Search this site
พบผลการค้นหา 239 รายการ
- สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรและลูกหลานชาวโยดะยาในพม่า คุณหมอ ทิน มอง จี
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2555 เรื่องราวของสถูปชานเมืองอมรปุระซึ่งตั้งอยู่ในสุสานลินซิน-กอง ใกล้กับปลายด้านหนึ่งของสะพานอูเบงอันโด่งดัง ที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิของพระมหากษัตริย์จากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่จะเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ อดีตกษัตริย์ผู้ถูกกวาดครัวอพยพไปพร้อมกับคนจากฝั่งสยามอีกไม่น้อย ข้ามเทือกเขารอนแรมไปยังพม่า พระองค์ท่านอยู่ในเพศบรรพชิตจนมรณภาพที่พม่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๓๙ (จากเอกสารทางฝ่ายพม่าและฝ่ายไทย) แต่หลายคนยังสงสัยว่าสถูปนี้คือที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัด พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาก่อนพระองค์สุดท้าย เจ้าฟ้าเอกทัศน์จริงหรือไม่ เรื่องสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้งราวเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายจากเขตปกครองมัณฑะเลย์ดำริให้ปรับปรุงพื้นที่ซึ่งเป็นป่าช้าเก่าชื่อลินซิน-กอง ซึ่งเป็นสถานที่เสื่อมโทรมขั้นสุดยอด มีร่องรอยของที่เก็บศพทั้งเก่าและใหม่ ทั้งแบบจีนและคนท้องถิ่น ตลอดจนศาสนสถานแบบเจดีย์เก่าทรุดโทรมขนาดใหญ่กว่าสถูปองค์นี้ที่น่าจะมีอายุเก่าแก่อยู่ใกล้เคียงอีกแห่งหนึ่งด้วย จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเจาตอจี อีกฝั่งหนึ่งของสะพานอูเบง เป็นรูปวิถีชีวิตและแผนที่ดาวซึ่งน่าสนใจมาก ภาพที่ฝาผนังนี้บางส่วนเป็นภาพเด็กๆ ไว้ผมจุก ผมแกละ ล้อมวงเล่นสนุกกันบริเวณลานบ้านแบบพม่า บางท่านสันนิษฐานว่าได้สะท้อนชีวิตวัฒนธรรมแบบสยามอยู่ด้วย จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดมหาเตงดอจี ทั้งรูปแบบขนบการเขียนภาพ และฝีมือช่างคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมในโบสถ์และวิหารแบบอยุธยา บริเวณโดยรอบของที่ตั้งสถูปนี้ ด้านหนึ่งอยู่ติดกับวัดชื่อชเวมอตันเจดีย์ซึ่งเป็นย่านชุมชนของเมืองอมรปุระ ด้านหนึ่งติดกับชายขอบทะเลสาบต่าวตะหมั่น [Taung-tha-man lake] และบริเวณที่ต่อเนื่องกับสะพานอูเบงฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นสะพานไม้ทอดยาว อีกด้านหนึ่งมีวัดเจาตอจีซึ่งเป็นวัดที่มีภาพจิตรกรรมบนผนังและเพดานเป็นรูปวิถีชีวิตและแผนที่ดาวที่น่าสนใจมาก ภาพที่ฝาผนังนี้บางส่วนเป็นภาพเด็กๆ ไว้ผมจุก ผมแกละ ล้อมวงเล่นสนุกกันบริเวณลานบ้านแบบพม่า มีผู้สันนิษฐานหลายท่านว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตและการแต่งกายบางอย่างผสมผสานกับแบบพม่า และเสนอกันว่า “น่าจะเป็นการสะท้อนรูปแบบชีวิตบางประการแบบคนโยดะยาที่หลงเหลืออยู่” (คนพม่าเรียกคนไทยทั่วๆ ไปต่อเนื่องจากในอดีตว่าคน โย-ดะ-ยา) สถูปที่สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพร หลังจากถูกนำไปอยู่ที่พม่า และมรณภาพในเพศบรรพชิต ที่สุสานลินซิน-กอง ชานเมืองอมรปุระ เมื่อเปรียบเทียบกับธาตุฝุ่นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็ก ยาคูขี้หอม ที่จำปาสัก ลาวตอนใต้ จะพบว่าเป็นการทำสถูปรูปบัวที่มักใช้บรรจุอัฐิของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพในวัฒนธรรมไต-ลาว คนเฝ้าสุสานแห่งนี้เป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่าไร้บ้าน อยู่อาศัยในเรือนไม้เก่าผุพังคร่ำคร่าท่ามกลางกองขยะและดัดแปลงพื้นที่บางส่วนเป็นโรงเลี้ยงหมู หากไม่ใช่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสถูปบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพรก็คงไม่มีใคร (โดยเฉพาะคนไทย) เข้าไปดูหรือสนใจแต่อย่างใด แต่เธอก็ให้ข้อมูลสำคัญว่า บริเวณนี้จะถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะ โดยการนำเอาที่บรรจุศพทั้งหลายทั้งปวงออกให้หมด ปรับภูมิทัศน์ใหม่ และหลงเหลือไว้แต่เพียงสถูปบรรจุอัฐิและเจดีย์เก่าใกล้เคียงเท่านั้น แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่า เพราะหลังจากนั้นได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในมัณฑะเลย์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นไม่น่าจะมีงบประมาณเพียงพอที่จะบูรณะปรับปรุงพื้นที่แบบนั้นได้ ทางข้าราชการฝ่ายไทยบางคนยังไปปล่อยข่าวว่าจะมีนักการเมืองหนีคดีบางคนเสนอตัวสนับสนุนทางการเงินไปเสียอีก ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าลือไปต่างๆ นานา และไม่เห็นบทสรุปที่ควรจะเชื่อถือว่าจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์หรืออนุรักษ์บริเวณนี้อย่างชัดเจนในขณะนี้แต่อย่างใด เรื่องเล่าเกี่ยวกับกษัตริย์อยุธยาที่ถูกจับไปเป็นเชลยยังบ้านเมืองพม่าในลุ่มอิระวดี ถือเป็นเรื่องเล่าให้ความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ เพราะการเล่าเรื่องในช่วงเสียกรุงฯ ถือเป็นความสะเทือนใจร่วมในการบรรยายภาพประวัติศาสตร์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ หรือกรณีการพลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ต่างแดนในฐานะเชลยศึกสงครามหรือผู้อพยพ ไม่ว่ายุคสมัยใดก็สร้างความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ได้รับรู้ทั้งฝ่ายที่เป็นผู้พลัดพรากและผู้อยู่ข้างหลัง หากตั้งข้อสังเกตโดยเฉพาะในสังคมไทย เรื่องสะเทือนใจในการพลัดพรากเช่นนี้มักถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชาดกนอกพระสูตรทางพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องของกรรมในการพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รัก และต้องจากบ้านจากเมืองดังกล่าว ดังนั้นเรื่องราวของสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรและเรื่องราวของชาวโยดะยาในพม่าจึงสร้างความสนใจแก่คนไทยในปัจจุบันได้อย่างมากมาย คนไทยสะเทือนใจกันง่ายๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านการสื่อสารที่อาจจะสร้างเน้นการบอกเล่าแบบนี้ หรือเติมแต่งให้กลายเป็นข่าวเชิงประวัติศาสตร์แบบตำนานที่ใช้ “ความเชื่อ” มากกว่าจะพิสูจน์หาหลักฐานหรือข้อเท็จจริง สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร การสำรวจและสันนิษฐานจากนายแพทย์ทิน มอง จี เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสำรวจของนายแพทย์ผู้สมัครจะเป็นนักวิชาการทางสังคมศาสตร์หลังเกษียณอายุชื่อ “นายแพทย์ทิน มอง จี” [Dr.Tin Maung Kyi] ที่อ้างอิงว่าค้นพบสถูปองค์นี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ความที่เป็นคนสายเลือดสืบมาจากกลุ่มชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยาที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ไม่ไกลจากกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ โดยคุณปู่มักบอกเล่าเรื่องราวภายในครอบครัวที่ถูกบอกเล่าสืบต่อมาให้ท่านฟัง และกล่าวว่า “อย่าลืมว่าเธอเป็นคนไทย” ในขณะที่คุณพ่อของคุณหมอไม่สนใจเลย การเป็นคนไทยของบริบทของคุณปู่คุณหมอนั้นไม่ใช่เรื่องของชาตินิยมแบบที่คนไทยทุกวันนี้ชอบสรุปกัน เพราะท่านเพียงจะบอกว่า “อย่าหลงลืมรากเหง้าของพวกเรา” คงเหมือนกับเรื่องเล่าในครอบครัวอีกหลาย ๆ ครอบครัว แม้จะเป็นหมอมากว่า ๒๗ ปี และเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเปลี่ยนมาทำงานเป็นนักวิชาการศึกษาด้านพม่าและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาเต็มตัว ได้รับเชิญไปเสนองานวิจัยในต่างประเทศหลายแห่ง และได้รับเชิญจาก SPAFA มาทำงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๐๓-๒๐๐๗ ปัจจุบันคุณหมออายุ ๗๔ ปีแล้ว คุณหมอเขียนบทความสั้นๆ เรื่องการสำรวจสถูปที่สุสานลินซิน-กอง เรื่อง “A Thai King’s Tomb” และนำไปรวมพิมพ์ไว้ในหนังสือ “The various facets of Myanmar” ซึ่งปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ ๒ แล้ว จากนั้นราว พ.ศ. ๒๕๓๘ มัคคุเทศก์ชาวพม่าก็นำมาเล่าและนำคนไทยบางกลุ่มไปชมตามรอยและสู่การรับรู้ของไกด์ชาวไทย และคนไทยตื่นเต้นมากในช่วงเวลานั้น โดยใช้คำบอกเล่าจากชาวบ้านและพระสงฆ์ในบริเวณใกล้เคียงที่บอกแต่เพียงว่า “นี่คือสถูปบรรจุอัฐิของกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง” โดยไม่มีจารึกอื่นใดระบุการยืนยันไปมากกว่านี้ ส่วนเอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ระบุว่าเป็นภาพเจ้าฟ้าอุทุมพร (ที่เขียนว่าเจ้าฟ้าเอกทัศน์) ทรงเครื่องกษัตริย์ ที่พบจากเอกสารชเว-นัน-เล-ทง [Shwe-nan-let-thone] แต่เป็นฉบับที่ถูกคัดลอกต่อมาเมื่อราว พ.ศ.๒๔๓๗ จากต้นฉบับจริง ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดอาณานิคมในกรุงลอนดอน มีการเขียนข้อความใต้รูปบุคคล คุณหมอแปลจากภาษาพม่าเก่าแบบบรรทัดต่อบรรทัดความว่า “ผู้ก่อตั้งที่สามแห่งรัตนปุระ (อังวะ) และพระเจ้าช้างเผือก ต่อสู้และชนะอโยธยา, กับกษัตริย์ กษัตริย์ถูกนำตัวมาที่นี่ ในช่วงการครองราชย์ของพระเชษฐาของพระองค์ (กษัตริย์บาดุง) กษัตริย์ (ไทย) ขณะอยู่ในสมณเพศ, มรณภาพที่อมรปุระ ที่ลินซิน-กอง สุสาน, พระองค์ถูกบรรจุ/เผาพระศพด้วยสมพระเกียรติในความเป็นเชื้อพระวงศ์ นี่คือภาพของเจ้าฟ้าเอกทัศน์” คุณหมอทิน มอง จี ผู้อุทิศตัวให้กับการศึกษาสำรวจทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ท่านมีเชื้อสายชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยา และได้รับการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ สืบต่อมาจากปู่และศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ภาพวาดในเอกสารเก่าที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าฟ้าอุทุมพรที่มีข้อผิดพลาดบางประการ แต่เนื้อความกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าอุทุมพรในพม่าและการปลงพระศพที่สุสานลินซิน-กอง ตรงนี้คุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิดเรื่องชื่อที่ปรากฏ เพราะควรเป็นชื่อของเจ้าฟ้าอุทุมพร เนื่องจากในประวัติศาสตร์พม่าและประวัติศาสตร์ไทย กษัตริย์จากกรุงศรีอยุธยาองค์สุดท้ายสวรรคตที่กรุงศรีอยุธยานั่นเอง และเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ที่เพิ่งผ่านมา คุณหมอพบหญิงชราอายุ ๑๐๑ ปีที่เล่าให้ฟัง ยืนยันในสมมติฐานของคุณหมอว่า เธอทราบเรื่องราวของสถูปที่สุสานลินซิน-กอง ถูกบอกเล่าต่อกันมาว่าบรรจุอัฐิของกษัตริย์ไทยมาตั้งแต่เธอเรียนหนังสือในโรงเรียน บ้านของเธออยู่ที่ซิน-ชเว-พุท ที่อยู่ห่างจากบริเวณนี้เพียงราว ๖๐๐ เมตร สำหรับฝ่ายไทย เรื่องเล่าของเจ้าฟ้าอุทุมพรเสด็จสวรรคตที่พม่านี้ เมื่อคราวสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จพม่า ทรงปรารภเรื่องข่าวการพบสถานที่เก็บอัฐิพระเจ้าแผ่นดินสยามที่แพร่เข้ามาในสยามราวรัชกาลที่ ๕ ซึ่งท่านนึกไปถึงเจ้าฟ้าอุทุมพร แม้จะทรงสอบถามตลอดการเดินทางจากย่างกุ้งไปอมรปุระและมัณฑะเลย์ที่ปรากฏในหนังสือ “เที่ยวเมืองพม่า” ก็ไม่มีใครทราบเรื่องดังกล่าว ส่วนบทความของอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ที่อ่านงานเขียนของคุณหมอทิน มอง จี ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๕ และคงได้เคยไปเห็นสถูปองค์นี้ที่เมืองอมรปุระแล้วสรุปว่า ไม่เชื่อว่าเป็นสถูปบรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพรตามสมมติฐานของคุณหมอทิน มอง จี อาจารย์พิเศษไม่เห็นว่าสถูปนี้ควรตั้งอยู่ที่อมรปุระ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุว่ามีการย้ายเชลยมาอยู่ที่อมรปุระซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นภายหลังเสียกรุงฯ ราว ๑๐ กว่าปี อีกทั้งสภาพของสถูปทั้งรูปทรงและลวดลายไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับศิลปะอยุธยาแต่อย่างใด อาจารย์พิเศษเห็นว่าข้อมูลที่ทำให้เชื่อกันว่าสถูปดังกล่าวเป็นสถูปบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นเพียงข้อมูลจาก “คำบอกเล่า” ของชาวบ้านในท้องถิ่นที่พูดกันปากต่อปากว่าเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งเท่านั้น ส่วนเรื่องราวที่ปรากฏในข้อเขียนของคุณหมอทิน มอง จี อาจารย์พิเศษเห็นว่าเป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวให้เติมแต่งกันทั้งเอกสารฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยเท่าที่มีการแปลออกเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น สำหรับสถูปทรงดังกล่าวนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แนะนำให้ไปเปรียบเทียบกับสถูปรูปยอดบัวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก อันเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็กหรือ “ยาคูขี้หอม” ที่วัดธาตุฝุ่น เมืองจำปาสักทางเขตลาวตอนใต้ ลักษณะสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของคนสองฝั่งโขงมีรูปแบบแทบจะเหมือนทั้งหมด หรือคล้ายคลึงจนกล่าวได้ว่าน่าจะมีวิธีคิดและความตกผลึกในทางวัฒนธรรมจากแหล่งที่มาที่ใกล้เคียงหรือในกลุ่มเดียวกัน การใช้สถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพบุรุษเป็นรูปยอดบัวและตัวเรือนเป็นเสารูปกลมหรือสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดแต่อย่างใดในสังคมการปลงศพและบูชาบรรพบุรุษหรือผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้วในสังคมไต-ลาวที่นับถือพุทธศาสนา ดังที่พบสถูปบรรจุอัฐิของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของชุมชนในวัดทางอีสานหลายแห่ง เช่นที่วัดเก่าแก่แบบคนลาวบ้านลุมพุก อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนเชื้อสายเขมรเป็นส่วนใหญ่ ก็มีการสร้างสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระผู้ใหญ่ของชุมชนแบบดั้งเดิม และรูปแบบสถูปเป็นแบบคู่สองแห่ง รูปแบบเช่นนี้พบคล้ายคลึงกับการทำสถูปคู่ทำจากหินทรายที่เชิงเขาทางฝั่งไทย ก่อนทางขึ้นปราสาทพระวิหารเช่นกัน “การเข้าบัว” เป็นประเพณีบูชาบรรพบุรุษที่สำคัญอย่างหนึ่งทางภาคใต้ “บัว” คือสถูปที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในตระกูลต่างๆ การใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวในการบรรจุอัฐิธาตุไว้สำหรับบูชานั้น จึงเป็นพื้นฐานของสังคมทางพุทธศาสนาแบบไต-ลาว ที่รวมไปถึงวัฒนธรรมการบูชาบรรพบุรุษของผู้นับถือพุทธศาสนาทางคาบสมุทร รูปแบบสถูปบรรจุอัฐิเช่นนี้คงไม่พบในสังคมการปลงศพแบบพม่าหรือทางมอญ จึงถูกกล่าวว่า รูปแบบของสถูปที่ค้นพบไม่เหมือนกับสถูปหรือเจดีย์อื่นใดในกลุ่มเมืองเก่า เช่น สะกาย อังวะ อมรปุระ หรือมัณฑะเลย์ คุณหมอทิน มอง จี ก็ไปสันนิษฐานว่า รูปแบบของเจดีย์นี้เป็นเสมือนแท่งเขาพระสุเมรุที่มีสัตว์หิมพานต์เฝ้าที่เชิงฐาน ซึ่งท่านเคยเห็นเพียงครุฑกับนาคเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบสัญลักษณ์ของการเป็นสถูปรูปดอกบัวที่ยอดแต่อย่างใด แต่ถ้าเราพิจารณาไปถึงรูปแบบของสถูปที่คล้ายคลึงกับธาตุฝุ่นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็กในจำปาสักแล้ว เราก็อาจเห็นภาพของสังคมของพม่าในราชวงศ์อลองพญาหรือคองบองที่ประกอบไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์จากผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับการสงครามไม่แตกต่างไปจากสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ที่ประชากรส่วนหนึ่งประกอบจากกลุ่มผู้คนหลากชาติพันธุ์และความเชื่อเช่นเดียวกัน และในกลุ่มหลากหลายชาติพันธุ์นั้นก็ยังคงการสร้างสรรค์หรือถูกกลืนกลายตามสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ ของบ้านเมืองแต่ละแห่ง โอกาสที่สถูปบรรจุอัฐิขนาดใหญ่รูปบัวที่พบในสุสานลินซิน-กอง ชานเมืองอมรปุระ ริมชายฝั่งของทะเลสาบ จะเป็นของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพในกลุ่มชาวไต-ลาว ที่อาจจะเป็นชาวล้านช้างที่คนพม่าเรียกว่า เลิง-ซิง หรือคนจากอยุธยาก็ถือว่าเป็นไปได้สูง เพราะเช่นที่เมืองสะกายใกล้กับวัดมหาเตงดอจี ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งรูปแบบขนบการเขียนภาพและฝีมือช่างคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมในโบสถ์และวิหารแบบสยาม แม้ชุมชนชาวอโยธยาไม่เหลืออยู่แล้ว แต่ก็มีชาวบ้านที่ถูกเรียกว่าเลิง-ซิง หรือชาวล้านช้างที่อาศัยไปทำบุญที่วัดของคนมอญที่อยู่ใกล้เคียง เอกสารทางฝ่ายไทยรับรู้กันว่า “เมืองสะกาย” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเมืองจักกายบ้าง เมืองสแคงบ้าง เป็นบริเวณที่คนไทยสมัยกรุงแตกถูกกวาดต้อนไปอยู่อาศัยที่นี่ แต่ทุกวันนี้ร่องรอยของชุมชนคนอโยธยาที่สะกายแทบไม่พบเห็นและไม่มีรายงานยืนยันว่าคนไทยอยู่ที่สะกายดังที่เราเข้าใจกัน เมืองอมรปุระสร้างหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาราว ๑๕ ปี และจดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า เจ้าฟ้าอุทุมพรสวรรคตในสมณเพศเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๓๙ มีการปลงพระศพที่สุสานลินซิน-กอง ก็อาจจะเป็นสุสานหลวงที่เผาศพของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพทางสังคมที่คนพม่าให้ความนับถือ อาจจะมากพอๆ กับชาวบ้านผู้ถูกกวาดต้อนอพยพมาในช่วงนั้น ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้งชาวล้านช้างหรือชาวอโยธยา โดยการบรรจุอัฐิธาตุภายในสถูปองค์ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพระสถูปของเจ้าฟ้าอุทุมพรหรือไม่ คงไม่สามารถพิสูจน์อย่างแน่ชัดไปได้มากกว่านี้้ เพียงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิธาตุของบุคคลผู้มีความสำคัญในช่วงเวลานั้น ที่อาจจะเป็นชาวล้านช้างหรือชาวโยดะยาที่ถูกกวาดต้อนมากับการสงครามในสมัยราชวงศ์อลองพญาอย่างชัดเจน ซึ่งไม่สมควรถูกทุบรื้อทิ้งหรือทำลายไป และต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมสุดขีดนี้เสียใหม่ จะเป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐฐานของสองประเทศก็สมควรจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในขณะนี้ ร่องรอยของคนพม่าเชื้อสายโยดะยา สิ่งที่น่าสนใจศึกษาไม่เพียงจบลงที่การพิสูจน์ว่าสถูปนี้บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าฟ้าอุทุมพรในขณะเป็นสมณเพศจริงหรือไม่เท่านั้น คุณหมอทิน มอง จี ยังเสนองานค้นคว้าสำรวจเรื่องราวทางวัฒนธรรมของคนเชื้อสายโยดะยาในท้องถิ่นแถบลุ่มอิระวดีนี้ต่อไป และเตรียมจัดพิมพ์เป็นหนังสือถ้าคนไทยสนใจและมีผู้จัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ในประเทศไทยให้ โดยกล่าวว่าพระเจ้ามังระ [King Hsin-byu-shin] ผู้เข้าตีกรุงศรีอยุธยากวาดต้อนผู้คนตามรายทางทั้งเมืองระแหง สุโขทัย พิษณุโลก รวมทั้งชาวโยนทางเชียงใหม่ไปยังอังวะ และแยกกลุ่มออกเป็นหลายกลุ่ม โดยพระราชทานที่ดินสร้างบ้านเรือนหลายแห่ง พวกที่เป็นศิลปินและนาฏศิลป์มักจะตั้งถิ่นฐานไม่ไกลจากเมืองอังวะเท่าใดนัก ซึ่งสามารถเดินทางติดต่อค้าขายถึงกันทางเรือในลำน้ำชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] คลองขุดที่ขนานไปกับแม่น้ำอิระวดี และคุณหมอพบร่องรอยที่น่าจะเป็นชุมชนชาวโยดะยาในอดีตหลายแห่งตั้งอยู่ริมลำน้ำนี้ น่าเสียดายที่เส้นทางน้ำสายนี้กลายเป็นคลองน้ำเสียและแคบจนหมดสภาพไปแล้ว สิ่งที่เป็นร่องรอยให้น่าขบคิดก็คือ ชุมชนที่น่าจะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโยดะยามักมีการสร้างพระเจดีย์ทรายขนาดย่อมๆ และมีประเพณีฉลอง ปัจจุบันยังคงพบเห็นได้เพราะถูกรักษาด้วยการสร้างเจดีย์แบบแข็งแรงคลุมอีกชั้นหนึ่ง และถือเอาช่วงวันวิสาขบูชาเป็นช่วงเวลาทำพิธีกรรม อีกร่องรอยที่เหลืออยู่คือการบูชาศาลพระราม [Rama shrine] หรือที่คนพม่าเรียกว่า “ยามะ” (หมายถึงรามายณะหรือรามเกียรติ์) คุณหมอทิน มอง จี เห็นว่าศาลพระรามคือส่วนสำคัญในการสืบค้นว่า ผู้คนในบริเวณที่อยู่อาศัยใกล้เคียงนั้นเคยเป็นชาวโยดะยาหรือไม่ ท่านพบศาลยามะเป็นศาลาไม้โถงขนาดย่อมๆ ที่ “ทาดา-โอ” [Tada-Oo] ในบริเวณเมืองอังวะตรงข้ามฝั่งเมืองสะกาย อีกแห่งหนึ่งเป็นศาลพระรามที่เมืองอมรปุระทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบต่าว-ตะ-หมั่น ใกล้กับที่ตั้งของเจดีย์ [Pa-hoo-daw-gyi] แม้จะเป็นศาลเล็กๆ ในทุกวันนี้ แต่ก็มีการสืบทอดรักษาแบบดั้งเดิม โดยไม่มีเรื่องของไสยศาสตร์ให้แก่ผู้ที่มาเคารพกราบไหว้เลย แถบนอกกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์เป็นถิ่นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์มาแต่ดั้งเดิม พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญาพระราชทานพื้นที่ว่างริมคลองขุดชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] ให้เป็นที่อยู่อาศัยแก่ผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาเพราะการสงครามตั้งแต่ยังไม่สร้างเมืองมัณฑะเลย์ และเมื่อสร้างเมืองในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยกษัตริย์มินดง บริเวณนี้จึงกลายเป็นย่านเมืองไป หนึ่งในกลุ่มนั้นคือชุมชนชาวโขนละครจากอยุธยาที่มาอยู่อาศัยบริเวณระหว่างบล็อกของถนน ๘๓ ถนน ๒๙ และถนน ๓๐ ในปัจจุบัน แต่ชาวบ้านปัจจุบันที่บริเวณตลาดโยดะยาเก่าซึ่งยังคงมีศาลยามะตั้งอยู่ ส่วนวัดของชุมชนซึ่งมีพระเจดีย์เรียงกันสามองค์ และยังพอเห็นร่องรอยของการทำให้เป็นพระเจดีย์องค์ระฆังขนาดใหญ่ที่ดูแปลกไปบ้างจากเจดีย์ขนบธรรมเนียมนิยมแบบพระธาตุมุเตาหรือแบบมอญที่มักพบเห็นทั่วไป ตรงนี้ไม่แน่ใจนักว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพระเจดีย์สามองค์ตามแบบวัฒนธรรมสยามอย่างไร ในศาลยามะมีการวางเศียรพระฤาษีอยู่ด้านขวามือสุด ลำดับต่อมาคือพระราม พระลักษมณ์ นางสีดา และหนุมาน ทั้งหมดเห็นว่าเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่และพยายามเลียนแบบของดั้งเดิมที่เป็นหัวโขนในวัฒนธรรมการบูชาครูโขนละครแบบสยามนั่นเอง ศาลที่นี่ยังคงอยู่ แต่ชาวบ้านซึ่งเป็นคนเชื้อสายจากโยดะยาไม่มีอยู่แล้ว สอบถามได้ว่าเป็นคนจากที่ต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ใหม่เมื่อราวก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล็กน้อย ปลูกบ้านเรือนล้อมรอบอย่างหนาแน่น ผู้คนที่นี่ยังบำรุงรักษาศาลยามะและเปลี่ยนจากศาลาไม้มาเป็นศาลาก่ออิฐถือปูน และวางลำดับรูปแบบเศียรที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับหัวโขนเหมือนกับศาลพระรามซึ่งพบที่อื่น ๆ ศาลยามะหรือศาลพระรามที่คุณหมอทิน มอง จี กล่าวถึงมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน คือบูชาหัวโขนทั้งห้าแบบ ซึ่งเป็นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งทางฝ่ายไทยมักจะเห็นการบูชาหัวโขนจากตัวละครที่สำคัญๆ นี้จากพิธีไหว้ครูและการครอบครูโขนละคร ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีแบบแผนเฉพาะและมักถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การครอบครูโขนละครของฝ่ายนาฏศิลป์ไม่นิยมให้ตัวละครเช่น ลิง ยักษ์ นาง เป็นผู้ทำพิธีครอบ โดยส่วนใหญ่จะใช้เศียรของครูหรือที่เรียกกันว่า “พ่อแก่” หรือพระพรตมุนี (มหาฤาษีผู้แต่งตำรารำฟ้อน) หรือเทริดพระพิราพมาครอบให้ลูกศิษย์เพื่อเป็นสิริมงคล ทางฝ่ายไทยเชื่อว่าผู้ที่ผ่านพิธีครอบครูจะได้รับความคุ้มครองดูแลจากครู และครูจะอยู่ช่วยเหลือให้ศิษย์มีความจำในกระบวนการรำ จังหวะดนตรี หากมีสิ่งใดที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นกับศิษย์ ครูจะช่วยปัดเป่าให้ผ่านพ้นไป การแสดงรามายณะในพม่านั้นมีการศึกษาและพบว่าได้รับอิทธิพลจากราชสำนักอยุธยาอย่างชัดเจน วรรณคดีที่รู้จักกันดีในพม่าเรื่อง “รามา สะ-กาน” [Rama sa-khyan] น่าจะประพันธ์ขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๑๘ โดย อู ออง เพียว [U aung Phyo] และยังมีวรรณคดีและระบำละครจากรามายณะอีกหลายเรื่องที่พัฒนาขึ้นในยุคสมัยนี้ ในสมัยราชวงศ์อลองพญาหรือคองบอง หลังจากมีการกวาดต้อนชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยามาที่พม่านี้ และดังเราได้เห็นร่องรอยของศาลยามะที่เหลืออยู่หลายแห่งดังกล่าว เรื่องของศาลยามะนี้แตกต่างไปจากศาลนัตที่ชาวพม่านับถือกันอยู่ เพราะนัตที่ชาวบ้านนับถือนั้นเคยมีชีวิตอยู่จริง แต่ประสบเคราะห์ร้ายตายอย่างผิดปกติ และต่อมาชาวบ้านตลอดจนชาวเมืองจึงนับถือยกขึ้นเป็นนัตของท้องถิ่นต่าง ๆ ส่วนศาลยามะบางแห่งก็ยังคงแบบดั้งเดิม คือไม่มีการไปขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกันที่เรียกว่าเขตเมงทา สุ [Mintha-Su Quarter] ที่หมายถึง “ย่านเจ้าฟ้า” ซึ่งคุณหมอทิน มอง จี สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มชุมชนที่อยู่อาศัยสำหรับเชื้อพระวงศ์จากโยดะยาได้รับพระราชทานที่ดินในพื้นที่กว้างขวางพอควร เพราะมีสถานที่หนึ่งซึ่งคุณหมอวิเคราะห์ว่าเป็นคำที่มีความหมายว่า “พระองค์ท่าน” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในระหว่างกษัตริย์ด้วยกัน [Ah-kyi-daw-min Win] ปัจจุบันบริเวณนี้อยู่ทางด้านหนึ่งของถนนสาย ๘๔ และผู้ครอบครองที่ดินหลังจากนั้นบริจาคให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข ๒๑ และเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เล่ากันว่าเคยขุดพบเศษภาชนะที่มีการเขียนอักษรไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีสะพานระแหงที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสะพานชเวดอง [Shwe-don bridge] ตลาดระแหงก็เปลี่ยนชื่อเป็น แมง เมียว เซ [Man-myo-Zay] ภาพวาดแผนที่แสดงตำแหน่งที่สันนิษฐานจากการก่อเจดีย์ทรายในชุมชนที่คาดว่าน่าจะเคยมีชาวโยดะยาอยู่อาศัยตลอดลำคลองชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] ภาพจากการวาดของคุณหมอทิน มอง จี ศาลยามะหรือศาลพระรามที่มีการทำหัวโขนจำลองที่เป็นรูปพระมหาฤาษี พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา และหนุมาน พร้อมเครื่องบูชา ที่ย่านชาวโยดะยาเก่าในเมืองมัณฑะเลย์ คนเชื้อสายของชาวโยดะยาในสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ย้ายออกและผสมปนเปไปกับชาวพม่าในมัณฑะเลย์ กระนั้นก็ตาม อย่างน้อยก็ยังมีผู้ที่ยังจดจำเรื่องราวในวงศ์ตระกูลและเล่าสืบต่อกันมา เช่น ครอบครัวของคุณหมอที่คุณปู่เป็นผู้เล่าเรื่องผ่านจากรุ่นปู่สู่รุ่นหลาน และยังมีการจารึกข้อความลงบนแผ่นหินเก็บไว้ที่เจดีย์ทรายมหาวาลุกะ [Maha Valuka Sand Pagoda] ในเขตเมงทาสุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อความในจารึกกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนชาวโยดะยาอย่างย่อ ๆ ว่า “ราว พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้าช้างเผือกตั้งพระนครอยู่ที่เมืองอังวะ เมื่อชาวเชลยจากอยุธยา สุโขทัย และเชียงใหม่ถูกจับกุมมาที่นี่ รวมทั้งพระราชวงศ์ ขุนนางต่างๆ ก็ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างจากนครอังวะ ที่ระแหงและเมงทา ซู ใกล้กับคลองที่เรียกว่าชเว ตะจอง รวมทั้ง “เจ้าฟ้าดอก” กษัตริย์ผู้ต้องนิราศจากราชบัลลังค์ พระองค์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำพรรษาอยู่ที่วัดพังเลไต [Paung Le Tike] และสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ คลองชเวตะจองเป็นคลองขุดโดยขุนนางรักษาวังหน้าในรัชกาลพระเจ้าปดุง ลำน้ำไหลจากเมืองมัณฑะเลย์ลงสู่ทะเลสาบเต๊ด เต [Tet Thay] ที่เมืองอมรปุระ และเคยถูกเรียกว่า Ne Kotho (ซึ่งคุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาษาไทย) พระเจ้าปดุงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คนเชื้อสายไทยสร้างพระเจดีย์ทรายตลอดริมคลองชเวตะจองตามคำขอของพระภิกษุเจ้าฟ้าดอก เป็นผู้นำในการก่อสร้างทุกปีไม่เคยขาดที่มหาวาลูกะ [Maha Valuka] พระเจดีย์ทราย และเริ่มกลายเป็นประเพณีปฏิบัติในการบูชาสืบมา เมื่อพระเจ้ามินดงผู้สร้างเมืองมัณฑะเลย์ขึ้นครองราชย์ ก็มีพระบรมราชานุญาตให้มีการจัดฉลองที่ตลาดระแหงและจัดงานรื่นเริง สืบเนื่องจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ผู้เฒ่าผู้แก่ในเขตนี้ก็เป็นผู้นำในการจัดงานฉลองและงานบูชาพระเจดีย์ทรายนี้ เช่น พ่อเฒ่า Poh tun Kyaw ซึ่งเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมจนอายุถึง ๑๐๐ ปี และตายในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เจดีย์ทรายสูงจากพื้นราว ๒๕ ฟุต ทำจากทรายและสร้างเสร็จภายในหนึ่งวัน เริ่มทำประเพณีนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ จนถึงวันที่จารึก พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงครบ ๒๐๐ ปี การจารึกนี้เพื่อเฉลิมฉลองครบ ๒๐๐ ปี ทุกผู้ทุกคนโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้” เรื่องของสถูปองค์หนึ่งซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่ามีความสำคัญต่อคนไทย ตั้งอยู่กลางสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเช่นนี้ และอยู่ในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวชานเมืองอมรปุระที่มีคนไทยเข้าไปเยี่ยมชมอยู่เสมอ การบูรณะหรือปรับสภาพพื้นที่เพื่อดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่งอยุธยาหรือไม่ก็ตาม ก็สมควรทำอย่างยิ่ง ทางรัฐบาลไทยควรช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของมัณฑะเลย์ปรับปรุงบูรณะพื้นที่ดังกล่าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือประชาชนต่อประชาชน ที่ดูจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสียมากกว่ารัฐเสียอีก เพราะสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยที่พระนครศรีอยุธยาทุกวันนี้ คนไทยยังไม่ทราบว่าเป็นองค์ใดหรืออยู่ที่ใด หรือถูกทำลายไปแล้ว ทั้งที่เป็นผืนแผ่นดินของตนเองด้วยซ้ำ ดังนั้นการบูรณะสถูปองค์หนึ่งในประเทศพม่าที่ไม่ว่าจะจริงเท็จประการใดก็ควรทำเพื่อความรู้สึกที่ดี และความสัมพันธ์ในฐานะบ้านเมืองที่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่สิ่งที่น่าทำอย่างต่อเนื่องเพิ่มเติมไปอีกคือ รู้จักเพื่อนบ้าน รู้จักผู้คนที่มีความหลากหลายความเป็นมา และส่วนหนึ่งยังคงมีเยื่อใยต่อรากเหง้าแห่งอดีตของตน เหมือนที่คุณหมอทิน มอง จี แห่งมัณฑะเลย์ที่ใช้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการค้นคว้าศึกษาสิ่งเหล่านี้ท่ามกลางความเข้มงวดกวดขันของรัฐบาล พวกเราชาวสยามที่มีโอกาสในการศึกษาค้นคว้าอย่างเต็มที่ และแทบจะสำลักอิสรภาพในการพูด อ่าน เขียน ก็น่าจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ คุณค่าของการพบประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเราจึงจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่เรื่อง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เพียงเท่านั้น วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (เนื่องจากผู้เขียนไม่สามารถอ่านภาษาพม่าอย่างถูกต้องได้ ดังนั้นชื่อบุคคลและชื่อสถานที่ในภาษาพม่าจึงถอดเสียงอย่างไม่เป็นระบบและเท่าที่พอจะรับรู้ได้เท่านั้น จึงไม่ควรอ้างอิงชื่อในภาษาพม่าตามที่ปรากฏในบทความนี้ - ผู้เขียน) อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- บ้านทวาย สิ้นชื่อ สิ้นคน เหลือแต่ยำทวาย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2555 อุโบสถหลังเก่าของวัดดอนทวายหรือวัดบรมสถลซึ่งถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ปัจจุบันเมื่อพูดถึงคำว่า ‘ทวาย’ คนทั่วไปมักไพล่คิดไปถึงมะม่วงทะวายหรือผลไม้ที่ออกผลไม่ตรงตามฤดูกาล หรือไม่ก็นึกถึงโครงการอภิมหาโปรเจ็คต์ที่กำลังมีการก่อสร้างทางหลวงจากเขตบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ข้ามเขาไปยังเมืองทวายในพม่า ตามโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม อันถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ด้วยวงเงินลงทุนถึง ๔ แสนล้านบาท น้อยคนที่จะนึกถึงว่า ทวาย นอกจากเป็นชื่อเมืองแล้วยังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ และถิ่นฐานของพวกเขาได้กลายเป็นชื่อบ้านนามเมืองในอดีต เรียกว่า บ้านทวาย หรืออำเภอบ้านทวาย แทนชื่อเดิมที่เรียกขานย่านนี้ว่า ตำบลคอกควาย สมัยต่อมาตำบลคอกควายหรืออำเภอบ้านทวายนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนนามอีกครั้ง เป็นเขตยานนาวาและเขตสาทรในปัจุบัน ย่านบ้านทวาย แหล่งของชนนานาชาติ ตำบลคอกควายหรือบ้านทวายตั้งอยู่ตอนใต้ของคลองผดุงกรุงเกษม ประชิดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำสายสำคัญอันเป็นเส้นทางสัญจรจากปากอ่าวไทยเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา บริเวณนี้ในสมัยอยุธยาจึงน่าจะมีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำแล้ว ด้วยปรากฏวัดที่สร้างขึ้นปลายสมัยอยุธยาอยู่ไม่น้อย อาทิ วัดคอกควาย (วัดยานนาวาปัจจุบัน) วัดพระยาไกร วัดจรรยาวาส วัดราชสิงขร เป็นต้น มาสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ รัชกาลที่ ๑ และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จนำทัพไปตีเมืองทวาย อันเป็นเมืองที่อยู่ประชิดชายแดนด้านตะวันตกของไทย จึงเคยตกอยู่ใต้พระราชอำนาจของทั้งกรุงศรีอยุธยาและหงสาวดี ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลานั้นเมืองใดมีความเข้มแข็งมากกว่า นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี ตกอยู่ใต้พระราชอาณาเขตของพม่า กองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตีคืนกลับมาได้ แต่ถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองทวายไม่ยอมอ่อนน้อมต่อรัชกาลที่ ๑ พระองค์จึงยกทัพตีเมืองทวาย ในเวลาเดียวกันเมืองทวายถูกพระเจ้าปดุงบังคับให้ส่งส่วย เป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวทวายอย่างมาก เจ้าเมืองทวาย-มังจันจ่า จึงนำชาวเมืองเข้าสวามิภักดิ์กองทัพสยาม พระองค์ได้นำชาวทวายเหล่านั้นเข้ามายังพระนคร แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองรอบกรุง ด้านหลังวัดสระเกศ ก่อนจะพระราชทานที่หลวงให้ตั้งถิ่นฐานพำนักถาวรอยู่ตอนใต้ของพระนครบริเวณวัดคอกควาย ชาวทวายจึงตั้งหลักปักฐานพร้อมกับได้สร้างวัดของพวกตนขึ้น คือ วัดดอน ซึ่งนามที่เรียกนั้นมาจากลักษณะพื้นที่ที่ตั้งวัดอันเป็นที่ดอนสูงกว่าบริเวณโดยรอบที่เป็นที่ลุ่ม จนสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเปลี่ยนนามวัดนี้ใหม่ว่า วัดบรมสถล แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกตามความเคยชินว่า วัดดอนทวาย และอีกประการหนึ่งเพื่อแยกแยะให้ชัดกับวัดแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นใกล้ ๆ กัน คือ วัดดอนกุหล่าหรือวัดดอนไทใหญ่ (ในแผนที่เก่าเรียก วัดดอนพม่า เนื่องจากเจ้าอาวาสท่านที่ ๒ เป็นพระพม่าที่เข้ามาปกครองวัด) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีชาวไทใหญ่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในกรุงเทพฯ มาก โดยส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าพลอยและเป็นคนในบังคับของอังกฤษ ของฝรั่งเศสบ้าง เมื่อมีชาวทวายซึ่งพูดจากันรู้เรื่องอยู่ในย่านนี้ อีกทั้งเป็นพื้นที่ตอนใต้เขตพระนครที่ทรงอนุญาตให้ชาวต่างชาติอาศัยอยู่ได้ จึงอาจพากันมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในแถบนี้ เช่นเดียวกับพวกพม่าที่เป็นคนในบังคับและเข้ามาพร้อมเจ้าอาณานิคม ก็อาศัยอยู่ในย่านนี้จำนวนไม่น้อย จนสามารถสร้างวัดของพวกตนขึ้น เรียกว่า วัดปรก แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนจากวัดของคนพม่ามาเป็นวัดของคนมอญไป อาจเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวไทใหญ่กับพม่าที่อาศัยรอบ ๆ วัด ทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขั้นเผาวัดดอนกุหล่าราบเรียบไปกับกองเพลิง ทำให้มีพระภิกษุสงฆ์ตายไปจำนวนไม่น้อย และพระสงฆ์รวมถึงชาวบ้านของทั้งสองเชื้อชาติก็กระจัดกระจายโยกย้ายกันไปอยู่ที่อื่น ๆ สภาพของวัดดอนในอดีต กุฏิอูสะยาหน่วยอุทิศที่ชาวพม่าสร้างถวาย ขณะเดียวกันก็มีกุฏิที่ชาวไทใหญ่สร้างเช่นกัน ชื่อ “ กุฏิไทใหญ่สามัคคี ” เจดีย์ดำ ตามประวัติกล่าวว่ามองส่วยตอง ราชวงศ์พม่าผู้ลี้ภัยจากบ้านเมืองมาอยู่อาศัยที่บ้านทวาย ได้สร้างขึ้น รูปแบบศิลปะทวายพม่า เดิมองค์เจดีย์สีขาว แต่ถูกทิ้งจนตะไคร่จับ ชาวบ้านจึงเรียกเจดีย์ดำ ก่อนที่อาจารย์จินดา เมตตาจิตต์ จะมาปฏิสังขรณ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน ศาลยายกะตาที่สร้างขึ้นใหม่ในบริเวณอุโบสถ ไม่เพียงสามกลุ่มชนข้างต้นที่อาศัยกันอยู่ ณ บ้านทวายแห่งนี้เท่านั้น ยังมีชนเชื้อชาติอื่น ๆ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในช่วงเวลาต่าง ๆ อีกหลายกลุ่ม เช่น พวกลาวเวียงจากบ้านลาว บางไส้ไก่ ฝั่งธนบุรี ที่ถูกเกณฑ์ให้มาเป็นแรงงานสำหรับการต่อเรือรบที่อู่เรือสำเภาหลวง ปากคลองกรวย บ้านทวาย เมื่อครั้งสยามทำสงครามกับญวนในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงส่งกองทัพเรือจากกรุงเทพฯ ไปรบกับทัพเรือญวนที่ฮาเตียนและไซ่ง่อน ชาวลาวเหล่านี้ต่อมาได้ลงหลักปักฐานที่ปากคลองกรวยนั้นเอง และได้สร้างวัดของกลุ่มตนขึ้นเรียกว่า วัดลาว ที่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดสุทธิวราราม ชาวจีน ฝรั่งชาติตะวันตก แขกยะวา-มลายู และแขกฮินดู ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้กระจายเติบใหญ่ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ หลังจากทำสนธิสัญญาเบาวริงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ และเมื่อมีการตัดถนนเจริญกรุงตอนนอกใน พ.ศ. ๒๔๐๔ ส่งผลให้อาณาบริเวณบ้านทวายได้กลายเป็นย่านท่าเรือและแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ของกรุงเทพฯ เกิดโรงสี โรงเลื่อย อู่ต่อเรือ และห้างร้านของทั้งพ่อค้าชาวจีนและชาติตะวันตกเรียงรายลงไปทางด้านใต้ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ ไม่ว่าอู่เรือกรุงเทพฯ หรือเดิมคือ อู่เรือบริษัทบางกอกด๊อก ของพระวิสูตรสาครดิฐ (กัปตันบุช) สุสานฝรั่ง มัสยิดหลายแห่งบนถนนเจริญกรุง วัดวิษณุของชาวฮินดูจากอุตตรประเทศ ศาลเจ้าต่าง ๆ รวมถึงสุสานวัดดอน ซึ่งเป็นสุสานของชาวจีนแต้จิ๋วและชาวไทยเชื้อสายจีน ตลอดจนตลาดการค้าและท่าเทียบเรือสำเภาจีน อย่างท่าเรือหวั่งหลี ที่กลายมาเป็นชุมชนหวั่งหลีในที่สุด คนทวายกับยำทวาย “ผมเป็นลูกครึ่งทวาย-พม่า ไม่ใช่ทวายแท้” อาจารย์จินดา เมตตาจิตต์ หรือมีชื่อพม่าว่า เอหม่อง ที่บรรดาพระสงฆ์ในวัดดอนและชาวบ้านย่านนั้นต่างชี้เป้าเพียงหนึ่งเดียวให้ผู้เขียนไปสัมภาษณ์ หลังจากที่ตระเวนถามหาลูกหลานเชื้อสายทวายเพื่อขอสนทนาเรื่องบ้านทวาย อาจารย์จินดาออกตัวก่อนจะอธิบายว่า คนทวายไม่ใช่มอญและก็ไม่ใช่พม่า แต่เป็นอีกเชื้อชาติหนึ่ง มีภาษาพูดของตนเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ระบุว่า ทวาย เป็นคำเรียกชนเผ่าหนึ่งในสาขาของชาวยะไข่ ตระกูลทิเบต-พม่า แม้แต่คนไทยในอดีตก็แยกแยะความเป็นคนมอญ พม่า ทวาย ได้ชัดเจน ดังปรากฏในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหนึ่งว่า “ชาวประชามาดูอยู่สลอน เขมรมอญพวกพม่าเสียงหวาเหวย ญวนกะเหรี่ยงเจ๊กฝรั่งยังไม่เคย ไทยว่าเฮ้ยมึงกล้าก็มาดู “นางทวายอายเอียงเสียงแปร่งแปร่ง แมงขะแวงเฉมะราฉะมาหลู เจ้ามอญว่าอาละกูลทิ้งปูนพลู ลาวบ่ฮู้บ่หันข้อยยั่นจริง” อาจารย์จินดาเล่าว่าผู้หญิงทวายแต่งกายคล้าย ๆ หญิงพม่า ผมมวยก็เกล้ากลมอยู่ข้างบนศีรษะแบบพม่า ไม่เหมือนมอญ ผู้หญิงมักทำงานเป็นลูกจ้างบ้านฝรั่ง ส่วนชายบ้านทวายเมื่อก่อนมีอาชีพเป็นครู สอนหนังสือที่โรงเรียนบ้านทวาย กับเป็นช่างไม้ นิยมไว้หนวด ถือตะพดเดินไปไหนมาไหน ที่เห็นเจนตาก็คือตาของตนที่เป็นคนทวาย ชื่อนายบุญ เด่นดาวเสือ ยายชื่อแม่เล็ก ส่วนปู่นั้นเป็นคนพม่ามาจากเมืองพม่า เป็นครูช่างทอง ที่เข้ามาเมืองไทยก็เพราะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากรมช่างในพระบรมมหาราชวัง ได้เชิญปู่มาดูแลเรื่องการทำเครื่องใช้ในวังและสอนช่างทอง ทำให้ปู่มาได้ภรรยาที่บ้านทวาย บิดาของตนจึงเกิดที่บ้านทวาย เป็นลูกครึ่งทวาย-พม่า อย่างไรก็ดีถึงปู่จะมีภรรยาและลูกที่เมืองไทย แต่ปู่ยังขึ้นเป็นคนบังคับอังกฤษ เพราะท่านกลัวเสียเปรียบด้านกฎหมาย มาตอนหลังปู่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองพม่า แล้วไปเสียชีวิตที่นั่น ซึ่งในเวลานั้นบิดาของตนยังเล็กอยู่ แต่ย่าก็ได้ส่งกลับไปเมืองพม่าเพื่อไปเรียนวิชาทำทองกับลูกศิษย์ของปู่ พ่อจึงมีชื่อพม่าว่า หม่องจ่ายุ้น คู่ไปกับชื่อ บัว ในภาษาไทย เพราะบิดาเมื่อกลับมาจากพม่าได้ไปสอบเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง บ้านทวายในอดีตไม่เพียงเป็นถิ่นอาศัยของคนทวาย แต่ยังเป็นศูนย์กลางของชนกลุ่มต่าง ๆ ที่เดินทางมาจากพม่าด้วย โดยเฉพาะชาวมอญ พม่า และไทใหญ่ หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า พวกกุหล่า ซึ่งมีความเคารพศรัทธาในพุทธศาสนาเหมือนกัน และมีศิลปะสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างใกล้เคียงกันด้วย ในเรื่องนี้อาจารย์จินดาแยกแยะอัตลักษณ์ของคนทวายที่ไม่มีในกลุ่มอื่น นั่นคือ การทำบุญแก้ชะตาที่เรียกว่า หม้อจ่าโฮ้ คนทวายคนไหนหากดวงไม่ดี มีเคราะห์ ก่อนเข้าพรรษาจะต้องไปหาพระผู้ใหญ่ ให้ดูตำราว่าคนเกิดปีไหน ควรทำบุญหม้อจ่าโฮ้วันไหน เมื่อได้วันเวลาแล้วก็จะไปหาหม้อดิน นำดอกไม้ ใบมะพร้าว ใส่ไปในหม้อแล้วนำไปถวายที่วัด เอาหม้อตั้งไว้ในโบสถ์จนกว่าจะครบพรรษา จึงนำออกจากโบสถ์ได้ นอกจากนี้ชาวทวายยังมีตำราโหราศาสตร์เกี่ยวกับหมอดู การจับยาม ของกลุ่มตนเอง เรียกตำรา “อัตถกาลยาม” ซึ่งอาจารย์จินดาได้สืบทอดวิชาดังกล่าวจากอาจารย์สัญญา เมตตาจิตต์ (อู่ชั่นญะ) ผู้เป็นลุงของตน “พม่ามียามอุบากอง ของเราเป็นอัตถกาลยาม จะใช้ดูในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเริ่มงานอะไร จะทำสำเร็จไหม มีปัญหาไหม หรือแม้แต่ของหาย ก็จะดูเวลาและจับยามว่าของอยู่ตรงไหน ไม่ใช่คนทวายทุกคนจะดูได้ ต้องเรียนเท่านั้นถึงจะมีวิชา” อาจารย์จินดาย้ำ อัตลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในวิถีชีวิตของคนทวาย นั่นก็คือวัฒนธรรมอาหาร โดยเฉพาะการทำยำทวาย ที่ได้กลายเป็นอาหารในสำรับของคนไทย จนวันนี้ แม้แต่คนกินคนทำเองก็ไม่รู้ถึงที่มาของต้นตำรับเดิมเสียแล้ว “อาหารทวายจะเน้นผัก นำมาต้ม อย่างยำทวายนี่สลัดของคนทวายเลยละ ที่ผมจำได้มีแกงทวายเรียก ตะโบชก ทำจากปลาโอ เพราะเนื้อมันแข็งหน่อย แล้วใส่มะเขือยาว ตัดเป็นท่อนๆ ผ่าครึ่ง ต้มกับกะทิ ส่วนผัดใบกระเจี๊ยบ แกงฮังเลเป็นของพม่า เรื่องยำทวายมีเครื่องปรุงอะไร ทำอย่างไร ผมไม่ค่อยรู้ละเอียดหรอก ต้องถามภรรยาผม...” ยังกล่าวไม่สิ้นคำ อาจารย์จินดาก็เรียกภรรยามาแจกแจงวิธีการทำยำทวายตามตำรับคนทวาย ที่ภรรยาได้สืบทอดการทำมาจากมารดาของอาจารย์เอง การทำยำทวายเริ่มจากนำถั่วงอก มะเขือยาว ผักบุ้งไทย (ที่กินกับเย็นตาโฟ) พริกชี้ฟ้าอ่อนสด มาล้างแล้วหั่น โดยพริกเม็ดยาวผ่าครึ่ง ผักบุ้ง มะเขือ ตัดเป็นท่อน นำไปต้มกับน้ำขมิ้น โดยต้มทีละอย่างจนผักนิ่มเปื่อย ตักขึ้นมาวางบนผ้าบางเพื่อบีบเอาน้ำออก แล้วมากองรวมไว้ในกะละมัง จากนั้นปรุงน้ำยำ โดยนำมะพร้าวขูดมาคั้นกะทิ นำไปเคี่ยวให้แตกมัน ใส่เครื่องปรุง ประกอบด้วยพริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเม็ดออก เอาแต่เปลือกมาตำพร้อมกับหอมแดงที่ปอกแล้วและกุ้งแห้งไม่ย้อมสี หรือจะใช้เครื่องปั่นก็ได้ จากนั้นนำมาเคี่ยวในน้ำกะทิ คนให้เข้ากัน เคี่ยวจนแตกมันแล้วน้ำงวดลงหน่อย ใส่น้ำมะขามเปียก เกลือ (ห้ามใส่น้ำปลา) น้ำตาล เคี่ยวจนเข้ากัน ชิมให้รสออกเปรี้ยว หวาน เค็ม โดยออกหวานมากกว่าเปรี้ยว เคี่ยวจนได้ที่ก็ยกลง จากนั้นนำหอมแดงที่เหลือมาหั่นฝอย นำไปเจียวให้เหลืองหอม ตักใส่ถ้วยไว้ เอางาขาวคั่วแล้วตักขึ้นใส่ถ้วยไว้ นำน้ำยำที่คลายร้อนแล้วมาเทใส่กะละมังผักต้ม คลุกเคล้าให้เข้ากัน เอาหอมเจียวและงาขาวคั่วโรย ก็จะได้ยำทวายน้ำขลุกขลิกที่มีรสเผ็ดนิด ๆ จากพริกชี้ฟ้าอ่อนที่เคล้าแล้วแตกรสเผ็ดออกมา “ยำทวายอร่อยนะ มีแต่ผักทั้งนั้น สมัยก่อนบ้านทวายเคยมีคนทำขาย...ป้าสวนไง จะทำในวันพระ พวกลูกหลานทวายไปจองซื้อกันเลย เพราะทำเองก็ยุ่งยาก...ใช้เวลามาก” อาจารย์จินดาสรุป พร้อมกับรับประกันความอร่อยของยำทวายตำรับทวายแท้ ๆ สำหรับหม้อจ่าโฮ้จะเหมือนกับกระบุงผีหรือหีบผ้าผีของชาวมอญ ที่บ้านคนมอญทุกบ้านจะตั้งไว้ข้างเสาเอกของเรือน หรือหม้อยายของชาวหนองขาว จ.กาญจนบุรี หรือไม่ อาจารย์จินดาไม่สามารถอธิบายเปรียบเทียบได้ แต่อาจารย์เล่าว่าในอดีตตรงตรอกทางเข้าวัดดอนทวายใกล้ถนนเจริญกรุง ตรงข้ามอู่เรือกรุงเทพฯ เคยมีศาลยายกะตา เป็นศาลผีประจำชุมชนตั้งอยู่ คนเก่าแก่เล่าขานกันว่า เมื่อชาวทวายแรกอพยพเข้ามานั้น ได้นำ “หม้อไฟ” อันเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณยายกะตา ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในศาลประจำบ้านที่เมืองทวายทูนมาเหนือหัว แล้วนำมาวางไว้ในศาลยายกะตาที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้ตรอกนั้นใคร ๆ ก็เรียกว่า ตรอกยายกะตา ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ซอยดอนกุศล หลังจากมีการตัดถนนเข้าวัดดอน เลยรื้อศาลออก แล้วมาสร้างศาลหลังใหม่ในบริเวณวัดดอนแทน “ศาลยายกะตาปัจจุบันไม่มีหม้อแล้ว สมัยผมเด็ก ๆ ก็จำไม่ได้ว่ามีหม้อหรือเปล่า แต่เดี๋ยวนี้ในศาลเขาปั้นเป็นรูปยายกะตานั่งอยู่ในศาลแทน คนทวายนี่นับถือบรรพบุรุษนะ แต่ไม่ได้มีหม้อตาหม้อยายในบ้าน เราใส่โกศใส่โถกระดูกปู่ย่าตายายไว้บูชา พอสงกรานต์ ลูกหลานมารวมตัวกันเอาโกศไปให้พระสวดบำเพ็ญกุศล สรงน้ำกัน อ้อ ศาลยายกะตาปัจจุบันตั้งอยู่แถบหน้าโบสถ์นะ ไม่ใช่ศาลตรงประตูทางเข้า นั่นเป็นศาลเจ้าพ่อฯ ที่คนตามทุ่งในละแวกบ้านทวายเขานับถือกัน” อาจารย์จินดาย้ำว่า วันนี้บ้านทวายแทบไม่เหลือคนเชื้อสายทวายอยู่ในพื้นที่อีกแล้ว เพราะหลังจากมีการตัดถนนเหนือ-ใต้และทางด่วนถนนเจริญราษฎร์ผ่านเข้ามาในพื้นที่บ้านทวายและตรอกโรงน้ำแข็ง ชาวบ้านส่วนใหญ่สูญเสียที่ดิน ต้องโยกย้ายออกไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ คนที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นลูกหลานคนจีนที่ค้าขายอยู่ในชุมชน และคนจากที่อื่น ๆ ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ตอนหลัง “ตอนนี้หาลูกหลานทวายแทบไม่มี เท่าที่ผมทราบก็มีพระครูณรงค์ เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ที่เป็นลูกหลานทวาย และใครอีกคน ผมจำชื่อไม่ได้ พวกไทใหญ่ พม่า ก็ไม่เหลือเชื้อแล้ว ที่วัดปรกเป็นพระมอญไปแล้ว พวกพม่า กุหล่านั้นแตกหายไปตอนเกิดเรื่องเผาวัดดอนกุหล่านั่นแหละ ตอนนี้ที่ดินของวัดดอนกุหล่าก็มีคนรุกเข้าไปอยู่เต็มหมด ที่เห็นกำแพง ขาว ๆ ล้อมอยู่น่ะ ส่วนทวายเราหมดตอนทางด่วนมา มีบ้านผมนี่แหละที่เป็นติ่งอยู่หลังวัด ตอนนี้ถามหาคนทวาย บ้านทวาย ไม่มีใครรู้จักกันแล้ว” ภายในศาลปั้นรูปยายกะตาแทนหม้อดินเผาที่ปู่ย่าตายายบอกเล่ามา เป็นข้อสรุปสั้น ๆ ที่เห็นถึงความแปรเปลี่ยนของบ้านเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่นับวันชุมชนเก่าแก่ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานมายาวนานต้องหลีกทางให้กับความเจริญที่คนยุคใหม่ให้ค่าในการพัฒนาบ้านเมืองมากกว่ารากเหง้า ที่บอกเล่าความเป็นมาของผู้คนและประวัติศาสตร์สังคมของการก่อร่างสร้างเมือง เชิงอรรถ เดิมในบ้านทวายมีโรงเรียนประชาบาลตำบลทวาย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดดอน ต่อมาได้ตั้งโรงเรียนสตรีบ้านทวาย ซึ่งพัฒนามาจากโรงเรียนสตรีวัดสุทธิวราราม จน พ.ศ. ๒๔๘๒ กระทรวงธรรมการได้แยกโรงเรียนสตรีบ้านทวายออกเป็น ๒ โรงเรียน คือโรงเรียนบ้านทวาย (โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ปัจจุบัน) กับโรงเรียนการช่างสตรีพระนครใต้ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ พระนครใต้ ปัจจุบัน) เอกสารประกอบการเขียน พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) เรียบเรียง. “เปิดตำนานวัดดอน” . อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูวิสุทธิ์กัลป์ยาณกิจ (สุมน์ ญาณธมฺโม) วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓, กรุงเทพฯ : วัดบรมสถล, ๒๕๕๓. องค์ บรรจุน. “อาจารย์จินดา เมตตาจิตต์ ชาติเชื้อทวายพม่าบ้านทวายยานนาวาที่หลงเหลือ,” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๐ (สิงหาคม), ๒๕๕๒. ขอขอบคุณ : พระครูณรงค์ เจ้าอาวาสวัดบรมสถล, อาจารย์จินดา เมตตาจิตต์ กับภรรยา, และคุณระพีพัฒน์ เกษโกศล สุดารา สุจฉายา : เรื่องและภาพ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พิธีสุหนัตของบรรดาลูกหลานแขกมอญ ทุ่งครุ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 25542 ในบรรดากลุ่มชนมุสลิมในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ชาวมลายูมุสลิมจัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ด้วยเข้ามาตั้งถิ่นฐานหลายครั้งหลายช่วงเวลา ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ได้ส่งกองทัพไปตีหัวเมืองปัตตานีอยู่เนือง ๆ ชาวมลายูที่เข้ามาส่วนใหญ่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่รอบนอกพระนคร ทั้งปทุมธานี นนทบุรี พระโขนง มีนบุรี หนองจอก ปากลัด ไปจนถึงนครนายก ฉะเชิงเทรา ฯลฯ ตามประวัติกล่าวว่ามุสลิมปากลัดที่นครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง สมุทรปราการ) ได้มาตั้งถิ่นฐานแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยอาจมีชาวมุสลิมดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว และต่อมามีชาวมลายูมุสลิมจากแหล่งอื่นทยอยมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนร่วมด้วย จนเป็นชุมชนใหญ่ที่อยู่ร่วมกับกลุ่มชนชาวมอญ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มาตั้งบ้านแปงเมืองแต่ครั้งสร้างนครเขื่อนขันธ์ นานวันเข้าเกิดการผสมผสานถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างกัน เมื่อชาวมุสลิมปากลัดขยายตัวออกมาทำนาทำสวนในเขตทุ่งครุ จนที่สุดก็กระจายตัวมาตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร จึงทำให้มุสลิมในเขตทุ่งครุส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับทางปากลัด และยังสืบวัฒนธรรม ประเพณี การละเล่นต่าง ๆ จากปากลัดมายังพื้นที่ทำกินแหล่งใหม่ด้วย สำหรับเด็กชายชาวมุสลิมต้องผ่านการเข้าสุหนัต หรือที่คนมลายูเรียก มาโซะยาวี อันเป็นการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกโดยหมอผู้กระทำพิธี ซึ่งเป็นมุสลิมที่มีความรู้ความชำนาญในการขลิบ อาจไม่ใช่แพทย์โดยตรง แต่มีวิชาความรู้ด้านนี้และมักตกทอดต่อกันในสายตระกูล การเข้าสุหนัตไม่ได้กำหนดเรื่องอายุ แต่มักนิยมทำในวัยเด็กช่วงระหว่าง ๔-๑๐ ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อสุขอนามัยส่วนตัว และรวมถึงสุขอนามัยในการดำเนินชีวิตภายภาคหน้า และเป็นการป้องกันการเกิดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ หลังช่วงการถือศีลอดผ่านไปไม่นาน ที่กลุ่มบ้านหนึ่งริมคลองทางควาย ไม่ไกลจากสุเหร่าอาจารย์เซ็งหรือมัสยิดอัลอิสติกอมะห์ ในค่ำคืนวันศุกร์ (หมายถึงคืนวันพฤหัสบดี โดยการกำหนดปฏิทินทางจันทรคติของมุสลิมที่ถือเป็นการเข้าสู่วันศุกร์แล้ว) ที่ชาวมุสลิมถือว่าเป็นวันมงคลในรอบสัปดาห์ ภายในบ้านแน่นไปด้วยผู้คนที่มาช่วยกันตระเตรียมอาหารที่จะใช้เลี้ยงบรรดาแขกเหรื่อซึ่งจะมาร่วมยินดีกับบรรดาเด็ก ๆ ที่กำลังจะเข้าสู่พิธีสุหนัต เพื่อแสดงถึงความเป็นมุสลิมโดยสมบูรณ์ เด็กๆ ได้รับการเอาใจให้กินไก่ย่างคนละตัว ข้าวเหนียวสามสีคนละถาด แต่ก่อนกินก็ต้องสวดขอพรเสียก่อน การกินครั้งนี้ในระยะหลังมีการนำไปสัมพันธ์กับการทำนายอุปนิสัยใจคอของเด็กว่าเป็นอย่างไร พิธีสุหนัตหนนี้เจ้าของบ้านบอกว่าจัดขึ้นตามแบบดั้งเดิมของมุสลิมมลายูปากลัดและทุ่งครุ ที่จะมีการตั้งน้ำดุอาอฺ ทำซะละมะตี และขึ้นเบญจา รวมทั้งมีการเล่นกระบี่กระบอง อันเป็นสัประยุทธ์ศิลป์ของชาวปากลัด-ทุ่งครุ ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คณะในปัจจุบัน แม้ว่าการปฏิบัติดังกล่าว มุสลิมบางกลุ่มบางคณะอาจเห็นว่าไม่ใช่วิถีทางของมุสลิม แต่บรรดาผู้จัดงานเห็นว่าเป็นจารีตที่มิได้ขัดต่อหลักการของศาสนา แต่เป็นรากเหง้าทางสังคมของมุสลิมมลายูที่ปฏิบัติกันมานาน และวิถีการปฏิบัติเช่นนี้ยังช่วยให้เกิดความสามัคคี รวมทั้งเกิดสำนึกในอัตลักษณ์ของความเป็นมลายูมุสลิมอีกด้วย ระหว่างรอการขลิบ ลูกมะกรูดจะถูกแจกให้เด็กไว้ดมกันเป็นลม ด้วยบางคนกลัวและเริ่มวิตกกังวล พ่อแม่ญาติพี่น้องจึงมักเข้ามาปลอบขวัญด้วยเงินทองและสิ่งของ การประกอบพิธีจะมีการเชิญผู้มีความรู้ทางศาสนามาเป็นอิหม่ามผู้ทำพิธี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การตั้งน้ำดุอาอฺ คือ การนำน้ำที่จะใช้ชำระล้างร่างกายของบรรดาเด็กๆ ที่จะเข้าพิธี โดยสวดขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้เป็นสิริมงคล มีการนำกริชประจำตระกูลของเด็กแต่ละคน รวมถึงข้าวตอก แป้ง น้ำ ข้าวสาร หมากพลู ใส่ถาด มาร่วมทำพิธีด้วย เช่นเดียวกับเด็กๆ ก็จะต้องจัดเตรียมถาดใส่ผ้าขาว หมากพลู บุหรี่ ด้ายดิบ ผลมะกรูด และเงินจำนวนหนึ่งมาให้อิหม่ามเพื่อประกอบพิธี เมื่อเสร็จการทำน้ำดุอาอฺสำหรับเด็กแต่ละคนที่จะเข้าสุหนัตแล้ว น้ำนั้นจะถูกนำไปอาบให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่ตอนเช้า เพื่อจะได้เกิดความเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นผู้เป็นอิหม่ามจะนำข้าวสารที่ผ่านพิธีไปซัดรอบ บ้านที่จะใช้เป็นที่ทำพิธี เรียกว่า การทำซะละหว่า (หมายถึง การกล่าวสรรเสริญท่านศาสดาในศาสนา) โดยการทำเพื่อซะละมะตี (ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า) อันมีที่มาจากคำอาหรับว่า ซะละมัต ที่แปลว่า ความสันติ การทำเช่นนี้ก็เพื่อขจัดสิ่งอัปมงคลและสร้างขวัญกำลังใจ และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่เด็ก ๆ ด้วย ในอดีตการทำสุหนัตมิได้มียาหรือเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยเช่นปัจจุบัน ความเสี่ยงในการกระทำจึงมีอยู่ไม่น้อย คืนวันเสาร์ก่อนจะสู่เช้าของวันทำสุหนัต จะมีบรรดาญาติพี่น้องและแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีและอวยพรแก่เด็ก ๆ โดยเฉพาะค่ำคืนนี้จะมีการฉลองให้เด็กที่จะเข้าสุหนัต โดยครั้งนี้มีเด็กที่จะทำสุหนัตเพียง ๔ คน ทั้งหมดจะแต่งตัวตามแบบวัฒนธรรมมลายู พร้อมเหน็บกริชราวกับเจ้าชายองค์น้อย ๆ เพื่อแห่แหนรอบ ๆ บ้านก่อนขึ้นเบญจาชมการแสดงกระบี่กระบอง เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ไม่วิตกกังกลกับการเข้าสุหนัตในวันรุ่งขึ้น การเข้าสุหนัตในอดีตจะทำกันตามบ้านเมื่อมีเด็กถึงวัยอันควรกระทำ และทุกงานฉลองก็จะมีการเล่นกระบี่กระบองเสมอ ๆ ซึ่งวันหนึ่ง ๆ คณะกระบี่กระบองอาจต้องรับหลายงาน แต่มาปัจจุบันมักรวมเด็กๆ มาประกอบพิธีร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยทางมัสยิดหรือหน่วยงานราชการในพื้นที่มักรับเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ ซึ่งจะมีเด็ก ๆ เข้าร่วมจำนวนมาก และนิยมจัดในช่วงปิดภาคการศึกษา เพื่อเด็กจะได้มีเวลาพักรักษาตัวโดยมิต้องขาดเรียน พ่อแม่ของเด็กที่เข้าพิธีจะเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ มาแต่งตัวให้ลูกๆ ของตนอย่างเต็มที่ แม้ผ้าไหมจะถือเป็นข้อห้ามสำหรับสวมใส่ของผู้ชายมุสลิม แต่กับเด็ก ๆ ในพิธีนี้ดูจะไม่เคร่งครัดมากนัก ผ้าโสร่งจึงเป็นไหมสีสดโดดเด่น แถมยังสะพายแล่งผ้าไหมสีเดียวกันที่บ่าทั้งสองข้างทับเสื้ออีกด้วย ส่วนศีรษะโพกผ้าสะระบั่นแบบแขก แถมสวมสร้อยปะวะหล่ำ กำไลทองอย่างงดงาม ยิ่งกว่านั้นหน้าตาของเด็กน้อยทุกคนจะได้รับการแต่งเติมสีสันและแต้มด้วยแป้งกระแจะเป็นดอกดวง ดูคล้ายกับบวชลูกแก้วของชาวไทใหญ่หรือไม่ก็พ่อนาคของชนชาวมอญ ซึ่งการแต่งแต้มเช่นนี้ในหมู่มุสลิมมลายูทางใต้ไม่มีให้เห็น หรือแม้แต่กลุ่มมุสลิมมลายูในกรุงเทพฯ ก็มิได้ทำเช่นกัน เว้นแต่กลุ่มปากลัดหรือบางบัวทองที่มีชุมชนอยู่เคียงใกล้บ้านมอญ อาจเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมบางอย่างเข้าด้วยกันก็เป็นได้ เมื่อแต่งตัวเสร็จ เด็ก ๆ จะมารับการเจิมขวัญจากอิหม่ามผู้ทำพิธี แล้วจึงถูกแห่แหนไปรอบๆ ลานแสดงกระบี่กระบอง โดยมีการขึ้นเบญจาเพื่อใช้ทำพิธีซะละมัตก่อนจะสัประยุทธ์กัน จากนั้นจึงนำเด็กทั้งสี่เข้านั่งรอบเบญจาเพื่อชมการเล่นกระบี่กระบอง ที่เต็มไปด้วยลีลาการปะทะแลกเปลี่ยนเชิงยุทธ์อย่างดุดัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย ค่ำคืนนี้เป็นช่วงเวลาอันสนุกสนานที่เด็กทั้งสี่จะปรากฏรอยยิ้มอันเบิกบานบนใบหน้า ผิดกับในสายวันถัดมาที่เด็กบางคนเริ่มมีสีหน้ากังวล เมื่อถูกเรียกให้ไปอาบน้ำแต่งตัว โดยเปลี่ยนเป็นผ้าโสร่ง เพื่อเตรียมรอหมอที่จะมาทำสุหนัต ในอดีตการทำสุหนัตจะทำโดยหมอชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาเป็นสายตระกูล เพราะนอกจากจะต้องมีเทคนิค ความชำนาญในการทำแล้ว ยังต้องปฏิบัติให้ถูกหลักการในศาสนาอีกด้วย ปัจจุบันมีมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไปคลอดตามโรงพยาบาลแล้วมักขอให้คุณหมอทำการขลิบทารกแต่แรกเกิดเพื่อความสะดวก แต่มาระยะหลังมีปัญหาด้วยหมออาจทำไม่ถูกวิธีครบถ้วนตามหลักศาสนา มุสลิมบางส่วนจึงหันกลับมาทำพิธีตอนเด็กโตขึ้นแล้ว และนิยมให้หมอที่เป็นมุสลิมเป็นผู้ทำมากกว่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน หมอพิธีที่มาทำเป็นมุสลิมและยังเป็นผู้สืบทอดวิชาจากบิดาซึ่งเป็นหมอผู้ทำสุหนัตให้กับบรรดาลูกหลานมุสลิมกำปงต่างๆ มานับไม่ถ้วน ช่วงเวลาที่หมอตระเตรียมเครื่องมือ บรรดาพ่อแม่และเครือญาติของเด็กจะเข้ามาปลอบโยน เรียกขวัญกำลังใจของเด็ก ๆ บ้างก็มีการตบรางวัลเป็นธนบัตรใบเขียว ใบแดง คนแล้วคนเล่า จากนั้นเด็กแต่ละคนจะถูกเรียกไปให้หมอพิธีตรวจดูอวัยวะว่าสามารถทำการขลิบได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ หากยังไม่พร้อมก็ต้องเลื่อนไปทำในปีถัดไป เด็กทุกคนเมื่อผ่านตรวจสอบแล้ว หมอพิธีจะเรียกเข้าไปทีละคน ซึ่งตอนนี้เด็กน้อยต่างผลักไสให้เพื่อนนำหน้าไปก่อน และที่สุดก็มีผู้กล้าหาญ ซึ่งหมอพิธีจะเลือกเด็กที่เห็นว่ามีความเข้มแข็งอดทน เพราะหากคนแรกร้องไห้ก่อนแล้ว ก็จะทำให้รายต่อ ๆ ไปเสียขวัญตามไปด้วย ...ซึ่งเป็นไปตามคาด เด็กคนแรกยังไม่ทันร้องหรือรู้ตัวก็ถูกเข็มฉีดยาชาเข้าไปแล้ว เพราะหมอพิธีจะใช้วิธีการพูดคุยหลอกล่อจนเด็กเผลอไผลไปกับเรื่องที่พูดคุยเหล่านั้น เด็กแต่ละคนจะถูกฉีดยาทิ้งไว้ เพียงครู่เดียวยาเริ่มออกฤทธิ์จึงเริ่มการขลิบและเย็บจนเรียบร้อย โดยหมอพิธีจะให้กินยาแก้ปวดทันทีก่อนจะหมดฤทธิ์ยาชา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บแผลมากนัก หลังจากนั้นเด็กที่ถูกขลิบจะต้องนอนพักรักษาตัวราวสัปดาห์ ก็จะกลับมาวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม เด็กผู้เข้าสุหนัตจะได้รับการแต่งตัวราวกับเจ้าชายน้อย ๆ พร้อมเหน็บกริชของบรรพบุรุษ และแต่งหน้าเป็นดอกดวงอย่างสวยงาม พิธีสุหนัตที่ทุ่งครุครั้งนี้ นอกจากจะเห็นความศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ยังเห็นอัตลักษณ์และประเพณีของชาวมลายูมุสลิมที่แสดงออกถึงตัวตนและความสามัคคี ร่วมแรงกายแรงใจมาช่วยกันลงแขกในงานบุญเฉกเช่นครั้งอดีต โดยไม่ต้องมีการว่าจ้างให้ทำงานแต่ละอย่างเหมือนที่นิยมทำกันในปัจจุบัน รวมทั้งยังเห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างแขกกับมอญที่กลมกลืน จนยากจะแยกแยะว่าใครเป็นเจ้าของวัฒนธรรม และนี่ก็คือความงดงามของสังคมพหุลักษณ์ ที่มีทั้งความแตกต่างและการผสมผสานจนก่อเกิดเป็นพลวัตทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในสังคม สุดารา สุจฉายา ขอขอบคุณ : คุณศักดา บินซาเล็ม คณะสะเลมานลูกปีกกา ทุ่งครุ และบรรดาเจ้าภาพในวันงานทุกท่าน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- การผนวกรัฐพิธีสู่พิธี "กรรมเมือง" ของท้องถิ่นที่แม่สาย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2554 แม่สายเคยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กเมื่อครั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ความเป็นช่องทางเดินทางผ่านเทือกเขาแดนลาวที่เรียกว่า “ฮ่องลึก” ทำให้เป็นด่านพรมแดนโดยธรรมชาติ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งที่อาศัยอยู่บนพื้นราบและชาวเขาต่างอาศัยเดินทางผ่านและโยกย้ายกลุ่มไปมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดชุมชนบ้านเมืองเก่าแก่ เช่นที่เวียงโบราณเชิงเขาต่อกับทุ่งราบใกล้เมืองแม่สายในปัจจุบันที่เรียกว่า “เวียงพางคำ” ร่องรอยการขุดลำเหมือง “เหมืองแดง” ที่ชักน้ำจากลำน้ำสายมาหล่อเลี้ยงส่วนหนึ่งของทุ่งราบเชียงแสน-แม่จันอันอุดมสมบูรณ์ และมีตำนานการสร้างบ้านเมืองที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างหลากหลายและน่าติดตาม และภายหลังถูกเขียนขึ้นใหม่อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรโดยพระภิกษุแห่งล้านนา ในยุคที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาสู่ดินแดนนี้และตั้งมั่นอย่างรุ่งเรืองจนกลายเป็นโลกทัศน์ทางศาสนาที่ปะปนกับการดำเนินชีวิตอย่างแยกไม่ออก บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชที่แม่สาย ผู้คนจากแม่สายพื้นเดิมอพยพมาจากลำพูนเมื่อมีเหตุการณ์เนื่องจากภาวะอดอยากแห้งแล้ง แบ่งออกเป็นกลุ่มคนยองที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองยองในยุคพระเจ้ากาวิละเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองทางเหนือไปอยู่ที่เชียงใหม่และลำพูนสืบเนื่องมาจากศึกครั้งพม่าและกรุงเทพฯ เมื่อเกิดภาวะหาอยู่หากินยากหลังจากหมดยุคเจ้าเมืองเมื่อเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลในราวสมัยรัชกาลที่ ๕ คำเล่าลือถึงพื้นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์และเป็นทางผ่านที่จะเดินทางไปสู่เมืองไตทั้งหลายทั้งฝั่งน้ำโขงและสาละวิน ที่ “ต้นข้าวใหญ่ราวต้นตะไคร้” ปลูกอะไรก็งอกงามดี ทำให้คนที่ถูกกวาดต้อนไปย้อนกลับมาอยู่ที่เมืองยองเดิมบ้าง และส่วนหนึ่งมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่แม่สาย เมืองแม่สายผ่านสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยความเป็นเมืองด่านชายแดน ซึ่งเป็นปากประตูของทหารไทยที่เดินทัพไปยึดเชียงตุง และการสร้างถนนพหลโยธินมาจรดทางด้านเหนือสุดของประเทศต่อกับฝั่งท่าขี้เหล็กของรัฐฉาน ทำให้ชุมชนชายแดนทั้งสองฝั่งกลายเป็นเมืองด่านสำคัญและมีผู้คนอพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการสร้างตลาดใหม่และมีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ย้ายมาอยู่จนกลายเป็นท้องถิ่นที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากภาษา ศาสนา และความเชื่อ เมื่อท่าขี้เหล็กเปลี่ยนแปลงเพราะถูกยึดโดยรัฐบาลทหารพม่าในภายหลัง การค้าทางฝั่งท่าขี้เหล็กที่เคยคึกคักและมีสินค้ามากมายกว่าทางฝั่งแม่สายก็กลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม การค้าทางฝั่งนั้นซบเซาลง ในขณะที่ทางฝั่งแม่สายคึกคักขึ้น จากตลาดท้องถิ่นก็กลายเป็นตลาดภูมิภาคขนาดใหญ่ มีการรับและส่งสินค้ามากขึ้น ชาวบ้านที่ทำการเกษตรแต่เดิมก็ปรับตัวจากการขายที่ดิน กลายเป็นคนค้าขายและประกอบอาชีพในเมืองที่เปลี่ยนแปลงขยับขยายบ้านเรือน โรงเรียนต่าง ๆ หนาแน่นกลายเป็นเขตเทศบาลแม่สาย ซึ่งภายหลังทางฝั่งท่าขี้เหล็กของพม่ามีการลงทุนมากขึ้น ก็เปลี่ยนจากตลาดที่เคยซบเซาเป็นอาคารร้านค้า คาสิโน และเส้นทางที่นำไปสู่เมืองเชียงตุงและเมืองในเขตมณฑลยูนนานในประเทศจีนด้วย ทั้งสองฝั่งน้ำแม่สายภายหลังการเปิดให้เป็นด่านชายแดนสากลก็เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ กลายเป็นเมืองที่ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาราว ๒๐ ปีที่ผ่านมา จากลักษณะความเป็นท้องถิ่นเก่าแก่ และสำคัญมาแต่เดิม ที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของการตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบลุ่มเชียงแสน-เชียงราย ซึ่งสัมพันธ์กับตำนานสิงหนวัติกุมารที่กล่าวถึงวีรบุรุษทางวัฒนธรรมองค์หนึ่งที่สืบต่อมาจนถึงพระเจ้าพรหมกุมาร ตำนานเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นจากพระภิกษุในพุทธศาสนา ดังนั้นห้วงเวลาจึงกลายเป็นอุดมคติและใช้ศักราชหลายแบบ ซึ่งสร้างให้สัมพันธ์กับพุทธประวัติ เวลาที่ปรากฏและเนื้อเรื่องจึงเป็นโลกทัศน์ที่เป็นผลมาจากคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นชาดกทางศาสนาจนไม่อาจค้นหาความจริงจากช่วงเวลาที่ปรากฏ ทั้งธรรมเนียมการเขียนตำนานบ้านเมืองนั้นเกี่ยวพันกับเจ้าผู้ปกครองมากกว่าที่จะพรรณนาถึงสภาพแวดล้อมทั่วไปของสังคมในยุคนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏในเอกสารตำนานจึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ต้องถอดรหัสและตีความสารที่ปรากฏในสื่อเช่นนี้ ซึ่งการเขียนประวัติศาสตร์ยุคแรก ๆ ของประเทศไทยขาดการวิเคราะห์ตำนานในลักษณะดังกล่าว แต่เป็นการนำข้อมูลไปใช้โดยตรง ดังนั้น พระเจ้าพรหมกุมารจึงถูกนักประวัติศาสตร์ตีความว่าเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ในราชวงศ์แห่งอยุธยา ซึ่งมีความเชื่อเหล่านี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาแล้ว พิธีกรรมเมืองคือการใช้รูปแบบการเลี้ยงผีเมืองแบบท้องถิ่น ผนวกเข้ากับการสืบชะตา สวดนพเคราะห์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมืองที่แม่สาย (ขอภาพที่บอม) การเขียนประวัติศาสตร์ในยุคแรก ๆ ซึ่งอยู่ในสมัยสร้างชาติไทยในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และในภายหลัง จนผลิตงานประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมจำนวนมากออกมาเผยแพร่และใช้เป็นแบบเรียน จึงทำให้พระเจ้าพรหมกลายเป็นมหาราชพระองค์แรกและเป็นปฐมกษัตริย์ของชาติไทยหลังจากที่ชาติไทยถอยร่นมาจากทางทิศเหนือ พระเจ้าพรหมมหาราชจึงถูกหยิบยกกล่าวถึงในหมู่นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ข้าราชการ ครูบาอาจารย์และปราชญ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือในเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งในแม่สายเอง จนกระทั่งเวียงพางคำซึ่งยังคงปรากฏคูน้ำคันดิน รวมทั้งสถานที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏในตำนานและการสร้างวัดที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งพระบิดา และตัวพระเจ้าพรหมเองก็ถูกผนวกให้กลายเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ในตำนานของพระเจ้าพรหมมหาราชในภายหลัง การสร้างพิธีกรรมการบวงสรวงที่ปรากฏมาเกือบสิบปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นพิธีกรรมแบบรัฐที่ระดมกลุ่มชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จากบริเวณอำเภอแม่สายทั้งที่สูงและพื้นราบมาร่วมเดินขบวนเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าพรหมฯ และสนับสนุนให้มีการจัดแสดงละครกลางแจ้งประกอบแสงสีในเวลาค่ำคืน ในเนื้อหาที่ดึงออกมาจากตำนานในทำนองเรื่องแต่ง ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของพระเจ้าพรหมกุมารที่มีชัยเหนือฝ่ายตรงข้ามมากกว่าเรื่องอื่น ๆ แต่ส่วนที่สำคัญและชาวบ้านชาวเมืองมีส่วนร่วมมากที่สุดคือการทำบุญสืบชะตาและทำพิธีนพเคราะห์ที่ถือเสมือนเป็นพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนแม่สาย ชาวบ้านจึงแต่งชุดขาวมาโดยสมัครใจอย่างล้นหลามมากกว่าการแห่ขบวนบวงสรวงที่ดูว่าเป็นพิธีการที่ทางอำเภอขอความร่วมมืออย่างมีส่วนร่วมกับคนในท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมที่เพิ่งสร้างเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นพิธีกรรมเมืองในรูปแบบใหม่ ผสมผสานกับรูปแบบการเลี้ยงเมืองหรือเลี้ยงผีบรรพบุรุษหรือผีเจ้านายของเมืองที่ปรากฏอยู่ทั่วไปตามเมืองต่าง ๆ ในท้องถิ่นภาคเหนือในปัจจุบัน และเริ่มมีผู้เข้าร่วมในงานอย่างเต็มใจมากขึ้นทุกปี พิธีกรรมเมืองในรูปแบบใหม่นี้กำลังกลายเป็นการยกเอาวีรบุรุษในตำนานของท้องถิ่นผสมผสานกับตำนานจากประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบจารีต เป็นการฟื้นตัวตนของวีรบุรุษในตำนานให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ผ่านกระบวนการพิธีกรรมบวงสรวงแบบเป็นทางการผ่านอำนาจรัฐและแบบประเพณีท้องถิ่นในเชิงความเชื่อและศาสนา เป็นการแสดงอัตลักษณ์ของคนแม่สายที่มีความหลากหลายทางกลุ่มผู้คน คือในชาติพันธุ์ ความเชื่อ เศรษฐกิจและการเมืองให้มารวมภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้าพรหมมหาราชผู้ปกปักรักษาเมืองแม่สายมาตั้งแต่สมัยอดีตจนในทุกวันนี้ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยกับการพลิกฟื้น ตำรายาโบราณที่ อภัยภูเบศร
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2553 หากกล่าวถึง “อภัยภูเบศร” หลายท่านคงนึกถึงผลิตภัณฑ์และยาจากสมุนไพรของไทยรวมถึงชื่อโรงพยาบาลขึ้นชื่อจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ประชาชนที่ต้องการทางเลือกในการรักษาสุขภาพ โดยเห็นได้จากยาสมุนไพรที่โรงพยาบาลผลิตออกสู่ท้องตลาด กลายเป็นสินค้าในตลาดยาสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรรมวิธีในการแปรรูปยาสมุนไพรไทยที่รับประทานยากมาบรรจุในแคปซูลที่ทันสมัย ง่ายต่อการบริโภค ความนิยมในตัวยาสมุนไพรของที่นี่ นอกจากมีแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว ทุกวันก็จะกลุ่มนักท่องเที่ยวมาแวะซื้อสมุนไพรถึงภายในโรงพยาบาลเลยทีเดียว นอกจากสินค้าและความรู้เรื่องยาสมุนไพร ที่นี่ยังมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเพราะมีสถานที่สำคัญในพื้นที่โรงพยาบาล คือตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ศิลปะแบบบาร็อค [Baroque] ของยุโรป สง่าและสวยงาม สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ที่ในปัจจุบันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลแห่งนี้ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ว่าจ้างบริษัทโฮวาร์ด เออร์สกิน จำกัด สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ในกรณีที่พระองค์เสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรี แต่ภายหลังพระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อนจึงมิได้ใช้รับเสด็จฯ กระทั่งในอีก ๓ ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้ประทับเมื่อคราวเสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรี เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงแก่อนิจกรรมลงตึกแห่งนี้ได้ตกเป็นมรดกของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ (พระนามเดิมคือ คุณเครือแก้ว อภัยวงศ์) ผู้เป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงค์) จากนั้นในปี พ.ศ.๒๔๘๒ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงมอบตึกหลังนี้ให้แก่ทางราชการ และในช่วง พ.ศ.๒๔๘๔ นับจากเกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตึกหลังนี้กลายมาเป็นโรงพยาบาลสำหรับทหารที่ทำการรบในเขตเมืองพระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ จนกระทั่งในช่วงหลังสงครามก็ยังถูกใช้เป็นโรงพยาบาลเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๒ จึงย้ายส่วนของการรักษาพยาบาลออกไปยังตึกผู้ป่วยที่สร้างขึ้นใหม่และตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เปลี่ยนมาเป็นอาคารสำนักงานของโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนับแต่บัดนั้น ด้วยความสถาปัตยกรรมที่งดงามและความเก่าแก่ของตัวอาคารที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศหลายท่าน ในวันที่ ๒๕ ม.ค.๒๕๓๓ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และในปีพ.ศ.๒๕๓๖ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมและจัดแสดงตัวอย่างสมุนไพร เครื่องมือยาสมัยโบราณ รวมไปถึงตำรายาโบราณ ที่ส่วนใหญ่ได้รับมาจากมูลนิธิหมื่นชำนาญแพทยา (พลอย แพทยานนท์) และบางส่วนมาจากการบริจาคจากประชาชนทั่วไป ตำรายาโบราณดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาบาลี สันสกฤตและไทย จำนวนทั้งหมด ๒๓๓ เล่ม ประกอบด้วย หนังสือใบลาน ๑๖ ผูก สมุดข่อย ๑๓๐ เล่ม และหนังสือหายาก ๘๗ เล่ม ซึ่งในปัจจุบันทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายสาขาวิชาชีพเพื่อสังคายนาตำรายาโบราณ พร้อมทั้งจัดหมวดหมู่และแปลตำราเผยแพร่ให้นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากการแพทย์แผนไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ปริวรรต พลิกฟื้นตำรายาโบราณ...พลิกฟื้นใบลานสู่การรักษา นับจากการสร้างตึกแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ จนถึงปัจจุบัน ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็จะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี ด้วยเหตุนี้ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โรงพยาบาลอภัยภูเบศรจึงได้จัดงาน “เสวนาตำรายาโบราณเนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและฉลองพระชนมายุ ๘๔ พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” ขึ้น โดยเชิญนักวิชาการในหลายสาขาอาทิเช่น รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ดร.สุรสิทธิ์ ไทยรัตน์ และ ผศ.ดร.จักร แสงมา จากหน่วยปฏิบัติการเคมีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณกีรติวจน์ ธนภัทรธุวานันท์ จากศูนย์จารึกและเอกสารโบราณ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คุณเกริก อัครชิโนเรศ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.อุษา กลิ่นหอม จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีอาจารย์ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร รองผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินรายการ และเภสัชกรหญิง.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นผู้สรุปและบันทึกการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหาของตำรายาที่อยู่ในคัมภีร์ใบลานซึ่งมีความเชื่อและคติแฝงอยู่ด้วย ทั้งที่เป็นคัมภีร์ใบลานที่เก็บไว้ในวัด เช่น แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ที่มีเนื้อหาประกอบด้วย คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์พรหมปุโรหิต คัมภีร์ธาตุวิภังค์ ว่าด้วยธาตุพิการตามฤดู และคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการวินิจฉัยโรคและประกอบตัวยา ซึ่งในหนึ่งหน้ามีตัวยาแก้โรคหลายชนิด ห้องจัดแสดงยาสมุนไพรของหมื่นชำนาญแพทยา(พลอย แพทยานนท์) ในศาสนาอิสลามพบว่าได้มีการบัญญัติวิธีการรักษาโรคไว้ในคัมภีร์กุรอ่าน นอกจากนี้ ในกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ เช่น ไทยใหญ่ มอญ ก็มีการบันทึกสูตรยารักษาโรคไว้ในคัมภีร์ใบลานของตนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการสำคัญของการศึกษาตำรายาโบราณดังกล่าว คือการปริวรรตคัมภีร์ใบลานที่ต้องอาศัยการถอดรหัสและตีความภาษาที่เป็นปริศนาเกี่ยวกับสูตรยา ซึ่งต้องใช้ความรู้และเวลาที่ยาวนานในการศึกษา เมื่อผ่านการปริวรรตจนได้สูตรยาต่าง ๆ มาแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์จะนำเอาพืชสมุนไพรที่ถูกระบุว่าเป็นองค์ประกอบของสูตรยานั้น ๆ ไปศึกษาหาสารเคมีประกอบของตัวยาที่มีผลต่ออาการของโรค ว่ามีสรรพคุณทางยาเป็นอย่างไร จึงเรียกได้ว่าเป็นการระดมสรรพวิชาทั้งภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการถอดรหัสและตีความเพื่อนำสู่การทำความเข้าใจและศึกษาอย่างมีระบบระเบียบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ รวม-แลกสูตรยา เพื่อร่วมพัฒนาตำรายาไทย นอกจากการศึกษาเรื่องตำรายาโบราณที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของตนเองแล้วโรงพยาบาลอภัยภูเบศรยังได้ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสูตรยาระหว่างกัน โดยหากมีผู้สนใจจะมาขอสูตรยาของโรงพยาบาลก็จะต้องมีสูตรยาของตนมาแลกเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากที่โรงพยาบาลได้สูตรยาเหล่านั้นไปแล้วก็จะรวบรวมนำไปศึกษาและพัฒนาให้เป็นสูตรยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ให้ได้ผลดีต่อไป ในวันนี้ผลของการแบ่งปันองค์ความรู้เรื่องตำรายาของโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้ส่งผลให้เกิดเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนายาแผนไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเห็นจากกลุ่มสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมในการเสวนาในครั้งนี้ต่างมาจากหลากหลายท้องถิ่นซึ่งนับว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการพลิกฟื้นตำรายาโบราณให้กลับมามีคุณค่ามากกว่าจะถูกเก็บไว้ในตู้โชว์เพียงอย่างเดียว ภาณุพงษ์ ไชยคง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- รอยเงาเชิดไหว ก่อนมีหนังใหญ่กรุงสยาม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2552 การเล่นหนังเงาของไทยเช่นหนังใหญ่ถือเป็นการละเล่นที่เก่าแก่ ปรากฏหลักฐานในกฎมนเทียรบาลเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๑ กล่าวถึงการเล่นหนังใหญ่ไว้ว่าเป็นมหรสพที่เป็นที่นิยมของชาวกรุงศรีอยุธยา แต่ก่อนหน้านั้น หนังเงามีการเชิดไหวมาเนิ่นนานเป็นที่แพร่หลายทั่วไป จากหลักฐานเบื้องต้นที่พบเป็นไปได้ว่าหนังเงามีต้นกำเนิดในแถบเอเชีย เพราะมีการค้นพบศิลปวัตถุเก่าแก่ที่คาดว่าน่าจะเป็นหุ่นเงาในประเทศต่าง เช่น จีน อินเดีย มลายู เป็นต้น การเล่นหุ่นเงาหนังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเท่านั้น หากยังพบไปทั่วโลก ปฐมบทหนังเงา หลักฐานที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของการชักหุ่นเงาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ในรัชสมัยราชวงศ์ซุ่ง มีภาพเขียนและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการแสดงหนังเงา ส่วนใหญ่มักแสดงในวรรณกรรม เช่น สามก๊ก พ่อค้าวานิช เป็นต้น หนังเงาของชาวจีนได้แบ่งความนิยมของการแสดงออกเป็นภาคต่าง ๆ เช่น ทางตอนเหนือของจีนนิยมแสดงเกี่ยวกับวีรบุรุษและบุคคลสำคัญ ส่วนทางตอนใต้มักแสดงเกี่ยวกับการกำเนิดของพุทธศาสนา ในอดีตหุ่นเงาของจีนทำมาจากผ้าไหมหรือผ้าแพร วาดแล้วตัดเป็นรูปร่างต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนมาใช้หนังสัตว์ นิยมทำมาจากหนังแพะ เพราะทนทานมากกว่าหนังชนิดอื่น ๆ ในส่วนขั้นตอนการทำหุ่นเงาของจีนนั้น เริ่มจากนำหนังไปตากแห้งก่อนแล้วขูดลอกขนออกจนแผ่นหนังโปร่งแสง จากนั้นตัดหนังให้เป็นรูปร่างแล้วฉลุหนังเป็นลวดลายตามที่ต้องการ ลงสีตกแต่งถือเป็นอันเสร็จสิ้น นอกจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีวัฒนธรรมการเชิดหนังเงาแล้ว ในดินแดนชมพูทวีปอย่างแถบประเทศอินเดีย ก็มีหลักฐานของหนังเงาเก่าแก่ไม่แพ้กัน สันนิษฐานว่าน่าจะมีการแสดงหนังใหญ่ก่อนพุทธกาล ทั้งนี้เพราะพระไตรปิฏกหมวดที่ว่าด้วยเรื่องมหาศีล พระพุทธองค์ได้ห้ามพระภิกษุดูการละเล่นหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ การเชิดชักเล่นหนังเงา การเชิดหนังเงามีที่มาจากการขับโศลกบูชาเทพเจ้าในอินเดียโบราณ หรือเป็นการบรวงทรวงพระศิวะในศาสนาฮินดู โดยตัดรูปหนังเป็นรูปองค์เทพนั้นๆ แทน แล้วปักไว้ที่แท่นบูชา หรือที่เรียกว่า ฉายานาฎกะ เกิดขึ้นประมาณช่วงต้นของคริสตศักราช แต่การละเล่นหุ่นเงาในอินเดียมีหลายแบบ เก่าแก่และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันมีชื่อว่า “ โฮลุลอมมาลาตะ ” หุ่นเงาอินเดียยังมีเล่นกันในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นอันธระประเทศ ตัวหุ่นทำมาจากหนังแกะ เรื่องที่นิยมเล่น คือ มหาภารตะ และ รามเกียรติ์ ในอีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่าการเชิดหนังแต่แรกเริ่มมาจากชนเผ่าเร่ร่อนในเอเชียกลาง อาจมีความเกี่ยวข้องกับหนังในวัฒนธรรมตุรกี โดยมีหลักฐานที่น่าสนใจ คือ พวกชนเผ่าเร่ร่อนนั้น ใช้ชีวิตอยู่กับการล่าและเลี้ยงสัตว์ จึงรู้จักการใช้ประโยชน์จากหนังสัตว์เป็นอย่างดี ชนเผ่าเร่ร่อนดำรงชีวิตอยู่ในกระโจมและก่อกองไฟ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นที่มาของจอหนังของชาวซิเถียน เมื่อ ๓-๔ ศตวรรษก่อนคริสตกาล จึงรู้วิธีการทำภาพเงาให้สวยงามจากแผ่นหนังสัตว์ ดังหลักฐานที่ปรากฏในบริเวณสุสานแถบเทือกเขาอัลไต ใกล้กับมองโกเลีย บริเวณเส้นทางการค้าโบราณระหว่างจีน รัสเซีย ได้พบแผ่นหนังสัตว์แผ่นหนึ่งที่มีร่องรอยถูกตัดเป็นรูปกวาง อาจเป็นการตัดออกเพื่อทำเป็นตัวหนัง การทำรูปบุคคลลงบนวัสดุที่มีลักษณะแบน เช่น แผ่นหนัง กระดาษ ผ้า เปลือกไม้ อาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการนับถือผีของชนเผ่าเร่ร่อนในเอเชียกลาง จากหลักฐานของจีนสมัยราชวงศ์ถังได้กล่าวถึง ชาวเติร์กในเอเชียกลาง บูชารูปเทพเจ้าที่วาดขึ้นบนแผ่นผ้าและเก็บไว้ในถุงหนัง หนังเงาอุษาคเนย์...ที่มาที่ไปก่อนเป็นหนังใหญ่บ้านเรา จากหลักฐานด้านเอกสารและความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมีความเห็นเกี่ยวกับที่มาของหนังใหญ่หลากหลาย ทั้งในส่วนที่เชื่อว่ารูปแบบการเล่นหนังใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากชวา หรือแม้แต่การเล่นหนังใหญ่ของไทยได้รับอิทธิพลมาจากเขมรหรือกัมพูชา เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับหนังเงาของอุษาคเนย์มากยิ่งขึ้น จึงจะขอกล่าวถึงหนังเงาทั้งของชวา มลายูและเขมร หนังเงาในแบบของจีน หนังเงาชวาหรือ วายัง “วายัง” [Wayang] หรือเรียกเต็มชื่อว่า “วายัง ปูร์วา” [Wayang Purwa] “วายัง” แปลว่า “เงา” ส่วน “ปูร์วา” แปลว่า”ความเก่าแก่”รวมกันจึงหมายถึง ความเก่าแก่แห่งศิลปะการเชิดตัวหุ่นที่ทำจากหนังให้เกิดเป็นภาพเงาบนจอผ้า แต่ในปัจจุบันคำว่าวายังมีความหมายทั่วไปว่า “การแสดง” ในอดีตการแสดง วายัง นอกจากหมายถึงเงาแล้ว ยังหมายรวมถึงวิญญาณของบรรพบุรุษหรือเทวดา เพราะก่อนการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู วายัง เป็นการแสดงที่มีความสำคัญในการอัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษ เพราะ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของคนชวา หัวหน้าครอบครัวจะต้องอัญเชิญวิญญาณบรรพบุรุษเข้าร่วมในพิธีกรรมของครอบครัว เช่น พิธีแต่งงาน วิญญาณจะปรากฏตัวให้เห็นเป็นเงา และในบางครั้งก็มีความเชื่อว่าการแสดง วายัง จะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บและขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้ หลังจากศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูได้เข้ามายังเกาะชวาได้นำมหากาพย์อย่าง มหาภารตยุทธและรามายณะ (รามเกียรติ์) มาเผยแพร่ผ่านศิลปะการแสดงหนังเงา ภาษาที่ใช้ในการแสดง คือ ภาษาพื้นเมือง คือ ภาษาชวา องค์ประกอบการแสดงส่วนใหญ่ได้นำมาจากพื้นเมือง แม้แต่รูปตัวหนังก็เป็นรูปลักษณ์ที่คิดค้นออกแบบโดยศิลปินชวาเอง ไม่ว่าจะเล่นเรื่องมหาภารตยุทธ รามายณะ หรือเรื่องพื้นเมืองก็ตาม บนเกาะชวาปรากฏมีการแสดง วายัง หลายประเภทซึ่งแตกต่างกันทั้งในแง่เนื้อเรื่อง สาระที่นำเสนอ แบบตัวหนัง ดนตรีประกอบ จุดประสงค์การแสดง รวมทั้งภาษาที่ใช้ก็อาจแตกต่างกัน วายังที่นิยมเล่นกันมากในชวาคือ วายังปูรวา [Wayang Purwa] เล่นทั้งเรื่องมหาภารตะและรามายณะ (รามเกียรติ์) หุ่นเงามีความสำคัญกับสังคมชาวชวา เพราะเป็นการบ่มเพาะศีลธรรมและหลักคำสอนศาสนา เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการต่อสู่กันระหว่างความดีกับความชั่วร้าย อสูรจะถูกปราบลงได้ในตอนจบ แต่หลังจากที่ชวาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม มีความพยายามที่จะนำเรื่องราวและคำสอนในศาสนาอิสลามไปปรับให้เข้ากับบทแสดงแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก โฉมหน้าของหุ่นเงาชวามีลักษณะ แขนเล็กยาว ตัวผอม เก้งก้าง คอยาว จมูกยาวงุ้ม รูปลักษณ์ไม่คล้ายคน เหตุที่หนังชวาทำรูปร่างหน้าตาแปลกไปมาก อาจเป็นไปได้ที่ชาวชวานับถือศาสนาอิสลาม ในคำสอนของศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติห้ามมิให้สร้างรูปเคารพหรือรูปคน ส่วนหนังมลายูคล้ายกับหนังชวา เพราะได้รับอิทธิพลแบบอย่างมาจากชวา แต่หนังเงาที่น่าสนใจ ถือเป็นการเล่นหนังอีกชนิดหนึ่ง ชาวมลายูเรียกว่า “วายังเสียม” หรือหนังสยาม นิยมเล่นกันในรัฐกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ตลอดถึงนราธิวาส ยะลา ปัตตานี เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานของชาวชวามาสู่แหลมมลายู ได้นำศิลปะการแสดงมาเผยแพร่ ต่อมาได้พัฒนาการแสดงให้ต่างจากหนังตะลุงไทยปักษ์ใต้ หนังตะลุงปักษ์ใต้ใช้รูปหนังขนาดพอเหมาะ ผู้ชมมองเห็นได้ถนัดและสะดวกต่อการเชิดหรือเคลื่อนไหว การเจรจาของหนังมลายูเดิมใช้ภาษาชวาและมลายูโบราณ แต่ในภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นภาษามลายูท้องถิ่นเพื่อง่ายต่อการสื่อกับชาวบ้าน แต่เดิมวายังเซียมนิยมเล่นในเนื้อเรื่องเดียวกับวายัง คือ เรื่องมหาภารตยุทธ รามเกียรติ์ และอิเหนา แต่เมื่อได้รับอิทธิพลจากหนังตะลุงปักษ์ใต้ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่อง จักร ๆ วงศ์ ๆ หรืออาจเป็นเรื่องที่ผูกขึ้นเองให้เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้ชม ส่วนหนังเงาในประเทศกัมพูชา แบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ หนังใหญ่ เป็นการจำหลักภาพโดยการเจาะให้ทะลุบนแผ่นหนังวัวที่มีขนาดใหญ่ จัดแสดงในยามกลางคืน ใช้แสงสว่างจากแสงไฟขี้ไต้หรือแสงไฟจากไฟฟ้าเพื่อส่องให้เห็นเป็นเงา ศิลปะการแสดงหนังใหญ่สำหรับชาวกัมพูชาถือว่านี้เป็นการแสดงเพื่อสักการบูชา เพราะถือเป็นศิลปะที่แสดงเฉพาะพิธีทางศาสนาทั้งหมด อาทิ เช่น พิธีพระราชทานเพลิงศพ พิธีเผาศพบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ในบางโอกาสจะแสดงเพื่อบวงสรวงขอฝน เป็นต้น หนังเงาเขมรแบ่งได้เป็น ๒ แบบ คือ หนังขนาดกลาง หรือ หนังทาสี เป็นการสลักภาพนิ่ง โดยเจาะให้ทะลุบนหนังวัว ที่มีขนาดปานกลาง โดยใช้สำหรับการแสดงตอนกลางวัน และ หนังเล็ก หรือ อายอง เป็นการจำหลักบนหนังวัวเช่นเดียวกัน แต่มีขนาดเล็ก เป็นหนังเงาจำหลักที่มีการเคลื่อนไหวแขน ขา ได้ เป็นที่แพร่หลายอยู่ในประเทศกัมพูชา กล่าวได้ว่าหนังเงามีความเป็นมายาวนาน สำหรับไทยแล้วได้รับมรดกทางวัฒนธรรมมาจากที่ใดยังคงไม่แน่ชัด แต่หนังใหญ่ที่รับเข้ามานั้น ส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสังคมไทยและได้ตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง หนังใหญ่จึงไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติที่ต้องช่วยกันสืบสานงานศิลป์แขนงนี้ต่อไป มิใช่ด้วยการอนุรักษ์ที่เก็บไว้ในตู้สี่เหลี่ยมแต่หนังใหญ่ต้องได้เชิดไหวอย่างมีชีวิต ปกรณ์ คงสวัสดิ์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากมหาวาตภัยถึงชายฝั่งพังทลายที่แหลมตะลุมพุก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2552 “ยี่สิบห้าตุลาคมวันลมจัด พฤหัสบดีปีศูนย์ห้า (๒๕๐๕) ปากพนังทั้งถิ่นกินน้ำตา ประสบวาตภัยประลัยลาญ คลื่นระดมลมโหมเสียงโครมครึก ทะเลกึกก้องห้องละหาน ฟ้าคำรณฝนหนักคัดนานต์ สะเทือนสะท้านทั่วสิ้นจบดินแดน...” กวีบทแรกใน “นิราศแหลมตะลุมพุกพิลาป” ข้างต้นซึ่งถ่ายทอดโดย ครูตรึก พฤกษะศรี ชาวปากพนังที่อยู่ในเหตุการณ์พายุโซนร้อน “แฮเรียต” พัดถล่มแหลมตะลุมพุก ในช่วงค่ำของวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนบริเวณนั้นอย่างมาก จนประมาณกันว่าในเหตุการณ์ที่แหลมตะลุมพุกครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตและหายสาบสูญทั้งสิ้นกว่า ๑,๐๐๐ คน ในนิราศดังกล่าวยังได้บรรยายสภาพของแหลมตะลุมพุกขณะประสบกับพายุใหญ่ในครั้งนั้นไว้อย่างละเอียด ความว่า “...บ้านเรือนพังหลังคาทรุดหลุดสลาย มวลไม้ตายเตียนยับลงนับแสน น้ำท่วมพื้นคลื่นซ้อนบ้านคลอนแคลน ต่างขวัญแขวนฝากดินฟ้าชะตากรรม โดยเฉพาะเคราะห์กรรมระยำยุค ตะลุมพุกแหลมทรายตายเกือบคว่ำ พายุโหมโรมรัวแต่หัวค่ำ คลื่นกระหน่ำซ้ำใส่อย่างใหญ่โต เรือนใหญ่น้อยลอยล่มจมสมุทร ภินท์พังทรุดเซหักตายอักโข ต้องว่ายแหวกแถกถาต้านวาโย ถีบเตียวโต้คลื่นลมยมนา คลื่นระดมลมตีจนที่สุด ออกสมุทรมุดดิ้นสิ้นสังขาร์ ที่พบปลายไม้กอดรอดชีวา ขึ้นหลังคาเกาะเกี่ยวกลางเกลียวลม บ้างตายหมู่อยู่ในเรือนใหญ่น้อย ถูกคลุมคล้อยคลื่นซัดพัดประสม พอน้ำลดหมดฤทธิ์ติดเลนตม ศพซากจมถมทับนับอนันต์...” “แหลมชุมพุก” ซึ่งปรากฏในแผนที่ราชสำนักสยามสมัย รัชกาลที่ ๑-๒ เปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมของแหลมตะลุมพุกในปัจจุบัน ภาพความโหดร้ายจากมหาวาตภัยซึ่งเกิดจากน้ำมือของธรรมชาติในครั้งนั้น ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนจำนวนมาก แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานเกือบ ๕๐ ปีก็ตาม ทำให้เมื่อกล่าวถึงชื่อของ แหลมตะลุมพุก เชื่อว่าหลายคนคงจะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะภาพของความเสียหายที่เกิดจากคลื่นและลมพายุที่ถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งอย่างรุนแรงจนกลืนบ้านเรือนและผู้คนลงไปในท้องทะเลเพียงชั่วข้ามคืนนั้น ยังคงเป็นภาพหลอกหลอนผู้คนที่อยู่ริมชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งทุกครั้งที่มีพายุใหญ่พัดโหมเข้าสู่ชายฝั่ง ต่างภาวนาไม่ให้บ้านเรือนของตนต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับแหลมตะลุมพุกมาแล้ว รู้จักตะลุมพุก หมู่บ้านปลายแหลมที่ปากพนัง ปัจจุบันพื้นที่ของแหลมตะลุมพุกเป็นตำบลหนึ่งที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณะพื้นที่ทั้งหมดเป็นแหลมทรายยื่นเป็นวงโค้งออกไปในทะเล โดยเนื้อที่ทั้งหมดของตำบลแห่งนี้มีประมาณ ๒๙.๑๔ ตารางกิโลเมตร นับความยาวจากรอยต่อแนวตำบลปากพนังตะวันออกขึ้นไปทางเหนือสุดของปลายแหลมตะลุมพุกมีความยาวเกือบ ๒๐ กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดมีความกว้าง ๗ กิโลเมตร จำนวนประชากรของตำบลแห่งนี้นับว่ามีจำนวนไม่มาก เพียง ๖๘๐ หลังคาเรือน หรือประมาณ ๒,๒๐๐ คนเท่านั้น เนื่องจากความเสียหายของวาตภัยที่เกิดขึ้นดังกล่าว นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังสร้างความหวาดกลัวภัยธรรมชาติที่อาจมาจากทะเลได้อีกทุกเมื่อ ทำให้จำนวนประชากรเฉลี่ยจึงมีจำนวนน้อยลง โดยเฉพาะบ้านปลายทรายที่ตั้งอยู่ที่ปลายแหลมตะลุมพุกเป็นหมู่บ้านเดียวใน ๔ หมู่บ้านของตำบลนี้ที่ไม่มีประชากรกลับเข้าไปอาศัยอยู่อีกเลยจนปัจจุบัน ความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนหลังเหตุการณ์วาตภัยที่แหลมตะลุมพุก เอื้อเฟื้อรูปโดยครูสาธร พฤกษะศรี หากยังนึกสภาพที่ตั้งของแหลมตะลุมพุกไม่ออก ให้ลองคว่ำมือซ้ายลงโดยให้งอหัวแม่มือโค้งหน้านิดๆ จะเปรียบได้กับแหลมตะลุมพุก เพราะตัวแหลมโค้งชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนิดหน่อย ส่วนอำเภอปากพนังเปรียบหยาบ ๆ ได้กับหลังมือทั้งหมด ปลายนิ้วมือและข้างมือด้านนิ้วก้อย จดอำเภอเมือง ตอนข้อมือเป็นอำเภอหัวไทร ต่ำลงใต้เป็นอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทิศตะวันตกของอำเภอหัวไทรเป็นอำเภอเชียรใหญ่และอำเภอชะอวด ซึ่งอยู่ตอนใต้ ขึ้นกับจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเทศบาลเมืองปากพนังอยู่ราว ๆ หลังมือตอนนิ้วโป้ง นิ้วโป้งปล้องโคนยังคงเป็นเขตตำลปากพนังตะวันออก ปล้องปลายเปรียบเท่ากับตำบลแหลมตะลุมพุก ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำปากพนังไหลออกที่อ่าวปากพนังเรียกว่า ทะเลใน คือพื้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกของแหลมตะลุมพุกซึ่งตื้นเป็นแหลมตม ย้อนอดีต “ตะลุมพุก” ชื่อปลา ที่มาหมู่บ้านประมง เหตุที่แหลมแห่งนี้ถูกเรียกว่า ตะลุมพุก นั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากชื่อของปลาทะเลชนิดหนึ่งคือ ปลาตะลุมพุก หรือเรียกชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tenualosa toil ซึ่งเป็นปลาในวงศ์ปลาหลังเขียว (Clupeidae) มีรูปร่างคล้ายปลาตะเพียนแต่ลำตัวเรียวกว่า และมักจะเข้ามาวางไข่ในน้ำจืด สมัยก่อนเคยพบมากแถบทะเลสาบสงขลาและอ่าวปากพนัง โดยชื่อตะลุมพุกมีปรากฏในหลักฐาน แผนที่เมืองนคร/เกาะหมาก/ถลาง-ไทร (นครศรีธรรมราช, ปีนัง, ภูเก็ต และไทรบุรี) ซึ่งจัดทำโดยราชสำนักสยาม ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๑–๒ ต้นฉบับระบุชื่อของแหลมตะลุมพุกไว้ว่า “แหลมชุมพุก” ซึ่งคาดว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงมาก่อน โดยในเรื่องนี้ มิสเตอร์ เอช. วาริงตัน สมิธ (H.Warington Smyth. Five Years in Siam: From 1891 to 1896. Vol II., London John Murray.1898, pp 86-87) นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษที่เข้ามารับราชการในกรมโลหกิจและภูมิวิทยาสมัยรัชกาลที่ ๕ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๑–๒๔๓๙ ได้บรรยายสภาพของแหลมตะลุมพุกคราวเดินทางสำรวจคาบสมุทรมลายูในส่วนพื้นที่ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชและสงขลา ความว่า “เมื่อผ่านออกจากอ่าวนครศรีธรรมราช จะพบกับเรือสำเภาจำนวนมากที่จอดนิ่งปิดทางเข้าปากแม่น้ำ เราต้องหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลที่ถูกโอบรอบโดยแหลมตะลุมพุก ซึ่งเกิดจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่หอบเอาทรายมาทับถมทีละเล็กละน้อยจนเป็นแนวหาดทรายโค้งโอบรอบโคลนที่แบนราบของอ่าวนครศรีธรรมราช...ชาวประมงจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ที่บ้านแหลมและหมู่บ้านอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้สุดของแหลมนี้ บ้านเรือนของพวกเขาได้รับการกำบังลมโดยต้นมะพร้าวและต้นสนที่ฉีกขาดรุ่งริ่งด้วยแรงลม จะมีก็เพียงเฉพาะบรรดาต้นไม้ที่มีความทรหดอดทนเท่านั้นที่เจริญงอกงามที่นั้นได้” ข้อความดังกล่าวทำให้ทราบว่าบริเวณอ่าวนครศรีธรรมราชหรืออ่าวปากพนังซึ่งมีแหลมตะลุมพุกโอบล้อมกำบังคลื่นลมอยู่นั้นเป็นจุดจอดเรือสำเภาที่ผ่านมาค้าขายบริเวณเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อรอคอยลมมรสุมในการเดินเรือต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่อย่างหนาแน่นพอสมควร ขณะเดียวกันสภาพที่ตั้งของแหลมตะลุมพุกซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวกับทะเลที่เปิดโล่งรับแรงลมและคลื่นที่สามารถเข้าปะทะได้ทั้งสองด้าน ทำให้เมื่อเกิดวาตภัยขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จะพบว่าสภาพของแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลนี้เองทำให้เมื่อพายุโซนร้อนที่พัดเข้ามาจากทางอ่าวไทยหอบเอาฝนคลื่นในทะเลโถมขึ้นท่วมชายฝั่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกวาดบ้านเรือนประชาชนลงไปยังอ่าวปากพนังที่อยู่ด้านหลังและวนกลับมาลงในทะเลอ่าวไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่แห่งนี้ ซึ่งมียอดผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมากดังกล่าวมาแล้ว ภาวะโลกร้อน มหาภัยใหม่ของตะลุมพุก จากมหาวาตภัยที่แหลมตะลุมพุกซึ่งเป็นฝันร้ายของผู้คนริมชายฝั่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก มาถึงวันนี้กลับถูกแทนที่ด้วยปัญหาใหม่ที่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นจากปัญหาภาวะโลกร้อน จนอัตราการละลายตัวของน้ำแข็งขั้วโลกสูงขึ้น จนทำให้ปริมาณน้ำในทะเลมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการรุกตัวของน้ำทะเลเข้ากลืนพื้นที่ชายฝั่งต่าง ๆ ทั่วโลกให้จมลงไปในทะเลอย่างช้า ๆ และที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง ก็กำลังเจอกับภัยคุกคามทางธรรมชาติครั้งใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการเกิดพายุซัดฝั่งอ่าวไทยหรือ สตอร์ม เซิร์จ [Storm Surge] ซึ่งทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมของทุกปี โดย รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าคณะวิจัยศึกษารูปแบบการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คาดการณ์ว่า “ในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า ถ้าปัญหาการกัดเซาะของน้ำทะเลยังไม่ได้รับการแก้ไข ชายฝั่งทะเลปากพนังและแหลมตะลุมพุกจะหายไปจากบนพื้นดิน เพราะถูกน้ำทะเลกัดเซาะให้แผ่นดินหายไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร" หากเป็นดังที่คาดไว้ดังกล่าว ในอีกไม่ช้าชายฝั่งปากพนังถึงปลายแหลมตะลุมพุกจะถูกกัดเซาะจากคลื่นในทะเลที่นับวันจะมีความแรงและสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าในปัจจุบันจะมีความพยายามสร้างแนวกั้นการกัดเซาะของน้ำทะเลด้วยการตอกเสาเข็มเป็นกำแพงขนานกับแนวชายฝั่งในบางส่วนของพื้นที่นี้บ้างแล้ว แต่การแก้ปัญหาเช่นนี้หาใช่ทางออกสุดท้ายที่จะหยุดยั้งภัยธรรมชาติที่มีต้นเหตุมาจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์เอง ภาณุพงษ์ ไชยคง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากโรงสีไฟถึงบ้านนกแอ่นที่ปากพนัง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2552 “อำเภอปากพนังนี้ได้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงที่ ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้นผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งคั่งถึงเพียงนี้…เป็นที่นาอุดมดี ข้างจีนกล่าวกันว่าดีกว่านาคลองรังสิต แลมีที่ว่างเหลืออยู่มาก จะทำนาได้ใหญ่กว่าที่มีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้อีก ๑๐ เท่า เขากะกำลังทุ่งนั้นว่าถ้ามีนาบริบูรณ์ จะตั้งโรงสีไฟได้ประมาณ ๑๐ โรง…นาทั้งมณฑลนครศรีธรรมราชไม่มีที่ไหนสู้...บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตะวันออก เห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง” จากข้อความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงสีไฟแห่งแรกในอำเภอปากพนังของนายโค้วฮักหงี ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ สะท้อนภาพอดีตของพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของปากพนัง อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยได้ชื่อว่า “เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้” ผลผลิตข้าวในอำเภอแห่งนี้เคยเป็นสินค้าส่งออกไปเลี้ยงแรงงานชาวจีนที่เข้ามาทำเหมืองแร่และยางพาราในบริเวณหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตก อย่างเมืองตรัง พังงา กระบี่ และภูเก็ต ไปจนถึงดินแดน สเตรทส์ เซทเทิลเมนส์ (Straits Settlements) ของอังกฤษ ซึ่งอยู่บริเวณเกาะปีนัง มะละกา และสิงคโปร์ ทำให้กิจการโรงสีไฟเฉพาะที่อำเภอนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง ๙ โรง และมีเรือสำเภาจีนและเรือกลไฟของบริษัทต่าง ๆ ทั้งในสิงคโปร์และกรุงเทพฯ มาชุมนุมกันเต็มหน้าอ่าวปากพนัง เพื่อรอขนถ่ายข้าวสารไปจำหน่าย สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี วันนี้ภาพความยิ่งใหญ่ของแหล่งผลิตข้าวเพื่อการส่งออกในอำเภอปากพนังได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทุ่งนาที่เคยปลูกข้าวจนไม่มีที่ว่าง บัดนี้กลับมีให้เห็นบางตาลง ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างหรือเปลี่ยนสภาพไปเป็นเรือกสวนและนากุ้ง กิจการโรงสีไฟที่เจริญรุ่งเรืองเหลือเพียงซากของปล่องโรงสีที่ตั้งตระหง่านเป็นอนุสาวรีย์แห่งอดีตที่ชาวปากพนังภาคภูมิใจ และที่แห่งนี้เรื่องราวแห่งความหลังของชาวนารุ่นผู้เฒ่าถูกเล่าขานเป็นตำนานในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น คุณรุจาธิตย์ สุชาโต ผู้สืบทอดกิจการโรงสีไฟเอี่ยมเส็งหรือโรงสี ๑ ที่นับกันตามลำดับโรงสีที่อยู่เข้ามาจากอ่าวปากพนัง คุณปู่ของเขาได้ขยายกิจการต่อจากโค้วฮักหงีผู้เป็นอาม่า ตั้งโรงสีไฟแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ เล่าถึงความเสื่อมของยุคโรงสีไฟในปากพนังไว้ว่า “คนที่มาทำงานโรงสีส่วนหนึ่งเป็นคนจีน ต้องส่งเงินโพยก๊วนกลับบ้าน แต่มีคนรายงานว่าคนปากพนังนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้นรัฐบาลจึงห้ามให้เรือเข้าที่อำเภอปากพนัง ถ้าต้องส่งข้าวไปต่างประเทศ เราต้องใส่เรือเล็กวิ่งขึ้นไปทางอำเภอชะอวดแล้วขึ้นรถไฟไปท่าเรือคลองเตยถึงจะส่งได้ พอค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็ต้องลดค่าใช้จ่าย จนชาวนาทำไม่ได้ผลก็ต้องทิ้งนาไป” ซากปล่องโรงสีไฟและอนุสาวรีย์ปล่องโรงสีทองคำที่อำเภอปากพนัง บริเวณโรงสี ๑ ในปัจจุบันและคอนโดนกในพื้นที่โรงสี (ภาพโดย น.ส.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล) ที่คุณรุจาธิตย์เล่ามานั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะให้ชวนคิดไปเช่นนั้น เพราะนโยบายการควบคุมและจัดการระบบการค้าข้าวของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา นับแต่พระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งในประกาศฉบับที่ ๘๕ กำหนดให้มีการควบคุมประเภทผู้ประกอบการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยโรงสีที่สามารถส่งออกข้าวได้นั้นจะต้องตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพระนคร จังหวัดธนบุรี หรือจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสะดวกที่จะส่งข้าวลงเรือเดินทะเลออกไปต่างประเทศเท่านั้น ทำให้โรงสีไฟที่ปากพนังได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุประการสำคัญที่ทำให้กิจการโรงสีไฟในปากพนังเริ่มเสื่อมลง และโรงสี ๑ นี้เองก็คือโรงสีไฟโรงสุดท้ายใน ๙ โรงของอำเภอปากพนังที่เลิกสีข้าวไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งปัจจุบันเป็นแห่งเดียวที่ยังคงใช้ประโยชน์บนพื้นที่โรงสีอยู่ โดยหันมาประกอบธุรกิจผลิตอาหารกุ้งและปลาป่น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับธุรกิจประมงและนากุ้งที่เข้ามาทดแทนการผลิตข้าวที่ซบเซาลงไป เมื่อมองเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ของโรงสี ๑ นอกจากจะเห็นตัวโรงสีที่กลายเป็นอาคารสังกะสีเก่า ๆ และไม่มีปล่องโรงสีให้เห็นอีกแล้ว กลับมีจุดที่น่าสนใจคือตึกทรงสี่เหลี่ยมสูง ๖-๗ ชั้นที่สร้างขึ้นใหม่ด้านหลังตัวโรงสีเก่า ตึกนี้เรียกว่าบ้านนกแอ่นหรือคอนโดนก ซึ่งสร้างไว้เพื่อให้นกอีแอ่นบินเข้ามาสร้างรัง ซึ่งรอบ ๆ ตัวเมืองปากพนังก็มีตึกลักษณะเดียวกันนี้ปลูกขึ้นอยู่จำนวนมาก หากไม่สังเกตให้ดีก็มักคิดว่าเป็นตึกสูงที่คนอาศัยอยู่ทั่วไป แล้วอะไรล่ะ? ที่ทำให้นกอีแอ่นเหล่านี้มาอาศัยอยู่ที่ปากพนังได้ “บ้านนกแอ่น”อนาคตใหม่ของปากพนัง? สาเหตุที่นกอีแอ่นบินเข้าบ้านคนที่อำเภอปากพนัง เพราะอำเภอนี้ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่เป็นเส้นทางอพยพของนกอีแอ่น โดยสังเกตได้จากนกอีแอ่นที่พบในปากพนังจะเป็นสายพันธุ์ แอร์โรดามุส ฟูซิฟากัส (Aerodamus fuciphagus) เป็นนกที่สร้างรังสีขาว ซึ่งปกติจะพบตามเกาะต่าง ๆ บริเวณชายฝั่งของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย หมู่เกาะติมอร์ และเกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามันและอ่าวไทยขึ้นไปจนถึงทะเลจีนใต้ในเวียดนาม โดยมีลักษณะขนาดลำตัวเท่ากับนกกระจอก ตาสีดำขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย มีจะงอยปากสั้น กว้างและมีสีดำ ยาวประมาณ ๓ มิลลิเมตร มีปีกยาวแคบ ขนที่ปีกและหางมีสีดำ ซึ่งการที่นกอีแอ่นเลือกมาตั้งถิ่นฐานเพราะมีพื้นที่ป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณชายฝั่งรอบอ่าวปากพนังตั้งแต่แหลมตะลุมพุกไปจนถึงอ่าวหน้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงต่าง ๆ ที่เป็นอาหารของนกอีแอ่น นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำจากแม่น้ำปากพนังและคลองสายต่าง ๆ รวมไปเป็นที่ราบเปิดโล่งซึ่งเหมาะต่อการอาศัยเป็นอย่างมาก นายสมพงศ์ พงพันธ์ หรือน้าบ่าว เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้นกอีแอ่นเข้ามาอาศัยในบ้านเล่าว่า “รังนกบ้านแรกเริ่มเกิดจากที่นกอีแอ่นอพยพมาเอง เข้ามาทำรังอยู่ที่ตึก ๓ ชั้นในตลาด หลังจากนั้นคนก็เริ่มปิดบ้านให้นกมาทำรังมากขึ้น แล้วขยายเป็นคอนโดนกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๘ เป็นช่วงที่ราคารังนกดีมาก ๆ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ๗-๙ หมื่นบาท” ตึก ๓ ชั้นในตลาดปากพนัง ที่นกอีแอ่นบินเข้ามาเป็นหลังแรก ด้วยเหตุนี้ธุรกิจการสร้างคอนโดนกในตัวเมืองปากพนังจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่ถึง ๑๐ ปีมานี้ จนมีอาคารรังนกเกิดขึ้นแล้วเกือบสองร้อยอาคาร ซึ่งเมื่อสังเกตถึงลักษณะบ้านนกอีแอ่นหรือคอนโดนกที่พบจะมีลักษณะเป็นบ้านตั้งแต่ ๒ ชั้นขึ้นไปจนถึงเป็นตึกสี่เหลี่ยมทรงสูง ๖-๗ ชั้น บนหลังคาของอาคารจะมีน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง ๒๗-๒๙ องศาเซลเซียส รอบ ๆ ตัวอาคารมีอ่างน้ำเพื่อรักษาความชื้น ภายในตัวอาคารมีลักษณะปิดทึบ มีความมืดขนาดที่คนเข้าไปแล้วมองอะไรไม่เห็น ขณะเดียวกันจะพบว่ามีการเจาะช่องขนาดความกว้าง ๖๐x๙๐ เซนติเมตร เพื่อเป็นช่องระบายอากาศและให้นกสามารถบินเข้าออกได้เป็นระยะ ๆ ส่วนบนฝ้าเพดานภายในตัวตึกจะมีการติดแผ่นไม้ขนาด ๒ นิ้ว เป็นตารางยาว ๓๐x๑๐๐ เซนติเมตร เพื่อให้นกใช้ทำรังได้ โดยสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือต้องเอามูลนกมาโรยเพื่อปรับกลิ่นภายในตัวอาคารและติดตั้งลำโพงเสียงนกอีแอ่น เพื่อดึงดูดให้พวกเดียวกันเข้ามาทำรังในตัวอาคาร เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายนของทุกปีจะเป็นฤดูผสมพันธุ์ นกอีแอ่นจะบินเข้าบ้านแล้วจะสร้างรังในเวลากลางคืน ใช้เวลา ๑ เดือน รังที่นกสร้างไว้ก็จะแห้งเหมือนวุ้นอัดตัวกันแน่นติดกับฝาผนัง และสามารถเก็บรังได้ตลอดทั้งปี โดยใช้ "เหล็กแซะ" เก็บรังนกอีแอ่นบ้านจากผนัง และสามารถนำไปขายได้กิโลกรัมละหลายหมื่นบาทแต่หากขายเป็นถ้วยสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานแล้วจะตกประมาณถ้วยละ ๒๐๐-๕๐๐ บาท จากราคาที่แพงของรังนกนี้เอง ชาวปากพนังจึงกล่าวกันว่า การที่นกเข้าบ้าน “โชคดียิ่งกว่าถูกหวย” เพราะไม่ใช่ว่าการสร้างบ้านตามขั้นตอนดังกล่าวครบถ้วนแล้วจะยืนยันว่านกอีแอ่นจะเข้าบ้านหรือคอนโดทุกหลังเสมอไป บางรายต้องรอถึง ๒-๓ ปี กว่านกจะบินมาทำรังในบ้าน ในขณะที่บางรายอาจจะต้องรอนานกว่านั้น เพราะการที่นกเลือกเข้าบ้านหลังใดนั้นไม่มีใครมาควบคุมกำหนดได้ ดังนั้นต้องขึ้นกับโชคของผู้สร้างด้วย ส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จเพราะมีนกบินเข้าบ้านอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถสร้างยี่ห้อรังนกเป็นของตัวเองออกจำหน่ายก็มีอยู่ไม่น้อย ทำให้รังนกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของอำเภอปากพนัง ปากพนังถือเป็นตัวอย่างของสภาพท้องถิ่นที่ไม่หยุดนิ่ง แม้ว่าจะพบกับกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่เข้ามานับจากการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการส่งออกในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรื่อยมาจนถึงยุคอุตสาหกรรม ที่ธุรกิจประมงและนากุ้งรุ่งเรืองและซบเซาลงไปตามภาวะตลาดโลกและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม และแม้ว่าวันนี้รังนกจะเหมือนของขวัญที่สวรรค์ประทานให้ชาวปากพนัง แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนดังอดีตของยุคโรงสี ประมง และนากุ้งหรือไม่นั้น ไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ที่เห็นได้ในตอนนี้คือชาวปากพนังสามารถอยู่และปรับตัวได้แม้ว่าจะยากลำบากอย่างไรก็ตาม ภาณุพงษ์ ไชยคง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ชุมชนวัดขนอน วิถีแห่งสายน้ำไม่หวนกลับ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2552 วัดขนอนคงเป็นที่คุ้นหูของใครหลาย ๆ คนผ่านงานนาฏศิลป์หลวงที่ถูกส่งผ่านให้กับชาวบ้านอย่างเช่นหนังใหญ่ที่ยังคงอนุรักษ์เก็บไว้และเหลือเพียงไม่กี่คณะในประเทศไทย แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ชุมชนวัดขนอนมีเรื่องราวความเป็นมาและวิถีชีวิตที่น่าสนใจเฉพาะตัวในแบบคนลุ่มน้ำแม่กลอง วัดขนอน ศูนย์รวมจิตใจของชุมชนมายาวนาน ย่านหลากกลุ่มชน วัดขนอน เป็นชื่อของชุมชนหมู่ ๔ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามประมาณ ๔ กิโลเมตร ชุมชนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของวัดขนอนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านมาเนิ่นนาน วัดขนอนเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณนี้บางท่านเชื่อว่าเป็นที่เก็บภาษีอากรของเรือที่มาค้าขายทางแม่น้ำแม่กลอง ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของเส้นทางน้ำ และตัววัดดั้งเดิมหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำแม่กลอง สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมืองราชบุรีมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นในที่อยู่ติดกับชายแดนพม่าด้านตะวันตก จึงมีชนกลุ่มน้อยอพยพเข้ามาอาศัยอยู่เป็นระยะ ๆ ได้แก่ มอญและกะเหรี่ยง กลุ่มชนเหล่านี้เป็นกองลาดตระเวนหาข่าวให้กับสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อีก เช่น ลาว ถูกกวาดต้อนเทครัวมาในระหว่างสงคราม รวมทั้งชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้เพื่อค้าขายเป็นต้น เมื่อสงครามระหว่างสยามกับพม่าสิ้นสุดลงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ชนกลุ่มต่างๆ ยังคงติดค้างอยู่ในจังหวัดราชบุรี รวมไปถึงชุมชนวัดขนอนที่มีกลุ่มชาติพันธุ์กระจายตัวอยู่ทั่วไป ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองหน้าวัดขนอน อดีตเคยคลาคล่ำไปด้วยเรือของพ่อค้าแม่ขายทั้งคนในและนอกชุมชน พื้นที่รอบ ๆ วัดขนอนแห่งนี้หลากหลายด้วยกลุ่มคนที่อาศัยอยู่และพึ่งพาซึ่งกันและกันจนมองข้ามความต่าง ในหมู่บ้านละแวกวัดขนอนที่อยู่ในเขตการปกครองหมู่ ๔ ในปัจจุบันประกอบด้วย คนไทย คนมอญ คนจีน และคนลาวบางส่วน คนไทย ส่วนมากอาศัยอยู่ละแวกวัดขนอนและใกล้เคียง ทำนาทำไร่เป็นอาชีพหลัก คนมอญ ตั้งชุมชนหนาแน่นอยู่ทางทิศใต้ของวัดขนอน ตั้งแต่หมู่ ๑ จนถึงหมู่ ๒ และทางทิศเหนือของวัดขึ้นไป อาชีพหลักไม่ต่างกับคนไทย ส่วนใหญ่ทำนาทำไร่ แต่มอญบางกลุ่มอย่างชุมชนบ้านหม้อที่อยู่ทางเหนือของวัดขนอนเป็นมอญใหม่ หมายถึงกลุ่มมอญที่เข้ามาใหม่ในสมัยกรุงธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ กลุ่มนี้ย้ายมาจากปากเกร็ดและสามโคก อาชีพดั้งเดิมเป็นช่างปั้นหม้อขาย คนจีน แรกเริ่มชุมชนมีคนจีนรุ่นแรก ๆ อยู่ทางทิศใต้ของวัดขนอน ชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า บ้านสวนขวัญ คนจีนอพยพเข้ามาจากการล่องเรือมาตามลำน้ำแม่กลอง บางส่วนเดินเท้า ส่วนใหญ่ค้าขาย ทำสวนทำไร่ นอกจากนี้ยังมีคนจีนอีกส่วนหนึ่งที่เป็นพ่อค้าเร่ที่เข้ามารับซื้อข้าวที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจมาตั้งแต่ ๓๐-๔๐ ปีแล้ว คนลาว เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองบริเวณวัดสร้อยฟ้าที่ตั้งอยู่ทิศเหนือของวัดขนอน แต่ปัจจุบันคนลาวได้ย้ายเข้าไปอยู่ตอนในของริมฝั่งแม่น้ำ แถบบ้านหนองหูช้าง บ้านหนองหญ้าปล้อง บ้านมะขาม บ้านเลือก เป็นต้น ส่วนมากทำนาทำสวน ย่านค้าขายทางน้ำเก่าแก่ เมื่อสยามทำสนธิสัญญาเบาริงในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ เปิดการค้าเสรีและมีการขุดคลองภาษีเจริญและคลองดำเนินสะดวกเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕ เป็นการขยายเส้นทางการค้าทางน้ำ การขนส่ง การปลูกข้าว ตลอดจนการอพยพของผู้คน ทำให้การค้าบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองขยายตัว มีชาวจีนเดินทางเข้ามาค้าขาย มาแลกข้าวตามหมู่บ้านต่าง ๆ พร้อมทั้งตั้งบ้านเรือนค้าขายสี่ห้าครอบครัวเกือบทุกหมู่บ้าน และกระจุกตัวหนาแน่นในบางแห่งที่เป็นแหล่งทำมาหากิน ชาวบ้านซักซ้อมพายเรือก่อนถึงเทศกาลวันออกพรรษาของทุกปี การขายข้าวจะเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนในฐานะที่ข้าวมีราคา การซื้อขายจะใช้ข้าวเปลือกแลกข้าวของต่าง ๆ และพ่อค้าคนกลางมักจะเอาสิ่งของอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ เกลือ และอื่น ๆ มาแลก อัตราการแลกนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการกำหนดของพ่อค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ เพราะชาวนาไม่ทราบราคากลางและการขนส่งข้าวไปขายที่กรุงเทพฯ หรือโรงสีในลุ่มน้ำแม่กลองไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องอาศัยพ่อค้าขนกลาง พ่อค้าคนกลางส่วนใหญ่เป็นคนจีน คนมอญ ส่วนคนไทยมีน้อย มักพายเรือเล็ก ๆ ไปตามแม่น้ำลำคลองช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว ซื้อข้าวโดยนำของไปแลกและนำข้าวไปขายต่อ พ่อค้าคนกลางจะได้กำไรทั้งจากการขายของและนำข้าวไปขายโรงสีใหญ่หรือนายทุนใหญ่ซึ่งเป็นคนจีน นอกจากนี้ชุมชนวัดขนอนยังเป็นย่านค้าขายระดับท้องถิ่นที่สำคัญ การค้าของชุมชนวัดขนอนแบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ มีทั้งที่เป็นเรือที่มาค้าขายกับคนที่อยู่ริมน้ำ และในส่วนที่เป็นตลาดบกประมาณสี่ห้าร้านตรงที่ตั้งโรงเรียนของวัดขนอนในปัจจุบัน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงข้ามฝั่งมาแลกสินค้ากัน อย่างชุมชนวัดคงคาและชุมชนวัดป่าไผ่ อีกส่วนหนึ่งเป็นการค้าระยะไกลทางแถบอัมพวา สินค้าที่ขึ้นชื่อของชุมชนวัดขนอนคือ กระบอกไม้ไผ่ นำไปแลกของทะเล เช่น น้ำปลา กะปิ เป็นต้น เพราะในอดีตชุมชนวัดขนอนมีต้นไผ่มาก และทางแถบสมุทรสงครามมีการทำน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งต้องการกระบอกไม้ไผ่ไปรองน้ำตาลจากงวงมะพร้าวเป็นจำนวนมาก สายน้ำก่อเกิดประเพณี เมื่อย่างเข้าเดือน ๑๑ มหกรรมท้องทุ่งเริ่มเบาลง ตรงกับช่วงออกพรรษาพอดี คนกลุ่มต่างๆ จะร่วมกันทำบุญที่วัดขนอนกันอย่างคึกคัก พบปะพูดคุย ซักถามสารทุกข์สุกดิบกันในช่วงเช้า พอตกบ่ายชาวบ้านจะร่วมกันแข่งขันเรือยาว ความจริงแล้วงานจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือน ๑๐ วัยรุ่นจะนัดหมายกันมายกเรือจากใต้ถุนศาลาการเปรียญออกไปไว้ในที่โล่งแจ้งเพื่อซ่อมแซมเรือ หลังจากนั้นในยามเย็นของทุกวันจะซ้อมพายเรือเพื่อเตรียมแข่งขันกันระหว่างหมู่บ้านในวันออกพรรษาหรือวันทอดกฐิน การแข่งขันเรือยาวแต่ละวัดแต่ละชุมชนจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ หลังออกพรรษาวัดต่าง ๆ จะทอดกฐินและจัดแข่งขันเรือยาว ทยอยกันจัดไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ เป็นอันสิ้นสุดประเพณี แต่ละบ้านในชุมชนจะมีส่วนร่วมในงาน เพราะจะช่วยกันทำข้าวห่อไปร่วมงานคนละห่อสองห่อตามกำลัง โดยเช้าตรู่ของวันแข่งเรือจะมีคนไปรับข้าวห่อจากแต่ละบ้านเพื่อนำไปแจกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน นอกจากนี้ประเพณีสงกรานต์ที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน ชุมชนจะร่วมกันจัดงานประเพณีสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ มีการสรงน้ำพระและมีการละเล่นลูกช่วงพวงมาลัยกันที่หาดทรายหน้าวัดที่น้ำมักแห้งพอที่จะลงไปเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน เหมือนที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชนวัดขนอนหลายคนกล่าวว่า “ยังจำได้ว่ามีการละเล่นหลายอย่างเชียว ทั้งสาดน้ำ เล่นลูกช่วงพวงมาลัย สนุกมาก เล่นกันที่หาดหน้าวัดนั่นแหละ” แต่วิถีชีวิตและการเล่นน้ำที่หาดทรายหน้าวัดกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว เพราะในราว ๓๐ ปีที่ผ่านมามีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อบรรเทาอุทกภัย ซึ่งโดยปกติน้ำในฤดูฝน ทั้งในลำน้ำแควน้อยและแควใหญ่จะมีปริมาณมาก เมื่อไหลมารวมกันจะทำให้เกิดน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำแม่กลองเป็นประจำ หลังจากสร้างเขื่อนเป็นต้นมา น้ำที่เคยท่วมในหน้าน้ำหลากของทุกปีแทบไม่เคยเกิดขึ้น การสร้างเขื่อนทำให้ตอนใต้ของแม่น้ำเกิดการตื้นเขินในช่วงน้ำขึ้น จึงทำให้ประเพณีหลายอย่างหายไป เช่น ประเพณีแข่งเรือยาว ประเพณีสงกรานต์เลิกไปพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลงและหาดทรายที่หายไป การคมนาคมทางน้ำหมดความสำคัญลง ชาวบ้านหันมาใช้เส้นทางทางบกแทน แม้ว่าปัจจุบันการแข่งขันเรือยาวจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ความหมายของการแข่งขันกลับเปลี่ยนไป เพราะมีเงินเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้อง เน้นผลแพ้ชนะเพื่อเงินรางวัลและการพนันขันต่อ ซึ่งต่างจากวันวานที่เน้นความสนุกสนานและความสัมพันธ์ของคนบ้านใกล้เรือนเคียง สายน้ำแห่งนี้เคยมีวันคืนที่น่าจดจำ ทั้งความสุขและความทรงจำในช่วงวัยหนุ่มสาวอันเนิ่นนาน และยังคงแจ่มชัดในคนรุ่นเก่าหลายต่อหลายคนในชุมชนวัดขนอน วันนี้คงเหลือแค่เพียงความหลังที่เล่าสู่กันฟัง วันวานกำลังผันผ่านอย่างไม่มีวันหวนกลับ ปกรณ์ คงสวัสดิ์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก เหลือฐานะแค่ ท่อระบายน้ำ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2552 “กรุงธนบุรียังไม่มีกำแพงเป็นที่มั่น จะได้ป้องกันราชศัตรูหมู่ปัจจามิตร ยังหาเป็นภูมิราชธานีไม่... ให้เกณฑ์ไพร่พลในกรุง พลหัวเมือง มาระดมกันทำค่ายฟากตะวันตก ตั้งแต่มุมกำแพงเมืองเก่าที่ตั้งเป็นพระราชวัง แล้วให้ขุดคลองหลังเมือง แต่คลองบางกอกน้อยมาออกคลองบางกอกใหญ่ เอามูลดินขึ้นถมเป็นเชิงเทินข้างในทั้งสามด้าน” จากข้อความใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อครั้งทรงพัฒนาเมืองธนบุรีให้เหมาะต่อการเป็นที่มั่นอันแข็งแรงปลอดภัย สมกับการเป็นราชธานีแห่งใหม่ต่อจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการดำเนินการครั้งนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๑๔ โดยเริ่มจากการสร้างกำแพงและขุดคลองเป็นแนวเขตจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณริมคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของเมืองธนบุรีที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ขึ้นไปจนถึงบริเวณคลองบางกอกน้อย แล้วข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ทำให้กรุงธนบุรีกลายเป็น “เมืองอกแตก” ที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลางเมืองดังที่รับรู้กัน จนถึงวันนี้ล่วงเลยมาถึง ๒๓๘ ปี แม้ว่าแนวกำแพงกรุงธนบุรีจะไม่หลงเหลือสภาพให้พบเห็นอีก แต่ร่องรอยของแนวกำแพงเก่ากลับถูกขุดพบใกล้กับอนุสาวรีย์หมู ริมคลองหลอดหรือคลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันออก ที่ปัจจุบันถูกเรียกขานว่า “คลองคูเมืองเดิม” ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ปากคลองโรงไหม ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าทางทิศเหนือ ไปจนถึงทางออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองตลาด ทางทิศใต้ คลองดังกล่าวได้กลายเป็นแนวแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ชั้นในกับชั้นนอกของกรุงรัตนโกสินทร์ ตามนโยบายการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ของทางราชการหลังปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ทำให้คลองสายนี้ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพความเป็นคลองคูเมืองอย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน ถ้าเป็นเช่นนั้น คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตกอยู่ที่ไหน ? และมีสภาพเป็นอย่างไรในปัจจุบัน ? แกะรอยตามสายน้ำ คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก ด้วยเหตุนี้การตามรอยคลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตกจึงเกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจากริมคลองบางกอกใหญ่ ณ จุดที่พงศาวดารกล่าวไว้ว่า เคยเป็นมุมกำแพงเมืองเก่า มีมาก่อนการสร้างกรุงธนบุรี บริเวณนี้ปัจจุบันก็คือพื้นที่หลังป้อมวิชัยประสิทธิ์ลงมาถึงบริเวณเชิงสะพานอนุทินสวัสดิ์ ซึ่งหากสังเกตให้ดีจะพบว่าใต้สะพานแห่งนี้มีช่องให้น้ำไหลออกได้เล็กน้อย แผนที่คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก จากแนวถนนกลับรถใต้สะพานอนุทินสวัสดิ์ไปยังถนนอรุณอมรินทร์ ตรงจุดนี้เองคือปากคลองคูเมืองธนบุรีที่เชื่อมกับคลองบางกอกใหญ่ และเมื่อหันหน้าเข้าหาแนวปากคลองจะพบว่า ด้านซ้ายมือเป็นมัสยิดต้นสน ส่วนขวามือเป็นวัดโมลีโลกยารามหรือวัดท้ายตลาด ซึ่งมีอายุเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งคู่ โดยเฉพาะวัดท้ายตลาดสมัยกรุงธนบุรีได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชฐานด้านทิศใต้ ริมคลองบางกอกใหญ่ แนวคลองคูเมืองช่วงนี้จึงเรียกสืบต่อกันมาว่า “คลองวัดท้ายตลาด” หรือ “คลองวัดโมลีโลกย์”และเมื่อเดินเลาะไปตามลำคลองสายนี้ซึ่งมีสภาพเหมือนคูน้ำคอนกรีตจากใต้สะพานถึงบริเวณริมถนนเชิงสะพานจะพบว่า มีการสร้างคานคอนกรีตขวางคลองเป็น ระยะ ๆ และทั้งสองฟากของลำคลองมีบ้านเรือนประชาชนตั้งหันหลังเป็นแนวยาวให้กับลำคลอง จนถึงบริเวณถนนหน้าวัดอรุณราชวราราม จะพบแนวตัดของคลองคูเมืองกับคลองนครบาล ที่ทำประตูน้ำกั้นไว้ คลองนครบาลนี้ชาวบ้านบริเวณนั้นมักเรียกว่าว่า คลองวัดอรุณหรือคลองวัดแจ้ง ซึ่งในสมัยกรุงธนบุรีมีสภาพเป็นคูพระราชวังทางทิศเหนือที่เชื่อมไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ เมื่อเลยจากจุดนี้ไป แนวของคลองคูเมืองลอดใต้ถนนอรุณอมรินทร์เลียบไปหลังแนวบ้านเรือนของประชาชน สภาพคลองนั้นไม่ต่างไปจากบริเวณที่เพิ่งผ่านมา เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกจากคลองวัดท้ายตลาด เป็น “คลองบ้านหม้อ” เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวมอญมาแต่สมัยอยุธยา และชื่อบ้านหม้อนี้น่าจะเกิดจากการเป็นย่านทำหม้อดินเผาของชาวมอญที่มาตั้งรกรากอยู่ใกล้กับคลองมอญ ซึ่งเป็นคลองสายใหญ่ที่ถูกตัดผ่านแนวคลองบ้านหม้อเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยา สันนิษฐานว่าจะน่าเกิดขึ้นหลังการขุดคลองลัดบางกอกแล้ว ตรงบริเวณปากคลองบ้านหม้อไปออกคลองมอญด้านซ้ายมือเป็นที่ตั้งของวัดนาคกลาง และขวามือคือวัดเครือวัลย์ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา สภาพคลองที่ถูกรุกล้ำและตื้นเขิน หากข้ามสะพานตรงคลองมอญไปแล้ว จะพบแนวคลองคูเมืองที่ตัดทะลุมาจากบ้านหม้อผ่านคลองมอญ ซึ่งคลองฝั่งนี้มีชื่อเรียกว่า “คลองบ้านขมิ้น” เป็นแนวเลียบหลังบ้านเรือนประชาชนตั้งแต่ตรอกมะตูมผ่านหน้าวัดพระยาทำวรวิหาร ซึ่งเดิมชื่อวัดนาค สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย และถัดขึ้นมาเป็นย่านชุมชนทำขมิ้นและดินสอพอง อันเป็นที่มาของชื่อเรียกคลองนี้ ย่านดังกล่าวมีชาวจีนอาศัยอยู่มาก เห็นได้จากศาลเจ้าพ่อบ้านขมิ้นที่ตั้งทำมุมระหว่างแนวคลองคูเมืองด้านหลังกับคลองวัดระฆังที่ตัดเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านซ้ายมือของศาลเจ้า ลุงโลม ชายชราวัย ๗๐ กว่าปี ผู้ดูแลศาลเจ้าพ่อบ้านขมิ้นเล่าถึงประวัติของแนวคลองคูเมืองในบริเวณนี้ว่า “ตรงถนนหน้าศาลเจ้าเป็นแนวกำแพงเมือง เคยมีการขุดเจออิฐเก่า” นอกจากนี้ลุงโลมยังเล่าถึงวิถีชีวิตเมื่อก่อนที่ยังมีการใช้เรือเดินทางในลำคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาว่า “แต่ก่อนเวลาเดินทางใช้เรือหมด ขึ้นล่องไปออกคลองมอญได้ ขึ้นไปได้ถึงวัดวิเศษฯ แต่พอมีประตูน้ำ เรือหางยาวก็เข้าไม่ได้แล้ว” สภาพปัจจุบันเป็นดังที่ลุงโลมเล่า ด้วยมีประตูน้ำกั้นเรือที่จะเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากคลองวัดระฆัง ส่วนคลองบ้านขมิ้นด้านหลังศาลเจ้านั้นมีสภาพตื้นเขิน ต้นไม้ขึ้นรกทึบเป็นบางช่วง แม้จะล่องเรือไปได้ แต่ก็ติดคานคอนกรีตตามคลองที่ผ่านมาอยู่ดี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรือสัญจรเข้าออกในคลองนี้ได้อีกแล้ว เมื่อข้ามถนนตรงศาลเจ้าพ่อบ้านขมิ้น ใต้แนวถนนเส้นนี้เป็นคลองวัดระฆังที่มีแนวคลองคูเมืองตัดผ่าน ซึ่งชาวบ้านเรียกคลองคูเมืองบริเวณนี้ว่า “คลองบ้านช่างหล่อ” เพราะแนวคลองตัดผ่านย่านหล่อพระพุทธรูป ซึ่งเหนือแนวคลองหน้าวัดวิเศษการมีสะพานปูนข้ามคลอง หากสังเกตราวสะพานจะพบตัวอักษรระบุชื่อผู้สร้างไว้ว่า “นายอู๊ด ช่างหล่อ ยี่ห้อฮั้วอัน สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๕” ข้างสะพานมีซอยบ้านช่างหล่อ บ่งบอกว่าย่านนี้เคยเป็นแหล่งหล่อพระพุทธรูป แม้ปัจจุบันจะไม่มีการหล่อพระเหมือนในอดีต แต่ยังคงหลงเหลือบ้านช่างรับงานอยู่ประปราย ท่อระบายน้ำออกสู่คลองบางกอกน้อย สภาพคลองคูเมืองตั้งแต่บริเวณนี้เป็นต้นไป เล็กและแคบลงเรื่อย ๆ บางช่วงถูกรุกล้ำโดยบ้านเรือนประชาชนที่สร้างคร่อมทับแนวคลอง บ้างมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น และเมื่อมาถึงบริเวณใกล้ถนนริมสถานีรถไฟธนบุรี คลองคูเมืองก็แห้งสนิทและถูกถมทับด้วยถนนริมสถานีรถไฟธนบุรีนั้นเอง นับเป็นจุดสิ้นสุดของคลองคูเมืองธนบุรีที่ได้กลายเป็นท่อระบายน้ำเล็ก ๆ ลอดใต้สถานีรถไฟธนบุรีไปออกสู่คลองบางกอกน้อยใกล้กับสะพานอรุณอมรินทร์ บริเวณด้านหลังวัดอมรินทรารามหรือวัดบางหว้าน้อย ซึ่งเป็นวัดเก่าแต่ครั้งอยุธยา จากสภาพของคลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก ที่มีความแตกต่างจากคลองคูเมืองเดิมฝั่งตะวันออกอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่เป็นคลองสายสำคัญซึ่งต้องอนุรักษ์ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๐ กลับมีสภาพตื้นเขิน น้ำเน่าเสีย จากการปลูกสร้างทับถมต่อเติมที่อยู่อาศัยของประชาชนลงไปในแนวคูคลอง ซ้ำยังเป็นที่ทิ้งขยะและน้ำเสียจากบ้านเรือน รวมถึงมีการปิดกั้นทางน้ำด้วยประตูระบายน้ำตามนโยบายป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครในช่วง ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา การปิดหัวปิดท้ายแนวคลองคูเมืองด้วยการถมคลองเปลี่ยนเป็นแนวถนนและสะพาน ทั้งช่วงกลางของคลองคูเมืองยังมีการสร้างคานคอนกรีตกั้นระหว่างแนวคลองเป็นระยะ ๆ ก็ส่งผลให้สภาพวิถีชีวิตริมฝั่งคลองแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรือไม่สามารถสัญจรเข้ามาในเขตคลองคูเมืองได้อย่างถาวร คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตกจึงเป็นภาพสะท้อนของสายน้ำคูคลองอีกหลายสายในบางกอก ที่กำลังถูกทำลายโดยการขาดความรู้ความเข้าใจ จนทำให้ภาพความเป็นเวนิสตะวันออกหรือนครแห่งแม่น้ำลำคลอง อันเป็นวิถีชีวิตของคนบางกอกในอดีตกำลังจะค่อย ๆ เลือนหายไป วันนี้... หากเราหวนกลับมาใส่ใจคลองหลังบ้านหรือหน้าบ้านสักนิด เราอาจช่วยให้มันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งก็เป็นได้ ภาณุพงษ์ ไชยคง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









