top of page

พบผลการค้นหา 239 รายการ

  • ฟื้นขุนยวม-เมืองปอนเมื่อพลังท้องถิ่นตั้งรับ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2553 กลางเดือนกรกฎาคม ฝนที่ควรตกหนักเสียนานแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะมีน้ำฟ้าน้ำฝนมากพอให้ชาวบ้านร่วมกันปักกล้าดำนา ในพื้นที่แบบเทือกเขาและหุบเขาของแม่ฮ่องสอน หากมีที่ราบเป็นช่องว่างพอจะทำนาได้ ผืนดินเหล่านั้นจะกลายเป็นที่นาอันมีค่าแก่หมู่บ้าน เราจึงได้เห็นการจัดการพื้นที่อย่างละเอียดยิบ แม้จะเป็นที่เนินสูงก็ถูกจัดแปลงทำเป็นนาขั้นบันได ตามหุบตามช่องเขาน้อยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน หากมองจากฟ้าในหน้าฝนก็จะเห็นภาพผืนนาเรียบเขียวแทรกอยู่เป็นหย่อม ๆ อากาศปรวนแปรที่ร้อนและแล้งนานเช่นปีนี้กลับกลายเป็นทรัพย์ในดินแก่คนทั่วขุนยวม ตั้งแต่ฝนลงมาบ้าง เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบตามแต่ท้องถิ่นไหนจะเรียกก็ผุดนอนยิ้มรออยู่ใต้ดินให้คนมาเก็บกันไปเป็นรายได้กว่า ๓๐ ล้านบาทแล้ว วันเลี้ยงผีเจ้าเมืองที่ศาลเจ้าเมืองขุนยวม ท่านทำนายไว้ว่า จะมีเพชรมีคำโปรยอยู่ในไร่ในดอย แม่เฒ่าหลายท่านนึกถึงคำทำนายนี้และเห็นเห็ดเผาะที่ผุดตามธรรมชาติอย่างมากมายในปีนี้ก็คือขุมทรัพย์จากแผ่นดินที่โปรยปรายให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองนั่นเอง เห็ดเผาะทำรายได้งามแก่ชาวบ้าน บางคนตั้งแต่ต้นฤดูหาเงินได้หลายแสนบาท เดี๋ยวนี้มีโรงงานทำเป็นเห็ดเผาะกระป๋องกันแล้วจึงรับซื้อได้อย่างไม่อั้น แต่การที่ขึ้นโดยธรรมชาติใต้ดินจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ราคาจึงขึ้นลงตามตลาดว่าจะมีมากหรือน้อย แม้ผู้คนจะถือว่าวิธีเผาโคนไม้จะทำให้เห็ดเผาะออกมาก จนถึงกับกล่าวว่าเมืองแม่ฮ่องสอนมีหมอกควันปกคลุมเพราะชาวบ้านเผาป่านี่แหละ แต่ปีนี้ฝนแล้ง ร้อนนาน ธรรมชาติก็ชดเชย ป่าเขาถือเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครขยันเก็บเท่าไหร่ก็ได้ แม้เริ่มจะมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่ายังไม่มีใครลุแก่อำนาจมาชี้ที่ดินในเขตขุนยวมให้ตกแก่กลุ่มและตนเองแบบถือสิทธิ์เหมือนท้องถิ่นอื่น ๆ ทุ่งนาเมื่อแรกตกกล้าดำนา ในบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ตามหุบเขา มีลำห้วยสายเล็กสายน้อย พื้นที่ราบดูเหมือนจะมีค่ามหาศาลแก่การเพาะปลูกทำกิน เมื่อตั้งบ้านตั้งเมืองเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยจักรวาลทัศน์หรือการมองโลกแบบเบ็ดเสร็จในตัวเองก็ดูเหมือนจะมีการติดต่อจากโลกภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากในปัจจุบัน การจัดการพื้นที่ภายในท้องถิ่นของตนเองที่มีหลักบ้านหลักเมืองรูปแบบท้องถิ่นโบราณชัดเจน ซึ่งเน้นใน “การแบ่งปันทรัพยากรส่วนรวม” ก็เปลี่ยนไปตามมูลค่าที่ดินแบบปัจเจกที่ถือการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ ทรัพยากรส่วนรวม [Common property] คือหัวใจของท้องถิ่นแบบดั้งเดิม การแบ่งสันปันส่วนของคนในท้องถิ่นต่างๆ มักขึ้นอยู่กับสภาพนิเวศในแต่ละแห่งที่แตกต่างกันไป หากไม่มีการจัดสรรอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับ ชาวบ้านชาวเมืองก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้มานานหลายชั่วอายุคนเช่นนี้ วิธีคิดแบบดั้งเดิมเป็นที่ยอมรับแพร่หลายมาเนิ่นนานก่อนที่ ทุนนิยม [Capitalism] ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการใช้เอกสิทธิ์แบบปัจเจก ให้สิทธิ์เฉพาะคนเข้าจัดการทรัพย์สินที่อาจเคยเป็นของส่วนรวมหรือของท้องถิ่นมาก่อนที่ชาวบ้านเคยยกให้เป็นพื้นที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของเจ้าของทุนที่มีเงินมาก เป็นใครมาจากไหนไม่มีใครทราบก็ได้ และใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการกับผู้บุกรุกโดยไม่ทราบหรือไม่สนใจอำนาจการจัดการทรัพยากรส่วนรวมแต่เดิมเหล่านั้น ปัจจุบันนี้ “เมืองปอน” คือหมู่บ้านขนาดใหญ่ [Village] ในขณะที่ “ขุนยวม” คือเมืองขนาดเล็ก [Town] ชุมชนทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กัน เป็นแอ่งที่ราบเล็ก ๆ มีเพียงภูเขากั้น ท่ามกลางเทือกเขาน้อยใหญ่ของแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่เลยจากเมืองแม่สะเรียงและแม่ลาน้อยมาไม่เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ของพื้นที่เป็นกลุ่มคนไทใหญ่ พวกเขาพึงพอใจจะเรียกตนเองว่า “คนไต” มากกว่า ทุกวันนี้ผู้คนทั้งสองแห่งเกิดความสับสนของการเป็นบ้านเมืองที่ยังคงสืบวัฒนธรรมเป็นแบบจารีต ชาวบ้านยังศรัทธาในหลักบ้านหลักเมือง สงวนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้แก่ชุมชน เช่น วัด ศาลเจ้าเมือง ศาลากลางบ้าน จนถึงที่ฝังศพและลานทำพิธีกรรมเผาศพของพระผู้ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น แม้จะคลายความหมายสำหรับที่ดินส่วนรวมอื่นๆ เช่น ถนนหนทาง ป่าไม้ ที่ว่างอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยกลายเป็นเอกสิทธิ์ของคนที่สามารถซื้อหาได้ แต่พื้นที่เดิมแบบจารีตที่ชาวบ้านถือว่าไม่ควรมีการใช้งานอย่างอื่น กลายเป็นว่ามีนโยบายจากผู้บริหารซึ่งเป็นคนจากท้องถิ่นอื่นว่า ควรจะถูกนำไปใช้ทำสวนซากุระและอนุสรณ์สถานความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้คนขุนยวมลุกขึ้นมาทวงถามความเหมาะสมในนโยบายของรัฐในระดับเทศบาลที่ควรจะเข้าใจและใกล้ชิดกับโลกทัศน์และความเชื่อของชาวบ้านชาวเมืองขุนยวมได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่ การอบรมฟื้นพลังความรู้ท้องถิ่นอย่างที่เคยมีและเคยเป็นไปจากประสบการณ์การทำงานเรื่องการศึกษาท้องถิ่นต่าง ๆ ของคนภายนอก มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับเชิญจากองค์กรชาวบ้านในท้องถิ่นเมืองปอนและขุนยวมให้ช่วยไปพูดไปคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ “จะศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างโดยชาวบ้านได้อย่างไร” เด็ก ๆ ช่วยกันเสนองานเรื่อง “เฮือนไต” ที่เมืองปอน วัตถุประสงค์นั้นตั้งเรื่องกันไว้ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นของตนเอง โดยเฝ้ามองและสังเกตการณ์จากภูมิวัฒนธรรม หรือภูมิประเทศที่สัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ ทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ในเชิงจินตนาการที่เรียกว่า “ท้องถิ่น” ประกอบด้วยองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และมนุษย์อยู่ร่วมเป็นสังคมในท้องถิ่นนั้นอย่างไร และสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองในเรื่องต่าง ๆ ผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนในท้องถิ่นในวัยและภูมิหลังที่แตกต่าง ต่อมาจึงเป็นการบันทึกความทรงจำเหล่านั้นด้วยการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การเขียนบรรยาย การวาดภาพสื่อจินตนาการ การถ่ายทำวีดีโอดิจิตอล การตัดต่อเสียงสัมภาษณ์ หรือการเล่าเรื่องผ่านการเล่นละคร การจัดแสดงนิทรรศการ การนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนนำความรู้ที่ได้ไปเป็นฐานความคิดเรื่องการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนของตนเอง ชาวบ้านทั้งสองแห่งได้งบประมาณสนับสนุนจากสภาพัฒนาการเมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพหลัก ในขณะที่ภาวะบ้านเมืองต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยกันอย่างขนานใหญ่ แต่หากพิจารณาแบบลึกซึ้ง รูปแบบประชาธิปไตยอย่างไรเล่าจึงจะเหมาะสมแก่ท้องถิ่นที่เคยมีระบบวิธีคิดยึดมั่นในพุทธศาสนา มีความเชื่อและจารีตแบบเดิมเป็นฐานสำคัญของชีวิต หากตัดยอดนำแต่หลักการประชาธิปไตยที่ไม่เคยประสบความสำเร็จให้ผู้คนรู้สึกมีส่วนร่วมได้กับกิจกรรมของท้องถิ่น มีแต่จะถูกริบหรือผลักไสสิทธิ์และเสียงของตนเองไปให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าจะได้อำนาจมาด้วยใจศรัทธา อำนาจทางการเมืองในประเทศไทยนิยมใช้อำนาจทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ แตกต่างจากอำนาจบารมีของผู้นำชุมชนของเมืองหรือหมู่บ้านแบบเดิมที่ใช้รูปแบบการต่อรอง ประนีประนอม พูดคุยทำความเข้าใจในหมู่คนของตนในเรื่องต่าง ๆ และหากไม่สามารถตัดสินได้ก็มักใช้ “อำนาจผีหรือบารมีพระสงฆ์” เป็นเครื่องมือในการตัดสินให้เด็ดขาด คนที่มาฟังความรู้เหล่านี้ก็มีคนท้องถิ่นทั้งจากบ้านไกลๆ เช่น ตัวแทนคนปกากะญอ คนไต ที่เป็นพ่อหลวงเก่า กำนัน เจ้าหน้าที่จาก อบต. ครูอาจารย์ นักเรียน หลากหลายวัยตั้งแต่เด็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ ชาวบ้านจากเขตการปกครองตำบลเมืองปอนอันหลากหลายเหล่านี้กระตือรือร้นในการอบรมเชิงปฏิบัติการกันมาก เพราะได้ลงพื้นที่ไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ในบ้านที่พวกเขาเลือกหัวข้อทดลองเก็บข้อมูลเอง มีการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมระหว่างคนที่สูงกับคนที่ราบ รื้อฟื้นและเตรียมตัวเพื่อนำเสนอประสบการณ์จากการเก็บข้อมูลภายในคืนเดียวด้วยการใช้สื่อโดยโปรแกรม “Power point” ที่เมืองปอนด้วยเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ โครงสร้างทางสังคมไม่ซับซ้อนและยังคงพื้นฐานความเชื่อและสามารถสืบถึงระบบการจัดการพื้นที่และทรัพยากรในท้องถิ่นตามแบบเดิมได้มากกว่าทางขุนยวมที่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองไปแล้ว และเป็นที่ตั้งของกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา เพราะเคยเป็นตลาดแต่ดั้งเดิมจนปรับเปลี่ยนกลายเป็นตลาดอีกหลายรูปแบบในปัจจุบัน คนสูงอายุในขุนยวมดูจะเป็นผู้นำในการบอกเล่าข้อมูลและกระตือรือร้นที่จะถ่ายทอดความทรงจำเรื่องต่าง ๆ แก่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวและเด็กนักเรียนที่พยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ต่อติดกับเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้น สำหรับบางกลุ่มแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาเสนอประกอบการบอกเล่าจากการออกไปเก็บข้อมูลดูจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสนุกสนาน ยามเมื่อต้องหยิบยกมาให้ดูทีละชิ้นและมีคนเฒ่าคนแก่คอยเล่าเสริมในสิ่งที่คาดว่าจะตกหล่นไป วงเสวนาบอกเล่าเรื่องเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ขุนยวม ที่ขุนยวมไฟฟ้าดับทั้งวัน กลายเป็นการนำเสนอแบบปากเปล่า เขียนบนแผ่นกระดาษและนำสิ่งของจริงๆ มาให้ดูกัน เทคโนโลยีก็ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างของเนื้อหาแต่อย่างใด คนเฒ่าคนแก่หลายท่านบอกว่า เมื่อก่อนไม่เห็นต้องมีอะไรก็ยังเล่าเรื่องยังประชุมพูดคุยกันได้ และเหมาะสมดีเสียอีกกับเมืองขุนยวมที่ไฟฟ้าดับอยู่เรื่อยคราวละนาน ๆ การอบรมที่เป็นไปโดยทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมเช่นนี้ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนและรับรู้ความรู้ใหม่ๆ ได้มากมาย ที่ประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ได้รับรู้ว่าการทำความเข้าใจเรื่องการศึกษาท้องถิ่นในแบบภาพรวม ๆ [Cosmology] นั้น กลุ่มที่เข้าถึงได้ไวและทำความเข้าใจได้เร็วที่สุดน่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการมากนัก และผู้เฒ่าผู้แก่ที่อายุล่วงพ้นวัยหกสิบกว่าปีมาแล้ว แม้จะเคยเป็นผู้อำนวยการเก่า ครูเก่า หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อื่น ๆ หากอายุมากก็สามารถเข้าใจและต่อติดกับระบบความรู้แบบดั้งเดิมหรือแบบท้องถิ่นคนไตได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มที่เข้าใจได้ยากคือกลุ่มที่มีกรอบความรู้ของตนเองแบบเคร่งครัดในระบบการศึกษาอยู่แล้ว เช่น ครูอาจารย์ในสถานศึกษา นักเรียนที่ถูกอบรมมาในระบบ และกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่รับงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และส่วนใหญ่มีพื้นฐานการเรียนรู้มาจากนักวิชาการใหญ่ ๆ ตามมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง แสดงถึงความรู้ท้องถิ่นนั้นถูกทำให้เลือนหายและเข้าใจยากด้วยความรู้ในระบบการศึกษาแบบเป็นทางการเป็นสำคัญ เมื่อจะฟื้นพลังจากผู้คนในสังคม ความเข้าใจในท้องถิ่นต้องมีไว้เป็นพื้นฐานเป็นอันดับแรก หากจะต่อสู้ในเชิงนโยบายเพื่ออธิบายต่อสังคมให้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง ก็ต้องเข้าใจภูมิวัฒนธรรมอันเป็นระบบความรู้จักรวาลทัศน์ของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ การจัดการพื้นที่ซึ่งผสมผสานกับระบบการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่เป็นอันดับรองไปจากศาสนาหลัก จึงเป็นมุมมองที่จำเป็นต้องวางใจที่มีระบบวิธีคิดแบบทื่อ ๆ ไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ข้อมูลที่รับรู้นำทางไปสู่ความเข้าใจที่มนุษย์จะต้องสัมพันธ์ด้วยทั้งสามประการ นั่นคือ ธรรมชาติแวดล้อม ความเชื่อและความศรัทธาตลอดจนในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง นักการเมืองท้องถิ่นอาจจะคิดว่า การล่วงล้ำเข้าไปใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรือคิดว่าชาวบ้านไม่สามารถต้านทานอำนาจทางการเมืองได้ สิ่งเหล่านี้อาจกลับกลายเป็นพลังมหาศาลที่ไปกระตุ้นให้ผู้คนในท้องถิ่นทลายกำแพงความคิดและค้นหาพื้นฐานของชุมชนแบบดั้งเดิมที่เคยมีกฎเกณฑ์อยู่ร่วมกันมานานนับร้อยปี เพื่อที่จะนำมาอธิบายว่า “อำนาจทางการเมืองไม่สามารถสั่งหรือละเมิดจารีตดั้งเดิมได้” หากทำผิดเสียแล้วก็จะกลายเป็นการผิดกฎระเบียบที่ผู้กระทำและสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่ง ชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมเริ่มฟื้นพลังทางสังคมจากความเข้าใจในธรรมชาติในสังคมของตนที่มีมาแต่เดิม โดยการฟื้นความรู้และการรับรู้แบบเดิมเพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังหรือพวกที่เรียนมากได้เรียนรู้ สถานการณ์ของการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับทุนจำนวนมหาศาลและเศรษฐกิจจากการสร้างตลาดรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในขุนยวมไปมาก จะเป็นข้อสอบใหญ่ในการนำเสนอหาแนวทางร่วมกัน โดยมีพื้นฐานทางสังคมของตนเองเป็นต้นทุนทางความคิด เดือนกันยายนคงเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่มูลนิธิฯ กับชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมร่วมปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ผลจากการทำงานในครั้งต่อไปน่าจะมีแง่มุมและเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้ในครั้งนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ประวัติศาสตร์ถิ่น – ประวัติศาสตร์ชาติ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2549 ในช่วงเวลากว่าสี่สิบปี หรืออีกนัยหนึ่งครึ่งศตวรรษที่ผ่าน เรื่องของประวัติศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่ซบเซาไม่น่าสนใจของผู้คนในสังคมไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ในยุคนั้น พูดได้เลยว่าไม่สนใจที่จะเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันเลย ทำให้ประวัติศาสตร์ที่รู้กันหยุดอยู่เพียงแต่เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่พัฒนามาแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และสืบเนื่องออกงามในการมอมเมาให้คนทั้งเบื่อทั้งเชื่อมาจนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ชาตินิยมคือประวัติศาสตร์ของรัฐชาติ ที่เกือบทุกประเทศสร้างขึ้นเพื่อโต้ตอบประวัติศาสตร์อาณานิคมที่ฝรั่งตะวันตกสร้างขึ้น เพื่อครอบงำความคิดของคนตะวันออก ให้มีวิธีคิดและการมองโลกเป็นแบบตะวันตก จึงเป็นสิ่งระคนไปด้วยการให้ความรู้และวิธีการ กับการยอมรับเนื้อหาและความหมายทางประวัติศาสตร์ที่ปราชญ์หรือนักวิชาการของเจ้าของอาณานิคมสร้างขึ้น ดังนั้น แม้จะโต้ตอบกับประวัติศาสตร์อาณานิคมก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมก็อยู่ในกรอบความคิด ทฤษฎี และวิธีการที่ได้รับการอบรมมาจากคนตะวันตก เลยทำให้คนรุ่นใหม่ ๆ จำนวนมากในยุคประวัติศาสตร์ชาตินิยมนั้น คือผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมไปในแนวทางตะวันตกแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยที่จะเป็นที่นิยมและยอมรับกันในสังคม ต้องเรียนจบได้ปริญญาเป็นพื้นฐาน ยิ่งได้จบเมืองนอกเป็นนักเรียนนอกยิ่งโก้เก๋ใหญ่ ประวัติศาสตร์ชาตินิยมของแทบทุกประเทศที่ถูกคุกคามโดยประเทศนักล่าอาณานิคม ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของรัฐที่สร้างขึ้นเพื่อให้คนเชื่อ เกิดสำนึกร่วม เกิดการรวมตัวกันต่อต้านการรุกล้ำจากภายนอก ตลอดจนเกิดความเป็นเอกภาพและความมั่นคงภายในเป็นสำคัญ โดยใช้มิติความเป็นจริง และหลักฐานความเป็นจริงในอดีต อันเป็นแนวคิดและวิธีการของคนตะวันตก เป็นหลักในการสร้างและอธิบาย เรื่องราวที่ได้จึงแตกต่างไปจากความคิดและวิธีการของคนตะวันออกที่สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากเรื่องกึ่งความจริง หรือจากเรืองสมมติที่ร้อยรัดและเชื่อมโยงจากจินตนาการในกรอบความเชื่อและพิธีกรรม โดยเฉพาะในการแสดงออกหรือการสื่อ มักจะผ่านทางระบบสัญลักษณ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้น เมื่อหันมารับแนวคิดและวิธีการทางตะวัน ประวัติศาสตร์แบบตะวันออก จึงหมดความสำคัญไป แม้ว่าในขณะนี้ นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่จะหันมาทบทวนและค้นคว้ากันใหม่ก็ตาม แต่ในสังคมไทยยังล่าช้าและล้าหลังอยู่มาก ดังเห็นได้จากการเขียนประวัติศาสตร์ไทยเป็นตัวอย่าง ที่เน้นตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัยลงมา เพราะเห็นว่ามีหลักฐานทางเอกสารในเรื่องของความเป็นจริงเพียงพอ ซึ่งก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้น ปรับแต่งขึ้นจากแนวคิดและกรอบความคิดแบบตะวันตกชนิดครูพักลักจำ จนในที่สุดประวัติศาสตร์ชาติกลายเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมไป เนื้อแท้ของประวัติศาสตร์ชาตินิยมและเชื้อชาตินิยมของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งนั้น อยู่ที่การเอารัฐชาติ [Nation State] เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ผสมด้วยการยกเผ่าพันธุ์สมมติว่าดีและวิเศษกว่าคนอื่น ๆ ในประเทศอื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนประเทศเพื่อนบ้านไปหมด แต่ในขณะเดียวกัน กลับยกย่องประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคม อันเป็นที่เกลียดชังของประเทศเพื่อนบ้าน ให้กลายเป็นเทวดา รัฐไทยได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาตินิยมมาเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย ซึ่งดูหนักข้อกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นผลทำให้พื้นแผ่นดินสยามที่ผุ้คนหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่ผสมกลมกลืนกันอย่างมีความเสมอภาคและสันติสุขต้องกลายเป็นดินแดนของชนชาติเดี่ยวสายพันธุ์ใหม่ คือชนชาติไทยที่มีความสำคัญอยู่ที่กลุ่มชาติพันธุ์เดียว คือคนไท ดังนั้นการที่จะได้รับการยกย่องและสิทธิอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง ในประเทศไทย ก็ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์รัฐที่มีลักษณะเชื้อชาตินิยม จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นส่วนกลางและความเป็นคนไทย อันเป็นสิ่งสมมติที่ลอยอยู่เหนือฐานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่อยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ และกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องเชื้อชาตินิยมไปในที่สุด และนี่คือสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองการปกครอง รวมทั้งเศรษฐกิจวัฒนธรรมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นดังเช่นที่เห็นได้ในทุกวัน โดยเฉพาะกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นเผ่าพันธุ์มาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ทุกวันนี้ มีผู้รู้และผู้นำที่เห็นการณ์ไกล เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ว่าเป็นพื้นฐานของการสร้างความเข้าใจระหว่างกัน รวมทั้งมีผู้คนคล้อยตามอีกเป็นจำนวนมาก ที่เห็นว่าจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในเนื้อหาและมุมมองใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคมและสถานการณ์โลก ทุกวันนี้ เรื่องเชื้อชาตินิยมเป็นเรื่องล้าสมัยและไม่เป็นวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว เพราะคำว่า “เชื้อชาติ” (Race) ที่หมายถึงการสืบเชื้อสายจากเผ่าพันธุ์เดียวกันทางสายเลือดโดยไม่มีการปะปนกับคนเผ่าอื่นนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นแผ่นดินไทย หรือแผ่นดินสยามที่มีคนหลายชาติพันธุ์เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ผสมปนเปกันหลายยุคหลายสมัยบนเส้นทางของประวัติศาสตร์ ดังนั้น การศึกษาและมุมมองใหม่สำหรับประวัติศาสตร์ไทยที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ก็คือต้องหันไปทบทวนพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เคยเป็นมาสมัยก่อนที่จะมีการสร้างประวัติศาสตร์เชื้อชาติดนิยมแห่งรัฐขึ้น โดยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในสยามประเทศก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เรื่องราวประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองประกอบขึ้นจากบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมในสองระดับ คือระดับล่าง อันเป็นระดับถิ่น กับระดับบน อันเป็นระดับชาติ หรือรัฐ ระดับล่างหรือระดับถิ่นนั้น นับเนื่องเป็นวัฒนธรรมราษฎร์ ส่วนระดับบนเป็นวัฒนธรรมหลวง ระดับล่างสร้างจากความเป็นจริงที่เป็นพื้นที่แผ่นดินเกิดของคนที่มีความหลายหลากทางชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ข้าพเจ้าเรียกระดับนี้ว่าระดับมาตุภูมิ ในขณะที่ระดับบนเป็นผลมาจากบูรณาการความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมในระดับมาตุภูมิมาเป็นสิ่งสมมติที่ทำให้ผู้คนตามท้องถิ่นที่หลากหลายกลายเป็นพวกเดียวกันในนามของคำว่า “ชาติ” และ “ชาติภูมิ” เพราะฉะนั้น ทั้งชาติและชาติภูมิจึงเป็นสิ่งที่จินตนาการจากข้างล่างขึ้นข้างบนมากกว่าจากข้างบนลงล่างอย่างเช่นเนื้อหาและการเรียนประวัติศาสตร์ที่เรียนและใช้กันในปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือการเน้นประวัติศาสตร์สมมติ อันเป็นประวัติศาสตร์รัฐหรือชิตแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของความเป็นจริงในท้องถิ่น หรือสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ถิ่น” นั่นเอง ประวัติศาสตร์ถิ่นหรือท้องถิ่น เป็นฐานของบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ในอันดับแรก เป็นบูรณาการที่ใช้พื้นที่เป็นหลัก นั่นคือเริ่มตั้งแต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและทำกินของคนกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มก็มีความสัมพันธ์กันเป็นชุมชนหนึ่ง ในชั้นแรก แต่ละกลุ่มเหล่าคงไม่ต้องสัมพันธ์กันเท่าใด แต่ในเวลาต่อมา การอยู่ในพื้นที่สภาพแวดล้อมเดียวกัน ทำให้ต้องสัมพันธ์กัน ซึ่งก็มีทั้งการขัดแย้ง ประนีประนอม และปรองดองกัน อันเนื่องมาจากการใช้ที่ทำกินและทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ร่วมกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม เช่นการแต่งงานข้ามกลุ่มและการเอาแรงกันในการดำนา เกี่ยวข้าว เป็นต้น การใช้ทรัพยากรร่วมกันทำให้ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และจัดสรรทรัพยากร เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกฎระเบียบและกติการ่วมกัน ที่ถูกควบคุมโดยระบบความเชื่อ จารีตประเพณี พิธีกรรม ที่สัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกันเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากที่อื่น ท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ที่มีหลาย ๆ ชุมชนมาอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาตั้งแต่สามชั่วคนขึ้นไป คือนับจากรุ่นปู่ รุ่นพ่อ จนถึงรุ่นลูกหลานนั้น จะมีความทรงจำร่วมกันที่ถ่ายทอดกันลงมาในลักษณะที่เป็นตำนาน โดยมีชื่อของสถานที่ ไม่ว่าชื่อของหนองน้ำ ทุ่งนา ป่าเขา ลักษณะแปลก ๆ ของธรรมชาติ วัดวาอาราม โบราณสถาน เป็นสิ่งบันทึก รวมไปถึงการเล่าเรื่องบุคคลสำคัญและกิจกรรมร่วมกัน ความทรงจำเช่นนี้คือเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่น เป็นความทรงจำที่สร้างสำนึกความเป็นพวกพ้องเดียวกันในท้องถิ่น เป็นความทรงจำที่ยังบันทึกความเป็นจริงทางสังคมว่าคนกลุ่มนั้น บ้านนั้น เป็นคนเผ่าพันธุ์ไหน มาอยู่ร่วมกันอย่างมีสำนึกเป็นพวกเดียวกันในท้องถิ่นอย่างใด และมีความเชื่อถือในเรื่องจารีตประเพณีร่วมกันเช่นไร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ เพื่ออยู่รอดร่วมกันในท้องถิ่น นี่คือเรื่องของความทรงจำที่คนในท้องถิ่นบันทึก และสร้างขึ้นในรูปของ “ตำนาน” ท้องถิ่นแต่ละถิ่น เมื่อมีพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจมาถึงระดับหนึ่ง จะเกิดชุมชนที่เรียกว่า บ้าน และ เมือง ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ท้องถิ่นนั้นมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง [Self contain] บ้านคือชุมชนขนาดเล็กที่มีหลายแห่งในท้องถิ่นหนึ่ง ในขณะที่เมืองคือชุมชนที่ใหญ่กว่า และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนจากบ้านแต่ละแห่งในท้องถิ่น ซึ่งในเวลาเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับสังคมใหญ่ภายนอกได้ ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอยู่ที่ตลาด เพราะนอกจากจะเป็นที่ซื้อขายสิ่งของที่จำเป็นในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นที่ซื้อขายสินค้ากับภายนอกด้วย จึงมีผู้คนมากมายหลายอาชีพจากถิ่นเข้ามาทำงาน อยู่อาศัยทั้งชั่วคราวและถาวร เมื่อชุมชนเมืองมีพัฒนาการเต็มที่แล้วก็มักกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการเมือง อย่างเช่น เกิดวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่น ในชีวิตประจำวัน คนจะประกอบพิธีกรรมกันที่วัดของชุมชนระดับบ้าน แต่เมื่อมีพิธีกรรมสำคัญหรือในวันนักขัตฤกษ์ ก็จะมาชุมนุมกันที่วัดใหญ่ในเมือง มีการแสดงออกร่วมกันในงานประเพณี เช่นการแข่งเรือในเดือนสิบเอ็ด การจุดบั้งไฟในเดือนห้าหรือเดือนหก เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเรือหรือบั้งไฟที่เข้ามาร่วมแข่งนั้น แต่ละลำล้วนเป็นตัวแทนของวัดในแต่ละบ้านทั้งสิ้น การแข่งเรือและบั้งไฟจึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกัน ภายในวัดของเมืองอันเป็นเขตกลางทางความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ขณะที่วัดในชุมชนบ้านไม่ได้เน้นการดำรงอยู่ของโบสถ์ แต่เป็นเรื่องของวิหารประดิษฐานพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ หรือไม่ก็รอยพระพุทธบาทในมณฑปอันสวยงาม เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องมากราบไหว้ร่วมกันนั้น วัดของเมืองอันเป็นศูนยืกลางทางความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่นมีลักษณะที่แตกต่างไปศาสนสถานหรือศาสนวัตถุภายในวัดจะเป็นศูนย์กลางที่คนภายนอกจากถิ่นอื่นหรือเมืออื่นพากันมากราบไหว้ตามฤดูกาลทีเดียว ส่วนความสำคัญทางการเมืองของชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นนั้น อยู่ที่การเป็นที่พำนักและที่ปกครองของบุคคลที่เป็นหัวหน้าในท้องถิ่น ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมโยงกับศูนย์การปกครองของรัฐแล้ว ก็จะมีตำแหน่งและฐานะเป็น “เจ้าเมือง” ทั้งเจ้าเมืองและวัดที่เป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นได้ก่อให้เกิดตำนานสำคัญขึ้นสองอย่าง คือ ตำนานพระธาตุ และ ตำนานเมือง ทั้งสองตำนานมีเนื้อหาสาระที่แยกกันไม่ออก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบ้านและวัดที่มีชื่อเดียวกัน อย่างเช่น ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น ตำนานดังกล่าวนี้คือหัวใจและเนื้อหาสำคัญของประวัติศาสตร์ถิ่นหรือท้องถิ่น เพราะให้ความรู้และภาพลักษณ์ของผู้คนและบ้านเมือง รวมทั้งสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ตำนานแต่ละตำนานดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะในมิติของคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาตินั้น ทำให้เห็นว่าความคิดและการสร้างความรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากคนภายในนั้น เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากระบบความเชื่อทางศาสนา ไสยศาสตร์ และเรื่องทางจิตวิญญาณ ซึ่งก็คงเพราะตำนานอันเป็นเนื้อหาของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องความเชื่อดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีความเป็น “ประวัติศาสตร์” ในความคิดของบรรดานักประวัติศาสตร์และคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาอบรมแบบตะวันตก ในระดับท้องถิ่น ตำนานเป็นหัวใจในเรื่องบูรณาการทางวัฒนธรรม ที่ทำให้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ตามชุมชนต่าง ๆ ในท้องถิ่นมีสำนึกร่วมกัน จนเป็นคนของท้องถิ่นเดียวกัน ตำนานเป็นที่มาของขนบธรรมเนียม ประเพณี และข้อห้ามที่คนในท้องถิ่นประพฤติและปฏิบัติร่วมกัน และในขณะเดียวกันก็เป็นที่มาของชื่อสถานที่ ทั้งที่เป็นธรรมชาติและที่คนสร้างขึ้น เช่น ภูเขา หนองน้ำ ลำน้ำ ป่า ทุ่ง ทำให้พื้นที่หรือสถานที่เหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ประวัติศาสตร์ของคนทุกชาติพันธุ์และทุกชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน นอกเหนือไปจากนี้ ก็รวมถึงเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากข้างนอกหรือข้างใน ที่มีผลกระทบกับชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น ซึ่งนับเนื่องเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นความทรงจำร่วมกัน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวิธีการแบบอย่างตะวันตกนั้น นับเนื่องเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป้นกระบวนการโลกวิสัย [Secularization] ที่แยกความเชื่อออกจากความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการสมมติและจินตนาการให้มากที่สุด ความสำคัญของเรื่องราวที่เป็นตำนานนั้น ต่างกับประวัติศาสตร์แบบเน้นความเป็นจริงแบบวิทยาศาสตร์ ตรงที่ว่าเป็น สิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์หาหลักฐานแบบประวัติศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ถ้าหากจะพยายามค้นหาและพิสูจน์ความเป็นจริงจากอดีตที่เป็นเรื่องสมมติแล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องเสียเวลาเสียสมองไปโดยใช่เหตุ ยกตัวอย่างเช่นความพยายามที่จะค้นหาวีรบุรุษทางวัฒนธรรม [Cultural Heroes] เช่น พระเจ้าอู่ทอง พระร่วง ขุนเจือง หรือขุนบรม ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่เรื่องบั้งไฟพญานาค ในเขตจังหวัดหนองคายและประเทศลาว ยิ่งกว่านั้นตำนานยังเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกลุ่มชน เวลาและสถานที่ เป็นสิ่งที่ยากแก่การหาข้อยุติว่าอะไรคือหลักฐานชั้นแรกหรือชั้นที่สอง อะไรคือของจริงแท้ดั้งเดิม นั่นก็เพราะตำนานคือประวัติศาสตร์แบบมีชีวิต ที่ผู้คนต่างกลุ่มเหล่าในท้องถิ่นสร้างขึ้นโต้ตอบกันเอง หรือเพื่อโต้ตอบกับภายนอกอยู่ตลอดเวลา ในที่สุด การเข้าถึงตำนานท้องถิ่นในมิติทางการเมืองอาจวิเคราะห์ตำนานในบริบทท้องถิ่นออกเป็นตำนานบ้าน และตำนานเมือง เพราะพัฒนาการทางสังคมและการเมืองในแต่ละถิ่นนั้น มีทั้งชุมชนที่เป็นบ้านและเมืองอยู่ด้วยกัน ตำนานเมืองมักเป็นสิ่งที่มีพัฒนาการไปสู่การเป็นพงศาวดาร ซึ่งเป็นเรื่องราวของกษัตริย์ปกครองเมืองที่เป็นศูนย์กลางของรัฐ การสร้างตำนานพงศาวดารนั้น จะเกิดการจัดระเบียบสังคมใหม่ให้แลเห็นโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำ มีศักดินา อันแตกต่างไปจากโครงสร้างสังคมท้องถิ่นที่เสมอภาค นับเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์ชาติเพื่อการบูรณาการในระดับวัฒนธรรมหลวง ที่แลเห็นความพยายามที่ทำให้คนหลายเผ่าพันธุ์หลายท้องถิ่น ที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรม ได้มาอยู่ในกรอบวัฒนธรรมเดียวกัน และเกิดสำนึกการเป็นผู้อยู่ร่วมประเทศเดียวกัน ดังเช่นการเป็น คนไทย การเป็น คนไทย ก็คือการสร้างสำนึกให้คนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น เกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน การเป็นคนไทยหรือชิตไทยจึงเป็นเพียงสิ่งสมมติ หรือเป็นแค่ “จินตนาการ” น่าเสียดาย ที่ประวัติศาสตร์ชาติตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้ประวัติศาสตร์ชาติกาลายเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมไป อันตรายหรือพิษร้ายของประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมก็คือ ทำให้ผู้คนในชาติส่วนใหญ่หลงชาติ หลงว่าคนไทยเป็นชาติพันธุ์เดียวกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ นับเป็นการตัดความจริงที่เกิดจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นที่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ถิ่นออกไป เมื่อปราศจากประวัติศาสตร์ถิ่น ประวัติศาสตร์ชาติจึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ชนชาติสมมติไป บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๒ ฉ. ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๙)

  • มาเลเซียเชื้อสายไทยในตุมปัต

    เผยแพร่ครั้งแรก 7 พ.ค. 2561 ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในกลันตันมีอยู่มากเป็นอันดับสองรองจากรัฐเคดาห์หรือไทรบุรีในอดีตนอกจากนี้ยังมีอยู่บ้างประปรายที่รัฐตรังกานูและปะลิส ไทรบุรีหรือเคดาห์อยู่ทางฝั่งตะวันตกทางอันดามัน ส่วนกลันตันและตรังกานูอยู่ทางฝั่งตะวันออกติดทะเลจีนใต้ รัฐเหล่านี้เคยอยู่ในอารักขาของสยามและส่งบุหงามาศต่อกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ ต่อมาราว ค.ศ.๑๙๐๒ สยามและอังกฤษทำสนธิสัญญายกรัฐเหล่านี้ให้อยู่ในความดูแลของอังกฤษและภายหลังได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายูในเวลาต่อมา การยกดินแดนดังกล่าวทำให้เกิดเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจนหากแต่ไม่สามารถแยกเอาผู้คนและวัฒนธรรมที่เคยอยู่ติดที่ในดินแดนเหล่านั้นออกจากกันอย่างชัดเจน ได้จึงทำให้มีคนมาเลเซียเชื้อสายไทยที่มีทั้งพุทธและมุสลิมที่เคดาห์หรือไทรบุรีในอดีต ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยที่นับถือพุทธศาสนาเฉพาะในกลันตัน มีทั้งคนเชื้อสายไทยที่เป็นชุมชนอยู่มากมาย ใน ๗ อำเภอได้แก่ อำเภอตุมปัต มีคนไทยอยู่มากที่สุดที่ตำบลใย อยู่ที่บ้านยุงเกา บ้านปลักยาว ปลักเคล้าบ้านเก่า บ้านโคกแนะ บ้านนกฮูก บ้านตีนเป็ด บ้านหัวสะพาน บ้านทุ่งทวน บ้านโคกกลาง บ้านเมืองไพร บ้านยูโร๊ะบ้านเบอสุต บ้านรัก บ้านใกล้วัดบ้านทุ่งศาลา บ้านใหม่หัวนอน บ้านใหม่ใต้ตีน บ้านบันหยัง บ้านยะหลง บ้านยามู บ้านทุ่ง ตำบลเปิงกาลันกูโบร์ คือ บ้านบางตะวา บ้านปลักเคล้า ตำบลตือรือโบ๊ะ คือ บ้านบ่อเหม็ด บ้านลำจิ บ้านโคกเภา ตำบลบาราคัน บ้านใน บ้านตราด บ้านเขาดิน ตำบลจาบังเอมปัต คือบ้านโคกสยา บ้านทรายขาว บ้านบือใยตำบลวากัฟบารู หรือตำบลศาลาใหม่ คือ บ้านคูลิม บ้านบังกลับ บ้านกุตัง บ้านตลาดคลองน้ำ อำเภอปะแสร์มาส อยู่ใน ๕ ตำบล คือ บ้านบางแซะ บ้านโคกกอ บ้านตะโหน่ง บ้านกะเล่า และมีคนไทยอยู่ที่ตลาดปะแสร์มาสในย่านธุรกิจด้วย และเขตที่ติดกับสุไหงโกลก มีบ้านคง บ้านพร้าว และบ้านม่วง อำเภอตะเนาะแมเราะ อยู่ที่บ้านท่าซ้อง มูริง ปลาซิว เกาะตะเภาตลาดบ้านป้อง อำเภอปะแสร์ปูเต๊ะ อยู่ริมทะเลมีเศรษฐกิจดี มีคนไทยอยู่ที่บ้านเสมอรัก บ้านโตะหมอทอง บ้านบูกิตโยง อำเภอบาเจาะ อยู่ที่บ้านมาลัยปลักนอนบ้านกลาง บ้านยาว บ้านบ่ออิฐ อำเภอโกตาบารูซึ่งเป็นเมืองหลวง อยู่ที่บ้านอาเร อำเภอมาจังอยู่ที่บ้านบางเสียว บ้านบาตูบาลา อาจารย์นิพนธ์ ทิพย์ศรีนิมิต จากมหาวิทยาลัยทักษิณ ผู้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องเกี่ยวอัตลักษณ์ของคนไทยสยามในมาเลเซียกล่าวว่า “คนไทยในรัฐกลันตันแม้จะมีความพยายามธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา แต่โลกในยุคการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นส่วนที่ทำให้อัตลักษณ์บางอย่างสูญสลายและมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งมีการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาใหม่ บนฐานความคิดและความเชื่อที่ว่า คนกลุ่มน้อยต้องยอมรับวัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมอัตลักษณ์ของตนเอง” การคงไว้ซึ่งวัดไทยและภาษาไทย รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาและพิธีกรรมให้แก่บุตรหลาน จึงเป็นแนวทางของการธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม หวงแหนในความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ให้เป็นคนดีมีศีลธรรมและสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้

  • ชุมชนป้อมมหากาฬ : ฟื้นพลังชุมชนจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2553 หากบทความนี้จะมีคุณงามความดีใด ๆ แล้ว ขออุทิศให้แก่ประชาชนไทยทุกคนที่สูญเสีย และเจ็บปวดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ นี้ สะพานผ่านฟ้าลีลาศและย่านชุมชนป้อมมหากาฬ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมจนถึง ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ได้เกิดการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช. ตลอดบริเวณถนนราชดำเนิน รวมทั้งบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนถึงวันที่ ๑๔ เมษายน กลุ่ม นปช. จึงย้ายเวทีจากถนนราชดำเนินไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์จนถึงแยกศาลาแดง ระหว่างการชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินและสะพานผ่านฟ้าลีลาศเกิดความตึงเครียดและเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง มีการควบคุมความปลอดภัย การเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ การลอบยิงวัตถุระเบิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนเสียชีวิตหลายคน พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินมีชุมชนอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายแห่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่เก่าแก่ของกรุงเทพฯ รวมทั้งชุมชนป้อมมหากาฬที่มีมาตั้งแต่แรกสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี ซึ่งอยู่บริเวณหลังเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จึงเป็นที่น่าสนใจว่าชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ความรุนแรงทางการเมืองเช่นนี้ ได้ใช้พลังอันยาวนานของตนที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้จนอยู่รอดอย่างเข้มแข็งมาได้อย่างไร ป้อมมหากาฬเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระนครระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๒๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตั้งอยู่บริเวณแยกคลองรอบกรุงและคลองมหานาค ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินหน้าป้อมให้แก่ขุนนางข้าราชบริพาร ในระยะต่อมาพื้นที่บริเวณนี้จึงพัฒนามาเป็นย่านชุมชนโดยชาวบ้านอยู่อาศัยในบารมีของขุนนางข้าราชการ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนเป็นระบบการเช่าที่ ลักษณะของชุมชนสมัยนั้นจะเป็นชุมชนอิงกำแพงพระนคร มีตรอกซอยเพื่อเชื่อมการติดต่อภายในชุมชน และเนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดตัดคลอง รวมทั้งเป็นชุมทางคมนาคมสำหรับด้านตะวันออกของพระนคร เนื่องจากคลองมหานาคที่อยู่หน้าป้อมมหากาฬนี้เป็นคลองเส้นเดียวกับคลองแสนแสบ ซึ่งต่อเนื่องไปถึงแม่น้ำบางปะกง จึงมีเรือมาจอดมากจนเป็นย่านค้าขายสำคัญแห่งหนึ่ง เช่น มีเรือขายถ่าน เรือขายผลไม้ โดยมีวัดสระเกศ วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดา และป้อมมหากาฬ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามีเจ้าพ่อปู่สถิตอยู่ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนจนถึงทุกวันนี้แวดล้อม ถือเป็นย่านสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมเก่าแก่ของพระนครแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ในย่านชุมชนแห่งนี้ได้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญ ๆ ได้แก่ ลิเกพระยาเพชรฯ เครื่องดนตรีไทยสายวังหลวง (รัชกาลที่ ๔) กรงนก (คนที่มาจากปักษ์ใต้ได้ถ่ายทอดวิชาเอาไว้) เครื่องปั้นดินเผา การนวดคลายจุด การเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ฯลฯ ด้วยความเป็นชุมชนที่อยู่สืบทอดมานาน จึงทำให้รู้จักกันแทบทุกครัวเรือน มีอะไรก็แบ่งกัน มีงานธุระทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจจนสำเร็จลุล่วง แม้ในระยะต่อมาความเป็นย่านชุมชนดั้งเดิมของป้อมมหากาฬจะลดบทบาทลงก็ตาม เนื่องเพราะผู้คนเคลื่อนย้ายออกไป คนใหม่ ๆ เข้ามา โดยในปัจจุบันนี้มีประชากร ๓๑๗ คน ๖๖ ครอบครัว บ้าน ๕๕ หลังคาเรือน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางราชการได้ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินชุมชนริมป้อมมหากาฬเพื่อสร้างสวนสาธารณะ โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถที่จะย้ายออกไปได้ เนื่องจากไม่ได้รับค่าชดเชยที่สามารถไปตั้งหลักฐานในที่อยู่อาศัยใหม่ได้ และด้วยความรู้สึกรักและผูกพันกับชุมชนที่อยู่อาศัยมานาน จึงได้มีการต่อสู้และต่อรองกับทางกรุงเทพมหานครจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อกลุ่ม นปช. ได้ประกาศตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ว่าจะชุมนุมในวันที่ ๑๒ มีนาคม ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่จะป้องกันรักษาตนเอง โดยจัดเตรียมอุปกรณ์สิ่งของที่มีในท้องที่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยวางมาตรการสำคัญได้แก่ ๑) การวางเวรยามจากที่เคยมีเฉพาะกลางคืนให้เป็นเวรยามตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยกลุ่มแม่บ้านจะทำหน้าที่ในตอนกลางวัน ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์จะทำหน้าที่ในตอนกลางคืน รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มวัยรุ่นเฉพาะกิจสำหรับดูแลการดับเพลิงและการอพยพคนชราและเด็กเล็ก ๒) ตั้งแผงสังกะสีล้อมชุมชนเพื่อป้องกันบุคคลภายนอกรุกล้ำ พร้อมกับประกาศห้ามคนภายนอกเข้า ๓) เตรียมอพยพหากเกิดเหตุอันตรายกับชุมชน โดยกำหนดให้อพยพไปที่โรงเรียนสงฆ์ธรรมวิลาส วัดเทพธิดาราม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมชน มีกลุ่มวัยรุ่นเฉพาะกิจทำหน้าที่นี้ เมื่อเกิดการชุมนุมบนถนนราชดำเนินตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ได้มีการจัดตั้งเวทีปราศรัยบนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งจะต้องมีการใช้เครื่องขยายเสียงให้ได้ยินทั่วทั้งถนนราชดำเนิน และมีกลุ่มกำลังรักษาความปลอดภัยหรือ “การ์ด นปช.” ควบคุมความปลอดภัยทั้งในและรอบพื้นที่ ดังนั้นจึงเกิดผลกระทบต่อผู้คนในชุมชนป้อมมหากาฬอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเสียงการปราศรัยสลับกับเสียงดนตรีการแสดงที่ดังกึกก้องตลอดทั้งคืน ได้ทำให้คนในชุมชนไม่สามารถพักผ่อนได้ในเวลากลางคืน ทำให้สุขภาพทางกายของคนในชุมชนหลายคนต้องทรุดโทรมลง โดยเฉพาะคนชราที่สุขภาพไม่ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และด้วยมาตรการการรักษาความปลอดภัยของทางกลุ่ม นปช. ชาวบ้านที่จะเข้าออกบ้านของตัวเองจึงต้องถูกตรวจค้นแทบทุกครั้ง และถูกห้ามไม่ให้เอารถเข้าออกเขตชุมชน ต้องจอดข้างนอก แม้บางรายจะพาคนเฒ่าคนแก่ไปรักษาพยาบาลก็ถูกห้ามไม่ให้เรียกรถไปรับในตำแหน่งที่ใกล้บ้าน ต้องไปเรียกรถที่แยกสำราญราษฎร์ (ประตูผี) เพราะผิดวินัยความปลอดภัย นอกจากนี้หน่วยงานและห้างร้านในพื้นที่รอบข้างชุมชนต่างพากันปิดทำการระยะหนึ่ง ชุมชนจึงขาดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาในชุมชน เช่น กรงนก เครื่องปั้นดินเผา กระเพาะปลา ฯลฯ แทบจะไม่สามารถทำงานใด ๆ เพื่อเลี้ยงปากท้องอย่างจริงจังได้ อย่างไรก็ตามในระหว่างการชุมนุม ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬได้เจรจากับตัวแทนกลุ่ม นปช. ว่าชุมชนนี้เป็นกลุ่มชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตโดยตลอด ไม่ได้เป็นกองกำลังที่จะทำร้ายใคร จึงขอให้ทางกลุ่ม นปช. อย่าได้ระแวงสงสัยและทำอันตรายอย่างใดแก่ชุมชน ซึ่งทางกลุ่ม นปช. ก็ตกลงด้วยดี จากสภาวะอัมพาตของชุมชนที่เกิดขึ้นนี้ “...เหมือนกับชีวิตตัวตนของพวกเราได้ขาดหายไป เพราะไม่สามารถดำเนินวิถีชีวิตตามปกติได้...” และในเวลาต่อมาเมื่อหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่ได้เข้ามาตรวจสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่ ปรากฏว่าทุกคนมีโรคเครียดจากสภาวะที่ตนเองประสบมาเป็นระยะเวลา ๑ เดือนเศษ ส่วนใหญ่ต้องได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์จึงจะคลายจากอาการดังกล่าว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ เมษายน เมื่อมีสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้ดำเนินการระวังป้องกันชุมชน โดยส่งชาวบ้านเข้าร่วมชุมนุมเพื่อดูท่าทีและรายงานสถานการณ์ให้ชุมชนทราบตลอดเวลา คนส่วนที่เหลือเตรียมถังดับเพลิงรวมไว้ในจุดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเด็กวัยเรียนชั้นประถมช่วยกันเตรียมถังน้ำไว้สำหรับล้างแก๊สน้ำตา โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสั่งให้ทำ เมื่อเกิดการสลายชุมนุมในวันนั้น ปรากฏว่ามีแก๊สน้ำตาตกลงมาในพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านจึงรีบเอาถังน้ำครอบไว้ก่อนที่จะระเบิดออกมา จากพลังความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนป้อมมหากาฬในการฝ่าฟันช่วงวิกฤติของชุมชนครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความผูกพันอันแน่นแฟ้นของชุมชนที่ยังทรงพลังอยู่ คุณธวัชชัย ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนได้กล่าวว่า ที่ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีความผูกพันจนก่อเกิดเป็นพลังชุมชนเช่นนี้ได้ เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นจากความผูกพันฉันเครือญาติที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน รวมทั้งความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน เนื่องมาจากทุกคนได้เคยช่วยเหลือทำงานทำบุญร่วมกันมาแต่อดีต ผู้นำชุมชนป้อมมหากาฬได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า พลังชุมชนที่ร่วมกันปกป้องดูแลและต่อสู้อย่างอดทนต่อความเครียดและความหวาดกลัวต่างๆ นับแรมเดือน ซึ่งเกิดขึ้นจากการชุมนุมของ นปช. ในครั้งนี้ จะเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งที่จะใช้ต่อสู้กับการขับไล่เพื่อเอาพื้นที่ของชุมชนทำสวนสาธารณะโดย กทม. ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ขอบคุณ คุณธวัชชัย วรมหาคุณ ผู้นำชุมชนป้อมมหากาฬ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ประวัติศาสตร์กับตำนาน

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2550 การลงพื้นที่ และพูดคุยกับชาวบ้าน เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และตำนานของผู้คนในท้องถิ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดการเรื่องการเขียนประวัติศาสตร์ไทยใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนที่มีความหลากหลายทางชนชาติและชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมประเทศเดียวกันในนามของ คนไทย ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความวิตกว่า จะกำหนดให้หน่วยงานไหนของกระทรวง ทบวง กรมใดเป็นผู้จัดการ ถ้าหากว่าเป็นการจัดการโดยกรรมการชุดเดิมหรือเกิดชุดใหม่ขึ้นตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็คงหนีไม่พ้นการชำระประวัติศาสตร์ตามแบบเดิม ๆในรูปของประวัติศาสตร์แห่งชาติอยู่ดี ซึ่งมีลักษณะและวัตถุประสงค์ให้คนเชื่อว่าถูกต้องและยุติ เพราะการเขียนประวัติศาสตร์แบบนี้จะไม่ต่างอะไรกันกับการเขียน ตำนาน นั่นเอง ก่อนการนำเอาความคิดในเรื่องประวัติศาสตร์มาเรียนและมาเขียนกัน ความรู้เรื่องในอดีตของประเทศไทยหรือ ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดียวกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของการสร้างตำนานอันเป็นเรื่องราวความเป็นมาของกลุ่มชน ดินแดน ศาสนา ระบบความเชื่อ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดสำนึกร่วมของความเป็นกลุ่มเดียวกันในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งระดับบ้านและเมือง ต่อมาครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการสร้างตำนานขึ้นอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า พงศาวดาร (พงศ์ + อวตาร) อันเป็นตำนานที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์ของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองราชอาณาจักร ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นสมัยที่มีแนวคิดและวิธีการในการเขียนเรื่องราวของอดีตที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ แพร่หลายเข้ามา ก็เกิดบรรดาผู้รู้นักปราชญ์ทางด้านประวัติศาสตร์ขึ้น โดยมีพวกฝรั่งเป็นต้นแบบ ผู้รู้ในเรื่องนี้ของไทยคือบุคคลชั้นสูงพวกเจ้านายและขุนนาง แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์เองก็ทรงมีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย เจ้านายที่สำคัญก็คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ไว้อย่างมาก รวมทั้งสิ่งที่ประมวลกันเข้าแล้วก็เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติเป็นยุคแรก เรื่องราวที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ในยุคแรก ๆ นี้ แท้จริงแล้วก็คือการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความเชื่อตามนโยบายและความต้องการของผู้มีอำนาจและชนชั้นปกครอง ฝรั่งนักล่าอาณานิคมทุกชาติล้วนใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแย่งชิงครอบครองดินแดนและแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมือง ฝรั่งนักล่าอาณานิคมที่มีบทบาทมากกับการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศใกล้เคียงและประเทศไทยก็คือ ฝรั่งเศส วิธีการสร้างประวัติศาสตร์ของคนเหล่านี้ก็คือ พยายามทำลายเรื่องราวของตำนานว่าเป็นเรื่องไม่มีข้อเท็จจริงและความจริงเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องกุและสร้างขึ้นล้วนเหลวไหล โดยหันมาใช้วิธีการทางโบราณคดีอันเป็นเรื่องของการสำรวจและขุดแหล่งโบราณสถานวัตถุ ที่คนในอดีตสร้างไว้มาให้ความหมายและตีความในเรื่องอายุความเก่าแก่และความเป็นมาของบ้านเมือง และผู้คนที่ดูใกล้ความเป็นจริงมากกว่าข้อมูลและเรื่องราวในตำนาน แต่การมองอดีตที่เป็นประโยชน์กับฝรั่งนักล่าอาณานิคมก็คือ การให้ความหมายการเมืองและการปกครองของบ้านเมืองไปเป็นเรื่องของรัฐรวมศูนย์และอาณาจักรที่เน้นความยิ่งใหญ่ทั้งหมดอยู่ที่พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ฝรั่งเศสสร้างประเทศกัมพูชาและคนเขมรให้เป็นศูนย์กลางความเจริญของอาณาจักรที่มีอำนาจปกครองบ้านเมืองและดินแดนไทย ลาว เขมร เวียดนาม เรื่อยไปจนพม่า เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการคุกคามสิทธิเหนือดินแดนของบ้านเมืองและผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร โดยเฉพาะในดินแดนประเทศไทยนั้นก็ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์ไทยและชนชั้นนำของบ้านเมืองแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ลงมา เชื่อและเข้าใจว่าก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดินแดนประเทศไทยและผู้คนอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของขอมหรือเขมรจากกัมพูชา ประโยชน์ของการสร้างประวัติศาสตร์แบบนี้ก็เพื่อที่จะเปิดหนทางให้ฝรั่งเศสซึ่งในตอนนั้นได้เขมรหรือกัมพูชาเป็นอาณานิคม สามารถอ้างความชอบธรรมของการเป็นนายเหนือหัวของฝรั่งเศสที่มีต่อเขมรมายังดินแดนประเทศไทยได้ โครงสร้างทางสังคมที่ผสมผสานระหว่างความสัมพันธ์ทางกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา (ภาพจากหนังสือ เล่าขานตำนานใต้ โดยศรีศักร วัลลิโภดม, พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม, อับดุลเลาะห์ ลออแมน, อุดม ปัตนวงศ์ และคณะ) ประวัติศาสตร์บ้านเมืองยุคอาณานิคมที่ฝรั่งสร้างขึ้นจึงกลายเป็นตำนานชนิดใหม่ รูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างให้นักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ไทย และชนชั้นปกครองทั้งหลายเชื่อได้อย่างสนิทใจ และมักจะยึดแนวทางแนวคิดและวิธีการของพวกฝรั่งเศสมาให้คนไทยรุ่นใหม่หัวนอกได้เรียนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กระแสชาตินิยมเพื่อต่อต้านอาณานิคมแข็งแรงขึ้น ทำให้เกิดการสร้างตำนานชาติไทยขึ้นมาโต้ตอบ เพื่อจะอธิบายว่าไทยเป็นชนชาติใหญ่โตในอดีตที่เคยมีอาณาจักรและความรุ่งโรจน์มาแล้ว โดยเฉพาะอาณาจักรน่านเจ้า ต่อมาจีนฮั่นรุกรานจนต้องถอยร่นมาอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งเคยตกอยู่ใต้การปกครองของขอม กัมพูชา จึงเท่ากับยอมรับความเป็นใหญ่ของอำนาจศูนย์กลางจากเมืองพระนครที่บรมครูฝรั่งเศสเขียนขึ้น แต่คนไทยก็สามารถยื้อแย่งดินแดนมาจากขอมได้ ด้วยการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี อันเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทยในดินแดนสุวรรณภูมิ ประวัติศาสตร์รัฐหรือชาติสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามนี้ ให้ความสนใจถึงความเป็นชนชาติไทยที่สืบสานกันมาแต่ดึกดำบรรพ์อย่างไม่ขาดสาย จึงเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมโดยเฉพาะ และยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อดินแดนสยามประเทศที่เคยมีมาแต่โบราณให้เป็นประเทศไทย และคนสยามเป็นคนไทย ซึ่งก็ขัดแย้งจากความเป็นจริงทางชาติพันธุ์ที่ดินแดนนี้เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานของคนหลายเผ่าพันธุ์มาแทบทุกยุคทุกสมัย ประวัติศาสตร์รัฐที่เป็นเชื้อชาตินิยมนี้ก็คือตำนานนั่นเอง เพราะทั้งพยายามและยัดเยียดให้คนเชื่อ ดังเห็นได้ชัดในการกำหนดให้อยู่ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมจนจบชั้นอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมการใด ๆ จากหน่วยงานใด ๆ ของรัฐให้มารับผิดชอบ จึงยังคงยืนกรานในการชำระประวัติศาสตร์ในลักษณะที่เป็นตำนานอยู่นั่นเอง การเขียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการมาจากปราชญ์ของกรีกและโรมันนั้นเป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากเรื่องตำนานโดยสิ้นเชิง คือเป็นเรื่องเพื่อหาข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อให้คนตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าการผิดเพี้ยนให้คนเชื่อ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในยุคใดยุคหนึ่งซึ่งเป็นเส้นเวลาที่สิ้นสุดลงแล้ว [Change over time] ที่คนในสมัยก่อนไม่มีทางเข้าถึงและเข้าใจทั้งหมดได้ ทำได้เพียงแต่จำลองเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงมาอธิบายเป็นสำคัญ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการเข้าถึงเหตุการณ์และเวลาที่เป็นจริง แต่กำหนดไม่ได้ เน้นเวลาที่เป็นจริง รวมทั้งเหตุการณ์ล้วนเป็นเรื่องสมมุติ ตำนานเป็นเรื่องของโลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิดและการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งให้พื้นที่หนึ่งหรือท้องถิ่นในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเรื่องที่คนภายในสร้างขึ้นเพื่ออธิบายการอยู่รวมกันของคนที่เป็นพวกเดียวกัน ตำนานมีความสำคัญไปอีกอย่างหนึ่ง คือทำให้เข้าถึงและรู้จักคนในท้องถิ่น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงภายในตามเวลาที่ผ่านไป [Change through time] ดังนั้นตำนานจึงเป็นเรื่องราวในอดีตที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสมมุติที่คนสร้างขึ้นให้คนเชื่อและยึดมั่น ความเป็นคนกลุ่มเดียวกันในท้องถิ่นเดียวกันที่อยู่สืบทอดมาจนปัจจุบัน นับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมที่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต [Living history] แต่การใช้ตำนานในหมู่นักวิชาการและคนไทยที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนี้ ยังมีความสับสนในบรรดาคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าโดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์ไทยสกุลดำรงราชานุภาพ ไม่แลเห็นความสำคัญของตำนาน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มีความจริงนิดหน่อยยากแก่การนำมาวิจารณ์และอธิบาย ส่วนนักวิชาการรุ่นใหม่เปลี่ยนความหมายของตำนานเป็นมายาคติ ถือเป็นเรื่องไม่จริงที่กุขึ้นหรือคิดขึ้นเท่านั้นเอง การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของพ่อข้าพเจ้า คือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม และข้าพเจ้าให้ความสำคัญของตำนานมาตลอด เพราะเห็นว่าตำนานไม่เป็นเรื่องไร้สาระที่หยุดนิ่งดังเช่นที่มีการรวบรวมและตีพิมพ์ไว้เป็นหลักฐาน ทำให้ตำนานที่ตีพิมพ์แต่ละเรื่องเป็นเรื่องพ้นสมัยและลอยจากกลุ่มชนพื้นที่ของท้องถิ่นและช่วงเวลา อีกทั้งทำให้มีผู้นำไปใช้แต่งเป็นนิทาน นิยายไปก็มาก ข้าพเจ้าอ่านตำนานอยู่กับบ้านในระยะแรกยากที่จะเข้าใจ แต่พอออกไปยังท้องถิ่นและสถานที่ต่าง ๆ จึงเข้าใจ เพราะเรื่องราวของตำนานคือเรื่องของคนกับพื้นที่ เป็นความทรงจำร่วมกันถ่ายทอดเล่าขานจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่หยุดนิ่งและตายตัว เพราะจะมีการปรุงแต่งแก้ไขเพิ่มเติมให้เข้ากับเวลา สถานที่ และกลุ่มชนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการไปค้นหาว่าตำนานสมัยไหนเป็นของแท้จึงเป็นเรื่องไร้สาระ ตำนานเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา [Change through time] ที่เป็นสาระอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมในท้องถิ่นที่เป็นประวัติศาสตร์มีชีวิต [Living history] การศึกษาตำนานในบริบทของความทรงจำที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งถึงรุ่นหนึ่งของกลุ่มคนในท้องถิ่น จะสะท้อนให้แลเห็นการร่วมกันในความเป็นคนหรือมนุษย์ในชุมชนสองระดับคือ บ้านและเมือง บ้าน คือชุมชนทางชาติพันธุ์ที่ลงลึกไปยังความเป็นชาติพันธุ์ในระดับครอบครัวและตระกูลที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันอย่างเห็นหน้าค่าตา [Face to face relation] ส่วน เมือง คือชุมชนที่แสดงความสัมพันธ์ของผู้คนในหลาย ๆ บ้านขึ้นเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน เป็นชุมชนจินตนาการที่บูรณาการให้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์เกิดสำนึกร่วมในการเป็นพวกเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ขนบจารีตประเพณี และวัฒนธรรมร่วมท้องถิ่นหรือพื้นที่เดียวกัน ท้องถิ่น คือมาตุภูมิที่คนหลายชาติพันธุ์มาอยู่รวมกันในลักษณะที่เล่าขานผสมผสานกัน สร้างภาษาถิ่นและสำเนียงถิ่นขึ้นแตกต่างไปจากถิ่นอื่น ๆ ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือประวัติศาสตร์สังคมหรือประวัติศาสตร์ภาคประชาสังคมที่แทบไม่ได้มีการเขียนขึ้นในบ้านเมืองมาก่อน จึงทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นประวัติศาสตร์ภาครัฐ หรือประวัติศาสตร์แห่งชาติที่แลเห็นผู้คนทั้งหมดในบ้านเมืองเป็นพวกเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน และทำอะไรต้องเหมือนกัน จนกลายเป็นตำนานอย่างตำนานที่ต้องการให้คน “เชื่อ” มากกว่า “คิด” และ “ ถาม” ซึ่งในที่สุดประวัติศาสตร์ชาติแบบนี้ก็คือเครื่องมือในการโฆษณาและมอมเมาผู้คนตามความคิดและนโยบายที่มีอำนาจของบ้านเมือง รวมทั้งนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบและความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่แลเห็นในขณะนี้ในสามจังหวัดภาคใต้ ดังนั้นถ้าหากจะมีการเขียนหรือสร้างประวัติศาสตร์ชาติขึ้นมาใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า ความเป็นชาติของคนไทยนั้นหาได้หมายถึงเชื้อชาติเดียวกัน แต่ ชาติ หมายถึงการเกิดในพื้นแผ่นดินเดียวกัน คือ ชาติภูมิ เป็นชุมชนจินตนาการที่มีการบูรณาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้ผู้คนที่หลากหลายในระดับมาตุภูมิหรือท้องถิ่นเกิดสำนึกร่วมในความเป็นพวกเดียวกันในนามของ คนไทย ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติมากกว่าความเป็นจริงทางชาติพันธุ์ อีกทั้งการอยู่ร่วมกันของความเป็นชาตินั้นต้องยอมรับความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจากคนระดับต่าง ๆ ในท้องถิ่น แต่ต้องทำให้แลเห็นว่าท่ามกลางความขัดแย้งทั้งหลายนั้น แต่ละกลุ่มเหล่าต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันจึงจะอยู่ร่วมกันเป็นชาติได้ ประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงต้องมีทั้งประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของส่วนรวมของประเทศ และประวัติศาสตร์สังคมในระดับท้องถิ่น สุดท้ายความสำคัญของประวัติศาสตร์จะต้องให้เป็นเรื่องที่ไม่หาข้อยุติในลักษณะที่ต้องเชื่อ แต่ต้องเป็นเรื่องให้คนคิดและตั้งคำถาม อันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสติปัญญาแก่ผู้คนเป็นสำคัญ ศรีศักร วัลลิโภดม

  • เรือเครื่องเทศ หัวใจแก่งการค้าบนสายน้ำในอดีต

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2559 คุณสุรีย์ เรสลี ชาวชุมชนมัสยิดฮารูณ ผู้มีเชื้อสายชาวมุสลิมบ้านหัวแหลม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นคนในตระกูลค้าเรือเครื่องเทศรุนสุดท้าย บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ในย่านสำเพ็ง ราชวงศ์ และทรงวาด เรื่อยไปจนถึงย่านตลาดน้อย ถือว่าเป็นย่าน การค้าของชาวจีนที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่มากที่สุดแห่งหน่ึงของ กรุงเทพฯ แต่นอกเหนือจากกลุ่มชาวจีนที่มีบทบาทต่อพัฒนาการ ทางเศรษฐกิจและสังคมของย่านน้ีแล้ว พบว่ากลุ่มคนมุสลิมได้เข้ามา มีบทบาททางการค้าร่วมกับชาวจีนในบริเวณน้ีมาอย่างยาวนาน สืบมาถึงปัจจุบัน ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นอกจากการค้าขายทางเรือสำเภา กับกลุ่มพ่อค้าชาวจีนแล้ว กลุ่มพ่อค้ามุสลิมมีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการติดต่อซื้อขายกับทางตะวันตกผ่านเมืองแถบมลายู โดยมี กรมท่าขวา นำโดย พระยาจุฬาราชมนตรี ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับพ่อค้ามุสลิมที่จะเข้ามาค้าขายกับสยามนอกจากนี้ขุนนางในกรมท่าขวายังทำหน้าที่คำนวณและบันทึกรายการเก็บภาษีค่าธรรมเนียมจากสินค้าประเภทต่าง ๆ ด้วย สินค้าที่สยามส่งไปยังเมืองท่ามลายูในเวลาน้ัน ได้แก่ ข้าว น้ำตาล เกลือ น้ำมันมะพร้าว ดีบุก ครั่ง งาช้าง ไม้กฤษณา เป็นต้น ขณะที่สินค้าที่สยามรับมาจากทางมลายูส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากอินเดียและประเทศทางตะวันตก เช่น เครื่องแก้ว เครื่องเทศ หวาย ผ้าจากอังกฤษและอินเดีย โดยเฉพาะสินค้าประเภทผ้าจากอินเดียนั้นถือว่าเป็นที่ต้องการของสยามเป็นอย่างมาก ทั้งผ้าแพรพรรณชั้นดี และผ้าฝ้ายราคาถูกโดยมี กรมพระคลังวิเศษมีหน้าที่ติดต่อซื้อขายผ้ากับประเทศอินเดีย เวลาต่อมาเมื่อมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ สยามเปิดเสรีการค้ากับประเทศตะวันตก ในช่วงเวลานี้นอกจากเป็นยุคเฟื่องฟูของการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวและน้ำตาล ยังถือว่าเป็นยุคที่กิจการนำเข้าส่งออกสินค้าระหว่างประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมากโดยที่บริษัทของเอกชนเริ่มเข้ามามีบทบาทซึ่งกิจการนำเข้าส่งออกสินค้าส่วนหนึ่งอยู่ในมือของกลุ่มพ่อค้ามุสลิม เช่นกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียจากแคว้นสุรัต ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและบริษัทอยู่ใกล้สุเหร่าตึกแดงหรือมัสยิดกุวติลอิสลาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านคลองสาน มีตระกูลสำคัญ เช่น นานา วงศ์อารยะ ฯลฯ เครื่องแก้วโบฮีเมีย สาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน เป็นที่มาของชื่อเรือ "เครื่องเทศ" เพราะเป็นสิ่งของนำเข้าจากต่างประเทศนั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมย่างมากในยุคสมัยที่การค้าเรือเครื่องเทศกำลังรุ่งเรือง กลุ่มมุสลิมมุอ์มิน คาวูดีโบห์รา เป็นพ่อค้าชาวอินเดียจากแคว้นกุจราต เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่มัสยิดเซฟีหรือมัสยิดตึกขาว ในย่านคลองสาน ทำการค้าขายสินค้าประเภทผ้าแพร ดิ้นเงินดิ้นทอง เพชร พลอย เครื่องเทศ เครื่องหอม เมื่อข้ามฝั่งคลองสานมายังบริเวณท่าราชวงศ์ ทรงวาด และย่านสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านการค้าของชาวจีน พบว่ามีห้างร้านของมุสลิมชาวอินเดียเปิดอยู่ด้วยเช่นกัน ทั้งที่เป็นการขยายกิจการของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมจากฝั่งคลองสานและที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา โดยกิจการของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่แทรกตัวอยู่ในย่านการค้าของชาวจีน ส่วนใหญ่เป็นร้านนำเข้าผ้าจากต่างประเทศและร้านค้าขายเพรชพลอย ในซอยวานิช ๑ หรือตรอกสำเพ็ง บริเวณทางด้านย่านวัดเกาะหรือวัดสัมพันธวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นที่ตั้งร้านค้าของแขกมลายู น่าจะรวมถึงพ่อค้ามุสลิมจากอินเดียด้วย โดยมากเป็นร้านขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เครื่องแก้ว เครื่องเงิน เครื่องทอง ดังที่ปรากฏในตอนหนึ่งของ นิราศจันทบุรี-กรุงเทพฯ แต่งโดยหลวงบุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ นอกจากนี้ในซอยวาณิช ๑ ทางด้านย่านวัดเกาะ ยังมีกิจการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือร้านค้าเพชรพลอย ส่วนใหญ่มีเจ้าของเป็นชาวมุสลิมจากอินเดียใต้ในหนังสือ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ ของ กาญจนาคพันธุ์ (ขุนวิจิตรมาตรา) ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มพ่อค้าแขกที่ขายเพชรพลอยในย่านสำเพ็งว่า "ทางสุดปลายถนนสามเพ็ง จวนออกวัดกะละหว่า (โบสถ์กาลหว่าร์-ผู้เขียน) หรือห้างเคี่ยมฮั่วเฮงซึ่งข้าพเจ้าเคยไปได้เห็นแขกพวหนึ่งจะเป็นพวกอะไรไม่ทราบ ตั้งร้านขายเพรชพลอย มีร้านใหญ่เรียกว่า "แขกด่าง" เป็นแขกและมีด่างจริง ๆ ตามร่างกายทั้งตัวและหน้าตา... ขายเพชรพลอยแท้และเพชรพลอยเทียมสำหรับไปแต่งหรือประดับเครื่องละครและยี่เก ร้านแขกแถวนั้นยังมีอีกสองสามร้าน... เข้าของร้านเห็นนุ่งโสร่ง ไม่ได้แต่งอย่างแขกเปอร์เซียหรือฮินดู หรือปาทาน" ปัจจุบันยังคงมีร้านขายพลอยและพวกหินสีแบบต่าง ๆ เปิดอยู่หลายร้าน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มชาวมุสลิมที่พื้นเพมาจากอินเดียใต้ทั้งนั้น แต่ร้านเก่าแก่ที่ยังดำเนินกิจการอยู่มีเพียงไม่กี่ร้านเช่น ร้าน อี.เอ็ม. อาลี เปิดดำเนินกิจการมากกว่า ๑๐๐ ปี คุณระห์มาน อีเอ็ม ผู้สืบทอดกิจการร้านต่อจากคุณพ่อเล่าถึงความเป็นมาของร้านว่า "สมัยก่อนคุณอาของคุณพ่อเข้ามาเปิดร้านอยู่ก่อน แล้วจึงให้คุณพ่อมาจากอินเดียเพื่อมาช่วยงาน แต่เกิดเหตุอย่างไรไม่รู้ ทางคุณอามีเหตุจำเป็นที่ต้องกลับไปยังอินเดีย จึงปล่อยกิจการให้ทางคุณพ่อทำเรื่อยมา... ท่านเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการนำพลอยใส่กระเป๋า แล้วเดินทางไปขายยังจังหวัดต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา เมื่อมีทุนมากขึ้น จึงกลับมาเปิดร้านพลอยทีนี่อีกครั้ง" "ส่วนใหญ่พวกพ่อค้าพลอยที่นี่เป็นมุสลิมมาจากอินเดียใต้เกือบทั้งนั้น มีจากอาหรับเพียงร้านเดียว แล้วมีคนจีนกับพวกแขกกลุ่มโบห์ราอยู่ร้านสองร้าน พลอยที่ขายสมัยก่อนเป็นพลอยพลอยแท้มาจากจันทบุรี พม่า ซึ่งเป็นทับทิม ส่วนเขมรเป็นพลอยไพลินส่วนใหญ่มีที่นำเข้ามาจากยุโรปบ้าง แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ขายเป็นพวกพลอยรัสเซียร้านไม่ได้ทำเครื่องประดับขาย แต่ขายพลอยก้อนหรือพลอยเม็ดช่างที่ทำเครื่องประดับในสมัยก่อนนั้น ส่วนมากเป็นชาวจีนไหหลำที่มักหาซื้อพลอยจากร้านต่าง ๆ ในย่านนี้" ในย่านวัดเกาะยังเป็นแหล่งขายผ้าของพ่อค้าชาวอินเดียอีกด้วย ผ้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ถ้าใครที่จะเดินทางไปต่างประเทศจะต้องมาซื้อผ้าที่นี่เพื่อไปตัดเป็นชุดกันหนาวกันทั้งนั้น เพราะมีพวกผ้าขนสัตว์ ผ้าสักลาด ที่ให้ความอบอุ่น แต่ปัจจุบันที่ซอยวานิช ๑ ร้านขายผ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว คงมีแต่ร้านขายพลอย เครื่องประดับ และร้านขายเชือก อวน แหซึ่งเป็นกิจการที่ขยายตัวเข้ามาภายหลัง ส่วนทางด้านการประกอบศาสนกิจประจำวันของชาวมุสลิมในย่านนี้ ในอดีตบางแห่งมีการทำบาแลขนาดเล็กไว้ใช้ประกอบพิธีร่วมกัน เช่น ภายในซอยวาณิช ๑ เคยมีบาแลตั้งอยู่บนชั้น ๒ ของอาคารตึกแถวที่ด้านล่างเป็ดเป็นร้านค้าขาย แต่ต่อมาเมื่อบาแลดังกล่าวไม่มีแล้ว ชาวมุสลิมในย่านนี้จะไปรวมตัวอยู่ที่ "สุเหร่าใหญ่" ซึ่งหมายถึง มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก หรือ สุเหร่าวัดเกาะ ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านการค้าของชาวจีนบนถนนทรงวาด สร้างขึ้นบนที่ดินของหลวงโกชาอิศหาก (เกิด บินอับดุลลาห์) ต้นตระกูลสมันตรัฐ ล่ามแขกมลายูแห่งกรมท่าขวาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อให้กลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมที่อาศัยเปิดกิจการและเดินทางมาติดต่อธุรกิจการค้าต่าง ๆ ในย่านนี้ได้ใช้ในการประกอบศาสนกิจร่วมกันส่วนพื้นที่ทางด้านหลังมัสยิดถูกแบ่งไว้เป็นกุโบร์ (หลุมฝังศพ) ร่างของหลวงโกชาอิศหาก และบรรพบุรุษของคนในตระกูลสมันตรัฐล้วนฝังอยู่ในกุโบร์แห่งนี้รวมไปถึงขุนนางมุสลิมจากหัวเมืองทางใต้และกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมในย่านนี้ ซึ่งมีทั้งอินเดียและจีนฮ่อที่เคยเข้ามาค้าขายในย่านนี้ด้วย ปัจจุบันมัสยิดหลวงโกชาอิศหากอยู่ในความดูแลของตระกูลมันตรัฐ ซึ่งยังเปิดให้มุสลิมโดยทั่วไปเข้ามาใช้ประกอบศาสนกิจได้ นอกจากบริเวณย่านวัดเกาะที่ซอยวานิช ๑ แล้วทางด้านถนนราชวงศ์และถนนอนุวงศ์ ในอดีตก็เป็นที่ตั้งบริษัทห้าร้านของกลุ่มพ่อค้าชาวมุสลิมเช่นเดียวกัน เช่น ที่ถนนอนุวงศ์ เดิมเคยเป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงาน ห้าง เอ. ที. อี. มัสกาตี [A.T.E. Maskati] ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าลายที่มีชื่อเสียงอย่างมากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันอาคารของห้างมัสกาตีถูกรื้อไปหมดแล้ว แต่ที่บริเวณหัวมุมถนนทรงวาดมีตึกโบราณที่เรียกกันว่า "ตึกแขก" มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับอาคารมัสกาตี คือมีการประดับลวดลายฉลุไม้แบบเรือนขนมปังขิง ซุ้่มหน้าต่างเป็นทำเป็นทรงโค้งแหลม [Pointed Arch] แบบสถาปัตยกรรมโกธิค เป็นไปได้ว่าในอดีตอาจจะเป็นห้างร้านของกลุ่มพ่อค้ามุสลิมเช่นเดียวกัน นอกจากนี้บริเวณถนนอนุวงศ์ในปัจจุบันยังมีตึกแถวเก่าแก่ของตระกูลนานาที่เคยเปิดทำเป็นธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าหลงเหลืออยู่อีกด้วย ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์ อ้างอิง กาญจนาคพันธุ์. นามแฝง. กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้. กรุงเทพฯ : สารคดี, ๒๕๔๕. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. ขุนนางกรมท่าขวา การศึกษาบทบาทและหน้าที่ในสมัย อยธุยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๔๓๕. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร่ ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๖. บุรุษประชาภิรมย์ (กี้ บุณยัษฐิติ). หลวง. นิราศจันทบุรี-กรุงเทพฯ. พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกเนื่องในงานทอดพระป่าเจ็ดวัดที่จังหวัดจันทบุรี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๐๕. ขอบคุณ คุณระห์มาน อีเอ็ม เจ้าของร้าน อี. เอ็ม. อาลี อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • จากบุญสงกรานต์สู่เวทีประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2559 วันขึ้นปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน เป็นเวลาที่ทุกคนได้มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์และสนุกสนานร่วมกันในงานบุญประเพณีสงกรานต์ เพราะนอกจากจะได้ร่วมทำบุญใส่บาตร รดน้ำดำหัวผู้อาวุโสแล้ว ยังเป็นเวลาที่หนุ่มสาวแต่ละบ้านจะได้มีโอกาสมาเจอะเจอเพื่อร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ ก่อพระเจดีย์ทราย และชมมหรสพต่าง ๆ เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคมที่อาศัยช่วงเทศกาลนี้ทำความรู้จัก สร้างความใกล้ชิดและความสามัคคีให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น ทุกวันนี้แม้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะยังพบเห็นการเล่นน้ำสงกรานต์ตามท้องถนนและย่านชุมชนต่าง ๆ แต่กิจกรรมงานบุญตามวัดก็ลดน้อยลงไปมาก ต่างจากในอดีตที่แทบทุกย่านจะมีการจัดประเพณีสงกรานต์ รวมทั้งภาครัฐเองก็เป็นเจ้าภาพจัดพิธีทำบุญใส่บาตรที่ท้องสนามหลวงทุกปี  แต่พื้นที่บริเวณ “วิสุทธิกษัตริย์” เป็นย่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงให้ความสำคัญต่อบุญประเพณีสงกรานต์ มีการจัดงานเกือบทุกปี เป็นเวลายาวนานกว่า ๗๐ ปีมาแล้ว ผู้ชนะการประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ในอดีตจะได้รับขันน้ำพานรองเป็นรางวัล แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นถ้วยเบญจรงค์แทน เพราะการผลิตขันน้ำพานรองที่เป็นงานฝีมือของย่านพานถมได้สูญหายไปแล้ว   บุญสงกรานต์ย่านวิสุทธิกษัตริย์  วิสุทธิกษัตริย์เป็นหย่อมย่านที่ตั้งอยู่ระหว่างคลองบางลำพูกับคลองผดุงกรุงเกษม ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๑ บริเวณนี้ยัง เป็นเรือกสวนที่มีชุมชนต่างๆ ตั้งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ เช่น บ้านพานถม บ้านช่างหล่อ บางขุนพรหม ฯลฯ โดยมี ถนนสามเสนพาดผ่านทางทิศตะวันตกขนานกับลำน้ำเจ้าพระยา มีถนนวิสุทธิกษัตริย์ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕  ตัดตรงจากแม่น้ำมาบรรจบกับถนนสามเสน เกิดเป็นแยกบางขุนพรหมซึ่งขณะนั้นยังคงเป็นวงเวียนสามเสน  กระทั่งในปี  พ.ศ. ๒๔๗๑ มีการตัดถนนวิสุทธิกษัตริย์เพิ่มเติม  เชื่อมจากวงเวียนสามเสนไปทางตะวันออกจรดกับ ถนนราชดำเนินนอก การตัดถนนสายดังกล่าวนอกจากจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่สวนผลไม้และย่านชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ด้านในให้เจริญขึ้น เกิดร้านค้าและบ้านเรือนขึ้นสองฝั่งถนน รวมถึงนำพาผู้คนในแต่ละย่านให้มาพบปะสังสรรค์กันง่ายยิ่งขึ้น  จุดเริ่มต้นของการจัดประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อคุณสุวมิตร หรือแฉล้ม  คงนิยม ซึ่งขณะนั้นเปิดร้านขายของจิปาถะชื่อ “ปรสุราม” บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ได้ชักชวนเพื่อนบ้านให้ร่วมจัดทำบุญเลี้ยงพระในวันตรุษสงกรานต์ โดยจัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ และได้รับความร่วมมือจากทุกครัวเรือนเป็น อย่างดี ต่างพากันมาช่วยตระเตรียมข้าวของและสถานที่ งานบุญครั้งนี้สามารถนิมนต์พระจากวัดในละแวกใกล้เคียงได้ถึง ๒๐๐ รูป วันงานมีพิธีใส่บาตร เลี้ยงพระ และการละเล่นพื้นบ้าน เช่น เสือซ่อนเล็บ เข้าผีแม่ศรี ผีสาก ฯลฯ สร้างความสุขและความสนุกสนานให้กับผู้คนในย่านเป็นอย่างมาก หลังเสร็จสิ้นงาน คุณสุวมิตร คงนิยม คุณฉัตร เศวตดิษ และคุณแส ศรีกุลดิศ ซึ่งเป็นแม่งานในการจัดงานครั้งนี้ได้ปรึกษาและตกลงที่จะจัดงานบุญสงกรานต์ต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสในชุมชนขณะนั้น คือ ท่านเจ้าคุณวิเศษธรรมธาดา อดีตอธิบดีศาลฎีกา และหลวงอนุการรัชฏ์พัฒน์ (อู๋ รัชตะศิลปิน) การจัดงานทำบุญวันขึ้นปีใหม่ไทยของชาววิสุทธิกษัตริย์จึงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้  นางงามตักบาตรสงกรานต์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งเป็นปีที่มีการจัดงานใหญ่โตมากขึ้น มีการนิมนต์พระภิกษุมารับบาตรเช้าถึง ๒,๐๐๐ รูป จัดเลี้ยงพระและตั้งศาลาโรงทานเรียงรายตลอดสองฝั่งถนนวิสุทธิกษัตริย์ พร้อมกับเป็นปีแรกที่มีการประกวดประขันนางงามตักบาตรสงกรานต์ขึ้น ด้วยวิธีการทอดบัตรกับหญิงสาวที่มาร่วมในงานบุญ คือ เป็นการเลือกสรรหญิงสาวผู้มีกิริยามารยาทงดงามที่เข้ามาร่วมงาน ด้วยการที่คณะกรรมการจะนำบัตรไปติดให้กับหญิงสาวที่ตรงกับคุณลักษณะ หากหญิงสาวท่านใดได้รับบัตรมากกว่าคนอื่น ก็จะได้รับตำแหน่งนางงามไป นับเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นเดียวกับการประกวดนางสาวสยามในยุคนั้น ซึ่งเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างแพร่หลายตามหน้าหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น การจัดงานดำเนินเรื่อยมาทุกปีจนกระทั่งเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น จึงชะงักและยกเลิกไปถึง ๔ ปี ระหว่าง  พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๘ จนเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๙ คุณสุวมิตร คงนิยม  จึงตั้งโต๊ะประกาศที่จะจัดงานสงกรานต์ขึ้นอีกครั้ง โดยขอรับบริจาคทุนทรัพย์จากชาวบ้านเพื่อใช้ในการจัดงาน แต่ที่สำคัญยิ่งในครั้งนี้ก็คือ ได้รับพระมหากรุณาจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนการจัดงานสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ พร้อมกับพระราชทานนามของงานว่า “งานรับขวัญชาววิสุทธิกษัตริย์” งานสงกรานต์ปีนั้นนอกจากการทำบุญใส่บาตร  เลี้ยงพระ มีมหรสพการละเล่น และประกวดนางงามตักบาตรสงกรานต์เช่นเดิมแล้ว ยังมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จำลองจากวัดตรีทศเทพมาประดิษฐานไว้ที่กองอำนวยการ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและสรงน้ำอีกด้วย  เทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก “การประกวดนางงามตักบาตรสงกรานต์” เป็น “การประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์” โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เรื่องการตักบาตรเช้า การแต่งกาย และเลือกสรรหญิงงามจากกิริยามารยาทแบบไทย เพื่อยึดมั่นขนบธรรมเนียมอย่างไทยที่ต้องการอนุรักษ์ไว้ แตกต่างจากการประกวดนางสาวไทยในเวลาเดียวกัน ที่มีการพัฒนารูปแบบการแต่งกายเป็นอย่างตะวันตก เน้นอวดสรีระกันมากขึ้น  คุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ อดีตเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ปี ๒๕๓๘ และคุณ ทิพย์สุภา รุ่งเรืองศรี เทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ปี ๒๕๔๒ บนขบวนแห่รถบุปผชาติ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นปีสุดท้ายที่คุณสุวมิตร คงนิยม ได้ร่วมเป็นประธานจัดงานฯ ก่อนจะเสียชีวิตลง จากนั้นในปีต่อ ๆ มาได้มีข้าราชการและผู้มีเกียรติที่อาศัยอยู่ในละแวกสลับเปลี่ยนกันเป็นประธานจัดงาน กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นับเป็นปีแรกที่มีการบันทึกชื่อผู้ได้รับตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ คือ นางสาวเบญจวรรณ บุญตามี ซึ่งได้ก้าวเข้าสู่วงการมายาในเวลาต่อมา  การประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์ในระยะหลัง ๆ สาวงามบางคนสามารถไต่เต้าไปเป็นนักแสดงและผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม หลายคนสามารถก้าวเข้าสู่เวทีประกวดที่ใหญ่กว่าและคว้ารางวัลกลับมา ซึ่งคุณนวนัฑ แจ่มนิยม ประธานประชาคมชาววิสุทธิกษัตริย์คนปัจจุบันและเป็นผู้จัดการประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์มานานนับสิบปี ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงเวทีประกวดนางงามในพื้นที่ใจกลางกรุงแห่งนี้ว่า  ในอดีตผู้ที่ได้รับการทอดบัตรมักเป็นลูกหลานของคนในชุมชนที่เดินทางมาร่วมทำบุญใส่บาตร แต่ต่อมามีคนจากภายนอกเข้ามาร่วมงานและได้ร่วมการประกวดด้วย ซึ่งคณะกรรมการจัดงานก็มิได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด เหตุการณ์สำคัญที่ถูกกล่าวขานและคุณนวนัฑยังจดจำได้ดีก็คือ งานสงกรานต์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๐๕ คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ (สกุลเดิม ลิมปภมร) ได้เดินทางมาร่วมงานทำบุญใส่บาตรที่ท้องสนามหลวงกับหลวงนรอัฎบัญชาผู้เป็นบิดา จากนั้นผ่านมาทางถนนวิสุทธิกษัตริย์พบเห็นการจัดงานประจำปีจึงหยุดชม ปรากฏว่าได้รับการทอดบัตรเข้าร่วมประกวดเทพีสงกรานต์อย่างปัจจุบันทันด่วน และตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ในปีนั้นก็คือ คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ นั่นเอง สร้างความฮือฮาให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก วันนั้นนอกจากคุณหญิงพันธุ์เครือจะได้รับตำแหน่งเทพีแล้ว ยังได้รับขันน้ำพานรองเครื่องถมที่เป็นของดีของย่านเป็นรางวัลอีกด้วย  เวทีประกวดเทพีวิสุทธิกษัตริย์มีการพัฒนาและได้รับความสนใจจากสังคมภายนอกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นต้นมา มีการประกวดผ่านสื่อประเภทต่างๆ มากขึ้น นอกเหนือจากสื่อหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่มาแต่เดิม โดยปีนี้ได้มีการถ่ายทอดเสียงการประกวดผ่านทางวิทยุเป็นปีแรก และอีก ๒ ปีต่อมาได้พัฒนาเป็นการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ นับเป็นตัวชี้วัดถึงความสนใจของประชาชนไม่แพ้การประกวดนางงามระดับชาติ   ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งคือ การเริ่มประกวดหนูน้อยสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ยังคงเน้นการแต่งกายชุดไทยและกิริยามารยาทแบบไทยเป็นสำคัญ สะท้อนถึงความพยายามในการปลูกฝังคุณค่าขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของชาติตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความภาคภูมิใจของคนในย่านวิสุทธิกษัตริย์ เช่นเดียวกับที่เวทีประกวดของย่านเล็ก ๆ แห่งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญของสังคมมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย อย่างหม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา อดีตนายกสมาคมสตรีไทย ผู้เป็นแบบอย่างของสตรีที่อุทิศเวลาให้กับงานส่วนรวมได้มาเป็นประธานการตัดสินในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และกรณีที่คุณสรวงสุดา ลาวัณย์ประเสริฐ ผู้ได้รับตำแหน่งเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนางสาวไทยในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ นับเป็นตัวบ่งชี้มาตรฐานการคัดสรรผู้เข้าประกวดบนเวทีระดับชาวบ้านสู่ความสำเร็จในเวทีระดับชาติ หลักการเดิม บนสถานที่ใหม่ ปัจจุบันงานสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ยังคงจัดเป็นประจำทุกปี แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างภายหลังจากการสร้างสะพานพระราม ๘ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ทำให้การจัดประกวดเทพีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ต้องย้ายไปจัดในหลายพื้นที่ เช่น ลานอเนกประสงค์ของโรงแรมนูโว ซิตี้ อันเป็นบริเวณตลาดนานาเก่า และล่าสุดในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๕๕๘) ได้ย้ายไปจัดที่ลานอเนกประสงค์ใต้สะพานพระราม ๘ คุณนวนัฑกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีอุปสรรคในด้านพื้นที่ แต่ทุกคนที่เคยร่วมงานกันมาไม่รู้สึกย่อท้อ และปัจจุบันยังขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังชุมชนตรอกบ้านพานถมที่มีคุณพิมพ์ศิริ  สุวรรณาคร เป็นประธานชุมชน กับย่านบางลำพูที่มีคุณอรศรี ศิลปี ผู้อาวุโสของย่านคอยช่วยประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน แม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ละชุมชนจะมีการจัดงานคาบเกี่ยวกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสก็จะมาร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานกับชาววิสุทธิกษัตริย์ เพราะอยู่ละแวกเดียวกัน จึงเสมือนประหนึ่งเครือญาติ  การประกวดเทพีสงกรานต์ในปัจจุบัน จะมีการประกอบพิธีบวงสรวงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ ก่อนถึงวันงาน ๑ วัน เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างถนนวิสุทธิกษัตริย์ขึ้นมา หลังจากเสร็จพิธี ผู้เข้าประกวดจะร่วมกันสรงน้ำพระ ปล่อยนกปล่อยปลา ตกเย็นจะเป็นเวทีประกวดหนูน้อยสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่จะมีพิธีทำบุญใส่บาตรพระภิกษุสามเณร โดยผู้เข้าประกวดเทพีทุกคนจะต้องมาเข้าร่วมพิธี จากนั้นช่วงสายจึงเป็นการประกวดเทพีในรอบแรกและรอบตัดสินตามลำดับ โดยยังคงรักษาเงื่อนไขการตัดสินเช่นในอดีต คือ แต่งกายสุภาพด้วยการสวมใส่ชุดไทยจิตรลดา กิริยามารยาทงามอย่างไทย และไม่เน้นเครื่องประดับตกแต่งภายนอก นับเป็นเสน่ห์สำคัญของเวทีประกวดสาวงามแห่งนี้ที่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของกุลสตรีไทยไว้ ซึ่งในเวทีประกวดอื่น ๆ ไม่มี ถือเป็นแบบอย่างและเอกลักษณ์ที่อาจช่วยกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าเดิมของหญิงไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ที่เน้นให้ผู้หญิงต้องกล้าแสดงออกในทุกด้าน จนอาจมองข้ามความพอดีอย่างไทยไป ขอบคุณ :  คุณนวนัฑ แจ่มนิยม ประธานประชาคมชาววิสุทธิกษัตริย์ อ้างอิง “ ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อตัดถนนวิสุทธิกษัตริย์ ”. ราชกิจจานุเบกษา . ๒๐   มีนาคม   ๒๔๗๑   เล่ม   ๔๕ .  อังคเรศ   บุณทองล้วน . กระบวนการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ความงามทางสรีระของผู้หญิงในสังคมไทย  : ศึกษาเฉพาะกรณีการประกวดนางสาวไทย . วิทยานิพนธ์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา   คณะรัฐศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . ๒๕๓๗ . ๗๐   ปี   ประเพณีสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์   ๗   ทศวรรษแห่งตำนาน   งามตระการคู่พระนคร .   ( เอกสารเย็บเล่ม ) ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ขนมเต่า ในเทศกาลหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2559 ขนมเต่าที่ทางศาลเจ้าโจวซือกงจัดเตรียมไว้ในแต่ละปี จะทำขึ้นราว ๑,๐๐๐ คู่  (ที่มา: คุณสมชาย เกตุมณี) “ย่านตลาดน้อย” เป็นชุมชนชาวจีนที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่สืบกันมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บริเวณที่ตั้งของตลาดน้อยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เป็นชุมชนที่ขยายตัวต่อเนื่องมาจากย่านสำเพ็งตั้งแต่แถบวัดปทุมคงคาเรื่อยมาถึงปากคลองผดุงกรุงเกษมทางด้านใต้ ชุมชนชาวจีนที่ย่านตลาดน้อยประกอบด้วยชาวจีนหลากหลายกลุ่ม  กลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแรกสุด คือ ชาวจีนฮกเกี้ยน และได้สร้าง “ศาลเจ้าโจวซือกง” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๗ เพื่อเป็นศูนย์รวมของชาวจีนฮกเกี้ยน ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในย่านตลาดน้อย เดิมเป็นวัดชื่อ  “ซุนเฮงยี่”  มีเทพประธานของศาลเจ้า คือ เทพโจวซือกงหรือหมอพระเช็งจุ้ยโจวซือ ซึ่งเป็นหมอพระที่ชาวฮกเกี้ยนให้ความเคารพนับถือ ทุกปีในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีนประมาณ ๑๕ วัน ศาลเจ้าโจวซือกงจะมีการจัดงาน “เทศกาลหยวนเซียว” ซึ่งเป็นงานส่งท้ายเทศกาลตรุษจีน ความน่าสนใจของงานนี้อยู่ที่ของมงคลประจำเทศกาล คือ “ขนมเต่า” ซึ่งนอกจากจะมีความหมายอันเป็นมงคลตามคติจีนแล้ว ยังพบว่าขนมที่ทำเป็นรูปเต่าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี้ยน  “ หยวนเซียว” เทศกาลส่งท้ายตรุษจีน  หยวนเซียวหรือง่วนเซียว ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว เป็นงานเฉลิมฉลองส่งท้ายเทศกาลตรุษจีน จัดขึ้นในช่วงเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ คำว่า หยวนเซียว ตามรูปศัพท์ภาษาจีนแปลว่า คืนแรก หมายถึงคืนเพ็ญแรกของปี เทศกาลหยวนเซียวจึงถือเป็นประเพณีรื่นเริงที่จัดขึ้นก่อนการเริ่มต้นทำกิจการงานในปีใหม่  เทศกาลหยวนเซียวถือเป็นประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งของชาวจีน มีวิวัฒนาการมาจากการจุดประทีปเพื่อการบูชาเดือนดาวในช่วงเดือนอ้าย ตามลัทธิศาสนาดั้งเดิมของจีน ต่อมาเมื่อมีการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ประเพณีดังกล่าวได้ถูกผสมผสานเข้ากับคติการจุดประทีปโคมไฟเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา จึงทำให้กิจกรรมนี้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นเทศกาลหยวนเซียว ตามประเพณีดั้งเดิมของจีนนอกจากการไหว้เจ้าและบรรพบุรุษแล้ว ยังมีการจุดประทีปโคมไฟและมีการจัดงานเทศกาลเที่ยวชมโคมไฟที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงาม ปัจจุบันประเทศจีนและไต้หวันยังมีการจัดเทศกาลแสดงโคมไฟสวยงาม (The Lantern Festival) ในช่วงเทศกาลดังกล่าว นอกจากนี้ในอดีตยังนิยมเล่นปริศนาโคมที่มีการแต่งบทร้อยกรองเป็นปริศนาคำทายประกอบกับโคมไฟในเทศกาลอีกด้วย สำหรับชุมชนชาวจีนในไทย มีการจัดงานวันหยวนเซียวขึ้นตามศาลเจ้าต่างๆ ด้วยเช่นกัน ในอดีตถือเป็นงานรื่นเริงที่มีความคึกคักเป็นอย่างมาก พบว่ามีทั้งการแห่โคม ชมโคม และการเล่นทายปริศนาโคมหรือเต็งหมี่ ที่เคยมีการพิมพ์รวบรวมปริศนาต่างๆ ไว้เป็นหนังสือ แต่ในปัจจุบันความคึกคักของเทศกาลหยวนเซียวดังที่กล่าวมานี้เลือนหายไปมากแล้ว คงเหลือเพียงการเซ่นไหว้เทพเจ้าตามศาลเจ้าต่าง ๆ เท่านั้น เทศกาลโคมไฟที่ศาลเจ้าโจวซือกง งานเทศกาลหยวนเซียวยังคงเป็นประเพณีสำคัญในรอบปีของศาลเจ้าโจวซือกงย่านตลาดน้อย นอกเหนือไปจากเทศกาลตรุษจีน ทิ้งกระจาด และกินเจ งานวันหยวนเซียวจะจัดขึ้นภายหลังจากวันตรุษจีนราว ๑๕ วัน ดังเช่นปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ภายในวันงาน ชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนทั้งที่อาศัยอยู่ภายในย่านตลาดน้อยและจากที่อื่น ๆ ที่มีความศรัทธาในเทพเจ้าโจวซือกง ต่างเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก ผู้คนเริ่มทยอยมาที่ศาลเจ้าตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวันเรื่อยไปจนถึงช่วงหัวค่ำ  พิธีกรรมที่ทำร่วมกันที่ศาลเจ้าในวันหยวนเซียว ประกอบด้วยการจุดเทียนเพื่อบูชาเทพเจ้า การเซ่นไหว้ขอพรเทพเจ้า และทำบุญบำรุงศาลเจ้าด้วยการซื้อขนมมงคลต่าง ๆ ที่ศาลเจ้าเตรียมไว้ โดยเฉพาะขนมเต่าซึ่งทำขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเทศกาลหยวนเซียวเท่านั้น จากนั้นในช่วงค่ำจะมีการแสดงงิ้วที่บริเวณด้านหน้าศาลเจ้า เพื่อถวายเทพเจ้าและเป็นมหรสพที่สร้างความรื่นเริงให้แก่คนทั่วไป  บรรยากาศภายในศาลเจ้าโจวซือถงในวันเทศกาลหยวนเซียว ขั้นตอนการไหว้ในวันหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง ไม่มีความซับซ้อนมากนัก เริ่มต้นด้วยการนำเทียนคู่หนึ่งไปจุดที่บริเวณลานด้านหน้าศาลเจ้า ซึ่งทางศาลเจ้าได้เตรียมโต๊ะที่ด้านบนวางโครงเหล็กสำหรับเป็นเชิงเทียน ตำแหน่งที่จะวางเทียนมีทั้งที่ต้องจองไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อเลือกตำแหน่งปักเทียนตามต้องการ โดยจะมีการกำหนดตำแหน่งเป็นหมายเลขเอาไว้ คนที่จองล่วงหน้าอาจยึดตามเลขมงคลที่ตนเองเชื่อถือ หรือเลขทะเบียนรถ ทะเบียนบ้าน ผู้ทำพิธีที่มาเป็นประจำทุกปีมักจะจองกับศาลเจ้าไว้ก่อนและจะซื้อเทียนที่ศาลเจ้าเตรียมไว้ให้ ส่วนผู้ที่ต้องการนำเทียนมาเองก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยทางศาลเจ้าจะจัดที่ทางส่วนหนึ่งไว้ให้ การจุดเทียนประทีปเพื่อบูชาเทพเจ้าเช่นนี้ นอกจากคติความเชื่อเรื่องความเจริญรุ่งเรืองแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับการจุดประทีปบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะ อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกับพระพุทธศาสนา เมื่อจุดเทียนแล้วจะเป็นขั้นตอนการไหว้ขอพรจากเทพเจ้า เริ่มต้นด้วยการไหว้ทีกงหรือไหว้ฟ้าดิน มีการตั้งโต๊ะไหว้ทีกงทางด้านหน้าของศาลเจ้า จากนั้นจึงค่อยเข้าไปภายในศาลเจ้าเพื่อทำการสักการะเทพอากงหรือเทพโจวซือกง หมอพระที่ชาวฮกเกี้ยนให้ความเคารพนับถือ อันเป็นประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ แล้วจึงทำการสักการะเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ภายในศาล ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้ากวนอู เจ้าแม่ทับทิม เทพตั่วเหล่าเอี้ย และ ๓๖ ขุนพลเทพเจ้า เป็นต้น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการไหว้ทวารบาลที่ด้านหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้า  วันงานทางศาลเจ้ายังจัดเตรียมของไหว้และขนมมงคลแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ส้ม ขนมเปี๊ยะ เอาไว้ให้ผู้ที่เดินทางมาศาลเจ้าซื้อกลับไป ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่ถือว่าเป็นการทำบุญบำรุงศาลเจ้าและเชื่อว่าเป็นของมงคล เพราะเป็นของที่ผ่านความศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าแล้ว ถ้านำกลับไปรับประทานจะมีแต่โชคลาภ ความรุ่งเรืองทั้งต่อตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีสิงโตน้ำตาล   ที่ภาษาจีนเรียกว่า ถึ่งไซ และเจดีย์น้ำตาล เรียกว่า ถึ่งถะ ที่ทางศาลเจ้าเตรียมไว้จำนวนหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาสามารถจองและนำกลับไปตั้งบูชาที่บ้านได้ โดยนิยมนำไปเป็นคู่ ทั้งสิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาลถือเป็นของไหว้ประจำเทศกาลหยวนเซียวที่นิยมแพร่หลายโดยทั่วไปตามศาลเจ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าของจีนแต่จิ๋ว ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงมักเรียกเทศกาลหยวนเซียวว่า สารทสิงโตน้ำตาล สิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาล ทำจากน้ำตาลทรายนำมาขึ้นรูปในแม่พิมพ์รูปสิงโตหรือเจดีย์แบบจีน อาจมีการแต่งแต้มสีสัน เช่น สีชมพู หรือว่าปล่อยเป็นสีขาวตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีสิงโตที่ทำจากถั่วตัดประดับด้วยแป้งปั้น ตบแต่งเป็นรายละเอียดในส่วนหน้าตาและหนวดเคราของสิงโต แล้วแต่งแต้มด้วยสีสันต่าง ๆ  ใน  บาญชีขนมต่าง ๆ ที่จัดแสดงในงานนิทรรศการสินค้าพื้นเมืองในงานพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕  มีการกล่าวถึง  สิงโตน้ำตาล  อยู่ในหมวดขนมต่างๆ ของจีนที่ทำด้วยแป้ง ถั่ว เจือน้ำตาล ว่า มีชาวจีนทำขายที่ย่านสำเพ็ง ราคาขายจะคิดชั่งตามน้ำหนัก ปัจจุบันสิงโตน้ำตาลมีจำหน่ายอยู่หลายร้านในย่านสำเพ็ง เยาวราช ซึ่งคติการทำสิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาลนี้ นอกจากเป็นสิ่งของที่มีความหมายอันเป็นมงคลแล้ว น่าจะมีที่มาจากการผสมผสานกับคติทางพระพุทธศาสนาด้วย โดยเฉพาะการทำเจดีย์น้ำตาล นอกจากขนมต่างๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว สิ่งที่เป็นของไหว้พิเศษที่ทางศาลเจ้าจัดเตรียมไว้เฉพาะสำหรับงานหยวนเซียวเป็นประจำทุกปี คือ “ขนมเต่า”   ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของงานหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง และเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อีกทั้งเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี้ยน เนื่องจากพบว่ามีความนิยมใช้ขนมที่ทำเป็นรูปเต่าในงานประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน     “ขนมเต่า” ในวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน  ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก “เต่า” มีความหมายแสดงถึงการมีอายุยืนยาวและความมั่นคง ด้วยลักษณะทางกายภาพของเต่าที่มีความแข็งแกร่ง มีกระดองที่สามารถป้องกันภัยอันตราย และมีอายุยืนยาวตามธรรมชาติ ในวัฒนธรรมจีนก็มีการให้ความสำคัญกับเต่าในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์มงคลที่แสดงถึงความมีอายุยืน พลังความแข็งแกร่ง และการยืนหยัด ในตำนานการสร้างโลกและจักรวาลของจีนกล่าวว่า เต่ามีส่วนช่วย ผานกู่ เทพบิดรของชาวจีนสร้างโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ยุคจีนโบราณยังมีความเชื่อว่ากระดองเต่าสามารถใช้ทำนายอนาคตได้อีกด้วย  ในกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนทั้งที่ในประเทศจีน ไต้หวัน และแถบประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เช่น ตรัง พังงา ภูเก็ต เป็นต้น พบว่ามีการทำขนมรูปร่างเต่าเพื่อนำมาใช้ในเทศกาลสำคัญต่าง ๆ และให้ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีมาโง่ยหรือพิธีครบรอบเดือนของเด็กชาวจีนฮกเกี้ยน เพื่อให้เด็กเติบโตมามีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรง วันคล้ายวันเกิดของผู้อาวุโสจะนิยมนำขนมเต่าไปมอบให้เพื่ออวยพรให้มีอายุยืนนานด้วยเช่นกัน   รูปแบบของขนมเต่าพบว่าแบ่งออกเป็น ๒ แบบ รูปแบบที่นิยมกันแพร่หลายคือ ขนมเต่าสีแดง เรียกเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่าขนมอังกู๊   คำว่า “อัง” แปลว่า สีแดง ส่วนคำว่า “กู๊” แปลว่า เต่า ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้หวานทำด้วยถั่วกวน ขั้นตอนการทำจะนำแป้งอัดลงไปในพิมพ์ไม้ที่ทำเป็นรูปกระดองเต่า ซึ่งมีคำมงคลเป็นภาษาจีนอยู่ เมื่อเสร็จแล้วนำไปนึ่ง จะได้ขนมที่มีรูปร่างเหมือนกระดองเต่า ส่วนใหญ่นิยมทำเป็นสีแดงอันเป็นสีมงคลของชาวจีน ปัจจุบันขนมอังกู๊ไม่เพียงแต่เป็นของไหว้ในเทศกาลหรือมอบให้กันในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ยังนิยมรับประทานกันเป็นของว่างอีกด้วย ส่วนขนมเต่าอีกรูปแบบหนึ่ง คือ แบบที่ทำอย่างซาลาเปา โดยใช้แป้งสาลีปั้นเป็นรูปเต่า ซึ่งเป็นแบบที่ใช้เป็นของไหว้หลักในเทศกาลหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง แต่ละปีทางศาลเจ้าจะทำขนมเต่าเตรียมไว้สำหรับให้คนที่มาร่วมงานสามารถทำบุญกับศาลเจ้า ด้วยการซื้อขนมเต่ากลับบ้านไปได้ การทำขนมเต่ารูปแบบนี้ ศาลเจ้าจะต้องทำเตรียมไว้ล่วงหน้า ๓–๔ วัน โดยมีชาวบ้านในย่านตลาดน้อยมาช่วยทำด้วย  แป้งที่ใช้ทำขนมเต่าลักษณะนี้จะใช้แป้งสาลี ขั้นตอนการทำคล้ายกับวิธีการทำซาลาเปา ปั้นเป็นรูปเต่า แล้วติดเมล็ดถั่วดำเป็นลูกตา จากนั้นนำไปนึ่ง แต่เมื่อนึ่งแล้วจะต้องนำมาผึ่งให้แป้งแห้งสนิท เพื่อให้ไม่ขึ้นราและเก็บได้นานขึ้น จากนั้นจะนำมาเขียนคำมงคลเป็นภาษาจีนลงบนกระดองเต่า ส่วนมากเป็นคำมงคลที่ประกอบด้วย ๔ พยางค์  อวยพรให้เจริญรุ่งเรือง เช่น 万事如意 แปลว่า หมื่นเรื่องสมปรารถนา หมายถึงขอให้สมปรารถนาในทุกๆ สิ่ง เป็นต้น ผู้เขียนคำมงคลเป็นภาษาจีนเป็นผู้อาวุโสที่อยู่ภายในย่านตลาดน้อย นอกจากนี้มีขนมเต่าแบบพิเศษ คือ ทำเป็นรูปเต่าตัวใหญ่ที่มีเต่าตัวเล็กขี่อยู่บนหลัง มีความหมายที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ มีลูกหลานมากมาย ในแต่ละปีศาลเจ้าโจวซือกงจะทำขนมเต่าแบบนี้มาไว้ที่ศาลเจ้าประมาณ ๑,๐๐๐ คู่ คนที่มาไหว้ในวันหยวนเซียวนิยมซื้อกลับไปเป็นคู่ ขนมเต่าแบบนี้ไม่นิยมนำไปกินกัน แต่จะไปตั้งไว้ที่บ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ราคาของขนมเต่าที่ศาลเจ้าจะแตกต่างกันไปตามขนาด เช่น เต่าขนาดเล็กจะมีราคาคู่ละ ๑๒๐ บาท  ส่วนขนมเต่าแดงหรืออังกู๊มีการทำมาวางขายที่ศาลเจ้าเช่นกัน แต่มีจำนวนไม่มากราว ๔๐ คู่ เพราะคนไม่ค่อยนิยม เนื่องจากบูดเสียง่าย เก็บได้ไม่นาน นอกจากนี้ผู้ที่มาไหว้ที่ศาลเจ้าในงานหยวนเซียวจะเตรียมขนมเต่ามาเองก็ได้ ซึ่งพบว่าในวันงานมีบ้านที่อยู่ในละแวกศาลเจ้าโจวซือกง ทำขนมเต่ามาตั้งวางขายบริเวณหน้าบ้านด้วยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในย่านตลาดน้อยพบว่ามีเพียงศาลเจ้าโจวซือกงซึ่งเป็นศาลเจ้าฮกเกี้ยนเท่านั้น ที่นิยมใช้ขนมเต่าเป็นของไหว้หลักในเทศกาลหยวนเซียว ขณะที่ชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยนที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต นิยมใช้ขนมเต่าที่ทำขึ้นจากแป้งสาลีเป็นของไหว้ในเทศกาลชิดโง่ยปั่วหรือชิดโง่ยพ้อต่อ (วันสารทจีน) ในช่วงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ทำขนมเต่าสีแดงที่มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ นอกจากจะมีการเขียนคำมงคลลงบนกระดองเต่าแล้ว ยังมีการประดับลวดลายสวยงาม เช่น รูปดอกไม้ ใบไม้ อีกด้วย  อาจกล่าวได้ว่าการใช้ขนมเต่าเป็นของไหว้ในเทศกาลหยวนเซียว ถือเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของศาลเจ้าโจวซือกง ย่านตลาดน้อย โดยอาจมีความเกี่ยวข้องกับความนิยมใช้ขนมที่ทำเป็นรูปเต่าในโอกาสพิเศษและเทศกาลต่าง ๆ ที่พบมากในกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนนั่นเอง  อภิญญา   นนท์นาท อ้างอิง   ขวัญจิต   ศศิวงศาโรจน์ . สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ฮกเกี้ยน .  ( กรุงเทพฯ  : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท   ม . มหิดล ), ๒๕๔๓ .  ถาวร   สิกขโกศล . เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้ .   กรุงเทพฯ  : มติชน , ๒๕๕๗ .  นิภาพร   รัชตพัฒนกุล . “ ตลาดน้อย  : พัฒนาการชุมชน ” ใน   ศิลปวัฒนธรรม   ปีที่   ๒๔   ฉบับที่   ๔  ( กุมภาพันธ์ ), ๑๖๒ - ๑๖๕ .  ประทุม   ชุ่มเพ็งพันธุ์ . สัตว์มงคลจีน   ประเพณีและความเชื่อจากอดีตถึงปัจจุบัน .  ( กรุงเทพฯ  : ชมรมเด็ก ), ๒๕๕๔ . เพ็ญพิสุทธิ์   อินทรภิรมย์ . “ ชาวฮกเกี้ยนในสมัยรัตนโกสินทร์  : จำนวนเปลี่ยนแปลงแต่บทบาทมิได้เปลี่ยนไป ” ใน   สายธารแห่งอดีต   รวมบทความประวัติศาสตร์เนื่องในวาระครบรอบ   ๖๐   ปี   ศ . ดร . ปิยนาถ   บุนนาค . ( กรุงเทพฯ  : ภาควิชาประวัติศาสตร์   คณะอักษรศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ), ๒๕๕๐ เว็บไซต์   “Cultural depictions of turtles” ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Cultural_depictions_of_turtles “ อังกู๊ - ขนมเต่า ” ที่มา  : http://phuketcuisine.com ข้อมูลสัมภาษณ์ สมชัย   กวางทองพานิชย์ , ๒๒   กุมภาพันธ์   พ . ศ . ๒๕๕๙   สมชาย   เกตุมณี , ผู้ดูแลภายในศาลเจ้าโจวซือกง   ตลาดน้อย , ๒๒   พฤษภาคม   พ . ศ . ๒๕๕๙   อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ประเพณีบุญส่งกับจุดเริ่มต้นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านทะเลน้อย

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2559 มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กำลังมีโครงการร่วมมือกับชุมชนบ้านทะเลน้อยและวัดราชบัลลังก์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านทะเลน้อย  เนื่องจากบริเวณพื้นที่บ้านทะเลน้อยมีประวัติศาสตร์ความมายาวนาน ไม่ว่าจะมาจากตำนานเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาหลายรุ่นอายุของคนในพื้นที่หรือจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่าในช่วงสมัยกรุงธนบุรี มีข้อสันนิษฐานว่า บ้านทะเลน้อยเป็นเส้นทางผ่านการเดินทัพของพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อเข้าตีเมืองจันทบูร โดยข้ามฝั่งผ่านทางแม่น้ำประแส บริเวณ “ท่าบน” และ “ท่าล่าง” หรือเรียกกันในท้องถิ่นว่า “ตรอกตากสิน” เป็นเส้นทางในการเดินทางไปข้ามลำน้ำพังราดที่ช้างข้ามและพักทัพที่ทุ่งสนามชัยหรือวัดสนามชัยต่อไป  “ ตรอก ” เป็นคำท้องถิ่นซึ่งหมายถึงพื้นที่กว้างไม่ใช่หมายถึงซอยหรือทางเดินแคบ ๆ   ในชุมชนหรือหมู่บ้านแต่อย่างใด บริเวณตรอกตากสินที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเดินทางผ่านนั้น เคยเป็นชุมชนเก่าที่มีการพบเศษภาชนะดินเผาอยู่ในพื้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งที่วีดราชบัลลังก์ยังปรากฏตั่งวางเท้าขนาดเล็กที่เคยอยู่คู่กับแท่นประทับโดยมีฝีมือช่างรูปแบบคล้ายคลึงกัน กล่าวกันว่าน่าจะเป็นสิ่งของประทานจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายหลังขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่สมัยเมื่อครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ดำรงสมณศักดิ์พระสุคุณคุณาภรณ์ เมื่อทราบจากชาวบ้านว่าพระแท่นที่นำมาถวายไว้ที่วัดเนินสระที่เป็นชื่อเดิมของวัดราชบัลลังก์เป็นแท่นประทับฝีมือช่างชั้นสูงที่ผสมผสานศิลปะแบบจีน จึงขอนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอพระสมุดวชิรณาณในพระนคร แต่ไม่ได้นำตั่งวางเท้าไปด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุสำคัญของวัดราชบัลลังก์ ในช่วงเช้าของวันงานประเพณีบุญส่ง ชาวบ้านทะเลน้อยจะมีการฉลองกองพระทรายก่อนจะเริ่มการทำบุญ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในพื้นที่บ้านทะเลน้อย และความเชื่อของชาวบ้านที่ว่าพื้นที่ของบ้านทะเลน้อยเองเคยเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในอดีต จึงเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านทะเลน้อยมีความต้องการขอนำแท่นประทับจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครที่อยู่ในการรักษาดูแลของทางรัฐ กลับมาเก็บรักษาไว้กับชุมชน ทำให้เกิดการรวมกลุ่มและร่วมกันสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้น เพื่อนำหลักฐานทางโบราณคดีจำพวกเศษภาชนะดินเผาที่พบทั้ง หม้อ ไห ถ้วย ชามต่าง ๆ  มาเก็บและจัดแสดงรวมกันในพื้นที่ส่วนรวมของชุมชน ซึ่งก็คือ “วัดราชบัลลังก์”   ปัจจุบันวัสดุที่ใช้ใส่อาหารเพื่อลอยเรือในประเพณีบุญส่งที่บ้านทะเลน้อยจะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในชุมชน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมเก็บข้อมูล  “ ประเพณีบุญส่ง” ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญหลังสงกรานต์ และต่อมาถูกจัดให้เป็นเทศกาลประจำปีของบ้านทะเลน้อย  ความหมายของประเพณีบุญส่งหรือทำบุญวันไหล ถือว่าการทำบุญขึ้นปีใหม่ และเป็นช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่ในแต่ละรอบปีของชาวทะเลหรือคนที่อาศัยอยู่ติดกับสายน้ำ  รูปแบบประเพณีดั้งเดิมของผู้คนในภาคตะวันออกที่อาศัยอยู่ติดริมทะเลจะมีความใกล้เคียงกัน โดยจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ทำบุญให้กับบรรพบุรุษ และผีไม่มีญาติ มีการเฉลิมฉลองร่วมกัน เพื่อรับสิ่งมงคลเข้ามาในปีใหม่ รวมถึงการส่งเคราะห์หรือสิ่งไม่ดีในปีเก่าให้ออกไปจากตัวเองและชุมชนด้วย   การกำหนดช่วงเวลาของประเพณีบุญส่งในแต่ละที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น วันไหลที่จังหวัดชลบุรี จัดงานขึ้นหลังประเพณีสงกรานต์  หลังจากการทำบุญและลอยเรือแล้ว ชาวบ้านจะนั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกันที่ศาลาตามท่าต่าง ๆ  แต่ประเพณีดั้งเดิมของชาวชองที่อาศัยอยู่จังหวัดในแถบทางภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรีและตราด จะจัดขึ้นในช่วงวันพระหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเป็นเกณฑ์ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการเฉลิมฉลองก่อนการเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ เรียกประเพณีนี้ว่า พิธีทำบุญส่งทุ่ง การจัดพิธีบุญส่งทุ่ง คนในชุมชนแต่ละบ้านจะนำอาหารมาใส่ในใบไม้ ทำเป็นเกวียนจำลองเป็นพาหนะในการเดินทางของยมทูต เพื่อให้สิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้นำเอาโรคภัยไข้เจ็บออกไปจากหมู่บ้าน และเป็นการคุ้มครองป้องกันอันตรายต่าง ๆ การจัดประเพณีบุญส่งทุ่งของชาวชองจะจัดต่อเนื่องกันจากชุมชนที่ไกลทะเลไปสู่ชุมชนใกล้ทะเล เพื่อจะส่งสิ่งร้าย ๆ ออกสู่ทะเลไป  การจัดประเพณีบุญส่งที่บ้านทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ก็เช่นกัน บ้านทะเลน้อยซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับแม่น้ำโดยรอบ มีเพียงทิศตะวันตกเฉียงใต้เพียง ๔ กิโลเมตรเท่านั้น ที่ไม่ได้มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำ และจากการเป็นพื้นที่มีน้ำล้อมรอบจึงมีประเพณีบุญส่งที่ส่งเคราะห์ออกสู่ทะเล ใช้สายน้ำในการลอยเรือไปในแม่น้ำที่ชาวบ้านใช้สัญจรและประกอบอาชีพ เพื่อทำบุญให้กับบรรพบุรุษและผีที่ไม่มีญาติในช่วงปีใหม่ไทย  งานบุญส่งของบ้านทะเลน้อยจัดขึ้นหลังวันสงกรานต์ ช่วงเวลาอาจจะกำหนดตามความเหมาะสมของเวลาในแต่ละปี ภายหลังจากวันสงกรานต์ที่มีการก่อกองพระทรายที่วัดราชบัลลังก์แล้ว วันถัดไปจะมีการทำบุญที่ศาลาต่าง ๆ ในหมู่บ้านเป็นเวลา ๔ วันต่อเนื่องกัน โดยเรียงตามลำดับตามศาลาที่สำคัญในหมู่บ้านตั้งแต่ “ศาลาท่าพลง” “ศาลาท่าโป๊ะ” “ศาลาท่าล่าง” และ “ศาลาท่าปอ”  ซึ่งศาลาท่าพลงเป็นเพียงศาลาเดียวที่ไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำในปัจจุบัน เพราะสมัยก่อนเคยเป็นคลองเล็ก ๆ แต่ปัจจุบันถูกถมทำเป็นถนนแล้ว แต่ก็ยังคงจัดงานบุญส่งที่ศาลาท่าพลงตามเดิม ส่วนศาลาที่เหลือก็จะเรียงกันไปตามเส้นทางสายน้ำที่จะออกสู่ทะเล  พิธีกรรมเริ่มจากการที่ชาวบ้านมาร่วมกันทำบุญจัดอาหารคาวหวานนำมาเพื่อตักบาตรและถวายพระ และหลังจากพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จ ชาวบ้านจะรับประทานอาหารร่วมกันบริเวณศาลาที่จัดงาน ในระหว่างนั้นชาวบ้าน ๒-๓ คนจะนำอาหารคาวหวานหรืออาหารแห้งที่ใส่ในเรือไปลอยส่งเคราะห์ในแม่น้ำ เพื่อให้วิญญาณไร้ญาติจากที่ต่าง ๆ ได้รับอาหารเหล่านี้ และในช่วงบ่ายจะมีการละเล่นร้องรำทำเพลงหรือการแสดงไปตลอดวัน ภายหลังรูปแบบของการจัดงานมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลา เช่น ในอดีตการจัดทำเรือจำลองเป็นพาหนะในการลอยส่งอาหารไปให้วิญญาณบรรพบุรุษและผีที่ไม่มีญาติ จะทำจากวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบจาก ใบตอง เป็นต้น แต่ปัจจุบันเรือทำขึ้นจากวัสดุที่หาได้ง่ายในชุมชน เช่น ลัง กล่องโฟม และการมางานบุญที่เหมือนเป็นการกลับมาพบปะกันของญาติพี่น้องในชุมชน คนที่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นจะกลับมาเพื่อร่วมงานบุญกับครอบครัว พูดคุยเล่าเรื่องราวและรับประทานอาหารร่วมกัน โดยชาวบ้านมีความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าการมางานบุญจะไม่ให้นำอาหารที่นำมาทำบุญกลับบ้านไปด้วย หากรับประทานไม่หมดจะต้องทำทานให้กับสัตว์ทั้งหลายที่อยู่แถวศาลาหรือวิญญาณและผีที่ไม่มีญาติแทน แต่ปัจจุบันก็มีบ้างที่คนในชุมชนจะหิ้วปิ่นโตกลับไปทานข้าวที่บ้านแทนการทานอาหารร่วมกันกับคนในชุมชนแบบแต่ก่อน และคลายความเชื่อเรื่องการไม่ให้นำอาหารทำบุญกลับบ้านไปด้วย ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำล้วนมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่ผูกพันกับสายน้ำ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของประเพณีด้วย เช่นเดียวกับที่บ้านทะเลน้อยนี้ แม้จะไม่ได้มีพื้นที่ติดกับทะเลแต่ก็ยังมีพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำโดยรอบ ทำให้การดำเนินชีวิตมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำในทุกช่วงชีวิตอย่างไม่สามารถตัดขาดได้ พัชรินธร เดชสมบูรณ์รัตน์ ขอบคุณผู้ให้ข้อมูล อรุณ ปฏิสังข์, วาริน บำรุง, สายชล รื่นรมย์, สุทธิ ช่างเหล็ก ชาวบ้านทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ไตเย็บใหม่ ร้านค้ากระดุมเก่าแก่ในย่านพาหุรัด

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2559  ร้านไตเย็บใหม่ ตั้งอยู่บนตึกแถวริมถนนจักรเพชร ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวมอญ ชาวญวน ชาวลาว ชาวตะวันตก แม้แต่ชาวอินเดีย กลุ่มคนเหล่านี้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากินตั้งแต่ก่อนช่วงที่มีการเริ่มสร้างเมืองขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ล้วนส่งผลทำให้ประเทศเกิดการขยายตัวของประชากร เศรษฐกิจ และการค้าต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ย่านเยาวราช ย่านสำเพ็ง ย่านพาหุรัด ฯลฯ ย่านพาหุรัดเป็นย่านการค้าแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญ ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวญวนที่อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย จนถึงช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเหตุไฟไหม้จนทำให้ชาวญวนย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นจึงทำให้เกิดเป็นที่ว่าง รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนพาหุรัดขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ และดำริให้สร้างตึกแถวริมถนนพาหุรัด ทำให้มีคนอินเดียหรือแขกจำนวนมากเปิดเป็นร้านขายผ้าและสินค้านำเข้าจากประเทศอินเดียจนกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญ คุณกิตติพงษ์ วงศ์มีนา เจ้าของร้านรุ่นที่ ๓ ของร้านไตเย็บใหม่ พาหุรัดกลายเป็นแหล่งค้าผ้าแห่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยก่อน เพราะความหลากหลายของสินค้านำเข้าประเภทผ้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีผ้าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากประเทศอังกฤษ เช่น ผ้าดิบ ผ้าแฟนซี ผ้าคอตตอน ผ้ากันหนาวของประเทศอิตาลีและผ้าจากประเทศอื่น ๆ ทำให้ย่านพาหุรัดได้รับความนิยมจากลูกค้าคนไทยและต่างชาติในยุคที่มีการตัดเย็บชุดเสื้อผ้าสำหรับใส่เอง ซึ่งนอกจากผ้าที่เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดชุดแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญอีกที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “กระดุม” และ “ลวดลายลูกไม้” เย็บปักต่าง ๆ สำหรับตกแต่งเพื่อให้ชุดเกิดความสวยงามมากขึ้น ร้านขายกระดุมเก่าแก่ที่สุดร้านหนึ่งในย่านพาหุรัด “ร้านไตเย็บใหม่” ตั้งอยู่บนถนนจักรเพชร เป็นร้านที่มีอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว ปัจจุบันมีการสืบทอดกิจการมาจนถึงรุ่นที่ ๓  คุณกิตติพงษ์ วงศ์มีนา เจ้าของร้านปัจจุบันกล่าวว่าชื่อร้านมีที่มาจากพี่ชายของคุณพ่อชื่อ ‘ไตเย็บ’ เป็นคนมุสลิมจากประเทศอิหร่านที่อยู่อาศัยในประเทศอินเดียและย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เป็นผู้เปิดร้านไตเย็บใหม่คนแรกและยังเป็นชาวมุสลิมเพียงห้องเดียวที่อาศัยอยู่ในตึกแถวท่ามกลางคนจีนเช่นนี้ด้วย  หลังจากคุณลุงเสียชีวิตไป คุณพ่อก็สืบกิจการต่อจากพี่ชาย และเปลี่ยนชื่อร้านเป็นใหม่เป็น “ร้านไตเย็บใหม่” กิจการขายกระดุมและลูกไม้สมัยก่อนไม่ได้มีร้านมากนัก บางครั้งจึงมีนางสนมจากในวังแวะมาซื้อลูกไม้นำไปติดมุ้งและคุณหญิงคุณนายเข้ามาซื้อกระดุมย่านพาหุรัดกันเป็นจำนวนมาก กระดุมที่นำเข้ามาขายรุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่จะมาจากทางฝั่งยุโรป เช่น ประเทศออสเตรีย เยอรมัน หรือเชคโกสโลวาเกีย ทั้งสามประเทศนี้จะมีการผลิตกระดุมเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบในการทำกระดุมเยอะ ส่วนลำดับการนำเข้ามาของกระดุม คุณกิตติพงษ์เล่าว่า  “ จะเริ่มจากกระดุมแก้วของเยอรมันและเชโกสโลวาเกียก่อน   แล้วตามมาด้วยกระดุมคริลตัลสวารอฟสกี้ของประเทศออสเตรีย   และกระดุมพลาสติกของประเทศไต้หวัน   ส่วนกระดุมไฟเบอร์ของฝรั่งเศสจะเป็นกระดุมแบบที่นำแก้วคริสตัลไปหลอม   กระดุมของไทยก็มีกระดุมพลาสติกของวีนัส ” กระดุมหลากหลายชนิด วางขายในตู้ไม้สักแบบดั้งเดิมที่มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี การสั่งกระดุมสมัยแรกจะนำเข้าโดยการสั่งทางจดหมาย ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ต่อครั้ง ต่อมาพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องแฟ๊กซ์ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการสั่งกระดุมเข้ามาได้มาก และปัจจุบันจะสั่งของนำเข้าด้วยอีเมล์แทน    ในการสั่งกระดุมนำเข้าต่อครั้งต้องสั่งทีละหลาย ๆ กุรุส [Gross] ๑ กุรุสของกระดุมจะเท่ากับ ๑๔๔ เม็ดหรือ ๑๒ โหล ส่วนการขนส่งกระดุมจะมีการนำเข้ามา ๒ แบบด้วยกัน คือ ทางเรือ โดยเรือเข้ามาเทียบท่าที่คลองเตยและแหลมฉบัง จากนั้นชิปปิ้งจะนำสินค้ามาส่งให้ที่ร้านและทางเครื่องบิน ปัจจุบันจะมีการขนส่งสินค้าเข้ามาทางเรือในกรณีที่สินค้ามีน้ำหนักมากและทางเครื่องบินหากมีน้ำหนักน้อย ราคาของกระดุมจะขึ้นอยู่กับประเภท ชนิด และวัสดุที่ทำ โดยกระดุมที่ราคาแพงที่สุด คือ กระดุมเพชรจากสวารอฟสกี้ มีราคาถึง ๕๐ บาท เป็นราคาที่ยังไม่รวมค่าภาษี ในช่วงเวลาที่ค่าเงินดอลลาร์ต่อเงินบาทไทยอยู่ที่ ๒๕ บาทเท่านั้น ส่วนกระดุมที่ราคาถูกที่สุด คือ กระดุมพลาสติกที่ผลิตในไทยอย่างกระดุมวีนัส ซึ่งมีราคาไม่ถึง ๑ บาทต่อเม็ด คนสมัยก่อนนิยมใช้กระดุมสวยงามทำเสื้อผ้ากันมาก ไม่ว่าจะลูกค้าทั่วไปหรือลูกค้าเจ้าประจำของร้านไตเย็บใหม่อย่างร้านตัดเสื้อหรือร้านบูติคที่มีชื่อเสียง เช่น ร้านไทยบูติคหรือร้านดวงใจบีส ที่เคยตัดชุดถวายให้กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีมาแล้ว ถ้าตัดชุดหรูส่วนใหญ่ก็จะใช้กระดุมเพชรของสวารอฟสกี้แบบออริจินัลของต่างประเทศกัน “ การซื้อขายกระดุมสมัยก่อนที่สภาพเศรษฐกิจดีมีคนเข้าร้านตลอด   เพราะคนมีกำลังซื้อมาก   คนที่ไฮโซหน่อยก็ไปซื้อของแบนด์เนมกัน   แม้แต่การ์เมนท์ของร้านเสื้อ  New City ของไทยก็ยังมารับกระดุมจากที่ร้านไป   เขาก็ไปทำเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศแล้วคนไทยก็ซื้อกลับมาใส่อีก ” ทุกวันนี้ความนิยมของการใช้กระดุมนำเข้าลดน้อยลงตั้งแต่ผู้คนเลิกนิยมการตัดชุดเสื้อผ้าสวมใส่ เปลี่ยนมาเป็นการใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปตามห้างสรรพสินค้า ด้วยความสะดวกสบาย ราคาถูกกว่าและมีให้เลือกสรรได้หลายรูปแบบ ทำให้ร้านตัดชุดเสื้อผ้าหลายร้านต้องทยอยปิดตัวลง เพราะคนตัดชุดน้อยลง กระดุมและลูกไม้ที่ผลิตทางฝั่งยุโรปก็ผลิตได้น้อยลงรวมถึงกระดุมก็อบปี้จากเมืองจีนมีเข้ามามากส่งผลให้กระดุมนำเข้าค้าขายได้ลำบากขึ้น แม้ตอนนี้จะมีคนเฉพาะกลุ่มที่ยังให้ความสนใจกระดุมเช่นนี้อยู่บ้าง เช่น ดีไซน์เนอร์ ร้านบูติคต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปใช้กระดุมแบบแฮนด์เมดกันมากขึ้น และลูกค้าประจำหลายร้านที่เป็นการ์เมนท์ส่งออกต่างประเทศตั้งแต่สมัยก่อนก็เหลืออีกเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น พาหุรัดยังคงเป็นแหล่งค้าปลีกผ้าของคนในย่านเก่าสำหรับคนที่ต้องการเลือกซื้อผ้าแบบเฉพาะทางและหาไม่ได้จากแหล่งขายผ้าอื่น การเกิดใหม่ของแหล่งค้าผ้าหลาย ๆ ที่เริ่มกระจายตัวอยู่ตามย่านอื่นหรือตามห้างสรรพสินค้าติดแอร์มากขึ้น ทำให้คนมีทางเลือกในการเดินทางและสามารถเลือกซื้อผ้าได้สะดวกขึ้น เกิดผลให้การค้าขายของพาหุรัดเริ่มซบเซาลงมาก ทั้งการค้าผ้า อุปกรณ์การตัดเย็บชุดต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการย้ายกลุ่มร้านค้าบริเวณสะพานเหล็กไปตั้งที่อื่นแทนด้วย ทำให้พาหุรัดในวันนี้อาจจะกลายเป็นแค่ย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากครั้งหนึ่งเท่านั้น ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูล คุณกิตติพงษ์   วงศ์มีนา   เจ้าของร้านไตเย็บใหม่ , คุณสุเทพ   ซิงห์   เลขาธิการสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา  ( วัดซิกข์  ) พัชรินธร เดชสมบูรณ์รัตน์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ ๕๘๐ ของประกาศกระทรวงการคลังฯ เผยแพร่ความรู้และความเข้าใจทางสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ และเพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่รู้จักตนเองและรู้จักโลก

SOCIALS 

© 2023 by FEEDs & GRIDs. Proudly created with Wix.com

bottom of page