเย็น ส่วนเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็จะไปทำงานอย่างอื่น ในสมัยนั้นไม่มีปัญหาการลักขโมยมากนัก ผมมีโอกาสไปร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการบรรยายคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ฉายภาพถ่ายขาวดำที่ถ่ายจากกล้องฟิล์มชุดหนึ่ง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นภาพของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะหรือ น. ณ ปากน้ำ ที่ถ่ายเมื่อครั้งลงพื้นที่ในสามจังหวัดภาคใต้เมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีก่อน นอกเหนือจากความตื่นตากับภาพถ่ายเก่าๆ และอารมณ์ของภาพขาวดำที่ดูขรึมขลังแล้ว ภาพแห่งความทรงจำในวัยเยาว์ของผมก็ได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เรื่องราวและสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยพบเห็นและลืมเลือนไปแล้วตามกาลเวลา ก็ได้ถูกสะกิดให้หวนคืนมาอีก เรือนไม้ [ภาพ 3] เรือนไม้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นปาตานีเป็นเรือนที่อยู่แถบบ้านกรือเซะและอยู่ไม่ห่างจากมัสยิดกรือเซะมากนักปัจจุบันคงถูกรื้อไปแล้ว เป็นเรือนไม้ประเภทเรือนเครื่องสับยกใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว ฝากระดานลูกฟัก และใช้ปั้นลมตามลักษณะของท้องถิ่นมลายู ปัจจุบันแทบจะไม่สามารถพบเห็นเรือนลักษณะนี้ในท้องถิ่น และเมื่อหันมาดูรูปภาพเหล่านั้นอย่างพินิจถี่ถ้วน สิ่งที่พบเห็นอย่างสามัญในโมงยามที่ภาพถูกบันทึกนั้น กลับไม่สามารถพบเห็นได้แล้วในปัจจุบัน ภาพชาวบ้านที่เทินสิ่งของไว้บนหัวอย่างสามัญดาษดื่นน่าจะเป็นเรื่องที่คนอายุไม่เกิน ๒๐ ปี ไม่เคยได้เห็นมาก่อน สภาพบ้านเรือน การแต่งกาย วิถีชีวิตที่ดำเนินอย่างเชื่องช้า เหมือนอย่างที่ปรากฏในภาพถ่าย ก็คงเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากจินตนาการของผู้คนในยุคนี้ มัสยิดกรือเซะ [ภาพ 4-7] มัสยิดเก่าแก่ของเมืองปาตานี สร้างในสมัย สุลต่านมุซอฟฟัร ชาห์ แห่งราชวงศ์ศรีวังษา หลังจากที่พญาอินทิรา หรือสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ ต้นวงศ์ เปลี่ยนมารับศาสนาอิสลามไม่นานนักมัสยิดกรือเซะเป็นสถาปัตยกรรมที่ก่อซุ้มประตูโค้งแบบเปอร์เซีย-เอเชียกลาง ก่อด้วยอิฐ รกร้างมานาน และกรมศิลปากรประกาศให้เป็นโบราณสถาน ปัจจุบันได้มีการบูรณะและใช้งานเป็นมัสยิด (ศาสนสถานของศาสนาอิสลาม) สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว [ภาพ 8-9] ตั้งอยู่ติดกับมัสยิดกรือเซะ ทางด้านทิศตะวันตก มีตำนานเล่าว่า ลิ้มกอเหนี่ยว หญิงชาวจีน เดินทางมาตามหาพี่ชายที่มาสร้างมัสยิดกรือเซะ ให้กลับบ้านที่เมืองจีน แต่ลิ้มเต้าเคี่ยนผู้เป็นพี่ชายไม่ยอมกลับ นางจึงน้อยใจและผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ด้านหลังมัสยิด ชาวจีนจึงตั้งฮวงซุ้ยให้นางในบริเวณนั้น จนมีการสร้างศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในชุมชนชาวจีนที่เมืองปัตตานี อารมณ์แรกในยามที่เห็นภาพถ่าย นอกเหนือจากการย้อนคืนความทรงจำของชีวิตวัยเด็กที่เติบโตในสังคมมลายูปาตานีอันเป็นความทรงจำส่วนตัวแล้ว ผมกลับกระหายที่จะเล่าเรื่องราว อยากแบ่งปันบรรยากาศแบบ มลายูปาตานี ที่ผมเติบโตมาให้กับคนรุ่นใหม่และคนนอกสังคมมลายูปาตานีที่ไม่มีโอกาสได้เห็น มีโอกาสได้สัมผัสถึงเรื่องราวเหล่านั้นบ้าง รวมไปถึงอยากสืบค้นถึงภาพหลายๆ ภาพที่ผมมองไม่ออก จำไม่ได้แล้วว่า เป็นภาพที่ถ่ายจากที่ไหนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผมอยากจะถ่ายภาพในสถานที่เดียวกัน มุมเดียวกันกับภาพเหล่านั้น เพื่อที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผ่านกาลเวลาช่วงหนึ่งและบอกเล่าถ่ายทอดเท่าที่ผมจะสามารถทำได้ และจะนำเสนอบอกเล่าผ่านภาพถ่ายเก่าและการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศใหม่ร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ต่อไป สุสานสุลต่านสุไลมาน ชารีฟุดดีน เจ้าเมืองปัตตานี [ภาพ 10-11] ตัวสุสานทำด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ แกะสลักลวดลายเครือเถาแบบมลายู จารึกข้อความเป็นภาษามลายูอักษรยาวี หลักบนสุสานหรือที่เรียกในภาษามลายูว่า Batu Nisan ซึ่งทำจากหินอ่อนแกะสลักได้ถูกโจรกรรมไป ปัจจุบันมีหลักที่สร้างใหม่มาทดแทน ภาพนี้ถ่ายในช่วงที่หลักบนสุสานถูกโจรกรรมไปแล้ว จึงไม่ปรากฏ Batu Nisan ให้เห็นในภาพ กุโบร์โต๊ะอาเยาะห์ [ภาพ 12-15] เป็นกุโบร์หรือสุสานที่ตั้งใกล้กับมัสยิดรายาปัตตานี ตั้งอยู่ที่จะบังติกอและไม่ห่างจากวังของเจ้าเมืองปัตตานีมากนักกุโบร์โต๊ะอาเยาะห์เป็นที่ฝังศพของสุลต่านสุไลมาน ชารีฟุดดีน เจ้าเมืองปัตตานีและบรรดาญาติวงศ์ในสายตระกูลของสุลต่านมูฮำหมัดหรือตนกูเปาะสา รวมทั้งเป็นที่ฝังศพของขุนนางเมืองปัตตานีตั้งแต่ย้ายเมืองจากบ้านบานามาตั้งยังที่ใหม่ที่บ้านจะบังติกอ ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ภายในอาณาเขตกุโบร์ที่กว้างขวางแห่งนี้ ยังแบ่งพื้นที่โดยการสร้างกำแพงแก้ว มีซุ้มทางเข้าตามแบบอย่างสถาปัตยกรรมของจีน เพื่อฝังศพแยกเป็นสายตระกูลต่างๆ และสะดวกในการดูแลรวมทั้งการอ่านบทขอพร (ดุอาร์) ให้ผู้ล่วงลับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- การฝั่งศพครั้งที่ ๒ ที่ทุ่งกุลาร้องไห้
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เมษายน 2546 จากผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่คุณสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีจากกรมศิลปากรได้ศึกษาไว้ ทำให้เห็นลักษณะเด่นของวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ได้ชัดเจน นั่นคือ ประเพณีเกี่ยวกับการตายของผู้คนในเขตนี้สัมพันธ์กับ “การฝังศพครั้งที่สอง” ซึ่งเป็นวิธีการจัดการกับศพและความเชื่อหลังความตายของมนุษย์อันมีลักษณะเป็นสากล เก็บกระดูกใส่โกศ พิธีกรรมเก่าแก่มีมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ การฝังศพครั้งที่สองคืออะไร วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สอง [secondary burial] คือพิธีกรรมเกี่ยวกับการตายของมนุษย์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเกี่ยวกับร่างกายจากวิธีขุดหลุมฝังร่าง แล้วอุทิศสิ่งของเพื่อชีวิตภายหลังความตายในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน มาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น นั่นคือ เมื่อฝังศพครั้งแรกมาสักระยะหนึ่งแล้ว ก็จะมีการขุดร่างกายนั้นขึ้นมาใหม่ เลือกโครงกระดูกซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดใส่ลงในภาชนะใบใหญ่ ซึ่งมีสิ่งของเครื่องใช้ ภาชนะใส่ข้าวปลาอาหาร หรือของมีค่าต่าง ๆ อุทิศแก่ผู้ตายฝังรวมไปด้วย ในบริเวณซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสุสานของตระกูลหรือของชุมชนซึ่งอาจจะเป็นสถานที่แห่งใหม่ ตอกย้ำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเครือญาติหรือสายตระกูลและการเน้นลักษณะร่วมในความเป็นคนในชุมชนเดียวกันมากขึ้น ประเพณีการทำศพเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อาจมีอยู่บ้างเป็นส่วนน้อยที่วิธีการปลงศพแตกต่างไป เช่น การปล่อยให้แร้งกัดกิน (เช่น เผ่า nandi ในเคนยา) แต่ก็เป็นข้อยกเว้นที่ปรากฏอยู่ไม่มากนัก ในระยะต่อมาการเผาศพ [cremation] กลายวิธีที่แพร่หลายมากกว่า ในประเทศไทยมักจะกำหนดว่าเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลทางความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้ว เถ้าหรือกระดูกก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่ลูกหลานเก็บรักษาไว้ในโกศ ซึ่งอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หม้อดินเผาธรรมดาจนกระทั่งถึงโกศทองเหลืองที่เราคุ้นเคยเห็นกันทั่วไปในปัจจุบัน คนในอดีตมักฝังเก็บไว้รอบฐานเจดีย์บ้าง โคนต้นไม้ใหญ่บ้าง บางแห่งนิยมสร้างเป็นโกศเจดีย์ขนาดใหญ่ หรือกระทั่งที่นิยมทำกันในปัจจุบันคือช่องตามกำแพงแก้วและรอบรั้ววัด แต่สิ่งที่เหมือนกันอันเป็นวิธีคิดที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ โกศกระดูก [urn] ในปัจจุบันมีหน้าที่เช่นเดียวกับภาชนะใส่กระดูก [jar burial] ในอดีต และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการเก็บกระดูกในวัดก็มีหน้าที่เช่นเดียวกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเนินสุสานของชุมชน ในการฝังศพครั้งที่สองช่วงก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน จากการศึกษาเปรียบเทียบประเพณีการฝังศพครั้งที่สองเมื่อไม่นานมานี้ นักมานุษยวิทยาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมการตายในชุมชนชาวจีนที่เกาะไหหลำ และเป็นวัฒนธรรมที่ปรากฏทั่วไปในเขตจีนตอนใต้ ครอบครัวจะฝังศพผู้ตายราวสามสี่ปีในที่แห่งหนึ่ง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่จะทำให้ศพนั้นเน่าเปื่อย เมื่อถึงเวลาลูกหลานและผู้ชำนาญในการทำพิธีจะเชิญวิญญาณและขุดศพขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดเอาเนื้อออกจากกระดูกตั้งแต่หัวจรดเท้า ชำระล้าง แล้วเอากระดูกใส่ในโกศหรือภาชนะนำไปฝังในฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษอีกครั้งหนึ่ง การศึกษาทางโบราณคดีทั่วโลกลงความเห็นว่า การฝังศพครั้งที่สอง [secondary burial] หรือการฝังภาชนะบรรจุกระดูกน่าจะเกิดขึ้นในช่วง megalithic แหล่งที่พบมากที่สุดคือยุโรปตอนเหนือ (ยุโรปเหนือแห่งเดียวมีแหล่งที่อยู่ในยุค megalithic ถึง ๔๐,๐๐๐ แห่ง) การฝังศพครั้งที่สองในยุคนี้จะสัมพันธ์กับการตั้งหินขนาดใหญ่ล้อมรอบเนิน ซึ่งอาจจะเป็นห้องเก็บกระดูกของหัวหน้าหรือชนชั้นนำ บางแห่งสันนิษฐานว่าเก่าไปถึง ๑,๕๐๐ BC. ทีเดียว แต่การศึกษาในยุโรปปัจจุบันมีผู้เปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยเสนอจากข้อมูลการขุดค้นว่า การฝังศพครั้งที่สองเกิดขึ้นภายหลังจากมีหลุมฝังศพในวัฒนธรรมแบบ megalith แล้ว แต่เป็นเพียงการใช้สถานที่เดิมซึ่งเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และอาจรับรู้เรื่องราวโดยผ่านการบอกเล่า [oral tradition] ดังนั้น การฝังศพครั้งที่สองจึงไม่น่าเริ่มต้นในยุค megalithic วิธีคิดของมนุษย์เพื่อพิธีกรรมในการฝังศพครั้งที่สองในสถานที่ซึ่งมีความสำคัญหรือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนปรากฏพบทั่วโลก รวมทั้งในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก นักโบราณคดีในอินเดียพบแหล่งฝังศพครั้งที่สองมากกว่า ๗๕ แห่ง ในเขตรัฐทามิลนาดูซึ่งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตอนใต้ใกล้กับเกาะลังกา และยังคงกำหนดชื่อว่าอยู่ในสมัย megalithic ภาชนะในการฝังศพครั้งที่สองขนาดสูงกว่า ๑ เมตร ภายในบรรจุภาชนะขนาดเล็กกว่าใส่สิ่งของเครื่องใช้เครื่องประดับและเมล็ดพืชที่อุทิศแก่ผู้ตาย โดยกำหนดอายุอย่างกว้างๆ อยู่ในราว ๑๐๐ BC.- AD.๑๐๐ สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขตหมู่เกาะนักวิชาการบางคนกำหนดว่าวัฒนธรรม megalith อยู่ในช่วงยุคหินใหม่ แต่บางพื้นที่ เช่น เกาะสุมาตรา เกาะเบอร์เนียว และเกาะสุลาเวสี พบหลักฐาน เช่น เครื่องประดับที่ได้รับจากวัฒนธรรมดองซอน แต่บนพื้นแผ่นดินใหญ่การมีอยู่ของวัฒนธรรมแบบ megalith ไม่พบอย่างชัดเจน นอกจากการศึกษาที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ในประเทศลาว ซึ่ง แมดเดอลีน โคลานี [Madeleine Colani] นักโบราณคดีหญิงชาวฝรั่งเศสทำการขุดค้นและศึกษาไว้เมื่อราว ๗๐ กว่าปีก่อน โดยเสนอข้อมูลว่าเป็นวัฒนธรรมแบบ megalith ที่เกี่ยวข้องกับการฝังศพครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม การศึกษาในระยะต่อมาเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางอื่น ไหหินในลาวไม่น่าเกี่ยวกับวัฒนธรรมหินตั้ง หรือ megalith ที่แสดงออกอย่างมั่นคงในยุโรป แต่มีลักษณะร่วมสมัยกับวัฒนธรรมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังที่จะได้กล่าวต่อไป ประเพณีการฝังศพครั้งที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากการศึกษาเปรียบเทียบ ศาสตราจารย์เออิจิ นิตต้า [Prof.Eiji Nitta] นักโบราณคดีด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยคาโกชิมา เป็นผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการฝังศพครั้งที่สองหรือประเพณีการฝังไหใส่กระดูกในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย เวียดนามและลาว โดยเป็นผู้ขุดค้นแหล่งโบราณคดีสำคัญในบริเวณรอบทุ่งกุลาร้องไห้ เช่นที่ โนนยาง บ้านเขวาโค้ง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และบ้านดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งยังได้ขุดตรวจแหล่งโบราณคดีในบริเวณทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ซึ่งหลังจากการทำงานของโคลานีเป็นต้นมาก็ไม่มีผู้ใดขุดค้นในบริเวณนี้แต่อย่างใด รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาวัฒนธรรมซาหวิ่นในเวียดนามโดยการสนับสนุนของมูลนิธิโตโยต้าในเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย จากงานของศาสตราจารย์นิตต้าที่ชี้ว่า ในเขตเวียดนามตอนกลางซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมซาหวิ่น [Sa Huynh] อันเป็นวัฒนธรรมที่มีประเพณีการฝังภาชนะใส่กระดูก ข้อมูลที่ได้จากเมืองฮอยอันซึ่งอยู่ในเวียดนามตอนกลาง และโฮจิมินซิตี้ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ พบการฝังภาชนะใส่กระดูกขนาดสูงใหญ่ทรงกระบอกก้นกลมและมีฝาปิด ในพื้นที่ซึ่งเป็นเนินทราย [sand dune] ใกล้ชายฝั่งทะเล มีการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีหัวซาและอันบาง [Hua Za, An Bang] ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองฮอยอัน แต่ไม่พบกระดูกมนุษย์ในภาชนะเหล่านี้ แต่พบภาชนะขนาดเล็ก เช่น หม้อที่มีลายขูดขีดเคลือบสีแดง เครื่องมือเหล็ก เช่น มีด ขวาน ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินคาร์นีเลียน พบอยู่ภายในและรอบ ๆ ไห ลูกปัดทองคำและต่างหูแบบเขาสองหน้า [bicefalous pendant] อันเป็นเครื่องประดับชิ้นเด่นในวัฒนธรรมซาหวิ่น เครื่องมือเหล็กหลากหลายชนิดเช่นนี้นับเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการเกษตร การขุดหรือแกะไม้ ขวานรูปแบบต่าง ๆ แบบมีบ้องและแบบแบน มีดมีห่วงที่เลียนแบบศิลปะในแบบราชวงศ์ฮั่น ขวาน ko-dagger ซึ่งรูปแบบเช่นนี้คล้ายกับสิ่งของที่อุทิศให้ศพจากบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้น อายุของแหล่งนี้จึงพิสูจน์จากการเปรียบเทียบมีดแบบราชวงศ์ฮั่นว่าอยู่ในช่วงก่อนและหลังคริสตกาลไม่มากนัก [๒๐๖ BC.-AD.๒๒๐] แต่ค่าอายุจากแหล่งอันบางอยู่ ๓๘๐+-๙๐ BC. ซึ่งค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบรูปแบบภาชนะในฝังศพครั้งที่สองจากฮอยอันที่มีอายุอยู่ในช่วง AD.๑๐๐ ที่แหล่ง Giong Ca Vo และ Giong Phet ใกล้กับเมืองโฮจิมินซิตี้ เวียดนามทางตอนใต้ ซึ่งเป็นแหล่งฝังศพครั้งที่สองที่สำคัญในเวียดนาม พบภาชนะค่อนข้างหนาแน่น ที่แหล่ง Giong Ca Vo เป็นแหล่งแรกในเวียดนามที่พบกระดูกมนุษย์ในภาชนะด้วย ส่วนใหญ่อยู่ในท่านั่ง ซึ่งคนขุดเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการฝังครั้งแรกหรือครั้งที่สอง มีการฝังสิ่งของร่วมไปด้วยกับโครงกระดูก ค่าอายุทางการอยู่ที่ ๕๓๐+-๕๐ BC. ภาชนะที่นี่เป็นรูปทรงกลม ก้นกลม ประดับด้วยลายเชือกทาบ ซึ่งแตกต่างไปจากภาชนะในวัฒนธรรมซาหวิ่น สิ่งของที่พบได้แก่ เครื่องมือทำจากกระดูก ภาชนะดินเผา สำริด เหล็ก และทองคำ ทั้งเครื่องมือและเครื่องประดับจำนวนมาก รวมถึงแก้ว หยก [jade] ต่างหูเขาสองหน้า [bicefalous pendant] แบบวัฒนธรรมซาหวิ่น ค่าอายุทางการค่อนข้าง แต่จากการศึกษาเปรียบเทียบ [typology] น่าจะมีอายุในช่วง AD.๑๐๐ และภาชนะทรงกลมแบบนี้คล้ายกับภาชนะในการฝังศพครั้งที่สองซึ่งพบที่บ้านก้านเหลือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี การฝังศพครั้งที่สองที่บ้านก้านเหลือง ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในเขตปลายลำน้ำมูน พบว่ามีการฝังศพสืบเนื่องต่อกันเป็นเวลานาน ภาชนะบางใบพบกระดูกมนุษย์ซึ่งน่าจะเป็นการฝังศพครั้งที่สองอย่างชัดเจน ที่บ้านก้านเหลืองน่าจะเป็นตัวอย่างของการศึกษาเปรียบเทียบการฝังศพครั้งที่สองในดินแดนไทยกับเวียดนามได้ดี ลักษณะของสุสานเป็นเนินดินใหญ่ ภาชนะที่พบเป็นรูปทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑-๑.๒ เมตร สูงราว ๗๕-๘๐ เซนติเมตร บรรจุกระดูกและโบราณวัตถุรวมกันและมีภาชนะขนาดเล็กอยู่ภายใน บางใบพบแกลบข้าวอยู่จำนวนมาก ลักษณะของภาชนะเป็นแบบใบบนเล็กใบล่างใหญ่ปิดกันสนิทพอดี ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของภาชนะในการฝังศพครั้งที่สองแบบบ้านก้านเหลือง บางใบใส่กระดูก บางใบใส่สิ่งของอุทิศให้แก่ผู้ตาย เช่น เครื่องมือเหล็ก สำริด ภาชนะขนาดเล็ก ลูกปัดแก้ว เครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็กส่วนมากเป็นพวกขวานและเครื่องมือใช้ขุด สำริดเป็นพวกเครื่องประดับ เช่น กำไล ก้องแขนคือ กำไลแขนทรงกระบอกขนาดยาว ซึ่งมักพบในวัฒนธรรมดองซอน (และเคยพบที่บ้านเชียง และโนนนกทาด้วย) ใบหอกสำริดรูปแบบปลายเงี่ยงโค้งคล้ายหัวลูกศร ซึ่งเคยพบที่โคกพลับ อำเภอบางแพ ราชบุรี ซึ่งเป็นเขตที่พบวัตถุที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมโกมึน [Ko Mun] หัวขวานสำริด ขวานแบบรูปรองเท้าบู้ท [assymmetrical yue-axe] ขวานสำริดแบบโค้งแหลมพบที่ดองนาย [Dong Nai] ขวานแบบนี้พบที่ตามลุ่มน้ำโขงทั่วไปและในไทยพบหลายแห่ง การฝังศพที่บ้านก้านเหลืองมีการฝังทับซ้อนกันหลายสมัย อยู่ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน อายุของวัฒนธรรมที่บ้านก้านเหลืองน่าจะอยู่ร่วมสมัยกับช่วงสุดท้ายของวัฒนธรรมบ้านเชียง ช่วงเดียวกับบ้านดงพลอง และวัฒนธรรมโลหะยุคแรกของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม เราไม่พบการฝังศพครั้งที่สองที่บ้านดงพลอง เพราะที่นั่นเป็นการฝังเหยียดยาวและในโลงไม้ การกำหนดอายุที่บ้านดงพลองอยู่ในราว ๒๐๐ BC. - ๓๐๐ BC. ซึ่งกำหนดจากการถลุงเหล็กซึ่งอยู่ด้านบนแหล่งฝังศพ ดังนั้น การฝังศพที่บ้านก้านเหลืองก็น่าจะอยู่ในช่วง ๒๐๐ BC. - ๓๐๐ BC. หรือหลังจากนั้น ส่วนที่โนนยาง บ้านเขาโค้ง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยบนเนินดินขนาดใหญ่ ส่วนที่ฝังศพอยู่ชายเนินด้านหนึ่ง ภาชนะใส่กระดูกในการฝังศพครั้งที่สองกระจายอยู่ตั้งแต่ชั้นดินบนสุดถึงล่างสุด ชั้นล่างสุดขนาดของภาชนะใส่ได้เพียงกะโหลกซึ่งไม่ได้ถูกเผาไฟ กำหนดอายุได้ราว ๔๐๐ BC. ชั้นต่อมาพบภาชนะขนาดใหญ่ มีภาชนะรูปทรงกลมคล้ายหมวกเป็นฝาปิด กำหนดอายุราว ๒๐๐ BC. ส่วนชั้นดินด้านบนพบว่ามีภาชนะขนาดเล็กที่ใส่ได้เพียงหัวกะโหลกทั้งภาชนะและฝาปิดเป็นแบบเดียวกันคือคล้ายชามทรงกลมมีส่วนโค้งคล้ายหมวก ชั้นดินนี้กำหนดอายุในราว AD.๑๐๐ หรือหลังจากนั้น ส่วนชั้นดินด้านบนสุด ซึ่งพบโบราณวัตถุหลายชิ้นรวมทั้งภาชนะใส่กระดูก บางใบพบเพียงส่วนกะโหลก บางใบพบชิ้นส่วนของกระดูกอื่น ๆ ด้วย อายุของชั้นดินนี้ก็น่าจะหลัง AD.๑๐๐ แล้ว และกระดูกที่พบทั้งหมดไม่ใช่ทารก คนที่โนนยางรักษาวัฒนธรรมในเรื่องการฝังศพครั้งที่สองไว้ตั้งแต่การอยู่อาศัยแรกเริ่มเมื่อ ๔๐๐ BC. จนถึงยุคหลังสุดเมื่อหลังคริสตศตวรรษ วิธีปฎิบัติคือ น่าจะมีพิธีกรรมการฝังศพทั้งร่างก่อน และส่วนใหญ่จะเอาแต่กะโหลกศีรษะมาฝังครั้งที่สองอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการใส่สิ่งของลงในภาชนะใส่กระดูก ที่น่าสนใจคือที่บ้านดงพลองซึ่งตั้งอยู่ห่างไป ๕๐ กิโลเมตร นับเป็นอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน การฝังศพเหยียดยาวที่นี่ ทำให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับศีรษะของผู้ตาย บางโครงหัวหายไป ส่วนบางโครงมีหัวอยู่ฝังในโลงไม้ซึ่งมีโคลนทับหน้า และมีเศษภาชนะขนาดใหญ่ปิดหน้าอีกที ซึ่งเป็นการฝังศพครั้งแรก แต่การขุดค้นที่ดงพลองเป็นการขุดเพื่อศึกษาแหล่งถลุงเหล็กจึงไม่พบฝังศพครั้งที่สองในชุมชนนี้ โดยกำหนอายุการถลุงเหล็กอยู่ในช่วง ๓๐๐ BC. - ๒๐๐ BC. ส่วนการฝังศพแบบเหยียดยาวน่าจะมีอายุมากกว่านั้น แต่การพบลักษณะเด่น ในการนำเฉพาะกะโหลกใส่ในภาชนะการฝังศพครั้งที่สองที่โนนยาง และการให้ความสำคัญแก่ศีรษะการฝังศพแบบเหยียดยาวที่บ้านดงพลอง ซึ่งทั้งสองแหล่งมีอายุใกล้เคียงกัน ก็น่าจะเห็นความสัมพันธ์และลักษณะของการฝังศพครั้งที่สองจากแหล่งโบราณคดีทั้งสองแห่งที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกันได้ สำหรับแอ่งสกลนคร พบภาชนะใส่กระดูกเฉพาะเด็ก เช่น บ้านเชียงยุคแรก ๆ นอกนั้นก็ไม่พบอีก ส่วนที่บ้านนาดีพบภาชนะพร้อมฝาปิดในการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งกำหนดอายุไว้ ๒๐๐ AD. หรือหลังจากนั้น ซึ่งดูเหมือนกับภาชนะในชีวิตประจำวัน จำนวน ๔ ใน ๕ ใส่ศพเด็ก ซึ่งมีพวกเครื่องประดับ เครื่องมือเหล็กอุทิศไว้ด้วย กรณีนี้ไม่ใช่การฝังศพครั้งที่สอง แต่เป็นการฝังศพเด็กในภาชนะครั้งแรก สำหรับการกำหนดอายุของวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในแอ่งโคราช ในยุคเริ่มแรกน่าจะมีอายุไปถึง ๓๐๐ BC. ได้อย่างแน่นอน ศาสตาจารย์นิตต้าขุดที่ทุ่งไหหิน ประเทศลาว เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นการขุดหลุมทดสอบรอบไหหินสองแห่ง มีภาพรูปมนุษย์แกะสลักอยู่ที่ไหหินใบหนึ่ง ชูมือขึ้นทั้งสองแขน ซึ่งเพิ่งพบนอกจากนี้มีภาพสัตว์ที่แกะบนแผ่นหินหรือฝาปิด บริเวณพื้นดินรอบ ๆ ไหหินพบหลุม ๗ หลุมขนาดราว ๆ ๒๐ เซนติเมตร มีแผ่นหินแบน ๆ ปิดอยู่ ภายในมีชิ้นส่วนกระดูกและฟันมนุษย์ซึ่งไม่ได้โดนเผาไหม้ หมายถึงเป็นการฝังศพครั้งที่สอง ส่วนในอีกหลุมหนึ่งลึกจากผิวดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตร มีแผ่นหินปิดหลุมกว้างราว ๓๖ เซนติเมตรและลึก ๖๐ เซนติเมตร พบภาชนะเนื้อดินขนาดใหญ่และสูงพร้อมฝาปิด ภาชนะปากกว้าง ๒๕ เซนติเมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร ก้นแบน ตกแต่งผิวด้วยลายขีดเป็นรูปคดโค้ง เคลือบมันสีน้ำตาลเหมือนแลคเกอร์ พบชิ้นส่วนกระดูกอยู่ภายใน เป็นโครงกระดูกเพศหญิง ซึ่งไม่ร่องรอยการเผาไหม้ สภาพกระดูกในภาชนะดีมากทั้งที่อยู่ในสภาพดินที่เป็นกรด รวมทั้งพบมีดเหล็กและลูกปัดแก้วด้วย ชั้นล่างสุดของไหหินนี้อยู่บนชั้นดินที่เป็นผิวของหลุมที่พบ หมายถึงไหหินนี้ร่วมสมัยกับหลุมการฝังศพครั้งที่สองหรือหลังจากนั้น นอกจากนี้ ยังพบเศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบและเครื่องประดับต่างหูดินเผาจากชั้นดินที่ต่ำกว่าชั้นการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งแสดงถึงทุ่งไหหินนี้เคยเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยมาก่อนที่จะกลายเป็นสุสานหรือแหล่งฝังศพ ที่ทุ่งไหหินนี้เป็นสุสานสำหรับการฝังศพครั้งแรกและการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังศพครั้งแรก การฝังศพครั้งที่สอง การฝังภาชนะหรือการขุดหลุมเกิดขึ้นรอบ ๆ ไหหิน ทุ่งไหหินนี้น่าจะใช้สำหรับเป็นสัญลักษณ์ของอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว และมีความสืบเนื่องของการฝังศพครั้งที่สองในระยะต่อมา แต่ศาสตราจารย์นิตต้ากำหนดอายุการฝังศพครั้งที่สองและโบราณวัตถุที่พบ ว่าค่อนข้างต่างจากวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองจากเวียดนามและไทย ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงหลังมาก ๆ อาจจะล่วงเข้าจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๙-๑๐ อย่างไรก็ตาม การขุดค้นครั้งนี้ไม่มีการกำหนดค่าอายุจากค่า C14 ซึ่งแตกต่างอย่างยิ่งจากการศึกษาของนักโบราณคดีฝรั่งเศส แมดเดอลีน โคลานี [Madeleine Colani] ที่สรุปว่า ไหหินเหล่านี้ทำขึ้นในยุคสำริด ในช่วงที่เธอศึกษาเมื่อราว ๗๐ ปีที่แล้ว ได้บรรยายถึงไหหินที่บ้านอัง [Ban Ang] มีอยู่ ๒๕๐ ใบ ประมาณ ๕๐ ใบ น่าจะเป็นส่วนของกลุ่มผู้นำเพราะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งอยู่ทางขอบด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่ม และส่วนที่เป็นฝาพบน้อยมาก ไหหินส่วนใหญ่ทำพอดีกับฝาปิด ส่วน Henri Parmentier อ้างถึงข้อมูลจากเอกสารของ Vinet เมื่อ ค.ศ.๑๙๐๙ ว่า การทำเพาะปลูกที่ทุ่งไหหิน “พวกคนโต ๆ ก็มองหาลูกปัดคาร์นีเลียน ซึ่งเอาไปขายได้ ส่วนเด็ก ๆ ก็หาพวกของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ” และสันนิษฐานถึงบางอย่างที่ใส่ในไหหินว่า ภาชนะสีดำ ขวาน เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดแก้ว และลูกปัดคาร์นีเลียน ต่างหู กระดิ่งสำริด และชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ แต่การขุดค้นรอบ ๆ ไหหินของ Colani ไม่พบอะไรสำคัญแม้แต่เครื่องมือสำริดและเหล็กที่ใช้ในการแกะไหหินแกรไนต์เหล่านั้น พบเพียงต่างหูดินเผาทาสีเข้มรูปเรขาคณิต หอยเบี้ย เครื่องประดับสำริดและระฆัง ซึ่งก็สันนิษฐานเช่นเดียวกับ Parmentier ว่าใช้เพื่อการอุทิศให้ศพ นอกจากนี้ Colani ยังเสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่า ไหหินที่ทุ่งไหหินนี้น่าจะสัมพันธ์กับไหหินที่มีรูปแบบเดียวกันที่อินเดียเหนือซึ่งได้พบการใส่กระดูกมนุษย์ด้วย อีกทั้ง Colani ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมซาหวิ่น เพราะสิ่งของที่ฝังไว้เหมือนกับที่พบในทุ่งไหหิน และตามที่เธอคิดบริเวณทุ่งไหหินอยู่ในเส้นทางค้าเกลือในสมัยก่อนประวัติศาสตร์จากซาหวิ่นชายฝั่งเวียดนามตอนกลางเข้าสู่หลวงพระบาง อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลที่ขัดแย้งในเรื่องการกำหนดอายุ สิ่งที่ปรากฏในงาน Colani และศาสตราจารย์นิตต้า ไม่ได้บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงรูปแบบสิ่งของวัตถุที่ร่วมสมัยกับวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในเวียดนามและไทย แต่การฝังศพครั้งที่สองในไหหินอาจเกิดขึ้นในยุคเดียวกันก็เป็นได้แต่มีลักษณะล้าหลังกว่าในเขตที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่เช่นในแอ่งโคราชหรือบริเวณชายฝั่งเวียดนาม แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนกว่าก็คือ ผู้คนในระยะต่อมามองทุ่งไหหินนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จนทำให้เกิดความสืบเนื่องในการฝังศพครั้งที่สองสืบต่อมาในระยะหลังมาก ๆ จากการกำหนดอายุของศาสตราจารย์นิตต้าซึ่งเห็นว่าล่วงเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ทีเดียว ประเพณีการฝังศพครั้งที่สองในเขตภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้หายไปจนไม่พบร่องรอยแต่อย่างใด แต่ถูกปรับเปลี่ยนหลังจากเริ่มมีการรับวัฒนธรรมทางศาสนาจากอินเดียเข้าสู่ยุคสมัยประวัติศาสตร์ และนิยมการเผาศพ [cremation] เพื่อนำเพียงเถ้าหรือกระดูกใส่ในภาชนะรูปแบบต่าง ๆ ฝังไว้ตามฐานศาสนสถานแทนที่จะเป็นสุสานหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนดังแต่ก่อน นับเป็นการผสมผสานพิธีกรรมความเชื่อที่เข้ามาใหม่กับประเพณีรูปแบบเดิมที่ยังคงอยู่ เพราะวิธีคิดและโลกทัศน์ในการปฏิบัติระหว่าง การฝังศพ [burial] และ การเผาศพ [cremation] มีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะวิธีการเลือกรูปแบบของสิ่งที่เหลืออยู่สำหรับชีวิตหลังความตาย แต่ขั้นตอนสุดท้ายในการฝังศพครั้งที่สองคือ การบรรจุกระดูกในภาชนะแล้วเก็บรักษาไว้ยังคงมีอยู่ ซึ่งวิธีปฏิบัติเช่นนี้พบทั่วไปในวัฒนธรรมแบบทวารวดีในไทย วัฒนธรรมของพวกพยูสมัยก่อนพุกามในพม่า และวัฒนธรรมของพวกจามในจามปาและฟูนันในเวียดนาม ในขณะที่วัฒนธรรมการฝังศพและการฝังศพครั้งที่สอง โดยเฉพาะในจีนตอนใต้ยังคงถือปฏิบัติและส่งผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ในพม่า ศรีเกษตร [Srikshetra] เป็นเมืองสำคัญของพวกพยู อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๕ – ๙ ตั้งอยู่ริมฝังแม่น้ำ อิรวดี ภายในเมืองมีการพบภาชนะใส่เถ้าและกระดูกหลายรูปแบบหลายขนาดตามเนินดินต่าง ๆ รวมทั้งพบภาชนะที่ทำจากทองแดงหรือหินอยู่บ้างแต่ไม่มากนักน่าจะใช้สำหรับพิธีศพของพวกชนชั้นนำ ซึ่งเห็นแน่ชัดจากไหหินสี่ใบที่พบใกล้กับเจดีย์ Payagy แต่ละใบมีจารึกสั้น ๆ เล่าเรื่องราชวงศ์เหล่านั้นและการตายอยู่ด้วย ในวัฒนธรรมทวารวดี เราพบภาชนะบรรจุเถ้าหรือกระดูกที่โดนเผาไหม้อยู่ตามฐานสถูปหรืออาคารสำคัญทางพุทธศาสนา ในชุมชนโบราณที่สืบเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์และเริ่มรับอิทธิพลทางพุทธศาสนาในลุ่มน้ำมูน-ชีหลายแห่ง เช่น ที่เมืองฟ้าแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองนครจำปาศรี จังหวัดมหาสารคาม การพบไหหินขนาดใหญ่ ฐานมีการแกะสลักลวดลายรูปกลีบบัวเพื่อบรรจุกระดูกจากเมืองนครปฐมโบราณ ซึ่งเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงและร่วมสมัยกับภาชนะบรรจุกระดูกจากเมืองศรีเกษตรของพม่า และน่าจะเป็นของชนชั้นนำในสังคมเช่นเดียวกัน ประเพณีการบรรจุภาชนะใส่กระดูกในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเทียบได้กับการฝังศพครั้งที่สองนี้ กระจายทั่วไปในวัฒนธรรมยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สืบเนื่องเรื่อยมาและพบเห็นได้จนถึงปัจจุบัน การฝังศพครั้งที่สองที่ทุ่งกุลาร้องไห้ นอกจากการขุดค้นของ ดร.พรชัย สุจิตต์ และ ศ.นิตต้าที่โนนยาง บ้านเขวาโค้ง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และ ศ.นิตต้าที่แหล่งถลุงเหล็กขนาดอุตสาหกรรมบ้านดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งห่างโนนยางไปราว ๕๐ กิโลเมตร แต่อยู่ในเขตติดต่อกับทุ่งกุลา รวมทั้งการขุดค้นที่โนนเดื่อ บ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ดของ ศ.ไฮแอม ทำให้เห็นลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คนในลุ่มน้ำมูน-ชีตอนกลาง นอกเหนือไปจากการสำรวจโบราณวัตถุที่พบบนผิวดิน เช่น งานของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดมและคณะ ในการสำรวจวิเคราะห์วัฒนธรรมลุ่มน้ำมูน-ชีตอนล่าง ดังนั้น การขุดค้นที่บ้านเมืองบัวของคุณสุกัญญา เบาเนิด ในทุ่งกุลาร้องไห้ครั้งนี้ นับว่าเพิ่มเติมความชัดเจนในเรื่องของวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการตายของผู้คนในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จากข้อมูลที่เผยแพร่แล้ว ในการขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านเมืองบัว คุณสุกัญญาสรุปว่ามีทั้งการฝังแบบเดิม [primary burial] คือฝังทั้งร่างกายและอุทิศสิ่งของให้ผู้ตาย แต่ก็ไม่พบส่วนแขน มือ และกะโหลก และสันนิษฐานว่าถูกทำลายไปแล้ว (โดยไม่ระบุชัดเจนสาเหตุที่ถูกทำลาย) โดยกำหนดอายุว่าอยู่ในช่วง ๑,๒๖๐+ -๕๒๐ BC. และการฝังศพครั้งที่สอง [secondary burial] มีการนำโครงกระดูกมากกว่า ๑ โครงฝังรวมกัน เช่น โครงกระดูก ๓ โครงฝังทับซ้อนกัน ยกเว้นกะโหลกศีรษะที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ และมีการอุทิศสิ่งของใส่ภาชนะรูปแบบต่าง ๆ แก่ผู้ตาย ส่วนบางโครงมีการครอบภาชนะทับศีรษะไว้ และบางส่วนหลุมพบเพียงชิ้นส่วนที่ปะปนกันไม่มีรูปร่างโครงกระดูกทั้งร่าง ซึ่งกำหนดอายุว่าอยู่ในช่วง ๖๐+-๒๖๐ BC. ที่น่าสนใจคือ การพบภาชนะใส่กระดูกในการฝังศพครั้งที่สองจำนวนมากในบริเวณใกล้เคียงกัน เป็นภาชนะรูปทรงยาวก้นกลมวางในแนวนอน มีฝาปิดรูปทรงถาดและภาชนะทรงหม้อก้นกลมปิดที่ก้นด้วย บางกลุ่มมีการเรียงต่อกันของภาชนะขนาดยาวนี้หลายใบ ซึ่งน่าจะมีความหมายบางอย่าง ภาชนะบรรจุกระดูกที่ขุดพบนี้มีรูปแบบหลากหลาย และมักมีการวางภาชนะขนาดเล็กในบริเวณใกล้เคียงอาจใส่สิ่งของที่อุทิศให้กับผู้ตาย แต่ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเสนอของคุณสุกัญญา เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ โดยยังไม่มีการตรวจสอบภายในภาชนะ หรือวิเคราะห์แสดงให้เห็นรูปแบบและองค์ประกอบของการวางของภาชนะอันหลากหลายนั้นอย่างเด่นชัด จนแม้กระทั่ง การเสนอความแตกต่างในวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในแต่ละชั้นวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากหลุมขุดค้นที่แสดงออกอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ในท้ายที่สุด ข้อเสนอของคุณสุกัญญาเห็นว่า ภาชนะขนาดใหญ่รูปทรงยาวเช่นที่เรียกกันทั่วไปว่า “แบบแคปซูล” ทั้งขนาดและรูปทรง “น่าจะสามารถบรรจุกระดูกได้ทั้งโครงโดยไม่ต้องชำแหละออกเป็นส่วน ๆ” ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นการฝังแบบครั้งที่สอง [secondary burial] เสมอไป และภาชนะแบบแคปซูลนี้ จึงมีหน้าที่ใช้งานแทนโลงศพ [coffin] การสรุปเช่นนี้อาจจะเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม สามารถเปลี่ยนแปลงแนวความคิดใหม่ได้ หากพิจารณาโดยลักษณะของการศึกษาเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำมูนตอนปลาย หรือแม้แต่วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้น สิ่งที่อยากจะเสนอจากการพิจารณาหลักฐานที่ปรากฏในหลุมขุดค้นของคุณสุกัญญาก็คือ ๑. ตั้งแต่ชั้นดินเริ่มแรกของแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองบัวเป็นการฝังศพครั้งที่สองแล้ว ในการพบโครงกระดูกที่ฝังแบบเหยียดยาว แต่แขน ข้อมือ และกะโหลกศีรษะหายไป แสดงให้เห็นการฝังศพครั้งแรกที่มีการรอมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วขุดเพื่อนำชิ้นส่วนกระดูกจากหลุมฝังศพนั้นมาทำการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งคล้ายคลึงกับโครงกระดูกที่มีการฝังร่างทับซ้อนกัน แต่เน้นในการเรียงศีรษะอย่างเป็นระเบียบ หรือบางโครงที่มีการใช้ภาชนะคุลมหน้าเอาไว้ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับข้อสังเกตจากศ.นิตต้า ซึ่งขุดค้นที่โนนยางและดงพลองที่อยู่ไม่ไกลไปนักว่า มีการให้ความสำคัญกับศีรษะเป็นพิเศษ และพบเพียงกะโหลกในภาชนะใส่กระดูกในการฝังศพครั้งที่สอง ค่าอายุแรกอาจจะมากเกินไป แต่ค่าอายุในช่วง ๖๐ BC.+-๒๖๐ ก็สามารถยอมรับได้เพราะเป็นอายุที่ใกล้เคียงหรือร่วมสมัยกับวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งเทียบกับค่าอายุที่บ้านดงพลอง โนนยาง บ้านก้านเหลือง หรือแม้แต่ชุมชนในวัฒนธรรมซาหวิ่นทางตอนกลางและตอนใต้ของเวียดนาม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นวัฒนธรรมในยุคเหล็กหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ๒. การฝังศพซึ่งผู้ขุดค้นเข้าใจว่า อาจจะบรรจุร่างกายที่สิ้นชีวิตของมนุษย์ทั้งร่างในภาชนะทรงแคปซูลหลายใบต่อกัน เป็นสิ่งที่ผิดวิสัยของประเพณีการฝังศพในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะการฝังศพครั้งแรกในภาชนะพบเพียงการฝังศพทารกเท่านั้น เช่น ที่บ้านนาดีหรือบ้านเชียง และแม้ภาชนะจะมีความหนามาก แต่คงไม่สามารถทนกับร่างกายมนุษย์ที่เริ่มอืดบวมและกำลังเน่าเปื่อย ของเหลวในร่างกายจำนวนมากจะระบายออกจากรูที่พบในภาชนะได้หมดหรือไม่ และหากเป็นจริงไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาชนะนั้นจะมีสภาพปริพังหรือเปื่อยยุ่ยเพียงใด ส่วนการชำแหละศพเป็นชิ้นส่วนเพื่อใส่ในภาชนะการฝังศพครั้งที่สองนั้นก็ไม่จำเป็น เพราะจากการศึกษาเปรียบในวัฒนธรรมของชาวจีนที่ยังคงฝังศพครั้งที่สองกันอยู่ ต้องใช้เวลาราว ๓-๔ ปี ในการกลับไปขุดหลุมศพนั้นขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด โดยที่เนื้อตัวของผู้ตายยังอาจจะไม่ย่อยเปื่อยทั้งหมด ดังนั้น การเสนอว่าเป็นการฝังศพครั้งแรกในภาชนะขนาดใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่กระโดดไปจากข้อเท็จจริงอยู่มาก โดยไม่อาจหาบริบทใดมารองรับ ๓. ชั้นวัฒนธรรมที่เห็นปรากฏชัดเจนว่ามีรูปแบบของภาชนะในประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ๒ ระยะ และมีรูปแบบภาชนะที่ต่างกัน ชั้นแรก คือการฝังภาชนะทรงกลมก้นกลม มีฝาปิดเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมฝังในแนวตั้ง ระดับต่ำกว่าการฝังภาชนะในชั้นต่อมาค่อนข้างมาก หลังจากนั้นพบความหลากหลายของภาชนะในการฝังศพครั้งที่สองมากมาย และเปลี่ยนรูปแบบของภาชนะไปอย่างสิ้นเชิง แต่ลักษณะเด่นคือภาชนะรูปทรงรียาวขนาดใหญ่ปากกว้างเหมือนที่เรียกกันทั่วไปว่า แบบแคปซูล การฝังก็วางนอนขนานกับพื้นดินเพราะคงไม่สามารถตั้งขึ้นได้เนื่องจากก้นรีมน ส่วนใหญ่ต่อกันราว ๒ ใบหรือมากกว่า และมีฝาปิดคล้ายภาชนะรูปอ่างครึ่งวงกลมและเป็นภาชนะรูปหม้อทรงกลม ซึ่งน่าแปลกที่ใช้ปิดทั้งหัวและท้าย วิธีการปฏิบัติและรูปแบบภาชนะในการฝังศพครั้งที่สองเช่นนี้ในระดับชั้นวัฒนธรรมนี้ ไม่เคยพบจากการขุดค้นที่ใดมาก่อน แม้ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้กระทั่งบ้านก้านเหลืองที่อยู่ปลายลำน้ำมูน หรือที่โนนยางซึ่งก็อยู่ไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก น่าสนใจที่จะถอดรหัสแปลความหมายจากการปฏิบัติเช่นนี้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีภาชนะที่ฝังในแนวตั้งรูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ ปากกว้างกระจายแทรกอยู่ในชั้นวัฒนธรรมนี้ด้วย และจากการข้อมูลของคุณสุกัญญา ซึ่งสำรวจแหล่งโบราณคดีทั้งหมดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ พบภาชนะเช่นนี้อยู่หลายแห่ง ทั้งพบรูปแบบภาชนะอื่น ๆ รูปแบบฝาปิดอื่น ๆ เช่น แบบฝาแบนขนาดใหญ่มีหูจับด้านบน แบบฝาเป็นรูปคล้ายหมวกกะโล่ จึงน่าจะยอมรับได้ว่า นี่เป็นวัฒนธรรมเด่นของพิธีกรรมการฝังศพเฉพาะในเขตทุ่งกุลา แม้ประเพณีเกี่ยวกับความตายที่เป็นการฝังศพครั้งที่สองในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จะเป็นวัฒนธรรมเด่นของผู้คนในแถบนี้ก็ตาม แต่รายละเอียดรวมถึงรูปแบบและลักษณะของภาชนะกลับแตกต่างและมีความหลากหลาย แสดงถึงรูปแบบที่เปลี่ยนแปร [variation] ของการใช้รูปแบบภาชนะในทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งแม้จะอยู่ในภูมิประเทศและและพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดียวกันและมีลักษณะเฉพาะของชุมชนที่อาจแสดงถึงความเป็นคนกลุ่มเดียวกันอยู่มาก แต่ก็ยังเห็นถึงความหลากหลายในการเลือกใช้รูปแบบภาชนะในพิธีการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งยังต้องค้นคว้ากันอีกมากว่า ความหลากหลายนี้เป็นอย่างไร ส่วนชั้นดินที่ไม่ถูกพูดถึงเลยคือ ชั้นดินด้านบนสุดซึ่งไม่ห่างจากชั้นดินในวัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่สองในภาชนะแบบแคปซูล ซึ่งเป็นชั้นดินที่พบเศษภาชนะดินเผาแบบทุ่งกุลาหรือที่เรียกว่าแบบร้อยเอ็ดที่มีสีขาวนวลเนื้อดินสีขาวบางแกร่ง ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบส่วนมากเขียนขอบปากสีแดงเป็นลวดลายเรขาคณิต อันเป็นภาชนะแบบพิเศษที่พบเฉพาะในบริเวณทุ่งกุลา ปะปนกับเศษภาชนะเนื้อแกร่งเคลือบน้ำตาลในวัฒนธรรมลพบุรี ที่สัมพันธ์กับกู่เมืองบัวหรือศาสนาสถานเนื่องในวัฒนธรรมขอมที่ตั้งไม่ห่างนัก ๔. จากหลุมขุดค้นไม่พบโบราณวัตถุอื่น ๆ และไม่มีการเสนอข้อมูลโบราณวัตถุที่ชาวบ้านพบหรือพบบนผิวดินเท่าใดนัก ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาเปรียบเทียบ [typology] วัตถุทางวัฒนธรรมได้ดี สิ่งที่น่าสังเกต คือ มีการทำกำไลดินเผาที่เลียนแบบกำไลสำริด คล้ายที่พบที่บ้านก้านเหลืองและลูกปัดกลมทำด้วยดินเผาจำนวนมาก พบเครื่องมือเหล็ก ขวานสำริด และเครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินคาร์นีเลียนและอาเกตเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับชุมชนนอกเขตทุ่งกุลาอื่น ๆ ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในทุ่งกุลาร้องไห้คงไม่ใช่พื้นที่ซึ่งร่ำรวยแต่อย่างใด และไม่ใช่ชุมชนเนื่องในอุตสาหกรรม เช่น การผลิตเกลือและเหล็กซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากมายในระยะนี้ จึงไม่มีวัตถุทางวัฒนธรรมเหมือนกับชุมชนเช่นบ้านก้านเหลืองที่อยู่ในเขตปลายลำน้ำมูนและอยู่ในระหว่างเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อชุมชนภายนอกใกล้เขตชายทะเล [hinterland] กับชุมชนภาคพื้นภายใน [inland] ชุมชนในท้องทุ่งกุลาร้องไห้ จึงเป็นเขตล้าหลังทางวัตถุวัฒนธรรม ไม่มีสิ่งของมีค่าจากแดนไกล ไม่สามารถผลิตเครื่องมือเครื่องใช้โลหะได้มากมาย แต่กลับมีความหลากหลายและมีสีสันของความเคลื่อนไหวทางประเพณีพิธีกรรม ที่เห็นได้จากประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนชุมชนอื่น ๆ นอกทุ่งกุลาออกไป และสิ่งเหล่านี้คือตัวตนของวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในทุ่งกุลา สรุป ประเพณีการฝังศพครั้งที่สองในแหล่งวัฒนธรรมสำคัญของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีช่วงอายุใกล้เคียงกัน และมีความสัมพันธ์ในรูปแบบทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน โดยมีการติดต่อกันในเส้นทางเดินทางที่สำคัญจากชายฝั่งทะเลสู่ภายในแผ่นดิน เส้นทางสันนิษฐานหลักคือ การเดินทางตามแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม เส้นทางบกที่ตัดตรงออกไปสู่ชายฝั่งทะเลในเวียดนามตอนกลางน่าจะสะดวกกว่า อาจเป็นเส้นทางติดต่อระหว่างชุมชนในวัฒนธรรมซาหวิ่น วัฒนธรรมดองซอน กับเขตแอ่งโคราช โดยเฉพาะจากลุ่มน้ำมูนตอนปลายเข้าสู่เขตอีสานใต้ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการทำพิธีประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ส่วนในภาคกลางฟากตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พบวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม โกมึน ฟุงเหวียน ดองซอน และซาหวิ่น จากเวียดนาม น่าจะมีการติดต่อระหว่างนักเดินทางทางทะเลเลียบชายฝั่งกับชุมชนที่อยู่ภายในแผ่นดิน แต่บริเวณนี้ เราไม่พบการฝังศพครั้งที่สองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายแต่อย่างใด สำหรับพื้นที่ในการฝังศพครั้งที่สอง ที่พบการใช้พื้นที่เดิมในเนินดินเดิม มักจะอยู่ในเขตเฉพาะส่วนส่วนใดส่วนหนึ่งของชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของทุ่งไหหินที่ยังคงมีการฝังศพครั้งที่สองเรื่อยมารอบ ๆ ไหหินเหล่านั้นจนเข้าสู่ช่วงสมัยประวัติศาสตร์แล้ว ส่วนในเขตแอ่งโคราชหรือในเขตทุ่งกุลา การฝังศพครั้งที่สองพบตั้งแต่ชั้นดินแรกเริ่มในการตั้งถิ่นฐานและยังคงสืบเนื่องเรื่อยมาอีกหลายระยะ การใช้พื้นที่เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นความเชื่อในพลังของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในสังคมให้ความนับถือร่วมกัน และตอกย้ำว่าพวกเขาเคยเป็นใครมาก่อน โดยการอ้างอิงหลุมฝังศพเดิม ๆ ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวความต่อเนื่องทางและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อาจเป็นการบอกเล่าเรื่องราวแบบมุขปาฐะ [oral tradition] ที่ส่งผ่านสืบต่อกันมา วิธีการฝังศพครั้งที่สอง ได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงการโลกทัศน์และการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเครือญาติหรือกลุ่มคนที่เป็นสายตระกูลเดียวกัน เพราะคงต้องมีการรวมญาติเพื่อที่จะมีการขุดหลุมศพผู้ตายนำไปประกอบพิธีกรรมอย่างประณีต โดยคัดเลือกทำความสะอาดกระดูก บรรจุไว้ในภาชนะที่มีรูปแบบเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งสิ่งของมีค่า เครื่องประดับ ข้าวปลาอาหาร เพื่อให้วิญญาณผู้ตายได้เดินทางไปสู่โลกหลังความตายอย่างสมบูรณ์ และอาจวิเคราะห์ได้อีกว่า เป็นการประกาศถึงตัวตนของผู้ที่ยังอยู่ว่าตนมีเถือกเถาเหล่ากออย่างไร เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในสายตระกูลใด ซึ่งถือเป็นการประกาศสิทธิอำนาจและทรัพย์สินที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษให้กับสมาชิกในสังคมได้รับรู้ และยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเป็นท้องถิ่นหรือความเป็นชุมชนร่วมกัน เพื่อที่จะสร้างพลังในการบูรณาการให้เกิดขึ้นแก่สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเห็นตัวอย่างได้ชัดในสังคมจีน ที่ประเพณีการฝังศพครั้งที่สองเป็นสิ่งสำคัญของสังคมแบบวงศ์ตระกูล [clan society] ดังนั้น สังคมที่มีประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง จึงมีความซับซ้อนของโครงสร้างทางสังคมอยู่มาก บรรณานุกรม กรมศิลปากร. โบราณคดีเขื่อนปากมูล บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด กรุงเทพฯ ๒๕๓๕ สุกัญญา เบาเนิด. วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ ๒,๕๐๐ ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่ง ข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน กรุงเทพฯ, ๒๕๔๖ _______. ความตาย / ความเชื่อ / พิธีกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้จากหลักฐาน ทางโบราณคดีกุลาร้องไห้ ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือ ๒,๕๐๐ ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม สำนักพิมพ์มติชน กรุงเทพฯ, ๒๕๔๖ Eiji Nitta. Comparative Study on the Jar burial tradition in Vietnam, Thailand and Loas Historical Science Reports of Kagoshima University Vol.43, July 1996. Russell Ciochon and Jamie James. Laos Keeps its Urns http: // www.uiowa.edu/ ~bioanth /laoskeep.html, 3/2/2003
- ประวัติศาสตร์ถิ่น – ประวัติศาสตร์ชาติ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2549 ในช่วงเวลากว่าสี่สิบปี หรืออีกนัยหนึ่งครึ่งศตวรรษที่ผ่าน เรื่องของประวัติศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่ซบเซาไม่น่าสนใจของผู้คนในสังคมไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ในยุคนั้น พูดได้เลยว่าไม่สนใจที่จะเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันเลย ทำให้ประวัติศาสตร์ที่รู้กันหยุดอยู่เพียงแต่เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่พัฒนามาแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และสืบเนื่องออกงามในการมอมเมาให้คนทั้งเบื่อทั้งเชื่อมาจนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ชาติที่งอกงามอย่างยิ่งในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นต้นมา ประวัติศาสตร์ชาตินิยมคือประวัติศาสตร์ของรัฐชาติ ที่เกือบทุกประเทศสร้างขึ้นเพื่อโต้ตอบประวัติศาสตร์อาณานิคมที่ฝรั่งตะวันตกสร้างขึ้น เพื่อครอบงำความคิดของคนตะวันออก ให้มีวิธีคิดและการมองโลกเป็นแบบตะวันตก จึงเป็นสิ่งระคนไปด้วยการให้ความรู้และวิธีการ กับการยอมรับเนื้อหาและความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ปราชญ์หรือนักวิชาการของเจ้าของอาณานิคมสร้างขึ้น ดังนั้น แม้จะโต้ตอบกับประวัติศาสตร์อาณานิคมก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็อยู่ในกรอบความคิด ทฤษฎี และวิธีการที่ได้รับการอบรมมาจากคนตะวันตก เลยทำให้คนรุ่นใหม่ ๆ จำนวนมากในยุคประวัติศาสตร์ชาตินิยมนั้น คือผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมไปในแนวทางตะวันตกแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยที่จะเป็นที่นิยมและยอมรับกันในสังคม ต้องเรียนจบได้ปริญญาเป็นพื้นฐาน ยิ่งได้จบเมืองนอกเป็นนักเรียนนอกยิ่งโก้เก๋ใหญ่ ประวัติศาสตร์ชาตินิยมของแทบทุกประเทศที่ถูกคุกคามโดยประเทศนักล่าอาณานิคม ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐที่สร้างขึ้นเพื่อให้คนเชื่อ เกิดสำนึกร่วม เกิดการรวมตัวกันต่อต้านการรุกล้ำจากภายนอก ตลอดจนเกิดความเป็นเอกภาพและความมั่นคงภายในเป็นสำคัญ โดยใช้มิติความเป็นจริง และหลักฐานความเป็นจริงในอดีต อันเป็นแนวคิดและวิธีการของคนตะวันตก เป็นหลักในการสร้างและอธิบาย เรื่องราวที่ได้จึงแตกต่างไปจากความคิดและวิธีการของคนตะวันออกที่สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากเรื่องกึ่งความจริง หรือจากเรืองสมมติที่ร้อยรัดและเชื่อมโยงจากจินตนาการในกรอบความเชื่อและพิธีกรรม โดยเฉพาะในการแสดงออกหรือการสื่อ มักจะผ่านทางระบบสัญลักษณ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้น เมื่อหันมารับแนวคิดและวิธีการทางตะวัน ประวัติศาสตร์แบบตะวันออก จึงหมดความสำคัญไป แม้ว่าในขณะนี้ นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่จะหันมาทบทวนและค้นคว้ากันใหม่ก็ตาม แต่ในสังคมไทยยังล่าช้าและล้าหลังอยู่มาก ดังเห็นได้จากการเขียนประวัติศาสตร์ไทยเป็นตัวอย่าง ที่เน้นตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัยลงมา เพราะเห็นว่ามีหลักฐานทางเอกสารในเรื่องของความเป็นจริงเพียงพอ ซึ่งก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น ปรับแต่งขึ้นจากแนวคิดและกรอบความคิดแบบตะวันตกชนิดครูพักลักจำ จนในที่สุดประวัติศาสตร์ชาติกลายเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมไป เนื้อแท้ของประวัติศาสตร์ชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งนั้น อยู่ที่การเอารัฐชาติ [Nation State] เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ผสมด้วยการยกเผ่าพันธุ์สมมติว่าดีและวิเศษกว่าคนอื่น ๆ ในประเทศอื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนประเทศเพื่อนบ้านไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน กลับยกย่องประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคม อันเป็นที่เกลียดชังของประเทศเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นเทวดา รัฐไทยได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาตินิยมมาเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย ซึ่งดูหนักข้อกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นผลทำให้พื้นแผ่นดินสยามที่ผุ้คนหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่ผสมกลมกลืนกันอย่างมีความเสมอภาคและสันติสุขต้องกลายเป็นดินแดนของชนชาติเดี่ยวสายพันธุ์ใหม่ คือชนชาติไทยที่มีความสำคัญอยู่ที่กลุ่มชาติพันธุ์เดียว คือคนไท ดังนั้นการที่จะได้รับการยกย่องและสิทธิอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง ในประเทศไทย ก็ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์รัฐที่มีลักษณะเชื้อชาตินิยม จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นส่วนกลางและความเป็นคนไทย อันเป็นสิ่งสมมติที่ลอยอยู่เหนือฐานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่อยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องเชื้อชาตินิยมไปในที่สุด และนี่คือสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง รวมทั้งเศรษฐกิจวัฒนธรรมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นดังเช่นที่เห็นได้ในทุกวัน โดยเฉพาะกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นเผ่าพันธุ์มาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ทุกวันนี้มีผู้รู้และผู้นำที่เห็นการณ์ไกล เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ว่าเป็นพื้นฐานของการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน รวมทั้งมีผู้คนคล้อยตามอีกเป็นจำนวนมาก ที่เห็นว่าจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในเนื้อหาและมุมมองใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคมและสถานการณ์โลก ทุกวันนี้ เรื่องเชื้อชาตินิยมเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่เป็นวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว เพราะคำว่า “เชื้อชาติ” (Race) ที่หมายถึงการสืบเชื้อสายจากเผ่าพันธุ์เดียวกันทางสายเลือดโดยไม่มีการปะปนกับคนเผ่าอื่นนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นแผ่นดินไทย หรือแผ่นดินสยามที่มีคนหลายชาติพันธุ์เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ผสมปนเปกันหลายยุคหลายสมัยบนเส้นทางของประวัติศาสตร์ ดังนั้น การศึกษาและมุมมองใหม่สำหรับประวัติศาสตร์ไทยที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ก็คือต้องหันไปทบทวนพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เคยเป็นมาสมัยก่อนที่จะมีการสร้างประวัติศาสตร์เชื้อชาติดนิยมแห่งรัฐขึ้น โดยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในสยามประเทศก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เรื่องราวประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองประกอบขึ้นจากบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมในสองระดับ คือระดับล่าง อันเป็นระดับถิ่น กับระดับบน อันเป็นระดับชาติ หรือรัฐ ระดับล่างหรือระดับถิ่นนั้น นับเนื่องเป็นวัฒนธรรมราษฎร์ ส่วนระดับบนเป็นวัฒนธรรมหลวง ระดับล่างสร้างจากความเป็นจริงที่เป็นพื้นที่แผ่นดินเกิดของคนที่มีความหลายหลากทางชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ข้าพเจ้าเรียกระดับนี้ว่าระดับมาตุภูมิ ในขณะที่ระดับบนเป็นผลมาจากบูรณาการความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมในระดับมาตุภูมิมาเป็นสิ่งสมมติที่ทำให้ผู้คนตามท้องถิ่นที่หลากหลายกลายเป็นพวกเดียวกันในนามของคำว่า “ชาติ” และ “ชาติภูมิ” เพราะฉะนั้น ทั้งชาติและชาติภูมิจึงเป็นสิ่งที่จินตนาการจากข้างล่างขึ้นข้างบนมากกว่าจากข้างบนลงล่างอย่างเช่นเนื้อหาและการเรียนประวัติศาสตร์ที่เรียนและใช้กันในปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือการเน้นประวัติศาสตร์สมมติ อันเป็นประวัติศาสตร์รัฐหรือชิตแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของความเป็นจริงในท้องถิ่น หรือสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ถิ่น” นั่นเอง ประวัติศาสตร์ถิ่นหรือท้องถิ่น เป็นฐานของบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ในอันดับแรก เป็นบูรณาการที่ใช้พื้นที่เป็นหลัก นั่นคือเริ่มตั้งแต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและทำกินของคนกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มก็มีความสัมพันธ์กันเป็นชุมชนหนึ่ง ในชั้นแรก แต่ละกลุ่มเหล่าคงไม่ต้องสัมพันธ์กันเท่าใด แต่ในเวลาต่อมา การอยู่ในพื้นที่สภาพแวดล้อมเดียวกัน ทำให้ต้องสัมพันธ์กัน ซึ่งก็มีทั้งการขัดแย้ง ประนีประนอม และปรองดองกัน อันเนื่องมาจากการใช้ที่ทำกินและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นการแต่งงานข้ามกลุ่มและการเอาแรงกันในการดำนา เกี่ยวข้าว เป็นต้น การใช้ทรัพยากรร่วมกันทำให้ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และจัดสรรทรัพยากร เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกฎระเบียบและกติการ่วมกัน ที่ถูกควบคุมโดยระบบความเชื่อ จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่สัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกันเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากที่อื่น ท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ที่มีหลาย ๆ ชุมชนมาอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาตั้งแต่สามชั่วคนขึ้นไป คือนับจากรุ่นปู่ รุ่นพ่อ จนถึงรุ่นลูกหลานนั้น จะมีความทรงจำร่วมกันที่ถ่ายทอดกันลงมาในลักษณะที่เป็นตำนาน โดยมีชื่อของสถานที่ ไม่ว่าชื่อของหนองน้ำ ทุ่งนา ป่าเขา ลักษณะแปลก ๆ ของธรรมชาติ วัดวาอาราม โบราณสถาน เป็นสิ่งบันทึก รวมไปถึงการเล่าเรื่องบุคคลสำคัญและกิจกรรมร่วมกัน ความทรงจำเช่นนี้คือเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่น เป็นความทรงจำที่สร้างสำนึกความเป็นพวกพ้องเดียวกันในท้องถิ่น เป็นความทรงจำที่ยังบันทึกความเป็นจริงทางสังคมว่าคนกลุ่มนั้น บ้านนั้น เป็นคนเผ่าพันธุ์ไหน มาอยู่ร่วมกันอย่างมีสำนึกเป็นพวกเดียวกันในท้องถิ่นอย่างใด และมีความเชื่อถือในเรื่องจารีตประเพณีร่วมกันเช่นไร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ เพื่ออยู่รอดร่วมกันในท้องถิ่น นี่คือเรื่องของความทรงจำที่คนในท้องถิ่นบันทึก และสร้างขึ้นในรูปของ “ตำนาน” ท้องถิ่นแต่ละถิ่น เมื่อมีพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจมาถึงระดับหนึ่ง จะเกิดชุมชนที่เรียกว่า บ้าน และเมืองขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ท้องถิ่นนั้นมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง [Self contain] บ้านคือชุมชนขนาดเล็กที่มีหลายแห่งในท้องถิ่นหนึ่ง ในขณะที่เมืองคือชุมชนที่ใหญ่กว่า และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนจากบ้านแต่ละแห่งในท้องถิ่น ซึ่งในเวลาเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับสังคมใหญ่ภายนอกได้ ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอยู่ที่ตลาด เพราะนอกจากจะเป็นที่ซื้อขายสิ่งของที่จำเป็นในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นที่ซื้อขายสินค้ากับภายนอกด้วย จึงมีผู้คนมากมายหลายอาชีพจากถิ่นเข้ามาทำงาน อยู่อาศัย ทั้งชั่วคราวและถาวร เมื่อชุมชนเมืองมีพัฒนาการเต็มที่แล้วก็มักกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการเมือง อย่างเช่น เกิดวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่น ในชีวิตประจำวัน คนจะประกอบพิธีกรรมกันที่วัดของชุมชนระดับบ้าน แต่เมื่อมีพิธีกรรมสำคัญหรือในวันนักขัตฤกษ์ ก็จะมาชุมนุมกันที่วัดใหญ่ในเมือง มีการแสดงออกร่วมกันในงานประเพณี เช่น การแข่งเรือในเดือนสิบเอ็ด การจุดบั้งไฟในเดือนห้าหรือเดือนหก เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเรือหรือบั้งไฟที่เข้ามาร่วมแข่งนั้น แต่ละลำล้วนเป็นตัวแทนของวัดในแต่ละบ้านทั้งสิ้น การแข่งเรือและบั้งไฟจึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกัน ภายในวัดของเมืองอันเป็นเขตกลางทางความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ขณะที่วัดในชุมชนบ้านไม่ได้เน้นการดำรงอยู่ของโบสถ์ แต่เป็นเรื่องของวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ หรือไม่ก็รอยพระพุทธบาทในมณฑปอันสวยงาม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องมากราบไหว้ร่วมกันนั้น วัดของเมืองอันเป็นศูนยืกลางทางความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีลักษณะที่แตกต่างไปศาสนสถานหรือศาสนวัตถุภายในวัดจะเป็นศูนย์กลางที่คนภายนอกจากถิ่นอื่นหรือเมืออื่นพากันมากราบไหว้ตามฤดูกาลทีเดียว ส่วนความสำคัญทางการเมืองของชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นนั้น อยู่ที่การเป็นที่พำนักและที่ปกครองของบุคคลที่เป็นหัวหน้าในท้องถิ่น ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมโยงกับศูนย์การปกครองของรัฐแล้ว ก็จะมีตำแหน่งและฐานะเป็น “เจ้าเมือง” ทั้งเจ้าเมืองและวัดที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นได้ก่อให้เกิดตำนานสำคัญขึ้นสองอย่าง คือ ตำนานพระธาตุ และ ตำนานเมือง ทั้งสองตำนานมีเนื้อหาสาระที่แยกกันไม่ออก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบ้านและวัดที่มีชื่อเดียวกัน อย่างเช่น ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น ตำนานดังกล่าวนี้คือหัวใจและเนื้อหาสำคัญของประวัติศาสตร์ถิ่นหรือท้องถิ่น เพราะให้ความรู้และภาพลักษณ์ของผู้คนและบ้านเมือง รวมทั้งสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ตำนานแต่ละตำนานดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะในมิติของคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาตินั้น ทำให้เห็นว่าความคิดและการสร้างความรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากคนภายในนั้น เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากระบบความเชื่อทางศาสนา ไสยศาสตร์ และเรื่องทางจิตวิญญาณ ซึ่งก็คงเพราะตำนานอันเป็นเนื้อหาของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องความเชื่อดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีความเป็น “ประวัติศาสตร์” ในความคิดของบรรดานักประวัติศาสตร์และคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาอบรมแบบตะวันตก ในระดับท้องถิ่น ตำนานเป็นหัวใจในเรื่องบูรณาการทางวัฒนธรรม ที่ทำให้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ตามชุมชนต่าง ๆ ในท้องถิ่นมีสำนึกร่วมกัน จนเป็นคนของท้องถิ่นเดียวกัน ตำนานเป็นที่มาของขนบธรรมเนียม ประเพณี และข้อห้ามที่คนในท้องถิ่นประพฤติและปฏิบัติร่วมกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นที่มาของชื่อสถานที่ ทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่คนสร้างขึ้น เช่น ภูเขา หนองน้ำ ลำน้ำ ป่า ทุ่ง ทำให้พื้นที่หรือสถานที่เหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ประวัติศาสตร์ของคนทุกชาติพันธุ์และทุกชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน นอกเหนือไปจากนี้ ก็รวมถึงเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากข้างนอกหรือข้างใน ที่มีผลกระทบกับชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น ซึ่งนับเนื่องเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความทรงจำร่วมกัน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวิธีการแบบอย่างตะวันตกนั้น นับเนื่องเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป้นกระบวนการโลกวิสัย [Secularization] ที่แยกความเชื่อออกจากความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการสมมติและจินตนาการให้มากที่สุด ความสำคัญของเรื่องราวที่เป็นตำนานนั้น ต่างกับประวัติศาสตร์แบบเน้นความเป็นจริงแบบวิทยาศาสตร์ ตรงที่ว่าเป็น สิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์หาหลักฐานแบบประวัติศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ถ้าหากจะพยายามค้นหาและพิสูจน์ความเป็นจริงจากอดีตที่เป็นเรื่องสมมติแล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องเสียเวลาเสียสมองไปโดยใช่เหตุ ยกตัวอย่างเช่น ความพยายามที่จะค้นหาวีรบุรุษทางวัฒนธรรม [Cultural Heroes] เช่น พระเจ้าอู่ทอง พระร่วง ขุน เจือง หรือขุนบรม ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่เรื่องบั้งไฟพญานาค ในเขตจังหวัดหนองคายและประเทศลาว ยิ่งกว่านั้นตำนานยังเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกลุ่มชน เวลาและสถานที่ เป็นสิ่งที่ยากแก่การหาข้อยุติว่าอะไรคือหลักฐานชั้นแรกหรือชั้นที่สอง อะไรคือของจริงแท้ดั้งเดิม นั่นก็เพราะตำนานคือประวัติศาสตร์แบบมีชีวิต ที่ผู้คนต่างกลุ่มเหล่าในท้องถิ่นสร้างขึ้นโต้ตอบกันเอง หรือเพื่อโต้ตอบกับภายนอกอยู่ตลอดเวลา ในที่สุด การเข้าถึงตำนานท้องถิ่นในมิติทางการเมืองอาจวิเคราะห์ตำนานในบริบทท้องถิ่นออกเป็นตำนานบ้าน และตำนานเมือง เพราะพัฒนาการทางสังคมและการเมืองในแต่ละถิ่นนั้น มีทั้งชุมชนที่เป็นบ้านและเมืองอยู่ด้วยกัน ตำนานเมืองมักเป็นสิ่งที่มีพัฒนาการไปสู่การเป็นพงศาวดาร ซึ่งเป็นเรื่องราวของกษัตริย์ปกครองเมืองที่เป็นศูนย์กลางของรัฐ การสร้างตำนานพงศาวดารนั้น จะเกิดการจัดระเบียบสังคมใหม่ให้แลเห็นโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำ มีศักดินา อันแตกต่างไปจากโครงสร้างสังคมท้องถิ่นที่เสมอภาค นับเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ชาติเพื่อการบูรณาการในระดับวัฒนธรรมหลวง ที่แลเห็นความพยายามที่ทำให้คนหลายเผ่าพันธุ์ หลายท้องถิ่น ที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรม ได้มาอยู่ในกรอบวัฒนธรรมเดียวกัน และเกิดสำนึกการเป็นผู้อยู่ร่วมประเทศเดียวกัน ดังเช่นการเป็น คนไทย การเป็นคนไทย ก็คือการสร้างสำนึกให้คนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน การเป็นคนไทยหรือชิตไทยจึงเป็นเพียงสิ่งสมมติ หรือเป็นแค่ “ จินตนาการ ” น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ชาติตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้ประวัติศาสตร์ชาติกาลายเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมไป อันตรายหรือพิษร้ายของประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมก็คือ ทำให้ผู้คนในชาติส่วนใหญ่หลงชาติ หลงว่าคนไทยเป็นชาติพันธุ์เดียวกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ นับเป็นการตัดความจริงที่เกิดจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นที่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ถิ่นออกไป เมื่อปราศจากประวัติศาสตร์ถิ่น ประวัติศาสตร์ชาติจึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ชนชาติสมมติไป


![เห็นเวียดนามผ่านกบฏชาวนา กว่างจุง [QUANG TRUNG] วีรบุรุษผู้รวมชาติ](https://static.wixstatic.com/media/9512c9_8cfdbdb9de4e4c6da94dca3643141623~mv2.jpg/v1/fit/w_176,h_124,q_80,usm_0.66_1.00_0.01,blur_3,enc_auto/9512c9_8cfdbdb9de4e4c6da94dca3643141623~mv2.jpg)






