Search this site
พบผลการค้นหา 239 รายการ
- วันวานที่ย่านบางลำพู
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2555 ปัจจุบันบางลำพูเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว หากย้อนกลับไปเมื่อราว ๗๐-๘๐ ปีก่อน บางลำพูก็เป็นย่านการค้าที่คึกคักมากแห่งหนึ่งในเวลานั้น ตลาด ห้างร้าง แหล่งบันเทิงต่าง ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก เพื่อรองรับผู้คนหลากหลายฐานะ ตั้งแต่เจ้านาย ข้าราชการ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกันในย่านนี้ บรรยากาศการค้าในวันวานของย่านบางลำพูจึงเป็นหนึ่งสีสันที่แต่งแต้มภาพประวัติศาสตร์ของบางลำพูให้มีชีวิตชีวา ทั้งยังสะท้อนวิถีชีวิตอันหลากหลายของผู้คนที่ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุคสมัย ภาพคลองบางลำพู ตอนล่างของภาพคือสะพานนรรัตน์ ทางฝั่งขวาของคลองคือตลาดทุเรียน ส่วนฝั่งตรงข้ามกันเป็นตลาดนานา บางลำพูเริ่มเติบโตเป็นย่านการค้าจากการค้าขายตามลำคลองในยุคแรก ๆ ผ่านทางคลองสำคัญของย่านคือ คลองบางลำพู จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๕ บางลำพูได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความศิวิไลซ์ตามแบบวัฒนธรรมตะวันตกไม่ต่างจากย่านอื่น ๆ มีถนนหลายสายตัดผ่าน พร้อมการสร้างตึกแถวสมัยใหม่ขึ้นบนสองฟากถนน การคมนาคมรูปแบบใหม่อย่างรถรางรถเมล์ก็เดินทางมาถึง บางลำพูจึงกลายเป็นทำเลทองในการขยายกิจการร้านค้า มีตลาดและห้างร้านเกิดขึ้นมากมาย เรียกได้ว่ามีครบสมบูรณ์ ตั้งแต่ของกินไปถึงของใช้ ทั้งที่มีราคาถูกหรือของฟุ่มเฟือยราคาแพง ใครอยู่ย่านบางลำพูแทบไม่ต้องไปหาซื้อของจากที่อื่นเลย ตลาด ๓ แบบของคนบางลำพู ที่ว่ามีตลาด ๓ แบบที่บางลำพูนั้น เพราะย่านนี้มีตลาดสดถึง ๓ ตลาด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน คือ ตลาดเช้า ตลาดผลไม้ และตลาดของกินยามค่ำคืน ตลาดทั้งสามอยู่ใกล้กับสะพานนรรัตน์--สะพานโค้งข้ามคลองบางลำพู อันเป็นจุดเด่นของย่านบางลำพูสมัยนั้น ตลาดยอด เป็นตลาดเช้า ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานนรรัตน์ฝั่งทิศใต้ ปัจจุบันคือที่ตั้งห้างนิวเวิลด์ (ปิดตัวไปแล้ว) ตรงสี่แยกบางลำพู ถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ตลาดแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนขยายใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่มีการปรับปรุงตลาดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ลักษณะของตลาดยอดเป็นอาคารโรงสูง ทำด้วยไม้ มุงหลังคากระเบื้อง ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกันกับตลาดในยุคนั้น ภายในมีแผงสินค้าตั้งเรียงรายกัน มีทางเข้าออก ๔ ช่องทาง คือ เข้าทางถนนพระสุเมรุ ๒ ช่อง ทางถนนจักรพงษ์ ๒ ช่อง แล้วยังมีตรอกที่เป็นทางเดินไปออกทางถนนสิบสามห้างและทางถนนตานี (แต่ก่อนเรียกถนนบ้านแขก) พ่อค้าแม่ค้ามาเปิดแผงขายกันตั้งแต่ตอนเช้ามืด ส่วนใหญ่เป็นพวกของสดประเภทต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งแบบสดและแบบแห้ง ผักผลไม้ ตามแบบตลาดเช้าทั่วไป ไม่ใช่แค่คนฝั่งพระนครเท่านั้นที่มาซื้อขายสินค้ากันที่ตลาดยอด ชาวสวนจากฝั่งธนฯ ก็นำผลผลิตจากสวนใส่เรือมาขายด้วยเช่นกัน “พวกทางฝั่งธนฯ จะต้องไปตลาดที่บางลำพู ไปขายใบตอง ขายผัก ขายอะไรต่าง ๆ เรียกว่าเป็นตลาดใหญ่พอสมควร มีทั้งของสด ของเค็มก็อยู่ท้ายตลาด... เด็ก ๆ ฉันอยู่กับตายายก็จะนั่งหัวเรือ พายเรือเอาชมพู่ไปขาย เอาเงาะไปขายที่ตลาดยอด ถ้าของสวยหน่อยก็จะขายได้ราคาดี บางทีร้อยละบาท ห้าสลึง แต่ถ้าไม่ค่อยสวยขายได้แค่ ๕๐ สตางค์ เราขายเป็นร้อยไม่ได้ชั่งกิโลเหมือนสมัยนี้ แต่ว่าจะขายคนอื่นนะ พวกร้านที่เขายกแผง เขาไม่ซื้อเราหรอก เพราะเขาซื้อแต่ของสวย ๆ แล้วไปขาย ๑๒ ใบ ราคา ๑ เฟื้อง ถ้าเหลือนะเขาเททิ้งลงคลองตรงเชิงสะพานนรรัตน์ปัจจุบัน” คุณยายสังวาลย์ สุนทรักษ์ วัย ๙๕ ปี ผู้เคยอาศัยอยู่ในสวนแถบบางยี่ขัน ฝั่งธนบุรี ก่อนย้ายมาอยู่ที่บางลำพู เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งนำของจากสวนที่บ้านมาขายที่ตลาดยอด พอตกบ่ายร้านของสดประเภทต่าง ๆ เริ่มปิดแผง แต่บรรดาของแห้ง อาหาร ขนม และของใช้ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระบุง ตะกร้า ถ้วยโถโอชาม เครื่องหนัง เครื่องประดับ ฯลฯ ยังคงมีขายตลอดจนถึงช่วงเย็น ร้านหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในตลาดยอดคือ ร้านบัวสอาด เป็นร้านขายน้ำอบไทย ธูปเทียนชนิดต่าง ๆ เช่น ธูปเทียนแพ เทียนพรรษา เทียนอบขนมกลิ่นกำยาน รวมไปถึงดอกไม้ พวงมาลัย พอตกค่ำตลาดยอดก็มีข้าวต้มกุ๊ย เป็นอาหารแบบ ‘ยองยองเหลา’ ซึ่งเป็นคำเรียกล้อกับอาหารเหลาหรืออาหารที่ขายในภัตตาคารหรู ซึ่งเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ ๗ เพราะเป็นอาหารที่นั่งกินกันข้างทางและมีราคาถูก ตรงข้ามกับตลาดยอดทางด้านถนนพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของตลาดขายผลไม้ คือ ตลาดทุเรียน คุณยายอรุณศรี รัชไชยบุญ เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔ มาอยู่ที่บางลำพูตั้งแต่อายุ ๑๐ ปี บอกเล่าความทรงจำเกี่ยวกับย่านบางลำพูที่เกี่ยวกับตลาดทุเรียนไว้ในหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวบางลำพู’ ของประชาคมบางลำพู ตอนหนึ่งว่า “ในหน้าทุเรียน ทุเรียนจะมาขึ้นที่คลองบางลำพู โดยขนมาจากเมืองนนท์ เขาเอาไม้ระแนงมากั้นเป็นคอก กว้าง x ยาวประมาณ ๒ เมตร ทุเรียนจะตั้งเป็นกอง ๆ สมัยนั้นมีแต่ทุเรียนนนท์และบางยี่ขัน ทุเรียนเมืองจันท์ยังไม่มี ทุเรียนที่แพงที่สุดจะเป็นทุเรียนก้านยาว ลูกละ ๑-๑๐ บาท อีรวงเป็นทุเรียนชั้นต่ำ ลูกละไม่ถึง ๑ สตางค์ ถ้าเป็นทุเรียนกบจะแพงนิดหน่อย คนจึงชอบหลอกว่าอีรวงเป็นกบ” ทุเรียนในสมัยนั้นจัดเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ สวนเมืองนนท์ล่ม ทำให้ราคาทุเรียนยิ่งแพงขึ้นมาอีก คนที่ได้ลิ้มรสทุเรียนอย่างดีส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มคนมีเงิน แต่ก็ใช่ว่าตลาดทุเรียนจะมีแค่ทุเรียนขายเพียงอย่างเดียว ยังมีผลไม้นานาชนิดที่ชาวสวนฝั่งธนฯ แถบบางยี่ขันแจวเรือข้ามฟากมาขาย เช่น เงาะบางยี่ขัน ชมพู่สาแหรก มังคุด กระท้อน เป็นต้น นอกจากนี้มีอาหารขายอยู่หลายร้าน ทั้งข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวผัด หมูสะเต๊ะ หอยแครงลวก ขนมเบื้องไทยและญวน ล้วนแต่มีราคาย่อมเยา คนทั่วไปจึงนิยมมาหาของกินที่นี่ ทางด้านหลังตลาดริมคลองบางลำพูมีอาคารห้องแถวขายของจิปาถะ ส่วนใหญ่เป็นของใช้ราคาถูก เมื่อข้ามคลองบางลำพูมาฝั่งตรงข้ามกับตลาดทุเรียน มีตลาดอีกแห่งหนึ่งคือ ตลาดนานา เจ้าของตลาดคือคุณเล็ก นานา มุสลิมย่านคลองสาน ในตอนกลางวันตลาดนานามีบรรยากาศเงียบเหงา ผิดกับยามค่ำคืนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพราะใกล้บริเวณตลาดมีโรงหนังและวิกลิเกตั้งอยู่ จึงมีร้านอาหารต่าง ๆ ขายกันจนถึง ๒ ยาม พอดีกับตอนโรงหนังและลิเกเลิก ร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นพวกหาบเร่ แผงลอย มีทั้งข้าวแกง บะหมี่ เย็นตาโฟ ซึ่งกลุ่มลูกค้าขาประจำเป็นคอหนังคอลิเก หรือพวกวัยรุ่นที่จับกลุ่มเที่ยวเตร่กันตอนกลางคืน ด้านหน้าห้าง ต.เง็กชวน ประดับรูปครุฑ เนื่องด้วยได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องหีบเสียงและจานเสียง ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นานาห้างร้าน แหล่งสินค้า ‘มีระดับ’ นอกจากแผงขายของในตลาดสด ย่านบางลำพูมีห้างร้านที่จัดว่ามีระดับอยู่หลายร้าน ร้านค้าเหล่านี้เป็นร้านตึกแถวตั้งอยู่ที่ริมถนนต่าง ๆ ที่สำคัญคือถนนพระสุเมรุ ถนนจักรพงษ์ ถนนสิบสามห้าง มีทั้งร้านตัดเสื้อผ้าอาภรณ์ รองเท้า เครื่องประดับ รวมไปถึงของฟุ่มเฟือยประเภทต่าง ๆ ที่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น สบู่ น้ำหอม ของเล่น อันถือเป็นของนำสมัยและค่อนข้างมีราคาสูง ลูกค้าจึงเป็นกลุ่มผู้ดีมีฐานะที่มีอยู่มากในย่านบางลำพู ร้านที่มีชื่อเสียงในสมัยก่อนก็เช่น ห้าง ต. เง็กชวน อยู่ริมถนนพระสุเมรุ เป็นร้านจำหน่ายสินค้าหลากชนิด ตั้งแต่เครื่องประดับ ของใช้ ของเล่น สินค้าที่กล่าวขานกันมากคือสร้อยและกำไลทองชุบ เรียกว่าเป็นทองวิทยาศาสตร์ มีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ ต. เง็กชวน เป็นร้านบันทึกเสียงในยุคแรก ๆ ด้วย ปัจจุบันร้าน ต. เง็กชวน เปลี่ยนมาขายขนมเบื้องไทย ซึ่งเป็นของอร่อยขึ้นชื่ออย่างหนึ่งในย่านบางลำพู ร้านเครื่องแต่งกายก็มีอยู่หลายร้าน ขายเสื้อผ้าทันสมัยในยุคนั้น เช่น ร้านนพรัตน์ ขายพวกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ร้านสมใจนึก เดิมเป็นร้านขายของใช้ทั่ว ๆ ไป ต่อมาจึงเปิดรับจ้างตัดเสื้อผ้าและผลิตเสื้อเชิ้ตสำเร็จรูปยี่ห้อ Seamaster ก่อนจะผลิตชุดนักเรียนจนมีชื่อเสียงมาถึงปัจจุบัน ร้านไทยประณีต ขายเสื้อผ้า ผ้าไหม ร่ม ห้างแก้วฟ้า ร้านตัดรองเท้าหนังที่มีชื่อเสียงมากในหมู่ข้าราชการและนักศึกษา นอกจากนี้ยังมีร้านไทยไพรัช ปัจจุบันคือที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง ร้านนี้ขายหุ่นโชว์เสื้อ อุปกรณ์เย็บปักถักร้อย และรับสอนเย็บจักร ซึ่งสะท้อนการเป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้าชั้นนำของบางลำพูได้เป็นอย่างดี ส่วนย่านทันสมัยที่สุดในบางลำพูต้องยกให้ สิบสามห้าง เดิมเป็นห้องแถวไม้ ยาวจากถนนบ้านแขกถึงมุมถนนพระสุเมรุ มีร้านขายของโปเกหรือของเก่า ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ ต่อมาห้องแถวไม้นี้โดนไฟไหม้จึงสร้างเป็นตึกแถวสองชั้น ช่วงหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา สิบสามห้างโด่งดังเรื่องความล้ำสมัย มีของแปลกใหม่หลายอย่างบริการลูกค้า เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น เช่น ร้านขายไอศกรีม บางร้านมีบริการโทรทัศน์ แผงขายหนังสือ ฯลฯ ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของสิบสามห้างคือกลุ่มจิ๊กโก๋หรือนักเลงวัยรุ่นชายที่มีรสนิยมตามอย่างวัฒนธรรมอเมริกันที่เข้ามาในรูปแบบภาพยนตร์ ทั้งในด้านการแต่งกายและกิริยาท่าทางเลียนแบบดาราดังสมัยนั้น อดีตย่านบางลำพูมีนักเลงทำนองนี้อยู่หลายพวก ตั้งตนเป็นเจ้าถิ่นอยู่ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ซึ่งหลายคนในยุคปัจจุบันคงคุ้นเคยภาพนักเลงเหล่านี้จากภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง ‘๒๔๙๙ อันธพาลครองเมือง’ ที่ออกฉายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ดี โรงหนัง โรงละคร วิกลิเก แหล่งบันเทิงยามค่ำคืน ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้บางลำพูสมัยก่อนคึกคักตลอดทั้งกลางวันกลางคืน คือแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ที่เริ่มเกิดมากขึ้นตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๗ เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง โรงละคร วิกลิเก มีให้เลือกชมกันตามรสนิยม ยุคที่กิจการภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ กำลังเฟื่องฟู บางลำพูมีโรงหนังเกิดขึ้นด้วย โรงหนังบุศยพรรณ ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานนรรัตน์ฝั่งเหนือ เดิมชื่อ ตงก๊ก ภาพยนตร์ที่ฉายส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ โดยมีนักพากย์ชื่อดังคือทิดเขียว หรือนายสิน สีบุญเรือง แต่ละรอบฉายมีคนมาออซื้อตั๋วกันที่หน้าโรงเป็นจำนวนมาก นายสมัคร สุนทรเวช ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ตรอกหลังวัดสังเวชฯ บางลำพู ได้เล่าภาพของโรงหนังแห่งนี้ ไว้ในตอนหนึ่งของหนังสือ ‘จดหมายเหตุกรุงเทพฯ’ ว่า “โรงหนังบุษยพรรณมีหลังคาโค้ง มี ๒ ชั้นตามแบบโรงหนังทั่วไป ชั้นล่างเป็นที่ตั้งเก้าอี้เป็นแถวยาว นั่งได้แถวละ ๗-๘ คน ตั้งเรียงกันตั้งแต่หน้าเวทีเรียงถอยหลังไปเป็นล็อก ๆ ส่วนชั้นบนทำเป็นเฉลียงอยู่บนหลังคาของห้องฉาย ยื่นออกไปทั้งซ้ายขวาเติมที่นั่งได้ทั้งสองด้าน ที่นั่งด้านหลังยกสูงเป็นอัฒจันทร์ ด้านนอกโรงเป็นห้องขายตั๋ว มีที่ให้คนมาชมภาพตัวอย่างหนัง เรียกกันว่า ‘หนังแผ่น’ คนที่บอกว่าได้ไปดูแค่หนังแผ่น คือคนที่ไม่มีเงินไปดูหนังจริง ๆ ใน โรงหนังแห่งนี้เคยมีฉายตอนกลางวัน โดยต้องใช้ผ้าดำมาบุโรง บุหน้าต่างให้มืดพอจะฉายได้ เหตุที่ฉายหนังกลางวันเพราะต้องการเอาสตางค์แดงที่ทำด้วยทองแดงไปทำหัวลูกปืน ส่วนราคาตั๋วนั้น ถ้ากลางคืน คนละ ๕, ๑๐ หรือ ๑๕ สตางค์ก็แล้วแต่ แต่ตอนกลางวันประกาศว่าเอาแค่สตางค์แดงเดียวเท่านั้น...” เมื่อข้ามฟากคลองบางลำพูไปที่ตลาดทุเรียนก็มีอยู่อีกหนึ่งโรงคือ โรงหนังน่ำแช ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ศรีบางลำพู มีคนดูมากไม่แพ้กัน ตรงริมคลองบางลำพูใกล้ธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงละครแม่บุนนาค ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ แสดงละครร้อง ซึ่งเป็นมหรสพที่เริ่มแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เรื่องที่นำมาแสดงละครร้องส่วนใหญ่มักเป็นวรรณกรรมที่มีเนื้อหาร่วมสมัยหรือวรรณกรรมแปล เช่นเรื่องสาวเครือฟ้า ละครร้องจึงเป็นความบันเทิงที่ถูกรสนิยมชนชั้นสูงในสมัยนั้น ตรงกันข้ามกับลิเกหรือยี่เก มหรสพที่นิยมแพร่หลายกันมากในหมู่ชาวบ้าน แต่เป็นที่เหยียดหยามของหมู่ผู้ดีมีฐานะ จนเกิดบทดอกสร้อยที่ว่า “อันยี่เกลามกตลกเล่น รำเต้นสิ้นอาย ขายหน้า” แต่ด้วยเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวแบบชาวบ้าน ดำเนินเรื่องรวดเร็ว สอดแทรกความตลกขบขัน ลิเกจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไป วิกลิเกชื่อดังในย่านบางลำพูคือ วิกลิเกหอมหวล มีชื่อเสียงมากในทศวรรษ ๒๔๙๐ ตั้งอยู่ในตลาดทุเรียน ทางฝั่งตลาดนานาก็มีวิกลิเกอยู่เช่นกัน โดยเริ่มเล่นกันตั้งแต่ ๒ ทุ่ม เลิกตอน ๒ ยาม สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ด้านหน้าโรงลิเกคือหาบขายของกินสารพัดอย่าง ตั้งคอยบริการผู้ชมที่มารอดูลิเกกันแน่นขนัดในทุกคืน โฉมหน้าของบางลำพูย่อมแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ปัจจุบันตลาดทั้งสามแบบของบางลำพู คือ ตลาดยอด ตลาดทุเรียน และตลาดนานา ไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ไว้นอกจากในความทรงจำ ตลาดยอดหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เจ้าของได้สร้างเป็นห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ต่อมา แต่อยู่ได้ไม่นานก็มีคำสั่งจาก กทม. ให้รื้อทิ้ง เนื่องจากมีความสูงเกินกำหนดของอาคารที่อยู่ใกล้กับเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน ปัจจุบันจึงเหลือเพียงอาคารร้างที่ยังรื้อถอนไม่เสร็จตรงสี่แยกบางลำพู ตลาดทุเรียนเริ่มซบเซาลงเพราะมีการตัดถนนเข้าถึงเมืองนนทบุรี ปัจจุบันจึงเหลือเพียงตลาดสดขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ เรียกกันว่า ตลาดนรรัตน์ ส่วนตลาดนานากลายสภาพเป็นโรงแรม ห้างร้านเก่าแก่ต่างๆ ที่เคยคึกคักเริ่มทยอยปิดตัวลง ที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่นเดียวกับแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ที่เลิกราตาม ๆ กันไป เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภาพจำของบางลำพูจึงกลายเป็นภาพนักท่องเที่ยวนานาชาติเดินขวักไขว่กันตามท้องถนน มีสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน แต่อย่างไรก็ดี ‘บางลำพู’ ยังไม่ทิ้งภาพย่านการค้าที่รุ่งเรือง เพราะยังคงเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อย ห้างร้านหลายระดับราคาเปิดบริการอยู่มากมาย และคนจำนวนมากยังแวะเวียนมาสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ที่ย่านบางลำพูแห่งนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ย่านเก่าและชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร ต่อสู้การไล่รื้อชุมชนท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวแบบหวนหาอดีต
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2555 ในระยะหลายปีหลังที่ผ่านมา เหตุการณ์ไล่รื้อชุมชนที่เคยเป็นย่านสำคัญของกรุงเทพมหานครปรากฏข่าวเป็นระยะ ๆ บางกรณีเป็นข่าวต่อเนื่องยาวนานและเกือบจะเกิดความรุนแรงจากการต่อต้านของคนในพื้นที่ก็หลายครั้ง เช่น เรื่องของบ้านครัว ชุมชนเก่าแก่ของชาวจามอาสา ย่านทอผ้าไหมชื่อดังในอดีต ชุมชนหลังป้อมมหากาฬ ย่านบ้านเก่า “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ จนถึงการทุบตึกแถวบนที่ดินของวัดยานนาวาของชุมชนซอยหวั่งหลี ไล่ผู้อาศัยที่อยู่มากว่า ๓-๔ ชั่วคนออกไป ตามความประสงค์ของวัดที่กลายเป็นนิติบุคคล และปัจจุบันก็ไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากไปกว่าจัดตลาดนัดให้คนมาค้าขายชั่วคราว วัดกัลยาณมิตรที่กำลังมีปัญหาในการไล่รื้อชุมชนในพื้นที่ ปัญหาของการไล่รื้อชุมชนในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามมูลค่าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ ตามราคาประเมินของการจัดผังเมืองและพื้นที่ประเมินทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ล่วงหน้า และแทบทุกพื้นที่ตัดทิ้งมูลค่าของผู้คนที่อยู่อาศัยอาชีพ วิถีชีวิตที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน แม้จะต่อเนื่องบ้างหรือไม่ต่อเนื่องเลยก็ตาม ในกรณีของผู้คนจากชนบทที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเมือง เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ไม่มีการคำนวนมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้แต่อย่างไร คนในเมืองและย่านต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่จึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์กรรมของการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินโดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่กี่คน และการโยนหรือโอนพื้นที่สำคัญที่มีคุณค่าของเมืองหลวงเก่านี้ให้กับองค์กรธุรกิจหรือนิติบุคคลที่เคยเป็นที่พึ่งพาโดยธรรมชาติแก่ชาวบ้านรอบ ๆ เช่น “วัด” องค์กรที่ดูแลพื้นที่สาธารณะที่เคยเป็นของหลวง ดังนั้นการตัดสินใจจึงเป็นไปเฉพาะประโยชน์ตนเสียมากจากบุคคลที่มีอำนาจการตัดสินใจในช่วงเวลานั้น ๆ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, สำนักพระคลังข้างที่, กรุงเทพมหานคร, วัดต่าง ๆ เจ้าของที่ดินตระกูลใหญ่ในราชสกุลบางกลุ่ม กลายเป็นกลุ่มที่มีบทบาทต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่การใช้สอยของเมืองกรุงเทพฯ ในยุคนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตย่านเก่าของเมืองหลวงที่ยังไม่มีกำหนดขอบเขตและนิยามให้ชัดเจน ปัญหาเรื่องที่ดินหมักหมมไว้นาน โดยทั้งประเทศมีปัญหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ไม่ทันต่อความต้องการและการเปลี่ยนมือ ขณะที่องค์กรหน่วยงานที่อ้างสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่ออกประกาศพระราชกฤษฎีกาต่าง ๆ จนชาวบ้านจำนวนมหาศาลในประเทศนี้กลายเป็นผู้บุกรุกทั้งหมดโดยไม่มีการยกเว้น ทั้งผู้บุกรุกใหม่และผู้ที่อยู่อาศัยมาแต่เดิม ปัญหาการใช้งานที่ดินต่าง ๆ จึงกลายเป็นดินพอกหางหมู ยากที่จะสางแก้ไข การยึดแต่กฎหมายในการถือสิทธิ์นั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างยิ่ง ยิ่งปรากฏกระบวนการใช้กฎหมายเข้าบีบบังคับกลุ่มชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม ตึกอาคาร เจดีย์ที่ระลึกในวัด ตึกแถวที่เคยทำการค้า ย่านธุรกิจเก่าแก่ สร้างผลกระทบจนถึงขั้นทำลายรากฐานความเป็น “พระนคร” และ “เมืองหลวง” อันมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปีนี้อย่างชัดเจน รากฐานของพระนครทางกายภาพนั้นกำลังถูกบ่อนทำลายไปเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันการสร้างกระแสอนุรักษ์ “ย่าน” “บ้านเก่า” “วัดวาอาราม” “วัง” “ตึกอาคารร้านค้า” ที่ผ่านมานั้น มีวิธีคิดที่ไม่ได้ล้ำลึกเข้าไปถึงปัญหาของผู้คนที่ยังมีการอยู่อาศัย บางกรณีเมื่อเห็นว่าดูออกจะรกรุงรัง แผนแม่บทเกาะรัตนโกสินทร์ในช่วงเวลาหนึ่งไม่สนใจจนถึงขั้นลบออกไปจากแผนที่อย่างง่าย ๆ สังคมในเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้ถูกมองว่าผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ดั้งเดิมนั้นไม่มีความเป็น “ชุมชน” เหลืออยู่ แต่ถูกมองจากสภาพเสื่อมโทรมของอาคารต่าง ๆ ที่ถูกทิ้งไม่ได้ซ่อมแซมหรือบูรณะให้มีความสวยงามแก่สายตา เพราะคนเก่า ๆ ตระกูลเก่าแก่ เจ้าของเดิมต่างขายทิ้งหรืออพยพโยกย้ายเมื่อกลายเป็นครอบครัวใหญ่ขึ้น หรือออกไปรับราชการ ทำมาหากินในพื้นที่อื่น ๆ ตามการขยายตัวของเมืองที่กระจายออกไปทั่วทุกทิศ เกิดการเคลื่อนย้ายจนเมืองหรือชุมชนหรือย่านต่าง ๆ แทบไม่หลงเหลือผู้คนเดิม ๆ ตั้งแต่เมื่อแรกสร้างอย่างชัดเจน แต่ก็ยังคงมีชีวิตของชาวบ้านย่านเก่าต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ แต่รวยรินจนแทบขาดช่วง และการ “มีอยู่” ก็เหมือนเป็นการหลบ ๆ ซ่อน ๆ จากสายตาของผู้คน เพราะภาพของตึกอาคารสมัยใหม่บดบังไว้เสียสิ้น นิยามของความเป็น “ชุมชน” ในเมือง โดยเฉพาะย่านเก่าแก่ควรแก่การอนุรักษ์ ไม่ใช่เพราะว่าเคยเป็นวัดหรือวัง แต่ต้องเห็นถึงความมีชีวิตและชีพจรที่ยังเต้นอยู่ของการค้า แม้แต่จะเป็นแบบดั้งเดิม แต่นี่คือเสน่ห์ที่หายากของ “ความเป็นย่านเก่า” ที่เมืองเก่าทั่วโลกพยายามเสาะรักษาไว้ แม้จะทำได้แบบมีชีวิตบ้าง หรือเหลือแต่ตึกเก่าที่ปรับปรุงใหม่บ้าง แต่นิยามดังกล่าวยังไม่ปรากฏในการอ้างอิงถึงอย่างชัดเจน เพราะนำไปเปรียบเทียบกับความเป็น “ชุมชน” ในชนบท ดังนั้นความกว้างขวางของนัยในเรื่อง “ชุมชน” [Communities] ที่บางแห่งไปไกลเกินกว่าทางกายภาพ เช่นชุมชนในเชิงจินตนาการกันแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบถึงรูปแบบของปัญหาจากการไล่รื้อชุมชน ทรัพย์สินส่วนรวมของคนเมืองให้เป็นที่ยอมรับได้ เมื่อมีการนำปัญหาเหล่านี้ไปถึงศาลต่าง ๆ ในประเทศไทยปัจจุบัน ในกระแสของการท่องเที่ยวที่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่งของประเทศนี้ เมืองแบบกรุงเทพมหานคร เสนอการท่องเที่ยวแบบตลาดน้ำให้ชาวบ้านในหลายแห่ง บ้างกลางสวน บ้างกลางหมู่บ้านจัดสรร บ้างกลางเมืองไปแล้ว มีพื้นที่นำเสนอสิ่งที่เหลืออยู่ได้พอประมาณ แต่ก็กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวค้าขายเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยวของคนเมืองในการรำลึกถึงอดีตอย่างชัดเจน แต่เป็นเพียงอดีตที่ไม่เห็นทางว่าจะย้อนกลับหรือปรับปรุงสร้างเงื่อนไขการอยู่อาศัยของผู้คนให้ดีขึ้นได้อย่างไร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นทั้งย่านเก่าที่กลายเป็นย่านธุรกิจหลาย ๆ แห่งก็ปรับตัวรับมือ หาวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่การไล่รื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่พยายามปรับพื้นที่ไปพร้อม ๆ กับให้ชาวบ้านที่ยังคงอยู่มีส่วนร่วม สร้างมูลค่าของพื้นที่ย่านเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ชุมชนหรือย่านที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ตอบสนองความต้องการท่องเที่ยวของคนชั้นกลางในเมืองที่ยังรำลึกถึงความสุขในวัยเยาว์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังเป็นไปได้ไม่ถึงชั่วคนเสียด้วยซ้ำ ความทรงจำในพื้นที่แห่งความสุขของคนที่มีรากเหง้าในความเป็นคนกรุงเทพฯ สร้างสุขและโอกาสในการแสวงหาข้อมูลความรู้เพื่อการท่องเที่ยวอย่างขนานใหญ่ แต่ไม่อาจตอบโจทย์ของ “การไล่รื้อ” จัดระเบียบเพื่อความสวยงามของวัดต่าง ๆ ขององค์กรเพื่อดูแลผลประโยชน์แบบนิติบุคคลบางแห่งไว้ได้ น่าประหลาดที่กระแสการท่องเที่ยว ท่องวัด ชมวัง มุดรั้ว เดินตรอก ล่องคลอง ฯลฯ กำลังมีอยู่อย่างคึกคักไปพร้อม ๆ กับการเผชิญปัญหาการฟ้องร้องไล่ที่ การฟ้องร้องเพื่อทุบทำลาย การบีบบังคับให้ชาวบ้านย้ายออกไปจากพื้นที่เพื่อจัดภูมิทัศน์ให้งดงามรองรับการท่องเที่ยวและความพอใจของพระของเจ้าหน้าที่บางส่วน ความมีชีวิตของย่านเก่า ชุมชนเดิม ไม่สามารถมองเห็นได้จากนิทรรศการที่เน้นแต่นำเสนอรูปแบบ เช่น “วิถีไทย” ในการจัดแสดง หรือเห็นเพียงวัด วัง การเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สร้างภาพเพื่อขายแก่การท่องเที่ยวได้อย่างหวือหวา ทั้งกรณีนิทรรศน์รัตนโกสินทร์จนถึงพิพิธภัณฑ์สยามที่ท่าเตียน ทั้งสองแห่งอยู่ในย่านเก่าที่นิทรรศการภายในไม่ได้แสดงให้เห็นคนที่มีลมหายใจในปัจจุบันว่ากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดบ้างและอย่างไร การต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนกลุ่มหนึ่งในการรักษาพื้นที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินส่วนรวม [Common property] ที่มีมาอย่างยาวนาน กับการชื่นชมและสัมผัสถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวที่นำไปสู่การหวนไห้อาลัยอดีตที่กำลังเป็นที่นิยมกันในเมืองเก่า โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้นจะมีทางบรรจบกันอย่างไร หรือเพราะทุกวันนี้เป็นยุคสมัยแห่งความพึงในปัญหาใครปัญหามัน หากเช่นนี้จะดูไม่แปลกแยกยอกย้อนต่อประเด็นการพัฒนาเมืองที่ควรจะเป็นและควรทำกันไปหน่อยหรือ หรือเราจะเดินตามนโยบายการท่องเที่ยวแบบที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนไว้ในบทความหนึ่งว่า “อนิจจาสยามประเทศ ร่ำรวยในวัฒนธรรมเพื่อขาย แต่ล้มละลายในชีวิตวัฒนธรรม” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- “กรมอู่ทหารเรือธนบุรี” ในประวัติศาสตร์ราชนาวีไทย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ธ.ค. 2555 วัดวงศมูลวิหารตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอู่เรือหมายเลข ๒ เป็นวัดร้าง เพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๙ แต่มิได้ร้างจากผู้ดูแล เพราะถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของบุคลากรภายในกรมอู่ทหารเรือเสมอมา อีกทั้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารโบราณสถานโดยกรมศิลปากรอีกด้วย โรงเรือพระราชพิธีภายในกรมอู่ทหารเรือ ย้อนกลับไปในสมัยธนบุรี พื้นที่บริเวณกรมอู่ทหารเรือปัจจุบันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นเขตนิวาสสถานเดิมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อครั้งยังมิได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อมาหลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้พระราชทานให้เป็นวังของเจ้านายหลายพระองค์สืบต่อมา สมัยที่พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระราชโอรสของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๒ เสด็จมาประทับ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นในวังที่ประทับ แต่ยังมิทันแล้วเสร็จก็สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระอนุชาต่างพระมารดาของกรมขุนธิเบศร์บวรเสด็จมาประทับที่วังแห่งนี้ และเป็นแม่กองสร้างวัดต่อจนแล้วเสร็จ พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดวงศมูลวิหาร” จนเมื่อกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มิได้มีเจ้านายพระองค์ใดเสด็จมาประทับอีก ด้วยเหตุนี้รัชกาลที่ ๕ จึงพระราชทานที่ดินบริเวณนี้ให้เป็นที่ตั้งของกรมอู่ทหารเรือ ส่วนวัดวงศมูลวิหารนั้นยังคงมีอยู่เรื่อยมา กระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ขอพระบรมราชานุญาตยกเลิกวัดแห่งนี้ เพราะถูกห้อมล้อมด้วยหน่วยงานของกองทัพจนไม่สามารถพัฒนาได้อีก ต่อมากองทัพเรือได้ขอพื้นที่วัดวงศมูลวิหารเพิ่มเติมจากกรมการศาสนา ส่วนพระสงฆ์ที่เคยจำพรรษาก็ให้ย้ายไปยังวัดเครือวัลย์วรวิหาร คงเหลือแต่อาคารพระอุโบสถมาถึงปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล พระประธานปางมารวิชัย ตั้งหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือตามส่วนยาวของอาคาร ไม่เหมือนตามแบบแผนที่นิยมกันมา เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อครั้งสร้างวัด กรมขุนธิเบศร์บวรประชวรบ่อยครั้ง เชื่อว่าเป็นเพราะพระประธานตั้งหันพระพักตร์มาทางพระตำหนักซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตำแหน่งที่ตั้งของพระประธานให้หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือแทน ถึงแม้ว่าจะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่แล้ว แต่กรมอู่ทหารเรือยังคงใช้พระอุโบสถนี้ประกอบพิธีสำคัญของข้าราชการภายในกรมอู่ทหารเรืออย่างสม่ำเสมอ เช่น การจัดพิธีอุปสมบท พิธีประดับยศทหาร การทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากรมอู่ทหารเรือ เป็นต้น และสามารถเข้าเยี่ยมชมวัดวงศมูลวิหารได้ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดราชการ สำหรับแหล่งเรียนรู้ภายในกองทัพเรือฝั่งธนบุรี นอกจากกรมอู่ทหารเรือแล้ว ไม่ไกลกันนักยังมีพระราชวังเดิมซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือปัจจุบัน นอกจากนี้ในย่านใกล้เคียงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ ย่านวัดอรุณ ย่านวังหลัง บ้านขมิ้น บ้านมะตูม บ้านช่างหล่อ เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงสร้างเส้นทางเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เพื่อเข้าใจย่านประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้สมบูรณ์มากขึ้นด้วย ** ท่านที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวง เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา กรุณาติดต่อล่วงหน้าที่กรมอู่ทหารเรือ เลขที่ ๒ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐ โทร. ๐-๒๔๗๕-๔๑๘๕ เพื่อเข้าชมเป็นหมู่คณะ (๑๕–๒๐ คน) โดยไม่เสียค่าเข้าชม
- “ไตเย็บใหม่” ร้านค้ากระดุมเก่าแก่ในย่านพาหุรัด
เผยแพร่ครั้งแรก 26 ก.ค. 2559 ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวมอญ ชาวญวน ชาวลาว ชาวตะวันตก แม้แต่ชาวอินเดีย กลุ่มคนเหล่านี้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากินตั้งแต่ก่อนช่วงที่มีการเริ่มสร้างเมืองขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ล้วนส่งผลทำให้ประเทศเกิดการขยายตัวของประชากร เศรษฐกิจ และการค้าต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ย่านเยาวราช ย่านสำเพ็ง ย่านพาหุรัด ฯลฯ ย่านพาหุรัดเป็นย่านการค้าแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญ ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวญวนที่อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย จนถึงช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดเหตุไฟไหม้จนทำให้ชาวญวนย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นจึงทำให้เกิดเป็นที่ว่าง รัชกาลที่ ๕ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนพาหุรัดขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ และดำริให้สร้างตึกแถวริมถนนพาหุรัดทำให้มีคนอินเดียหรือแขกจำนวนมากเปิดเป็นร้านขายผ้าและสินค้านำเข้าจากประเทศอินเดียจนกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญ พาหุรัดกลายเป็นแหล่งค้าผ้าแห่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยก่อน เพราะความหลากหลายของสินค้านำเข้าประเภทผ้าจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีผ้าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากประเทศอังกฤษ เช่น ผ้าดิบ ผ้าแฟนซี ผ้าคอตตอน ผ้ากันหนาวของประเทศอิตาลี และผ้าจากประเทศอื่น ๆ ทำให้ย่านพาหุรัดได้รับความนิยมจากลูกค้าคนไทยและต่างชาติในยุคที่มีการตัดเย็บชุดเสื้อผ้าสำหรับใส่เอง ซึ่งนอกจากผ้าที่เป็นองค์ประกอบหลักในการตัดชุดแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ “กระดุม” และ “ลวดลายลูกไม้” เย็บปักต่าง ๆ สำหรับตกแต่งเพื่อให้ชุดเกิดความสวยงามมากขึ้น ร้านขายกระดุมเก่าแก่ที่สุดร้านหนึ่งในย่านพาหุรัด “ร้านไตเย็บใหม่” ตั้งอยู่บนถนนจักรเพชร เป็นร้านที่มีอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว ปัจจุบันมีการสืบทอดกิจการมาจนถึงรุ่นที่ ๓ ซึ่งคุณกิตติพงษ์ วงศ์มีนา เจ้าของร้านปัจจุบันกล่าวว่าชื่อร้านมีที่มาจากพี่ชายของคุณพ่อชื่อ ‘ไตเย็บ’ เป็นคนมุสลิมจากประเทศอิหร่านที่อยู่อาศัยในประเทศอินเดียและย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เป็นผู้เปิดร้านไตเย็บใหม่คนแรกและยังเป็นชาวมุสลิมเพียงห้องเดียวที่อาศัยอยู่ในตึกแถวท่ามกลางคนจีนเช่นนี้ด้วย หลังจากคุณลุงเสียชีวิตไป คุณพ่อก็สืบกิจการต่อจากพี่ชาย และเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “ร้านไตเย็บใหม่” กิจการขายกระดุมและลูกไม้สมัยก่อนไม่ได้มีร้านมากนัก บางครั้งจึงมีนางสนมจากในวังแวะมาซื้อลูกไม้นำไปติดมุ้งและคุณหญิงคุณนายเข้ามาซื้อกระดุมย่านพาหุรัดกันเป็นจำนวนมาก กระดุมที่นำเข้ามาขายรุ่นแรก ๆ ส่วนใหญ่จะมาจากทางฝั่งยุโรป เช่น ประเทศออสเตรีย เยอรมนี หรือเชโกสโลวาเกีย ทั้งสามประเทศนี้จะมีการผลิตกระดุมเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบในการทำกระดุมเยอะ ส่วนลำดับการนำเข้ามาของกระดุม คุณกิตติพงษ์เล่าว่า “จะเริ่มจากกระดุมแก้วของเยอรมันและเชโกสโลวาเกียก่อน แล้วตามมาด้วยกระดุมคริสตัลสวารอฟสกี้ของประเทศออสเตรีย และกระดุมพลาสติกของประเทศไต้หวัน ส่วนกระดุมไฟเบอร์ของฝรั่งเศสจะเป็นกระดุมแบบที่นำแก้วคริสตัลไปหลอม กระดุมของไทยก็มีกระดุมพลาสติกของวีนัส” การสั่งกระดุมสมัยแรกจะนำเข้าโดยการสั่งทางจดหมาย ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ต่อครั้ง ต่อมาพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องแฟกซ์ที่ช่วยย่นระยะเวลาในการสั่งกระดุมเข้ามาได้มาก และปัจจุบันจะสั่งของนำเข้าด้วยอีเมลแทน ในการสั่งกระดุมนำเข้าต่อครั้งต้องสั่งทีละหลาย ๆ กุรุส [Gross] ๑ กุรุสของกระดุมจะเท่ากับ ๑๔๔ เม็ดหรือ ๑๒ โหล ส่วนการขนส่งกระดุมจะมีการนำเข้ามา ๒ แบบด้วยกัน คือ ทางเรือ โดยเรือเข้ามาเทียบท่าที่คลองเตยและแหลมฉบัง จากนั้นชิปปิ้งจะนำสินค้ามาส่งให้ที่ร้านและทางเครื่องบิน ปัจจุบันจะมีการขนส่งสินค้าเข้ามาทางเรือในกรณีที่สินค้ามีน้ำหนักมากและทางเครื่องบินหากมีน้ำหนักน้อย ราคาของกระดุมจะขึ้นอยู่กับประเภท ชนิด และวัสดุที่ทำโดยกระดุมที่ราคาแพงที่สุด คือ กระดุมเพชรจากสวารอฟสกี้ มีราคาถึง ๕๐ บาท เป็นราคาที่ยังไม่รวมค่าภาษี ในช่วงเวลาที่ค่าเงินดอลลาร์ต่อเงินบาทไทยอยู่ที่ ๒๕ บาทเท่านั้น ส่วนกระดุมที่ราคาถูกที่สุด คือ กระดุมพลาสติกที่ผลิตในไทยอย่างกระดุมวีนัส ซึ่งมีราคาไม่ถึง ๑ บาทต่อเม็ด คนสมัยก่อนนิยมใช้กระดุมสวยงามทำเสื้อผ้ากันมากไม่ว่าจะลูกค้าทั่วไปหรือลูกค้าเจ้าประจำของร้านไตเย็บใหม่อย่างร้านตัดเสื้อหรือร้านบูติคที่มีชื่อเสียง เช่น ร้านไทยบูติคหรือร้านดวงใจบีส ที่เคยตัดชุดถวายให้กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีมาแล้ว ถ้าตัดชุดหรูส่วนใหญ่ก็จะใช้กระดุมเพชรของสวารอฟสกี้แบบออริจินัลของต่างประเทศกัน “การซื้อขายกระดุมสมัยก่อนที่สภาพเศรษฐกิจดีมีคนเข้าร้านตลอดเพราะคนมีกำลังซื้อมากคนที่ไฮโซหน่อยก็ไปซื้อของแบรนด์เนมกัน แม้แต่การ์เมนต์ของร้านเสื้อ New City ของไทยก็ยังมารับกระดุมจากที่ร้านไป เขาก็ไปทำเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศแล้วคนไทยก็ซื้อกลับมาใส่อีก” ทุกวันนี้ความนิยมของการใช้กระดุมนำเข้าลดน้อยลงตั้งแต่ผู้คนเลิกนิยมการตัดชุดเสื้อผ้าสวมใส่เปลี่ยนมาเป็นการใช้เสื้อผ้าสำเร็จรูปตามห้างสรรพสินค้า ด้วยความสะดวกสบาย ราคาถูกกว่าและมีให้เลือกสรรได้หลายรูปแบบ ทำให้ร้านตัดชุดเสื้อผ้าหลายร้านต้องทยอยปิดตัวลง เพราะคนตัดชุดน้อยลง กระดุมและลูกไม้ที่ผลิตทางฝั่งยุโรปก็ผลิตได้น้อยลงรวมถึงกระดุมก๊อปปี้จากเมืองจีนมีเข้ามามากส่งผลให้กระดุมนำเข้าค้าขายได้ลำบากขึ้น แม้ตอนนี้จะมีคนเฉพาะกลุ่มที่ยังให้ความสนใจกระดุมเช่นนี้อยู่บ้าง เช่น ดีไซเนอร์ ร้านบูติคต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปใช้กระดุมแบบแฮนด์เมดกันมากขึ้น และลูกค้าประจำหลายร้านที่เป็นการ์เมนต์ส่งออกต่างประเทศตั้งแต่สมัยก่อนก็เหลืออีกเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้น พาหุรัดยังคงเป็นแหล่งค้าปลีกผ้าของคนในย่านเก่าสำหรับคนที่ต้องการเลือกซื้อผ้าแบบเฉพาะทางและหาไม่ได้จากแหล่งขายผ้าอื่น การเกิดใหม่ของแหล่งค้าผ้าหลาย ๆ ที่เริ่มกระจายตัวอยู่ตามย่านอื่นหรือตามห้างสรรพสินค้าติดแอร์มากขึ้น ทำให้คนมีทางเลือกในการเดินทางและสามารถเลือกซื้อผ้าได้สะดวกขึ้น เกิดผลให้การค้าขายของพาหุรัดเริ่มซบเซาลงมากทั้งการค้าผ้า อุปกรณ์การตัดเย็บชุดต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการย้ายกลุ่มร้านค้าบริเวณสะพานเหล็กไปตั้งที่อื่นแทนด้วย ทำให้พาหุรัดในวันนี้อาจจะกลายเป็นแค่ย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากครั้งหนึ่งเท่านั้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ขนมเต่าในเทศกาลหยวนเซียว
เผยแพร่ครั้งแรก 28 ก.ย. 2559 "ย่านตลาดน้อย" เป็นชุมชนชาวจีนที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่สืบกันมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บริเวณที่ตั้งของตลาดน้อยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เป็นชุมชนที่ขยายตัวต่อเนื่องมาจากย่านสำเพ็งตั้งแต่แถบวัดปทุมคงคาเรื่อยมาถึงปากคลองผดุงกรุงเกษมทางด้านใต้ ชุมชนชาวจีนที่ย่านตลาดน้อยประกอบด้วยชาวจีนหลากหลายกลุ่ม กลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแรกสุด คือ ชาวจีนฮกเกี้ยน และได้สร้าง "ศาลเจ้าโจวซือกง" ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๗ เพื่อเป็นศูนย์รวมของชาวจีนฮกเกี้ยน ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในย่านตลาดน้อย เดิมเป็นวัดชื่อ "ชุนเฮงยี่" มีเทพประธานของศาลเจ้า คือ เทพโจวซือกงหรือหมอพระเช็งจุ้ยโจวซือ ซึ่งเป็นหมอพระที่ชาวฮกเกี้ยนให้ความเคารพนับถือ หยวนเซียวหรือหง่วนเซียวตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว เป็นงานเฉลิมฉลองส่งท้ายเทศกาลตรุษจีน จัดขึ้นในช่วงเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ คำว่า หยวนเซียว ตามรูปศัพท์ภาษาจีนแปลว่า คืนแรกหมายถึงคืนเพ็ญแรกของปี เทศกาลหยวนเซียวจึงถือเป็นประเพณีรื่นเริงที่จัดขึ้นก่อนการเริ่มต้นทำกิจการงานในปีใหม่ เทศกาลหยวนเซียวถือเป็นประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งของชาวจีน มีวิวัฒนาการมาจากการจุดประทีปเพื่อการบูชาเดือนดาวในช่วงเดือนอ้าย ตามลัทธิศาสนาดั้งเดิมของจีน ต่อมาเมื่อมีการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ประเพณีดังกล่าวได้ถูกผสมผสานเข้ากับคติการจุดประทีปโคมไฟเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชาจึงทำให้กิจกรรมนี้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นเทศกาลหยวนเซียว ตามประเพณีดั้งเดิมของจีนนอกจากการไหว้เจ้าและบรรพบุรุษแล้ว ยังมีการจุดประทีปโคมไฟและมีการจัดงานเทศกาลเที่ยวชมโคมไฟที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงาม ปัจจุบันประเทศจีนและไต้หวันยังมีการจัดเทศกาลแสดงโคมไฟสวยงาม (The Lantern Festival) ในช่วงเทศกาลดังกล่าว นอกจากนี้ในอดีตยังนิยมเล่นปริศนาโคมที่มีการแต่งบทร้อยกรองเป็นปริศนาคำทายประกอบกับโคมไฟในเทศกาลอีกด้วย สำหรับชุมชนชาวจีนในไทย มีการจัดงานวันหยวนเซียวขึ้นตามศาลเจ้าต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ในอดีตถือเป็นงานรื่นเริงที่มีความคึกคักเป็นอย่างมาก พบว่ามีทั้งการแห่โคม ชมโคม และการเล่นทายปริศนาโคมหรือเต็งหมี่ ที่เคยมีการพิมพ์รวบรวมปริศนาต่าง ๆ ไว้เป็นหนังสือแต่ในปัจจุบันความคึกคักของเทศกาลหยวนเซียวดังที่กล่าวมานี้เลือนหายไปมากแล้ว คงเหลือเพียงการเซ่นไหว้เทพเจ้าตามศาลเจ้าต่าง ๆ เท่านั้น เทศกาลโคมไฟที่ศาลเจ้าโจวซือกง งานเทศกาลหยวนเซียวยังคงเป็นประเพณีสำคัญในรอบปีของศาลเจ้าโจวซือกงย่านตลาดน้อย นอกเหนือไปจากเทศกาลตรุษจีน ทิ้งกระจาดและกินเจ งานวันหยวนเซียวจะจัดขึ้นภายหลังจากวันตรุษจีนราว ๑๕ วัน ดังเช่นปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ภายในวันงานชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนทั้งที่อาศัยอยู่ภายในย่านตลาดน้อยและจากที่อื่น ๆ ที่มีความศรัทธาในเทพเจ้าโจวซือกง ต่างเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก ผู้คนเริ่มทยอยมาที่ศาลเจ้าตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวันเรื่อยไปจนถึงช่วงหัวค่ำ พิธีกรรมที่ทำร่วมกันที่ศาลเจ้าในวันหยวนเซียว ประกอบด้วยการจุดเทียนเพื่อบูชาเทพเจ้า การเซ่นไหว้ของพรเทพเจ้าและทำบุญบำรุงศาลเจ้าด้วยการซื้อขนมมงคลต่าง ๆ ที่ศาลเจ้าเตรียมไว้โดยเฉพาะขนมเต่าซึ่งทำขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเทศกาลหยวนเซียวเท่านั้นจากนั้นในช่วงค่ำจะมีการแสดงงิ้วที่บริเวณด้านหน้าศาลเจ้า เพื่อถวายเทพเจ้าและเป็นมหรสพที่สร้างความรื่นเริงให้แก่คนทั่วไป ขั้นตอนการไหว้ในวันหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกงไม่มีความซับซ้อนมากนัก เริ่มต้นด้วยการนำเทียนคู่หนึ่งไปจุดที่บริเวณลานด้านหน้าศาลเจ้า ซึ่งทางศาลเจ้าได้เตรียมโต๊ะที่ด้านบนวางโครงเหล็กสำหรับเป็นเชิงเทียน ตำแหน่งที่จะวางเทียนมีทั้งที่ต้องจองไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อเลือกตำแหน่งปักเทียนตามต้องการ โดยจะมีการกำหนดตำแหน่งเป็นหมายเลขเอาไว้ คนที่จองล่วงหน้าอาจยึดตามเลขมงคลที่ตนเองเชื่อถือ หรือเลขทะเบียนรถ ทะเบียนบ้าน ผู้ทำพิธีที่มาเป็นประจำทุกปีมักจะจองกับศาลเจ้าไว้ก่อนและจะซื้อเทียนที่ศาลเจ้าเตรียมไว้ให้ ส่วนผู้ที่ต้องการนำเทียนมาเองก็สามารถทำได้เช่นกันโดยทางศาลเจ้าจะจัดที่ทางส่วนหนึ่งไว้ให้ การจุดเทียนประทีปเพื่อบูชาเทพเจ้าเช่นนี้ นอกจากคติความเชื่อเรื่องความเจริญรุ่งเรืองแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับการจุดประทีปบูชาในวันเพ็ญเดือนมาฆะอันเป็นผลมาจากการผสมผสานกับพระพุทธศาสนา เมื่อจุดเทียนแล้วจะเป็นขั้นตอนการไหว้ขอพรจากเทพเจ้าเริ่มต้นด้วยการไหว้ทีกงหรือไหว้ฟ้าดิน มีการตั้งโต๊ะไหว้ทีกงทางด้านหน้าของศาลเจ้า จากนั้นจึงค่อยเข้าไปภายในศาลเจ้าเพื่อทำการสักการะเทพอากงหรือเทพเจ้าโจวซือกง หมอพระที่ชาวฮกเกี้ยนให้ความเคารพนับถือ อันเป็นประธานของศาลเจ้าแห่งนี้ แล้วจึงทำการสักการะเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ภายในศาลไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้ากวนอู เจ้าแม่ทับทิม เทพตั่วเหล่าเอี้ย และ ๓๖ ขุนพลเทพเจ้าเป็นต้น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการไหว้ทวารบาลที่ด้านหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้า วันงานทางศาลเจ้ายังจัดเตรียมของไหว้และขนมมงคลแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส้ม ขนมเปี๊ยะ เอาไว้ให้ผู้ที่เดินทางมาศาลเจ้าซื้อกลับไป ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด แต่ถือว่าเป็นการทำบุญบำรุงศาลเจ้าและเชื่อว่าเป็นของมงคล เพราะเป็นของที่ผ่านความศักดิ์สิทธิ์จากศาลเจ้าแล้ว ถ้านำกลับไปรับประทานจะมีแต่โชคลาภความรุ่งเรืองทั้งต่อตนเองและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีสิงโตน้ำตาล ที่ภาษาจีนเรียกว่า ถึ่งไซ และเจดีย์น้ำตาล เรียกว่า ถึ่งถะ ที่ทางศาลเจ้าเตรียมไว้จำนวนหนึ่งเพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาสามารถจองและนำกลับไปตั้งบูชาที่บ้านได้ โดยนิยมนำไปเป็นคู่ ทั้งสิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาลถือเป็นของไหว้ประจำเทศกาลหวนเซียวที่นิยมแพร่หลายโดยทั่วไปตามศาลเจ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าของจีนแต้จิ๋ว ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงมักเรียกเทศกาลหยวนเซียวว่า สารทสิงโตน้ำตาล สิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาล ทำจากน้ำตาลทรายนำมาขึ้นรูปในแม่พิมพ์รูปสิงโตหรือเจดีย์แบบจีน อาจมีการแต่งแต้มสีสัน เช่น สีชมพู หรือว่าปล่อยเป็นสีขาวตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีสิงโตที่ทำจากถั่วตัดประดับด้วยแป้งปั้น ตบแต่งเป็นรายละเอียดในส่วนหน้าตาและหนวดเคราของสิงโต แล้วแต่งแต้มด้วยสีสันต่าง ๆ ในบาญชีขนมต่าง ๆ ที่จัดแสดงในงานนิทรรศการสินค้าพื้นเมืองในงานพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ ๑๐๐ ปี พ.ศ.๒๔๒๕ มีการกล่าวถึงสิงโตน้ำตาลอยู่ในหมวดขนมต่าง ๆ ของจีนที่ทำด้วยแป้ง ถั่ว เจือน้ำตาล ว่ามีชาวจีนทำขายที่ย่านสำเพ็ง ราคาขายจะคิดชั่งตามน้ำหนัก ปัจจุบันสิงโตน้ำตาลมีจำหน่ายอยู่หลายร้านในย่านสำเพ็ง เยาวราช ซึ่งคติการทำสิงโตน้ำตาลและเจดีย์น้ำตาลนี้ นอกจากเป็นสิ่งของที่มีความหมายอันเป็นมงคลแล้ว น่าจะมีที่มาจากการผสมผสานกับคติทางพระพุทธศาสนาด้วย โดยเฉพาะการทำเจดีย์น้ำตาล นอกจากขนมต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว สิ่งที่เป็นของไหว้พิเศษที่ทางศาลเจ้าจัดเตรียมไว้เฉพาะสำหรับงานหยวนเซียวเป็นประจำทุกปีคือ "ขนมเต่า" ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของงานหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง และเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อีกทั้งเป็นไปได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวจีนฮกเกี้ยน เนื่องจากพบว่ามีความนิยมใช้ขนมที่ทำเป็นรูปเต่าในงานประเพณีต่าง ๆ ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน "ขนมเต่า" ในวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก "เต่า" มีความหมายแสดงถึงการมีอายุยืนยาวและความมั่นคง ด้วยลักษณะทางกายภาพของเต่าที่มีความแข็งแกร่ง มีกระดองที่สามารถป้องกันภัยอันตรายและมีอายุยืนยาวตามธรรมชาติ ในวัฒนธรรมจีนก็มีการให้ความสำคัญกับเต่าในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์มงคลที่แสดงถึงความมีอายุยืน พลังความแข็งแกร่งและการยืนหยัด ในตำนานการสร้างโลกและจักรวาลของจีนกล่าวว่า เต่ามีส่วนช่วยผานกู่ เทพบิดรของชาวจีนสร้างโลก นอกจากนี้ตั้งแต่ยุคจีนโบราณยังมีความเชื่อว่ากระดองเต่าสามารถใช้ทำนายอนาคตได้อีกด้วย ในกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนทั้งที่ในประเทศจีน ไต้หวัน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เช่น ตรัง พังงา ภูเก็ต ฯลฯ พบว่ามีการทำขนมรูปร่างเต่าเพื่อนำมาให้ในเทศกาลสำคัญต่าง ๆ และให้ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีมาโง่ย หรือพิธีครบรอบเดือนของเด็กชายจีนฮกเกี้ยน เพื่อให้เด็กเติบโตมามีสุขภาพดี สมบูรณ์แข็งแรง วันคล้ายวันเกิดของผู้อาวุโสจะนำขนมเต่าไปมอบให้เพื่ออวยพรให้มีอายุยืนนานด้วยเช่นกัน รูปแบบของขนมเต่าพบว่าแบ่งออกเป็น ๒ แบบ รูปแบบที่นิยมกันแพร่หลายคือ ขนมเต่าสีแดง เรียกเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ขนมอังกู๊ คำว่า "อัง" แปลว่า สีแดง ส่วนคำว่า "กู๊" แปลว่า เต่าทำมาจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้หวานทำถ้วยถั่วกวน ขั้นตอนการทำจะนำแป้งอัดลงไปในพิมพ์ไม้ที่ทำเป็นรูปกระดองเต่า ซึ่งมีคำมงคลเป็นภาษาจีนอยู่ เมื่อเสร็จแล้วนำไปนึ่ง จะได้ขนมที่มีรูปร่างเหมือนกระดองเต่า ส่วนใหญ่นิยมทำเป็นสีแดงอันเป็นสีมงคลของชาวจีน ปัจจุบันขนมอังกู๊ไม่เพียงแต่เป็นของไหว้ในเทศกาลหรือมอบให้กันในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ยังนิยมรับประทานกันเป็นของว่าอีกด้วย ส่วนขนมเต่าอีกรูปแบบหนึ่ง คือ แบบที่ทำอย่างซาลาเปาโดยใช้แป้งสาลีปั้นเป็นรูปเต่า ซึ่งเป็นแบบที่ใช้เป็นของไหว้หลักในเทศกาลหยวนเซียวที่ศาลเจ้าโจวซือกง แต่ละปีทางศาลเจ้าจะทำขนมเต่าเตรียมไว้สำหรับให้คนที่มาร่วมงานสามารถทำบุญกับศาลเจ้า ด้วยการซื้อขนมเต่ากลับบ้านไปได้ การทำขนมเต่ารูปแบบนี้ศาลเจ้าจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ๓-๔ วัน โดยมีชาวบ้านในย่านตลาดน้อยมาช่วยทำด้วย แป้งที่ใช้ทำขนมเต่าลักษณะนี้จะใช้แป้งสาลี ขั้นตอนการทำคล้ายกับวิธีการทำซาลาเปา ปั้นเป็นรูปเต่า แล้วติดเมล็ดถั่วดำเป็นลูกตา จากนั้นนำไปนึ่ง แต่เมื่อนึ่งแล้วจะต้องนำมาผึ่งให้แป้งแห้งสนิท เพื่อไม่ให้ขึ้นราและเก็บได้นานขึ้น จากนั้นจะนำมาเขียนคำมงคลเป็นภาษาจีนลงบนกระดองเต่า ส่วนมากเป็นคำมงคลที่ประกอบด้วย ๔ พยางค์ อวยพรให้เจริญรุ่งเรือง เช่น 万事如意 แปลว่าหมื่นเรื่องสมปราถนา หมายถึงขอให้สมปรารถนาในทุก ๆ สิ่ง เป็นต้น ผู้เขียนคำมงคลเป็นภาษาจีนเป็นผู้อาวุโสที่อยู่ภายในย่านตลาดน้อย นอกจากนี้มีขนมเต่าแบบพิเศษ คือ ทำเป็นรูปเต่าตัวใหญ่ที่มีเต่าตัวเล็กขี่อยู่บนหลัง มีความหมายที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์มีลูกหลานมากมาย ในแต่ละปีศาลเจ้าโจวซือกงจะทำขนมเต่าแบบนี้มาไว้ที่ศาลเจ้าประมาณ ๑,๐๐๐ คู่ คนที่มาไหว้ในวันหยวนเซียวนิยมซื้อกลับไปเป็นคู่ ขนมเต่าแบบนี้ไม่นิยมนำไปกินกัน แต่จะไปตั้งไว้ที่บ้านเพื่อความเป็นศิริมงคล ราคาของขนมเต่าที่ศาลเจ้าจะแตกต่างกันไปตามขนาด เช่น เต่าขนาดเล็กจะมีราคาคู่ละ ๑๒๐ บาท ส่วนขนมเต่าแดงหรืออังกู๊มีการทำมาวางขายที่ศาลเช่นกัน แต่มีจำนวนไม่มากราว ๔๐ คู่ เพราะคนไม่ค่อยนิยม เนื่องจากบูดเสียง่าย เก็บได้ไม่นาน นอกจากนี้ผู้ที่มาไหว้ที่ศาลเจ้าในงานหยวนเซียวจะเตรียมขนมเต่ามาเองก็ได้ ซึ่งพบว่าในวันงานมีบ้านที่อยู่ในละแวกศาลเจ้าโจวซือกงทำขนมเต่ามาตั้งวางขายบริเวณหน้าบ้านด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามย่านตลาดน้อยพบว่ามีเพียงศาลเจ้าโจวซือกงซึ่งเป็นศาลเจ้าฮกเกี้ยนเท่านั้น ที่นิยมใช้ขนมเต่าเป็นของไหว้หลักในเทศกาลหยวนเซียว ขณะที่ชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยนที่อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดภูเก็ต นิยมใช้ขนมเต่าที่ทำขึ้นจากแป้งสาลีเป็นของไหว้ในเทศกาลชิดโง่ยปั่วหรือชิดโง่ยพ้อต่อ (วันสารทจีน) ในช่วงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ทำขนมเต่าสีแดงที่มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ นอกจากจะมีการเขียนคำมงคลลงบนกระดองเต่าแล้ว ยังมีการประดับลวดลายสวยงาม เช่น รูปดอกไม้ ใบไม้อีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าการใช้ขนมเต่าเป็นของไหว้ในเทศกาลหยวนเซียว ถือเป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของศาลเจ้าโจวซือกง ย่านตลาดน้อย โดยน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับความนิยมใช้ขนมที่ทำเป็นรูปเต่าในโอกาสพิเศษและเทศกาลต่าง ๆ ที่พบมากในกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนนั่นเอง อ้างอิง ขวัญจิต ศศิวงศาโรจน์. (๒๕๔๓). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ฮกเกี้ยน. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาชนบท ม.มหิดล. ถาวร สิกขโกศล. ( ๒๕๕๗ ). เทศกาลจีนและการเซ่นไหว้. กรุงเทพฯ : มติชน. นิภาพร รัชตพัฒนกุล. "ตลาดน้อย : พัฒนาการชุมชน" ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์), ๑๖๒-๑๖๕. ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. (๒๕๕๔). สัตว์มงคลจีน ประเพณีและความเชื่อจากอดีตถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก. เพ็ญพิสุทธิ์ อินทรภิรมย์. (๒๕๕๐). "ชาวฮกเกี้ยนในสมัยรัตนโกสินทร์ : จำนวนเปลี่ยนแปลงแต่บทบาทมิได้เปลี่ยนไป" ใน สายธารแห่งอดีต รวมบทความประวัติศาสตร์เนื่องในวาระครอบรอบ ๖๐ ปี ศ.ดร.ปิยนาถ บุนนาค. กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เว็ปไซต์ "Cultural depictions of turtles" ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/cultural_depictions_of_turtles "อังกู๊-ขนมเต่า" ที่มา : http://phuketcuisine.com ข้อมูลสัมภาษณ์ สมชัย กวางทองพานิชย์, ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙ สมชาย เกตุมณี, ผู้ดูแลภายในศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย, ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- วัดญวนสะพานขาวกับการทบทวนเรื่องราวของชุมชนแออัดที่มีการศึกษาทางมานุษยวิทยาแห่งแรกของกรุงเทพฯ
เผยแพร่ครั้งแรก 7 ก.ค. 2560 หลังเสียกรุงศรีอยุธยา การสร้างบ้านเมืองในช่วงกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ถือว่า การรวบรวมประชากรทั้งผู้คนจากกรุงเก่า จากเหล่านานาชาติ กลุ่มผู้มีฝีมือทางงานช่างสารพัดเข้ามา อยู่ในพระนครและปริมณฑลถือเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการสร้างพระราชวัง ศาสนสถาน ย่านการค้า ฯลฯ ในคราวที่บ้านเมืองร้างไร้ ผู้คนอันมีผลมาจากสงครามครั้งใหญ่ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญที่สืบเนื่องมาจากการสงคราม ครั้งรวบรวมพระราชอาณาเขตเข้าเป็นหนึ่งเดียวครั้งใหม่นี้คือ เหล่าชาวญวนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่แถบบ้านญวนและวัดญวนใกล้กับทางตะวันออกของวัดโพธิ์ที่ตั้งถิ่นฐานกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี อันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไตเซินซึ่งเป็นการลุกฮือของผู้นำกลุ่มชาวนาต่อสู้กับเจ้านายทั้งฝ่ายทางเหนือและทางใต้ ทำให้บ้านเมืองญวนแตกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ความไม่สงบเกิดขึ้นมากพอ ๆ กับบ้านเมืองในสยามยุคเดียวกันนั้น องเซียงซุนมีศักดิ์เป็นอาขององเชียงสือ พาคนญวนกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีฯ เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๒๐ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนญวนรุ่นนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน และสร้างวัดขึ้น ๒ แห่ง คือ “วัดกามโล่ตื่อ” หรือ “วัดทิพยวารีวิหาร” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดแบบจีนแล้ว และ “วัดโห่ยคั้นตื่อ” หรือ “วัดมงคลสมาคม” ซึ่งเดิมตั้งอยู่หลังวังบูรพาภิรมย์ แต่เมื่อตัดถนนพาหุรัดพาดผ่านจึงแลกที่ดินไปตั้งอยู่แถบถนน แปลงนาม ย่านเยาวราช เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ขึ้นครองราชย์ ปีเดียวกันนั้น องเชียงสือนำชาวญวนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไตเซินในแถบภาคกลาง และอยู่อาศัยที่กรุงเทพฯ อยู่นานถึง ๒๐ กว่าปีก่อนจะกลับไปกู้บ้านเมืองและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ยาลอง ในช่วงระหว่างนี้ชุมชนชาวญวนสร้างวัดญวนขึ้นสองแห่งคือ “วัดกั๋นเพื๊อกตื่อ” หรือวัดญวนบางโพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไกลจากพระนครขึ้นไปทาง เหนือ และวัดญวนตลาดน้อยหรือที่เรียกกันแต่เดิมว่า “วัดคั้นเยิงตื่อ” ริมแม่นำ้เจ้าพระยาอีกเช่นกัน ชื่อเป็นทางการภายหลังคือ “วัดอุภัยราชบำรุง” เกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. ๒๔๔๑ ติดกันถึงสองครั้ง จึงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ พระราชธิดาซึ่งประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษา ๑๐ ปี ตัดถนนสายใหม่จาก “บ้านลาว” ไปจนถึง “สะพานหัน” เรียกว่า “ถนนพาหุรัด” ถนนพาหุรัดตัดผ่านบ้านญวนจึงเรียกว่า “ถนนบ้านญวน” ในระยะแรก ๆ ก็เพื่อให้เป็นย่านเศรษฐกิจการค้าท่ีต่อเนื่องกับทางถนนเจริญกรุงที่ตัดขึ้นในคราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนตัดใหม่ทั้ง เจริญกรุงและพาหุรัดจึงตัดผ่านทั้งบ้านญวน บ้านลาวหรือบ้านกระบะและบ้านหม้อหรือบ้านมอญ ซึ่งเป็นชุมชนที่เรียงรายนับจากฝั่งตะวันออกไปทางตะวันตก ซึ่งเป็นชุมชนที่ไพร่พลทั้งอพยพและถูกอพยพ มาจากถิ่นฐานบ้านเมืองเดิมและนำมาให้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการตัดถนนก็กระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่อื่นหรือแทรกไปกับชุมชนอื่น ๆ ถูกบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรม ทำอาชีพต่าง ๆ ทั้งงานช่างฝีมือ งานหัตถกรรม ตลอดจนรับราชการ ต่าง ๆ จนกลายเป็นผู้คนพลเมืองของสยามประเทศในกรุงเทพฯ ไปในที่สุด วัดญวน สะพานขาวหรือวัดสมณานัมบริหาร ชุมชนที่ “วัดญวน สะพานขาว” เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก ราวพ.ศ. ๒๓๗๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ในศึกญวน เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพได้ครัวญวนที่ถือพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัด กาญจนบุรี ส่วนพวกญวนที่ถือศาสนาคริสตังให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สามเสน ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกญวนบางกลุ่มที่เมืองกาญจนบุรีขอกลับคืนมายังกรุงเทพฯ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีชุมชนวัดญวนที่กาญจนบุรีอยู่ จึงพระราชทานที่ดินพร้อมให้สร้างวัดกั๋นเพื๊อกตื่อในบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๘ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า วัดสมณานัมบริหาร ส่วนชาวบ้านเรียกกันทั่วไปจนถึงปัจจุบันว่า “วัดญวน สะพานขาว” บริเวณที่ตั้งของชุมชนคนญวนนี้อยู่ใกล้กับสี่แยกมหานาค ซึ่งมีชาวมลายูมุสลิมและคนจามมุสลิมตั้งชุมชนอยู่ริมคลองมหานาคไม่ไกลจากชุมชนวัดญวนนัก ย่านนี้ทั้งคนจาม คนมลายู และคนญวนในช่วงเวลานั้นล้วนอยู่ในกำกับของเจ้าคุณกลาโหมหรือเจ้าคุณทหารหรือ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้เป็นหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งทุกกลุ่มชาติพันธุ์น่าจะเป็นแรงงานในการช่วยขุดคลองคูเมืองรอบนอกคือคลองผดุงกรุงเกษม และคลองเปรมประชากร ที่นอกเหนือไปจากจ้างแรงงานชาวจีนขุดแล้ว โดยมีกลุ่มตระกูลบุนนาคและขุนนางท่ีได้รับการสนับสนุนและต่อมาได้เป็นเจ้ากรมคลอง เช่น พระยาชลธารวินิจจัย (ฉุน ชลานุเคราะห์) ผู้ได้รับการศึกษาจากกองเรืออังกฤษคนแรก ๆ ในช่วงเวลาราว พ.ศ. ๒๓๙๔ และช่วง พ.ศ. ๒๔๑๒๓ ซึ่งที่โบสถ์ของวัดสมณานัมบริหารยังคงมีภาพ “กัปตันฉุน” อยู่ภายใน คณะสงฆ์ชาวญวนนั้นได้นำวัตรปฏิบัติแบบพุทธศาสนามหายาน โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะทรงผนวชอยู่ได้สนพระทัยและสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับ “องฮึง” เจ้าอาวาสวัดญวน ตลาดน้อยจนเป็นที่พอพระทัย เมื่อขึ้นครองราชย์ แล้วก็สนับสนุนให้ปฏิสังขรณ์วัดญวน ตลาดน้อยหรือวัดอุภัยราชบำรุงต่อมา และโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าถวายพระพรในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นพระสงฆ์อีกฝ่ายในพิธีสงฆ์ของหลวงเรื่อยมา และได้รับเกียรติให้ประกอบพิธีกงเต๊กแบบญวนถวายเป็นครั้งแรก โดยกระทำครั้งแรกในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพระราชพิธีพระบรมศพ และพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ซึ่งงานช่างฝีมือกงเต๊กหลวงยังสามารถสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับพิธีกงเต๊กหลวงเผาเครื่องกระดาษแบบอนัมนิกาย แม้ช่างผู้ทำจะไม่ได้มีเชื้อสายญวนแล้ว แต่ก็เป็นคนจีนและไทยผสมที่มีถิ่นฐานอยู่ในละแวก วัดญวน สะพานขาว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดทำชุดกงเต๊กถวาย พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดสมณานัมบริหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ และฉลอง พระอุโบสถเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้พบกับเจ้าอาวาสองสุตบทบวร (บ๋าวเอิง) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชื่อดัง เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก นับว่าคณะสงฆ์อนัมนิกายที่มีวัดอยู่ทั่วประเทศได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ไทยมาทุกยุคสมัยจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งคณะสงฆ์อนัมนิกายนี้เป็นหนึ่งในคณะสงฆ์ทางพุทธศาสนาที่มีการกำกับดูแลโดยกฎหมายของมหาเถรสมาคม มีการสวดแบบภาษาญวนเก่า สำเนียงเดิมที่จดจำต่อกันมา และจดคัดลอกบันทึก มาเป็นภาษาไทย มีการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๒-๓ แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ทั้งแผนกสามัญศึกษาระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย โดยเป็นส่วนหนึ่งในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำหรับคณะสงฆ์อนัมนิกาย การสืบพระศาสนาในคณะอนัมนิกายนี้ตัดขาดกับคณะสงฆ์ทางพุทธศาสนาที่เวียดนามโดยเด็ดขาดด้วยเหตุผลทางการเมืองและการต่อสู้ในประเทศเวียดนามที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ตำ่กว่าสองร้อยปี จนเพิ่งจะมีการริเริ่มสมาคมระหว่างสถานทูตเวียดนามและสงฆ์ ชาวเวียดนามในปัจจุบันเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้นอกจากพระสงฆ์ในนิกายแบบอนัมนิกายแล้วก็มีเพียงฐานรอบเจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีร่องรอยการ บรรจุอัฐิของคนเชื้อสายญวนซึ่งส่วนใหญ่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ช่วงสงครามอินโดจีนและในช่วงสงครามเวียดนามเท่านั้น และเป็นคนจากภาคกลางของประเทศเป็นจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ สอบถามคนที่อยู่อาศัยในละแวกนี้กลับไม่พบคนเชื้อสายญวนแต่อย่างใด สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากการเมืองระหว่างประเทศในช่วงหนึ่งที่ทำให้คนไทยมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์นั้นอันตราย ประเทศสังคมนิยมโดยเฉพาะเวียดนามนั้นอันตรายจนทำให้คนไทยเชื้อสายญวนดั้งเดิมไม่กล้าที่จะแสดงตน และกลืนกลายเป็นคนไทยทั้งชื่อนามสกุล หากไม่มีเหตุอันใด เช่น การทำบุญให้บรรพบุรุษหรือวันตรุษปีใหม่ก็จะมารวมตัวกัน และแทบจะไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก บริเวณวัดญวน สะพานขาวแต่เดิมมีพื้นที่มีคูนำ้ล้อมรอบชัดเจนและมีต้นไม้ร่มครึ้ม เนื่องจากมีอาณาบริเวณมาก ภายหลังกล่าวกันว่าดูเป็นป่ารก คนเข้ามาจับจองกันมาก โดยเฉพาะพวกช่างต่าง ๆ หรือช่างปูกระเบื้องตั้งแต่สมัยมาสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๙ ทั้งคนงานจากต่างจังหวัดและคนเรือค้าขายตลอดจนคนจีนไหหลำที่เข้ามาต่อตู้ โต๊ะ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่าง ๆ จึงเข้ามาบุกรุกพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณริมคลองคูรอบวัด สร้าง บ้านเรือนอยู่ต่อกันมาและรับจ้างทำงานก่อสร้างอาคารสำคัญ ๆ เช่น โรงหนังทางวังบูรพาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และอยู่สืบเนื่องมาจนกลายเป็นย่าน “ชุมชนตรอกใต้” นั่นเอง งานศึกษาชุมชนทางมานุษยวิทยาในบริเวณที่เรียกว่า “ตรอกใต้” ของอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นการศึกษาชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร เป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาปริญญาเอกเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ซึ่งต่อมาหลังจากชุมชนตรอกใต้ถูกไฟไหม้ เรื่องกรรมสิทธิ์ บริเวณนี้กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างวัดญวน สะพานขาวและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทางวัดอ้างอิงเรื่องการรับพระราชทานที่ดินในรัศมีของแนวคลองหรือคูน้ำล้อมรอบกับที่ภายนอก ตรอกใต้อยู่บนคูน้ำที่ตื้นเขินพอดี พื้นที่นี้กลายเป็นที่วัด ปลูกตึกแถวให้เช่า ส่วนด้านหน้าติดถนนก็เป็นที่ดินและตึกแถวของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไป แต่คนที่อยู่อาศัยบางคนยังสืบเนื่องมาจากตรอกใต้มีอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ทั้งที่กระจายอยู่ด้านหลังตึกแถวของวัดในสถานที่ดั้งเดิม และกระจายเข้าไปอยู่ทางแถบริมคลองลำปักด้านที่ติดกับทางออกไปถนนหลานหลวง คลองแห่งนี้เคยเป็นคลองจริง ๆ กว้างราวเรือกลับลำได้ น้ำเคยใสว่ายเล่นอยู่ข้างวัดญวน ซึ่งมีการบุกรุกพื้นที่ต่อมาและให้เช่าบ้านพักภายในตรอกชุมชนวัดญวน-คลองลำปัก จนกลายเป็นย่านชุมชนแออัดขนาดใหญ่ ผู้คนมีจากหลากหลายที่มาต่อจากตรอกใต้ และชุมชนรอบวัดญวนนี้ยังคงมีอาชีพเป็นช่างปูกระเบื้องที่คนทั่วไปรู้จักดีและมักจะมาหาช่างเหล่านี้ที่วัดญวน สะพานขาวอยู่เช่นเดิม อาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งตรอกใต้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เสื่อมโทรมที่สุดของกรุงเทพฯ ในยุคนั้นทีเดียว จากการบรรยายดูเหมือนจะพอมีพื้นที่สำหรับนั่งกินโอเลี้ยงกาแฟอยู่บ้าง แต่ทว่าบริเวณตรอกวัดญวน-คลองลำปักเดี๋ยวนี้แม้แต่พื้นที่จะหายใจยังอึดอัด ทางเดินทอดยาวและแคบเสียจนแทบจะต้องเบี่ยงตัวหลบ หากเดินสวนทางกัน และบางแห่งก็มืดมิดเพราะหลังคาที่ทับซ้อน และที่ต่างกันมากคือตรอกใต้ในสมัยนั้นยังไม่มียาเสพติด งานของอาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์) ที่นำมาเขียนย่อ ๆ แบบหลายชีวิต ถึงชีวิตคนตรอกใต้กลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวแทนของผู้คนในตรอกดั่งนวนิยาย ในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๑๑ หลังไฟไหม้ใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ คุณพณิฎา สกุลธนโสภณ หรือพี่ใหญ่ของชาววัดญวน ผู้เป็นไวยาวัจกรและมีหน้าที่ดูแลหลายกิจกรรมสารพัดอย่างที่วัดญวน สะพานขาว ซึ่งเป็นคนตรอกใต้แต่กำเนิดเล่าให้ฟังว่าตนเองและครอบครัวย้ายออกมาจากตรอกใต้ พ่อไปทาง แม่ไปทาง แม่พ่อใหญ่เป็นคนนครสวรรค์ที่มีเชื้อจีนผสมญวน แต่มาพบพ่อคนเมืองนนท์ที่ตรอกใต้ ยายกับแม่พี่ใหญ่มาโดยเรือค้าข้าว ที่นำข้าวเปลือกมาขายโรงสีในคลองผดุงฯ คนที่ตรอกใต้หลายคนมาด้วยวิธีนี้ บ้างก็มาจากเรือผลไม้ พวกแตงโมมาที่ตลาดมหานาคเป็นพื้น ถ้าขึ้นบกได้ก็มักจะอยู่กันแถบวัดญวนนี้ แต่แฟนพี่ใหญ่เป็นคนจีนไหหลำหน้าวัดญวน พอแต่งงานกัน พี่ใหญ่ก็ย้ายกลับมาอีก แต่คราวนี้อยู่ข้างวัดที่ปลูกเป็นบ้านหลัง ๆ ติดกับแนวคลองลำปักที่เป็นทางนำ้ไปออกคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงท่ีอาจารย์ ม.ร.ว.อคินเข้าไปศึกษา พ่อใหญ่คงอายุไม่มาก แต่พี่ใหญ่ยังระลึกถึง “ความเป็นคนตรอกใต้” เสมอ หลังจากตรอกใต้ไฟไหม้ คนก็เข้าไปจับจองพื้นที่ทันทีเหมือนกัน หลังจากนั้นอีกราวเป็นสิบปี จึงทำข้อตกลงกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อจะระบุแนวเขตที่ดิน แต่ภายหลังเห็นว่าตกลงกันได้ บริเวณตรอกใต้จึงปลูกเป็นตึกแถวเป็นแนวไป ด้านหน้าที่เป็นตึกของสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ให้คนที่ตรอกใต้เซ้งก่อน แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเซ้งได้ก็เลยมาปลูกบ้านอยู่หลังตึกที่สร้างนั่นเอง แต่อยู่บนแนวลำคลองที่เคยเป็นคูนำ้ใหญ่ล้อมรอบวัด ต่อมาบางครอบครัวที่พอเซ้งได้หรือโชคดีที่มีคนทิ้งไว้ให้ก็ออกมาอยู่ ที่ตึก ทุกวันนี้ยังมีคนทำมังกรจุ่มสี หลังจากสมัยที่อาจารย์อคิน เข้ามาแล้วคงมีหลายบ้านทำเลียนแบบ ทำตุ๊กตายืดหด ป๋องแป๋งเด็กเล่น ยังมีคนทำอยู่บางบ้าน ทุกวันนี้ชาวตรอกใต้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ไม่ได้มีสถานะเป็นชุมชนเหมือนพื้นที่อื่น ๆ ทางฝั่งเหนือที่เป็นชุมชนวัดญวน-คลองลำปักก็เป็นชุมชนขึ้นทะเบียนของกรุงเทพมหานครไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถรับการช่วยเหลือจากทางรัฐท้องถิ่นเพราะเป็นชุมชนบุกรุก ช่วงแรก ๆ ในสมัยพล.ต. จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการออกเลขที่บ้านให้เด็กเพื่อเรียนหนังสือ ต่อมาจึงถูกนำมาใช้สถานะอื่น ๆ กลายเป็นชุมชนและบ้านที่ซื้อขาย เปลี่ยนมือได้ เพราะบริเวณนี้ทั้งใกล้และสะดวกทุกอย่างในการเลี้ยงชีพและดำเนินชีวิต ปัญหาหนักของคนในชุมชนแออัดทุกวันนี้ไม่พ้นยาเสพติด ทั้งดมกาวไปจนถึงยาบ้าและยาไอซ์ ได้ทหารมาปรามไปบ้างก็ค่อย ๆ ลดลง พี่ใหญ่ตั้งกลุ่มตั้งชมรมแอโรบิก กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข มีพี่ ๆ น้อง ๆ ผู้หญิงทั้งนั้นมาช่วยกันทำงานอาสาบ้าง ทำงานเรื่องเด็ก และเยาวชนบ้าง พี่ใหญ่ช่วยหาทุนสงเคราะห์กันบ้างก็ยังมีอาการน่าเป็นห่วงเด็ก ๆ หลังจากที่ชุมชนไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อสองสามปีที่แล้ว การดูแลช่วยเหลือก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น ส่วนเด็กวัยรุ่นท้องก่อนวัยอันควรก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องเช่นนี้สมัยที่อาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ศึกษาชุมชนที่ตรอกใต้ ก็เห็นว่าไม่ค่อยมีเรื่องอะไรแบบนี้ ส่วนคนจีนไหหลำที่เคยปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กับคนตรอกใต้ที่เรียกว่าพวกโรงตู้ คือมีอาชีพทำพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้ เตียงต่าง ๆ หลังจากไฟไหม้ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่แถว ๆ ซอยประชานฤมิตรที่เป็นถนนสายไม้ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเหลือเจ๊หย่ง เจ๊วา อยู่ตึกปากตรอกใต้แต่เดิม หรือซอยลูกหลวง ๖ ขายขนมจีนไหหลำทั้งหมูทั้งเนื้อ ซึ่งขายมาตั้งแต่อยู่ที่หน้าวัด เมื่อไฟไหม้และไม่ได้มีอาชีพด้านช่างจึงไม่ได้ย้ายตามพรรคพวกไปแต่ย้ายมาขายขึ้นตึกมีฐานะจนถึงปัจจุบัน พี่ใหญ่บอกว่า คนเชื้อสายญวนเก่าก็ไม่มีแล้ว แต่ทางชุมชนวัดญวนยังได้รับมรดกทางวัฒนธรรมเป็นอาหารประจำถิ่นอยู่สองอย่าง คือ “ปอเปี๊ยะทอด” กับ “มะเหง่” ที่ใช้เส้นเหมือนขนมจีนไหหลำ แต่เส้นใหญ่กว่าและหนานุ่มกว่า ซึ่งเป็นเส้นข้าวเปียกตามแบบโบราณ ใช้น้ำซุปปลาแล้วแกะเนื้อปลาทูหรือเนื้อปลาช่อน เป็นข้าวเปียกปลา ที่หารับประทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สนทนาเรื่องศาสนาพราหมณ์ที่โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า กับพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ
เผยแพร่ครั้งแรก 26 ก.ย. 2560 เทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์พระนครรวมทั้งเสาชิงช้า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๗ หลังจากการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพฯ ได้ ๒ ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญสำหรับพระนคร สังเกตได้ว่าพื้นในโบสถ์พราหมณ์แห่งนี้จะต่ำกว่าพื้นถนน เพราะพื้นของตึกทั้งหมดสร้างขึ้นด้วยท่อนซุงขัด ไม่มีการตอกเสาเข็มลงไป ฉะนั้นจึงไม่สามารถดีดพื้นขึ้นมา หากเข้าไปอ่านในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน จะเห็นว่าโบสถ์พราหมณ์มีบทบาทในการประกอบพิธีกรรมทั้งสิบสองเดือน หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจึงได้ลดบทบาทลงเหลือเพียงพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย เชิญพระอิศวรและพระนารายณ์มาสู่โลกมนุษย์ ทำในช่วงพิธีปีใหม่ของพราหมณ์ มีการทำพิธีโล้ชิงช้า ซึ่งปีนี้จะตรงกับวันที่ ๒๖ ธันวาคม นี้ ศาสนาพราหมณ์ที่แผ่อิทธิพลในไทย เริ่มต้นเมื่อ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปี ก่อน พุทธกาลเรียกว่า “สนาตนธรรม” คือ ธรรมอันเป็นนิตย์ไม่สิ้นสุดทำอยู่ตลอดเวลา นั่นคือชื่อที่ใช้เริ่มแรก หลังจากนั้นมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ได้เปลี่ยนเป็น “ไวทิกธรรม” คือ ธรรมที่นับถือพระเวทเป็นใหญ่ หลังจากนั้นอีก ๑,๐๐๐ กว่าปี เปลี่ยนมาเป็น “พราหมณธรรม” คือ ธรรมที่มีพราหมณ์เป็นผู้เผยแผ่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานิกายต่าง ๆ ก็ได้เกิดขึ้นมากมาย เพราะในอินเดียนั้นมีพราหมณ์เป็นใหญ่ จึงนำเอาความเชื่อของตนเองออกมาเผยแผ่สร้างเป็นนิกายแบบต่าง ๆ ทำให้พราหมณ์ยุคโบราณรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ผิดแบบแผนจารีตและธรรมะของพราหมณ์ นั่นคือพระเวททั้งสี่เล่มได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท จากนั้นพราหมณ์รู้สึกว่ามีนิกายต่าง ๆ มาก จึงมีการขยายออกมาทางอินเดียใต้ล่องเรือออกมาทางชวา มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงอาณาจักรจามในเวียดนามแผ่อิทธิพลเข้ามาในขอบเขตเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เป็นเอกเทศนั่นคือ “อาณาจักรศรีวิชัย” เมื่อเผยแผ่ศาสนาเข้ามายังภูมิภาคต่าง ๆ แล้ว เกิดการรวมวัฒนธรรมระหว่างพราหมณ์เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเกิดความเชื่อต่าง ๆ ขึ้นมา เช่น ศาลพระภูมิ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมพราหมณ์หรือพุทธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมกันทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกิดเป็นสิ่งเฉพาะ ผ่านผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้วนำมาผนวกเข้ากับความรู้ท้องถิ่น พราหมณ์จึงมีบทบาทตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เกือบสองพันปีพราหมณ์ได้แผ่อิทธิพลเข้ามาเรื่อย ๆ ทางเหนือได้เข้ามาผ่านทางจีน ทางภาคกลางเข้ามาทางทวาย ทางด่านเจดีย์สามองค์ และเมื่อประมาณช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐ ได้มีการจัดตั้งศาสนิกสัมพันธ์เนื่องจากทางรัฐมีการหวาดระแวงของภัยคอมมิวนิสต์ กรมการศาสนาจึงจัดตั้งศาสนาในประเทศเกิดขึ้น มีพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู เรื่องราวต่าง ๆ ของศาสนาพราหมณ์ในสังคมไทยที่คนส่วน ใหญ่ยังไม่ทราบ พระครูพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ เล่าว่า “ในสมัยอยุธยาหลังจากที่ราชวงศ์คองบองของพม่าเข้ามาตีอยุธยา พระเจ้ามังระได้นำศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์หรือแม้แต่ความรู้ต่าง ๆ เพราะต้นตระกูลคองบองเป็นพรานป่าต่างกับพระเจ้าอโนรธาเมงสอในอาณาจักรพุกามที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากมอญมามาก ในสุวรรณภูมิถือว่าชนชาติมอญคือชนชาติที่ฉลาดรองลง มาคืออาณาจักรหงสาวดีซึ่งพระเจ้าบุเรงนองเป็นกษัตริย์ที่ได้ร่ำเรียนตำราพิชัยสงคราม ทำสงครามชนะก็เก็บไว้เป็นเมืองขึ้นไม่ทำลาย วิชาต่าง ๆ รวมถึงพราหมณ์ก็นำกลับไปด้วยกลายเป็นนักรบบ้าง สมัยที่พระเจ้าตากไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชเห็นชุมชนพราหมณ์และเห็นว่า พราหมณ์ที่อยุธยาหายไปหมดแล้ว จึงนำกลุ่มพราหมณ์เหล่านี้กลับ มาสร้างเมืองใหม่ด้วย การเป็นพราหมณ์นั้นต้องมีการสืบเชื้อสายกัน มาทางสายเลือด องค์ความรู้ต่าง ๆ จะถูกถ่ายทอดกันภายในตระกูล” ความเชื่อของการเคารพเทวรูป ศาสนาพราหมณ์คือศาสนาแห่งปรัชญา การเรียนรู้เรื่องราวจากเทวรูปต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นปรัชญา เช่น เทวรูปองค์ที่อยู่ในโบสถ์พราหมณ์แห่งนี้ เป็นศิลปะแบบสุโขทัย ซึ่งในสมัยนั้นเทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในวัง หรือติดกับวัง เพื่อประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ให้กับพระมหากษัตริย์ เช่นนั้นเองบุคคลธรรมดาทั่วไป จึงไม่ค่อยได้เข้ามากราบไหว้ ทั้งพระพิฆเนศและพระนารายณ์ล้วนแล้ว แต่เป็นศิลปะแบบไทยแท้ ๆ ที่ไม่มีเขมรมาปะปน โบสถ์พราหมณ์แห่ง นี้คือ “ไศวนิกาย” สืบมาจากอินเดียตอนใต้นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ ทางตอนเหนือจะนับถือไวษณพนิกายซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระ นารายณ์เป็นเทพเจ้าองค์สูงสุด ตัวอย่างโบสถ์พระแม่อุมาคือ ศักตินิกาย ซึ่งหมายถึงการนับถือพระแม่เป็นใหญ่ และตันตระนิกาย ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ที่อินเดียแต่ไม่มีในไทย เทวรูปต่าง ๆ ในโบสถ์พราหมณ์นำมาจากสุโขทัยครั้งชะลอ พระศรีศากยมุนี พระประธานวัดสุทัศน์ฯ มาจากวัดมหาธาตุ สุโขทัย คราวเดียวกัน ปัจจุบันพราหมณ์หลวงมีอยู่แค่ ๑๕-๑๖ ท่าน และพราหมณ์ไทยจะบวชได้คือที่นี่ที่เดียวซึ่งบวชได้เพียงปีละครั้งคือช่วงพิธีตรียัมพวาย เมื่อเข้าไปเทวสถานแห่งใดก็ตามสิ่งแรกที่ควรกระทำคือ การเคารพพระพิฆเนศก่อน เพราะเชื่อว่าพระพิฆเนศคือสัญลักษณ์ ของการกำจัดอุปสรรคและการกำจัดอุปสรรคนั้นต้องเริ่มจากปัญญา สัญลักษณ์ของเศียรรูปช้างนั่นคือสิ่งสูงสุด “หากสังเกตเห็นว่าเวลาเข้าไปกราบไหว้เทวรูปต่าง ๆ จะเห็นว่าท่านกำลังมองเรา นั่นคือสิ่งที่โบราณสร้างไว้ เพราะปัญหานั่นคือตัวเรา และไม่ว่าจะแก้ปัญหาโดยวิธีการใดก็ตาม แต่สุดท้ายก็ใช้ปัญญาในการแก้เพื่อให้หลุดพ้น” “งา” พระพิฆเนศมีปัญญามากมายแต่งาพระพิฆเนศที่หัก นั้นเหตุใดจึงไม่ต่อให้ดีอย่างเดิม? คำตอบคือ “การไม่ยึดติด” นี่คือ ปรัชญาของการใช้ชีวิตเพื่อหลุดพ้นจากคำสอนต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ในรูปเคารพ “หนู” พาหนะของพระพิฆเนศ หนูกับช้างซึ่งไม่ถูกกันโดยธรรมชาติ แต่คำสอนจากรูปเคารพของพระพิฆเนศสอนว่า ไม่ว่า อย่างไรคนเราไม่สามารถหนีจากปัญหา หรือสิ่งที่ตนไม่ชอบได้ ฉะนั้นแล้วต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน แก่นแท้ของพราหมณ์ การกำหนดวรรณะตามคติของพราหมณ์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ผิด พราหมณ์ต้องอยู่กับพราหมณ์ เพราะพราหมณ์มีหน้าที่ต้องสอนสั่งและเผยแพร่ความรู้ แต่พราหมณ์ที่ขึ้นมาเป็นวรรณะกษัตริย์ก็มี คือ โกณธัญญะ [Kaundinya] เป็นผู้สร้างอาณาจักรฟูนันที่มีความเจริญ เป็นอาณาจักรแห่งแรกในสุวรรณภูมิ ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าความหลุดพ้นคือ “ปรมาตมัน” คล้ายกับการนิพพานแต่ต่างกันตรงที่ปรมาตมันคือการกลับไปหาองค์พรหม หมายถึงจักรวาลผู้ให้กำเนิดองค์พรหมนั้นคู่กับพระแม่สรัสวดี ซึ่งเป็นพระแม่แห่งศาสตร์และความรู้ทั้งปวงโดยใช้ “ยชุรเวท” [Yachuraveda] หมายถึงการร่ายมนต์หรือการสั่งสอน การคู่กันของพระพรหมและพระแม่สรัสวดีในที่นี้หมายถึงการสร้างสมดุลเพื่อให้เกิด “ปรมาตมัน” คือการกลับไปสู่จักรวาลหรือการกลับคืนสู่ความว่างเปล่า ศาสนาพุทธจะมีการนั่งนับลูกประคำส่วนของพราหมณ์จะนั่งนับเมล็ดรุทรักษะคือผลไม้ หากเปรียบกับชีวิตของมนุษย์เราคือ ย่อมมีการดับสูญและเน่าเปื่อยกลับไปสู่ธาตุทั้งห้า เมล็ดรุทรักษะคือ จิตวิญญาณในการหลุดพ้น อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สนามไชย-ทุ่งพระเมรุ-ท้องสนามหลวง
เผยแพร่เมื่อ 1 ต.ค. 2560 การใช้พื้นที่โล่งว่างเพื่อประกอบกิจกรรมสาธารณะของชุมชนเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปนับเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงเมืองและนครรัฐ การใช้พื้นที่สนามเพื่อประกอบพิธีกรรมของเมือง ในรัฐโบราณโดยเฉพาะในดินแดนประเทศไทยนั้นเห็นชัดเจนในสมัยอยุธยา ที่รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรเมืองพระนครอย่างมากต่อบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทย โดยเฉพาะกับรัฐละโว้ที่สืบต่อมาเป็นอาณาจักรพระนครศรีอยุธยา โดยรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยาเสด็จยกกองทัพไปตีกัมพูชาและยึดเมืองพระนครหรือกรุงศรียโสธรปุระจนบ้านเมืองทางฝั่งกัมพูชาต้องย้ายนครหลวงไปยังที่อื่นและปล่อยเมืองพระนครทิ้งร้างไว้ หลักฐานจากเมืองพระนครที่น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจน ๒ ประการ คือ หลักฐานทางโบราณสถานวัตถุและ จดหมายเหตุของทูตจีนที่ชื่อว่าโจวต้ากวาน ซึ่งกลางเมืองยโสธรปุระหรือนครธม พบซากพระราชวังขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยหินและเครื่องไม้ ตรงหน้าพระราชวัง มีพระที่นั่งสำหรับกษัตริย์เสด็จออกเป็นประธานงานพระราชพิธีสนามตรงลานที่ปัจจุบันเรียกว่า “ลานช้างเผือก” พื้นที่ตรงนี้คือ “สนามไชย” ในขณะที่บันทึกของโจวต้ากวานในจดหมายเหตุเมื่อเข้ามาเป็นทูตที่เมืองพระนครเมื่อตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั้น ได้เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมรโบราณ บรรยายถึงพระราชพิธีสนามของราชสำนัก รวมถึงประเพณีราษฎร์บางอย่างด้วย บ้านเมืองในสยามประเทศในสมัยลพบุรีคือตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลงมานั้น ประกอบด้วยแคว้นใหญ่ ๆ ๒ กลุ่ม คือ “กลุ่มละโว้” ที่มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอมเมืองพระนครเป็นพิเศษกับ “กลุ่มสยาม” ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มชุมชนที่รับอิทธิพลจากขอมเมืองพระนคร แต่อยู่ห่างเมืองพระนคร ทางละโว้มีการนับถือพุทธศาสนามหายาน เถรวาท และฮินดู ผสมปนเปกัน อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับราชสำนักเมืองพระนคร ได้รับประเพณีและความคิดในเรื่องการเป็นเทวราชของกษัตริย์มากกว่าทางกลุ่มสยาม ในขณะที่ทางกลุ่มสยามกษัตริย์และผู้คนส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานของคนหลายเผ่าพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศจีนและพวกมอญในเขตพม่า เป็นแว่นแคว้นที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทสืบต่อมาจากรัฐทวารวดี และให้ความสำคัญกับกษัตริย์ในระบบสมมติราช เมื่อกรุงศรีอยุธยาสืบต่อในฐานะรัฐศูนย์กลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิมีอำนาจเหนือกลุ่มราชวงศ์อู่ทองตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนครินทราธิราชเป็นต้นมา ความชัดเจนที่มีการปรับพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังในกรุงศรีอยุธยาเห็นได้ชัดเจนในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราชสำนักได้นำแนวความคิดในเรื่องการสร้างปราสาทราชวังตามลัทธิเทวราชาที่อยู่ในศาสนาฮินดูแบบขอมเข้ามาผสมผสานกับความเป็นพระมหากษัตริย์ในพุทธเถรวาทในกรุงศรีอยุธยา นำเอาแนวคิด รูปแบบ และแผนผังมาจากพระราชวังหลวงเมืองพระนคร เช่น การสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ติดกับพระราชวังหลวง ซึ่งพระราชวังขอมนั้นติดกับปราสาทบาปวน และการสร้างปราสาทตรีมุขที่อยู่บนกำแพงพระราชวังคือ “พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์” เป็นพระที่นั่งโถงที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสนามตามฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งในงานถวายพระเพลิงจะเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรวรรดิ์ ไพชยนต์เป็นประธานให้ริ้วขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่านสู่พื้นที่ “ท้องสนามไชย” ซึ่งกำหนดให้เป็น “ทุ่งพระเมรุ” เป็นพื้นที่ถวายพระเพลิง ซึ่งรับมาจากรูปแบบพระราชวังเมืองพระนคร งานพระราชพิธีสนามทั้งในเขมรโบราณและสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา หลายพระราชพิธีเป็นเรื่องแสดงความมั่นคงของพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร บางพระราชพิธีเป็นงานสวนสนาม ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพสลักบนผนังของปราสาทนครวัดในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และภาพสลักบนผนังปราสาทบายนในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งบ้านเมืองในยุคเดียวกันที่มีการสร้างเมืองในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบเมืองพระนคร คือ เมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ กรณีของเมืองสุโขทัยไม่พบซากพระราชวังที่สร้างด้วยวัตถุคงทนถาวรแบบพระราชวังขอมเมืองพระนคร หากคงเป็นพระราชวังขนาดเล็กที่สร้างด้วยเครื่องไม้ ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณที่เรียกว่า “เนินปราสาท” ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุทางทิศตะวันออก และยังไม่มีร่องรอยของลานประกอบพระราชพิธีสนามที่เรียกว่า “สนามไชย” สันนิษฐานว่าการประกอบพระราชพิธีตามประเพณีที่สำคัญน่าจะไปอยู่ที่วัดสำคัญ ๆ มากกว่า ส่วนเมืองเชียงใหม่พบร่องรอยที่เรียกว่า “ข่วงหลวง” ใกล้กับหอคำ “คุ้มหลวงเวียงแก้ว” ที่ถูกปรับเป็นพื้นที่สร้างเป็นเรือนจำกลางเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ และมีวัดหัวข่วงอยู่ใกล้เคียง ซึ่งยังยืนยันแน่ชัดเด็ดขาดไม่ได้ว่าจะสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสร้างเมืองเชียงใหม่ในยุคแรก ๆ หรือไม่แต่ก็เห็นว่ามีรูปแบบเช่นเดียวกันในการจัดพื้นที่สนาม ให้ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ โดยยังมีร่องรอยของคณะผู้บริหารราชการงานเมืองร่วมกันเรียกว่า “เค้าสนามหลวง” ซึ่งอาจจะได้รับชื่อ “สนามหลวง” จากกรุงเทพฯ ในราวช่วงรัชกาลที่ ๔-๕ จากชื่อนั้นก็มีความหมายไปในทางให้เห็นความใกล้ชิดของการใช้พื้นที่ทั้งสองเช่นเดียวกัน และแม้หัวเมืองในล้านนาหลายแห่งจะไม่มีรูปแบบผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบสมมาตรดังเช่นเมืองเชียงใหม่ แต่ก็มักจะมี “สนาม” หรือ “ข่วงหลวง” อยู่ใกล้กับหอคำซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจ ของเมืองและเป็นทั้งบ้านพักอาศัยและว่าราชการเมืองพร้อมกัน สำหรับการใช้พื้นที่ “สนามไชย” ในสมัยอยุธยา น่าจะอยู่บริเวณลานหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ที่สร้างรูปแบบและระเบียบสมมาตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและน่าจะเคยมีแนวถนนที่นำไปสู่ประตูไชยเฉกเช่นเดียวกับผังจากพระราชวังเมืองพระนคร และยังคงชื่อถนนหอรัตนไชยในปัจจุบัน มีข้อมูลกล่าวถึงพระราชพิธีสนามต่าง ๆ ซึ่งทำในเดือน ๕ ซึ่งเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ที่พระมหากษัตริย์ ต้องเสด็จออกทอดพระเนตรคล้ายการตรวจกำลังพลสวนสนาม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินและเป็นที่ครั่นคร้ามแก่บ้านเมืองอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบ คือ “การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม” ซึ่งเป็นพระราชพิธีออกสนามใหญ่ มีกระบวนกองทัพช้าง ม้า กองกำลังทุกหน่วยทั้งหัวเมือง พลเรือน และไพร่ และรวมถึงการใช้เป็นพื้นที่สร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองลงมา ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ให้ความสำคัญแก่พระราชพิธีสนาม เช่นกันคือ “การพระราชพิธีทอดเชือก ดามเชือก” คงเป็นพิธีสืบเนื่องในการบูชาครูเพื่อการหัดช้าง และ “การพระราชพิธีแห่สระสนานใหญ่” ซึ่งต้องใช้กำลังคนแห่เป็นขบวนใหญ่จากเช้าจนถึงบ่าย ทำกันเพียงรัชกาลละครั้ง และไม่ได้ทำอีกหลังจากรัชกาลที่ ๓ แล้ว “พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน” เป็นพระราชพิธีที่เพิ่งเริ่มมีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเพิ่มเอาพิธีทางพุทธศาสนาเข้าไป ทำปีละ ๒ ครั้งเพื่อเจริญสวัสดิมงคลแก่ช้างและม้าซึ่งเป็นราชพาหนะและเป็นกำลังแผ่นดินและบำบัดเสนียดจัญไรในผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในการช้างทั้งปวง มีการแห่ขบวนช้างพราหมณ์และราชบัณฑิตจะเป็นผู้ประพรมขบวนช้าง มีการจัดริ้วขบวนผู้คนจำนวนมากเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่พระนครและเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรูดังปรากฏในประกาศพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน ตอนหนึ่งว่า ..ศรีสัจปานกาล สนานคเชนทรัศว์ สมพัจฉรถึงสองคาบ ทราบโบราณ สารสืบมา อยุทธยาเป็นศุขชื่น รื่นประชาชน การชุมพล พยุหะ สระสนานนรสันนิบาต ราชกะรีดุรงค์รถ บทจรพลพิไชยยุทธ อตมาณึกในมงคล ผลภูลสวัสดี แด่วาหนะ สระไข้เข็ญ เย็นไพร่ฟ้า ข้าขอบเขตร เหตุคเชนทรัศวสนาน… ประกาศพระราชพิธีส่วน “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” ที่จัดผสมผสานระหว่างศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ เพื่อเป็น สวัสดิมงคลแก่พระนคร พระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนราษฎรทั่วไปในตรุษเดือน ๔ มีมหรสพเอิกเกริกสมโภชบ้านเมือง เป็นการนักขัตฤกษ์ จัดตั้งขบวนเป็น ๕ หมู่ ทหารแต่งกายใส่เสื้อหมวกสีต่าง ๆ ถือธงฉาน ธงชาย เชิญพระพุทธปฏิมาและอาราธนาพระมหาเถรสถิตยานราชรถ ประพรมนํ้าพระพุทธมนต์และโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์ รอบพระนคร ตามท้องสถลมารคนั้น ๔ กระบวน เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้รวม “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เถลิงศกสงกรานต์ พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยา” อันเป็นพระราชพิธีเนื่องในการสิ้นปีและขึ้นปีใหม่เข้าด้วยกัน เรียกว่า “พระราชพิธีตรุษสงกรานต์” โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม จนถึงวันที่ ๓ เมษายน การพระราชพิธีเกี่ยวกับความเป็นสิริมงคลของแผ่นดินเกี่ยวกับการพระราชพิธีสนามในช่วงสิ้นปีและขึ้นปีใหม่จึงหมดไป ต่อมาวันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑ มกราคมเพื่อตรงกับสากลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีการเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลโดยจัดเป็นการส่วนพระองค์ การพระราชพิธีสนามและการสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และราษฎร ในคราวตรุษสิ้นปีก็ไม่มีการปฏิบัติสืบต่อไป พระราชพิธีสนามในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเป็นพระราชพิธีสำคัญที่รวมเอาความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินหลาย ๆ ประการเข้าด้วยกัน พื้นที่ในการพระราชพิธีสนามในกรุงเทพฯ ก็คือ “สนามไชย” ซึ่งเป็นลานกว้างติดกับตึกดิน คือบริเวณที่เป็นสวนสราญรมย์และพระราชวังสราญรมย์ที่เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ และพื้นที่ด้านหน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบันถัดจาก “สนามไชย” จึงเป็นบริเวณ “ทุ่งพระเมรุ” ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากใช้ เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ซึ่งแต่เดิมนั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวจากด้านวังหลวงมา สิ้นสุดตรงกึ่งกลางสนามเท่านั้น ส่วนนอกจากนั้นเป็นเขตของวังหน้า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำพระราชพิธีทำนาที่สนามหลวง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพิรุณศาสตร์เช่นกัน และโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนาน ๆ มีครั้งหนึ่ง แลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า “ทุ่งพระเมรุ” นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจากเดิมไปยังพื้นที่วังหน้าจนมีขนาดเท่าที่เห็นในปัจจุบัน รื้อพลับพลาต่าง ๆ ปลูกต้นไม้รอบสนามหลวงที่ได้แบบอย่างมาจากสนามที่เรียกว่า “Alun Alun” เหนือ-ใต้พระราชวังหรือ Kraton ของสุลต่านเมืองย็อกยาการ์ตาและเมืองโซโล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกปรับปรุงให้สวยงามในช่วงเวลายุคอาณานิคม และในสมัยโบราณใช้สำหรับสุลต่านออกพระราชพิธีสนามเช่นเดียวกัน จึงนำแบบอย่างมาปรับปรุงทุ่งพระเมรุในพระนครและได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีหลวงมาโดยตลอด ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เช่น เป็นสนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ การพระราชพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับการศาสนาตกไปเป็นภารกิจของรัฐบาล ซึ่งได้กระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงธรรมการเป็นฝ่ายจัดการ ส่วนการพระราชพิธีประจำเดือนซึ่งเคยถือปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น พระราชพิธีสนามต่าง ๆ พระราชพิธีตรียัมพวาย พระราชพิธีจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ถึงกับหยุดชะงักลง บางพระราชพิธีสูญสิ้น ไปไม่นำมาปฏิบัติต่อไปอีก และบางพระราชพิธีได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ใช้ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้มีการใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงในการก่อสร้างพระเมรุ กลางเมืองมาแล้ว ๗ ครั้ง รวมทั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้ด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ฟื้นขุนยวม-เมืองปอนเมื่อพลังท้องถิ่นตั้งรับ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2553 ทุ่งนาเมื่อแรกตกกล้าดำนา กลางเดือนกรกฎาคม ฝนที่ควรตกหนักเสียนานแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะมีน้ำฟ้าน้ำฝนมากพอให้ชาวบ้านร่วมกันปักกล้าดำนา ในพื้นที่แบบเทือกเขาและหุบเขาของแม่ฮ่องสอน หากมีที่ราบเป็นช่องว่างพอจะทำนาได้ ผืนดินเหล่านั้นจะกลายเป็นที่นาอันมีค่าแก่หมู่บ้าน เราจึงได้เห็นการจัดการพื้นที่อย่างละเอียดยิบ แม้จะเป็นที่เนินสูงก็ถูกจัดแปลงทำเป็นนาขั้นบันได ตามหุบตามช่องเขาน้อยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน หากมองจากฟ้าในหน้าฝนก็จะเห็นภาพผืนนาเรียบเขียวแทรกอยู่เป็นหย่อม ๆ อากาศปรวนแปรที่ร้อนและแล้งนานเช่นปีนี้กลับกลายเป็นทรัพย์ในดินแก่คนทั่วขุนยวม ตั้งแต่ฝนลงมาบ้าง เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบตามแต่ท้องถิ่นไหนจะเรียกก็ผุดนอนยิ้มรออยู่ใต้ดินให้คนมาเก็บกันไปเป็นรายได้กว่า ๓๐ ล้านบาทแล้ว วันเลี้ยงผีเจ้าเมืองที่ศาลเจ้าเมืองขุนยวม ท่านทำนายไว้ว่า จะมีเพชรมีคำโปรยอยู่ในไร่ในดอย แม่เฒ่าหลายท่านนึกถึงคำทำนายนี้และเห็นเห็ดเผาะที่ผุดตามธรรมชาติอย่างมากมายในปีนี้ก็คือขุมทรัพย์จากแผ่นดินที่โปรยปรายให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองนั่นเอง เห็ดเผาะทำรายได้งามแก่ชาวบ้าน บางคนตั้งแต่ต้นฤดูหาเงินได้หลายแสนบาท เดี๋ยวนี้มีโรงงานทำเป็นเห็ดเผาะกระป๋องกันแล้วจึงรับซื้อได้อย่างไม่อั้น แต่การที่ขึ้นโดยธรรมชาติใต้ดินจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ราคาจึงขึ้นลงตามตลาดว่าจะมีมากหรือน้อย แม้ผู้คนจะถือว่าวิธีเผาโคนไม้จะทำให้เห็ดเผาะออกมาก จนถึงกับกล่าวว่าเมืองแม่ฮ่องสอนมีหมอกควันปกคลุมเพราะชาวบ้านเผาป่านี่แหละ แต่ปีนี้ฝนแล้ง ร้อนนาน ธรรมชาติก็ชดเชย ป่าเขาถือเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครขยันเก็บเท่าไหร่ก็ได้ แม้เริ่มจะมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่ายังไม่มีใครลุแก่อำนาจมาชี้ที่ดินในเขตขุนยวมให้ตกแก่กลุ่มและตนเองแบบถือสิทธิ์เหมือนท้องถิ่นอื่น ๆ ในบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ตามหุบเขา มีลำห้วยสายเล็กสายน้อย พื้นที่ราบดูเหมือนจะมีค่ามหาศาลแก่การเพาะปลูกทำกิน เมื่อตั้งบ้านตั้งเมืองเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยจักรวาลทัศน์หรือการมองโลกแบบเบ็ดเสร็จในตัวเองก็ดูเหมือนจะมีการติดต่อจากโลกภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากในปัจจุบัน การจัดการพื้นที่ภายในท้องถิ่นของตนเองที่มีหลักบ้านหลักเมืองรูปแบบท้องถิ่นโบราณชัดเจน ซึ่งเน้นใน “การแบ่งปันทรัพยากรส่วนรวม” ก็เปลี่ยนไปตามมูลค่าที่ดินแบบปัจเจกที่ถือการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ วงเสวนาบอกเล่าเรื่องเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ขุนยวม ทรัพยากรส่วนรวม [Common property] คือหัวใจของท้องถิ่นแบบดั้งเดิม การแบ่งสันปันส่วนของคนในท้องถิ่นต่าง ๆ มักขึ้นอยู่กับสภาพนิเวศในแต่ละแห่งที่แตกต่างกันไป หากไม่มีการจัดสรรอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับ ชาวบ้านชาวเมืองก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้มานานหลายชั่วอายุคนเช่นนี้ วิธีคิดแบบดั้งเดิมเป็นที่ยอมรับแพร่หลายมาเนิ่นนานก่อนที่ทุนนิยม [Capitalism] ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการใช้เอกสิทธิ์แบบปัจเจก ให้สิทธิ์เฉพาะคนเข้าจัดการทรัพย์สินที่อาจเคยเป็นของส่วนรวมหรือของท้องถิ่นมาก่อนที่ชาวบ้านเคยยกให้เป็นพื้นที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของเจ้าของทุนที่มีเงินมาก เป็นใครมาจากไหนไม่มีใครทราบก็ได้ และใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการกับผู้บุกรุกโดยไม่ทราบหรือไม่สนใจอำนาจการจัดการทรัพยากรส่วนรวมแต่เดิมเหล่านั้น ปัจจุบันนี้ “เมืองปอน” คือหมู่บ้านขนาดใหญ่ [Village] ในขณะที่ “ขุนยวม” คือเมืองขนาดเล็ก [Town] ชุมชนทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กัน เป็นแอ่งที่ราบเล็ก ๆ มีเพียงภูเขากั้น ท่ามกลางเทือกเขาน้อยใหญ่ของแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่เลยจากเมืองแม่สะเรียงและแม่ลาน้อยมาไม่เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ของพื้นที่เป็นกลุ่มคนไทใหญ่ พวกเขาพึงพอใจจะเรียกตนเองว่า “คนไต” มากกว่า ทุกวันนี้ผู้คนทั้งสองแห่งเกิดความสับสนของการเป็นบ้านเมืองที่ยังคงสืบวัฒนธรรมเป็นแบบจารีต ชาวบ้านยังศรัทธาในหลักบ้านหลักเมือง สงวนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้แก่ชุมชน เช่น วัด ศาลเจ้าเมือง ศาลากลางบ้าน จนถึงที่ฝังศพและลานทำพิธีกรรมเผาศพของพระผู้ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น แม้จะคลายความหมายสำหรับที่ดินส่วนรวมอื่นๆ เช่น ถนนหนทาง ป่าไม้ ที่ว่างอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยกลายเป็นเอกสิทธิ์ของคนที่สามารถซื้อหาได้ แต่พื้นที่เดิมแบบจารีตที่ชาวบ้านถือว่าไม่ควรมีการใช้งานอย่างอื่น กลายเป็นว่ามีนโยบายจากผู้บริหารซึ่งเป็นคนจากท้องถิ่นอื่นว่า ควรจะถูกนำไปใช้ทำสวนซากุระและอนุสรณ์สถานความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้คนขุนยวมลุกขึ้นมาทวงถามความเหมาะสมในนโยบายของรัฐในระดับเทศบาลที่ควรจะเข้าใจและใกล้ชิดกับโลกทัศน์และความเชื่อของชาวบ้านชาวเมืองขุนยวมได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่การอบรมฟื้นพลังความรู้ท้องถิ่นอย่างที่เคยมีและเคยเป็นไปจากประสบการณ์การทำงานเรื่องการศึกษาท้องถิ่นต่าง ๆ ของคนภายนอก มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับเชิญจากองค์กรชาวบ้านในท้องถิ่นเมืองปอนและขุนยวมให้ช่วยไปพูดไปคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ “จะศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างโดยชาวบ้านได้อย่างไร” วัตถุประสงค์นั้นตั้งเรื่องกันไว้ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นของตนเอง โดยเฝ้ามองและสังเกตการณ์จากภูมิวัฒนธรรม หรือภูมิประเทศที่สัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ ทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ในเชิงจินตนาการที่เรียกว่า “ท้องถิ่น” ประกอบด้วยองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และมนุษย์อยู่ร่วมเป็นสังคมในท้องถิ่นนั้นอย่างไร และสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองในเรื่องต่าง ๆ ผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนในท้องถิ่นในวัยและภูมิหลังที่แตกต่าง ต่อมาจึงเป็นการบันทึกความทรงจำเหล่านั้นด้วยการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การเขียนบรรยาย การวาดภาพสื่อจินตนาการ การถ่ายทำวีดีโอดิจิตอล การตัดต่อเสียงสัมภาษณ์ หรือการเล่าเรื่องผ่านการเล่นละคร การจัดแสดงนิทรรศการ การนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนนำความรู้ที่ได้ไปเป็นฐานความคิดเรื่องการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนของตนเอง ชาวบ้านทั้งสองแห่งได้งบประมาณสนับสนุนจากสภาพัฒนาการเมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพหลัก ในขณะที่ภาวะบ้านเมืองต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยกันอย่างขนานใหญ่ แต่หากพิจารณาแบบลึกซึ้ง รูปแบบประชาธิปไตยอย่างไรเล่าจึงจะเหมาะสมแก่ท้องถิ่นที่เคยมีระบบวิธีคิดยึดมั่นในพุทธศาสนา มีความเชื่อและจารีตแบบเดิมเป็นฐานสำคัญของชีวิต หากตัดยอดนำแต่หลักการประชาธิปไตยที่ไม่เคยประสบความสำเร็จให้ผู้คนรู้สึกมีส่วนร่วมได้กับกิจกรรมของท้องถิ่น มีแต่จะถูกริบหรือผลักไสสิทธิ์และเสียงของตนเองไปให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าจะได้อำนาจมาด้วยใจศรัทธา อำนาจทางการเมืองในประเทศไทยนิยมใช้อำนาจทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ แตกต่างจากอำนาจบารมีของผู้นำชุมชนของเมืองหรือหมู่บ้านแบบเดิมที่ใช้รูปแบบการต่อรอง ประนีประนอม พูดคุยทำความเข้าใจในหมู่คนของตนในเรื่องต่างๆ และหากไม่สามารถตัดสินได้ก็มักใช้ “อำนาจผีหรือบารมีพระสงฆ์” เป็นเครื่องมือในการตัดสินให้เด็ดขาด คนที่มาฟังความรู้เหล่านี้ก็มีคนท้องถิ่นทั้งจากบ้านไกล ๆ เช่น ตัวแทนคนปกากะญอ คนไต ที่เป็นพ่อหลวงเก่า กำนัน เจ้าหน้าที่จาก อบต. ครูอาจารย์ นักเรียน หลากหลายวัยตั้งแต่เด็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ ชาวบ้านจากเขตการปกครองตำบลเมืองปอนอันหลากหลายเหล่านี้กระตือรือร้นในการอบรมเชิงปฏิบัติการกันมาก เพราะได้ลงพื้นที่ไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ในบ้านที่พวกเขาเลือกหัวข้อทดลองเก็บข้อมูลเอง มีการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมระหว่างคนที่สูงกับคนที่ราบ รื้อฟื้นและเตรียมตัวเพื่อนำเสนอประสบการณ์จากการเก็บข้อมูลภายในคืนเดียวด้วยการใช้สื่อโดยโปรแกรม “Power point” ที่เมืองปอนด้วยเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ โครงสร้างทางสังคมไม่ซับซ้อนและยังคงพื้นฐานความเชื่อและสามารถสืบถึงระบบการจัดการพื้นที่และทรัพยากรในท้องถิ่นตามแบบเดิมได้มากกว่าทางขุนยวมที่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองไปแล้ว และเป็นที่ตั้งของกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา เพราะเคยเป็นตลาดแต่ดั้งเดิมจนปรับเปลี่ยนกลายเป็นตลาดอีกหลายรูปแบบในปัจจุบัน คนสูงอายุในขุนยวมดูจะเป็นผู้นำในการบอกเล่าข้อมูลและกระตือรือร้นที่จะถ่ายทอดความทรงจำเรื่องต่าง ๆ แก่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวและเด็กนักเรียนที่พยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ต่อติดกับเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้น สำหรับบางกลุ่มแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาเสนอประกอบการบอกเล่าจากการออกไปเก็บข้อมูลดูจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสนุกสนาน ยามเมื่อต้องหยิบยกมาให้ดูทีละชิ้นและมีคนเฒ่าคนแก่คอยเล่าเสริมในสิ่งที่คาดว่าจะตกหล่นไป ที่ขุนยวมไฟฟ้าดับทั้งวัน กลายเป็นการนำเสนอแบบปากเปล่า เขียนบนแผ่นกระดาษและนำสิ่งของจริง ๆ มาให้ดูกัน เทคโนโลยีก็ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างของเนื้อหาแต่อย่างใด คนเฒ่าคนแก่หลายท่านบอกว่า เมื่อก่อนไม่เห็นต้องมีอะไรก็ยังเล่าเรื่องยังประชุมพูดคุยกันได้ และเหมาะสมดีเสียอีกกับเมืองขุนยวมที่ไฟฟ้าดับอยู่เรื่อยคราวละนาน ๆ การอบรมที่เป็นไปโดยทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมเช่นนี้ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนและรับรู้ความรู้ใหม่ ๆ ได้มากมาย ที่ประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ได้รับรู้ว่าการทำความเข้าใจเรื่องการศึกษาท้องถิ่นในแบบภาพรวม ๆ [Cosmology] นั้น กลุ่มที่เข้าถึงได้ไวและทำความเข้าใจได้เร็วที่สุดน่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการมากนัก และผู้เฒ่าผู้แก่ที่อายุล่วงพ้นวัยหกสิบกว่าปีมาแล้ว แม้จะเคยเป็นผู้อำนวยการเก่า ครูเก่า หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อื่นๆ หากอายุมากก็สามารถเข้าใจและต่อติดกับระบบความรู้แบบดั้งเดิมหรือแบบท้องถิ่นคนไตได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มที่เข้าใจได้ยากคือกลุ่มที่มีกรอบความรู้ของตนเองแบบเคร่งครัดในระบบการศึกษาอยู่แล้ว เช่น ครูอาจารย์ในสถานศึกษา นักเรียนที่ถูกอบรมมาในระบบ และกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่รับงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และส่วนใหญ่มีพื้นฐานการเรียนรู้มาจากนักวิชาการใหญ่ ๆ ตามมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง แสดงถึงความรู้ท้องถิ่นนั้นถูกทำให้เลือนหายและเข้าใจยากด้วยความรู้ในระบบการศึกษาแบบเป็นทางการเป็นสำคัญ เมื่อจะฟื้นพลังจากผู้คนในสังคม ความเข้าใจในท้องถิ่นต้องมีไว้เป็นพื้นฐานเป็นอันดับแรก หากจะต่อสู้ในเชิงนโยบายเพื่ออธิบายต่อสังคมให้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง ก็ต้องเข้าใจภูมิวัฒนธรรมอันเป็นระบบความรู้จักรวาลทัศน์ของคนในพื้นที่เป็นสำคัญการจัดการพื้นที่ซึ่งผสมผสานกับระบบการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่เป็นอันดับรองไปจากศาสนาหลัก จึงเป็นมุมมองที่จำเป็นต้องวางใจที่มีระบบวิธีคิดแบบทื่อ ๆ ไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ข้อมูลที่รับรู้นำทางไปสู่ความเข้าใจที่มนุษย์จะต้องสัมพันธ์ด้วยทั้งสามประการ นั่นคือ ธรรมชาติแวดล้อม ความเชื่อและความศรัทธาตลอดจนในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง นักการเมืองท้องถิ่นอาจจะคิดว่า การล่วงล้ำเข้าไปใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรือคิดว่าชาวบ้านไม่สามารถต้านทานอำนาจทางการเมืองได้ สิ่งเหล่านี้อาจกลับกลายเป็นพลังมหาศาลที่ไปกระตุ้นให้ผู้คนในท้องถิ่นทลายกำแพงความคิดและค้นหาพื้นฐานของชุมชนแบบดั้งเดิมที่เคยมีกฎเกณฑ์อยู่ร่วมกันมานานนับร้อยปี เพื่อที่จะนำมาอธิบายว่า “อำนาจทางการเมืองไม่สามารถสั่งหรือละเมิดจารีตดั้งเดิมได้” หากทำผิดเสียแล้วก็จะกลายเป็นการผิดกฎระเบียบที่ผู้กระทำและสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่ง เด็ก ๆ ช่วยกันเสนองานเรื่อง “เฮือนไต” ที่เมืองปอน ชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมเริ่มฟื้นพลังทางสังคมจากความเข้าใจในธรรมชาติในสังคมของตนที่มีมาแต่เดิม โดยการฟื้นความรู้และการรับรู้แบบเดิมเพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังหรือพวกที่เรียนมากได้เรียนรู้ สถานการณ์ของการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับทุนจำนวนมหาศาลและเศรษฐกิจจากการสร้างตลาดรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในขุนยวมไปมาก จะเป็นข้อสอบใหญ่ในการนำเสนอหาแนวทางร่วมกัน โดยมีพื้นฐานทางสังคมของตนเองเป็นต้นทุนทางความคิด เดือนกันยายนคงเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่มูลนิธิฯ กับชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมร่วมปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ผลจากการทำงานในครั้งต่อไปน่าจะมีแง่มุมและเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้ในครั้งนี้ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกับการทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของคนแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ส.ค. 2553 ข่าวจากหนังสือพิมพ์ “เสียงเชียงใหม่” ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ กล่าวถึงกรณีเทศบาลแม่ลาน้อยก่อสร้างพระเจดีย์ใหม่ครอบเจดีย์แบบไทใหญ่ที่เป็นพระเจดีย์ประจำท้องถิ่นขนาดเล็กให้มีขนาดใหญ่โตกว่าสองเท่า โดยไม่ได้แจ้งหรือประกาศแก่ชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรซึ่งมีหน้าที่ดูแลโบราณสถาน เนื้อข่าวความว่า “ชาวบ้านไม่รู้คุณค่าโบราณวัตถุยอมให้ท้องถิ่นก่ออิฐครอบเจดีย์องค์เดิมเหมือนกับฝังทั้งเป็น กรมศิลป์ลงมาฟันผิดหลักการบูรณะ แต่โดนม็อบต้านทำอะไรไม่ได้แค่ห้ามสร้างเพิ่มเติม” นายตระกูล หาญทองกูล หัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์โบราณสถาน กรมศิลปากร ภาค ๘ เดินทางมาตรวจสอบเจดีย์กลางบ้านในตัวเทศบาลตำบลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามหนังสือร้องเรียนจากวัฒนธรรมอำเภอแม่ลาน้อย ว่าองค์เจดีย์ดังกล่าวคงสร้างมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถูกทางเทศบาลนำงบไทยเข้มแข็งมาบูรณะองค์พระเจดีย์ แต่ไม่ทำตามหลักการอนุรักษ์โบราณสถาน มีการก่ออิฐถือปูนครอบองค์เจดีย์เดิมเหมือนฝังองค์เจดีย์ทั้งองค์ไว้ในองค์เจดีย์ใหม่ที่ว่าเป็นการบูรณะ ทางกรมได้รับหนังสือร้องเรียนและสั่งการมายังสำนักภาค ๘ เชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาดูครั้งแรก ทางช่างสำรวจให้หยุดการก่อสร้างบูรณะเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมีการปรับปรุงแบบแปลน จากนั้นทางสำนักภาค ๘ ได้มีหนังสือสั่งการมายังสำนักงานเทศบาลตำบลแม่ลาน้อย ให้ระงับการก่อสร้างบูรณะพระเจดีย์องค์นี้เอาไว้ก่อน จนกว่าทางเทศบาลจะนำแบบแปลนที่ก่อสร้างมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่ และทางเทศบาลยังอ้างว่าแบบแปลนที่นำมาปรับปรุงบูรณะก็มาจากกรมศิลปากรที่นำมาสร้างให้วัดแม่ปาง นายตระกูลยอมรับว่าใช่เป็นแบบแปลนของกรมศิลป์ แต่ไม่ได้ออกแบบมาสร้างในลักษณะนี้ ใช้พื้นที่ผิดกัน เขาใช้นำมาสร้างในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา กลางสนามที่ราบเรียบ วันนี้ที่กรมศิลปากรให้มาดูว่าตามที่ยังมีผู้ร้องเรียนเข้ามาว่า ทางการก่อสร้างยังไม่หยุดและดำเนินการก่อสร้างไปเรื่อย ๆ อยู่ กรมจึงมอบหมายหน้าที่ให้มาดูว่าเป็นไปตามผู้ร้องเรียนไหม เมื่อตนมาเห็นแล้วรู้ว่าเป็นความจริงตามผู้ร้องเรียน ตนจึงเข้าดำเนินการร้องทุกข์แจ้งความกับเจ้าพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดครั้งนี้ และในขณะที่เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรกำลังเข้าร้องทุกข์แจ้งความอยู่นั้น ได้มีชาวบ้านจำนวนเกือบ ๒๐๐ คน มารวมตัวกันหน้าสถานีตำรวจภูธรแม่ลาน้อย ไม่พอใจเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรที่สั่งระงับการก่อสร้าง และแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องการก่อสร้างบูรณะเจดีย์ในครั้งนี้ ทำให้พันตำรวจเอก กิตติพันธุ์ คงทวีพันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ลาน้อยต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านที่มาประท้วงเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร และพยายามบังคับเจ้าหน้าที่ให้เปิดเผยชื่อผู้ร้องเรียนไปทางกรมศิลปากร ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่วัฒนธรรมอำเภอให้กับชาวบ้านที่มาชุมนุม เพื่อลดการกดดัน นอกจากให้เจ้าหน้าที่ถอนการร้องทุกข์แจ้งความให้เป็นเพียงบันทึกข้อตกลง โดยให้ทางเทศบาลนำแบบแปลนเข้าไปเสนอต่ออธิบดีกรมศิลปากรเพื่อแก้ไขแบบแปลนก่อสร้างนี้ต่อไป นายตระกูล หาญทองกูล ยังได้เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่าตนได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากร ภาค ๘ เชียงใหม่ ให้มาทำข้อตกลงใหม่กับทางเทศบาลตำบลแม่ลาน้อยว่า โดยมีข้อที่หนึ่งให้หยุดดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นในโบราณสถานแห่งนี้ ข้อที่สอง ให้ทางเทศบาลดำเนินการยื่นแบบรายละเอียดเพื่อขออนุมัติรูปแบบต่ออธิบดีอีกทีหนึ่ง ข้อที่สาม คือให้ยุติและกระทำใด ๆ ทั้งสิ้นกับโบราณสถานแห่งนี้ และเมื่อท่านขัดคำสั่งเมื่อไหร่จะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์อีกครั้งหนึ่ง หากจะกล่าวว่าชาวบ้านไม่รู้คุณค่าโบราณสถานก็อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะผู้ที่เป็นแกนนำต่อต้านนั้นเป็นคนในแม่ลาน้อยที่มาทราบกันก็ต่อเมื่อมีการสร้างอาคารรูปแบบคล้ายเจดีย์เดิม แต่ตามแบบมีขนาดใหญ่กว่าราวสองเท่า ซึ่งทั้งชาวบ้านแม่ลาน้อยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรได้พยายามเข้าไปทัดทาน แต่ก็ยังมีปัญหาในการจัดการที่ไม่สามารถทำให้เทศบาลทำตามกฎหมายโบราณสถานได้ เจดีย์กลางบ้านองค์นี้อายุเกินกว่าร้อยปี ทั้งยังมีหลักเกณฑ์หรือข้อห้ามในการสร้างเจดีย์ครอบโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะเพียงเจดีย์องค์เล็กแต่ก็ยังไม่ได้มีสภาพทรุดโทรมมากจนต้องสร้างครอบแต่อย่างใด แต่การกระทำดังกล่าวนี้ถือเป็นตัวอย่างของการเข้ามามีอำนาจในการจัดการท้องถิ่นของผู้แทนซึ่งเป็นนักการเมืองในสำนักงานเทศบาล และเป็นคนจากท้องถิ่นอื่นที่ไม่เข้าใจรากเหง้าและความคิดความรู้สึกของคนในท้องถิ่น การใช้อำนาจบริหารคนในสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นนี้กำลังสร้างปัญหาไปทุกหย่อมย่าน เพียงเพราะคาดหวังจากการใช้งบในการก่อสร้างซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองถนัด และเมื่อเข้าไปแตะต้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่ถนนหนทาง จึงเกิดปัญหาการยอมรับได้ยากอย่างยิ่งจากคนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่งในประเทศไทย ตราบใดที่อำนาจสาธารณ์รุกล้ำอำนาจศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติ ปัญหาก็ต้องเกิดตามมาอย่างไม่จบสิ้น และที่แม่ลาน้อยเมืองเล็ก ๆ ในหุบเขา การต่อสู้นี้ก็ยังดำเนินต่อไป… อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









