พบผลการค้นหา 220 รายการ
- เสียงเพรียกจากตัวหนอนกรณีความเดือดร้อนในภาคใต้
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2548 การเสนอรายงานวิจัยของชาวบ้านจากอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ เมื่อวันอังคารที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ ที่แล้วมา ข้าพเจ้าและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้มีส่วนร่วมในเวทีการเสวนาเรื่อง “ทุกข์ของคนตานี” ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเป็นการให้บรรดานักวิจัยจากภายในท้องถิ่นนำข้อมูลและความรู้ที่ศึกษาได้จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนมาพูดคุยให้กับผู้สนใจจากภายนอกฟัง ก็นับเป็นความคิดริเริ่มสำคัญของ สกว. ที่ได้ขยายการให้ทุนวิจัยมาให้คนในท้องถิ่นได้ทำการศึกษาวิจัยบ้าง เพราะแต่ก่อนการวิจัยและการให้ทุนวิจัยมักเป็นการให้กับคนจาก “ภายนอก” เท่านั้น หาได้ใส่ใจกับคน “ภายใน” ไม่ ทั้งนี้เพราะคุ้นอยู่กับความคิดความเชื่อที่ว่า การวิจัยเป็นสิ่งที่ต้องมีการศึกษาและฝึกอบรมตามหลักสูตร คนที่จะทำการวิจัยได้ต้องเป็นคนที่เรียนรู้มากก่อน จึงกลายเป็นเรื่องของการให้ทุนหรือสนับสนุนให้คนจากภายนอกเข้าไป ดังตัวอย่างเช่น การให้ทุนแก่นักศึกษา นักวิชาการ รวมทั้งการจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่าง ๆ นานา ดังนั้น เมื่อมีการพูดถึงเรื่องทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของผู้คนภายในท้องถิ่นแล้วจึงกลับกลายเป็นเรื่องของคนจากภายนอกพูดและให้ความคิดเห็นทุกทีไป สิ่งที่เห็นทนโท่ที่สำคัญคือ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่รัฐทำแผนมาแต่แผนแรกจนปัจจุบันที่อ้างว่าจะเปิดโอกาสให้คนภายในท้องถิ่นมีส่วนร่วมนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องของการเอาความรู้ ความคิด และความเห็นจากคนภายนอก โดยเฉพาะผู้ที่ถูกอุปโลกให้เป็นนักวิชาการใหญ่ ๆ มาจัดการทั้งสิ้น ตัวอย่างสำคัญที่กำลังเป็นปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในขณะนี้ก็คือ ปัญหาความเดือดร้อนและความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสังคมมุสลิม รัฐและสังคมมหาชนล้วนได้รับข้อมูลและความรู้ความคิดจากคนภายนอกที่เปรียบได้เสมือน นก ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเหยี่ยวหรือพิราบก็เป็นนก ก็เลยเห็นความจริงที่สังคมมหาชนได้รับรู้และบริโภคล้วนเป็นสิ่งที่มาจาก นก ทั้งนั้น นับเป็นความจริงที่คร่าว ๆ และขัดแย้ง เพราะนกล้วนมองจากที่สูงและมองได้อย่างกว้าง ๆ หาแลเห็นสิ่งที่เป็นรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนไม่ ดังเห็นได้ว่าเวลาจะพูดอะไร เสนออะไรก็พูดได้รวม ๆ และหยิบยกสิ่งเด่น ๆ มาอย่างมีการวิเคราะห์ตีความด้วยกรอบความรู้และแนวคิดทฤษฎี ผลการศึกษาวิจัยที่เกิดขึ้นจึงควบคุมไม่ได้ทั้งพื้นที่ เวลา และกลุ่มชนที่มีความสำคัญในเรื่องความจริงและความรู้ของผู้คนภายในเป็นอย่างยิ่ง แต่การเสวนาในวันที่ ๑๔ ธันวาคมที่แล้วมาให้โอกาสกับนักวิจัยภายในท้องถิ่นมาพูดนั้น อาจกล่าวได้ว่า นับเป็นครั้งแรกที่เป็นการเสนอข้อมูลที่เป็นความรู้และความจริงของนักวิจัยซึ่งไม่ใช่ประเภท นก หากเป็นประเภท หนอน นั่นคือ จากบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นแผ่นดินเกิดมาแต่เล็กจนโต อยู่กันอย่างเป็นกลุ่มก้อน เป็นชุมชนที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่ทำให้เกิดบ้านช่องที่อยู่อาศัย การทำมาหากินร่วมกันในระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมีสถาบันทางศาสนาทางความเชื่อและการศึกษา เช่น ปอเนาะและมัสยิดอบรมขัดเกลาให้เกิดสำนึกร่วมและอยู่ร่วมกันอย่างมีจารีตประเพณี อันเป็นกฏเกณฑ์และกติกาของการอยู่ร่วมกันในนิเวศวัฒนธรรมเดียวกัน ความมุ่งหมายในการแสวงหาก็เพื่อที่จะให้นักวิจัยประเภทหนอนเหล่านี้ ได้นำความขัดแย้งและปัญหาเดือดร้อนจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นอันเกิดจากการขยายตัวและรุกล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มาจากภายนอกให้คนในสังคมใหญ่ได้รับรู้ โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้ายที่เป็นเหตุการณ์อยู่ทุกวันนี้ เพราะหวังว่าความรู้จากภายในที่เป็นผลการวิจัยนี้ จะเป็นสิ่งที่เติมเต็มช่องว่างในเรื่องความรู้ความจริงของสถานการณ์ในภาคใต้ไม่มากก็น้อย อาจารย์มูฮัมมัด อาดำ โต๊ะครูปอเนาะภูมี ข้าพเจ้าคิดว่าการเข้าถึงความจริงจากภายในท้องถิ่นที่รับรู้กันในทุกวันนี้เกี่ยวกับสามจังหวัดภาคใต้นั้นยังไม่ชัดเจนและมีลักษณะสับสนอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดนซึ่งดูเหมือนทางรัฐมีความเชื่อมั่นว่าเป็นจริงและพยายามตอกย้ำความเชื่ออันนี้ให้สังคมมหาชนรับรู้และเชื่อตลอดเวลา แต่ว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าหากว่าเป็นความจริงในคนกลุ่มหนึ่งหรือประเภทหนึ่งของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นได้ และอาจจะเป็นจริงในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศก็ได้ เพราะคนไม่พอใจเช่นนี้ก็มีอยู่ทั่วไป แต่ถ้าหากว่าเป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่ของสามจังหวัดภาคใต้อันเป็นสังคมมุสลิมต้องการแบ่งแยกดินแดนแล้ว จำเป็นต้องพิสูจน์ให้แลเห็นความชัดเจนมากกว่านี้หลายเท่า จากสถานการณ์ในขณะนี้อาจวิเคราะห์ผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นสามพวก พวกแรกคือ พวกคนในเมืองที่มีทั้งพ่อค้า ข้าราชการ นักการเมืองที่มีผลประโยชน์ คนเหล่านี้มีที่มาที่หลากหลาย คือ อาจเป็นคนมีพื้นเพในท้องถิ่นมาแต่เดิมหรือเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นมาทำมาหากินจนร่ำรวย พวกที่สองคือพวกชาวบ้านคนมุสลิมที่อยู่ในชุมชนตามท้องถิ่นต่าง ๆ และเป็นคนหมู่มากในสังคม ส่วนพวกที่สามคือ กลุ่มคนที่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นจนทางรัฐต้องใช้กำลังปราบปราม ข้าพเจ้าคิดว่าในขณะนี้ทั้งรัฐและคนส่วนใหญ่ในสังคมมหาชนเพ่งเล็งไปที่คนพวกแรกและพวกที่สามเป็นสำคัญ อย่างเช่น มีการสงสัยและกล่าวว่า คนพวกแรกคือพวกที่เสียผลประโยชน์จึงได้กระทำการยุแยกและสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฏหมายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้น พวกนี้อาจรวมไปถึงนักการเมืองที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนด้วย ส่วนพวกที่สามคือพวกที่เป็นตัวก่อความรุนแรงที่ถูกกระตุ้นโดยเรื่องทางศาสนาและการเมือง พวกนี้อาจสัมพันธ์กับพวกแรกในการสร้างสถานการณ์ขึ้นได้ หรือพวกคนรุ่นใหม่ที่เกลียดชังรัฐบาลอันเนื่องมาจากการได้รับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมมาเป็นเวลาช้านาน แต่ทั้งสองพวกนี้ยากแก่การกำหนดความชัดเจนว่าเป็นใคร มีการรวมกลุ่มกันอย่างใด เวลาใด และอยู่ที่ไหนแน่นอน พอมีเหตุการณ์และเรื่องราวขึ้นมาก็สืบหาหลักฐานอะไรที่เป็นเสี่ยง ๆ เพียงเล็กน้อยแล้วมาเชื่อมโยงและตีความว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดนไป คนทั้งสองพวกที่ไม่อาจกำหนดกลุ่ม เวลา และสถานที่ได้ดังกล่าวนี้ เป็นกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมของ สกว. ที่นำผลการวิจัยมาเสนอในครั้งนี้ กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของโครงการวิจัยจึงเป็นกลุ่มคนพวกที่สอง ซึ่งเป็นคนที่กำหนดความเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน พื้นที่ และเวลาได้ชัดเจน สกว.ได้ให้ทุนวิจัยแก่นักวิจัยที่เป็นคนในพื้นที่นี้โดยมีนักวิจัยอาวุโสและนักวิจัยพี่เลี้ยงจากภายนอกมาให้คำแนะนำและอบรมแนวคิดและแนวทางในการวิจัยให้ เพื่อให้ไปทำการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและชีวิตวัฒนธรรมของท้องถิ่นของคนอยู่อาศัยมาประมวลเป็นความรู้พื้นฐาน ซึ่งจะนำไปใช้ในการตั้งคำถามเพื่อศึกษาให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมที่ว่านี้ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน นั่นก็คือ เป็นการจำกัดอยู่ในพื้นที่กลุ่มชนและเวลาในระบบนิเวศวัฒนธรรมอันเป็นจุลภาคของแต่ละท้องถิ่น ไม่อาจนำมาอธิบายภาพรวมในระดับมหภาคซึ่งเป็นภาพรวมของทั้งสามจังหวัดได้ ซึ่งถ้าหากจะทำให้แลเห็นภาพรวมในลักษณะที่กว้างและลุ่มลึกได้นั้น ก็จำเป็นต้องกระจายการวิจัยในลักษณะนี้ไปในหลาย ๆ ท้องถิ่นหรือพื้นที่ของภูมิภาค บัดนี้การวิจัยที่ให้นักวิจัยจากภายในท้องถิ่นแห่งหนึ่งในบริเวณรอบอ่าวปัตตานีได้สิ้นสุดลง จึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่เป็นตัวหนอนนำเอาความรู้และความจริงที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนมาเสนอ ทำให้เห็นได้ว่าคนในสังคมท้องถิ่นที่ทำการศึกษานั้น ไม่มีอะไรที่นึกคิดไปเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด เพราะไม่สนใจที่จะคิดอะไรที่ออกไปนอกบริเวณที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเช่นไปรวมกับมาเลเซียหรือแบ่งแยกดินแดนประเทศไทย หากพอใจกับการมีชีวิตแบบเรียบง่ายและสงบอย่างที่มีมาแต่เดิม เป็นชีวิตที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหล่าที่เชื่อมโยงด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ปัจจุบันความมั่นคงทางสังคมที่เกิดจากความสัมพันธ์ทั้งสามมิตินี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่เกิดความขัดแย้งและเดือดร้อน อันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมืองที่มาจากภายนอก สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนที่นักวิจัยตัวหนอนเพรียกร้องออกมาสรุปได้เป็นสองเรื่อง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวทั้งสิ้นคือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนิเวศวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและชีวิตวัฒนธรรม กับ การเหยียดหยามสถาบันปอเนาะอันเป็นสถาบันทางการศึกษาและศีลธรรมที่มีความหมายต่อความเป็นมนุษย์ในสังคมมุสลิม มะรอนิง สาและ ชาวบ้านบ้านดาโต๊ะ เรื่องการเปลี่ยนแปลงนิเวศทางวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์ยากก็คือ การที่อ่าวปัตตานีที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วย หอย ปู ปลานานาชนิด ที่คนตานีจับกินจับขายอย่างพอมีพอกินมาเป็นเวลาหลายศตวรรษนั้น บัดนี้ได้ถูกคนต่างถิ่นที่มีกำลังทางเศรษฐกิจเหนือกว่าเข้ามาแย่งชิง คนตานีจับปลาด้วยเรือประมงขนาดเล็กที่เรียกว่าเรือกอและ และใช้เครื่องมือแบบง่ายๆ หาปลาได้วันละไม่กี่สิบกิโลกรัมก็เพียงพอ แต่คนต่างถิ่นมาพร้อมด้วยเรืออวนรุนอวนลากจับปลาลำหนึ่ง ๆ ได้เป็นสิบตันขึ้นไป นอกจากนั้น ยังเข้าผูกขาดยึดครองพื้นที่ท้องน้ำซึ่งเคยเป็นของส่วนรวมของคนตานีมาเป็นเขตกรรมสิทธิ์ของพวกตน พื้นที่ของอ่าวด้านหนึ่งที่เคยอุดมไปด้วยสัตว์น้ำถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม ซึ่งก็กลายเป็นการลงทุนของคนที่มาจากภายนอกเช่นกัน คนตานีเข้าไปเกี่ยวข้องก็แต่เพียงเป็นแรงงานลูกจ้างไปวันหนึ่งๆ เท่านั้นเอง ยิ่งกว่านั้นการขยายตัวทางอุตสาหกรรมทำให้มีการถมอ่าวเพื่อสร้างโรงงานและสถานที่ประกอบการก็กำลังทำให้อ่าวปัตตานีตื้นเขินและจะปิดเป็นทะเลปิดไปในไม่ช้า นับเป็นการล่มสลายของนิเวศตามธรรมชาติที่เคยเลี้ยงคนตานีมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ เรื่องที่สองคือเรื่องสถาบันปอเนาะอันเป็นสถาบันทางการศึกษาศาสนาที่เป็นอัตลักษณ์ของคนตานีถูกมองอย่างเข้าใจผิด ถูกดูหมิ่นดูแคลนและรบกวนจากอำนาจจากภายนอกว่าเป็นแหล่งกิจการร้ายที่จะต้องมีการปราบปรามและปรับเปลี่ยน ความเดือดร้อนดังกล่าวนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางศีลธรรมและจิตวิญญาณของคนตานีอย่างเหลือพรรณนา ความเดือดร้อนและทุกข์ยากของคนตานีที่เพรียกร้องออกมานี้ ไม่เคยมีอะไรบ่งบอกถึงความคิดที่แบ่งแยกดินแดนแม้แต่น้อย ดูเหมือนรัฐและสังคมมหาชนไม่เคยใส่ใจ มีแต่เพ่งประเด็นไปถึงเรื่องการก่อเหตุร้ายแรงฆ่าฟันกัน อันเป็นผลการกระทำของคนกลุ่มอื่นที่ยังไม่อาจกำหนดแน่ชัดว่าเป็นใครกันแน่ แต่เหตุไฉนจึงไม่ให้ความสนใจแก่คนตานีส่วนใหญ่ที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยบ้าง ได้มีผู้รู้และผู้หวังดีจากในประเทศและนอกประเทศเสนอให้มีการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของคนตานีให้อยู่ในพื้นที่เขตปกครองพิเศษเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็ดูเหมือนได้รับแต่การปฏิเสธ พร้อมทั้งยกการแบ่งแยกดินแดนและการเสียดินแดนมาอธิบายตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ผู้เสนอความคิดในเรื่องเขตปกครองพิเศษเหล่านั้นหาได้พูดถึงการแบ่งแยกดินแดนไม่ เพราะการเป็นเขตปกครองพิเศษนั้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลแห่งประเทศสยามในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชได้เคยปฏิบัติมาแล้วกับคนตานี ข้าพเจ้าคิดว่ารัฐไทยสมัยนี้ยอมไม่ได้ก็เพราะ ถ้าปล่อยให้เป็นเขตปกครองพิเศษที่คนตานีมีสิทธิในการดูแลและจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบที่เคยเป็นมาแล้วแต่อดีตนั้น บรรดานักธุรกิจ นายทุน นักการเมืองที่มีผลประโยชน์ในการแย่งทรัพยากรในพื้นที่ซึ่งเป็นมาตุภูมิของคนตานีย่อมยอมไม่ได้ ดังนั้น ข้อกล่าวหาว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดนก็คือสิ่งที่แสดงความชอบธรรมของเหล่าอมนุษย์เหล่านี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- กรือเซะที่เปลี่ยนไป
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2548 มัสยิดกรือเซะมองจากศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อราว ๒๐ ปีมาแล้ว มัสยิดร้างที่บ้านกรือเซะ ปัตตานี ถูกประกาศให้เป็นโบราณสถานมานานแล้วบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองปัตตานีเก่า ก่อนที่จะถูกเผา ทิ้งร้าง และย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่ปากน้ำปัตตานีในปัจจุบัน แล้วโบราณสถานร้างก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ตำนานท้องถิ่นที่แสดงถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวมลายูมุสลิมและคนจีนโพ้นทะเลถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งหนึ่งความรักของรายาแห่งปัตตานีกับหนุ่มจีนผู้สร้างปืนใหญ่คือบูรณาการทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม แต่เมื่อน้องสาวผู้ติดตามหาพี่ชายด้วยความเสียสละจนยอมตายกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภักดีและซื่อสัตย์ และเมื่อย้ายสุสานมาไว้ด้านหลังมัสยิด จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและมัสยิดกรือเซะได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อม ๆ กับคำสาปของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ไม่ยอมให้มัสยิดสร้างจนสำเร็จถูกบอกเล่าต่อ ๆ มา เท่า ๆ กับศรัทธาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่โดยเฉพาะในหมู่คนจีนและคนไทยพุทธจากที่ไกล ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประจักษ์พยานสำคัญที่ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ตั้งอยู่ตรงหน้า ก็คือ โบราณสถานเปลือยเปล่าที่ไร้โครงหลังคาอันเคยเป็นมัสยิดแห่งกรือเซะนั่นเอง มัสยิดกรือเซะหลังเหตุการณ์ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ไม่นาน ในขณะที่ความเป็นจริงแบบตำนานประวัติศาสตร์ยังโลดแล่นในลมหายใจเข้าออกของผู้คนที่ยังมีความรู้สึกรัก ชอบ เกลียดชังมัสยิดที่ถูกบอกเล่าว่า ถูกคำสาบให้สร้างไม่เสร็จกลายเป็นประเด็นที่ผูกเข้ากับความรู้สึกของชาวมุสลิมยุคใหม่ในพื้นที่อย่างมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นปัญหาทางศาสนาและชาติพันธุ์ สะท้อนให้เห็นจากการเรียกร้องให้มัสยิดกรือเซะนั้นเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงโบราณสถานที่ใครต่อใครก็สามารถก้าวเข้าไปได้โดยปราศจากความเคารพหรือสำรวมตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม ปฏิกิริยาจากผู้ดูแลโบราณสถาน คือ กรมศิลปากรและคนทั้งประเทศที่มองมัสยิดกรือเซะเป็นเพียงโบราณสถานหมดสภาพจากสมัยอยุธยา ไม่มากไปกว่านั้น อีกทั้งแนวคิดที่ว่าโบราณสถานไม่ใช่สถานที่ที่จะถูกบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้งานสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นมุมมองแบบหยุดนิ่งอยู่เพียงมิติเดียว คือ ชีวิตคนกับโบราณสถานไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ หลักการกับความเป็นจริงมักสวนทางกัน เริ่มมีชาวบ้านบางกลุ่มบางคนใช้มัสยิดกรือเซะสำหรับทำละหมาด และโบราณสถานแห่งนี้ถูกให้ความหมายใหม่อย่างเงียบๆ จนคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ก็ลืมที่จะนึกถึง มัสยิดกรือเซะเมื่อบูรณะแล้ว พฤษภาคม ๒๕๔๘ เมื่อความขัดแย้งทางความคิดเดินทางมาจนถึงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ มัสยิดกรือเซะถูกประกาศความหมายใหม่ นั่นคือ สถานที่พลีชีพที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของชาวมลายูมุสลิมกลุ่มหนึ่งต่อรัฐไทย ตัดขาดความหมายเดิมที่อิงอยู่กับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวอย่างสิ้นเชิง การถล่มมัสยิดกรือเซะวันนั้นช่วยสร้างความหมายใหม่ให้แก่โบราณสถานแห่งนี้โดยยากที่จะลบเลือนในชั่วข้ามคืน ร่องรอยกระสุนบนแผ่นหินอ่อนปูพื้นถูกกวาดออกมากองอยู่ข้าง ๆ รอคนงานมาเก็บไปทิ้ง รอยอิฐหักพังถูกบูรณะจนแทบไร้ร่องรอย และมัสยิดกรือเซะกำลังมีโครงหลังคา คือ มัสยิดกรือเซะที่สร้างเสร็จแล้ว ภายในโบราณสถานแห่งนั้นกำลังกลายเป็นมัสยิดไปจริง ๆ ตามการบูรณะของกรมศิลปากร คงคาดเดากันได้ มัสยิดกรือเซะถูกช่วงชิงและแปรเปลี่ยนความหมายไปหมดแล้ว ตำนานที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้ถูกใช้โดยคนท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ตำนานและระบบสัญลักษณ์นี้กำลังถูกใช้โดยคนทั่วโลก ภายในมัสยิดกรือเซะที่มีหลังคาและจัดเป็นสถานที่ละหมาดในปัจจุบัน วันที่ไปเยือนมัสยิดกรือเซะ เพื่อนผู้พี่ชาวบ้านมุสลิมแถวนั้นเอ่ยปากด้วยความรู้สึกเศร้าในน้ำเสียงอย่างเก็บไว้ไม่อยู่ “ ถ้าวันนั้นไม่มีเหตุการณ์ที่กรือเซะ ทุกวันนี้เราคงไม่ต้องทนเรื่องหนักขนาดนี้นะ ” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ความล้มเหลวของการปกครองท้องถิ่นกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2548 มัสยิดกลางปัตตานี เท่าที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาและติดตามความขัดแย้งและความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมจากอดีตมาจนบัดนี้ ได้เกิดความเข้าใจตามภาษาของคนที่มีความคิดนอกรีตว่า เป็นเรื่องของความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นของรัฐบาลอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เนื่องจากการขาดความสนใจและความเข้าใจในเรื่อง ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เป็นสำคัญ แม้ในขณะนี้จะมีนักวิชาการและผู้รู้เป็นจำนวนมากให้ความสำคัญในเรื่องวัฒนธรรมก็ตามแต่ก็หาเป็นสิ่งเพียงพอไม่ อันเนื่องมาจาก วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นสิ่งที่อยู่ลอย ๆ หากผูกพันอยู่กับบริบทของกลุ่มคน สถานที่ และเวลาเสมอ ซึ่งก็เป็นเรื่องของสังคมและประวัติศาสตร์นั่นเองโดยเฉพาะประวัติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น การขาดความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมนี้ มีมาตลอดเวลาตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะมุ่งเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีเป็นหลักในการพัฒนาบ้านเมือง จึงขาดการทบทวนประวัติศาสตร์และเพิกเฉยต่อชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นเสมอมา ในเรื่องทางประวัติศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมองย้อนหลังไปถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ อันเป็นเวลาที่มีการปฏิรูปการปกครองทั่วทั้งประเทศสยาม การปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตามแนวทางตะวันตกในสายตาของนักวิชาการทั่วไป การปฏิรูปการปกครองครั้งนี้คือการรวมอำนาจการปกครองมาอยู่ส่วนกลางอย่างมีระบบและสมบูรณ์ที่สุดกว่าครั้งใด ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช นักมานุษยวิทยาอาวุโสให้ความเห็นว่า เป็นกระบวนการสร้างอาณานิคมภายในแบบเดียวกันกับการสร้างอาณานิคมจากภายนอกโดยต่างชาติที่เป็นมหาอำนาจ ความเด่นชัดที่มองเห็นชัดเจนก็คือ ท้องถิ่นหมดขีดความสามารถในการดูแลตนเองอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตนับพันปี เพราะรัฐได้กำหนดพื้นที่ในการปกครองขึ้นมาทับพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างมีระบบจากข้างบนลงสู่เบื้องล่าง นั่นคือการกำหนดแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออกเป็น หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ แทนชุมชนบ้านและเมืองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทางสังคมและวัฒนธรรม อันเป็นเรื่องการจัดการจากภายในหรือข้างล่างอย่างที่เคยเป็นมา บ้าน ก็คือชุมชนขนาดเล็กที่เกิดจากผู้คนหลายครัวเรือนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันจนรู้จักว่าใครเป็นใคร มีทั้งกลุ่มคนในครัวเรือนที่เป็นญาติพี่น้องโดยทางสายโลหิตและการเกี่ยวดองกันในการแต่งงานกับบรรดาครัวเรือนของคนในครอบครัวในตระกูลอื่น ความสัมพันธ์จากการอยู่ร่วมกันที่ทำอะไรต้องสอดคล้องกัน ทำให้เกิดการยอมรับกันในลักษณะที่เป็นพี่น้องร่วมบ้านหรือเพื่อนร่วมบ้าน ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมตามที่กล่าวมานี้ จำเป็นต้องจัดสร้างวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตเพื่อมีชีวิตรอดร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต จึงเป็นเรื่องขององค์รวมที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในชุมชนท้องถิ่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติอันแลเห็นได้จากการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในรูปของการสร้างที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของปัจจัยสี่เป็นสำคัญ ท้ายสุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนท้องถิ่นกับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ อันเป็นเรื่องของการจินตนาการและความเชื่อในเรื่องศาสนาและจักรวาลที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อำนาจนอกเหนือธรรมชาตินี้แหละที่มีพลังในการควบคุมผู้คนในสังคมหรือกลุ่มชนนั้น ๆ ให้มีความสัมพันธ์ทางสังคมและการทำมาหากินอยู่รอดร่วมกันได้อย่างร่มรื่น อำนาจนอกเหนือธรรมชาติทำให้เกิดสถาบันทางศาสนา เช่น วัด มัสยิด และโบสถ์ อันเป็นที่ผู้คนในชุมชนได้มาชุมนุมกัน รับฟังคำสอนทางพระศาสนา ประกอบประเพณีพิธีกรรมที่จรรโลงโครงสร้างทางสังคมและความมั่นคงทางจิตใจของผู้คนในชุมชนให้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นในกรอบของจารีต ประเพณี ข้อห้าม และศีลธรรม ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าในชุมชนทางธรรมชาติของมนุษย์ทุกภาษาทุกผู้และทุกนามนั้น ศาสนสถานไม่ว่าวัดในทางพระพุทธศาสนา มัสยิดของศาสนาอิสลาม และโบสถ์ของคริสต์ศาสนา ต่างก็เป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือสังคมโดยธรรมชาติ จากโครงสร้างทั้งสามทางวัฒนธรรมของมนุษย์ คือ โครงสร้างสังคม ระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อในอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่กล่าวมาในรูปของนามธรรมนี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นองค์กรทางสังคมที่มาจากบุคคลที่เป็นตัวแทนในกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้สังคมหรือชุมชนนั้นๆ ดำรงอยู่ได้อย่างสืบเนื่อง อันประกอบด้วย บุคคลที่เป็นผู้นำทางศาสนาและศีลธรรม ถ้าหากเป็นชุมชนทางพุทธศาสนาก็ได้แก่ พระสงฆ์องค์เจ้าที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดในชุมชนผู้มักจะเป็นพระอุปัชฌาย์และครูบาแก่คนทั้งหลาย บุคคลที่เป็นผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำทางภูมิปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมที่อยู่ในบั้นปลายของชีวิต หมดความต้องการทางโลกแต่รักที่จะเห็นลูกหลานและผู้คนในชุมชนอยู่สืบเนื่องร่วมกันอย่างสันติสุข บุคคลที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิในชุมชนที่คนเลือกให้เป็นผู้นำในการปกครองและบริหาร ตลอดจนบุคคลที่เป็นครูและมีความรู้ในทางเทคนิคด้านต่าง ๆ องค์กรชุมชนธรรมชาติที่ว่านี้ มีลักษณะเป็นกันเองและเสมอภาคระหว่างบุคคลที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ในองค์กรและกับผู้คนในชุมชนทั่วไป เพราะมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินการเพื่อการอยู่รอดร่วมกันของผู้คนในชุมชนเหมือนกัน องค์กรนี้ไม่มีที่ทำการหรือสถานที่ทำงาน การประชุมระหว่างกันหรือประชุมกับลูกบ้านและชาวบ้านทั่วไปใช้สถานที่ทำการในวัดหรือศาสนสถานเป็นที่ทำการ การใช้สถานที่ทำการในวัดหรือศาสนสถานดังกล่าวมีนัยไปถึงการควบคุมพฤติกรรมทางสังคมด้วย เพราะควรเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างมีศีลธรรม ในศาสนาอิสลามของคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ดูเคร่งครัดกว่าที่อื่น ๆ เรียกองค์กรชุมชนนี้ว่า สภาสุหรอ ประชุมกันในมัสยิดที่ผู้คนในชุมชนต้องมาทำละหมาดกันวันละ ๕ เวลา ผู้รู้ในหมู่มุสลิมบอกว่า การประชุมร่วมกันในมัสยิดนั้นไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประชุมพูดจาหยาบโลน ดื่มน้ำเมา และนึกอะไรทำอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวและผิดทำนองครองธรรม ซึ่งแตกต่างจากการประชุมกันที่ทำการตำบลหรือ อบต. ระบบการปกครองท้องถิ่นแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แบ่งพื้นที่ในการปกครองเป็นหมู่บ้านคือการกันชุมชนที่เป็นบ้านและวัดออกไป ด้วยการกำหนดจากจำนวนครัวเรือนว่ากี่ครัวเรือนจึงเป็นหนึ่งหมู่บ้าน โดยมีผู้ใหญ่บ้านที่ทางราชการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครอง ชุมชนธรรมชาติใดที่มีขนาดใหญ่ก็ถูกย่อยลงเป็นหมู่บ้าน หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ นับเป็นชุมชนจัดตั้งจากอำนาจภายนอก ต่างจากชุมชนภายในที่เกิดขึ้นจากสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และการมีวิถีชีวิตร่วมกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และ ๖ เรื่อยลงมาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองในระยะแรก ๆ นั้น ความขัดแย้งระหว่างชุมชนธรรมชาติและชุมชนทางราชการไม่ได้มีเพราะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ดีหรือกำนันก็ดีมักเป็นคนในท้องถิ่นที่ผู้คนยอมรับ อีกทั้งยังไม่มีช่องทางที่จะได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษจากทางราชการแต่อย่างใด จนกระทั่งสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองโดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระยะ ๆ หัวใจของการพัฒนาก็คือ การขยายพรมแดนทางเศรษฐกิจหรือนิเวศเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อการใช้และเพื่อเข้าถึงบรรดาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อการเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมโดยตรง ทำให้เกิดผลกระทบกับนิเวศวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าการสร้างเขื่อนพลังน้ำ การชลประทานหลวง การสร้างถนนหนทาง การสร้างแหล่งอุตสาหกรรม การขยายเขตเมือง และการกำหนดเขตป่าสงวน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำลายสภาพแวดล้อมทรัพยากรและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญก็คือ การเข้ามาของคนต่างถิ่นนอกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพวกพ่อค้านายทุนคนที่เป็นแรงงานที่เข้ามาพร้อมด้วยกติกาในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติโดยอำนาจกฎหมายจากรัฐและส่วนกลางนั้น มีผลทำให้ชุมชนธรรมชาติที่อยู่กันตามแบบประเพณีในกรอบของจารีตวัฒนธรรมระส่ำระสายและแตกแยก เกิดช่องว่างระหว่างวัย คนรุ่นใหม่ถ้าไม่ย้ายออกจากถิ่นเดิมก็ขานรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เน้นวัตถุนิยมและรายได้ทางเศรษฐกิจ ครั้นแล้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้ามาแทนที่สิทธิและอำนาจทางวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนธรรมชาติก็อุบัติขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้นมีการผันเงินไปยังชนบทเพื่อกระจายรายได้ไปสู่ชาวบ้านอย่างทั่วถึง เพื่อให้ได้ค่าจ้างจากการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ เช่น ทำถนนเข้าหมู่บ้าน ลอกและขุดคลองชลประทาน เป็นต้น โดยให้สิทธิและอำนาจการจัดการอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน การกระทำเช่นนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางสังคมที่องค์กรท้องถิ่นเคยเอาแรงขอแรงชาวบ้านให้มาร่วมกันทำเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีค่าตอบแทนอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดการมองอะไรเพื่อการตอบแทนทางวัตถุมากกว่าจิตใจอย่างที่เคยมีมา ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนมากเห็นจะเป็นพวกผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ซึ่งนอกจากได้มาโดยตำแหน่งฐานะแล้วยังเผื่อแผ่ไปยังกลุ่มผลประโยชน์ของตนอีกด้วย นับเป็นการแบ่งแยกภายในชุมชนเป็นสำคัญ ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่บ้านและกำนันในเรื่องสถานภาพ อำนาจ และผลประโยชน์อย่างชัดเจน ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันอาจมาจากคนในท้องถิ่นหรือจากภายนอกก็ได้ มีการซื้อเสียงหาเสียงเพื่อจะได้เข้าดำรงตำแหน่ง อีกทั้งมักจะได้กับผู้มีฐานะร่ำรวยและมีอิทธิพล บางคนสามารถตั้งตัวเป็นเศรษฐีและนายทุนของท้องถิ่นเลยก็ว่าได้ ทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันคือตัวแทนของรัฐที่เป็นกลไกในการถืออำนาจเข้าสู่รัฐแทนการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น เพราะโดยพฤติกรรมหาได้ทำอะไรเพื่อคนในท้องถิ่นอย่างแต่เดิมไม่ แต่การเติบโตในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของผู้ใหญ่บ้านและกำนันก็หาหยุดอยู่ที่ทำอะไรภายใต้การดูแลของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และทางส่วนกลางไม่ สมัยรัฐบาลต่อมาได้เกิดจัดให้มีองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. และส่วนจังหวัด หรือ อบจ. ขึ้น โดยหวังให้ท้องถิ่นมีการปกครองตนเองโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับอำเภอและจังหวัดเพียงอย่างเดียวอย่างแต่ก่อน ก็นับเป็นเจตนาดีในทางอุดมคติและหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ อบต. และอบจ. กลับกลายเป็นหนทางการเติบโตของบรรดาผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายทุนและผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากภายนอกและภายในท้องถิ่น ต่างเปลี่ยนฐานะจากการใช้อำนาจรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์มาเป็นอำนาจท้องถิ่นที่ได้มาจากการหาชื่อเสียงและการใช้อิทธิพล สิ่งที่เปลี่ยนไปของลักษณะผู้นำและการเป็นผู้นำในสังคมท้องถิ่นก็เกิดขึ้น แต่ก่อนผู้นำท้องถิ่นคือบุคคลที่มีใจคอกว้างขวางเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนทั่วไป และทำอะไรก็เพื่อเป็นประโยชน์ของท้องถิ่น แม้ว่าในบางครั้งจะแสดงออกในทางท้องถิ่นนิยมอย่างมีอคติก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้หาใช่คนร่ำรวยที่มีฐานะและความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากชาวบ้านทั่วไปไม่ ผู้นำแบบนี้คนสมัยเดิม ๆ เรียกว่า นักเลง นักเลงโต หรือมีจิตใจเป็นนักเลง แต่ผู้ที่มาในรูปของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และอบต. ในยุคนี้ คือ บุคคลที่มีฐานะความมั่งคั่ง อำนาจ และอิทธิพลไปในแบบเจ้าพ่อ ในหลาย ๆ แห่ง เจ้าพ่อก็คือมาเฟียอย่างที่มีในต่างประเทศ ผู้นำที่เป็นเจ้าพ่อนี้ มักเป็นพวก คนชั้น ที่เหลื่อมล้ำกับคนที่เป็นชาวบ้านทั่วไป มักได้อำนาจอย่างล้นฟ้ามาจากอำนาจทางการเมืองจากทางรัฐสภา ผู้นำเหล่านี้คือบุคคลที่ก้าวต่อไปเป็น สส. เป็นนักการเมืองที่แสวงหาช่องทางเข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตในคณะรัฐบาลเพื่อที่จะมีอำนาจเหนืออำนาจการบริหารปกครองที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน หน้ามัสยิดกรือเซะมักมีผู้มายืนสงบจิตภาวนากันอยู่เสมอแม้ไม่ใช่เวลาละหมาด ความซวยจึงพึงเกิดขึ้นกับผู้คนในท้องถิ่น เพราะได้ผู้นำที่ไม่เพียงแต่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวกแล้ว ยังกลายเป็นรูปแบบและตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่ขานรับความเป็นปัจเจกบุคคลในระบบทุนนิยมเสรีที่ขยายผลลงสู่คนรุ่นใหม่ในท้องถิ่น จนเกิดการมองโลก ค่านิยม และทัศนคติที่ห่างไกลไปจากความเป็นมนุษย์ในลักษณะที่เป็นสัตว์สังคมอย่างในอดีต ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ในระดับรากหญ้าคือ สัตว์เศรษฐกิจ ในระบบทุนนิยมเสรีที่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกเหนืออื่นใด อมนุษย์แบบนี้มีพบทั้งในระดับชุมชนและครอบครัว คือ ผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมให้มีความคิดริเริ่มใหม่ในการเป็นผู้ประกอบการ จะทำอะไรก็ขอให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจตามคำพังเพยแห่งยุค คือ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ทำให้แสวงหาผลประโยชน์แม้กระทั่งบุคคลที่เป็นญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน จนละความคิดและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางมนุษยธรรม เดี๋ยวนี้ ความจน ความรวย เป็นเรื่องของรายได้ส่วนบุคคลที่เป็นปัจเจก จนถึงต้องมีการขึ้นทะเบียนคนจนกันทั้งประเทศ ฐานะความเป็น คนชั้น ที่แสดงออกด้วยการบริโภคทางวัตถุปรากฏให้เห็นแม้แต่บุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งแต่ก่อนความจนและความรวยเป็นเรื่องการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน หาเป็นปัจเจกไม่เพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอาย นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืน อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งหลายในชุมชนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติก็เปลี่ยนไปด้วย แต่ก่อนคนสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลักษณะที่เป็นกลุ่ม เช่น การใช้พื้นที่ธรรมชาติในการตั้งถิ่นฐานของชุมชนร่วมกัน แล้วจึงย่อยออกมาเป็นสิทธิของการครอบครองที่ดินในลักษณะที่เป็นที่ตั้งของครัวเรือนและที่ทำกินของครัวเรือนและครอบครัว เป็นสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดและซื้อขายกันได้ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น เขตวัด เขตป่าช้า เขตป่าเขา หนองบึง แม่น้ำลำคลองและท้องทุ่ง ที่ผู้คนในชุมชนและชุมชนที่อยู่ในละแวกเดียวกันได้ใช้ร่วมกันอย่างมีกติกาและจารีต ความสัมพันธ์ของคนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติดังกล่าวนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของสังคมบ้านและเมืองในอดีต เป็นเรื่องที่อธิบายให้เห็นได้ว่า คนแต่ดั้งเดิมในสังคมเกษตรกรรมที่แม้พึ่งพิงธรรมชาตินั้นไม่มีทางอยู่ได้อย่างโดดๆ แต่เพียงชุมชนเดียว โดยเฉพาะชุมชนบ้านหรือหมู่บ้าน หากต้องอยู่รวมกันในพื้นที่ซึ่งเป็นภูมินิเวศธรรมชาติเดียวกัน เพราะต้องพึ่งธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในภูมินิเวศเดียวกัน จนเกิดรูปแบบในเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคม และการใช้ทรัพยากร การจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นธรรมร่วมกัน การปรับตัวดังกล่าวนี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดนิเวศวัฒนธรรมขึ้นมา ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าเรียกว่า ท้องถิ่น แทน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนทั่วไปไม่ใช่กับพวกนักวิชาการ เพราะฉะนั้น เมื่อข้าพเจ้าศึกษาเรื่องชีวิต วัฒนธรรม และการปกครองท้องถิ่น ข้าพเจ้าจึงใช้ ท้องถิ่น เป็นหน่วยในการศึกษามากกว่าการใช้คำว่า ชุมชน ที่ทั้งทางราชการและนักวิชาการจำนวนมากใช้กัน ตัวอย่างเช่น คำว่า ชุมชน ที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้นมักกำหนดเอาจากหน่วยทางการปกครอง เช่น หมู่บ้านและตำบล แต่ชุมชนที่ข้าพเจ้าเรียกว่า บ้าน นั้น หมายถึง วิลเลจ [Village] ในภาษาอังกฤษ เป็นชุมชนที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคมของคนภายในท้องถิ่น หาได้อยู่ที่การกำหนดเขตพื้นที่จากจำนวนครัวเรือนของทางราชการไม่ ดังนั้น ท้องถิ่นหรือนิเวศวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยชุมชนหลายชุมชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติร่วมกันนั้นคือพื้นที่ทางวัฒนธรรมนั่นเอง ทว่า การปรับตัวเข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นหรือนิเวศวัฒนธรรมนั้น ไม่มีทางสำเร็จถ้าขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะควบคุมความประพฤติและพฤติกรรมในเรื่องความต้องการทางวัตถุอันเป็นเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง และผลประโยชน์ส่วนบุคคลของคนในชุมชนได้ทั่วถึง ยกเว้นอำนาจจากความเชื่อและความกลัวที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ อำนาจนี้เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ผดุงศีลธรรมซึ่งอยู่กับความเป็นมนุษย์มาแทบทุกยุคทุกสมัยในสังคมตะวันออก ในนิเวศวัฒนธรรมหรือท้องถิ่น บรรดาแทบทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติจะมีสิ่งนอกเหนือธรรมชาติเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในแม่น้ำลำคลอง ทุ่งหญ้า ป่าเขา ต้นไม้ สัตว์ ต่างก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ผี หรือพลังทางจิตวิญญาณเสมอ เป็นความเชื่อที่ผู้คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นรับรู้และเชื่อฟังข้อห้ามและกฎเกณฑ์จารีตของการที่จะไปเกี่ยวข้องกับการนำสิ่งของธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันทั้งนั้น อำนาจนอกเหนือธรรมชาติดังกล่าวนี้ คือ สิ่งที่ค้ำจุนระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศวัฒนธรรมเป็นเรื่องของการนำมาใช้อย่างเอื้ออาทรต่อกัน โดย นำมาใช้แต่พอเพียง ไม่เข้าไปยึดครอง และนำมาเป็นประโยชน์เฉพาะตนและพรรคพวก ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของผู้คนในทุกชุมชนในท้องถิ่นด้วย ถ้าหากใครละเมิดก็จะถูกอำนาจนอกเหนือธรรมชาติลงโทษ กลายเป็นคนที่ถูกตำหนินินทาเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายที่อาจนำความหายนะมาสู่ผู้คนในสังคมท้องถิ่นทั้งหมด อำนาจนอกเหนือธรรมชาตินี้จะแสดงออกด้วยการประกอบประเพณีพิธีกรรมทั้งในรูปแบบของประเพณีสิบสองเดือน ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และประเพณีเกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นอาทิ วัดศาลเจ้า หอผี ล้วนเป็นความเชื่อที่สัมพันธ์กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นพากันมาประกอบประเพณีพิธีกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดกระบวนการสร้างสำนึกร่วมและการสังสรรค์ทางสังคมที่นำมาซึ่งความมั่นคงทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจระหว่างกัน ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติกำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการทำลายอย่างเป็นกระบวนการที่เรียกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีแผนพัฒนามาเป็นระยะ ๆ หลายรัฐบาลจนปัจจุบัน คงไม่มีเวลาที่จะบรรยายสรรพคุณความชั่วร้ายของแผนพัฒนาในที่นี้ เพราะเคยพูดไว้ในที่อื่นๆ อย่างซ้ำซาก เพียงอยากสรุปให้เห็นแต่เพียงว่า เป็นการนำเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธีปฏิบัติทางเศรษฐกิจ การเมืองในระบบทุนนิยมเสรีที่เน้นความสำคัญของการเป็นปัจเจกบุคคลที่มนุษย์ทางตะวันออกเห็นว่าเป็นอมนุษย์มาดำเนินการ ทำให้เกิดระบบนิเวศเศรษฐกิจการเมืองจาก ภายนอก ท้องถิ่นเข้ามาทำลายนิเวศวัฒนธรรมของผู้คน ภายใน ท้องถิ่นจนแตกแยกและล่มสลาย กระบวนการขยายตัวของนิเวศเศรษฐกิจการเมืองนี้ ปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เอาอำนาจทางกฎหมายจากส่วนกลางและสิทธิอำนาจในการดูแลรักษาความสงบยุติธรรมของรัฐเข้ามาบดบังอำนาจทางจารีตประเพณีของสังคมท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ว่าในทุกแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐนั้น ดูเหมือนตัดความสำคัญทางศาสนาออกไป โดยปล่อยให้เป็นเรื่องทางสังคมแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อละเลยศาสนาและความเชื่ออันเป็นมิติทางจิตวิญญาณที่เคยสร้างดุลยภาพระว่างความต้องการทางวัตถุและจิตใจก็สูญสลายไป การพัฒนาในเรื่องจิตใจจึงเป็นเรื่องที่ปล่อยไปตามยถากรรม และมีส่วนกระตุ้นให้ความเชื่อทางศาสนาที่เคยจรรโลงศีลธรรมเปลี่ยนมาเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่กลับไปเสริมอำนาจและความโลภทางวัตถุของปัจเจกบุคคลแทน วัดและศาสนสถานที่เคยเป็นศูนย์กลางทางสังคมของชุมชนทั้งบ้านและเมืองก็หมดความหมายอย่างที่เคยมีมาในอดีต แต่กลับมีรูปแบบที่ใหญ่โตสวยงามและมั่งคั่ง เพราะกลายเป็นที่ระบายความใหญ่โตของขุนนางสงฆ์และการแสดงออกทางฐานะ และอำนาจของบรรดานักการเมือง นักธุรกิจแบบปัจเจกบุคคล มากกว่าการเป็นวัดของผู้คนในชุมชนดังแต่ก่อน คนแก่ๆ ในชนบทมักพูดให้เสียดแทงใจบ่อย ๆ ว่า วัดสมัยนี้อยู่ที่เมรุเผาศพ เพราะเป็นที่ส่งวิญญาณ คนชั้น ให้ไปสู่สวรรค์ชั้นที่ร่ำรวยอย่างนิรันดร เมื่อสิ้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ก็สิ้นอำนาจทางจิตวิญญาณที่เคยจรรโลงสังคมท้องถิ่นให้อยู่ร่วมกันอย่างมีศีลธรรม ก็สิ้นความสำคัญขององค์กรชุมชนจากภายในในการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อการมีชีวิตอยู่รอดร่วมกันของสังคมท้องถิ่น โดยเฉพาะการจัดการน้ำและทรัพยากรที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องใช้ร่วมกันและต้องช่วยกันจัดการแบ่งปัน แต่ก่อนการจัดการน้ำเป็นเรื่องของชลประทานราษฎร์เป็นเรื่องของคนในสังคมท้องถิ่นดูแลกันเอง โดยเป็นเครือข่ายขององค์กรชุมชนบ้านแต่ละแห่งในชุมชนมาประชุมตกลงกัน ในการร่วมแรงและกำลังทุนมาจัดการแล้วแบ่งปันกันอย่างทั่วถึง ดังเช่น การชลประทานเหมืองฝายในเขตแคว้นล้านนาทางภาคเหนือ โดยรัฐโบราณสนับสนุนด้วยการให้อำนาจทางกฎหมาย เช่น ในกฎหมายมังราย เป็นต้น การจัดการกันเองโดยอำนาจท้องถิ่นเช่นนี้ ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นต่างมีน้ำกินน้ำใช้ในทุกฤดูกาล หามีการแบ่งน้ำกันเหมือนในปัจจุบันไม่ ซึ่งดูตรงข้ามกับการเข้ามาเกี่ยวข้องของรัฐและนายทุนจากภายนอกในรูปชลประทานหลวงที่ทำให้เกิดการแย่งน้ำ น้ำท่วม และการโยกย้ายผู้คนออกจากชุมชนจนเดือดร้อนกันไปทั่วในปัจจุบัน การจัดการทรัพยากรในนิเวศวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นโดยอำนาจของจารีตประเพณีนั้น สามารถทำให้คนที่ด้อยโอกาสไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัยมีชีวิตอยู่ได้ เพราะอาจอาศัยพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นในการสร้างที่อยู่อาศัย บึง หนอง ป่า เขา และแม่น้ำ อันเป็นพื้นที่สาธารณะในการหากิน แต่ปัจจุบันพื้นที่สาธารณะดังกล่าวถูกออกเอกสารสิทธิ์ให้กลายเป็นพื้นที่เพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลไปหมดแล้ว การสิ้นอำนาจทางจารีตประเพณีของท้องถิ่นก็สิ้นอำนาจและความสามารถทางภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่จะจัดระเบียบทางสังคมเพื่อการอยู่รอดร่วมกันอย่างที่มีมาแล้วเกือบพันปี แต่ก่อน หากเกิดความขัดแย้งทางสังคม เช่น มีคนไม่ดี คนเกเร หรือคนนอกเข้ามาก่อความวุ่นวาย องค์กรชุมชนแบบเดิมจัดการได้โดยไม่ต้องแจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาจัดการ เว้นแต่เรื่องที่สำคัญร้ายแรงจนจัดการไม่ได้ รวมทั้งการให้ความยุติธรรมด้วย ผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของชุมชนจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้ประนีประนอมกันก่อนโดยไม่ต้องไปขึ้นศาลและจ้างทนายความแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะโครงสร้างทางสังคมขององค์กรชุมชนบ้านแต่เดิมนั้นเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนความเสมอภาคที่ความแตกต่างในระดับต่ำ-สูงอยู่ที่วัยวุฒิและคุณวุฒิเป็นสำคัญ แต่ความแตกต่างดังกล่าวนี้ไม่ทำให้เกิดช่องว่างที่จะนำไปสู่การมีอำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ถูกควบคุมด้วยสำนึกร่วมของการเป็นคนภายในจากบ้านเดียวกันหรือท้องถิ่นเดียวกัน การกระทำการใด ๆ นั้นต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นประโยชน์กับส่วนรวมทั้งสิ้น แต่นับจากรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา มีการกระจายเงินจากส่วนกลางลงไปในชนบท ได้ทำให้บุคคลที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันมีอำนาจหน้าที่ในการใช้เงิน ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ นั้น เป็นเหตุให้โครงสร้างสังคมขององค์กรชุมชนที่เคยเสมอภาคกลายมาเป็นความเหลื่อมล้ำแบบปิรามิด เกิดผลประโยชน์แก่บุคคลและพรรคพวกที่มีตำแหน่งและฐานะที่จะใช้เงินได้ เงินจากรัฐแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความต้องการของผู้ได้รับการเลือกตั้งและแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองและบริหารของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือ อบต. ซึ่งในที่สุดได้ทำให้เกิดความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกำนันและ อบต. เกิดสำนึกในความเป็นคนท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรชุมชนที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ทางศีลธรรมและมีภูมิปัญญาเข้ามามีส่วนร่วมให้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมอย่างแต่ก่อนแล้ว ก็คงไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ เพราะการล่มสลายของนิเวศวัฒนธรรมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมท้องถิ่นได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศแล้วในขณะนี้ เป็นสิ่งที่รอวันรอคืนให้บ้านเมืองและที่ทำกินของผู้คนถูกยึดครองโดยนายทุนจากภายนอก โดยคนท้องถิ่นที่เป็นชาวบ้านกลายเป็นทาสติดที่ดินไป ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมท้องถิ่นของสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่าคนท้องถิ่นส่วนใหญ่กำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ไดเลมม่า [Dilemma] คือการอยู่ท่ามกลางสิ่งไม่พึงประสงค์ทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งคือการคุกคาม ทำลาย และบดขยี้นิเวศวัฒนธรรมที่มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจการเมืองจากภายนอกที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นไม่อาจต่อต้านและต่อรองได้ กับอีกข้างหนึ่งที่มาจากภายใน อันเนื่องจากช่องว่างระหว่างวัยของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนรุ่นเก่าคือพวกที่ยังยึดมั่นในพระศาสนา ดำเนินวิถีชีวิตไปตามคำสั่งสอนของพระศาสดา รักความสงบและเรียบง่ายจนไม่อาจต้านกระแสการคุกคามของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและวัตถุนิยมจากภายนอกได้ กับพวกคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งขานรับอิทธิพลวัตถุนิยมจากภายนอก แสวงหาความมั่งคั่งด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต และพวกคนหัวรุนแรงที่ต่อต้านและทำลายความเจริญทางวัตถุที่มาจากภายนอก คนรุ่นใหม่ที่ว่านี้หาได้เชื่อฟังอยู่ในโอวาสของพระศาสนาอย่างแต่ก่อนไม่ พวกที่เห็นแก่ตัวก็แสวงหาผลประโยชน์อย่างชั่วร้าย เช่น ค้ายาเสพติด มอมเมาเด็กวัยรุ่นให้ก่อความรุนแรงและความไม่สงบ ในขณะที่พวกหัวรุนแรงคือพวกที่เกลียดชังรัฐบาลและสังคมไทยพุทธ เพราะได้รับการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อมในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมและเสมอภาคมาเป็นเวลาช้านาน คนเหล่านี้มักเป็นผู้ก่อความรุนแรงไม่สงบ ต่อต้านรัฐบาลและต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดน มีการฝึกฝนในด้านการใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ และมีความสามารถเป็นอย่างดีในการก่อการจลาจลและฆ่าฟันผู้คนที่เห็นว่าเป็นผู้เข้ากับทางรัฐบาลและคุกคามการขยายตัวของนักธุรกิจ นายทุนที่มาจากภายนอก ทหารรักษาการณ์ท่ามกลางความแออัดจอแจของตลาดเช้าที่ตลาดเก่าปัตตานี ปรากฏการณ์ของความไม่สงบและความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ได้ทวีคูณความรุนแรงในช่วงเวลา ๑ ปี ๙ เดือนที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้การสร้างความไม่สงบเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เป็นเรื่องของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีแรงผลักดันมาจากการที่รัฐไม่ให้ความยุติธรรมและความเสมอภาคกับคนมุสลิมมาแต่สมัย จอมพลป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ผนวกกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองที่เป็นข้าราชการที่ทำความเดือดร้อนให้กับผู้คนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าการก่อความไม่สงบก็ดูเหมือนจะแลเห็นเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอได้ว่า เป็นการเผาหรือวางระเบิดโรงเรียน ศูนย์กลางการคมนาคมและสถานที่ราชการเป็นส่วนใหญ่ หาได้เป็นการปฏิบัติการในเรื่องลอบทำร้าย ลอบฆ่าเจ้าหน้าที่และประชาชนไม่ จนกระทั่งเมื่อรัฐบาลปัจจุบันได้มีการยกเลิกการทำงานของคณะทำงานร่วมกับ ศอบต. ที่ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ในเรื่องการรักษาความสงบมามอบอำนาจให้ฝ่ายตำรวจดำเนินการโดยเด็ดขาดแต่ผู้เดียว เมื่อ ๑ ปี ๙ เดือนที่แล้วมา การก่อความรุนแรงจึงทวีคูณขึ้นคือไม่เพียงแต่เผาทำลายโรงเรียนสถานที่ราชการ หรือสถานที่ประกอบการค้าธุรกิจเท่านั้น หากยังมีการทำลายฆ่าฟันเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการเกิดขึ้นด้วย แต่เหตุของการเปลี่ยนแปลงจนเป็นการทำร้ายผู้คนจนถึงจนถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ หาได้มีการตั้งคำถามและสอบหากันจากทางรัฐและสังคมมหาชนแต่อย่างใด กลับคิดและเชื่อกันเป็นทางเดียวว่า เป็นการเพิ่มความรุนแรงในการก่อการร้ายที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างที่เชื่อกันมาแต่เดิมนั่นเอง โดยหามีการตั้งข้อสังเกตโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยว่า ทางฝ่ายก่อความไม่สงบได้มีการสื่อความหมายมาเป็นระยะๆ จากคำประกาศในใบปลิวและข้อความที่เขียนไว้ตามที่สาธารณะว่า “ถ้าไม่เลิกอุ้มฆ่าคนมุสลิม ก็จะได้รับการตอบโต้อุ้มฆ่าคนบริสุทธิ์ที่เป็นคนพุทธ ฆ่าพระ ฆ่าตำรวจ ฆ่าทหาร พ่อค้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตำรวจจนถึงเกี่ยวข้องกับทางรัฐ” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามก็ทำมาตามลำดับ เหมือนกับยั่วยุให้ทางฝ่ายรัฐบาลเพิ่มมาตรการลงไปจัดการ โดยอ้างความชอบธรรมกับสังคมมหาชนว่าเป็นการปราบปรามเพื่อป้องกันการแบ่งแยกดินแดน สิ่งที่ทำให้เกิดการเดินทางเข้าไปสู่กับดักของของผู้ก่อความไม่สงบของฝ่ายปฏิบัติการของทางรัฐโดยความเห็นชอบของสังคมมหาชน (เพราะมีการสำรวจความเห็นออกมาทีไร ก็เห็นด้วยกับเรื่องการแบ่งแยกดินแดนและการปราบปรามโดยวิธีการรุนแรง) เพราะข่าวที่ออกมาจากจอทีวี เสียงจากวิทยุ และหน้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการนำเอาภาพของความเสียหายจากการเผาระเบิดทำลายสถานที่ทางราชการและธุรกิจการค้า ตลอดจนการเสียชีวิตและสถิติคนตายและบาดเจ็บมาตีแผ่ ข้อมูลที่เป็นปรากฏการณ์ โดยมีสถิติจำนวนคนตายและความเสียหายที่ปรากฏเป็นข่าวนี้ แท้จริงแล้วหาได้เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเป็นจริงทั้งหมดไม่ เพราะเป็นสิ่งที่นอกจากเลือกนำมาเสนอให้เข้ากับความเข้าใจของผู้คนในสังคมมหาชนที่มีทัศนคตินิยมแบบศูนย์กลางเป็นใหญ่ [Centralism] แล้วยังเป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงสิ่งที่เป็น ปลายเหตุ มากกว่า ต้นเหตุ ดังนั้น เมื่อมองจากสิ่งที่เป็นปลายเหตุ เช่น จำนวนคนตายที่เป็นผลจากการฆ่าฟันของผู้ก่อการร้ายก็ว่าต้องทำการปราบปรามด้วยวิธีรุนแรง เกิดมาตรการออกกฎอัยการศึกนำทหารลงไปปฏิบัติการราวกับพื้นที่ในสามจังหวัดภาคใต้เป็นดินแดนแห่งอริราชศัตรู รวมไปถึงมาตรการในการเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายและการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไม่มีความยากจนแบบเดียวกับที่ช่วยเหลือคนที่เป็นไทยพุทธ ซึ่งนับเป็นการขาดความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนมาตรการต่าง ๆ จากทางรัฐที่ทำไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่เป็นปลายเหตุนี้จะถูกปฏิเสธและตอบโต้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเหตุการณ์ระเบิดกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่แล้วมา ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่รัฐและสังคมมหาชนเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่นำไปสู่การออกพระราชกำหนดที่มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนในการใช้กำลังรุนแรงปราบปรามอยู่ในขณะนี้ ในการรับรู้ของสังคมมหาชนภาพของการระเบิดกลางเมืองยะลา คือ การก่อวินาศกรรมแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หรือที่บาหลี และอเมริกา แต่ก็มีผู้ที่มีสติหลายท่านได้ทบทวนประเมินสถานการณ์และความเสียหาย โดยเฉพาะจำนวนผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว เห็นว่าหาได้มีขนาดเป็น วินาศกรรมแบบสยดสยอง [Terrorism] ไม่ เพราะผู้ก่อการร้ายไม่แสดงเจตนาอันใดในการที่จะฆ่าฟันผู้คนในบ้านเมืองและชุมชนอันเป็นเขตแดนของพวกตนแต่อย่างใด ในทำนองตรงข้าม น่าจะเป็นการคุกคามเพื่อการต่อรองทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นการคุกคามบรรดานักการค้าธุรกิจนายทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จนนำความเดือดร้อนให้ผู้คนมุสลิม ดูเหมือนสมมุติฐานข้อหลังนี้ดูสอดคล้องกับการแถลงความเดือดร้อนของบรรดานักธุรกิจในระดับนายทุนต่อคณะกรรมการสมานฉันท์ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่แล้วมา ซึ่งนับเป็นข้อมูลความเป็นจริงจากคนอีกกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ของความรุนแรง ยิ่งกว่านั้นก็ยิ่งดูสอดคล้องใหญ่กับข้อมูลที่ได้จากนักวิชาการในภาคประชาสังคมที่ว่า การคุกคามของผู้ก่อความไม่สงบตั้งแต่หลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นมาที่ห้ามและจะทำร้ายผู้คนที่ออกมาทำงาน มาค้าขายในวันศุกร์และวันเสาร์เพราะเป็นวันหยุดทางศาสนาของคนมุสลิมนั้น เป็นสิ่งที่ขานรับกันในคนมุสลิมหมู่มากที่ปฏิเสธความเจริญสมัยใหม่ที่เข้ามากับสังคมอุตสาหกรรม นั่นก็คือ ต้นเหตุของการก่อการร้ายอย่างหนึ่ง เป็นการต่อต้านการรุกล้ำของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่นำความเจริญทางวัตถุจากภายนอกและผู้ฉวยโอกาสจากภายนอกเข้ามาในบ้านเมืองของคนมุสลิมนั่นเอง เพราะประชาชนธรรมดาทั่วไปยังไม่มีความพร้อมและศักยภาพที่จะปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจและสังคมทุนนิยมแบบใหม่ได้ เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้นึกไปถึงเรื่องการเผาโรงเรียนที่ทำกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและบานปลายมาเป็นทำร้ายและเอาชีวิตของครูอยู่เนืองๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง เป็นไปได้ไหมที่สาเหตุน่าจะมาจากการปรับตัวของการศึกษาของคนมุสลิมแบบเดิมที่ถือว่า ศาสนาอิสลามเป็นวิถีชีวิต [Way of life] กิจกรรมใด ๆ ก็ตามในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากศาสนา เมื่อทางรัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปจัดระเบียบให้มีการศึกษาตามมาตรฐานของทางรัฐบาล จึงเท่ากับเป็น การแยกศาสนาออกจากทางโลกหรือโลกวิสัย [Secularization] โดยตรง ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นและบานปลาย ปัจจุบัน ปัญหาก็ยังเกิดซับซ้อนขึ้นกว่าแต่เดิม เพราะสังคมมุสลิมเองไม่ได้หยุดนิ่ง เกิดคนรุ่นใหม่ที่ไม่เอาศาสนาและหันมาต้องการสิ่งที่เป็นทางโลก ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้การทิ้งของเก่ามารับของใหม่ เกิดความไม่แน่นอนมั่นคงแก่ชีวิตที่จะต้องปรับตัวใหม่ในกระแสของการคุกคามทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมที่มาจากภายนอก ความไม่มั่นคงของอนาคตและการเบื่อหน่ายกับชีวิตแบบเก่าที่ไม่ทันโลกทางวัตถุนิยมที่อยู่รอบด้านไม่ว่าทางมาเลเซียหรือนอกสามจังหวัดภาคใต้ ก็อาจเป็นสาเหตุซึ่งนำไปสู่สิ่งที่เป็นอบายมุข ติดยาเสพติดในหมู่วัยรุ่นที่เป็นชาย เพราะปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของการติดยาเสพติดในรูปแบบของยาแก้ไอและเหล้าแห้งนั้นมีมาก คนมุสลิมที่เป็นชาวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่า หลังจากการประกาศกฎอัยการศึกมียาเสพติดเข้าไปแพร่ระบาดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าแต่ก่อน เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเชื่อและการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานาว่า พวกมีอิทธิพลที่ค้ายาเสพติดนั้นอยู่เบื้องหลังการก่อการร้าย ยิ่งกว่านั้น ก็ยังเชื่อว่าผู้ที่ถูกทางราชการจับในข้อสงสัยว่าแบ่งแยกดินแดนนั้น แท้จริงคือผู้มีส่วนร่วมในการค้ายาเสพติด บนเขาหน้าถ้ำที่ยะลา ท่ามกลางแผ่นดินที่เขียวขจี การระเบิดภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่นก็ยังคงทำอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อประมวลกันแล้ว ก็อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า สิ่งที่สังคมมหาชนและรัฐเข้าใจว่า การก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้เป็นปรากฏการณ์ของการแบ่งแยกดินแดนนั้น แท้จริงมีหลายสาเหตุและปัจจัยระคนกันอยู่ คือ มีทั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยคนบางกลุ่มที่นับวันมีการพัฒนาเทคนิคและวิธีการตลอดจนการใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลุ่มผลประโยชน์ในเรื่องยาเสพติด ค้าของเถื่อน และนักธุรกิจที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งกลุ่มแย่งชิงอำนาจในทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างกัน ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ยังจำกัดขอบเขตอยู่เพียงภายในของสามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น ยังไม่เกี่ยวพันกับขบวนการจากภายนอก ไม่ว่าจากทางโลกมุสลิมหรือจากทางมหาอำนาจตะวันตกแต่อย่างใด ถ้าหากความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบและจากการปราบปรามของฝ่ายรัฐยังดำรงอยู่ ความเดือดร้อนทุกข์ยากก็จะเกิดกับคนส่วนใหญ่ทั้งมุสลิมและชาวพุทธที่ไม่เคยมีความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนจะต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงทั้งการบาดหมางระหว่างกัน เป็นเหยื่อของการกระทำเพื่อต่อรองของพวกก่อการร้ายและการเข้าไปจัดการความสงบด้วยความรุนแรงของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความไม่สงบสุขและเดือดร้อนเช่นนี้ถ้ายังคงอยู่อาจนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรงที่เป็นวินาศกรรมที่ขยายขอบเขตออกไปนอกสามจังหวัดภาคใต้ได้ เพราะฉะนั้น ปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดภาคใต้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีทางแก้ไขได้จากการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามหรือเยียวยาด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเจริญทางวัตถุตามแบบอย่างที่ทางรัฐทำกับบรรดาผู้คนในท้องถิ่นของภูมิภาคอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนพุทธ มีความจำเป็นต้องแขวนหรือทิ้งประเด็นในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่ทำให้คนในสังคมมหาชนเพ่งเล็งว่าคนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดภาคใต้ต้องการแบ่งแยกดินแดน แล้วหันมาทบทวนแสวงหาความจริงที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งเสียใหม่ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็มีกลไกอย่างหนึ่งอยู่แล้ว คือ คณะกรรมการสมานฉันท์ ที่กำลังดำเนินการเพื่อหาความจริงและความยุติธรรมให้เข้าใจและเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในฐานะกรรมการคนหนึ่ง มีความเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้คงไม่ใช่ยาวิเศษอะไรที่จะทำให้เกิดความสงบ สันติสุขได้ในเวลาอันสั้น เพราะเป็นคณะกรรมการที่ไม่มีอำนาจอันใดที่จะเข้าไปจัดการให้เกิดความสงบได้ หากจะเป็นคณะกรรมการที่ทำการศึกษาและสร้างกระบวนการศึกษาหาข้อเท็จจริงจากกลุ่มคนทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่สงบมาเปิดเผยต่อสังคมมหาชน เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ความเข้าใจไปถึงสาเหตุปัญหาและแนวทางที่จะเกิดการปรองดองกันในชาติในประเทศสยามหรือประเทศไทยที่ผู้คนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้คือ พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างเสมอภาคกับคนอื่น ๆ ในประเทศ ในส่วนตัว ข้าพเจ้าใคร่สรุปเป็นภาพรวม ๆ ว่า สาเหตุของความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมคนพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้นั้น เป็นปรากฏการณ์ของความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นที่เริ่มมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ อันเนื่องมาจากการเน้นศูนย์กลางเป็นใหญ่ คิดอะไรทำอะไรมาจากข้างบน [Top down] แต่เพียงอย่างเดียว การกระจายอำนาจปกครองไปให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ อบต. เท่าที่มีมาจนถึงทุกวันนี้ แท้จริงหาได้เป็นการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพไม่ เพราะไม่ถูกนำไปใช้ในการให้ความยุติธรรมและความอยู่เย็นเป็นสุขและความมั่นคงแก่ชีวิตบุคคลทั่วไปอย่างเสมอภาคและถ้วนหน้า หากกลายเป็นประโยชน์กับคนบางคนบางกลุ่มที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. พฤติกรรมของคนเหล่านี้เป็นส่วนมากในการปกครอง ดูแล และจัดการตามอำนาจหน้าที่และระเบียบแบบแผนจากทางรัฐบาลและรัฐสภานั้น หาได้สอดคล้องหรือเกื้อกูลระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี ระบบความเชื่อและศีลธรรม ที่องค์กรชุมชนท้องถิ่นเคยดูแลจัดการเองภายในได้ แต่ปัจจุบันต้องพึ่งตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา และทนายหรือขบวนการอะไรต่ออะไรหลายอย่างจากภายนอกที่ทำเหมือนกับว่า บุคคลทั่วไปที่เป็นชาวบ้านชาวเมืองในท้องถิ่น โง่และไร้ศักยภาพ ในที่สุดก็ทำอะไรไม่ได้ นับแต่ ๑ ปี ๙ เดือน เป็นต้นมา เมื่อรัฐไม่สามารถจัดการอะไรก็เกิดการสร้างภาพหรือแก้ต่างว่า การให้ความสงบสุขภายในไม่ได้นั้นเนื่องมาจากเป็นการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดน ทุกวันนี้ในคณะกรรมการสมานฉันท์หรือในคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ที่พยายามทำความเข้าใจศึกษาหาเหตุของความไม่สงบสุขและหาทางขจัดความเดือดร้อนนั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในระดับหนึ่งทีเดียวเพราะมีคนดีในหมู่คนมุสลิมเข้ามาร่วมมือ โดยเฉพาะผู้นำทางศาสนา ปัญญา และศีลธรรมจาก ปอเนาะ มัสยิด และชุมชน คนเหล่านี้มีบารมีทางศีลธรรมพอเพียงที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการกับคนเกเรและคนที่หลงผิดในการก่อการร้ายได้ ถ้าหากมีการฟื้นฟูองค์กรชุมชนบ้านที่เรียกว่า สุหรอ ขึ้นมาปรับปรุงและสร้างเครือข่ายให้มีอำนาจในการดูแลความสงบและความยุติธรรมภายในรวมกับอำนาจจากส่วนกลางของทางรัฐแล้ว โอกาสที่จะฟื้นฟูความสงบสุขอย่างแท้จริงก็คงเกิดขึ้นไม่ยาก เพราะทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นอยู่กันอย่างหวาดระแวงและหวาดกลัวเนื่องจากผู้ที่มาก่อความไม่สงบล้วนมาจากท้องถิ่นอื่นและผู้ที่รักษาความสงบจากทางรัฐไม่ว่าทหาร ตำรวจ ก็มาจากข้างนอก เกิดความไม่สงบสุขพลุกพล่านในชีวิตประจำวันไปทั่ว กลัวว่าจะต้องเป็นผู้ต้องสงสัยถูกจับตัวไปสอบสวน ไปอุ้ม ไปฆ่าแกง หวาดระแวงว่าจะถูกทำร้ายจากผู้ก่อความไม่สงบต่าง ๆ นานา ยิ่งกว่านั้น การฟื้นฟูองค์กรและเครือข่ายอันเป็นเรื่องของคนภายในอย่างที่เคยมีมานี้ จะเป็นโอกาสที่ปรับเปลี่ยนให้บุคคลที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรบริหารปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ให้เป็นคนภายในท้องถิ่นที่มีความสำนึกทางศีลธรรมและทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ในสุดท้ายนี้ก็ใคร่ขอจบบทความด้วยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ท่านหนึ่งซึ่งพูดขึ้นในระหว่างที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า “ผู้ก่อการไม่สงบมักสอนให้คนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นของรัฐชอบสอนแต่เรื่องเศรษฐศาสตร์” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- การฟื้นฟูสังคมภาคใต้ในมิติเศรษฐกิจพอเพียง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2549 ทุ่งนาและป่าตาลที่บ้านสวนในอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ทุกวันนี้รัฐไทยและการเมืองไทยบ้าเห่อกันในเรื่องพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจนแลไม่เห็นคน เพราะเวลาพูดกันทีไรก็มักเอาเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง จนทำให้เห็นว่าคนในทุกท้องถิ่นเป็นคนจนไปหมด จึงทำการขึ้นทะเบียนคนจนกันเป็นการใหญ่ ความคิดเช่นนี้และการดำเนินการใด ๆ เช่นนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ เพราะแม้ว่าขณะนี้ผู้คนพลเมืองจะถึงกว่า ๖๐ ล้านคนแล้วก็ตาม แต่พื้นที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยยังมีอยู่เหลือเฟือเมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ที่สำคัญก็คือ เป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกก็ว่าได้ จึงมีชื่อเรียกกันมาแต่โบราณว่า สุวรรณภูมิ ดึงดูดผู้คนมากหลายเผ่าพันธุ์ทั้งใกล้ไกลและโพ้นทะเลเข้ามาตั้งถิ่นฐานเกิดเป็นรัฐเป็นอาณาจักรมานับพันปี แม้กระทั่งปัจจุบันผู้คนในประเทศไทยต่างอยู่ดีกินดี โดยเฉพาะกินนั้นมีอาหารเหลือเฟือ กินกันอย่างไม่มีกาลเทศะเอาทีเดียว แต่ทุกวันนี้ เมืองไทย ประเทศไทย เกิดภาวะวิบัติ อันเนื่องมาจากคนที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองในประเทศและภัยที่มาจากธรรมชาติ ภูมิภาคที่ยับเยินเสียหายมากที่สุดในขณะนี้คือ ภาคใต้ โดยเฉพาะสามจังหวัดภาคใต้ทางฝั่งอ่าวไทยและจังหวัดทางฝั่งอันดามัน ภัยพิบัติที่มาจากคนที่เป็นอมนุษย์นั้นเหลือหลายและต่อเนื่อง เพราะถูกครอบงำล้างสมองด้วยแนวคิดวัตถุนิยมแบบตะวันตกที่ใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความชั่วร้าย ขาดศีลธรรม เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตัวและพรรคพวก ความชั่วร้ายของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนั้น อยู่ที่พยายามสร้างคนให้เป็นปัจเจก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดความเป็นมนุษย์ มีความโลภและแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุธรรมอย่างไม่รู้จบและพอเพียง จึงก่อให้เกิดการบุกรุกและยึดครองพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติที่ผู้คนในท้องถิ่นอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มเหล่าตามธรรมชาติของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจที่มีความพอเพียง ภัยพิบัตินี้แผ่ไปแทบทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยกระบวนการทำลายทั้งระดับบนและระดับล่าง จากระดับบนก็คือ ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ในรัฐบาลคือนักธุรกิจการเมืองชักจูงคนนอกประเทศมาลงทุนในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรม จนทำให้แทบทุกภูมิภาคกลายเป็นแหล่งเมืองและแหล่งอุตสาหกรรมไปทั่ว ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่เคยอุดมสมบูรณ์เลี้ยงผู้คนในท้องถิ่นมาอย่างยั่งยืนและพอเพียงก็หดหาย ถูกคนต่างถิ่นทั้งภายในและภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานและแย่งชิง ผู้คนจากภายนอกแต่ละกลุ่มเหล่าที่เข้ามานี้ มักมาอย่างถูกกฎหมายของบ้านเมือง เข้ามาตั้งตัวเป็นนายทุนเป็นเจ้าพ่อ โดยเฉพาะที่มาจากต่างชาตินั้น อาจพูดได้เลยว่า มาอย่างผู้ชนะ ผู้มาโปรดสัตว์ โดยที่คนในท้องถิ่นกลายเป็นคนงานเป็นทาสติดที่ดินก็ว่าได้ การหลั่งไหลเข้ามาของคนจากภายนอกนั้นอาจพูดได้ว่า ไม่เคยมีการกลั่นกรองและปรับเปลี่ยนให้เข้าใจและเคารพกติกาทางจารีตประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นเลย เป็นไปอย่างรวดเร็ว จนพูดอย่างคร่าว ๆ ได้เลยว่า อัตราการเพิ่มประชากรของคนในประเทศไทย จากแต่ก่อนสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีราว ๒๐ ล้านคน มาเป็นกว่า ๖๐ ล้านคนนั้น เป็นการเพิ่มจากคนที่มาจากข้างนอกมากกว่าจากอัตราเกิดของผู้คนภายใน ส่วนในระดับล่างที่เป็นรากหญ้านั้น ระบบเศรษฐกิจการเมืองทุนนิยมเสรีได้อบรมและเปลี่ยนแนวคิดคนรุ่นใหม่หรือคนที่มีหัวก้าวหน้าในท้องถิ่นให้เกิดเป็นนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบบรรดาพี่น้องและเพื่อนร่วมถิ่นร่วมบ้านกันอย่างมโหฬาร คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงอำนาจของรัฐด้วยการสมัครเลือกตั้งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และ อบจ. กันอย่างมากมาย จนทำให้องค์กรท้องถิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่เคยมีมาแต่เดิมล่มสลายไปหมด แต่ภาคใต้ก็ได้รับภัยพิบัติจากธรรมชาติซ้ำเติม เช่น เกิดกรณีน้ำท่วม เกิดความเสียหายทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน โดยเฉพาะภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิทางฝั่งอันดามันนั้น ใหญ่หลวง จนเกินกำลังของคนท้องถิ่นจะฟื้นฟูตัวเองได้ เพราะนอกจากเสียชีวิตลูกหลานญาติพี่น้องและมิตรสหายแล้ว ยังสูญเสียบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและเครื่องมือทำกินตลอดจนทรัพย์สินนานาประการ แต่ที่เลวร้ายและโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติของคนไทยก็คือ บรรดานายทุนผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองเหล่านั้นได้ฉวยโอกาสเข้ายึดที่ดินที่เคยเป็นที่อยู่ที่ทำกินของบรรดาชาวบ้านชาวเมืองผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นอย่างถูกกฎหมายแต่ไร้ศีลธรรม เพราะอาศัยหลักฐานกรรมสิทธิ์ที่ไม่สมบูรณ์ของชาวบ้านเป็นเครื่องมือจึงเป็นที่คาดคะเนได้ว่า จะมีผู้คนชุดใหม่รวมทั้งพันธุ์ใหม่เข้าไปตั้งถิ่นฐานแทนที่คนเก่า ๆ ที่จะกลายเป็นคนยากไร้ขาดที่พึ่งที่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก ดูเหมือนบรรดาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคือ พวกที่เป็นชาวเล ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานและหากินในทะเลแบบเร่ร่อนตามฤดูกาลเป็นพวกที่มีหลักฐานทางกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไม่สมบูรณ์ จึงถูกโกงถูกแย่งและขับไล่ แม้แต่ที่ดินแหล่งฝังศพที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชุมชนที่สืบมาช้านานก็ยังถูกแย่งชิง ยิ่งกว่านี้ บรรดาชาวบ้านต่างถิ่นที่ประสพภัยพิบัติเหล่านี้ยังถูกโกงและถูกแย่งชิงซ้ำสอง โดยบรรดาอมนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่หากินกับเงินและสิ่งของบริจาคที่บรรดาผู้มีจิตกุศลทั้งจากในและนอกประเทศช่วยเหลือมาอย่างท่วมท้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าสิ่งของบริจาคเหล่านั้นหาได้ถึงบุคคลที่ควรจะได้รับอย่างเต็มที่ไม่ เพราะเป็นสภาพและสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าเห็นมาด้วยตนเอง โดยเฉพาะโครงการช่วยเหลือที่ผ่านมา ทางมูลนิธิบางกลุ่ม เช่น มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิปูนซีเมนต์ และสยามมิชลิน ที่นอกจากช่วยเหลือในเรื่องเงินทองแล้ว ก็ยังจัดหาเครื่องใช้สิ่งของและวัสดุในการสร้างบ้าน ต่อเรือ ลงไปให้ โดยไม่ให้องค์กรหรือผู้รับเหมาใด ๆ ไปทำให้ หากให้บรรดาชาวบ้านได้ช่วยกันทำเอง ซึ่งนับเป็นการฟื้นฟูชีวิตการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะทางสังคมกลับคืนมา มีการแบ่งงานกันทำ ทั้งบรรดาผู้รู้ที่เป็นผู้อาวุโส คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวและเด็กต่างก็มีส่วนร่วมด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้ความรู้ความสามารถภูมิปัญญาเดิมกลับคืนมาเพื่อถ่ายทอดไปให้คนรุ่นหลัง เกิดความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง รวมทั้งได้รับผลดีอย่างเต็มที่เพราะสิ่งที่ช่วยกันสร้างและทำขึ้นมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เข้ากันกับความเคยชินและวิถีชีวิตที่มีมาแต่เดิม เกิดสติปัญญาที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาหาสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย อย่างเช่นที่ ชุมชนทับตะวันและบ้านทุ่งหว้าของคนมอแกน ในเขตอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และ บ้านเกาะปู ของชาวประมงมุสลิมในเขตจังหวัดกระบี่ เป็นต้น ภูมิทัศน์ของบ้านเกาะปู ในจังหวัดกระบี่ ที่บ้านทับตะวันของคนมอแกนนั้น บ้านเรือนที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนดูโอ่โถง สบายน่าอยู่กว่าบรรดาบ้านชั้นเดียวที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้รับเหมาที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตติดพื้นดิน ซึ่งอาจถูกรบกวนจากน้ำท่วมเอ่อขังในเวลาฝนตกได้ เป็นบ้านมีใต้ถุน ฝาเป็นฝาขัดแตะใช้ไม้ไผ่ทำเป็นลายสองลายสามแบบเครื่องจักสาน ซึ่งดูสวยงามดี แต่ที่สำคัญก็คือ ทำให้ไม่ร้อนเพราะมีการระบายอยู่ในตัวเอง เกิดกระบวนการเข้าอยู่อาศัยไปในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องรอให้สร้างเสร็จเสียก่อน และในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ต่อเติมหรือเพิ่มเติมสิ่งต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการอยู่กินและอยู่อาศัยภายในครัวเรือน โดยเฉพาะการจัดพื้นที่รอบ ๆ บ้านในเรื่องการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ หรือเพื่อพักผ่อนและทำงานจักสานเครื่องมือในการประมง นับเป็นการฟื้นฟูชีวิตครอบครัวไปในเวลาเดียวกัน ที่บ้านทุ่งหว้าชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือจากหลายๆ ฝ่ายมากมาย รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่และนักวิชาการในด้านต่าง ๆ เข้าไปให้คำแนะนำและปรึกษาด้วย ทำให้เกิดการสร้างบ้านเรือนของชุมชนที่มีรูปแบบและแผนผังได้ดีกว่าที่อื่น โดยเฉพาะการช่วยเหลือในเรื่องไม้และวัสดุที่นำมาก่อสร้าง การที่ทำให้ชาวบ้านเป็นผู้สร้างบ้านเรือนของตนเองนั้น นอกจากจะได้บ้านช่องที่เข้ากันได้กับชีวิตวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาแต่เดิมแล้ว ยังทำให้เกิดภาพพจน์และสำนึกในเรื่องความเสมอภาคของผู้คนในชุมชนอีกด้วย เพราะบ้านแต่ละบ้านมีขนาดและรูปแบบเหมือนกัน ไม่มีใครดี ใหญ่โต หรือมีอะไรพิเศษกว่ากัน ดูแล้วแลเห็นความเป็นหมู่สัตว์สังคมของผู้คน ไม่ใช่การมีรูปแบบและขนาดที่แตกต่างกันอย่างในชุมชนของบ้านเมืองทั่วไปในปัจจุบัน นับได้ว่ามีผลทำให้เกิดสำนึกของชุมชนและสำนึกความเสมอภาคระหว่างกันขึ้น ซึ่งก็จะมีผลนำไปสู่การสร้างกลุ่มและการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มในทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและภายนอกชุมชน ทั้งบ้านทับตะวันและบ้านทุ่งหว้าต่างก็เป็นชาวเล หรืออีกนัยหนึ่ง คนมอแกน เหมือนกัน มีความรู้จักมักคุ้นกันในทางสังคมและวัฒนธรรมเพราะเป็นคนในชาติพันธุ์เดียวกัน ที่แล้วมาความเป็นชุมชนท้องถิ่นของคนเหล่านี้อยู่ในขั้นล่มสลายกว่าชุมชนของคนชาติพันธุ์กลุ่มอื่น อันเนื่องมาจากโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความอ่อนแอท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่สำคัญก็คือ คนเหล่านี้มีพื้นฐานจากการมีชีวิตที่ร่อนเร่ ย้ายถิ่นฐานไปตามฤดูกาลในการประกอบอาชีพหาปลาและสัตว์น้ำในทะเล ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กระจายกันอยู่ในพื้นที่ชายทะเลที่ห่างกันจนไม่สามารถติดต่อถึงกันได้ในเวลาปรกติ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่จังหวัดพังงาไปจนถึงจังหวัดภูเก็ตนั้น รวมแล้วมีคนมอแกนไม่ถึงหมื่นคน บ้างอยู่ชายทะเล บ้างอยู่เกาะ ซึ่งถ้าหากจะมีการพบปะกันก็นาน ๆ ที ในยามงานนักขัตฤกษ์เท่านั้น จุดอ่อนของคนมอแกนคือ การไม่อยู่ติดที่อย่างถาวรและการมีอาชีพจับปลาที่ทำให้มีวิถีชีวิตกึ่งร่อนเร่เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในสังคมใหญ่ที่เป็นสังคมของคนที่อยู่ติดที่ ทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เหตุนี้ภายหลังคลื่นยักษ์สึนามิจึงอยู่ในสภาพที่ถูกแย่งทั้งที่อยู่อาศัย ที่ฝังศพ แหล่งพิธีกรรม รวมทั้งพื้นที่ในทะเลที่เคยจับสัตว์น้ำอย่างเป็นอิสระ เพราะบัดนี้ ได้มีบริษัทนายทุนเข้าไปรุกล้ำ อ้างเอกสารสิทธิ์ แสดงโฉนดน้ำและสัมปทานพื้นที่ในทะเล จนคนมอแกนไม่อาจเข้าไปจับปลากันได้ เพื่อมองภาพโดยรวมของชีวิตวัฒนธรรมของคนมอแกนแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ามีโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่อ่อนแอ ไม่มีศักยภาพเพียงพอกับการปรับตัวเข้าสู่ภาวะทางสังคมเศรษฐกิจในยุคใหม่ที่มุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็วได้ สังคมแบบเผ่าพันธุ์และกึ่งร่อนเร่เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาจากบุคคลและองค์กรเพื่อการกุศลจากภายนอก มาช่วยเหลือและประคับประคอง ตัวอย่างของการที่มีเอกชนและองค์กรจากหลายๆ ฝ่ายเข้าไปช่วยพัฒนาที่อยู่อาศัยที่บ้านทับตะวันและบ้านทุ่งหว้าที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ดีงามและถูกต้อง ทั้งในด้านศีลธรรมและฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ของคนมอแกน ในด้านศีลธรรมก็คือเป็นการเข้าไปช่วยเหลือให้ถึงตัวผู้ด้อยโอกาสและยากไร้โดยไม่ยักยอกถ่ายเทเงินทุนหรือสิ่งของช่วยเหลือไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก อย่างที่บุคคลหลายกลุ่มเหล่าที่มือถือสากปากถือศีลทำกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนเรื่องฟื้นฟูความเป็นมนุษย์นั้นก็คือ การช่วยเหลือให้คนมอแกนได้ร่วมกันสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและเรือจับปลาด้วยตนเอง เพราะจะทำให้ได้สิ่งที่ตนต้องการในชีวิตความเป็นอยู่แบบตนเองอย่างเต็มที่และเกิดความภูมิใจในความสามารถของตนเองและสิ่งที่ตนได้ทำขึ้นมา แต่ที่สำคัญก็คือ การร่วมแรงร่วมใจกันทำเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ สิ่งเช่นนี้คือ พื้นฐาน [Basic] ที่สำคัญของการเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีศีลธรรม หาใช่สัตว์ปัจเจกที่รอให้คนอื่นทำให้ หรือกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องอย่างผิดศีลธรรม เหนือขึ้นไปจากนี้นั้น การฟื้นฟูชุมชนที่บ้านทับตะวันและทุ่งหว้า ก็คือการช่วยให้คนมอแกนเปลี่ยนแปลงจากความคิดและประเพณีเดิมแบบกึ่งร่อนเร่มาเป็นสังคมแบบติดพื้นที่ [Sedentary Society] ที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่สังคมเกษตร-อุตสาหกรรมให้ในกระแสโลกาภิวัตน์ได้ ข้าพเจ้าเห็นว่า การทำให้คนได้มาร่วมแรงกันสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยและเครื่องมือทำกินดังกล่าวนี้ คือ พื้นฐาน [Basic] สำคัญของการทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งมนุษย์ทุกชนชาติ ทุกภาษา ทุกเผ่าพันธุ์ ได้เคยมีมาโดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ หากได้ถูกทำลายจากการเป็นสัตว์กลุ่มที่ว่านี้โดยกระบวนการการอบรมและชักนำจากภายนอกในเรื่องเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่มักเน้นความสำคัญอยู่ที่การเป็นปัจเจกเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ในที่นี้จึงขอใช้คำอย่างหยาบคายว่า เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เป็นที่ฮือฮาและตามก้นตะวันตกในเมืองไทยขณะนี้คือเศรษฐกิจเดรัจฉาน ความครอบงำของเศรษฐกิจเดรัจฉาน มักจะมากับการขยายความเป็นเมือง [Urbanization] และการขยายตัวทางอุตสาหกรรม [Industrialization] ที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งประเทศ ผลที่ตามมาคือ สภาพแวดล้อมธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้คนในท้องถิ่นถูกทำลายอย่างยับเยิน การฟื้นฟูนั้นจำเป็นต้องทำพื้นฐาน [Basic] ความเป็นมนุษย์ในฐานะสัตว์กลุ่มให้คืนมา แต่ทว่าการฟื้นฟูเช่นนี้ไม่ใช่ง่าย เพราะมนุษย์แต่ละกลุ่มเหล่ามีชีวิตวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน บางกลุ่มอ่อนแอ บางกลุ่มเข้มแข็ง อย่างเช่น คนมอแกนเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมที่อ่อนแอ ก็ต้องมีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องดังเช่นที่บ้านทับตะวันและทุ่งหว้าที่กล่าวมานี้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มคนมุสลิมและกลุ่มคนไทย-จีน จะมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมมากกว่า กลุ่มคนไทย-จีนจะไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะหลายคนหลายกลุ่มปรับตัวเข้ากับสังคมอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยมเสรีได้ดีและกำลังกลายพันธุ์ไปเป็นเดรัจฉานที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของคนในกลุ่มอื่น ๆ ในขณะนี้ แต่จะพูดถึงกลุ่มคนมุสลิมที่นับเป็นคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน สังคมมุสลิมเป็นสังคมแบบประเพณีที่มีความเข้มแข็งสูงกว่าคนในหลาย ๆ สังคมทั้งในประเทศไทยและในโลก ความเข้มแข็งอยู่ที่สำนึกและศรัทธาในพระศาสนาที่ทำให้คนต้องอยู่ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่มอย่างเสมอภาค ความพอใจในชีวิตแบบเสมอภาคเรียบง่ายตามประเพณีทำให้สังคมมุสลิมมีวิถีทางสังคมเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้น เมื่อมีภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจจากภายนอกที่คุกคามถิ่นกำเนิดของตนให้ปรับเปลี่ยนเป็นเมืองและสังคมอุตสาหกรรม ดังเช่นในบริเวณสามจังหวัดภาคใต้ทางฝั่งอ่าวไทยในขณะนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าตราบใดที่คนในสังคมส่วนใหญ่ของประเทศไทยเอาความคิดและวิถีการพัฒนาในสังคมมนุษย์ในพื้นที่ซึ่งกล่าวมานี้ ไปทำให้เกิดสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรมแบบตะวันตกเช่นทุกวันนี้ ความขัดแย้งและความรุนแรงก็นับวันแต่จะเพิ่มพูนขึ้น ทางฝั่งอันดามันข้าพเจ้าแลเห็นความเข้มแข็งของคนมุสลิมในการฟื้นฟูตนเองจากภัยพิบัติสึนามิ ที่บ้านเกาะปู ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเที่ยวที่นั่นกับ การจัดการท่องเที่ยวเพื่อทางเลือก ที่จัดการโดยบริษัทสยามมิชลิน ทั้งทางมูลนิธิเครือซีเมนต์ไทยและบริษัทสยามมิชลินได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่ทั้งหมดเป็นคนมุสลิมที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิ แต่การช่วยเหลือครั้งนี้เป็นการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์ในการสร้างเรือและต่อเรือให้ชาวบ้านไปทำกันเอง วัสดุที่สำคัญคือ ไม้กระดาน แต่แรงงานและฝีมือเป็นของชาวบ้าน เมื่อได้ไปเห็นแล้วรู้สึกประทับใจ บริเวณอู่ต่อเรือที่ชาวบ้านหลายรุ่นอายุมารวมตัวช่วยกันต่อเรือจากภูมิปัญญาของตนเอง ชุมชนบ้านเกาะปูตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ในลำน้ำใหญ่ใกล้ออกทะเล สภาพแวดล้อมธรรมชาติยังดีและสวยงาม มีภูเขาสูงเป็นพื้นหลัง ข้างหน้าเป็นเขาเตี้ยและป่า แล้วจึงมาถึงบริเวณบ้านและสวนของชาวบ้านที่กระจายลงไปสู่ชายน้ำ บ้านเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้น้ำเพราะคนมีอาชีพทางประมง และแต่ละบ้านก็มีเครื่องจับปลาอยู่ตามใต้ถุนบ้านและบนเรือนรวมทั้งมีเรือใหญ่น้อยที่เป็นพาหนะในการออกไปหาปลาและเดินทางติดต่อคมนาคมจอดกระจายอยู่ทั่วไป ด้านหน้าชุมชนทำท่าจอดเรือยาวยื่นล้ำไปในแม่น้ำ เพื่อให้เรือใหญ่ที่พาคนจากแผ่นดินใหญ่และนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือน ซึ่งก็รวมทั้งการขนถ่ายสินค้าด้วย เพราะได้ทราบว่า ภายในบริเวณเกาะมีรีสอร์ทเพื่อรับนักท่องเที่ยวด้วย แต่ก็อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร จึงทำให้บริเวณที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านได้จัดพื้นที่ริมน้ำบริเวณชายบ้านให้เป็นโรงต่อเรือและแบ่งงานกันทำ มีผู้อาวุโสที่มีความรู้ความชำนาญในการต่อเรือมาสอนและแนะนำ มีกลุ่มที่เป็นช่างและแรงงานรวมทั้งคนในวัยกลางคนที่มีความรู้ในเรื่องเครื่องจักรเครื่องยนต์นำเครื่องมาประกอบ กระบวนการต่อเรือแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ ตามส่วนต่าง ๆ ของเรือ รวมทั้งกลุ่มผู้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ มีพวกรุ่นหนุ่มและวัยรุ่นทำหน้าที่ขนย้ายไม้และวัสดุที่ขนมาทางเรือขึ้นบก ในขณะที่พวกผู้หญิงทำหน้าที่หุงหาอาหารเลี้ยง รวมทั้งจัดการหาสาหร่าย หาปู หอย มาทำเป็นอาหาร และรวมกลุ่มกันเป็นแม่กองในการทำอาหารเลี้ยงแขกที่มาเยือน ส่วนเด็ก ๆ ทั้งหญิงและชายก็เดินป้วนเปี้ยนและเล่นของเล่นอยู่ใกล้กลุ่มแม่ครัวที่ทำอาหาร ภายในโรงต่อเรือมีทั้งการทำงานและพูดคุยกันตลอดเวลา ระคนไปด้วยเสียงเพลงจากวิทยุ แต่ที่สำคัญมีกรงนกโกร่งหัวจุกแขวนไว้เพื่อพักสายตาและฟังเสียงนกขัน บางครั้งก็มีเสียงสวดมนต์ดังออกมาจากเครื่องขยายเสียงจากมัสยิดในเวลาที่มีการละหมาด นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจ เป็นงานทำร่วมกันของคนในกลุ่มอย่างเพลิดเพลินและมีชีวิตชีวา เพราะมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาและงานฝีมืองานเทคนิคจากผู้ที่เป็นคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ข้าพเจ้าเห็นว่า นี่คือหัวใจของการฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ ที่นำไปสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียงเผื่อแผ่และยั่งยืน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หัวใจของเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนนั่นเอง ในการมาเยือนและสังเกตการณ์ของคณะท่องเที่ยวเพื่อทางเลือก ชาวบ้านโดยเฉพาะบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย หาอาหารมาเลี้ยงผู้มาเยือนด้วยอาหารแบบชาวบ้าน โดยเฉพาะอาหารที่มาจากธรรมชาติในท้องถิ่น อันได้แก่ ปูม้า ปลาหมึก ปลาทะเล หอยชักตีน และสาหร่าย โดยเฉพาะหอยชักตีนนั้น โอ่ได้เลยว่า แหล่งใหญ่อยู่ในทะเลแหวกใกล้กับเกาะปูนี้เอง รวมทั้งสาหร่ายที่เป็นต้นและกิ่งก้านใสรสอร่อย เค็มปะแล่ม ๆ ที่ต้องกินสด ซึ่งถ้าหากนำไปล้างน้ำแล้วจะละลายทันที ชาวบ้านทั้งชายหญิงต่างภูมิใจในการไปหาสัตว์และพืชเหล่านี้มาก มีการอธิบายถึงการไปจับหอยและเก็บสาหร่ายที่พานักท่องเที่ยวไปชมและพามากินเพื่อให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้แลเห็นทั้งภูมิปัญญาความรู้ ความเพลิดเพลิน และได้รสชาติอาหารใหม่ ๆ แปลก ๆ เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น จุดอ่อนอย่างหนึ่งของชาวบ้านในเรื่องการจัดการการท่องเที่ยวก็คือ ยังหลงใหลในการชักนำที่ขัดต่อธรรมชาติของมนุษย์ที่เกี่ยวกับโฮมสเตย์ ซึ่งจัดแล้วไม่ได้ผลดี ทางคณะท่องเที่ยวเพื่อทางเลือกจึงเสนอว่า ทำไมไม่จัดการให้เรื่องการพักแรมเป็นเรื่องของฝ่ายรีสอร์ทไป แล้วชาวบ้านก็ทำหน้าที่รับนักท่องเที่ยวไปชมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทะเลและเกาะต่างๆ ดูชีวิตการทำมาหากินรวมทั้งจัดการในด้านอาหารที่มาจากธรรมชาติ เช่น หอยชักตีน ปู ปลา และสาหร่ายทะเล การจัดการให้เกิดความสัมพันธ์ที่แบ่งเป็นรายได้ทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพิงระหว่างกันเช่นนี้ คือสิ่งที่นำไปสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง รวมทั้งสามารถที่จะรักษาสภาพแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพด้วย การมาท่องเที่ยวเพื่อทางเลือกกับสยามมิชลิน ณ เกาะปูครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ประโยชน์มาก เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้คิดได้ว่า แท้จริง การฟื้นฟูชีวิตมนุษย์ทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็คือ การฟื้นสำนึกของการเป็นกลุ่มของมนุษย์นั่นเอง เพราะเป็นพื้นฐานโดยธรรมชาติของการเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ เมื่อฟื้นสำเร็จก็แลเห็นสิ่งที่เป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ที่นำไปสู่การอยู่ร่วมกันในแบบแผนจารีต ประเพณี และศาสนาที่ยกระดับมนุษย์ให้เป็นสัตว์ศีลธรรม [Moral Being] แทนการเป็นสัตว์เดี่ยวสัตว์เดรัจฉานที่ถูกกระตุ้นและทำลายจากระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมเสรีในโลกปัจจุบัน การร่วมมือกันทำงานกันอย่างเป็นกลุ่มทางสังคม ณ บ้านเกาะปูนี้ ได้ทำให้ข้าพเจ้าได้แลเห็นหัวใจของกระบวนการฟื้นฟูและกระบวนการเรียนรู้จากภายใน เพราะสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในโครงสร้างทางวัฒนธรรมได้ฉายแสงออกมาให้เห็นเป็นภูมิปัญญาที่ผู้รู้ผู้อาวุโสของท้องถิ่นได้เรียนรู้และถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังอย่างแท้จริง เลยทำให้อดคิดไปถึงกระบวนการพัฒนาชุมชนและอะไรต่ออะไรในสังคมใหญ่ของเมืองไทยขณะนี้ ซึ่งมักเวียนวนอยู่กับคำว่า ชุมชนและปราชญ์ท้องถิ่น คำว่าชุมชนนั้นไม่ต้องพูดถึง ต่างคนต่างคิดจนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่ แต่ปราชญ์ท้องถิ่นนี้ ฉายแล้วฉายเล่า ฉายซ้ำกันมากกว่า ๑๐ ปี ต่างออกงานวิ่งสอนกันไปทั่วประเทศ เสมือนกับว่าคนที่เป็นปราชญ์ท้องถิ่นมีอยู่เพียงแค่นี้ ข้าพเจ้าคิดว่าที่บ้านเกาะปูของคนมุสลิมคงไม่มีปราชญ์ท้องถิ่นอื่นใดที่จะเข้าใจถึงภูมิความรู้ในท้องถิ่นของเขาได้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ร่วมกันในสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละถิ่น ความเข้มแข็งเหล่านี้ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทสยามมิชลิน กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้รู้ผู้อาวุโสที่เป็นปราชญ์ของท้องถิ่นจะรู้ว่า อะไรเป็นปัญญาทางเศรษฐกิจสังคม [Knowledge] ที่กินไปถึงว่าจะมีวิธีแก้ไขจัดการอย่างไร [Knowledge How] ได้ดีกว่าบรรดาปราชญ์ข้ามถิ่นและข้ามชาติ ที่ได้แต่พูดและอธิบายแต่เพียงว่า เพราะอะไร [Know Why] เท่านั้น แต่ไม่มีทางที่จะรู้ไปถึง Know How ที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนได้ จากบทคิด บทเรียนที่ได้จากกลุ่มชาวบ้านต่อเรือที่บ้านเกาะปู ทำให้อดคิดถึงปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยไม่ได้ ที่บรรดาผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และนักวิชาการ นักปราชญ์ต่าง ๆ คิดจะฟื้นฟูคนมุสลิมให้มีเศรษฐกิจและรายได้ดีขึ้น โดยการทำให้มีการจ้างงานและทำงานทางด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งนับเป็นความคิดและวิธีคิด วิธีพัฒนาที่มาจากภายนอกแทบทั้งสิ้น ดูเป็นสิ่งที่หยุดอยู่เพียงการอธิบายว่า Know How ที่นำไปสู่การสร้างชีวิตวัฒนธรรมในมิติเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้ เพราะไม่เคยมองและวิถีชีวิตกลุ่มและฐานทางเศรษฐกิจที่มีความพอเพียงและสมดุลของท้องถิ่นที่มีอยู่ในธรรมชาติและสภาพแวดล้อมมาช้านาน ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้มีแต่แนะให้คนหนุ่มสาวออกไปทำงานนอกท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นแรงงานตามแหล่งอุตสาหกรรมและงานบริการต่าง ๆ ในเขตเมือง ไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ ทำให้เกิดนาร้าง สวนร้าง ไม่มีการทะนุบำรุง แม้แต่อุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทำน้ำตาลโตนดซึ่งทำมาจากต้นตาล เป็นต้น แต่ก่อนทุกครั้งที่ข้าพเจ้าลงไปสามจังหวัดภาคใต้ ก็จะพบเห็นเสมอว่า คนมุสลิม คนจีน และคนไทยพุทธ ต่างอยู่ร่วมกันในนิเวศวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในอ่าวปัตตานี พื้นที่ราบที่เป็นเรือกสวนไร่นาและพื้นที่ซึ่งเป็นป่าเขาอย่างสงบและมีดุลยภาพ คนจีนที่อยู่ในเมืองและย่านตลาดแม้ว่าจะมีฐานะร่ำรวยแต่ก็เข้ากันได้ดีกับคนอีกสองกลุ่ม ทั้งคนมุสลิมและไทยพุทธที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบท อ่าวปัตตานีเป็นแหล่งที่หอย ปู ปลา และสัตว์ทะเลอุดมสมบูรณ์กว่าที่อื่นๆ ตามชายทะเลฝั่งอ่าวไทยทั้งสิ้น แต่คนมุสลิมและคนไทยพุทธที่มีอาชีพหาปลาจับปลาต่างก็ประกอบอาชีพแบบพอเพียงไปวันหนึ่ง ๆ ด้วยเรือกอและ อันเป็นเรือจับปลาขนาดเล็ก ปลาที่จับมาได้นั้นทั้งกินในครอบครัวและขายไปสู่ตลาดให้กับทางคนจีนและคนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า อย่างเช่นที่ตลาดสดเมืองยะลาและตลาดตามย่านเมืองทั่วไปล้วนมีปลามากมายหลายชนิด ในขณะที่พื้นที่ย่านเรือกสวนไร่นาและป่าเขาก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ไม้หลายชนิด ปลูกปะปนกันเป็นแบบสวนสมรม ระคนไปด้วยพื้นที่ทำนานิด พื้นที่ทำไร่และป่าหน่อย สลับกันไป บ้านเรือนต่างอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีพื้นที่ว่างระหว่างกัน ส่วนพื้นที่ป่าเขาก็ยังเป็นป่าและต้นไม้นานาชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น การมีบ้านเรือนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตั้งอยู่ห่างกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบน้อยมากในสังคมเกษตรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ดังนั้น พื้นฐานทางสังคมเศรษฐกิจแบบพอเพียงในบริบททางวัฒนธรรมของคนในสามจังหวัดภาคใต้ จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วจนทำให้เกิดนิเวศวัฒนธรรมเพื่ออยู่ร่วมกันในเศรษฐกิจแบบเผื่อแผ่พอเพียงและยั่งยืน ดังนั้น การจะฟื้นฟูอะไรจำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเหล่านี้ หัวใจอยู่ที่การนำการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มกลับคืนกลับมา แล้วทบทวนการอยู่รวมกันด้วยการทำมาหากินที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ซึ่งควบคุมได้ด้วยภูมิปัญญา วิธีการและเทคโนโลยีที่มีมาแต่เดิมถ่ายทอดมาจากผู้รู้ผู้อาวุโสจนถึงคนรุ่นใหม่ เมื่อข้าพเจ้าร่วมกับกรรมการสมานฉันท์ไปที่วัดพรหมประสิทธิ์ อำเภอปะนาเระ และเดินทางผ่านบ้านสวนในเขตอำเภอมายอและอำเภอยะรังไปยังจังหวัดยะลา ข้าพเจ้าแลเห็นความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำและพื้นที่สวนบ้านนาป่าเล็กๆ พื้นที่เลี้ยงสัตว์และต้นตาลที่มีขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น นับเป็นบริเวณที่มีความสมบูรณ์ของธรรมชาติและความสมดุลในระบบนิเวศวัฒนธรรมที่ดีกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยอีกมาก แต่ไฉนกลายเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดความรุนแรง ฆ่าฟันระหว่างกันของผู้คนในท้องถิ่น ในขณะเดียวกันเมื่อไปเดินถามชาวบ้านเพื่อขอความรู้ทางสังคม ก็มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นคนพุทธคนมุสลิม ในบ้านของคนพุทธเด็กมีน้อยเพราะออกไปทำงานหางานที่อื่น แต่บ้านคนมุสลิมยังมีเด็กอยู่มากเพราะเรียนน้อย ส่วนใหญ่เรียนจากปอเนาะ แต่เด็กพุทธไปเรียนในเมืองมีความรู้และโอกาสดีกว่า ปัจจุบันเด็กก็ไม่สนใจการทำมาหากินแบบเดิม เช่น ทำนา ทำสวนและทำน้ำตาลโตนด แต่มุ่งออกไปหางานที่มีเงิน มีรายได้เป็นเดือนแทน เช่น เด็กมุสลิมก็ทำงานในลักษณะเป็นแรงงานจ้างไปสำหรับกิจกรรมในท้องถิ่น การทำสวนแบบเดิมและการทำน้ำตาลจึงเกือบจะหมดไป ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ทำไมไม่ลองกระตุ้นในคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนมุสลิมหันมาทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มช่วยกันทำสวน ทำตาลโตนดกับเด็ก แล้วพัฒนาผลผลิตให้มีรายได้แบบพอเพียงร่วมกัน โดยส่งเสริมผลผลิตการเกษตรท้องถิ่นให้มีคุณค่าที่คนในท้องถิ่นเกิดความภูมิใจและมีศักดิ์ศรี สิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นฐานโดยอาศัยฐานทางสังคมเช่นนี้ ก็ปรากฏให้เห็นในกลุ่มสตรีมุสลิมที่บ้านดาโต๊ะที่ร่วมมือกันทำข้าวเกรียบปลาขาย จนมีรายได้จุนเจือครอบครัวอยู่ในขณะนี้ เป็นต้น ข้าพเจ้าคิดว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียงที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานการทำงานร่วมกันของคนในชุมชนนั้น นอกจากจะทำให้มีชีวิตรอดร่วมกันแล้ว ยังเกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงทางสังคมวัฒนธรรมที่นำไปสู่การมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ด้วยกัน เพราะสามารถอยู่ได้อย่างมีอิสระ ยั่งยืน ไม่ต้องเป็นทาสเวลาและทาสเงินทองของพวกนายทุน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จะหันไปทางไหน..ชีวิตอะไรอย่างนี้ในสามจังหวัดภาคใต้
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2549 บนถนนสายยะลา-ปัตตานี เพราะการเข้าไปมีส่วนร่วมจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของมูลนิธิฯ ที่ผ่านมาในแต่ละแห่งต้องใช้เวลาทำงานนานพอควร ข้อค้นพบอย่างหนึ่งในหลายปีเหล่านั้นก็คือ การสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่นในแต่ละแห่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการไม่ใช่ “คนใน” ทำให้ต้องใช้เวลามากเหลือเกินในการทำความเข้าใจชุมชนหนึ่ง ๆ ให้ถึงหลากหลายแง่มุม หากลองเปลี่ยนมาสนับสนุน “คนใน” เป็นผู้ทำการศึกษาชุมชนของตนเอง จะลดทอนเวลาในการสร้างความคุ้นเคยในพื้นที่และผู้คนไปได้มาก แถมยังได้ข้อมูลลึก ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเราอาจจะมีโอกาสน้อยในการรับรู้ เพียงแต่ต้องทดลองแนวทางในการคิดสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่มีความรู้ความเข้าใจในการทำงานวิชาการซึ่งมีทั้งการเก็บข้อมูล ตั้งคำถาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนเขียนรายงานในระดับเป็นที่ยอมรับได้ กระบวนการทั้งหมดนี้ คือการสร้างองค์ความรู้ให้กับท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งใช้วิธีการศึกษาแบบ ชาติพันธุ์วรรณนา [Ethnography] ที่เน้นองค์รวมให้เห็นทั้งพื้นที่ ผู้คน และสังคมวัฒนธรรมเป็นหลัก และผลผลิตที่ได้จึงจะนำมาเสนอจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือเอกสารเผยแพร่ในภายหลัง ความต้องการสร้างนักวิจัยท้องถิ่นในพื้นที่อันหลากหลายนี้เองที่ชักนำให้ก้าวเข้าไปทำงานในสามจังหวัดภาคใต้ก่อนจะเกิดเหตุปล้นปืนจากค่ายทหารเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง “ปอเนาะ” และ “การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง” ที่ปอเนาะภูมีและบ้านดาโต๊ะ ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี กลายเป็นงานวิจัยดีเด่นของสกว. ในปี ๒๕๔๘ เพราะเสียงสะท้อนจากปอเนาะและข้อเรียกร้องของชาวประมงพื้นบ้านที่นำเสนอโดยเจ้าของพื้นที่ตัวจริงได้รับการพิจารณาจากสังคมอย่างทันควัน ในภาวะที่ขาดแคลนข้อมูลท้องถิ่นและอยู่ในห้วงแห่งความสับสนของสังคมไทย อันที่จริงเรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของผู้คนในสังคมมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ หรือจะเรียกพวกเขาว่าชาวมลายูมุสลิมก็ได้ สิ่งที่รับรู้นั้นส่วนใหญ่มาจากสื่อมวลชนที่ให้ภาพของความรุนแรงและการต่อต้านรัฐซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่มีงานศึกษาเชิงสังคมศาสตร์น้อยมากทั้งๆ ที่ในท้องถิ่นนี้มีลักษณะเป็น พหุลักษณ์ทางสังคม [Plural Society] ที่มีกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามเชื้อสายมลายูเป็นกลุ่มใหญ่ มีคนเชื้อสายจีนและชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนา การเป็นสังคมมุสลิมโดยภาพรวมแต่ทว่าอยู่ในประเทศที่คนส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ทำให้ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมและผู้คนอาจนำไปสู่ปัญหาทางชาติพันธุ์และชาตินิยมได้โดยง่าย สังคมไทยขาดการทำความเข้าใจและระแวดระวังเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เมื่อมีโอกาสทางมูลนิธิฯ จึงใช้ในการทำงานวิจัยร่วมกับชาวบ้านนักวิจัยท้องถิ่นเพื่อศึกษาสังคมและวัฒนธรรมในมิติทางประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงในเขตหุบสายบุรีและหุบปัตตานีหรือในพื้นที่ภายในที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน หลังจากที่พอจะมีโมเดลของชุมชนในเขตชายฝั่งจากงานวิจัยในชุดแรก หลังจากเดินมาถึงครึ่งทางก็พบว่า คงจะยากเกินไปเสียแล้วที่จะทำงานเชิงวิชาการในสถานการณ์สงครามกลางเมืองแบบนี้ จากความหวั่นไหว หวั่นเกรงในสถานการณ์ที่สุกงอมจนกลายเป็นความจริง ทุกวันนี้ เราเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้เลยในเมืองไทย ภาพมายาของความเป็นบ้านเมืองที่สงบสุข ประชาชนรักสันติ ผู้ปกครองเป็นธรรมที่ถูกกรอกหูมาแต่เล็กจนโตหายไปหมด กลายเป็นบ้านเมืองแห่งความกลัว รัฐที่ล้มเหลว และประชาชนหวาดระแวงกันเอง แม้จะยังไม่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่น ๆ แต่ถ้าเราปล่อย ๆ คิดว่าเป็นพื้นที่ไกลตัวปัญหาทั้งหลายคงไม่มาถึง โดยไม่พยายามทำความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อาจนึกเข้าข้างตัวเองมากไป เพราะเหตุวินาศกรรมเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกแห่งและตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบและหยุดยั้งได้จริง ๆ หรือเปล่านั้น เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ได้อยู่แล้วว่า เราไม่ควรจะแน่ใจ งานวิจัยนี้ต้องอาศัยนักวิจัยท้องถิ่นทำงานเป็นหลัก แต่ต้องสนับสนุนให้มีการเรียนรู้นอกพื้นที่ เช่น การอบรมแนวทางการทำงานเก็บข้อมูล การศึกษาข้ามพื้นที่และวัฒนธรรม การประชุมถกเถียงในเชิงวิชาการ หรือแม้แต่โอกาสในการเข้าร่วมการสัมมนาหรืองานประชุมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นตามสถาบันการศึกษา ในขณะที่พื้นที่ศึกษาบางแห่ง ยากเกินไปที่จะเข้าไปสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากชาวบ้าน หรือนักวิจัยบางกลุ่มบางคนก็ต้องรับงานลักษณะเช่นเดียวกันนี้อีกหลายโครงการ เพราะทุนอุดหนุนมีมากกว่าคนทำงานเสียแล้ว จนกระทั่ง ปัญหาที่เกิดจากความบาดหมางและเข้ากันไม่ได้ของคนต่างศาสนาในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวงและหมางเมิน โอกาสที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขถอยห่างไปทุกที แม้จะเป็นงานวิจัยโดยฝีมือชาวบ้านที่อาจไม่ได้รับการยอมรับถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ก็นับว่าได้เปิดแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจพื้นที่และสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นในมุมมองของคนใน ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติจนบางคนอาจจะกล่าวว่า “สายเกินไป” และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อีกครั้งสำหรับนักวิชาการคนนอกเช่นกัน แต่ในพื้นที่ศึกษาทั้งสองหุบของลุ่มน้ำอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ยิ่งนับวันเหตุการณ์รุนแรงมีมากขึ้นทุกที เมื่อเหตุร้ายลุกลามเข้าสู่ตัวเมืองยะลาซึ่งผังเมืองและสภาพแวดล้อมได้ชื่อว่าน่าอยู่ที่สุดในประเทศไทย ทุกวันนี้มีใครบ้างที่ไม่อยู่อย่างหวาดกลัว ธุรกิจสารพัดชนิดเสียหายเอื่อยเนือย ปิดกิจการไปก็หลายอย่าง แม้จะอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบมานาน ในครั้งนี้คนเชื้อสายจีนในตลาด คนพุทธหรือแม้แต่คนมุสลิมก็ยากที่จะสมานฉันท์กันแล้ว ถ้าออกไปกรีดยางไม่ได้ ถ้าขับรถไปทำงานแล้วถูกประกบยิง ถ้าเดินออกกำลังกายใกล้บ้านก็ถูกยิง ถ้าออกไปกินข้าวกับครอบครัวร้านอร่อยก็ถูกระเบิด ถ้าเช้ามืดหรือเย็นค่ำต้องปิดประตูหน้าต่างไม่กล้าออกนอกบ้าน ถ้าระหว่างการเดินทางเริ่มมืดค่ำต้องค้างโรงแรมทั้งที่บ้านพักอยู่ไม่ไกล ถ้าขับรถไปทำงานต้องก้มตรวจดูใต้ท้องรถว่ามีระเบิดไหม ถ้าทั้งเมืองมืดเพราะถูกตัดไฟเพื่อวินาศกรรม และถ้าไม่มีความไว้วางใจให้ใครอีกเลยทั้งเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่ของรัฐ นี่มันชีวิตอะไรกัน แน่ใจหรือว่าที่นี่ประเทศไทย คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์หรือ กอส. ตั้งขึ้นมากว่า ๗-๘ เดือน ประกอบด้วยคณะกรรมการ ๕๐ คนที่มีความชำนาญและคุณวุฒิเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธาทั้งชาวพุทธและมุสลิม เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการ เป็นความหวังที่คงมีคนแอบหวังอยู่มากและคงจะมากกว่าความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อมีการประชุมเพื่อพิจารณา “ร่างรายงานเอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์ร่างที่ ๒” เสร็จเมื่อวันที่ ๖ มกราคมที่ผ่านมาและมีโอกาสได้อ่านร่างฉบับนั้น ผิดหวังเอาการ เห็นด้วยกับพาดหัวข่าวของศูนย์ข่าวอิสราซึ่งคนพื้นที่เห็นว่า “ไม่ฟันธง ไม่ตรงใจ” กอส. ประชุมแทบทุกอาทิตย์ ที่รู้เพราะอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯ ประชุมกันในพื้นที่บ้าง มีคณะกรรมการย่อยในพื้นที่ดูแลรับฟังปัญหา มีการสนับสนุนการงานวิจัยบางเรื่อง สนับสนุนกิจกรรมสาธารณะบางโครงการ แต่ก็ต้องรับมือกับนโยบายการแก้ปัญหาแบบสองหน้าของรัฐบาล เอาเฉพาะเรื่องรายงานที่ควรเป็นบนสรุปอันทรงพลังของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ย่อมรู้สึกเห็นแตกต่างและสำหรับผู้เขียนบทความที่กำลังอยู่ในภาวะกึ่งกลางระหว่างคนในกับคนนอกรู้สึกกังวลและใจเสียเอามาก ในเมื่อสิ่งที่เป็นความหวังในการเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของความรุนแรงในมิติที่ลึกและกว้างขวางดูเหมือนยังเลื่อนลอย เน้นนามธรรม ขาดการวิเคราะห์ปัญหาหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดความรุนแรง และที่สำคัญที่สุด ขาดข้อมูลซึ่งน่าจะมีมากจากคณะกรรมการกอส. เองที่เป็นมลายูมุสลิมและเป็นคนในพื้นที่ สะพานข้ามคลองที่ถูกระเบิดเสียหายในอำเภอหนองจิก เพราะปัญหาลักษณะนี้มีอยู่ทั่วโลกและเกิดขึ้นอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ธงที่เป็นคำตอบมีอยู่ไม่กี่ประเด็น เช่น การแย่งชิงฐานทรัพยากรท้องถิ่นที่กำลังรุนแรงเมื่อต้องปะทะกับวัฒนธรรมอันเข้มแข็งของชุมชนผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ซึ่งมีรากเหง้าของประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง (ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่แตกต่าง เพียงแต่ภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งดังกล่าวเท่าเทียมกัน) จนเป็นเหตุให้เกิดขบวนการสร้างอัตลักษณ์เพื่อธำรงความเป็นชาติพันธุ์ [Ethnicity] ที่กำลังเผชิญหน้ากับขบวนการชาตินิยม [Nationalism] โดยเฉพาะจากการกำหนดขึ้นโดยรัฐอันมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อน ตลอดจนขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่อ่อนแรงและมีการปรับตัวไปสู่ขบวนการรูปแบบใหม่ในโลกแบบโลกาภิวัตน์ซึ่งเทคโนโลยีง่าย ๆ ก็สามารถก่อเหตุร้ายได้ในราคาถูก ๆ จากร่างรายงานของ กอส. ที่กล่าวถึง จินตนาการเรื่องยศธรและอัมมานาเด็ก ๆ ผู้สูญเสีย กรอบแนวคิดทฤษฎีเพื่อหาสาเหตุ สถิติของการเกิดเหตุและแนวโน้ม การเสนอแนวคิดสมานฉันท์ในสังคมไทย และวิธีแก้ไขปัญหาความรุนแรงอย่างยั่งยืน เช่น เสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสันติสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่โครงสร้าง การจัดตั้งองค์กรพิเศษปกครองพื้นที่ฝ่ายพลเรือน การออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำผิดทุกฝ่าย การประกาศให้ภาษามลายูเป็นภาษาทางการภาษาที่สอง รวมทั้งการตั้งกองทัพที่ไม่ติดอาวุธแก้ไขสถานการณ์กรณีเกิดความขัดแย้ง เป็นการให้ความสำคัญและยึดถือในกระบวนการสันติวิธีอย่างสมานฉันท์มากจนละเลยสาเหตุแห่งปัญหาและหนทางแก้ไข เพราะถ้ามีคนตบหน้าเราข้างหนึ่ง เราคงไม่อยากยื่นหน้าให้เขาตบอีกข้าง แต่ต้องถามกันหน่อย หาสาเหตุกันบ้างว่า มาตบหน้ากันทำไม ? ความลึกของปัญหานั้น เลยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อยุติความรุนแรงในรูปแบบอภัยวิถีมานานแล้ว เมื่อคนตายเป็นใบไม้ร่วงทุกวัน แม้แต่ในวงพูดคุยระหว่างนักวิจัยท้องถิ่น เราคุยกันว่า “ขอให้ทุกคนโชคดี ไม่เป็นอะไร หวังว่าพวกเราคงอายุยืน” นั่นสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในชีวิตจนถึงที่สุดแล้ว จะหันหน้าไปทางไหน รัฐนั้นทั้งไม่เข้าใจและเป็นตัวการสาเหตุแห่งปัญหา การแก้ปัญหาคือการเพิ่มปัญหา ไม่ว่าจะเป็นออกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน โครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล โครงการซีฟู๊ดแบงค์ การออกประกาศเขตอุทยานทับที่ทำกินของชาวบ้าน จนถึงการแก้ไขปัญหาแบบทื่อๆ สำหรับการศึกษาแบบปอเนาะหรือการหรี่ตาให้ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้เครือข่ายของผู้ก่อการขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องต่อไป การเผาเสาสัญญาณส่งโทรศัพท์กว่า ๔๐ แห่งเมื่อเร็ว ๆ นี้สะท้อนถึงเครือข่ายที่กว้างขวาง แม้ในหมู่บ้านย่อย ๆ ตู้โทรศัพท์ถูกเผามากกว่าที่รายงานข่าวกล่าวถึงแน่ ๆ ความซับซ้อนของปัญหาเช่นนี้ต้องการความลึกของข้อมูล เมื่อ กอส. พ้นหน้าที่ไปโดยไม่ฝากความหวังไว้ให้คนในพื้นที่ ยาวิเศษขนานไหนก็คงไม่ช่วยให้สังคมไทยรอดพ้นวิกฤตเหล่านี้ เกิดตายอีกสักกี่คนหรือกี่ชาติจึงจะเข้าถึงสาเหตุแห่งความอยุติธรรมที่เราร่วมสร้างไว้แก่ชาวบ้านผู้ต้องรับเคราะห์เหล่านั้น เพราะความอยุติธรรมยังไม่ต้องใช้กระบวนการสมานฉันท์ แต่ต้องเห็นเหตุเพื่อแก้ไขเสียก่อน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ชีวิตบนเส้นด้ายกับประสบการณ์ทำวิจัยบนดินแดนแห่งความกลัว
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2549 ชีวิตในความหวาดกลัว สัญชาตญาณของมนุษย์ในโลกนี้ที่มีลมหายใจไปวัน ๆ ย่อมกลัวความตาย ในขณะที่คนที่มีความเครียดจัดอยากหนีความสับสนวุ่นวายของโลกใบนี้ด้วยการตัดปัญหาฆ่าตัวตายมีมากขึ้น แต่สำหรับผมถ้าเลือกตายได้ ขอตายตอนแก่ ๆ อยากดูโลกนาน ๆ อยากทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ถึงสังคมจะไม่ให้อะไรกับผมก็ตาม อย่างน้อยก็อยากให้โลกรับรู้ว่ากำลังทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และทำเพื่อใคร ดังนั้น ผมยังไม่อยากตายในเวลานี้ เพราะคิดว่า ยังทำไม่ดีพอ ยังต้องเรียนรู้ ค้นคว้าอะไรอีกมากมายที่ยังไม่รู้ แต่เมื่อถึงเวลาที่ผมพอจะรู้หรือทำประโยชน์ให้สังคมและบ้านเมืองได้พอสมควรแล้ว ถ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิตและไม่เสียทีที่เกิดมาชาติหนึ่ง ผมในฐานะตัวแทนนักวิจัยชาวบ้านที่มีความรู้เพียงน้อยนิดเพราะมีการศึกษาต่ำ คิดแล้วอยากโกรธตัวเองที่ต่ำต้อยแบบนี้ แต่ก็ภูมิใจที่มีบุญวาสนาได้ทำงานค้นคว้าวิจัยกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กับเพื่อน ๆ จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และคณะอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยให้กำลังใจอย่างดีมาตลอด ทุกคนรู้ดีว่า การทำวิจัยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเต็มไปด้วยกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ตะปูเรือใบ กระสุนปืน และการวางระเบิดที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้ทุกเมื่อในเขตรัศมีของมัน แม้พวกเราทำวิจัยเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม” ซึ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงของอ่าวปัตตานีในด้านสิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคน การทำมาหากิน เรื่องราวในอดีตเปรียบเทียบกับปัจจุบัน เมื่อปี ๒๕๔๖ ก่อนที่เหตุการณ์ในภาคใต้จะดุเดือดเช่นปัจจุบัน จะมีเหตุการณ์บ้างก็เพียงเบาบาง จากช่วงเวลานั้นสู่เวลานี้ สมแล้วที่คนบางคนบอกว่าเป็นการกระทำของโจรกระจอก แต่โจรกระจอกวันนั้นที่พัฒนามาเป็นขบวนการทุกวันนี้ คงสมใจแล้วสำหรับคนพูด การเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของอ่าวปัตตานีนั้นย่อมกระทบกับกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่คอยให้การสนับสนุนอยู่ไกล ๆ โดยมีเบื้องหลังคือ ผลประโยชน์จากนายทุน มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเราไปถ่ายรูปบริเวณโรงงาน และถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่างในเขตโรงงานโดยไม่ได้คิดเลยว่าการถ่ายรูปในครั้งนี้มีคนกำลังสังเกตพวกเราอยู่และติดตามอยู่ห่าง ๆ อยู่ในรถเก๋ง พวกเราถ่ายไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ใส่ใจและสนใจ คิดว่ารถคันนี้ผ่านมาโดยบังเอิญ ก็อาจเป็นได้ หลังจากนั้น ผมขี่รถจักรยานยนต์จะไปถ่ายรูปที่บริเวณถมทะเลใกล้ ๆ กับบ้านแหลมนก ผมคิดว่ารถคันนั้นคงไม่ติดตามมาอีกคงจะไปทางอื่นแล้ว เราก็ถ่ายรูปบนรถโดยไม่ได้ดับเครื่องพอเราหันหลังรถคันนั้นยังตามมาอีก ผมตกใจและกลัวมาก ๆ “โอ้พระเจ้า โปรดคุ้มครองเราด้วย” ผมกลับรถออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ในใจคิดว่า “รถคันนั้นไม่ได้บังเอิญผ่านมาแน่ ๆ กำลังตามมามากกว่า” นี่คือ เหตุการณ์หนึ่งที่ได้ประสบกับตัวเอง ผมพยายามจะบอกว่า การไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มีกลุ่มคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยอิทธิพลและขาดจริยธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก ๆ สำหรับผม ถึงแม้ว่าในเวลานั้นจะต้องต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลที่ยังไม่มีเหตุการณ์ในปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็เสี่ยง เมื่อมาถึงวันนี้ ก็ยิ่งเสี่ยงไปกว่านั้นหลายเท่า เวลาพวกเราไปเก็บข้อมูลต่างพื้นที่ บางคนก็ใจดียินดีให้ข้อมูลกับพวกเรา โดยหวังว่าข้อมูลเหล่านั้นจะนำการพัฒนาที่ถูกต้องมาสู่หมู่บ้านของเขา บางคนมองเราอย่างไม่เป็นมิตร โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นมองด้วยหางตาเหมือนมีอะไรสักอย่างในใจ อาจจะมองว่าพวกเราเป็นสายมาเก็บข้อมูลป้อนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมองเราเป็นคนแปลกหน้า ผมคิดว่า “ใช่ พวกเราอาจจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ผมไม่ได้ไปกล่าวหาใครเป็นโจรใครเป็นแนวร่วม พวกเรามาทำความดี” ทำให้พวกเราต้องอธิบายให้เข้าใจว่า พวกเราเป็นใคร มาทำไม ซึ่งผมเองไม่แน่ใจว่าที่อธิบายไปนั้น เขาจะเข้าใจตลอดรอดฝั่งหรือไม่ แต่ผมดีใจที่มีโอกาสอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ เพราะผมเชื่อว่า “มนุษย์นั้นย่อมมีเมล็ดพันธุ์ความดีในก้นบึ้งของหัวใจมากกว่าความชั่ว” อยู่ที่ตัวเราและสังคมจะทำอย่างไร เพื่อดึงความดีในใจออกมาใช้ประโยชน์ให้กับสังคม แต่ก็นับเป็นเรื่องที่ยากและลำบากยากเข็ญในสถานการณ์ปัจจุบัน ตราบใดที่คนภายนอกยังไม่เข้าใจในพื้นที่ ผมพบคำขวัญมากมายที่เขียนตามถนนต่าง ๆ เช่น “เข้าใจเรา เข้าใจเขา ชีวิตสันติสุข” มันเป็นคำขวัญที่ดึงดูดความสนใจดีและดูเท่ห์มากกว่าการแก้ปัญหา การที่คนภายนอกเข้าในพื้นที่เพียงสองสามครั้ง แล้วมาบอกว่าเข้าใจพื้นที่นี้ดี รู้ทุกอย่างดี เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ เพราะผมคิดว่าแม้ตัวผมเองก็ยังไม่เข้าใจพื้นที่ของตัวเองดีพอ แล้วนับประสาอะไร คนจากภายนอกจะรู้ทุกอย่างในพื้นที่บ้านคนอื่นเขา “แพะบ้านเราร้อง แมะ แมะเหมือนบ้านเขา แพะบ้านเขาชอบกินใบไม้แต่แพะบ้านเราชอบกินข้าวเกรียบและหัวปลา ต่างทะเลต่างปลา ต่างทุ่งหญ้าต่างแมลง” ทุกครั้งที่พวกเราไปเก็บข้อมูล สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ สร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ แต่มีกลุ่มคนที่ไม่พยายามจะเข้าใจ ไม่อยากพาชีวิตมาเสี่ยงกับคนที่ไม่รู้จัก (คิดว่าคนที่มาเก็บข้อมูลในสามจังหวัดภาคใต้คงจะทราบดี) เราคิดว่าคงจะหวาดระแวงมากกว่าที่จะไม่พยายามเข้าใจ แม้กระทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่เข้าใจพวกเรา ทำให้ลำบากใจในการเก็บข้อมูล ต้องระวังทั้งสองฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ทั้งผู้ก่อความไม่สงบ เวลาขี่รถจักรยานยนต์ต้องเหลียวหน้าดูหลัง แลในกระจกข้างตลอดเวลา ก่อนเกิดเหตุการณ์ ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ครอบครัวที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วง แต่วันนี้ชีวิตที่มีความสุขเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ สนุกสนาน กลับกลายเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เศร้าโศก เครียด หวาดระแวง หวาดกลัว วันไหนที่จะออกไปข้างนอกต้องพบหน้ากับลูกๆ และภรรยาก่อน บอกกับลูกว่า “วันนี้พ่อไปก่อนนะเสร็จธุระแล้วพ่อจะรีบกลับมา” ในใจคิดเสมอว่า วันนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองไหม มีโอกาสจะได้พบลูกเมียอีกหรือเปล่า ถ้าผมเป็นอะไรไป ลูก ๆ และภรรยาใครจะดูแล เขาอาจจะมีคนใหม่แต่ลูก ๆ ล่ะจะทำอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่กับพ่อเลี้ยง บางครั้งทำให้ผมเครียด เก็บมาฝันร้าย เช่น คืนหนึ่งผมฝันว่า “มีโจรกำลังชักปืนจะยิงผมขณะที่กำลังตัดฝืน” และคืนต่อมาผมฝันอีกว่า “เจ้าหน้าที่จับตัวผม ผมร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ” ผมคงร้องไห้ออกมาจริง ๆ จนทำให้ภรรยาตื่น แล้วปลุกผมขึ้นมาถาม “เป็นอะไรทำไมต้องร้องไห้ด้วย” ผมคิดว่ายังมีสถานการณ์ความเครียดรูปแบบต่างๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นกับคนในสามจังหวัดภาคใต้เหมือนกับผม ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีเพียงเฉพาะปัญหาความไม่สงบเท่านั้นที่จะต้องได้รับการแก้ไข แต่ยังมีปัญหาทางสังคมภายในอีกมากมาย เช่น วัยรุ่นที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีงานทำ วัยรุ่นกลุ่มนี้จะสร้างกระท่อมเล็ก ๆ อยู่ต่างหาก ไม่ชอบนอนที่บ้าน ผมเคยถามว่าทำไมไม่กลับไปนอนที่บ้าน เขาตอบว่า นอนที่นี่มีความสุขกว่า กลับไปที่บ้าน พ่อแม่ก็ไม่อยู่เพราะไปทำงานมาเลเซีย ผมคิดว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ อาจจะไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ต้องจากลูกไปทำงานต่างถิ่นตั้งแต่ เล็ก ๆ ฝากให้ยายแก่ ๆ เลี้ยงที่บ้าน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัว และไม่ได้รับการอบรมที่ดี ถึงจะมีไม่มากในหมู่บ้าน แต่เราอย่าลืมว่า เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ ตามกระแสโลกนิยมที่เราคาดไม่ถึง เช่น ปัญหายาเสพย์ติด กลุ่มเหล่านี้ทำอะไรก็ได้ที่จะได้มาซึ่งเงิน ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ใช่ผู้รับจ้างก่อความไม่สงบ แต่ผมเป็นห่วง หากพวกเราหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบไม่รีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนเรื่องที่พวกเราได้พบได้เห็นซึ่งเป็นปัญหาต่อชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับชายทะเล ก็คือ เรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง บางคนสร้างบ้านอยู่เป็นสิบ ๆ ปีแต่ก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย บางคนอาศัยที่ดินของปอเนาะ บางคนอาศัยที่ดินของชาวบ้านที่รอเจ้าของไล่ออก แต่ก่อนคนกลุ่มนี้เคยอยู่ติดกับทะเล พอทะเลถูกกัดเซาะก็หนีไปอยู่ในที่ดินที่กล่าวข้างต้น บางคนมีที่ดินของตัวเองถูกโกงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฝ่ายรัฐส่วนหนึ่งพยายามแก้ไขปัญหาให้กับคนกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่ได้ผล เพระมีกฎกติกาและระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมาทำให้คนจนกลุ่มนี้รับไม่ได้ เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกติกาที่ดูเหมือนจะเอื้อให้ผู้มีรายได้มากกว่าเท่านั้น ผมยอมรับว่า “โลกย่อมเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ได้ แต่จะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้มองเห็นผลกระทบต่อคนในพื้นที่” ทุกวันนี้ สังคมในประเทศไทยวุ่นวายไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองกรุงเอง ดีที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินเป็นที่พึงของพสกนิกรทั่วประเทศ ผมขอภาวนาให้พระองค์ทรงพระเจริญ อย่าได้เป็นอะไรเลย พวกเรากลัวบ้านเมืองจะพินาศไปมากกว่านี้ มีคนถามว่า “กลัวหรือไม่ อาศัยอยู่ในสามจังหวัดภาคใต้” แน่นอน ต้องตอบว่าไม่กลัว แต่ในใจก็กลัว แต่ถ้าเรากลัวจนไม่กล้าออกไปไหน อยู่แต่ในบ้าน สักวันหนึ่งความตายจะถามหา เพราะความอดอยาก เราต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ไหนจะเรื่องเสื้อผ้า ไหนจะเรื่องการศึกษา ถึงแม้วันนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วง แต่ก็ต้องทำใจออกไปทำงาน ตัวผมก็ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ที่เป็นเจ๊ะฆู สอนตาดีกา (เจ๊ะฆู-ครูสอนศาสนาในโรงเรียนตาดีกา, ตาดีกา-โรงเรียนพิเศษในชุมชน สอนศาสนาอิสลามสำหรับเด็กเล็ก) อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ถูกทางการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า คนที่เป็นเจ๊ะฆูไม่ใช่คนไม่ดี ไม่มีอุดมการณ์ สามารถทำร้ายหรือฆ่าใครก็ได้แม้กระทั้งเด็ก ๆ ที่ยังไม่รู้บาปบุญ ที่ยังบริสุทธ์เสมือนผ้าขาวก็ยังฆ่ากันลงคอ คนที่ตายประจำวันไม่ใช่พุทธอย่างเดียว มุสลิมก็ถูกฆ่าเป็นว่าเล่น คนส่วนใหญ่อยากเห็นความสงบ อยากได้ยินเสียงหัวเราะกลับมา อยากมีความเป็นอิสระในอาชีพเช่นเดิม แล้วใครกันละครับจะเป็นพระเอกเข้ามาแก้ปัญหา สร้างความฝันและความหวังให้กับพวกเราและสังคมกลับมาผาสุกดังอดีตอีกครั้ง ยิ่งส่งทหารพร้อมด้วยอาวุธปืนทันสมัย ก็เหมือนยิ่งยุให้เปลวไฟลุกไหม้หนักกว่าเดิม คิดแล้วก็น่าสงสารเจ้าหน้าที่ที่ต้องห่างลูกเมียเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่และถูกทำร้าย ทั้ง ๆ ที่มีปืนครบมือ สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเราจะเอาอะไรสู้กับเขาได้ ชาวบ้านบางคนสะท้อนความรู้สึกที่ไม่อาจจะอดกลั้นได้ว่า “เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ แล้วพวกเราจะพึ่งใคร” ผมในฐานะเป็นเจ๊ะฆู ไม่ใช่ว่าไม่กลัวต่อเหตุการณ์ เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่เจ๊ะฆู หรือ ผู้นำศาสนาในพื้นที่นั้นจะต้องถูกเรียกไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ และหากตัวเขาไม่ผิด ทำให้ญาติ ๆ คิดต่าง ๆ นานา เช่น ทำไมต้องมาสอบเขาด้วย ทำให้ภาพดีๆ ของตำรวจหายไปกับการกระทำแบบนี้ และผู้ที่ถูกตำรวจเอาตัวไปสืบสวนกลายเป็นจำเลยต่อสังคมโดยปริยาย สำหรับตัวผมคิดว่า ความยุติธรรมย่อมคู่เคียงกับคนที่ตั้งใจสร้างความดี ความดีเป็นสิ่งที่ไม่ตายและเลือนหายไปจากโลกง่ายๆ ถึงจะจากโลกนี้ไปแต่ความดีก็ยังกล่าวถึงไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ผมไม่กลัวในสิ่งที่ทำ ในทางทฤษฎีความดีย่อมชนะความชั่วได้ แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ อาจจะไม่ใช่เลย คนดี ๆ ต้องสังเวยชีวิตเพื่อความสะใจของคนบางคน ผมเองก็มืดแปดด้านที่จะช่วยแนะนำในการแก้ปัญหา หลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ คนดี ๆ ถูกจ้องมองเป็นกรณีพิเศษเพราะผู้ลงมือกระทำนั้นอยู่ในชุดที่มุสลิมสวมใส่ทุกวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สังคมส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นการกระทำของคนมุสลิม แต่อย่ามองว่ามุสลิมเป็นแบบนั้นทุกคน เรื่องแบบนี้มีทั่วไป เพราะเพื่ออำพรางตัวเองให้ลอยนวลในสังคมมุสลิมต่อไป มีคำพูดของบางคนที่พูดแบบปลง ๆ ปนตลกเศร้า ๆ ที่ขำไม่ออกคือ “อีกสองปีข้างหน้า “คนดี ๆ” และ “คนจน” จะไม่มีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกต่อไป เพราะคนเหล่านี้ตายไปหมดแล้ว” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ไฟใต้ฤาจะดับ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2549 ชายฝั่งปะนาเระ เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำประมงชายฝั่งประสบปัญหามาก ทั้งการกัดเซาะของชายฝั่งทำให้หมู่บ้านชาวประมงหายไป ผู้ที่เคยอยู่อาศัยต้องเข้ามาอยู่ภายใน ทำให้เกิดความแออัดหนาแน่นของบ้านเรือนอย่างมาก จากประสบการณ์ภาคสนามและรายงานของนักวิจัยที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่ง มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมร่วมกับสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องในระยะรอบปีที่ผ่านมา ได้พบข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ทำให้น่าเป็นห่วงว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เป็นสิ่งยากที่จะยุติหรือบรรเทาลงได้ การโต้ตอบกันด้วยความรุนแรงจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบที่ถือว่าผิดกฎหมายกับฝ่ายรัฐที่อ้างว่าถูกกฎหมายมีพระราชกำหนดรองรับนั้น มีแต่จะทวีความเคียดแค้นและการฆ่ากันจนเป็นเหตุให้คนบริสุทธิ์เป็นจำนวนมากต้องล้มตายแทบทุกวัน แม้แต่วิธีการแก้ปัญหาของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ก็คงเป็นได้แต่เพียงจินตนาการทางอุดมคติเท่านั้น เพราะคิดว่า สันติวิธีและสันติสุข เป็นได้แค่เพียงความเพ้อเจ้อของคนจากภายนอกมากกว่าความต้องการและความเข้าใจของคนภายใน ตราบใดที่ยังไม่มีการทำความเข้าใจ ปรับความเข้าใจระหว่างกันของกลุ่มของการขัดแย้งต่างๆ ในลักษณะที่พบกันครึ่งทาง หรือประนีประนอมกันอย่างสมานฉันท์แล้ว คำว่า “สันติสุข” ก็เป็นเพียงแค่ “วจีบริการ” [Lip Service] เท่านั้น ที่แล้วมา รัฐและสื่อมวลชนมักเสนอข่าวของความรุนแรงให้กับสังคมมหาชนทั้งประเทศเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะเนื่องมาจากการปฏิบัติการของกลุ่มคนที่จะแบ่งแยกดินแดนไปจากประเทศไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการขัดแย้งกันระหว่างคนในสังคมใหญ่ภายนอกที่นับถือพุทธศาสนากับคนในสังคมมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มน้อย ทั้ง ๆ ที่งานวิจัยและความคิดเห็นของผู้รู้ที่มีประสบการณ์เป็นจำนวนมากได้แสดงออกอย่างต่อเนื่องว่า คนมุสลิมส่วนใหญ่หาได้มีความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนไม่ หากมีความรู้สึกว่าทางรัฐและสังคมมหาชนต่างหากที่ไม่เคยให้ความสนใจในการให้ความเป็นธรรมและความเสมอภาคแก่เขา ทั้ง ๆ ที่ในอดีตรัฐปัตตานีอันเป็นมาตุภูมิเคยเป็นรัฐอิสระที่มีความเจริญทางอารยธรรมเป็นที่สุดรัฐหนึ่งในบรรดารัฐมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดสำนึกการเป็นประชาชนคนไทยชั้นที่สองอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าคิดเสมอว่าความไม่เสมอภาคดังกล่าวนี้ นำไปสู่ความไม่เข้าใจในเรื่องสังคมและวัฒนธรรมของคนมุสลิมในกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐ ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา เกิดความขัดแย้งในเรื่องการใช้ความรุนแรงและทัศนคติที่ไม่เป็นธรรมแก่คนมุสลิมเสมอ จึงเกิดการต่อต้านอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่นับได้ว่าเป็นการโต้ตอบด้วยความรุนแรงถึงขนาดการฆ่าฟันกันมากมายอย่างในขณะนี้ เพราะดูเป็นการขัดขืนและต่อรองเสียมากกว่า หากแต่รัฐและทางบ้านเมืองไม่ให้ความสนใจเลย แถมยังเข้าใจผิดคิดไปว่าคนมุสลิมมีวัฒนธรรมที่บ้าวัตถุนิยมแบบคนไทยในปัจจุบันทั่วไป ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวจนทำให้สังคมมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ปรับตัวไม่ทัน จนเกิด ความล้าหลังทางวัฒนธรรม [Culture Lag] กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐโดยเฉพาะสภาพัฒนาเศรษฐกิจ (และสังคม) แห่งชาตินั้น เป็นการพัฒนาแบบโลกวิสัย [Secularization] แบบตะวันตก เป็นการพัฒนาแบบไร้มิติทางจิตวิญญาณโดยแท้ นั่นคือขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะความสำคัญของศาสนา ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญในทางความเป็นมนุษย์และศีลธรรม อันที่จริงความล้าหลังทางวัฒนธรรมแบบนี้หาได้เกิดกับสังคมมุสลิมที่เดียวไม่ เกิดขึ้นกับสังคมชาวนา [Peasant Society] ในชนบทของประเทศไทยทั่วไปเหมือนกัน ซึ่งก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในแต่ละสังคมชาวพุทธและมุสลิมเหมือนกัน ต่างกันเพียงสังคมชาวนาที่เป็นพุทธมีวัฒนธรรมที่อ่อนแอกว่าจึงถูกครอบงำและเปลี่ยนแปลงได้ง่าย จนถูกทำลายอย่างยับเยินมาจนถึงทุกวันนี้ ในทำนองตรงข้าม วัฒนธรรมของคนมุสลิมมีความเข้มแข็งกว่า เพราะศาสนายังมีความเป็นวิถีชีวิต [Way of life] อยู่ ดังเช่นการต้องทำพิธีละหมาด ๕ ครั้งต่อวัน เป็นต้น สังคมชาวนาของคนพุทธกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมเมืองและอุตสาหกรรม [Urbanization กับ Industrialization] อย่างรวดเร็ว แต่สังคมมุสลิมเชื่องช้าและปรับตัวยากกว่า โดยเฉพาะการรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มากับกระบวนการอุตสาหกรรมและการเป็นเมือง เมื่อ ๒ ปีที่แล้วมา ข้าพเจ้าและคณะทำงานวิจัยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยให้ความสำคัญกับการสร้างนักวิจัยจากภายในให้ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม และลดบทบาทนักวิจัยจากภายนอกให้มาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้ประสานงานแทน ผลงานวิจัยครั้งนั้น ทำให้แลเห็นความเป็นสังคมชาวนามุสลิมที่มีอาชีพหลักเป็นชาวประมง ความสำคัญของกูโบร์หรือสถานที่ฝังศพ และปอเนาะซึ่งเป็นสถาบันในการอบรมศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิมของคนมุสลิม ได้แลเห็นความรู้สึกนึกคิดของคนมุสลิมชาวบ้านและคนรุ่นเก่า ๆ ที่รักสงบ เสียดายอดีต รักถิ่นกำเนิดและธรรมชาติแวดล้อมอย่างไม่คิดที่จะแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันก็เห็นความสำคัญของสถาบันปอเนาะที่นับเป็นอัตลักษณ์ของคนปัตตานี ร่วมทั้งโต๊ะครูหรือบาบอที่เป็นเจ้าสำนัก ว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการอบรมการบ้านการเมืองให้เป็นผู้ผิดศีลธรรมและใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะโต๊ะครูหลายท่านในอดีตได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ในระดับที่เหนือกว่าคนที่เป็นเจ้าเมืองและเจ้านายเสียด้วยซ้ำ แต่จุดอ่อนของการวิจัยครั้งนั้นอยู่ที่การให้ความสำคัญกับคนรุ่นเก่าจนเกินไป จึงแลไม่เห็นความขัดแย้งภายในที่เป็นสิ่งธรรมดาของสังคมมนุษย์ในชุมชนทุกหมู่เหล่า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะที่มีเด็กและคนวัยรุ่นมุสลิมถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมากในฐานะการก่อความไม่สงบและทำร้ายผู้คนและเจ้าหน้าที่ จึงได้เห็นจุดอ่อนของงานวิจัยว่าเน้นแต่เพียงกลุ่มทางสังคมที่เป็นพื้นฐานของสังคมชาวนาจนเกินไป จนไม่เห็น ช่องว่างระหว่างวัย [Generation Gap]อันเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมและวัฒนธรรม บ้านไม่มั่นคงที่ปะนาเระ ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินอยู่อาศัย ต้องปลูกเพิงที่พักอาศัยในที่ดินของผู้อื่น ข้าพเจ้าได้ตั้งคำถามไปยังบรรดานักวิจัยที่เป็นผู้คนในพื้นที่ว่าเด็กและวัยรุ่นที่ตายเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน เป็นคนในชุมชนหมู่บ้านท้องถิ่น [Village] หรือไม่ และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเด็ก ๆ กับผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้รับก็คือ คนส่วนใหญ่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่วัยรุ่นนั้น ไม่ใช่คนในท้องถิ่น มาจากที่อื่น ส่วนเรื่องเด็กกับผู้ใหญ่ในครอบครัวนั้น ปัจจุบันพ่อแม่และผู้ใหญ่ ไม่ใคร่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กๆ ของตนว่าไปทำอะไร เพียงแต่รู้ว่าในยามเย็นและค่ำ พวกเด็กผู้ชายและวัยรุ่น มักไปพบกันตามโรงน้ำชา เรื่องโรงน้ำชาจึงเป็นสิ่งใหม่ที่ข้าพเจ้ารับรู้ เพราะเท่าที่เห็นมาในที่อื่น เช่นในบรรดาคนมุสลิมในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชมักเห็นในตอนเช้าซึ่งมักเป็นคนรุ่นผู้ใหญ่ ไปนั่งกินอาหารและพบปะคุยกัน เช่นสิ่งที่เรียกว่าบรรดาร้านกาแฟในสังคมทั่วไปของคนพุทธ ร้านน้ำชาของคนมุสลิมนั้นต่างไปจากร้านกาแฟของคนพุทธ คือ ไม่ใช่เป็นที่กินเหล้าและสูบบุหรี่เพราะขัดกับหลักศาสนา ผู้ใหญ่จึงแลเห็นว่าเด็กคงไม่ไปกินเหล้าสูบบุหรี่และไม่รู้ว่าไปพบปะพูดคุยอะไรกัน แต่สิ่งที่สะกิดใจอย่างหนึ่งเมื่อทบทวนข้อมูลจากการวิจัยก็พบว่า เมื่อตอนประกาศกฎอัยการศึกนั้น เกิดการแพร่หลายของยาเสพย์ติดมากกว่าเดิม และในเหตุการณ์ที่กรือเซะมีรายงานของเจ้าหน้าที่รัฐว่า สอบถามเด็กที่จับได้ก็ระบุว่ามีบุคคลสอนศาสนาแบบใหม่ รวมทั้งมีพิธีกรรมให้สาบานและดื่มน้ำสาบานที่มีสีผิดแผกไปจากน้ำธรรมดา ซึ่งก็เชื่อว่าน่าจะเจือปนด้วยยาเสพย์ติดที่ปรุงให้เป็นยากล่อมประสาท เพื่อให้เกิดความเคลิ้มและลืมตัวจนเป็นทาสของคำสั่งที่ผิด ๆ ได้ ข้าพเจ้าจึงได้ให้ช่วยกันหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องช่องว่างระหว่างวัย [Generation Gap] ก็ทำให้ได้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกโรงน้ำชาเพิ่มเติมก็ได้ความว่า เกิดขึ้นมากมายหลายแห่งทั้งริมถนนใหญ่ ในหมู่บ้าน และตามชุมชนระดับเมือง ดูเป็นสถานที่เพื่อตอบความทันสมัยของคนรุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นไปในทางบันเทิงและประโลมโลก ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกันกับยาเสพย์ติดด้วย เป็นรูปแบบใหม่ ๆ ไม่มีบทบัญญัติในศาสนา ปัญหาจึงต้องถามว่าเด็กและวัยรุ่นเหล่านั้น เอาเงินมาจากไหน เพราะดูเกินฐานะทางเศรษฐกิจของคนในสังคมชาวนารุ่นพ่อรุ่นแม่จะหามาได้ การเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในรุ่นใหม่จึงเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างใหญ่ เท่าที่รับทราบมาในขณะนี้ก็ได้ภาพรวม ๆ ทางเพศสภาพ คือ พวกผู้ชายทั้งคนรุ่นเก่าและใหม่ บทบาทและสถานภาพลดน้อยลง เพราะอาชีพเดิมทั้งการประมงและเกษตรกรรมมีรายได้น้อยลง อย่างเช่นการประมงนั้น การรุกล้ำของเรือประมงขนาดใหญ่จากภายนอกทั้งอวนรุนและอวนลาก ตลอดการให้สิทธิแก่นายทุนในการสัมปทานพื้นที่ทางน้ำ ทำให้บรรดา กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้านจับด้วยเครื่องมือแบบดั้งเดิมไม่ได้ผลดี เพราะจำนวนสัตว์น้ำลดลง ในขณะเดียวกันการรุกล้ำของนากุ้งและอุตสาหกรรมได้แย่งพื้นที่ทำกินไปเกือบหมด ทำให้ความเป็นอิสระในแบบหากินอย่างพอเพียงและยั่งยืนหมดไป ผลที่ตามมาก็คือ ผู้หญิงต้องหารายได้แทนเพิ่มขึ้น ทั้งการผลิตของในท้องถิ่น เช่น ทำข้าวเกรียบปลาและการไปขายของในหมู่บ้านและในตลาด รวมทั้งออกไปรับจ้างเป็นแรงงานทางอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงไม่อยู่แต่ภายในชุมชนท้องถิ่นอย่างแต่เดิม อีกทั้งยังมีการเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซียร่วมกับผู้ชายด้วย แต่ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ผู้หญิงมีการศึกษาดีขึ้น ออกไปเรียนในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น จนเกิดการกล่าวอ้างถึงบ่อย ๆ ว่า นักศึกษาหญิงเป็นจำนวนมากได้ขายบริการ ในทำนองเดียวกันกับพวกนักศึกษาชายที่ติดยาเสพย์ติด ส่วนทำนองตรงข้าม บรรดาผู้ชายมีบทบาทน้อยลงในการทำมาหากินเพราะจับปลาไม่ได้อย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งระดับการศึกษาต่ำ โอกาสที่จะทำงานได้ดีก็เป็นเพียงแค่แรงงานจ้างตามโรงงานอุตสาหกรรมและออกไปหางานทำในประเทศมาเลเซีย ผลที่ตามมาของผู้คนในสังคมมุสลิมซึ่งอยู่ในลักษณะที่เสียดุลยภาพทั้งสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ที่นำไปสู่ปัญหาทางวัฒนธรรม การเสียดุลยภาพที่นับวันมีแต่เพิ่มขึ้นเมื่อถูกกระหน่ำโดยการเข้ามาของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐและธุรกิจเอกชน ทำให้มีคนจากภายนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานแย่งทรัพยากรและมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือผู้คนแต่เดิมในท้องถิ่น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่เพียงแต่ระหว่างข้างในกับข้างนอกเหมือนอย่างที่ผู้คนในสังคมมหาชนได้รับข้อมูลจากสื่อ ว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน หากเป็นการขัดแย้งภายในสังคมมุสลิมเองซึ่งนับวันก็ดูยิ่งรุนแรงขึ้น ในปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์ (กอส.) ได้มีโอกาสร่วมประชุมและร่วมออกไปสังเกตการณ์ในพื้นที่พอสมควร นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในการนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมกับงานวิจัยภาคสนามกับนักวิจัยของท้องถิ่นที่ทำร่วมกันมาก่อน ส่วนดีและความสำคัญของ กอส. นั้น ทำให้เข้าถึงและเข้าใจปัญหาได้ชัดเจน และสามารถแก้ไขผ่อนคลายอะไรต่ออะไรได้ในระดับหนึ่ง แต่จุดอ่อนหรือส่วนอ่อนก็คือ ยังเข้าถึงข้อมูลภายในที่เป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมมุสลิมไม่ได้ดี อันเนื่องมาจากการมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในแนวคิดทฤษฎีจากภายนอกมากเกินไปนั่นเอง จากประสบการณ์ในการเป็นกรรมการ กอส. ทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นความขัดแย้งภายในที่นำไปสู่ความรุนแรงที่นับวันจะทวีคูณขึ้น นั่นคือ ความขัดแย้งในเรื่องของชนชั้น หาใช่เป็นแต่เพียงช่องว่างระหว่างวัยแต่อย่างเดียวไม่ ในคณะกรรมการ กอส. ได้เชิญคนมุสลิมมาเป็นกรรมการร่วมเหมือนกัน เช่น บรรดาโต๊ะครูอันเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในสังคม ซึ่งก็ทำให้แลเห็นชัดเจนว่าท่านเหล่านี้ล้วนเป็นผู้รู้และทรงคุณธรรม แต่ท่านเป็นชนชั้นสูงตามสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ หาได้มีคนชั้นอื่น เช่น ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในท้องถิ่นเข้ามาร่วมไม่ ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องชนชั้นในสังคมมุสลิมของภาคใต้นี้มาก่อน แต่ข้อมูลที่ได้มาในตอนหลังจากการพูดคุยและสังเกตการณ์ก็พบว่ามีเรื่องชนชั้นจริง ๆ คือ ชนชั้นสูง ที่แม้ว่าจะไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ร่ำรวยจนเกินไป แต่ก็เป็นสถานภาพทางสังคม เช่น พวกโต๊ะครูและผู้นำทางการเมือง คนเหล่านี้แม้มีลูกมากก็สามารถให้การเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนในระดับสูงทั้งในและนอกประเทศได้ ดูไม่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ชนชั้นกลาง มีทั้งรวยและจนแต่ลูกน้อยสามารถดำรงชีวิตได้สบาย แต่ว่าไม่พอใจและคับแค้นใจในเรื่องของสถานภาพทางสังคมและโอกาสที่ด้อยกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ ที่เป็นคนจีนและคนพุทธ โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เป็นครูสอนศาสนาและครูสอนหนังสือตามโรงเรียน ส่วนชนชั้นล่าง ก็คือพวกชาวบ้านและพวกที่เป็นแรงงานรับจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนที่มีลูกมากจึงไม่สามารถเลี้ยงดูลูกเต้าให้ได้รับการศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีได้ เรื่องนี้เห็นประจักษ์จากการเข้าไปสืบเหตุการณ์ พบว่าพวกเด็กและคนรุ่นหนุ่มในชุมชนที่เป็นมุสลิมนั้น ไม่ไปไหนจับกลุ่มกันอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งแตกต่างไปจากชุมชนของคนพุทธและคนจีนที่เด็ก ๆ และคนรุ่นใหม่ไม่ใคร่มีเพราะออกไปทำงานข้างนอกหมด กล่าวโดยสรุปคือ คนมุสลิมมีการศึกษาน้อยทำให้ออกไปหางานทำข้างนอกไม่ได้ ดูเหมือนแหล่งที่จะออกไปหางานทำได้ดีก็คือ ไปทำงานในมาเลเซียเพราะสามารถเก็บเงินมาให้ทางบ้านได้ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ก็เกิดการเข้มงวดในเรื่องคนสองสัญชาติที่ผ่านข้ามเขตแดนไปมา จึงกลายเป็นอุปสรรคไป กระนั้นก็ดีก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ออกไปทำงานที่มาเลเซียแล้วไปร่ำรวยกลับมา เช่น พวกที่ไปทำร้านอาหารต้มยำ คนที่รวยเหล่านี้เอาเงินกลับมาปลูกสร้างบ้านและซื้อรถยนต์ ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้เป็นคนชั้นกลางที่มีเงินท่ามกลางสภาพแวดล้อมของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สภาพสังคมของคนมุสลิมจึงอยู่ในลักษณะที่เหลื่อมล้ำและไม่พอดี ชนชั้นล่างที่เป็นคนจนลูกมากเดือดร้อน ในขณะที่คนชั้นกลางลูกน้อยแต่ไม่พอใจในสถานภาพทางสังคมและโอกาส เมื่อเปรียบเทียบกับคนพุทธและคนจีน คนกลุ่มหนึ่งในบรรดาชนชั้นกลางที่มีความคับแค้นและขัดเคืองก็คือ คนที่เป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่เห็นได้บ่อย ๆ จากการจับกุมและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อเวลามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมในสังคมมุสลิมเอง อย่างเช่น การขาดความเชื่อถือและเชื่อมั่นในพวกคนชั้นล่างที่เคยเป็นที่เคารพและเชื่อฟัง รวมทั้งความเชื่อมั่นและเลื่อมใสในศาสนาแบบประเพณีที่เคยมีมา ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะสนใจและเชื่อฟังเพราะสังคมมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้หาได้ปิดตัวเองจากการติดต่อกับโลกมุสลิมข้างนอกไม่ มีคนรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกไปศึกษาศาสนาและลัทธิประเพณีใหม่ ๆ กลับมามากมาย ซึ่งก็แลเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางศาสนาของคนรุ่นใหม่ในขณะนี้ บางกลุ่มก็รักสันติแต่บางกลุ่มก็เป็นส่วนในการกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความรุนแรงที่ทำให้เกิดการฆ่ากันอย่างมากมายในหมู่บ้านมุสลิมด้วยกัน ดังเห็นได้ชัดจากสถิติที่มีคนมุสลิมถูกฆ่ามากกว่าคนที่เป็นพุทธ ปอเนาะร้างที่ปะนาเระ ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ใต้ใบบุญของปอเนาะเมื่อหลังจากโต๊ะครูเสียชีวิต ก็เหมือนแพแตก ชาวบ้านในพื้นที่เตรียมตัวย้ายทุกเมื่อหากถูกขับไล่ ความขัดแย้งภายในทำให้คนมุสลิมสับสนและหวาดระแวงกันเองและความสัมพันธ์กับรัฐและคนภายนอกในทางลบ จึงกลายเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายที่รุมล้อมเข้ามาจากอมนุษย์หลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพวกค้ายาเสพย์ติด ของเถื่อน นายทุน นักการเมือง พ่อค้าและนโยบายทางเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่มาจากรัฐบาล จนปัจจุบันไม่มีใครแยกแยะออกว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุมาจากใดแน่ สมดังที่คนมุสลิมอาวุโสท่านหนึ่งที่เป็นกรรมการ กอส.ร่วมกับข้าพเจ้าบอกว่า “เหมือนข้าวยำ” แต่ท่ามกลางความเป็นข้าวยำที่มนุษย์ไม่ควรกินทั้งหลาย ก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นผลงานของนักวิจัยท้องถิ่นในทีมงานวิจัยของ สกว. และภาคี ก็คือ คนมุสลิมที่เป็นคนจนทั้งหลายนั้น นอกจากลูกหลานไม่มีงานทำหรือหางานทำไม่ได้แล้ว ยังอยู่ในสภาพที่ถูกบรรดาอมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกโกงและยึดครองที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นสาธารณะ แหล่งอาหาร และยารักษาโรคอยู่ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยคิดเห็นอย่างตื้น ๆ ตามสิ่งที่แลเห็น เช่น การมีนาร้าง สวนร้าง และพื้นที่ทางการเกษตรมากมาย แต่ทำไมไม่มีการสนับสนุนกระตุ้นให้คนด้อยโอกาสทั้งหลายหันไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพพื้นฐานแต่เดิม แล้วก็ได้พบความจริงจากการกลับไปพื้นที่ว่า บรรดาพื้นที่ทำกินเหล่านั้นรวมทั้งพื้นที่สาธารณะเป็นจำนวนมากได้ถูกยึดครองโดยบรรดานายทุนทั้งจากภายนอกและภายในเรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่งพื้นที่อยู่อาศัยของคนในอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยทำหลักฐานทางกรรมสิทธิ์อย่างมั่นคง ก็กำลังถูกหลอกลวงปลิ้นปล้อนจากบรรดาเดรัจฉานทางวัตถุนิยมทั้งหลาย คนมุสลิมทั่วไปที่ยึดมั่นในพระศาสนาถือว่าที่ดินที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นของพระเจ้า ก็ดูคล้าย ๆ กับความคิดของคนไทยแต่โบราณที่ถือว่าที่ดินเป็นของพระมหากษัตริย์จึงเรียกว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่ในโลกทุนนิยมเสรีของเดรัจฉาน ที่ดินถือกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่อาจเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ซื้อขายได้ จึงเกิดกระบวนการซื้อที่ดินแย่งกรรมสิทธิ์และยึดครองพื้นที่สาธารณะที่เพิ่มไปเติมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย สภาพเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วในบรรดาผู้คนที่อยู่ชายฝั่งทะเลอันดามันที่บ้านเรือนทรัพย์สินถูกทำลายโดยคลื่นยักษ์สึนามิอย่างเช่น คนชาวเล เป็นต้น ที่แม้แต่ที่ฝังศพของชุมชนยังถูกยึดครอง แต่นั่นก็เป็นเพราะสังคมของคนชาวเลมีความอ่อนแอทางวัฒนธรรม ถ้าหากทางรัฐและบ้านเมืองไม่คิดแก้ไขยังขืนปล่อยให้มีการกระทำกับคนมุสลิมแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่าไฟใต้จะดับ อีกทั้งยังอาจลุกลามไปทั้งแผ่นดินไทย เพราะคนไทยที่เป็นรากหญ้าแต่ไม่กินหญ้าในขณะนี้กำลังแลเห็นแล้วว่า คนไทยคงไม่ต้องถอยไปไหนให้ตกทะเลตายหรอก แต่เพียงเปลี่ยนสถานภาพของการเป็นคนไทยที่แปลว่า “อิสระ” มาเป็น “ทาส” ติดที่ดินเท่านั้นแหละ ข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินบรรดานักการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านยุคใดที่เคยคิดจะนำเอาเรื่องสิทธิของประชาชนในด้านกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่ทำกินและการรุกล้ำทรัพยากรท้องถิ่นจากเดรัจฉานทุนนิยมมาเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกแย่ ๆ ที่บรรดานักวิชาการต่าง ๆ ของรัฐชอบออกมาพูดคุยหวังเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานาในเรื่อง “ความมั่นคงของมนุษย์” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- หรือเศรษฐกิจสามจังหวัดภาคใต้ฝากไว้กับ “ต้มยำกุ้ง”
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2549 ร้านต้มยำของนิยาที่อยู่บริเวณสี่แยกชานเมืองมะละกาในเวลาสามทุ่ม กำลังมีลูกค้ามาก หนุ่มสาวในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับการออกไปทำงานต่างพื้นที่ไม่ต่างจากหนุ่มสาวในอีสาน เหนือ หรือภาคกลาง ที่มุ่งหวังเข้าเมืองเพื่อหาเงินส่งกลับเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างอนาคตให้ตนเอง แม้จะไม่มีตัวเลขแน่นอน (ซึ่งทั้งรัฐไทย สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็คงไม่มีการเก็บตัวเลขเหล่านี้) ถึงจำนวนผู้เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่มีจำนวนเท่าใด แต่จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายพื้นที่ ปรากฏชัดเจนคือ มีแรงงานในวัยหนุ่มสาวมุ่งไปหางานทำที่มาเลเซียเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่เห็นถึงผลกระทบในชุมชนซึ่งน่าสนใจและควรนำมากล่าวถึง เพราะทำให้เกิดปัญหาสังคมเป็นลูกโซ่มีผลกระทบต่อผู้คนในสามจังหวัดมากเสียกว่าการที่รัฐไปกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติหรือมองอย่างหวาดระแวงแก่ประเทศเพื่อนบ้านว่าคนเหล่านี้จะรวมกลุ่มเพื่อก่อการร้ายจากการรับจ้างทำงานในมาเลเซียหรือเป็นบุคคลสองสัญชาติ เพราะ “เรื่องราว” ของหนุ่มสาวที่ต้องไปขายแรงงานที่มาเลเซีย มีรายละเอียดมากกว่าความผิวเผินแบบกล่าวหาว่าเป็นบุคคลสองสัญชาติต่างหาก บุคคลสองสัญชาติคืออะไร ไม่มีความแน่ชัด สำหรับแรงงานถูกกฎหมายการถือบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องถูกตรวจตราอย่างเคร่งครัด และกรณีการได้บัตรประชาชนของมาเลเซียเป็นเรื่องยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับแรงงานทั่วไป การเชื่อมโยงแรงงานที่ไปทำงานในมาเลเซียกับคนสองสัญชาติและขบวนการก่อการร้ายหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน ดูเป็นสมมุติฐานที่เลื่อนลอยเกินไป ในหมู่บ้านบางแห่งจากการพูดคุยจนประเมินคร่าวๆ คนในหมู่บ้านเคยไปทำงานที่มาเลเซียในช่วงหนึ่งของชีวิตเฉลี่ยแล้วเกือบ ๑๐๐ % บางแห่งย้ายไป ๆ กลับ ๆ จนถึงกับมีรถประจำทางสายตรงระหว่างชุมชนที่ทำงานในมาเลเซียและอำเภอบางแห่ง เช่น ที่ปะนาเระ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีคนออกไปทำงานมาเลเซียจำนวนมากเป็นที่ขึ้นชื่อ หนุ่มสาวที่จบการศึกษาโดยมากในชั้นประถมหรือมัธยมต้น อายุเพียงสิบห้าสิบหกก็ออกไปทำงานที่มาเลเซียกันจนเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่ไปทำงานร้านต้มยำที่มาเลเซียที่มีอยู่ทุกรัฐ ไม่ทราบว่ามีจำนวนแน่นอนเท่าไหร่ ที่นิยมมากที่สุดคือทำงานร้านต้มยำ มีคนทำงานแบบถูกกฎหมายขึ้นทะเบียนไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนที่ไม่มีใบอนุญาต ไปทำงานประมง เกี่ยวข้าว ตัดปาล์ม กรีดยาง ก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไม่ถึงน่าจะมากพอ ๆ กันหรือมากกว่า ดังนั้นแรงงานนับหลายแสนคนที่ออกไปทำงานในมาเลเซีย เช่น “นิยา” วัยต้นสามสิบมาจากบาโงยซิแน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และภรรยา “เด๊าะ” อายุอ่อนกว่านิดหน่อยจากปัตตานี พบรักกันที่ร้านต้มยำ หลังแต่งงานทั้งคู่มีลูกคนหนึ่ง ตอนนี้อยู่กับย่าที่บาโงยซิแน ทั้งสองคนต้องทิ้งลูกไว้ให้เข้าโรงเรียนที่เมืองไทยเพราะเข้าโรงเรียนที่มาเลเซียไม่ได้ ทั้งร้านมีลูกน้องอยู่ ๑๕ คน ส่วนใหญ่เป็นญาติเกี่ยวดองกันทั้งนั้น พ่อครัวประจำร้าน เป็นคนหนุ่มทำงานมาแล้ว ๑๑ ปี เงินเดือนรับเต็มที่เดือนละหนึ่งหมื่นสี่พันบาท นิยาเป็นลูกจ้างอยู่นาน เก็บเงินเพื่อเปิดร้านเป็น “เถ้าแก่” ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของหนุ่มสาวที่มาทำงานมาเลเซีย หลังจากนั้นก็ชักชวนพี่น้องให้มาทำงานและกลายเป็นเจ้าของร้านไปด้วยกัน คือ นิเฮง นิโมะ และน้องสาวของเด๊าะ ทั้งหมดรวมเป็น ๔ ร้าน “เถ้าแก่” เจ้าของร้านต้มยำส่วนใหญ่อายุใกล้เคียงกับนิยา คือ สามสิบต้น ๆ กำลังมีไฟในการทำงาน ลักษณะร้านต้มยำโดยทั่วไปก็ไม่ใหญ่โตอะไร คล้ายกับร้านอาหารตามสั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่อยู่บริเวณนอกเมืองในส่วนที่กำลังขยายตัว เพราะมีพื้นที่มากพอจะตั้งโต๊ะอาหารได้หลายโต๊ะและราคาค่าเช่าไม่แพงนัก เวลามาทำร้านก็จะเริ่มตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงตีหนึ่งหรือตีสาม ลูกค้าร้านต้มยำจะเป็นครอบครัวใหญ่ พาพ่อแม่ลูกหลานมานั่งทานอาหาร โดยมีเมนูต้มยำทะเลที่เรียกว่า “ต้มยำกุ้ง” รสชาติเหมือนต้มข่าเป็นหลัก ปลากะพงผัดเปรี้ยวหวานก็ยอดนิยมไม่น้อย ทำเลร้านของนิยาอยู่ตรงสี่แยกนอกเมืองมะละกา ในย่านที่เริ่มมีตึกสูงของที่พักตากอากาศเข้ามา เพราะไม่ไกลจากหาดชายฝั่งทะเลนัก ทำเลค่อนข้างดีเพราะเห็นได้ง่าย มีที่จอดรถกว้างขวาง ร้านต้มยำส่วนใหญ่อยู่ในรัฐที่เจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ทางฝั่งตะวันตกมากกว่าทางฝั่งตะวันออกที่ยังคงเป็นชนบทอยู่มาก มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจสูง นิยาลองเช่าดูและเริ่มทำงานร้านนี้มาห้าหกปีแล้ว ค่าเช่าเฉพาะที่ดินเดือนละหมื่นเจ็ดพันบาท นิยาใช้ค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างงานไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๗ หมื่นบาท เริ่มจากหกพันบาทจนถึงพ่อครัวได้มากที่สุดหมื่นสี่พันบาท หญิงสาวที่เป็นแผนกทำเครื่องดื่ม กำลังทำชาชัก การทำงานแบบถูกกฎหมาย แม้จะต้องเสียค่าใบอนุญาตและต้องต่อใบอนุญาตทำงานบ่อย ๆ แต่ก็ดีกว่าการทำงานแบบผิดกฎหมายที่ต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ เรียกว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายก็ได้ เพราะคนที่ถูกจับก็มีไม่น้อย ญาติพี่น้องไปรับตัวกลับและเสียค่าปรับ หากไม่เสียค่าปรับก็ต้องอยู่ในคุกมาเลเซียและมีจำนวนไม่น้อย การต้องทำใบอนุญาตบังคับให้ต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ จากบ้านและมาเลเซียอยู่บ่อย ๆ เพราะพาสปอร์ตต้องต่อเพื่อเข้ามาใหม่ทุกหกเดือน และใบอนุญาตทำงานสามเดือนต่อครั้ง ซึ่งต้องเสียใช้ค่าใช้จ่ายเจ็ดพันบาทต่อคนทุกสามเดือน จะแบ่งกันจ่ายคนละครึ่งกับเจ้าของร้าน ส่วนใหญ่จะแบ่งจ่ายแบบสามเดือนมากกว่าแบบปีต่อปีเพราะค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ผู้เข้ามาทำงานต้องตรวจสุขภาพทุกปี มาเลเซียจะยอมรับผู้ที่แข็งแรงและไม่ติดยาเสพติดเท่านั้น และหากเป็นผู้หญิงถ้าตั้งท้องก็จะไม่ให้ใบอนุญาต สำหรับนิยาและเด๊าะต้องกลับบ้านเฉลี่ยเดือนละครั้ง การทำงานในมาเลเซียแม้จะมีค่าตอบแทนสูง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมาก หากต้องการทำงานได้อย่างราบรื่นและถูกกฎหมายมาเลเซีย ลูกน้องของนิยามีทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อัตราค่าจ้างตั้งแต่หกพันบาทสำหรับเสิร์ฟอาหารจนถึงพ่อครัวมากประสบการณ์ที่เงินเดือนมากกว่าหมื่นบาท ทั้งหมดนี้มีที่พักและอาหารฟรี ที่ร้านของนิยาต้องจ้างแรงงานจากกลันตันบ้างสามสี่คน คนงานจากกลันตันมาจากเขตเกษตรกรรมที่ห่างไกลซึ่งนับเป็นพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนามากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมและการพูดจาไม่ต่างไปจากคนในสามจังหวัดมากนัก นิยาให้เหตุผลว่าจะได้ไม่น่าเกลียด เพราะการทำธุรกิจของคนต่างชาติ แม้ว่าชาวมาเลเซียจะไม่รู้สึกถึงความเป็นชาตินิยมต่อคนมลายูที่มาจากเมืองไทยเท่าใดนัก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสบายใจมากกว่า พ่อครัวส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะต้องใช้แรงมากต้องทำอาหารเร็ว ร้อน คนมาเลเซียไม่สนใจว่าอาหารจะอร่อยหรือประณีตในการทำมากน้อยเพียงใด แต่ต้องการอาหารที่เน้นว่า ร้อน และเร็ว ส่วนผู้หญิงเป็นคนเสิร์ฟและทำเครื่องดื่มเป็นส่วนใหญ่ นิยามาเซ้งตึกแถวเพื่อเป็นที่พักอาศัยอยู่แบ่ง ๆ กันกับลูกน้องทั้งหมด ต้องจ่ายเดือนละสามหมื่นบาท นิยามีรถขับสองคัน ทิ้งไว้ที่บ้านยะลาคันหนึ่งและนำมาใช้ที่มะละกาคันหนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่นิยาและเด๊าะต้องใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเดือนในร้านต้มยำร้านเดียวไม่ต่ำกว่าสองถึงสามแสนบาท วงดนตรียอดนิยมของเด็กหนุ่มเด็กสาวในร้านเหมือนๆ เด็กไทยทั่วไป เช่น ลาบานูนและคาราบาว ในมาเลเซีย การออกไปทำงานเป็นความหวังของหนุ่มสาวในสามจังหวัดภาคใต้ที่รัฐบาลมาเลเซียรับรู้และไม่ได้คุกคามหรือตามจับ หากเป็นไปตามกฎหมาย แรงงานจากสามจังหวัดทดแทนในช่องว่างของงานอาชีพที่คนมาเลเซียเริ่มไม่ทำและหันไปทำงานในภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น การเป็นคนมลายูมุสลิมเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการยอมรับ และเป็นเหตุผลสำคัญแน่นอนอันดับแรกที่แรงงานชาวมลายูมุสลิมจากสามจังหวัดภาคใต้เดินไปเข้าไปขายแรงงาน โดยมีคนน้อยมากที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ ๆ อื่น ๆ ที่ต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรม เราไม่ทราบว่าแรงงานจากสามจังหวัดภาคใต้สร้างรายได้รวมต่อปีประมาณเท่าใด แต่เท่าที่พบนี่คือช่องทางสำคัญที่หล่อเลี้ยงครอบครัวและเศรษฐกิจในระดับชาวบ้านในสามจังหวัดภาคใต้ให้อยู่รอดอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธ หากนิยาอยู่บ้าน ด้วยการศึกษาไม่จบ ป.๔ และเด๊าะที่จบเพียงมัธยมต้น คงไม่พ้นรับจ้างกรีดยาง ทั้ง ๆ ที่นิยาและเด๊าะเป็นคนฉลาดและมีศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างยอดเยี่ยม ครอบครัวของนิยาฐานะไม่ดีและไม่มีที่ดินของตัวเอง แต่นิยาส่งพ่อแม่ไปฮัจญ์ได้และซื้อที่ดินซึ่งเป็นสวนยางไว้ให้ทำด้วยได้แล้ว วันนี้ นิยาในวัยต้นสามสิบกลายเป็นความมุ่งหวังของคนในชุมชนที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ดูเป็นตัวอย่างและเป็นอุดมคติของคนรุ่นหนุ่มสาวที่อยากจะสร้างฝันให้ได้เหมือนนิยา แต่ความฝันเหล่านี้ไล่หาในประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่เด็กหนุ่มสาวจากชายแดนในสามจังหวัดจะมีโอกาส นอกเสียจากที่มาเลเซีย อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ตุลาทมิฬและอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2551 “ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรอบรัฐสภาบนถนนต้นสายประชาธิปไตยในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑” ที่ตั้งอำเภอโกตาบารู เมืองหลวงรัฐกลันตัน แม่น้ำโกลกคือเขตพรมแดนที่ถูกใช้เป็นเส้นแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ให้แยกบ้านเมืองสองฝั่งออกเป็นรัฐชาติสองประเทศ ฝั่งไทยมีด่านที่ท่าเรือตาบาในอำเภอตากใบ อีกฝั่งหนึ่งคือ กำปงเปงกลัน กูโบร์ ในรัฐกลันตันของมาเลเซีย ก่อน พ.ศ. ๒๔๕๑ รัฐสยามมีสิทธิเหนือดินแดนมลายูทั้ง ๔ รัฐ คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ใช้วิธีปกครองแบบหัวเมืองประเทศราช ให้สุลต่านปกครองกันเอง แต่จะส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการยอมรับอำนาจทางการเมืองมาถวายพระมหากษัตริย์ไทย ๓ ปีต่อครั้ง หลังจากอังกฤษเริ่มเข้ามาค้าขายและล่าเมืองขึ้นในแหลมมลายู การเจรจาต่อรองระหว่างรัฐสยามกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษดำเนินเรื่อยมาราวสิบกว่าปี ในระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนมลายูหลายครั้ง และพยายามยกฐานะหัวเมืองเหล่านั้น เช่น ยกฐานันดรผู้ครองรัฐไทรบุรีเป็นเจ้าพระยา และพยายามเอื้อเฟื้อให้เจ้าผู้ปกครองนครเหล่านั้นปกครองตนเองและภักดีต่อกรุงเทพฯ ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติต่อหัวเมืองในล้านนาในช่วงเวลาเดียวกันอย่างชัดเจน แม้จะไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การบีบบังคับสู้รบเช่นที่ฝรั่งเศสกระทำต่อดินแดนชายขอบที่เขมรและลาว ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีการต่างประเทศของไทย และนายราฟ แพชยิต ราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญาฉบับใหม่ โดยรัฐบาลสยามยกดินแดนเฉพาะที่เห็นว่าอำนาจทางการเมืองของไทยครอบคลุมไปไม่ถึงเท่านั้น คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส รวมทั้งเกาะใกล้เคียง ส่วนการแบ่งเขตแดนจะถือเอาสภาวะการปกครองเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่องภาษา ศาสนา หรือวัฒนธรรม สุลต่านกลันตันและสุลต่านตรังกานูต่างคัดค้านการกระทำของไทย สุลต่านกลันตันส่งผู้แทนเข้ามาเจรจาที่กรุงเทพฯ และสุลต่านตรังกานูรีบยืนยันความจงรักภักดีของตนต่อเมืองไทย ด้วยการส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการยกดินแดนให้อังกฤษให้อยู่ในสหพันธรัฐมลายูของอังกฤษ โดยที่เจ้าของดินแดนหรือชาวบ้านชาวเมืองไม่ได้เตรียมตัวและไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพตนเองโดยไม่ยินยอมแต่อย่างใด ในขณะนั้นรัฐบาลสยามควบคุมกำกับดูแลบ้านเมืองที่ปัตตานีมาโดยตลอดและไม่อยากสูญเสียไป แม้จะมองเห็นว่าการปกครองหัวเมืองเหล่านี้ซึ่งต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรมน่าจะเป็นปัญหามากกว่า ซึ่งเป็นเพียงการมองในด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเห็นว่าภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมที่ถูกแบ่งแยกใน บริเวณที่อาจเรียกว่า “ลังกาสุกะ” ในอดีต หรือในปัจจุบันเรียกบริเวณนี้ว่า ไทยตอนใต้และมาเลเซียตอนเหนือ [Thai south and Malay north] ซึ่งมีภูมิหลังที่กล่าวมาแล้วคล้ายคลึงกันและอยู่ระคนกันไปในกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งมลายู จีน และไทย โดยคนมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่าและถือเป็นวัฒนธรรมหลักของบ้านเมืองบริเวณนี้ แม่น้ำโกลก พรมแดนไทย-มาเลเซีย ความสัมพันธ์ของรัฐต่าง ๆ ในบริเวณนี้แม้จะถูกแบ่งแยกโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศให้เกิดพรมแดนเป็นรัฐชาติแบบใหม่ที่ตกลงกันด้วยผลประโยชน์ของอำนาจศูนย์กลาง จึงเป็นการปิดฉากรูปแบบรัฐโบราณที่เป็นรากฐานของบ้านเมืองในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน แม้จะกลายเป็นรัฐสมัยใหม่ไปแล้ว แต่รูปแบบทางสังคมวัฒนธรรมที่เคยมีอยู่ยังไม่สูญหายไปแต่อย่างใด ความเหมือนกันทางสังคมและวัฒนธรรม ความเป็นเครือญาติ ความเป็นพี่น้อง ซึ่งกลายเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในพื้นที่ระหว่างรัฐที่อำนาจทางการเมืองไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ กรณีเมื่อมีเอกสารที่เผยแพร่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ใหม่ ๆ นั่นคือ เบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี หรือ การต่อสู้ที่ปัตตานี ในเอกสารระบุว่า เมื่อปฏิบัติการสำเร็จจะมีการสถาปนาราชวงศ์กลันตันขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุด แล้วนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุนนี สำนักความคิดสายอิหม่ามซาฟีอี จัดตั้งสภาสูงสุด ที่มาจากนักวิชาการมุสลิม และตัวแทนบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ สภานี้มีอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งถอดถอนผู้นำได้ เป็นต้น ข้อความเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเหตุผลทางการเมืองที่ต้องการรวมดินแดนดั้งเดิมในราชวงศ์กลันตันที่ถือว่าเป็นราชวงศ์ที่รวมกลุ่มตระกูลเชื้อสายเจ้าเมืองจากวังยะหริ่งหรือเมืองรามันในอดีต และวังอื่น ๆ ในดินแดนสามจังหวัดภาคใต้ไว้ได้ชัดเจนที่สุด แม้แต่กรณีการหนีของคนไทย ๑๓๑ คนข้ามชายแดนบริเวณสุไหง-โกลกไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในฝั่งมาเลเซีย เพราะกลัวเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่ปลอดภัยจากอำนาจรัฐ คนกลุ่มนี้เป็นชาวบ้านหลายรายจากอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ บางคนเป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกปล้นปืน แต่กลับถูกทางการไทยสงสัยว่า ร่วมมือกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นำปืนของทางการไปใช้ก่อความไม่สงบ คนไทยเหล่านี้เดินทางหนีออกจากมาตุภูมิและขอไปอยู่อาศัยกับญาติพี่น้องทางฝั่งมาเลเซียและยังไม่ยอมกลับจนถึงปัจจุบัน ความอุดมสมบูรณ์บนที่ราบรัฐกลันตัน สิ่งเหล่านี้อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด กล่าวว่า ชาวบ้านจากประเทศไทยเหล่านี้เดินทางไปหาญาติพี่น้องของพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในขบวนการก่อการร้ายดังที่รัฐไทยหวาดกลัวและระแวงแต่อย่างใด เมื่อเดินทางร่วมไปกับคณะของผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เข้าไปในรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย โดยเฉพาะในบริเวณตั้งแต่เมืองปะแสร์ มาส [Pasir mas] ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสุไหง-โกลกทางฝั่งไทยจนถึงโกตาบารู และเมืองตุมปัตที่มีผู้คนที่เรียกตนเองว่า คนมาเลเซีย เชื้อสายไทย และคนจีนที่ถูกเรียกว่า จีนบก ซึ่งแตกต่างไปจากคนเชื้อสายจีนแถบชายฝั่งช่องแคบในอีกฝั่งทะเลอีกด้านหนึ่ง ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในกลันตันมีอยู่มากเป็นอันดับสองรองจากรัฐเคดาห์หรือไทรบุรีในอดีต นอกจากนี้ยังมีอยู่บ้างประปรายที่รัฐตรังกานูและปะลิส เฉพาะในกลันตันมีทั้งคนเชื้อสายไทยที่เป็นชุมชนอยู่มากมายใน ๗ อำเภอ ได้แก่ อำเภอตุมปัต มีคนไทยอยู่มากที่สุด อำเภอปะแสร์ มาส มีคนไทยอยู่ที่ตลาดปะแสร์ มาสในย่านธุรกิจด้วย และเขตที่ติดกับสุไหง-โกลก อำเภอตะเนาะแมเราะ อำเภอปะแสร์ ปูเต๊ะ อยู่ริมทะเลมีเศรษฐกิจดี มีคนไทยอยู่ที่บ้านเสมอรัก อำเภอบาเจาะ อำเภอโกตาบารู ซึ่งเป็นเมืองหลวง และอำเภอมาจัง ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย พื้นที่ราบระหว่างแม่น้ำโกลกและแม่น้ำกลันตันคือพื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งกว้างใหญ่กว่าที่ราบของแม่น้ำตากใบและแม่น้ำโกลก ซึ่งมีคนไทยที่พูดภาษาสำเนียงที่เรียกว่าภาษาเจ๊ะเหหรือภาษาไทยตากใบ ในบริเวณนี้คือที่ตั้งของอำเภอตุมปัตที่มีวัดทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัดประจำชุมชนทั้งไทยและจีน ปะปนไปด้วยชุมชนมุสลิมจำนวนไม่น้อย แม้กลันตันจะประกาศตัวเป็นรัฐมุสลิมอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็สามารถจัดการเชื่อมโยงกลุ่มคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธและคนจีนได้โดยการสนับสนุนงานทางวัฒนธรรม เช่น เทศกาลลอยกระทงที่ถือเป็นเทศกาลประจำเดือนพฤศจิกายนในปีท่องเที่ยวของรัฐในปีนี้ ความสงบร่มรื่นในระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และความเป็นปกติสุขของสังคมพหุลักษณ์ในรัฐกลันตัน โดยเฉพาะบริเวณเมืองตุมปัตนี้ เป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกต่อไปในขณะนี้ในอีกฝั่งหนึ่งของชาติไทย บ้านเมืองในเขตสามจังหวัดภาคใต้ในอดีตนั้นไม่ได้ต่างไปจากบ้านเมืองในอีกฝั่งแม่น้ำโกลกในรัฐ กลันตันแต่อย่างใด เพราะอยู่ในวัฒนธรรมและบ้านเมืองเดียวกันมาก่อน แต่จะแตกต่างไปก็เพราะการเมืองของรัฐที่กระทำต่อพลเมืองทั้งสองประเทศนั้น “ไม่เหมือนกัน” วัดไทย-จีน ในสังคมมุสลิม การอยู่อย่างสันติของคนกลันตัน ในขณะที่รัฐไทย ชาวบ้านชาวเมืองโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ คงได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของความไม่เสมอภาคและไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่สืบเนื่องมาจากอำนาจของรัฐที่จัดการปัญหาความขัดแย้งด้วยความรุนแรง และต้องสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชน สิ่งเหล่านี้มีผู้แสดงความคิดเห็นมากมายว่า “เริ่มจะเข้าใจสาเหตุของความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่ไม่สงบเสียที” นั้นเป็นเพราะเหตุใด เมื่อเหม่อมองเมืองไทยจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโกลกที่กั้นพรมแดนบ้านเมืองที่เคยเป็นแผ่นดินเดียวกัน แต่ขณะนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้นมีสาเหตุมาจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์หรือก็ไม่ใช่ ทางศาสนาหรือก็คงไม่ใช่เป็นสาเหตุมาแต่แรกเริ่ม การเมืองในบ้านเมืองของเราต่างหากที่บั่นทอนพี่น้องชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้มาอย่างเนิ่นนาน และในปัจจุบันนี้ การเมืองที่กัดเซาะสังคมไทยก็เริ่มทำให้เห็นว่า แม้แต่ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน การเมืองที่นำไปสู่ความไม่ยุติธรรมในสังคมและเศรษฐกิจก็กำลังทำลายคนไทยทั่วทุกหัวระแหงอยู่ในขณะนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ประวัติศาสตร์บาดแผลและประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2552 นักโทษเงี้ยวทั้ง ๑๖ คนที่ถูกจับกุมได้ในการจลาจลในเมืองแพร่และลำปางได้ถูกส่งตัวมาจำคุกที่กรุงเทพฯ โดยแยกนักโทษในบังคับสยามไปจำคุกที่กองมหันตโทษ กระทรวงยุติธรรม ส่วนนักโทษในบังคับอังกฤษส่งไปจำคุกที่สถานทูตอังกฤษ (ภาพจากหนังสือ นครแพร่จากอดีตมาปัจจุบัน ภูมินิเวศวัฒนธรรม ระบบความเชื่อและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) กิจกรรมทางวิชาการเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติที่เป็นชุดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “แผ่นดินล้านนา” ชวนไปพูดเรื่อง “ความจริงและตำนานกบฏเงี้ยวเมืองแพร่” คงจะเพราะต่อเนื่องมาจากการทำงานวิจัยท้องถิ่นและพิมพ์เผยแพร่เอกสารเรื่อง “นครแพร่ จากอดีตมาปัจจุบัน : ภูมินิเวศวัฒนธรรม ระบบความเชื่อ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ที่จัดจำหน่ายในวงแคบ ๆ ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว งานวิจัยดังกล่าวทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแต่ประสบผลล้มเหลว เพราะความตั้งใจแรกเริ่มที่ต้องการทำให้เป็นผลงานของคนท้องถิ่น เป็นประวัติศาสตร์จากภายใน และการสำรวจนิเวศวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในนครแพร่ โดยคนท้องถิ่นที่มีความมั่นใจ มีหลักที่ดีและรู้ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ผลสุดท้ายโครงการที่ได้รับโอกาสสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยนั้น ก็ทำได้แต่เพียงผลิตเอกสารรวบรวมเนื้อหาเรื่องราวของแอ่งที่ราบเมืองแพร่และมุมมองทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่วิพากษ์และสังเกตมาจากภายนอก กระบวนการทำงานร่วมกันและมุมมองที่จะแบ่งปันกันสำหรับการมองท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเจาะเข้าหาคนเมืองแพร่ได้ เพราะกระบวนการชุมชนเข้มแข็งปลอม ๆ ที่เกิดขึ้นโดยคนที่เสมือนเป็นคนท้องถิ่นนั่นเอง ผู้จัดน่าจะเห็นประเด็นปัญหาว่า ประวัติศาสตร์และตำนานนั้นมีความแตกต่างกัน ในกระแสของการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยนั้นต้องยอมรับว่ามีความสับสนอยู่มากและนำไปสู่ความไม่เข้าใจ ความขัดแย้งและความเชื่อที่แตกต่างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกสะกิดให้ปะทุเป็นอารมณ์ของสังคมในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ง่าย หากสังคมนั้นขาดความเข้าใจ หมกมุ่น หรือถูกกระแสการเมืองปลุกเร้าในช่วงขณะหนึ่งได้สำเร็จ การศึกษาเรื่องของอดีตจำต้องแยกแยะให้ชัดเจนก่อนที่จะนำเอาผลของการศึกษาไปใช้ ประวัติศาสตร์ เป็นกระบวนการศึกษา วิจัย วิเคราะห์หลักฐานข้อมูลทั้งตัวหลักฐานที่จะนำมาศึกษาและผลจากการศึกษานั้นทำให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนกันตามสำนักต่างๆ แต่ในประเทศไทยมีอีกคำหนึ่งที่เคยใช้เรียกเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตทั้งที่เป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะสืบต่อมาและบันทึกไว้เป็นเอกสารที่เรียกว่า ตำนาน ตำนานเหล่านี้มีหลายรูปแบบ แต่โดยสรุปรวมการเขียนหรือเล่าเรื่องจะเจือไปกับความเชื่อหรือถูกใช้ประกอบกับประเพณีพิธีกรรมเป็นวัตถุประสงค์หลักมากกว่าต้องการตรวจสอบค้นหาข้อเท็จจริงในอดีต โดยวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์ในยุคหลัง ๆ ใช้กัน วัตถุประสงค์ รูปแบบ และวิธีการเขียนตำนานซึ่งเทียบได้กับคำว่า Myth จึงแตกต่างอย่างชัดเจนกับการเขียนงานทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางประวัติศาสตร์ [Historiography, Historical method] ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาในยุคสมัยใหม่ [Modern age] อย่างไรก็ตามเนื้อหาจากการศึกษาทั้งสองรูปแบบนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะหาข้อยุติเพื่อตัดสินถูกผิดกันได้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง พลังของประวัติศาสตร์และตำนานยังคงเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความคิด โลกทัศน์ ของผู้คนในสังคมและไม่มีทางที่จะหยุดนิ่ง เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า มองประวัติศาสตร์และตำนานอย่างเคลื่อนไหวมีพลวัตนั้นสวนทางกับความรู้สึกของคนในสังคมไทยโดยพื้นฐานที่เล่าเรียนศึกษาในโรงเรียนโดยใช้วิธีท่องจำเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ ไม่ได้คิดวิเคราะห์ ถกเถียง หาสาเหตุหรือทำความเข้าใจชีวิต สังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นและผ่านมาแล้ว และเชื่อมั่นยึดถือแต่เพียงว่าประวัติศาสตร์คือเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีความสำคัญต่อปัจจุบันและอนาคตเพราะเป็นสิ่งล่วงพ้นไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เรานั้นแท้ที่จริงกำลังเผชิญภาวะความจริงทางประวัติศาสตร์แบบเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา [Change through time History] ซึ่งยังไม่ได้จบสิ้นไปแต่อย่างใด สาเหตุเหล่านี้เองที่ทำให้คนในสังคมไทยยึดติดกับรูปแบบการเรียนเรื่องในอดีตเพียงฉาบฉวย ท่องเนื้อหา เวลาที่เกิดขึ้น และหลงเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นคือความถูกต้องโดยไม่ตั้งคำถาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่คนในสังคมจะถูกชักจูงให้เชื่ออย่างง่าย ๆ จากแหล่งข้อมูลหลากหลายโดยไม่สนใจถึงที่มาที่ไปของความเคลื่อนไหวเหล่านั้น เรื่องกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปี มาปัจจุบันกลายเป็นประเด็นปัญหาอย่างไร ต้องยอมรับว่า การรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและจัดการปกครองรูปแบบใหม่จากหัวเมืองประเทศราชให้กลายเป็นมณฑลเทศาภิบาลและจังหวัดต่าง ๆ ในปัจจุบัน คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้างทางสังคมของท้องถิ่นต่างๆ อย่างขุดรากถอนโคน เมื่ออำนาจการจัดการทางการเมืองและสังคมเปลี่ยนมือมาสู่ขุนนางข้าราชการจากภายนอกเข้ามาดูแล สิ่งเหล่านี้กลายเป็นตะกอนตกค้างทางประวัติศาสตร์ที่รอวันคุกรุ่นเรื่อยมา มากบ้างน้อยบ้างก็ขึ้นอยู่กับเชื้อปะทุภายในท้องถิ่นที่จะหลอมรวมหรือมีปัจจัยอื่นใดทำให้เกิดเชื้อแห่งความไม่พอใจที่ขยายวงกว้างขึ้นมา และต้องยอมรับอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลกในสังคมของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในช่วงยุคอาณานิคมและหลังสมัยอาณานิคม รัฐโบราณจึงกลายเป็นเพียงความทรงจำอันหวานหอมของอดีตในท้องถิ่นที่เคยเป็นเมืองอิสระต่าง ๆ เจ้าพิริยะเทพวงศ์ฯ เจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่องค์สุดท้าย ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนพวกไทใหญ่หรือเงี้ยวสุดท้ายจึงลี้ภัยไปอยู่ที่หลวงพระบาง (ภาพจากหนังสือ นครแพร่จากอดีตมาปัจจุบัน ภูมินิเวศวัฒนธรรม ระบบความเชื่อ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) กรณีของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ซึ่งเป็นประโยคที่ดูเหมือนจะตอกย้ำความผิดพลาดของผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย คือ เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ที่ปล่อยให้เกิดการปล้นสะดมและฆ่าฟันข้าราชการที่ส่งมาปกครองจากส่วนกลางโดยคนเงี้ยวที่เข้ามาเป็นลูกจ้างบริษัทสัมปทานไม้สักนั้นคือ ประวัติศาสตร์บาดแผล ที่พูดขึ้นมาครั้งใด ก็เหมือนจะเข้าไปแทงใจคนเหนือหรือคนเมืองแพร่ หากพูดแบบรวม ๆ นั่นคือสิ่งที่เป็นประเด็นการมองจากภายนอก ประวัติศาสตร์บาดแผลนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนชั้นนำในสังคมเมืองแพร่ในสมัยที่ยังเป็นหัวเมืองฝ่ายเหนือในวันคืนที่กำลังถูกริบอำนาจการปกครองจากส่วนกลางและสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลจากค่าสัมปทานไม้สักแบบผูกขาดที่ทำลายสภาพแวดล้อมของเมืองแพร่ไปจนไม่เหลือให้จินตนาการในปัจจุบัน ถามว่าทุกวันนี้คนในจังหวัดแพร่เจ็บแค้นกับประวัติศาสตร์บาดแผลนี้อย่างไร ในฐานะผู้สนใจศึกษาและทำโครงการในเมืองแพร่มาระยะหนึ่งไม่แน่ใจว่า บาดแผลนี้จะบาดลึกลงไปในจิตใจของผู้ใดและกลุ่มใด แต่ที่ชัดเจนคือ ทุกวันนี้เรื่องเกี่ยวกับกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ไม่ใช่ภาระบนบ่าอันหนักอึ้งของคนเมืองแพร่ทุกคนแน่ หลังจากการผนวกเมืองแพร่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามแล้ว ผู้คนและลูกหลานเชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ก็ผ่านสังคมและเศรษฐกิจในรูปแบบการรับเหมาช่วงสัมปทาน สร้างโอกาสในการทำมาหากินกับระบบเหมาช่วงรับจ้างลากจูงไม้ในป่าให้กับบริษัทฝรั่ง ทำให้เศรษฐกิจเมืองแพร่ดีกว่าหัวเมืองอื่น ๆ แต่เศรษฐกิจเหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนฐานของการผูกขาดทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นการผลิตอย่างแท้จริง ป่าไม้สักเมืองแพร่ไม่นานก็หมดไป บริษัทฝรั่งก็ล่าถอยทิ้งไว้แต่ร่องรอยของความเฟื่องฟูร่ำรวยของคนในยุคหนึ่ง ต่อมาสัมปทานของรัฐที่ให้กับคนไทยกันเองจึงทำให้ป่าไม้เมืองแพร่หมดสิ้น ทุนที่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ตรงนี้กลายเป็นฐานสำหรับนักการเมืองท้องถิ่นเมืองแพร่ในปัจจุบันที่แทบจะตัดขาดการรับรู้เรื่องราวในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นคนเชื้อสายจีนที่เข้ามาใหม่ สำหรับชาวบ้านที่เป็นคนแพร่พื้นฐานดั้งเดิมก็ต้องปรับตัวจากการเป็นผู้อยู่ร่วมกับป่ามาเป็นผู้อาศัยป่าโดยผิดกฎหมายบ้าง แสวงหาผลประโยชน์จากป่าสัมปทานแม้จะเคยเป็นถิ่นฐานท้องถิ่นที่อยู่อาศัยมานานก็ตาม ตลอดระยะเวลาแห่งการครอบครองป่าโดยระบบสัมปทาน ชาวบ้านเห็นนายทุนและรัฐร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินส่วนรวมในอดีตที่กลายมาเป็นสมบัติเอกชนโดยที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากเท่ากับ การปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดเป็นระยะ ๆ ไม่ต้องถึงกับไปถามชาวบ้านที่สะเอียบซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำสัมปทานป่าไม้มานานว่ารู้สึกอย่างไรต่อเรื่องกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ หากถามคนเมืองแพร่ที่เป็นกลุ่มทุนหรือนักการเมืองหรือผู้บริหารในปัจจุบันก็คงจะไม่ได้คำตอบที่ดุเดือดเลือดพล่านแต่อย่างใด การจุดประกายเรื่องกบฏเงี้ยวเมืองแพร่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการฟื้นความรู้สึกว่า อดีตเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่ไม่ได้เป็นกบฏ และการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับเมืองเก่าของกลุ่มลูกหลานเมืองแพร่ในช่วงสิบปีให้หลังมานี้ จึงเป็นเพียงประเด็นของคนกลุ่มหนึ่งในเมืองแพร่ที่เรียกร้องและหวนหาอดีตแบบที่เรียกว่า Nostalgic mood ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากอดีตที่เป็นอารมณ์ร่วมของสังคมส่วนใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์จากช่วงเวลาใกล้เคียงกันในอีกท้องถิ่นหนึ่งและในอีกบริบทหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์การสูญเสียบ้านเมืองของชาวมลายูปัตตานีและการลุกขึ้นต่อต้านการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง การปฏิรูปการปกครองที่ดูเหมือนจะยึดรวบทุกอย่างไปจากผู้ปกครองเดิม และที่สำคัญที่สุดคือความไม่เข้าใจในความต่างวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณีและวิถีชีวิตของผู้ปกครองในรัฐใหม่ เปิดโอกาสให้มีความรุนแรงในการแก้ปัญหาหลายครั้ง และแต่ละครั้งนั้นคือความทรงจำร่วมกันที่เจ็บปวดของคนในพื้นที่ ปัญหาที่สะสมมาตลอดเวลาในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของชาวมลายูปัตตานีได้กลายเป็นมากกว่า ประวัติศาสตร์บาดแผล แต่กลายเป็น ประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่ ที่พร้อมปะทุความรุนแรงในการต่อต้านการกดงำครอบครองได้เท่ากันหรือมากกว่าการปฏิบัติที่ได้รับรู้มาในประวัติศาสตร์ หะยีสุหลง ผู้นำของมุสลิมที่ออกมาเรียกร้องในกรอบของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้รัฐบาลให้ความเป็นธรรมแก่คนมุสลิม (ภาพจากหนังสือ เล่าขานตำนานใต้) กรณีหะยีสุหลง กรณีที่ถูกเรียกว่ากบฏดุซุงญอ กรณีการล้อมปราบในการสร้างความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะหรือกรณีตากใบ และอีกมากมายหลายเรื่องที่สั่งสมเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาในช่วงสี่ห้าปีนี้ เมื่อรวมกับประวัติศาสตร์ที่ถูกครอบครองรุกรานชาวปัตตานีโดยรัฐไทย สิ่งเหล่านี้ถูกดูดกลืนเข้าสู่ประวัติศาสตร์ในชีวิตของผู้คนในสามจังหวัดภาคใต้ผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีวันจบ กลายเป็นประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่ที่ถูกเติมเต็ม สดใหม่ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายการจัดการปัญหาในระดับสูงต่อเรื่องความยุติธรรม ความเป็นธรรม และการกระจายอำนาจทั้งการปกครอง การศึกษาและวัฒนธรรมสู่ท้องถิ่น การไม่ตั้งรับทำความเข้าใจประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นการสั่งสมของปัญหาที่ต้องการความคิดวิเคราะห์มากกว่าเดิม ไม่ใช่หน้าที่ของนักวิชาการจะออกมาชี้นิ้วว่า กระบวนการเหล่านี้คือเรื่องของท้องถิ่นนิยม เป็นเพียงความรู้สึกโหยหาอดีตของคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการวิเคราะห์ที่ล้าหลังและหยาบ ๆ เกินไป ประวัติศาสตร์บาดแผลมีโอกาสขยายผลจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ของผู้ถูกกดขี่ได้ หากเราไม่ทำความเข้าใจบริบทของท้องถิ่นต่างๆ อย่างระมัดระวัง และเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการให้การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์แก่คนในสังคม การวิเคราะห์ คิด และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์คงช่วยให้มีความเข้าใจในพลังของประวัติศาสตร์ที่ไร้ข้อยุติได้ แต่ก็มีนักวิชาการประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ที่ขุดคุ้ยข้อมูลประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเมืองไทยบางกลุ่มกำลังยึดถือตรรกะแบบเอาเป็นเอาตาย ถกเถียงกันเฉพาะตรรกะว่าของใครผิดและถูกก็กำลังหาข้อยุติ ข้อสรุปให้เข้ากับสมมติฐานของตนเอง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน แล้วจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตแบบ Change through time History ได้อย่างไรกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









