พบผลการค้นหา 239 รายการ
- เสียงจากคนวัดเกตุ ท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2552 อาจเป็นเพราะความบังเอิญที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการค้าทางเรือในลุ่มน้ำปิง จึงทำให้ได้มารู้จักกับพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในย่านวัดเกตุ ริมน้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ “โฮงตุ๊เจ้าหลวงเก่า” อาคารที่ชาวบ้านย่านวัดเกตุเรียกร้องให้รักษาไว้ จนก่อเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดเกตุในที่สุด จุดเริ่มของพิพิธภัณฑ์วัดเกตุเกิดขึ้นจากทางวัดกำลังจะรื้อกุฏิเก่าของพระครูชัยศีลวิมล (เมืองใจ ธัมโม) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “โฮงตุ๊เจ้าหลวงเก่า” (กุฏิเจ้าอาวาสรูปเก่า) อายุกว่า ๑๐๐ ปี สร้างและบูรณะโดยลูกหลานคนจีนย่านวัดเกตุ ลักษณะอาคารด้านหน้าเป็นไม้ระแนงโปร่ง มีลูกไม้ชายคา และไม้กลึงที่หน้าจั่ว เป็นอาคารที่สวยงามหลังหนึ่ง แต่ด้วยสภาพที่ทรุดโทรมของตัวอาคาร ทางวัดจึงต้องการรื้อและสร้างเป็นอาคารแบบใหม่แทน ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้ทางวัดเก็บรักษากุฏิหลังดังกล่าวไว้ ด้วยพื้นที่ย่านวัดเกตุเป็นย่านที่มีความสำคัญทางการค้าและการเข้ามาของผู้คนมาแต่อดีต เนื่องจากเป็นท่าเรือที่ใช้แลกเปลี่ยนขนส่งสินค้าจากเมืองเชียงใหม่ไปขายยังปากน้ำโพและกรุงเทพฯ ทำให้ชาวบ้านในย่านนี้มีของดีของโบราณจำนวนมาก จึงเกิดความคิดที่จะนำกุฏิดังกล่าวมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ที่มีในอดีต โดยแกนนำในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์คือ คุณลุงแจ๊ค หรือ จริณ เบน ชาวบ้านวัดเกตุ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ บุตรชายผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวเบอร์มา วัย ๘๙ ปี ร่วมกับพระสงฆ์ ชาวบ้านและคณะศรัทธาวัดในละแวกใกล้เคียง หัวเรือใหญ่ในการจัดพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ ลุงแจ็ค (จริณ เบน) เริ่มแรกของการจัดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือทำการปรับปรุงอาคารกุฏิเจ้าอาวาสเดิม เริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ลุงแจ๊ค เคยเล่าว่า ลำบากมาก เพราะสภาพอาคารก็ทรุดโทรมผุพัง ทั้งยังไม่มีทุน ถึงขั้นที่ว่า เอาฝาโลงศพมาต่อเป็นฝาผนังบ้าง ชั้นวางของที่ได้รับบริจาคมาบ้าง แต่ทั้งนี้ ความที่ชาวบ้านย่านวัดเกตุร่วมแรงร่วมใจกันอยากที่จะรักษาเอกลักษณ์รูปทรงอาคารของท้องถิ่นไว้ จึงช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครมีเงินออกเงิน ใครมีแรงออกแรง พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจึงแล้วเสร็จ เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์วัดสระเกษ อันเป็นชื่อเดิมของวัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์วัดเกตุ อย่างเช่นทุกวันนี้ ปัจจุบันนี้พิพิธภัณฑ์วัดเกตุเปิดมานานเกือบ ๑๐ ปี มีผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สำคัญสามท่าน คือ ลุงจริณ เบน (ลุงแจ๊ค), ลุงอนันต์ ฤทธิเดช (ลุงอ๊อด) และลุงสมหวัง ฤทธ์เดช (ลุงหวัง) นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่รวมทั้งเด็กในย่านวัดเกตุแวะเวียนมาช่วยดูแลและรับแขกบ้างบางครั้ง การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดง แบ่งเป็น ๖ ส่วนที่เห็นได้ชัด ส่วนแรกของพิพิธภัณฑ์คือห้องโถงขนาดยาวเมื่อเข้าไปทางขวามือจะเป็นมุมกราบพระ อันเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบพม่าประดิษฐานเป็นพระประธานในพิพิธภัณฑ์ ถัดมาในส่วนที่สองทางซ้ายมือของโถงจะเป็นที่มุมเก็บอุปกรณ์และซ้อมดนตรีไทยของเยาวชนในย่านวัดเกตุ พร้อมทั้งเป็นมุมรับแขก รวมถึงการจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิ ตะเกียง กาต้มน้ำ ถาด พัดลม ที่ปั่นฝ้าย ฯลฯ อันเป็นสิ่งของในครัวเรือนที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน เพราะลวดลายของสิ่งของต่าง ๆ เป็นของเก่าแทบทั้งสิ้น อีกทั้งบางชนิดในปัจจุบันไม่นิยมใช้กันแล้ว เป็นต้น ถัดเข้าไปจากโถงยาวเป็นห้อง ๓ ห้อง ทะลุถึงกันได้หมด ในห้องแรกหรือส่วนที่ ๓ คือห้องที่จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต ทั้งเหรียญ ธนบัตร หนังสือเก่า เครื่องมือช่าง กำปั่นเหล็ก ถ้วยโถโอชาม เตารีดโบราณ เสื้อผ้า ผ้าทอ ผ้าปักดิ้น ซิ่น ฯลฯ โดยสิ่งของแต่ละชิ้นได้จัดเรียงอยู่ในตู้โชว์ไว้อย่างเป็นระเบียบ ถัดมาเป็นห้องกลางหรือส่วนที่ ๔ แสดงพระพิมพ์และพระพุทธรูปโบราณจากที่ต่าง ๆ ผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน รูปภาพพระและวัดเมื่อครั้งอดีต ห้องที่ ๓ หรือส่วนที่ ๕ ของพิพิธภัณฑ์ คือห้องจัดแสดงธงสยาม (ธงช้างเผือก) ธงสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ธงมังกรและเครื่องอาภรณ์ของเจ้าเมืองเชียงใหม่ รวมถึงผ้าโบราณของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นอาทิ ในส่วนสุดท้ายหรือส่วนที่ ๖ จัดแสดงในศาลาบาตร อยู่นอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นที่จัดแสดงรูปภาพเก่าของเชียงใหม่เมื่อครั้งอดีต รวมถึงบุคคลสำคัญทั้งของเมืองเชียงใหม่และย่านวัดเกตุด้วย ทั้งหมดนี้คือส่วนในการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ที่ได้จากการบริจาคของชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งของเครื่องใช้ในวัดอีกส่วนหนึ่ง ไม่เพียงเท่านี้ ทุกวันนี้ชาวบ้านยังคงทยอยนำสิ่งของโบราณ หรือเอกสารสำคัญมาให้พิพิธภัณฑ์จัดแสดงอยู่เนือง ๆ จนขณะนี้พิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เต็มไปด้วยสิ่งของโบราณจำนวนมากและยากที่จะหาที่จัดเก็บ แต่ของยิ่งมากก็เสมือนเป็นเสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์วัดเกตุไปเสียแล้ว เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์คือการมีโบราณวัตถุหลากหลายชนิด ทั้งที่ได้รับบริจาคจากชาวบ้าน และจากวัด และจากการที่ข้าพเจ้าและมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัดเกตุอยู่เนือง ๆ จึงมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการสิ่งของที่จัดแสดงเป็นจำนวนมากว่าเหล่านั้น ว่าควรที่จะทำการแบ่งเป็นหมวดหมู่และจัดทำทะเบียนวัตถุให้เป็นระเบียบ ซึ่งภาพรวมของการจัดหมวดหมู่และจัดทำทะเบียนวัตถุยังเป็นการง่ายต่อการศึกษาค้นคว้าในภายหลังอีกประการหนึ่งด้วย อีกทั้งวัตถุสิ่งของส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ เป็นของดี มีค่า หายาก การจัดทำทะเบียนวัตถุก็เพื่อบันทึกถึงคุณลักษณะ การนำไปใช้และที่มาที่ไปของสิ่งของ เพราะขณะนี้คนในย่านวัดเกตุน้อยคนนักที่จะรับรู้เรื่องราวสิ่งของ และการใช้งานในอดีต ดังนั้นจึงต้องรีบทำในขั้นตอนนี้เสียก่อน ทั้งนี้ข้อเสนอแนะของทางมูลนิธิฯ ได้สอดคล้องกับความต้องการของทางผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ด้วยที่เห็นว่าสิ่งของมีมากขึ้นทุกขณะ การจัดเก็บสิ่งของให้เป็นหมวดหมู่และเลือกสิ่งที่สำคัญจัดแสดงน่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งของการจัดแสดงก็เป็นได้ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการทำทะเบียนโบราณวัตถุ โดยทำการแนะนำการทำทะเบียนให้กับพระและผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ก่อนในเบื้องต้น ทั้งนี้ปัจจุบันทางพิพิธภัณฑ์วัดเกตุได้ทำการขยายพิพิธภัณฑ์โดยการต่อเติมห้องจัดแสดงไว้ทางด้านหลังของอาคารพิพิธภัณฑ์เดิม จากการสอบถามพูดคุยกับลุงสมหวัง ฤทธิเดช กล่าวว่า ห้องดังกล่าวต่อเติมมาเพราะได้เงินบริจาคจากชาวบ้านและผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เป็นหลัก ส่วนการใช้ประโยชน์จากห้องนี้ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและกรรมการพิพิธภัณฑ์ยังไม่รู้จะใช้ทำอะไร อาจจะเป็นห้องจัดแสดงวัตถุสิ่งของหรือจะเป็นห้องเก็บโบราณวัตถุที่ไม่ได้เอาไปจัดแสดงก็เป็นได้ ซึ่งทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้เสนอแนะว่าห้องนี้ น่าจะจัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตของคนย่านวัดเกตุและการเกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะทั้งพื้นที่ย่านวัดเกตุและตัวพิพิธภัณฑ์วัดเกตุมีความน่านสนใจไม่น้อยไปกว่าสิ่งของเครื่องใช้ที่นำมาจัดแสดง เนื่องจากพื้นที่ย่านวัดเกตุมีความสำคัญเพราะเป็นที่อยู่ของกลุ่มหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งยังเป็นจุดค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าทางน้ำที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกด้วย โดยทางลุงสมหวัง ฤทธิเดช ก็เห็นด้วยแต่ทั้งนี้ต้องถามความเห็นชอบของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลและกรรมการคนอื่น ๆ อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามจากการเป็น “คนนอก” ที่มองไปยังพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว เห็นว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังขาดการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก เพราะทุกวันนี้ผู้ที่ดูแลและจัดการพิพิธภัณฑ์มีพียงแต่ผู้ใหญ่ ๓ ท่าน (ลุงแจ๊ค จริณ เบน, ลุงอนันต์ ฤทธิเดช และลุงสมหวัง ฤทธิเดช) รวมถึงชาวบ้านวัยดึกในย่านวัดเกตุและศรัทธาวัด เป็นหลัก หากแต่สิ่งสำคัญ ปัญหาและความต้องการอย่างแท้จริงที่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดเกตุ ต้องการกลับอยู่ที่การจัดการในเรื่องของความช่วยเหลือในเรื่องของข้อมูล ความรู้และประสบการณ์การทำพิพิธภัณฑ์จากที่ต่าง ๆ มากกว่า ลุงสมหวัง ฤทธิเดช รวมทั้งมัคคุเทศก์กล่าวกับข้าพเจ้าว่า เรื่องเงินในการดูแลพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ไม่มีปัญหา แต่ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ยังสามารถหาทุนรอนมาเป็นทุนได้ ในส่วนของเด็กที่จะมารับช่วงในการดูแลพิพิธภัณฑ์ พวกลุงไม่กังวลมากนัก เพราะทุกวันนี้ก็มีเด็กในย่านวัดเกตุจำนวนหนึ่งมาช่วยพวกลุง ๆในการรับนักท่องเที่ยว (คนไทย) หากแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นกลุ่มลุงอยู่ เพราะเด็กยังไม่ได้รับการฝึกพูดภาษาอังกฤษ ตอนนี้ทางลุงสมหวังและลุงทั้งหลายได้ตั้งกลุ่มกิจกรรมสำหรับเยาวชนขึ้น นั่นคือ กลุ่มดนตรีไทยและตีกลองปู๋จา (กลองบูชา) ซึ่งเด็กเหล่านี้ถือเป็นรากฐานในการดูแลพิพิธภัณฑ์ต่อไป หากแต่ ณ ปัจจุบัน อยากที่จะมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์จากที่ต่าง ๆ ระหว่างกันอันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และการจัดการของแต่ละพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้มาประยุกต์ใช้กับพิพิธภัณฑ์วัดเกตุเพราะผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านไม่มีความรู้ในเรื่องการจัดการพิพิธภัณฑ์ แต่อย่างใด หรือหากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมต้องการเสนอความคิดเห็นในเรื่องการจัดแสดง คำติชม แง่คิด มุมมอง ฯลฯ ก็อย่าได้นิ่งเฉย ทางพิพิธภัณฑ์ยินดีรับฟังเสมอ เพราะถือว่าการมีพิพิธภัณฑ์วัดเกตุต้องดำเนินไปพร้อมๆกันทั้งในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งของ อาคาร สถานที่และพัฒนาความเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ทั้งของชุมชนและสังคมต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยกับการพลิกฟื้นตำรายาโบราณที่ “อภัยภูเบศร”
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.พ. 2553 หากกล่าวถึง “อภัยภูเบศร” หลายท่านคงนึกถึงผลิตภัณฑ์และยาจากสมุนไพรของไทยรวมถึงชื่อโรงพยาบาลขึ้นชื่อจนเป็นที่ยอมรับในหมู่ประชาชนที่ต้องการทางเลือกในการรักษาสุขภาพ โดยเห็นได้จากยาสมุนไพรที่โรงพยาบาลผลิตออกสู่ท้องตลาด กลายเป็นสินค้าในตลาดยาสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีกรรมวิธีในการแปรรูปยาสมุนไพรไทยที่รับประทานยากมาบรรจุในแคปซูลที่ทันสมัย ง่ายต่อการบริโภค ความนิยมในตัวยาสมุนไพรของที่นี่ นอกจากมีแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว ทุกวันก็จะกลุ่มนักท่องเที่ยวมาแวะซื้อสมุนไพรถึงภายในโรงพยาบาลเลยทีเดียว นอกจากสินค้าและความรู้เรื่องยาสมุนไพร ที่นี่ยังมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเพราะมีสถานที่สำคัญในพื้นที่โรงพยาบาล คือตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรซึ่งเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ศิลปะแบบบาร็อค [Baroque] ของยุโรป สง่าและสวยงาม สร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ที่ในปัจจุบันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลแห่งนี้ กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้ว่าจ้างบริษัทโฮวาร์ด เออร์สกิน จำกัด สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ในกรณีที่พระองค์เสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรี แต่ภายหลังพระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อนจึงมิได้ใช้รับเสด็จฯ กระทั่งในอีก ๓ ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้ประทับเมื่อคราวเสด็จมายังมณฑลปราจีนบุรี เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงแก่อนิจกรรมลงตึกแห่งนี้ได้ตกเป็นมรดกของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ (พระนามเดิมคือ คุณเครือแก้ว อภัยวงศ์) ผู้เป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงค์) จากนั้นในปี พ.ศ.๒๔๘๒ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงมอบตึกหลังนี้ให้แก่ทางราชการ และในช่วงพ.ศ.๒๔๘๔ นับจากเกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตึกหลังนี้กลายมาเป็นโรงพยาบาลสำหรับทหารที่ทำการรบในเขตเมืองพระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ จนกระทั่งในช่วงหลังสงครามก็ยังถูกใช้เป็นโรงพยาบาลเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๒ จึงย้ายส่วนของการรักษาพยาบาลออกไปยังตึกผู้ป่วยที่สร้างขึ้นใหม่และตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เปลี่ยนมาเป็นอาคารสำนักงานของโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนับแต่บัดนั้น ด้วยความสถาปัตยกรรมที่งดงามและความเก่าแก่ของตัวอาคารที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของประเทศหลายท่าน ในวันที่ ๒๕ ม.ค.๒๕๓๓ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และในปีพ.ศ.๒๕๓๖ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมและจัดแสดงตัวอย่างสมุนไพร เครื่องมือยาสมัยโบราณ รวมไปถึงตำรายาโบราณ ที่ส่วนใหญ่ได้รับมาจากมูลนิธิหมื่นชำนาญแพทยา (พลอย แพทยานนท์) และบางส่วนมาจากการบริจาคจากประชาชนทั่วไป ตำรายาโบราณดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาบาลี สันสกฤตและไทย จำนวนทั้งหมด ๒๓๓ เล่ม ประกอบด้วย หนังสือใบลาน ๑๖ ผูก สมุดข่อย ๑๓๐ เล่ม และหนังสือหายาก ๘๗ เล่ม ซึ่งในปัจจุบันทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายสาขาวิชาชีพเพื่อสังคายนาตำรายาโบราณ พร้อมทั้งจัดหมวดหมู่และแปลตำราเผยแพร่ให้นำไปสู่การใช้ประโยชน์จากการแพทย์แผนไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ปริวรรต พลิกฟื้นตำรายาโบราณ...พลิกฟื้นใบลานสู่การรักษา นับจากการสร้างตึกแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๒ จนถึงปัจจุบัน ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็จะมีอายุครบ ๑๐๐ ปี ด้วยเหตุนี้ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โรงพยาบาลอภัยภูเบศรจึงได้จัดงาน “เสวนาตำรายาโบราณเนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและฉลองพระชนมายุ ๘๔ พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี” ขึ้น โดยเชิญนักวิชาการในหลายสาขาอาทิเช่น รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ดร.สุรสิทธิ์ ไทยรัตน์ และ ผศ.ดร.จักร แสงมา จากหน่วยปฏิบัติการเคมีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณกีรติวจน์ ธนภัทรธุวานันท์ จากศูนย์จารึกและเอกสารโบราณ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คุณเกริก อัครชิโนเรศ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.อุษา กลิ่นหอม จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีอาจารย์ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร รองผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ดำเนินรายการ และเภสัชกรหญิง.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นผู้สรุปและบันทึกการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหาของตำรายาที่อยู่ในคัมภีร์ใบลานซึ่งมีความเชื่อและคติแฝงอยู่ด้วย ทั้งที่เป็นคัมภีร์ใบลานที่เก็บไว้ในวัด เช่น แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ที่มีเนื้อหาประกอบด้วย คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์พรหมปุโรหิต คัมภีร์ธาตุวิภังค์ ว่าด้วยธาตุพิการตามฤดู และคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการวินิจฉัยโรคและประกอบตัวยา ซึ่งในหนึ่งหน้ามีตัวยาแก้โรคหลายชนิด ในศาสนาอิสลามพบว่าได้มีการบัญญัติวิธีการรักษาโรคไว้ในคัมภีร์กุรอ่าน นอกจากนี้ ในกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ เช่น ไทยใหญ่ มอญ ก็มีการบันทึกสูตรยารักษาโรคไว้ในคัมภีร์ใบลานของตนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งกระบวนการสำคัญของการศึกษาตำรายาโบราณดังกล่าว คือการปริวรรตคัมภีร์ใบลานที่ต้องอาศัยการถอดรหัสและตีความภาษาที่เป็นปริศนาเกี่ยวกับสูตรยา ซึ่งต้องใช้ความรู้และเวลาที่ยาวนานในการศึกษา เมื่อผ่านการปริวรรตจนได้สูตรยาต่างๆ มาแล้ว ในทางวิทยาศาสตร์จะนำเอาพืชสมุนไพรที่ถูกระบุว่าเป็นองค์ประกอบของสูตรยานั้นๆ ไปศึกษาหาสารเคมีประกอบของตัวยาที่มีผลต่ออาการของโรค ว่ามีสรรพคุณทางยาเป็นอย่างไร จึงเรียกได้ว่าเป็นการระดมสรรพวิชาทั้งภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการถอดรหัสและตีความเพื่อนำสู่การทำความเข้าใจและศึกษาอย่างมีระบบระเบียบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ รวม-แลกสูตรยา เพื่อร่วมพัฒนาตำรายาไทย นอกจากการศึกษาเรื่องตำรายาโบราณที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของตนเองแล้วโรงพยาบาลอภัยภูเบศรยังได้ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสูตรยาระหว่างกัน โดยหากมีผู้สนใจจะมาขอสูตรยาของโรงพยาบาลก็จะต้องมีสูตรยาของตนมาแลกเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากที่โรงพยาบาลได้สูตรยาเหล่านั้นไปแล้วก็จะรวบรวมนำไปศึกษาและพัฒนาให้เป็นสูตรยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคต่างๆ ให้ได้ผลดีต่อไป ในวันนี้ผลของการแบ่งปันองค์ความรู้เรื่องตำรายาของโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้ส่งผลให้เกิดเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนายาแผนไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเห็นจากกลุ่มสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมในการเสวนาในครั้งนี้ต่างมาจากหลากหลายท้องถิ่นซึ่งนับว่าเป็นแนวโน้มที่ดีในการพลิกฟื้นตำรายาโบราณให้กลับมามีคุณค่ามากกว่าจะถูกเก็บไว้ในตู้โชว์เพียงอย่างเดียว อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- “ภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด จากการทำงานของศรีศักร วัลลิโภดม”
เผยแพร่ครั้งแรก 4 ก.พ. 2551 (บทความจากงานเสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม เนื่องในโอกาสได้รับรางวัลวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จัดโดยภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) อาจารย์ธงชัย วินิจกูล เขียนบทความเรื่อง The changing landscape of the past : new histories in Thailand since 1973 [Journal of Southeast Asian Studies. Vol 26: 1.,1995.] ซึ่งเป็นงานวิจัยเมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว กล่าวถึงแนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการศึกษาประวัติศาสตร์แบบ New Histories ตั้งแต่หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นต้นมา บทความดังกล่าวของอาจารย์ธงชัยแสดงให้เห็นถึงวาทกรรมของประวัติศาสตร์นิพนธ์จากการเขียนประวัติศาสตร์แบบประเพณีที่เน้นเรื่องพระราชพงศาวดารและราชอาณาจักรซึ่งกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้อำนาจรัฐ มาเป็นการเขียนประวัติศาสตร์แบบใหม่ที่แยกได้สี่ประการ คือ ๑ ) ปฏิกริยาต่อต้านประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบประเพณี ๒ ) ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในสกุลมาร์กซิส ๓ ) ประวัติศาสตร์ยุคต้นที่ไม่เป็นแบบเส้นตรง และ ๔ ) ปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ในวาทกรรมของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ทั้งสี่ประการ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นบุคคลท่านหนึ่งที่อาจารย์ธงชัยเขียนถึงผลงานและบทบาทในการเป็นนักวิชาการที่เป็นแรงผลักดันสำคัญในการปรับเปลี่ยนวิธีการศึกษาเรื่องในอดีตและสังคมวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่นอกตำราและในกรอบของประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบเดิม ๆ มาตั้งแต่เริ่มงานวิชาการที่คณะโบราณคดีเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว ในประเด็นทั้งสี่ประการ จะเห็นว่าอาจารย์ศรีศักรมีบทบาทในการทำงานที่ชัดเจนและเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยกเว้นในเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในสกุลมาร์กซิส ซึ่งจะกล่าวถึงโดยสรุปจากการวิเคราะห์ของอาจารย์ธงชัย แม้จะเป็นผู้ปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันวิธีวิทยาและการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ในรูปแบบใหม่ แต่อาจารย์ธงชัยก็สรุปถึงอาจารย์ศรีศักรเมื่อสิบห้าปีที่ผ่านมาว่า “ถ้าความคิดเห็นของอาจารย์ศรีศักรไม่สามารถสร้างกระแสหรือกระตุ้นและไม่เป็นที่น่าสนใจในขณะนี้แล้วละก็ ( เมื่อราว ๆ สิบกว่าปีที่ผ่านมา ) นั่นอาจหมายถึงความคิดต่าง ๆ ของอาจารย์กำลังกลายมาเป็นภูมิปัญญาแบบจารีต ( ที่ล้าสมัย ) ไปเสียแล้ว ” ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมในช่วงสิบกว่าปีหลังมานี้ ให้ความสนใจกับคำกล่าวของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลดังกล่าว และบรรยากาศทางวิชาการแบบ Intellectual ในปัจจุบันที่สนใจวาทกรรมความคิดทางประวัติศาสตร์มากกว่าเนื้อหารายละเอียด ข้อสังเกตดังกล่าวน่าจะเห็นได้จากเมื่องานของอาจารย์ศรีศักรได้รับความสนใจจากกรรมการผู้ให้รางวัลระดับเอเชียจากต่างประเทศ (Fukuoka Asian Culture Prizes ครั้งที่ ๑๘ ประจำปี ๒๕๕๐) โดยให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับวงวิชาการอย่างสำคัญ แต่ปรากฏเป็นข่าวและมีความสนใจเล็กน้อยทั้งในวงวิชาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเทศไทยรวมถึงชนชั้นกลางที่เคยใช้ประวัติศาสตร์ในการเคลื่อนไหวทางสังคมอยู่เสมอ บทความนี้จึงเป็นการบอกเล่าเชิงสำรวจงานของนักวิชาการที่ถูกมองว่าเคยเป็นแรงผลักดันอันสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงในความคิดทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทุกวันนี้พลังงานอันมหาศาลของการเป็นนักวิชาการถดถอยไปบ้างไหม อาจารย์ยังสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดแก่สังคมส่วนรวมได้หรือไม่ สภาพสังคมไทยในปัจจุบันไม่สนใจหรือพยายามเข้าใจความเป็นไปทางสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนเอง หรือว่างานในปัจจุบันของอาจารย์ศรีศักรกลายเป็นเรื่องล้าสมัยที่ถูกแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ ๆ รื้อทำลายจนไม่มีประโยชน์ไปเสียแล้ว ภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เริ่มต้นบทที่เกี่ยวกับ “การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์แบบก่อนประวัติศาสตร์” โดยการอธิบายถึงงานของอาจารย์ศรีศักรที่เริ่มจาก พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่ค่อย ๆ มีอิทธิพลและเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์แบบจารีตอยู่หลายปี อาจารย์ธงชัยเขียนถึงงานของอาจารย์ศรีศักรว่า (อักษรตัวเอนจากบทความของอาจารย์ธงชัย) “ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ อาจารย์ศรีศักรยืนยันการถกเถียงเรื่องสุโขทัยมีมาก่อนสุโขทัยและอยุธยา ( อโยธยา ) ที่มีมาก่อนอยุธยา อาจพูดได้ว่าเป็นการกล่าวถึงพื้นที่ในอดีตซึ่งขณะนี้คือประเทศไทยก่อนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยจริง ๆ โดยไม่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาติ อาจารย์ศรีศักรเห็นว่าผู้คนและวัฒนธรรมในดินแดนที่เรียกว่าสยามมีความเป็นไทยไม่มากไม่น้อยกว่าไทยในทุกวันนี้ พวกเขาคือคนสยาม ไม่มีคำใดที่เรียกแบบเชื้อชาติที่อาจารย์พึงใจ นอกจากเชื้อชาติที่เป็นอยู่จริง ๆ อาจารย์เน้นย้ำว่านี่คือประวัติศาสตร์ของ “ สยามประเทศ ” ซึ่งตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นประวัติศาสตร์แบบเชื้อชาติ อาจารย์พยายามต่อต้านการค้นหาต้นกำเนิดของคนไทยในเรื่องเชื้อชาติ “ ไท ” ซึ่งเป็นประเด็นยอดนิยมตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ซึ่งเหมือน ๆ กับทุกเชื้อชาติอาจารย์ศรีศักรกล่าวว่าคนไทยทุกวันนี้คือเชื้อชาติที่ผสมผสาน การพูดถึงชนชาติไท คือการเน้นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และความพยายามที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสียเวลา แทนที่จะเป็นการศึกษาเรื่องการอพยพเคลื่อนย้าย อาจารย์ศรีศักรค้นหาอดีตโดยศึกษาเรื่องการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการในทุกส่วนที่เป็นประเทศไทยทุกวันนี้ มีการตั้งถิ่นฐานยุคแรก ๆ อยู่มากมายและมีเมืองโบราณเป็นร้อย ๆ แห่งก่อนศตวรรษที่ ๒๓ ในอีสานพื้นที่ซึ่งนักประวัติศาสตร์แทบทุกคนบอกว่าไม่มีประวัติศาสตร์จนกระทั่งเมื่อราวไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา การศึกษาของอาจารย์ศรีศักรกลับบอกว่าอีสานคือแหล่งอารยธรรมสำคัญที่สุดในภูมิภาค ” งานของอาจารย์ศรีศักรในระยะแรก ๆ ให้เวลาไปกับการต้านประวัติศาสตร์แบบสกุลดำรงฯ มากกว่าอย่างอื่นและมีมาก่อนที่จะเกิดกระแสปฏิเสธการเขียนประวัติศาสตร์แบบหลวงวิจิตรวาทการและการต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมจากบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในปี ๒๕๑๗ และปาฐกถาที่สมาคมประวัติศาสตร์ประจำปี ๒๕๒๒ เหตุดังกล่าวเป็นเพราะอาจารย์เป็นลูกศิษย์และลูกชายของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม หนึ่งในกลุ่มของข้าราชการรุ่นใหม่ในกรมศิลปากรที่ออกสำรวจเรียนรู้ภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ตำนานท้องถิ่นและโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งข้อบกพร่องของการเขียนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แบบพระราชพงศาวดารมาโดยตลอด อันเป็นฐานให้เกิดความคิดเชิงวิพากษ์และปฏิกิริยาต่อสายสกุลใหญ่ที่ครอบงำการเรียนรู้ที่คณะโบราณคดีจนถึงปัจจุบัน “ อดีตของคนสยามในความคิดของอาจารย์ศรีศักรนั้นไม่ใช่ทั้งเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายของชนชาติซึ่งมีบริบทของพื้นที่และเวลาในลักษณะ “ เป็นอื่น ” และไม่จัดลำดับเวลาให้เป็นไปในแนวเส้นตรงจากสุโขทัยจนถึงกรุงเทพฯ แต่หมายถึงกระบวนการวิวัฒนาการการสังสรรค์ของสังคมมนุษย์ และระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมจากยุคการตั้งถิ่นฐานแรก ๆ ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์จนถึงชุมชนขนาดเล็ก ๆ เมือง หน่วยทางการเมือง และอาณาจักร จากสังคมหาอาหารป่าล่าสัตว์สู่สังคมเกษตรกรรมและการค้า จากระบบเครือญาติแบบง่าย ๆ ไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อน และกระบวนการนี้เกิดขึ้นในสถานที่เป็นร้อย ๆ แห่งในเวลาเดียวกัน อดีตของไทยนั้นมีความหลากหลายและเป็นพหุลักษณ์ตั้งแต่แรกเริ่มประวัติศาสตร์ หากเราจินตนาการถึงประวัติศาสตร์แบบประเพณีในแผนที่ก็คงเป็นแผนที่ทางการเมืองของรัฐไทยตามที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ [Siam Mapped] แต่ในจินตนาการอดีตของอาจารย์ศรีศักรนั้น สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นชุดของแผนที่ทางกายภาพแบบประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงฝั่งทะเล แนวภูเขา หุบเขา ที่ราบสูง ผืนป่าทั้งแบบเดิมและที่ถูกตัดทำลาย ที่นา เมืองและคูน้ำคันดิน แม่น้ำ เส้นทางการค้า เหมือนกับภาพถ่ายทางอากาศที่ศรีศักรมักจะใช้ในการเริ่มต้นการนำเสนอเสมอ ” อาจารย์ธงชัยพุ่งตรงประเด็นสำคัญในการมีคุณูปการของอาจารย์ศรีศักรต่อการศึกษาอดีตของไทย โดยการตั้งข้อสังเกตเรื่องวิธีคิดอย่างไม่เป็นแนวเส้นตรงหรือการศึกษาประวัติศาสตร์ในแนววิวัฒนาการซึ่งกลายเป็นการอธิบายเหตุการณ์ทางประวัติตามช่วงลำดับเวลาที่คนไทยคุ้นเคยสำหรับแบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในชั้นเรียน แต่อธิบายจากหลักฐานโดยการสำรวจว่ามีชุมชนหมู่บ้านและบ้านเมืองจำนวนมากอยู่ทั่วไปในลักษณะพหุลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม วิธีการศึกษาและเก็บรวบรวมหลักฐานแบบออกไปดูนอกมหาวิทยาลัยของอาจารย์ศรีศักรนี่เองที่เข้าตาอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านที่โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยคอร์แนล เชิญอาจารย์ศรีศักรไปเป็นอาจารย์รับเชิญบรรยายเรื่องเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ ๒๕๒๓ เช่น อาจารย์ Wolter เห็นด้วยกับข้อมูลหลักฐานของอาจารย์ศรีศักรและเสนอรูปแบบของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นแบบ Mandala ความสัมพันธ์ของบ้านเมืองที่เชื่อมโยงกันในระบบเครือญาติหรือ Cognatic Relationship ส่วนหนึ่งก็ได้ให้เครดิตต่องานของอาจารย์ศรีศักรเพื่อสนับสนุนวิธีคิดดังกล่าว (ดูงานเรื่อง History, Culture, and Region in Southeast Asian Perspectives ของ O.W.Wolters ฉบับปี ๑๙๘๒ และ ๑๙๙๙) “ ในฐานะที่เป็นนักมานุษยวิทยาโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรใช้วิธีการศึกษาแบบ “ ติดดิน ” การบรรยายของอาจารย์จะเริ่มจากสภาพภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ อาจารย์ศรีศักรเป็นคนแรก ๆ ที่ต่อสู้เพื่อจะใช้ตำนานซึ่งเป็นการเล่าเรื่องสืบทอดตามประเพณีในฐานะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลังจากหลายปีแห่งการกดดัน ก็มีผลตามมา อิทธิพลแนวคิดซึ่งเติบโตจากแนวคิดของอาจารย์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่ก็โดยปราศจากโอกาสที่จะสร้างกระแสหรือสร้างเป็น “ สำนัก ” อย่างแจ่มชัด ” ความโดดเด่นในงานของอาจารย์ศรีศักรคือการออกไปคลุกคลีอยู่กับข้อมูลในท้องถิ่นต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ด้วยการฝึกฝนการจดจำแบบที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำและการอ่านหนังสือจำนวนมากอย่างรวดเร็ว หลังจากออกไปศึกษาท้องถิ่นร่วมกับกลุ่มนักศึกษาแล้วกลับมาเขียนบทความเผยแพร่ลงพิมพ์ในหนังสือต่าง ๆ ตั้งข้อสังเกตที่ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกิดการถกเถียงและกลายเป็นความงอกงามในการจัดสัมมนาติดตามมา สิ่งที่อาจารย์ศรีศักรเน้นจากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันก็คือ อาจารย์ไม่ยินยอมที่จะสร้าง “สำนักเรียน” เพราะเคยกล่าวอยู่หลายครั้งว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมให้เกิดนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง เมื่ออาจารย์ไม่เคยมีกรอบอาจารย์ศรีศักรก็ไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ ติดกรอบด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนที่ร่ำเรียนและทำงานกับอาจารย์ศรีศักรจึงสามารถถกเถียง เรียนรู้ ตอบโต้กับความคิดและจินตนาการกับอาจารย์ศรีศักรได้เสมอ และสามารถจะมีชีวิตทางวิชาการที่เป็นอิสระได้ตามศักยภาพเท่าที่ตนเองจะทำได้ “ แต่ที่จริงแล้ว อาจารย์ศรีศักรมีที่รองรับแนวคิดของเขานอกสถาบันได้อย่างดีเยี่ยมเป็นระยะเวลายาวนาน อาจารย์มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการเผยแพรมากกว่าคนอื่น ๆ อย่างแรกอาจารย์ศรีศักรเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นบรรณาธิการหนึ่งในสองหนังสือที่เป็นวารสารทางการศึกษาประวัติศาสตร์ยอดนิยม คือ วารสารเมืองโบราณ ก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๑๗ และไม่เป็นที่ปกปิดว่าความคิดของเขามีอิทธิพลต่อ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าก่อตั้งในปี ๒๕๒๓ บทความต่าง ๆ ที่ปรากฏในวารสารเมืองโบราณ เช่น การศึกษาสำรวจในอีสาน งานเขียนของพ่อผู้บุกเบิกและสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อคุณค่าของตำนาน รายงานจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องการสำรวจและขุดค้นเมืองโบราณและแหล่งประวัติศาสตร์ตลอดทั่วประเทศไทย ส่วนงานที่ทำให้นิตยสารศิลปวัฒนธรรมโด่งดังคือ “ สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแรก ” และอยุธยาก่อนสมัยอยุธยา บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม สุจิตต์ วงศ์เทศ ผู้ทำงานใกล้ชิดตั้งแต่ชมรมศึกษาวัฒนธรรมและโบราณคดีในมหาวิทยาลัยศิลปากร สุจิตต์ วงษ์เทศเป็นผู้มั่นคงในการเผยแพร่แนวคิดของอาจารย์ศรีศักร ” สื่อทางวิชาการและกึ่งวิชาการที่ยังมีบทบาททางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยู่จนถึงปัจจุบันคือวารสารเมืองโบราณและนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ช่องทางเหล่านี้ได้ผู้มีฝีมือ เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่เข้าใจฐานความคิดของคนทั่วไปซึ่งไม่จำกัดตัวเองอยู่แต่แวดวงนักวิชาการโดยอาชีพและมีฐานความรู้อันกว้างขวางของตนเอง การเป็นบรรณาธิการผู้มีอิทธิพลและความสามารถจึงสร้างนักวิชาการอย่างอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์หรืออาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ให้กลายเป็นบุคคลสาธารณะและเป็นนักวิชาการยอดนิยมไปพร้อมกัน นับว่าเป็นความลงตัวของสื่อและบทบาทของนักวิชาการที่มาพบกันอย่างพอดีและมีแรงผลักดันทางบวกต่อสังคมไทยได้อย่างมากมายและยาวนาน “ความสืบเนื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ” จากประวัติศาสตร์ - โบราณคดีถึงประวัติศาสตร์สังคม งานในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา อาจารย์ธงชัยกล่าวว่าความสนใจที่เพิ่มขึ้นเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือผลลัพธ์ของมุมมองต่อประวัติศาสตร์ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นหนทางเพื่อจะสร้างภาพของรัฐแบบไม่รวมศูนย์หรือเป็นประวัติศาสตร์แบบไม่เป็นเส้นตรง สิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดของวิชาการทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลิตผลจากการทำงานร่วมกันในการออกเดินทางสำรวจทั่วราชอาณาจักรทุกอาทิตย์หรือทุกเดือนเป็นเวลา หลาย ๆ ปีของกองบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ธิดา สาระยา และอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะผู้ล่วงลับ การติดตามงานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยการออกเดินทางสำรวจเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ การเขียนเผยแพร่แนวคิดและข้อมูลเหล่านั้น ตลอดจนการใช้เวลาพูดคุยถกเถียงประเด็นทางวิชาการต่าง ๆ น่าจะทำให้เมืองโบราณกลายเป็นแหล่งฐานข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของท้องถิ่นที่สำคัญแห่งหนึ่งในอนาคต “ นักวิชาการที่มีพื้นฐานทางวิชาการซึ่งได้รับคุณูปการจากอาจารย์ศรีศักรมาก มีอาจารย์ธิดา สาระยารวมอยู่ด้วย โดยอาจารย์ธิดาถือเป็นนักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงด้วยตัวของตัวเอง และผลงานของอาจารย์ธิดายังส่งอิทธิพลไม่น้อยไปว่าอาจารย์ศรีศักร อาจารย์ธิดาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่งานที่ดีที่สุดของอาจารย์ธิดานั้นเกี่ยวกับรัฐโบราณหรือเมืองในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ” .. การสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่จัดขึ้นมากมายตามสถาบันการศึกษาทั่วประเทศใช้รูปแบบคล้ายคลึงกัน โดยการใช้แนวคิดเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของอาจารย์ศรีศักร หรือการใช้ตำนานประวัติศาสตร์จากความทรงจำของอาจารย์ธิดาที่เรียกว่าประวัติศาสตร์จากภายใน ในขณะที่แนวคิดของทั้งสองท่านคือการเรียกร้องให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่เน้นศูนย์กลางแต่ก็ไม่เน้นความเป็นท้องถิ่นนิยม แต่กระบวนการสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็ได้สร้างกระแสที่อาจารย์ธงชัยให้ความเห็นว่า “ ผู้มีส่วนร่วมในท้องถิ่นระดับผู้รู้ในภูมิปัญญา การศึกษาท้องถิ่นไม่เป็นเพียงการทำลายการเล่าเรื่องแบบศูนย์กลาง แต่ยังเป็นการฟื้นอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกอดีตมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องของการหวนหาอดีตแบบ Nostalgia เพื่อการบริโภค เพราะอดีตถูกทำให้เป็นสิ่งของ เป็นวัตถุ และอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการค้า เช่น ข้อมูลสำเร็จรูปสำหรับสื่อ เทศกาลที่สร้างขึ้นมาใหม่ในอุทยานประวัติศาสตร์สำหรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือการจัดประชุมเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสำหรับการบริโภคของนักวิชาการ การศึกษาเหล่านี้จะไม่เป็นการทำงานเพื่อนำไปสู่การศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง เป็นแต่เพียงเติมเต็มสร้างความหวลหาอดีตให้ยาวนานขึ้นเพื่อสร้างผลกำไร ” การศึกษาท้องถิ่นของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมจากบทความของอาจารย์ธงชัยจบลงเพียงนั้น กว่าสิบปีที่ผ่านมากระบวนการศึกษาท้องถิ่นก้าวไปสู่ทางใดในแง่มุมของอาจารย์ศรีศักร งานของอาจารย์ศรีศักรในช่วงหลัง ๆ นี้ปรับเปลี่ยนไปอีกขั้นโดยมีฐานของความสืบเนื่องที่อาจารย์เป็นแรงผลักดันในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศมาก่อน การศึกษาของอาจารย์ศรีศักรกว่าครึ่งชีวิตเน้นไปในเรื่องประเด็นความท้าทายในความคิดใหม่ ๆ ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่อาจารย์เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ - โบราณคดี” และเมื่ออาจารย์ไปเรียนรู้ศึกษาอ่านตำราทางมานุษยวิทยาในระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลียมาราวห้าปี ความรู้ทางโบราณคดีมานุษยวิทยาจึงกลายเป็นจุดเด่นของงานอาจารย์ศรีศักรไปในที่สุด ความเป็นนักวิชาการที่สามารถผสมผสานทฤษฎีและข้อมูลให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยพูดออกจากปากนักวิชาการแบบติดดินที่พูดภาษาวิชาการให้เป็นเรื่องง่ายและย่อยได้สำหรับคนทั่วไปทำให้งานของอาจารย์ศรีศักรก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่งในปัจจุบัน นั่นคืองาน “ประวัติศาสตร์สังคม” ในความหมายของอาจารย์ศรีศักร ประวัติศาสตร์สังคมคือสิ่งที่มนุษย์ที่อยู่ในสังคมหนึ่ง ๆ สามารถจดจำได้ เป็นประวัติศาสตร์ชนิดที่อาจจะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์จากภายใน หรือประวัติศาสตร์แบบอัตชีวประวัติ หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เน้นโครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกปลอมของนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาชุมชนและสังคมและอรรถาธิบายสังคมหนึ่ง ๆ ในลักษณะแบบชาติพันธุ์วรรณนา ราว พ.ศ.๒๕๓๔ โครงการประตูระบายปากน้ำสงครามต้องการความคิดเห็นของนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อาจารย์ศรีศักรก้าวเข้ามาสู่งานวิจัยเพื่อประเมินผลกระทบที่ต่อมากลายเป็นแรงผลักดันให้นักวิชาการและนักศึกษาในท้องถิ่นเริ่มสนใจจริงจังในการศึกษาชุมชนชาวประมงน้ำจืดที่แม่น้ำสงคราม โครงการครั้งนั้นสร้างกระแสตื่นตัวเรื่องผลกระทบต่อชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนรวมทั้งความหมายทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อท้องถิ่นนั้น ๆ จนกระทั่งปัจจุบัน กระบวนการต่อต้านประตูน้ำที่แม่น้ำสงครามกลายเป็นความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านยืนหยัดในสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ และแม่น้ำสงคราม กลายเป็นแม่น้ำแห่งเดียวในอีสานที่ไม่มีประตูระบายน้ำ ปลาจากแม่น้ำโขงและอาชีพชาวประมงยังยั่งยืน พูดกันว่า ชาวประมงแม่น้ำสงครามจับปลาวันเดียวในช่วงน้ำลงได้มากเท่ากับชาวประมงที่บึงโขงหลงจับปลาได้ทั้งปี นอกจากนั้น อาจารย์ศรีศักรยังชักชวนนักวิชาการสำคัญหลายท่านมาร่วมสัมมนา เปิดพื้นที่ในเรื่องการวิจัยท้องถิ่น โดยเฉพาะกรณีเขื่อนปากมูลที่มีความร่วมมือจากนักวิชาการที่เริ่มปลีกตัวจากเฉพาะงานวิจัยทางวิชาการอย่างเดียวมาสนใจในปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติ ความสำคัญของการศึกษาท้องถิ่นนี้ได้ถูกผลักดันในหลายองค์กร เช่น งานวิจัยไทบ้านขององค์กรพัฒนาเอกชนหลายพื้นที่ ที่นำเอาความรู้โดยเฉพาะเรื่องปลาท้องถิ่นมานำเสนอโดยชาวบ้าน งานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่แยกออกมาเป็นสำนักงานภาค ใช้ฐานของการแบ่งพื้นที่เพื่อทำวิจัยและพัฒนาประเด็นปัญหาในการทำงานในด้านต่าง ๆ แต่ก็อยู่ในกรอบความคิดแบบท้องถิ่นและยังดำเนินการปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเข้าในเรื่องความเป็นชุมชน และความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น การผลักดันของอาจารย์ศรีศักรอย่างสำคัญคือ การสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยท้องถิ่นด้วยตัวของตัวเอง เพราะจะเข้าใจความรู้ความคิดที่อยู่ภายในได้ดีกว่านักวิชาการซึ่งไม่มีเวลาทำความรู้จักได้อย่างเท่าเทียม แต่ต้องมีเครื่องมือที่อาจารย์ตัดทอนวิธีการศึกษาแบบชาติพันธ์วรรณนาอย่างง่าย ๆ เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างสังคมและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่ชุมชนของตนเองได้อย่างลุ่มลึกมากขึ้น พื้นฐานเหล่านี้นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เรื่องท้องถิ่นทางประวัติศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ระบบนิเวศน์ ความสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงและอีกมากมายที่จะทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าใจสังคมของตนเองและนำเสนอ สืบทอด ผลักดันหากเกิดปัญหาในท้องถิ่นให้กลายเป็นความร่วมมือที่ชัดเจนมากขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน อาจารย์ศรีศักรเป็นแรงสนับสนุนและผลักดันเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นอย่างสูง ปี ๒๕๓๘ หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มอญและพิพิธภัณฑ์จันเสนซึ่งเน้นการจัดแสดงความสำคัญในเรื่องก่อนประวัติศาสตร์และชุมชนริมทางรถไฟ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์แห่งเมืองโบราณเป็นฝ่ายสนับสนุนให้อาจารย์ศรีศักรทำงานอะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในนามของมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ (ที่ต่อมาคือมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์) อาจารย์ศรีศักรกับมูลนิธิฯ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจึงกลายเป็นผู้ที่ทำงานเพื่อขยับขยายแนวคิดและการทำงานศึกษาท้องถิ่นเพื่อจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาวบ้านธรรมดา ๆ ให้เป็นรูปธรรมอย่างแพร่หลาย หลังจากที่งานประชุมสัมมนาทางวิชาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเพียงเอกสารและความเคลื่อนไหวที่หยุดนิ่งไปแล้ว การทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องใช้ความพร้อมของชาวบ้าน ทุนสนับสนุนจำนวนมาก และผู้นำที่เห็นประโยชน์ของการทำงานเช่นนี้ งานพิพิธภัณฑ์จึงกลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญในปัจจุบันและจะสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคตหากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นเข้ามาจัดการจนกลายเป็นงานหลักที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบ แนวคิด อุดมการณ์ให้กลายสภาพเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เข้มข้นและพื้นที่ของผลประโยชน์ช่องทางใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต การศึกษาท้องถิ่นของอาจารย์ศรีศักรดังกล่าวใช้แนวคิดทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์โบราณคดีอย่างผสมผสานกัน แม้จะหันมาให้ความสนใจในประเด็นทางสังคมมากขึ้นแต่การสำรวจการค้นคว้าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้หยุดลง หากมีโอกาสไปเดินทางสำรวจทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้าไปเป็นที่ปรึกษางานทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ การสัมมนาต่าง ๆ ทำให้ชีวิตทางวิชาการของอาจารย์ศรีศักรไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กลับทันสมัย กระฉับกระเชง กระตือรือร้น โดยเฉพาะประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทยที่เกี่ยวโยงกับแนวทางวิเคราะห์แบบมานุษยวิทยาสังคม ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การนำเที่ยว การเป็นที่ปรึกษาในปัญหาสำคัญ เช่น กรณีสามจังหวัดภาคใต้ กล่าวได้ว่าอาจารย์ศรีศักรใช้ฐานแนวคิดแบบประวัติศาสตร์สังคมและมานุษยวิทยาสังคมอธิบายสังคมไทยได้อย่างเห็นภาพและเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไป นักวิชาการในยุคใหม่ทุกวันนี้มีประเพณีน่าสนใจทางวิชาการอย่างหนึ่งซึ่งพอจะจับกระแสและวิธีการนำเสนอได้ในหลาย ๆ เวทีสัมมนา ต้องรื้อทำลายของเดิมก่อนจะนำเสนอผลงานตัวเองหรือรื้อทำลายของเดิมแต่ไม่นำเสนอผลงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจจะเนื่องมาจากบรรยากาศทางวิชาการแบบต่างประเทศที่ได้ส่งอิทธิพลต่อการแสดงออกของนักวิชาการไทย สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปมปัญหาภายในใจของความอึดอัดจากการมีฐานข้อมูลหรือการทำงานน้อยอย่างไม่อดทน จนไม่สามารถทนได้กับวิธีการนำเสนอ การศึกษาของคนรุ่นก่อนหน้า อาจารย์ศรีศักร จัดเป็นนักวิชาการแบบล้าสมัยในสายตาของนักวิชาการทางสังคมวิทยา - มานุษยวิทยา เป็นคนหัวดื้อที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์แบบรุนแรงในสายตาของนักวิชาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ แต่ฐานของชีวิตที่มีข้อมูลอันมากมายมหาศาล ความทรงจำที่คมชัด ความคิดใหม่ ๆ ที่มีทุกวัน ความอ่อนน้อมต่อผู้มาก่อนด้วยความนับถืออย่างชัดเจน การไม่เข้าข้างสิ่งที่ผิดหรือรังแกผู้ด้อยโอกาสที่อาจารย์ให้ความใส่ใจ กลายเป็นงานและชีวิตในช่วงสิบกว่าปีหลังที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลยังไม่ได้เขียนถึง พลังงานอันมากมายของนักวิชาการผู้นี้กลายเป็นแรงบันดาลใจอันหลากหลายต่อผู้คนนอกมหาวิทยาลัย ชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ได้รับโอกาสและช่องทางการนำเสนอปัญหาและความเป็นตัวตนของท้องถิ่นตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยังทำอยู่ทุกวันและอาจจะทำมากขึ้นกว่าเดิม ผลของการทำงานเหล่านี้จะกลายเป็นอนาคตที่พวกเราจะต้องมาร่วมพูดคุยกันอีกที
- ตำนาน (Myth) เป็นมายาคติ หรือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2550 คำว่านักวิชาการดูเป็นคำสมัยใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา พร้อม ๆ กับคำว่า “พัฒนา” และ “วิจัย” รวมไปถึง “สัมมนา” ด้วย พระเจ้าพรหมมหาราช จากตำนานในท้องถิ่นสู่การสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่ยุคนั้น รัฐบาลเดินเครื่องเต็มที่ในการจัดการบริหารการปกครองและการศึกษาไปตามแนวทางของตะวันตกแบบอเมริกัน มีการส่งนักเรียนนักศึกษารวมถึงให้ทุนบรรดาข้าราชการไปเรียนต่อที่อเมริกาและประเทศที่เป็นเครือข่ายของอเมริกาอย่างมโหฬาร อันเป็นผลทำให้บรรดาข้าราชการ ครูบาอาจารย์ และบุคลากรในวงการเศรษฐกิจทั้งของรัฐและเอกชนเต็มไปด้วยนักเรียนนอกรุ่นใหม่ ที่น่าจะเรียกกันรวม ๆ ว่า “นักวิชาการ” คนรุ่นนี้เหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเรียนรู้และการสร้างความรู้แบบใหม่ ที่ค่อนข้างจะทิ้งของเดิม ๆ ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างสิ้นเชิง ใครที่ยังยึดและเชื่อในของเดิมก็ถูกมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ในขณะเดียวกันก็มีการบัญญัติคำใหม่ ๆ พิลึก ๆ ให้เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในบรรดาหมู่คนที่ทำตัวเป็นคนสมัยใหม่ หนึ่งในคำที่บัญญัติใหม่เรียกใหม่ก็คือคำว่า “มายาคติ” ที่ต้องการจะแปลความและถอดความหมายมาจากคำว่า “Myth” ที่คนรุ่นก่อนเรียกว่านิยายปรัมปราคติ หรือตำนาน ข้าพเจ้าไม่ใคร่ศรัทธาในคำว่านิยายปรัมปราคติเท่าใด เพราะเป็นการแปลความจากบรรดานักปราชญ์รุ่นพ่อ แต่ยึดคำว่าตำนานแทน เพราะเห็นว่าเป็นคำที่มีอยู่แล้วในสังคมไทยมาแต่โบราณก่อนที่คำว่า Myth จะแพร่หลายเข้ามา อีกอย่างหนึ่งก็คือ ข้าพเจ้ามักคุ้นเคยกับคำว่า “ตำนาน พงศาวดาร” มาตลอด เพราะเหตุชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งตำนานและพงศาวดารก็คือเรื่องประวัติความเป็นมาของคน สถานที่ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ ความต่างกันระหว่างตำนานกับพงศาวดารเป็นเพียงแต่พงศาวดารเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะหมายถึง “พงศา + อวตาร” นั่นเอง ในขณะที่ตำนานเป็นเรื่องทั่วไป คนไทยโบราณถือว่าตำนานพงศาวดารคือประวัติศาสตร์ที่บอกความเป็นมาและเหตุการณ์ในอดีต ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ก็แพร่หลายเข้ามา อันเนื่องจากการเกี่ยวข้องกับชาวตะวันตก ทำให้เกิดมีการค้นคว้าหาหลักฐานทางโบราณคดี พร้อมทั้งมีการศึกษาหลักฐานทางเอกสาร ภาษา จารึก ทำให้มีการเขียนประวัติศาสตร์กันขึ้น พร้อม ๆ กันกับละทิ้งคุณค่าของตำนานพงศาวดาร โดยอ้างว่าไม่ใช่หลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพราะกำหนดเรื่องเวลาที่เป็นจริงไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงสนใจในเรื่องตำนานพงศาวดารอยู่ เพราะอ่านแล้วได้ความรู้เกี่ยวกับคนและอะไรต่ออะไรเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังแลเห็นว่าตำนานยังคงเป็นหลักฐานและข้อมูลประวัติศาสตร์อยู่ดี ถ้าหากตัดเรื่องการหาความถูกต้องและเวลาที่แน่นอนออกไป ข้าพเจ้าเพิ่มความสนใจและเห็นความสำคัญของตำนานมากขึ้น เมื่อได้ไปเรียนวิชามานุษยวิทยาในต่างประเทศ เพราะพบว่าผู้คนในสังคมโบราณทั้งที่มีลายลักษณ์และไม่มีลายลักษณ์นั้น ต่างเชื่อว่า Myth หรือตำนาน คือสิ่งที่บอกความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ เหตุการณ์ การมีตัวตน และสำนึกร่วมในการอยู่รวมกันด้วยกันทั้งนั้น มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่พวกตะวันตกที่เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์จากพวกกรีก ดูจะไม่รู้จักเลยว่าประวัติศาสตร์คืออะไร ความเป็นประวัติศาสตร์ของตำนานนั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากการแสวงหาข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์และเวลาที่เป็นจริง หากเป็นการสร้างมาจากความเชื่อในเวลาและเรื่องราวที่สมมติเพื่อการอยู่ร่วมกันทางสังคมอย่างมีจารีตประเพณีและศีลธรรมมากกว่า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความคิดตามประสาตัวเองว่า ตำนานหรือ Myth นั้น คือประวัติศาสตร์ในความเป็นจริงของมนุษยชาติและการเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์แบบที่หาข้อเท็จจริงอีกด้วย ถ้าหากสอบค้นได้ว่าเขียนขึ้นหรือสร้างขึ้นในสมัยใด ข้าพเจ้าเห็นว่าตำนานเห็นหลักฐานประวัติศาสตร์สังคม เพราะเป็นสิ่งที่คนในสังคมยุคหนึ่งสมัยหนึ่งสร้างขั้น เพื่ออธิบายความเป็นมาและชีวิตการอยู่ร่วมกันทางสังคม ยิ่งกว่านั้นตำนานคือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต [Living history] เพราะได้มีการปรุงแต่ง เพิ่มเติมเนื้อหาและความหมายไปตามสังคมในแต่ละเวลาและสถานที่เสมอ ทำให้เรื่องราวของตำนานมีทั้งสืบเนื่องและหลากหลายอยู่ตลอดเวลา ยิ่งสังคมแทบทุกแห่งในโลกปัจจุบันได้ผ่านพ้นความเป็นสังคมแบบเรียบง่าย [Simple society] มาเป็นสังคมที่ซับซ้อน [Complex societies] กันหมดแล้วนั้น ตำนานกลับยังสร้างกันอยู่อย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา ทั้งเพื่อเป็นกลไกในการแสดงอัตลักษณ์ของคนแต่ละกลุ่มเหล่า และเพื่อตอบโต้ต่อรองในการอยู่ร่วมกันทางสังคม ภาษาและเรื่องราวในตำนานมักไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริงแบบประวัติศาสตร์ หากเป็นเรื่องเปรียบเทียบ เรื่องสมมติ ที่ค่อนข้างเป็นสัญลักษณ์สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อ โลกทัศน์ ค่านิยมของกลุ่มชนที่เป็นเจ้าของตำนาน ตำนานเป็นเรื่องสมมติและสัญลักษณ์ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคม เพราะเป็นสิ่งแสดงถึงความนึกคิด จินตนาการของคนในสังคมท้องถิ่น เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับกลุ่มคน พื้นที่ และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม จะเอาเรื่องราวและบุคคลในตำนานมาเป็นประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่กระนั้น การเขียนประวัติศาสตร์ไทยก็ยังมีการนำเอาบุคคลในตำนานมาเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์บ่อย ๆ อย่างเช่นการเขียนว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างพระนครศรีอยุธยาคือท้าวอู่ทอง หรือการเชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงคือพระร่วง เป็นต้น ถ้ามองในมิติของตำนานหรือ Myth นั้น พระนางจามเทวี ท้าวอู่ทอง ท้างฮุ่งหรือเจือง พระร่วง ล้วนเป็นผู้นำทางวัฒนธรรม [Cultural hero] หาใช่บุคคลในประวัติศาสตร์ [Historical person] ไม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจดี จึงใคร่ยกตัวอย่างเรื่องราวในตำนานจากสังคมปัตตานีในสามจังหวัดภาคใต้มาเสริมในที่นี้ นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานมัสยิดกรือเซะ ที่เล่ากันว่าสร้างไม่เสร็จ เพราะถูกคำสาปของหญิงจีนที่มีชื่อว่าลิ้มกอเหนี่ยว ผู้ที่พยายามจะให้พี่ชายซึ่งเป็นคนจีนมาเป็นบุตรเขยของเจ้าเมืองปัตตานีและเข้ารีตมาเป็นคนมุสลิมนับถือศาสนาอิสลาม ให้กลับไปเมืองจีน แต่ไม่ได้รับการตอบรับและยินยอม ลิ้มกอเหนี่ยวจึงฆ่าตัวตาย และสาปไม่ให้ลิ้มโต๊ะเคียม ผู้รับอาสาเจ้าเมืองสร้างมัสยิดกรือเซะได้สำเร็จ จึงมักปรากฏเหตุการณ์ขึ้นว่า ถ้ามีการสร้างให้กรือเซะเสร็จครั้งใดจะถูกไฟไหม้ทุกทีไป เลยเป็นเหตุให้กรือเซะถูกทิ้งร้าง กลายเป็นโบราณสถานจนปัจจุบัน ผู้ดูและพระเพลาเรื่องนางเลือดขาว ก่อนจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดวชิรญาณ กรุงเทพฯ จนกลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์มากกว่าที่จะดำรงหน้าที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำนานท้องถิ่น เรื่องเช่นนี้ไม่ปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์ปัตตานี มีแค่เพียงเหตุการณ์บางอย่างที่น่าจะทำให้เกิดการสร้างตำนานนี้ขึ้นมา นั่นคือประมาณช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ นั้น ปัตตานีเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองท่า และเป็นศูนย์กลางของนครรัฐทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู เพราะมีการค้าขายทางทะเลที่มีพ่อค้านานาชาติเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะคนจีนได้เข้ามามีบทบาทเศรษฐกิจสังคม มีการแต่งงานกับคนพื้นเมือง โดยเฉพาะมีบุคคลที่ได้เป็นเขยเจ้าผู้ครองนคร ที่ต่อมาธิดาของเจ้าเมืองท่านนั้นได้ขึ้นครองเมืองเป็นราชินีของปัตตานี โดยเหตุเช่นนี้ กลุ่มคนจีนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในปัตตานีจึงสร้างตำนานนี้ขึ้นมาอธิบายตัวตนของตน โดยกำหนดให้ลิ้มกอเหนี่ยวและลิ้มโต๊ะเคียมเป็นผู้นำวัฒนธรรมของพวกตน เรื่องตำนานเกี่ยวกับคนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นคนในสังคมท้องถิ่นเช่นนี้ก็มีอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ คือเรื่องท้าวอู่ทอง จดหมายเหตุของพ่อค้าชาวตะวันตกที่ชื่อฟาน ฟลีต บันทึกไว้ว่า มีบุคคลที่เป็นโอรสของพระเจ้ากรุงจีน ที่มีนามว่าเจ้าอู่ ถูกพระบิดาเนรเทศให้เข้ามายังบ้านเมืองชายทะเล ตั้งแต่ปัตตานี นครศรีธรรมราช กุยบุรี และเพชรบุรี เจ้าอู่นำขบวนเรือสำเภาเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ตั้งแต่ปัตตานีถึงเพชรบุรี ซึ่งก็สอดคล้องกับตำนานท้องถิ่นที่กล่าวถึงการแต่งงานของโอรสเข้ากรุงจีนกับบุตรีของผู้นำของบ้านเมือง ท้าวอู่ทองคือบุตรที่เกิดจากคนจีนและคนพื้นเมือง ได้กลายเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ของบ้านเมืองที่เติบโตขึ้นในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ จึงมีการแพร่หลายไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ กลายเป็นชื่อสถานที่และประวัติของบ้านเมืองและสถานที่สืบกันมาจนทุกวันนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องตำนานที่เกี่ยวกับผู้นำทางวัฒนธรรมก็คือ ได้ถูกยกให้เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ [Deified] ที่มีคนเคารพกราบไหว้และอ้างอิงเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีกฎเกณฑ์และศีลธรรม ตำนานคือประวัติความเป็นมาของผู้คนและการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่น ที่มีการถ่ายทอดและปรุงแต่งให้เข้ากับสภาพและสถานการณ์ทางสังคมอยู่ตลอดเวลา สังคมใดที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องและเป็นปึกแผ่น ตำนานคือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตสำหรับผู้คนในสังคม ดูเหมือนทุกวันนี้ ประเทศที่ตำนานดำรงอยู่อย่างมีความหมายมากที่สุดก็คืออินเดีย ประเทศที่ดูล้าหลังทางวัตถุ ที่ถ้ามองจากภายนอก เช่นจากคนไทย ก็อาจเรียกได้ว่ายังอยู่ในวัฒนธรรมของความยากจน [Culture of poverty] แต่มากด้วยจริยธรรมและศีลธรรม อันเนื่องมาจากความเลื่อมใสศรัทธาในผู้นำวัฒนธรรม เช่น รามาและกฤษณะ ตำนานของวีรบุรุษทั้งสองนับเป็นส่วนหนึ่งในคัมภีร์ปุราณะที่ทำให้ศาสนาฮินดูครอบงำจิตใจของคนอินเดียมาทุกยุคทุกสมัย รามาหรือพระราม คือผู้จรรโลงคุณธรรมและศีลธรรมของโลก ในขณะที่กฤษณะคือผู้รักษาจริยธรรม ดังปรากฏเรื่องราวในภควัตคีตา และเป็นผู้ชายในอุดมคติของหญิงอินเดียที่มีปัญหาเรื่องสามี ทำนองตรงข้ามกับประเทศไทย ที่มีความล้ำยุคทางวัตถุ แต่ทั้งเสื่อมและถ่อยทางจริยธรรมและศีลธรรม อันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนตัวเองจากสังคมเกษตรกรรมแบบประเพณีที่อยู่มาช้านานกว่าพันปีด้วยรากฐานและความเชื่อทางศาสนา ตำนาน และคุณธรรมของผู้ปกครองและผู้นำทางวัฒนธรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่ท้องถิ่นเต็มไปด้วยเดรัจฉานที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนมาเป็นผู้บริหาร ผู้ปกครอง ทุกวันนี้ บรรดานักวิชาการผู้ล้ำยุคในเรื่องแนวคิด ทฤษฎี และวิธีการตามแบบฉบับตะวันตก ได้ให้ความหมายใหม่แก่คำว่า Myth ที่คนรุ่นเก่า ๆ เรียกว่าตำนาน มาเป็น “มายาคติ” แทน การบัญญัติศัพท์เช่นนี้ สื่อความหมายไปในทางลบ ที่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นความจริงในความเป็นมนุษย์ที่มีมาแต่โบราณกาล ทุกวันนี้ เวลาดูภาพยนตร์อินเดียและฮอลลีวู้ด แล้วเห็นผู้นำวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกันระหว่างชัยศรีราม และพระกฤษณะผู้ชี้แนะให้มนุษย์ลดความบ้าเห่อในอัตตาและตัวตน กับ เชน แรมโบ้ และใครต่อใครที่ดัง ๆ ที่กระตุ้นการมีตัวตนอย่างฉลาดเฉลียว มีไหวพริบ และรอบรู้ในวิทยาการทันสมัยที่นำไปสู่ความรุนแรง การแก้แค้น ทำลายกันอย่างโหดเหี้ยมเพื่ออยู่รอดแบบสัตว์ป่าและเดรัจฉาน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ความต่างกันเช่นนี้ เป็นวาทกรรมหรือเปล่า
- ความสำคัญของตำนานในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น : กรณีตำนานสิงหนวัติ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ต.ค. 2552 คำว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในความคิดของข้าพเจ้า คือ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” [Living history] และเป็นประวัติศาสตร์สังคม [Social history] ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคมกับแผ่นดินเกิด (มาตุภูมิ) ที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่จบไปเป็นยุค ๆ แต่อย่างใด คนในสังคมท้องถิ่นนั่นแหละคือผู้ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้น หาใช่นักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการจากภายนอกเป็นผู้สร้างให้ในรูปแบบของประวัติศาสตร์นิพนธ์อย่างที่เรียนกัน และเขียนกันตามมหาวิทยาลัย ภูมิทัศน์เมืองแม่สาย และท่าขี้เหล็กที่มีน้ำแม่สายกั้นจากดอนเวา ความต่างกันระหว่างสิ่งที่จะเรียกว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ของคนนอกกับคนในก็คือ ของคนนอกเน้นการเสนอความเป็นจริงที่พิสูจน์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่คนในกลับเน้นที่เรื่องของความเชื่อว่าสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของคนในนั้นก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ตำนาน ในภาษาไทยและมี [Myth] ในภาษาอังกฤษนั่นเอง เป็นเรื่องสมมุติที่เป็นมิติของความเป็นจริงอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษยชาติ เพราะมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาที่มีในพื้นพิภพที่ตั้งแต่มีวิวัฒนาการของความเป็นคน [Homo sapiens] ขึ้นมา ก็มีความเชื่อและสร้างสิ่งที่เป็นตำนานนี้ขึ้นมาเพื่ออธิบายชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกันของคนในสังคมที่เกิดและมีรกรากอยู่ในถิ่นเดียวกันหรือแผ่นดินเดียวกัน มีสำนึกและความรักในแผ่นดินเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน แม้ว่าแต่ละคนแต่ละกลุ่มจะมีความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน และการที่อยู่ร่วมกันในถิ่นเดียวกันจนเกิดสำนึกร่วมกับความเป็นพวกเดียวกันดังกล่าวนี้คือ ที่มาของคำว่า ชาติ เพราะแปลว่า เกิด ในถิ่นเดียวกัน เป็นสำนึกที่เกี่ยวกับพื้นที่ [Sense of territory] มีเกิดมาพร้อม ๆ กับความเป็นมนุษย์ ตำนานที่ทำให้เกิดสำนึกร่วมของความเป็นชาติเดียวกันมีอยู่ ๒ ระดับ คือ ระดับท้องถิ่นกับระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นเป็นตำนานที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านแปงเมืองที่แสดงออกจากการเป็นคนบ้านไหน เมืองไหนเดียวกัน ในขณะที่ระดับประเทศก็คือความเป็นคนที่เกิดในประเทศเดียวกัน เป็นคนชาติเดียวกัน จึงเป็นที่มาของความรักชาติ รักบ้านเกิดเมืองนอน ตำนานในระดับชาตินั้นมักปรากฏออกมาในรูปแบบของการรวบรวมปะติดปะต่อตำนานของบ้านและเมืองตามท้องถิ่น ให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตในเชิงบูรณาการทางวัฒนธรรมให้เกิดเป็นคนในชาติเดียวกันเป็นสำคัญ ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร ที่เกี่ยวกับรัฐ ชนชั้นปกครอง และตำนานศาสนสถาน และสถานที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เช่น ตำนานพระมหาธาตุเจดีย์ ตำนานเมือง ตำนานนคร เป็นต้น อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชที่แม่สาย ความต่างกันของตำนานสองระดับก็คือ ตำนานท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องราวในพื้นที่อันเป็นบ้านและเมืองในถิ่นใดถิ่นหนึ่ง โดยเฉพาะหาได้ใหญ่โตและซับซ้อนเหมือน ตำนานพงศาวดาร ในระดับรัฐและประเทศไม่ เป็นตำนานของคนที่อยู่ในกระบวนการสร้างบ้านแปงเมือง ที่เนื้อหาสาระไม่หยุดนิ่งตายตัว หากมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยคนในท้องถิ่นอย่างสืบเนื่อง (มีชีวิต) เพื่อสร้างสำนึกร่วมของความเป็นคนในแผ่นดินเกิดเดียวกัน สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปก็คือ บรรดาชื่อบ้านนามเมืองและชื่อของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงในชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นที่มีทั้งเพิ่มเติมขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงหายไป อย่างเช่นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโดยทางราชการ คนที่มาจากภายนอกและคนรุ่นใหม่ในสังคม ดังเช่นเปลี่ยนให้เป็นชื่อทางภาษบาลี สันสกฤต ภาษาอังกฤษ เป็นต้น แต่ทว่าเนื้อหาที่เป็นแก่นของตำนานยังคงสืบทอดอยู่ และพร้อมที่จะถูกรื้อฟื้นมาให้ความสำคัญใหม่อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถูกนำมาสร้างให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อการสร้างสำนึกร่วมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนและสังคมท้องถิ่น ตำนานหลายตำนานที่มีมาแล้วในอดีตและสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้มีลักษณะเป็นตำนานในระดับชาติและท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน เช่น “ตำนานสิงหนวัติ” ที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ของชาติแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา ดังเห็นได้จากมีการยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายของชนชาติไทยจากตอนใต้ของประเทศจีนเข้ามาในภาคเหนือของประเทศไทย เกิดการตั้งอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ขึ้นในแอ่งเชียงราย ผู้นำทางวัฒนธรรมในการสร้างบ้านแปงเมืองคือเจ้าสิงหนวัติกุมารที่มีเชื้อสายสืบเนื่องมาถึงพระเจ้าพรหมมหาราช ที่ลูกหลานต่อมาเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงราย คือ “พระเจ้าอู่ทอง” หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ผู้สร้างและสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามประเทศ เรื่องราวของตำนานสิงหนวัติในระดับชาตินี้ก็เหมือนตำนานระดับชาติอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะหยุดนิ่งและถูกรวบรวมไว้เป็นพงศาวดารระดับชาติในรูปของประชุมพงศาวดาร ที่มีการจัดพิมพ์และจัดเก็บโดยทางรัฐและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งใช้เป็นข้อถกเถียงในการเขียนประวัติศาสตร์แบบหาข้อยุติในบรรดานักประวัติศาสตร์ทั้งใหม่และเก่าอยู่เนือง ๆ แต่การต่อเนื่องของตำนานสิงหนวัติในระดับท้องถิ่นกลับเป็นเรื่องตรงข้ามที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นแบบนิทานเก่า ๆ [Folk] หากมีการเคลื่อนไหว [Dynamic] ในบริบททางสังคมท้องถิ่นตลอดเวลา เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ นั่นคือเมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากคุณเล็ก นครเชียงราย ผู้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นครเชียงรายให้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “เล่าเรื่องเมืองแม่สาย ตำนานเวียงพางคำ ตามรอยพระเจ้าพรหมมหาราช” ให้คนแม่สายที่ลานคนเมืองแม่สายในบริเวณหน้าที่ทำการอำเภอแม่สาย การเสวนาครั้งนี้เป็นการจัดการร่วมกันของนายอำเภอแม่สาย ประธานสภาวัฒนธรรม นายกเทศมนตรี และผู้รู้ผู้อาวุโสที่เป็นคนแม่สายอย่างสมานฉันท์ ที่ทำการอำเภอแม่สายอยู่ในพื้นที่ของเวียงโบราณที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า “เวียงพางคำ” อันเป็นเมืองที่มีกล่าวถึงในตำนานสิงหนวัติว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ในตระกูลสิงหนวัติทรงปกครองต่อมาจนถึงพระเจ้าพรหมมหาราช โดยย่อก็คือเชื่อว่าเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์ไทยที่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยรุ่นเก่ายกย่องว่าทรงเป็นมหาราชองค์หนึ่ง จึงเป็นเหตุให้คนท้องถิ่นแม่สายมีความภูมิใจทั้งเวียงและกษัตริย์ เหตุนี้จึงมีการสร้างพระบรมรูปของพระเจ้าพรหมมหาราชไว้หน้าที่ทำการอำเภอและเป็นอนุสาวรีย์ประธานของลานหน้าอำเภอที่ข้าพเจ้าใคร่ขนานนามว่าเป็นลานคนเมือง ให้ดูคล้ายกันกับลานเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ และหน้าวัดสุทัศน์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศรีศากยมุนี รวมทั้งหน้าที่ทำการ กทม. ในกรุงเทพมหานคร เหตุที่ข้าพเจ้าคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าในปัจจุบันเมืองแม่สายหรืออำเภอแม่สายเป็นเมืองชายแดนติดประเทศพม่า ที่มีการขยายตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พื้นที่โดยรอบของเวียงพางคำที่อยู่ถัดจากที่ทำการอำเภอไปจนจดลำน้ำสายอันเป็นจุดผ่านแดนได้กลายเป็นย่านตลาดและแหล่งที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบการทางเศรษฐกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งมีประชากรหลายชาติพันธุ์เคลื่อนย้ายเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานกันตลอดเวลา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่สะสมของบรรดาผู้คนจากทุกสารทิศอยู่กันแบบมั่ว ๆ ไม่มีหัวนอนปลายตีนแบบตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วไปในขณะนี้ เป็นพื้นที่ไร้สังคมและไร้วัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยการค้ายาเสพติด ของเถื่อน และการกระทำที่เป็นอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายของชนหลายชาติพันธุ์มายังท้องถิ่นแม่สายในทุกวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าในอดีตก็มีการเคลื่อนย้ายเช่นนี้มาแล้วในอาณาบริเวณใกล้เคียงในแอ่งเชียงรายทั้งหมดก็ว่าได้ ดังเห็นได้จากงานรวบรวมและค้นคว้าของคุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เรื่องสามสิบชาติในเชียงราย ที่ข้าพเจ้าใคร่ยกย่องว่าเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคมที่ดี ที่สามารถนำมาสานต่อกับเรื่องราวของการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่มีมาแต่ก่อนและถูกบันทึกไว้ในตำนานพงศาวดาร ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น โดยเฉพาะตำนานสิงหนวัติและตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราช ตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชเป็นตำนานที่เกี่ยวกับพัฒนาการของชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในที่สูงของแอ่งเชียงรายมาก่อน ที่มีพัฒนาการเคลื่อนลงจากที่สูงมาสู่ที่ราบลุ่มในการสร้างบ้านแปงเมืองจนผสมผสานกับคนพื้นราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอกจนเป็นที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า ไทยลื้อ ในทุกวันนี้ ส่วนตำนานสิงหนวัตินั้นเป็นเรื่องราวของคนที่ราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอก จากลุ่มน้ำอิระวดี-สาละวิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือเข้ามาลำน้ำกกและลำน้ำสาย เป็นตำนานของคนไทมางและไทยใหญ่หรือไทยหลวงที่เคยมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ตำนานทั้งสองเรื่องนี้เมื่อถูกสร้างให้เป็นพงศาวดาร เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ระดับชาติแล้ว ก็กลายเป็นพงศาวดารโยนกที่มีบทบาทในการบูรณาการทางวัฒนธรรม เกิดตระกูลกษัตริย์หลายราชวงศ์ที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างศาสนสถานและเขตแคว้นของนครรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งความเข้าใจในความหมายความสำคัญเชิงลึกของตำนานทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องนำเอาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ จากสภาพแวดล้อมทางภูมิวัฒนธรรมที่เมืองแม่สายหรือเวียงพางคำ ข้าพเจ้าแลเห็นพื้นที่ซับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราช เป็นพื้นที่ซึ่งมีเทือกเขาดอยนางนอนอยู่ทางตะวันตก มีทั้งที่ลาดและที่ลุ่มอยู่กลางและมีลำแม่น้ำโขงอยู่ทางตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งมีลำน้ำสาย-รวก และลำน้ำคำหล่อเลี้ยง ด้วยระบบเหมืองฝาย โดยมีร่องรอยของเมืองโบราณ ชุมชนโบราณ และปัจจุบันกระจายอยู่ริมลำน้ำ ลำห้วย ลำเหมืองจนทุกวันนี้ ดังเช่นในลุ่มน้ำสาย-รวก ก็มีเวียงพางคำที่อำเภอแม่สาย เวียงแก้ว และเวียงสบรวก ตรงปากน้ำรวกที่ไปสบกับแม่น้ำโขงที่เรียกว่าสามเหลี่ยมทองคำในปัจจุบัน ส่วนในลุ่มน้ำคำ ก็มีเมืองเชียงแสน เมืองเวียงปรึกษา เวียงมโนราห์ และอื่น ๆ แต่จุดซับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานลาวจกอยู่ที่ลุ่มน้ำสาย-รวก ที่มีดอยตุงอันเป็นดอยสำคัญของเทือกเขานางนอนเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ ดอยตุงเป็นหนึ่งในสามดอยที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศเป็นรูปนางนอนโดยมีดอยจ้องเป็นส่วนหัว ดอยปู่เฒ่าเป็นหน้าอก และดอยตุงเป็นสะโพกส่วนล่าง ลำน้ำลำห้วยจากดอยทั้งสามนี้ไหลผ่านถ้ำหินปูนและเขาหินปูนลงสู่ที่ลาดและที่ลุ่มที่มีระบบเหมืองฝายรองรับในการกระจายน้ำทั้งเพื่ออุปโภคบริโภคและชลประทานในการเพาะปลูก โดยที่ลำน้ำลำห้วยที่ลงจากเขานั้นจะไปเชื่อมโยงกับลำน้ำมะกอกหวานที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำสายที่ไหลลงมาจากรัฐฉานในประเทศพม่า มายังบริเวณตีนดอยเวา ซึ่งเป็นส่วนปลายของเทือกเขานางนอน ตรงตีนดอยเงานี้เป็นจุดที่ลำน้ำสายแตกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งคือลำน้ำมะกอกหวานที่ไหลลงใต้ ผ่านที่ราบหน้าดอยตุงไปทางตะวันออกแล้ววกไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากที่สูงในเขตประเทศพม่า ส่วนลำน้ำสายตรงนั้นไหลผ่านเชิงดอยเวาไปทางตะวันออกกลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนกับประเทศพม่าแล้วไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากเขตพม่าเป็นลำน้ำรวกไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวก จากการที่ลำน้ำสายแยกออกเป็น ๒ สาย ตรงตีนดอยอาจเป็นลำน้ำมะกอกหวานไหลลงใต้แล้ววกไปทางตะวันออกไปรวมกับลำน้ำรวกที่ไหลลงมาจากทางเหนือในเขตประเทศพม่า และรวมกับลำน้ำสายที่มาจากตีนดอยเงานี้ ทำให้เกิดบริเวณพื้นที่ราบลุ่มเชิงดอยตุง มีลำน้ำธรรมชาติโอบอ้อมเป็นรูปบ่วง [Loop] แล้วไปออกแม่น้ำโขงที่สบรวกนี้ กลายเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่เหมาะสมในการชลประทานด้วยเหมืองฝาย เกิดเมืองเวียงพางคำเป็นเมืองสำคัญขึ้นที่ตีนดอยตุง เวียงพางคำเป็นเมืองที่อยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายกันกับสุโขทัยและเชียงใหม่ ที่มีเขาอยู่ข้างหลังและเมืองตั้งอยู่บนที่ราบต่ำลงสู่ที่ราบลุ่ม เพื่อเป็นที่รับน้ำที่ไหลมาจากเขาเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของคนเมือง แต่ว่าอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายเสี่ยงกับการมีน้ำท่วมฉับพลันเมื่อเวลาฝนตกหนัก จึงจำเป็นต้องมีแนวคูน้ำและคันดินในลักษณะซับซ้อน เพื่อการรับน้ำ เบนน้ำ และกระจายน้ำด้วยระบบเหมืองฝาย ผังเมืองจึงเกิดขึ้นจากการจัดการน้ำเป็นสำคัญ และการป้องกันข้าศึกศัตรูเป็นหน้าที่รองลงมา เวียงพางคำคล้ายกันกับเวียงเชียงใหม่ที่มีแนวกำแพงและคูน้ำโอบชั้นนอกเพื่อเบนน้ำเข้าลำเหมือง เช่นเมืองเชียงใหม่เบนน้ำและถ่ายน้ำลงลำน้ำแม่ข่า ซึ่งแท้จริงเป็นลำเหมือง ในขณะที่ทางเวียงพางคำเบนน้ำและถ่ายน้ำลงสู่เหมืองแดง แต่น้ำที่ถูกนำเข้ามาใช้ในการอุปโภคบริโภคที่สำคัญนั้นจะไหลมาจากภูศักดิ์สิทธิ์ เบื้องหลังเมืองที่มีพระบรมธาตุเป็นสัญลักษณ์ทางจักรวาล เช่นเมืองเชียงใหม่มีพระธาตุดอยสุเทพ แต่ทางเวียงพางคำมีพระธาตุดอยเวา ทั้งเหมืองแม่ข่าของเชียงใหม่และเหมืองแดงของแม่สายต่างก็เป็นต้นแบบให้มีการสร้างเหมืองฝายอีกเป็นจำนวนมากที่เบนน้ำจากลำน้ำธรรมชาติที่ลงจากเขาสู่ที่ราบลุ่ม เพื่อการชลประทาน และการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย เจดีย์วัดป่าสักที่เมืองเชียงแสน ตำนานปู่เจ้าลาวจกและตำนานสิงหนวัติทับซ้อนกันในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย-รวกนี้ โดยตำนานปู่เจ้าลาวจกกล่าวว่า ลาวจกคือผู้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่บนดอยตุง ซึ่งน่าจะมีการทำไร่หมุนเวียนในการเพาะปลูก เพราะกล่าวถึงการใช้ เสียมตุ่น เป็นเครื่องมือ (เครื่องมือหินขัด) ในขณะที่เรื่องลวจักราชพูดถึง ลวจักราชเป็นเทพจากดอยตุงจุติมาเกิดเป็นกษัตริย์ ลงบันไดเงินมาสร้างเมืองนครเงินยางที่ตีนดอยตุง ซึ่งเมืองนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเวียงพางคำ ในขณะที่ชื่อเวียงพางคำนั้นปรากฏในตำนานสิงหนวัติที่ว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ในตระกูลสิงหนวัติที่ย้ายมาจากเวียงหนองล่ม มาสร้างขึ้นเป็นเมืองสำคัญที่ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราชทรงเป็นกษัตริย์และแผ่พระเดชานุภาพไปยังบ้านเมืองต่าง ๆ ความสำคัญของเวียงพางคำที่ปรากฏในตำนานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่เจ้าพรหมมหาราชจับนาคที่ว่ายมาตามลำน้ำสายแล้วกลายเป็นช้างพานคำอันเป็นช้างคู่บุญบารมี กับอีกตอนหนึ่งที่กษัตริย์นครพานคำที่สืบมาจากพระเจ้าพรหมโปรดให้ขุดเหมืองแดงขึ้นเพื่อการเพาะปลูกของประชาชน ซึ่งเป็นเหมืองเก่าแก่ที่ยังคงสืบมาจนทุกวันนี้ เหมืองแดงเป็นเหมืองประวัติศาสตร์ที่มีการอ้างอิงและกล่าวถึงในประวัติศาสตร์การชลประทานกันอยู่เนือง ๆ คือการเอาใจใส่ของผู้ปกครองบ้านเมืองในอดีต ปัจจุบันนี้การรับรู้เรื่องตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชมีน้อยมากในบรรดาผู้รู้ของอำเภอแม่สาย เหตุนี้เวียงเงินยางจึงหายไปและเคลื่อนไปอยู่ทางอำเภอเชียงแสน แต่เวียงพานคำและเรื่องของพระเจ้าพรหมยังสืบเนื่องตลอดเวลา แม้พระเจ้าพรหมมหาราชจะค่อยเลือนไปในประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็ตาม แต่ในบริบทของสังคมท้องถิ่นเช่นเมืองแม่สายก็ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นในฐานะที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่เป็นทั้งอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของท้องถิ่น ดังเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในลานคนเมืองหน้าที่ทำการอำเภออันอยู่ในพื้นที่ของเวียงพางคำ รูปปั้นของพระเจ้าพรหมที่เป็นอนุสาวรีย์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกราบไหว้บวงสรวงขอพรและพลัง การจัดงานขึ้นก็กลายเป็นประเพณีพิธีกรรมในรอบปีที่มีบทบาทในการอบรมทางวัฒนธรรมให้แก่เยาวชน [Cultivation] การรับรู้ประวัติความสำคัญของพระเจ้าพรหมในมิติใหม่ได้เกิดขึ้นจากทั้งการเล่าขานตำนานเมืองเหมืองแดง และขานรับด้วยการแสดงการร่ายรำของเด็กนักเรียน รวมไปถึงการนำไปเชื่อมโยงกับรูปแบบเครื่องแต่งกาย และอาหารการกินที่สะท้อนให้เห็นลักษณะทางชาติพันธุ์ของคนแม่สายในปัจจุบัน ทำให้เห็นได้ว่าคนเมืองแม่สายนี้ กลุ่มสำคัญในทางวัฒนธรรมก็คือคนไทยใหญ่ที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งมาช้านานและยังคงเข้มข้นอยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าเห็นการแต่งกายแบบไทยใหญ่ เช่น อาหารไทยใหญ่โดยเฉพาะข้าวฟืมแบบต่าง ๆ แต่ที่สำคัญคือการแสดงสิ่งของเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์สังคมของคนแม่สายในช่วงเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน หลักฐานเหล่านี้มีผู้รู้ผู้สนใจที่เป็นคนแม่สาย รวบรวมวิเคราะห์ตีความอย่างมีเหตุผลและข้อเท็จจริงที่จะนำไปสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยคนท้องถิ่นและอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสติปัญญาของคนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยคนแม่สายได้ บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๕ ฉ. ๔ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๒)
- ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: แนวคิดและวิธีการ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2549 ข้าพเจ้าคิดว่าจุดอ่อนในการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์นั้นอยู่ที่แนวคิดและวิธีการ จึงใคร่เสนอไว้ให้คิดกันเล่น ๆ ในที่นี้ ศึกษาชุมชนโบราณที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ว่าให้คิดเล่น ๆ เพราะไม่ต้องการให้เคร่งเครียดเป็นวิชาการจนเกินไป โดยปกติแล้วการเสนออะไรต่ออะไรในรูปแบบทางวิชาการในประเทศไทยนั้นมีการยกทฤษฎีต่าง ๆ หรือวิธีการต่าง ๆ ทางตะวันตกเข้ามาเป็นตัวนำในการอธิบายสร้างกรอบแนวคิดและวิธีการ การเสนอแบบคิดเล่น ๆ สบาย ๆ แบบที่กำลังเสนอนี้จึงไม่เอาแบบอย่าง แต่ขอกล่าวว่าสิ่งที่ข้าพเจ้านำมาสร้างเป็นแนวคิดและวิธีการในที่นี้มีที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สะสมมา ข้าพเจ้าไม่มี Footnotes หรือ References อะไรต่าง ๆ นอกจาก My Feet เท่านั้น ข้าพเจ้าคิดว่าปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในขณะนี้ คือ การขาดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งก็ยังไม่มีการทำความเข้าใจว่าคืออะไร และการเน้นแต่ประวัติศาสตร์แบบเก่า ๆ จากส่วนกลางเป็นสำคัญ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ในที่นี้จึงต้องศึกษาทั้งสองอย่างคือประวัติศาสตร์จากส่วนกลางและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีแนวคิดและวิธีการดังต่อไปนี้ แนวคิด แนวคิดของข้าพเจ้าก็คือเรื่อง “มาตุภูมิกับชาติภูมิ” อันเป็นเรื่องของ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ” โดยตรง รากเหง้าของความแตกแยกและบ่อเกิดความไม่เข้าใจกันเองของคนในชาติทุกวันนี้ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะเป็นการพัฒนาที่ขาดมิติของเวลาในอดีต อดีตคือที่มาของประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นของคู่กันกับความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อความอยู่รอด แต่การพัฒนาประเทศที่เน้นแต่เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีแบบตะวันตกอย่างกลวง ๆ ได้ทำให้มนุษย์ในดินแดนประเทศไทยมีสำนึกเป็นปัจเจก ซึ่งเทียบได้กับการเป็นสัตว์เดรัจฉานประเภทหนึ่ง มนุษย์โดยธรรมชาติต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม [Social Group] กลุ่มเล็กที่สุดคือครอบครัวและเครือญาติ (ครัวเรือน) ถัดมาเป็นชุมชนที่แลเห็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นรูปธรรม [Social Reality] ได้แก่ชุมชนบ้าน เหนือชุมชนบ้านขึ้นไปเป็นชุมชนทางจินตนาการ [Imagined Community] ใช้พื้นที่หรือแผ่นดินอันมีคนอยู่ร่วมกันบูรณาการให้เกิดสำนึกร่วม ชุมชนทางจินตนาการหรือชุมชนสมมติเกิดขึ้นในพื้นที่สองระดับ คือ พื้นที่อันเป็นแผ่นดินเกิด หรือ มาตุภูมิ กับพื้นที่อันเป็นประเทศชาติ หรือ ชาติภูมิ การเกิดชุมชนสมมติทั้ง ๒ ระดับนี้ใช้มิติของเวลาหรือประวัติศาสตร์เป็นสิ่งเชื่อมโยงให้เกิดสำนึกของการเป็นพวกพ้องเดียวกัน เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์จึงมี ๒ ระดับ คือ ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือประวัติศาสตร์สังคมที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ ๒-๓ ชั่วคนสืบลงไป ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน มีจารีตขนบประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ และกติกาในทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน โดยมีพื้นฐานทางความเชื่อและศีลธรรมเดียวกัน เช่น ท้องถิ่นดงศรีมหาโพธิ์ในอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีความเป็นมาทางชาติพันธุ์ต่างกัน คือมีทั้งมอญ เขมร ลาว จีน ฯลฯ แต่มีสำนึกความเป็นคนศรีมหาโพธิ์หรือศรีมโหสถร่วมกัน ประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือประวัติศาสตร์สังคมที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของผู้คนในประเทศเดียวกันเหนือระดับท้องถิ่นอันหลากหลาย เป็นพื้นที่หรือแผ่นดินที่เป็นประเทศชาติ เช่น ดินแดนประเทศไทยเรียกว่า สยามประเทศ มีประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจที่ยึดโยงผู้คนในระดับท้องถิ่นที่หลากหลายให้รวมเป็นพวกเดียวกัน เช่น มีภาษากลางร่วมกัน มีระบบความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมเดียวกัน มีสถาบันพระมหากษัตริย์และการปกครองร่วมกัน เป็นต้น ทั้งหมดนี้หล่อหลอมและผลักดันให้คนในดินแดนสยามสมมติชื่อเรียกตนเองอย่างรวม ๆ ว่า คนไทย เริ่มมีหลักฐานตั้งแต่สมัยอยุธยา ฉะนั้น คนไทยเป็นชื่อรวมของคนในระดับชาติภูมิ ประวัติศาสตร์ชาติภูมิ กลายเป็นประวัติศาสตร์รัฐชาติหรือประวัติศาสตร์แห่งชาติที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา ต่อมาได้เจือปนกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกจนทำให้เกิดประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยม [Race] ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นต้นมา การมองคนไทยในลักษณะของความเป็นเลิศทางกรรมพันธุ์ได้ทำลายความเป็นคนไทยที่เป็นชื่อสมมติท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยให้หมดไป จึงเป็นช่องทางให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ใช้อ้างอิงเพื่อความชอบธรรมในการปกครองแล้วใช้ทำลายความสัมพันธ์ของคนทั้งคนภายในประเทศไทยและคนภายนอกคือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร เวียดนาม และมลายู สืบมาจนทุกวันนี้ เพราะถ้ามองจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแล้วคนที่อยู่ในประเทศไทยปัจจุบันแยกไม่ออกจากบรรดาชาติพันธุ์ของผู้คนต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร เวียดนาม พม่า และมาเลเซีย ฯลฯ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บรรยายการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบนวัดเขาดีสลัก สุพรรณบุรี วิธีการ ในที่นี้จะไม่พูดถึงประวัติศาสตร์แห่งชาติ เพราะมีการศึกษากันมามากแล้วในเรื่องประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ แต่จะเน้นเพียงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต้องเข้าถึงและแลเห็นคนกับพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นประวัติศาสตร์สังคม เพราะต้องเริ่มที่คนในพื้นที่ก่อนด้วยการศึกษาโครงสร้างทางสังคมโดยเก็บข้อมูลจากบุคคลในปัจจุบัน คนท้องถิ่นที่ให้ข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้น แล้วถามความสัมพันธ์ทางสังคมและเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตั้งแต่ระดับครอบครัว เครือญาติ ชุมชน ย้อนขึ้นไปยังคนรุ่นก่อน ๆ จนถึงสมัยเวลาที่จำอะไรไม่ได้แล้ว ต่อจากนั้นก็ถามลงมาถึงคนรุ่นลูกหลานของผู้ให้ข้อมูล เพื่อเป็นการทำให้แลเห็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตอย่างต่อเนื่องว่ามีความเป็นมาและเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร และน่าจะเป็นไปอย่างใดในอนาคต การเก็บข้อมูลจากโครงสร้างสังคมดังกล่าวนี้ ทำให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม-สังคม นับเป็นการศึกษาชีวิตวัฒนธรรมที่มีพลวัตร คือเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งแบบการศึกษาในเรื่องศิลปวัฒนธรรม การรวบรวมข้อมูลที่เข้าถึงโครงสร้างสังคมดังกล่าวคือการเข้าถึงคนแต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่เป็นปัจเจก หากเป็นคนที่เป็นกลุ่มหรือสังคมนั่นเอง เมื่อเข้าถึงคนแล้วจึงเข้าถึงพื้นที่ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและถิ่นกำเนิดของผู้คนในกลุ่มนั้น การศึกษาพื้นที่ต้องเริ่มจากบรรดาชื่อ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างที่ก็มีผู้ให้ความสนใจและค้นคว้ากันในเรื่องของชื่อบ้านนามเมือง เป็นต้น คำว่าชื่อบ้านนามเมืองก็เป็นการค้นเรื่องของชื่อของชุมชนเป็นสำคัญ แต่การศึกษาเกี่ยวกับชื่อสถานที่ในที่นี้หมายถึงการศึกษาบรรดาชื่อสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งคนในท้องที่รู้จักสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน เป็นพื้นที่ซึ่งแต่เดิมเป็นนิเวศธรรมชาติแต่ได้มาปรับเปลี่ยนเป็นนิเวศวัฒนธรรมจากการปรับตัวของผู้คนในชุมชนนั้นเอง ดังนั้น นิเวศวัฒนธรรมจึงเป็นองค์รวมของการศึกษาชื่อสถานที่ เหตุที่ต้องมีการตั้งชื่อสถานที่ก็เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นต้องรู้จักร่วมกันซึ่งจะสื่อสารกันได้ การทำให้สถานที่ซึ่งมีความหมายในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมีชื่อนั้น ก็คือการสร้างความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมธรรมชาตินั่นเอง ยิ่งกว่านั้น ชื่อสถานที่ทุกแห่งเมื่อสร้างขึ้นโดยอาจมีผู้หนึ่งผู้ใดตั้งชื่อก่อนก็ได้ แต่ต่อมาได้กลายเป็นสิ่งรับรู้กันของทุกผู้คนที่อยู่ในชุมชนเคียงกัน คือ รู้ทั้งที่มาและความหมาย โดยเฉพาะชื่อของพื้นที่สาธารณะ เช่น หนองน้ำ ลำน้ำ ป่าเขาและท้องทุ่ง เป็นต้น เพราะผู้คนเหล่านั้นต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันในการดำรงชีวิต เช่น ในเขตท้องถิ่นเมืองศรีเทพมีเขาโดด ๆ ลูกหนึ่งมีชื่อว่าเขาถมอรัตน์ ภูเขานี้ทุกคนรู้จักเพราะเป็นสัญลักษณ์ทางภูมิทัศน์ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าเป็นพืชพันธุ์และสัตว์ป่า รวมทั้งเป็นภูเขาที่มีศาสนสถานที่เก่าแก่มาแต่โบราณซึ่งผู้คนถือว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ สถานที่แบบนี้ได้นำคนเข้าไปมีความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติที่ควบคุมความประพฤติของผู้คนในอยู่รวมกันอย่างมีศีลธรรมและจารีตประเพณี ร่วมกับสุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายความสำคัญของวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี ที่มีต่อความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่น สถานที่เกือบทุกแห่งในนิเวศวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่มีชื่อและตำนาน [Myth] ที่ผู้คนรับรู้และถ่ายทอดกัน การศึกษาเรื่องชื่อสถานที่เช่นนี้ คือ การศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่คนในท้องถิ่นร่วมกันสร้างขึ้นโดยตรง เป็นที่รู้จักกันในนามว่า “ตำนานท้องถิ่น” คำว่าตำนานจะต่างกับนิทาน เพราะตำนานเป็นสิ่งที่คนในท้องถิ่นสร้างรับรู้และเชื่อว่าเป็นจริง ตำนานคือหัวใจของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและเป็นสิ่งสร้างสำนึกร่วมของผู้คน สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตก ตำนานมีความหมายมาก แต่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐและนักวิชาการประวัติศาสตร์ได้ปล่อยให้มีการตั้งชื่อสถานที่ขึ้นมาใหม่ เลยลบความหมายความสำคัญของตำนานให้หมดไป และเป็นผลให้คนจากข้างนอกเข้าไปก้าวก่ายสิทธิของพื้นที่และทรัพยากรท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น คนลาวที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาเป็นพลเมืองไทยแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ได้รับพระราชทานพื้นที่ธรรมชาติให้เป็นที่ตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย ทำกินจนเกิดเป็นชุมชนขึ้น ต่างพากันตั้งชื่อพื้นที่สาธารณะ เช่น หนองน้ำหรือป่าเขาที่อยู่ในนิเวศวัฒนธรรมว่าหนองนางสิบสอง หรือป่าพระรถ ตามตำนานพระรถเมรีที่รู้จักกันดีในหมู่คนลาวด้วยกัน ชื่อเช่นนี้คนนอกไม่รู้จักยกเว้นคนใน ต่อมาทางรัฐและคนนอกที่มุ่งหวังผลประโยชน์ในเรื่องทรัพยากรได้ติดสินบนหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบออกเอกสารสิทธิ์ให้โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่เปล่าประโยชน์และเปลี่ยนชื่อเสียใหม่แล้วเข้าครอบครอง เป็นต้น เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นคนนอกก็จะได้อาศัยเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองมาเป็นหลักฐานในการถือสิทธิ์ แต่ถ้าหากมีการได้ศึกษาทำความเข้าใจกับชื่อสถานที่ในตำนานของท้องถิ่นแล้ว คนท้องถิ่นก็อาจยืนยันอ้างสิทธิที่มีอยู่รวมกันดังปรากฏในชื่อทางตำนานได้ รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วมาตราที่ ๔๖ นับเป็นมาตราสำคัญที่จะทำให้คนในท้องถิ่นต่อสู้ป้องกันพื้นที่สาธารณะและทรัพยากรได้ไม่ยาก ข้าพเจ้าคิดว่าถ้ามีการศึกษาในเรื่องชื่อสถานที่ในรูปแบบของประวัติศาสตร์สังคมท้องถิ่นตามที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็อาจทำให้คนท้องถิ่นที่เคยถูกแย่งชิงทรัพยากรและลิดรอนสิทธิของมนุษย์ ที่มีอยู่ในจารีตท้องถิ่นนั้นมีพลังที่จะต่อต้านการแย่งชิงที่อยุติธรรมได้ เลยอยากคิดต่อไปว่าพื้นที่ท้องถิ่นเกือบทั้งหมดของกรุงเทพฯ ธนบุรี นนทบุรี และปทุมธานีนั้น เป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนตั้งชุมชนและบ้านเมืองกันริมลำน้ำ ลำคลอง ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีชื่อเรียกกันมาแต่โบราณ เช่น คลองบางพลัด คลองบางขวาง คลองสามเสน อะไรต่าง ๆ นานา บัดนี้บรรดาคลองเก่า ๆ เหล่านี้เป็นจำนวนมากถูกทางราชการและนายทุนถมทำให้ตื้นและหมดไปเพื่อเอาพื้นที่และทรัพยากรไปเป็นของตน ถ้าหากได้ทำชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีระบุในนิราศของสุนทรภู่ เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณบุรี มารื้อฟื้นให้ดีแล้วก็คงจะจัดการกับการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของหน่วยราชการ จะคืนกรรมสิทธิ์และสิทธิต่าง ๆ ในด้านทรัพยากรและที่อยู่อาศัยที่ทำกินให้กับคนท้องถิ่นได้อย่างมหาศาลทีเดียว อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ประวัติศาสตร์กับตำนาน
เผยแพร่ครั้งแรก 29 เม.ย. 2559 เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดการเรื่องการเขียนประวัติศาสตร์ไทยใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างผู้คนที่มีความหลากหลายทางชนชาติและชาติพันธุ์ที่อยู่ร่วมประเทศเดียวกันในนามของ คนไทย ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความวิตกว่า จะกำหนดให้หน่วยงานไหนของกระทรวง ทบวง กรมใดเป็นผู้จัดการ การลงพื้นที่ และพูดคุยกับชาวบ้าน เป็นพื้นฐานสำคัญที่ ทำให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และตำนานของผู้คนในท้องถิ่น ถ้าหากว่าเป็นการจัดการโดยกรรมการชุดเดิมหรือเกิดชุดใหม่ขึ้นตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็คงหนีไม่พ้นการชำระประวัติศาสตร์ตามแบบเดิม ๆ ในรูปของประวัติศาสตร์แห่งชาติอยู่ดี ซึ่งมีลักษณะและวัตถุประสงค์ให้คนเชื่อว่าถูกต้องและยุติ เพราะการเขียนประวัติศาสตร์แบบนี้จะไม่ต่างอะไรกันกับการเขียน ตำนาน นั่นเอง ก่อนการนำเอาความคิดในเรื่องประวัติศาสตร์มาเรียนและมาเขียนกัน ความรู้เรื่องในอดีตของประเทศไทยหรือ ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดียวกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของการสร้างตำนานอันเป็นเรื่องราวความเป็นมาของกลุ่มชน ดินแดน ศาสนา ระบบความเชื่อ ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดสำนึกร่วมของความเป็นกลุ่มเดียวกันในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งระดับบ้านและเมือง ต่อมาครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการสร้างตำนานขึ้นอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า พงศาวดาร (พงศ์ + อวตาร) อันเป็นตำนานที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์ของพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองราชอาณาจักร ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นสมัยที่มีแนวคิดและวิธีการในการเขียนเรื่องราวของอดีตที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ แพร่หลายเข้ามา ก็เกิดบรรดาผู้รู้นักปราชญ์ทางด้านประวัติศาสตร์ขึ้น โดยมีพวกฝรั่งเป็นต้นแบบ ผู้รู้ในเรื่องนี้ของไทยคือบุคคลชั้นสูงพวกเจ้านายและขุนนาง แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์เองก็ทรงมีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย เจ้านายที่สำคัญก็คือ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ไว้อย่างมาก รวมทั้งสิ่งที่ประมวลกันเข้าแล้วก็เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติเป็นยุคแรก เรื่องราวที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ในยุคแรก ๆ นี้ แท้จริงแล้วก็คือการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความเชื่อตามนโยบายและความต้องการของผู้มีอำนาจและชนชั้นปกครอง ฝรั่งนักล่าอาณานิคมทุกชาติล้วนใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแย่งชิงครอบครองดินแดนและแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการเมือง ฝรั่งนักล่าอาณานิคมที่มีบทบาทมากกับการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศใกล้เคียงและประเทศไทยก็คือ ฝรั่งเศส วิธีการสร้างประวัติศาสตร์ของคนเหล่านี้ก็คือ พยายามทำลายเรื่องราวของตำนานว่าเป็นเรื่องไม่มีข้อเท็จจริงและความจริงเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องกุและสร้างขึ้นล้วนเหลวไหล โดยหันมาใช้วิธีการทางโบราณคดีอันเป็นเรื่องของการสำรวจและขุดแหล่งโบราณสถานวัตถุ ที่คนในอดีตสร้างไว้มาให้ความหมายและตีความในเรื่องอายุความเก่าแก่และความเป็นมาของบ้านเมือง และผู้คนที่ดูใกล้ความเป็นจริงมากกว่าข้อมูลและเรื่องราวในตำนาน แต่การมองอดีตที่เป็นประโยชน์กับฝรั่งนักล่าอาณานิคมก็คือ การให้ความหมายการเมืองและการปกครองของบ้านเมืองไปเป็นเรื่องของรัฐรวมศูนย์และอาณาจักรที่เน้นความยิ่งใหญ่ทั้งหมดอยู่ที่พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ฝรั่งเศสสร้างประเทศกัมพูชาและคนเขมรให้เป็นศูนย์กลางความเจริญของอาณาจักรที่มีอำนาจปกครองบ้านเมืองและดินแดนไทย ลาว เขมร เวียดนาม เรื่อยไปจนพม่า เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการคุกคามสิทธิเหนือดินแดนของบ้านเมืองและผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร โดยเฉพาะในดินแดนประเทศไทยนั้นก็ได้ทำให้นักประวัติศาสตร์ไทยและชนชั้นนำของบ้านเมืองแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ลงมา เชื่อและเข้าใจว่าก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดินแดนประเทศไทยและผู้คนอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของขอมหรือเขมรจากกัมพูชา ประโยชน์ของการสร้างประวัติศาสตร์แบบนี้ก็เพื่อที่จะเปิดหนทางให้ฝรั่งเศสซึ่งในตอนนั้นได้เขมรหรือกัมพูชาเป็นอาณานิคม สามารถอ้างความชอบธรรมของการเป็นนายเหนือหัวของฝรั่งเศสที่มีต่อเขมรมายังดินแดนประเทศไทยได้ ประวัติศาสตร์บ้านเมืองยุคอาณานิคมที่ฝรั่งสร้างขึ้นจึงกลายเป็นตำนานชนิดใหม่ รูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างให้นักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ไทย และชนชั้นปกครองทั้งหลายเชื่อได้อย่างสนิทใจ และมักจะยึดแนวทางแนวคิดและวิธีการของพวกฝรั่งเศสมาให้คนไทยรุ่นใหม่หัวนอกได้เรียนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี กระแสชาตินิยมเพื่อต่อต้านอาณานิคมแข็งแรงขึ้น ทำให้เกิดการสร้างตำนานชาติไทยขึ้นมาโต้ตอบ เพื่อจะอธิบายว่าไทยเป็นชนชาติใหญ่โตในอดีตที่เคยมีอาณาจักรและความรุ่งโรจน์มาแล้ว โดยเฉพาะอาณาจักรน่านเจ้า ต่อมาจีนฮั่นรุกรานจนต้องถอยร่นมาอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งเคยตกอยู่ใต้การปกครองของขอม กัมพูชา จึงเท่ากับยอมรับความเป็นใหญ่ของอำนาจศูนย์กลางจากเมืองพระนครที่บรมครูฝรั่งเศสเขียนขึ้น แต่คนไทยก็สามารถยื้อแย่งดินแดนมาจากขอมได้ ด้วยการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี อันเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทยในดินแดนสุวรรณภูมิ ประวัติศาสตร์รัฐหรือชาติสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามนี้ ให้ความสนใจถึงความเป็นชนชาติไทยที่สืบสานกันมาแต่ดึกดำบรรพ์อย่างไม่ขาดสาย จึงเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมโดยเฉพาะ และยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อดินแดนสยามประเทศที่เคยมีมาแต่โบราณให้เป็นประเทศไทย และคนสยามเป็นคนไทย ซึ่งก็ขัดแย้งจากความเป็นจริงทางชาติพันธุ์ที่ดินแดนนี้เป็นดินแดนที่มีการผสมผสานของคนหลายเผ่าพันธุ์มาแทบทุกยุคทุกสมัย ประวัติศาสตร์รัฐที่เป็นเชื้อชาตินิยมนี้ก็คือตำนานนั่นเอง เพราะทั้งพยายามและยัดเยียดให้คนเชื่อ ดังเห็นได้ชัดในการกำหนดให้อยู่ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมจนจบชั้นอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมการใด ๆ จากหน่วยงานใด ๆ ของรัฐให้มารับผิดชอบ จึงยังคงยืนกรานในการชำระประวัติศาสตร์ในลักษณะที่เป็นตำนานอยู่นั่นเอง การเขียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการมาจากปราชญ์ของกรีกและโรมันนั้นเป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากเรื่องตำนานโดยสิ้นเชิง คือเป็นเรื่องเพื่อหาข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อให้คนตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าการผิดเพี้ยนให้คนเชื่อ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในยุคใดยุคหนึ่งซึ่งเป็นเส้นเวลาที่สิ้นสุดลงแล้ว [Change over time] ที่คนในสมัยก่อนไม่มีทางเข้าถึงและเข้าใจทั้งหมดได้ ทำได้เพียงแต่จำลองเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงมาอธิบายเป็นสำคัญ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการเข้าถึงเหตุการณ์และเวลาที่เป็นจริง แต่กำหนดไม่ได้ เน้นเวลาที่เป็นจริง รวมทั้งเหตุการณ์ล้วนเป็นเรื่องสมมุติ ตำนานเป็นเรื่องของโลกทัศน์ ความรู้สึกนึกคิดและการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่งให้พื้นที่หนึ่งหรือท้องถิ่นในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นเรื่องที่คนภายในสร้างขึ้นเพื่ออธิบายการอยู่รวมกันของคนที่เป็นพวกเดียวกัน ตำนานมีความสำคัญไปอีกอย่างหนึ่ง คือทำให้เข้าถึงและรู้จักคนในท้องถิ่น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงภายในตามเวลาที่ผ่านไป [Change through time] ดังนั้นตำนานจึงเป็นเรื่องราวในอดีตที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสมมุติที่คนสร้างขึ้นให้คนเชื่อและยึดมั่น ความเป็นคนกลุ่มเดียวกันในท้องถิ่นเดียวกันที่อยู่สืบทอดมาจนปัจจุบัน นับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมที่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต [Living history] โครงสร้างทางสังคมที่ผสมผสานระหว่างความสัมพันธ์ทางกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา (ภาพจากหนังสือ เล่าขานตำนานใต้ โดยศรีศักร วัลลิโภดม, พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม, อับดุลเลาะห์ ลออแมน, อุดม ปัตนวงศ์ และคณะ) แต่การใช้ตำนานในหมู่นักวิชาการและคนไทยที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนี้ ยังมีความสับสนในบรรดาคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าโดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์ไทยสกุลดำรงราชานุภาพ ไม่แลเห็นความสำคัญของตำนาน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มีความจริงนิดหน่อยยากแก่การนำมาวิจารณ์และอธิบาย ส่วนนักวิชาการรุ่นใหม่เปลี่ยนความหมายของตำนานเป็นมายาคติ ถือเป็นเรื่องไม่จริงที่กุขึ้นหรือคิดขึ้นเท่านั้นเอง การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของพ่อข้าพเจ้า คือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม และข้าพเจ้าให้ความสำคัญของตำนานมาตลอด เพราะเห็นว่าตำนานไม่เป็นเรื่องไร้สาระที่หยุดนิ่งดังเช่นที่มีการรวบรวมและตีพิมพ์ไว้เป็นหลักฐาน ทำให้ตำนานที่ตีพิมพ์แต่ละเรื่องเป็นเรื่องพ้นสมัยและลอยจากกลุ่มชนพื้นที่ของท้องถิ่นและช่วงเวลา อีกทั้งทำให้มีผู้นำไปใช้แต่งเป็นนิทาน นิยายไปก็มาก ข้าพเจ้าอ่านตำนานอยู่กับบ้านในระยะแรกยากที่จะเข้าใจ แต่พอออกไปยังท้องถิ่นและสถานที่ต่าง ๆ จึงเข้าใจ เพราะเรื่องราวของตำนานคือเรื่องของคนกับพื้นที่ เป็นความทรงจำร่วมกันถ่ายทอดเล่าขานจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่หยุดนิ่งและตายตัว เพราะจะมีการปรุงแต่งแก้ไขเพิ่มเติมให้เข้ากับเวลา สถานที่ และกลุ่มชนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการไปค้นหาว่าตำนานสมัยไหนเป็นของแท้จึงเป็นเรื่องไร้สาระ ตำนานเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา [Change through time] ที่เป็นสาระอย่างหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมในท้องถิ่นที่เป็นประวัติศาสตร์มีชีวิต [Living history] การศึกษาตำนานในบริบทของความทรงจำที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งถึงรุ่นหนึ่งของกลุ่มคนในท้องถิ่น จะสะท้อนให้แลเห็นการร่วมกันในความเป็นคนหรือมนุษย์ในชุมชนสองระดับคือ บ้านและเมือง บ้าน คือชุมชนทางชาติพันธุ์ที่ลงลึกไปยังความเป็นชาติพันธุ์ในระดับครอบครัวและตระกูลที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันอย่างเห็นหน้าค่าตา [Face to face relation] ส่วน เมือง คือชุมชนที่แสดงความสัมพันธ์ของผู้คนในหลาย ๆ บ้านขึ้นเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน เป็นชุมชนจินตนาการที่บูรณาการให้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์เกิดสำนึกร่วมในการเป็นพวกเดียวกัน มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ขนบจารีตประเพณี และวัฒนธรรมร่วมท้องถิ่นหรือพื้นที่เดียวกัน ท้องถิ่น คือมาตุภูมิที่คนหลายชาติพันธุ์มาอยู่รวมกันในลักษณะที่เล่าขานผสมผสานกัน สร้างภาษาถิ่นและสำเนียงถิ่นขึ้นแตกต่างไปจากถิ่นอื่น ๆ ความสำคัญเช่นนี้ทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือประวัติศาสตร์สังคมหรือประวัติศาสตร์ภาคประชาสังคมที่แทบไม่ได้มีการเขียนขึ้นในบ้านเมืองมาก่อน จึงทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นประวัติศาสตร์ภาครัฐ หรือประวัติศาสตร์แห่งชาติที่แลเห็นผู้คนทั้งหมดในบ้านเมืองเป็นพวกเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน และทำอะไรต้องเหมือนกัน จนกลายเป็นตำนานอย่างตำนานที่ต้องการให้คน “เชื่อ” มากกว่า “คิด” และ “ถาม” ซึ่งในที่สุดประวัติศาสตร์ชาติแบบนี้ก็คือ เครื่องมือในการโฆษณาและมอมเมาผู้คนตามความคิดและนโยบายที่มีอำนาจของบ้านเมือง รวมทั้งนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบและความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่แลเห็นในขณะนี้ในสามจังหวัดภาคใต้ ดังนั้นถ้าหากจะมีการเขียนหรือสร้างประวัติศาสตร์ชาติขึ้นมาใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า ความเป็นชาติของคนไทยนั้นหาได้หมายถึงเชื้อชาติเดียวกัน แต่ ชาติ หมายถึงการเกิดในพื้นแผ่นดินเดียวกัน คือ ชาติภูมิ เป็นชุมชนจินตนาการที่มีการบูรณาการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้ผู้คนที่หลากหลายในระดับมาตุภูมิหรือท้องถิ่นเกิดสำนึกร่วมในความเป็นพวกเดียวกันในนามของ คนไทย ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติมากกว่าความเป็นจริงทางชาติพันธุ์ อีกทั้งการอยู่ร่วมกันของความเป็นชาตินั้นต้องยอมรับความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจากคนระดับต่าง ๆ ในท้องถิ่น แต่ต้องทำให้แลเห็นว่าท่ามกลางความขัดแย้งทั้งหลายนั้น แต่ละกลุ่มเหล่าต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันจึงจะอยู่ร่วมกันเป็นชาติได้ ประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงต้องมีทั้งประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของส่วนรวมของประเทศ และประวัติศาสตร์สังคมในระดับท้องถิ่น สุดท้ายความสำคัญของประวัติศาสตร์จะต้องให้เป็นเรื่องที่ไม่หาข้อยุติในลักษณะที่ต้องเชื่อ แต่ต้องเป็นเรื่องให้คนคิดและตั้งคำถาม อันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสติปัญญาแก่ผู้คนเป็นสำคัญ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ฟื้นขุนยวม-เมืองปอนเมื่อพลังท้องถิ่นตั้งรับ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ค. 2553 กลางเดือนกรกฎาคม ฝนที่ควรตกหนักเสียนานแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะมีน้ำฟ้าน้ำฝนมากพอให้ชาวบ้านร่วมกันปักกล้าดำนา ในพื้นที่แบบเทือกเขาและหุบเขาของแม่ฮ่องสอน หากมีที่ราบเป็นช่องว่างพอจะทำนาได้ ผืนดินเหล่านั้นจะกลายเป็นที่นาอันมีค่าแก่หมู่บ้าน เราจึงได้เห็นการจัดการพื้นที่อย่างละเอียดยิบ แม้จะเป็นที่เนินสูงก็ถูกจัดแปลงทำเป็นนาขั้นบันได ตามหุบตามช่องเขาน้อยใหญ่ในแม่ฮ่องสอน หากมองจากฟ้าในหน้าฝนก็จะเห็นภาพผืนนาเรียบเขียวแทรกอยู่เป็นหย่อม ๆ ทุ่งนาเมื่อแรกตกกล้าดำนา อากาศปรวนแปรที่ร้อนและแล้งนานเช่นปีนี้กลับกลายเป็นทรัพย์ในดินแก่คนทั่วขุนยวม ตั้งแต่ฝนลงมาบ้าง เห็ดเผาะหรือเห็ดถอบตามแต่ท้องถิ่นไหนจะเรียกก็ผุดนอนยิ้มรออยู่ใต้ดินให้คนมาเก็บกันไปเป็นรายได้กว่า ๓๐ ล้านบาทแล้ว วันเลี้ยงผีเจ้าเมืองที่ศาลเจ้าเมืองขุนยวม ท่านทำนายไว้ว่า จะมีเพชรมีคำโปรยอยู่ในไร่ในดอย แม่เฒ่าหลายท่านนึกถึงคำทำนายนี้และเห็นเห็ดเผาะที่ผุดตามธรรมชาติอย่างมากมายในปีนี้ก็คือขุมทรัพย์จากแผ่นดินที่โปรยปรายให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองนั่นเอง เห็ดเผาะทำรายได้งามแก่ชาวบ้าน บางคนตั้งแต่ต้นฤดูหาเงินได้หลายแสนบาท เดี๋ยวนี้มีโรงงานทำเป็นเห็ดเผาะกระป๋องกันแล้วจึงรับซื้อได้อย่างไม่อั้น แต่การที่ขึ้นโดยธรรมชาติใต้ดินจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ราคาจึงขึ้นลงตามตลาดว่าจะมีมากหรือน้อย แม้ผู้คนจะถือว่าวิธีเผาโคนไม้จะทำให้เห็ดเผาะออกมาก จนถึงกับกล่าวว่าเมืองแม่ฮ่องสอนมีหมอกควันปกคลุมเพราะชาวบ้านเผาป่านี่แหละ แต่ปีนี้ฝนแล้ง ร้อนนาน ธรรมชาติก็ชดเชย ป่าเขาถือเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครขยันเก็บเท่าไหร่ก็ได้ แม้เริ่มจะมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่ายังไม่มีใครลุแก่อำนาจมาชี้ที่ดินในเขตขุนยวมให้ตกแก่กลุ่มและตนเองแบบถือสิทธิ์เหมือนท้องถิ่นอื่น ๆ ในบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ตามหุบเขา มีลำห้วยสายเล็กสายน้อย พื้นที่ราบดูเหมือนจะมีค่ามหาศาลแก่การเพาะปลูกทำกิน เมื่อตั้งบ้านตั้งเมืองเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยจักรวาลทัศน์หรือการมองโลกแบบเบ็ดเสร็จในตัวเองก็ดูเหมือนจะมีการติดต่อจากโลกภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยมากในปัจจุบัน การจัดการพื้นที่ภายในท้องถิ่นของตนเองที่มีหลักบ้านหลักเมืองรูปแบบท้องถิ่นโบราณชัดเจน ซึ่งเน้นใน “การแบ่งปันทรัพยากรส่วนรวม” ก็เปลี่ยนไปตามมูลค่าที่ดินแบบปัจเจกที่ถือการออกโฉนดเอกสารสิทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ ทรัพยากรส่วนรวม [Common property] คือหัวใจของท้องถิ่นแบบดั้งเดิม การแบ่งสันปันส่วนของคนในท้องถิ่นต่างๆ มักขึ้นอยู่กับสภาพนิเวศในแต่ละแห่งที่แตกต่างกันไป หากไม่มีการจัดสรรอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับ ชาวบ้านชาวเมืองก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้มานานหลายชั่วอายุคนเช่นนี้ วิธีคิดแบบดั้งเดิมเป็นที่ยอมรับแพร่หลายมาเนิ่นนานก่อนที่ ทุนนิยม [Capitalism] ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการใช้เอกสิทธิ์แบบปัจเจก ให้สิทธิ์เฉพาะคนเข้าจัดการทรัพย์สินที่อาจเคยเป็นของส่วนรวมหรือของท้องถิ่นมาก่อนที่ชาวบ้านเคยยกให้เป็นพื้นที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของเจ้าของทุนที่มีเงินมาก เป็นใครมาจากไหนไม่มีใครทราบก็ได้ และใช้อำนาจทางกฎหมายจัดการกับผู้บุกรุกโดยไม่ทราบหรือไม่สนใจอำนาจการจัดการทรัพยากรส่วนรวมแต่เดิมเหล่านั้น เด็กๆ ช่วยกันเสนองานเรื่อง “เฮือนไต” ที่เมืองปอน ปัจจุบันนี้ “เมืองปอน” คือหมู่บ้านขนาดใหญ่ [Village] ในขณะที่ “ขุนยวม” คือเมืองขนาดเล็ก [Town] ชุมชนทั้งสองแห่งอยู่ใกล้กัน เป็นแอ่งที่ราบเล็ก ๆ มีเพียงภูเขากั้น ท่ามกลางเทือกเขาน้อยใหญ่ของแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่เลยจากเมืองแม่สะเรียงและแม่ลาน้อยมาไม่เท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ของพื้นที่เป็นกลุ่มคนไทใหญ่ พวกเขาพึงพอใจจะเรียกตนเองว่า “คนไต” มากกว่า ทุกวันนี้ผู้คนทั้งสองแห่งเกิดความสับสนของการเป็นบ้านเมืองที่ยังคงสืบวัฒนธรรมเป็นแบบจารีต ชาวบ้านยังศรัทธาในหลักบ้านหลักเมือง สงวนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้แก่ชุมชน เช่น วัด ศาลเจ้าเมือง ศาลากลางบ้าน จนถึงที่ฝังศพและลานทำพิธีกรรมเผาศพของพระผู้ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น แม้จะคลายความหมายสำหรับที่ดินส่วนรวมอื่นๆ เช่น ถนนหนทาง ป่าไม้ ที่ว่างอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยกลายเป็นเอกสิทธิ์ของคนที่สามารถซื้อหาได้ แต่พื้นที่เดิมแบบจารีตที่ชาวบ้านถือว่าไม่ควรมีการใช้งานอย่างอื่น กลายเป็นว่ามีนโยบายจากผู้บริหารซึ่งเป็นคนจากท้องถิ่นอื่นว่า ควรจะถูกนำไปใช้ทำสวนซากุระและอนุสรณ์สถานความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้คนขุนยวมลุกขึ้นมาทวงถามความเหมาะสมในนโยบายของรัฐในระดับเทศบาลที่ควรจะเข้าใจและใกล้ชิดกับโลกทัศน์และความเชื่อของชาวบ้านชาวเมืองขุนยวมได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ การเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่ การอบรมฟื้นพลังความรู้ท้องถิ่นอย่างที่เคยมีและเคยเป็นไปจากประสบการณ์การทำงานเรื่องการศึกษาท้องถิ่นต่าง ๆ ของคนภายนอก มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับเชิญจากองค์กรชาวบ้านในท้องถิ่นเมืองปอนและขุนยวมให้ช่วยไปพูดไปคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ “จะศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างโดยชาวบ้านได้อย่างไร” วัตถุประสงค์นั้นตั้งเรื่องกันไว้ว่า เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นของตนเอง โดยเฝ้ามองและสังเกตการณ์จากภูมิวัฒนธรรม หรือภูมิประเทศที่สัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ ทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ในเชิงจินตนาการที่เรียกว่า “ท้องถิ่น” ประกอบด้วยองค์ประกอบอย่างไรบ้าง และมนุษย์อยู่ร่วมเป็นสังคมในท้องถิ่นนั้นอย่างไร และสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองในเรื่องต่าง ๆ ผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้คนในท้องถิ่นในวัยและภูมิหลังที่แตกต่าง ต่อมาจึงเป็นการบันทึกความทรงจำเหล่านั้นด้วยการนำเสนอต่าง ๆ เช่น การเขียนบรรยาย การวาดภาพสื่อจินตนาการ การถ่ายทำวีดีโอดิจิตอล การตัดต่อเสียงสัมภาษณ์ หรือการเล่าเรื่องผ่านการเล่นละคร การจัดแสดงนิทรรศการ การนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนนำความรู้ที่ได้ไปเป็นฐานความคิดเรื่องการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนของตนเอง ชาวบ้านทั้งสองแห่งได้งบประมาณสนับสนุนจากสภาพัฒนาการเมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพหลัก ในขณะที่ภาวะบ้านเมืองต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยกันอย่างขนานใหญ่ แต่หากพิจารณาแบบลึกซึ้ง รูปแบบประชาธิปไตยอย่างไรเล่าจึงจะเหมาะสมแก่ท้องถิ่นที่เคยมีระบบวิธีคิดยึดมั่นในพุทธศาสนา มีความเชื่อและจารีตแบบเดิมเป็นฐานสำคัญของชีวิต หากตัดยอดนำแต่หลักการประชาธิปไตยที่ไม่เคยประสบความสำเร็จให้ผู้คนรู้สึกมีส่วนร่วมได้กับกิจกรรมของท้องถิ่น มีแต่จะถูกริบหรือผลักไสสิทธิ์และเสียงของตนเองไปให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันว่าจะได้อำนาจมาด้วยใจศรัทธา อำนาจทางการเมืองในประเทศไทยนิยมใช้อำนาจทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ แตกต่างจากอำนาจบารมีของผู้นำชุมชนของเมืองหรือหมู่บ้านแบบเดิมที่ใช้รูปแบบการต่อรอง ประนีประนอม พูดคุยทำความเข้าใจในหมู่คนของตนในเรื่องต่างๆ และหากไม่สามารถตัดสินได้ก็มักใช้ “อำนาจผีหรือบารมีพระสงฆ์” เป็นเครื่องมือในการตัดสินให้เด็ดขาด คนที่มาฟังความรู้เหล่านี้ก็มีคนท้องถิ่นทั้งจากบ้านไกล ๆ เช่น ตัวแทนคนปกากะญอ คนไต ที่เป็นพ่อหลวงเก่า กำนัน เจ้าหน้าที่จาก อบต. ครูอาจารย์ นักเรียน หลากหลายวัยตั้งแต่เด็ก ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุ ชาวบ้านจากเขตการปกครองตำบลเมืองปอนอันหลากหลายเหล่านี้กระตือรือร้นในการอบรมเชิงปฏิบัติการกันมาก เพราะได้ลงพื้นที่ไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ในบ้านที่พวกเขาเลือกหัวข้อทดลองเก็บข้อมูลเอง มีการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมระหว่างคนที่สูงกับคนที่ราบ รื้อฟื้นและเตรียมตัวเพื่อนำเสนอประสบการณ์จากการเก็บข้อมูลภายในคืนเดียวด้วยการใช้สื่อโดยโปรแกรม “Power point” ที่เมืองปอนด้วยเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ โครงสร้างทางสังคมไม่ซับซ้อนและยังคงพื้นฐานความเชื่อและสามารถสืบถึงระบบการจัดการพื้นที่และทรัพยากรในท้องถิ่นตามแบบเดิมได้มากกว่าทางขุนยวมที่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองไปแล้ว และเป็นที่ตั้งของกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา เพราะเคยเป็นตลาดแต่ดั้งเดิมจนปรับเปลี่ยนกลายเป็นตลาดอีกหลายรูปแบบในปัจจุบัน คนสูงอายุในขุนยวมดูจะเป็นผู้นำในการบอกเล่าข้อมูลและกระตือรือร้นที่จะถ่ายทอดความทรงจำเรื่องต่าง ๆ แก่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวและเด็กนักเรียนที่พยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ต่อติดกับเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้น สำหรับบางกลุ่มแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ที่นำมาเสนอประกอบการบอกเล่าจากการออกไปเก็บข้อมูลดูจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นและสนุกสนาน ยามเมื่อต้องหยิบยกมาให้ดูทีละชิ้นและมีคนเฒ่าคนแก่คอยเล่าเสริมในสิ่งที่คาดว่าจะตกหล่นไป ที่ขุนยวมไฟฟ้าดับทั้งวัน กลายเป็นการนำเสนอแบบปากเปล่า เขียนบนแผ่นกระดาษและนำสิ่งของจริง ๆ มาให้ดูกัน เทคโนโลยีก็ไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างของเนื้อหาแต่อย่างใด คนเฒ่าคนแก่หลายท่านบอกว่า เมื่อก่อนไม่เห็นต้องมีอะไรก็ยังเล่าเรื่องยังประชุมพูดคุยกันได้ และเหมาะสมดีเสียอีกกับเมืองขุนยวมที่ไฟฟ้าดับอยู่เรื่อยคราวละนานๆ การอบรมที่เป็นไปโดยทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมเช่นนี้ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนและรับรู้ความรู้ใหม่ๆ ได้มากมาย ที่ประทับใจเป็นพิเศษก็คือ ได้รับรู้ว่าการทำความเข้าใจเรื่องการศึกษาท้องถิ่นในแบบภาพรวม ๆ [Cosmology] นั้น กลุ่มที่เข้าถึงได้ไวและทำความเข้าใจได้เร็วที่สุดน่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการมากนัก และผู้เฒ่าผู้แก่ที่อายุล่วงพ้นวัยหกสิบกว่าปีมาแล้ว แม้จะเคยเป็นผู้อำนวยการเก่า ครูเก่า หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อื่นๆ หากอายุมากก็สามารถเข้าใจและต่อติดกับระบบความรู้แบบดั้งเดิมหรือแบบท้องถิ่นคนไตได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มที่เข้าใจได้ยากคือกลุ่มที่มีกรอบความรู้ของตนเองแบบเคร่งครัดในระบบการศึกษาอยู่แล้ว เช่น ครูอาจารย์ในสถานศึกษา นักเรียนที่ถูกอบรมมาในระบบ และกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่รับงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และส่วนใหญ่มีพื้นฐานการเรียนรู้มาจากนักวิชาการใหญ่ๆ ตามมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง แสดงถึงความรู้ท้องถิ่นนั้นถูกทำให้เลือนหายและเข้าใจยากด้วยความรู้ในระบบการศึกษาแบบเป็นทางการเป็นสำคัญ เมื่อจะฟื้นพลังจากผู้คนในสังคม ความเข้าใจในท้องถิ่นต้องมีไว้เป็นพื้นฐานเป็นอันดับแรก หากจะต่อสู้ในเชิงนโยบายเพื่ออธิบายต่อสังคมให้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง ก็ต้องเข้าใจภูมิวัฒนธรรมอันเป็นระบบความรู้จักรวาลทัศน์ของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ การจัดการพื้นที่ซึ่งผสมผสานกับระบบการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติที่เป็นอันดับรองไปจากศาสนาหลัก จึงเป็นมุมมองที่จำเป็นต้องวางใจที่มีระบบวิธีคิดแบบทื่อ ๆ ไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ข้อมูลที่รับรู้นำทางไปสู่ความเข้าใจที่มนุษย์จะต้องสัมพันธ์ด้วยทั้งสามประการ นั่นคือ ธรรมชาติแวดล้อม ความเชื่อและความศรัทธาตลอดจนในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง นักการเมืองท้องถิ่นอาจจะคิดว่า การล่วงล้ำเข้าไปใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรือคิดว่าชาวบ้านไม่สามารถต้านทานอำนาจทางการเมืองได้ สิ่งเหล่านี้อาจกลับกลายเป็นพลังมหาศาลที่ไปกระตุ้นให้ผู้คนในท้องถิ่นทลายกำแพงความคิดและค้นหาพื้นฐานของชุมชนแบบดั้งเดิมที่เคยมีกฎเกณฑ์อยู่ร่วมกันมานานนับร้อยปี เพื่อที่จะนำมาอธิบายว่า “อำนาจทางการเมืองไม่สามารถสั่งหรือละเมิดจารีตดั้งเดิมได้” หากทำผิดเสียแล้วก็จะกลายเป็นการผิดกฎระเบียบที่ผู้กระทำและสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่ง ชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมเริ่มฟื้นพลังทางสังคมจากความเข้าใจในธรรมชาติในสังคมของตนที่มีมาแต่เดิม โดยการฟื้นความรู้และการรับรู้แบบเดิมเพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังหรือพวกที่เรียนมากได้เรียนรู้ สถานการณ์ของการท่องเที่ยวที่มาพร้อมกับทุนจำนวนมหาศาลและเศรษฐกิจจากการสร้างตลาดรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในขุนยวมไปมาก จะเป็นข้อสอบใหญ่ในการนำเสนอหาแนวทางร่วมกัน โดยมีพื้นฐานทางสังคมของตนเองเป็นต้นทุนทางความคิด เดือนกันยายนคงเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่มูลนิธิฯ กับชาวบ้านที่เมืองปอนและขุนยวมร่วมปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ผลจากการทำงานในครั้งต่อไปน่าจะมีแง่มุมและเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้ในครั้งนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากกระรอกด่อนถึงปลาไหลเผือก : ตำนานความวิบัติของบ้านเมือง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2552 จากการศึกษานิเวศวัฒนธรรมของข้าพเจ้าพบว่า “ นิเวศทางธรรมชาติ ” ที่เหมาะสมกับการสร้างบ้านแปงเมืองและนครรัฐในอดีตของดินแดนสยามประเทศหลายแห่งพัฒนาขึ้นในบริเวณรอบๆ หนองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกในปัจจุบันว่า แก้มลิง ตามคำนิยามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงในการพัฒนาแหล่งน้ำให้กับประชาชน ลักษณะของหนองน้ำหรือบึงใหญ่เช่นนี้ ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่าเป็น ทะเลสาบตามฤดูกาล [Seasonal lake] เป็นทะเลสาบภายในที่น้ำไม่นิ่งแบบซังกะตาย แต่มีการถ่ายเทตามฤดูกาล ในฤดูแล้งพื้นที่น้ำขังจะลดถอยและแห้งจนเหลือพื้นที่น้ำขังเพียง ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔ ของบริเวณทั้งหมด อย่างในภาคอีสานจะเรียกพื้นที่แห้งรอบๆ ว่า ทาม ในขณะที่พื้นที่ซึ่งยังมีน้ำอยู่เรียกว่า บุ่ง หรือ บึง นั่นเอง ซึ่งทำให้แลเห็นความต่างกันของบึงและหนองอย่างชัดเจน คือในกรณีนี้ บึงคือส่วนที่มีน้ำ ส่วนหนองหมายถึงพื้นที่ซึ่งมีทั้งทามและบุ่งหรือบึงในฤดูแล้ง จากหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ร่องรอยของชุมชนโบราณที่เป็นบ้านเมืองและตำนาน [Myth] พบว่ามีเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นนครรัฐเกิดขึ้นตามหนองใหญ่ๆ เช่นนี้มากมาย อย่างเช่นทะเลสาบคุนหมิง และทะเลสาบต้าลี่ในมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีน ทะเลสาบคุนหมิงเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญของอาณาจักรเทียน ที่เป็นแหล่งอารยธรรมแรกเริ่มของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุควัฒนธรรมสำริดและเหล็ก ในขณะที่ทะเลสาบต้าลี่คือหนองแสในตำนานประวัติศาสตร์ชนชาติไทยที่กล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายลงมาตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำโขงตอนล่างตั้งแต่เชียงแสน เชียงราย ลงมาจนถึงปากน้ำโขงในประเทศเวียดนาม ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างนี้มีหนองใหญ่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ที่เป็นแหล่งการเกิดบ้านเมืองใหญ่ๆ มากมาย เช่น หนองหล่ม ในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กว๊านพะเยา ในเขตจังหวัดพะเยา หนองหานภุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และ หนองหานหลวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร รวมทั้ง บึงราชนก ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นอกจากนั้นยังมีร่องรอยอีกหลายแห่งตามบึงใหญ่ หนองใหญ่ ที่ปัจจุบันตื้นเขินไป โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่บนที่ราบสูง [Plateau] ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ แอ่ง คือ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร อันเป็นพื้นที่ดินเค็มที่มีหินเกลืออยู่ข้างใต้ การละลายของเกลือทำให้แผ่นดินยุบเกิดเป็นหนองบึง [Seasonal lake] ใหญ่น้อยในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในแอ่งสกลนครและบริเวณใกล้เคียงเกิดหนองน้ำขนาดใหญ่ เช่น หนองหานสกลนคร หนองหานน้อยและหนองหานกุมภวาปีในเขตจังหวัดอุดรธานี เป็นต้น หนองน้ำที่กล่าวมานี้เป็นที่เกิดชุมชนมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นเมืองใหญ่แต่สมัยทวารวดี-ลพบุรี มาจนปัจจุบัน มีตำนานเมืองเล่าขานกันสืบมา เหตุที่เกิดชุมชนและเมืองขึ้นก็เพราะเป็นนิเวศธรรมชาติที่ในฤดูแล้งพื้นที่ของท้องน้ำในหนองลดลงประมาณ ๒-๓ เท่า แบ่งพื้นที่แห้งรอบๆ ของหนองให้เป็นพื้นที่ ทาม เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เพราะมีตะกอนทับถมตามฤดูกาล เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่วนตรงที่มีน้ำขังนั้นเรียก บุ่ง กลายเป็น แหล่งเก็บน้ำ [Tank] เพื่อการอุปโภคบริโภคของคนเมือง ตำนานเมืองของหนองใหญ่เหล่านี้สะท้อนให้เห็นการรับรู้ของผู้คนที่มีต่ออำนาจเหนือธรรมชาติที่เป็นเจ้าของหนองน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอันอำนวยความสมบูรณ์พูนสุขแก่คนเมือง ว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของพญานาคอันพำนักอยู่ใต้น้ำ ถ้าหากผู้คนประพฤติดีพลีถูกก็ดูแลคุ้มครองให้ แต่ถ้าหากประพฤติเลวทรามก็ลงโทษ โดยเฉพาะถ้าคนเมืองประพฤติชั่วร้ายตั้งแต่เจ้าเมือง เจ้านาย จนถึงไพร่ฟ้าประชาชนก็จะบันดาลให้เมืองล่มจมและผู้คนล้มตาย ตำนานเมืองที่โดดเด่นและมีเนื้อหาเหมือนกันทุกหนองน้ำอันเป็นที่ตั้งของบ้านเมืองก็คือ ตำนานผาแดง - นางไอ่ อันมีใจความโดยย่อว่า เมืองหนองหานนั้นเป็นเมืองพญานาคสร้าง กษัตริย์ผู้ครองเมืองมีธิดาชื่อ นางไอ่ ในชาติก่อนนางเป็นคู่รักกับพังคีผู้เป็นลูกพญานาค แต่ในชาตินี้นางไอ่มีคู่รักใหม่เป็นคนต่างเมืองชื่อ ผาแดง ในขณะที่พลอดรักกันอยู่ในเมืองนั้น พังคีได้ขึ้นมาจากบาดาล แปลงเป็นกระรอกขาวที่คนอีสานเรียกว่า กระรอกด่อน มาแอบดู เผอิญนางไอ่เหลือบเห็นกระรอกด่อนก็อยากได้ ขอร้องให้ผาแดงไปจับมาให้ แต่ผาแดงให้คนของตนไปจับและยิงกระรอกตาย เมื่อตายกระรอกก็โตใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า เป็นที่สนใจของคนเมือง พากันมาแล่เนื้อกระรอกไปกิน ยกเว้นหญิงหม้ายกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ไปแล่เนื้อมากินกับเขา พอตกกลางคืนพญานาคผู้เป็นบิดาของพังคีก็แสดงฤทธิ์ถล่มเมืองหนองหานจมลง ผู้คนที่กินกระรอกด่อนล้มตายจนหมดสิ้น รวมทั้งผาแดงและนางไอ่ที่ควบม้าหนีตาย แผ่นดินก็ถล่มตามไปจนต้องตาย คนที่ไม่ตายก็คือบรรดาหญิงหม้ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกด่อน จึงเกิดมีเกาะแม่หม้ายหรือดอนแม่หม้ายขึ้นในบริเวณหนองน้ำในปัจจุบัน เรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่ากระรอกด่อนและการล่มจมของเมืองก็เกิดเป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าลำน้ำ หนองบึง ที่สูง และชุมชนตามถิ่นต่างๆ ทั้งในพื้นที่หนองน้ำและรอบๆ หนอง เช่น บ้านเชียงแหง บ้านดอนสาย บ้านสีพันดอน เป็นต้น ปลาไหลเผือก ความเชื่อในเรื่องพญานาคว่าเป็นเจ้าของท้องน้ำและแผ่นดินนี้เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนล้านนาและล้านช้าง ซึ่งในพื้นที่ล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทยก็มีปรากฏตามหนองน้ำใหญ่ๆ อันเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างบ้านแปงเมืองมาแต่โบราณ ดังเช่น บึงราชนก ในเขตเมืองพิษณุโลก กว๊านพระเยา จังหวัดพะเยา และหนองหล่มในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แต่ต่างจากทางภาคอีสานอันเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมล้านช้างในเรื่องสัตว์ต้องห้ามที่ไม่ใช่กระรอกด่อนอันเป็นสัตว์บก แต่เป็น ปลา ซึ่งเป็นสัตว์น้ำแทน คือ บึงราชนกในเขตพิษณุโลกเป็น ปลาหมอ กว๊านพะเยาเป็น ปลาตะเพียน ซึ่งก็คล้ายๆ กันกับ ปลานิล ทั้งปลาหมอและปลาตะเพียนเป็นปลามีเกล็ด แต่หนองหล่มอันเป็นหนองใหญ่ของเชียงรายเป็น ปลาไหลเผือก เป็นประเภทปลาหนังไม่มีเกล็ด ตำนานหนองหล่มมีคนรู้จักมากกว่าตำนานบึงราชนกและกว๊านพะเยา เพราะไปสัมพันธ์กับตำนานประวัติศาสตร์ชาติไทย ตำนานนี้มีที่มาจากลักษณะภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของความเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ที่สัมพันธ์กับความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติประการหนึ่ง กับเรื่องการเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองอีกประการหนึ่ง ประการแรก คือ เหตุที่เรียกหนองใหญ่นี้ว่า หนองหล่ม คำว่า “หล่ม” ไม่ได้หมายถึงล่ม แต่หมายถึงบริเวณที่เป็นหล่มมีน้ำขัง และน้ำนั้นมาจากน้ำใต้ดิน หาใช่ไหลมารวมจากผิวดิน หนองน้ำเช่นนี้เป็นหนองน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นน้ำสะอาดใช้ในการดื่มกินและอุปโภคได้ คนลาวไม่ว่าจะเป็นลาวล้านนาหรือลาวล้านช้างเชื่อว่าเป็นที่สถิตของพญานาคผู้เป็นเจ้าน้ำและแผ่นดิน เช่น คนลาวล้านช้างจะเชื่อว่าหนองน้ำเช่นนี้เป็นรูพญานาค ในขณะที่ตำนานการสร้างบ้านแปงเมือง เช่น เวียงจันทน์ หนองหาน และเวียงหนองหล่ม แสดงให้เห็นว่าพญานาคมาสร้างเมืองให้แก่คน ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองใหม่ ความเชื่อในเรื่อง นาค เป็นเจ้าของแผ่นดินและน้ำในท้องถิ่นนี้ ข้าพเจ้าคิดว่ามีที่มาจากทางโลกหิมาลัยที่ผ่านมาทางแม่น้ำโขง หาใช่เป็นความเชื่อเช่นนาคของทางอินเดียไม่ ส่วน ประการที่สอง อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของผู้คนมาตั้งถิ่นฐานที่หนองหล่มนั้น ปรากฏอยู่ในตำนานสิงหนวัติที่กล่าวว่า เจ้าสิงหนวัติผู้เป็นพระโอรสของกษัตริย์ในที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน เคลื่อนย้ายผู้คนอพยพมาแต่ลุ่มน้ำพางที่อยู่เหนือลุ่มน้ำอิระวดี ผ่านลำน้ำสาละวินเข้ามายังลุ่มน้ำกก ผ่านเชียงรายลงมาถึงหนองหล่มในเขตอำเภอเชียงแสน ที่มีพญานาคตนหนึ่งชื่อ พันธุ์นาคราช มาเนรมิตบ้านเมืองให้ เจ้าสิงหนวัติจึงขนานนามเมืองว่า โยนกนาคพันธุ์ หรือเรียกว่า โยนก คำว่า โยนก จึงกลายมาเป็นชื่อของผู้คนที่เป็นชาวเมือง อันเพี้ยนมาเป็น ยวน เกิดคำว่า ไทยวน ที่หมายถึงคนเมืองในเขตแคว้นล้านนาประเทศ เจ้าสิงหนวัติเป็นกษัตริย์ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ มีลูกหลานสืบมาหลายชั่วคน จนถึงยุคหนึ่งผู้คนพลเมืองไม่ประพฤติธรรม เกิดความชั่วร้าย เวียงโยนกก็เลยเกิดภัยพิบัติล่มจมไปเป็นบึงหนองหล่มอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ตำนานบอกว่าเหตุที่เมืองล่มเพราะผู้คนในเมืองจับปลาไหลเผือกแล้วนำมาแล่แจกกันกิน พอตกกลางคืนก็เกิดพายุ น้ำท่วมเมืองจมไป ผู้คนรวมทั้งเจ้านายในราชวงศ์กษัตริย์หนีตายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในที่อื่น เกิดเมืองใหม่ขึ้นหลายแห่ง เช่น เวียงไชยนารายณ์ ไชยปราการ เวียงปรึกษา และเวียงพานคำ โดยเฉพาะเวียงพานคำนั้นอยู่ริมแม่น้ำสายในเขตอำเภอแม่สาย ติดกับอำเภอท่าขี้เหล็กของพม่า เป็นที่ประสูติของพระเจ้าพรหมมหาราช ผู้เป็นมหาราชองค์แรกของชนชาติไทในตำนานประวัติศาสตร์ ลายเขียนสีบนภาชนะดินเผาแบบบ้านเชียง ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรื่องของคนกินปลาไหลเผือกที่หนองหล่มได้เผอิญเข้ามาในความสนใจของข้าพเจ้าอีกวาระหนึ่ง เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากคุณเล็ก นครเชียงราย บรรณาธิการหนังสือนครเชียงรายให้ไปร่วมเสวนาเรื่อง ตำนานเวียงพางคำ ตามรอยพระเจ้าพรหมมหาราช ที่อำเภอแม่สายกับบรรดาผู้รู้ของเมืองแม่สาย เผอิญในตอนเช้าก่อนเดินทางกลับได้แวะไปเที่ยวตลาดแม่สายที่มีของพื้นเมืองนานาชนิดที่คนหลายชาติพันธุ์เข้ามาขาย มีพ่อค้าปลาคนหนึ่งนำปลาไหลเผือกประมาณ ๗-๘ ตัว มาวางขายรวมกับปลาไหลและปลาอื่นๆ ทำให้ประหลาดใจและสนใจว่าปลาไหลเผือกนั้นหาใช่ปลาไหลที่สมมติขึ้นในตำนานหนองหล่มไม่ หากเป็นสัตว์ที่มีจริงในท้องถิ่น คนขายปลาไหลเล่าให้ฟังว่า ปลาไหลเผือกที่เห็นบ่อยๆ แล้วเคยนำมาออกโทรทัศน์ คนที่ซื้อไปนั้นไม่ได้นำไปกิน แต่นำไปเลี้ยงและปล่อยเป็นการทำบุญบ้าง ลักษณะของปลามีทั้งสีขาว สีทองอมแดง และกระขาวกระดำ มีทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก แต่ที่เตะตาที่สุดคือ หัวของปลาไหลเหล่านี้ค่อนข้างใหญ่ ดูคล้ายอวัยวะเพศชาย ทำให้หวนรำลึกถึงภาพเขียนสีประดับหม้อบ้านเชียงและลายนูนต่ำของภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ที่หลายคนเห็นว่าเป็นงูนั้นน่าจะเป็นปลาไหลมากกว่า เพราะตรงหัวดูกลมคล้ายๆ กัน ข้าพเจ้าคิดว่าทั้งปลาไหลและงูนั้นคล้ายกันในลักษณะที่เป็นสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก นับเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ในการรับรู้และความเชื่อของคนมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปลาไหลต่างจากงูในลักษณะนี้ เพราะเป็นสัตว์ไม่มีพิษมีภัย ไม่มีอำนาจ แต่งูมี จึงเกิดมีคนนิยมงูมากกว่า โดยเฉพาะในสมัยประวัติศาสตร์ลงมา งูจึงเป็นสัญลักษณ์ทั้งทางอำนาจและความอุดมสมบูรณ์ แต่คนยุคประวัติศาสตร์มักให้ความสำคัญต่อพิธีกรรมในเรื่องความอุดสมบูรณ์เป็นสำคัญ จึงมักเน้นพิธีกรรมที่มองสัตว์ที่มีความคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศมากกว่า ซึ่งนอกจากปลาไหลแล้วก็มีพวกปลาช่อน ปลาชะโด ที่มีลักษณะในเรื่องนี้ โดยเฉพาะปลาช่อนนั้นมีการทำพิธีสวดคาถาปลาช่อนในการขอฝนขอน้ำกันในหมู่ชาวบ้านเรื่อยมาจนทุกวันนี้ เพราะปลาไหลเผือกเป็นสัตว์หายาก ผิดปกติไม่ใช่ธรรมดา จึงทำให้คนเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากเกี่ยวข้องด้วยไม่ดีแล้วจะนำไปสู่ความโชคร้ายและวิบัติได้ จึงกลายเป็นสัตว์ต้องห้าม [Taboo] ตามตำนาน การรับรู้ดังกล่าวรวมทั้งการเป็นสัตว์ที่มีจริงในธรรมชาติ ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนในท้องถิ่นเชียงแสน-เชียงราย นำเอาไปสร้างเป็นตำนานเพื่อปรามคนในสังคมไม่ให้ประพฤติผิดศีลธรรม เช่นเดียวกับตำนานกระรอกด่อนของคนอีสาน ทั้งตำนานกระรอกด่อนและปลาไหลเผือกต่างเป็นตำนานที่สะท้อนให้เห็นความเป็นนิเวศวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่น อันเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ในลักษณะที่ต้องอยู่รวมกันเป็นบ้านเป็นเมือง ความสัมพันธ์ของคนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ตั้งแต่การกำหนดรากเหง้าที่อยู่อาศัย แหล่งทำกิน แหล่งสาธารณะอันเป็นของส่วนรวมและแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่สัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ รวมทั้งการเกี่ยวข้องกับสัตว์ พืชพันธุ์ที่เป็นอาหารการกินและยารักษาโรค ความสัมพันธ์ที่ขาดไม่ได้ก็คือคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ถูกสร้างให้เห็นระบบความเชื่อและสัญลักษณ์ที่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม [Social sanction] เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและสันติสุข อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- การค้าโบราณ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 เม.ย. 2527 พัฒนาการของสังคมมนุษย์ในอดีต จากการเป็นชุมชนที่อยู่ติดที่ เป็นหมู่บ้านที่อาศัยการเพาะปลูกเป็นหลัก จนถึงมีการขยายตัวเป็นเมืองเป็นรัฐขึ้นมานั้น หาได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในสังคม เช่น การมีแหล่งทำมาหากินที่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนเป็นจำนวนมากแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากต้องอาศัยปัจจัยจากภายนอกโดยเฉพาะการค้าขายติดต่อกับสังคมอื่นที่อยู่ใกล้และไกลมากกระตุ้นให้สังคมมีโครงสร้างสลับซับซ้อน มีการรับศิลปะวิทยา ศาสนา อักษรศาสตร์ วรรณคดี และขนบประเพณีจากภายนอกเข้ามาปรุงแต่ง ทำให้เกิดความเจริญในชั้นที่เรียกว่า “อารยธรรม” ขึ้น เมื่อเกิดแหล่งที่เป็นศูนย์กลางอารยธรรมขึ้น เมื่อเกิดแหล่งที่เป็นศูนย์กลางอารยธรรมขึ้น ณ แห่งใดแห่งหนึ่งแล้วก็มักมีการสร้างหรือแผ่ขยายเครือข่ายทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไปยังแหล่งอื่นๆ ทำให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน และร่วมสมัยเกิดขึ้นระหว่างบรรดาเมืองหรือรัฐที่มีความสัมพันธ์กันเหล่านั้น พัฒนาการของบ้านเมืองและรัฐในประเทศไทย เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามีความสัมพันธ์กับการค้าขายเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเป็นประเทศที่มีแหล่งทำกันที่อุดมสมบูรณ์กว้างขวาง แต่มีประชากรน้อย คนจึงพร้อมที่จะแยกตัวไปตั้งแหล่งทำมาหากินหรือแหล่งชุมชนอิสระได้ง่ายๆ ถ้าหากได้รับความกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ยิ่งกว่านั้น การที่เป็นดินแดนในเขตลมมรสุมซึ่งพัดพาฝนมาตกเป็นประจำทุกฤดูกาล ก็ยิ่งทำให้การปลูกข้าวซึ่งเป็นอาชีพหลักและอาหารหลักของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่มีอุปสรรค ไม่มีความจำเป็นต้องแสวงหาเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์การชลประทานให้มีผลิตผลอย่างมาก ถึงปีก็ปลูกกันทีหนึ่งให้พอกินได้ครบปี พอปีหน้า ฝนมาก็ปลูกกันใหม่ จากการที่ไม่มีอุปสรรคดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้คนแยกกันตั้งแหล่งชุมชนไปตามท้องถิ่นต่างๆ ในลักษณะที่กระจายอยู่ในรูปของชุมชนเล็กๆ บ้านเมืองเล็กๆ การรวมตัวทางการเมืองการปกครองขึ้นเป็นรัฐจึงมีลักษณะเป็นรัฐอิสระเล็กๆ หรือนครรัฐอยู่ทั่วไป สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดพัฒนาการของรัฐหรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การค้าขายกับภายนอกนั่นเอง ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรทางธรรมชาตินั้น เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดการค้าขายซึ่งมีผลไปถึงพัฒนาการของเมืองและรัฐเป็นอย่างมาก ในเรื่องตำแหน่งทางภูมิศาสตร์นั้นเห็นได้ว่า ประเทศไทยตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่และคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงอยู่บนเส้นการค้าขายทางทะเลระหว่างตะวันตก (อินเดีย) กับตะวันออก (จีน) การค้าขายไปมาระหว่าง ๒ ดินแดนดังกล่าวนี้ ย่อมผ่านและจอดแวะประเทศไทยก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ส่วนทรัพยากรธรรมชาตินั้น ได้แก่บรรดาของป่าต่างๆ เช่น หนังสัตว์ ไม้หอม และแร่ธาตุ ซึ่งมีอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่บ้านเมืองภายนอกต้องการ เพราะฉะนั้น การเดินทางมาค้าขายของชาวต่างประเทศ จึงไม่จำกัดเฉพาะมาแวะจอดพักเพื่อจะผ่านไปยังที่อื่นเท่านั้น หากยังเป็นจุดหมายปลายทางในการซื้อหาของป่าอีกด้วย การค้าขายของป่ากับต่างประเทศเป็นผลให้เกิดการสังสรรค์กันขึ้นระหว่างบ้านเมืองที่อยู่ในเขตชายทะเลซึ่งทำหน้าที่ขายของให้กับพ่อค้าชาวต่างประเทศที่มาซื้อกับชุมชนที่อยู่ภายใน ซึ่งจะส่งสินค้าป่าลงมาให้กับบ้านเมืองที่อยู่ชายทะเล ผลของการสังสรรค์ดังกล่าวทำให้เกิดเส้นทางการค้าทางบกจากบ้านเมืองแถวชายทะเลหรือปากแม่น้ำไปยังภายใน ณ บนเส้นทางการค้านี้เอง ที่ชุมชนภายในอันประกอบด้วยกลุ่มชนที่มีเผ่าพันธุ์ต่างๆ เคลื่อนย้ายมารวมตัวเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้น บางแห่งก็กลายเป็นรัฐอิสระ แต่บางแห่งก็กลายเป็นหัวเมืองของรัฐที่อยู่ชายทะเลซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมด้วย โดยทั่วไปแล้วบ้านเมืองทางชายทะเลมักเกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมก่อน คือเป็นฝ่ายที่รับสินค้าจากภายในไปขายออกสู่ภายนอก ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่กระจายสินค้าฟุ่มเฟือย และวัฒนธรรมของตนมายังบ้านเมืองภายใน ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ได้คลี่คลายไปเป็นความสัมพันธ์ทางการเมืองด้วย กล่าวคือ การเกิดของเมืองหรือรัฐภายในนั้นมักได้รับการผลักดันหรือการสนับสนุนจากรัฐที่เป็นศูนย์กลางที่อยู่ชายทะเลหรือปากแม่น้ำ ในชั้นแรกก็คงพยายามให้เป็นหัวเมืองที่อยู่ในเครือข่ายทางเศรษฐกิจและการเมืองของตน แต่ในชั้นหลังหัวเมืองภายในนี้อาจสร้างตัวเองเข้มแข็งขึ้นเป็นรัฐอิสระและสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐอื่นๆ ทั้งที่อยู่ภายในด้วยกันกับบรรดาที่อยู่ใกล้ทะเลหรือปากแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูตามการคลี่คลายของสังคมและวัฒนธรรมตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์แล้ว จะเห็นว่าถึงแม้การค้าขายจะสร้างความมั่งคั่งแก่ชุมชนจนเกิดเป็นเมืองเป็นรัฐขึ้นมาในลักษณะที่เป็นทางบวกก็ตาม แต่ก็มีสิ่งที่เป็นทางลบ นั่นก็คือการสร้างให้เกิดการแข่งขันและแก่งแย่งทางเศรษฐกิจการเมืองขึ้นทั้งภายในสังคมเองและกับบ้านเมืองหรือรัฐอื่นๆ ภายนอก การรบพุ่งระหว่างรัฐต่อรัฐ เช่น ระหว่างนครศรีธรรมราชกับเพชรบุรีในสมัยก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาก็ดี การสงครามระหว่างกรุงศรีอยุธยากับพม่าก็ดี หรือการขัดแย้งระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฮอลันดาก็ดี ล้วนแต่มีความสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งมาจากการแข่งขันกันในการค้าขายทั้งสิ้น ภายในแต่ละรัฐเองการแข่งขันชิงดีกันในการค้า ทำให้เกิดการขัดแย้งอำนาจกันระหว่างขุนนางเจ้านายและพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองเสมอ จนกล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเสียพระนครศรีอยุธยาให้แก่พม่าครั้งที่สองใน พ . ศ . ๒๓๑๐ ทีเดียว บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ ฉ. ๒ (เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๒๗)









