พบผลการค้นหา 220 รายการ
- สวนเมืองบางกอก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2560 ตั้งแต่เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ [Young Chao Phraya Delta] เป็นต้นมา การตั้งถิ่นฐานของชุมชนต่าง ๆ ตั้งแต่ลัดเกร็ดน้อย ลัดเมืองนนทบุรี จนถึงลัดเมืองบางกอกมักอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณนี้เต็มไปด้วยพื้นที่เรือกสวนมากกว่าพื้นที่ทำนา การทำสวนผลไม้ซึ่งต้องอาศัยภูมิปัญญาสะสมในการตั้งข้อสังเกตพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงและผืนดินที่ต้องอาศัย "ระบบน้ำแบบลักจืดลักเค็ม" หมายถึงอาศัยระบบนิเวศแบบน้ำกร่อยและน้ำจืดที่ต้องพอดีกันเพื่อให้พืชพันธุ์ได้ปุ๋ยจากตะกอนน้ำพัดพาโดยธรรมชาติและน้ำกร่อยที่ดันเข้ามาจากชายฝั่งทะเล อันเป็นระบบนิเวศธรรมชาติที่ผู้คนสามารถปรับตัวได้และน้ำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตอยู่อาศัยมาตลอดโดยไม่จำเป็นต้องสร้างทำนบหรือเขื่อนกั้นระบบนิเวศแบบผสมผสานนี้ดังเช่นในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในอดีตพื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยเรือกสวนผลไม้ที่อยู่ตามลำคลองสายต่าง ๆ เรียงขนานแยกจากแนวลำน้ำสายใหญ่ในแนวตะวันตก-ตะวันออก เมื่อลึกเข้าไปตามลำน้ำจากสวนผลไม้ก็เปลี่ยนเป็นไร่นาปลูกข้าว โดยแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน โดยทางตะวันออกของพื้นที่เป็นดินตะกอนชุดธนบุรี ซึ่งเป็นดินที่เหมาะแก่การทำสวน ทำไร่ ส่วนด้านตะวันตกเป็นดินชุดบางเลนและบางกอก ซึ่งเหมาะแก่การทำนามีการขุดคลองและคลองธรรมชาติเป็นเครือข่ายหนาแน่น ทำให้เคยเป็นเขตเพาะปลูกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐไม่มีนโยบายควบคุมการใช้พื้นที่เฉพาะที่เหมาะสมจนทำให้พื้นที่สวนและนากลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา การตัดถนนหนทางสายต่าง ๆ รุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดี หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่และหรูหราเกิดขึ้นมากมาย บริเวณนี้จึงกลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยและเปลี่ยนจาก ที่นา ที่สวน ซึ่งมีธรรมชาติของดินอันอุดมสมบูรณ์ไปอย่างสิ้นเชิง การพรรณนาถึงสภาพภูมิศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมของคนสยามในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาเนื่องจากเจริญสัมพันธไมตรีและเพื่อการค้า เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นภาพลายเส้นที่วาดอย่างละเอียดและพรรณนาตามวิชาธรรมชาติวิทยา อธิบายลักษณะของต้นไม้และผลไม้เมืองร้อน เช่น ต้นหมาก กล้วย ขนุน มะพร้าว มะม่วง สับปะรด เงาะ เป็นต้น ภาพลายเส้นวัดและบ้านสวนริมคลองที่พบได้ทั่วไปทางฝั่งธนบุรีช่วงต้นกรุงเทพฯ ในประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยามที่ปรากฏในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดย ตุรแปง บันทึกไว้กล่าวถึง ของสวน ซึ่งเป็นผลไม้อันหลากหลายมากชนิดทั้งกล่าวด้วยว่า ผลไม้ชนิดเลิศที่คนสยามชอบมากที่สุดคือทุเรียน และนับว่าคงเป็นที่นิยมกันมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน ว่า พลู หมาก มะพร้าว ส้ม (มีราว ๓๐ ชนิด แต่ส้มแก้วรสดีที่สุด เป็นส้มผลโตและมีจุกเปลือกเขียว) ทุเรียน (คนสยามชอบผลไม้นี้มาก เหลือก็เอามาทำทุเรียนกวน) ขนุน มังคุด เงาะ มะม่วงหิมพานต์ มะเดื่อ น้อยหน่า น้อยโหน่ง ฝรั่ง มะละกอ กล้วย มะขาม พริกไทย อ้อย สับประรด มะม่วง ข้อสังเกตจากการผจญภัยของเฟอร์ดินัน เมนเดซ ปินโต ที่เดินทางเข้ามาสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวชื่นชมผลไม้ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ผลไม้และพืชผักคุณภาพดีกว่าผลไม้ที่เบงกอลมาก นอกจากนั้น ก็มีมังคุดและทุเรียน ซึ่งมีรสชวนรับประทานยิ่งนัก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผลไม้ต้องเริ่มจากเมษายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม มีส้มผลงามรสดีมากมายที่บรรจุในตะกร้าใบเล็ก มีลิ้นจี่ แต่พืชผักของสยามนั้นดูจะมีคุณภาพด้อยกว่าผลไม้ และไม่ได้รับการดูแลบำรุงเท่าที่ควร และอาหารนั้น ชาวจีนเป็นผู้นำในการผลิต เช่น เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ในช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๘๓-๒๓๘๔ นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่เดินทางเข้าไปภายในคลองสายในตามสวนฝั่งธนบุรีที่สามารถเดินทางไปออกท่าจีน-แม่กลองและเพชรบุรีได้ ก็พบว่าสองฝั่งคลองแน่นขนัดไปด้วยเรือกสวนพรรณไม้นานาชนิดที่เขียวขจีและหอมหวน อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่รอบ ๆ กรุงเทพฯ ที่มีผลไม้รสเยี่ยมและมีหลากชนิด ดังบันทึกของนักเดินทางชาวอังกฤษ เฟรเดอริก อาร์เธอร์ นีล ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๓-๒๓๘๔ “เมื่อเรามาถึงคุ้งที่สองในแม่น้ำนั้น สองฝั่งแม่น้ำก็มีแต่สวนหมากเต็มไปหมด มีกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ตลบ ขณะที่เราผ่านมาตามลำน้ำนับเป็นไมล์” และคณะทูตจากอังกฤษที่เข้ามาในช่วงต้นกรุงเทพฯ และ เซอร์จอห์น ครอฟอร์ด และตามลำดับว่า “ผลไม้ของสยามหรืออย่างน้อยก็โดยบริเวณรอบ ๆ กรุงเทพฯ เป็นเยี่ยมและมีหลากชนิด” สมัยก่อนมีคำกล่าวถึง สวนใน-สวนนอก “สวนใน” หมายถึงสวนตามลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่นนทบุรี ธนบุรีหรือบางกอก ลงไปจนพระประแดง ส่วน “สวนนอก” หมายถึง สวนตามลำน้ำแม่กลอง เช่นที่บางช้าง (สมุทรสงคราม) โดยมีคำเรียกให้คล้องจองกันว่า “บางช้างสวนนอกบางกอกสวนใน” หรือ “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” “สวนในบางกอก” ผู้คนทั้งในท้องถิ่นยังแบ่งเรียกกันเป็น “บางบน” กับ “บางล่าง” ซึ่ง “บางบน” เป็นชื่อเรียกเรือกสวนกลุ่มที่อยู่ในคลองบางกอกน้อยหรือจากปากคลองบางกอกน้อยขึ้นไป ซึ่งอยู่ตอนบนหรือทางทิศเหนือของลำน้ำเจ้าพระยา ไม้ผลที่มีชื่อเสียงของบางบน ได้แก่ ทุเรียน เงาะ กระท้อน มังคุด ละมุด ส่วน “บางล่าง” เป็นชื่อเรียกเรือกสวนกลุ่มที่อยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ลงไปทางราษฎร์บูรณะหรือแถบดาวคะนองต่อบางขุนเทียน หรือซึ่งเป็นทางใต้ของลำน้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ ไม้ผลที่มีชื่อเสียงของบางล่าง ได้แก่ ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน ทุเรียน ส้มโอ หมากพลู กล้วยหอมทอง สวนฝั่งธนฯ เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ยั่งยืนของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโดยทั่วไป สวนเก่าแกดั้งเดิมในฝั่งธนบุรี เป็นสวนผสมทั้งสิ้น ใช้ระบบการปลูกพืชที่มีความสูงต่างระดับกัน โดยคัดเลือกพืชหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันในด้านต่าง ๆ มาปลูกรวมไว้ในสวนขนัดเดียวกันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะคือการยกร่องและทำคันดินกั้นโดยรอบขนัด พื้นที่แต่ละ “ขนัด” จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถือทางน้ำเป็นหลักใหญ่จึงมักจะมีด้านใดด้านหนึ่งติดคลอง รอบสวนจะมีคันดินหรือถนนล้อมรอบเขตสวนของตนซึ่งถือว่าเป็นทางเดินสาธารณะ สามารถเดินผ่านสวนทะลุไปได้ตลอด คันดินนี้ช่วยป้องกันน้ำท่วม แต่ไม่ป้องกันน้ำเค็มที่ซึมขึ้นมาจากใต้ดิน พืชที่ปลูกในแต่ละสวนแต่ละขนัดมีหลายชนิดต่างระดับกันบางสวนเลี้ยงปลาในท้องร่องเช่น ปลานิล ปลาจีน ปลาตะเพียน ปลาแรด เพื่อช่วยกำจัดแหนและวัชพืชน้ำ สร้างสมดุลทางธรรมชาติ สามารถนำมาบริโภคในครอบครัวและนำออกขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างสวนทุเรียนที่บางระมาดในอดีตใช้พื้นที่อกร่องปลูกทุเรียนเป็นหลัก ริมร่องสองข้างปลูกทองหลาง ซึ่งเป็นพืชโตเร็วให้ร่มเงากับทุเรียนได้ดี และทำให้ดินเย็น ชื้น ช่วยยึดดินไม่ให้ร่องพังทลายและยังเป็นค้างให้พลูเกาะ ใบทองหลางซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วเมื่อหล่นลงในท้องร่องเน่าสลายแล้วกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี ใต้ร่มเงาของทองหลางปลูกข่า ตะไคร้ บนคันล้อมสวนปลูกมะพร้าว มะม่วง กล้วย ซึ่งล้วนเป็นพืชที่ขึ้นง่ายช่วยบังลมพายุ เป็นระบบที่เกื้อกูลพืชโตช้าอย่างทุเรียนและยังใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ชาวสวนมีประเพณีและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการทำสวน เช่น การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ไว้ที่สวน เมื่อเก็บผลผลิตแล้วครั้งหนึ่ง ชาวสวนจะคัดทุเรียนลูกที่ดีถวาย ๑ ลูก และบนบานศาลกล่าวให้ผลผลิตในปีต่อไปดกกว่าเดิม เป็นการหาที่พึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงของชาวสวนอย่างเห็นได้ชัด ภาพลายเส้นภาพต้นไม้และผลไม้จากเอกสารของเดอ ลาลูแบร์ ที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ผลไม้ดารดาษจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ตาม พื้นที่สวนผลไม้เขตฝั่งธนบุรีและนนทบุรีก็ยังมีสวนที่รุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ผลไม้หลักที่ขึ้นชื่อมากที่สุดคือ ทุเรียน รองลงไปมีส้มเขียวหวานและส้มโอ มังคุด ส่วนพวกสับปะรดมักจะปลูกแซมระหว่างต้นไม้หลัก พวกละมุด มะปราง มะม่วง มะพร้าว มะนาว และกล้วย ก็มักปลูกตามคันสวน เอกสารเก่าก็จะมีเรื่องเกี่ยวทุเรียนเขียนไว้มากมาย เพราะทุเรียนเป็นเสมือนผลไม้ทิพย์ที่คนไทยนิยมรับประทานกันมากที่สุดและทุเรียนดีมักมีราคาแพง เป็นพืชที่ตลาดนิยม สามารถสร้างรายได้ดีให้แก่ชาวสวน แถวธนบุรี นนทบุรีและกรุงเทพ ฯ เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีก่อน ปลูกทุเรียนกันมากเรียกว่าทุเรียนสวน ถือว่าเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพดีและมีราคาค่อนข้างแพง บันทึกในตำราทำสวนของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ไว้ว่า ทุเรียนบางบน ในคลองบางกอกน้อยที่บางผักหนาม และแถบตำบลบางขุนนนท์ บางขุนศรี คลองชักพระ ตลิ่งชัน เป็นทุเรียนดีมีชื่อจำเพาะต้นนั้นพันธุ์นั้น ผลโตงามพูใหญ่สีเนื้อเหลืองแต่หยาบ รสมันมากกว่าหวาน ซื้อขายกันได้ราคา.. ครั้นภายหลังมาในถิ่นบางบนนี้มีน้ำท่วมบ่อย ๆ ต้นทุเรียนทนน้ำไม่ค่อยไหวล้มตายเสียแทบหมด ส่วนทุเรียน บางล่าง เนื้อละเอียดแต่บาง สีเหลืองอ่อนมักจะเป็นสีลาน แต่รสหวานสนิทดีกว่าบางบนคนชอบใจกินมาก จากหนังสือ “พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งไว้ราว พ.ศ.๒๔๒๗ กล่าวถึงชื่อทุเรียนเป็นคำกลอนไว้ถึง ๖๘ พันธุ์ ต่อมามีการขยายพันธุ์และเกิดพันธุ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เคยสำรวจพันธุ์ทุเรียนที่ปลูกอยู่ทั่วไปในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สามารถระบุชื่อพันธุ์ได้ ๑๒๐ พันธุ์ แต่มีชื่อเสียงอยู่ในวงการค้าประมาณ ๖๐-๘๐ พันธุ์ ซึ่งโดยมากปลูกอยู่ทางฝั่งธนฯ และนนทบุรี เฉพาะในฝั่งธนฯ ที่สำรวจพบขณะนั้น และเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมีประมาณ ๔๐ พันธุ์ สวนทุเรียนหลายขนัดเคยล่มเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. ๒๔๖๐ และ พ.ศ. ๒๔๘๕ มาแล้ว โดยเฉพาะในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ น้ำท่วมใหญ่และท่วมสูงติดต่อกันหลายเดือน สวนผลไม้ในเขตกรุงเทพฯ ธนบุรี นนทบุรี เสียหายอย่างหนักยืนต้นตายเกือบหมดสิ้น จากนั้นจึงมีการปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งแม้จะต้องเสียเวลาบำรุงรักษานับสิบปี แต่เนื่องจากเป็นไม้ผลราคาดี ชาวสวนจึงนิยมปลูกใหม่กันทั่วไป ดังนั้น จึงยังคงมีสวนทุเรียนหลงเหลืออยู่ แต่สันนิษฐานว่าหลังปี พ.ศ. ๒๔๘๕ มีผู้นำทุเรียนจากที่นี้ไปปลูกยังจันทบุรีอยู่เรื่อย ๆ ต่อมาพันธุ์ดี ๆ เหล่านี้ได้แพร่หลายไปในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ตราด ระยอง นครนายก ปราจีนบุรี ความนิยมในการบริโภคทุเรียนสมัยนั้นราว พ.ศ. ๒๕๐๐ นิยมกันที่ ทุเรียนที่มีผลใหญ่ เปลือกบาง เนื้อมาก เมล็ดเล็ก ไม่ฉุนรุนแรง เนื้อสวย ไม่เปียกแฉะ ท้องตลาดนิยมสีนาก (สีเหลืองปนแดงแบบสีจำปา) รองลงไปก็เป็นสีเหลืองแก่ สีเหลือง จนกระทั่งสีลาน (คล้ายสีใบลาน) ตามลำดับ ส่วนลักษณะเนื้อนั้นนิยมเนื้อที่ละเอียด ไม่มีเสี้ยน รสหวานมัน ความนิยมของตลาดผู้บริโภคทุเรียนปัจจุบัน จะเห็นว่าเหลือเพียงไม่กี่พันธุ์เท่านั้น เช่น พันธุ์หมอนทอง ที่ยังขายได้ราคาดีทั้งในตลาดภายในและภายนอกประเทศ ส่วนพันธุ์ชะนี แม้จะยังเป็นที่นิยมทั่วไป แต่ราคาในตลาดถูกกว่าหมอนทองหลายเท่า ชาวสวนจึงหันไปปลูกหมอนทองมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยเป็นที่นิยม อย่างพันธุ์ก้านยาวกลายเป็นพันธ์หายากและมีราคาแพง ทุเรียนจากบางขุนนนท์ที่กลายเป็นแม่พันธุ์ขยายไปสร้างชื่อเสียง ให้เมืองนนทบุรี นอกจากปลูกด้วยเมล็ด ซึ่งใช้เวลานานชาวสวนทุเรียนใช้วิธีตอนกิ่งปลูก เพาะเมล็ดน้อยลง ก็คงเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ดีและมีคนชอบพันธุ์เก่า ๆ คงสูญหายไป ในสวนแถบฝั่งธนบุรีพืชพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นไม้ผลไม้ยืนต้นที่สร้างรายได้ พืชเหล่านี้ปลูกกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกตามชนิดและพันธุ์ต่างๆ ที่สำคัญได้ดังนี้ มะพร้าวใหญ่ (สำหรับแกง) กระท้อน พันธุ์ทับทิม พันธุ์ล่าหรืออีล่า มะไฟ พันธุ์ครูถิน พันธุ์ยายเพาะ พันธุ์ไข่เต่า พันธุ์ปุยนุ่น พันธุ์ตาเจือหรือเหรียญทอง พันธุ์น้ำตาลทราย พันธุ์ชะอม มะม่วง พันธุ์พราหมณ์ขายเมีย พันธุ์เขียวไข่กา พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์อกร่อง ชมพู่ พันธุ์สีนาก พันธุ์มะเหมี่ยว พันธุ์แขกดำ พันธุ์น้ำดอกไม้ พันธุ์แก้มแหม่ม ทุเรียน พันธุ์กบแม่เฒ่า พันธุ์ตาขำ พันธุ์ชะนี พันธุ์ขั้วสั้น พันธุ์ก้านยาวพันธุ์ พันธุ์กะเทย ละมุด พันธุ์สีดา พันธุ์ไข่ห่าน พันธุ์มะกอก ส้ม พันธุ์เขียวหวาน พันธุ์ส้มจี๊ด พันธุ์ส้มโอ กล้วย กล้วยน้ำหว้า กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยตานี กล้วยนาก รวมทั้งหมาก ปะปราง ขนุน มะกรูด มะนาว เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีพืชไม้ป่าทั้งชนิดยืนต้นและชนิดเลื้อยที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ชำมะเลียง มะกอกน้ำ จิกน้ำ ตะลิงปลิง มะหวด มะขวิด มะตาด ไทร บอระเพ็ด ฟักข้าว ไผ่ต่าง ๆ ผลไม้ดารดาษจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังมีคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในฝั่งธนบุรียึดอาชีพทำสวน เริ่มแรกเข้ามาถือสวนจากชาวสวนไทยแต่คนจีนมักปลูกพืชที่ขายได้กำไรหรือเป็นพืชเศรษฐกิจตามสมัยนิยม สวนของคนจีนจึงมีทั้งสวนหมาก สวนพลู และสวนผักที่ชาวจีนนิยมปลูกกันพวกหัวไชเท้า ผักกาด พร้อมกับเลี้ยงหมูควบคู่ไปด้วย ดังเห็นได้จากบันทึกของชาวยุโรปที่เข้ามาบางกอกในสมัยรัชกาลที่ ๓ กล่าวถึงสวนของคนจีนที่อยู่ลึกเข้าไปจากแม่น้ำเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๙ ว่า “มีการทำสวนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก อาจจะพูดไม่ได้ว่าเป็นสวนที่มีคุณภาพดีเลิศ แต่ทว่าเป็นสวนที่งอกงามดี….มีร่องถั่ว….ผักกาดหอม หัวไชเท้า (หัวผักกาด) ใบพลู และหมาก ซึ่งปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ในสวน ชาวสวนอยู่อาศัยในกระต๊อบสกปรกเล็กๆ ภายในอาณาบริเวณไร่สวนของตน มีสุนัขเฝ้าสวนเป็นจำนวนมากและมีเล้าหมูส่งกลิ่นตลบอบอวล” วิธีทำสวนของคนจีนแตกต่างไปจากสวนคนไทย เพราะทำควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ ใช้มูลสัตว์และปลาเน่าเป็นปุ๋ยชีวภาพ ช่วยทำให้พืชผักงอกงาม ขายได้ราคา ในยุคแรกๆ คนไทยส่วนหนึ่งก็ไม่นิยมกินผักจากสวนของคนจีนเพราะเห็นว่าสกปรก โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่ามีการนำมูลคนไปรดผักและเชื่อเช่นนั้นอยู่เป็นเวลานาน แต่ผักจากสวนของคนจีนเน้นปลูกจำนวนมากและราคาไม่แพง ด้วยความขยันอุตสาหะ สวนผักของคนจีนจึงกลายเป็นพืชผักหลักในการบริโภคในสำหรับอาหารและแทนที่ผักท้องถิ่นที่ออกผลตามฤดูกาลและมีจำนวนหลากหลายกว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการขุดคลองมหาสวัสดิ์เชื่อมคลองบางกอกน้อยออกแม่น้ำท่าจีน สองฝั่งคลองขุดใหม่ก็เริ่มมีชาวจีนเข้ามาเช่าที่ตั้งรกรากปลูกผักขายทั้ง คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ฯลฯ จนบริเวณริมฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ด้านใต้กลายเป็นพื้นที่ยกร่องทำสวนผักของคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วเกือบทั้งนั้น และบริเวณนี้เรียกว่า “สวนผัก” มาจนถึงปัจจุบัน การทำสวนของคนจีนให้เกิดรายได้ดี ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ชาวจีนจำนวนหลายพันในเมืองใกล้เคียงกรุงเทพ ฯ ได้พากันไปรับจ้างทำสวนผักและสวนพลู กับเลี้ยงหมู ทำให้การทำสวนและเล้าหมูแพร่หลายยิ่งขึ้น ในหนังสือ “ลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ที่กล่าวถึง “เรื่องสวน” ของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) (พ.ศ.๒๓๙๒-๒๔๖๓) เป็นอดีตอธิบดีกรมพระคลังสวน อธิบดีจัดการกรมภาษีร้อยชักสามที่ปัจจุบันคือกรมศุลกากร ท่านกล่าวถึงการทำสวนว่า “เป็นสิ่งสำคัญอันสมควรที่จะให้รู้ธรรมชาติของที่แผ่นดิน อันจะได้ขุดร่องยกคันโก่นสร้างที่แผ่นดิน จะได้หว่านเพาะต้นไม้มีผลที่เป็นต้นไม้ยืนนาน และต้นไม้ล้มลุกเพราะหว่านตามฤดูสมัยให้ได้ผลอันดีมีราคามาก และต้องยากลำบากที่จะต้องลงแรงลงทุน และเปลื้องเวลาแต่น้อย ในการประสงค์จะให้ผลดังนี้ มีการอยู่ ๔ อย่างที่ชาวสวนควรจะมีทรงไว้ ความคาดหมายประโยชน์จึงจะเป็นอันสำเร็จได้ คือว่าจะต้องมีทุนคือเงินที่จะได้ออกใช้สอยในสิ่งที่ควรต้องการ ๑ แรงหรือมือเพื่อที่จะได้ทำงานที่ต้องการ ๑ ความรู้ในทางที่ดีที่สุดแห่งการงานที่จะทำ ๑ และความฉลาดเพื่อที่จะได้บัญชาใช้ทุนและแรงที่จะต้องออกทำ ๑ คุณสมบัติ ๔ อย่างนี้มีอยู่ในชาวสวนผู้ใดแล้ว ความมาดหมายที่จะให้เกิดประโยชน์ ก็คงเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง รวมเป็นสิ่งซึ่งเป็นวิชาสำหรับชาวสวนที่ควรต้องศึกษาและประพฤติไปด้วยกัน” อันหมายถึงการทำสวนนั้นจำเป็นต้องใช้ทุนรอนและความอดทนสติปัญญาในการปรับสภาพพื้นดินให้เข้ากับพืชพันธุ์ที่ต้องมีการคัดเลือกและสร้างพันธุ์ใหม่อยู่เสมอ งานทำสวนจึงเป็นงานหนักแต่น่าจะทำให้ชาวสวนนั้นเป็นกลุ่มที่มีรายได้ดีกว่าอาชีพอื่น ๆ หมากเคยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ชาวสวนเป็นอันมากและรัฐก็มีรายได้จากการเก็บอากร สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้แก่รัฐ เช่นเดียวกับพลูซึ่งต้องเคี้ยวคู่กับหมาก ภาษีหมากจึงเข้าอยู่ในอากรสวนใหญ่ที่ปลูกโดยยกร่องสวน โดยมีพิกัดอัตราอากรอย่างเป็นหลักเกณฑ์ ครั้นภายหลังสนธิสัญญาเบาริงก็ปรับปรุงเพิ่มขึ้น เช่น หมากเอก (สูง ๓-๔ วาขึ้นไป) แต่เดิมเสียอากรต้นละ ๕๐ เบี้ย ภายหลังสนธิสัญญาขึ้นเป็น ๑๓๘ เบี้ย และหมากผากรายออกดอกประปรายเคยเสียต้นละ ๔๐ เบี้ย ภายหลังสนธิสัญญาแล้วขึ้นเป็น ๑๒๘ เบี้ย รายได้จากการเก็บภาษีของชาวสยามนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ภาษีอากรที่เรียกเก็บมากที่สุดคือผลิตผลการเกษตรจำพวกหมาก มะพร้าวผลไม้และพืชผักต่าง ๆ มากกว่าภาษีโรงเรือน ภาษีการค้า ภาษีเหล้าในทุกจังหวัดรวมกัน ภาษีการจับปลา ภาษีซุงและไม้สัก ดังที่พบว่ามีการเก็บภาษีไม้ซุงและไม้สักที่อยู่ในเขตเทือกเขาทางภาคเหนือ ซึ่งยังไม่ได้รายได้มากเท่ากับภาษีจากพืชผลไม้จากการเกษตร อาจจะเป็นเพราะไม้ซุงหรือไม้สักอยู่ในหัวเมืองห่างไกลและใช้ระบบสัมปทานโดยเจ้าผู้ครองนครกับชาวตะวันตก แม้จะอยู่ในช่วงที่ประเทศสยามในขณะนั้นก้าวเข้าสู่ความทันสมัยใหม่ในการเป็นประเทศสมัยใหม่แล้วก็ตาม ภาษีจากผลิตผลการเกษตรจากหมาก มะพร้าว และผลไม้ยังเป็นอันดับต้น ๆ จะเป็นรองเพียงภาษีโรงเหล้า รายได้ของรัฐจึงพึ่งพาภาษีจากสวนในและสวนนอกตลอดจนพื้นที่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่มากกว่าพื้นที่อื่น ๆ สิ่งเหล่านี้คือช่วงเวลาก่อนที่การอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ จะเข้ามาทำกิจการในสยามประเทศ แม่ค้าเรือพายในย่านตลิ่งชันเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๑๒ บันทึกจากเอกสารทั้งจดหมายเหตุของชาวต่างชาติในสมัยอยุธยาและเอกสารการเก็บอากรสวนของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ ทำให้เห็นความสำคัญของสวนผลไม้ในบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาและสวนผลไม้แถบสมุทรสงครามว่า มีการปลูกไม้ผลที่สำคัญ ๆ คือ ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะปราง ลางสาด หมาก พลูค้างทองหลาง ๗ พันธุ์นี้สามารถเก็บอากรใหญ่ บริเวณใดมีจำนวนไม้ผลชนิดนั้นมากก็เรียกว่าสวนสิ่งนั้น ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๒๕ พืชเศรษฐกิจ ๗ ชนิดที่รัฐจัดเข้า อากรสวนใหญ่ คือ ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะปราง ลางสาด หมากและพลูค้างทองหลาง จะเสียค่าอากรสูงกว่าไม้ล้มลุกซึ่งเสียเป็นอากรสมพัตรสร ที่กำนันจะเป็นผู้เดินสำรวจนับจำนวนต้นผลไม้ ซึ่งแล้วแต่จะกำหนดว่าต้นไม้ชนิดใดเก็บเท่าใด แต่ต่อมามีปัญหาการนับต้นไม้ที่ตายไปบ้างมากและชาวสวนก็ไม่ยอมเสียอากร ต่อมารัฐได้ตราพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ ขึ้นมา จึงได้ยกเลิกอากรสมพัตรสรไป ความผันแปรของการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาจนไปถึงเขื่อนภูมิพล รวมทั้งการขุดลอกสันดอนปากน้ำและนโยบายการชลประทานแบบแยกส่วนระหว่างบริเวณที่เป็นน้ำจืดและน้ำเค็ม ทำให้รูปแบบน้ำแบบลักจืดลักเค็มด้อยไปเพราะเป็นการบิดเบือนธรรมชาติและรูปแบบการใช้น้ำในท้องถิ่นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่ ทำให้สวนทุเรียนและสวนผลไม้ทรุดโทรมไปตามลำดับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการใช้ที่ดินและน้ำในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและการขยายตัวของมหานคร เกิดขึ้นจากโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เข้าสู่ความทันสมัยจนเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิมจึงเกิดขึ้นอย่างถาโถมและรุนแรงมากเสียจนการแก้ปัญหาเฉพาะสวนเฉพาะตัวเช่นแต่ก่อนก็ไม่สามารถต้านทานได้ ชาวสวนชาวสยามที่เคยมีชีวิตอยู่อย่างสงบร่มเย็นในอดีต และเมืองได้เข้ามารุกไล่ จนชาวสวนดั้งเดิมต้องมีชีวิต เงียบ ๆ ในสวนลึก ๆ ห่างจากถนนใหญ่และชาวสวนบางคน บางตระกูลก็ต้องละเลิกหายหน้าไปเนื่องจากการสร้างถนน สวนที่กลายเป็นเมืองในปัจจุบันนอกจากจะหาทางออกเรื่องแก้ไขสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้แล้ว ยังทำได้เพียงพยุงความรู้สึกของการเป็นคนริมน้ำและใช้ชีวิตท่ามกลางต้นไม้และผืนดินไว้เท่าที่การท่องเที่ยวที่สร้างตลาดน้ำหรือตลาดบกขึ้นมาใหม่จะทำได้ ทั้งที่นา สวนผลไม้และสวนผัก ถือเป็นเพียงเรื่องราวติดที่ของอดีตที่เคยรุ่งเรืองในการเป็นพื้นที่ซึ่งผลิตผลไม้รสชาติดีที่สุดแห่งหนึ่ง หากผู้ใดเคยไปท่องเที่ยวในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำต่าง ๆ ในเขตร้อน โดยเฉพาะสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามก็พอจะมองเห็นว่าพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ ล้วนมีพันธุ์ใกล้เคียงกันแต่ต่างกันที่รสชาติอันเนื่องมาจากความชำนาญที่สั่งสมในการคัดเลือกสายพันธุ์และสร้างสายพันธุ์ใหม่ของชาวสวนที่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้อาจะเรียกว่าภูมิปัญญาก็ได้ การสั่งสมและการถ่ายทอดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันรวดเร็วต้องศึกษาทดลองบางทีอาจจะหลายชั่วคน ชาวสวนของเราถูกบังคับโดยปริยายให้ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป และนำเอาถนนสายใหญ่ตึกรามบ้านช่องสวยสง่าใหญ่โตและสนามหญ้าหน้าบ้านเข้ามาแทนที่ บทสรุปก็คือ เราละทิ้งมรดกที่มีค่าไว้เบื้องหลังแต่กลับถูกยัดเยียดโครงสร้างทางกายภาพและชีวิตวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่ฉาบฉวยและทำลายพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่ [Young Delta] มาแทนที่ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ศาลเจ้ายายหอมเลี้ยงเป็ด กับตำนานพื้นบ้านที่โบราณสถาน จ.นครปฐม
เผยแพร่ครั้ง 1 มิ.ย. 2561 พระประโทณเจดีย์ เมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเมืองในสมัยทวารวดี ตั้งอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำ เจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีน โดยมีลำน้ำสายต่าง ๆ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำทั้งสองสายและไหลไปออกทะเลอ่าวไทยทางทิศใต้ ลำน้ำที่สำคัญ ได้แก่ คลองบางแก้ว และ คลองบางแขม ทั้งสองลำน้ำไหลมาจากแม่น้ำแม่กลองแล้วไหลมาจรดที่แม่น้ำท่าจีน ลักษณะผังเมืองของเมืองนครปฐมโบราณเป็นเมืองสี่เหลี่ยม มุมมนขนาดใหญ่ ตัวเมืองมีความกว้างประมาณ ๒ กิโลเมตรและยาวประมาณ ๓.๖ กิโลเมตร ไม่มีคันดินแต่มีคลองคูเมืองล้อมรอบ โดยเมืองนครปฐมโบราณพบโบราณสถาน และหลักฐานทางโบราณวัตถุในสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันผู้ที่ผ่านมาจังหวัดนครปฐมก็คงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยม ชม “พระปฐมเจดีย์” เจดีย์องค์ใหญ่ที่เป็นศาสนสถานสำคัญและโดดเด่นของจังหวัดนครปฐม สร้างขึ้นครอบพระเจดีย์องค์เดิมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตาม โบราณสถานที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ที่อยู่ไม่ไกลกับพระปฐมเจดีย์มากนัก คือ “เจดีย์พระประโทณ” พระมหาเจดีย์กลางเมืองโบราณในยุคทวารวดี ในบริเวณพระประโทณเจดีย์นี้มีศาลที่มีตุ๊กตาเป็ดถวายแก้บนอยู่จานวนมาก มีทั้งแบบปูนปั้นกระเบื้องแทนที่จะเป็นตุ๊กตา ไก่หรือหุ่นทหารที่นำมาแก้บนตามที่เห็นบ่อยๆ ตามศาลในหลายที่ ศาลแห่งนี้คือ “ศาลยายหอม” ที่เกี่ยวข้องกับ “ตำนานพระยากง-พระยาพาน” ตำนานท้องถิ่นที่พูดถึงการสร้างพระปฐมเจดีย์และเจดีย์พระประโทณและชื่อบ้านนามสถานที่สำคัญของเมืองนครปฐมโบราณ มีจดไว้เป็นลายลักษณ์ ๓ ฉบับ คือฉบับพิมพ์อยู่ในพงศาวดารเหนือ น่าจะเป็นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดเพราะเป็นเอกสารสมัยอยุธยา และอีก ๒ ฉบับ อยู่ในหนังสือเรื่องพระปฐมเจดีย์ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้มาจากตาปะขาวรอตฉบับหนึ่งกับอีกฉบับหนึ่งได้มาจาก พระยาราชสัมภารากร แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เจ้าพระยาทิพากรวงศ์จึงคัดรวมขึ้นเป็นเรื่องเดียวกัน พระยากงเป็นผู้ครองเมืองนครชัยศรี (บางแหล่งบอกว่าเป็น เมืองกาญจนบุรี) เป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถปกครองบ้านเมืองและประเทศราชอย่างมีความสุข พระองค์และพระอัครมเหสีได้บำเพ็ญทานและรักษาศีลอย่างหนักแล้วตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอบุตรไว้สืบสันตติวงศ์ ต่อมาพระอัครมเหสีได้ตั้งครรภ์และคลอดพระโอรสรูปงามผิวพรรณดี ซึ่งในพิธีคลอดนั้นได้นำพานไปรองรับพระโอรสแต่ศีรษะของ พระโอรสได้กระทบกับขอบพานทอง เกิดเหตุอัศจรรย์พานทองที่แข็งแรงนั้นบุบยุบลงไป โหรจึงกราบทูลว่าพระราชกุมารนี้มีบุญมากนัก ใจก็ฉกรรจ์ และจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากพระองค์ แต่ในอนาคตพระโอรสองค์นี้จะทำ “ปิตุฆาต” พระยากงปริวิตกในคาทำนาย จึงมีคำสั่งให้เอาพระกุมารไปฆ่าเสีย ฝ่ายอัครมเหสีได้ติดสินบนเพชฌฆาตให้ฆ่าเด็กทารกอื่นแทน แล้วให้นำพระโอรสของนางไปให้ “ยายหอม” หญิงชาวบ้านผู้มีอาชีพเลี้ยงเป็ดเป็นคนเลี้ยงดู พร้อมให้ตั้งชื่อว่า “พานทอง” ยายหอมซึ่งได้รับคำสั่งของอัครมเหสีจากเพชฌฆาตก็ทำตามด้วยความรักและความเมตตาในชะตากรรมของพระโอรสน้อยผู้น่าสงสาร เลี้ยงดูพระโอรส อย่างดีเหมือนกับลูกของตนเองและได้พาไปฝากเรียนหนังสือกับพระอุปัชฌาย์ผู้เก่งกาจในแถบนั้น จนเมื่อครั้นเจริญวัยใหญ่ขึ้น ยายหอมจึงได้เอาพานทองไปให้พระยาราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม (บาง แหล่งบอกสุโขทัย) และได้รับราชการอยู่กับพระยาราชบุรีจนมีความดีความชอบมากมาย จนได้ขึ้นเป็นอุปราชเมืองราชบุรี ในปีหนึ่งของเมืองราชบุรีเกิดฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่มีเครื่องราชบรรณาการดอกไม้เงิน ดอกไม้ทองที่จะส่งให้กับนครชัยศรี พระอุปราชพานทองเห็นว่าปีนี้ไม่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับเมืองนครชัยศรี เพราะบ้านเมืองของเรากำลังลำบากมาก พระยาราชบุรีบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด พระอุปราชทรงยืนยันและจะขอต่อสู้และปกป้องเมืองราชบุรีเองหากพระยากงยกทัพมา ฝ่ายพระยากงทราบดังนั้นก็พิโรธจัด จึงสั่งยกทัพบุกตีเมืองราชบุรีที่แข็งขืนไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการและไม่ยอมอ่อนน้อม ยกทัพใหญ่มาตีเมือง ราชบุรีด้วยพระองค์เอง พระอุปราชพานทองจึงอาสายกทัพออกมาสู้ศึก ออกมาสู้กันอยู่ที่แขวงเมืองนครชัยศรี และทั้งคู่ได้กระทำยุทธหัตถี รบกันบนหลังช้าง พระยากงพลาดท่าเสียทีถูกอุปราชพานทองฟันพระศอด้วยของ้าวขาดสิ้นพระชนม์บนหลังช้างศึกกลางสนามรบ ที่อันนั้นจึงเรียกว่า “ถนนขาด” มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันอยู่ตำบลถนนขาดทางที่จะไปเนินโบราณสถานดอนยายหอมทางใต้ของเมืองโบราณนครปฐม เมืองนครชัยศรีจึงต้องตกเป็นเมืองขึ้นของราชบุรี พระยาราชบุรีจึงยกเมืองนครชัยศรีให้พระองค์ปกครอง ซึ่งทรัพย์สมบัติ ข้าทาส บาทบริจาริกา สนมนางใน และพระมเหสีของเมืองนครชัยศรี ก็ต้องตกเป็นสมบัติของพระองค์โดยปริยาย ในวันหนึ่งพระยาพานมีพระประสงค์จะเข้าไปบรรทมกับพระมเหสีของพระยากง เทพยดาจึงนิรมิตรเป็นสัตว์ บางแหล่งบอกว่าเป็นแพะ บางแหล่งบอกเป็นวิฬาร์แม่ลูกอ่อนนอนขวางบันไดปราสาทอยู่ เมื่อพระยาพานเดินข้ามสัตว์แม่ลูกไป ลูกสัตว์จึงว่ากับแม่ว่า ท่านเห็นเราเป็นสัตว์เดรัจฉานท่านจึงข้ามเราไป แม่สัตว์จึงว่ากับลูกว่านับประสาอะไรกับเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน “แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย” พระยาพานได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดความสงสัย เมื่อเข้าไปถึงห้องพระมเหสีจึงตั้งสัจอธิษฐาน หากพระอัครมเหสีเป็นมารดาของพระองค์จริงก็ให้ปรากฏว่ามีน้ำนมไหลออกมาจากถันยุคลให้เห็น ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้นน้ำนมจากถันของพระมเหสีก็ได้ไหลซึมและไหลย้อยออกมานอกเสื้อทรงของพระนาง พระยาพานทองเห็นดังนั้นจึงรีบลุกจากพระที่นั่งลงมานั่งกับพื้นแล้วกันแสงแล้วก้มกราบพระมารดาแนบพื้น พระมารดาตกพระทัยแต่พอจะอนุมานได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะคำทำนายโหรบอกว่าใครคือคนที่จะฆ่าพระยากง ทั้งสองแม่ลูกจึงได้สอบถามและบอกเรื่องราวที่มาที่ไปของกันและกัน พระยาพานจึงโกรธยายหอมที่รู้เรื่องทั้งหมดแต่ไม่ยอมบอก จึงเป็นเหตุกระทำปิตุฆาต จึงจับยายหอมฆ่าทิ้งเสีย ยายหอมเมื่อจะตายนั้นก็รำเย้ยให้ ครั้นตายแล้วแร้งลงกินศพยายหอม คนจึงเรียกที่นั้นว่าอีรำท่าแร้ง บ้านยายหอมจึงเรียกว่า “โคกยายหอม” มาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันคือ ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ชะตากรรมยายหอมผู้ซื่อสัตย์ต้องมาจบชีวิตลง คนทั้งปวงจึงเรียกพระยาพานทองว่า “พระยาพาล” ด้วยเหตุฆ่าบิดากับยายหอมผู้มีพระคุณ ศาลยายหอมที่อยู่ในบริเวณวัดดอนยายหอม ฝ่ายพระยาพานเมื่อพระทัยเย็นลงแล้ว ก็พิจารณาใคร่ครวญเรื่องราวต่าง ๆ อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อได้สติพระยาพานเสียพระทัยที่พระองค์ได้ทำกรรมอันหนักหนาและใหญ่หลวงต่อผู้มีพระคุณถึงสองท่าน ไม่เป็นอันกินอันนอนด้วยเกรงกลัวในบาปอันมหันต์นี้ยิ่งนัก จึงประชุมพระอรหันต์แลสงฆ์ทั้งปวง ว่าจะทำกุศลสิ่งใดกรรมนั้นจะเบาบางลงได้บ้าง พระอรหันต์จึงว่าให้สร้างพระเจดีย์สูงใหญ่เท่ากับนกเขาเหิน ถวายเป็นพุทธบูชาเพื่ออุทิศบุญให้กับพระยากงพระบิดา แล้วสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์อุทิศให้ยายหอมก็จะทำให้ได้บุญกุศลมาก และกรรมหนักนั้นจะได้เบาบางลงบ้าง หนังสือบางแห่งว่าพระอรหันต์ที่มาประชุมนั้นท่านชื่อพระคิริมานนท์ ชื่อพระองคุลิมาร และที่ประชุมพระอรหันต์นั้นจึงเรียกว่า “ธรรมศาลา” มาจนถึงทุกวันนี้ ศาลยายหอมที่อยู่ในบริเวณวัดพระประโทณเจดีย์ พระยาพานได้ฟังดังนั้นก็เลื่อมใสศรัทธา จึงดำรัสสั่งให้เสนาบดีคิดการสร้างพระเจดีย์ใหญ่สูงเท่านกเขาเหิน (นกเขาบิน) จึงได้ก่อสร้างพระเจดีย์ครอบพระปฐมเจดีย์องค์เก่าให้ใหญ่สวยงาม และสูงเท่ากับนกเขาเหินเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับพระบิดาคือพระยากง และ ได้สร้างพระประโทณเจดีย์อย่างสวยงามและใหญ่โตอีกแห่งหนึ่ง เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับยายหอมผู้เป็นแม่เลี้ยงของพระยาพาน ปัจจุบันที่วัดพระประโทณเจดีย์ มี “ศาลยายหอม” ที่อยู่ข้าง กันกับเจดีย์พระประโทณ ภายในศาลมีรูปปั้นยายหอมกับเด็ก และจะพบผู้คนที่ศรัทธานำตุ๊กตารูปปั้นเป็ดมาถวายเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่นิยมนำเป็ดมาเป็นของถวายก็ไม่มีอะไรซับซ้อน มากกว่าในตำนาน ที่ว่า “ยายหอมมีอาชีพเลี้ยงเป็ด” ทั้งนี้ก็เพื่อความศรัทธาและนำมาแก้บนสำหรับผู้ที่มาขอกับศาลยายหอม อย่างไรก็ตามศาลยายหอมยังมีอีกที่หนึ่งคือที่ “เนินพระ” ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ที่ห่างจากกันประมาณ ๘-๙ กิโลเมตร ชาวบ้าน เรียกว่า “วัดโคกยายหอม” ที่เชื่อกันว่ายายหอมผู้เลี้ยงพระยาพานตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนี้ตามตำนาน และที่แห่งนี้ก็เป็นแหล่งโบราณสถาน สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ศาลยายหอมข้างพระประโทณเจดีย์จึงมีที่มาจากตำนานท้องถิ่นประจำเมืองนครปฐมโบราณนั่นเอง พชรพงษ์ พุฒซ้อน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สามย่านรามา โรงหนังในย่านตลาดของคนเมืองแกลง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2561 หากเอ่ยถึงคำว่า “สามย่าน” หลายคนคงนึกไปถึงสามย่าน แถบจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่สามย่านที่กำลังจะกล่าวถึงคือสามย่านที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งการให้ความหมายของคำว่า “สามย่าน” ของคนเมืองแกลงนั้นมีอยู่หลายชุดข้อมูล จากการพูดคุยกับ ครูลำใย วงศ์พิทักษ์ อดีตข้าราชครูผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนเมืองแกลงวัย ๙๒ ปี เล่าว่า ‘การเป็น ‘สามย่าน’ คือ หากยืนตรงจุดกลางสามแยกหน้าที่ว่าการอำเภอ (หลังเก่า) หันหลังให้ที่ว่าการอำเภอแล้ว ‘หันหน้า’ ไปยังบ้านดอนเค็ดและบ้านโพธิ์ทอง ซึ่งมีถนนลงไปสู่ท่าเรือ ปัจจุบันคือหัวสะพานร้อยปีเมืองแกลง ‘ขวามือ’ คือเส้นทางไปสู่วัดพลงช้างเผือกและบ้านทะเลน้อย ‘ซ้ายมือ’ คือเส้นทางไปสู่ทางวัดสารนาถธรรมาราม’ แต่ก็มีคนรุ่นต่อมาให้ความหมายของ “สามย่าน” อีกว่า คือสามแยกที่เป็นถนนสุขุมวิทตัดกับถนนเดิมบริเวณป้ายทันใจและวงเวียนนอกซึ่งเป็นหัวถนนสุนทรโวหาร ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว บริเวณดังกล่าวเคยเป็นที่จอดรถโดยสารสำหรับไปมาที่ตลาดสามย่าน เดิมเมืองแกลงที่ “สามย่าน” นั้นมีแหล่งการค้าและความเจริญอยู่เพียงแค่ช่วงถนนสุนทรโวหารและพื้นที่ท่าน้ำ ผู้คนเข้ามาทำการค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจีนที่เล่าว่ามาจากปากน้ำประแส บริเวณแยกหน้าอำเภอมีร้านค้าและแหล่งบันเทิงต่าง ๆ เช่น โรงฝิ่นและวิกมหรสพ คนเมืองแกลงเล่าว่า แต่เดิมมีวิกมหรสพอยู่สองวิกเท่านั้นคือ ‘วิกของลุงชิว’ เป็นวิกเล็กอยู่บริเวณหน้าโรงพักหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหอประวัติเมืองแกลงสำหรับทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของชุมชน ส่วนวิกอีกแห่งซึ่งเป็นวิกใหญ่คือ ‘ไพบูลย์บันเทิง’ เป็นของคุณอำพล บุญศิริ บุตรชายของหลวงแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) และคุณนายประกอบ ยิ่งภู่ ซึ่งเป็นภรรยาของคุณอำพล ส่วนชื่อวิกนั้นตั้งตามชื่อลูกชาย คือคุณไพบูลย์ บุญศิริ ก่อตั้งเมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อยู่บริเวณเชิงสะพานร้อยปีในปัจจุบัน วิกหนังไพบูลย์บันเทิงนั้นคนสามย่านจะเรียกกันอยู่หลายชื่อ บ้างก็เรียกวิกคุณพล บ้างก็เรียกวิกคุณนายประกอบ คนสามย่านที่เกิดและโตร่วมสมัยกับวิกหนังไพบูลย์บันเทิงต่างเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า วิกดังกล่าวเป็นสถานที่ที่ทันสมัย แหล่งพบปะสังสรรค์ให้ความสนุกสนานของคนเมืองแกลง มีทั้งหนัง ลิเก ละคร เป็นต้น บรรยากาศของพื้นที่ รอบ ๆ ก็เต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่สัญจรไปมา รวมทั้งแรงงานจากโรงเลื่อยที่อยู่อีกฝั่งคลอง ผู้คนที่มาจับ จ่ายชื้อของและมาต่อเรือที่ศาลาท่าโพธิ์ เพื่อจะเดินทางต่อไปยังปากน้ำประแส " สามย่านรามา" โรงหนังแห่งเดียวในเมืองแกลง หลังจากที่วิกมหรสพยุคนั้นเริ่มซบเซาได้เกิดแหล่งบันเทิงแห่งใหม่ขึ้นมานั่นคือ ‘สามย่านรามา’ ซึ่งเป็นโรงหนังแบบเดี่ยว ๆ หรือ Stand alone แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองแกลง ตั้งอยู่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองแกลง เดิมพื้นที่บริเวณนี้คือตลาดเทศบาล ๒ ซึ่งมีร้อยโท นายแพทย์ประณีตและนางกิ่งจันทร์ แสงมณี ได้สร้างและยกให้เป็นสมบัติของสุขาภิบาลทางเกวียนหรือสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองแกลงปัจจุบัน เพื่อหวังจะขยายเมืองจากทางฝั่งถนนสุนทรโวหารออกมา แต่เดิมพื้นที่โดยรอบเป็นป่าและเป็นสวนยาง ไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่ โรงหนังเติบโตและขยายตัวมากตามต่างจังหวัดในช่วงยุคต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๙) ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต่างจังหวัดเริ่มมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสะดวกขึ้น มีถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา นับจากนั้นเป็นต้นมาทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตขึ้นตามมาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดธุรกิจการทำภาพยนตร์ออกตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ "คุณสมพงษ์ โชติวรรณ" ผู้เป็นทายาทของคุณพิพัฒน์ โชติวรรณผู้ดูแลและผู้เช่าโรงหนังเฉลิมธานีที่นางเลิ้ง และเป็นผู้บุกเบิกทำธุรกิจโรงภาพยนต์ในพื้นที่ภาคตะวันออกหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือโรงหนังสามย่านรามา คุณสมพงษ์เล่าถึงที่มาที่ไปในการก่อตั้งสามย่านรามาว่า "ประมาณช่วงปี ๒๕๐๐ กว่า ๆ ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ หมอประณีต มีนโยบายในการพัฒนาเมืองแกลง จึงได้เชิญชวนไปลงทุนทำโรงหนัง โดยการยกที่ดินใกล้กับตลาดสด พื้นที่เทศบาลเมื่อก่อนนั้นเป็นป่ายางก่อนจะพัฒนามาเป็นตลาด และหมอประณีตมองว่าถ้าทำตรงนี้เจริญแล้วอนาคตข้างหน้าจะมอบให้กับสุขาภิบาล ในเมื่อมีตลาด ต้องมีโรงหนัง หากมีโรงหนังจะสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาตลาดมากขึ้น" ด้วยความที่เป็นเมืองขนาดเล็ก หากมีงานวัดต่างๆ ตั๋วหนังจะขายดี คนทำบุญเสร็จแล้วก็มาดูหนังกันต่อ แต่ละวันฉายเพียงสองรอบเท่านั้น คือ รอบบ่ายและรอบค่ำ หากหนังดังคนก็ล้นอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนังไทยมากกว่าหนังต่างประเทศ เพราะหนังต่างประเทศไม่ค่อยเป็นที่นิยมถึงแม้จะมีกระแสดังแค่ไหน ผู้ชมส่วนใหญ่ก็คือคนในท้องถิ่น ทั้งพ่อค้า ชาวสวนและชาวประมงที่สามย่านหรือที่มาไกลจากประแส แม้ประแสจะมีโรงหนังด้วยก็ตาม "โรงหนังทางประแสเป็นโรงเล็กและไม่ค่อยมีหนัง เป็นเหมือนโรงลิเก โรงมหรสพ" คุณสมพงษ์ให้ข้อมูล ป้ายโฆษณา โปสเตอร์ รถแห่ และการตีตั๋ว การโฆษณาเป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ในธุรกิจทำโรงภาพยนตร์เพราะเป็นการกระจายข่าวถึงโปรแกรมหนังที่กำลังฉายและหนังที่กำลังจะเข้ามา ป้ายโฆษณาหรือโปสเตอร์นั้นมีช่างประจำที่มารับจ้างเขียนให้ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่แกลง โดยปกติแต่ละโรงจำเป็นต้องมีช่างเขียนประจำ แต่หากช่างเขียนมีฝีมือดีก็สามารถรับงานได้หลายที่ ก่อนที่จะได้ช่างท้องถิ่นมา ต้องเอาคนที่มีฝีมือมาถ่ายทอดแล้วเรียนรู้ต่ออีกที นอกจากนั้นยังต้องมีการโฆษณาโดยการใช้รถแห่ไปหลาย ๆ จุด หรือต้องไปฝากโปสเตอร์ไว้ตามร้านค้าในท้องถิ่น แลกเปลี่ยนโดยการให้บัตรดูฟรี คุณสมพงษ์เล่าว่า "บางทีต้องฝึกเด็กใหม่ ๆ ขึ้นมา สมัยก่อนป้ายโฆษณาหนังต้องติดรถแห่ ทากาวไม่ให้มีรอยย่น โรงหนังมันต้องไม่หยุดเรียนรู้ทุกอย่าง สมัยก่อนการทำแบนเนอร์ [Banner] ยังไม่มีต้องอาศัยช่างเขียนเป็นหลัก คนมีฝีมือก็เกิดขึ้น รถแห่สมัยก่อนเวลาไปที่ไหนชาวบ้านก็จะขี่มอเตอร์ไซค์มาดูกัน ต้องมีเทคนิคการทำโฆษณา สมัยก่อนแหล่งบันเทิงนอกจากทีวีก็มีโรงหนังเท่านั้น คนเลยนิยม" ช่วงเวลาในการฉายหนังจะไม่มีการยืนโรงนานนัก แต่ถ้าหนังดี ๆ มีคนมาดูมากต้องเบียดแย่งกันตีตั๋วเพราะไม่มีการกำหนดหมายเลขที่นั่ง และตัดปัญหาเรื่องค่าตั๋วโดยการขายราคาเดียวกันทั้งหมด ผู้ชมจับจองที่นั่งตรงไหนก็สามารถทำได้ ก่อนฉายต้องเปิดเพลงหน้าโรงให้ครึกครื้น เช่น เปิดเพลงมาร์ช และเลือกเพลงให้เป็นเอกลักษณ์ของโรงหนัง โรงหนังสามย่านรามาขนาดของโรงหนังสามารถบรรจุคนได้ประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ที่นั่ง โดยเป็นเก้าอี้แบบพับ โรงหนังต้องใช้คนหลายหน้าที่ ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ คนขายบัตร คนฉายหนัง พนักงานต้อนรับเปิด-ปิดประตู และผู้รักษาความสะอาด ดูแลสภาพแวดล้อมต่าง ๆ แล้วยังต้องมีนักเลงคุมด้วย เพื่อป้องกันคนมาขอดูหนังฟรี การเลือกหนังมาฉายนั้นตามความเข้าใจของคนทั่วไปคงคิดว่าโรงหนังสามารถที่จะเลือกเฉพาะหนังที่คิดว่าดังหรือกระแสดีมาฉายได้ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้เพราะทางบริษัทหนังต้องส่งหนังคละกันมาให้ฉายต้องมีทั้งหนังดังและไม่ดังมาด้วย ส่วนจะฉายหรือไม่ฉายขึ้นอยู่กับผู้บริหารงานโรงหนังจะจัดการเอง โรงภาพยนต์สามย่านรามาที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง "บรรยากาศรอบ ๆ โรงหนังเวลาหนังเลิกจะมีรถเข็นมาดักรอคน ขายของกินต่างๆ บรรยากาศครึกครื้น ช่วงทำหนัง ไม่คิดจะไปประกอบอาชีพอื่นเลย เพราะสนุก พ่อเริ่มเห็นลู่ทางจากการบริหารหนังที่นางเลิ้งก่อน ที่บ้านก็ขายอาหารมาก่อน หน้าโรงหนังบางทีต้องทำหุ่นโชว์ เพื่อเรียกคน" เครื่องฉายหนัง โรงภาพยนตร์สามย่านรามา การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสายหนังภาคตะวันออก ก่อนหน้าที่จะมาทำโรงหนังสามย่านนั้นคุณสมพงษ์ได้เริ่มต้นการทำโรงหนังที่เมืองระยองก่อนคือ "โรงหนังเทศบันเทิงระยอง" ปัจจุบันกลายเป็นหอนาฬิกาเมืองระยองไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ทำโรงหนังบูรพาเธียเตอร์ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกถือว่าเจ้านี้ก็เป็นแหล่งผลิตหรือให้บริการเกี่ยวกับกิจการหนังให้กับภาคตะวันออกทุกโรง จัดจองตั๋วหนัง ทั้งจัดซื้อเข้ามาและทางบริษัทเองก็ได้มาฝากให้โรงหนังบริหารงานเอง ก่อนหน้านั้นทางคุณสมพงษ์ทำโรงหนังอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อมีพรรคพวกเข้าไปทำธุรกิจที่ระยองซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ขายเครื่องฉายหนังแต่ไม่มีความรู้ทางด้านการบริหารโรงหนังจึงชวนทางคุณสมพงษ์เข้าไปช่วยบริหาร หลังจากนั้นจึงได้ขยายกิจการออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ การทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่บ้านฉางของคุณสมพงษ์ถือว่าเป็นพื้นที่แรกๆ ที่เริ่มเติบโตโดยการเข้ามาทำธุรกิจหนังสายภาคตะวันออกอย่างเต็มตัว เพราะในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้นอู่ตะเภาเป็นฐานทัพของทหารอเมริกัน จึงคิดไปลงทุนในบ้านฉางเพราะถือว่าเป็นทำเลดี มีความเจริญ และได้บริหารงานโรงหนังหลายแห่งในเวลาเดียวกันเพราะถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะนั้นบ้านฉางมีโรงหนังถึง ๒ แห่ง คือบ้านฉางรามาและบูรพาเธียเตอร์ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๑ ฉายทั้งหนังไทยและหนังฝรั่ง และปิดไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ คุณสงพงษ์เล่าว่า "สมัยคุณพ่อต้องเรียนรู้งานเองจากผู้ที่ทำธุรกิจโรงหนัง เพราะสมัยก่อนมีการหวงวิชา ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีการถ่ายทอดให้เกิดการพัฒนา ผมนี่กว่าจะฉายหนังเป็นต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปัดกวาดเช็ดถู จึงจะสามารถฉายหนังได้ การติดต่อกับบริษัทหนังต่างประเทศต่าง ๆ มีการตั้งสำนักงานหนังอยู่ตึกอาคเนย์แถววังบูรพาหลายบริษัท เราก็ไปเช่าม้วนฟิล์มเขามา พอไปตั้งหลักที่ระยองคนก็ให้ความเชื่อถือเรา ช่วงที่อเมริกันอยู่เราก็อยู่กันที่ระยองเลย เพราะบ้านฉางอยู่ใกล้อู่ตะเภามากกว่า" นอกจากที่ระยองแล้ว ยังรวมถึงโรงหนังดาราที่จังหวัดตราด คุณสมพงษ์ถือว่าเป็นผู้ไปบุกเบิกก็ว่าได้ โดยการเข้าไปช่วยช่วงเริ่มสร้างก่อนจะไปทำโรงหนังที่ระยอง การทำหนังนั้นไม่สามารถไปทำธุรกิจต่างโซนได้ สู่ยุคอำลาโรงหนัง Stand alone โรงหนังสามย่านรามาปิดตัวมาราวยี่สิบกว่าปีแล้ว เกิดจากการเติบโตของสื่อสารพัดชนิดทั้งวีดีโอ ทีวีที่เข้าถึงคนได้ถึงในบ้าน รวมทั้งต้นทุนการทำโรงภาพยนต์ที่มีราคาสูง หลังจากการปิดตัวไปของสามย่านรามาแล้วคุณสงพงษ์เปลี่ยนแนวการทำธุรกิจโดยการไปซื้อที่เพื่อทำสวนแถวชานเมืองซึ่งห่างจากเมืองแกลงประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และผันตัวมาประกอบอาชีพเกษตรกรและนักธุรกิจผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตร ในนามบริษัท อีสเทิร์น อกรีเท็ค จำกัด ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่นคือ Rain Drop และมินิสปริงเกอร์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่บริเวณด้านหลังโรงหนังสามย่านรามาที่เมืองแกลง แม้ทุกวันนี้อำเภอแกลงก็ยังมีโรงหนัง Cineplex ที่ทันสมัยอยู่ที่ห้างโลตัสแกลง แต่โรงภาพยนต์อันเป็นตำนานของท้องถิ่นก็ไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย ตึกเก่าโรงหนังยังเด่นตระหง่านอยู่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองแกลง ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรไปมากกว่าการจอดรถ และเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับให้คนรุ่นเก่ามาย้อนวันวานหวนคิดถึงความรุ่งเรืองวัยหนุ่มสาวที่เคยเพลิดเพลินอยู่กับ “สามย่านรามา” คุณสมพงษ์ โชติวรรณ ผู้ประกอบธุรกิจสายหนังทางภาคตะวันออก อ้างอิง ธนาทิพ ฉัตรภูติ. ตำนานโรงหนัง. สำนักพิมพ์เวลาดี ในนามบริษัท แปลน สารา จำกัด. กรุงเทพฯ, ๒๕๔๗ สนธยา ทรัพย์เย็น และโมรีมาตย์ ระเด่นอาหมัด. สวรรค์ ๓๕ มม. : เสน่ห์วิกหนังเมืองสยาม. ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส), ๒๕๕๗ เทศบาลตำบลเมืองแกลง. เมืองแกลงของเราเมืองเก่าของบรรพชน. จังหวัดระยอง, ๒๕๔๖ เทศบาลตำบลเมืองแกลง. ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน. จังหวัดระยอง, ๒๕๕๒ ขอขอบคุณ คุณลำใย วงศ์พิทักษ์, คุณสมพงษ์ โชติวรรณ, คุณสันติชัย ตังสวานิช นายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- วัดสะพานหิน : ร่องรอยพื้นที่ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนเมืองสุโขทัย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2561 พระอัฏฐารสปางประทานอภัยประทับยืนในวิหาร โบราณสถานต่าง ๆ บริเวณเมืองเก่าสุโขทัยคือภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในช่วง พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของเมืองสุโขทัยและในบริเวณลุ่มน้ำยมมิได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เท่านั้น หากแต่มีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สืบเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีการอยู่สืบ เนื่องกันมาอย่างยาวนานคือเรื่องของทรัพยากรและสภาพภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของบ้านเมืองพร้อมกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพ แวดล้อมในพื้นที่ โบราณสถานบริเวณเมืองสุโขทัยมิได้มีสถานะเพียง แค่ภาพแทนความรุ่งเรืองทางศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมาย ถึงการควบคุมหรือการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ทรัพยากรที่สำคัญของบ้านเมือง ณ บริเวณแหล่งต้นน้ำที่อยู่ใกล้เคียงหล่อเลี้ยงบ้านเมือง บริเวณเชิงเขาหลวงแห่งนี้มาอย่างยาวนาน และจากการสำรวจพื้นที่เพื่อถ่ายทำรายการ “อดีต ใน อนาคต” ตอน “นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ” พบข้อมูลตามการ สันนิษฐานของนักวิชาการหลายท่านว่าโบราณสถานบางแห่ง เช่น “วัดสะพานหิน” น่าจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย สำหรับร่องรอยชุมชนโบราณก่อนการเกิดขึ้นของเมือง สุโขทัย พบว่าอาณาบริเวณโดยรอบของเมืองสุโขทัยมีร่องรอยของ การตั้งถิ่นฐานผู้คนก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณพื้นที่ต้นลำน้ำแม่ลำพัน มีแหล่ง โบราณคดีที่สำคัญคือ แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องจนถึงสมัยทวารวดี ทั้งเป็นแหล่งถลุงเหล็กและพบโบราณวัตถุ พวกเครื่องมือเหล็กและภาชนะดินเผาตลอดจนลูกปัดแก้ว จี้ห้อยคอ ดุนลายรูปลิงหรือสิงห์ทำด้วยทองคำและเงิน เหรียญศรีวัตสะ และ เหรียญรูปพระอาทิตย์ในสมัยทวารวดี ขณะที่บริเวณเมืองสุโขทัยได้ พบโบราณวัตถุพระพุทธรูปยืนสมัยทวารวดีและที่เมืองศรีสัชนาลัย พบร่องรอยโบราณสถานสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดี จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดชมชื่นด้วยเช่นกัน การแพร่กระจาย โบราณวัตถุในสมัยทวารวดีในลุ่มน้ำยมดังกล่าวสัมพันธ์กับเส้นทาง ลำน้ำของแต่ละชุมชน โดยเส้นทางหลักคือน้ำแม่ลำพันและแม่น้ำยม ดังนั้นการค้นพบร่องรอยชุมชนสมัยทวารวดีในบริเวณลุ่ม น้ำยมสะท้อนให้เห็นถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมทวารวดีจาก บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นมายังบริเวณลุ่มน้ำยมเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่น ๆ เช่น ลุ่มน้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันพบใบเสมาหิน สลักภาพพระพุทธรูปประทับนั่งแบบทวารวดีที่วัดหน้าพระธาตุ เมืองนครไทย (อำเภอนครไทย) และชิ้นส่วนพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่ เขาสมอแคลง (อำเภอวังทอง) ฯลฯ และต่อมาร่องรอยชุมชนความ เป็นเมืองปรากฏอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่กลุ่มวัฒนธรรมขอมเข้า มามีบทบาทในพื้นที่ดังปรากฏร่องรอยโบราณสถาน เช่น ปรางค์เขา ปู่จา ปราสาทศาลตาผาแดง และปราสาทที่วัดพระพายหลวง ก่อนที่ จะเกิดการสร้างเมืองสุโขทัยในเวลาต่อมา บริเวณเทือกเขาหลวงและเขตภูเขาด้านทิศใต้และตะวันตก เฉียงใต้ถือแหล่งต้นน้ำลำธารซึ่งมีระบบการจัดการชลประทานในรูป แบบของทำนบทดน้ำและอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่า ตระพังถือเป็นระบบ ชลประทานแบบเมืองสุโขทัยที่เป็นอัตลักษณ์ ทรัพยากรน้ำเป็นทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการ ของบ้านเมืองสมัยโบราณสำหรับเมืองสุโขทัยในตรีบูรซึ่งเป็นเมืองที่ เกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ มีลักษณะเมืองในผังสี่เหลี่ยมมีคัน ดินซ้อนกันสามชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลาดเอียงและมีลำน้ำสำคัญคือลำน้ำแม่ลำพันที่มีต้นน้ำในเขตอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และลำน้ำคลองเสาหอจากเขาหลวงทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย จากสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวเมืองสุโขทัยมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยมีระบบการจัดการน้ำและควบคุมน้ำเพื่อให้บ้านเมืองดำรงอยู่ได้ ทั้งในช่วงฤดูน้ำและฤดูแล้ง ประการแรก จากการเป็นพื้นที่ลาดเอียงโดยมีแหล่งต้นน้ำจากทางเทือกเขาหลวงทางทิศตะวันตกบริเวณแนวด้านหน้าเขาทาง ทิศตะวันออกพบร่องรอยของการทำคันดินหรือทำนบสำหรับชะลอน้ำเช่น บริเวณระหว่างช่องเขาพระบาทใหญ่และเขาพระบาทน้อยทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองสุโขทัย มีคันดินชะลอน้ำที่ไหลมาจาก “โซก พระร่วง ลองพระขรรค์” จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นคันดินในแนวทิศเหนือ-ใต้มีความยาว ๔๙๐ เมตร สูง ๘ เมตร และกว้าง ๓๐ เมตร ทำนบบริเวณนี้ต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า “สรีดภงส์” จากการสำรวจของคุณพิทยา ดำเด่นงาม นักโบราณคดีของ กรมศิลปากรพบว่า ถัดไปทางทิศใต้ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยประมาณ ๗ กิโลเมตรพบคันดินชะลอน้ำที่ไหลมาจาก “โซกพระแม่ย่า” มายัง พื้นที่ช่องเขาระหว่างเขาสะพานเรือและเขากุดยายชีในแนวทิศเหนือ-ใต้ขนาดความยาว ๑,๑๗๕ เมตรกว้าง ๒๕ เมตร ถือเป็นทำนบที่ เป็นสรีดภงส์อีกแห่งหนึ่ง การทำคันดินเหล่านี้มีประโยชน์ในการช่วยชะลอความแรง ของกระแสน้ำและกักเก็บน้ำที่หลากมายังพื้นที่นาและชุมชนทางทิศ ตะวันออกของเขาหลวงทั้งเมืองสุโขทัยและทางทิศใต้ยังมีชุมชนอื่น ๆ ตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากโบราณสถานบนเขาปู่จา เป็นต้น อย่างไรก็ตามนอกจากทำนบที่ชะลอน้ำระหว่างช่องเขาแล้ว ถัดออกมาบนพื้นที่ลาดยังคงพบแนวทำนบในแกนทิศเหนือ-ใต้ ทั้ง ทางทิศเหนือและใต้ของเมืองสุโขทัย รวมทั้งแนวคันดินบางแห่ง เช่น บริเวณทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยยังทำหน้าที่ในการเบนน้ำให้ลงคูเมืองสุโขทัยทางประตูอ้อ (ทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย) ประการที่สอง ระบบการจัดเก็บน้ำอีกรูปแบบหนึ่งของเมือง สุโขทัยคือการกักเก็บน้ำไว้ในตระพังหรือสระน้ำซึ่งรูปแบบดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนการเกิดเมืองสุโขทัย เช่น ที่วัดพระพายหลวง ฯลฯ และ ต่อมาเมื่อเกิดเมืองสุโขทัยขึ้นแล้วพบว่ามีโบราณสถานหลายแห่งที่ ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางตระพัง เช่น วัดตระพัง-ทอง วัดตระพังเงิน วัด สระศรี ฯลฯ น้ำที่ล้อมรอบโบราณสถานเหล่านี้อาจมีความหมายเป็น น้ำศักดิ์สิทธิ์และเป็นอุทกสีมาไปพร้อม ๆ กับการเป็นน้ำกินน้ำใช้ของ ชาวเมืองสุโขทัยดังปรากฏในจารึกหลักสำคัญ แผนภาพทิศทางการไหลของน้ำจากเทือกเขาหลวงไปทางทิศตะวันออก การจัดการดูแลรักษาต้นน้ำที่เห็นได้ชัดของเมืองสุโขทัย คือ การสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริ เวณที่ทางน้ำไหลผ่านจากเทือกเขาลงสู่เขต ที่ราบ เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมและควบคุมการใช้ทรัพยากรมิให้บุคคลใดมาผูกขาดการใช้ทรัพยากร โดยทำให้เป็นพื้นที่สาธารณะและยก ให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการแบ่งปันดูแลทรัพยากร ใช้ความเชื่อ เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติมากำกับ อีกนัยหนึ่งอาจหมายถึงการทำให้น้ำมีความศักดิ์สิทธิ์หรือบริสุทธิ์โดยการไหลผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ใน พื้นที่บริเวณเมืองสุโขทัยมีเทือกเขาหลวงทางทิศตะวันตกของเมือง มี หลักฐานในสมัยสุโขทัยสะท้อนให้เห็นว่าชาวเมืองเชื่อว่าเป็นที่สถิตของ “พระขพุงผี” ซึ่งเป็นผีใหญ่ที่สุดหรือผีปกปักรักษาเมืองในโลกทัศน์ ของชาวสุโขทัยขณะที่ตามแนวเทือกเขามีร่องรอยโบราณสถานบน เทือกเขาขนาดย่อมด้านหน้าสุด ตั้งเรียงรายซึ่งแต่ละแห่งตั้งอยู่ใกล้ กับทางน้ำที่ไหลผ่านซอกเขามาสู่ตัวเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันออก ถัด มาอีกเวิ้งเขาอีกแห่งของเทือกเขาหลวงมีร่องรอยศาสนสถานในระบบ ความเชื่อท้องถิ่นคือ “ถ้ำพระแม่ย่า” ประดิษฐานพระแม่ย่าที่ดูจะเป็น รูปเคารพสตรีที่เพิงผาเหนือโซกพระแม่ย่าที่เป็นลำน้ำสำคัญของท้องถิ่นบริเวณนอกเมืองสุโขทัยด้านทิศใต้ การสร้างศาสนสถานและรูปเคารพดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับเส้นทางลำน้ำหรือโซกน้ำไปทางทิศตะวันออก อันเป็นนัยของการใช้อำนาจเหนือธรรมชาติหรือระบบความเชื่อทางศาสนามาควบคุมแหล่งทรัพยากรน้ำสำคัญของท้องถิ่นและของเมืองสุโขทัย “วัดสะพานหิน” นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลำน้ำสำคัญที่ไหลหล่อเลี้ยงชุมชนก่อนเมืองสุโขทัยบริเวณพื้นที่ต้นน้ำทาง ทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัยปรากฏศาสนสถานต่าง ๆ เรียงราย อยู่บนเชิงเขาในกลุ่มเทือกเขาหลวง อาทิ วัดสะพานหิน วัดเขา พระบาทน้อย วัดอรัญญิก วัดเจดีย์งาม วัดเขาพระบาทใหญ่ กลุ่มวัดอรัญญิกตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ เมืองสุโขทัยบนภูเขาขนาดย่อมไม่สูงมากนัก มีทางเดิน ขึ้นเขาปูด้วยหินชนวน ในเขตโบราณสถานของวัดมีพระ อัฏฐารส หรือ พระพุทธรูปประทับยืนปางประทาน-อภัย ซึ่งได้รับการบูรณะแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ประดิษฐานอยู่ในวิหารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า พระ-อัฏฐารสองค์นี้น่าจะเป็นพระอัฏฐารสองค์เดียวกับที่ปรากฏใน ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ความว่า “...ในกลางอรัญญิก มี พิหารอันณื่ง... ใหญ่สูงงาม...มีพระอัฎฐารศอันณื่งลุก ยืน...” ในจารึกหลักที่ ๑ นี้ยังระบุว่าในวันเดือนดับและ วันเพ็ญพ่อขุนรามคำแหงทรงช้างเผือกชื่อ “รูจาครี “ มาไหว้พระในอรัญญิกซึ่งน่าจะรวมถึงวัดแห่งนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าโบราณสถานวัดสะพาน หินจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย แต่พบพระพุทธรูปศิลปะ สมัยทวารวดีประทับยืน รวมทั้งพบฐานหินชนวนสี่เหลี่ยม มีหลุมอยู่กึ่งกลางซึ่งอาจเป็นฐานเดิมของพระพุทธรูปที่ ประดิษฐานอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยทวารวดี สอดคล้องกับบริเวณพื้นที่ ทางทิศตะวันออกของวัดสะพานหินเป็นที่ตั้งของศาสนสถานและชุมชน เก่าก่อนเมืองสุโขทัยคือบริเวณ “วัดพระพายหลวง” ที่มีคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบศาสนสถาน โดยรับธารน้ำจากบริเวณเขาพระบาทน้อย และบริเวณนี้มีคันดินชะลอน้ำบริเวณวัดศรีชุม คันดินดังกล่าวน่าจะทำหน้าที่เบนน้ำลงตระพังวัดพระพายหลวง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนสถานก่อนสมัยสุโขทัย จนเมื่อมีการสร้างเมืองในผังสี่เหลี่ยมมีตรีบูรแล้วจึงมีการ ใช้ลำน้ำจากโซกพระร่วงฯ ลงสู่คลองเสาหอเบนน้ำลงคูเมืองสุโขทัย ทางประตูอ้อในเวลาต่อมา การนำน้ำจากแถบเขาแถบวัดสะพานหิน จึงมีการใช้สำหรับเมืองสุโขทัยลดน้อยลง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แต่เดิมพื้นที่แห่ง นี้น่าจะเป็นที่สิงสถิตของผีต้นน้ำที่สำคัญมาตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี เพราะเมื่อถึงสมัยทวารวดีระบบความเชื่อทางศาสนาพุทธได้เข้ามาบูรณา-การกับความเชื่อท้องถิ่นเกิดเป็นการสร้างพุทธศาสนสถานขึ้น ในพื้นที่แห่งนี้ โดยบริเวณโบราณสถานวัดสะพานหินพบหลักฐานชิ้น สำคัญคือพระพุทธรูปประทับยืนทำวิตรรกะมุทราบนฐานบัว มีความ สูงเกือบ ๓ เมตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนแบบทวารวดีใหญ่ที่สุดเท่าที่ เคยค้นพบมา (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่บันทึกไม่ตรงกันว่านำมาจากวัดมหาธาตุ สุโขทัย) และนอกจากนี้ ยังพบพระพุทธรูปประทับยืนแบบทวารวดีขนาดย่อมกว่าซึ่งจัดแสดงอยู่ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง เป็นหลักฐานที่สะท้อนให้เห็น ถึงการให้ความสำคัญกับพื้นที่ต้นน้ำแห่งนี้ จนกระทั่งถึงในสมัยสุโขทัย ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ดังกล่าวด้วยการสร้างโบราณสถาน วัดสะพานหินในรูปแบบของศิลปะสุโขทัยด้วยเช่นกัน พระพุทธรูปประทับยืนศิลปะทวารวดีขนาดใหญ่ ขนาดสูงกว่า ๓ เมตรพบที่วัดสะพานหิน จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนค ร ดังนั้นวัดสะพานหินจึงเป็นภาพสะท้อนของพื้นที่ ศักดิ์สิทธิ์ต้นน้ำแห่งหนี่งที่เกิดขึ้นก่อนการสร้างเมืองสุโขทัย กล่าวคือ เป็นแหล่งน้ำที่มีการใช้งานปรากฏ หลักฐานชัดเจนมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งอาจมีบ้าน เมืองเป็นชุมชนขนาดเล็กตั้งถิ่นฐานอยู่และสัมพันธ์กับ ตระพังน้ำที่ล้อมรอบวัดพระพายหลวงก่อนการเกิดขึ้น ของเมืองสุโขทัย จนกระทั่งมาถึงสมัยสุโขทัยภายหลัง จากสร้างบ้านแปงเมืองเป็นนครรัฐแล้วยังคงให้ความ สำคัญกับพื้นที่แห่งนี้อยู่ด้วยการสร้างวัดสะพานหินอันมี พระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญ เป็นการสืบเนื่อง ของแนวคิดในการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จากการจัดการน้ำในอดีตจนมาเป็นศาสนสถานสำคัญของเมืองสุโขทัยในเวลาต่อมา พนมกร นวเสลา อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พระขพุงผีเทพยดา : "พระแม่ย่า" สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสุโขทัย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2561 เทวรูปพระแม่ย่า "ศาลพระแม่ย่า" ริมแม่น้ำยม ใกล้ศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน ในเมืองสุโขทัยธานีถือเเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสุโขทัย เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานองค์เทวรูปพระแม่ย่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุโขทัย ที่ชาวเมืองสุโขทัยเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างมากโดยมีผู้มากราบไหว้สักการะอยู่ไม่ขาด สถานที่พบรูปเคารพพระแม่ย่าอยู่ที่ถ้ำบริเวณบ้านโว้งบ่อของเทือกเขาหลวงในตำบลเชิงคีรี ถ้ำนี้มีลักษณะเป็นเพิงผาหรือ Shelter ไม่ใช่โพรงถ้ำภายในภูเขาหินปูแต่อย่างใด ด้านล่างคือโชกหรือลำธารน้ำพระแม่ย่า ปัจจุบันกลายเป็นวัดป่าถ้ำแม่ย่า (ธรรมยุต) ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา ถ้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่ของพระนางเสืองหรือพระแม่ย่า พระมารดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมาบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ภายในถ้ำ บ้างก็สันนิษฐานว่ารูปเคารพนี้เป็นเทวรูปพระนารายณ์ ซึ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ไม่อาจเป็นเทวรูปไปได้ รูปเคารพพระแม่ย่า สลักด้วยหินชนวน เป็นรูปสตรีผอมสูง ใบหน้ายาวคล้ายพระพักตร์พระพุทธรูปแบบสุโขทัย ผมมุ่นมวยสูง ๔ ชั้น ใส่ต่างหูยาว ใส่เฉพาะสังวาลย์ไม่สวมเสื้อและสวมผ้านุ่งแบบชายไหว ชายแครงเป็นเชิงชั้นทั้งสองข้างแบบศิลปะการนุ่งผ้าสตรีสมัยสุโขทัยไม่สวมเสื้อหรือสไบ เปลือย ส่วนบนทั้งหมดเห็นพระถันทั้งสองเต้า ใส่กำไลแขน กำไลข้อมือ และกำไลข้อเท้า สวมชฎาทรงสูง สวมรองพระบาทปลายงอน ความสูงรวมแท่ยประทับรวม ๕๒ นิ้ว หรือราว ๑๓๐ เซนติเมตร ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเทวรูปพระแม่ย่าองค์นี้คือ "พระนางเสือง" พระมารดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ราวปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสืบสวนเรื่องราวต่าง ๆ ของเมืองสุโขทัย พบรูปเคารพสตรีที่ชาวบ้านนับถือมากบริเวณเทือกเขาหลวง ซึ่งชาวบ้านแถวนั้นเรียกว่า โซกพระแม่ย่า ห่างจากเมืองสุโขทัยเก่าทางทิศใต้ประมาณ ๗ กิโลเมตร และมีสมมติฐาน จากข้อความในจารึกหลักที่ ๑ ซึ่งกล่าวถึง “พระขพุงผี” ที่อยู่ทิศเบื้องบนหัวนอนเมืองสุโขทัย และเนื่องจากไม่พบรูปเคารพอื่นใด จึงทรงสันนิษฐานว่า “พระแม่ย่า” องค์นี้น่าจะเป็น “พระขพุงผี” ชาวบ้านในแถบนั้นเรียกรูปเคารพองค์นี้ว่า “พระแม่ย่า” ถ้ำที่พบก็เรียกว่า “ถ้ำพระแม่ย่า" แต่ข้อมูลที่โรม บุนนาค เขียนไว้กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถได้เสด็จไปสำรวจเมืองสุโขทัย เมื่อ พ.ซ. ๒๔๕๕ และทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “กำเนิดเมืองสุโขทัยและสวรรคโลก” ในทำนองเดียวกันว่ามีการค้นหาในบริเวณเทือกเขาหลวงตามข้อมูลในจารึกหลักที่ ๑ โดยเข้าใจว่าเบื้องหัวนอนนั้นเป็นทิศเหนือ แต่หากที่ถูกแล้วคือทางทิศใต้ และเสด็จไปพบรูปเคารพพระแม่ย่าที่ถ้ำพระแม่ย่านี้ด้วยพระองค์เอง และทรงดำริให้นำไปเก็บรักษาไว้ที่ศาลากลางจังหวัดสุโขทัยไม่เช่นนั้นอาจจะสูญหายได้ (ผู้จัดการออนไลน์, เผยแพร่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๙) "เมืองสุโขทัย" เป็นเมืองที่อิงภูเขา ตั้งอยู่ด้านหน้าของเขาหลวงที่มีเชิงเขาและที่ลาดลงสู่พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำยม โดยมีการรับน้ำจากป่าเขามาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการทำการเกษตร ระบบการชลประทานที่นำน้ำจากบนเขาเข้ามาใช้ในเมืองนี้จะเห็นเป็นร่องรอยของทำนบเป็นคันดินใหญ่ ที่ในจารึกเรียกว่า สรีดภงส์ และลำเหมืองนำน้ำผ่านกลุ่มวัดอรัญญิก ผ่านกำแพงเมือง เข้ามากักไว้ตามตระพังใหญ่ในเมืองและบริเวณโดยรอบ ระบบการชลประทานที่นำน้ำจากบนเขา เข้ามาใช้ในเมืองนี้จะเห็นเป็นร่องรอยของทำนบเป็นคันดินใหญ่ ในจารึกเรียกว่า สรีดภงส์ และคันดินเล็กใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งที่เรียกกันว่า “ถนนพระร่วง” ที่เป็นแนวทำนบโบราณและเป็นคันดินที่ใช้เป็นทางคมนาคมเป็นช่วง ๆ ได้ด้วย ในด้านศาสนา สังคมสุโขทัยมีการนับถือทั้งศาสนาพุทธนิกายมหายานและเถรวาท ศาสนาพราหมณ์ฮินดู และการนับถือผี เมื่อสุโขทัยรับพุทธศาสนาจากลังกาโดยกษัตริย์เป็นองค์ศาสนนูปถัมภกทำให้่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์รุ่งเรืองในสุโขทัยอย่างมากขนบประเพณีทางพุทธศาสนาที่สำคัญ อย่างเช่น การบวช การนับถือ พระบรมธาตุ การไหว้บูชาพระพุทธรูป และนอกจากการนับถือศาสนาแล้ว ก็ยังพบว่ามีการนับถือผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่โบราณแล้ว จะเห็นได้ว่าข้อความในจารึกที่ทำให้รู้จักชาวสุโขทัยมากที่สุดคือเรื่องราวความเชื่อ โลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเป็นความเชื่อขั้นพื้นฐานของคนในสมัยโบราณ นั่นก็คือเรื่อง "ผี" ความเชื่อเกี่ยวกับผีของชาวสุโขทัยแบ่งออกเป็นสองประเภท อย่างแรกคือ ผีบรรพบุรุษ หมายถึง วิญญาณของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้ว หรือผีหัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นบรรพบุรุษของหมู่บ้าน อย่างที่สองคือ ผีประจำสถานที่ หมายถึงวิญญาณที่สถิต ณ ภูเขาใหญ่ ถ้ำ ป่าไม้ แม่น้ำลำธาร คอยปกปักรักษาพื้นที่เหล่านี้เอาไว้ โดยมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดลบันดาลให้คุณและโทษแก่ผู้ที่กระทำผิดไม่ซื่อตรงในกิจการต่าง ๆ หรือกระทำผิดคำสาบาน เช่น พระขพุงผีเทพดา ผีประจำเขาหลวงของเมืองสุโขทัย โดยมีบทบาทอย่างมากในระบบความเชื่อนี้ที่สืบต่อกันมา จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ เป็นหลักฐานกล่าวว่า “ มีพระขพุงผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีผีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้ม บ่เกรง เมืองนี้หาย ” จากข้อความข้างต้น แปลได้ว่าเขาหลวงเป็นที่สถิตของ "พระขพุงผี" มีอำนาจต่อความเป็นไปของบ้านเมือง ผู้ปกครองจำเป็นต้องบูชาผีให้ถูกเพื่อความสงบสุขของผู้คนและบ้านเมือง เพิงผาหรือถ้ำพระแม่ย่า ในตำบลนาเชิงคีรี อย่างไรก็ตาม ลักษณะรูปเคารพนี้ดูเป็นสตรีเพศอย่างเห็นได้ชัด เกินกว่าที่จะเป็นรูปลักษณ์ของพระนารายณ์ เป็นสตรีมีเครื่องประดับอย่างสตรีโบราณผู้สูงศักดิ์ ประทับยืนตรงแขนทั้งสองข้างแนบพระกาย นุ่งผ้าปล่อยชายไหว ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นพระนางเสืองและสาเหตุที่เรียกพระแม่ย่า อันหมายถึง สตรีที่มีฐานะสูงสุด เป็นทั้งพระมารดาและพระอัยยิกาแห่งเมืองสุโขทัย เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาเมือง ป่าเขา หรือทรัพยากรต่าง ๆ ด้านหน้าถ้ำนั้นมีธารน้ำไหลผ่านเรียกว่าโซกพระแม่ย่า หล่อเลี้ยงอาณาบริเวณชุมชนแถบนี้อีกเส้นทางน้ำหนึ่งที่ไหลผ่านเพื่อเข้าไปยังตัวเมืองเก่าสุโขทัยในอดีตตามที่กล่าวมาข้างต้น เพราะทางภูมิศาสตร์ส่วนนี้ ส่วนใหญ่เป็นป่าและที่เวิ้งเข้าไปในหุบเขาและซอกเขาจำนวนมาก มีร่องรอยของแนวคันดินที่ตัดเข้าไป มีทรัพยากรมากมาย ถ้ำพระแม่ย่าในบริเวณนี้จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ระบบความเชื่อของท้องถิ่นเรื่อง ผี หรือ อำนาจสิ่งเหนือธรรมชาติ จึงถูกนำมาใช้เพื่อปกปักรักษาทรัพยากรที่มีให้ยังคงอยู่สืบมา คล้ายคลึงกันกับที่อื่น ๆ เช่น ในภาคอีสาน แต่ละท้องที่จะเรียกดอนปู่ตา ศาลปู่ตา ที่คอยปกปักรักษาพื้นที่นั้น ๆ ฯลฯ พระยารามราชภักดีเจ้าเมืองสุโขทัยในเวลานั้นจึงได้อัญเชิญองค์เทวรูปองค์นี้ มาเก็บรักษาไว้ที่ศาลากลางจังหวัด โดยมีชาวเมืองสุโขทัยช่วยกันแห่อย่างเนืองแน่น เกิดฝนตกหนักเป็นอัศจรรย์เพราะขณะนั้นเป็นฤดูแล้งไม่ใช่ฤดูฝน และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อจังหวัดสุโขทัยถูกเปลี่ยนเป็นจังหวัดสวรรคโลก รูปเคารพพระแม่ย่าก็ถูกย้ายไปประดิษฐานในศาลากลางจังหวัดสวรรคโลกในระยะหนึ่ง จนเมื่อจังหวัดสวรรคโลกเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดสุโขทัยตามเดิม รูปเคารพพระแม่ย่าจึงกลับมาอยู่ ณ ศาลากลางจังหวัดสุโขทัยอีกครั้ง ต่อมาชาวสุโขทัยอัญเชิญพระแม่ย่าออกมาแห่ในวันสงกรานต์ เพื่อร่วมกันสรงน้ำและขอพร ทุกครั้งที่แห่จะมีฝนตกลงมาเป็นที่อัศจรรย์ทุกครั้ง จนกลายเป็นประเพณีแห่พระแม่ย่าในวันสงกรานต์จะต้องมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้านาดี ไม่เกิดความแห้งแล้ง และในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นายเชื่อม ศิริสนธิ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด เกรงว่า ถ้านำรูปเคารพพระแม่ย่ามาแห่บ่อย ๆ อาจทำให้ตกหล่นเสียหายได้ จึงสร้างศาลให้เป็นที่ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมฝั่งตะวันออกตรงหน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย เรียกว่า “ศาลพระแม่ย่า” จึงได้ประดิษฐานอยู่ในที่แห่งนี้ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา และได้สลักท่อนศิลาเป็นองค์จำลองขึ้นมาใหม่แทน เพื่อสำหรับออกแห่ให้ประชาชนสรงน้ำในวันมหาสงกรานต์ โดยทางเทศบาลเมืองสุโขทัยเป็นเจ้าพิธีขบวนแห่เรื่อยมา ปัจจุบัน ศาลพระแม่ย่า ที่มีเทวรูปจำลอง 2 องค์ ตั้งอยู่ด้านหน้าตรงบันไดทางเข้าประตูศาล กิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของ พระแม่ย่าสุโขทัย นั้นเลื่องลือไปทั่ว ด้วยความเชื่อที่ว่าจะช่วยขจัดปัดเป่าความเดือดร้อน ขอพร ขอโชคลาภ เป็นสถานที่ชาวเมืองสุโขทัย หรือผู้คนจากที่อื่นต่างมาแวะเวียนกราบไหว้ พากันปิดแผ่นทองคำเปลวทั่วองค์ทำให้มองไม่เห็นองค์จนใบหน้าอาจมองคล้ายรูปใบหน้าสตรีสูงอายุ สมกับชื่อพระแม่ย่าจนกลายเป็นอุปทานให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่พบเห็น รูปเคารพ "พระแม่ย่า" จากศาลในเพิงผาหรือถ้ำปากประตูสู่ป่าเขาในบริเวณโชกพระแม่ย่า ที่เป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพสตรีผู้พิทักษ์และกำกับอำนาจเหนือธรมชาติเพื่อดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของป่าที่เป็นทรัพย์ส่วนรวมและต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านเมืองสุโขทัยส่วนหนึ่ง ถือว่าเป็นรูปแบบที่สืบเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นได้ จนกลายมาเป็นเทพรักษาเมืองที่ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลเพื่อความอุดมสมบูรณ์แห่งแผ่นดินของชาวจังหวัดสุโขทัย และคนทั่วไปในทุกวันนี้ พชรพงษ์ พุฒซ้อน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- โรงเลื่อย ของป่า ภาพสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้เมืองแกลง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2561 สภาพภูมิวัฒนธรรมแกลง ปรับจากแผนที่บ้านสามย่าน กรมแผนที่ทหาร สำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เมืองแกลงเป็นหนึ่งในเมืองทางภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทยที่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์เพราะพื้นที่ตอนบนมีสภาพเป็นเนินและภูเขาที่มีป่าเบญจพรรณทึบมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น ไม้ตะเคียน ไม้ยาง ไม้กระบากไม้แก่น ไม้ประดู่ ฯลฯ ส่วนบริเวณโดยรอบที่ตั้งของเมืองแกลงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบทุ่งนาและป่าโปร่ง ทิศใต้ของเมืองแกลงเป็นพื้นที่ราบทุ่งนากับป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยมีลำน้ำสำคัญในพื้นที่คือ “ ลำน้ำประแส ” ที่มีต้นน้ำในเขตพื้นที่ตอนในเป็นทั้งสายน้ำหล่อเลี้ยงทั้งป่าและผู้คนในพื้นที่เมืองแกลง นับตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์การค้าขายขยายตัวมากขึ้น ทำให้มีการเกณฑ์ตัดไม้ส่งส่วยนำมาใช้ต่อเป็นเรือสำเภาที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นส่วยไม้เนื้อแข็งจากทางภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น ไม้ฝาง ไม้สัก ขณะที่ภาคตะวันออกส่วยไม้ที่ส่งเข้ารัฐบาลคือ ไม้แดง อย่างไรก็ตามป่าไม้ภาคตะวันออก เริ่มปรากฏความสำคัญในสายตาราชสำนักสยาม เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในแหล่งตัดไม้ทำเรือพระที่นั่งนับตั้งแต่ รัชกาลที่ ๓ รัฐได้ส่วยมาศเส้นจากเมืองจันทบุรียาว ๑ เส้นเศษ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นเรือพระที่นั่งกราบชื่อสุดสายตา และในช่วงเวลานี้การค้าขายของสยามมีความเจริญรุ่งเรืองมากจึงมีการตั้งการจัดเก็บภาษีขึ้นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ ภาษีไม้แดง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ป่าไม้ภาคตะวันออกยังคงเป็นพื้นที่หาไม้ทำเรือพระที่นั่งเฉพาะในพื้นที่แกลงได้มาดเส้น ๔ ลำ สอดคล้องกับข้อความในบันทึกของ H.Warington Smyth เมื่อครั้งเดินทางตามชายฝั่งทะเลตะวันออกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กล่าวถึงพื้นที่เมืองแกลงไว้ว่าเป็นสถานที่นำไม้ตะเคียนไปสร้างเรือพระราชพิธี และยังระบุด้วยว่าสภาพป่าของเมืองแกลงมีลักษณะเป็นป่าทึบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ป่าไม้ภาคตะวันออกและได้ก่อตั้งบริษัทศรีราชาทุนจำกัด ทำกิจการป่าไม้ในพื้นภาคตะวันออกในจังหวัดชลบุรีรวมมาถึงระยอง ซึ่งในขณะนั้นก็มีโรงเลื่อยของเอกชนรายอื่นเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน โรงเลื่อยจักรพงษ์เกษม โรงเลื่อยไม้ในเมืองแกลง สำหรับในอำเภอแกลงมีโรงเลื่อยไม้ที่สำคัญ คือ “โรงเลื่อยจักรพงษ์เกษม” ประวัติการก่อตั้งไม่แน่ชัดแต่จากการสัมภาษณ์คนในพื้นที่พบว่าโรงเลื่อยนี้น่าจะก่อตั้งก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และปิดตัวลงไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีเจ้าของกิจการเป็นคนเชื้อสายจีน เรียกกันว่า “ จิกเสี่ย ” เป็นคนจากทางบ้านปากน้ำประแส ตำแหน่ง “หลงจู๊” (ผู้จัดการ) ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่จะมีทั้งที่เป็นคนเชื้อสายจีนทำงานในตำแหน่ง “นายม้า” คุมโต๊ะเลื่อยไม้หรือเป็น “เสมียน” จดบัญชีกับแรงงานซึ่งเป็นที่มาจากทางอีสานและคนในพื้นที่อำเภอแกลงบางส่วนตำแหน่งแบกหามเรียกว่า “หางม้า” ค่าแรงต่อวันไม่ถึง ๒๐ บาท ผู้ชายแบกไม้กระดานแผ่นใหญ่ๆ ขึ้นรถ ผู้หญิงหาบขี้เลื่อย แบกเศษไม้ เรียงไม้ ( สัมภาษณ์ เกียง ภูเนตร อายุ ๘๖ ปี และ ปิยะ กำแหง อายุ ๗๑ ปี ) โรงเลื่อยอยู่ติดริมน้ำประแสฝั่งตะวันออกของบ้านสามย่าน วิธีการลำเลียงไม้จากพื้นที่ตอนใน มีสองวิธีคือ ใช้เส้นทางลำน้ำประแสลำเลียงไม้ขนาดไม่ใหญ่นัก เช่น ไม้กระบก ไม้กระบาก ล่องตามน้ำลงมา คนทางข้างบนจะตัดเป็นขอนล่องมาตามคลอง ผ่านวัดประแสบน บ้านอู่ทองใช้ โดยคลองประแสเป็นหลัก ( สัมภาษณ์ ศรีนวล ไกรเพชรอายุ ๗๖ ปี ) ปล่องไฟเดิมของโรงเลื่อยจักรพงษ์เกษม ลำน้ำประแส บริเวณตลาดสามย่าน อีกวิธีหนึ่งคือใช้รถลากซุงและแรงงานคน ชักลากซุงใส่รถขนไม้แล้วมาเทลงน้ำประแสหน้าโรงเลื่อยที่สามย่าน จากนั้นจะมีคนลงไปมัดเชือกซุงแล้วชักลากกันขึ้นมาเลื่อยตามขนาดที่ต้องการ โดยมีนายม้าเป็นคนกำหนดว่าจะเลื่อยออกมาขนาดใด เช่น หน้ากว้าง ๘ นิ้ว, ๑๒ นิ้ว, ๑๖ นิ้ว จากนั้นแรงงาน (หางม้า) จะยกไม้ขึ้นเลื้อยบนโต๊ะ เมื่อเลื่อยไม้แล้วจะมีแรงงานบางส่วนคนขี้เลื่อยออกไปทิ้งนอกโรงเลื่อย แม้ว่าต่อมาโรงเลื่อยจะปิดตัวไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีนโยบายปิดป่าจากรัฐบาลส่วนกลางเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ แต่การเข้าไปบุกเบิกและถางป่าพื้นที่ตอนบนก่อให้เกิดการโยกย้ายจากพื้นที่ราบขึ้นไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ตอนในทางทิศเหนือของเมืองแกลงมากขึ้นรวมทั้งการบุกเบิกเข้าไปจับจองพื้นที่ทำการเกษตรกรรมปลูกมัน และต่อมาคือ ยางพารา วิถีหาของป่า คนเมืองแกลง ป่าไม้ทางทิศเหนือของเมืองแกลงเป็นแหล่งหาของป่าที่สำคัญ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่เมืองแกลงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก เมื่อเสร็จฤดูทำนาจะรวมกลุ่มพากันเทียมเกวียนเข้าป่าไปหาของป่านำออกมาขาย โดยเดินตามเส้นทางเกวียนลัดเลาะขึ้นไปทางทิศเหนือหรือเดินตามลำน้ำสายเล็ก ๆ เข้าไปยังป่าเบญจพรรณ ถึงเวลากลางคืนจะหยุดตามจุดที่เป็นชุมนุม บางแห่งอาจมีเพิงที่พักแบบชั่วคราวซึ่งคนรุ่นก่อนหรือกลุ่มอื่นได้ทำทิ้งไว้ และจุดกองไฟ นอนรวมกันป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือที่ออกหากินตอนกลางคืน การใช้เวลาอยู่ในป่าไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่หาได้และปริมาณของป่าที่บรรทุกใส่เกวียน โดยทรัพยากรของป่าที่ต้องการได้แก่น้ำมันยาง ครั่ง ชัน หวาย กระวาน ลูกเร่ว รวมทั้งไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้กระบก ล่องน้ำลงมาขายคนที่ตลาดเพื่อสำหรับนำไปทำฟืนเตาถ่าน นำกลับไปใช้ในครัวเรือนหรือนำออกมาขายที่ตลาดสามย่าน ลุงสงบ เจริญวงศ์ อายุ ๕๕ ปี เล่าว่า “... สมัยก่อนใช้เส้นนี้เดินขี้โล้น้ำมันยาง แบกน้ำมันยางมาขาย เป็นป่าหม แถวหนองพุหนองโพง ( ชุมชนที่อยู่ทางทิศเหนือวัดโพธิ์ทอง )…” ส่วนพระครูวิสุทธิ์รัตนาภรณ์ อายุ ๗๐ ปี เล่าว่า “... ฉันไปอยู่ตั้งแต่เป็นป่ามีเสือ เขาเรียกชุมนุมสูง มีหนึ่งบ่อน้ำมันยาง เลยวัดมงคลขึ้นไปหน่อยและก็ใต้วัดชุมนุมสูงลงมาหน่อยก็ตักน้ำมันยางเอามาขายกัน ...” ขณะเดียวกันบางครัวเรือนที่อยู่บนพื้นที่ราบตอนล่างอาจให้ญาติของตนเข้าไปตั้งบ้านรวมกับชุมนุมในป่าแล้วเก็บผลผลิตส่งออกมาขาย หรือนำมาให้แก่ครอบครัวตนเอง เช่น สานหลัว ตัดหวาย คนตลาดสามย่านก็เอาใส่เรือไปขายสมุทรสาคร สมุทรสงคราม การเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตอนในพบว่าหลายชุมนุม/สำนัก ไม่ได้ดำรงชีพด้วยการหาของป่าเพียงอย่างเดียวแต่บุกเบิกพื้นที่ราบขนาดเล็กไว้ปลูก “ข้าวไร่” ปีละครั้ง พอเลี้ยงตนเองได้ควบคู่ไปกับการปลูกมัน รวมทั้งคนพื้นที่ตอนในเองบางส่วนนำของป่าออกมาแลกเปลี่ยนข้าวสารหรือผลไม้กับคนในพื้นที่ราบทุ่งนาและคนในตลาดสามย่าน นอกจากนี้การเข้าป่ายังรวมไปถึงการตัดไม้มาสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน ปัจจุบันพื้นที่ป่าเบญจพรรณทางทิศเหนือของเมืองแกลงนั้นแทบไม่หลงเหลือแล้ว เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพื้นที่การเกษตรทั้งพื้นที่ปลูกยางพาราและพื้นที่สวนผลไม้ ประกอบการการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยและการตัดถนนเข้าไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ตอนใน รวมถึงวิถีชีวิตการหาของป่าและการตัดไม้ป่าที่เลิกทำไปอย่างสิ้นเชิง คงเหลือแต่ร่องรอยของ “ชื่อชุมชน” (place name) ที่ยังบ่งบอกถึงการเคยเป็นแหล่งชุมชนพื้นที่ตอนใน เช่น วัดคลองป่าไม้ (ชุมนุมคลองป่าไม้ อำเภอแกลง), บ้านชุมนุมสูง (อำเภอแกลง), บ้านชุมนุมใน (อำเภอวังจันทร์), วัดแก่งหวาย (ชุมนุมแก่งหวาย อำเภอวังจันทร์) ฯลฯ ส่วนพื้นที่ที่ยังเป็นป่าหลงเหลืออยู่คือบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง พนมกร นวเสลา ขอบคุณ พระครูวิสุทธิ์รัตนาภรณ์ อายุ ๗๐ ปี , คุณเกียง ภูเนตร อายุ ๘๖ ปี , คุณปิยะ กำแหง อายุ ๗๑ ปี , คุณประจวบ เที่ยงแท้ อายุ ๘๒ ปี , คุณพิชัย สมคิด อายุ ๕๖ ปี , คุณศรีนวล ไกรเพชร อายุ ๗๖ ปี , คุณสงบ เจริญวงศ์ อายุ ๕๕ปี , คุณเอกชัย เนตรมณี อายุ ๕๓ ปี อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สะพานหัน กับวิกลิเกหลวงสันท์
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2556 เมื่อไม่นานมานี้ได้สำเนาเอกสารเก่าจากหอสมุดแห่งชาติ กล่าวถึงเรื่องลิเกหลวงสันท์ที่สะพานหัน ทำให้ต้องรื้อเทปบันทึกเรื่องราวของสะพานหันและลิเกคณะนี้มาปัดฝุ่น เพราะแหล่ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเป็นลิเกดัง ขนาดสาวแก่แม่หม้ายติดกันงอมแงมเลยทีเดียว “...ทั้งสาวแก่แลแม่หม้าย เฝ้ามุ่งหมายใฝ่ฝันหา ลูกผัวไม่นำพา ถึงเวลาดูลิเก เฝ้าผัดหน้าทาขมิ้น ไปหาชิ้นไม่ห่างเห พอได้ชมสมคะเน ชอบลิเกคุณหลวงสรรค์” เรื่องราวของลิเกคณะนี้ที่เคยสืบค้นได้ข้อมูลมาอย่างกะปริดกะปรอย จึงถึงคราวต้องนำมาปะติดปะต่อกับเรื่องราวของสะพานหันที่ตั้งวิก ให้ปรากฏในข้อเขียนชิ้นนี้แล้ว สะพานหันในย่านสำเพ็ง ในหนังสือ เปิดกรุภาพเก่า ของคุณเอนก นาวิกมูล ที่มีภาพปกรูปประตูเมืองบนถนนพาหุรัดนั้น คือประตูสะพานหัน ซึ่งชาวจีนเรียกว่า “ซำเพ้งเซียมึ้ง” เพราะเป็นประตูเมืองที่จะออกไปสู่ย่านสำเพ็ง--ตลาดการค้าและถิ่นฐานอาศัยสำคัญของคนจีนนอกกรุงรัตนโกสินทร์ ประตูดังกล่าวสร้างขึ้นมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ โดยแรกเริ่มนั้นเป็นประตูช่องกุด พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๒๐ โปรดให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ปรับเปลี่ยนเป็นประตูทรงตัดเรียบ มีดาดฟ้าด้านบน แล้วมีงานสมโภชประตู แต่พอถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ก็แปลงประตูสะพานหันเป็นประตูยอดดั่งภาพในหน้าปกหนังสือ กระทั่งวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ในรัชกาลที่ ๖ ประตูยอดนี้ก็พังทลายลงมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีบันทึกไว้เป็น "แหล่เครื่องเล่นกัณฑ์มหาพน" ในหนังสือ ประชุมแหล่เครื่องเล่นมหาชาติ ว่า “ที่ ๒๖ กันยายน เกิดโกลาหลอัศจรรย์ ที่ประตูยอดสะพานหัน พังทลายลั่นเสียงครืนคราน .................................... ...................................... สองทุ่มหย่อน ๒๐ มินิต เวลาเมื่ออิฐพังลงมา เลื่องลือลั่นพารา ต่างคนต่างพากันไปดู ทั้งไทยทั้งเจ๊กเด็กผู้ใหญ่ บ้างชวนกันไปเป็นหมู่ๆ เสียงโจษกันลั่นสนั่นหู ว่าจะไปดูประตูพัง.....” ประตูพังครั้งนั้นก็เพราะความเก่าชรา เป็นเหตุให้ต่อมาประตูเมืองต่าง ๆ ก็ถูกรื้อออกหมดในที่สุด คงเหลือประตูเมืองตรงถนนพระสุเมรุประตูเดียวที่รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ อย่างไรก็ดีแม้ประตูนี้จะเป็นทางเข้าสู่สำเพ็ง แต่ไม่มีคนไทยเรียกว่า “ประตูสำเพ็ง” กลับเรียกประตูสะพานหัน เนื่องจากพอลอดผ่านประตูออกไปนอกพระนคร ก็เจอสะพานข้ามคลองโอ่งอ่างหรือคลองรอบกรุง เป็นสะพานไม้แผ่นเดียวทอดข้ามคลอง ปลายข้างหนึ่งตรึงแน่นกับที่ อีกปลายวางพาดกับฝั่งตรงข้ามโดยไม่ตอกตรึง สามารถจับหันเพื่อเปิดทางให้เรือผ่านและหันปิดสำหรับคนสัญจรข้ามไปได้ สะพานแบบนี้จึงถูกเรียกว่า สะพานหัน และกลายมาเป็นชื่อเรียกประตูเมืองไปด้วย ตรงจุดบริเวณสะพานนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่ย่านการค้าสำเพ็ง ผู้คนจึงหนาแน่น มีแผงขายของระเรื่อยไป โดยเฉพาะยามเมื่อเปลี่ยนจากสะพานหันมาเป็นสะพานเหล็กในรัชกาลที่ ๔ และเมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ ก็ปรับเปลี่ยนเป็นสะพานโค้งค่อนข้างสูง ซึ่งขุนวิจิตรมาตราหรือกาญจนาคพันธุ์ได้เห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก และได้เขียนบันทึกไว้ใน กรุงเทพฯ เมื่อ ๗๐ ปีก่อน และบทความเรื่อง สามเพ็ง ว่า ...พื้นสะพานตรงกลางเป็นไม้เรียบ สองข้างสะพานเป็นห้องแถวไม้ติดต่อกันตลอด ฟากหนึ่งราว ๗ หรือ ๘ ห้อง โดยสร้างยกพื้นขึ้นไปเป็นชั้นๆ หรือเป็นห้องๆ มาบรรจบตรงกลางสะพานที่โค้งสูงสุด หลังคาห้องทั้งหมดก็ลำดับเป็นชั้น ๆ ด้วย ห้องแต่ละห้องเป็นห้องเล็ก ๆ เป็นที่คนอยู่และขายของได้ ด้านหลังของห้องเป็นหน้าต่าง ระหว่างห้องทั้งสองข้างเป็นทางเดินสำหรับคนเดินข้าม กว้างราวสัก ๓ ศอก ห้องทั้งหมดมีคนเช่าอยู่และขายของเต็ม บริเวณที่ออกจากประตูสะพานหันไปนอกพระนครนี้ ในอดีตเรียกว่า ตำบลสามเพ็ง เป็นต้นไป และเมื่อลงจากสะพานหันเข้าไปสู่ย่านอาศัยและการค้าของชาวจีน มีถนนหรือสมัยก่อนต้องเรียกว่า ตรอกสามเพ็งหรือสำเพ็ง ตัดผ่าชุมชนยาวออกไปจนจรดวัดกาลหว่าร์ที่ตลาดน้อย ซึ่งปัจจุบันก็คือ แนวถนนวานิช ๑ และถนนวานิช ๒ โดยถนนวานิช ๑ ตั้งต้นจากถนนจักรเพชรไปบรรจบถนนทรงวาดและถนนทรงสวัสดิ์ ที่ข้างวัดสัมพันธวงศ์หรือวัดเกาะ ส่วนถนนวานิช ๒ แยกจากถนนทรงวาดบริเวณวัดปทุมคงคาไปจนถึงวัดกาลหว่าร์ที่ถนนโยธานั่นเอง และระหว่างช่วงประตูสะพานหันถึงถนนจักรวรรดิ์ ที่เรียกกันว่า ย่านหัวเม็ด คนจีนเรียก “ติ๊ดเกย” นั้น เป็นชุมชนสะพานหัน แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของย่านสำเพ็ง แต่สะพานหันในอดีตก็เป็นแหล่งค้าขายที่มีเอกลักษณ์ต่างจากในปัจจุบัน และเป็นถิ่นอาศัยของขุนน้ำขุนนางมากกว่าคนจีนดั่งเช่นปัจจุบัน ผลไม้ ดอกไม้ เครื่องหอม ไปจนถึงเครื่องเพชรเครื่องทอง คุณหญิงศรีศิริ กฤษณจันทร หรือนามสกุลเดิม คุ้มเกษ วัย ๘๐ กว่าปี ผู้เกิดในย่านสะพานหันและใช้ชีวิตวิ่งเล่นอยู่ในย่านนี้ ถ่ายทอดสภาพค้าขายที่ตนเห็นมาแต่ครั้งเยาว์ว่า แถบพื้นที่สะพานหันในเวลานั้นบ้านเรือนอาศัยถ้าไม่เป็นของบรรดาพระยา คุณพระ คุณหลวง ก็เป็นของพวกคหบดีคนไทยและเจ้าสัว ที่จดจำได้ก็มีพระยาภิรมย์ภักดี บ้านอยู่ต้นคลองโอ่งอ่าง บ้านพระยาพิชัยสงคราม บ้านพระยาสโมสรวิเศษฐการ บ้านพระกรณีศรีสำรวจ บ้านนายย้อย วิเศษกุล ที่น้องสาวไปดองกับพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี บ้านหลวงสันทนาการกิจ ที่ตั้งวิกลิเกดังในย่านนี้ คนทั่วไปเรียกสั้นๆว่า วิกหลวงสันท์ นอกจากนั้นก็มีเจ้าสัวชาวจีน แขกขายผ้า และคนจีนที่มาขายยาฉุนในตรอกยาฉุนบ้าง อย่างไรก็ดีคุณหญิงศรีศิริเน้นว่า “สะพานหันเป็นย่านคนไทย” พร้อมกับฉายภาพการขายและจับจ่ายซื้อสินค้าในเวลานั้น “ก่อนขึ้นสะพานหัน สองข้างเป็นร้านขายผลไม้ต่างประเทศ แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น เครื่องกระป๋อง เครื่องแห้งของจีน วางเต็มสองฟาก พวกผลไม้ไทยตามฤดูกาลและทวาย อย่างลำไย ทุเรียน ผลไม้พื้นเมืองต่าง ๆ มีหมด คัดมาสวย ๆ ดี ๆ เหมือนอย่างในตลาด อตก. ปัจจุบัน แม่ค้าจะใส่กระจาดมาตั้งเหมือนบางลำพูสมัยก่อน อย่างลำไยลูกโต ๆ ก็ใส่กระเช้า...เปิดชิมได้ พวกแม่ค้านั้นพูดจาอ่อนหวานกับลูกค้า เรียกท่านเจ้าคะ เจ้าขา บ่าวเก็บเอาไว้ให้นะคะ ของบ่าวอร่อยทั้งนั้น ซื้อเสร็จก็เอาของมาส่งให้ถึงรถสามล้อ รถเจ๊ก เพราะเจ้านายให้บ่าวมาซื้อกันทั้งนั้น” สอดคล้องกับที่ ศรี เกษมณี เขียนเล่าไว้ในหนังสือ เมื่อวานนี้ ว่า “แม่ไปซื้อผลไม้ เช่น องุ่น แอปเปิ้ล ที่สะพานหันซึ่งเป็นแหล่งรวมผลไม้ดี ๆ จากต่างประเทศ ของที่สะพานหันจัดว่าแพงชนิดจดไม่ลง คนซื้อต่อรองราคาแทบไม่ได้ ถ้าไม่ซื้อ คนขายก็จะเมินหน้าไม่ง้อให้เสียเวลา ลูกค้าที่มีเงินยังเดินเข้าออกสะพานหันให้พลุกพล่าน” พอขึ้นตัวสะพานหัน คุณหญิงอธิบายว่าพื้นทำด้วยไม้ มีลูกระนาดคั่นเป็นขั้นๆ ลงไป เพื่อกันไม่ให้ลื่น สองฟากตัวสะพานเป็นร้านขายของ “ทำเป็นห้อง ๆ ที่จำได้มีร้านแขกขายผ้า เป็นพวกผ้ามุ้ง ผ้าม่าน ผ้าลูกไม้ ผ้าสำลี ผ้าต่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ขายผ้าอย่างดี เพราะของสวย ๆ นั้นจะขายกันที่พาหุรัด ส่วนร้านขายผ้าของผู้หญิง เป็นพวกผ้าลาย พวกนางงามจะมาซื้อ มานั่งเลือกผ้า เขาจะวางขายบนอัฒจันทร์เตี้ย ๆ ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ใด ๆ คนซื้อก็ขึ้นไปนั่งพับเพียบบนแท่น ดูของนั่นของนี่ ต่อรองราคากันบนนั้นเลย ไม่มีใครยืนซื้อ ลงจากสะพานมีร้านขายน้ำอบไทย ชื่องร้านเก็งนา แล้วก็ร้านแม่อ้น ขายดอกไม้ธูปเทียนเกี่ยวกับไหว้พระ พวกพุ่มเทียน กระแจะ หมากหอม แล้วก็พวกดอกไม้แห้ง ดอกไม้จัน สะพานหันมีอยู่หลายร้าน บ้างรอยมาลัยแห้ง พวกดอกมะลิที่ทำจากกระดาษ ดอกไม้เข้าพรรษา กระดาษย่นสี ๆ เครื่องบวช บ้างร้านก็ขายพระพุทธรูปอย่างเดียว ขายดอกไม้สดก็มี เลยออกไปทางหัวเม็ดมีร้านทอง ขายเครื่องเพชร อย่างแม่กิมลั้ง แม่กิมตี่ พวกนี้เป็นลูกครึ่งไทย-จีน ถ้าร้านทองที่เยาวราชคนจีนขาย สมัยก่อนใครจะแต่งงานต้องมาซื้อเพชรที่สะพานหัน ไว้ใจได้ไม่มีหลอกลวง นอกจากนี้ก็มีร้านขายยาของคนจีน เดี๋ยวนี้ก็เหมือนจะยังอยู่ แล้วก็มีซ่อง มีโรงยาฝิ่น สมัยก่อนสะพานหันคนไม่แออัดแน่นอย่างปัจจุบัน เดินซื้อของกันสบาย” ภาพบรรยากาศการค้าแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เนื่องมาจนถึงหลังสงคราม (มหาเอเชียบูรพา) เช่นนี้ คงดำเนินต่อมากระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงได้มีการรื้อสะพาน แล้วสร้างใหม่เป็นคอนกรีตดังที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ นานาสินค้าในย่านสะพานหันก็มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นของอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร ขนม เสื้อผ้า เครื่องเย็บปักถักร้อย ไปจนถึงร้านขายกิฟท์ช้อป ที่ขยายตัวมาจากสำเพ็ง ร้านค้าดั้งเดิมแทบหายไปเกือบหมด มีการเปลี่ยนมือให้คนเช่า เหลือไว้แต่ป้ายชื่อร้านเก่าพอให้จับเค้ารางได้เท่านั้น วิกยี่เกหลวงสันท์ ริมคลองสะพานหัน นอกจากภาพจำเกี่ยวกับตลาดสะพานหันแล้ว ความประทับใจอีกสิ่งหนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในย่านสะพานหันของคุณหญิงศรีศิริก็คือ ชีวิตในวิกยี่เกหลวงสันท์ โรงมหรสพของครอบครัวเครือญาติที่เกาะเกี่ยวดำเนินกิจการอยู่ในย่านสะพานหัน เป็นวิกลิเกดังโรงหนึ่งในยุคที่ลิเกทรงเครื่องกำลังเฟื่องในพระนคร ลิเกหรือยี่เกเป็นมหรสพที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า “มาจากเพลงสวดของแขก ส่วนการแสดงน่ะยี่เกน่ะไทยแท้...” โดย อ. สุรพล วิรุฬรักษ์ ผู้ค้นคว้าเรื่องลิเก อ้างถึงหนังสือ สาส์นสมเด็จ ระบุว่า กำเนิดมาจากการสวดอย่างอิสลามในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ แล้วการสวดนี้ก็พัฒนาแตกแขนงเป็น “ลิเก” และ “ลำตัด” ต่อมา การแสดงลิเกในระยะแรกมี ๒ ชนิด คือ ลิเกบันตนและลิเกลูกบท แต่งตัวธรรมดา แต่สีสันสดใส มาถึงยุคพระยาเพชรปาณี (ตรี) เจ้าของวิกหน้าวัดราชนัดดา ได้คิดเครื่องแต่งกายใหม่อย่างหรูหรา สวมปันจุเหร็ดยอด ใส่เสื้อเยียรบับ นุ่งโจงผ้ายก สวมถุงเท้าขาว ประดับสังวาลนพรัตน์กำมะลอ เลียนแบบเครื่องแต่งกายขุนนาง ท้าวพญามหากษัตริย์ อันเรียกได้ว่าเป็นการแต่งองค์ทรงเครื่อง ชาวบ้านทั้งหลายจึงเรียกว่า “ลิเกทรงเครื่อง” ที่นอกจากจะปฏิวัติการแต่งกายแล้ว ยังเล่นแสดงเป็นเรื่องแบบละคร อีกทั้งมีการรำนิด ๆ หน่อย ๆ ดำเนินเรื่องเร็ว แทรกการเล่นตลกขบขัน เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านร้านตลาด จนเกิดวิกยี่เกหลายแห่งในช่วงสมัยนั้น หนึ่งในนั้นก็คือ วิกของหลวงสันทนาการกิจ (โหมด ภูมะธน) ข้าราชการในกระทรวงทหารเรือ ที่บ้านและวิกของท่านตั้งอยู่ริมคลองสะพานหัน ใกล้สะพานภาณุพันธุ์ โดยมีภรรยาของท่าน คือ อำแดงทับทิม เป็นโต้โผใหญ่ประจำโรงยี่เก ซึ่งคุณหญิงศรีศิริเรียก ย่าทับทิม ด้วยท่านเป็นธิดาของหลวงสุนทรโกษา (จาด คุ้มเกษ) ผู้เป็นทวดของคุณหญิง “บ้านหลวงสันท์อยู่ด้านในตลาด ติดกับพวกสิงหเสนี เป็นบ้านไม้ใหญ่แบบโบราณ ส่วนตัววิกอยู่ข้างหน้าบ้าน คุณย่าเป็นคนดูแล ตกเย็นญาติพี่น้องต้องมาทำโรงลิเกกันหมด มาทำฉาก ซ่อมประตู กวาดโรง เก็บเงินหน้าโรงวิก ทำกับข้าวกับปลาเลี้ยงคนแสดง แม่ดิฉันถูกมอบหมายให้เป็นคนเก็บเงินค่าเข้าชม ตัวดิฉันก็เลยวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ พอตอนหลังวิกเลิก มีคนมาเช่าแล้วจึงรื้อทำโรงหนัง ปัจจุบันเป็นศูนย์การค้าสะพานหันไง เท่าที่ทราบเดิมวิกเคยอยู่ที่ประตูสามยอด” คุณหญิงศรีศิริรื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็ก ซึ่งหลายสิ่งเป็นสิ่งที่ฟังผู้ใหญ่เล่ามา โดยเฉพาะเรื่องวิกที่เคยอยู่ประตูสามยอดนั้น จากการสัมภาษณ์คุณถิน และคุณพงษ์สิทธิ์ ภูมะธน ซึ่งเป็นหลานของย่าทับทิมได้คำชี้แจงว่า วิกยี่เกหลวงสันท์อยู่สะพานหันมาแต่แรก วิกประตูสามยอดเป็นของหม่อมสุภาพ กฤดากร หม่อมในกรมพระนเรศวรวรฤทธิ์ (ต้นสกุลกฤดากร) ซึ่งเป็นยี่เกโรงใหญ่ มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วยมีการปรับปรุงการเล่นใกล้ละครรำมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนในการรำ การที่คุณหญิงเข้าใจผิดว่าเคยอยู่ประตูสามยอดก็เนื่องจากย่าทับทิมรับกิจการยี่เกของหม่อมสุภาพมาดำเนินการต่อนั่นเอง และนี่อาจเป็นที่มาที่ห้ามไม่ให้ลิเกโรงนี้ร้องเพลงรานิเกลิงของนายดอกดิน เสือสง่า ด้วยเห็นว่าเป็นลิเกบ้านนอก ลิเกเร่ร่อน คุณถินยังบอกอีกว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ มีการสวนสนามทหารหน้าวิก บนถนนเยาวราช พวกลิเกจึงพากันออกมารำ เอาดอกไม้ไปยื่นให้เจ้าพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา-ผู้เขียน) และที่จำได้ วิกหลวงสันท์กลางวันเป็นบ่อนปลากัด กลางคืนจึงเป็นวิกยี่เก ขณะที่คุณพงษ์สิทธิ์ว่า ก่อนเปิดวิกทุกครั้งต้องมีโหมโรง เล่นดนตรีตีระนาดเรียกคน เริ่มเล่นราวทุ่มสองทุ่ม จุดตะเกียงเจ้าพายุเล่น เล่นกันถึงเที่ยงคืนก็เลิก สมัยนั้นคนสะพานหันจะมีคำพูดที่รู้จักกันทั่วย่านว่า “หน้าพ่อพัก” คือ หน้าสวยขึ้นเครื่องลิเก เพราะพ่อพัก เป็นพระเอกประจำวิกหลวงสันท์ คู่กับนางเอกชื่อนายเจือ เป็นชายแต่เล่นเป็นหญิง เนื่องจากสมัยนั้นการเล่นยังไม่ได้ใช้ชายจริงหญิงแท้ คนดูส่วนใหญ่จึงเป็นหญิง เป็นแม่ยกเยอะ และตัวแสดงที่สำคัญอีกตัว เป็นตัวโกงชื่อ ตารวน เวลาเดินเข้าตลาดสะพานหัน พวกแม่ค้าเห็นต้องถ่มน้ำลายรดพื้น เพราะไม่ชอบใจ ด้วยอินกับบทโกงของแก ถึงกับเล่าต่อ ๆ กันว่า เวลาแสดงตามท้องเรื่อง คนดูถึงกับขว้างกระป๋องน้ำหมากใส่แกขึ้นไปบนเวที แกก็มีปฏิภาณไว เอามือป้องปากบอกคนดูว่า “คุณน้าให้รางวัลผมอีกแล้ว” พ่อพักและนายเจือนี้ ถือเป็นศิลปินลิเกมีชื่อดังมากในยุคลิเกทรงเครื่อง ในหนังสือ ลิเก ของสุรพล วิรุฬรักษ์ ระบุว่าทั้งคู่เป็นผู้คิดทำหลอดไฟฟ้าดวงเล็กๆ มาประดับแซมเครื่องเพชรให้คนดูตื่นเต้นกับความวูบวาบของแสงสี และมาตอนหลังทั้งคู่ไปเล่นที่วิกเมรุปูน วัดสระเกษ ลิเกหอมหวนเมื่อเข้ามาเล่นในกรุงเทพฯ ที่วิกตลาดทุเรียน บางลำพู ยังต้องแข่งขันกับนายพัก นายเจือ ทำให้หอมหวลหาทางเล่นใหม่ โดยมีการปรับเครื่องแต่งกาย ลดการรำลง และด้นกลอนเข้าสู้ จนกล่าวว่า ใครอยากดูลิเกรำก็ไปดูนายพักนายเจือ ใครอยากฟังกลอนเด็ด ๆ ก็มาดูลิเกหอมหวล ความดังของตัวเอกวิกหลวงสันท์นี้แหละ เป็นเหตุให้วิกหลวงสันท์ต้องเลิกไป เพราะ “เจ๊ง” ด้วยค่าตัวพระเอกสูงถึงวันละ ๘ บาท และต้องง้อให้เล่นตลอดเวลา อีกทั้งโต้โผก็ชรามากแล้ว ตัวแสดงในโรงก็มีถึง ๓๐ กว่าชีวิต ดูแลไม่ไหว จึงขายคณะยี่เกให้กับแม่ของคุณพงษ์สิทธิ์ ชื่อ แม่ทองอยู่ ซึ่งท่านได้นำเครื่องละครและดนตรีปี่พาทย์ลงไปเล่นที่นครศรีธรรมราช โดยไม่มีวิกแน่นอน รับเล่นไปเรื่อยใช้ชื่อ วิกแม่ทองอยู่ แสดงอยู่ ๔-๕ ปีก็เลิกในที่สุด เรื่องราวของวิกหลวงสันท์จึงลาโรงอย่างสมบูรณ์ สุดารา สุจฉายา เอกสารค้นคว้า กาญจนาคพันธุ์ (นามแฝง). “สามเพ็ง”, เมืองโบราณ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๖ (ส.ค.-ก.ย. ๒๕๒๒). สุรพล วิรุฬลักษณ์, ลิเก . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ห้องภาพสุวรรณ, ๒๕๒๒. สัมภาษณ์คุณหญิงศรีศิริ กฤษณจันทร วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๘. สัมภาษณ์คุณพงษ์สิทธิ์ ภูมะธน วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙. บทสัมภาษณ์คุณถิน ภูมะธน โดย อ. ภูธร ภูมะธน. ขอขอบคุณ: คุณหญิงศรีศิริ กฤษณจันทร, คุณพงษ์สิทธิ์ ภูมะธน และ อ. ภูธร ภูมะธน ที่ติดต่อประสานงานเรื่องการสัมภาษณ์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ศาลเจ้าการศรัทธาและเกื้อกูลชุมชน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2556 ศาลเจ้าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของชุมชนชาวจีนเพราะเมื่อชาวจีนเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่ใด มักมีการสร้างศาลเจ้าขึ้นในกลุ่มของตนตามแต่จะนับถือแบบใด ซึ่งนอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจและเพื่อให้เกิดสิริมงคลในถิ่นฐานที่อยู่แห่งใหม่แล้ว ศาลเจ้ายังเป็นที่พบปะสังสรรค์และช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชน ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความศรัทธาในศาลเจ้าหลายแห่งได้พัฒนาไปสู่การทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์และสังคมภายนอกด้วย ดังเช่นศาลเจ้าสำคัญ ๓ แห่งในย่านพลับพลาไชย ใกล้สี่แยกแปลงนามซึ่งเป็นศาลของชาวจีน ๓ กลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ แม้มีแนวทางความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีบทบาทเกื้อหนุนชุมชนและสังคมเช่นเดียวกัน ศาลขงจื๊อของชาวจีนกวางตุ้ง กลุ่มชาวจีนกวางตุ้งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เริ่มเข้ามาเป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งชาวกวางตุ้งที่เข้ามาส่วนหนึ่งได้เปิดกิจการช่างยนต์และโรงกลึงในแถบบางรัก อีกจำนวนหนึ่งได้ประกอบกิจการค้าในย่านสำเพ็งและถนนเจริญกรุง ต่อมาได้มีการรวมกลุ่มของชาวกวางตุ้งโดยก่อตั้ง “บ้านพักกว๋องสิว” ขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาคือ “สมาคมกว๋องสิว” เพื่อช่วยเหลือและเป็นสวัสดิการให้กลุ่มชาวจีนกวางตุ้งด้วยกัน สถานที่ตั้งของสมาคมกว๋องสิวอยู่ที่ถนนเจริญกรุงใกล้สี่แยกแปลงนาม ซึ่งมีศูนย์รวมจิตใจเป็นศาลเจ้ากวางตุ้ง และมีโรงพยาบาลกว๋องสิวมูลนิธิตั้งอยู่ใกล้เคียง ศาลเจ้ากวางตุ้งเป็นศาลเก่าแก่ของชาวจีนกวางตุ้งในกรุงเทพฯ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พร้อมกับการเกิดขึ้นของสมาคมกว๋องสิว คุณสมชัย กวางทองพาณิชย์ ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านเยาวราชกล่าวว่า ศาลเจ้ากวางตุ้งเป็นศาลที่ตั้งขึ้นตามลัทธิขงจื๊อหรือลัทธิหยู ซึ่งเป็นลัทธิบัณฑิต คนจีนให้ความสำคัญกับขงจื๊อในฐานะบรมครู ผู้มุ่งเน้นในการสั่งสอนเกี่ยวกับหลักจริยธรรมและข้อปฏิบัติที่ดีงามในการดำรงชีวิต สมัยก่อนบทบาทสำคัญของสถานที่นี้อีกอย่างหนึ่งคือการเป็นสถานศึกษาด้วย ศาล-เจ้าขงจื๊อในย่านสำเพ็งเท่าที่สำรวจข้อมูลมาพบว่ามีแค่ ๒ ศาล อีกที่หนึ่งได้เสียสภาพความเป็นศาลเจ้าไปหมดแล้ว อีกแห่งคือศาลเจ้ากวางตุ้ง แต่ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนการนับถือเทพเจ้าที่หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันภายในศาลยังมีรูปเคารพของปรมาจารย์ขงจื๊อตั้งเคียงคู่อยู่กับเทพเจ้าอื่น ๆ เช่น เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าหลู่ปาน (เทพเกี่ยวกับการก่อสร้าง) และเจ้าแม่กวนอิมที่ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นประธานของศาลเจ้า นอกจากความสำคัญในฐานะศูนย์กลางความศรัทธาของชาวจีนกวางตุ้งแล้ว บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการดูแลผู้คนในชุมชน ด้านหน้าของศาลเจ้าเป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลกว๋องสิวมูลนิธิ สถานพยาบาลเก่าแก่ของสมาคมชาวจีนกวางตุ้ง เมื่อเริ่มแรกเป็นเพียงหน่วยแพทย์ภายในบ้านพักกว๋องสิวที่ให้บริการรักษาโรคโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่มีในระยะแรกคือ การรักษาโรค งานสุสานกวางตุ้งที่ถนนสีลม และงานพิทักษ์หญิงดี เพื่อช่วยเหลือหญิงสาวกวางตุ้งที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณีในสมัยนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ยกสถานะขึ้นเป็นโรงพยาบาลกว๋องสิว รับรักษาผู้ป่วยทั่วไปโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลกว๋องสิวจะไม่ใช่สถานพยาบาลขนาดใหญ่มากนัก แต่ยังคงเป็นพึ่งพาของคนในชุมชนรอบ ๆ มาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุชาวจีนที่เข้ามาพักรักษาตัวอยู่เสมอ “เซียมซียา” ศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยว จากศาลเจ้ากวางตุ้งเดินขึ้นมายังแยกแปลงนามก่อนไปตามถนนพลับพลาไชยไม่ไกลนัก จะพบกับ ศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยว ซึ่งเป็นศาลเจ้าของสมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย หรือกลุ่มชาวจีนแคะศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งขึ้นตามความศรัทธาในลัทธิเต๋า นับถือเทพเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้เป็นประมุขของเทพเจ้าบนสวรรค์ นอกจากนี้แล้วยังมีการผสมผสานความเชื่อแบบพุทธศาสนามหายานด้วย ศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยวมีประวัติว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้เกิดเพลิงไหม้ศาล แต่เปลวเพลิงมิได้ลุกลามไปยังชุมชนที่อยู่โดยรอบ ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ทางสมาคมฮากกาจึงดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ รูปเคารพไต้ฮงกง ตั้งเป็นประธานของศาลเจ้าปอเต็กตึ๊ง ห้องจัดยาสมุนไพรจีนของศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยวสำหรับให้บริการผู้ที่มาเสี่ยงเซียมซียาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เอกลักษณ์ที่สำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือ การเสี่ยงเซียมซียา ที่ผสานความเชื่อเข้ากับการบำบัดโรคตามแพทย์แผนจีน ลักษณะของใบเซียมซีที่ศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยวนั้น นอกจากเป็นการเสี่ยงทายเพื่อขอโชคลาภแล้ว ยังมีใบเซียมซีสำหรับบำบัดโรคต่าง ๆ ได้แก่ ยาจักษุ รักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับตา ยาภายนอก รักษาอาการผิดปกติทางภายนอกหรือผิวหนัง ยารักษากุมาร หรือยาสำหรับเด็ก ยาสำหรับบุรุษ และ ยาสำหรับสตรี ส่วนใหญ่เป็นยาบำรุงเลือดลม ขั้นตอนการเสี่ยงเซียมซียา ทางศาลเจ้าจะจัดเตรียมกระบอกเซียมซีไว้ โดยจำแนกตามประเภทไว้ ได้แก่ ยาจักษุ รักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับตา ยาภายนอก รักษาอาการผิดปกติทางภายนอกหรือผิวหนัง ยารักษากุมาร หรือยาสำหรับเด็ก ยาสำหรับบุรุษ และ ยาสำหรับสตรี ผู้ที่จะเสี่ยงเซียมซีต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะอาการของตนเช่น หากผู้ป่วยเป็นเด็กให้เลือกยากุมาร แต่ถ้าป่วยเป็นโรคทางตาผิวหนัง ต้องเลือกยารักษาจักษุและยาภายนอกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือวัยใดก็ตาม และในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็กหรือมีอาการเจ็บป่วยมาก ญาติสามารถมาเป็นตัวแทนเสี่ยงเซียมซียาได้ เมื่อเลือกกระบอกเซียมซีแล้วจะต้องไปจุดธูปบอกอาการต่อเทพเจ้าและขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ จากนั้นลงมือเขย่าเซียมซีจนได้ไม้เซียมซีที่ระบุหมายเลขไว้ แล้วจึงหยิบใบเซียมซีที่มีหมายเลขตรงกัน ซึ่งในเซียมซีแต่ละใบจะระบุตำรับยาขนานต่าง ๆ ทั้งชนิดสมุนไพรและกรรมวิธีการปรุงยา ต่อจากนั้นจึงนำใบเซียมซีไปจัดยายังห้องจ่ายยาทางด้านล่างซึ่งจะมีซินแสคอยจัดยาและแนะนำวิธีการใช้ยาแต่ละขนาน ยาทั้งหมดเป็นสมุนไพรจีน ส่วนใหญ่ มีสรรพคุณบำรุงร่างกายและปรับธาตุต่าง ๆ ในร่างกายให้สมดุลเมื่อผู้ป่วยรับยาไปแล้วและมีอาการดีขึ้น มักจะกลับมาเซ่นไหว้ขอบคุณเทพเจ้า หากยังไม่หายดี จะกลับมาเสี่ยงทายอีกครั้งว่าจะใช้ยาชุดเดิมต่อไป หรือต้องเปลี่ยนยาชุดใหม่ ถึงแม้ว่าสมุนไพรบางตัวมีราคาสูง แต่การมาเสี่ยงเซียมซียาที่ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เว้นแต่จะบริจาคตามกำลังทรัพย์เพื่อสนับสนุนกิจการของศาลเจ้าต่อไป จากการสอบถามผู้ดูแลศาลเจ้าพบว่า แม้ปัจจุบันการเข้าถึงบริการทางการแพทย์แผนปัจจุบันจะแพร่หลายมากขึ้น แต่เซียมซียาที่ศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยวยังคงมีคนมาใช้บริการอยู่ไม่ขาด ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นคนจีนแคะกวางตุ้ง ไหหลำ ฮกเกี้ยน หรือแต้จิ๋ว ส่วนใหญ่ผู้มาใช้บริการเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและครอบครัวที่เคยใช้บริการเซียมซียามาหลายรุ่นสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับศาลเจ้าที่ยังไม่ลบเลือน นอกจากศาลเจ้าหลี่ตีเมี้ยวที่มีเซียมซียาแล้ว ยังมีที่วัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่อีกแห่งหนึ่งด้วย “ปอเต็กตึ๊ง” จากศาลเจ้าสู่งานสาธารณประโยชน์ ศาลเจ้าสำคัญอีกแห่งหนึ่งบนถนนพลับพลาไชย คือศาลเจ้าปอเต็กตึ๊ง ตั้งอยู่ถัดจากวัดคณิกาผล ศาลแห่งนี้เป็นศาลของชาวจีนแต้จิ๋ว สร้างขึ้นตามความเคารพศรัทธาในไต้ฮงกง พระภิกษุชาวจีนผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คน ตามประวัติของท่านกล่าวว่า ในช่วงบั้นปลายชีวิตได้เดินทางไปยังเมืองแต้จิ๋ว ประเทศจีน ซึ่งเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้งและมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านได้ช่วยเก็บศพไปฝังอย่างไม่รังเกียจ ทั้งยังช่วยรักษาโรคและจัดหาอาหาร สิ่งของจำเป็นให้ผู้ยากไร้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในหมู่คนจีนแต้จิ๋วอย่างมาก การสร้างศาลเจ้าแห่งนี้เริ่มจากชาวจีนนามว่า เบ๊จุ่นเซียง ได้อัญเชิญรูปจำลองไต้ฮงกงมาจากเมืองแต้จิ๋ว มลฑล กวางตุ้ง ประเทศจีน เพื่อสักการบูชา โดยในขั้นแรกได้นำไปประดิษฐานไว้ที่บ้านในย่านวัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) ต่อมาได้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาพากันไปสักการบูชามากขึ้นทุกวัน จึงย้ายไปประดิษฐานไว้ข้างสมาคมกว๋องสิว ถนนเจริญกรุง เวลาต่อมากลุ่มพ่อค้าคหบดีนำโดยพระอนุวัตรราชนิยม (ฮง เตชะวาณิช หรือ ยี่กอฮง) ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างศาลประดิษฐานรูปจำลองขององค์ไต้ฮงกง ณ ถนนพลับพลาไชย ข้างวัดคณิกาผล แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งนอกจากเป็นศาลเจ้ายังเป็นสถานที่ดำเนินงานสาธารณกุศลต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยเริ่มแรก เช่น เก็บศพไม่มีญาติ แจกยารักษาโรค และช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ ดังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในช่วงที่ชาวจีนโพ้นทะเลเดินทางเข้ามายังประเทศไทย “ปอเต็กตึ๊ง” ถือเป็นกลุ่มองค์กรแรก ๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับหลักปฏิบัติของท่านไต้ฮงกงที่มุ่งช่วยเหลือผู้ยากไร้ ด้วยเหตุที่ยึดมั่นในงานสาธารณกุศลมาโดยตลอด ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ได้ก่อตั้งมูลนิธิชื่อว่า “มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง” โดยมีสำนักงานอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ นอกจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ แล้ว ยังได้ก่อตั้งโรงพยาบาลและสถานศึกษาคือ โรงพยาบาลหัวเฉียวและมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คำว่า “หัวเฉียว” (華僑) เป็นภาษาจีน หมายถึง ชาวจีนโพ้นทะเลซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการไม่แบ่งแยกว่าเป็นชาวจีนกลุ่มใด หากเป็นการสร้างสำนึกร่วมของชาวจีนทั้งหมด นอกเหนือจากบทบาทของศาลเจ้าในด้านการสาธารณ-ประโยชน์แล้ว การเกิดขึ้นของศาลเจ้าหลายแห่งในย่านนี้ได้ส่งผลต่อวิถีอาชีพของชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชุมชนเจริญไชย ที่ถูกห้อมล้อมด้วยศาลเจ้าหลายแห่ง รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส ทำให้ในชุมชนมีอาชีพสำคัญคือการผลิตและจำหน่ายเครื่องกระดาษสำหรับไหว้เจ้าและใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวจีน ถึงแม้ว่าปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงในย่านนี้กำลังเกิดขึ้น อันมีสาเหตุมาจากการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินที่พาดผ่านถนนเจริญกรุง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชนและศาลเจ้าเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันยังได้สร้างสำนึกร่วมของชุมชนให้เข้มแข็งมากขึ้นด้วย อ้างอิง อู๋จี้เยียะ, ปนัดดา เลิศล้ำอำไพ (บรรณาธิการแปล). ๖๐ ปีโพ้นทะเล. กรุงเทพฯ : โพสต์บุ๊กส์, ๒๕๕๓. อภิญญา นนท์นาท อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ฟื้นพลังความสัมพันธ์เครือญาติสายผู้ดูแลพระเพลา นางเลือดขาวฉบับวัดเขียนบางแก้ว จากการสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติสู่กระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2556 บ้านของนายคลุ้มและนางพุ่ม ชูสุวรรณ ครอบครัวผู้ดูแลพระเพลาและตกเป็นสมบัติ ของลูกสาวหนึ่งในแปดของตระกูล ซึ่งอยู่อาศัย สืบต่อจนถึงเจ้าของในปัจจุบันผู้เป็นหลานตาและยายทวด “เพลานางเลือดขาว” ฉบับวัดเขียนบางแก้ว ต้นฉบับเป็นกระดาษเพลาจารหรือเขียนด้วยเส้นดินสอดำ อักษรไทยย่อ ภาษาไทยจำนวน ๓๐ หน้า ๑๗๑ บรรทัด พรรณนาแบบร้อยแก้ว สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรราวแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๑ และคงมีการคัดลอกต่อกันมาอีกหลายฉบับ ต่อมา พระครูอินทเมาลีฯ เจ้าคณะป่าแก้ว หัวเมืองพัทลุงบูรณะ วัดเขียนบางแก้ว วัดสทัง และวัดสทิงพระ และสันนิษฐานว่าจารเป็นฉบับสุดท้ายเมื่อราว พ.ศ. ๒๒๗๒ ในรัชกาลพระเพทราชา ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื้อหาแบ่งออกเป็นสองตอนคือ เล่าเรื่องนางเลือดขาวเรื่องหนึ่ง และตำนานพระราชูทิศของพระมหากษัตริย์ การกัลปนาอุทิศที่ดิน ไร่นา ถวายข้าพระโยมสงฆ์ให้เป็นประโยชน์ของวัดอย่างเด็ดขาดเรื่องหนึ่ง เนื้อหาหลักของการบอกเล่าในตำนานนางเลือดขาวกล่าวถึงศรัทธาในพระพุทธศาสนาของนางเลือดขาวและกุมารผู้สามีที่ได้สร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ พระธรรมศาสนา พระพุทธรูป และพระมหาธาตุไว้ตามท้องถิ่นต่าง ๆ มากมาย จนเกิดคำร่ำลือถึงความดีงามในศรัทธาต่อพระศาสนาของเธอ เมื่อเดินทางไปที่ใดก็มีเรื่องเล่าติดพื้นที่ในทุกแห่งที่นางเลือดขาวเดินทางไปถึงและอุปถัมภ์พระศาสนาและสาธารณูปโภคท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ ส่วนเนื้อหาเป็นตำนานพระราชูทิศซึ่งปรากฏว่ามีหลายฉบับและหลายสำนวนตามวัดต่าง ๆ โดยที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพชี้แจงว่า ท่านพบตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชจนถึงเมืองพัทลุง และสันนิษฐานว่าน่าจะมีต้นแบบที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามาเพียงไม่กี่ฉบับ แต่มาเขียนคัดลอกเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก โดยมีเนื้อความเช่นเดียวกันคือเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ขอพระราชทานการซ่อมแซมดูแลวัดและข้าพระโยมสงฆ์ไว้แก่ท้องถิ่นนั้น ๆ ห้ามไม่ให้เจ้าเมืองหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ มาข่มเหง หากไม่เชื่อฟังก็มีการแช่งให้ตกนรกอเวจี เมื่อรวบรวมมาไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพมหานครต่อมาจึงนำเอาตำราพระกัลปนาฉบับต่างๆ รวม ๓ ฉบับในจำนวนทั้งสิ้นจากการเก็บรวบรวมไว้ ๑๖ ฉบับมารวมพิมพ์อยู่ใน “ประชุมพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา” จัดพิมพ์โดยสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๑๐ ตำราพระกัลปนาเหล่านี้ถือเป็นเอกสารที่มีการลงตราประทับเพื่อยืนยันเอกสิทธิ์ที่ท้องถิ่นต่างๆ ได้รับจากการเป็น “ข้าพระโยมสงฆ์” หรือ “ข้าโปรดคนทานพระกัลปนา” โดยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระราชทานกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อดูแลรับใช้วัดในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยไม่ควรมีผู้ใดแม้จะเป็นขุนนางหรือเจ้าเมืองล่วงละเมิดถือสิทธิ์เพื่อประโยชน์ในชาวข้าพระเป็นส่วนตนมิได้ ในเอกสารกล่าวว่า ข้าพระกัลปนา หรือ พวกข้าโปรดคนทาน เหล่านี้ มีระเบียบแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ห้ามสมรสและห้าม (เป็น) มหาดอาษา ซึ่งน่าจะเป็นการสร้างกฎเกณฑ์เพื่อให้เป็นข้อกำหนดช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วคนเพื่อมิให้กลายเป็นชุมชนอิสระ ไม่ขึ้นแก่ผู้ใดหรือเจ้าเมืองใด ๆ จนถึงขั้นลูกหลานจนกลายเป็นปัญหาแก่การปกครองในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ นักวิชาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายท่าน (เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม, ชุลีพร วิรุฬหะ) สันนิษฐานว่าพระตำราเหล่านี้คือพระราชสารตราที่กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาให้ไว้แก่ชุมชนหนึ่ง ๆ ที่มีความสำคัญมาก จนสามารถติดต่อโดยตรงกับราชสำนักที่กรุงศรีอยุธยาโดยผ่านอำนาจของเจ้าเมืองที่หัวเมืองพัทลุง และสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างชุมชนหน้าด่านที่อยู่ในเขตติดต่อกับหัวเมืองมลายูซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อดูแลปกป้องตนเองจากการรุกรานของกลุ่มโจรสลัดมลายู หรือการลุกขึ้นสู้กับอำนาจของผู้นำท้องถิ่นที่อาจไม่มีความชอบธรรมในยุคสมัยนั้น จนกลายเป็นสิ่งเทียบกับของศักดิ์สิทธิ์แสดงถึงการไม่ต้องส่งส่วยหรือเสียภาษีให้หลวง จึงต้องมีการเก็บรักษาและสืบต่อมอบตกทอดกันเป็นอย่างดี ดังนั้นทำให้คนทั่วไปห้ามนำหนังสือเพลาหรือตราพระราชสารกัลปนานี้มาอ่านโดยพลการ ผู้ที่อ่านได้คือผู้รักษาเพลาเท่านั้น โดยมีธรรมเนียมแต่ดั้งเดิมเล่าสืบต่อกันมาว่าวิธีการอ่านเพลา ผู้อ่านต้องนุ่งขาวห่มขาว เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ในศีลธรรม ก่อนอ่านจะต้องจำลองรูปช้างเผือกขึ้นมาแล้วให้ผู้ถือเพลานั่งอ่านเพลาบนหลังช้าง การเก็บรักษาหนังสือเพลา นิยมเก็บรักษาไว้ในกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ซึ่งสามารถป้องกันแมลง ดูแลรักษาง่าย และสามารถสะพายติดตัวได้สะดวก และไม่ได้กล่าวว่ามีการเก็บรักษาไว้ที่วัดแต่ประการใด ความสำคัญของพระเพลาที่มีต่อชาวบ้านเมืองพัทลุงนอกเหนือไปจากเรื่องเล่าในเวลาต่อมาแล้วก็มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเอกสารการบันทึกเหตุการณ์เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ในจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๖) (อ้างถึงในหนังสือศิลปากร ๑๗ (๒) : ๒๓-๔๕ กรกฎาคม ๒๕๑๖) กล่าวว่าชาวบ้านนับถือหนังสือเพลาว่าเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ สตรีจับต้องไม่ได้ “เพลานาวัดคูหา เป็นของเก่าไม่มีใครกล้าอ่าน เป็นแต่บูชาไว้...ได้ยืมยายแก่เจ้าของไปดู ยายแก่เป็นเมียตาแก่ ผัวมา ไม่รอด ให้ลูกชายถือมา ผู้หญิงถูกไม่ได้” การที่ผู้หญิงจับต้องไม่ได้น่าจะมีการถือกันเป็นปกติว่าผู้หญิงมีรอบเดือนอันเป็นสิ่งที่ถือว่ามีมลทิน ไม่สามารถจับต้องสิ่งของหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ เพลานางเลือดขาวจากวัดเขียนบางแก้วถือว่าเป็นสำนวนสำคัญ เพราะนำมาจากวัดพระบรมธาตุสำคัญในเขตทะเลสาบสงขลาและเป็นชุมชนดั้งเดิมที่สำคัญมาแต่โบราณ เมื่อมีการเขียนพงศาวดาร หัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศหลังจากการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างเต็มที่แล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้แนะนำให้หลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) ลูกหลานเจ้าเมืองพัทลุงใช้เพลานางเลือดขาวอ้างอิงและเขียนขึ้นใหม่เป็นพงศาวดารเมืองพัทลุงฉบับ พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยใช้ต้นฉบับจากวัดเขียนบางแก้วเขียนเป็นภาคเมืองพัทลุงยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จไปราชการหัวเมืองฝ่ายใต้ เมื่อไปถึงวัดเขียนบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุงในปัจจุบัน พระรัตนธัชมุนี พระสงฆ์ผู้ใหญ่แห่งเมืองนครศรีธรรมราชบันทึกไว้ว่า มีเอกสารโบราณที่เขียนไว้ในพระเพลาทั้งอักษรไทยโบราณและอักษรเขมรจำนวนมาก และสอบถามเพื่อขอยืมเพื่อให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตรวจ แต่ผู้ดูแลก็ไม่อยากให้มา (เรื่องรายงานการจัดการศึกษาและการพระศาสนากับกวีนิพนธ์ของท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี หนังสือในงานพระราชทานเพลิงศพพระครูรัตนธาตุมุนี, ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๙) แต่ต่อมาอีกระยะหนึ่งผู้ดูแลพระเพลาคงเปลี่ยนใจ เพราะพบว่าหลังจากนั้นในราวสิบปีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ต้นฉบับพระเพลาฉบับวัดเขียนบางแก้วได้มาอยู่ที่หอพระสมุดวชิรญาณแล้ว ในฐานะเป็นของประทานจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อไปตรวจสอบในท้องถิ่นใกล้เคียงกับวัดเขียนบางแก้วที่อำเภอเขาไชยสนจังหวัดพัทลุงในปัจจุบัน ก็พบว่ามีการบอกเล่าเรื่อง “ตำราพระเพลา” หรือ“พระเพลา” ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อมูลเหตุการณ์ที่มีการบันทึกไว้ในคราวที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเล่าว่าเสด็จโดยเรือแจวจากวัดเขียนมายังบ้านของผู้ดูแลพระเพลาที่ “บ้านพรุ” ริมคลองบางแก้ว ห่างจากวัดเขียนราว ๑-๒ กิโลเมตร ชาวบ้านจำนวนมากยังจำคำบอกเล่าของบรรพบุรุษที่เล่าถึงครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง-ราชานุภาพเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำริมคลองบางแก้ว แล้วเดินข้ามทุ่งในระยะไม่ไกลนักไปที่บ้านของ “นายคลุ้มและนางพุ่ม” ที่มีนามสกุลต่อมาคือ “ชูสุวรรณ” ผู้ดูแลพระเพลาวัดเขียนบางแก้วและขอต้นฉบับพระเพลาฉบับนี้ไปเก็บรักษาไว้ ณ หอพระสมุดวชิรญาณในกรุงเทพมหานคร แม้หลักฐานข้อมูลต่าง ๆ จากส่วนกลางจะไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงนี้แต่อย่างใด แต่ลูกหลานผู้ดูแลรักษาพระเพลายังเก็บภาพสำคัญ ซึ่งคาดว่าเป็นภาพถ่ายในช่วงเวลาที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จ ณ บ้านของนายคลุ้มและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกซึ่งน่าจะอัดล้างภาพและส่งมาให้ภายหลังเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๔๒ หรือประมาณ ๑๑๔ ปีมาแล้ว ต้นฉบับภาพถ่ายนั้น ยังคงเก็บรักษาอยู่ที่ลูกหลานในตระกูลจนถึงปัจจุบัน เมื่อเราอ่านจากเอกสารต่าง ๆ คงมองเอกสารฉบับนี้ในฐานะหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองพัทลุงที่ถูกนำมาใช้เป็นเอกสารชั้นต้นเพื่ออ้างอิงในการเขียน “พงศาวดารเมือง” หรือการเขียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในช่วงหลังการปฏิรูปการปกครอง เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองไทยก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐชาติแบบสมัยใหม่อย่างเต็มตัว [Modern State] และการเขียนประวัติศาสตร์ก็ถือเป็นความจำเป็นในการสร้างชาติหรือสร้างความเป็นประเทศในยุคนั้น และเราคงไม่เข้าใจในมิติหน้าที่ของพระเพลาหรือพระตำราในฐานะของการเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ในครอบครองของผู้คนในตระกูลหนึ่งที่เคยมีหน้าที่ดูแลพระเพลาแทนวัดเขียนบางแก้วและชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นทั้งหมด ชาวบ้านผู้ดูแลเรียกพระเพลานี้ว่า“ตาหลวงตาเพลา” ริมคลองบางแก้วซึ่งแต่ก่อนเป็นท่าน้ํา ชาวบ้านบ้านพรุเคยใช้เป็นท่าเรือสัญจรไปมา และสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพเสด็จจากวัดเขียนบางแก้วขึ้นที่ท่าน้ํา เพื่อเดินลัดทุ่ง ไปยังบ้านของนายคลุ้มและนางพุ่มครอบครัวผู้ดูแลพระเพลา นายคลุ้มและนางพุ่ม ซึ่งมีภาพปรากฏเป็นหลักฐาน และน่าจะถ่ายในช่วงที่มีการขอพระเพลานำไปไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณ โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จล่องเรือจากวัดเขียนมาถึงท่าน้ำหน้าบ้าน มีบุตรชายหญิง ๘ คน เป็นชาย ๕ คน หญิง ๓ คนตระกูล “ชูสุวรรณ” บ้านอยู่ริมคลองบางแก้ว เรียกว่าบ้านพรุ จะทำพิธีสมโภชเพลาหรือ “สมโภชทวดเพลา” ในวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี กลุ่มเครือญาติที่เป็นลูกหลานผู้ดูแลพระเพลาในสายของนายแคล้ว ชูสุวรรณ ผู้เป็นแพทย์ ตําบลจองถนนซึ่งย้ายบ้านมาอยู่กับภรรยาที่บ้านทุ่งแซะ ไม่ไกลจากบ้านพรุ บ้านเดิมของพอเท่าใดนัก และสืบประเพณีสมโภชพระเพลาต่อมาจนสิ้นชีวิต แต่ไม่มีทายาทผู้ใดสืบประเพณีนี้ต่อ เนื่องจากส่วนใหญ่ทําอาชีพรับราชการ ลูกชายคนโตคือนายแคล้ว ชูสุวรรณ เป็นแพทย์ตำบลจองถนนเป็นหมอแผนโบราณได้วิชาและตำรายามาจากนายคลุ้มผู้พ่อ และมีตำรายาที่เรียกว่าหนังสือบุดอยู่เป็นจำนวนมากทั้งภาษาไทยและภาษาขอม แต่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดสืบทอดเพราะร่ำเรียนวิชาแบบสมัยใหม่กันหมด บางคนมีความเชื่อว่าเอาหนังสือบุดไปฝนแล้วเอามาพ่นเป็นยาแก้หูน้ำหนวก หลังจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำหนังสือเพลาจากไป เล่ากันว่าน้องชายคนสุดท้องของนายแคล้วเจ็บหนัก เมื่อเราอ่านจากเอกสารต่างๆ คงมองเอกสารฉบับนี้ในฐานะหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองพัทลุงที่ถูกนำมาใช้เป็นเอกสารชั้นต้นเพื่ออ้างอิงในการเขียน “พงศาวดารเมือง”หรือการเขียนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในช่วงหลังการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองไทยก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐชาติแบบสมัยใหม่อย่างเต็มตัว [Modern State] และการเขียนประวัติศาสตร์ ก็ถือเป็นความจำเป็นในการสร้างชาติหรือสร้างความเป็นประเทศในยุคนั้น และเราคงไม่เข้าใจในมิติหน้าที่ของพระเพลาหรือพระตำราในฐานะของการเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ในครอบครองของผู้คนในตระกูลหนึ่งที่เคยมีหน้าที่ดูแลพระเพลาแทนวัดเขียนบางแก้วและชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นทั้งหมด ชาวบ้านผู้ดูแลเรียกพระเพลานี้ว่า “ตาหลวงตาเพลา” คนทรงบอกว่า ตาหลวงตาเพลาไปอยู่กรุงเทพฯ แล้วและทางบ้านไม่ได้ทำพิธีต่อเนื่อง การเจ็บป่วยจึงเป็นการเตือนให้ทำพิธีกรรมต่อไป หลังจากนั้นนายแคล้วและต่อมาจนถึงนายคลุ้มยังคงทำพิธีกรรมไหว้ตาหลวงตาเพลามาโดยตลอด แม้ตัวจริงจะไม่อยู่เสียแล้ว ใช้พระสงฆ์จากวัดขียนบางแก้วอย่างน้อย ๑ รูป ในจำนวนนิมนต์ ๕ รูป ซึ่งจะนิมนต์วัดอื่น ๆ มาสมทบก็ได้ และเชื่อว่าหาก คนในครอบครัวเจ็บป่วยมีทุกข์หรือลำบากใจในสิ่งใดก็จะนึกถึงและบนตาหลวงตาเพลากันเป็นประจำ เมื่อนายคลุ้มแต่งงานจึงแยกออกมาทำพิธีที่ “บ้านทุ่งแซะ” ซึ่งเป็นบ้านของภรรยาชื่อนางชุมที่อยู่ห่างจากบ้านเดิมไม่ไกลราว ๒-๓ กิโลเมตร พี่น้องของนายคลุ้มที่เป็นหญิงยังอยู่ที่บ้านพรุชื่อ “นางลอย คชปักษี” เป็นแม่ของ “นางเรือง คชปักษี” ซึ่งปัจจุบันอายุราว ๘๐ ปีแล้ว ก็ยังทำพิธีต่อเนื่องที่บ้านเดิมของนายแคล้ว และเพิ่งหยุดทำพิธีไปหลังจากนางลอยเสียชีวิต เมื่อนายคลุ้มนิมนต์พระมาสวดมนต์และทำบุญ ทางบ้านพรุก็จะทำเพียงตั้งของไหว้เท่านั้นจะเห็นรูปแบบสิ่งของที่เคยใช้ดูเป็นของดั้งเดิมและเก่ากว่าทางบ้านพรุอย่างเห็นได้ชัด นายคลุ้มและนางชุมมีบุตรชายหญิง ๘ คน เป็นชาย ๔ คนหญิง ๔ คน คือ นางคล่อง แต่งงานกับคนบ้านทุ่งแซะแล้วย้ายไปอยู่ที่พังงา อายุราว ๘๗ ปี มางานบุญแทบทุกครั้ง, นายประจบ อายุ ๘๒ ปี เคยรับราชการเป็นตำรวจย้ายไปมาหลายแห่งจนเกษียณอายุราชการจึงมาอยู่กับลูกสาวที่อำเภอเมือง แต่ก็มางานบุญโดยตลอด, นายจรัญ อายุราว ๘๐ ปี ได้ภรรยาอยู่บ้านท่ามะเดื่อ, นางคลี่ เมืองสง (ชูสุวรรณ) อายุ ๗๗ ปี อยู่ที่บ้านป่าโยง เขาชัยสน, นางคล้ายเสียชีวิตไปแล้ว เป็นแม่ของพิกุล ไชยชนะ ผู้รื้อฟื้นประเพณี, นายวัน อายุ ๗๑ ปี อยู่บ้านโคกแค, นายอุทัย อายุ ๖๙ ปี ออกไปทำงานข้างนอกแล้วย้ายไปอยู่ที่ระโนด, นางจิต ลูกสาวคนสุดท้าย ไม่ค่อยสบายจึงอาศัยอยู่ที่บ้านเดิม พอมาถึงรุ่นหลานมีจำนวนทั้งหมดขณะนี้ ๓๓ คน ออกไปทำงานต่างถิ่นทั้งในเขตใกล้เคียง เช่น พังงา สงขลา และพื้นที่ห่างไกล เช่น กรุงเทพฯ เพชรบูรณ์ และอินเดีย หลังจากลูกนายคลุ้มแยกย้ายออกไปทำงานหรือแต่งงานยังต่างถิ่น การทำบุญสมโภชตาหลวงตาเพลาของตระกูลก็ดูเหมือนจะขาดช่วงห่างไป และเมื่อบรรดาน้องสาวของนายคลุ้มที่บ้านท่าแซะเสียชีวิตไปจนหมดก็ไม่มีผู้ใดทำพิธีหรือสืบทอดประเพณีต่อไปอีก และหยุดทำพิธีกรรมนี้มานานนับสิบปี จนเมื่อ “พิกุล ไชยชนะ” ลูกสาวของนางคล้าย หลานตาของนายแคล้วในภาพถ่ายครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอพยพครอบครัวกลับบ้านหลังจากไปทำงานที่โรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ และได้รับการบอกเล่าถึงการทำพิธีกรรมในครอบครัวจากน้าสาวที่อยู่บ้านมาตลอดชีวิต เริ่มมีทุนทรัพย์มากพอที่จะจัดงานสมโภช ตาหลวงตาเพลา โดยการทำบุญใหญ่เชื้อเชิญญาติมิตรจากทุกสายมาพร้อมกับการหาหนังตะลุงวงดังมาเล่นตลอดคืน ซึ่งสามารถทำได้เพราะมีทุนช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนที่ทำงานการเมืองในท้องถิ่นสนับสนุนด้วย วันนี้แม้จะเป็นการเริ่มต้นรื้อฟื้นพิธีกรรมขึ้นมาใหม่ในสายตระกูล แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญอย่างมากสำหรับเครือญาติในสายตระกูลของผู้นับถือพระเพลาเป็น “ตาหลวงตาเพลา” และเป็นการแสดงถึงการฟื้นพลังของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ธรรมดา ๆ ชิ้นหนึ่งในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้กลับมามีความหมายต่อผู้คนในชุมชนหนึ่งในฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลเช่นเดิม แม้จะไม่ได้ย้อยรอยเก่าไปถึงความหมายดั้งเดิมที่มีฐานะเป็นสิ่งแสดงความเป็นอิสระ ไม่ต้องเสียภาษี และส่งส่วยแก่เจ้านายผู้ปกครองก็ตาม การสมโภชตาหลวงตาเพลาอย่างเต็มที่ทั้งการทำบุญนิมนต์พระสงฆ์จากวัดเขียนบางแก้วมาในงาน การไหว้ตาหลวงตาเพลาและเพิ่มจัดมหรสพสมโภชตามแบบนิยม ที่สำคัญคือสามารถเตรียมการบอกข่าวแก่สายเครือญาติให้มาทำบุญร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก จึงเป็นการทำพิธีสมโภชพระเพลาที่รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางเครือญาติและสืบเรื่องราวของเหล่าญาติที่ห่างหายกันไปนานให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกครั้งในท่ามกลางสังคมที่ผู้คนต่างเคลื่อนไหวไปคนละทิศละทาง การนำเอาพระเพลาฉบับนางเลือดขาวไปเก็บรักษาไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณ และนำไปใช้เป็นหลักฐานชั้นต้นเพื่ออ้างอิงในการเขียนประวัติศาสตร์เมืองพัทลุงขึ้นใหม่ เอกสารนี้ถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติในยุคนั้น และถูกมองในฐานะเป็นบันทึกในอดีตที่มีคุณค่าต่อการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ก่อตัวและรวบรวมเอาบ้านเมืองต่างๆ อยู่ภายใต้ประเทศสยามหรือประเทศไทย เอกสารนี้จึงไม่ต่างไปจากวัตถุทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งในเอกสารทางประวัติศาสตร์อีกมากมายที่มีอยู่ในหอพระสมุดหรือหอจดหมายเหตุแห่งชาติในทุกวันนี้ และนับจากวันที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำเอาพระตำราหรือพระเพลาออกไปจาก “บ้านพรุ” ที่ริมคลองบางแก้วเมื่อกว่า ๑๑๔ ปีก่อนนั้น ความหมายของพระเพลาในฐานะ “ตาหลวง ตาเพลา” สำหรับชาวบ้านตระกูลหนึ่งที่วัดเขียนบางแก้วก็หมดลง กลับมีบทบาทเฉพาะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้สำหรับการผูกขาดการเป็นเจ้าของอดีตหรือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติไว้แต่ที่ส่วนกลางในระยะหนึ่ง ก่อนจะมีการพิจารณาหลักฐานชิ้นนี้ในแง่มุมอื่น ๆ ในเวลาต่อมา แต่วันนี้เมื่อลูกหลานในสายตระกูลผู้ดูแลพระเพลาคิดฟื้นพิธีกรรมมาสู่การขยายความเข้าใจ การตีความใหม่ให้แก่เอกสารของท้องถิ่นในฐานะสิ่งของศักดิ์สิทธิ์มีค่าที่หายสาบสูญไป และถือเป็นการได้รับรู้ว่ามีเอกสารตัวจริงอยู่ที่ไหน บริเวณใดในกรุงเทพมหานคร เนื้อหาในเอกสารเหล่านั้นกล่าวถึงสิ่งใด และลูกหลานไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถจับต้องเอกสารที่เป็นสำเนาเหล่านั้นอย่างตื้นตันใจ เสมือนข้าวของที่บรรพบุรุษเคยรักษาไว้ได้กลับมาสู่มืออีกครั้ง นอกจากจะฟื้นความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติที่แตกฉานซ่านเซ็นออกไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง จากชุมชนในสังคมชาวนาเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้ดูแลพระเพลาต่างแยกย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ และหากไม่มีพิธีกรรมบางอย่าง เส้นใยในสายสัมพันธ์ที่มีมาแต่เดิมคงจะมีอยู่เฉพาะวันทำบุญสารทเดือนสิบและวันสงกรานต์ เท่าที่จะพอมีเวลามาทำบุญที่บ้านเก่าและพบปะญาติมิตรกันเท่านั้น ระบบเครือญาติอันเปราะบางที่มีอยู่ในปัจจุบันก็คงทำให้ลูกหลานในรุ่นต่อไปไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้แต่อย่างใด ความหมายของ “ตาหลวงตาเพลา” ที่กลายมาเป็นสิ่งของสัมพันธ์นับถือเป็นหนึ่งเครือญาติหรือยกให้เป็นบรรพบุรุษและเป็นสัญลักษณ์ของตระกูล ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับระบบความเชื่อแบบ Totemism ได้ ก็จะหายสาบสูญไปอย่างถาวร วันนี้แม้จะเป็นการเริ่มต้นรื้อฟื้นพิธีกรรมขึ้นมาใหม่ในสายตระกูล แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญอย่างมากสำหรับเครือญาติในสายตระกูลของผู้นับถือพระเพลาเป็น ตาหลวงตาเพลา และเป็นการแสดงถึงการฟื้นพลังของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ธรรมดา ๆ ชิ้นหนึ่งในหอจดหมายเหตุแห่งชาติให้กลับมามีความหมายต่อผู้คนในชุมชนหนึ่งในฐานะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลเช่นเดิม แม้จะไม่ได้ย้อยรอยเก่าไปถึงความหมายดั้งเดิมที่มีฐานะเป็นสิ่งแสดงความเป็นอิสระ ไม่ต้องเสียภาษีและส่งส่วยแก่เจ้านายผู้ปกครองก็ตาม วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรและลูกหลานชาวโยดะยาในพม่า คุณหมอ ทิน มอง จี
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2555 เรื่องราวของสถูปชานเมืองอมรปุระซึ่งตั้งอยู่ในสุสานลินซิน-กอง ใกล้กับปลายด้านหนึ่งของสะพานอูเบงอันโด่งดัง ที่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิของพระมหากษัตริย์จากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่จะเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ อดีตกษัตริย์ผู้ถูกกวาดครัวอพยพไปพร้อมกับคนจากฝั่งสยามอีกไม่น้อย ข้ามเทือกเขารอนแรมไปยังพม่า พระองค์ท่านอยู่ในเพศบรรพชิตจนมรณภาพที่พม่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๓๙ (จากเอกสารทางฝ่ายพม่าและฝ่ายไทย) แต่หลายคนยังสงสัยว่าสถูปนี้คือที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัด พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาก่อนพระองค์สุดท้าย เจ้าฟ้าเอกทัศน์จริงหรือไม่ เรื่องสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้งราวเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายจากเขตปกครองมัณฑะเลย์ดำริให้ปรับปรุงพื้นที่ซึ่งเป็นป่าช้าเก่าชื่อลินซิน-กอง ซึ่งเป็นสถานที่เสื่อมโทรมขั้นสุดยอด มีร่องรอยของที่เก็บศพทั้งเก่าและใหม่ ทั้งแบบจีนและคนท้องถิ่น ตลอดจนศาสนสถานแบบเจดีย์เก่าทรุดโทรมขนาดใหญ่กว่าสถูปองค์นี้ที่น่าจะมีอายุเก่าแก่อยู่ใกล้เคียงอีกแห่งหนึ่งด้วย จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเจาตอจี อีกฝั่งหนึ่งของสะพานอูเบง เป็นรูปวิถีชีวิตและแผนที่ดาวซึ่งน่าสนใจมาก ภาพที่ฝาผนังนี้บางส่วนเป็นภาพเด็กๆ ไว้ผมจุก ผมแกละ ล้อมวงเล่นสนุกกันบริเวณลานบ้านแบบพม่า บางท่านสันนิษฐานว่าได้สะท้อนชีวิตวัฒนธรรมแบบสยามอยู่ด้วย จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วัดมหาเตงดอจี ทั้งรูปแบบขนบการเขียนภาพ และฝีมือช่างคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมในโบสถ์และวิหารแบบอยุธยา บริเวณโดยรอบของที่ตั้งสถูปนี้ ด้านหนึ่งอยู่ติดกับวัดชื่อชเวมอตันเจดีย์ซึ่งเป็นย่านชุมชนของเมืองอมรปุระ ด้านหนึ่งติดกับชายขอบทะเลสาบต่าวตะหมั่น [Taung-tha-man lake] และบริเวณที่ต่อเนื่องกับสะพานอูเบงฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นสะพานไม้ทอดยาว อีกด้านหนึ่งมีวัดเจาตอจีซึ่งเป็นวัดที่มีภาพจิตรกรรมบนผนังและเพดานเป็นรูปวิถีชีวิตและแผนที่ดาวที่น่าสนใจมาก ภาพที่ฝาผนังนี้บางส่วนเป็นภาพเด็กๆ ไว้ผมจุก ผมแกละ ล้อมวงเล่นสนุกกันบริเวณลานบ้านแบบพม่า มีผู้สันนิษฐานหลายท่านว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตและการแต่งกายบางอย่างผสมผสานกับแบบพม่า และเสนอกันว่า “น่าจะเป็นการสะท้อนรูปแบบชีวิตบางประการแบบคนโยดะยาที่หลงเหลืออยู่” (คนพม่าเรียกคนไทยทั่วๆ ไปต่อเนื่องจากในอดีตว่าคน โย-ดะ-ยา) สถูปที่สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพร หลังจากถูกนำไปอยู่ที่พม่า และมรณภาพในเพศบรรพชิต ที่สุสานลินซิน-กอง ชานเมืองอมรปุระ เมื่อเปรียบเทียบกับธาตุฝุ่นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็ก ยาคูขี้หอม ที่จำปาสัก ลาวตอนใต้ จะพบว่าเป็นการทำสถูปรูปบัวที่มักใช้บรรจุอัฐิของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพในวัฒนธรรมไต-ลาว คนเฝ้าสุสานแห่งนี้เป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่าไร้บ้าน อยู่อาศัยในเรือนไม้เก่าผุพังคร่ำคร่าท่ามกลางกองขยะและดัดแปลงพื้นที่บางส่วนเป็นโรงเลี้ยงหมู หากไม่ใช่ถูกกล่าวขานว่าเป็นสถูปบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพรก็คงไม่มีใคร (โดยเฉพาะคนไทย) เข้าไปดูหรือสนใจแต่อย่างใด แต่เธอก็ให้ข้อมูลสำคัญว่า บริเวณนี้จะถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะ โดยการนำเอาที่บรรจุศพทั้งหลายทั้งปวงออกให้หมด ปรับภูมิทัศน์ใหม่ และหลงเหลือไว้แต่เพียงสถูปบรรจุอัฐิและเจดีย์เก่าใกล้เคียงเท่านั้น แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่า เพราะหลังจากนั้นได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในมัณฑะเลย์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นไม่น่าจะมีงบประมาณเพียงพอที่จะบูรณะปรับปรุงพื้นที่แบบนั้นได้ ทางข้าราชการฝ่ายไทยบางคนยังไปปล่อยข่าวว่าจะมีนักการเมืองหนีคดีบางคนเสนอตัวสนับสนุนทางการเงินไปเสียอีก ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าลือไปต่างๆ นานา และไม่เห็นบทสรุปที่ควรจะเชื่อถือว่าจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์หรืออนุรักษ์บริเวณนี้อย่างชัดเจนในขณะนี้แต่อย่างใด เรื่องเล่าเกี่ยวกับกษัตริย์อยุธยาที่ถูกจับไปเป็นเชลยยังบ้านเมืองพม่าในลุ่มอิระวดี ถือเป็นเรื่องเล่าให้ความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่ได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ เพราะการเล่าเรื่องในช่วงเสียกรุงฯ ถือเป็นความสะเทือนใจร่วมในการบรรยายภาพประวัติศาสตร์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ หรือกรณีการพลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ต่างแดนในฐานะเชลยศึกสงครามหรือผู้อพยพ ไม่ว่ายุคสมัยใดก็สร้างความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นแก่บุคคลที่ได้รับรู้ทั้งฝ่ายที่เป็นผู้พลัดพรากและผู้อยู่ข้างหลัง หากตั้งข้อสังเกตโดยเฉพาะในสังคมไทย เรื่องสะเทือนใจในการพลัดพรากเช่นนี้มักถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชาดกนอกพระสูตรทางพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องของกรรมในการพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รัก และต้องจากบ้านจากเมืองดังกล่าว ดังนั้นเรื่องราวของสถูปเจ้าฟ้าอุทุมพรและเรื่องราวของชาวโยดะยาในพม่าจึงสร้างความสนใจแก่คนไทยในปัจจุบันได้อย่างมากมาย คนไทยสะเทือนใจกันง่ายๆ เมื่อรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านการสื่อสารที่อาจจะสร้างเน้นการบอกเล่าแบบนี้ หรือเติมแต่งให้กลายเป็นข่าวเชิงประวัติศาสตร์แบบตำนานที่ใช้ “ความเชื่อ” มากกว่าจะพิสูจน์หาหลักฐานหรือข้อเท็จจริง สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร การสำรวจและสันนิษฐานจากนายแพทย์ทิน มอง จี เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสำรวจของนายแพทย์ผู้สมัครจะเป็นนักวิชาการทางสังคมศาสตร์หลังเกษียณอายุชื่อ “นายแพทย์ทิน มอง จี” [Dr.Tin Maung Kyi] ที่อ้างอิงว่าค้นพบสถูปองค์นี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ความที่เป็นคนสายเลือดสืบมาจากกลุ่มชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยาที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ไม่ไกลจากกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ โดยคุณปู่มักบอกเล่าเรื่องราวภายในครอบครัวที่ถูกบอกเล่าสืบต่อมาให้ท่านฟัง และกล่าวว่า “อย่าลืมว่าเธอเป็นคนไทย” ในขณะที่คุณพ่อของคุณหมอไม่สนใจเลย การเป็นคนไทยของบริบทของคุณปู่คุณหมอนั้นไม่ใช่เรื่องของชาตินิยมแบบที่คนไทยทุกวันนี้ชอบสรุปกัน เพราะท่านเพียงจะบอกว่า “อย่าหลงลืมรากเหง้าของพวกเรา” คงเหมือนกับเรื่องเล่าในครอบครัวอีกหลาย ๆ ครอบครัว แม้จะเป็นหมอมากว่า ๒๗ ปี และเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเปลี่ยนมาทำงานเป็นนักวิชาการศึกษาด้านพม่าและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาเต็มตัว ได้รับเชิญไปเสนองานวิจัยในต่างประเทศหลายแห่ง และได้รับเชิญจาก SPAFA มาทำงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๐๓-๒๐๐๗ ปัจจุบันคุณหมออายุ ๗๔ ปีแล้ว คุณหมอเขียนบทความสั้นๆ เรื่องการสำรวจสถูปที่สุสานลินซิน-กอง เรื่อง “A Thai King’s Tomb” และนำไปรวมพิมพ์ไว้ในหนังสือ “The various facets of Myanmar” ซึ่งปัจจุบันพิมพ์ครั้งที่ ๒ แล้ว จากนั้นราว พ.ศ. ๒๕๓๘ มัคคุเทศก์ชาวพม่าก็นำมาเล่าและนำคนไทยบางกลุ่มไปชมตามรอยและสู่การรับรู้ของไกด์ชาวไทย และคนไทยตื่นเต้นมากในช่วงเวลานั้น โดยใช้คำบอกเล่าจากชาวบ้านและพระสงฆ์ในบริเวณใกล้เคียงที่บอกแต่เพียงว่า “นี่คือสถูปบรรจุอัฐิของกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่ง” โดยไม่มีจารึกอื่นใดระบุการยืนยันไปมากกว่านี้ ส่วนเอกสารสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ระบุว่าเป็นภาพเจ้าฟ้าอุทุมพร (ที่เขียนว่าเจ้าฟ้าเอกทัศน์) ทรงเครื่องกษัตริย์ ที่พบจากเอกสารชเว-นัน-เล-ทง [Shwe-nan-let-thone] แต่เป็นฉบับที่ถูกคัดลอกต่อมาเมื่อราว พ.ศ.๒๔๓๗ จากต้นฉบับจริง ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดอาณานิคมในกรุงลอนดอน มีการเขียนข้อความใต้รูปบุคคล คุณหมอแปลจากภาษาพม่าเก่าแบบบรรทัดต่อบรรทัดความว่า “ผู้ก่อตั้งที่สามแห่งรัตนปุระ (อังวะ) และพระเจ้าช้างเผือก ต่อสู้และชนะอโยธยา, กับกษัตริย์ กษัตริย์ถูกนำตัวมาที่นี่ ในช่วงการครองราชย์ของพระเชษฐาของพระองค์ (กษัตริย์บาดุง) กษัตริย์ (ไทย) ขณะอยู่ในสมณเพศ, มรณภาพที่อมรปุระ ที่ลินซิน-กอง สุสาน, พระองค์ถูกบรรจุ/เผาพระศพด้วยสมพระเกียรติในความเป็นเชื้อพระวงศ์ นี่คือภาพของเจ้าฟ้าเอกทัศน์” คุณหมอทิน มอง จี ผู้อุทิศตัวให้กับการศึกษาสำรวจทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ท่านมีเชื้อสายชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยา และได้รับการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ สืบต่อมาจากปู่และศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ภาพวาดในเอกสารเก่าที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าฟ้าอุทุมพรที่มีข้อผิดพลาดบางประการ แต่เนื้อความกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าอุทุมพรในพม่าและการปลงพระศพที่สุสานลินซิน-กอง ตรงนี้คุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิดเรื่องชื่อที่ปรากฏ เพราะควรเป็นชื่อของเจ้าฟ้าอุทุมพร เนื่องจากในประวัติศาสตร์พม่าและประวัติศาสตร์ไทย กษัตริย์จากกรุงศรีอยุธยาองค์สุดท้ายสวรรคตที่กรุงศรีอยุธยานั่นเอง และเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๕ ที่เพิ่งผ่านมา คุณหมอพบหญิงชราอายุ ๑๐๑ ปีที่เล่าให้ฟัง ยืนยันในสมมติฐานของคุณหมอว่า เธอทราบเรื่องราวของสถูปที่สุสานลินซิน-กอง ถูกบอกเล่าต่อกันมาว่าบรรจุอัฐิของกษัตริย์ไทยมาตั้งแต่เธอเรียนหนังสือในโรงเรียน บ้านของเธออยู่ที่ซิน-ชเว-พุท ที่อยู่ห่างจากบริเวณนี้เพียงราว ๖๐๐ เมตร สำหรับฝ่ายไทย เรื่องเล่าของเจ้าฟ้าอุทุมพรเสด็จสวรรคตที่พม่านี้ เมื่อคราวสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จพม่า ทรงปรารภเรื่องข่าวการพบสถานที่เก็บอัฐิพระเจ้าแผ่นดินสยามที่แพร่เข้ามาในสยามราวรัชกาลที่ ๕ ซึ่งท่านนึกไปถึงเจ้าฟ้าอุทุมพร แม้จะทรงสอบถามตลอดการเดินทางจากย่างกุ้งไปอมรปุระและมัณฑะเลย์ที่ปรากฏในหนังสือ “เที่ยวเมืองพม่า” ก็ไม่มีใครทราบเรื่องดังกล่าว ส่วนบทความของอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ที่อ่านงานเขียนของคุณหมอทิน มอง จี ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๕ และคงได้เคยไปเห็นสถูปองค์นี้ที่เมืองอมรปุระแล้วสรุปว่า ไม่เชื่อว่าเป็นสถูปบรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าอุทุมพรตามสมมติฐานของคุณหมอทิน มอง จี อาจารย์พิเศษไม่เห็นว่าสถูปนี้ควรตั้งอยู่ที่อมรปุระ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุว่ามีการย้ายเชลยมาอยู่ที่อมรปุระซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นภายหลังเสียกรุงฯ ราว ๑๐ กว่าปี อีกทั้งสภาพของสถูปทั้งรูปทรงและลวดลายไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับศิลปะอยุธยาแต่อย่างใด อาจารย์พิเศษเห็นว่าข้อมูลที่ทำให้เชื่อกันว่าสถูปดังกล่าวเป็นสถูปบรรจุอัฐิเจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นเพียงข้อมูลจาก “คำบอกเล่า” ของชาวบ้านในท้องถิ่นที่พูดกันปากต่อปากว่าเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งเท่านั้น ส่วนเรื่องราวที่ปรากฏในข้อเขียนของคุณหมอทิน มอง จี อาจารย์พิเศษเห็นว่าเป็นการปะติดปะต่อเรื่องราวให้เติมแต่งกันทั้งเอกสารฝ่ายพม่าและฝ่ายไทยเท่าที่มีการแปลออกเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น สำหรับสถูปทรงดังกล่าวนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แนะนำให้ไปเปรียบเทียบกับสถูปรูปยอดบัวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก อันเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็กหรือ “ยาคูขี้หอม” ที่วัดธาตุฝุ่น เมืองจำปาสักทางเขตลาวตอนใต้ ลักษณะสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของคนสองฝั่งโขงมีรูปแบบแทบจะเหมือนทั้งหมด หรือคล้ายคลึงจนกล่าวได้ว่าน่าจะมีวิธีคิดและความตกผลึกในทางวัฒนธรรมจากแหล่งที่มาที่ใกล้เคียงหรือในกลุ่มเดียวกัน การใช้สถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของบรรพบุรุษเป็นรูปยอดบัวและตัวเรือนเป็นเสารูปกลมหรือสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เป็นเรื่องประหลาดแต่อย่างใดในสังคมการปลงศพและบูชาบรรพบุรุษหรือผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้วในสังคมไต-ลาวที่นับถือพุทธศาสนา ดังที่พบสถูปบรรจุอัฐิของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ของชุมชนในวัดทางอีสานหลายแห่ง เช่นที่วัดเก่าแก่แบบคนลาวบ้านลุมพุก อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนเชื้อสายเขมรเป็นส่วนใหญ่ ก็มีการสร้างสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระผู้ใหญ่ของชุมชนแบบดั้งเดิม และรูปแบบสถูปเป็นแบบคู่สองแห่ง รูปแบบเช่นนี้พบคล้ายคลึงกับการทำสถูปคู่ทำจากหินทรายที่เชิงเขาทางฝั่งไทย ก่อนทางขึ้นปราสาทพระวิหารเช่นกัน “การเข้าบัว” เป็นประเพณีบูชาบรรพบุรุษที่สำคัญอย่างหนึ่งทางภาคใต้ “บัว” คือสถูปที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในตระกูลต่างๆ การใช้สัญลักษณ์เป็นรูปดอกบัวในการบรรจุอัฐิธาตุไว้สำหรับบูชานั้น จึงเป็นพื้นฐานของสังคมทางพุทธศาสนาแบบไต-ลาว ที่รวมไปถึงวัฒนธรรมการบูชาบรรพบุรุษของผู้นับถือพุทธศาสนาทางคาบสมุทร รูปแบบสถูปบรรจุอัฐิเช่นนี้คงไม่พบในสังคมการปลงศพแบบพม่าหรือทางมอญ จึงถูกกล่าวว่า รูปแบบของสถูปที่ค้นพบไม่เหมือนกับสถูปหรือเจดีย์อื่นใดในกลุ่มเมืองเก่า เช่น สะกาย อังวะ อมรปุระ หรือมัณฑะเลย์ คุณหมอทิน มอง จี ก็ไปสันนิษฐานว่า รูปแบบของเจดีย์นี้เป็นเสมือนแท่งเขาพระสุเมรุที่มีสัตว์หิมพานต์เฝ้าที่เชิงฐาน ซึ่งท่านเคยเห็นเพียงครุฑกับนาคเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบสัญลักษณ์ของการเป็นสถูปรูปดอกบัวที่ยอดแต่อย่างใด แต่ถ้าเราพิจารณาไปถึงรูปแบบของสถูปที่คล้ายคลึงกับธาตุฝุ่นที่บรรจุอัฐิธาตุของพระครูหลวงโพนสะเม็กในจำปาสักแล้ว เราก็อาจเห็นภาพของสังคมของพม่าในราชวงศ์อลองพญาหรือคองบองที่ประกอบไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์จากผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับการสงครามไม่แตกต่างไปจากสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ที่ประชากรส่วนหนึ่งประกอบจากกลุ่มผู้คนหลากชาติพันธุ์และความเชื่อเช่นเดียวกัน และในกลุ่มหลากหลายชาติพันธุ์นั้นก็ยังคงการสร้างสรรค์หรือถูกกลืนกลายตามสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ ของบ้านเมืองแต่ละแห่ง โอกาสที่สถูปบรรจุอัฐิขนาดใหญ่รูปบัวที่พบในสุสานลินซิน-กอง ชานเมืองอมรปุระ ริมชายฝั่งของทะเลสาบ จะเป็นของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพในกลุ่มชาวไต-ลาว ที่อาจจะเป็นชาวล้านช้างที่คนพม่าเรียกว่า เลิง-ซิง หรือคนจากอยุธยาก็ถือว่าเป็นไปได้สูง เพราะเช่นที่เมืองสะกายใกล้กับวัดมหาเตงดอจี ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งรูปแบบขนบการเขียนภาพและฝีมือช่างคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมในโบสถ์และวิหารแบบสยาม แม้ชุมชนชาวอโยธยาไม่เหลืออยู่แล้ว แต่ก็มีชาวบ้านที่ถูกเรียกว่าเลิง-ซิง หรือชาวล้านช้างที่อาศัยไปทำบุญที่วัดของคนมอญที่อยู่ใกล้เคียง เอกสารทางฝ่ายไทยรับรู้กันว่า “เมืองสะกาย” หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเมืองจักกายบ้าง เมืองสแคงบ้าง เป็นบริเวณที่คนไทยสมัยกรุงแตกถูกกวาดต้อนไปอยู่อาศัยที่นี่ แต่ทุกวันนี้ร่องรอยของชุมชนคนอโยธยาที่สะกายแทบไม่พบเห็นและไม่มีรายงานยืนยันว่าคนไทยอยู่ที่สะกายดังที่เราเข้าใจกัน เมืองอมรปุระสร้างหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาราว ๑๕ ปี และจดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า เจ้าฟ้าอุทุมพรสวรรคตในสมณเพศเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๓๙ มีการปลงพระศพที่สุสานลินซิน-กอง ก็อาจจะเป็นสุสานหลวงที่เผาศพของพระผู้ใหญ่หรือผู้มีสถานภาพทางสังคมที่คนพม่าให้ความนับถือ อาจจะมากพอๆ กับชาวบ้านผู้ถูกกวาดต้อนอพยพมาในช่วงนั้น ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้งชาวล้านช้างหรือชาวอโยธยา โดยการบรรจุอัฐิธาตุภายในสถูปองค์ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพระสถูปของเจ้าฟ้าอุทุมพรหรือไม่ คงไม่สามารถพิสูจน์อย่างแน่ชัดไปได้มากกว่านี้้ เพียงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิธาตุของบุคคลผู้มีความสำคัญในช่วงเวลานั้น ที่อาจจะเป็นชาวล้านช้างหรือชาวโยดะยาที่ถูกกวาดต้อนมากับการสงครามในสมัยราชวงศ์อลองพญาอย่างชัดเจน ซึ่งไม่สมควรถูกทุบรื้อทิ้งหรือทำลายไป และต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมสุดขีดนี้เสียใหม่ จะเป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐฐานของสองประเทศก็สมควรจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในขณะนี้ ร่องรอยของคนพม่าเชื้อสายโยดะยา สิ่งที่น่าสนใจศึกษาไม่เพียงจบลงที่การพิสูจน์ว่าสถูปนี้บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าฟ้าอุทุมพรในขณะเป็นสมณเพศจริงหรือไม่เท่านั้น คุณหมอทิน มอง จี ยังเสนองานค้นคว้าสำรวจเรื่องราวทางวัฒนธรรมของคนเชื้อสายโยดะยาในท้องถิ่นแถบลุ่มอิระวดีนี้ต่อไป และเตรียมจัดพิมพ์เป็นหนังสือถ้าคนไทยสนใจและมีผู้จัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ในประเทศไทยให้ โดยกล่าวว่าพระเจ้ามังระ [King Hsin-byu-shin] ผู้เข้าตีกรุงศรีอยุธยากวาดต้อนผู้คนตามรายทางทั้งเมืองระแหง สุโขทัย พิษณุโลก รวมทั้งชาวโยนทางเชียงใหม่ไปยังอังวะ และแยกกลุ่มออกเป็นหลายกลุ่ม โดยพระราชทานที่ดินสร้างบ้านเรือนหลายแห่ง พวกที่เป็นศิลปินและนาฏศิลป์มักจะตั้งถิ่นฐานไม่ไกลจากเมืองอังวะเท่าใดนัก ซึ่งสามารถเดินทางติดต่อค้าขายถึงกันทางเรือในลำน้ำชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] คลองขุดที่ขนานไปกับแม่น้ำอิระวดี และคุณหมอพบร่องรอยที่น่าจะเป็นชุมชนชาวโยดะยาในอดีตหลายแห่งตั้งอยู่ริมลำน้ำนี้ น่าเสียดายที่เส้นทางน้ำสายนี้กลายเป็นคลองน้ำเสียและแคบจนหมดสภาพไปแล้ว สิ่งที่เป็นร่องรอยให้น่าขบคิดก็คือ ชุมชนที่น่าจะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวโยดะยามักมีการสร้างพระเจดีย์ทรายขนาดย่อมๆ และมีประเพณีฉลอง ปัจจุบันยังคงพบเห็นได้เพราะถูกรักษาด้วยการสร้างเจดีย์แบบแข็งแรงคลุมอีกชั้นหนึ่ง และถือเอาช่วงวันวิสาขบูชาเป็นช่วงเวลาทำพิธีกรรม อีกร่องรอยที่เหลืออยู่คือการบูชาศาลพระราม [Rama shrine] หรือที่คนพม่าเรียกว่า “ยามะ” (หมายถึงรามายณะหรือรามเกียรติ์) คุณหมอทิน มอง จี เห็นว่าศาลพระรามคือส่วนสำคัญในการสืบค้นว่า ผู้คนในบริเวณที่อยู่อาศัยใกล้เคียงนั้นเคยเป็นชาวโยดะยาหรือไม่ ท่านพบศาลยามะเป็นศาลาไม้โถงขนาดย่อมๆ ที่ “ทาดา-โอ” [Tada-Oo] ในบริเวณเมืองอังวะตรงข้ามฝั่งเมืองสะกาย อีกแห่งหนึ่งเป็นศาลพระรามที่เมืองอมรปุระทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบต่าว-ตะ-หมั่น ใกล้กับที่ตั้งของเจดีย์ [Pa-hoo-daw-gyi] แม้จะเป็นศาลเล็กๆ ในทุกวันนี้ แต่ก็มีการสืบทอดรักษาแบบดั้งเดิม โดยไม่มีเรื่องของไสยศาสตร์ให้แก่ผู้ที่มาเคารพกราบไหว้เลย แถบนอกกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์เป็นถิ่นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์มาแต่ดั้งเดิม พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญาพระราชทานพื้นที่ว่างริมคลองขุดชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] ให้เป็นที่อยู่อาศัยแก่ผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาเพราะการสงครามตั้งแต่ยังไม่สร้างเมืองมัณฑะเลย์ และเมื่อสร้างเมืองในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยกษัตริย์มินดง บริเวณนี้จึงกลายเป็นย่านเมืองไป หนึ่งในกลุ่มนั้นคือชุมชนชาวโขนละครจากอยุธยาที่มาอยู่อาศัยบริเวณระหว่างบล็อกของถนน ๘๓ ถนน ๒๙ และถนน ๓๐ ในปัจจุบัน แต่ชาวบ้านปัจจุบันที่บริเวณตลาดโยดะยาเก่าซึ่งยังคงมีศาลยามะตั้งอยู่ ส่วนวัดของชุมชนซึ่งมีพระเจดีย์เรียงกันสามองค์ และยังพอเห็นร่องรอยของการทำให้เป็นพระเจดีย์องค์ระฆังขนาดใหญ่ที่ดูแปลกไปบ้างจากเจดีย์ขนบธรรมเนียมนิยมแบบพระธาตุมุเตาหรือแบบมอญที่มักพบเห็นทั่วไป ตรงนี้ไม่แน่ใจนักว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพระเจดีย์สามองค์ตามแบบวัฒนธรรมสยามอย่างไร ในศาลยามะมีการวางเศียรพระฤาษีอยู่ด้านขวามือสุด ลำดับต่อมาคือพระราม พระลักษมณ์ นางสีดา และหนุมาน ทั้งหมดเห็นว่าเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่และพยายามเลียนแบบของดั้งเดิมที่เป็นหัวโขนในวัฒนธรรมการบูชาครูโขนละครแบบสยามนั่นเอง ศาลที่นี่ยังคงอยู่ แต่ชาวบ้านซึ่งเป็นคนเชื้อสายจากโยดะยาไม่มีอยู่แล้ว สอบถามได้ว่าเป็นคนจากที่ต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ใหม่เมื่อราวก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล็กน้อย ปลูกบ้านเรือนล้อมรอบอย่างหนาแน่น ผู้คนที่นี่ยังบำรุงรักษาศาลยามะและเปลี่ยนจากศาลาไม้มาเป็นศาลาก่ออิฐถือปูน และวางลำดับรูปแบบเศียรที่น่าจะเกี่ยวเนื่องกับหัวโขนเหมือนกับศาลพระรามซึ่งพบที่อื่น ๆ ศาลยามะหรือศาลพระรามที่คุณหมอทิน มอง จี กล่าวถึงมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน คือบูชาหัวโขนทั้งห้าแบบ ซึ่งเป็นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งทางฝ่ายไทยมักจะเห็นการบูชาหัวโขนจากตัวละครที่สำคัญๆ นี้จากพิธีไหว้ครูและการครอบครูโขนละคร ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีแบบแผนเฉพาะและมักถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การครอบครูโขนละครของฝ่ายนาฏศิลป์ไม่นิยมให้ตัวละครเช่น ลิง ยักษ์ นาง เป็นผู้ทำพิธีครอบ โดยส่วนใหญ่จะใช้เศียรของครูหรือที่เรียกกันว่า “พ่อแก่” หรือพระพรตมุนี (มหาฤาษีผู้แต่งตำรารำฟ้อน) หรือเทริดพระพิราพมาครอบให้ลูกศิษย์เพื่อเป็นสิริมงคล ทางฝ่ายไทยเชื่อว่าผู้ที่ผ่านพิธีครอบครูจะได้รับความคุ้มครองดูแลจากครู และครูจะอยู่ช่วยเหลือให้ศิษย์มีความจำในกระบวนการรำ จังหวะดนตรี หากมีสิ่งใดที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นกับศิษย์ ครูจะช่วยปัดเป่าให้ผ่านพ้นไป การแสดงรามายณะในพม่านั้นมีการศึกษาและพบว่าได้รับอิทธิพลจากราชสำนักอยุธยาอย่างชัดเจน วรรณคดีที่รู้จักกันดีในพม่าเรื่อง “รามา สะ-กาน” [Rama sa-khyan] น่าจะประพันธ์ขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๑๘ โดย อู ออง เพียว [U aung Phyo] และยังมีวรรณคดีและระบำละครจากรามายณะอีกหลายเรื่องที่พัฒนาขึ้นในยุคสมัยนี้ ในสมัยราชวงศ์อลองพญาหรือคองบอง หลังจากมีการกวาดต้อนชาวโขนละครจากราชสำนักอยุธยามาที่พม่านี้ และดังเราได้เห็นร่องรอยของศาลยามะที่เหลืออยู่หลายแห่งดังกล่าว เรื่องของศาลยามะนี้แตกต่างไปจากศาลนัตที่ชาวพม่านับถือกันอยู่ เพราะนัตที่ชาวบ้านนับถือนั้นเคยมีชีวิตอยู่จริง แต่ประสบเคราะห์ร้ายตายอย่างผิดปกติ และต่อมาชาวบ้านตลอดจนชาวเมืองจึงนับถือยกขึ้นเป็นนัตของท้องถิ่นต่าง ๆ ส่วนศาลยามะบางแห่งก็ยังคงแบบดั้งเดิม คือไม่มีการไปขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงกันที่เรียกว่าเขตเมงทา สุ [Mintha-Su Quarter] ที่หมายถึง “ย่านเจ้าฟ้า” ซึ่งคุณหมอทิน มอง จี สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มชุมชนที่อยู่อาศัยสำหรับเชื้อพระวงศ์จากโยดะยาได้รับพระราชทานที่ดินในพื้นที่กว้างขวางพอควร เพราะมีสถานที่หนึ่งซึ่งคุณหมอวิเคราะห์ว่าเป็นคำที่มีความหมายว่า “พระองค์ท่าน” ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในระหว่างกษัตริย์ด้วยกัน [Ah-kyi-daw-min Win] ปัจจุบันบริเวณนี้อยู่ทางด้านหนึ่งของถนนสาย ๘๔ และผู้ครอบครองที่ดินหลังจากนั้นบริจาคให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข ๒๑ และเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เล่ากันว่าเคยขุดพบเศษภาชนะที่มีการเขียนอักษรไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีสะพานระแหงที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสะพานชเวดอง [Shwe-don bridge] ตลาดระแหงก็เปลี่ยนชื่อเป็น แมง เมียว เซ [Man-myo-Zay] ภาพวาดแผนที่แสดงตำแหน่งที่สันนิษฐานจากการก่อเจดีย์ทรายในชุมชนที่คาดว่าน่าจะเคยมีชาวโยดะยาอยู่อาศัยตลอดลำคลองชเว-ตะ-จอง [Shwe-ta-chaung] ภาพจากการวาดของคุณหมอทิน มอง จี ศาลยามะหรือศาลพระรามที่มีการทำหัวโขนจำลองที่เป็นรูปพระมหาฤาษี พระราม พระลักษมณ์ นางสีดา และหนุมาน พร้อมเครื่องบูชา ที่ย่านชาวโยดะยาเก่าในเมืองมัณฑะเลย์ คนเชื้อสายของชาวโยดะยาในสถานที่เหล่านี้ส่วนใหญ่ย้ายออกและผสมปนเปไปกับชาวพม่าในมัณฑะเลย์ กระนั้นก็ตาม อย่างน้อยก็ยังมีผู้ที่ยังจดจำเรื่องราวในวงศ์ตระกูลและเล่าสืบต่อกันมา เช่น ครอบครัวของคุณหมอที่คุณปู่เป็นผู้เล่าเรื่องผ่านจากรุ่นปู่สู่รุ่นหลาน และยังมีการจารึกข้อความลงบนแผ่นหินเก็บไว้ที่เจดีย์ทรายมหาวาลุกะ [Maha Valuka Sand Pagoda] ในเขตเมงทาสุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อความในจารึกกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนชาวโยดะยาอย่างย่อ ๆ ว่า “ราว พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้าช้างเผือกตั้งพระนครอยู่ที่เมืองอังวะ เมื่อชาวเชลยจากอยุธยา สุโขทัย และเชียงใหม่ถูกจับกุมมาที่นี่ รวมทั้งพระราชวงศ์ ขุนนางต่างๆ ก็ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างจากนครอังวะ ที่ระแหงและเมงทา ซู ใกล้กับคลองที่เรียกว่าชเว ตะจอง รวมทั้ง “เจ้าฟ้าดอก” กษัตริย์ผู้ต้องนิราศจากราชบัลลังค์ พระองค์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำพรรษาอยู่ที่วัดพังเลไต [Paung Le Tike] และสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ คลองชเวตะจองเป็นคลองขุดโดยขุนนางรักษาวังหน้าในรัชกาลพระเจ้าปดุง ลำน้ำไหลจากเมืองมัณฑะเลย์ลงสู่ทะเลสาบเต๊ด เต [Tet Thay] ที่เมืองอมรปุระ และเคยถูกเรียกว่า Ne Kotho (ซึ่งคุณหมอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาษาไทย) พระเจ้าปดุงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คนเชื้อสายไทยสร้างพระเจดีย์ทรายตลอดริมคลองชเวตะจองตามคำขอของพระภิกษุเจ้าฟ้าดอก เป็นผู้นำในการก่อสร้างทุกปีไม่เคยขาดที่มหาวาลูกะ [Maha Valuka] พระเจดีย์ทราย และเริ่มกลายเป็นประเพณีปฏิบัติในการบูชาสืบมา เมื่อพระเจ้ามินดงผู้สร้างเมืองมัณฑะเลย์ขึ้นครองราชย์ ก็มีพระบรมราชานุญาตให้มีการจัดฉลองที่ตลาดระแหงและจัดงานรื่นเริง สืบเนื่องจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ผู้เฒ่าผู้แก่ในเขตนี้ก็เป็นผู้นำในการจัดงานฉลองและงานบูชาพระเจดีย์ทรายนี้ เช่น พ่อเฒ่า Poh tun Kyaw ซึ่งเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมจนอายุถึง ๑๐๐ ปี และตายในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เจดีย์ทรายสูงจากพื้นราว ๒๕ ฟุต ทำจากทรายและสร้างเสร็จภายในหนึ่งวัน เริ่มทำประเพณีนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ จนถึงวันที่จารึก พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงครบ ๒๐๐ ปี การจารึกนี้เพื่อเฉลิมฉลองครบ ๒๐๐ ปี ทุกผู้ทุกคนโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้” เรื่องของสถูปองค์หนึ่งซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่ามีความสำคัญต่อคนไทย ตั้งอยู่กลางสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเช่นนี้ และอยู่ในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวชานเมืองอมรปุระที่มีคนไทยเข้าไปเยี่ยมชมอยู่เสมอ การบูรณะหรือปรับสภาพพื้นที่เพื่อดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นสถูปบรรจุอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งแห่งอยุธยาหรือไม่ก็ตาม ก็สมควรทำอย่างยิ่ง ทางรัฐบาลไทยควรช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของมัณฑะเลย์ปรับปรุงบูรณะพื้นที่ดังกล่าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือประชาชนต่อประชาชน ที่ดูจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสียมากกว่ารัฐเสียอีก เพราะสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยที่พระนครศรีอยุธยาทุกวันนี้ คนไทยยังไม่ทราบว่าเป็นองค์ใดหรืออยู่ที่ใด หรือถูกทำลายไปแล้ว ทั้งที่เป็นผืนแผ่นดินของตนเองด้วยซ้ำ ดังนั้นการบูรณะสถูปองค์หนึ่งในประเทศพม่าที่ไม่ว่าจะจริงเท็จประการใดก็ควรทำเพื่อความรู้สึกที่ดี และความสัมพันธ์ในฐานะบ้านเมืองที่มีความสัมพันธ์ร่วมกัน แต่สิ่งที่น่าทำอย่างต่อเนื่องเพิ่มเติมไปอีกคือ รู้จักเพื่อนบ้าน รู้จักผู้คนที่มีความหลากหลายความเป็นมา และส่วนหนึ่งยังคงมีเยื่อใยต่อรากเหง้าแห่งอดีตของตน เหมือนที่คุณหมอทิน มอง จี แห่งมัณฑะเลย์ที่ใช้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการค้นคว้าศึกษาสิ่งเหล่านี้ท่ามกลางความเข้มงวดกวดขันของรัฐบาล พวกเราชาวสยามที่มีโอกาสในการศึกษาค้นคว้าอย่างเต็มที่ และแทบจะสำลักอิสรภาพในการพูด อ่าน เขียน ก็น่าจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ คุณค่าของการพบประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเราจึงจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่เรื่อง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เพียงเท่านั้น วลัยลักษณ์ ทรงศิริ (เนื่องจากผู้เขียนไม่สามารถอ่านภาษาพม่าอย่างถูกต้องได้ ดังนั้นชื่อบุคคลและชื่อสถานที่ในภาษาพม่าจึงถอดเสียงอย่างไม่เป็นระบบและเท่าที่พอจะรับรู้ได้เท่านั้น จึงไม่ควรอ้างอิงชื่อในภาษาพม่าตามที่ปรากฏในบทความนี้ - ผู้เขียน) อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









