พบผลการค้นหา 239 รายการ
- ‘พระธาตุภูเพ็ก’ ศาสนบรรพตในคติฮินดูไศวนิกาย เทวาลัยสมมติเขาไกรลาสดัดแปลงเปลี่ยนแปรเป็นพุทธศาสนสถาน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ‘พระธาตุภูเพ็ก’ ศาสนบรรพตในคติฮินดูไศวนิกาย เทวาลัยสมมติเขาไกรลาสดัดแปลงเปลี่ยนแปรเป็นพุทธศาสนสถาน ‘ปราสาทหินภูเพ็ก’ หรือปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ตั้งอยู่บนยอดเขาที่เรียกว่า ดอยคูหา หรือดอยเพ็ก นับเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ถ้าปราสาทพนมรุ้ง เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ของอีสานใต้ที่อยู่บนเทือกเขา ที่นี่ก็จัดว่าเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่บนภูเขาลูกเดียวของอีสานเหนือ ปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ ปราสาทหินภูเพ็กตั้งอยู่บนภูเขาสูง การเข้าถึงต้องเดินขึ้นบันไดไปเท่านั้น สภาพทางกายภาพโดยรอบภูเขาเป็นป่า สิ่งก่อสร้างของวัดขาดการดูแลรักษาทำให้อาคารเสื่อมโทรม บริเวณปราสาทหินภูเพ็ก ซึ่งอยู่บนยอดเขาหินทรายบนเทือกเขาภูพาน ลักษณะปัจจัยแวดล้อมทางธรณีวิทยาปรากฏแท่นหินทราย ขนาด ๕๖ X ๕๖ เซนติเมตร สูง ๖๐ เซนติเมตร ด้านบนมีการแกะสลักเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียงรอบเป็นรูปทรงเรขาคณิตจำนวน ๑๖ ช่อง ใช้ติดตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ จากทิศทางของแสง จะได้ทราบฤดูกาลและกำหนดเวลาทำการเกษตร ลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นหินทรายหมวดหินภูพาน ยุคครีเทเชียส ซึ่งประกอบด้วยหินตะกอนประเภทหินทรายเป็นส่วนใหญ่ ปราสาทหินภูเพ็ก หรือ ประสาทพระธาตุภูเพ็ก จังหวัด สกลนคร จากระบบฐานข้อมูลภาพ ศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ปราสาทหินภูเพ็กก่อด้วยหินแกรนิต เรือนธาตุตั้งอยู่บนฐานยกสูง ตอนหน้าของปราสาท มีฐานหินเป็นก้อนเรียงซ้อน ๆ กัน ยื่นออกคล้ายกากบาทสูงกว่าฐานของเรือนฐานเล็กน้อย ตัวเรือนธาตุทั้งสี่ด้านย่อมุมมุม ละ ๕ เหลี่ยม รวมเป็น ๒๐ เหลี่ยม ความกว้างของปราสาทโดยรอบกว้างด้านละ ๑๑ เมตร มีชานเป็นพื้นที่กว้างพอสมควร ความสูงจากพื้นดินถึงฐานชั้นที่ ๑ สูง ๑.๕๘ เมตร จากฐานชั้นที่ ๑ ถึงฐานชั้นที่ ๒ สูง ๐.๗๐ เมตร ตัวเรือนปราสาททั้ง ๓ ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก หน้าอาคารปราสาทหันไปทางทิศตะวันออก นอกจากนี้ ยังมี ‘ลานเพ็กมุสา’ เป็นลานหินเล็ก ๆ อยู่เชิงเขาไม่ห่างจากบันไดทางขวามือ หรืออยู่ทางทิศเหนือของ สระแก้ว บริเวณนี้เชื่อว่า บรรดาชายหนุ่มเห็นดาวเพ็ก ที่ฝ่ายหญิงประดิษฐ์เป็นโคมไฟชักขึ้นไว้เหนือยอดไม้ คล้ายดาวประกายพรึกเช้ามืดที่ขึ้นขอบฟ้า ‘สระแก้ว’ มีอยู่ ๒ แห่ง คือสระที่อยู่ด้านทิศเหนือห่างจากพระธาตุหรืออาคารปราสาท ๑๖ เมตร อยู่ติดกับบริเวณลานหลังเขา ๒ เมตร สระอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากปราสาท ๓๐ เมตร สระทั้งสองแห่งกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร น้ำในสระแก้วทิศเหนือไม่แห้ง ถือว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในบริเวณยอดภูเพ็กยังมีถ้ำต่าง ๆ อีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำพลวง ถ้ำเปือย ถ้ำกบงา ถ้ำซาววา ถ้ำเยือง ฯลฯ เมื่อมองในด้านภูมิวัฒนธรรมของพุทธศาสนา พระธาตุภูเพ็ก ตามตำนานพระธาตุเจดีย์อีสาน ใช้ลักษณะโครงเรื่อง มี ๒ แบบ คือ ๑. มีการกล่าวถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าอยู่ ๓ ฉบับ และ ๒. การไม่ได้เสด็จมาของพระพุทธเจ้า ๗ ฉบับ โครงเรื่องโดยส่วนใหญ่สอดคล้องกับทฤษฎีโครงสร้างนิทานของ วลาดิมีร์ พรอปป์ (Vladimir Propp) นักคติชนวิทยาชาวรัสเซีย คือคนอื่นให้สิ่งของกับพระเอก สิ่งของเป็นสาเหตุให้พระเอกเดินทางไปอีกเมืองหนึ่ง เช่นเดียวกับในตำนานคือ พระอรหันต์ได้รับพระธาตุ พระธาตุเป็นสาเหตุให้พระอรหันต์เดินทางไปอีกเมืองหนึ่ง บุคคลหลัก มีการกล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอดีต ๓ พระองค์ ว่าได้เคยมาประดิษฐานพระอุรังคธาตุ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระอรหันต์ที่มีบทบาทสำคัญในการอัญเชิญพระธาตุของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันมาประดิษฐานไว้ ณ ดินแดนอีสาน และเจ้าเมืองที่มีบทบาทในการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์ บุคคลรอง มีการกล่าวถึง พระสงฆ์ เจ้าเมืองต่างๆ พระมเหสีของเจ้าเมืองต่างๆ ที่มีบทบาทในการช่วยเหลือการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์ และมีความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาจะตั้งอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปี ให้ชาวบ้านพยายามสืบทอดพระพุทธศาสนาไว้ให้ได้ และให้รีบทำบุญทำกุศลเพื่อที่จะได้กลับมาเกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย จากความเชื่อตามตำนานอุรังคธาตุ ตำนานความเชื่อที่คนโบราณจำนวนมากเชื่อว่าโบราณสถานแห่งนี้เกี่ยวพันกับพุทธศาสนามาโดยตลอดถึง ๔ ช่วงสมัย สมัยที่ ๑ กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเสด็จมาบริเวณที่เรียกว่า ดอยแท่น หลังจากที่ได้ทรงเทศนาธรรมแก่พระสุวรรณภิงคารแล้ว สมัยที่ ๒ หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วบรรดาชาวเมืองหนองหารหลวง และเมืองหนองหารน้อยก่ออุโมงค์แข่งขันกัน อุโมงค์เมืองหนองหารน้อย คือ องค์พระธาตุภูเพ็กแห่งนี้ สมัยที่ ๓ พระมหากัสสปะนำพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ได้นำอุรังคธาตุประดิษฐานที่ดอยแท่นก่อนแยกย้ายไปบิณฑบาต ในเมืองหนองหารหลวง หนองหารน้อย สมัยที่ ๔ คือ สมัยหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ ๕๐๐ ปี ท้าวพระยาและฤๅษี ๒ ตน คือ อมรฤ ๅ ษี และโบธิกฤๅษี ได้นำก้อนหินที่ดอยแท่นไปร่วมปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมดอยภูกำพร้า ความเชื่อดังกล่าว ทำให้เกิดการเชื่อมโยง อธิบายสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ‘แค้นแท้’ เป็นบริเวณลานหินขนาดกว้างอยู่ห่างจากตัวปราสาท ไปทางทิศตะวันตกสุดขอบไหล่เขาที่ตั้งตัวปราสาท บริเวณแห่งนี้มีทั้งก้อนหินที่ถูกเครื่องมือโบราณสกัดขาดแล้วเป็นก้อนขนาดใหญ่รอการเคลื่อนย้าย และที่อยู่ระหว่างสกัดเห็นเป็นร่อง ๆ จำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าช่างผู้สร้างปราสาทแห่งนี้มิได้นำก้อนหินมาจากเชิงเขาแต่อย่างใด แต่หากสกัดหินจากยอดเขาแห่งนี้ด้วยความพยายาม ที่เรียกบริเวณนี้ว่า แค้นแท้ เพราะผู้สกัดหินถูกเพื่อน ๆ หลอกลวงว่าอุโมงค์ของสตรีที่หนองหารหลวงสร้างเสร็จแล้ว ดาวเพ็กขึ้น แล้วให้วางมือจากการก่อสร้าง ต่อเมื่อรู้ว่าเสียรู้สตรีจึงมีแต่ความแค้นในอก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ กรมศิลปากรส่งคณะเจ้าหน้าที่มาสำรวจเพื่อทำแผนผังตัวปราสาทหินภูเพ็กและบริเวณรอบ ๆ คณะดังกล่าวได้สลักข้อความไว้ที่ขอบประตูว่า มาราชการสนาม ลงวันที่ ๗/๑๐/๒๔๗๖ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเจดีย์ภูเพ็ก หรือพระธาตุภูเพ็ก ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ กำหนดเขตที่ดินเนื้อที่โบราณสถาน ประมาณ ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๔๓ ตารางวา ประกอบด้วยรายละเอียดสิ่งก่อสร้าง ๓ อย่างคือ ปรางค์ประธาน ฐานศิลาแลง (ความจริงเป็นหินทราย) และสระน้ำ ต่อมาได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาเพิ่มเติม เพื่อกำหนดขอบเขตโบราณสถาน เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔ พระธาตุภูเพ็ก มีเส้นทางขึ้นภูเขาสูงคดเคี้ยวสูงจากระดับน้ำทะเล ๕๒๐ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู แต่ภายหลังดัดแปลงเป็นพุทธศาสนสถาน เป็นปราสาทขอมขนาดใหญ่ องค์พระธาตุก่อสร้างด้วยหินทราย เรือนธาตุตั้งอยู่บนฐานยกสูง ตอนหน้าของปราสาทมีฐานหินเป็นก้อนเรียงซ้อน ๆ กัน ยื่นออกคล้ายกากบาท เรียกว่า โคปุระ สูงกว่าฐานของเรือนฐานเล็กน้อย ตัวเรือนธาตุทั้งสี่ด้านย่อมุมมุม ละ ๕ เหลี่ยม หน้าอาคารปราสาทหันไปทางทิศตะวันออกและมีบันไดหินก่อปูนขึ้นบนยอดเขาประมาณ ๔๙๑ ขั้น ตามตำนานสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยเดียวกับพระธาตุนารายณ์เจงเวง พระธาตุนารายณ์เจงเวง ตามตำนานสันนิษฐานว่าสร้างสมัยเดียวกับปราสาทภูเพ็ก จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม มีการยกเรื่องประวัติศาสตร์การก่อสร้างปราสาทภูเพ็กไว้ในตำนานพระอุรังคธาตุ ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระธาตุภูเพ็กสร้างโดยฝ่ายชายเพื่อแข่งขันกับฝ่ายหญิงซึ่งสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวง เพื่อรอบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า ทั้งสองฝ่ายถือกติกาว่าถ้าดาวเพ็ก (ดาวศุกร์) ขึ้น ให้หยุดสร้าง ในการก่อสร้างฝ่ายหญิงได้ออกอุบายแขวนโคมไว้บนยอดสูง ทำให้ฝ่ายชายเข้าใจผิดเห็นว่าเป็นดาวศุกร์และหยุดสร้างปราสาท ทำให้ปราสาทภูเพ็กมีลักษณะที่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จมาจนทุกวันนี้ เมื่อขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุผ่านมาถึง พระมหากัสสปะทราบเรื่องการสร้างอุโมงค์ จึงแจ้งแก่ชาวเมืองหนองหารหลวงว่า ไม่สามารถแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ได้ เพราะต้องนำไปไว้ยังภูกำพร้า (พระธาตุพนม) ตามพุทธบัญชา แต่ก็ได้มอบ ‘ธาตุพระอังคาร’ (เถ้าถ่าน) ให้ไว้บรรจุในอุโมงค์ของฝ่ายหญิงแทน (ในพระธาตุนารายณ์เจงเวง) การนมัสการพระธาตุต้องเดินขึ้นบันได ๔๙๑ ขั้น ไปยังองค์พระธาตุซึ่งอยู่บนเทือกเขาภูพาน ปราสาทหินพิมาย พบเป็นนิทานในทำนองที่มีฝ่ายชายแข่งขันกับฝ่ายหญิง สร้างพระธาตุโดยแข่งกับปราสาทหินพนมวัน นิทานเรื่องทำนองนี้มีอยู่ทั่วไปในภูมิภาคขึ้นอยู่กับว่าใครจะแต่งเรื่องแบบไหน เท่าที่ค้นคว้าได้พบว่ามีอยู่อีก ๒ แห่ง คือ ปราสาทหินพิมาย แข่งกับปราสาทหินพนมวัน ที่โคราช และปราสาทหินวัดภู ที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว แข่งกับ พระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม หากมองภาพกว้างของเทือกเขาในแอ่งสกลนคร วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ให้ข้อมูลถึงภูมิศาสตร์โบราณคดีของบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนกลางไว้ว่า เมื่อผ่านบริเวณโขงเจียม ซึ่งเป็นแนวเขาทั้งสองฝั่ง และเป็นจุดบรรจบของลำน้ำมูลที่ไหลมาสบบริเวณนี้ทำให้เกิดเกาะแก่งและผาชัน และเป็นจุดที่พบจารึกจิตรเสนอีกแห่งหนึ่ง แม่น้ำโขงเลี้ยวไปทางตะวันออกเลียบแนวภูเขาที่เรียกว่า ภูควาย เป็นจุดเริ่มต้นของเทือกเขาพนมดงเร็ก บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเมืองปากเซ ซึ่งฝั่งตรงกันข้ามมีแนวเขาสูงใหญ่เทือกหนึ่ง มียอดเขาสำคัญอยู่ ๓ แห่งคือ ภูหลวง ภูจำปาสัก และภูเก้า ซึ่งมีรูปลักษณ์แปลกตาเพราะยอดเขามีหินตั้งขึ้นคล้ายเดือยตามธรรมชาติ จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนท้องถิ่นและในศาสนาฮินดูเป็นที่สถิตของพระศิวะ จึงเรียกว่า ลึงคบรรพต ต่อมาคนลาวเห็นคล้ายการเกล้าผมมวยตั้งขึ้นบนศีรษะ จึงเรียกว่าภูเกล้าหรือภูเก้า ส่วนชาวบ้านเรียกว่า ภูควาย หากเปรียบเทียบระหว่างปราสาทพนมกรม (Phnom Krom) ที่ริมโตนเลสาบ เมืองเสียมราช ประเทศกัมพูชา กับปราสาทภูเพ็ก สกลนคร ประเทศไทย มีการคัดเลือกสถานที่สร้างบนภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนเขาพระสุเมรุ และมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เอกสารของกรมศิลปากรในหนังสือชื่อ ‘รอยอดีตสกลนคร’ ให้รายละเอียดไว้ว่า ไม่สามารถยืนยันปราสาทแห่งนี้สร้างในสมัยใด เพราะไม่ปรากฏจารึกและลวดลายแกะสลักแม้แต่แผ่นเดียว แต่จากการดูแบบแปลนและทำเลสถานที่ตั้งสันนิษฐานว่าอาจจะสร้างในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๖–๑๗ ในศิลปะเขมรแบบบาปวน-นครวัด และน่าจะมีความตั้งใจสร้างเพื่อเป็นศาสนสถานฮินดู หนังสือ ‘ร้อยรอยเก่าสกลนคร’ จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด ของกรมศิลปากร ให้ข้อมูลว่า ปราสาทภูเพ็กน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง จารึกภาษาขอมโบราณที่ขอบประตูปราสาทเชิงชุม (พระธาตุเชิงชุม) ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยโดยผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร ได้แปลความหมายว่า ‘แรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ชยานักษัตร วันอังคาร ตรงกับปฏิทินมหาศักราช วันอังคารที่ ๒๗ เดือนอัสวิน มหาศักราช ๑๑๒๖’ เมื่อเทียบกับปฏิทินสากลปัจจุบัน เป็น วันอังคารที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๑๗๔๗ เป็นช่วงรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พร้อมกับให้รายละเอียดพระธาตุภูเพ็กว่า เป็นปราสาทหินทรายขนาดใหญ่ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ก่อได้เพียงผนังเรือนธาตุระดับคานทับหลังของปราสาท องค์ปราสาทมีทางเข้าคูหาภายในด้านทิศตะวันออก ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก ปราสาทมีมุขกระสันเชื่อมกับมณฑปที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานล่างสุดของปราสาทและมณฑปเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงาย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทมีสระน้ำขนาดเล็ก ๒ สระ (สระแก้ว) เนื่องจากเป็นปราสาทที่ก่อสร้างไม่สำเร็จและไม่มีลวดลายที่สามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อกำหนดอายุได้ ว่าไปแล้ว ปราสาทหินภูเพ็ก ถือเป็นปราสาทขอมโบราณที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นปราสาทเทวาลัย ศาสนบรรพต ซึ่งยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ไม่มีหลังคา และยอดปราสาท เพียงแต่ทำขื่อตั้งไว้เท่านั้น ตั้งบนยอดเขาที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคทางทิศเหนือสุดของอาณาจักรกัมพุชเทศะ-ขอม-เขมร ในยุคโบราณ (Ancient Khmer) และอาจเป็นปราสาทหินในรูปแบบ ปราสาทประธานเชื่อมอาคารมณฑปบนฐานแกนยาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างอยู่ทางทิศเหนือสุดของภูมิภาคอีสานเหนือ-อีสานใต้ จนถึงเขตเขมรต่ำ (ขะแมร์กรอม) ทางทิศใต้ อันเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางอำนาจการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของอาณาจักรเขมรโบราณ สร้างด้วยหินทรายบนฐานศิลาแลง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ด้านหน้าเชื่อมต่อกับมณฑปรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปแบบสถาปัตยกรรมมีเรื่องราวของปราสาทหินในคติไศวนิกายผสมกับนิกายปศุปตะ ที่สร้างเทวาลัยขึ้นบนยอดเขาเพื่อสมมติให้เป็นเขาไกรลาส (Kailasha) บนพื้นโลก เพื่อประดิษฐานรูปประติมากรรมศิวลึงค์ (Shiva Linga) เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ประดิษฐานอยู่เป็นประธานในอาคารประธานที่เรียกว่า วิมาน ปราสาทภูเพ็กยังเป็นปราสาทหินที่ถูกวางแผนผังในรูปแบบของ ปราสาทประธาน (วิมาน) เชื่อมต่อมณฑปด้วยอันตราละบนฐานต่อเนื่องขนาดใหญ่ในวัฒนธรรมปราสาทแบบเขมร อีกฐานชั้นซ้อนของมณฑปที่ปราสาทภูเพ็ก ก็เป็นรูปแบบของฐานมณฑปแผนผังทรงจัตุรมุข ที่ยกพื้นบัวสูงกว่าฐานบัวของปราสาทประธานเพียงแห่งเดียว นับจากรูปแบบของปราสาทประธานในแผนผังเดียวกันที่พบในประเทศไทยและกัมพูชา แผนผังของปราสาทเชื่อมมณฑปที่ปราสาทภูเพ็ก มีขนาดความยาวประมาณ ๓๔ เมตร เป็นแบบที่ใช้แกนยาวเป็นหลัก (Plan Axe) ในแนวตะวันออกถึงตะวันตกที่เริ่มจากบันไดต้นทางมายังชาลาทางเดินหรือทางดำเนิน ตรงขึ้นสู่ตระพักบันได ก่อนขึ้นสู่บันได ที่ไต่ระดับความลาดชันขึ้นไปสิ้นสุดที่เพิงหน้าผาหินทรายทางด้านหน้าของยอดเขาดอยเพ็กจากแกนยาวเส้นตรง เมื่อผ่านขึ้นไปสู่ยอดเขา ก็จะพบตัวฐานของปราสาทภูเพ็กวางตัวทอดยาว หมุนหน้า (Orientations) ไปทางทิศตะวันออกแท้ (Due East) โดยจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตรงกับกรอบประตูในช่วงวันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ซึ่งเป็นวันที่ช่วงสว่าง (กลางวัน) และช่วงมืด (กลางคืน) ในหนึ่งวันจะมีเวลาใกล้เคียงกันมากที่สุดในรอบปี โดยแนวฐานปราสาทภูเพ็ก จะทำมุมเฉียงขึ้นไปทางทิศเหนือจากแนวเส้นขนานละติจูด (Latitude Parallel) ประมาณ ๓ องศา แผนผังในรูปแบบที่ปราสาทประธาน เชื่อมต่อมณฑปด้วยอันตราละบนฐานต่อเนื่อง ขนาดใหญ่ ที่มา: กรมศิลปากร ในช่วงเวลาหนึ่งของเดือนมีนาคมและกันยายนในทุกปี พระอาทิตย์จะขึ้นที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกแท้ตรงกับแกนหลักของปราสาทพอดี ซึ่งก็เหมือนกันกับการหมุนหน้าหรือหมุนทิศของปราสาทเทวาลัยในวัฒนธรรมของเขมรโบราณโดยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นจากการรังวัดหามุมแสงของพระอาทิตย์ตอนเช้า ซึ่งอยู่ในระบบความเชื่อโดยวางแผนผังตามแนวแสงของพระอาทิตย์ในเวลาเช้าทาบเป็นเงาจากหลักหมุดหนึ่งไปยังอีกหลักหนึ่งตามแนวเงาไปทางทิศตะวันตก เพื่อเตรียมการก่อสร้างอาคารศาสนสถานตามแนวหลักที่กำหนดขึ้นจากแสงอาทิตย์ สอดรับกับคติความเชื่อเก่าแก่ที่สืบทอดกันตั้งแต่ยุคก่อน สำหรับ ศิวลึงค์ (Shiva Linga) ขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างอันซับซ้อน เป็นสัญลักษณ์สำคัญแทนองค์พระศิวะ มีร่องรอยของการจัดวางหมู่อาคารศาสนสถานล้อมรอบอาคารที่เป็นจุดศูนย์กลางอย่างปราสาทประธาน ด้วยระบบของอาคารระเบียงคดที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมล้อมปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์ และอาจประกอบด้วยอาคารอื่น ๆ ทั้งบรรณาลัย พลับพลาและอาคารเรือนเครื่องไม้ ประติมากรรมหินทราย ๒ ชิ้น คือ ศิวลึงค์ กับ ครรภบัตร พบที่ปราสาทภูเพ็ก ที่มา: กรมศิลปากร บันไดต้นทาง (Stairway) ด้านหน้าสุดของระดับชั้นล่างตามแนวแกนหลักของปราสาทภูเพ็ก จากตระ-พักเขาด้านล่างทางทิศตะวันออก น่าจะเป็นบันไดที่ทำขึ้นจากหินทราย เป็นชั้นเริ่มต้นอยู่ใกล้กับลานจอดรถของวัดพระธาตุภูเพ็ก ถัดขึ้นมาเป็นชาลาทางเดิน หรืออาจมีการทำเป็นหัวนาคที่หน้าบันได เรียกว่า สะพานนาค (Naga Bridge) บุด้วยหินทรายเป็นก้อนวางเรียงเป็นแนว ซึ่งหากสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็อาจมีการวางเสานางเรียง (Cumval) เช่นเดียวกับปราสาทบนยอดเขาหลังอื่น ๆ ด้านในของชาลาทางเดินใช้ดินบดอัดและนำหินทรายภูเขามาวางจัดเรียงปูทับไว้เป็นพื้นทางเดินด้านบน ด้านบนสุดของยอดเขา มีร่องรอยของการปรับพื้นที่เขาธรรมชาติให้เป็นลานเรียบเสมอกัน ทางด้านขวาของบันไดทางขึ้น มีร่องรอยของสระน้ำที่ไม่มีการกรุขอบสระด้วยหิน เรียกว่า สระแก้ว ซึ่งเป็นลักษณะของบ่อน้ำกินน้ำใช้ของผู้คนที่มาเป็นแรงงานสร้างปราสาท ไม่ใช่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ติดกับสระน้ำใกล้กับหน้าผา มีลานหินขนาดไม่ใหญ่นัก ลานเพ็กมุสา บริเวณมุขกระสันของปราสาทหินภูเพ็ก ปรากฏประติมากรรมหินทราย ๒ ชิ้น คือ ศิวลึงค์ กับ ครรภบัตร ที่มีความสำคัญสามารถทำให้ทราบถึงลัทธิทางศาสนาของปราสาทแห่งนี้ได้ว่าสร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ครรภบัตรเป็นแท่นหินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านบนตรงกลางเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๒๒ ซม. และมีช่องสี่เหลี่ยมขนาด ๕ X ๕ ซม. เจาะเรียงเป็นแนวรอบช่องสี่เหลี่ยมตรงกลาง ด้านละ ๕ ช่อง รวมทั้งสิ้น ๑๖ ช่อง ถือเป็นแท่นหินสำหรับบรรจุสัญลักษณ์มงคล สำหรับประกอบพิธีฝังอาถรรพ์ก่อนการประดิษฐานรูปเคารพ โดยจะอยู่ภายในแท่นที่ประดิษฐานรูปเคารพอีกชั้นหนึ่ง ช่องเหล่านี้เจาะสำหรับบรรจุแผ่นโลหะ หิน รัตนชาติ หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของอนุภาคทั้งหลายในจักรวาล ตามตำแหน่ง ทิศและระดับความสำคัญ ครรภบัตรที่มีการบรรจุสัญลักษณ์อย่างถูกต้องจะทำหน้าที่เป็นมณฑล หรือแผนผังจักรวาล ในรูปย่อที่รวมของพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิทั้งหลายในจักรวาล อันจะส่งกระแสถ่ายทอดความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่รูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ด้านบน รูปเคารพนั้นจะเกิดมีชีวิตและพลังอำนาจกลายสภาพเป็นตัวแทนสมบูรณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า การที่ใช้ช่องสี่เหลี่ยมของปราสาทเป็นการดูวันเวลาจากดวงอาทิตย์ ตำแหน่งที่ใช้ก่อสร้างพระธาตุภูเพ็กบนยอดภูสูงบนบริเวณที่โล่งแจ้ง ไม่มีป่าเขาหรือต้นไม้มาขวางกั้นเพื่อให้แสงสาดส่องลงมาตัวปราสาทพอดี แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ในปรากฏการณ์สำคัญ ได้แก่ วสันตวิษุวัต (vernal equinox) ศารทวิษุวัต (autumnal equinox) ครีษมายัน (summer solstice) เหมายัน (winter solstice) และครึ่งทางจักรราศี (cross quater) งานวิจัยที่นำเสนอข้อมูลทางวิชาการแนวคิดใหม่ของปราสาทหินภูเพ็ก หรือพระธาตุภูเพ็ก ‘ราชวงศ์มหิธรปุระ : ข้อสันนิษฐานใหม่’ โดย ดุสิต ทุมมากรณ์ นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น องค์ความรู้ทางวิชาการที่สังเคราะห์มีความเกี่ยวโยงกับพระธาตุภูเพ็กอย่างมีนัยสำคัญ ‘….ห่างจากตัวเมืองสกลนครเก่าไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๒ กิโลเมตร ในเขตอําเภอพรรณานิคม มีโบราณสถานสําคัญคือ พระธาตุภูเพ็ก ที่ตั้งอยู่บนยอดภูเพ็ก หนึ่งในยอดเขาสูงในเขตเทือกเขาภูพาน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๕๒๒ เมตร มีลักษณะเป็นปราสาทขนาดใหญ่ประเภทศาสนบรรพตในคติศาสนาฮินดูไศวนิกายก่อด้วยหินทรายทั้งหลัง มีศิวลึงค์เป็นประธานของศาสนสถานมีอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ ที่อาจเทียบได้กับปราสาทพระวิหาร ประเทศกัมพูชา แม้ศาสนสถานแห่งนี้จะสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากยังไม่มีการแกะสลักลายประดับ แต่ก็มีการใช้งานประกอบพิธีกรรมแล้ว ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ในอาคารทรงสามเหลี่ยมอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ ถ้ำพระ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ตามคติพุทธศาสนามหายานก็แสดงอิทธิพลศิลปกรรมจากปราสาทพระวิหารเป็นอย่างมาก และเมื่อพิจารณาถึงภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของเมืองสกลนครเก่าที่มีภูพานเป็นปราการหลัง บนยอดภูพาน มีพระธาตุภูเพ็กเป็นศาสนบรรพตเหนือยอดเขา เช่นเดียวกับปราสาทพระวิหาร มีหนองหารหลวงเป็นแหล่งน้ำใหญ่ เป็นคลังปลาอันอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับทะเลสาบแห่งเมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา ที่แวดล้อมด้วยที่ราบกว้างใหญ่อันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกข้าว ทอดยาวจากแม่น้ำโขงจนถึงฝั่งประเทศลาวและเวียดนามที่มีสภาพเป็นเทือกเขาสูง อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์และสัตว์ป่า ตลอดจนชนเผ่าพื้นเมือง ทำให้สามารถสร้างบ้านแปงเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะขุนนางยศกำสเตงที่จัดสรรที่ดินกับข้าราชการและประชาชนในเขตพระธาตุเชิงชุมนั้นก็มีอายุร่วมสมัยกับกำสเตงมหิธรวรมันที่ย้ายจากปราสาทพระวิหารมายังดินแดนแห่งรังโคลพอดี คือ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม กล่าวว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อของรัฐหรือเมืองสำคัญ ในช่วงเวลาระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ ก็ตาม แต่ก็พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงเมืองขนาดใหญ่ที่น่าจะเป็นศูนย์กลางของรัฐได้ เช่น เมืองพิมายในลุ่มน้ำมูลของแอ่งโคราชและเมืองหนองหารหลวง จังหวัดสกลนคร พระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ด้วยเหตุนี้จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าดินแดนแห่งรังโคลที่กำสเตงมหิธรวรมันได้รับพระราชทานจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ให้มาสร้างเมืองใหม่ในนามเมืองมหิธรปุระ น่าจะได้แก่พื้นที่บริเวณเมืองสกลนครเก่าหรือเมืองหนองหารหลวงในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖–ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๗ โดยมีผู้สืบต่อสำคัญคือพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ และพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑ ซึ่งทั้งสองพระองค์คงใช้เมืองแห่งนี้เป็นฐานอำนาจในการทำสงครามขยายอำนาจเพื่ออ้างสิทธิในการปกครองอาณาจักรเขมรโบราณกับกษัตริย์อีกองค์หนึ่งที่เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา และเป็นไปได้ว่าพระองค์อาจครองราชย์อยู่ที่เมืองมหิธรปุระซึ่งได้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมรโบราณของบ้านเมืองในดินแดนแอ่งสกลนคร แอ่งโคราชตลอดจนบางส่วนของประเทศลาว โดยเมืองแห่งนี้นับถือทั้งศาสนาพุทธมหายานและศาสนาฮินดู จนถึงในสมัยพระราชนัดดาของพระองค์ คือ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ การทำสงครามกับอาณาจักรเขมรโบราณได้สิ้นสุดลง พระองค์สามารถผนวกดินแดนเข้าเป็นปึกแผ่น ทรงครองราชย์ที่เมืองพระนครและสร้างปราสาทนครวัดอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นศาสนสถานประจำรัชกาลของพระองค์ พร้อมกันนั้นพระราชวงศ์และขุนนางสำคัญของพระองค์ก็ได้สร้างศาสนสถานสำคัญ ๆ ในดินแดนแถบภาคอีสานของประเทศไทย เช่น นเรนทราทิตย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาสร้างปราสาทพนมรุ้ง กมรเตงอัญศรีวีเรนทราธิบดี เจ้าเมืองโฉกวะกุลขุนศึกสำคัญสถาปนาศรีวิเรนทราศรม ซึ่งน่าจะได้แก่ ปราสาทประธานปราสาทพิมาย เพื่อถวายแด่กมรเตงชคัตวิมายะ และบุคคลผู้นี้เป็นหนึ่งในแม่ทัพสำคัญในภาพสลักกระบวนทัพอันยิ่งใหญ่ ที่ปราสาทนครวัดของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ร่วมกับกองทัพจากเมืองสําคัญต่าง ๆ รวมทั้งกองทัพเสียมกุกซึ่งอาจได้แก่กองทัพไทยดําจากถิ่นฐานเดิมที่เป็นเครือญาติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่มหิธรปุระ หรือเมืองสกลนครเก่าก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ถิ่นฐานเดิมของราชวงศ์มหิธรปุระที่ปราสาทพระวิหารและดินแดนแถบจังหวัดศรีสะเกษก็ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระ โดยมีกษัตริย์ราชวงศ์นี้จำนวนสามพระองค์ที่ขึ้นครองราชย์โดยพราหมณ์ภควัตบาทกมรเตงอัญดคุรุศรีทิวากรบัณฑิต แห่งปราสาทพระวิหารเป็นผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ พระเจ้าธนณินทรวรมันที่ ๑ และพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ซึ่งในจารึกปราสาทพระวิหาร ๒ กล่าวว่า เท้าของพราหมณ์ผู้นี้ ข้างหนึ่งวางอยู่เหนือพุ่มพระหัตถ์และอีกข้างหนึ่งวางอยู่เหนือพระเศียรของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ด้วยเหตุนี้จึงน่าเชื่อได้ว่าดินแดนแถบปราสาทพระวิหาร และจังหวัดศรีสะเกษอาจจะเป็นที่ตั้งเมืองกษิตินทรคราม เมืองสําคัญเมืองหนึ่งของราชวงศ์มหิธรปุระ สายตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่จารึกปราสาทพนมรุ้ง ๗ กล่าวถึงนั่นเอง....’ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และภาพภายในพระราชวัง ที่ปราสาทนครวัด จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม อ้างอิง ‘ปราสาทหินภูเพ็ก’ กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘เจดีย์ภูเพ็กหรือพระธาตุภูเพ็ก’ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'มรดกโลกที่วัดพู ฟื้นฝอยหามรดกยุคอาณานิคมของอินโดจีนแห่งฝรั่งเศส' โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๑๐๐ ตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ‘พระธาตุภูเพ็ก’ ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม สำนักวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร กระทรวงวัฒนธรรม ‘ฤาไทสกลกำลังจะตื่น’ โดย ประสาท ตงศิริ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร หมายเหตุจากผู้อ่าน จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๕) 'การศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา ๖ กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร' โดยญาตาวี ไชยมาตย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ‘ราชวงศ์มหิธรปุระ : ข้อสันนิฐานใหม่’ โดย นายดุสิต ทุมมากรณ์ นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น 'ร้อยรอยเก่าสกลนคร' โดย กนกวลี สุริยะธรรม สํานักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'รอยอดีตสกลนคร' อรุณศักดิ์ กิ่งมณี บรรณาธิการ/เรียบเรียง สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๗ ขอนแก่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม 'การศึกษาเชิงวิเคราะห์ตำนานพระธาตุเจดีย์อีสาน' โดย สังเวียน สาผาง วารสารสังคมศาสตร์ปัญญาพัฒน์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 'แนวทางการพัฒนาด้วยกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ทางความเชื่อและวัฒนธรรม ตามสุริยะปฏิทิน บนพื้นที่พระธาตุภูเพ็ก จังหวัดสกลนคร ด้วยการวิจัยแบบมีส่วนร่วม' รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ SMARTS ครั้งที่ ๑๑ โดย กัลยาณี กุลชัย, พีรชัย กุลชัย
- ‘เขาพระพุทธบาท สระบุรี’ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สถานเพื่อแสวงบุญที่สำคัญที่สุดของพระราชอาณาจักร
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ‘เขาพระพุทธบาท สระบุรี’ รอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีขนาดกว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๕ ฟุต และลึก ๑๑ นิ้ว วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญของจังหวัดสระบุรี มีรอยพระพุทธบาท ประดิษฐานบนไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือที่เรียกกันว่า ‘เขาสัจจพันธคีรี’ ปัจจุบันอยู่ในตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีขนาดกว้าง ๒๑ นิ้ว ยาว ๕ ฟุต และลึก ๑๑ นิ้ว ค้นพบในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๖๓ – ๒๑๗๑) ประดิษฐานอยู่ในมณฑปน้อย อันมีพระมณฑปใหญ่สวมครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง รอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตามคติอินเดียถือเป็นอุทเทสิกเจดีย์อย่างหนึ่งมาแต่โบราณ ภายหลังพุทธกาลไม่นานนัก สร้างขึ้นเพื่ออุทิถวายพระพุทธเจ้า เป็นของนับถือแทนพระพุทธรูป คือเป็นของเนื่องในตถาคตเจ้า เหมือนกับสังเวชนีย-สถาน ๔ แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน รอยพระพุทธบาท ซึ่งอ้างกันว่าเป็นรอยที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปเหยียบไว้ ด้วยพระองค์เอง มีอยู่ ๕ แห่ง ซึ่งก็มีตำนานต่าง ๆ กัน คือ ๑. เขาสุวรรณมาลิก ๒.เขาสุมนกูฏ ๓. เมืองโยนก ๔. หาดทรายในลำน้ำนัมมทานที และ ๕. เขาสุวรรณบรรพต พระมณฑปน้อยที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท สร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรม แต่เดิมมีทองคำหุ้มอยู่ ต่อมาได้ถูกพวกจีนที่อาสาต่อสู้กับพม่า ลอกเอาทองคำไป แล้วยังเผาพระมณฑปด้วย รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๐ และได้รับการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมในรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ ส่วนพระมณฑปใหญ่ สร้างในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเดิมเป็นพระมณฑปยอดเดียว ได้รับการเปลี่ยนแปลงเครื่องบนให้เป็นพระมณฑป ๕ ยอด ในรัชกาลพระเจ้าเสือ (พ.ศ. ๒๒๔๖ – ๒๒๕๑) แต่การปฏิสังขรณ์ได้ตกค้างมาจนถึงรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑ – ๒๒๗๕) ครั้นในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงเปลี่ยนให้เป็นมณฑปยอดเดียวอีก ต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนยอดจากไม้เป็นคอนกรีตทั้งองค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม ได้จัดการซ่อมครั้งหลังสุด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๘ สูงประมาณ ๓๗.๒๕ เมตร เครื่องบนและเสาลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกสีต่างๆ รอบผนังด้านนอก ประดับด้วยทองแดงฉลุลายเทพพนมบนกระจกสีน้ำเงิน ผนังด้านในถือปูนถึง ๓ ชั้น ชั้นแรก ถือปูนแล้วทาสีแดง เชื่อกันว่าทำในสมัยรัชกาลที่ ๑ ชั้นที่ ๒ ถือปูนแล้วปิดทองทึบ ทำในสมัยรัชกาลที่ ๓ และชั้นที่ ๓ ที่เห็นในปัจจุบัน ประดับลายทองเป็นรูปพระเกี้ยว ปูลาดด้วยแผ่นเงิน เปลี่ยนเป็นเสื่อเงิน สมัยรัชกาลที่ ๔ งานนักขัตฤกษ์ประจำปีของเทศกาลพระพุทธบาท มี ๒ ช่วง คือ ช่วงขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ครั้งหนึ่ง กับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ อีกครั้งหนึ่ง ตามคติของคนโบราณเชื่อกันว่า รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก หากได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทนี้ครบ ๗ ครั้ง จะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แม้แต่ในชาติภพนี้ อานิสงส์ผลบุญก็จะส่งให้ชีวิตมีความสำเร็จสมหวังทุกประการ วัดพระพุทธบาท ถือเป็นพระอารามสำคัญของแผ่นดิน ที่พระมหากษัตริย์ทุกรัชสมัย โปรดให้บูรณ-ปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด ครั้งหลังสุดสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ร่วมกับวัดพระพุทธบาท จัดทำโครงการบูรณปฏิสังขรณ์มณฑปพระพุทธบาท พระวิหารพระพุทธบาทสี่รอย และศาลาเปลื้องเครื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ เสร็จทั้งหมดในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๗ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ผู้สร้างคือสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นไว้ มูลเหตุที่จะทรงโปรดให้สร้างวัดนี้ เพราะสืบเนื่องมาจากพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทประดิษฐาน ณ ที่ตรงนั้น ทรงพระเจริญพระราชศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเป็นคฤห์ (เรือนน้อย) สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ภายหลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงราชธานี จึงเริ่มงานสถาปนายกสถานที่พระพุทธบาทนั้นขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถานและโปรดให้สร้างพระมหามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท พร้อมกับโปรดให้เจ้าพนักงานสร้างพระอาราม สำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัยเป็นประจำ เพื่อดูแลรักษาพระมหาเจดียสถานพร้อมกับบำเพ็ญสมณธรรมสืบไป ปัจจุบันนี้ บริเวณพระอารามซึ่งกว้างขวางใหญ่โต ได้แบ่งออกเป็นสองเขตเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา คือเขตพุทธาวาสเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาท พระอุโบสถ และปูชนียสถานอื่น ๆ ที่อยู่บนไหล่เขาตลอดลงมาถึงเชิงเขา เขตสังฆาวาสเป็นที่อยู่จำพรรษาของพระภิกษุสามเณร มวลหมู่กุฎีพร้อมทั้งศาลาการเปรียญตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นดินติดกับเขตพุทธาวาส ทั้งสองเขตมีกำแพงล้อมรอบเป็นสัดส่วน มีถนนคั่นกลางระหว่างเขต เพราะเหตุว่าวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท จึงได้รับพระราชทานนามมาแต่เดิมว่า วัดพระพุทธบาท แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดพระบาท สำหรับตำนานพระพุทธบาทนี้ มีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวไว้ในปุณโณวาทสูตร พร้อมทั้งมีอรรถกถาขยายความของพระสูตรนี้ออกไปอีกมากมาย คำให้การของขุนโขลน ซึ่งพิมพ์ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗ บันทึกเกี่ยวกับ รอยพระพุทธบาทไว้ว่า ‘….รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม มีพระสงฆ์ไทยพวกหนึ่ง เดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ ลังกาทวีป พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ จึงตรัสแก่คณะสงฆ์ไทยว่า รอยพระพุทธบาทที่อยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา บนยอดเขาสุวรรณบรรพต ทิศเหนือกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับทรงพระราชอักษรเป็นราชสาสน์ถวายมายังพระเจ้าทรงธรรม เมื่อพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ได้ทราบความในพระราชสาส์นของพระลังกาแล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสแก่เสนาบดีให้ออกป่าวร้อง แก่ประชาราษฎร์ให้เที่ยวค้นหารอยพระพุทธบาท ให้จงได้ เขตพุทธาวาสเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาท พระอุโบสถ และปูชนียสถานอื่น ๆ ที่อยู่บนไหล่เขาตลอดลงมาถึงเชิงเขา นายพรานผู้หนึ่งชื่อบุญ เที่ยวยิงเนื้อในแคว้น ปะรัตนครราชธานี นายพรานนี้ถือสัตย์มั่นคง จะยิงตัวดำ ถ้าตัวแดงขวางก็ไม่ยิง ถ้าจะยิงตัวเมีย ตัวผู้มาขวาง ก็ไม่ยิง วันหนึ่งนายพรานยิงเนื้อตาย พอพระฤๅษีลงไป สรงน้ำที่ท่าวัด นายพรานจึงสั่งพระฤๅษีว่าช่วยบอกพระคงคาให้ไหลขึ้นมาจะล้างเนื้อ พระฤๅษีจึงว่า ตนเองสวดมนต์ภาวนาอยู่ทุกวันค่ำเช้ามิได้ขาด ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็ไม่เคยเรียกพระคงคาไหลขึ้นมาบนเขาได้ ต้องลงไปอาบน้ำถึงท่าวัด แต่นายพรานฆ่าสัตว์อยู่เป็นนิจ จะสั่งให้พระคงคาไหลขึ้นมาหาถึงบนเขาได้อย่างไร นายพรานจึงให้ไปบอก เมื่อพระฤๅษีลงไปที่ท่าวัด และบอกแก่พระคงคาตามสั่ง พระคงคาก็ไหลขึ้นไปที่นายพรานยิงเนื้อไว้นั้น นายพรานจึงยกเอาก้อนศิลากั้นน้ำไว้ให้เป็นขอบคันบ่ออยู่ นายพรานจึงล้างเนื้อในบ่อนั้น จนกลายเป็นบ่อพรานล้างเนื้อในปัจจุบัน ต่อมาวันหนึ่ง นายพรานยิงเนื้อจนบาดเจ็บ มันหลบหนี ขึ้นไปบนไหล่เขา ปรากฏว่าเนื้อนั้นกลับหายจากบาดเจ็บเป็นปกติ นายพรานเห็นประหลาดจึงเข้าไปดูในสถานที่นั้น เห็นศิลานั้นเป็นลิ้นถอด มีน้ำขังอยู่ไม่มาก แต่พอเนื้อได้ดื่มกิน นายพรานจึงตักน้ำ มาดื่มและลูบกาย เกลื้อนกลากก็หายไป นายพรานจึงชักลิ้นศิลาถอดที่ปิดฝ่าพระพุทธบาทนั้นออก ตักน้ำให้แห้ง จึงได้เห็นพระลายลักษณ์เป็นกงจักรปรากฏอยู่ นายพรานคิดว่าเป็นรอยของคนโบราณ จึงมิได้บอกเล่าผู้ใด ภาพตัวอย่างการเสด็จพยุหยาตราทางน้ำ ทำให้เกิดขบวนเรือพระที่นั่งต่าง ๆ และเรือรูปสัตว์นานาชนิดที่งดงาม ที่มา: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เมื่อข้าหลวงกรมการเมืองพบนายพรานจึงไต่ถาม นายพรานจึงเล่าให้ฟัง แล้วนำขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาท และพากันไปกราบทูลพระเจ้าทรงธรรมได้ทรงทราบว่า รอยพระพุทธบาท สถิตอยู่เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพต จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อเป็นฝาผนังหลังคามุงกระเบื้องอย่างวัดเจ้าพระยาเชิง (วัดพนัญเชิง อยุธยา) ให้เป็นร่มพระบาทไว้ ตั้งให้นายพรานเป็นขุนสัจจพันธ์คีรีนพคูหาพนมโขลน นับแต่นั้นมา...’ ปัจจุบัน ภูมิทัศน์และภูมิวัฒนธรรมของเขาพระพุทธบาทได้แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ‘แสนเสียดายเขาพระพุทธบาท’ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เขียนบทความโบราณคดีเชิงวิพากษ์ถึงเขาพระพุทธบาทที่สระบุรี ไว้อย่างลุ่มลึกว่า ‘….ในประวัติศาสตร์อยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ‘เขาพระพุทธบาท’ คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แวดล้อมไปด้วยความงามของป่าเขา ห้วยธาร พันธุ์ไม้ และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญของพระราชอาณาจักร เกิดศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรม นั่นคือการเสด็จพระราชดำเนินทั้งพยุหยาตราทางน้ำและทางบกจากพระนครศรีอยุธยามายังพระพุทธบาท การเสด็จฯ พยุหยาตราทางน้ำทำให้เกิดขบวนเรือพระที่นั่งต่าง ๆ และเรือรูปสัตว์นานาชนิดที่งดงาม และเป็นมรดกตกทอดลงมาจนทุกวันนี้ ขบวนเรือจะเห่กล่อมกันมาตามลำน้ำป่าสักจากอยุธยา มาขึ้นบกที่อำเภอท่าเรือ จากนั้นก็เป็นขบวนช้าง ม้า รถ และคนเดินไปตามถนนที่ให้พวกฝรั่งมาส่องกล้องตัดให้ผ่านป่าดงไปยังพระพุทธบาท เพื่อที่พระมหากษัตริย์และเจ้านายจะได้นมัสการพระพุทธบาท การโดยเสด็จฯ ทางน้ำและทางบกนี้ เป็นการชมน้ำ ชมปลา ชมนก ชมไม้ ชมป่าเขาไปในตัวเอง เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ เขาพระพุทธบาท ก็มีการสร้างพระตำหนักหลายแห่งเพื่อการประทับพักอิริยาบถของพระมหากษัตริย์ เจ้านาย และข้าราชบริพาร นับเป็นเวลาหฤหรรษ์ที่ระคนไปกับการทำบุญแสวงบุญ จนเป็นเหตุให้เกิดพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ และบทกวีของกษัตริย์ เจ้านาย และขุนนางมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร อันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แม้แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็เกิดนิราศขึ้นหลายเรื่อง เช่น นิราศพระบาทของสุนทรภู่ ฯลฯ เขาพระพุทธบาทคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนประชาชนทั่วไปพากันเดินทางมาทั้งทางรถ ทางเท้า เพื่อแสวงบุญ ในฤดูกาลจะแออัดไปด้วยผู้คนทุกชั้นทุกวัยและทุกหนแห่ง เพราะมีความเชื่อกันว่า ถ้าผู้ใดไปไหว้พระพุทธบาทถึงเจ็ดครั้งแล้วตายไปจะไม่ตกนรกขึ้นสวรรค์ได้เลย.... อาจารย์ศรีศักร ให้ข้อมูลและสังเคราะห์เชื่อมโยงทางภูมิวัฒนธรรมให้เห็นโครงร่างภาพของอาณาจักรและความเชื่อความศรัทธาผ่านภูมินามเมืองว่า คนทั่วไปรับรู้เรื่องพระพุทธบาทจากหลักฐานทางพงศาวดารและตำนานเพียงแค่รัชกาลพระเจ้าทรงธรรมในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยมีการกล่าวว่า ทางลังกาบอกมาว่ามีรอยพระพุทธบาทที่เขาสุวรรณบรรพตในเมืองไทย ซึ่งมีการประกาศหา และในที่สุดก็มีพรานบุญเป็นผู้พบที่ภูเขาในเขตจังหวัดสระบุรี ‘….พระมหากษัตริย์จึงเสด็จฯ ไปนมัสการ ทรงสร้างพระมณฑปครอบ และสถาปนาเป็นปูชนียสถานสำคัญของราชอาณาจักร เป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลต้องเสด็จไปนมัสการ แต่หลักฐานทางโบราณคดีนั้น พบว่าใกล้ ๆ กับเขาพระพุทธบาท มีเมืองโบราณที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีอยู่แล้ว ในตำนานเรียก ‘เมืองปรันตะปะ’ หรือ ‘เมืองขีดขิน’ เป็นเมืองที่มีหน้าที่รักษาพระพุทธบาท เรื่องเมืองขีดขินนี้คงสร้างขึ้นและรับรู้กันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เพื่อให้เป็นเมืองลิงคู่กับเมืองนพบุรีหรือลพบุรีที่หนุมานสร้างในนิทานเรื่องรามเกียรติ์ แต่ถ้าเชื่อมโยงจากความคิดทางประวัติศาสตร์ก็เห็นชัดว่าเป็นเมืองที่สัมพันธ์กับเขาพระพุทธบาทตั้งแต่สมัยทวารวดีอย่างชัดเจน และถ้าคิดให้ลึกลงไปก็อาจแลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคำบอกของชาวลังกาในเรื่องการมีรอยพระพุทธบาท กับเมืองปรันตะปะหรือเมืองขีดขินนี้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้มานานและความกระจ่างก็เกิดขึ้น คือเมื่อประมาณเกือบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ได้สำรวจพบถ้ำและจารึกที่ปากถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ตำบลพุกร่างซึ่งเป็นบริเวณด้านใต้ของกลุ่มเขาพระพุทธบาท ข้าพเจ้าไปพบตามคำบอกเล่าของรองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้านับถือ ท่านเป็นชาวสระบุรี รับทราบมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ตอนที่ข้าพเจ้าเดินทางไปสำรวจนั้น สภาพถ้ำและปากถ้ำยังรกร้าง ภายในถ้ำเต็มไปด้วยขี้ค้างคาว หลังจากพบแล้วก็แจ้งให้ทางกรมศิลปากรทราบ ต่อมาบิดาของข้าพเจ้าคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ในขณะนั้นเป็นหัวหน้ากองโบราณคดี ได้ไปสำรวจและให้เจ้าหน้าที่ทำการคัดลอกจารึกไว้ ภายหลังมีผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณจากลังกาหรืออินเดียไม่ทราบแน่ ได้เข้ามาพบปะด้วย อาจารย์มานิตจึงนำหลักฐานจารึกไปหารือ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครอ่านได้ชัด ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นก็อ่านอย่างคร่าว ๆ แต่พอจับใจความว่ามีคำว่า ‘อนุราธปุระ’ อยู่ เพียงคำว่า ‘อนุราธปุระ’ ข้าพเจ้าก็ดีใจ เพราะเป็นชื่อเมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนาของศรีลังกา ที่ร่วมสมัยทวารวดีกับเมืองสำคัญในเมืองไทยที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทเหมือนกัน จึงน่าจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเมืองปรันตะปะ และคำบอกเล่าของคนลังกาที่ปรากฏในพงศาวดารครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะตำแหน่งของเมืองปรันตะปะหรือเมืองขีดขินนั้น อยู่ที่ตำบลบางโขมดไม่ห่างไกลจากถ้ำที่พบจารึกเท่าใด ถ้ำนี้ ข้าพเจ้าและอาจารย์มานิตได้เคยเข้าไปสำรวจ พบว่าเป็นถ้ำกว้าง ลึก แต่เต็มไปด้วยขี้ค้างคาว สอบถามจากคนในท้องถิ่นได้ว่าเคยมีคนร้ายเข้าไปลักโบราณวัตถุ โดยเฉพาะเคยมีพระพุทธรูปหินแบบทวารวดีอยู่ แต่ถูกลักไปเป็นสมบัติของเอกชนที่เป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามอะไร แต่มีผู้เชี่ยวชาญอ่านจารึกได้อ่านมาแล้วได้ความชัดเจนว่า กุนทรชน ผู้ตั้งอาณาจักรอนุราธปุระ ได้มอบให้พ่อลุงสินายธะ เป็นตัวแทนร่วมกับชาวเมือง (อนุราธปุระ) ร่วมกันจัดพิธีขับร้องฟ้อนรำ (เพื่อการเฉลิมฉลองปูชนียวัตถุ) ที่ประดิษฐานไว้แล้วในสถานที่นี้....’ จารึก พบที่ถ้ำนารายณ์ ปรากฏคำว่า 'อนุราธปุระ' จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม เมื่ออาจารย์ศรีศักร ได้ไปสำรวจในปี พ.ศ.๒๕๔๖ อีกครั้ง ในแนวความคิดพระพุทธบาทตามเส้นทางเสด็จฯ โบราณ ได้แวะเข้าไปดูถ้ำและจารึก ที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘ถ้ำนารายณ์’ เห็นความสำคัญของถ้ำที่สัมพันธ์กับจารึก ‘….ถ้ำนี้เป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้ นอกจากการเป็นถ้ำวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองในบริเวณนี้ที่สัมพันธ์กับกลุ่มชนที่เรียกว่า กุนทรีชนและเมืองอนุราธปุระ ซึ่งก็แน่นอนว่าคงเกี่ยวข้องกับเมืองปรันตะปะหรือขีดขินอย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อดูตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำศาสนสถานนี้ กับสภาพแวดล้อมที่เคยเป็นลานผาหน้าถ้ำและภูเขาที่สวยงาม โดยพยายามจินตนาการลบภาพอัปลักษณ์ของโรงปูนและร่องรอยการทำลายเขาออกไปแล้ว ก็แลเห็นได้ชัดว่า ในสมัยเมืองปรันตะปะยังรุ่งเรืองนั้น บริเวณด้านใต้ของเขาพระพุทธบาทคือแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของบ้านเมืองตั้งอยู่ด้านตรงข้ามกับบริเวณมณฑปพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นด้านเหนือในสมัยอยุธยา….’ ใกล้ๆ กับเขาพระพุทธบาท มีเมืองโบราณที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดี ในตำนานเรียก ‘เมืองปรันตะปะ’ หรือ ‘เมืองขีดขิน’ นอกจากนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เคยจัดการเดินทางท่องเที่ยวที่เรียกว่าชุด “ประวัติศาสตร์สองข้างทาง ‘ตามเสด็จกษัตริย์อยุธยาไปสักการะพระพุทธบาท’ ” ‘….การเสด็จพยุหยาตราทางน้ำที่สำคัญก็คือ ‘การเสด็จไปไหว้พระพุทธบาท’ ซึ่งเราจะไปวันนี้ การไหว้พระพุทธบาทเข้าใจว่าไหว้ในเดือน ๓ นี่เป็นเดือน ๗ เดือน ๘ แล้ว แต่เขาไหว้กันในเดือน ๓ เรื่องพระพุทธบาทเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาในตอนกลางลงมาไม่ใช่ตอนต้น ในการที่ไปไหว้พระพุทธบาทนี้ มีเสด็จพยุหยาตราทางน้ำจากตัวพระบรมมหาราชวังท่าวาสุกรีล่องไปตามลำน้ำ เข้าลำน้ำป่าสัก แล้วไปหยุดประทับร้อนที่ตำหนักนครหลวง จากตำหนักนครหลวงก็เสด็จทางน้ำต่อไปยังท่าเจ้าสนุกที่สระบุรี ตามเส้นทางน้ำคือขบวนพยุหยาตรา ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรได้แต่งกาพย์เห่เรือขึ้นมา จากท่าเจ้าสนุกจะเดินทาง ทางสถลมารคคือทางบกไปยังพระพุทธบาท....’ เมื่อเปิดพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ในบทที่ ๙๐. เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ก็มีรายละเอียดที่ชัดเจนในการสืบทอดอย่างต่อเนื่องถึงการเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปพระพุทธบาทของพระมหากษัตริย์ ‘….ครั้นมาถึง ณ วันอาทิตย์เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปพระพุทธบาท ยกยอดมณฑปและบรรจุพระบรมธาตุ ด้วยเสด็จขึ้นไปครั้งนั้นเป็น กระบวนใหญ่ สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ประชวรอยู่ ก็โปรดฯ ให้ตามเสด็จขึ้นไปด้วย พระเจ้าลูกเธอ ๑๕ พระองค์ เจ้าจอม ๒๐ พระองค์ พระราชวงศานุวงศ์ฝ่ายในและเจ้าจอมเถ้าแก่ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่ได้เคยไปนมัสการพระพุทธบาท ก็โปรดฯ ให้ตามเสด็จขึ้นไปด้วยเป็นอันมาก ละครข้างในสำรับเล็กด้วย วันพุธเดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ เสด็จขึ้นไปประทับพระราชวังท้ายพิกุล ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ สวดพระพุทธมนต์บนลานพระพุทธบาท เวลาค่ำมีระบำ ครั้น ณ วันอาทิตย์เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เป็นวันพระฤกษ์ยกยอดพระมณฑป บรรจุพระบรมธาตุในพระมกุฏพันธนเจดีย์แล้วมีละครด้วย ครั้นขึ้น ๑๔ ค่ำ ทรงปิดทองพระพุทธรูปในถ้ำพิมานจักรี เวลาบ่ายสวดพระพุทธมนต์ที่ถ้ำประทุน ครั้นรุ่งขึ้น ๑๕ ค่ำ บรรจุพระบรมธาตุพระเจดีย์ศิลาที่สั่งให้ทำเข้ามาแต่เมืองจีน เวลาบ่ายมีธรรมเทศนา วันแรม ๑ ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินไปเขาแก้วทางพุแคโดยทางสถลมารค ถึงพลับพลาที่ประทับเขาแก้วแล้วได้ทอดพระเนตรเห็นช้างสำคัญสีเหลืองเป็นพื้นเจือแดง จักษุเหมือนน้ำทอง ขนตัวขนหางก็เหลืองด้วย เป็นเผือกโทเทียมเอก ในตำราช้างจะเรียกว่า เหมหัตถี ก็ได้ ครั้นรุ่งขึ้นวัน แรม ๒ ค่ำ เวลาบ่ายเสด็จไปทรงนมัสการพระฉาย ประทับแรมราตรี ๑ แรม ๓ ค่ำ เสด็จกลับมาประทับเขาแก้ว รุ่งขึ้นวันแรม ๔ ค่ำ ให้มีละครทำขวัญช้าง วันแรม ๕ ค่ำ เสด็จกลับมาประทับแรมอยู่พลับพลาท่าเจ้าสนุก ทรงพระราชดำริว่าศาลเทพารักษ์เขาตกนั้น เดิมเป็นช่อฟ้าเครื่องไม้ ไฟป่าลามมาไหม้ก็ต้องทำบ่อยๆ เห็นว่าไม่มั่นคง จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ทำเป็นเก๋งฝาอิฐปูนขึ้นหลัง ๑ แล้ว ให้หลวงสัจจพันธคีรีเลือกหาก้อนศิลาเนื้อดีริมศาลเจ้า ส่งลงไปกรุงเทพมหานคร จะทำเจว็ดเทวรูปจะเอาขึ้นไปไว้แทนเจว็ดใหม่ วันแรม ๗ ค่ำ เสด็จกลับมาถึงกรุงเทพมหานคร….’ พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้อ้างถึงเหตุการณ์ค้นพบรอยพระพุทธบาท ที่สระบุรี ในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม ไว้ว่า ‘....ในปีนั้นเมืองสระบุรีบอกมาว่า พรานบุณพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขาเป็นประหลาด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัย เสด็จด้วยพระที่นั่งชัยพยุหยาตรา พร้อมด้วยเรือท้าวพระยาสามนตราชดาษดา โดยชลมารคนทีธารประทับท่าเรือ รุ่งขึ้นเสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ พร้อมด้วยคเชนทรเสนางคนิกรเป็นอันมาก ครั้งนั้นยังมิได้มีทางสถลมารค พรานบุณเป็นมัคคุเทศก์นำลัดตัดดงไปเถิงเชิงเขา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแท้เป็นรอยพระบรมพุทธบาทมีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฏฐตรสต มหามงคล ๑๐๘ ประการ สมด้วยพระบาลี แล้วต้องกับเมืองลังกาบอกเข้ามาว่า กรุงศรีอยุธยามีรอยพระพุทธบาท เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพต ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาปราโมท ถวายทัศนัขเหนืออุตมางคสิโรตม์ ด้วยเบญจางคประดิษฐเป็นหลายครา กระทำสักการบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจะนับมิได้ ทั้งท้าวพระยาเสนาบดีกวีราชนักปราชญ์บัณฑิตชาติทั้งหลาย ก็ถวายวันทนาประณามน้อมเกล้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ต่างคนต่างมีจิตต์โสมนัศปราโมทยิ่งนัก กระทำสักการบูชา….’ เมื่อค้นหลักฐานถึงความสัมพันธ์และความเลื่อมใสศรัทธาของพระมหากษัตริย์ก็จะมีอย่างสืบเนื่องมิขาดสาย ตั้งแต่พระมณฑปสร้างครั้งแรกในสมัยพระเจ้าทรงธรรมครอบรอยพระพุทธบาทเป็นปราสาทยอดเดี่ยวและได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ แล้วให้ฝรั่งส่องกล้อง ตัดทางสถลมารคกว้าง ๑๐ วา ตรงตลอดถึงท่าเรือ ให้แผ้วถางทางให้ราบเป็นถนนหลวงเสด็จ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จกลับทางท่าเรือทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศน์ ตำหนักฟากตะวันออกให้ชื่อว่า พระตำหนักท่าเจ้าสนุก สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งธารทองแดงเป็นที่เสด็จประพาสและสร้างพระตำหนัก สำหรับเป็นที่ประทับในเวลาเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โบราณสถานที่สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง คือพระวิหารหลวง กำแพงแก้วรอบพระมณฑปทำด้วยเครื่องหินอ่อน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้สร้างถนนจากลพบุรีถึงเขาสุวรรณบรรพต และสร้างอ่างเก็บน้ำชื่อว่าอ่างแก้วและก่อทำนบกั้นน้ำตามไหล่เขา ได้บูรณปฏิสังขรณ์อาคารนี้เป็นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ พุทธศักราช ๒๒๔๖–๒๒๕๑) โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระมณฑปพระพุทธบาทใหม่ เปลี่ยนยอดพระมณฑปเดิมซึ่งเป็นยอดเดี่ยวให้เป็นพระมณฑป ๕ ยอด ดังนั้นอาคาร พระมณฑปพระพุทธบาทในสมัยพระเจ้าเสือ มีรูปลักษณะเป็นพระมณฑป ๕ ยอดเหมือนพระที่นั่งศิวาลัย มหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ลักษณะเป็นพระมณฑปมีเสาหานโดยรอบ ตกแต่งเป็นซุ้มโค้งแบบมณฑปโถง ซึ่งได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายหลัง ในรัชกาลสมเด็จพระภูมินทราบดี (พระเจ้าท้ายสระ) ได้นำกระจกเงาแผ่นใหญ่ที่ประดับอยู่ในนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี ไปประดับฝาข้างในพระมณฑปแล้วปั้นลายปิดทองประกอบ เดิมโครงสร้างภายในพระมณฑปก่ออิฐเป็นผนังโค้ง มีรอยก่ออิฐอุดโค้งทุกด้าน ข้อสันนิษฐานนี้ ทำให้คิดว่า พระมณฑปที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้า ทรงธรรมจะเป็นพระมณฑปโถง และแปลงเป็นโค้งเมื่อทำเครื่องใหม่ ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒ (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พุทธศักราช ๒๒๗๕–๒๓๐๑) ได้ถวายช้างต้นพระบรมจักรวาลเป็นพุทธบูชา และสร้างบานประตูพระมณฑปประดับมุก ๘ บาน เป็นบานประตูมุกสมัยอยุธยา ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (พระที่นั่งสุริยามรินทร พุทธศักราช ๒๓๐๑–๒๓๑๐) พม่ายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ในปีจอ พุทธศักราช ๒๓๐๔ มีชาวจีนพร้อมใจกันรับอาสาออกมาสู้ข้าศึก โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลคลองสวนพลู ขณะที่ข้าศึกยังประชิดพระนคร จีนในกองทัพคบคิดกับพรรคพวกประมาณ ๓๐๐ คนเดินทางไปยังรอยพระพุทธบาทลอกทองคำที่หุ้มองค์พระมณฑปน้อย ซึ่งสวมรอยพุทธบาท และเลิกแผ่นเงินที่ปูลาดพื้นพระมณฑป นำเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตัว แล้ววางเพลิงเผาองค์พระมณฑปเสียหาย พระมณฑปน้อย สวมครอบรอยพระพุทธบาท ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์ แผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เหตุการณ์บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะสงคราม พระองค์ทรงมีพระราชภารกิจต้องป้องกันประเทศชาติ มิให้ข้าศึกรุกราน และฟื้นฟูบ้านเมืองให้เจริญ ไม่ปรากฏว่าเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาท แต่โปรดเกล้าฯ ให้ทำหลังคากระเบื้องกั้นรอยพระพุทธบาทไว้พลาง พระยาราชสงครามเป็นแม่กองปรุงตัวไม้เครื่องบนพระมณฑปไว้ ยังไม่สำเร็จก็เปลี่ยนรัชกาล รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จไปอำนวยการปฏิสังขรณ์พระมณฑป พระองค์ได้ทรงมีพระราชศรัทธา รับแบกตัวลำลองเครื่องบนหนึ่งตัว แล้วเสด็จพระราชดำเนินตั้งแต่ท่าเรือ ไปจนถึงพระพุทธบาท นับเป็นเยี่ยงอย่างที่ยอดเยี่ยม เป็นที่ปรากฏแก่มหาชนโดยทั่วไป ในการทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ในพระราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ก็ได้ทรงทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ ของพระพุทธบาท ให้อยู่ในสภาพที่ดีเลิศอยู่ตลอดมา ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมกุฏภัณฑเจดีย์ที่อยู่ใกล้พระมณฑปองค์หนึ่ง และสร้างเครื่องบนพระมณฑปใหญ่ กับสร้างพระมณฑปน้อย ทั้งให้เปลี่ยนแผ่นเงินปูพื้นพระมณฑป เป็นเสื่อเงินและได้ทรงยกยอดพระมณฑป พร้อมทั้งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระมกุฏภัณฑเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท ๔ ครั้ง ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงและซ่อมแซมผนังข้างในพระมณฑป สร้างบันไดนาคทางขึ้นพระมณฑปจากเดิมที่มีอยู่สองสายเป็นสามสาย และพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้เสด็จไปยกยอดพระมณฑป เมื่อปี พ.ศ. ๒ รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระบรมราชโองการให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จไปบูรณะพระมณฑป รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปน้อยสวมรอยพระพุทธบาท รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดไฟไหม้พระมณฑปน้อย จึงได้มีการสร้างพระมณฑปน้อยขึ้นใหม่ รวมทั้งปิดทองผนังภายในที่ได้ทาชาดไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธียกยอดพระมณฑปและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระมกุฏภัณฑเจดีย์ รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงรำบูชาต่อหน้าธารกำนัล โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมผนังข้างในมณฑป ให้เขียนลายของผนังภายในพระมณฑปและเพิ่มทางเดินบันไดนาค อีก ๑ สาย รวมเป็น ๓ ช่องบันได พร้อมทั้งหล่อหัวนาคสำริด ปลายรัชกาล เครื่องบนพระมณฑปที่เป็นไม้ชำรุดผุพัง โปรดเกล้าฯให้สร้าง พระมงคลทิพมุนี เป็นแม่งานซ่อมปรับปรุงใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ทางเดินบันไดนาค พร้อมหัวนาคสำริด ทางขึ้นสู่พระมณฑป ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์ รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมุงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ พระมณฑปต่อมาจนแล้วเสร็จรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเปลี่ยนยอด พระมณฑปเดิมเป็นมณฑปเสริมเหล็กพร้อมทั้งซ่อมพระมณฑปทั้งหลัง ในวันที่ ๙ มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งเย็น ทรงจุดธูปเทียนบูชานมัสการ แล้วมีพระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “....รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ได้ค้นพบในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พระเจ้าทรงธรรมได้สร้างพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาทและทรงสถาปนาถาวรวัตถุอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก พระมหากษัตริย์ได้เสด็จไปถวายสักการบูชาและได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์สืบต่อมาเป็นพระมหาเจดีย์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย การที่พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงมีพระราชศรัทธาอันแรงกล้า ทรงวางรากฐานปูชนียสถานสำคัญแห่งนี้ไว้เป็นปฐม เป็นพระราชกรณียกิจอันหนึ่งที่น่าอนุโมทนายิ่งนัก....” จากข้อมูลและเอกสารชั้นต้นที่สำคัญซึ่งประมวลมา ทำให้เห็นภาพของภูมิวัฒนธรรมของรอยพระพุทธบาท สระบุรี ที่มีความสำคัญอย่างมากกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ทั้งในเชิงพระราชประเพณีและพระราชนิยม การสถาปนาวัดพระพุทธบาททำให้พระพุทธบาทสระบุรี กลายเป็น ‘มหาเจดียสถาน’ ที่ได้รับความนับถือศรัทธาจากมหาชนอย่างมาก จนเกิดประเพณีที่ราชสำนักและราษฎรทั่วไปเดินทางมานมัสการรอยพระพุทธบาทกลางเดือน ๓ เป็นประจำทุกปี หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า ‘ไปพระบาท’ และด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ใดเดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทครบ ๓ ครั้ง ๗ ครั้งจะไม่ตกนรก ยิ่งส่งผลให้ประเพณีดังกล่าวได้รับความนิยมตั้งแต่สมัยอยุธยาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เมื่อกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาทของพระมหากษัตริย์ จะปรากฏข้อความว่า ‘โดยโบราณราชประเพณีแต่ก่อน’ หรือ ‘ตามขัตติยราชประเพณีมาแต่ก่อน’ สอดคล้องกับข้อความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงกล่าวถึงการเสด็จออกนอกพระนครของพระมหากษัตริย์ ว่า “ถึงเจ้าแผ่นดินเมืองไทยที่มีธรรมเนียมสืบมา เหตุที่ให้เสด็จมาก็มีสามอย่าง เสด็จไปสงคราม อย่างหนึ่ง เสด็จไปวังช้างอย่างหนึ่ง เสด็จไปนมัสการพระคือพุทธบาทแลที่อื่น ๆ อย่างหนึ่ง...” ในโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อกวีกล่าวถึงการเสด็จออกนอกพระนคร กล่าวได้ว่าการเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ คือการเดินทางครั้งสำคัญที่เป็นทั้ง ‘ราชประเพณี’ และอาจเป็น ‘พระราชนิยม’ ของพระมหากษัตริย์บางพระองค์ที่มีหลักฐานว่า เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาทมากกว่า ๑ ครั้ง เช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ฯลฯ การเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาทของพระมหากษัตริย์ เปิดโอกาสให้กวีราชสำนักทั้งเจ้านายและข้าราชการที่ได้ตามเสด็จสร้างสรรค์วรรณคดีขึ้น วรรณคดีเหล่านั้นบางเรื่อง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติที่ผู้แต่งพบเห็นเมื่อครั้งเดินทาง ‘ไปพระบาท’ เช่น กาพย์ห่อโคลง นิราศธารโศกและกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรหรือเจ้าฟ้ากุ้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นเมื่อเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร โดยเสด็จตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไปนมัสการรอยพระพุทธบาท วรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธบาทสระบุรี เช่น บุณโณวาทคำฉันท์ นิราศพระบาทของสุนทรภู่ นิราศพระบาทสำนวนนายจัด โคลงนิราศวัดรวก และ โคลงลิลิตนั้น ตำนานพระพุทธบาท ซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีต้นฉบับครบถ้วนและมีเนื้อหากล่าวถึงคติความเชื่อเรื่อง พระพุทธบาทสระบุรี และประเพณี ‘ไปพระบาท’ โดยตรง ส่วนโคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย โคลงนิราศ พระพุทธบาท กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง สร้างสรรค์ขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินทาง ‘ไปพระบาท’ สำหรับวรรณคดีบันทึกการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีของพระมหากษัตริย์ เช่น บุณโณวาทคำฉันท์และโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท วรรณคดีทั้ง ๒ เรื่อง สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีมูลเหตุมาจากการเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ ของพระมหากษัตริย์ ตำนานรอยพระพุทธบาทสระบุรีในบุณโณวาทคำฉันท์และโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท โดย วรรณวิวัฒน์ รัตนลัมภ์ ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาทสระบุรีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และเรื่องโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาทที่มีเนื้อหาเป็นการรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทสระบุรีไว้ทั้งหมด แต่งขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในการเสด็จพระราชดำเนินยกยอดมณฑปพระพุทธบาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าขอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) การศึกษาพบว่าตำนานรอยพระพุทธบาทสระบุรีในบุณโณวาทคำฉันท์และโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท ล้วนมีที่มาจากพระปุณโณวาทสูตรคัมภีร์เทศนา ที่แต่งขึ้นเพื่อใช้อธิบายความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทสระบุรีโดยเฉพาะ มิได้มาจากปุณโณวาทสูตร ในพระไตรปิฎกดังที่ผู้แต่งอ้างไว้ในบุณโณวาทคำฉันท์ และมิได้มาจากอรรถกถาปุณโณวาทสูตร ดังที่ผู้แต่งอ้างไว้ในโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท แม้ว่าตำนานรอยพระพุทธบาทสระบุรีในวรรณคดีทั้ง ๒ เรื่องจะอธิบายความเป็นมาของมหาเจดียสถานดังกล่าวเช่นเดียวกัน กระนั้นด้วยจุดประสงค์การแต่งและยุคสมัยที่ต่างกัน ทำให้ความสำคัญของตำนานรอยพระพุทธบาทสระบุรี และภาพสะท้อนคติความเชื่อที่มีต่อรอยพระพุทธบาทสระบุรีในวรรณคดีดังกล่าวแตกต่างกันไปด้วย กล่าวคือ บุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาควัดท่าทราย แต่งขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ส่วนโคลงลิลิตดั้นตำนาน พระพุทธบาทของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ แต่งขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) เสด็จพระราชดำเนินยกยอดมณฑปพระพุทธบาท เมื่อพิจารณาเนื้อเรื่องและลำดับการนำเสนอเนื้อหาในปุณโณวาทคำฉันท์และโคลงลิลิตดั้นตำนาน พระพุทธบาท พบว่าวรรณคดีทั้ง ๒ เรื่องมีลักษณะร่วมด้านเนื้อหาที่แบ่งได้เป็น ๓ ส่วนคือ ๑) กล่าวถึง ตำนานพระพุทธบาทสระบุรี ๒) กล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ ของพระมหากษัตริย์ ๓) กล่าวถึงมหรสพสมโภชและการรื่นเริงเนื่องในประเพณี ‘ไปพระบาท’ ลักษณะร่วมด้านเนื้อหาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาทที่สร้างสรรค์ขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ได้รับ แรงบันดาลใจและอิทธิพลด้านเนื้อหามาจากบุณโณวาทคำฉันท์ซึ่งเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธบาทสระบุรีโดยตรงเรื่องแรกและเรื่องเดียวในสมัยอยุธยา อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเนื้อหาในโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาทที่แตกต่างไปจากบุณโณวาทคำฉันท์ก็แสดงให้เห็นการสร้างสรรค์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับโลกทัศน์ในบริบทสังคมสมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วยเหตุนี้เนื้อหาในบุณโณวาทคำฉันท์และโคลงลิลิตดิ้นตำนานพระพุทธบาทจึงสะท้อนภาพสังคมวัฒนธรรมและคติความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธบาทสระบุรีแตกต่างกันไปตามยุคสมัย กระนั้นวรรณคดีต่างสมัยทั้ง ๒ เรื่องก็ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คติความเชื่อเรื่องพระพุทธบาทสระบุรีและประเพณี ‘ไปพระบาท’ มีผลต่อการสร้างสรรค์เนื้อหาในวรรณคดีดังกล่าวไม่เปลี่ยนแปลง การเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ ของพระมหากษัตริย์ ในบุณโณวาทคำฉันท์กล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนิน โดยเน้นการพรรณนากระบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค พระราชกุศลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและการเสด็จประพาสป่าเพื่อชมธรรมชาติโดยรอบ ผู้แต่งเน้นการพรรณนาความยิ่งใหญ่และงดงามของแบบธรรมเนียมราชสำนักสมัยอยุธยา เพื่อสื่อถึงพระราชศรัทธา พระบารมี พระราชอำนาจ และการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาอุปถัมภ์พระพุทธบาทสำคัญของอาณาจักรอันถือเป็นการสืบทอดโบราณราชประเพณี และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภกให้เป็นที่ประจักษ์ ส่วนโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท แม้ว่าจะมีมูลเหตุแห่งการสร้างสรรค์มาจากการเสด็จพระราชดำเนินยกยอดมณฑปพระพุทธบาทของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กระนั้นผู้แต่งก็มิได้มุ่งบันทึกเฉพาะภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่นำเสนอเนื้อหาในลักษณะของงานค้นคว้าที่ใช้ข้อมูลจากพระราชพงศาวดารมาเป็นวัตถุดิบแสดงให้เห็นการเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ และการอุปถัมภ์พระพุทธบาทสระบุรีของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเชื่อมโยงว่าการเสด็จพระราชดำเนินมา อุปถัมภ์พระพุทธบาทสระบุรีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือการสืบทอดโบราณราชประเพณีที่เหล่าบรรพกษัตริย์ทรงถือปฏิบัติสืบต่อกันมาและตอกย้ำพันธกิจที่สถาบัน พระมหากษัตริย์พึงมีต่อพระพุทธบาทสระบุรี กล่าวได้ว่าการเสด็จพระราชดำเนิน ‘ไปพระบาท’ ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการประกอบพระราชกรณียกิจในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภกให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อยืนยันสิทธิธรรมในการปกครองและส่งเสริมอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่พระองค์ทรงสนับสนุน เส้นทางถนนพระเจ้าทรงธรรม หรือถนนฝรั่งส่องกล้องซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เป็นเส้นทางที่ทรงคุณค่าเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ ในสมัยอยุธยาตอนปลายตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เป็นต้นมา ถือว่าเป็นประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลต้องเสด็จไปนมัสการถวายสักการะเป็นประจำ มีผลทำให้เกิดการจัดรูปขบวนเสด็จพระราชดำเนินทั้งทางชลมารคและสถลมารค เส้นทางถนนพระเจ้าทรงธรรม หรือถนนฝรั่งส่องกล้อง ซึ่งสร้างในสมัยสมเด็จ พระเจ้าทรงธรรม ที่มา: เทศบาลตำบลพุกร่าง ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา จะเห็นได้ว่าในสมัยพระเจ้าปราสาททองได้พัฒนาเส้นทางสถลมารค โดยจัดสร้างที่พักริมทางและแหล่งน้ำ ปัจจุบันโบราณสถานตามเส้นทางนมัสการรอยพระพุทธบาทยังคงเหลือร่องรอยปรากฏ สำหรับภูมิสถาน ภูมิสังคมวัฒนธรรม วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี เป็นวัดที่ได้รับการสถาปนามาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี ประมาณปี พ.ศ. ๒๑๖๗ ประวัติความเป็นมาของวัดถูกบันทึก ไว้เป็นตำนาน ในพระราชพงศาวดาร และเอกสารสำคัญอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่ช้านาน ซึ่งมีปรากฏหลักฐานประวัติศาสตร์พระราชพงศาวดารกรุงเก่า บันทึกว่า อุโบสถ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์ พรานบุญ ได้พบรอย พระพุทธบาท แล้วจึงนำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงมีรับสั่งให้ทำมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทแล้ว เตรียมการพระราชพิธี เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาททางน้ำ ด้วยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และต่อด้วยทางบกสถลมารคจัดเป็นพระราชพิธียิ่งใหญ่ในครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนในแผ่นดินของรัชกาลองค์ต่อ ๆ มา ก็พบหลักฐานการบูรณปฏิสังขรณ์มณฑปและสร้างสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของแต่ละพระองค์ จึงปรากฏศาสนสถานมากมายภายในบริเวณของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร แล้วยังเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะต้องเสด็จ มานมัสการรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มณฑลอยุธยา อธิบายได้ ดังนี้ เมืองพระพุทธบาทเมื่อก่อนนั้นเป็นเมืองจัตวา ขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองพระพุทธบาทก็ถูกยุบลงเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลในรัชกาลที่ ๕ เพราะตัดที่ตอนเป็นเมืองเก่าตั้งเป็นอำเภอหนองโดน ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอพระพุทธบาทขึ้นเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๙ เขตและอุปจารวัดหรือเขตบำเพ็ญภาวนา วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร มีลักษณะเป็นกำแพงและภูเขาเป็นเขตกั้น จะเห็นได้ ทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับกำแพงและภูเขาโพธิ์ลังกา ซึ่งมีเนื้อที่ส่วนความยาวตั้งแต่ด้านจากทิศเหนือติดกับกำแพงเก่า ลักษณะเป็นเขาลูกเตี้ย ๆ และทิศตะวันตกติดกับพระราชวังท้ายพิกุล ทิศเหนือถึงทิศใต้วัดได้ทั้งสิ้น ๑๔ เส้น ๒ วา และเนื้อที่ส่วนความกว้างตั้งแต่ด้านทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกวัดได้ ๘ เส้น ๑๙ วา โดยรอบเขตของวัดนั้นมีหมู่บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร แม้จะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามการที่มีรอยพระพุทธบาทและในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระองค์ได้ถวายที่ดิน ออกไปด้านละ ๑ โยชน์หรือด้านละ ๑๖ กิโลเมตร ก็ยังมีผู้ที่แสดงตนว่าเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้อยู่หลายครั้งจนเมื่อถึงสมัย รัชกาลที่ ๙ จึงได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณพระพุทธบาท ขึ้นเพื่อป้องกันการรุกล้ำเขตพระพุทธบาท ที่ดินของวัดพระพุทธบาท ดังที่ระบุชัดเจนในพงศาวดาร ว่ามีพระราชโองการของพระเจ้าทรงธรรม ที่มีพระราชศรัทธาอุทิศถวายที่ดิน โดยนับออกไปจากรอยพระพุทธบาท ๑ โยชน์ หรือ ๑๖ กิโลเมตร โดยรอบและตั้งให้มีวิสุงคามสีมากว้าง ๑๔.๗๐ เมตร ยาว ๒๙.๐๙ เมตร เป็นเมืองจัตวา สร้างยาวนานถึง ๔ ปี เสร็จแล้วเสด็จไปนมัสการและจัดงานสมโภชนานกว่า ๗ วัน จนเป็นราชประเพณีสืบมา และในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ยุคของรัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเห็นว่าควรจะรักษาพื้นที่ดินของพระพุทธบาทเป็นประโยชน์ต่อศาสนา จึงออกพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตหวงห้าม มีพื้นที่ ๘,๕๑๓ ไร่ ซึ่งไม่ครบตามที่พระเจ้าทรงธรรมถวายไว้เป็นอุทิศบูชา จนมาในยุคของสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการเวนคืนที่ดินในจํานวนนี้ไปได้ ๒,๐๐๐ ไร่ เพื่อก่อตั้งเป็นนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท ฉะนั้นที่ดินจํานวน ๖,๕๑๓ ไร่ จึงเป็นธรณีสงฆ์ซื้อขายกันไม่ได้แม้จะมีโฉนดก็ตาม อย่างไรก็ตามที่ดินวัดพระพุทธบาทก็มีกรณีเป็น ข้อพิพาทอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ถูกยกฟ้องด้วยการพิจารณาจากพระราชพงศาวดารเกี่ยวกับพระพุทธบาท อ้างอิง 'แสนเสียดายเขาพระพุทธบาท' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บทบรรณาธิการ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ เดือนตุลาคม - ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ 'ตามเสด็จกษัตริย์อยุธยาไปสักการะพระพุทธบาท' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ชุดประวัติศาสตร์สองข้างทาง อาจารย์ศรีศักรพาเที่ยว พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ 'คติความเชื่อเรื่องพระพุทธบาทสระบุรีและประเพณี "ไปพระบาท" ในการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย' โดย วรรณวิวัฒน์ รัตนลัมภ์ วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ 'พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี' โดย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ กรมศิลปากร ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ 'อำเภอพระพุทธบาท' สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอพระพุทธบาทที่ว่าการอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี 'คำให้การของขุนโขลน' ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗ ประวัติวัดพระพุทธบาท สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงาน ทอดพระกฐินพระราชทานของสำนักนายกรัฐมนตรี ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ‘ตำนานรอยพระพุทธบาทสระบุรีในบุณโณวาทคำฉันทร์และโคลงลิลิตดั้นตำนานพระพุทธบาท’ บทความวิทยานิพนธ์โดย วรรณวิวัฒน์ รัตนลัมภ์ ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม - มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๗ 'รอยพระพุทธบาทในศิลปะร่วมสมัยไทย : กรณีศึกษา พิชัย นิรันต์ และ พัดยศ พุทธเจริญ' วิทยานิพนธ์โดย วรรณกวี โพธะ หลักสูตรปริญญาศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา พ.ศ.๒๕๕๖ ‘รอยพระพุทธบาทบนจิตรกรรมฝาผนังภายในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา’ โดย ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๗ ‘ระฆังโบราณ : การจัดทำทะเบียนและการสื่อความหมาย ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี’ วิทยานิพนธ์โดย สุภัทรชัย จีบแก้ว สาขาวิชาการบริหารศิลปะและวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปี พ.ศ. ๒๕๕๙
- ภูกำพร้า เนินที่ตั้งพระธาตุพนมเกิดจากการกระทำของมนุษย์ นัยสำคัญพระศรีอาริยเมตไตรย สถานที่ประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ ในภัทรกัป
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ภูกำพร้า เนินที่ตั้งพระธาตุพนมเกิดจากการกระทำของมนุษย์ นัยสำคัญพระศรีอาริยเมตไตรย สถานที่ประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ ในภัทรกัป เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๘ น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนม และประจวบกับระหว่างนั้นฝนตกพายุพัดแรงติดต่อมาหลายวัน ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิมการก่อสร้างนี้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๘ น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ จากระบบฐานข้อมูลภาพ ศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุมีน้ำหนักถึง ๑๑๐ กิโลกรัม ปัจจุบันองค์พระธาตุ มีฐานกว้างด้านละ ๑๒.๓๓ เมตร สูง ๕๓.๖๐ เมตร เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงแลดูสง่างาม พระธาตุพนม เป็นพุทธศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองนครพนมและประเทศไทยมาช้านาน ได้รับการเคารพ สักการะทั้งจากชาวไทยและชาวลาว นอกจากนี้วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ยังนับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งพระราชพิธีราชาภิเษกของทุกรัชกาล จะต้องมีการนำน้ำจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในประเทศรวมทั้งที่วัดพระธาตุพนมไปร่วมพิธีเพื่อประกอบพิธีมุรธาภิเษก และเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ พระเจ้าอยู่หัวจะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานต้นไม้ ทอง เงิน น้ำอบ และผ้าคลุม เพื่อนมัสการพระธาตุพนม ทุกปี ในเทศกาลเข้าพรรษา ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเทียนพรรษาเป็นพุทธบูชา ทุกปี งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีจัดขึ้นระหว่างวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ปัจจุบันวัดพระธาตุพนมและพระธาตุพนมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และดูแลรักษาเป็นอย่างดี พระธาตุพนม เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวอีสานและลาวตลอดริมฝั่งโขง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ หน้า ๓๖๘๗ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และกำหนดขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๖๐ หน้า ๓๒๑๗ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๒ มีพื้นที่ประมาณ ๑๗ ไร่ ๓ งาน ๕๖ ตารางวา องค์พระธาตุพนม ตั้งอยู่ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ วัดพระธาตุพนมได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร จุดหนึ่งทางภูมิวัฒนธรรมหรือภูมิศาสตร์โบราณคดีที่ถูกมองข้ามของพระธาตุพนม คือสถานที่ตั้งของ องค์พระธาตุเป็นเนินดินสูงกว่าบริเวณโดยรอบประมาณ ๒ เมตร เนินดินอันเป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุพนม ที่เรียกมาตั้งแต่โบราณกาลว่า ‘ภูกำพร้า’ ไม่ได้ถูกกล่าวถึงหรือมีงานวิจัยทางวิชาการออกมามากนัก พระธาตุพนม องค์ปัจจุบัน สถานที่ประดิษฐานพระธาตุพนมในอุรังคธาตุนิทานเรียก ภูกำพร้า ชื่อนี้มีนัยสำคัญอย่างไร? ภูเขาลักษณะเช่นไร? จึงเรียก ภูกำพร้า ทำไมพระธาตุพนมจึงต้องสร้างบนภูกำพร้า? ก่อนอื่น หลักใหญ่ใจความเมื่อกล่าวถึงพระธาตุพนมมักจะยกเอาตำนานอุรังคธาตุนิทาน วรรณกรรมพระพุทธศาสนาที่สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพระธาตุพนมในฐานะสถูปพระอุรังคธาตุเป็นประธานของเรื่องพร้อมทั้งยังผูกโยงศาสนสถานที่สำคัญในแถบอีสานจนถึงลาวเข้าไว้ด้วยโครงเรื่อง ร่วมกัน ตำนานนี้ได้ย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล พระโคตมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงแดนสุวรรณภูมิและแสดงปาฏิหาริย์ประทับรอยพระพุทธบาทไว้หลายแห่ง จนถึงในส่วนสำคัญที่พระองค์เสด็จมาจนถึงภูกำพร้าและรับสั่งกับพระกัสสปะว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานให้นำพระอุรังคธาตุมาประดิษฐานไว้ที่เนินภูกำพร้าแห่งนี้ก่อนเสด็จกลับ กระทั่งหลังการเสด็จปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะจึงได้นำพระอุรังคธาตุมาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้า ครั้งนั้นพอท้าวพระยา ๕ เมือง ได้ทราบเรื่องก็ออกมาพร้อมใจกันสถาปนาพระธาตุขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุขึ้น พระธาตุพนม ถือเป็นพระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในตำนานอุรังคธาตุ ในส่วนชื่อพระธาตุพนมเองปรากฏเป็นเชิงลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในแผ่นทองจารึกซึ่งจารึกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์ ในช่วงของการบูรณะใน พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๒๒๔๕ ว่า ‘ธาตุปะนม’ ในตำนานอุรังคธาตุกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกในราว พ.ศ. ๘ ในสมัยอาณาจักร ศรีโคตรบูรกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ โดยท้าวพญาทั้ง ๕ อันมีพญาศรีโคตรบูร เป็นต้น และพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประมุข ตามตำนานยังได้อธิบายถึงลักษณะทางกายภาพและวิธีการก่อสร้างไว้ว่าในสมัยแรกนั้น การก่อสร้างมีการใช้อิฐดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม กว้างด้านละสองวาของพระมหากัสสปะ สูงสองวา ข้างในเป็นโพรง มีประตูเปิดทั้งสี่ด้าน แล้วเผาจึงให้สุกทีหลังเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระมหากัสสปะเถระนำมาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐานไว้ข้างใน แล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน แต่ยังปิดไม่สนิททีเดียว ยังเปิดให้คนเข้าไปสักการะบูชาได้อยู่บางโอกาส ตามที่ในตำนานกล่าวว่า ‘ยังมิได้ฐานปนาให้สมบูรณ์’ นี้ก็หมายความว่า ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิดนั่นเอง แต่มีการสถาปนาให้สมบูรณ์ในราว พ.ศ. ๕๐๐ โดยก่อขึ้นรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี ‘ตำนานอุรังคธาตและพระธาตุพนม รากเหง้าของบ้านเมืองสองฝั่งโขง’ จากหนังสือเรื่อง ‘นิเวศวัฒนธรรมในความเปลี่ยนแปลง’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ย่อยสรุปรวมถึงภูมิวัฒนธรรมของคนลุ่มน้ำโขงตอนกลาง ในช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกับนครรัฐที่เรียกว่า ‘ศรีโคตรบูร’ ไว้ว่า ‘…ตำนานอุรังคธาตุหรือตำนานพระธาตุพนม เนื้อหากล่าวถึงการเดินทางของพระพุทธองค์เมื่อครั้งที่เสด็จยังชมพูทวีป เพื่อมาประทับรอยพระบาทไว้หลายแห่งในดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยมีพุทธพยากรณ์ว่าสั่งให้ พระมหากัสสปะเถระอัครสาวก กับเจ้านครรัฐทั้ง ๕ คือ พระยาสุวรรณภิงคารเมืองหนองหารหลวง พระยาจุลนีพรหมทัตเมืองแกวสิบสองจุไท พระยาคำแดงเมืองหนองหารน้อย พระยาอินทปัตเมืองเขมร และพระยานันทเสน เมืองศรีโคตรบูร เพื่อมาร่วมกันสร้างพระธาตุ อัญเชิญอุรังคธาตุพระพุทธเจ้ามาบรรจุ ณ พระธาตุพนมที่ภูกำพร้า พระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนลุ่มน้ำโขงตอนกลาง ในช่วงเวลาที่เกี่ยวเนื่องกับนครรัฐที่เรียกว่า ‘ศรีโคตรบูร’ ซึ่งบ้านเมืองในรัฐโบราณสองฝั่งโขงที่มีอายุเก่าแก่ต่อเนื่องจากสมัยทวารวดีตอนปลายและสมัยเขมรยุคก่อนเมืองพระนครและสมัยเมืองพระนคร ร่วมสมัยกับรัฐจามปาทางชายฝั่งทะเลเวียดนามตอนกลาง โดยมีเครือข่ายบ้านเมืองตั้งแต่เมืองหนองหารหลวงและหนองหารน้อยในสกลนคร ที่ต่อมามีเมืองที่อยู่อีกด้านของเทือกเขาภูพาน คือสาเกตนคร หรือร้อยเอ็ดที่มีหลักฐานการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทีเดียว ในระยะต่อมาจากเมืองมรุกขนครที่ภูกำพร้า ซึ่งน่าจะอยู่ทั้งสองฝั่งของลำน้ำโขงที่บริเวณพระธาตุพนมและฝั่งตรงข้ามคือทางเซบั้งไฟ ก็มีเมืองเวียงจันทน์-เวียงคำและเมืองไผ่หนามในที่ราบลุ่มน้ำงึมขึ้นมาแทนที่ ตำนานอุรังคธาตุนั้นเป็นความทรงจำที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงยุคที่อาณาจักรล้านช้างรุ่งเรืองเมื่อราว พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ โดยเป็นคตินิยมของพระภิกษุสงฆ์ที่จะเขียนถึงบ้านเมืองในอดีตโดยอิงกับชาดกทางศาสนาหรือความเชื่อที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ตามสถานที่ต่างๆ และสถานที่แห่งนั้นก็จะมีคนตั้งบ้านแปงเมืองต่อไปหรือที่เรียกว่า ‘พระเจ้าเลียบโลก’ ในตำนานของทางล้านนาที่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงปรากฏสถานที่สำคัญเป็นชื่อบ้านนามเมืองในท้องถิ่นต่างๆ อยู่ทั้งสองฝั่งโขงจนไปถึงสกลนครและร้อยเอ็ดจนทุกวันนี้ ส่วนหลักฐานทางศาสนสถานและโบราณวัตถุชี้ว่า มีบ้านเมืองทั้งสองฝั่งตั้งแต่เวียงจันทน์จนถึงสะหวันนะเขต โดยมีศูนย์กลางของรัฐและความศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองอยู่ที่ ‘พระธาตุพนม’ และบริเวณเซบั้งไฟในฝั่งลาว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระธาตุพนม ตลอดจนบริเวณลำน้ำก่ำที่เข้ามาถึงเมืองสกลนครในอดีต นักวิชาการรุ่นก่อนมักไม่ยอมรับว่าศรีโคตรบูรมีจริง เนื่องจากเสาะหาเฉพาะหลักฐานที่เป็นบ้านเมือง ซึ่งมีศาสนสถานที่สามารถกำหนดอายุ สิ่งที่พบส่วนใหญ่นั้นกระจัดกระจายโดยไม่สามารถเชื่อมโยงได้ นักวิชาการโดยมากจึงไม่เชื่อถือเรื่องราวในตำนานที่ปรากฏเนื่องจากพิจารณาว่าเป็นหลักฐานเอกสารที่ไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีบางแห่งที่เรียกตำนานอุรังคธาตุนี้นี้ว่า ‘อุรังคนิทาน’ อย่างไรก็ตาม การศึกษาตำนานนั้น ควรพิจารณาระบบสัญลักษณ์ที่เป็นรหัสนัยยะได้ในลักษณะของความทรงจำที่สะท้อนเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งต้องเข้าใจถึงคติความเชื่อที่เขียนหรือบันทึกในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมักเป็นการบันทึกขึ้นภายหลังและเจือปนด้วยโลกทัศน์ของผู้บันทึก มากกว่าที่จะเป็นการบันทึกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ล่วงไปแล้ว เมื่อพระธาตุพนมล้มในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นอกจากจะพบหลักฐานสำคัญจากลวดลายซึ่งมีอิทธิพลศิลปะจามชัดเจนปรากฏบนฐานอาคารปราสาทอิฐหลังเดิม โดยมีการสร้างพระธาตุครอบไว้แล้ว ที่ยอดมณฑปซึ่งล้มหักพัง พบ ‘อูบมุง’ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นกล่องโลหะขนาดใหญ่มีฝาครอบ และที่ยอดมีรูปแบบคล้ายคลึงกับยอดอูบทองคำพบที่บริเวณบ้านหนองเรือทองริมน้ำเซบั้งไฟ ฝั่งตรงข้ามกับพระธาตุพนม บริเวณบ้านหนองเรือทองนี้ มีการพบหลักฐานเป็นเครื่องทองที่มีลายดุนภาพรูปเทวรูปในศาสนาฮินดูจำนวนมาก ที่สัมพันธ์กับหลักฐานของกลุ่มจามในรัฐจามปาทางเวียดนามตอนกลาง เรื่อยไปจนถึงมุกดาหารและแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว อันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงว่า บริเวณพื้นที่ธาตุพนมนั้นมีความสำคัญต่อบ้านเมืองที่เรียกว่า ศรีโคตรบูร มาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ และมีหลักฐานว่าสัมพันธ์กับบ้านเมืองในแถบรัฐจามปาทางชายฝั่งเวียดนามด้วย...’ เครื่องทอง พบที่บริเวณบ้านหนองเรือทอง ริมน้ำเซบั้งไฟ ฝั่งตรงข้ามกับพระธาตุพนม จากข้อมูลและการเปรียบเทียบข้างต้นจึงได้ตั้งรูปแบบสันนิษฐานไว้ว่า พระธาตุพนม มีในส่วนของงานศิลปกรรมมีความเป็นพื้นถิ่นค่อนข้างสูงและอาจมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจากทางเขมร เจนละ ทวารวดีและจาม แต่ในส่วนของรูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมีอิทธิพลจามอย่างชัดเจน โดยกำหนดช่วงเวลาได้ในพุทธศตวรรษที่ ๑๔–๑๕ พระธาตุพนมในมุมมองกระแสหลักนั้น ประวัติการก่อสร้างพระธาตุพนมเป็นปัญหาในเชิงการศึกษาโบราณคดีและข้อมูลในมิติประวัติศาสตร์มาตลอดยุคสมัย ข้อมูลและเอกสารส่วนมากยังคงใช้การอ้างอิงจากตำนานอุรังคธาตุ ซึ่งเป็นตำนานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับพระธาตุพนมเอง แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือการเป็นพระธาตุเจดีย์ที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงและการมีศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ได้ใช้มุมมองทางภูมิศาสตร์โบราณคดีและภูมิวัฒนธรรม มาตั้งข้อสังเกตต่อตัวบริบทโดยรอบและรูปแบบพระธาตุพนมองค์เดิมว่า ‘…วัดพระธาตุพนมตั้งอยู่บนดอยภูกำพร้าอันเป็นที่สูงอยู่ริมแม่น้ำโขง แต่ก่อนแม่น้ำโขงอยู่ใกล้กับองค์ พระธาตุมากกว่าบริเวณนี้ ร่องรอยของทางเดินแม่น้ำเก่ายังเห็นอยู่ที่เรียกว่า บึงธาตุ ในปัจจุบัน โบราณวัตถุสถานในเขตรอบๆ องค์พระธาตุเป็นของที่มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยล้านช้างและอยุธยา โดยเฉพาะของสมัยทวารวดีนั้นได้แก่หลักหินและเสมาหิน ซึ่งปักอยู่ตามทิศต่างๆ รอบองค์พระธาตุ บางหลักเป็นของในพุทธศาสนา ซึ่งปักแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระธาตุมาแต่สมัยทวารวดี โบราณวัตถุในเขตรอบๆ องค์พระธาตุเป็นของที่มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยล้านช้างและอยุธยา โบราณสถานที่สำคัญที่สุดของวัดคือ องค์พระธาตุพนม สร้างเป็นรูปคูหาสี่เหลี่ยมซ้อนสองชั้นด้วยอิฐฐานกว้างด้านละ ๑๖ เมตร ส่วนยอดเป็นทรงโกศต่อเติมขึ้นใหม่ภายหลัง ลักษณะคูหาสองชั้นที่ก่อด้วยอิฐดูผิดแผกไปจากลักษณะเจดีย์แบบสมัยทวารวดีที่พบทั้งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั่วไป รอบๆ คูหาชั้นแรกมีลวดลายสลักบนแผ่นอิฐซึ่งมีรูปกษัตริย์ทรงช้าง ม้า มีบริวาร มีรูปสัตว์ เช่น ควายเนื้อทราย นอกนั้นเป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกับศิลปะแบบขอมแบบจามและแบบทวารวดี โดยเฉพาะลักษณะของม้าที่มีผู้ควบวิ่งนั้น นักโบราณคดีบางท่านบอกว่าละม้ายไปทางจีนหรือญวน…’ ภาพสลักอิฐบนซุ้มประตูพระธาตุพนม จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ด้วยวิธีการศึกษาของอาจารย์ศรีศักรได้ใช้การวิเคราะห์หลักฐานในทางมานุษยวิทยา รวมถึงหลักฐานทางวัตถุสถานประกอบ การตั้งข้อสังเกตส่วนมากได้กล่าวถึงความเป็นศิลปะพื้นถิ่นที่ไม่สามารถผูกโยงกับอิทธิพลวัฒนธรรมใดได้อย่างชัดเจน ภาพสลักอิฐบนซุ้มประตูทั้ง ๓ ด้านและรูปกษัตริย์ทรงพาหนะถือเป็นลวดลายที่เก่าแก่ที่สุด และได้สรุปถึงลักษณะของศิลปกรรมที่เป็นไปได้ไว้ว่า ‘…ลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบนี้กล่าวได้ว่ามีแหล่งที่มาเดียวกันกับปราสาทของจามและขอม ลวดลายประดับอิฐในระยะแรกๆ เป็นของกลุ่มชนที่อยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนนี้ ซึ่งได้รับแบบอย่างมาจากศิลปกรรมที่ผ่านทะเลขึ้นมาทางปากแม่นำ้โขงและแคว้นอันนัมสมัยหลังราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ก็มีการซ่อมแซมลวดลายอิฐขึ้น ลักษณะของเสากลมและเทวรูปที่ประดับใกล้เสาได้อิทธิพลศิลปะขอมแบบไพรกเมง…’ นอกจากนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ยังได้อรรถาธิบายและวิเคราะห์ไว้อย่างลุ่มลึกใน ‘เมืองสกลนครโบราณในรัฐ ศรีโคตรบูร และตำนานอุรังธาตุ’ บทความ ซึ่งขยายความต่อจาก ‘ตำนานอุรังคธาตุกับความคิดคำนึงทางโบราณคดี’ ว่า ทุกวันนี้รู้จักพระธาตุพนมในลักษณะที่ว่าเป็นพระธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่และมีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่ามีมานานเท่าใดใครเป็นผู้สร้างอยู่ในแว่นแคว้นใดมาก่อนตลอดจนมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพียงใดนั้น ยังเป็นที่คาดคะเนไม่ได้แน่นอนและมักเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงการโบราณคดี ‘…สิ่งที่พอจะกล่าวได้อย่างมั่นใจขณะนี้ก็คือลักษณะของศิลปกรรมอันได้แก่ลวดลายและภาพที่สลักบนแผ่นอิฐซึ่งประดับรอบพระธาตุเจดีย์ตอนล่างทั้งสี่ด้านเป็นลักษณะศิลปกรรมที่เป็นตัวเองไม่ใช่ลักษณะศิลปะของจาม มอญ และขอม ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นของที่สร้างโดยชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในสมัยโบราณคือเจ้าของดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง หลักฐานทางโบราณคดีขณะนี้ยังไม่มีเพียงพอส่วนใหญ่เป็นตำนานพงศาวดารซึ่งเรียบเรียงขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นช้านาน เอกสารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระธาตุพนมและเรื่องราวของประชาชนตลอดจนแว่นแคว้นที่เกี่ยวข้องซึ่งถือได้ว่าดีที่สุดขณะนี้ก็คือ ตำนานอุรังคธาตุ คำว่าอุรังคธาตุนั้นหมายถึงพระบรมธาตุส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าซึ่งพระมหากัสสปะนำมาประดิษฐานไว้ ณ ดอยกัปปนคีรีหรือภูกำพร้า อีกนัยหนึ่งก็คือพระธาตุพนมนั่นเอง ตำนานเล่มนี้การเรียงลำดับเหตุการณ์และสถานที่ดูค่อนข้างสับสนจึงมีผู้นำไปเรียบเรียงใหม่ให้อ่านง่ายขึ้นหรือไม่ก็มีผู้ตัดตอนเอาเรื่องราวของสถานที่ไปแยกเขียนเป็นประวัติตำนานของท้องถิ่นอื่นๆ เช่น ตำนานพระธาตุเชิงชุม ตำนานพระบาท ตำนานพระธาตุนารายณ์เจงเวง ฯลฯ สาระสำคัญในตำนานอุรังคธาตุนั้น อาจวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญได้ดังนี้ เรื่องแรกคือพุทธทำนายเป็นสิ่งที่จะต้องมีประจำอยู่ในทุกๆ ตำนานคือการที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ยังท้องถิ่นใดถิ่นหนึ่งในสุวรรณภูมิแล้วทรงทำนายการเกิดของบริเวณที่จะเป็นศาสนสถานวัดวาอารามหรือบ้านเมือง ตลอดจนการกำหนดพระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่จะทะนุบำรุงพระศาสนา ในตำนานอุรังคธาตุนี้ พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะทรงประทับ รอยพระพุทธบาทไว้ในท้องที่ต่างๆ เช่นที่ หนองคาย สกลนคร และนครพนม ทรงกำหนดภูกำพร้าในเขตอำเภอธาตุพนม เป็นสถานที่บรรจุพระอุรังคธาตุ และทำนายการเกิดของนครเวียงจันทน์ในบริเวณหนองคันแทเสื้อน้ำ ถัดจากพุทธทำนายก็เป็นนิยายปรัมปรา [Myth] เกี่ยวกับประวัติการเกิดของภูมิประเทศอันได้แก่ แม่น้ำ ที่ราบ และภูเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มชนที่อยู่อาศัย ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงการเกิดของแม่น้ำสำคัญๆ ตามลำแม่น้ำโขงว่าเป็นการกระทำของพวกนาค ซึ่งแต่เดิมมีที่อยู่อาศัยในหนองแสเขตยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน นาคเหล่านั้นได้เกิดทะเลาะวิวาทกันจนเป็นเหตุให้ต้องทิ้งถิ่นฐานเดิมล่องมาตามลำแม่น้ำโขงทางใต้ขุดควักพื้นดินทำให้เกิดแม่น้ำสายต่างๆ ขึ้น เช่น แม่น้ำอู แม่น้ำพิง แม่น้ำงึม แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล ฯลฯ ข้อความที่เกี่ยวกับหนองแสและการวิวาทกันของพวกนาคจนเป็นเหตุให้ต้องหนีลงมาทางใต้ตามลำแม่น้ำโขงนั้น ตรงกันกับข้อความในตำนานอื่นคือตำนานสุวรรณโคมคำและตำนานสิงหนวัติ อันเรื่องราวเกี่ยวกับนาคนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่นิยมกันมากในบรรดาบ้านเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่หนองแส ซึ่งเป็นตอนต้นน้ำในเขตยูนนาน ลงมาจนถึงเมืองเขมรตรงปากแม่น้ำโขงมีลัทธิเคารพบูชานาค เชื่อกันว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดแม่น้ำลำคลองเกิดความสมบูรณ์พูนสุขแก่บ้านเมืองและอาจบันดาลภัยพิบัติให้น้ำท่วมเกิดความล่มจมแก่บ้านเมืองได้ นาคมีความสัมพันธ์กับคนในฐานะเป็นบรรพบุรุษ เช่น ในประวัติของอาณาจักรฟูนัน ในจดหมายเหตุจีนกล่าวว่า พราหมณ์มาแต่งงานกับลูกสาวนาค แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ปกครองฟูนัน ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงทรมานพวกนาคจนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กลายเป็นผู้อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาไป ยิ่งไปกว่านั้น นาคยังเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ ในการปกครองและความยุติธรรม กษัตริย์องค์ไหนเจ้าเมือง คนไหนประพฤติผิดในการปกครองหรือประชาชนมีจิตใจไร้ศีลธรรมจะได้รับการลงโทษจากนาค ทำให้บ้านเมืองพิบัติล่มจมไป แต่ผู้ใดเจ้าเมืองใดยึดมั่นในพระพุทธศาสนานาคก็จะทำตัวเป็นผู้คุ้มกันและช่วยเหลือ นิยายปรัมปราคติอันเกี่ยวกับนาคซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความจริงนี้ ถ้าหากวิเคราะห์และแปลความหมายตามหลักวิชามานุษยวิทยาแล้วอาจมองได้ ๒ ลักษณะคือ ๑. นาคในลักษณะที่เป็นกลุ่มชนดั้งเดิม ๒. นาคในลักษณะที่เป็นลัทธิหนึ่งในทางศาสนา ถ้าหากแบ่งขั้นตอนของการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนที่มาจากหนองแสตามตำนานแล้วก็กล่าวได้ว่า ตำนานสุวรรณโคมคำและตำนานสิงหนวัติ เป็นเรื่องของกลุ่มชนที่เคลื่อนย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในเขตลุ่มน้ำโขงตอนบน คือตั้งแต่เขตจังหวัดเชียงราย หลวงพระบางลงมาจนถึงจังหวัดเลย สำหรับตำนานอุรังคธาตุนั้น เป็นเรื่องของผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยตั้งแต่เขตจังหวัดหนองคายลงไปจนถึงอุบลราชธานี ส่วนเรื่องที่ว่า นาคเป็นลัทธิหนึ่งในทางศาสนานั้น หมายความว่าระบบความเชื่อดั้งเดิมของกลุ่มชนที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตั้งแต่หนองแสลงมา เป็นลัทธิที่เกี่ยวกับการบูชานาค นาคเป็นสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่สำคัญ บันดาลให้เกิดแม่น้ำ หนอง บึง ภูเขาและที่อยู่อาศัย ครั้นเมื่อวัฒนธรรมอินเดียโดยเฉพาะพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์แพร่หลายเข้ามา ลัทธิบูชานาคก็ได้ผสมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิศาสนาที่เข้ามาใหม่ จะเห็นได้ว่าเรื่องการที่พระพุทธเจ้าทรงทรมานนาคก็ดี เรื่องพระอิศวรและพระนารายณ์ (พระกฤษณะ) รบกับพญานาคก็ดี ในตำนานอุรังคธาตุนั้นเป็นการแสดงถึงชัยชนะของศาสนาใหม่ที่มีต่อระบบความเชื่อเก่า แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าระบบ ความเชื่อดั้งเดิมจะสลายตัวไป กลับถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาใหม่ด้วย ดังจะเห็นได้ว่าบรรดานาคได้กลายมาเป็นผู้พิทักษ์พระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชน กษัตริย์หรือ เจ้าเมืององค์ใดเป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาก็มักจะได้รับความช่วยเหลือจากนาคในการสร้างบ้านแปงเมืองและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่บ้านเมือง แต่ถ้ากษัตริย์หรือประชาชนไม่ยึดมั่นในพระศาสนาขาดศีลธรรมนาคก็จะกลายเป็นอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่บันดาลความวิบัติให้บ้านเมืองนั้นล่มจมเป็นหนองเป็นบึงไปอย่าง เช่น เมืองหนองหารหลวงและเมืองมรุกขนคร เป็นต้น การบรรจุพระอุรังคธาตุและการสร้างตลอดจนบูรณะพระธาตุพนมเป็นเรื่องของการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหรือบ้านเมืองต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วอาจแบ่งระยะเวลาออกได้เป็น ๒ ระยะ ระยะแรก เป็นเรื่องราวที่เป็นนิยายปรัมปราคติ [Myth] คือเริ่มแต่สมัยพุทธกาลในรัชกาลของพระยาติโคตรบูร ผู้ครองแคว้นศรีโคตรบูร พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ทรงกำหนดให้พระกัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาบรรจุ ณ ภูกำพร้าหลังจากพระองค์นิพพานแล้ว ครั้งพระมหากัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาบรรจุนั้นพระยาติโคตรบูรสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระยานันทเสนราชอนุชาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งศรีโคตรบูรแทนได้ร่วมกับพระยาสุวรรณภิงคารแห่งแคว้นหนองหานน้อย พระยาอินทปัฐนครแห่งแคว้นอินทปัฐนคร และพระยาจุลณีพรหมทัตแห่งแคว้นจุลณี หลังจากก่อองค์พระธาตุเสร็จแล้วพระอินทร์และเทพยดาทั้งหลายก็พากันมาสักการะพระอุรังคธาตุสร้างเสริมตกแต่งพระธาตุให้งดงาม ทำรูปกษัตริย์ทั้งหลายจากแคว้นต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการก่อพระธาตุทรงช้างทรงม้าพร้อมทั้งลวดลายประดับไว้บนผนังรอบๆ องค์พระธาตุทั้งสี่ทิศ รูปเหล่านี้เชื่อกันว่าคือที่ปรากฏบนลวดลายสลักอิฐนั่นเอง เหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์เรื่อยมา ต่อมาบรรดากษัตริย์ทั้งหลายที่ร่วมกันก่อพระธาตุก็สิ้นพระชนม์ไป แต่ว่าไปประสูติใหม่ในวงศ์กษัตริย์ของแคว้นต่างๆ ที่กล่าวนามมาแล้ว ในที่สุดพระยาติโคตรบูรก็ได้เสวยพระชาติเป็นพระยาสุมิตตธรรมครองเมืองรุกขนครแห่งแคว้นศรีโคตรบูร ส่วนกษัตริย์องค์อื่นๆ ได้บวชเรียนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทรงมาพบกันอีกทีและทรงร่วมกันบูรณะก่อสร้างพระธาตุพนมครั้งที่สองขึ้น ในครั้งนี้เชื่อกันว่าพระธาตุพนมมีรูปร่างเป็นคูหาสี่เหลี่ยมสองชั้นก่อด้วยอิฐซ้อนกัน ภายในพระธาตุพนม เป็นพระธาตุทึบ ประกอบไปด้วยเศษอิฐซ้อนชั้น ต่อจากรัชกาลพระยาสุมิตตธรรมแห่งมรุกขนครแล้วแคว้นโคตรบูรก็เสื่อมลง ความสำคัญของบ้านเมืองได้ย้ายไปอยู่ที่นครเวียงจันทน์อันมีพระยาจันทรบุรีอ้วยล้วยเป็นต้นวงศ์กษัตริย์ และได้ทรงอุปถัมภ์พระธาตุพนมต่อมา ระยะหลังเหตุการณ์เกี่ยวกับพระธาตุพนมเป็นเรื่องในสมัยล้านช้างซึ่งถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์แล้ว ตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่า พระยาโพธิสาราชได้เสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์สร้างวิหารและถวายข้าพระเป็นจำนวนมากเพื่อคอยดูแลรักษาพระบรมธาตุพระยาโพธิสาราชนี้มีหลักฐานว่าขึ้นครองราชย์ในล้านช้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓ สมัยหลังๆ ลงมาก็ถึงรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงทราบเรื่องราวของพระธาตุพนมจากตำนาน ได้เสด็จมานมัสการพระบรมธาตุและทรงบูรณปฏิสังขรณ์ เรื่องของตำนานอุรังคธาตุที่มีมาแต่โบราณมาหมดสิ้นเอาในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้าง ต่อมาพระพนมเจติยานุรักษ์ (ปัจจุบันคือพระเทพรัตนโมลี) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมซึ่งเป็นปราชญ์มีความรอบรู้ในเรื่องอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีคนหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รวบรวมเรียบเรียงตำนานอุรังคธาตุขึ้นใหม่ให้ชื่อว่า ‘อุรังคนิทาน’ ได้นำเอาเรื่องราวและเหตุการณ์เกี่ยวกับพระธาตุพนมในสมัยหลังรัชกาลพระเจ้าไชยเชษฐาลงมาจนปัจจุบัน ซึ่งมีบันทึกอยู่ในศิลาจารึกตำนานพงศาวดารและความทรงจำของผู้รู้ในท้องถิ่นมาเพิ่มเติมไว้ จากเรื่องราวที่เพิ่มเติมนี้ ทำให้ทราบว่าพระธาตุพนมเป็นศาสนสถานที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกยุคทุกสมัย การบูรณปฏิสังขรณ์แต่ละครั้งเป็นเหตุการณ์ในทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเจ้าบ้านผ่านเมือง ขุนนางข้าราชการ ประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ต้องมาร่วมกันดำเนินการ การบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในภายหลังนี้ได้แก่ครั้งพระครูหลวงโพนสะเม็กในปี พ.ศ. ๒๒๓๕ ครั้งพระครูวิโรจน์รัตโนบลจากวัดทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ และครั้งสุดท้ายกรมศิลปากรมาบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓...’ สำหรับความสำคัญของ ‘ภูกำพร้า’ ตำนานเล่าสืบต่อว่า ภูกำพร้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง ทางทิศตะวันออกจะพบบึงน้ำกว้างยาวขนานไปกับแม่น้ำโขง เรียกกันในท้องถิ่นว่า ‘บึงธาตุ’ และเชื่อกันว่าบึงนี้ถูกขุดขึ้นในอดีตเพื่อนำเอาดิน ที่ได้มาปั้นอิฐก่อองค์พระธาตุพนมขึ้น จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๑๘–๒๕๒๒ ได้กล่าวถึงตำนานอุรังคธาตุ ประกอบกับหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี บ่งถึงกำเนิดขององค์พระธาตุพนมว่า ‘…เมื่อระยะเวลาประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐–๑๔๐๐ บริเวณอำเภอธาตุพนม เคยเป็นศูนย์รวมของกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เพราะอยู่ในชัยภูมิที่เป็นศูนย์กลางของทางคมนาคม ศาสนสถาน จึงได้ถูกสร้างขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นบริเวณที่ราบเสมอกัน อยู่ห่างจากลำน้ำโขงเก่าที่เปลี่ยนทางเดินประมาณ ๕๐ เมตร (ลำน้ำโขงเก่าอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุ ปัจจุบันเรียกว่าบึง บึงยาว หรือบึงธาตุ) โดยได้มีการขุดคู ๓ ด้าน คือด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ คูด้านทิศเหนือและทิศใต้น่าจะถูกขุดยาวออกไปทางทิศตะวันออกจดลำน้ำโขง ใช้ลำน้ำโขงเดิมเป็นคูด้านทิศตะวันออก ในการขุดคูทั้งสามด้านนั้น ได้นำเอาดินที่ขุดได้เข้ามาถมที่ตรงกลางกลายเป็นเนินดินสูงจากพื้นที่โดยรอบประมาณ ๒ เมตร เรียกตามตำนานว่า ภูกำพร้า และเนื่องจากการขุดคูเพียงสามด้าน ด้านทิศตะวันออกไม่ได้ขุด ในการถมดินจึงทำให้ภูกำพร้าสูงทางด้านทิศตะวันตก และลาดต่ำไปทางทิศตะวันออก เมื่อได้สร้างภูกำพร้าเสร็จแล้ว จึงสร้างศาสนสถานขึ้นที่ยอดเนินของภูกำพร้า การสถาปนาองค์พระธาตุพนมครั้งนี้ ได้ปรากฏอยู่ในการเขียนตำนานอุรังคธาตุ ที่พยายามอ้างอิงไปถึงสมัยพุทธกาล อันเป็นวิธีการเขียนประวัติศาสตร์ของคนโบราณในแถบนี้ ซึ่งมีภูมิหลังทางด้านพุทธศาสนา ว่า พระมหากัสสปะ ผู้รู้พุทธทำนายได้นำกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้าหรือที่เรียกกันว่า พระอุรังคธาตุ มายังภูกำพร้า ตามตำนานกล่าวว่า สมัยนั้นเป็นเวลา พ.ศ. ๘ และเหตุที่พระเถรเจ้ามาที่ภูกำพร้านี้ เพราะพระพุทธองค์ได้ทรงทำนายไว้ว่า พระอุรังคธาตุของพระองค์จะได้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อรอเวลาผู้มีบุญมา สถาปนาในภายหลัง เรื่องที่พระมหากัสสปะนำพระอุรังคธาตุมาที่ภูกำพร้านี้ ทราบไปถึงพญา ๕ ตน ซึ่งมีบ้านเมืองครอบครองอยู่ในบริเวณใกล้เคียงโดยรอบคือ พญาสุวรรณภิงคาร เมืองหนองหานหลวง พญาคำแดง เมืองหนองหานน้อย พญาอินทปัตฐ เมืองอินทปัตฐนคร พญานันทเสน เมืองศรีโคตรบูร พญาจุลนีพรหมทัต แคว้นจุลนี จึงมาร่วมกันก่อสร้าง ‘อูบมุง’ เพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุ และตำนานได้กล่าวเป็นทำนองอิทธิปาฏิหาริย์ว่า พระบรมสารีริกธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ทราบว่า ยังมิใช่เวลาที่สมควรจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พญา ๕ ตน จึงเพียงประดิษฐานพระอุรังคธาตุไว้ ณ ที่นั้น โดยยังมิได้ทำการ สถาปนา ผังเมืองหนองหารน้อย และหนองหารหลวง ที่กล่าวถึงในตำนานอุรังคธาตุ งานวิจัยทางวิชาการ ‘ภูกำพร้า: ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนา’ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ภูกำพร้าอันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุพนมในอุรังคธาตุนิทาน ผลการวิจัยพบว่า ภูกำพร้า มีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติพระศรีอาริยเมตไตรย ทั้งยังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ ในภัทรกัป ความเป็นกำพร้าในคำว่า ‘ภูกำพร้า’ แสดงให้เห็นถึงลักษณะภูเขาลูกโดดที่โผล่ขึ้นท่ามกลางที่ราบ และคำว่าภูในภูกำพร้านี้มีความหมายตรงกับคำว่า ‘พนม’ ใน ‘พระธาตุพนม’ นอกจากนี้ยังพบว่าชื่อภูกำพร้านี้ยังถูกใช้เป็นชื่อวัดอื่นๆ ทั้งในล้านช้าง ล้านนา และลพบุรี โดยในล้านนาใช้คำว่า ม่อนกำพร้า แทนคำว่า ภูกำพร้า อย่างไรก็ตาม ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีใน พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๒ พบว่า ภูกำพร้า ที่ตั้งพระธาตุพนมเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยมีการสรุปไว้ว่า ‘…ความเป็นกำพร้าในภูกำพร้า คือลักษณะกำพร้าของภูเขาที่เป็นภูเขาลูกโดดท่ามกลางที่ราบ โดยคำว่า ภู ในภูกำพร้า ตรงกับคำว่า พนม ในพระธาตุพนม นอกจากภูกำพร้าที่พระธาตุพนมแล้ว ยังพบชื่อภูกำพร้าที่ใช้เป็นชื่อสถานที่ตามธรรมชาติ และชื่อวัดทั้งในล้านช้าง ล้านนา และลพบุรี โดยในล้านนาใช้คำว่า ม่อนกำพร้าแทน คำว่าภูกำพร้า และภูเขาที่ใช้คำว่า พนม ได้แก่ เขาขุนพนม ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตาม ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดี ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๒ พบว่า พระธาตุพนมที่ประดิษฐานอยู่บนเนินดินสูง ๒ เมตร เดิมเป็นที่ราบ เนินดินนั้นเกิดขึ้นจากกิจกรรมมนุษย์ ด้วยการขุดดินเป็นคูน้ำล้อมทั้ง ๓ ด้าน และนำดินที่ขุดขึ้นมาถมเป็นเนิน ไม่ได้เป็นภูกำพร้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จากความจริงประจักษ์ที่ผู้แต่งอุรังคธาตุนิทานได้พบเห็นว่า องค์พระธาตุพนมตั้งอยู่บนเนินสูง ๒ เมตร จึงเรียกเนินสูงนั้นว่า ภูกำพร้า ด้วยเหตุนี้ภูกำพร้าจึงเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนาที่สืบต่อมาแต่โบราณจากวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดู…’ รายละเอียดของกรมศิลปากรได้เข้าสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๒ ภายหลังจากที่พระธาตุพนมพังทลายลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ผลจากการสำรวจเบื้องต้นก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า ‘…ผลจากการสำรวจเบื้องต้นก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า ภูกำพร้า อันเป็นที่ตั้งพระธาตุพนมนั้น มีลักษณะเป็นเนินดินสูงจากบริเวณโดยรอบประมาณ ๒ เมตร ทางทิศตะวันตกจะสูงกว่าทางทิศตะวันออก องค์พระธาตุตั้งอยู่ค่อนมาทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของภูกำพร้า ห่างออกไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๖๐๐ เมตร เป็นแม่น้ำโขงในอดีต เมื่อถึงฤดูฝน น้ำในแม่น้ำโขงจะขึ้นท่วมถึงองค์พระธาตุพนม รอบภูกำพร้ามีคูน้ำ ๓ ด้าน ยกเว้นบริเวณหน้าวัดพระธาตุพนมจะมีบึงธาตุ มี ลักษณะเป็นบึงน้ำกว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวขนานไปกับแม่น้ำโขง ชาวบ้านเชื่อกันว่าบึงนี้ถูกขุดขึ้นในอดีตเพื่อนำเอาดินที่ได้มาปั้นเป็นอิฐก่อเจดีย์ แต่มีความเป็นไปได้ว่าบึงธาตุอาจเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโขงสายเดิมก็ได้ ด้วยเหตุนี้ รอบภูกำพร้าจึงเป็นคูน้ำ ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านทิศเหนือใต้ ตะวันตก ส่วนทางตะวันออกเป็นแม่น้ำโขงสายเดิม (บึงธาตุ) ที่เดิมอาจเชื่อมกับคูน้ำด้านทิศเหนือและใต้ ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีในครั้งนั้น พบว่าในอดีตบริเวณที่ตั้งพระธาตุพนมเป็นพื้นที่ราบเสมอ ตามหลักฐานจากเศษถ่านและดินเผาที่ใต้ผิวดินชั้นที่ ๑ ของหลุมที่ ๔ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระธาตุพนม และหลุมที่ ๕ ทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระธาตุพนม อันแสดงให้เห็นร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนมาก่อน ที่จะมีการสร้างพระธาตุพนม ถัดขึ้นมาเป็นชั้นทรายหนาประมาณ ๕–๑๐ เซนติเมตร ก่อนเป็นชั้นดินเหนียวอัดแน่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินเหนียวที่เกิดจากการขุดคูน้ำโดยรอบพระธาตุทั้ง ๓ ด้าน ด้วยเหตุนี้บริเวณที่จะสร้างพระธาตุจึงสูงกว่าบริเวณโดยรอบประมาณ ๒ เมตร ถัดขึ้นมาเป็นชั้นดินสีน้ำตาลปนอิฐหัก ซึ่งอาจเกิดจากการชำรุดของพระธาตุในระยะเวลาต่อมา จากนั้นจึงมีการถมปรับระดับพื้นบริเวณพระธาตุให้เสมอกันตามหลักฐานชั้นดินที่เป็นดินร่วนค่อนข้างเหนียวสีน้ำตาลเข้ม มีอิฐหักและกระเบื้องถูกกวาดลงหลุม ชั้นดินบนสุดเป็นชั้นดินที่เป็นรากของวัชพืช ด้านล่างของชั้นดินชั้นนี้มีแนวอิฐหัก ด้วยเหตุนี้ จากการขุดค้นทางโบราณคดี จึงทำให้รู้ว่า ภูกำพร้า อันเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุพนมนั้น เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ที่มีการขุดคูน้ำ ๓ ด้านขึ้นมาถมเป็นเนินสูง ยกเว้นการขุดด้านทิศตะวันออกที่เป็นแม่น้ำโขงสายเดิม ส่งผลให้พื้นที่ในการถมดิน มีความสูงทางด้านทิศตะวันตกแล้วลาดต่ำไปทางทิศตะวันออกที่ไม่ได้ขุดคูน้ำ เมื่อสร้างเนินสูงแล้ว จึงสร้างศาสนสถานที่ยอดเนินของภูกำพร้าที่ค่อนไปทางทิศตะวันตก เดิมเป็นที่ราบ ไม่มีเนินกำพร้าหรือภูกำพร้ามาแต่เก่าก่อน เป็นไปได้ว่า การปรากฏขึ้นของภูมิสถานที่ตั้งพระธาตุพนมบนเนินดินสูงจากพื้นที่โดยรอบ ๒ เมตร ตามที่ตำนานเรียกว่า ภูกำพร้านั้น ต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการแต่งตำนาน กล่าวคือ ในสมัยที่มีการแต่งตำนานองค์พระธาตุพนมต้องปรากฏอยู่ก่อนบนเนินดินที่สูงนั้นแล้ว ผู้แต่งได้อาศัยความเชื่อในท้องถิ่นเรื่องภูกำพร้าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อธิบายเนินสูงที่ประดิษฐานพระธาตุพนม...’ อ้างอิง + ‘เมืองสกลนครโบราณในรัฐ “ศรีโคตรบูร” และตำนานอุรังธาตุ’ โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ความทรงจำจากภาพถ่าย จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๑๐๗ เดือนกรกฎาคม - กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ + หนังสือเรื่อง ‘นิเวศวัฒนธรรมในความเปลี่ยนแปลง’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ + 'ภูกำพร้า: ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ตามคติพุทธศาสนา' โดย ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี, ธณิกานต์ วรธรรมานนท์ วารสารพุทธศิลปกรรม ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (ปี พ.ศ. ๒๕๖๒) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ + 'อุรังคธาตุ ตำนานพระธาตุพนม' การสัมมนาทางวิชาการเรื่องวรรณกรรมสองฝั่งโขง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม + 'ประชุมตำนานพระธาตุ ภาคที่ ๑-๒' กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม + 'เมืองโบราณ พระธาตุพนม' โดย มานิต วัลลิโภดม / น. ณ ปากน้ำ และคณะ วารสารเมืองโบราณฉบับพิเศษ พระธาตุพนม + ‘พระธาตุพนม’ ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) + ‘ข้อมูลใหม่ที่ได้จากจารึกในพระธาตุพนม’ โดย วัชรินทร์ พุ่มพงษ์แพทย์ วารสารศิลปากร ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑-๒ เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ + 'การศึกษาวิเคราะห์พุทธศาสนาผ่านตำนานพระธาตุพนม และพระธาตุเชิงชุม' โดย คำพันธ์ ผิวกระจ่าง, ประยูร แสงใส วารสารพื้นถิ่นโขง ชี มูล ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ + จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๑๘–๒๕๒๒ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี
- ประติมากรรมครุฑ เมืองครุฑ ลักษณะเฉพาะฝีมือช่างพื้นเมืองรูปแบบที่ไม่เคยพบทั้งในไทยและกัมพูชา
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ประติมากรรมครุฑ เมืองครุฑ ลักษณะเฉพาะฝีมือช่างพื้นเมืองรูปแบบที่ไม่เคยพบทั้งในไทยและกัมพูชา เมืองครุฑ ได้ชื่อนี้มา เพราะการค้นพบชิ้นส่วนประติมากรรมครุฑขนาดใหญ่จนเป็นที่มาของชื่อ และเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อกับปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นหลักหมายในการศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่เลียบเลาะลุ่มแม่น้ำแควน้อย ซึ่งสามารถบ่งชี้สะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนาที่สำคัญและแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เมืองครุฑปัจจุบัน กลายเป็นพื้นที่ทำกสิกรรมของชาวบ้าน บริเวณรอบๆ พบเศษศิลาแลงกระจายทั่วบริเวณ ปัจจุบัน ชิ้นส่วนประติมากรรมหินทรายรูปครุฑ ที่ค้นพบ ได้นำมาแสดงที่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นชิ้นส่วนของ ขา, เท้า, สะโพก, อก และปีกขวาของครุฑ (คาดว่า ถ้าสมบูรณ์ครบทุกชิ้นส่วน จะสูงประมาณ ๒.๕๐ เมตร) เป็นรูปสลักครุฑแบบลอยตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับชิ้นส่วนลวดลายดอกไม้แกะสลักจากหินทราย ทั้งที่มีความสำคัญอย่างมากในการเป็นชิ้นส่วนประติมากรรมที่สำคัญของการตีความประวัติศาสตร์และโบราณคดีในลุ่มแม่น้ำแควน้อยและแม่กลอง กลับไม่ค่อยมีงานวิจัยออกมามากนัก อาจจะเป็นเพราะไม่พบเอกสารลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับเมืองครุฑเลย มีแต่เมืองสิงห์ที่ปรากฏในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โบราณสถานเมืองครุฑนี้ตั้งอยู่ที่บ้านท่าตาเสือ ตำบลเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนังสือ ‘เส้นทางเดินทัพ (พม่าตีไทย)’ โดยอาจารย์และนักศึกษา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้รายละเอียดเมืองครุฑแบบกระชับรวบรัดไว้ว่า ‘ …ถัดจากเมืองสิงห์ไปทางตะวันออก ห่างจากลำน้ำแควน้อยประมาณ ๕ กม. มีเมืองโบราณขนาดเล็กเมืองหนึ่งตั้งอยู่ เป็นเมืองที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ขนาด ๓๐๐ X ๕๐๐ เมตร สัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบไม่สม่ำเสมอ ชาวบ้านเรียกว่า เมืองครุฑ เพราะกล่าวว่าเคยมีครุฑศิลาทราย อยู่เชิงเขาในเขตเมืองนี้ อันลักษณะการทำครุฑด้วยหินทรายนั้น พบมากในศิลปะสมัยลพบุรี และบริเวณเมืองครุฑ เมืองสิงห์ ก็ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกัน จึงน่าจะเป็นเมืองในยุคเดียวกันได้ เมืองครุฑนี้คงเป็นเมืองหน้าด่าน และอยู่ในเขตปกครองของเมืองสิงห์ก็เป็นได้… ’ ถัดจากเมืองสิงห์ไปทางตะวันออก ห่างจากลำน้ำแควน้อยประมาณ ๕ กม. มีเมืองโบราณขนาดเล็กเมืองหนึ่งตั้งอยู่ คือ เมืองครุฑ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ตั้งข้อสังเกตที่เชื่อมโยงเมืองสิงห์กับเมืองครุฑไว้อย่างน่าสนใจ ใน ‘เที่ยวเส้นทางโบราณ ศึกลาดหญ้า-ปราสาทเมืองสิงห์' ถึงสายสัมพันธ์และความสำคัญของกันและกัน ‘ …ความสำคัญของปราสาทเมืองสิงห์ไม่ได้อยู่ที่ปราสาท แต่อยู่ที่ตัวเมือง ซึ่งเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ริมลำน้ำแควน้อย แล้วกลางเมืองมีปุระหรือปราสาทเมืองสิงห์ ถ้าดูผังให้ดีเมืองนี้ จะมีสองชั้น ด้านในที่ล้อมรอบปราสาทนั้น คือ อีกชั้นหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นชั้นเก่าและการสร้างกำแพงเมืองนี้ได้สร้างในภายหลัง แต่อย่างไรก็ตาม เป็นเมืองที่มีมาก่อนสมัยอยุธยา หลายคนบอกว่า เมืองนี้สัมพันธ์กับพระเจ้าชัยวรมัน ที่ ๗ เพราะนี่คือ ‘ศรีชัยยะสิงหปุระ’ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะเรื่องของจารึกที่พูดถึงเรื่องสิงหปุระของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไม่ได้อยู่ที่นี่ อยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากกว่า ตัวปราสาท มีการประดิษฐานเทวรูป‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี’ ที่มาภาพ: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/muangsing/index.php/th/about-us.html แล้วเมืองนี้มีลักษณะพิเศษ เพราะไม่เหมือนกับเมืองร่วมสมัย แม้แต่ตัวปราสาทเมืองสิงห์ไม่ใช่การสร้างของขอม เป็นฝีมือของคนในท้องถิ่น ซึ่งการสร้างแบบขอมนั้น จะไม่มีคูน้ำเจ็ดชั้น ผมคิดว่า เป็นคติที่อาจจะปรุงแต่งขึ้นในเขตนี้ แต่ลักษณะการทำกำแพงเมืองจะคล้ายคลึงกัน แต่ความคิดที่จะมีคูน้ำเจ็ดชั้นไม่เคยพบ ข้อสังเกตเหล่านี้น่าจะศึกษาว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม จะต้องสัมพันธ์กับพุทธศาสนาแบบมหายานอย่างชัดเจน บริเวณตัวปราสาทตั้งอยู่นั้นเป็นอีกชั้นหนึ่ง เมืองนี้มีความกว้างประมาณหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเมืองโกสินารายณ์ แล้วปราสาทนั้นไม่เหมือนขอม เพราะตัวปราสาทเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปตามแบบความเชื่อของพุทธศาสนาแบบมหายาน และมีเทวรูปที่เรียกว่า ‘พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี’ อยู่ที่นั่น เมืองสิงห์เป็นเส้นทางสำคัญบนการคมนาคมในลุ่มน้ำแควน้อยแล้วตัดไปด่านเจดีย์สามองค์โดยตรง เพราะเรามีการติดต่อกับทางมอญ เมาะตะมะ สะเทิม ซึ่งอยู่ในเส้นทางนี้ เพราะในเขตทองผาภูมิมีการขุดพบ ร่องรอยของแหล่งโบราณคดีในสมัยทวารวดีตอนปลาย ถ้าเราไปหยุดที่เมืองกาญจนบุรีเก่าที่พบร่องรอยพุทธศาสนามีสถูปแบบทวารวดี ถ้าไปตามทางนั้นตัดมาในแนวทางนี้ แล้วจากนี้ไปยังลำน้ำแควน้อยและไปยังด่านเจดีย์สามองค์อีกครั้ง มีกลุ่มพื้นที่หกถึงเจ็ดแห่งที่อยู่ร่วมสมัยกันที่มีปราสาทสัมพันธ์กับมหายานในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เช่น ที่ลพบุรี คือ พระปรางค์สามยอด ถัดจากปรางค์สามยอดเข้ามาในเขตสุพรรณบุรี ก่อนจะถึงสุพรรณบุรีจะมีเนินทางพระ ที่เดิมบางนางบวช บริเวณนี้พบแต่ฐาน แล้วมาถึงบริเวณที่เรียกว่า ‘ไร่รถ’ บริเวณนั้นเป็นเมือง แต่พังเสียหายทั้งหมด เนินทางพระ ที่เดิมบางนางบวช บริเวณนี้เคยพบแต่ฐานปราสาท แล้วพื้นที่ต่ำจากนั้นจะเข้ามาที่เมืองโกสินารายณ์ พื้นที่ต่อไปคือ ราชบุรีและอีกแห่งหนึ่งที่เพชรบุรี เมืองเหล่านี้อยู่ร่วมสมัยกันทั้งสิ้น ทำให้เห็นว่า มีเมืองยุคหนึ่งในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เกิดขึ้นเนื่องในคติมหายานก่อนที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทจะเข้ามาครอบงำ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านในขณะนั้น ฉะนั้นมีหลายจุดที่ให้เห็นว่า เมืองไทยเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนามหายาน และสร้างขึ้นพร้อมกันและในช่วงเวลา ๕๐ กว่าปีก็ได้หายไป ภาพมุมสูงเมืองโกสินารายณ์ จังหวัดราชบุรี แต่อย่างไรก็ตาม บริเวณเมืองปราสาทเมืองสิงห์นี้ พบการตั้งถิ่นฐานแต่เดิมแล้ว เพราะพบมนุษย์ยุคสำริดและยุคเหล็กที่นี่ แสดงว่า มีการเข้ามาเกี่ยวข้องในยุคเหล็กอยู่แล้ว และยุคเหล็กเป็นยุคของคนที่เข้าไปเพื่อแสวงหาของป่าและแร่ธาตุ กาญจนบุรีเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยของป่าและแร่ธาตุมาก และอีกอย่างหนึ่งเป็นเส้นทางที่ติดต่อไปเมืองเมาะตะมะของมอญก็ได้ มีการเปลี่ยนมากมาย และช่วงเวลานี้เริ่มเปลี่ยนคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาจะเห็นว่า มีเรื่อง ‘พระเจ้าอู่ทอง’ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามา แล้วคนเหล่านี้มาจากภายนอก และช่วงนี้แทบทุกแห่ง มีการเปลี่ยนราชวงศ์ ขอมเองได้สลายตัวไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลังสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทางเขตเพชรบุรีและราชบุรีก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะมีตำนานเรื่องท้าวอู่ทองมาจากทางทะเล แล้วคนกลุ่มใหม่เข้ามา มีข้อสันนิษฐานว่าคนกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับจีนใต้มาก ทั้งช่วงเวลานี้ภาษาไทยเริ่มเข้ามามีอิทธิพลพร้อมกับเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบ ลังกาวงศ์ ถ้าจะดูการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ให้ไปดูที่ลพบุรี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคเหล็กเรื่อยมาถึงยุคที่เป็นฮินดู เถรวาท และมหายาน แล้วเปลี่ยนมาเป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาทอีกครั้ง ถ้าหากกล่าวว่าร่วมสมัยที่นครปฐมนั้น จะเป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบเดิม แล้วพอมาอีกช่วงหนึ่งมีพุทธศาสนานิกายมหายานเข้ามา เช่น เมืองคูบัว ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนานิกายมหายานแล้วอยู่เรื่อยมา แต่ขณะเดียวกันกลุ่มเถรวาทก็ยังดำรงอยู่ พอมาถึงรุ่นลพบุรีเป็นพุทธศาสนานิกายมหายานแบบกัมพูชาซึ่งพบว่า มีการนำเทวรูปจากกัมพูชามาจำนวนมากแทนที่จะเป็นมหายานแบบกัมพูชา ซึ่งจะไปดูว่า มีความแตกต่างจากพุทธศาสนานิกายมหายานแบบศรีวิชัย ถ้าเป็น เมืองคูบัว จะต่างจากศรีวิชัย ที่นี่มีความแปลกในการไม่ตรวจสอบเรื่องการจัดการน้ำ ทั้งที่อยู่ริมลำน้ำ ความจริงควรมีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนแต่ก่อนนี้ ถือว่าเป็นน้ำทิพย์ สำหรับภาพสลักของครุฑในสมัยลพบุรี แต่ว่าไม่ได้อยู่ที่เมืองสิงห์ จะอยู่บริเวณที่เรียกว่า ‘เมืองครุฑ’ อยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณสักสองสามกิโล เมืองนั้นไม่มีกำแพงแลงล้อมรอบอย่างที่เป็นอยู่นี่ แต่มีแนวคันดินและก็มีแหล่งของการตั้งถิ่นฐานอาศัย แต่ไม่มีซากปราสาท และบอกว่ามีรูปครุฑสลักอยู่ที่หน้าผา แล้วต่อมาก็พังลงมาจึงมาเก็บไว้ที่นี่ เหตุที่พบครุฑ ตอนนั้นจึงเรียกว่าเมืองครุฑ แต่อย่างไรก็ตามมันสะท้อนให้เห็นว่าบริเวณนี้ในลุ่มน้ำแควน้อยนี้เป็นบริเวณที่สำคัญเพราะมีการสร้างบ้านแปลงเมืองทั้งสองเมืองอยู่ด้วยกัน แต่เมืองที่เป็นเมืองสำคัญทางศาสนาคือ เมืองสิงห์ ชิ้นส่วนของปราสาท ยอดปราสาท ปัจจุบันอยู่ที่อุทยาประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ที่มาภาพ: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/muangsing/index.php/th/about-us.html สิ่งเหล่านี้เป็นชิ้นส่วนของปราสาท ยอดปราสาท และสังเกตว่า บริเวณนี้มีการใช้หินทรายและศิลาแลงในการสร้างสถาปัตยกรรม แต่ฝีมือนี้ไม่ใช่ฝีมือแบบขอม แต่เป็นแบบท้องถิ่นมาก จึงไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ก็เป็นส่วนของยอดปราสาทยอดซุ้มประตูเท่านั้น...’ รายงานพิเศษ 'เมืองครุฑ' ในสารศิลปากร โดยนายสถาพร ขวัญยืน ได้สรุปถึงข้อมูลที่ได้จาการขุดแต่งโบราณสถาน การขุดตรวจชั้นดิน และการศึกษาสภาพของแหล่งโบราณคดีเมืองครุฑแห่งนี้ไว้อย่างกว้างๆ ว่า ' ...เมืองครุฑเป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ในหุบเขาเขตบ้านท่าตาเสือ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๓๓๐ เมตร และยาว ๕๖๐ เมตร มีกำแพงดินขนาดกว้างประมาณ ๑๕ เมตร และสูงประมาณ ๓ เมตร ล้อมอยู่ ๓ ด้าน ยกเว้นด้านทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ติดกับเขาเมืองครุฑนั้น ไม่มีกำแพงดิน มีแต่ห้วยมะไฟไหลผ่านเท่านั้น เมืองครุฑ บริเวณห้วยมะไฟพบร่องรอยของฝายที่สร้างด้วยศิลาแลง ภายในเมืองพบซากโบราณสถานขนาดเล็ก ซึ่งถูกลักลอบขุดทำลาย เหลือแต่เพียงส่วนฐานขนาดกว้าง ๕,๖๐๐ เมตร และยาว ๖ เมตร โบราณสถานก่อด้วยอิฐศิลาแลงมีร่องรอยของการฉาบปูนหลงเหลืออยู่บ้าง มีการเตรียมฐานรากก่อนการก่อสร้างด้วยการใช้เศษหินทราย หินกรวดแม่น้ำและเม็ดศิลาแลงอัดแน่นเป็นฐาน บริเวณห้วยมะไฟพบร่องรอยของฝายที่สร้างด้วยศิลาแลง โดยการเรียงศิลาแลงเป็นสองแถว และถมดินอัดตรงกลางเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้วย บริเวณโดยรอบโบราณสถานขุดพบชิ้นส่วนครุฑหินทรายบางชิ้นแกะสลักยังไม่เรียบร้อย ไม่พบส่วนที่เป็นหัว และปีกด้านซ้าย นอกจากนี้ ยังพบชิ้นส่วนลวดลายดอกไม้หินทรายจํานวน ๒ ชิ้น และเศษภาชนะดินเผาแบบพื้นเมืองอีกเล็กน้อยในระหว่างการขุดแต่ง ประติมากรรมครุฑ ปัจจุบันอยู่ที่อุทยาประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ที่มาภาพ: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/muangsing/index.php/th/about-us.html จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบ ทําให้พิจารณาได้ว่าเมืองครุฑแห่งนี้คงมีอายุสมัยเดียวกันกับเมืองสิงห์ คือมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เมืองทั้งสองแห่งนี้คงมีความสัมพันธ์กันด้วย เพราะบริเวณใกล้เคียงกันนี้ก็ไม่พบเมืองโบราณในลักษณะเช่นนี้อีกเลย วัสดุก่อสร้างใช้ศิลาแลงเหมือนกันและมีการเตรียมฐานรากโดยใช้หินกรวดแม่น้ำคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ลวดลายที่ปรากฏบนประติมากรรมรูปครุฑซึ่งมีลักษณะเป็นฝีมือช่างท้องถิ่นก็มีลวดลายขนนกประกอบตัวครุฑมากขึ้น ลายดอกไม้สี่กลีบที่ปรากฏก็เป็นลักษณะของศิลปขอมแบบบายนซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และเมืองสิงห์ก็ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมส่วนหนึ่งจากศิลปะแบบบายนนี้เช่นเดียวกัน ประติมากรรมรูปครุฑที่พบใกล้เคียง และอยู่ในสมัยเดียวกันได้แก่ครุฑปูนปั้นที่ใช้เป็นลวดลายประดับบนโบราณสถาน เป็นรูปครุฑจับช้างพบที่เนินทางพระ อําเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ความสัมพันธ์ของเมืองครุฑและเมืองสิงห์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันนี้ จากคําบอกเล่าของชาวบ้านสูงอายุเล่าว่าสมัยก่อนนั้นเคยเห็นแนวถนนยกระดับสูงกว่าพื้นปกติจากเมืองครุฑมาทางตะวันตก ผ่านสถานีรถไฟ ท่ากิเลนไปทางเมืองสิงห์ แต่ปัจจุบันนี้ ไม่เหลือร่องรอยอยู่แล้ว เพราะถูกไถปรับพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมไปหมดแล้ว ชาวบ้านแต่เดิมเรียกว่า 'ถนนขาด' เมืองครุฑคงถูกทิ้งร้างไปเนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เหมาะสม คือ มีลักษณะเป็นเมืองปิด มีภูเขา ล้อมรอบ ทําให้การขยายเมืองทําได้ยาก อีกทั้งคงมีความแห้งแล้งกันดาร เพราะอยู่ห่างจากลําน้ำแควน้อย มีเพียงลําห้วยเล็กๆ สายหนึ่งไหลผ่าน คือ ห้วยมะไฟ ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย ปัจจุบันนี้แทบไม่มีน้ำไหลแล้ว คงมีเฉพาะในฤดูฝนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานที่พบได้แก่แนวศิลาแลงบริเวณลําห้วยมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง ย่อมแสดงให้เห็นว่า มีความพยายามในการสร้างฝายเก็บกักน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ด้วย แต่คงไม่เกิดประโยชน์มากนัก จึงต้องทิ้งเมืองนี้ไปในที่สุด การอยู่อาศัยภายในบริเวณตัวเมืองคงเป็นระยะเวลาไม่นานนัก เพราะพบเศษภาชนะดินเผาจํานวนน้อยมากจากการสํารวจบนผิวดิน และการขุดตรวจสอบ ดังนั้นจึงไม่สามารถศึกษารูปแบบของโบราณสถานแห่งนี้ได้ ข้อมูลที่ได้นี้มีน้อย เนื่องจากถูกขุดทำลายดังกล่าวแล้ว นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่หลักฐานที่พบนี้ส่วนหนึ่งก็ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการตั้งหลักแหล่งของชุมชนโบราณที่เมืองครุฑนี้ได้ในระดับหนึ่ง ความแห้งแล้งกันดารคงเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เมืองครุฑนี้ต้องถูกทิ้งร้างไปในช่วงระยะเวลาอันสั้น โบราณสถานขนาดเล็กที่พบภายในตัวเมืองและพบเศษชิ้นส่วนประติมากรรมรูปครุฑนั้น อาจเป็นที่ตั้งศาลเทพารักษ์ประจําเมือง เพราะคติความเชื่ออย่างหนึ่งของครุฑคือการเป็นผู้พิทักษ์ ในวรรณคดีภาษาบาลีให้ครุฑทําหน้าที่เสมือนผู้พิทักษ์สวรรค์ชั้นดาวดึงส์บุคลิกของครุฑก็เข้มแข็งและ มีอํานาจ ครุฑจึงแสดงความหมายในด้านการเป็นผู้พิทักษ์ศาสนสถานด้วยประติมากรรมลอยตัวรูปครุฑนี้ปกติจะพบน้อยมากในประเทศไทย ครุฑที่เมืองครุฑมีลักษณะเป็นแบบพื้นเมืองซึ่งไม่เคยพบลักษณะเช่นนี้มาก่อนเลยทั้งในประเทศไทยและกัมพูชากัน ถ้ามีความสมบูรณ์ครุฑนี้จะมีความสูงประมาณ ๒.๕๐ เมตร ซึ่งนับว่าใหญ่มาก อย่างไรก็ตาม ประติมากรรมรูปครุฑนี้ก็ยังแกะสลักไม่เสร็จเรียบร้อย ประกอบกับตัวโบราณสถานเองก็ถูก ลักลอบขุดทําลายไปมาก แม้แต่ส่วนฐานที่เหลืออยู่ก็ไม่สมบูรณ์ไม่พบหลักฐานที่เป็นชิ้นส่วนลักษณะของเครื่องบนโบราณสถานเลยนอกจากศิลาแลงก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาเท่านั้น สำหรับโบราณวัตถุที่สำคัญก็คือ ประติมากรรมครุฑองค์ใหญ่ที่แตกแยกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ดังนี้ ประติมากรรมครุฑ ส่วนขาสลักเป็นลวดลายดอกประจํายาม ตอนบนเป็นลวดลายขนนกประกอบอยู่ ปัจจุบันอยู่ที่อุทยาประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ที่มาภาพ: http://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/muangsing/index.php/th/about-us.html ๑. ขาครุฑหินทราย (๑) ชิ้นแรกที่พบจากการลักลอบขุด แกะสลักจากหินทรายสีแดง เป็นส่วนของครุฑบริเวณข้อเท้า จนถึงบริเวณเข่าตอนล่างสลักเป็นลวดลายดอกประจํายาม บริเวณหัวเข่ามีลวดลายขนนก ประกอบอยู่ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ขนาดกว้าง ๐.๕๔ เมตร และสูง ๐.๕๗ เมตร ๒. ขาครุฑหินทราย (๒) คล้าคลึงกับชิ้นแรกที่พบจากการลักลอบขุด พบในระหว่างการขุดแต่งห่างจากแนวฐานด้านตะวันตกประมาณ ๒.๕๐ เมตร ลักษณะเป็นหินทรายสีเทา เป็นส่วนของขาครุฑบริเวณข้อเท้า จนถึงบริเวณหัวเข่า ตอนล่าง สลักเป็นลวดลายดอกประจํายาม ตอนบนเป็นลวดลายขนนกประกอบอยู่ ขนาดกว้าง ๐.๕๙ เมตร และสูง ๐.๕๘ เมตร ๓. เท้าครุฑหินทราย พบจํานวน ๒ ชิ้น คือส่วนที่เป็นเท้าขวาและเท้าซ้าย ส่วนที่เป็นเท้าขวาโกลนไว้เป็นรูปร่างเท่านั้น แกะสลักยังไม่เสร็จเรียบร้อย ส่วนที่เป็นเท้าซ้ายนั้นประกอบด้วยนิ้ว ด้านหน้า ๔ นิ้ว และด้านหลังอีก ๑ นิ้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและยังแกะสลักไม่เรียบร้อยเช่นกัน ปลายนิ้วด้านหน้าจะแหลมเป็นเล็บชัดเจน ขนาดของชิ้นส่วนเท้าครุฑแต่ละชิ้นมีขนาดกว้างประมาณ ๐.๖๐ - ๐.๖๗ เมตร ยาวประมาณ ๑๐.๔ - ๑.๑๖ เมตร และสูง ๐.๔๗ – ๐.๕๐ เมตร ขุดพบบริเวณทิศเหนือของฐานโบราณสถานในลักษณะคว่ำ ๔. ชิ้นส่วนสะโพกหินทรายด้านหน้า มีลวดลายขนนกประกอบบริเวณลําตัวด้านข้างทั้งสองด้านแกะสลักเป็นลวดลายขนนกที่เป็นปึกแข็ง ๒ ชั้น ขนาดของชิ้นส่วนนี้กว้าง ๐.๕๐ เมตร ยาว ๑.๒๕ เมตร และสูง ๐.๔๙ เมตร พบอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากแนวฐานประมาณ ๓.๘๐ เมตร ๕. ชิ้นส่วนบริเวณหน้าอก สลักจากหินทรายสีแดง ลักษณะแอ่นโค้ง ทับทรวงเป็นรูปกระจัง มีลวดลายขนนกและลายกลีบบัวซ้อนกันอยู่เป็นแถวขนาดกว้างประมาณ ๐.๑๘ เมตร ยาว ๐.๖๖ เมตร และสูง ๐.๓๖ เมตร พบบนฐานทางทิศตะวันออกห่างจากแนวฐานด้านทิศตะวันตกประมาณ ๗ เมตร ๖. ปีกครุฑหินทราย หินทรายสีน้ำตาล ขนาดกว้าง ๐.๔๓ เมตร ยาว ๐.๓๔ เมตร และสูง ๐.๕๒ เมตร เป็นปีกด้านขวา ลักษณะด้านหน้ามีลวดลายกนกเป็นแถวยาว ด้านล่างมีลวดลายขนนกพริ้ว ต้นแขนและข้อมือแกะเป็นลวดลายดอกประจำยาม (ลายดอกไม้สี่กลีบ) เป็นกําไลที่ต้นแขนและข้อมือโดยมีสายทําเป็นลายกลีบบัวซ้อน และมีลายขนนกขนาบอยู่ทั้งสองด้าน ด้านหลังของปีกนกนั้น แกะสลักเป็นลายกลีบบัวซ้อน และลายกนกขนาบอยู่คล้ายลวดลายด้านหน้า โดยแกะลวดลายเป็นแกนกลางไปตามความยาวของปีก ซึ่งมีลวดลายขนนกพริ้วประกอบอยู่ทั้งสองด้าน บริเวณโคนปีกด้านบนมีลอยบาก รูปตัวที (T) เพื่อประโยชน์ในการใช้โลหะยึดระหว่างชิ้นหินทรายที่ประกบเข้าด้วยกันให้มั่นคงมากขึ้น ๗. สะโพกหินทราย เป็นหินทรายสีน้ำตาล บริเวณส่วนเอวจนถึงต้นขานุ่งผ้าลายขนนก มีเข็มขัดคาดเอวเป็นลายกนกและกลีบบัวซ้อน หัวเข็มขัดเป็นลายดอกประจํายามซ้อนกัน ๒ ชั้น ด้านข้างสองข้างมีลาย ขนนกที่เป็นปีกแข็ง ๒ ชั้น ด้านซ้ายจะมีขนาดเล็กและสั้นกว่าขนาดกว้าง ๐.๕๕ เมตร ยาว ๑.๑๔ เมตร และสูง ๐.๕๐ เมตร พบอยู่ห่างจากฐานโบราณสถานด้านทิศตะวันตก ประมาณ ๐.๙๐ เมตร ใกล้กับชิ้นส่วนที่เป็นปึก ๘. ชิ้นส่วนลวดลายดอกไม้ แกะสลักจากหินทราย สภาพชำรุด ลวดลายมีลักษณะเป็นรูปร่างกลมซ้อนกัน ๓ วง กลางสุดเป็นลายดอกไม้สี่กลีบ ถัดออกมาเป็นลายลูกประคำ และลายกลีบบัวตามลำดับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมประมาณ ๐.๑๘ เมตร ๙. ชิ้นส่วนลวดลายดอกไม้หินทราย ลวดลายมีลักษณะเป็นรูปกลมรี ๓ วงซ้อนกันอยู่ คล้ายคลึงกับลวดลายดอกไม้ในข้อ ๘ แต่ชิ้นนี้มีขนาดใหญ่กว่า ชิ้นส่วนครุฑที่พบจะกระจัดกระจายกันอยู่ และพบไม่ครบทุกชิ้น ส่วนหัวและปีกด้านซ้ายหายไป บางชิ้นแกะสลักไม่เสร็จ ถ้ามีความสมบูรณ์และเมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ครุฑตัวนี้จะมีความสูงทั้งหมดประมาณ ๒.๕๐ เมตร เศษภาชนะดินเผาที่พบในระหว่างการขุดแต่ง เป็นแบบเนื้อเครื่องดิน (Earthen Ware) เนื้อดินสีเทามีดินเชื้อผสมอยู่มาก ลักษณะปากผายออกหยักเป็นร่อง เป็นภาชนะแบบพื้นเมืองพบปนอยู่กับเศษหินทรายที่อัดทับถมเป็นพื้น บริเวณมุมตะวันออกเฉียงใต้ของโบราณสถาน เมื่อกรมศิลปากร ได้จัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ กาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เอกสารนำชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ได้กล่าวถึงตำนานจากคำบอกเล่าของชาวพื้นเมืองที่เมืองครุฑบอกว่า เมืองครุฑเป็นเมืองที่สร้างไม่เสร็จ ‘ …จำเดิมมีพระฤาษีตนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่เขาสูงงิ้วดำ ด้านทิศเหนือของจังหวัดนครศรีธรรมราช ฤาษีมีลูกศิษย์อยู่สองคน คือ ท้าวอู่ทองกับท้าวเวชสุวรรณโณ ภายในบริเวณอาศรมที่หลังเขาสูงงิ้วดำ มีบ่อทอง บ่อเงิน และบ่อน้ำกรด ซึ่งพระฤาษีห้ามลูกศิษย์ทั้งสองลงไปเล่นบริเวณนั้น อยู่มาวันหนึ่ง พระฤาษีไม่อยู่ ท้าวอู่ทองกับท้าวเวชสุวรรณโณจึงหนีไปที่บ่อทั้งสาม ทั้งสองจึงเกิดความคิดอยากจะลงไปในบ่อ และตกลงกันว่าถ้าใครลงไปในบ่อ คนที่อยู่ข้างบนต้องฉุดขึ้นมาครั้นตกลงกันเสร็จแล้ว ท้าวอู่ทองจึงลงไปก่อนในบ่อเงิน บ่อทอง บ่อเงิน บ่อทอง จึงแห้งหมด ท้าวเวชสุวรรณโณจึงฉุดท้าวอู่ทองขึ้นมา คราวนี้ท้าวเวชสุวรรณโณจะต้องลงไปบ้าง ซึ่งเหลือบ่อน้ำกรดเป็นบ่อสุดท้าย และท้าวเวชสุวรรณโณก็ยินยอมลงไปในบ่อน้ำกรดนั้น เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณลงไปแทนที่น้ำกรดจะแห้งเหมือนบ่อเงิน บ่อทอง กลับปรากฏว่าร่างของ ท้าวเวชสุวรรณโณถูกน้ำกรดกัดจนกร่อนละลาย ท้าวอู่ทองเห็นดังนั้นจึงไม่ยอมฉุดท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาจากบ่อน้ำกรดนั้น และตนเองก็หลบหนีไป เมื่อพระฤาษีกลับมาที่พักไม่เห็นลูกศิษย์ทั้งสอง จึงไปดูที่บ่อน้ำทั้งสามเห็นร่างของท้าวเวชสุวรรณโณถูกน้ำกรดกัดกร่อนเหลือเพียงเล็กน้อยจึงช่วยขึ้นมาจากบ่อน้ำกรด แล้วชุบตัวท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาใหม่ ท้าวเวชสุวรรณโณได้รับการชุบตัวขึ้นมาใหม่ ก็เคียดแค้นท้าวอู่ทองจึงคิดตามล่าล้างแค้นท้าวอู่ทองให้จงได้ ท้าวอู่ทองผู้เป็นฝ่ายหนีเดินทางก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเหินหนึ่งครั้ง ส่วนท้าวเวชสุวรรณโณเป็นฝ่ายตามล่านั้นเดินทางก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเดินหนึ่งก้าว ดังนั้น ท้าวอู่ทองจึงมีเวลาหนีไปได้ไกลและสามารถสร้างเมืองครอบครองได้ แต่ทว่าท้าวเวชสุวรรณโณก็ไม่ละความพยายามที่จะติดตามและมาทันทุกครั้งที่ท้าวอู่ทองหยุดสร้างเมือง ท้าวอู่ทองซึ่งมุ่งหน้ามาทางทิศเหนือ มาสร้างเมืองครั้งแรกที่สระ ๔ มุม แต่สามารถสร้างได้เพียงสระเท่านั้น ยังไม่ทันสร้างเมือง ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทันอีก ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีต่อไป มาถึงวังเย็นแต่สร้างเสร็จแค่กลอนประตู ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทันอีก ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีไปสร้างเมืองขึ้นอีกเรียกว่า เมืองครุฑ ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทันอีก ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีจากเมืองครุฑมาสร้างเมืองสิงห์ และสามารถสร้างได้สำเร็จ มีการสร้างกำแพงป้องกันอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันท้าวเวชสุวรรณโณและสร้างกำแพงดินล้อมรอบกำแพงเมือง ๗ ชั้น จึงสร้างกำแพงเมือง ซึ่งด้านนอกก่อด้วยศิลาแลง สร้างกำแพงแก้วล้อมรอบตัวปราสาทอีกชั้นหนึ่ง ยากที่ท้าวเวชสุวรรณโณจะต้องเข้าไปข้างในได้… ’ สำหรับการสำรวจและขุดค้นเมืองครุฑ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ กรมศิลปากรได้เริ่มทำการสำรวจเนินดินขนาดไม่ใหญ่นัก บริเวณที่ราบใกล้กับช่องเขาครุฑห่างไปทางตะวันออกจากปราสาทเมืองสิงห์ กลางเมืองโบราณที่มีร่องรอยคูน้ำคันดินสัณฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชาวบ้านในในท้องถิ่นแควน้อยจะเรียกบริเวณนี้ว่า เมืองครุฑ เพราะในสมัยก่อนนั้น เคยมีรูปประติมากรรมครุฑโผล่ขึ้นมาจากเนินดิน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเนินดินใจกลางเมือง ได้พบกับฐานของสิ่งก่อสร้างขนาดไม่ใหญ่นัก รวมทั้งพบชิ้นส่วนที่ประกอบกันเป็นรูปพญาครุฑจมดินอยู่จนเกือบครบทุกชิ้นส่วน เมื่อนำชิ้นส่วนมาประกอบกันและประมาณค่าความสูงของหัวรูปสลักที่หายไปแล้ว พบว่ามีความสูงรวมทั้งตัวเกือบ ๓ เมตร ส่วนเนินดินนั้นเป็นอาคารส่วนฐานอัดดินและผนังแผ่นหลังของรูปครุฑที่ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุก่อสร้าง ส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างเครื่องไม้และภาชนะดินเผา ได้สูญสลายแตกหักไปมากแล้ว เมื่อนำผลการวิจัยใน ‘การตีความแนวคิดเรื่องครุฑในพุทธปรัชญาเถรวาท’ ได้ไขให้เห็นภาพถึงการนับถือครุฑว่า เป็นเทวดาชั้นล่างประเภทหนึ่ง อยู่ในวิมานสิมพลี กินนาคเป็นอาหาร เป็นบริวารของท้าววิรุฬหก กำเนิดมาจากมนุษย์ผู้ทำบุญเจือปนด้วยโมหะ หลงผิดว่าการฆ่าสัตว์ไม่บาป ‘ ...ผลกรรมทำให้มาเกิดเป็นครุฑ มีกำเนิด ๔ อย่าง คือเกิดขึ้นเอง เกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล ที่อยู่ของครุฑคือป่าหิมพานต์ เชิงเขาสิเนรุ สวรรค์จาตุมหาราชิกา ครุฑมีจะงอยปากแหลม เป็นครึ่งคนครึ่งนก มีปีกยาว มีกายใหญ่โต บินได้รวดเร็วในอากาศ เมื่อโผบินจะเกิดพายุ ครุฑเป็นศัตรูกับนาค หน้าที่ครุฑคือพิทักษ์ศาสนา ช่วยเหลือผู้มีศีลธรรม อ่อนน้อม ถ่อมตน ถือคำสัตย์ มีความกตัญญูกตเวที และมีมนตราวิเศษชื่อว่า อาลัมพายน์ อรรถปริวรรตศาสตร์กับการศึกษาคัมภีร์ในพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นกุญแจดอกสำคัญของการตีความ เป็นการทำความเข้าใจตัวบท และเป็นการอธิบายความให้ถูกต้อง อรรถปริวรรตศาสตร์แนวตะวันออก เรียกว่า พุทธอรรถปริวรรต คือการตีความแนวพุทธ โดยใช้หลักการตีความในคัมภีร์เนตติปกรณ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตีความแนวพุทธ ได้แก่ หาระ ๑๖ นัย ๕ และสาสนปัฏฐาน ๑๖ นามาตีความแนวคิดเรื่องครุฑในพุทธปรัชญาเถรวาทให้กระจ่าง และเป็นกลางทำให้สามารถไขข้อความที่น่าสงสัย ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์นัก จากการตีความแนวคิดเรื่องครุฑในพุทธปรัชญาเถรวาทพบว่า ครุฑในพุทธปรัชญาเถรวาทแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑) ประเภทบุคลาธิษฐาน คือสัตว์เดรัจฉานประเภทหนึ่ง มีรูปร่างกึ่งเทวดากึ่งนก อยู่ในวิมานสิมพลี กินนาคเป็นอาหาร เป็นศัตรูกับนาค เป็นบริวารของท้าววิรุฬหก และอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีกำเนิด ๔ แบบ คือเกิดในครรภ์ เกิดในฟองไข่ เกิดในสิ่งหมักหมม เกิดขึ้นมาแล้วโตทันที ๒) ประเภทธรรมาธิษฐาน คือฝ่ายกุศลจิต จัดเป็นฝ่ายโวทาน มีศรัทธาในพระสงฆ์ ชอบสร้างมหาทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นประจำ ส่วนฝ่ายอกุศลจิต จัดเป็นฝ่ายกิเลส มีโมหะจริตหลงผิดว่า การฆ่าสัตว์ปีกไม่เป็นบาป ชอบอาฆาตริษยาต่อผู้อื่น ครุฑในแนวคิดพุทธปรัชญาเถรวาท ไม่มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ใช่ผู้วิเศษ เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วจะต้องเกิดในสังสารวัฏ จาการตีความและประกอบเรื่องราวสร้างใหม่ (Reconstruction) จากหลักฐานต่างๆ ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีใน ‘เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ “ขอม” (เขมร) ?!?’ โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดี (โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์) กรมศิลปากร ได้สรุปว่า ลักษณะโดยทั่วไปของเมืองสิงห์ ซึ่งประกอบด้วยกำแพงและคูน้ำหลายชั้นล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีศาสนสถานคือตัวปราสาทเมืองสิงห์เป็นศูนย์กลางของตัวเมืองนั้น เป็นรูปแบบของเมืองที่เรียกว่า ‘ปุระ’ หรือเมืองทางศาสนา ซึ่งในสมัยโบราณระยะหนึ่งนิยมใช้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในระดับเมือง อันเป็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมขอมแห่งประเทศกัมพูชา ที่จำลองแบบของจักรวาลที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางล้อมรอบด้วยทวีปและมหาสมุทรต่างๆ ซึ่งแสดงออกโดยกำแพง และคูเมืองหลายๆ ชั้น โดยโยงได้กับ เมืองครุฑที่มิอาจจะไม่ข้องเกี่ยวกันได้ ‘ …จากหลักฐานเหล่านี้ประกอบกัน ทำให้มีการพิจารณาในแนวคิดใหม่ว่า โบราณสถานปราสาท เมืองสิงห์ ไม่น่าจะเป็นของร่วมสมัยกับศิลปะขอมแบบบายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แต่น่าจะเป็นการก่อสร้างที่เลียนแบบปราสาทขอมสมัยหลังจากนั้น เมื่ออาณาจักรขอมได้เสื่อมลงอย่างสุดขีดหลังจาก สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ (ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙) เนื่องจากการแตกแยกภายในราชวงศ์ขอม การทรุดโทรมทางเศรษฐกิจ และภัยรุกรานจากภายนอกอาณาจักรขอม ซึ่ง เปรียบเสมือนเป็นศูนย์แห่งจักรวาลของภูมิภาคนี้ได้เสื่อมสลายลง จึงเกิดการเกาะกลุ่มรวมตัวกันใหม่ระหว่างบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เป็นแว่นแคว้นต่างๆ ช่วงเวลานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการแข่งขันกันสร้างสมอำนาจชอบธรรมของบ้านเมืองเหล่านี้ขึ้นแทนที่ศูนย์เดิมแห่งอาณาจักรขอมกัมพูชา ซึ่งบางแห่งได้พยายามนำคติทางพุทธศาสนาฝ่ายหินยานเข้ามา สร้างเสริม ดังจะเห็นได้จากความพยายามของแคว้นสุโขทัยเมื่อตอนปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท และกรุงศรีอยุธยาที่พยายามสืบทอดคติเก่าบางอย่างจากอาณาจักรขอมกัมพูชา โดยนำมาผสมผสานกลมกลืนกับคติใหม่ทางพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏชื่อเมืองสิงห์ในทำเนียบศักดินาหัวเมือง คงมีแต่ชื่อเมืองศรีสวัสดิ์ เมืองปากแพรก (กาญจนบุรี) และเมืองไทรโยค รวม ๓ เมืองที่อยู่ในละแวกเดียวกัน คงมีแต่ประวัติ คำบอกเล่าที่เป็นปรัมปราคติเกี่ยวข้องกับท้าวอู่ทอง ผู้ทรงหนีภัยจากท้าวเวสสุวรรณโณ ไปเที่ยวสร้างเมืองหลบซ่อนตามที่ต่างๆ แถบนั้น เช่น เมืองกลอนโด เมืองครุฑ และเมืองสิงห์ ซึ่งคำบอกเล่าประเภทนี้ หากจะถือข้อเท็จจริงตามสาระเนื้อหา ก็จะแสดงให้เห็นได้เพียงการไม่มีความต่อเนื่องระหว่างผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวปรัมปรากับโบราณสถานแห่งนั้นๆ สภาพปัจจุบันของเมืองกลอนโด ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ชื่อเมืองที่เกิดขึ้นมาจึงเป็นการตั้งขึ้นตามประสบการณ์ของผู้เล่า ที่จะอธิบายประวัติความเป็นมาของโบราณสถานแห่งนั้นตามแนวคิดของตน (เรื่องท้าวอู่ทอง) กับปรากฏการณ์ที่โบราณสถานนั้น เช่น ชื่อเมืองกลอนโด ก็เพราะสภาพโบราณสถานเหลือเพียงซากซึ่งผู้เล่าเห็นว่าเป็นกลอนประตูทิ้งอยู่ เมืองครุฑและเมืองสิงห์ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ของผู้เล่า ที่พบรูปครุฑและรูปสิงห์ถูกตั้งร้างอยู่ที่โบราณสถานแห่งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรจะเป็นชื่อที่เรียกขึ้นมาใหม่ มิใช่ชื่อดั้งเดิมซึ่งสืบทอดมาแต่สมัยโบราณที่เรียกว่า ศรีชัยสิงห์บุรี ดังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์แต่อย่างใด นั่นคือ เมืองสิงห์ที่กล่าวถึงนี้มิใช่และไม่เกี่ยวข้องกันเลยทางประวัติศาสตร์กับเมืองศรีชัยสิงห์บุรี แม้ว่าเรื่องของเมืองสิงห์จะมีแนวคิดทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันออกเป็นสองแนว แต่ก็พอจะสรุปให้ทราบถึงอายุความเก่าแก่ของโบราณสถานแห่งนี้ไม่ต่างกันมากนัก กล่าวคือ เมืองสิงห์และซากศาสนสถานต่างๆ ภายในเมืองได้มีการก่อสร้างร่วมสมัยเดียวกัน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เป็นเมืองที่สร้างขึ้นตามคติแบบขอมที่นิยมเอาศาสนสถานไว้กลางเมือง นับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองปากทางเข้าสู่เส้นทางที่จะติดต่อไปยังดินแดนในประเทศพม่าตอนใต้แถบบริเวณ อ่าวเมาะตะมะ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า เส้นทางด่านพระเจดีย์สามองค์ และเนื่องจากสถานที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับจุดยุทธศาสตร์ ดังนั้นในระยะหลังเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างดินแดนต่างๆ เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในยุทธวิธีการรบ การวิเคราะห์ในการ จัดตั้งเมืองทางยุทธศาสตร์จึงเปลี่ยนไปด้วย ทำให้เกิดมีเมืองทางยุทธศาสตร์ในเส้นทางสายนี้ขึ้นใหม่ ดังเช่น เมืองไทรโยคทางเส้นทางแควน้อย เมืองศรีสวัสดิ์ทางเส้นทางแควใหญ่ โดยมีเมืองใหญ่กำกับอีกเมืองหนึ่ง ณ ที่ที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกันคือเมืองปากแพรกหรือกาญจนบุรีเก่า จากจุดนี้เองที่น่าจะทำให้ เมืองสิงห์ ได้หมดความสำคัญ หรือหมดสภาพของฐานะการเป็นเมืองลงไป ศาสนสถานต่างๆ ภายในตัวเมืองจึงถูกปล่อยทิ้งร้างลงไปด้วย จากแนวคิดใหม่ที่เสนอในเรื่องการกำหนดอายุ แม้จะเป็นการกำหนดอายุให้เมืองสิงห์ไม่เก่าเท่าการกำหนดอายุตามแนวคิดเดิม คือ จะมีอายุใหม่ขึ้นประมาณ ๕๐ ปี แต่เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และเพิ่มคุณค่าให้แก่ประวัติศาสตร์ของเมืองสิงห์ เพราะเวลาในช่วงนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในภูมิภาคแถบนี้... ’ อ้างอิง + อาจารย์ศรีศักรพาเที่ยว 'เส้นทางโบราณ ศึกลาดหญ้า-ปราสาทเมืองสิงห์' มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ + รายงานพิเศษ 'เมืองครุฑ' โดย สถาพร ขวัญยืน สารกรมศิลปากร ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๗ + 'เส้นทางเดินทัพ (พม่าตีไทย)' โดย อาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร + 'เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ที่แควน้อย ไม่ใช่ “ขอม” (เขมร) ?!?' พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ + เอกสารอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ + 'เมืองสิงห์และปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี' กรมศิลปากร + ‘การตีความแนวคิดเรื่องครุฑในพุทธปรัชญาเถรวาท’ โดย พระปลัดทองคำ โอภาโส, พระครูศรีปัญญาวิกรม, พระมหาพจน์ สุวโจ วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม – เมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ + รายงานวิจัยการสำรวจวัฒนธรรมโบราณบนลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ด้วยเทคโนโลยีสื่อระยะไกล สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) (GISTDA) + 'ชุมชนร่วมแบบเขมรบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน : พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม' โดย ธัชสร ตันติวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิชาการโบราณคดี สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ดำรงวิชาการ
- ‘เมืองโบราณรอบบึงบอระเพ็ด’ จุดเชื่อมต่อภูมิวัฒนธรรมภาคกลางตอนบนสู่ภาคเหนือและอีสานตอนบน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 ‘เมืองโบราณรอบบึงบอระเพ็ด’ จุดเชื่อมต่อภูมิวัฒนธรรมภาคกลางตอนบนสู่ภาคเหนือและอีสานตอนบน บึงบอระเพ็ด เป็นบึงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่ ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ อยู่ในท้องที่ ๓ อำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง หากมองจากยอดเขากบหรือเขาหลวง จะเห็นบึงน้ำกว้างใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง มีอาณาเขตในระหว่างรอยต่อของ ๓ อำเภอคือ ตำบลหนองกรด ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง ตำบลเขาพนมเศษ อำเภอท่าตะโก และตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง ลักษณะทางธรณีสัณฐานบริเวณบึงบอระเพ็ด อธิบายได้ว่ามีความสัมพันธ์กับแนวรอยเลื่อนแม่น้ำปิงที่พาดจากแนวตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ และที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ซึ่งมีแม่น้ำไหลมารวมกันหลายสาย จนเกิดการทรุดตัวของบริเวณลุ่มเจ้าพระยาตอนบนเป็นแอ่ง ภายหลังมีตะกอนทับถมจนกลายเป็นบึงในปัจจุบัน บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบึงทะเลสาบน้ำจืด ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เทือกเขาเพชรบูรณ์ เป็นขอบเขตด้านตะวันออกของที่ราบเจ้าพระยาตอนบน มีทางน้ำหลายสายไหลลงสู่แม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ทำให้เกิดเป็นพื้นที่เนินตะกอนรูปพัด เกิดจากการที่น้ำไหลพาตะกอนจากภูเขาลงมาตามหุบเขาแคบๆ ด้วยความเร็วสูง พอถึงบริเวณที่ราบความเร็วของน้ำลดลง ตะกอนน้ำพามาจึงตกทับถมแผ่กว้าง แต่เดิมบึงบอระเพ็ดเป็นเพียงคลองสายใหญ่ซึ่งรับน้ำจากเขตอำเภอท่าตะโกต่อเขตแดนเพชรบูรณ์ ในอดีตชาวบ้านรอบๆ เรียกว่า คลองบอระเพ็ด ในอดีตหากตั้งต้นตั้งแต่สถานีรถไฟปากน้ำโพไปทางทิศตะวันออกจนถึงอำเภอท่าตะโก มีป่ามากมาย เป็นป่าที่มีหนองน้ำเป็นพันๆ หนอง ในลำคลองบอระเพ็ดมีแต่จระเข้ ตามลำคลองตามหนองมีปลามากมาย เป็นแหล่งที่เคยมีมหิงสาหรือควายป่ามากที่สุด และมีพวกละมั่งมาก มีต้นจิกต้นกระทุ่มทึบไปหมด ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ดร. ฮิวห์ แมคคอร์มิค สมิธ (Dr.Hugh McCormick Smith) ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่รัฐบาลไทยจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้านสัตว์น้ำของประเทศ แนะนำให้สร้างประตูระบายน้ำทำให้ที่ลุ่มกลายเป็นบึง ต่อมากรมประมงได้ดำเนินการสร้างประตูระบายน้ำและฝายน้ำล้นเพื่อเก็บกักน้ำไว้ที่ระดับ ๒๓.๘๐ เมตร จากระดับทะเลปานกลาง วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๘๐ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองของกรมประมง นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศให้บึงบอระเพ็ดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดหรืออุทยานนกน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของบึงบอระเพ็ด ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของบึง โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จะมีนกอพยพมามากที่สุด นกชนิดหนึ่งที่ค้นพบที่บึงบอระเพ็ดเป็นแห่งแรกในประเทศไทยคือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร โดยนายกิตติ ทองลงยา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นนกหายากมากจนไม่มีผู้พบเห็นมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันได้รับการคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ กรมประมงสร้างเขื่อนและประตูระบายน้ำใหม่ ทำให้กักเก็บน้ำไว้ได้เพิ่มขึ้นอีก ๒๐ เซนติเมตร เป็นโครงการบูรณะแหล่งน้ำโดยปล่อยน้ำออกจากบึงเพื่อซ่อมประตูระบายน้ำ สร้างเขื่อนหรือคันกั้นน้ำใหม่ ขุดลอกบึง ทำลายวัชพืช จนทำให้บึงบอระเพ็ดแห้งแตกระแหง กลายเป็นผืนดินกว้างใหญ่ก่อนจะปล่อยน้ำให้มีระดับสูงขึ้นกว่าเดิม มีพื้นที่เหนือผิวน้ำประมาณ ๑๓๒,๗๓๗ ไร่ มีความลึกเฉลี่ยราว ๒.๖๒ เมตร บริเวณกลางบึงมีความลึกมากที่สุด ๔.๓๘ เมตร บึงบอระเพ็ดกักเก็บน้ำฝนจากธรรมชาติ และน้ำที่ไหลลงจากที่สูงทางทิศตะวันออก ไหลลงสู่บึงทางคลองท่าตะโก คลองสายลำโพง คลองบอน คลองห้วยหิน ในบึงบอระเพ็ดมีพันธุ์ปลาประมาณ ๒๐๐ สายพันธุ์ โดยเฉพาะปลาเสือตอที่กำลังสูญพันธุ์ มีพรรณไม้น้ำทั้งสิ้น ๒๙ วงศ์ ๕๒ สกุล และมากกว่า ๗๓ ชนิด ในบึงมีพรรณไม้น้ำแบ่งออกตามลักษณะการขึ้นตามธรรมชาติ เช่น บริเวณพื้นน้ำ มีพืชจำพวกแนนหรือดีปลีน้ำ สาหร่ายข้าวเหนียว สาหร่ายเส้นด้าย สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายฉัตร พืชลอยน้ำ เช่น จอกหูหนู แหน ผักตบชวา ผักแพงพวย กระจับ พืชพ้นน้ำ เช่น กกต่างๆ ปรือ ธูปฤาษี บัวหลวง หญ้าแพรกน้ำ แห้วทรงกระเทียม เอื้องเพ็กม้า เทียนนา พืชที่อยู่บนเกาะหรือชายฝั่งที่น้ำอาจท่วมในฤดูน้ำหลาก เช่น ลำเจียก อ้อ พงแขม หญ้าปล้อง สนุ่น หญ้าชันกาด หญ้าไทร หญ้านกขาว และโสนกินดอก จากการสำรวจความหลากหลายของนกที่อาศัยบึงบอระเพ็ดในเวลา ๑ ปี ว่ามีราว ๑๑๐ ชนิด ๗๘ สกุล ๓๕ วงศ์ เป็นนกประจำถิ่นราว ๔๗ ชนิด เช่น นกเป็ดผีเล็ก นกกาน้ำเล็ก นกอีโก้ง นกกวัก นกกระแตแต้แว้ด เป็นต้น นกอพยพที่ย้ายถิ่นหนีหนาวลงใต้ ราว ๔๒ ชนิด เช่น นกยางดำ นกยางแดง นกปากห่าง เป็ดลาย เป็ดหางแหลม เหยี่ยวทุ่ง นกอินทรีปีกลาย เป็นต้น และนกที่เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพราว ๒๑ ชนิด เช่น นกยางโทนใหญ่ นกยางกรอก เป็ดหงส์ เป็ดแดง นกอีล้ำ นกแซงแซวหางปลา เป็นต้น ซึ่งนกทั้งหลายจะมีจำนวนมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน เมื่อมองบึงบอระเพ็ดจากภูมิวัฒนธรรม อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งได้เดินทางสำรวจศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาโบราณคดีการสร้างบ้านแปลงเมืองในดินแดนประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้สรุปเป็นแนวคิดทฤษฎีว่า ความเป็นชุมชน ‘บ้าน’ และ ‘เมือง’ ของสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนา เกิดเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๓ เป็นต้นมา และมักเกิดขึ้นในภูมิประเทศที่มีลำน้ำไหลผ่านจากต้นน้ำ ตั้งแต่ภูเขาลงมาจนถึงชายทะเล และตามรอบๆ หนองน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ทะเลสาบ เพราะมนุษย์ต้องอาศัยน้ำเพื่อการดำรงชีวิต ทั้งในด้านอุปโภคบริโภคและการคมนาคม ชื่อบ้านนามเมืองก็มักสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์จากต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ กับการตั้งถิ่นฐาน สภาพแวดล้อมและพืชพรรณ หรือสัตว์ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นนิเวศวัฒนธรรมของย่านเมืองนั้นด้วย โดยอธิบายว่า ‘….หนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เรียกว่าบึงหรือทะเลสาบนั้น นับเนื่องเป็นส่วนหนึ่งตามทางเดินของลำน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจนถึงปลายน้ำ เพราะไม่มีลำน้ำธรรมชาติสายใดที่ไหลลงจากที่สูงหรือต้นน้ำอย่างตรงๆ โดยไม่มีการคดเคี้ยวเมื่อผ่านบริเวณตะพักต่างๆ ที่เป็นที่ราบลุ่ม เช่น พื้นที่สูงในภาคเหนือที่มีหุบเขา เช่น เชียงใหม่และลำปาง น้ำผ่านหุบเขา (Valley) ลงมาสู่ตะพักที่มีที่กว้างและหนองบึง (Basin) กระจายกันอยู่ โดยเฉพาะหนองหรือบึงขนาดใหญ่จะกลายเป็นทะเลสาบที่รับน้ำจากที่สูงลงมาคล้ายกับแก้มลิง เมื่อน้ำล้นจะระบายลงหนอง ผ่านลำน้ำธรรมชาติที่อาจมีหลายสายแยกย้ายผ่านลงไปยังตะพักที่ต่ำกว่า ลงไปยังพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ หนองหรือบึงน้ำ ตามตะพักที่เป็นที่ราบกว้างซึ่งเรียกว่า ทุ่ง จึงเป็นบริเวณที่มีน้ำธรรมชาติกักเก็บไว้ตลอดทั้งปี แม้ว่าจะเป็นฤดูน้ำมากและน้ำน้อยในหน้าแล้งก็ตาม นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ค้นพบที่บึงบอระเพ็ดเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่มา: Birds of the Lower Northern Thailand หนองบึงเหล่านี้เป็นนิเวศธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานโดยรอบหรือใกล้หนอง เป็นชุมชนบ้านและเมืองขนาดเล็ก แต่หากเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เช่น หนองหานสกลนคร บึงบอระเพ็ด และกว๊านพะเยา จะเป็นแหล่งที่เกิดบ้านเมืองและนครขึ้นได้ เช่น เมืองพะเยาของภาคเหนือ เมืองหนองหานสกลนคร เมืองโยนกนาคพันธ์ที่หนองล่มในเขตอำเภอเชียงแสน เป็นต้น ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ เมืองพระนคร ที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่บนขอบทะเลสาบเขมร ความสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นเป็น ‘เมือง’ และ ‘รัฐ’ ของบริเวณที่เป็นหนองน้ำหรือทะเลสาบดังกล่าวก็คือ บริเวณเหล่านี้มีฤดูน้ำมากและน้ำน้อย (Seasonal Lake) ที่ทำให้พื้นที่รอบทะเลสาบแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็น ‘ทาม’ อยู่รอบนอก เป็นที่น้ำท่วมท้นในฤดูฝน และในฤดูแล้งที่น้ำลด พื้นที่ทามสามารถเพาะปลูกพืชพรรณได้เช่นเดียวกับ ‘บุ่ง’ หรือบึงที่อยู่ด้านในของหนองน้ำ มีน้ำตลอดปี แม้จะพร่องไปบ้างในฤดูแล้งก็ตาม กว๊านพะเยา หนองน้ำขนาดใหญ่ จะเป็นแหล่งที่เกิดบ้านเมืองและนครขึ้นได้ ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์ ทั้งบุ่งและทามนี้มีความหมายกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมนุษย์อย่างยิ่ง เพราะสามารถตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยบนบริเวณที่สูง ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึงรอบๆ ทะเลสาบ และอาศัยพื้นที่ทาม คือ พื้นที่รอบทะเลสาบชั้นในทำการเพาะปลูก เช่น ปลูกข้าว ที่อาศัยน้ำจากการชลประทาน (Wet Rice) สร้างทำนบชะลอน้ำเพื่อให้มีน้ำพอเพียงแก่การเพาะปลูก คือ ชะลอน้ำให้เลี้ยงต้นข้าวและพืชพรรณในเวลาแรกปลูก ไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ที่เป็นบึงของทะเลสาบ ลักษณะการทำนาปลูกข้าวดังกล่าวเรียกว่า การทำนาทาม บรรดาบ้านเมืองที่เป็นเมืองใหญ่เป็นนครซึ่งมักเกิดขึ้นรอบทะเลสาบ จึงอาศัยพื้นที่ทำนาทามเป็นสำคัญ อย่างเช่นการปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงประชากรเมืองพระนครที่ทะเลสาบเขมร เป็นต้น….’ สอดคล้องกับแนวความคิดบ้านเมืองในยุคทวารวดีตอนกลางบนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ของอาจารย์ศรีศักร ที่ขยายภาพกว้างให้เห็นว่า ‘....เมืองใหญ่คือ เมืองบน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอพยุหะคีรี และกินอาณาเขตไปถึงเชิงเขาโคกไม้เดน เป็นเมืองใหญ่บนแพรกน้ำที่แยกและขนานไปกับลำน้ำเจ้าพระยาไปเป็นแม่น้ำหางสาคร ส่วนเมืองอู่ตะเภาตั้งต่ำลงมาริมลำน้ำเก่าที่เรียกว่า ‘หางน้ำสาคร’ บนที่ลาดเชิงเขาแหลม เขาลูกโดดกลางที่ดอนขนาดใหญ่น้ำท่วมไม่ถึง ทั้งยังอุดมด้วยแร่เหล็ก พบร่องรอยชุมชนบ้านเมืองขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป เมืองอู่ตะเภาเป็นเมืองท่าภายใน มีลำน้ำขนาดใหญ่ติดต่อผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไปออกทะเลที่อ่าวไทย ในตำนานท้องถิ่นเรียกเมืองนี้ว่า เมืองล่างคู่กันกับเมืองบนที่โคกไม้เดน ลำน้ำหางน้ำสาครไหลลงใต้ไปยังอำเภอสรรพยาแตกออกมาเป็นหลายแพรก ขนานกับลำแม่น้ำน้อยที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านอำเภอมโนรมย์และอำเภอเมืองชัยนาท ท้องทุ่งลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงระหว่างลำน้ำหางน้ำสาครทางด้านตะวันออกที่กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำน้อยทางด้านตะวันตก มีชุมชนบ้านเมืองเกิดขึ้นแต่ยุคเหล็กตอนปลายมาถึงสมัยทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ลงมา อันเป็นช่วงเวลาที่มีการขยายตัวของเส้นทางการค้าจากบ้านเมืองทางชายฝั่งทะเลเข้าสู่ภายใน พร้อมทั้งการแผ่พุทธศาสนามหายานแบบศรีวิชัยเข้ามา อีกเมืองหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเมืองใหญ่คือ เมืองดอนคา เชิงเขาลูกโดดในเขตอำเภอท่าตะโก เป็นเมืองที่อยู่ตีนเขาต้นลำน้ำที่ไหลไปลงบึงบอระเพ็ดสายหนึ่ง และอีกสายหนึ่งลงสู่ที่ราบลุ่มไปรวมกับลำน้ำหางสาคร ทั้งสามเมืองนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยของศาสนสถานและพระสถูปเจดีย์กระจายอยู่ตามพื้นที่โดยรอบในลักษณะเป็นปริมณฑล อันแสดงให้เห็นการมีอยู่ของชุมชนบ้านและเมืองเล็กๆ ที่เป็นบริวาร แต่เมืองสำคัญที่เป็นเมืองท่านั้นน่าจะเป็นเมืองอู่ตะเภาริมลำน้ำหางสาคร แม่น้ำที่เรือสินค้าจากท้องทะเลสามารถเข้าไปถึงได้ นอกจากนี้ บรรดาเมืองโบราณในเขตนี้มีร่องรอยแสดงถึงการติดต่อกับบ้านเมืองในดินแดนภาคอีสานตอนบน ‘ละโว้ในสหพันธรัฐทวารวดี’ ซึ่งสังเคราะห์ผ่าน จาก 'ละโว้ถึงลพบุรี' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวถึงจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของร่องรอยภูมิวัฒนธรรมลำน้ำเจ้าพระยาเก่าที่ไหลมาจากบึงบอระเพ็ด ผ่านอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ‘….บรรดาเมืองโบราณในประเทศไทยที่มีอายุแต่สมัยทวารวดีประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมา จนถึงสมัยลพบุรี อยุธยา และกรุงเทพฯ ในทุกวันนี้ เมืองที่ยังรักษาชื่อบ้านนามเมืองแต่เดิมไว้อย่างสืบเนื่องมีอยู่ ๓ เมือง คือเมืองละโว้ ในลุ่มน้ำลพบุรีของภาคกลาง เมืองพิมายในลุ่มน้ำมูลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเมืองหริภุญชัยหรือลำพูนในลุ่มน้ำกวงของภาคเหนือ เมืองอื่นๆ ทั้งเมืองใหญ่และเล็กจำนวนเป็นร้อยกว่าแห่งขึ้นไปดูจะเลือนหายไปจากความทรงจำและการจดจำของคนรุ่นหลังเกือบทั้งสิ้น จากการศึกษาสำรวจของข้าพเจ้าในเรื่องภูมิวัฒนธรรมของบรรดาเมืองโบราณในประเทศไทยที่ผ่านมา พอหาเหตุผลได้ว่าทำไมชื่อเมืองสำคัญทั้งสามแห่งนี้จึงยังไม่ขาดหายไป นั่นเพราะเมืองทั้งสามแห่ง ล้วนตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่เป็นชุมทางการคมนาคมทางน้ำ คือเป็นบริเวณที่มีแม่น้ำและลำน้ำไหลมารวมกัน เกิดการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านและเมืองในท้องถิ่นเดียวกัน อยู่ในระบบนิเวศวัฒนธรรมเดียวกัน แม่น้ำอันเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญไม่แห้งไปหรือเปลี่ยนทางเดิน ชุมชนจึงยังดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง แม้ว่ากลุ่มชนที่เป็นชาติพันธุ์เดิมจะหายไปแล้วก็ตาม แต่คนกลุ่มใหม่ก็จะเคลื่อนเข้ามาแทนที่ตลอดเวลา ทำให้ชื่อบ้านนามเมืองเก่าๆ ยังจดจำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นตำนานก็ตาม จากหลักฐานทางตำนาน โดยเฉพาะ ‘ตำนานจามเทวีวงศ์’ ของเมืองหริภุญชัย พระนางจามเทวีน่าจะเสด็จโดยทางน้ำจากเมืองละโว้ไปครองเมืองลำพูนหรือหริภุญชัยทางเหนือ โดยเริ่มแต่แม่น้ำลพบุรีหน้าเมืองละโว้ผ่านทุ่งพรหมมาสตร์ แยกเข้าปากน้ำบางขามเข้าเขาสมอคอน ไปวัดไลย์ จนถึงตำบลมหาสอนในเขตอำเภอบ้านหมี่ อันเป็นที่สบกันระหว่างลำน้ำที่มาจากอำเภอบ้านหมี่กับลำน้ำที่มาจากอำเภอตาคลี แล้วเสด็จตามลำน้ำที่มาจากที่สูงในเขตอำเภอตาคลีขึ้นไปจนถึงเขตเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ อันเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่มีรกรากมาแต่สมัยยุคเหล็ก พระปรางค์สามยอด เมืองละโว้ ในลุ่มน้ำลพบุรีของภาคกลาง จากเขตเมืองจันเสนก็เดินทางตามลำน้ำไปยังลำน้ำเจ้าพระยาเก่าที่ไหลมาจากบึงบอระเพ็ด ผ่านอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มายังตำบลหางน้ำสาครในเขตอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท พระนางจามเทวีเสด็จขึ้นตามลำน้ำเจ้าพระยาเก่าผ่าน เมืองอู่ตะเภา (เมืองล่าง) ที่ตำบลหางน้ำสาคร ขึ้นมายังเมืองบนสมัยทวารวดีที่บ้านโคกไม้เดน ตำบลท่าน้ำอ้อย เขตอำเภอพยุหะคีรี ไปยังต้นน้ำเจ้าพระยาที่บึงบอระเพ็ด แล้วเสด็จขึ้นไปทางเหนือโดยลำน้ำปิงที่เมืองพระบางหรือนครสวรรค์ เท่าที่กล่าวมาแล้วคือร่องรอยของเส้นทางคมนาคมทางน้ำจากเมืองละโว้ไปสัมพันธ์กับบ้านเมืองทางเหนือตามชายขอบที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน ซึ่งเมื่อมองภาพรวมทางภูมิวัฒนธรรมของลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเห็นได้ว่า ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองละโว้ คือนครรัฐที่เป็นเมืองท่าทางฟากตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่คนละฟากกับเมืองนครชัยศรีและเมืองอู่ทองทางฟากตะวันตก กำไลเปลือกหอยมือเสือ จากชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณลุ่มน้ำลพบุรี ความสำคัญของเมืองท่าทั้งสองต่างกัน เมืองนครชัยศรีคือเมืองท่าใหญ่สำหรับการติดต่อโพ้นทะเลที่มาจากทางตะวันตก และเส้นทางคมนาคมที่มาจากบ้านเมืองมอญและพม่าทางชายฝั่งทะเลอันดามัน แต่เมืองละโว้มีความสัมพันธ์กับบ้านเมืองทางฟากตะวันออกที่ผ่านลุ่มน้ำป่าสักขึ้นไปยังที่ราบสูงโคราชในดินแดนลุ่มน้ำโขงทางชายฝั่งทะเลจีนใต้ จึงเห็นได้ว่าเมืองละโว้มีความสัมพันธ์กับบ้านเมืองที่เก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โตกว่าทางเมืองนครชัยศรีที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำลำคลอง [Riverine Area] แต่เมืองละโว้ครอบคลุมพื้นที่บนที่สูง ที่ราบสูง ป่าเขาที่เต็มไปด้วยของป่าและแร่ธาตุในบริเวณและปริมณฑลที่ มากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ภูมิวัฒนธรรมโดยรอบเมืองละโว้ ซึ่งเป็นกลุ่มเขานงประจันต์ เขาพระงาม เขาสามยอด และกลุ่มเขาพระพุทธบาท ล้วนเป็นแหล่งชุมชนบ้านเมืองที่เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมถลุงเหล็กและทองแดงที่หนาแน่นกว่าแห่งใดๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อายุและพัฒนาการเมืองละโว้ เทียบได้กับเมืองอู่ทองที่มีอายุเก่าขึ้นไปถึงสมัยฟูนันและสุวรรณภูมิ ซึ่งแสดงให้เห็นจากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีที่ตำบลท่าแค ตำบลห้วยโป่ง เมืองซับจำปา จังหวัดลพบุรี บ้านใหม่ชัยมงคลที่จันเสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น ชุมชนบ้านเมืองเหล่านี้ในยุคเหล็กหาได้อยู่โดดเดี่ยวไม่ หากมีความสัมพันธ์กับการค้าระยะไกลจากแหล่งอารยธรรมยุคสำริดจากทางยูนนาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากรูปแบบของอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนเครื่องประดับ เช่น รูปแบบของขวานสำริด กลองสำริด กำไลสำริด ตุ้มหู ลูกปัดที่ทำด้วยหินสี หินกึ่งหยก สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของแหล่งโบราณคดีที่บ้านท่าแค ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรมทองแดงและเหล็กแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องประดับด้วยหอยทะเลลึก เช่น หอยมือเสือและหอยสังข์ การใช้เปลือกหอยทะเลลึกทำเครื่องประดับและเป็นวัตถุมงคลนี้ เป็นสิ่งสากลของบรรดาบ้านเมืองโบราณที่มีความสัมพันธ์การค้าระยะไกลโพ้นทะเลมาราว ๓,๐๐๐ ปีทีเดียว จากรูปแบบของโบราณวัตถุ เช่น เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในการเซ่นศพซึ่งพบตามแหล่งฝังศพในพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสักนั้น มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบของกลุ่มวัฒนธรรมแบบซาหวิ่นห์ อันเป็นบรรพบุรุษพวกจามในเวียดนาม คนเหล่านี้เป็นพวกพ่อค้าระยะไกลทั้งทางบกและทางทะเล และเป็นกลุ่มชนที่นำพาเครื่องประดับและรูปแบบของศิลปะแบบดองซอนแพร่ไปตามชุมชนต่างๆ ที่อยู่ชายฝั่งทะเลจีน ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย เช่นเดียวกันกับเมืองอู่ทองและชุมชนทางฟากตะวันตกและฝั่งอันดามันของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีการเกี่ยวข้องกับอินเดียในสมัยสุวรรณภูมิ คือราวพุทธศตวรรษที่ ๒-๓ ลงมา บ้านเมืองทางฟากฝั่งเมืองละโว้ก็มีความสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน แต่ไม่มากเท่ากับทางฝั่งเมืองอู่ทอง หลักฐานที่แสดงให้เห็นก็คือบรรดาภาชนะดินเผาสีดำที่มีการขัดผิวและประดับด้วยลายเส้นเบาๆ ที่ไม่กินลงไปถึงพื้นผิวภาชนะ เป็นสิ่งที่ศาสตราจารย์วิลเฮล์ม จี. โซลไฮม์ (Prof. Wilhelm G. Solheim) จากมหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา พบเห็นจากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีในที่ราบสูงโคราช โดยเฉพาะในชั้นดินชั้นล่างของปราสาทหินพิมาย โซลไฮม์ให้ชื่อภาชนะดินเผานี้ว่า พิมายดำ (Phimai Black Ware) มีอายุราว ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลลงมา เป็นรูปแบบที่พบตามแหล่งโบราณคดีในประเทศอินเดีย ได้มีการพบเห็นภาชนะแบบพิมายดำนี้ในที่อื่นๆ เช่นที่ เมืองจันเสน ซับจำปา และศรีเทพ จากอิทธิพลของการค้าระยะไกลทั้งทางบกและโพ้นทะเลทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลจีน ทำให้มีพัฒนาการของเมืองท่าทางชายขอบที่สูงทางฟากตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายเมืองตั้งแต่สมัยฟูนันลงมา เช่น เมืองอู่ตะเภาที่ตำบลหางน้ำสาคร เมืองจันเสน เมืองละโว้ และเมืองขีดขิน จังหวัดสระบุรี….’ ‘โบราณคดีเหนือบึงบอระเพ็ด’ บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักโบราณคดีและนักวิจัยได้ทำการศึกษาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งได้ประมวลประเมินข้อมูลของโบราณวัตถุที่มีความสำคัญของพื้นที่บริเวณนี้และเชื่อมภาพทางภูมิวัฒนธรรมไว้อย่างน่าสนใจ ทำให้เห็นภาพรวมของจุดเชื่อมต่อของนิเวศวัฒนธรรมภูมิภาคแถบนี้ของเมืองโบราณต่างๆ ภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ (Phimai Black Ware) ‘….บริเวณเหนือบึงบอระเพ็ดเป็นที่ลุ่มต่ำ มีลำน้ำหลายสายและเต็มไปด้วยเส้นทางน้ำเก่าที่เป็นกุดน้ำหรือบึงน้ำรูปแอกวัว ซึ่งเกิดจากลำน้ำเปลี่ยนเส้นทาง ในบริเวณนี้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำไปยังหัวเมืองฝ่ายเหนือต่างๆ เช่น พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย สวรรคโลก เป็นต้น อาชีพของชาวบ้านนอกจากการทำประมงแล้ว การทำนาปลูกข้าวมักได้รับความเสียหายอยู่เสมอ ทำให้มีการอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่หนาแน่นเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีชุมชนโบราณอยู่อาศัยอย่างชัดเจน แต่ก็พบโบราณวัตถุและโบราณสถานที่มีความสำคัญแก่การกล่าวถึง ได้แก่ ‘ธรรมจักรแห่งเสาหิน วัดท่าไม้’ ธรรมจักรศิลาเป็นศิลปะสมัยทวารวดี มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๔๐ นิ้ว วงล้อทำเป็นแผ่นทึบ วิวัฒนาการของลวดลายสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ส่วนเสาเป็นเสาแปดเหลี่ยม ไม่มีจารึกแต่อย่างใด ธรรมจักรแห่งเสาหิน วัดท่าไม้ จังหวัดนครสวรรค์ ชาวประมงไปพบธรรมจักรพร้อมเสาจมอยู่ในท้องน้ำที่คุ้งน้ำอันคดโค้งของแม่น้ำยม แล้วนำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าไม้ ตำบลท่าไม้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ วัดนี้อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม อยู่เหนือปากน้ำเกยไชยที่แม่น้ำยมมาสบกับแม่น้ำน่านราว ๕ กิโลเมตร โดยประมาณ สอบถามจากผู้ศึกษาเรื่องวิวัฒนาการลวดลายแล้ว ให้อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ การพบธรรมจักรในท้องน้ำของแม่น้ำยมนับเป็นเรื่องแปลก เพราะไม่พบว่ามีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่ในเขตที่ลุ่มน้ำท่วมนี้ อาจสันนิษฐานได้หลายทาง เช่น มีการนำขึ้นเรือมาในเวลาร่วมสมัยกับการสร้างธรรมจักรนั้น หรืออาจนำมาภายหลังในฐานะที่เป็นโบราณวัตถุ บริเวณนครสวรรค์ มีชุมชนสมัยทวารวดีอยู่หลายแห่ง แต่มักมีหลักแหล่งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาหรือที่ราบลอนลูกคลื่นซึ่งเป็นที่ดอน เช่น ทางด้านทิศเหนือขึ้นไปแถวบ้านคลองเดื่อและทับคล้อ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนสมัยทวารวดีที่ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว ที่ตั้งของวัดเกยไชยเหนือ ปากน้ำเกยไชย บริเวณที่แม่น้ำน่านและยมสบกัน ทางตะวันออกคือ เมืองโบราณดอนคา บริเวณที่ราบลอนลูกคลื่นต่อเนื่องกับเขตเพชรบูรณ์ ในอำเภอท่าตะโก ทางด้านใต้มีเมืองบน ที่โคกไม้เดน ในอำเภอพยุหะคีรี และเมืองทัพชุมพล ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกที่ดงแม่นางเมืองใกล้แม่น้ำปิง อำเภอบรรพตพิสัย การขนส่งทางน้ำบริเวณนี้ก็อาจเป็นเรื่องที่ทำได้เพราะมีชุมชนสมัยทวารวดีรายรอบพื้นที่ลุ่มแห่งนี้ในรัศมีที่สามารถเดินทางถึงอยู่ทุกด้าน โบราณวัตถุอีกชิ้นที่น่าสนใจคือ ใบเสมาที่วัดเกยไชยเหนือ ปรากฏชื่อเกยไชยในแผนที่ยุทธศาสตร์ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ซึ่งอยู่ในระหว่างเส้นทางน้ำที่แยกออกจากนครสวรรค์ต่อเนื่องขึ้นไปถึงปากพิง เมืองพิจิตร และท่าฬ่อ ทำให้ทราบว่าเส้นทางน้ำแถบแควใหญ่หรือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เป็นเส้นทางสำคัญที่จะขึ้นไปรับศึกทางหัวเมืองฝ่ายเหนือในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ เกยไชยยังมีชื่อในเรื่องที่มีจระเข้ดุร้ายตามเรื่องเล่าภายในท้องถิ่นและเป็นที่รับรู้กันทั่วไป คือเรื่องของไอ้ด่างเกยไชย เล่ากันว่า ที่เกยไชยมีวังตะกอนหรือปากแม่น้ำที่มีความลึกมาก มีจระเข้ชุกชุม เรียกกันว่าวังไอ้เข้ ชาวบ้านจะลงอาบน้ำแต่ละครั้งต้องเอาไม้ปักทำรั้วเพื่อป้องกันจระเข้ จระเข้ชื่อดังตัวหนึ่งคือไอ้ด่างเกยไชย ผู้เดินทางไปมาหรือพวกหาปลาจะถูกไอ้ด่างอาละวาดเป็นประจำ เล่าสืบทอดว่ามีคนขี้เมาคนหนึ่งใช้เรือท้องแหลม (ชาวจีนเรียกว่าเรือไหหลำ) บรรทุกข้าวมาท้าทาย ไอ้ด่างหนุนเรือข้าวจนเรือคว่ำ แต่คนขี้เมาใช้หอกแทงจนเป็นแผลตามตัวมากมาย ไอ้ด่างทนไม่ได้จึงเอาหัวมาเกยหาดหน้าวังตะกอนแล้วถูกยิงซ้ำจนตาย ชาวบ้านทำการผ่าท้องไอ้ด่าง พบของมีค่ามากมาย จึงเอาหัวไอ้ด่างไปไว้ที่ศาลเจ้าพ่อจุ๊ยที่ตั้งอยู่ตรงวังตะกอนบริเวณปากน้ำ ชาวเกยไชยนับถือกันมาก วัดเกยไชยเหนือ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่าพระเจ้าเสือได้ยกขบวนประกอบด้วยช่างฝีมือจำนวนมากจะไปสร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง โดยเสด็จทางชลมารค ขบวนเรือไม่สามารถไปได้ เพราะเรือเกยน้ำตื้นของแม่น้ำยม ส่วนแม่น้ำน่านในสมัยนั้นก็เป็นเพียงลำคลองเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า คลองเรียง จึงได้สั่งพักพลริมแม่น้ำฝั่งตะวันตกสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน แล้วให้ไพร่พลสร้างพระเจดีย์และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ องค์พระเจดีย์ ประชาชนจึงเรียกพระเจดีย์นี้ว่า พระบรมธาตุ จึงเรียกชื่อวัดนี้ตามชื่อของเจดีย์ว่า วัดบรมธาตุ ภายในวัดพระบรมธาตุ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เจดีย์พระบรมธาตุซึ่งได้รับการซ่อมแซมอยู่ตลอดมา และใบเสมาทำจากหินชนวนปักไว้โดยรอบพระอุโบสถ นับว่าเป็นร่องรอยทางศิลปกรรมที่สำคัญเมื่อพิจารณาจากลวดลายที่อยู่กึ่งกลางเสมา ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม ให้ความเห็นว่า เป็นลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะและยังไม่มีระเบียบแบบแผนที่สมดุล แต่ละใบมีการใส่ลวดลายที่ไม่เหมือนกัน เช่น ลายเทพนมเหนือดอกบัว ลายกนกผสมกับลายพันธุ์พฤกษาที่ได้รับอิทธิพลจากลวดลายจีนซึ่งพบมากในศิลปะล้านนา อีกทั้งมีความคล้ายคลึงกับลวดลายบนลายสลักหินที่พบจากใต้ฐานชุกชีวิหารหลวงวัดมหาธาตุอยุธยา หากใช้การประมาณอายุด้วยวิธีพิจารณาจากวิวัฒนาการลวดลาย กลุ่มลายเหล่านี้น่าจะมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ส่วนในโบสถ์วัดเกยไชยเหนือมีการเก็บรักษาโบราณวัตถุ บางส่วนได้จากบริเวณวัดและท้องน้ำหน้าวัด เป็นพวกเครื่องถ้วยจีนและไทยสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ปรางค์จำลองทำจากหินทราย พบใกล้บริเวณโบราณสถานที่พันลาน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการติดต่อกับภูมิภาคในเขตอีสาน โดยน่าจะมีการนำมาไว้ในท้องถิ่นนี้อย่างชัดเจนที่สุด บริเวณบ้านพันลานพบโบราณสถานที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ในบริเวณสำนักสงฆ์เป็นพระปรางค์ ห่างจากริมแม่น้ำน่าน หรือแควใหญ่มาทางฝั่งตะวันออกราว ๕๐๐ เมตร ก่อนถึงวัดพันลานเล็กน้อย และต่ำกว่าปากน้ำเกยไชยราว ๗-๘ กิโลเมตร ใบเสมาทำจากหินชนวนปักไว้โดยรอบพระอุโบสถ วัดเกยไชยเหนือ ตัวโบราณสถานจากสภาพเท่าที่เห็น ฐานที่น่าจะเป็นตัวปรางค์หรือเจดีย์ก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นฐานเขียงที่ไม่มีการลดชั้นหรือย่อมุม ต่อด้วยอาคารก่ออิฐซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีการก่ออิฐปิดต่อกับตัวฐานเจดีย์หรือปรางค์ มีการขุดฐานอาคารบริเวณนี้พบว่า เป็นการก่อปิดเชื่อมต่อกันภายหลัง ส่วนด้านบนของเจดีย์หรือปรางค์มีการขุดกรุภายใน ทำให้เห็นว่าฐานเดิมก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่แล้ว จึงมีการก่ออิฐปิดในภายหลัง นับว่าเป็นรูปแบบอาคารที่แปลกและสันนิษฐานรูปแบบและการใช้งานได้ยาก นอกจากจะทำการขุดแต่งศึกษากันอย่างจริงจัง โบราณวัตถุที่ได้จากกรุอาคารด้านในที่ทำจากศิลาแลงคือพระพุทธรูปที่เป็นพระพิมพ์ และชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรมที่ตกอยู่ภายนอกโบราณสถานคือ ปรางค์จำลองทำจากหินทราย ส่วนใหญ่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่สถานพระนารายณ์ โบราณสถานที่พันลาน ฐานน่าจะเป็นปรางค์หรือเจดีย์ก่ออิฐขนาดใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา และพบที่ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน และพบที่วัดหนองปรือ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และที่กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น ปรางค์จำลองเป็นส่วนที่ใช้ประดับสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมหินทรายสลักลวดลายคล้ายเป็นชิ้นส่วนของทับหลัง ชิ้นส่วนกลีบบัว เป็นต้น และยังได้พบเศษเครื่องถ้วยที่เป็นเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัยและสุโขทัยด้วย นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมหินทราย สลักลวดลายคล้ายทับหลัง ชิ้นส่วนกลีบบัว เป็นต้น บริเวณบ้านพันลานสามารถติดต่อกับชุมชนสมัยทวารวดีและลพบุรี เช่นที่ดอนคา ทางพื้นที่ในเขตอำเภอท่าตะโกตลอดจนถึงไพศาลี และชุมชนในเขตลพบุรีและเพชรบูรณ์ ซึ่งติดต่อกับแอ่งอีสานได้ การที่พบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมในศิลปะที่มีอิทธิพลของขอมในบริเวณนี้จึงยืนยันถึงการติดต่อระหว่างภูมิภาคในเขตภาคกลางและในภาคอีสาน สำหรับช่วงเวลาการติดต่อนั้น น่าจะนำมาจากแหล่งที่อีสานหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นไป และน่าจะร่วมสมัยกับชุมชนในสมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยาตอนต้น เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทั้งหลาย….’ ว่าไปแล้ว หากมองกลับไปยังบรรดาเมืองโบราณในเขตนี้มีร่องรอยแสดงถึงการติดต่อกับบ้านเมืองในดินแดนภาคอีสานตอนบน ดังปรากฏประเพณีการปักหินตั้งหรือเสมาแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถาน เช่นที่รอบพระสถูปของดงแม่นางเมือง บริเวณท้องถิ่นนี้เป็นแหล่งที่อุดมด้วยแร่เหล็กทรัพยากรสำคัญทางการค้า จึงพบตะกรันที่หลงเหลือจากการถลุงแร่กระจายอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นการศึกษาถึงโบราณคดีบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นภูมิวัฒนธรรมที่สำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนมีรัฐอิสระ รับนับถือพุทธศาสนาเถรวาท ดังเห็นได้จากการเรียกนามพระมหากษัตริย์ว่า ศรีธรรมาโศกราช อันเป็นประเพณีนิยมในวัฒนธรรมพุทธศาสนาแบบเถรวาท แตกต่างจากที่เคยปลูกฝังตามประวัติศาสตร์กระแสหลักมาแต่เดิมว่า ดินแดนสยามประเทศก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้นตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอม ทั้งเมืองธานยปุระน่าจะสัมพันธ์กับเมืองเจนลีฟูที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ รวมถึงมีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองโบราณหลายแห่งที่พบในเขตนครสวรรค์ เช่น เมืองบน (เขาโคกไม้เดน) เมืองล่าง (หางน้ำสาคร) เมืองท่าตะโก เมืองไพศาลี ฯลฯ ซึ่งเมืองเหล่านี้เกาะกลุ่มกันในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำน่าน รวมถึงลุ่มน้ำเกรียงไกรที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่านด้วย การมองในเชิงนิเวศวัฒนธรรมเกี่ยวกับชุมชนโบราณรอบบึงบอระเพ็ด จากยุคทวารวดีต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเมืองนครสวรรค์มีฐานะเป็นเมืองประชุมพลและเดินทัพผ่าน เพราะจากพม่าเข้าทางด่านแม่ละเมาตัดเข้าระแหง กำแพงเพชร นครสวรรค์ใช้เพียงช่วงประมาณ พ.ศ.๒๑๐๖–๒๑๒๙ หลังจากนั้นใช้เส้นทางเดินทัพใหม่ทางด่านเจดีย์สามองค์ แต่ก็กลับมาใช้เส้นทางนี้เมื่อสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ นครสวรรค์ทำหน้าที่เป็นเพียงเมืองส่งกำลังบำรุงทัพหลวงที่ขึ้นไปตั้งรับทัพพม่าในเขตหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเป็นเมืองพักทัพ ชุมทางน้ำที่บึงบอระเพ็ดการขนส่งสินค้าจากเหนือคือไม้สักและข้าว ซึ่งส่งมาทางแม่น้ำน่านโดยอาศัยเรือยนต์ ต่อมาเมื่อมีการสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ ๕ การขยายตัวของการค้ามีมากขึ้น มีชาวจีนมากมายเข้ามาอยู่อาศัย ประมาณกันว่า พ.ศ.๒๔๔๗ มีชาวจีนในนครสวรรค์ถึง ๖,๐๐๐ คน ในขณะที่ชาวจีนในกรุงเทพฯ มีราว ๑๐,๐๐๐ คน ชุมชนแต่เดิมอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำน่าน (แควใหญ่) เพราะข้าวถูกส่งมาทางลำน้ำน่าน ต่อมาตัวเมืองขยายมาทางตะวันตกความเจริญสูงสุดในรัชกาลที่ ๖ และต้นรัชกาลที่ ๗ บริเวณนครสวรรค์เป็นชุมทางการค้า เป็นที่ชุมนุมของเรือสินค้าที่ใหญ่ที่สุดนอกจากกรุงเทพฯ ไม้สักจากภาคเหนือเป็นจำนวนมาก จะถูกส่งมาตามแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านมารวมกันที่ปากน้ำโพก่อนจะแยกส่งไปตามที่ต่างๆ เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการขยายเส้นทางรถไฟไปถึงเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๖๕ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สร้างสถานีรถไฟหนองปลิง (สถานีนครสวรรค์) ทำให้ความสำคัญในบริเวณแควใหญ่และการใช้เส้นทางน้ำลดลง ประกอบกับมีการสร้างถนนและเปิดสะพานเดชาติวงศ์ใน พ.ศ.๒๔๙๓ นครสวรรค์ได้กลายมาเป็นเมืองผ่าน เพราะสินค้าต่างๆ ไม่ต้องมารวมที่นครสวรรค์อีกต่อไปจนถึงปัจจุบันนี้ อ้างอิง ‘โบราณคดีเหนือบึงบอระเพ็ด’ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๖ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ‘ชุมทางน้ำที่บึงบอระเพ็ด’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ‘ทะเลสาบ: ภูมินิเวศสำคัญในการตั้งถิ่นฐาน’ โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม จาก 'ละโว้ถึงลพบุรี' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ‘ศิลปะโบราณวัตถุพบที่จังหวัดนครสวรรค์ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ใน นครสวรรค์: รัฐกึ่งกลาง’ โดย พิริยะ ไกรฤกษ์ บรรณาธิการโดย สุภรณ์ โอเจริญ
- กรณีศึกษาพระพุทธรูปศิลาสมัยก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาของ น. ณ ปากน้ำ ย้ำหลักฐานถึงอโยธยา
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2567 กรณีศึกษาพระพุทธรูปศิลาสมัยก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาของ น. ณ ปากน้ำ ย้ำหลักฐานถึงอโยธยา แผนที่แสดงขอบเขตเกาะเมืองอยุธยา แรกเริ่มแต่เดิมกำแพงเมืองเป็นคันดินและมีเสาไม้ระเนียด ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นกำแพงอิฐในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑–๒๑๑๑) และถูกทำลายในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ รวมทั้งมีการรื้อถอนกำแพงเมืองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อนำอิฐมาใช้ ในการก่อสร้างที่กรุงเทพฯ และป้องกันไม่ให้มีการใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่ซ่องสุมผู้คนอีกต่อไป กรุงศรีอยุธยาเป็นลักษณะของเมืองน้ำ มีการออกแบบแนวคูคลองที่ทั้งใช้ประโยชน์ในการคมนาคม และเป็นการระบายน้ำในหน้าน้ำหลากด้วย ทำให้ผังเมืองอยุธยามีแม่น้ำลำคลองจำนวนมากเป็นเครือข่ายโยงใยกันทั้งนอกเมืองและในเมืองขนานไปกับแนวคูคลอง คือถนนที่เป็นทั้งถนนดินและถนนปูอิฐ โดยมีสะพานสร้างข้ามคลองทั้งสะพานไม้และสะพานก่ออิฐมากกว่า ๓๐ แห่ง สำหรับโบราณสถาน เท่าที่สำรวจพบแล้วทั้งภายในเมืองและนอกกำแพงเมืองมีมากกว่า ๔๒๕ แห่ง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะโบราณสถานที่สำคัญ และอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาพื้นที่ ๑,๘๑๐ ไร่ ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเกาะเมืองและพื้นที่ด้านทิศเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง มีโบราณสถานที่สำรวจพบแล้วทั้งสิ้น ๙๕ แห่ง ทำเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาที่มีลักษณะเป็นเกาะเมืองมีแม่น้ำที่สำคัญ ๓ สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน รวมทั้งเป็นชุมทางคมนาคมและเป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันข้าศึก ศัตรู กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นราชธานีใหญ่สามารถกุมอำนาจเหนือเมืองใกล้เคียงเป็นเวลานาน กรุงศรีอยุธยายังมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการปกครอง กฎหมายการศาล ระบบสังคม การศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ประณีตศิลป์ ภาษาวรรณกรรม และนาฏ-ดุริยางคศิลป์ วิทยาการทุกแขนง ที่คนไทยในอาณาจักรอยุธยาสั่งสมไว้นั้น เป็นอารยธรรมที่กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ยึดถือเป็นแบบแผน ในแง่มุมของการบุกเบิกและทำการสำรวจตามระเบียบแบบแผนการวิจัยอย่างเป็นทางการ รายงานภาคสนามบันทึกการสำรวจวัด โบราณสถาน และโบราณวัตถุในอยุธยาด้วยภาพถ่ายและภาพวาดลายเส้น โดย อาจารย์ น. ณ ปากน้ำและคณะ ตามโครงการของคณะกรรมการจัดงานอนุสรณ์อยุธยา ๒๐๐ ปี ถือว่าเป็นบันทึกหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาที่นำมาใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอของการทำงานเชิงวิจัยในรุ่นหลัง ๆ โดยเฉพาะการสื่อสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีกับสาธารณชน หรือบุคคลทั่วไปผ่านการนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ ‘ห้าเดือนกลางซากอิฐปูนที่อยุธยา’ สำหรับประเด็นสำคัญที่ไม่ค่อยมีการหยิบมากล่าวถึงในชั้นหลังกันมากนัก คือ กรณีศึกษาพระพุทธรูปศิลาสมัยก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาของ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ มีความเห็นว่า พระพุทธรูปศิลา หรือหินทรายทั้งหมดเป็นงานก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา หากจะทำกันอยู่บ้างในสมัยอยุธยาตอนต้นก็เป็นส่วนน้อย โดยใช้ทฤษฎีศิลปะร่วมสมัยเข้ามายืนยันถึงหลักฐานและความเชื่อนี้ว่า ในสมัยบายนตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เขมรหันมาสร้างพระพุทธรูปจากสำริดมากขึ้น ทำให้พระพุทธรูปศิลาหมดความนิยมลงไป ดังนั้นพระพุทธรูปศิลาซึ่งพบที่กรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ควรเป็นของมีมาก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยเรียกว่า ศิลปะอโยธยา ซึ่งมีอายุร่วมสมัยศิลปะอู่ทอง อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ที่วัดสามวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ที่มา: วารสารเมืองโบราณ-มากกว่าความคิดถึง บันทึกถึงอาจารย์ยูร วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่มา: Issuu-Muangboran Journal น. ณ ปากน้ำ เป็นนามปากกาที่ใช้เขียนเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ยืนยันถึงทฤษฎีเกี่ยวกับพระศิลาที่พบในอยุธยาว่า เป็นพระที่มีมาก่อนสร้างกรุง-ศรีอยุธยา มิใช่จำหลักขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองตามที่กล่าวอ้างกันแต่ประการใด โดยได้เสนอหลักฐานและข้อมูลใหม่ ๆ ที่ค้นพบมาสนับสนุนความเชื่อนี้ ในบทความเรื่อง 'พระพุทธรูปสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา' ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ได้เขียนในบทความไว้ว่า คำว่า ก่อนอยุธยา ประสงค์จะกล่าวถึงพระพุทธรูปรุ่นก่อนกรุงศรีอยุธยาเพียงเล็กน้อย เช่น สมัยอโยธยา สมัยอู่ทอง หรือสุพรรณภูมิ หรือสมัยลพบุรี ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ถึง ๑๙ เป็นสำคัญ อาจารย์ประยูร ย้ำในบทความว่า 'การศึกษาเรื่องพระพุทธรูปนั้น ข้าพเจ้าเคยกล่าวมาหลายครั้งแล้วว่า เราจะดูแต่สิ่งที่มีอยู่อย่างเดียวนั้นมิได้ จะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีและวิชาการในด้านศิลปะร่วมสมัยเป็นเกณฑ์... ' '...ข้าพเจ้ายังขอยืนยันซ้ำอีกว่า ในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่มีแสนยานุภาพที่เก่งฉกาจสามารถทำลายอาณาจักรนครหลวงของขอมลงได้สำเร็จ สมัยอยุธยานี้ไม่มีพระศิลาเช่นเดียวกัน โดยให้สังเกตจากพระพุทธรูปสำคัญสมัยอยุธยาตอนต้น หรือก่อนอยุธยาเล็กน้อยล้วนเป็นพระโลหะทั้งสิ้น ดังเช่น พระพุทธรูปพนัญเชิง พระมงคลบพิตร พระศรีสรรเพชญ์ พระยืนสำริดหุ้มทองคำขนาดใหญ่ พระประธานวัดธรรมิกราช ฯลฯ ล้วนพระสำริดทั้งสิ้น วัดสมัยอยุธยาตอนต้น ถ้าพระประธานไม่ทำด้วยสำริดก็จะทำด้วยปูนปั้น เช่น วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ (ในอุโบสถ) วัดพุทไธสวรรย์ วัดกุฎีทอง วัดวรเชษฐาราม การที่อยุธยาเต็มไปด้วยพระศิลาเกลื่อนกลาดก็เนื่องจาก ณ สถานที่นี้เป็นนครเก่าแก่สืบมาตั้งแต่สมัยทวารวดี อโยธยา และอยุธยา เคยรุ่งโรจน์มาแต่ละสมัยทัดเทียมกัน จึงเหลือพระศิลาจำนวนมาก ผู้ที่คุ้นเคยกับการเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถ้าไปสังเกตในห้องศิลปะทวารวดีจะพบว่า พระศิลามหึมาจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของห้อง ล้วนเอาไปแต่อยุธยาทั้งสิ้น แสดงว่าอยุธยาเป็นแหล่งสำคัญของวัฒนธรรมรุ่นทวารวดีมาก่อน และสำคัญไม่แพ้แห่งใดทั้งสิ้น พระพุทธรูปทวารวดีขนาดใหญ่ที่พบยังวัดขุนพรหม และวัดหน้าพระเมรุ (เอามาจากวัดมหาธาตุ สมัยรัชกาลที่ ๓) สิ่งเหล่านี้เป็นของเดิมของอยุธยา มิได้เอามาแต่ไหน ถ้าไปดูพระพุทธรูปทวารวดีที่วัดหน้าพระเมรุ จะพบว่าเป็นพระพุทธรูปแบบสลักนูนสูง (high-relief) คนละแบบกับที่นครปฐม แม้จะมีขนาดใหญ่เท่ากันก็ตาม เรื่องขนาดนี้เป็นเรื่องแปลก ได้พบฐานบัวที่รองพระบาทพระนั่งห้อยพระบาทที่อยุธยา นครปฐม กับที่เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน โคราชจำนวนมากมาย ล้วนเป็นขนาดเดียวกันทั้งสิ้น บ่งถึงอิทธิพลของศิลปะร่วมสมัยโดยแท้ แต่มิใช่เป็นนครเดียวกันอย่างแน่นอน การที่เจ้าหน้าที่เอาพระศิลาสีขาวมาต่อเติมโดยเก็บเศษมาจากที่อื่นจนครบองค์ ก็เพราะขนาดเท่ากันนั่นเอง แต่ต่อแล้วยังเหลืออีกแยะ เขาไม่พูดถึง เพราะถ้าพูดก็ต้องบ่งว่าเป็นของคนละที่กัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกทางโบราณคดีอย่างหนึ่ง...' อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ได้เขียนกล่าวถึงคตินิยมซึ่งเอาพระเก่าเป็นศิลามาปะติดปะต่อจนครบองค์ แล้วซ่อมปฏิสังขรณ์จนบริบูรณ์นี้ มีแจ้งอยู่ในศิลาจารึกหลักที่สอง หรือจารึกวัดศรีชุม ซึ่งกล่าวถึงสมเด็จเจ้าศรี-ศรัทธาราชจุฬามุนี ได้ทำการกุศลปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วเมืองไทย และเข้าไปปฏิสังขรณ์วัดสลักหักพังในป่าดง ทั้งยังเข้าไปปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุหลวงอันสูงถึงเก้าสิบห้าวา แล้วก่อทับปฏิสังขรณ์ใหม่สูงถึงร้อยสองวา ขอมเรียกว่า พระธม ซึ่งสถิตกึ่งกลางนครพระกฤษณ์ '…พระธมก็คือ พระประธม ซึ่งคนไทยก็เรียกเช่นนี้ นครพระกฤษณ์ ก็คือนครทวารวดีนั่นเอง พระมหาธาตุซึ่งเจ้าศรีศรัทธาราชจุฬามุนีไปปฏิสังขรณ์ก็คือ องค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเรียกว่า พระประธม การนั้นทำงานกลางป่า ยากลำบากหาปูนไม่ได้ แต่ภายหลังก็สามารถหาได้จำนวนมากด้วยปาฏิหาริย์...' จารึกหลักที่สอง หรือจารึกวัดศรีชุม อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ได้บอกไว้ชัดเจนว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปเป็นประเพณีที่นิยมทำกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว '...เมื่อพระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นบนเกาะอันมีเมืองเก่าแก่ซับซ้อนกันมานานตั้งแต่ยุคร่วมสมัยกับทวารวดีกับสมัยอโยธยา แล้วรกร้างอีกจวบจนสมัยกรุงศรีอยุธยา พอสถาปนาเมืองใหม่ก็รวบรวมเอาพระศิลามาติดต่อเป็นองค์เอามาประดิษฐานไว้ที่วิหารต่าง ๆ จำนวนมาก และก็คงทำกันเรื่อยมา คือเมื่อแสวงหาพระศิลาเก่าแก่มาได้ ก็เอามาต่อแล้วปั้นปูนปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์ไว้ พระพุทธรูปทวารวดีขนาดใหญ่สลักนูนสูง (high-relief) ที่วัดหน้าพระเมรุ วัดมหาธาตุ จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม เหตุนี้วัดมหาธาตุ ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นจึงเต็มไปด้วยพระศิลา มีทั้งสมัยทวารวดีขนาดใหญ่จำนวนมาก (มีเอกสารอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) และพระศิลาสมัยอู่ทองหรืออโยธยาจำนวนมาก รวมทั้งเศียรพระพุทธรูปขนาดมหึมาอันตั้งบนวิหารหลวงก็มีหลายสมัย ทั้งทวารวดี อโยธยา กับลวดลายจำหลักประกอบฐานชุกชีโบราณจำนวนมาก บางชิ้นของลวดลายเอาไปติดกับผนังหุ้มกลองหลังพระประธานก็มี บัดนี้กรมศิลปากรรื้อหมดแล้ว พระศิลาบางองค์ที่หาส่วนประกอบไม่ได้ก็เอาไปยัดไว้ที่ผนังพระวิหารเห็นได้ชัด (กรมศิลปากรก็เอาออกเสียอีก) ข้าพเจ้ายังยืนยันและกล้าที่จะยืนยันในหลักการนี้ตลอดไป และการที่มีผู้อ้างว่ามีการจำหลักพระศิลาในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ด้วยว่าพระเจ้าปราสาททองไปตีเขมร เลยเอาแบบอย่างศิลปะเขมรมานั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องตลกสี่ดาวในวงการศิลปะของโลก เป็นไปได้อย่างไรกัน แบบที่เอามาจากเขมร คือที่นครหลวงก็เอามาแค่หน้าต่างและแบบแผนเป็นชั้น ๆ เท่านั้น หรือที่วัดไชยวัฒนาราม ก็เอาแบบหน้าต่างลูกมะหวดหลอกเท่านั้น นอกนั้นเป็นไทยหมด วัดที่สร้างในสมัยปราสาททองก็มีวัดนี้ พระในพระระเบียงเป็นร้อย ๆ องค์ล้วนเป็นพระปูนปั้นทั้งสิ้น การเดาทางโบราณคดี ควรเลิกเดากันส่งเดชกันเสียที เป็นเรื่องน่าละอายที่สุด เป็นการทำลายประวัติศาสตร์อย่างยับเยินที่สุด คนที่เชื่อถือก็ยิ่งเลวหนักขึ้นไปอีก ไม่สนกับที่เกิดมาในสมัยที่วิชาความรู้เจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่เช่นนี้ การศึกษาพระพุทธรูป เราจะต้องศึกษาถึงวิวัฒนาการทั้งรูปทรงและเทคโนโลยี ทั้งญาณทัศนะ เราได้เห็นพระปูนปั้นที่วัดไชยวัฒนารามจำนวนเป็นร้อยก็เห็นได้ชัดว่าเป็นพระสมัยอยุธยาและได้เห็นวิวัฒนาการต่อเนื่องกัน แต่การที่ไปชี้พระศิลาอันเกลื่อนกลาดในอยุธยาหรือที่ไหน ๆ ว่าเป็นสมัยปราสาททอง หรือหลังปราสาททองนั้น เป็นความโง่อันบัดซบที่สุด สมัยนี้ไม่ควรเดาอย่างนั้น ด้วยขึ้นกับเทคโนโลยีและแบบแผนของศิลปะเป็นสำคัญ เพราะมีตาก็หามีแววไม่ เราต้องรู้ดูให้ออกและให้เข้าใจในศิลปะ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีมาก่อนกรุงศรีอยุธยาทั้งนั้น และมีวิวัฒนาการต่อเนื่องให้เห็นด้วย...' นอกจากนี้ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ได้กล่าวถึงศิลปะอู่ทอง หรืออโยธยา หรือศิลปะสมัยก่อนอยุธยาว่า สมัยดังกล่าวนี้ การทำพระพุทธรูปมักทำขนาดใหญ่และจำหลักด้วยศิลา มีพระพุทธลักษณะคือ พระพักตร์กลมรี พระเนตรหรี่ พระขนงโค้งสวย พระโอษฐ์แบนสนิท มีพรายอยู่เหนือริมพระโอษฐ์เบื้องบน เส้นพระศกละเอียดมาก มีเส้นขอบไรพระศกเล็กน้อย พระรัศมี หรือศิรประภาแข็ง บางทีก็ดูเป็นปุ่มเป็นก้อน ลักษณะนี้แตกต่างกับพระพุทธรูปสมัยปราสาททองที่วัดไชยวัฒนารามอย่างมาก พระพุทธรูปที่มีพรายเหนือปากบน พบแบบนี้ที่อยุธยา ลพบุรี และศิลปะขอม '…พระพุทธรูปที่วัดไลย์ ลพบุรี สมัยลพบุรี ก็เป็นแบบเดียวกับที่พรรณนามาแล้ว เหนือขอบปากมีรอยพรายปากด้วย มีเส้นไรพระศก มีเส้นพระศกเล็ก ข้อสำคัญพระสำริดรุ่นนี้ คือก่อนกรุงศรีอยุธยาเล็กน้อย จะมีเรือนแก้วอยู่ด้านหลัง เช่น พระพุทธชินราช พิษณุโลก วัดจอมคีรีนาคพรต ศิลปะสุโขทัย วัดพิชัยปุรณาราม ที่อุทัยธานี ศิลปะอโยธยา มีเรือนแก้วที่วิหารวัดพระธาตุ นครศรีธรรมราช เป็นต้น พระพุทธรูปศิลาแบบรุ่นนี้เหมือนกันหมด ลักษณะคล้ายกัน เช่น วัดไลย์เหมือนวัดละมุด ที่วัดละมุดเคราะห์ดีที่เป็นพระทรงเครื่อง มีลวดลายที่ชฎาเทริดและกรองพระศอ ได้เห็นลายจำหลักศิลาเป็นลายอู่ทอง แบบเดียวกับที่ปรากฏบนใบเสมาอู่ทองทุกอย่าง ซึ่งเป็นลายเก่าแก่คนละแบบกับลายอยุธยาอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้ คือพระประธานองค์ใหญ่ ส่วนพระรองลงมา ใหญ่กว่าคนเล็กน้อย หรือขนาดเท่าคนจริง มักจะมีพระพักตร์กลมมน หน้าหวาน บางองค์มีเส้นพรายเหนือขอบริมพระโอษฐ์ องค์พระอ่อนหวานงดงามมาก นิ้วพระหัตถ์เป็นแบบธรรมชาติและงามเป็นลำเทียน ส่วนใหญ่มักหน้าแข้งคม ด้วยอยู่ร่วมสมัยกับศิลปะบายน เพราะสมัยบายนนั้น นิยมแบบแข้งคมมาก เรื่องพระพุทธรูปสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งนักโบราณคดีรุ่นก่อนไม่เข้าใจ มักจะโยนเข้าไปในหมวดศิลปะอยุธยาเสียทั้งนั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะในสมัยอยุธยานั้น ไม่มีพระพุทธรูปศิลาเลยแม้แต่องค์เดียว ที่ปรากฏให้เห็นนับเป็นร้อยๆ องค์นั้น ก็เป็นการนำเอาของเก่ามาปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งสิ้น' เมื่อลงไปสู่รายละเอียดถึงวัสดุและเทคนิคในการก่อสร้างพระพุทธรูปศิลา ศิลาที่นิยมนำมาใช้ในการทำพระพุทธรูป ได้แก่ หินทราย เพราะมีเนื้อละเอียด และสลักได้ง่าย รองลงมา ได้แก่ หินชั้นชนิดอื่น ๆ หินชนวน และหินแกรนิต ในระยะหลัง ๆ ยังมีพวกหินสีต่าง ๆ ตระกูลควอตซ์ เช่น หินสีเขียวที่นำมาสร้างเป็นพระแก้วมรกต รวมทั้งหยกและหินอ่อน เทคนิคการสร้างพระพุทธรูปศิลานำมาใช้ทั้งในงานประติมากรรมนูนสูงและประติมากรรมลอยตัว ในศิลปะทวารวดี และศิลปะขอม ที่พบในประเทศไทย ตั้งแต่หลังพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ลงมา ในสมัยสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา นิยมหล่อด้วยทองสำริดเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีการสลักศิลาปนอยู่บ้างในศิลปะอยุธยาและสกุลช่างพะเยาในล้านนา ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้วิเคราะห์ถึงพระพุทธรูปสลักจากศิลา ไว้ในหนังสือ 'พระพุทธรูปในประเทศไทย' โดยเน้นว่าหลักฐานการค้นพบพระพุทธรูปที่สันนิษฐานว่าเป็นการสร้างขึ้นในดินแดนไทยระยะแรกลักษณะของพระพุทธรูปมีรูปแบบใกล้เคียงกับศิลปะอมราวดีอย่างมาก ได้แก่ พระพุทธรูปสลักจากศิลาสันนิษฐานว่ามาจากภาคใต้ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระพุทธรูปอิทธิพลศิลปะอมราวดี สันนิษฐานว่ามาจากภาคใต้? ที่มา: พระพุทธรูปในประเทศไทย โดยศาสตราจารย์ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ พระพักตร์พระพุทธรูปชำรุด พระกรขวาหักหายไป แต่สิ่งสำคัญคือ พระกรซ้ายที่ยึดชายจีวรและยกขึ้นระดับพระอุระ เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปอมราวดี รวมทั้งพระพักตร์ค่อนข้างกลม ขมวดพระเกศาใหญ่แบนแนบกับพระเศียร ครองจีวรห่มเฉียง รูปแบบนี้มีลักษณะผสมระหว่างพระพุทธรูปอมราวดีและคุปตะ กำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐–๑๑ อาจเป็นพระพุทธรูปรุ่นเก่าสุดที่พบหรือสร้างขึ้นในดินแดนไทย พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะเขมรแบบนครวัด พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี (ซ้าย) พระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะเขมรแบบบายน พบที่ลพบุรี (ขวา) ในการศึกษาพระพุทธรูปเขมรที่พบในประเทศไทยจึงแบ่งตามลักษณะทางศิลปกรรมที่อิงกับศิลปะเขมร ซึ่งโดยรวมแล้ววัฒนธรรมเขมรมีแบบแผนที่แน่นอน เพราะฉะนั้น รูปแบบพระพุทธรูปจึงมีลักษณะเทียบเท่ากับศิลปะเขมรที่พบในดินแดนกัมพูชา จะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงงานช่างท้องถิ่นที่สร้างแทรกเพิ่มเติมเข้าไป พระพุทธรูปศิลปะเขมรที่พบในประเทศไทยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งพบตั้งแต่สมัยบาปวนถึงสมัยบายน ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปนาคปรก ปางสมาธิ กลุ่มที่ ๒ กลุ่มพระพุทธรูปสำริด ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องขนาดเล็ก อยู่ในสมัยนครวัดและบายน การกำหนดเรียกศิลปะลพบุรีกับศิลปะเขมรที่พบในภาคอีสานจึงไม่ครอบคลุมพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง อำนาจทางการเมืองและอิทธิพลทางศิลปะของเขมรได้ลดน้อยลง โดยเฉพาะในภาคกลางของประเทศไทยที่เมืองลพบุรี ในช่วงหลังสมัยบายนและก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี อย่างน้อยเป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี ประกอบกับการได้ค้นพบหลักฐานทางศิลปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะที่เกิดขึ้นอย่างใหม่ แม้ว่าจะอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมเขมร เช่น พระปรางค์ประธาน ปรางค์ หมายเลข ๑๖ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ฯลฯ กลุ่มพระพุทธรูปที่มีพัฒนาการต่างจากพระพุทธรูปเขมรแล้ว และได้พบหลักฐานว่าเมืองละโว้เคยส่งทูตไปยังเมืองจีนระหว่าง พ.ศ. ๑๘๓๒–๑๘๔๒ แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของความเป็นรัฐอิสระด้วย ด้วยเหตุนี้จึงขอเสนอให้มีการเรียกชื่อศิลปะในช่วงนี้ใหม่ เช่น อาจเรียกเป็น ศิลปะลพบุรี (ที่เมืองลพบุรี) และกำหนดระยะเวลาที่อยู่ในช่วงระหว่างการสิ้นสุดอำนาจทางการเมืองของเขมรและก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙) ศิลปะสมัยลพบุรีเกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศไทยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลพบุรีและบริเวณใกล้เคียง เป็นระยะเวลาที่วัฒนธรรมเขมรหมดลงไปแล้ว (กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘) จนถึงก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา (ในปี พ.ศ. ๑๘๙๓) ช่วงเวลานี้ได้มีการสร้างงานศิลปกรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งยังมีวิวัฒนาการมาจากอิทธิพลท้องถิ่นเดิม เช่น วัฒนธรรมทวารวดี แต่พบอยู่น้อยมาก ส่วนสำคัญได้แก่การสืบต่อมาจากศิลปะเขมรโดยเฉพาะแบบนครวัดและบายน ที่สืบต่อไปจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น และมาปรากฏหลักฐานการเรียกลักษณะของพระพุทธรูปว่า ‘พระลวะปุระ’ แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นที่เมืองลพบุรี จึงอาจเรียกศิลปกรรมในช่วงนี้ว่า ศิลปะลวะปุระหรือศิลปะลพบุรีได้ การวิจัยที่สำคัญอีกชุดที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพระพุทธรูปหินทรายค่อนข้างละเอียด คือ 'แบบพระพักตร์พระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยา' บทความในหนังสือ ‘ประทีปวิทรรศน์ : รวมเรื่องโบราณคดีอยุธยา’ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นหนังสือที่คัดสรรผลงานทางวิชาการอันเป็นผลจากการศึกษา ค้นคว้า และประสบการณ์ความรู้ของนายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ผู้ที่ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งนักโบราณคดีของกรมศิลปากรในพื้นที่พระนครศรีอยุธยามาอย่างยาวนานกว่า ๑๒ ปี ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ปัจจุบันความรู้เรื่องพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยายังไม่แน่ชัด ยังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการว่า พระพุทธรูปหินทรายควรจะเป็นงานที่ทำมาก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา หรืองานสมัยอยุธยาตอนต้น หรืองานสมัยอยุธยาตอนปลาย '…ที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาก่อนเป็นราชธานีเป็นบริเวณที่ศิลปกรรมแบบลพบุรีเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ในขณะที่ศิลปะอู่ทองก็กำลังแพร่หลายอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นงานประติมากรรมแห่งกรุงศรีอยุธยาระยะแรกจึงได้สืบต่อหรือรับอิทธิพลทางด้านรูปแบบจากศิลปะลพบุรี และศิลปะอู่ทอง ต่อมาศิลปะสุโขทัยซึ่งกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ทางฝ่ายเหนือก็น่าจะมีอิทธิพลต่อประติมากรรมอยุธยาระยะแรกด้วย…' สรุปจากการศึกษารูปแบบพระพักตร์พระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยา สามารถแบ่งออกได้เป็น ๗ กลุ่ม ตามลักษณะอิทธิพล และแรงบันดาลใจจากศิลปกรรมหลายแบบมาผสมผสานกันจนเกิดลักษณะเฉพาะตามความนิยมแต่ละยุคสมัย สามารถสรุปได้ดังนี้ ๑. เนื่องจากบริเวณเมืองพระนครศรีอยุธยาก่อนเป็นราชธานีเป็นบริเวณที่ศิลปกรรมแบบลพบุรีเคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ดังนั้นจึงพบว่าพระพุทธรูปหินทรายในระยะก่อนและแรกสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธิพล และแรงบันดาลใจจากศิลปะลพบุรีตอนปลาย คือวงพระพักตร์ค่อนข้างกลม พระพักตร์ยิ้ม พระโอษฐ์กว้าง ริมฝีพระโอษฐ์บนเป็นมุมแหลมที่กึ่งกลาง พระมัสสุเป็นเส้นมีอยู่เสมอ พระนาสิกค่อนข้างสั้น พระเนตรเหลือบลง พระขนงเป็นเส้นนูนโค้ง เม็ดพระศกเป็นตุ่มเล็ก มีไรพระศกอยู่เหนือพระนลาฏ ได้แก่ แบบพระพักตร์พระพุทธรูปหินทรายที่จัดไว้เป็นกลุ่ม ก แบบที่ ๑ ซึ่งกำหนดอายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ การพัฒนาของแบบพระพักตร์พระพุทธรูปกลุ่ม ก เกิดจากการทำรายละเอียดภายในวงพระพักตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัยเข้ามาผสมผสานมากบ้างน้อยบ้าง ดังปรากฏอยู่ในแบบพระพักตร์กลุ่ม ก แบบที่ ๒ ซึ่งกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในระยะเดียวกันนี้อิทธิพลศิลปะพม่าแบบพุกามได้มีส่วนเป็นแรงบันดาลใจอยู่ด้วย คือ พระพุทธรูปกลุ่ม ก แบบที่ ๓ พระพุทธรูปปูนปั้นในจระนำทิศเหนือของปรางค์ประธานวัดพระราม พระพักตร์แบบเดียวกับกลุ่ม ก แบบที่ ๒ ที่มา: วารสารเมืองโบราณ-ชุดภาพศิลปะอโยธยา เศียรพระพุทธรูปสำริด วัดธรรมิกราช พระพักตร์กลุ่ม ข ศิลปะอู่ทอง รุ่นที่ ๒ จากระบบฐานข้อมูลภาพศรีศักร-มานิต วัลลิโภดม ๒. ในระยะคาบเกี่ยวกับการทำพระพุทธรูปซึ่งมีแบบพระพักตร์กลุ่ม ก ก็มีการทำพระพุทธรูปซึ่งมีพระพักตร์รูปสี่เหลี่ยม คือ พระพุทธรูปกลุ่ม ข ซึ่งเกี่ยวข้องกับอิทธิพลศิลปะแบบอู่ทอง รุ่นที่ ๒ แม้ว่ารายละเอียดบนพระพักตร์ของพระพุทธรูปกลุ่มนี้จะไม่สามารถแยกออกจากพระพักตร์กลุ่ม ก อย่างชัดเจน แต่วงพระพักตร์ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมก็เกี่ยวข้องกับศิลปะอู่ทองยิ่งกว่าศิลปะลพบุรี โดยแบบพระพักตร์กลุ่ม ข กำหนดอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เช่นกัน ๓. ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ช่างชาวอยุธยาได้พัฒนาพระพุทธรูปที่มีการผสมผสานระหว่างลักษณะสำคัญในศิลปะลพบุรีกับศิลปะสุโขทัย ในปริมาณเท่าๆ กัน คือ พระพุทธรูปซึ่งจัดไว้เป็นกลุ่ม ค ซึ่งสามารถเทียบได้กับพระพุทธรูปแบบอู่ทอง รุ่นที่ ๓ ลักษณะสำคัญคือ พระโอษฐ์ พระมัสสุ และไรพระศก ทำตามแรงบันดาลใจในศิลปะลพบุรี ขณะที่วงพระพักตร์รูปไข่ค่อนข้างยาว พระนาสิก พระขนง และพระรัศมีทำตามแรงบันดาลใจในศิลปะสุโขทัย ๔. ในพุทธศตวรรษเดียวกันมีการทำพระพุทธรูปอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยมากกว่าศิลปะลพบุรีเล็กน้อย คือ พระพุทธรูปกลุ่ม ง ลักษณะวงพระพักตร์และรายละเอียดโดยรวมในพระพักตร์ทำตามแบบพระพุทธรูปกลุ่ม ค มีข้อแตกต่างแต่เพียงพระพักตร์ กลุ่ม ง ไม่ทำไรพระศก คือพยายามทำตามสุนทรียภาพแบบสุโขทัยมากกว่า ต่อจากนี้การสลักพระพุทธรูปหินทรายมีแนวโน้มลดลง ๕. ในระยะต่อมาช่างชาวอยุธยาพยายามสลักพระพุทธรูปหินทรายตามสุนทรียภาพแบบพระพุทธรูปสุโขทัยมากยิ่งกว่าแต่ก่อน โดยทำวงพระพักตร์รูปไข่ เทียบได้ใกล้เคียงกับพระพุทธรูปแบบสุโขทัยหมวดใหญ่ รวมทั้งลักษณะอย่างอื่น ได้แก่ พระโอษฐ์ พระนาสิก พระขนง พระรัศมี ทั้งนี้ยกเว้นพระมัสสุและไรพระศกซึ่งยังคงปรากฏอยู่บ้าง พระพุทธรูปกลุ่มนี้คือ พระพุทธรูปที่จัดไว้เป็นกลุ่ม จ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และน่าจะทำต่อเนื่องมาในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ด้วย ๖. พระพุทธรูปซึ่งทำแบบพระพักตร์รูปไข่คงจะทำสืบต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ด้วย อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ได้พบพระพุทธรูปบางองค์ซึ่งทำพระโอษฐ์ขนาดเล็กและยื่น ริมฝีพระโอษฐ์บางและยิ้ม ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลศิลปะลาวเข้ามาผสมอยู่ด้วย ๗. พระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยากลุ่มสุดท้าย คงทำกันในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ พระพุทธรูปกลุ่มนี้มีวงพระพักตร์รูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างยาว ส่วนบน (พระนลาฏ) กว้างกว่าส่วนล่าง พระโอษฐ์แม้ว่าจะอมยิ้มเล็กน้อย แต่วงพระพักตร์ก็ดูแข็งกระด้าง บางครั้งก็หันกลับไปทำไรพระศกอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยนี้ได้พบพระพุทธรูปหินทรายทรงเครื่องรวมอยู่ด้วย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลในหนังสือ 'กรุงศรีอยุธยาของเรา' ว่า นครอโยธ-ยาหรืออยุธยานี้ เป็นเมืองสำคัญในรัฐละโว้ หรือลวรัฐ ที่ดำรงอยู่มาแต่สมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ แต่ก่อนเมืองละโว้ หรือลวปุระ คือเมืองหลวงของรัฐ เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองมาหลายสมัย จนถึงตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จึงค่อยคลายความสำคัญลง ความเจริญเปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองอโยธยาแทน เพราะอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางทางคมนาคมและเศรษฐกิจได้ดีกว่า '…การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น เมื่อบรรดารัฐและบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ เป็นระบบความเชื่อที่สำคัญ เมืองอโยธยาจึงเหมาะแก่การที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่สัมพันธ์กับพระพุทธศาสนานี้ได้ดี ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า บรรดาศาสนสถานในลัทธิพุทธศาสนามหายานที่พบที่เมืองละโว้ หรือลพบุรี ได้มีการนำเอารูปแบบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบลพบุรี อาทิ ปราสาทแบบขอมมาดัดแปลงให้เป็นพระปรางค์และพระเจดีย์ขึ้นรูปหลายแบบเกิดคติการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นเป็นศาสนสถานอย่างที่มีในประเทศลังกาแพร่หลายเช่นเดียวกันกับบรรดารัฐอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เช่น เมืองอโยธยามีพระพุทธรูปวัดพนัญเชิง พระประธานวัดธรรมิกราช (เหลือแต่พระเศียร ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อยุธยา) เมืองสุพรรณบุรีมีพระพุทธรูปยืนกลางอรัญญิก และพระพุทธรูปประธานที่วัดศรีชุม เป็นต้น...' หากสรุปสุดท้ายด้วยการสังเคราะห์ข้อมูลจาก 'ศิลปกรรมแห่งอาณาจักรศรีอยุธยา' ของ อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ซึ่งแสดงถึงความรุ่งโรจน์เรืองรองของพระพุทธศาสนาแบบหินยานลังกาก่อนสุโขทัย '...อยุธยามิใช่อาณาจักรอันผุดผ่องเกิดขึ้นใหม่ โดยขาดความสัมพันธ์กับอดีตอันลึกล้ำก็หาไม่ แท้จริง ในแอ่งอารยธรรมของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเนื้อที่ครอบงำไปยังจังหวัดต่าง ๆ คือ อยุธยา ลพบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี มีร่องรอยศิลปวัตถุและสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ยิ่งกว่าแหล่งใดทั้งหมดในแหลมทอง ซึ่งเป็นที่รู้จักอันดีในนามศิลปะทวารวดี อยุธยามรดกการสืบสายสัมพันธ์จากอดีตไปสู่วัฒนธรรมเก่าแก่อย่างนี้แน่นอน ให้สังเกตว่า มีการผนวกเอาชื่อทวารวดีเข้าไปในชื่อของอาณาจักรอยุธยาด้วย แสดงว่าย่อมสืบเชื้อสายกันมา ทวารวดีเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงโด่งดัง อย่างน้อยก็ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา และที่รู้จักกันอย่างดีก็ตอนปรากฏในบันทึกของหลวงจีนเฮี้ยนจัง ซึ่งเป็นสมณะทูตจาริกเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อพระพุทธศาสนากำลังรุ่งโรจน์อยู่ในชมพูทวีป อโยธยาสมัยโบราณมีอำนาจอันเกรียงไกรได้ทิ้งร่องรอยศิลปวัตถุไว้เกลื่อนทั่วอยุธยา ตลอดจนภาคกลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ละโว้และสุพรรณบุรี ยังเหลือร่องรอยมากพอ ๆ กับอยุธยา พงศาวดารของอโยธยาปรากฏบันทึกไว้อย่างละเอียด ตลอดในพระราชพงศาวดารที่เหลือ ซึ่งจากการสำรวจศิลปวัตถุในอยุธยาอย่างละเอียด ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า อโยธยาดูเหมือนจะเจริญยิ่งกว่าอยุธยาเสียอีก หลักฐานของศิลปวัตถุที่เหลืออยู่จำนวนมากมายเป็นประจักษ์พยานเพียงพอว่า อาณาจักรอโยธยาเคยเป็นเพชรน้ำเอกจรัสแสงรุ่งโรจน์ที่สุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับอาณาจักรพุกามและอาณาจักรขอมที่ขนาบอยู่สองข้าง... อโยธยา เป็นศูนย์กลางความรุ่งโรจน์ของพระพุทธศาสนาแบบหินยานลังกาก่อนสุโขทัย นับเป็นศตวรรษที่พระพุทธศาสนาจากลังกาได้แผ่อิทธิพลเข้ามายังอโยธยาหลายทางด้วยกัน แห่งแรกผ่านมาทางเมืองมอญคือ เมืองสุธรรมนคร แห่งที่สองขึ้นบกที่เมืองตะนาวศรี...' งานวิจัย 'การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ (กรณีเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา)' โดยผู้วิจัย พระมหาอุดม ปญฺญาโภ (อรรถศาสตร์ศรี) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้อรรถาธิบายถึงพุทธสุนทรียศาสตร์มีเกณฑ์การตัดสินคุณค่าความงามสามารถกระทำได้ในสองระดับก็คือระดับสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พุทธสุนทรียศาสตร์พิจารณาความงามมี ๒ ระดับ และได้เชื่อมโยงไปถึงคติในการสร้างพระพุทธรูปศิลาก่อนเกิดกรุงศรีอยุธยาว่า ประกอบไปด้วย ๑) ความงามภายนอก คือความงามของรูปธรรม อาทิ ความงามของรูป ความงามของวัตถุต่างๆ ๒) ความงามภายใน คือความงามที่เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม อาทิ ความงามของจิตใจที่ประกอบด้วยกุศลธรรมต่างๆ อีกประการหนึ่งพุทธปรัชญาเถรวาทให้พิจารณาคุณค่าของความงามเป็น ๒ ลักษณะ คือคุณค่าเทียม หมายถึงคุณค่าของความงามอันเกี่ยวข้องกับตัณหาหรือสนองตัณหา ส่วนคุณค่าแท้หมายถึงคุณค่าของความงามที่เกี่ยวข้องกับปัญญาหรือสนองปัญญา การสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่สมัยอินเดียจนถึงปัจจุบัน ก็ต้องมีเกณฑ์การสร้างให้ถูกต้องตามมหาปุริส-ลักษณะ ๓๒ ประการของพระพุทธเจ้าด้วย การสร้างพระพุทธรูปต้องมีทฤษฎีการควบคุมทฤษฎีที่สำคัญที่จะนำเสนอ เช่น ทฤษฎีภังคะ มุทรา ฯลฯ ส่วนพระพุทธรูปในสมัยอยุธยาที่มีพุทธลักษณะต่าง ๆ เช่น ทรงเครื่องนั้น พระพักตร์เข้ม เป็นการสะท้อนให้เห็นสภาพสังคม การเมือง วัฒนธรรมในสมัยอยุธยาด้วย '...สรุปได้ว่า สมัยอู่ทอง-อโยธยานั้น อาณาจักรพระนครศรีอยุธยาเดิมเคยเจริญรุ่งเรืองด้วยพระพุทธ-ศาสนาสมัยทวารวดี มีบริเวณกว้างขวางครอบคลุมหลายจังหวัด มีหลักฐานมากมายที่จังหวัดนครปฐม ศิลาจารึกเป็นอักษรมอญ ต่อมาได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนามหายานเมืองลพบุรีจึงเกิดศิลปะอู่ทองหรืออโยธยา ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของขอมในอดีต ต่อมาก็ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์จากเมืองสุโขทัยมาผสมผสานเกิดเป็นพุทธศิลป์ที่มีลักษณะหลากหลาย มีพุทธลักษณะที่งดงามยิ่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น (ยุคพระพุทธรูปคลาสสิกสมัยอยุธยา) อาณาจักรอโยธยา จึงปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย โดยเฉพาะพระพุทธรูปศิลาทราย เป็นต้น เพื่อยืนยันว่าบริเวณของกรุงศรีอยุธยาในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองก่อนหน้ามาหลายร้อยปี...' อ้างอิง 'กรุงศรีอยุธยาของเรา' โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม 'ศิลปกรรมแห่งอาณาจักรศรีอยุธยา' โดย อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ 'พระพุทธรูปสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา' โดย อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๓ เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ 'อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา' กรมศิลปากร ‘ประทีปวิทรรศน์ : รวมเรื่องโบราณคดีอยุธยา’ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ โดย นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๙ / เรื่องที่ ๒ พระพุทธรูป / ประเภท วัสดุ และเทคนิคในการก่อสร้างพระพุทธรูป 'พระพุทธรูปในประเทศไทย' โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยานิพนธ์ 'การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ (กรณีเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา)' ผู้วิจัย พระมหาอุดม ปญฺญาโภ (อรรถศาสตร์ศรี) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ปี พ.ศ. ๒๕๔๗
- ‘เครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อ’ ร่องรอยหนึ่งเดียวที่หลงเหลือของลมหายใจเทคโนโลยีโบราณแห่งคาบสมุทรสทิงพระ
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2560 'เครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อ' ร่องรอยหนึ่งเดียวที่หลงเหลือของลมหายใจเทคโนโลยีโบราณแห่งคาบสมุทรสทิงพระ ชุมชนช่างปั้นของชาวสทิงหม้อเลือนหายไปตามวิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยน ร่องรอยที่หลงเหลือของชุมชน บ้านสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบสงขลา ห่างจากตัวเมืองสงขลาประมาณ ๘ กิโลเมตร มีคลองสทิงหม้อไหลผ่านด้านตะวันตกของชุมชน เป็นชุมชนโบราณในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีร่องรอยของความเป็นเมืองท่าและยังคงสืบทอดการทำเครื่องปั้นดินเผา แบบโบราณ ลักษณะที่โดดเด่นของเครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อ ใช้เนื้อดินเหนียวธรรมชาติจากตำบล ปากรอ มาปั้นและเผา โดยไม่มีการเคลือบน้ำยา มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ การวิจัยและการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีชุมชนผลิตเครื่องปั้นดินเผาลุ่มทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือออกทะเลสาบสงขลาสู่อ่าวไทยนับแต่อดีต โดยเฉพาะพื้นที่ริมคลอง ซึ่งเป็น แหล่งเตาเผาโบราณมีความโดดเด่นเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีของพื้นที่ อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คลองสทิงหม้อ ไหลผ่านด้านตะวันตกของชุมชนโบราณในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลักษณะพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านเป็นที่ราบลุ่ม มีเนินสูงอยู่ด้านตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดโลการาม วัดประจำหมู่บ้าน และมีคลองไหลผ่านสองสาย คือ คลองสทิงหม้อและคลองอด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีจำนวนประชากรรวมทั้งหมด ๖๖๙ คน มีครัวเรือน ๔๓๐ หลังคาเรือน คนในชุมชน มีความผูกพันกันเหมือนญาติพี่น้อง ชาวสทิงหม้อส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีอาชีพหลักคือ ค้าขาย และมีอาชีพเสริม คือ รับจ้างทั่วไป ที่มาของชื่อชุมชน มีผู้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ต่างกัน สทิงหม้อ จึงเป็นชื่อตำบลและหมู่บ้านที่มีสองนัย นัยแรก กล่าวว่า สทิง แปลว่า ท่าน้ำ และ หม้อ ก็คือ ภาชนะชนิดหนึ่ง รวมกันเป็น สทิงหม้อ แปลว่า ท่าขนส่งหม้อ กล่าวคือ เมื่อครั้งหม้อภาชนะดินเผา ที่เป็นสินค้าหลักของหมู่บ้านนี้ เป็นที่นิยมแพร่หลาย ปากน้ำตรงปากคลองสทิงหม้อเป็นร่องน้ำลึก มีเรือสินค้าเข้ามา สถานที่ดังกล่าว จึงกลายเป็นท่าเรือสำหรับการขนส่งสินค้า คือ หม้อ นำไปขายทั้งเมืองใกล้ เมืองไกล เมื่อเวลาผ่านไป คำนี้จึงกลายเป็นชื่อ ตำบลหมู่บ้านในที่สุด หม้อดินเผาทำลวดลายต่าง ๆ เป็นสินค้าหลักของหมู่บ้าน นัยที่สอง กล่าวกันว่า สทิง เป็นชื่อของชายเชื้อสายจีน มีอาชีพทำหม้อ และมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า เริ่มแรกเดิมที สถานที่ตรงนั้นไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ต่อมาเมื่อชาวจีนแล่นเรือเข้ามาขายข้าวกับเมืองสงขลา ชาวจีนบางส่วนจึงได้ตั้งถิ่นฐานที่นี่ ชาวจีนผู้หนึ่งชื่อ แป๊ะทิง หรือ ทิ้ง ชาวจีนเซี่ยงไฮ้ ได้เข้าไปตั้งบ้านเรือน เป็นคนแรกและประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ด แต่มีความรู้ในการทำเครื่องปั้นดินเผาด้วย เขาจึงได้เริ่มปั้นหม้อใช้เองและจำหน่ายให้คนทั่วไปจนเป็นที่รู้จัก ชาวบ้านจึงขนานนามที่ตั้งบ้านแป๊ะทิงว่า บ้านแป๊ะทิง ทำหม้อ เมื่อเรียกให้สั้นกร่อนลงเหลือ แป๊ะทำหม้อ และ สทิงหม้อ ในที่สุด ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสิงหนคร ได้กล่าวถึงประวัติบ้านสทิงหม้อ มีใจความว่า มีตำนานเล่าว่า ราษฎรในหมู่บ้านมีอาชีพปั้นดินแล้วนำมาเผา ซึ่งสิ่งที่ปั้นทั้งหมดนั้นจะเป็นภาชนะที่ใช้ในครัวเรือน เมื่อปั้นและเผาเสร็จจะบรรทุกเรือ นำไปเร่ขายในหมู่บ้านใกล้เคียง คนในหมู่บ้านนี้มีความ ภาคภูมิใจในฝีมือการปั้นมาก มี สทิง ซึ่งแปลว่า สวยงาม จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า สทิงหม้อ หม้อดินเผาทำลวดลายต่าง ๆ เป็นสินค้าหลักของหมู่บ้าน สำหรับในมุมของประวัติศาสตร์ชุมชน นักโบราณคดี ได้สันนิษฐานว่า ชาวบ้านสทิงหม้อเป็นผู้คนที่อพยพมาจากชุมชนโบราณสทิงพระ (ภายหลังการล่มสลายชุมชนโบราณสทิงพระ) ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แล้วมาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบริมทะเลสาบสงขลา กลุ่มชนที่อพยพมา มีความชำนาญในการปั้นหม้ออยู่แล้ว เมื่อย้ายบ้านมาอยู่ที่บริเวณนี้ ก็ยังคงประกอบอาชีพเดิม จนทำให้ชุมชนสทิงหม้อเป็นชุมชนนักปั้นหม้อส่งขายให้แก่ชุมชนต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นักโบราณคดีได้ขุดค้นพบเตาเผาโบราณที่เรียกว่า ‘เตาหม้อ บ้านปะโอ’ บริเวณ ริมคลองโอ ที่เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อไปออกปากทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านใช้เรือขนดินเหนียวมาจากปากรอ บริเวณปากทะเลสาบสงขลามาเป็นวัตถุดิบในการปั้นหม้อ และใช้เรือขนหม้อดินที่ปั้นเสร็จแล้วไปส่งขายแก่ชุมชนอื่น ๆ ในเส้นทางเดียวกัน ปัจจุบันยังมีประเพณีการทําบุญศาลาพ่อทวดภะคะวัน แม่คําแก้ว พ่อขุนโหร หรือชาวบ้านในชุมชน เรียกว่า ‘ทวดเจ้าบ้านสทิงหม้อ’ ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ เป็นประจําทุกปี ‘ปากคลองจะทิ้งหม้อ’ บทความผ่านสายตานักโบราณคดีที่ทำการวิจัยเชิงภูมิวัฒนธรรมถึง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ร่วมสมัย โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้กวาดภาพกว้างของ ‘คลองจะทิ้งหม้อ หรือสทิงหม้อ’ ซึ่งมีระยะยาวกว่า ๑๕ กิโลเมตร ว่าเป็นคลองขุดอยู่ในอำเภอสิงหนคร ฝั่งแผ่นดินบกสทิงพระ โดยสันนิษฐานว่า คลองจะทิ้งหม้อน่าจะเคยเป็นคูคลองธรรมชาติมาก่อน ต่อมาคงมีการขุดให้เป็น เส้นตรง น้ำในคลองเป็นน้ำเค็มราว ๑๐ เดือน ส่วนในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นระยะฝนชุกจะเป็นน้ำจืด ‘…ปลายคลองเริ่มจากบ้านป่าขวาง ตำบลรำแดง ซึ่งบริเวณนี้มีลำคลองสำคัญในสมัยประวัติศาสตร์ ช่วงศรีวิชัยที่ขุดเชื่อมทางฝั่งทะเลนอกหรืออ่าวไทยตัดขวางเข้ามาต่อกับคลองจะทิ้งพระเรียกว่า ‘คลองปะโอ’ ส่วนคลองจะทิ้งพระที่น่าจะเคยเป็นคูคลองธรรมชาติมาก่อนในบริเวณนี้ ต่อมาคงมีการขุดให้เป็นเส้นตรง ไหลลงใต้ขนานกับแนวทะเลสาบสงขลาสู่ปากคลอง ซึ่งเป็นย่านชุมชนตีหม้อ ทำหม้อดิน เพื่อใช้ในครัวเรือนมาแต่โบราณ ซึ่งมีอยู่หลายชุมชน ปากคลองทั้งฝั่งคลองจะทิ้งพระ ใช้เพื่อการคมนาคมกับชุมชนภายในได้มากกว่า ๕ ตำบลในปัจจุบัน ชุมชนปากคลองจะทิ้งหม้อ เคยเป็นท่าเรือเก่า และเป็นที่พักหรือรอขึ้นเรือ เพื่อที่จะเดินทางเข้าเมืองสงขลา เดินทางไประโนด หรือเดินทางไปยังอำเภออื่น ๆ นับว่าเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในสงขลา มีเรือจอดเทียบท่าเกือบตลอดทั้งวัน และมีเรือสินค้าจากต่างถิ่นเทียบท่าเพื่อนำสินค้ามาขายและซื้อหาสิ่งของกลับไป เช่น อาหารทะเล ของป่า น้ำผึ้งป่า และเครื่องปั้นดินเผา จนกลายเป็นตลาดใหญ่ที่ทิ้งร่องรอยให้พบเห็นได้จนถึงปัจจุบัน คนในคลองจะทิ้งหม้อและใกล้เคียงต้องใช้เส้นทางคลองสทิ้งหม้อเพื่อเดินทางต่อเรือที่ท่าเรือไปสงขลา ซึ่งมีอยู่หลายลำ อาชีพคนปากคลองจะทิ้งหม้อมักจะค้าขาย เป็นร้านขายของชำรายใหญ่ ๆ ก็จะนำสินค้าไปขายตามนัด ที่อยู่ริมคลองและริมทะเลสาบ หลังปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ รัฐบาลก็เริ่มทำถนน ทั่วประเทศ มีการสร้างแพขนานยนต์ให้รถข้ามฟากไปยังเมืองสงขลาได้สะดวก รถโดยสารมากขึ้น เรือโดยสารจากปากคลองจะทิ้งหม้อก็คงค่อย ๆ หมดความสำคัญและหายไป ‘คลองปะโอ’ คลองสำคัญในสมัยศรีวิชัยที่ขุดเชื่อมทางฝั่งทะเลนอกหรืออ่าวไทย ตัดขวางเข้ามาต่อกับคลองจะทิ้งพระ พร้อมกับความรุ่งเรืองของตลาดปากคลองสทิ้งหม้อที่มีทั้งเรือนค้าขายขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ต่อเป็น แถว ๆ อยู่หลายถนนซึ่งเชื่อมต่อถึงกันหมด พร้อมทั้งบ้านขนาดใหญ่แบบพ่อค้าคหบดี ที่เป็นเรือนหลังคาปั้นหยาก็พบเห็นอยู่หลายหลัง แต่ปัจจุบันกลายเป็นบ้านเรือนร้างเงียบเหงาจนน่าใจหาย คนปากคลองจะทิ้งหม้อ ยังเป็นเจ้าของเรือรับส่งหม้อไปขายต่างอำเภอในทะเลสาบสงขลาและรับขนไม้ฟืนกลับมาเผาหม้อ มีทำสวนไม่มากนัก แต่เกือบครึ่งของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้และรอบ ๆ ปั้นหม้อขาย ภาชนะที่ปั้นเป็นแบบไม่เคลือบ แต่คุณภาพเนื้อดินแกร่งกว่าเตาแถบภาคกลางอยู่มาก ที่กล่าวกันว่า ปั้นมาแต่ดั้งเดิมมีอยู่ ๗ อย่าง คือ เผล้ง หรือหม้อใส่น้ำขนาดใหญ่ หม้อสำหรับหุงข้าวต้มแกง หวด อ่าง เตาหุงข้าว ครกตำน้ำพริก กระทะ ลวดลายที่ใช้ไม้ตีลาย เช่น ลายก้านคู่ ลายก้านแย่ง ลายคิ้วนาง ลายดอกพิกุล ฯลฯ ไม้ตีลาย ลายก้านคู่ ลายก้านแย่ง ลายคิ้วนาง และลายดอกพิกุล แม้ว่าจะเคยมีเตาเผาภาชนะขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่การเดินทางไปนำดินเหนียวจากปากรอมาใช้ทำ ขึ้นรูปภาชนะ ซึ่งปัจจุบันถูกสงวนไว้สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ก็เป็นปัญหาหนึ่ง อีกปัญหาหนึ่งคือไม่มีคนทำงานปั้นภาชนะต่าง ๆ อีกต่อไป จนอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ต่อเนื่องมานับร้อยปีก็ถึงคราวสิ้นสุดลง เมื่อราว ๆ สิบกว่าปีที่ผ่านมา เหลือไว้เพียงแม่เฒ่าบางท่านที่พอจะสาธิตวิธีการตีหม้อโดยใช้หินดุหรือ ดินเผารองด้านในและใช้ไม้สำหรับตีแบบแผ่นเรียบและแบบมีลวดลาย บริเวณเกือบกึ่งกลางหมู่บ้านมีศาลาทวดเพื่อใช้ทำพิธีกรรม โดยมีบุคคลในตำนานที่เป็นบรรพบุรุษ นับถือกัน ๓ ท่านคือ ‘พ่อทวดภะคะวัน แม่คำแก้ว พ่อตาโหร’ แม่เฒ่าสาธิตวิธีการตีหม้อ โดยใช้หินดุหรือดินเผารองด้านในและใช้ไม้สำหรับตี วัดโลการามหรือวัดจะทิ้งหม้อ อยู่อีกด้านของหมู่บ้านบนพื้นที่สูงที่เป็นเนินทราย มีต้นยางใหญ่ ที่แสดงถึงอายุอันยาวนานและเป็นจุดสังเกตหรือแลนด์มาร์กของชุมชนปากคลองจะทิ้งหม้อ เวลาชาวเรือจะเข้ามา ที่ท่าเรือก็ต้องหมายตาที่ต้นยางสูงในวัดโลการามเป็นหมุดหมาย ส่วนโบสถ์นั้น เป็นแบบโบสถ์โถง ซึ่งเป็นที่นิยมมาแต่เดิมในภาคใต้ ส่วนหน้าบันเป็นแบบงาน พระราชนิยมในช่วงรัชกาลที่ ๓ หรือรัชกาลอื่น ๆ ลงมา หน้าบันเป็นลายต้นไม้กิ่งไม้ และมีเทวดาทรงครุฑที่กึ่งกลาง สวยงามมาก แต่มีการอนุรักษ์บูรณะจนมีสภาพใช้งานได้ดี รวมทั้งหอระฆังที่น่าจะสร้างมาในคราวเดียวกัน ถือว่าเป็นงานช่างชั้นครูแห่งคาบสมุทรสทิงพระทีเดียว…’ การศึกษาทางโบราณคดีในบริเวณพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ที่เจริญขึ้นเป็นบ้านเมืองตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา ซึ่งงานเขียนหลายชิ้นได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์ศิลปะ ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในเวลาต่อมา จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๒๒ พบว่าทางภาคใต้ของประเทศไทยมีแหล่งทำภาชนะดินเผาแหล่งใหญ่อยู่ด้วยเช่นกัน ในบริเวณที่เรียกว่า แหล่งผลิตภาชนะดินเผา เตาบ้านปะโอ ซึ่งตั้งอยู่ในคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ไม่ห่างจากแหล่งที่พบเตาเผาโบราณ มีชุมชนเล็ก ๆ ชื่อว่า สทิงหม้อ เป็นหมู่บ้านที่มีการสืบทอดการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณอยู่ด้วย คาบสมุทรสทิงพระ-แผ่นดินบก ในการศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีและภูมิวัฒนธรรมของ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม พบว่าบริเวณที่เป็นชุมชนเมืองท่าและท่าจอดเรือที่เก่าที่สุด พบมากในพื้นที่ ที่เป็นเขาและเกาะอันเกิดจากการทับถมของปะการัง กลายเป็นแนวสันทรายที่ยาวเกือบ ๗๐ กิโลเมตร จากหัวเขาแดงถึงอำเภอระโนด ซึ่งผู้รู้ทางโบราณคดีและวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างพระราชศีลสังวร (ช่วง) และคุณเยี่ยมยง ส. สุรกิจบรรหาร เรียกว่า แผ่นดินบก ‘…การสำรวจครั้งนั้น อาจารย์มานิต นำแผนที่โบราณของคาบสมุทรที่ถ่ายเอกสารลงบนม้วนกระดาษไขจากหอสมุดวชิรญาณไปสืบค้นในพื้นที่ ขณะที่ข้าพเจ้าเตรียมตัวศึกษาร่องรอยแหล่งโบราณคดีจาก แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ แลเห็นร่องรอยการตั้งถิ่นฐานตามแนวสันทรายที่เป็นชุมชนบ้านเมือง จากบริเวณที่มีสระน้ำหรือตระพัง บริเวณที่มีร่องรอยของคูน้ำและคันดิน รวมทั้งร่องรอยของพื้นที่ทำนาจากบริเวณที่ลุ่มต่ำระหว่าง แนวสันทราย แผนที่นี้ ท่านเจ้าคุณมองออกว่าเป็นแผนที่การสร้างวัดและกัลปนาที่ดินให้กับวัดและชุมชน ที่มีชื่อระบุอยู่ในแผนที่ โดยเฉพาะบรรดาสระน้ำขนาดใหญ่ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า พังหรือตระพัง ที่ปรากฏในแนวสันทรายเป็นระยะ ๆ ไปนั้น ทำให้ข้าพเจ้าตีความได้ว่า เป็นแหล่งน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภคร่วมกันของคนในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะชื่อวัดที่อยู่ในแผนที่ก็คือชื่อของชุมชนบ้านและเมือง แนวสันทรายจากหัวเขาแดงถึงอำเภอระโนด เรียก 'แผ่นดินบก' การสำรวจและศึกษาครั้งนั้น โดยการนำของผู้รู้ในท้องถิ่น ทำให้อาจารย์มานิตและข้าพเจ้า สามารถกำหนดบริเวณสำคัญของชุมชนบ้านเมืองของแผ่นดินบก ที่ตั้งอยู่บริเวณแนวสันทรายและเชิงเขาจาก หัวเขาแดง คืออำเภอสิงหนคร ผ่านอำเภอสทิงพระไปจนถึงอำเภอระโนด ที่แต่เดิมก็คือ เกาะหินปะการังก่อนที่แผ่นดินซึ่งงอกขึ้นจากอำเภอระโนด อำเภอหัวไทร ไปอำเภอปากพนังจะปิดผืนน้ำทะเล ทำให้เกิด ลากูนขึ้น พื้นที่สำคัญของแผ่นดินบกบริเวณแรกอยู่ในเขตอำเภอสิงหนคร ตั้งแต่หัวเขาแดงไปจนถึงคลองปะโอ ในเขตตำบลวัดขนุนและตำบลม่วงงาม บริเวณหัวเขาแดงคือที่ตั้งของเมืองสงขลา (Songkhla) ใน สมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นเมืองที่มีคูน้ำ กำแพงเมือง และป้อมปราการบนเขา ปกครองโดย สุลต่านสุลัยมาน พ่อค้าอาหรับ เมืองนี้เป็นเมืองท่าที่มีพ่อค้านานาชาติเข้ามาติดต่อค้าขาย และเป็นเมืองที่เกิดสงครามกับศูนย์กลางอำนาจที่อยุธยา ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองจนมาแพ้สงครามในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ย่านเมืองเก่าสงขลาในปัจจุบัน ภายในบริเวณเมืองมีเขาเตี้ยลูกหนึ่งคือ เขาน้อย เป็นที่ตั้งของพระสถูปวัดเขาน้อย ที่มีอายุราว พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลงมา เป็นพระสถูปที่สร้างทับพระสถูปเดิมในสมัยศรีวิชัย คือ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ลงมา พระสถูปนี้ บริเวณฐานก่อด้วยอิฐที่ตัดมาจากหินปะการัง แหล่งโบราณคดีถัดมาคือ บริเวณปากคลองบ้านสทิงหม้อ หรือเดิมอาจเป็นบริเวณชุมชนโบราณที่เรือสินค้าเข้ามาจอด พบเศษภาชนะดินเผาหลายยุคหลายสมัย ณ วัดธรรมโฆษณ์ ตำบลสทิงหม้อ เพราะยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผามาจนปัจจุบัน ในบริเวณนี้มีพระภิกษุในวัดธรรมโฆษณ์เก็บเศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศิลาไว้ ซึ่งท่านเจ้าคุณได้ขอมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส เป็นเศียรเทวรูปในพุทธศาสนามหายานที่มีความเก่าไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ป้อมหัวเขาแดง คือ ป้อมปราการบนเขาเมืองสงขลา (Songkhla) ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ถัดจากเมืองโบราณที่หัวเขาแดงมาตามสันทรายยังบริเวณคลองปะโอ ตำบลม่วงงาม ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่พบซากเตาเรียงรายอยู่สองฝั่งคลอง จากการขุดค้นทางโบราณคดีในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พบภาชนะโบราณรูปกาน้ำที่เรียกว่า กุณฑี (มีหลายกา) และกุณโฑ จานแบน กระปุกสีเทา และเศษภาชนะเคลือบขาวเนื้อบาง มีการค้นคว้ากันว่า ภาชนะเหล่านี้ส่งไปขายที่อินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุทั้งในพุทธศาสนามหายาน เช่น พระโพธิสัตว์สำริด อายุราว พุทธศตวรรษที่ ๑๔ ลงมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในเขตบ้านขนุน กับพระพุทธรูปสำริดแบบทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ที่บ้านม่วง อำเภอสิงหนคร เหนือตำบลม่วงงามตามแนวสันทรายขึ้นไปจะเข้าเขตอำเภอสทิงพระ เมื่อถึงตำบลบ่อแดงและตำบลบ่อดานเริ่มปรากฏชุมชนและวัดเรียงรายในระยะที่ ไม่ห่างกันเท่าใดนัก เช่น วัดพระสิงห์ วัดสุวรรณาราม ที่มีตระพังชื่อว่า บ่อดาน เป็นอ่างน้ำของชุมชน ที่ตั้งของเมืองสทิงพระ ปัจจุบันมีถนนหลวงผ่านกลาง และมีวัดสทิงพระอยู่ทางฝั่งตะวันตกของถนน จากนั้นชุมชนหนาแน่นขึ้น นอกจากมีวัดมากขึ้นแล้ว ก็มีตระพังหรือสระน้ำเพิ่มขึ้นด้วย เช่น พังงามของชุมชนบ้านพังงาม ตำบลบ่อดาน ต่อจากนั้นเข้าเขตตำบลจะทิ้งพระ ที่เป็นพื้นที่บริเวณชุมชนเมืองโบราณ มีตระพังน้ำหลายแห่งทั้งใหม่และเก่า เช่น พังเสม็ด พังจิก พังยาง ปัจจุบันชายหาดบริเวณนี้มีชื่อว่า หาดมหาราช พบรอยร่องน้ำของคลองโบราณจากหาดมหาราช บริเวณพังยวง ตัดข้ามคาบสมุทรไปยังบริเวณวัดคลองขุด เชื่อมระหว่างชายฝั่งทะเลทางตะวันออกกับชายฝั่งทะเลสาบในบริเวณวัดคลองขุด ทางตะวันตกไปจนถึงชายฝั่งทางตะวันออก เหนือขึ้นไปเป็นที่ตั้งของเมืองสทิงพระ ซึ่งมีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปัจจุบันมีถนนหลวง ผ่านกลางและมีวัดจะทิ้งพระหรือวัดสทิงพระอยู่ทางฝั่งตะวันตกของถนน เป็นวัดเก่าที่มี พระมหาธาตุเจดีย์ ที่แสดงสถานภาพความเป็นเมืองในระดับนครของสทิงพระ เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้านำนักศึกษาของชุมนุมศึกษาโบราณคดีและวัฒนธรรม คณะโบราณคดี เข้าไปศึกษาสำรวจเมืองนี้ ถนนยังเป็นลูกรัง ผ่ากลางกองเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เป็นสินค้าทางทะเล มีเครื่องปั้นดินเผาของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนลงมาจนถึงราชวงศ์เหม็งตอนต้น บริเวณที่อยู่ติดกับรั้วของโรงเรียนประจำอำเภอ ซึ่งปัจจุบันร่องรอยเหล่านี้สูญหายไปหมดแล้ว การพบเศษภาชนะเคลือบของจีนดังกล่าว คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณเมืองสทิงพระเป็นเมืองท่า ที่มี เรือเดินทะเลมาจอดในบริเวณชายหาดมหาราช เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปสำรวจนั้น ชาวบ้านยังชี้ให้เห็น ร่องรอยทางน้ำที่เรือเข้ามา...’ คาบสมุทรสทิงพระ เป็นที่รู้จักกันดีในแง่ที่มีชุมชนโบราณและหลักฐานทางโบราณคดีมากมายนั่นเอง และไม่ห่างจากแหล่งที่พบเตาเผาโบราณก็มีชุมชนเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า 'สทิงหม้อ' ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เคยมีการสืบทอดการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ แต่ปัจจุบันไม่มีชาวบ้านทำเครื่องปั้นดินเผาอีกแล้ว แต่เมื่อ ๔๕ ปีที่แล้ว ‘สทิงหม้อ แหล่งเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ’ โดย อมรา ขันติสิทธิ์ และศรีอนงค์ ทองรักษาวงศ์ สองนักโบราณคดีได้ลงภาคสนามและบันทึกเรื่องราวของสทิงหม้อไว้ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ‘…สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการอพยพมาตั้งชุมชนอยู่ใหม่บริเวณริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของชุมชนสทิงพระโบราณ ณ บริเวณที่เรียกกันว่า สทิงหม้อ ในปัจจุบัน กลุ่มชนที่อพยพมานี้ แต่เดิมมีหน้าที่และความชำนาญในการทำภาชนะดินเผาเป็นส่วนใหญ่ จึงได้ใช้วิชาชีพเดิมประกอบกิจการสืบต่อมา จนทำให้ชุมชนสทิงหม้อกลายเป็นชุมชนของนักปั้นหม้อ เป็น แหล่งใหญ่ที่ผลิตภาชนะดินเผาป้อนให้กับชุมชนต่าง ๆ ที่อยู่ข้างเคียงตลอดคาบสมุทรสทิงพระ จากหลักฐานทางโบราณคดีได้พบเตาเผาโบราณ ในบริเวณที่เรียกกันว่า เตาหม้อ บ้านปะโอ ซึ่งอยู่ห่างจากสทิงหม้อไปทางทิศเหนือ ๒ กิโลเมตร โดยมีการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โดย ธราพงศ์ ศรีสุชาติ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้พบเตาเผาตั้งอยู่ริมคลองโอ ซึ่งผู้สูงอายุในท้องถิ่น เล่าสืบต่อกันมาว่า แต่เดิมคลองนี้เป็นทางสัญจรภายใน มีเรือสัญจรไปออกปากทางทะเลสาบ ซึ่งจะเป็นเรือที่บรรทุกขนส่งพวกภาชนะดินเผาที่ได้จากเตาเผาที่ตั้งอยู่บนลำน้ำนี้ จึงเรียกกันว่า เตาหม้อ (เอาท่าหม้อ) และทางน้ำสายนี้ก็มีสายแยกไปต่อกับทางน้ำของหมู่บ้านสทิงหม้อ ซึ่งยังคงมีการทำ ภาชนะดินเผาในปัจจุบันและในอดีต นักปั้นหม้อแห่งชุมชนสทิงหม้อคงจะได้ใช้เส้นทางน้ำนี้ ในการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน จากการสอบถามนางพร้อม สังฆะไร ผู้ยังคงรักษาอาชีพปั้นหม้อตามบรรพบุรุษในขณะนั้น ทำให้ทราบว่า ชาวสทิงหม้อต้องอาศัยเรือล่องไปตามทางน้ำนี้ออกสู่ทะเลสาบเพื่อเอาดินบริเวณริมทะเลสาบในบริเวณที่เรียกกันว่า ปากรอ หลังจากที่นำดินดิบที่ใช้ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผาตลอดจนตัวอย่างภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเผาโบราณที่เตาหม้อและเตาสทิงหม้อปัจจุบันให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านปฐพีวิทยาพิจารณาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อดินดิบและภาชนะดินเผาประเภทเครื่องดิน (earthenware) ทั้งภาชนะดินเผาโบราณจากการขุดค้นที่สทิงพระ ภาชนะดินเผาจากเตาเผาโบราณที่เตาหม้อ ปะโอ และภาชนะดินเผาจากเตาเผาปัจจุบันที่สทิงหม้อนั้น มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือเป็นภาชนะดินเผาที่ทำจากดินเหนียวที่ปากรอและผสมทรายที่หาได้ทั่วไปในคาบสมุทรสทิงพระ (เป็นทรายที่ต่างจากที่อื่น คือ มีเนื้อนุ่ม ละเอียด และมีไมกาสูง ซึ่งเป็นทรายที่ชุมชนโบราณสทิงพระได้ใช้นำมาผสมในการทำอิฐเพื่อเป็นสิ่งก่อสร้างด้วย) ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า แหล่งวัตถุดิบโบราณของเตาเผาที่เตาหม้อกับที่สทิงหม้อปัจจุบัน มาจาก แหล่งเดียวกัน โดยใช้เส้นทางน้ำสายนี้ไปเอาดินที่เป็นวัตถุดิบภายในบริเวณเดียวกันสืบต่อกันมา และอาจกล่าวได้อีกว่า ในสมัยโบราณบริเวณชุมชนที่เป็นแหล่งปั้นหม้อไม่เพียงมีอยู่เฉพาะในหมู่บ้านสทิงหม้อเท่านั้น หากขยายแหล่งผลิตภาชนะดินเผาอยู่ตามเนินบนแนวสันทรายริมทางน้ำที่เป็นทางสัญจรเพื่อสะดวกแก่การคมนาคมขนส่ง ดังที่ได้พบเตาเผาโบราณอยู่ริมคลองโอ ซึ่งเป็นคลองต่อออกไปสู่ทะเลสาบ นอกจากจะใช้เป็นเส้นทางที่จะไปเอาดินสำหรับนำมาปั้นหม้อจากบริเวณริมทะเลสาบแล้ว ยังเป็นเส้นทางลำเลียงภาชนะดินเผาที่ได้จากเตาเผาที่ตั้งอยู่ริมคลองเหล่านี้ด้วย เนื้อของภาชนะดินเผาที่บ้านสทิงหม้อ ทำจากดินเหนียวที่ปากรอและผสมทรายที่หาได้ทั่วไปในคาบสมุทรสทิงพระ เตาเผาบริเวณริมคลองโอคงจะเลิกราไป โดยที่ยังไม่อาจทราบสาเหตุได้แน่ชัด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะทางน้ำของคลองโอตื้นเขิน หรืออาจเป็นเพราะแหล่งผลิตภาชนะดินเผาที่สทิงหม้อเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น หลังจากมีการอพยพมาจากสทิงพระ มาตั้งเป็นหมู่บ้านนักปั้นหม้อกลุ่มใหญ่...’ บันทึกทางประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ระบุว่า มีการส่งเครื่องปั้นดินเผาสทิงหม้อเข้าแสดงในงานสินค้าพื้นเมือง เพื่อเฉลิมฉลองงานสมโภชพระนครในวาระ ครบรอบ ๑๐๐ ปี ปัจจุบันชุมชนสทิงหม้อยังมีประเพณีการทําบุญศาลาพ่อทวดภะคะวัน แม่คําแก้ว พ่อขุนโหร หรือชาวบ้านในชุมชน เรียกว่า ‘ทวดเจ้าบ้านสทิงหม้อ’ ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ เป็นประจําทุกปี จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบหลักฐานการตั้งชุมชนซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสองสมัยคือ สมัย เริ่มแรกที่ยังคงไม่มีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเพื่อการค้าคงเป็นเพียงผลิตขึ้นใช้เองภายในชุมชนเท่านั้น ในสมัยนั้นคงมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศแล้ว โดยพบหลักฐานประเภทเศษเครื่องถ้วยจีน และเครื่องถ้วยต่างชาติซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ สมัยที่สองมีอายุอยู่ในช่วงหลังจาก พุทธศตวรรษที่ ๒๒ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เมื่อมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ หรือกับชุมชนภายนอกมากขึ้นก็ผลิตเพื่อใช้เองในชุมชนและผลิตเพื่อการค้า สทิ้งหม้อ ในทุกวันนี้ไม่มีผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาเทคนิคการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณที่เลื่องชื่อไปทั้งคาบสมุทรสทิงพระและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วคาบสมุทรสยามเทศะอีกแล้ว.... อ้างอิง 'สทิงหม้อ แหล่งเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ' โดย อมรา ขันติสิทธิ์ และศรีอนงค์ ทองรักษาวงศ์ วารสาร เมืองโบราณ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑ (ธันวาคม ๒๕๒๓ – มีนาคม ๒๕๒๔) 'ภูมิวัฒนธรรมการสร้างบ้านแปงเมืองที่ทะเลสาบสงขลา: คาบสมุทรสทิงพระ-แผ่นดินบก' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม 'ปากคลองจะทิ้งหม้อ' โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ 'บ้านสทิงหม้อ' ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ‘การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี ชุมชนผลิตเครื่องปั้นดินเผาลุ่มทะเลสาบสงขลาเพื่อพัฒนาสู่ การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมในโลกปัจจุบัน’ โดย เขมิกา หวังสุข, วิเชษฐ์ จันทร์คงหอม ‘การพัฒนารูปแบบศิลปหัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา : กรณีศึกษาชุมชนบ้านสทิงหม้อ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา’ โดย ดำรงค์ ชีวะสาโร สาขาวิชาทัศนศิลป์และ การออกแบบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วารสารปาริชาต สถาบันวิจัยและ นวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ
- กว่าจะถึงรุ่งอรุณสุโขทัย โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์จากพื้นที่การผลิตถลุงเหล็กในหุบเขาถึงยุคทวารวดีบนพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลำพัน
เผยแพร่ครั้งแรก 1ม.ค. 2567 กว่าจะถึงรุ่งอรุณสุโขทัย พิพิธภัณฑ์โบราณคดีชุมชนบ้านวังหาด ตั้งอยู่ในวัดจอมศรีรัตนมงคล จังหวัดสุโขทัย ที่มา: ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีชุมชนบ้านวังหาด ซึ่งตั้งอยู่ในวัดจอมศรีรัตนมงคล ที่เป็นวัดของชุมชน อาคารหลังเล็ก ๆ แห่งนี้รวบรวมโบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีทั้งเด่นปางห้าและห้วยแม่กองค่าย ตลอดจนบริเวณในชุมชนและละแวกใกล้เคียงที่ชาวบ้านพบ จัดแสดงเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและให้ความรู้แก่คนทั่วไป โบราณวัตถุจากบ้านวังหาดในช่วงยุคเหล็กตอนปลายนี้ แม้จะยังไม่มีการกำหนดอายุที่แน่นอนจากการขุดค้นก็ตาม แต่จากการประเมินอายุพบว่าอยู่ในช่วง ๒,๕๐๐ ปีลงมา โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่พบจากนักสะสมนอกพื้นที่ในอดีตนั้นอยู่ในช่วงยุคเหล็ก งานวิจัย ‘เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย’ ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม จากการสำรวจศึกษาทางโบราณคดีพบแหล่งชุมชนโบราณถึง ๕๓ แห่ง ในบริเวณจังหวัดที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรสุโขทัย อันได้แก่ จังหวัดสุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์นั้น ทำให้ได้ทราบว่าก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ บริเวณดังกล่าวนี้ มีผู้คนมาตั้งหลักแหล่งอยู่ประปรายและชั่วคราว ตามเส้นทางการคมนาคมโบราณที่ไปยังที่ราบลุ่มเชียงใหม่-ลำพูน ทางเหนือ และบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนบนทางตะวันออก แต่ภายหลังเกิดมีการขยายตัวของเส้นทางการค้าของบรรดาบ้านเมืองที่เจริญทั้งที่อยู่ใกล้ทะเลและบริเวณภายใน อันได้แก่ ละโว้ กัมพูชา เมาะตะมะ พุกาม หริภุญชัย และเวียงจันทน์ ทำให้มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากถิ่นต่าง ๆ เข้ามา สร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ก็เกิดเมืองใหญ่ที่เรียกว่า ‘นคร’ ขึ้น ๔ แห่งในบริเวณลุ่มน้ำยม-น่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์และสุโขทัย มีการรวมตัวกันเป็นรัฐสุโขทัยในยุคแรกขึ้น รัฐนี้ได้เติบโตและรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ‘กำเนิดสุโขทัย รัฐแรกเริ่มของชนชาติไทยในสยามประเทศ’ บทบรรณาธิการโดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิ-โภดม ได้อรรถาธิบายถึงการศึกษาพัฒนาการของรัฐในดินแดนประเทศไทยทางมานุษยวิทยาโบราณคดี โดยใช้แนวคิดในเรื่องคน พื้นที่ และเวลา เป็นหลัก ‘คน’ แลเห็นได้จากทางชาติพันธุ์ในตระกูลภาษา ‘พื้นที่’ เห็นได้จากร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง (cultural landscape) ที่เกิดขึ้นในมิติทาง ‘เวลา’ ยุคและสมัย โดยกล่าวถึงเมืองคู่บนลำน้ำยมและน่านว่า ‘…ภาพรวมของอาณาบริเวณที่เป็นเขตแคว้นสุโขทัย เป็นพื้นที่ซึ่งลำน้ำปิงและทิวเขาเป็นขอบเขตทางด้านตะวันตก และลำน้ำน่านและทิวเขาทางด้านตะวันออก ซึ่งลำน้ำทั้งสองนี้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในการติดต่อกับบ้านเมืองภายนอกในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นบริเวณที่มีความเจริญจากภายนอกเข้ามาได้เร็วกว่า ก่อนที่จะกระจายลงไปยังพื้นที่ชุมชนตามหนอง บึง และลำน้ำกลางทุ่งของที่ราบลุ่ม รัฐแรกเริ่มของสุโขทัยที่พัฒนาขึ้นในบริเวณลุ่มน้ำยมทางตะวันตกและลุ่มน้ำน่านทางตะวันออกนั้น มีความเจริญเติบโตเป็นบ้านเมืองมาก่อนในที่ลาดเชิงเขาหลวง ทางตะวันตกของลำน้ำยม เพราะเป็นบริเวณที่มีทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุ โดยเฉพาะเหล็กและของป่านานาชนิด อีกทั้งเป็นแหล่งที่มีแม่น้ำ โดยลำน้ำหลายสายไหลลงจากเขามาสู่ที่ลุ่ม ทำให้เป็นไร่เป็นนาได้มากกว่าที่อื่น ๆ พื้นที่สำคัญดังกล่าวอยู่ในบริเวณตำบลวังหาดและตลิ่งชัน ในเขตอำเภอบ้านด่านลานหอย เป็นแหล่งอุตสาหกรรมในการถลุงเหล็ก ทำเครื่องมือเหล็กและเครื่องประดับ เช่น ลูกปัดแก้วและดินเผา ได้รับความเจริญจากภายนอก โดยเฉพาะจากทางภาคกลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยทวารวดีมาทางลุ่มน้ำปิงที่ผ่านแนวเขาสันปันน้ำจากเมืองตากเข้ามายังบริเวณต้นน้ำแม่ลำพันในเขตบ้านด่านลานหอย และขยายมาตามเชิงเขาหลวงในเขตอำเภอเมืองเก่าสุโขทัยไปตามเชิงเขา โค้งเขาทางใต้จนถึงเขตอำเภอคีรีมาศ อันเป็นบริเวณที่มีเส้นทางคมนาคมติดต่อจากสุโขทัยไปยังบ้านเมืองในลุ่มน้ำปิง ตั้งแต่กำแพงเพชรลงไปถึงนครสวรรค์ และจากกำแพงเพชรไปทางตะวันตก จะผ่านเทือกเขาไปยังลุ่มน้ำสาละวินในดินแดนมอญ-พม่า ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าบริเวณเชิงเขาหลวงและต้นน้ำแม่ลำพันนั้น คือแหล่งเกิดชุมชนบ้านเมืองที่มีมาแต่สมัยทวารวดี สรีดภงค์และแนวเขาหลวงที่อยู่ทางด้านหลัง พอถึงสมัยลพบุรีจึงเกิดการตั้งเมืองสุโขทัยขึ้นในบริเวณวัดพระพายหลวง ที่มีปุระ วัดพระพายหลวง เป็นศูนย์กลาง อันเป็นลักษณะเมืองแบบขอม ที่พบในประเทศกัมพูชา ในลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นเวลาที่บรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายในภาคกลาง เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อุปถัมภ์พุทธศาสนามหายานและรับศิลปวัฒนธรรมแบบขอมเข้ามา แต่เมืองสุโขทัยไม่ได้เกิดเป็นชุมชนเมืองในศิลปวัฒนธรรมลพบุรีเพียงแห่งเดียว ยังเกิดพร้อมกันกับเมืองเชลียง ที่ต่อมาเรียกว่า ศรีสัชนาลัย ที่นับเป็นเมืองปลายสุดการคมนาคมของลุ่มน้ำยมในเขตแคว้นสุโขทัย เพราะการคมนาคมตามลำน้ำนี้ด้วยเรือใหญ่จากปากน้ำโพขึ้นไปได้เพียงแก่งหลวงของเมืองศรีสัชนาลัย เหนือขึ้นไปจากนั้นติดเกาะแก่งกลางน้ำ วัดมหาธาตุ สุโขทัย วัดเจดีย์เจ็ดยอด ศรีสัชนาลัย ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกันกับทางลำน้ำน่านที่เดินทางจากปากน้ำโพที่เมืองพระบาง นครสวรรค์ ไปได้เพียงแต่ตำบลท่าเสา เมืองอุตรดิตถ์ เดินทางต่อไปยังเมืองน่านไม่ได้ แต่อุตรดิตถ์เป็นเมืองรุ่นหลังในสมัยอยุธยา เมืองสำคัญจึงเป็นเมืองทุ่งยั้งหรือสระหลวง อันเป็นเมืองคู่บนลำน้ำน่านรวมกับเมืองสองแควที่พิษณุโลก แต่ทั้งเมืองสองแควและสระหลวงไม่มีร่องรอยความเก่าแก่บนเส้นทางคมนาคมที่มีคนมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ‘นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ’ เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัย จากงานสำรวจและวิเคราะห์ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัยผ่านหลักการมานุษยวิทยาโบราณคดี ก่อให้เกิดคำอธิบายพัฒนาการรัฐสุโขทัยที่ต่างจากกรอบแนวคิดของประวัติศาสตร์รัฐชาติ และทำให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘ภูมิวัฒนธรรม’ ต่อพัฒนาการของบ้านเมืองรัฐสุโขทัย ทั้งปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และเส้นทางการค้า ตลอดจนการจัดการและความสำคัญของทรัพยากรในบริเวณเมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย เป็นต้น การลงพื้นที่แหล่งโบราณคดีที่มีพัฒนาการ ‘ก่อน’ การเกิดขึ้นของรัฐสุโขทัย (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙) ทั้งชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์-ทวารวดี ณ บ้านวังหาด บริเวณต้นน้ำแม่รำพันในเขตอำเภอบ้านด่านลานหอย และชุมชนในวัฒนธรรมเขมรบริเวณโบราณสถานปรางค์เขาปู่จา (ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖) ในเขตอำเภอคีรีมาศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานและความสืบเนื่องของสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ลุ่มน้ำยม นอกจากนี้ได้นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย กับเมืองในบริเวณโดยรอบ ทั้งเมืองกำแพงเพชร และเมืองพระบาง (นครสวรรค์) ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีความสัมพันธ์กันแม้ว่าวัสดุในการก่อสร้างจะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้น รัฐสุโขทัยมิได้เกิดขึ้นมาโดยลำพัง และมีการปกครองแบบรวมศูนย์เป็นอาณาจักร ในช่วงระยะแรกของรัฐสุโขทัยจึงเป็นรัฐ (State) ที่มีขอบเขตความสัมพันธ์ทั้งบ้านเมืองที่อยู่ใกล้เคียงและทางไกล ซึ่งรูปแบบของความสัมพันธ์บ้านเมืองในระยะนี้ โดยเป็นรัฐแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการมีชุมชนที่มีพัฒนาการมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ประกอบกับความสัมพันธ์กับบ้านเมืองต่าง ๆ ในบริเวณโดยรอบ ผ่านระบบเครือญาติและการค้าตามที่ปรากฏหลักฐานจารึก ตำนาน และงานศิลปกรรมที่พบตามเมืองโบราณต่าง ๆ ‘คนในสมัยก่อนสุโขทัย: มิติและมุมมองทางประวัติศาสตร์โบราณคดีจากอดีตถึงปัจจุบัน’ บทความโดยธีรศักดิ์ ธนูศิลป์ ศูนย์ข้อมูลทวารวดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย กรมศิลปากร ที่นำเสนอข้อมูลทางโบราณคดีที่ได้จากการศึกษาบริเวณลุ่มน้ำแม่ลำพันที่อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดสุโขทัย ให้รายละเอียดว่า พัฒนาการทางสังคมของชุมชนระยะแรกเริ่มในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลำพัน ในช่วงเวลาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ยังคงมีช่องว่างและข้อสงสัยทางวิชาการอีกหลายประการ ทั้งในเรื่องของประชากร วิถีชีวิต ความเชื่อ หรือการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชุมชนภายนอก เป็นต้น ปฐมบทเรื่องคนก่อนสุโขทัยเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลังจากมีการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ฝังอยู่ใต้ฐานอาคารก่อนการสร้างเจดีย์วัดช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๒ ตลอดจนการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ซึ่งมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินฝังรวมอยู่ด้วย ที่แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย กำหนดอายุราว ๓,๐๐๐–๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว พบเครื่องมือหินขัดรูปทรงคล้ายใบมีด ซึ่งใบมีดหินนี้เป็นเครื่องมือที่พบเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร และพิษณุโลกเท่านั้น โดยข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่การขุดค้นทางโบราณคดีในเขตเมืองศรีสัชนาลัย บริเวณแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น เพื่อศึกษาพัฒนาการของพื้นที่ก่อนสมัยสุโขทัย จากหลักฐานที่พบบ่งชี้ว่ามีการเข้ามาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโลหะตอนปลาย สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี เรื่อยมาจนถึงสมัยสุโขทัย พัฒนาการของพื้นที่ก่อนสมัยสุโขทัยในภาพรวม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลำพัน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของเมืองสุโขทัย และสายน้ำดังกล่าว เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ราบระหว่างเทือกเขาสูงในเขตเมืองเก่าสุโขทัยและเทือกเขาสูงตอนบนซึ่งเป็นเส้นทางการค้าโบราณและแหล่งทรัพยากรที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น มีการเข้ามาใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยโลหะตอนปลาย สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี จนถึงสมัยสุโขทัย ขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลำพันนั้น อ้างอิงจากจุดกำเนิดต้นน้ำแม่ลำพันบริเวณด้านเหนือสุด คือเทือกเขาสูงในเขตรอยต่ออำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ความสูงประมาณ ๗๕๐ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นแนวเทือกเขาสูงแรกก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ภาคเหนือตอนบน และทางด้านตะวันตกติดต่อกับเทือกเขาสูงของจังหวัดตาก ที่ต่อเนื่องไปถึงประเทศเมียนมา โดยคลองแม่ลำพันจะไหลลงสู่ที่ราบลุ่มเมืองเก่าสุโขทัยใกล้ทำนบ ๗ อ ผ่านที่ราบลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำยม เป็นระยะทางกว่า ๑๐๐ กิโลเมตรตลอดเส้นทางของลำน้ำสายนี้ จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลำพันที่ผ่านมา พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นประจักษ์พยานถึงกลุ่มชุมชนระยะแรกเริ่มสืบเนื่องจนถึงสมัยสุโขทัย โดยพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น เครื่องมือขวานหินขัด กำหนดอายุในเบื้องต้นประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว กลองมโหระทึกสำริด เครื่องมือโลหะ และหลักฐานที่เกี่ยวกับงานโลหะกรรม ที่แสดงให้เห็นว่า ชุมชนบริเวณนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นแหล่งทรัพยากร และผู้มีองค์ความรู้ในการใช้สินแร่ ประกอบกับเป็นพื้นที่สำคัญบนเส้นทางที่จะใช้ในการเชื่อมโยงโครงข่ายชุมชนต่าง ๆ สอดคล้องกับการกระจายตัวของแหล่งถลุงโลหะจำนวนมากในเขตพื้นที่เทือกเขาสูงตอนบนของประเทศไทย ซึ่งชุมชนเหล่านี้ส่งผลต่อการเจริญขึ้นของชุมชน และพัฒนาเป็นเมืองต่าง ๆ ในสมัยสุโขทัยในที่ราบลุ่มตอนล่างในที่สุด ชิ้นส่วนกลองมโหระทึกจากพิพิธภัณฑ์โบราณคดีชุมชนบ้านวังหาด สรุปผลการศึกษาว่า ระยะแรก ผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ เข้ามาใช้ทรัพยากรและเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ในสมัยหิน ระยะที่สอง พบการเข้ามาใช้พื้นที่อาจจะช่วงสมัยสําริดหรือปลายโลหะ พบการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชุมชนภายนอก ระยะที่สาม ร่วมสมัยกับทวารวดี ซึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือมีเมืองหริภุญชัย และพบเหรียญเงิน เป็นต้น แต่ไม่พบการขยายตัวเป็นเมืองและการรับศาสนาเข้ามา อาจเป็นไปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าว เป็นเสมือนพื้นที่หลักในการรับและกระจายสินค้า โดยเฉพาะการเป็นผู้ควบคุมเส้นทางทางตอนเหนือ? ส่วนระยะที่สี่ พบหลักฐานแต่ค่อนข้างเบาบางในพื้นที่ลุ่ม แต่ในเขตเทือกเขายังพบร่องรอยการติดต่อแลกเปลี่ยนในสมัยที่คาดว่าน่าจะเป็นช่วงที่เกิดการสร้างบ้านแปงเมืองในสมัยสุโขทัยแล้ว สอดคล้องกับการพบเครื่องถ้วยสุโขทัยและเครื่องมือเครื่องประดับสมัยหลังตามเส้นทางการติดต่อและชุมชนโบราณตามแนวเขาและสันเขาต่อเนื่องไปจนถึงพม่า ‘ชุมชนต้นน้ำแม่ลำพัน’ บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้นำเสนอและกล่าวถึง บ้านวังหาด อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยทวารวดี อันเนื่องมาจากมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับสำริด เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดหินมีค่าต่าง ๆ ที่น่าจะแสดงถึงกลุ่มชุมชนที่มีอายุอยู่ในช่วงยุคเหล็กลงมาว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณตอนเหนือของจังหวัดสุโขทัยและในปริมณฑลมาก่อน อีกทั้งเมื่อกล่าวถึงสุโขทัย ย่อมมีการติดเพดานความคิด เรื่องรัฐสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และแนวความคิดเรื่องการอพยพของชนชาติไทยเป็นหลัก เรื่องราวของผู้คนและชุมชนก่อนหน้านั้น แทบจะไม่ปรากฏร่องรอยอื่นใดเลย นอกจากในตำนานที่เขียนขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งมิได้ร่วมสมัยในเหตุการณ์โดยตรง ด้วยเหตุดังกล่าว แหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญแห่งนี้จึงควรถูกพิจารณาเป็นพิเศษ ต้นน้ำแม่ลำพันอยู่ในหุบเขาเขตอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ไหลลัดเลาะเป็นลำธารสายเล็ก ๆ น้ำมากไหลแรงในฤดูน้ำ และเกือบจะแห้งผากในช่วงแล้ง ลำน้ำแม่ลำพันไหลจากเทือกเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดสุโขทัย ในเขตรอยต่อระหว่างอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย กลายเป็นเส้นน้ำสำคัญไหลอ้อมผ่านเมืองเก่าสุโขทัยแล้วไปรวมกับลำน้ำยมแถวตัวจังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน ในเขตที่สูงระดับ ๑๐๐-๒๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล จนถึงบริเวณเทือกเขาในระหว่างห้วยแม่กองค่าย, ห้วยแม่ลำพัน, ห้วยโด, ห้วยข้ามแดน เป็นเขตที่สูงที่อยู่ระหว่างหุบเขาไปจนถึงบ้านแม่แสลมในเขตอำเภอเถิน ซึ่งสามารถติดต่อกับเส้นทางที่ใช้กันมาแต่โบราณ อันเป็นเขตรอยต่อระหว่างเมืองเหนือกับเมืองใต้ (หมายถึงสุโขทัยกับล้านนา) ดังปรากฏหลักฐานสิ่งก่อสร้างลักษณะเป็นป้อม ที่บ้านหอรบ อยู่ห่างจากอำเภอทุ่งเสลี่ยมไปไม่ไกลนัก ซึ่งบริเวณต้นน้ำแม่ลำพัน มีแหล่งโบราณคดีไล่เรียงจากที่สูงมาสู่ทุ่งราบ ดังนี้ ‘ เด่นปางห้าง ’ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีความสัมพันธ์ของเนินดินที่มีกิจกรรมถลุงโลหะและโบราณวัตถุที่พบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกัน ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันอย่างชัดเจน ‘ ห้วยแม่กองค่าย ’ พบเศษภาชนะดินเผากระจายอยู่ทั่วไป โบราณวัตถุที่พบถูกจำหน่ายไปหมดแล้ว ส่วนใหญ่คือ จำพวกลูกปัดและเครื่องมือเหล็ก ลักษณะเช่นเดียวกับที่เด่นปางห้าง และไม่พบว่าเป็นแหล่งฝังศพ ‘ บ้านวังหาด ’ อยู่ปลายสุดของที่ราบลุ่มน้ำแม่ลำพัน ต่อจากเขตที่สูงและเทือกเขา โบราณวัตถุที่พบเป็นประเภทเดียวกับที่พบในแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง ลักษณะเด่นน่าจะเป็นเครื่องมือเหล็กที่มีรูปแบบเดียวกัน ‘ บ้านตลิ่งชัน ’ มีความแตกต่างจากกลุ่มแหล่งโบราณคดีต้นน้ำแม่ลำพันอื่น ๆ สามารถบอกถึงความสำคัญของกลุ่มชุมชนโบราณต้นน้ำแม่ลำพันได้เป็นอย่างดี อย่างลูกปัด เป็นโบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านขุดพบและพบโดยบังเอิญตามบริเวณผิวดิน ลูกปัดที่พบแยกประเภทออกได้เป็นลูกปัดแก้ว, ลูกปัดหิน และยังมีลูกปัดแบบพิเศษที่ทำจากทองคำซึ่งพบเป็นจำนวนน้อยมาก แผนที่บ้านวังหาด และชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง เครื่องประดับแผ่นเงินและทองดุน เป็นแผ่นโลหะเงินและทอง ชิ้นบาง รูปลักษณ์เกือบเป็นวงกลม ส่วนขอบด้านบนม้วนพับเป็นรูทรงกระบอกสำหรับร้อยเชือก น่าจะใช้ประดับคล้องคอ ลวดลายดุนนูนโค้งเป็นรูปใบหน้าสัตว์ ตาโปน หู กลมตั้ง จมูกและปากยื่น มีขนแสกกลางที่ศีรษะ และขนที่แผงคอ แผ่นดุนลวดลายทำจากเงินและทองนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปสัญลักษณ์ของสิ่งใด สิ่งนี้เป็นความเชื่อเนื่องในวัฒนธรรมแบบทวารวดียุคแรก ๆ สัตว์ที่เป็นมงคลสัญลักษณ์ เหรียญรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะ เป็นโลหะผสมแผ่นบางรูปกลม ที่พบมี ๔ ขนาดแตกต่างกันไปอาจจะหมายถึงตามค่าของสิ่งของแลกเปลี่ยน ด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงแผ่รัศมี มีจุดไข่ปลาเรียงรอบขอบเหรียญ เครื่องประดับสำริด เท่าที่พบทำเป็นกำไลข้อมือเนื้อบางไม่มีการตกแต่ง ซึ่งอาจจะใช้เทคนิควิธีรีด ตี เชื่อมประสาน เนื้อโลหะสำริด กำไลข้อมือขนาดต่าง ๆ มีลวดลายประดับรูปครึ่งวงกลมขนาดเล็ก ๆ เรียงต่อกันเป็นแถวที่วงรอบนอก บางชิ้นมีลูกกระพรวนห้อยประดับอยู่ ๒-๓ ลูก แหวนขนาดต่าง ๆ ใช้ลูกกระพรวน ๒ ลูกประดับทำเป็นหัวแหวน เทคนิคการผลิตเครื่องประดับสำริดเช่นนี้ นับว่าซับซ้อนอยู่ไม่น้อย ลูกกระพรวนนั้นเป็นเทคนิควิธีการทำแบบแทนที่ขี้ผึ้ง ภาชนะดินเผา เนื้อดินคุณภาพไม่ดีนัก ลายขุด ลายเชือกทาบ และผิวเรียบ รูปทรงภาชนะเท่าที่พบเป็นรูปหม้อก้นกลม ภาชนะคล้ายชามขนาดต่าง ๆ เครื่องมือเหล็ก เนินโล่ง พื้นที่กว่า ๑๐ ไร่ พบเศษตะกรันแร่เหล็กกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ บางแห่งเห็นได้ชัดว่า เป็นพื้นที่ของการเตรียมย่อยหิน เตรียมแร่ เพื่อใช้ในการถลุง พื้นที่บริเวณนี้นับว่าเป็นแหล่งถลุงโลหะขนาดใหญ่ที่ถูกรบกวนจากมนุษย์น้อยมาก นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่พื้นที่แห่งนี้ อาจไม่ได้ใช้ผลิตโลหะเพียงแค่เหล็กอย่างเดียว เพราะพบก้อนแร่ตะกั่วรวมอยู่ด้วย ผลิตภัณฑ์จากชุมชนต้นน้ำแม่ลำพันเท่าที่พบ มีดังนี้ ใบหอกขนาดต่างๆ/ แท่งฉมวก/ ขวานต่อด้ามแบบสั้นและยาว/ แท่งเหล็กกลมตันหน้าตัดคล้ายแท่งชะแลง/ แท่งเหล็กกลมเรียวปลายแหลม/ ดาบยาวปลายด้ามทำเป็นรูปกลมเจาะรู ด้ามจับคงจะใช้แบบหุ้มพันด้าม/ ขวานแบบมีคมสองด้าน ตรงกลางมีรูปสำหรับสอดด้าม/ เตาสามขา เป็นเตาเหล็กที่คงสภาพสมบูรณ์มาก แสดงถึงความประณีตและวิธีคิดประดิษฐ์อันน่าทึ่งของผู้คนกลุ่มนี้ โบราณวัตถุที่พบบริเวณบ้านวังหาด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินคาร์เนเลียน และลูกปัดกาเกต พบมากในกลุ่มชุมชนโบราณบ้านแม่น้ำลำพัน วลัยลักษณ์ ได้นำลักษณะเด่นที่พบในกลุ่มแหล่งโบราณคดีต้นน้ำแม่ลำพัน มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์และตีความออกมาได้ ว่า ‘ชุมชนโบราณต้นน้ำแม่ลำพัน: ชุมชนผลิตเหล็กผู้ร่ำรวย’ ว่า ‘…บริเวณที่สูงทางตอนเหนือของจังหวัดสุโขทัยต่อแดนกับตากและลำปาง ยังไม่มีการพบแหล่งโบราณคดีในช่วงยุคเหล็กและทวารวดีมาก่อน อาจเรียกได้ว่า เป็นรอยต่อของห้วงเวลาระหว่างสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในบริเวณนี้ การค้นพบแหล่งโบราณคดีในกลุ่มต้นน้ำแม่ลำพัน จึงเป็นภาพต่อที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งในการสร้างภาพอดีตของดินแดนในประเทศไทย ชุมชนกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นพิเศษ คือเป็นชุมชนผลิตเหล็กและเป็นช่างฝีมือผู้ชำนาญในการผลิตเครื่องมือที่มีความประณีตรูปแบบต่าง ๆ จนเห็นได้ชัดว่า เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของท้องถิ่น นอกจากนี้ โบราณวัตถุที่พบร่วมกันแสดงถึงการติดต่อกับชุมชนภายนอกที่ห่างไกล ซึ่งอาจใช้ระบบการแลกเปลี่ยน เป็นสิ่งที่แน่ว่า ทรัพยากรในท้องถิ่นคือ เหล็กและเครื่องมือเหล็ก ต้องเป็นสินค้าสำคัญของชุมชน ลูกปัดแก้วลูกปัดหินที่นำมาจากแดนไกล เครื่องประดับที่เป็นรูปสัญลักษณ์และเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์และศรีวัตสะคือสิ่งแลกเปลี่ยน เป็นประจักษ์พยานได้ดีถึงการติดต่อดังกล่าว ในภาคกลาง ตั้งแต่ขอบบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ลงมาจนถึงลพบุรี เป็นพื้นที่ของชุมชนในช่วงสำริด-เหล็ก และชุมชนในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนก่อเกิดเป็นบ้านเมืองสมัยทวารวดีที่เห็นได้ชัดที่สุด ปลายยุคเหล็ก ประชากรน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้น กลุ่มชุมชนขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เคียงกันหลายๆ กลุ่ม พัฒนาไปสู่การมีศูนย์กลางชุมชนและการจัดระเบียบทางสังคมที่ซับซ้อนมากกว่าก่อน พร้อม ๆ กับการรับกระแสวัฒนธรรมจากอินเดียที่เข้ามาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งทางด้านศาสนาความเชื่อและสินค้ารูปแบบต่าง ๆ ช่วงเวลาแห่งพัฒนาการนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดบ้านเมืองที่เห็นชัดเจน เช่นที่ ออกแก้ว เบคถะโน หรืออู่ทอง บางท่านเรียกช่วงนี้ว่า สมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ ยุคที่ยังไม่ปรากฏรูปเคารพ ระยะเวลาราว ๑๐๐ AD.-๓๐๐ AD. บางท่านเรียกช่วงนี้ว่า ฟูนัน-สุวรรณภูมิ ราว ๓๐๐ AD.-๖๐๐ AD. เป็นห้วงเวลาก่อนจะเกิดเป็นรัฐทวารวดี (ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๗-๑๑) อย่างแท้จริง ชุมชนน้อยใหญ่ เกิดขึ้นมาในช่วงเวลานี้มากมาย ดังที่เคยเห็นว่าเป็นพัฒนาการเฉพาะในเขตภาคกลาง ส่วนพื้นที่เหนือขึ้นไปนั้นมองไม่เห็นสภาพการณ์อย่างนี้แน่ชัด กลุ่มชุมชนต้นน้ำแม่ลำพันนี้ คือข้อมูลซึ่งเป็นหลักฐานกลุ่มแรกที่แสดงให้เห็นขอบข่ายของสังคมที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน มีความสัมพันธ์กัน กินบริเวณลึกเข้าสู่ดินแดนภายในบริเวณลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำปิง มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า ขณะเดียวกันนั้น ผู้คนที่ต้นน้ำวังใกล้พระธาตุจอมปิง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชนโบราณต้นน้ำแม่ลำพันอีกด้วย (โดยดูจากรูปแบบของโบราณวัตถุและเครื่องมือเหล็ก) ย่อมแสดงให้เห็นถึงอาณาเขตของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชนในพื้นที่ห่างไกลผ่านที่สูงและเทือกเขาทางตอนเหนือสู่ที่ราบลุ่มในแอ่งลุ่มน้ำวัง ทำให้เห็นว่า ผู้คนในช่วงเวลานี้มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ มิใช่เป็นเพียงผู้คนในตำนานที่อยู่บนที่สูง (มิลักขุ) ที่เรามักใช้อธิบายถึงกลุ่มคนก่อนการสร้างบ้านแปงเมือง โดยเฉพาะในภาคเหนือกันโดยมาก…’ วลัยลักษณ์ ได้สรุปในบทความไว้ว่า กลุ่มชุมชนโบราณต้นน้ำแม่ลำพันเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมยุคเหล็กต่อเนื่องกับยุคแรกเริ่มรับวัฒนธรรมอินเดียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น เป็นผู้ชำนาญการทางการผลิตโลหะและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประณีตประโยชน์ใช้สอยสูงและทันสมัย นิยมใช้สิ่งของจากต่างถิ่น ซึ่งคงผ่านระบบการแลกเปลี่ยนผ่านคนกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับชุมชนโบราณอื่น ๆ แล้ว นับว่าเป็นกลุ่มผู้ผลิตผู้ร่ำรวย และไม่ใช่เป็นชุมชนที่ผลิตโลหะและเครื่องมือเครื่องใช้เพียงอย่างเดียว แต่มีการทำเกษตรกรรมด้วย ‘…ดังจะเห็นว่า มีพื้นที่การผลิตในหุบเขาสำหรับถลุงเหล็ก มีแหล่งชุมชนใกล้ลำน้ำแม่ลำพันบนพื้นราบสำหรับอยู่อาศัยและทำการเกษตร อันเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่น่าจะเรียกว่า ชุมชนโบราณ กลุ่มต้นน้ำแม่ลำพัน ชุมชนกลุ่มต้นน้ำแม่ลำพันร่วมสมัยกับชุมชนโบราณมากมายในเขตภาคกลาง ซึ่งมีพัฒนาการของชุมชนชัดเจน หากจะมองให้กว้างขึ้นไปอีก ความสัมพันธ์เหล่านี้แสดงออกถึงสังคมที่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ไม่ว่าจะภายในเขตประเทศไทยหรือดินแดนต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับแต่จีนตอนใต้ลงมา จนถึงชายฝั่งเวียดนาม และภาคกลางของไทย พลวัตแห่งความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเหล่านี้ ก่อให้เกิดรัฐและบ้านเมืองต่าง ๆ ในภายหลัง...’ อ้างอิง ‘ชุมชนต้นน้ำแม่ลำพัน’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑, มกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ‘เมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัย’ งานวิจัยของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ‘กําเนิดสุโขทัย รัฐแรกเริ่มของชนชาติไทยในสยามประเทศ’ บทบรรณาธิการโดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปีพ.ศ. ๒๕๖๒ อดีตในอนาคต ตอนที่ ๑๘ “นครรัฐสุโขทัยในสยามประเทศ” ประจำเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑ ‘จันเสนเมืองแรกเริ่มในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก สังคมและวัฒนธรรมจันเสน เมืองแรกเริ่มในลุ่มลพบุรี-ป่าสัก’ โดย ศรีศักร วัลลิโภดม ‘คนในสมัยก่อนสุโขทัย: มิติและมุมมองทางประวัติศาสตร์โบราณคดีจากอดีตถึงปัจจุบัน’ โดย ธีรศักดิ์ ธนูศิลป์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ ศูนย์ข้อมูลทวารวดี สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย กรมศิลปากร ‘โครงกระดูกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย’ โดย จารึก วิไลแก้ว นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๔๑ ฉบับที่ ๓ เดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๔๔
- ‘เชียงราย’ น้ำแม่กก หวนกลับไปสู่ภูมิวัฒนธรรมด้านน้ำในประวัติศาสตร์แอ่งเชียงราย
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2568 ‘เชียงราย’ น้ำแม่กก หวนกลับไปสู่ภูมิวัฒนธรรมด้านน้ำในประวัติศาสตร์แอ่งเชียงราย การเกิดอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายเมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา กระแสน้ำท่วมไหลผ่านได้ส่งผลกระทบถึง ๕๑,๓๕๓ ครัวเรือน เสียชีวิต ๔ คน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงราย สรุปสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ ๙-๑๒ กันยายน ซึ่งเป็นผลกระทบจากพายุยางิที่ทำให้ภาคเหนือมีฝนตกหนัก โดยเกิดน้ำท่วมและดินถล่มใน ๖ อำเภอ ๒๕ ตำบล ๑๒๕ หมู่บ้าน ๑ เทศบาลนคร (๒๒ ชุมชน) ตลาดชุมชนเศรษฐกิจ ๒ แห่ง รวมถึงร้านค้า-สถานประกอบการ ๙๒ แห่ง ทำให้นึกถึงบทความ ‘เวียงในเชียงรายความวิบัติภายใต้เงาทะมึนของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเมื่อ ๓๐ ปีผ่านมาแล้ว โดยนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นมาฉายภาพคาดเดาถึงความเป็นไปได้ของอนาคต และเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เชียงรายคราวนี้น่าจะเป็นคำตอบปรากฏชัดได้เช่นกัน สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ‘….เชียงรายคือหัวเมืองต่อแดนในภาคเหนือ รุ่งเรืองและร้างรามาหลายยุคหลายสมัย เป็นหน้าด่านตอนบนของล้านนาที่ปะปนไปด้วยผู้คนต่างเผ่าต่างชาติพันธุ์ ศูนย์รวมของความหลากหลายทางวัฒนธรรม…คือชีวิตที่เคยเป็นอยู่ ความผันเปลี่ยนของทุ่งราบแม่จัน-เชียงแสน-แม่สายในภาพรวมของเชียงรายเป็นไปภายใต้กระแสธารแห่งกาลเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา การปลูกข้าวยังเป็นกิจกรรมส่วนใหญ่ในเชียงราย การผลิตข้าวได้มากทำให้เชียงรายมีโรงสีเชิงพาณิชย์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานมากที่สุดในภาคเหนือ ทว่า ๑๐ ปีหลังจากนั้นเชียงรายกลับกลายเป็นจังหวัดที่ผลิตขิงอ่อนได้มากที่สุด เป็นการปลูกเพื่อส่งออกเพียงเพราะว่าขิงอ่อนที่เชียงรายถูกรสนิยมญี่ปุ่น นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มีการขยายตัวของธุรกิจเรียลเอสเตตในเชียงราย ทั้งการขายที่ดิน พัฒนาที่ดินและการก่อสร้างที่อยู่อาศัย เป็นผลพวงมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่คือการสร้างสนามบินนานาชาติเชียงราย โครงการพัฒนาดอยตุง ปีท่องเที่ยวไทย นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้าของรัฐบาลชาติชาย โครงการคาสิโนที่สามเหลี่ยมทองคำ ด้วยการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วขึ้น เชียงรายจึงเป็นบ้านหลังที่สองและสนามกอล์ฟของคนจากเมืองหลวง ถึงปัจจุบัน โรงสีขนาดเล็กในเชียงรายปิดกิจการลงหลายแห่ง ธุรกิจค้าข้าวไม่ให้ผลกำไรเหมือนก่อน ชาวนามีโอกาสกู้เงินจากแหล่งอื่นโดยไม่ต้องพึ่งโรงสี ความเคลื่อนไหวของราคาข้าวมาจากช่องทางข้อมูลข่าวสารที่เปิดกว้างขึ้น โรงสีใหญ่ที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่ ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกข้าวลดลง เพราะคนปลูกข้าวขายที่ดินของตนเอง ที่หมู่บ้านบ่อก้าง อำเภอแม่จัน มีนายทุนญี่ปุ่นมาเปิดกิจการโรงสีผลิตข้าวบาสมาติกเพื่อส่งออก ผืนดินอุดมของเชียงรายหล่อเลี้ยงไปถึงหมู่คนแข็งกระด้างในโลกอุตสาหกรรม ในคืนวันที่สถิติการซื้อขายรถกระบะและรถจักรยานยนต์ในเชียงรายพุ่งสูง ดอยจัน ดอยแห่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นดอยจันรีสอร์ท ห้ามบุคคลภายนอกเข้า หนองบงกายหรือทะเลสาบเชียงแสนกลายเป็นบึงขี่สกู๊ตเตอร์ ริมแม่น้ำโขงที่ดินมีค่าราวกับทองคำ เส้นทางโสเภณีเปิดด้วยนโยบายสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ห้าเชียง เชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง....’ เมืองโบราณเชียงรายมีศูนย์กลางที่สำคัญ ๒ แห่งคือ ดอยจอมทองและวัดกลางเวียง ดอยจอมทองเป็นศูนย์กลางดั้งเดิมของเมือง ในขณะที่วัดกลางเวียงเป็นศูนย์กลางที่เกิดขึ้นในภายหลังในยุคที่เมืองเริ่มเติบโต สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยพบโบราณสถานจำนวนมากบริเวณค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งแสดงถึงการพัฒนาทางศาสนาและวัฒนธรรมของเมืองในอดีต น้ำแม่กก ซึ่งคำว่า กก เป็นภาษาไทยถิ่นเหนือ หรือเรียกโดยทั่วไปว่า แม่น้ำกก เป็นสายน้ำสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของเมืองเชียงราย ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของเมืองเชียงรายที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการจัดการน้ำและการพัฒนาเมืองของผู้คนในพื้นที่เชียงรายตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะการตั้งเมืองเชียงรายในสมัยพญามังราย ซึ่งเลือกสร้างเมืองที่ดอยจอมทอง เป็นศูนย์กลาง หรือ ‘สะดือเมือง’ ของเชียงราย เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐาน นอกจากนี้ แม่น้ำกกยังเป็นเส้นทางการค้าและการคมนาคมที่สำคัญเชื่อมต่อเชียงรายกับเมืองโบราณอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางแม่น้ำกกตามธรรมชาติและจากการขุดคลองเพื่อเบี่ยงเส้นทางในช่วงประวัติศาสตร์ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการขุดลำน้ำใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ในสมัยพระยาราชเดชดำรงและหมอบริดจ์ เพื่อเบี่ยงเส้นทางน้ำและสร้างระบบน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองเชียงราย การขุดคลองนี้ทำให้เกิดเกาะลอย ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างเส้นทางน้ำใหม่ ภาพรวมโครงสร้างทรัพยากรน้ำ น้ำแม่กก เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่มีแม่น้ำสายสำคัญ ส่วนใหญ่จะไหลไปทางทิศเหนือ โดยจะไปรวมกับแม่น้ำโขงทั้งหมดทั้งสิ้น ซึ่งมีแม่น้ำสายสำคัญ ดังนี้ น้ำแม่กก น้ำแม่ลาว น้ำแม่อิง น้ำแม่จัน แม่น้ำโขง น้ำแม่คำ แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ต้นน้ำเกิดในประเทศพม่า ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำโขงที่หมู่ที่ ๑ บ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทย และประเทศพม่า ในระหว่างนี้แม่น้ำรวกจะไปรวมกับแม่น้ำสายที่ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย อีกด้วย น้ำแม่กก เป็นแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำตอนเหนือของเมืองกก จังหวัดเชียงตุง ภายในอาณาเขตของรัฐฉานในประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำแม่กก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไหลมาเรื่อย ๆ จนผ่านตัวอำเภอเมืองเชียงราย หลังจากนั้นก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณสบกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีความยาว ๒๘๕ กิโลเมตร (ในประเทศไทยยาว ๑๓๐ กิโลเมตร) ลำน้ำสาขาที่สำคัญ ได้แก่ น้ำแม่ฝาง น้ำแม่ลาว น้ำแม่กรณ์ และน้ำแม่สรวย เมืองโบราณในแอ่งที่ราบเชียงรายในตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ ของล้านนากล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแอ่งที่ราบแห่งนี้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ รวมทั้งในตำนานท้าวฮุ่ง-ท้าวเจือง ก็ทำให้เห็นภาพของกลุ่มบ้านเมืองบริเวณนี้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ น้ำแม่กก หรือแม่น้ำกก ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-แม่น้ำกก จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิวา ศุภจรรยา อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากการสำรวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากร พบเมืองโบราณในแอ่งเชียงรายมากกว่า ๑๒๐ เมือง และบริเวณที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเมืองโบราณอีกประมาณ ๔๐ แห่ง เมืองโบราณสำคัญแต่ละแห่ง มักมีระยะห่างจากเมืองใหญ่อีกแห่งที่ใกล้ที่สุด ค่อนข้างเป็นระยะแน่นอน คือ ๓๐ หรือ ๖๐ กิโลเมตร โดยมีชุมชนเล็ก ๆ ที่เรียกในตำนานต่าง ๆ ว่า บ้าน กระจายตัวอยู่ตามเส้นทางสัญจร เมืองเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามแนวขอบของแอ่งที่ราบ หรือบริเวณที่เป็นเชิงเขา แต่ไม่ห่างจากแม่น้ำสายหลักมากนัก โดยพื้นที่เหล่านี้จะไม่ได้รับผลกระทบในฤดูน้ำหลาก และยังสะดวกต่อการติดต่อคมนาคมและการค้ากับเมืองอื่น ๆ เมืองโบราณในแอ่งที่ราบเชียงราย ที่มา: กรมศิลปากร-กลุ่มเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ลุ่มน้ำกก เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญของเมืองโบราณในภูมิภาคนี้อีกที่หนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ นัก-ประวัติศาสตร์ชื่อดัง เชื่อว่าลุ่มแม่น้ำกกเป็นศูนย์กลางสำคัญของสังคมและอารยธรรมก่อนปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ชื่อแม่น้ำอาจมาจากต้นกกที่ขึ้นอยู่โดยรอบ หลักฐานทางโบราณคดีที่มาสนับสนุนแนวคิดนี้ มีการพบซากเมืองโบราณกว่า ๓๐ แห่งตามสองฝั่งแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซากเมืองเหล่านี้คาดว่าสร้างขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่มีการอยู่อาศัยของชนชาติไต-ไทในพื้นที่นี้มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ศูนย์กลางการปกครองได้ย้ายจากแม่น้ำสายมาสู่แม่น้ำกก และขยายอิทธิพลลงทางใต้ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพญามังราย กษัตริย์แห่งเมืองเงินยาง สร้างเมืองเชียงรายในปี พ.ศ. ๑๘๐๕ และต่อมาในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ได้ย้ายเมืองหลวงลงมาสร้างเชียงใหม่ริมแม่น้ำปิง นับแต่นั้นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนาก็ย้ายจากลุ่มแม่น้ำกกมาสู่ลุ่มแม่น้ำปิง และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่ถูกบันทึกไว้ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมและอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่สบกก สามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สองพ่อลูกได้เคยเดินทางร่วมกันไปสำรวจทางโบราณคดีและภูมิวัฒนธรรมในแถบจังหวัดภาคเหนือเมื่อหลายทศวรรษก่อน ทำให้ต้องไปค้นข้อมูล ‘๓ บทรัฐสุวรรณโคม’ ในบทความ 'สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน' ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒ เล่มที่ ๔ เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งให้ภาพของภูมิศาสตร์เมืองเชียงราย โดยเฉพาะด้านแม่น้ำผ่านตำนานและพงศาวดารตามภูมิศาสตร์โบราณคดี โดยเฉพาะ ‘ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ’ ‘….เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ กรมศิลปากรตีพิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๒ เรื่องตำนานเมืองสุวรรณโคมคำออกเผยแพร่ ข้าพเจ้าสนใจอ่านแล้วอ่านเล่าอยู่หลายปี ทั้งหาโอกาสไปศึกษาพิจารณาภูมิประเทศในเนื้อเรื่อง เท่าที่สามารถจะกระทำได้ไปด้วย จึงถากกระพี้ คือข้อความที่แฝงอยู่ในสำนวนเทศนาออกใต้ เหลือแต่แก่นอันเป็นความสำคัญของเรื่องราว ทำให้ทราบว่า ตำนานเรื่องนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มนุษย์ในสมัยโบราณนานไกล....’ การอธิบายภูมิศาสตร์ทางหนองน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำ มหาสมุทร จากดินแดนทางตอนใต้ของจีน อาจารย์มานิต ได้สังเคราะห์ฉายภาพให้เห็น โดยใช้พื้นฐานของตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ‘….ในบทสามรัฐได้ อธิบายไว้แล้วว่า แม่น้ำแตกหลวง คือแม่น้ำคงไหลไปลงอ่าวตังเกี๋ย และแม่น้ำแตกน้อยคือแม่น้ำคำไหลจากหนองกระแสน้อย (สระลูกที่ ๒) ไปร่วมกับแม่น้ำแดงลงอ่าวตังเกี๋ย เมื่อรู้จักหนองใหญ่ทั้งคู่ที่กล่าวชื่อมาแล้ว จะได้หาตำแหน่งของหนองใหญ่ในทิศอาคเนย์ (สระลูกที่ ๓) ต่อไป หนองนี้มีจุดสำคัญกล่าวในตำนานคือห้วยคำอยู่ข้างทิศเหนือกับแม่น้ำกุกะนที (กุกกุฏ นที) คือแม่น้ำกกอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห้วยคำหรือแม่น้ำคำ ตั้งต้นมาแต่หนองน้ำอ่างบนดอยมาแตะ ไหลผ่านดอยต่าง ๆ มายังดอยแม่สแลบ ซึ่งอยู่ทางใต้ของดอยตุง ลงสู่พื้นที่ราบที่บ้านเวียงสา อำเภอแม่จัน ผ่านถนนพหลโยธิน (แม่จัน-แม่สาย) ที่บ้านแม่คำ ไหลไปยังตะวันออกเฉียงเหนือผ่านบ้านแม่คำ หนองบัวและบ้านร้องข่าง ณ ที่นี้มีลำน้ำแม่จันมาลงร่วม แล้วโค้งลงใต้ผ่านถนนพหลโยธิน (แม่จัน เชียงแสน) หลังอำเภอเชียงแสน ผ่านดอยจันไปออกแม่น้ำโขงที่บ้านสบคำข้างเหนือเมืองเวียงปรึกษา โบราณสถานถ้ำพระ อยู่เชิงดอยถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-โบราณสถานถ้ำพระ เหนือบ้านแม่คำขึ้นไปตามถนนพหลโยธิน (แม่จัน-แม่สาย) ระยะหนึ่งทางฝั่งตะวันตก ห่างถนนเข้าไปประมาณ ๑ กิโลเมตรเศษ มีชื่อถ้ำปลา ปัจจุบันจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง มีลำธารไหลออกจากถ้ำนี้ เรียกว่า ห้วยน้ำล้ำ ไหลไปทางทิศตะวันออกติดต่อกับลำน้ำแม่มะ ถ้ำปลาน้ำ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ำกุ่ม ซึ่งในตำนานเรียก ถ้ำกุมภ์ เล่าเป็นนิทานว่าเป็นที่พระทำภัตตกิจของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ส่วนแม่น้ำกุกะนทีหรือแม่กกนั้น ต้นน้ำมาจากเมืองสาดในแดนไทยใหญ่ ประเทศพม่า ผ่านเทือกเขามายังดอยหลักแต่ง ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลผ่านบ้านท่าตอนและสบฝาง อันเป็นจุดที่แม่น้ำฝางลงร่วมกับแม่น้ำกก แล้วโค้งไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านดอยต่าง ๆ มาจนถึงดอยถ้ำพระ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองเชียงราย จากเมืองเชียงรายไหลขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนออกบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บ้านสบกกข้างใต้เวียงปรึกษา ลักษณะภูมิประเทศตั้งแต่ดอยถ้ำพระ อำเภอเมืองเชียงราย ตลอดมาจนท้องที่อำเภอแม่จันฝ่ายตะวันออกเฉียงใต้กับอำเภอเชียงแสนฝ่ายใต้เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ แสดงว่าครั้งบรมโบราณเคยเป็นเวิ้งน้ำใหญ่ แล้วต่อมาได้แห้งตื้นเขินเป็นที่ราบเหมาะแก่การกสิกรรม ส่วนที่ยังเหลือเป็นร่องน้ำคือ ลำน้ำแม่กก ลำน้ำแม่ลาว ลำน้ำแม่ฮาง ฉะนั้น ท้องทุ่งราบนี้คือ หนองน้ำทิศอาคเนย์ ในตำนานเล่าว่า พระยาศรีสัตตนาคขุดควักจากหนองกระแสหลวงลงมายังหนองน้ำใกล้ถ้ำกุมภ์เกิดเป็นแม่น้ำขลนที (ขรนที) ผู้แต่งตำนานสมมติเอากระแสน้ำที่ไหลเซาะแผ่นดินคดเคี้ยวคล้ายงูเลื้อยเป็นนาคราชจึงตรวจดูในแผนที่ พบที่หนองกระแสหลวงตอนใต้มีลำน้ำไหลออกมาติดต่อกับแม่น้ำโขง (ลานฉาง) ก็ทราบได้ว่าในแม่น้ำโขงช่วงนี้เรียกแม่น้ำชลนที อันแม่น้ำโขงนั้นเป็นลำน้ำใหญ่ไหลผ่านมาแต่ประเทศจีนตอนเหนือลงมายังแคว้นยูนนาน ดังนั้นลำน้ำช่วงนั้นคือแม่น้ำมหิ ตำนานกล่าวอีกว่า พระยาศรีสัตตนาคได้ขุดควักลำน้ำอีกสายหนึ่งทางทิศอาคเนย์ เรียกแม่น้ำอู แม่น้ำอูนั้นไหลมาแต่ข้างเหนือของเมืองอูเหนือ เมืองอูใต้ ผ่านเมืองพงสาลี เมืองหัน ปากอู เมืองหลวงพระบาง เมืองปากสาย ออกบรรจบแม่น้ำโขงที่บ้านปากเหือง ตรงข้ามอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ฉะนั้น ดินแดนประเทศจีนลงมาจนภาคเหนือของประเทศไทยสยาม แคว้นตังเกี๋ย (เวียดนาม) โดยถือแม่น้ำแดงแม่น้ำดำเป็นสำคัญ และแคว้นหลวงพระบางเป็นอุตรกุรุทวีป รวมความว่าภาคกลางของประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ประเทศจีน แคว้นตังเกี๋ย พื้นที่ส่วนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่กับเชียงราย และแคว้นหลวงพระบาง เป็นทวีปทั้ง ๔ ของตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ โดยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า ตำนานเรื่องนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์โบราณว่าโดยเฉพาะท้องที่ซึ่งเรียกหนองน้ำทิศอาคเนย์ในจังหวัดเชียงรายนั้น จะตื้นเขินเป็นทุ่งไร่ทุ่งนามาแต่เมื่อใด ไม่อาจพูดได้ เพราะไม่มีความรู้ทางธรณีวิทยา แต่พื้นที่ตั้งแต่สบรวกลงมาจนบ้านแซวในอำเภอเชียงแสนใกล้ลำน้ำแม่คำ แม่กกนั้น ได้มีการขุดค้นพบเครื่องมือสมัยหินเก่าและหินใหม่ แสดงว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่มาแล้วเป็นพัน ๆ ปี อนึ่งที่ดอยถ้ำพระ อันเป็นตำแหน่งที่แม่น้ำกกผ่านเข้ามาในเขตอำเภอเมืองเชียงรายนั้น เมื่อก่อน พ.ศ. ๒๔๗๕ ดร.พริทซ์ สารสิน เคยขุดค้นในถ้ำพบเครื่องมือหินรุ่นเก่า มนุษย์พวกนี้มีเรื่องราวประการใด นอกจากจะเป็นตำราภูมิศาสตร์ แล้ว ตำนานเมืองสุวรรณโคมคำยังเป็นประวัติศาสตร์มนุษย์ในสมัยโบราณนานไกล....’ เมื่อพิจารณาตามภูมิวัฒนธรรมของอาจารย์มานิต มาเทียบกับลุ่มน้ำกกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำลำดับที่ ๓ จาก จำนวน ๒๕ ลุ่มน้ำหลักของประเทศไทย โดยมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาทางเหนือในรัฐเชียงตุง สหภาพเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วไหลไปทางทิศตะวันออกผ่านอำเภอแม่อาย เข้าสู่อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงราย จากนั้นไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่อำเภอเชียงแสน แล้วไหลสู่แม่น้ำโขง ที่บ้านสบกก ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ความยาวประมาณ ๒๘๕ กิโลเมตร ส่วนที่อยู่ในประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มน้ำ ๗,๓๐๐ ตารางกิโลเมตร ลุ่มน้ำกก แบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาออกเป็น ๔ ลุ่มน้ำสาขา คือ ลุ่มน้ำแม่ฝาง ลุ่มน้ำแม่ลาว ลุ่มน้ำแม่สรวย และลุ่มน้ำกกตอนล่าง เปิดข้อมูลจากประวัติศาสตร์การพัฒนาแคว้นโยนก ที่ราบลุ่มน้ำกก พบว่า แคว้นโยนก ตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำหลายแห่ง ในเขตจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ตอนเหนือ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำลาว และแม่น้ำโขง ซึ่งเรียกรวมกันว่า ที่ราบลุ่มเชียงราย เคยมีร่องรอยของคนที่มาอยู่อาศัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีร่องรอยคูน้ำคันดิน โดยเป็นชุมชนโบราณกระจายไปทั่ว ซึ่งพบมากถึง ๑๐๕ แห่ง โดยเขตพื้นที่ที่พบมากที่สุดในอำเภอเมืองฯ และอำเภอเวียงชัย มากที่สุดถึง ๕๕ แห่ง จึงมีตำนานต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ตำนานสุวรรณโคมคำ ตำนานสิงหนวัติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฯลฯ โดยในระยะแรกของแคว้นโยนกและหิรัญนครเงินยาง ประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มเชียงรายและใกล้เคียงคือ เมืองเงินยาง เมืองฝาง เมืองสาด เมืองหางรังรุ้ง และเมืองจวาดน้อย ต่อมาได้ขยายเมืองให้ไกลออกไปยังเชียงของ เมืองยอง และเลยจดไปถึงกลุ่มเมืองในเขตสิบสองปันนา เขาขุนน้ำนางนอน: ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจากหลักฐานของการสร้างบ้านแปงเมืองในภูมิวัฒนธรรมของดินแดนล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ปรากฏตามที่ลาดลุ่มและที่ราบลุ่มในบริเวณระหว่างเขา [Intermountain Area] ที่เรียกว่า หุบ [Valley] และแอ่ง [Basin] นั้น ได้ขยายภาพของแอ่งเชียงแสนไว้อย่างเข้าใจและมองเห็นภาพกว้างของเมืองโบราณในแถบนี้ว่า ดอยขุนน้ำนางนอน แอ่งเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ‘….เขาขุนน้ำนางนอนเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสนในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มโอบล้อมด้วยภูเขาทุกด้าน ด้านตะวันตกคือเขาขุนน้ำนางนอนที่เป็นขอบของเทือกเขาแดนลาวที่เป็นพื้นที่ของรัฐฉานในเขตประเทศพม่าทางเหนือ เป็นเขาที่อยู่ในเขตพม่าที่มีลำน้ำสายและลำน้ำรวกมาสบกันเป็นลำน้ำใหญ่ไหลผ่านที่ลาดลุ่มทางตอนเหนือของแอ่งเชียงแสนไปออกแม่น้ำโขงทางตะวันออกที่ตำบลสบรวก หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ ลำน้ำรวกคือเส้นเขตแดนที่แบ่งเขตประเทศไทยออกจากประเทศพม่า ภาพถ่ายทางอากาศเวียงพางคำที่แม่สาย ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่มา: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๑๑๙ จากสบรวกลงมาทางใต้จนถึงปากลำน้ำแม่คำใกล้กับเมืองเชียงแสน มีเขาเตี้ย ๆ ทำหน้าที่เป็นขอบของแอ่งเชียงแสนก่อนที่จะถึง บริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขงและตอนปลายเขากลุ่มนี้ซึ่งเป็นที่ลาดลุ่มชายขอบลงแม่น้ำโขง ลำน้ำรวก และเมืองเชียงแสนทางตอนล่างที่ใกล้กับปากลำน้ำแม่คำทางด้านใต้ของแอ่งเชียงแสน มีกลุ่มเขาเตี้ย ๆ จากอำเภอแม่จัน เป็นขอบแอ่งเป็นบริเวณที่มีลำน้ำสองสายจากทางตะวันตกผ่านแอ่งเชียงแสนมาออกแม่น้ำโขงใต้เมืองเชียงแสนลงมา ลำน้ำทั้งสองนี้คือ ‘ลำน้ำแม่จัน’ กับ ‘ลำน้ำแม่คำ’ ลำน้ำแม่จันไหลผ่านช่องเขาทางใต้ของเขาขุนน้ำนางนอน เลียบกลุ่มเขาแม่จันมาสมทบกับลำน้ำแม่คำที่ไหลมาจากขุนน้ำนางนอนกลายเป็นลำน้ำแม่คำไหลผ่านเมืองเชียงแสนไปออกแม่น้ำโขงที่ปากคำ กลุ่มเขาของแม่จันจากอำเภอแม่จันมาออกปากลำน้ำคำนี้คือ ทิวเขาที่กั้นบริเวณแอ่งเชียงแสนของลำน้ำแม่สาย ลำน้ำคำและลำน้ำแม่จันออกจากลุ่มน้ำแม่กกที่นับเนื่องเป็นบริเวณแอ่งเชียงรายที่มีลำน้ำแม่ลาวและแม่กกรวมไหลกันมาออกแม่น้ำโขงที่ตำบลสบรวก อาจกล่าวได้ว่า ‘ทิวเขาแม่จัน’ นี้คือ สันปันน้ำที่แบ่งแอ่งเชียงรายออกจากแอ่งเชียงแสน แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าการแบ่งสันปันน้ำก็คือ ทางเชิงเขาฟากฝั่งแอ่งเชียงรายเป็นที่ลุ่มต่ำเต็มไปด้วยหนองบึงที่เรียกว่า ‘หนองหล่ม’ คือหนองที่มีน้ำซับหรือน้ำใต้ดินที่มีระดับน้ำไม่คงที่ เช่น เวลาฝนตกและมีน้ำใต้ดินมากน้ำอาจท่วมท้นทำให้เกิดน้ำท่วมดินถล่มกลายเป็นทะเลสาบได้ หรือเมื่อน้ำใต้ดินลดน้อยลงแผ่นดินโดยรอบก็จะแห้งกลับคืนมา ทำให้คนเข้าไปตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยโดยรอบของหนองหรือทะเลสาบนั้นได้ ในการศึกษาทางภูมิวัฒนธรรมของการสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงแสนจากตำนานของข้าพเจ้าและบิดาคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม พบว่าแอ่งเชียงแสนเป็นที่เกิดของเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของคนไทยสองเมือง คือ ‘เมืองเวียงพางคำ’ เชิงที่ราบลุ่มของเขาขุนน้ำนางนอนที่อยู่ขอบเขาใกล้กับลำน้ำแม่สายที่อยู่ทางตอนเหนือของแอ่งเชียงแสนกับ ‘เมืองเวียงหนองหล่ม’ ที่อยู่ชายขอบทิวเขาแม่จันทางฟากลุ่มน้ำแม่กกซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแอ่งเชียงแสน ตำนานที่กล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองที่ว่านี้เป็นตำนานของคนสองเผ่าพันธุ์ คือ ‘คนไทย’ และ ‘คนลัวะ’ ตำนานของคนไทยคือ ‘ตำนานสิงหนวัติ’ ส่วนตำนานของคนลัวะคือ ‘ตำนานเกี่ยวกับปู่เจ้าลาวจก’ ความต่างกันของตำนานทั้งสองก็คือตำนานของคนไทยคือตำนานของคนที่เข้ามาในแอ่งเชียงแสนจากภายนอก ในขณะที่ตำนานปู่เจ้าลาวจกเป็นตำนานของคนที่มีถิ่นฐานอยู่ในแอ่งเชียงแสนมาก่อน ตำนานของคนลัวะตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูง เช่น เชิงเขาและเขาเตี้ย ๆ ส่วนของคนไทยตั้งหลักแหล่งในที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำน้ำและหนองบึง และคนเหล่านี้ก็เข้ามาพร้อมกันกับความเชื่อในเรื่องของผีบนท้องฟ้า เช่น ผีแถนและพญานาคที่เป็นเจ้าของแผ่นดินและน้ำ ดังเช่นบริเวณใดที่เป็นหนองบึงที่มีน้ำซับก็จะเชื่อว่าเป็น ‘รูของพญานาค’ เมื่อมาผสมกับความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้วก็มักจะสร้างพระมหายอดเจดีย์ ณ ตำแหน่งที่เป็นรูของพญานาค ให้เป็นหลักของบ้านและเมือง ส่วนความเชื่อของคนลัวะไม่มีเรื่องผีบนฟ้า เช่น ผีแถน ผีฟ้า และพญานาค ซึ่งเป็นสัตว์เนรมิต แต่เชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนดินและสัตว์ธรรมชาติที่เป็นสัตว์กึ่งน้ำกึ่งบก เช่น งู ปลาไหล จระเข้ ตะกวด เหี้ย ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งความเชื่อในเรื่องผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชายในสังคม เช่น ผู้ที่เป็นเจ้าเมืองและปกครองคนคือผู้ที่เป็นหญิง ฯลฯ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ศึกษาและสำรวจมาเกี่ยวกับคนลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สูงตามเขาและเนินเขาเหล่านี้พบว่า ระบบความเชื่อของคนลัวะได้พัฒนาขึ้นเป็น ‘ระบบหินตั้ง’ [Megalithic] คือ มีการแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ธรรมดาสาธารณ์ด้วยแท่งหิน ก้อนหิน หรือแผ่นหิน รวมทั้งการกำหนดลักษณะภูเขา ต้นไม้ เนินดิน ให้เป็นแหล่งที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การกำหนดให้เป็นที่ฝังศพของคนสำคัญ หรือไม่ก็เป็นบริเวณที่สัมพันธ์กับการอยู่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติ และพื้นที่ในการมาประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ฯลฯ การฝังศพของบุคคลสำคัญมักจะถูกกำหนดให้ฝังไว้ในที่สูง ที่ไม่ไกลจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะเป็นโขดหิน เพิงหิน หรือกองหินสามก้อนหรือสามเส้าที่อาจจะเป็นก้อนหินธรรมชาติหรือเป็นของที่เคลื่อนย้ายจากที่อื่นมาประดิษฐานไว้ ในขณะที่บริเวณที่ฝังศพจะทำให้เป็นเนินดินล้อมเป็นรูปกลมหรือรูปเหลี่ยม รวมทั้งนำแท่งหินหรือก้อนหินมาปักรอบในระยะที่ห่างกันเป็นสี่ก้อนหรือมากกว่านั้น โดยไม่กำหนดตามจำนวนอย่างใด และบริเวณที่วางศพก็จะมีเครื่องเซ่นศพที่อาจจะเป็นเครื่องประดับ อาวุธ และภาชนะดินเผารวมทั้งเครื่องใช้บางอย่าง คนที่อยู่ในที่สูง เช่น พวกลัวะที่กล่าวมานี้ตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่มากมายตามเขาต่าง ๆ ในเขตแคว้นล้านนา อาจแบ่งออกได้เป็นหลายเผ่า [Tribes] แม้ว่าจะเป็นชาติพันธุ์เดียวกันก็ตาม บางเผ่ามีพัฒนาการทางสังคมและการเมืองใหญ่โตเป็นเมืองเป็นรัฐ [Tribal State] เกิดขึ้นมา ซึ่งแลเห็นได้จากการสร้างเนินดินที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบเป็น “เวียง” ขึ้นเพื่อการอยู่อาศัย การจัดการน้ำและการป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรู….’ สำหรับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของชุมชนเมืองเก่าเชียงราย สามารถแบ่งเป็นช่วงดังนี้ ช่วงที่ ๑ การกำเนิดเมืองเชียงรายในยุคราชวงศ์มังราย กับความสำคัญของกลุ่มดอยขนาดเล็กกลางเมือง (ปี พ.ศ. ๑๘๐๕–พ.ศ. ๒๑๐๐ / ๒๙๕ ปี) ช่วงที่ ๒ การย้ายจุดศูนย์กลางเมืองเชียงรายในยุคราชวงศ์มังราย สู่ตัวเมืองเชียงรายในยุครัตนโกสินทร์ (ปี พ.ศ. ๒๑๐๑-พ.ศ. ๒๔๗๗ / ๓๗๖ ปี) ช่วงที่ ๓ ย่านภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงสงครามโลกมหาเอเชียบูรพา สู่การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน (ปี พ.ศ. ๒๔๗๘-ปัจจุบัน ) โบราณสถานในเมืองเชียงราย ทั้งดอยถ้ำพระ พระธาตุดอยจอมทอง วัดพระแก้ว และกำแพงเมือง-คูเมืองเชียงราย มีการใช้งานตลอดระยะเวลาตั้งแต่สมัยล้านนาจนถึงปัจจุบัน จึงถูกดัดแปลงปรับเปลี่ยนตลอดมา จนไม่ทราบลักษณะดั้งเดิมเมื่อสมัยแรกสร้างแล้ว พระธาตุดอยจอมทอง อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงราย ที่มา: มิวเซียมไทยแลนด์-พระธาตุดอยจอมทอง โบราณสถานเกือบทั้งหมดที่ค้นพบยังไม่เคยได้รับการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี ขอบเขตของเมืองเชียงรายนั้น ดร. ฮันส์ เพนธ์ สันนิษฐานไว้ว่าเมื่อแรกสถาปนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีขนาดไม่ใหญ่นัก มีกำแพงเมืองเก่าเป็นอิฐเพียงบริเวณตีนดอยจอมทองเท่านั้น นอกนั้นเป็นกำแพงดินและอาศัยแม่น้ำกกเป็นคูเมือง เมืองเชียงรายจากหลักฐานทางโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานแรกเริ่ม–สมัยล้านนา โดยเฉพาะในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาเนิ่นนาน โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหินที่ถ้ำพระ เป็นเครื่องมือแบบไซแอเมียน (Siamian) ในยุคหินเก่า แบบเดียวกับที่พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งโบราณคดีที่บ้านผาหมู อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และแหล่งโบราณคดีในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พบเศษภาชนะดินเผา และเครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ สรุปว่าคนที่อาศัยอยู่นี้เป็นกลุ่มชนล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ หลุมขุดค้นทางโบราณคดีในค่ายเม็งรายมหาราช ที่มา: กรมศิลปากร-สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ส่วนในเอกสารประวัติศาสตร์ พบการกล่าวถึงเมืองเชียงรายในพื้นเมืองเชียงแสน ฉบับรวบรวมและปริวรรตโดย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ตั้งแต่สมัยตำนานจนถึงสมัยล้านนาและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เริ่มจาก ลวจังกราช (พ.ศ.๑๑๘๒-๑๓๐๔) ได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองแห่งหนึ่งขึ้นในบริเวณที่พบช้างป่าใหญ่ แล้วเรียกชื่อเมืองแห่งนี้ว่า ‘เวียงเชียงรอย’ ซึ่งภายหลังคำว่าเชียงรอยได้แผลงไปเป็น ‘เชียงราย’ ตำนานยังเล่าอีกว่า ปี พ.ศ. ๑๔๓๘ พญาเรือนแก้วผู้ครองเมืองไชยนารายณ์ทรงสร้างพระธาตุขึ้น บนยอดดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกกในเขตตัวเมืองเชียงราย ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๕๘๗ ท้าวกีฅำลาน เจ้าเมืองแคว้นกาวได้ยกทัพมารบกับลาวจังกวาเรือนฅำแก้วที่กลางทุ่งเชียงราย ลาวจังกวาเรือนฅำแก้วพ่ายแพ้ ชาวเชียงรายเสียแม่ทัพ เมืองแตก ทิ้งเมืองไป ทำให้เมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้างไป จนกระทั่งพญามังราย เสด็จประพาสป่าพร้อมกับบริวาร พบเมืองเชียงรายร้าง ทางใต้ของเวียงเงินยาง มีความพึงพอใจ จึงได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ และประทับอยู่เมืองเชียงรายนี้ ไม่ได้กลับไปยังเมืองเงินยางอีก โอรสของพระองค์คือ พญาไชยสงครามก็ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรายนี้จนสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นบทบาทของเมืองเชียงรายก็ลดน้อยลง กษัตริย์ทรงโปรด ให้ขุนนางปกครองเมืองแห่งนี้แทน แต่ยังคงปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเชียงรายด้านพุทธศาสนาในสมัยล้านนาอยู่ ดังเช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน เกิดฟ้าผ่าองค์เจดีย์วัดป่าเยี้ยะ ได้พบพระแก้วมรกตในองค์เจดีย์นั้น วัดป่าเยี้ยะจึงถูกเรียกว่าว่าวัดพระแก้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จารึกดอยถ้ำพระเป็นหลักฐานแสดงถึงประเพณีการนำพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ยังถ้ำพระ ในปี พ.ศ. ๒๐๒๗ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีประเพณีนี้มาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ถ้ำพระจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยล้านนา ความก้าวหน้าของการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีเมืองโบราณเชียงราย ได้มีการดำเนินการเป็นรูปเป็นร่างในทางวิจัยและวิชาการมากขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ มีโอกาสได้ดำเนินการทางโบราณคดีในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ ๓๗ ค่ายเม็งรายมหาราช ทำให้ได้ข้อมูลทางโบราณคดีที่สำคัญของเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้น หลักฐานใหม่จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองเชียงราย เมื่อมณฑลทหารบกที่ ๓๗ ค่ายเม็งรายมหาราชได้แจ้งมายังสำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ว่า พบโบราณวัตถุในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย ในพื้นที่ค่ายฯ จึงขออนุเคราะห์เจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการทางโบราณคดี ด้วยการขุดค้นขุดแต่งโบราณสถานดอยเจดีย์ และสำรวจทางโบราณคดีในพื้นที่ค่ายฯ ทั้งหมด ผลจากการศึกษาทางโบราณคดีเบื้องต้นพบแหล่งโบราณคดี ทั้งประเภทที่เป็นศาสนสถานและแหล่งที่อยู่อาศัย โดยพื้นที่บนเขาเป็นที่ตั้งของศาสนสถาน ทั้งที่ตั้งอยู่บนยอดเขาและกลางเนินเขา ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังเป็นทำเลที่สามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้ ใช้สังเกตการณ์ได้เป็นอย่างดี ส่วนพื้นที่ราบเป็นพื้นที่ชุมชนหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดีอย่างหนาแน่นในบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกกองร้อยของค่ายฯ เช่น กล้องยาสูบดินเผา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนเครื่องเคลือบทั้งจากเตาในล้านนาและจากแหล่งเตาในประเทศจีน นอกจากนั้น ยังมีบริเวณที่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย พบหลักฐานทางโบราณคดีบนผิวดินเป็นสิ่งของเครื่องใช้ ประเภทภาชนะแบบเคลือบสีเขียว เช่น ฝากระติกและผางประทีป จากแหล่งเตาวังเหนือ ไห กระปุก และพาน จากแหล่งเตาพาน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณนั้น คงเป็นผู้มีฐานะสูงหรือมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เนื่องจากคนทั่วไปจะใช้ภาชนะดินเผาเนื้อดินที่พบโดยทั่วไปมากกว่า โบราณสถานที่พบเกือบทั้งหมดก่อสร้างด้วยอิฐ ยกเว้นเพียงแห่งเดียว ที่ใช้ศิลาแลงก่อ ซึ่งปัจจุบันสำรวจพบแหล่งตัดศิลาแลงที่บ้านป่าอ้อดอนไชย แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงขนาดของแหล่งฯ ว่ามีความสามารถในการผลิตมากน้อยเท่าไร อาจเป็นไปได้ว่ามีแหล่งตัดศิลาแลงในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมากกว่าหนึ่งแห่ง เนื่องจากมีโบราณสถานหลายแห่งในเมืองเชียงแสน และโบราณสถานในอำเภอเทิงที่ใช้ศิลาแลงในการก่อสร้าง เป็นองค์ประกอบของส่วนฐานและเสา ส่วนโบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจและขุดศึกษาทั้งชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาพานและเตาเวียงกาหลง ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินควอตซ์ รูปแบบเจดีย์แปดเหลี่ยม และรูปแบบของพระพุทธรูปที่ถูกกล่าวอ้างว่าค้นพบบนโบราณสถานดอยเจดีย์ สามารถกำหนดอายุโดยการเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะได้ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ รวมทั้งค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ของอิฐที่ได้จากการขุดแต่งโบราณสถานดอยเจดีย์ โดยวิธีเรืองแสงความร้อน (Thermoluminescence Dating-TL) ได้ค่าอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ในช่วงเวลานี้ เมืองเชียงรายถูกปกครองด้วยขุนนาง แต่ก็ยังคงเป็นเมืองที่มีความสำคัญ เนื่องจากพบการกล่าวถึงเมืองเชียงราย ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ตามเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของล้านนา ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า โบราณวัตถุที่พบมีความหลากหลายของวัสดุที่ใช้ผลิตค่อนข้างมาก ทั้งชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินควอตซ์ เครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือเครื่องใช้สำริด แสดงให้เห็นว่ามีการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ที่หลากหลายในช่วงสมัยเดียวกัน ไม่ได้มีการแบ่งเครื่องมือเครื่องใช้จากวัสดุที่ใช้ผลิตตามเกณฑ์การแบ่งอายุสมัยตามแบบแผน การขุดแต่งเจดีย์รายในค่ายเม็งรายมหาราช ที่มา: กรมศิลปากร-สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการขุดค้นขุดแต่งและสำรวจครั้งนี้ เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าพื้นที่เทศบาลนครเชียงรายในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณเชียงรายที่สร้างขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย สำหรับเมืองเก่าเชียงราย หากสืบค้นข้อมูลลงไปในช่วงก่อนประวัติศาสตร์บริเวณจังหวัดเชียงราย ปรากฏร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยกระจายอยู่ทั่วไปโดยมีการพบร่องรอยคูน้ำและคันดินแสดงถึงการเป็นชุมชนโบราณ และมีการพบหลักฐานทางโบราณคดีในหลายบริเวณ หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบ ได้แก่ เครื่องมือหินกะเทาะที่มีอายุราว ๑๕,๐๐๐–๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว บริเวณถ้ำพระ ริมฝั่งแม่น้ำกก ในเขตอําเภอเมืองฯจังหวัดเชียงราย คูเมืองเชียงราย สภาพในปัจจุบัน ที่มา: Facebook-ล้านนาประเทศ ต่อมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ปี พ.ศ. ๑๘๐๒ พญามังรายทรงได้ ขึ้นครองราชสมบัติที่เมืองหิรัญนครเงินยาง และทรงโปรดให้สร้างเมืองขึ้นโดยย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยางมาสู่ราชธานีแห่งใหม่ในบริเวณเวียงชัยนารายณ์ดอยจอมทอง ริมฝั่งแม่น้ำกกโดยก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้กลางเมือง และได้ขนานนามเมืองแห่งนี้ว่า เชียงราย ภายหลังสมัยของพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนาเริ่มเสื่อมถอยลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับพระเจ้าบุเรงนองกยอดินนรธากษัตริย์พม่าได้ขยายพระราชอํานาจเข้ามายังดินแดนในแถบนี้ อาณาจักรล้านนาจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าในปี พ.ศ. ๒๑๐๑ ถือเป็นการสิ้นสุดอาณาจักรล้านนา ที่มีอายุถึง ๒๖๒ ปีและสิ้นสุดราชวงศ์มังรายที่สืบเนื่องมา ๒๘๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๑๒๑ อาณาจักรล้านนาและเมืองเชียงรายตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลานานถึงกว่า ๒๐๐ ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อาณาจักรล้านนาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและกรุงศรีอยุธยาสลับกันไปมา ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เกิดกบฏเงี้ยวขึ้น พวกเงี้ยวยกกําลังเข้าโจมตีเมืองแพร่ เมืองพะเยา และเมืองเชียงราย แต่รัฐบาลกลางได้ดําเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้พวกกบฏหมดสิ้นไป และทําให้บรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือต้องยอมรับในอํานาจของรัฐบาลกลางมากขึ้น ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการยกเมืองเชียงรายเป็นเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลพายัพ ส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณ์และขึ้นกับรัฐบาลกลางโดยตรง ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๗ รัฐบาลกลางได้ปรับปรุงระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาค โดยยกเลิกการบริหารแบบมณฑลมาเป็นจังหวัด เมืองเชียงรายจึงอยู่ในจังหวัดเชียงรายมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าเชียงราย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เมืองโบราณเชียงราย มีประตูเมือง ๑๒ ประตู มีระบบระบายน้ำและป้องกันด้วยคูเมืองโบราณเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีเหลือให้เห็นอยู่ ๓ แห่ง ๑) บริเวณหน้าโรงเรียนสามัคคี ประตูป่าแดง ผ่านประตูเชียงใหม่ไปถึงประตูผี ๒) บริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ประตูเจ้าชาย และ ๓) บริเวณข้างกำแพงเมือง ประตูยางเสิ้ง ห้าแยกพ่อขุน โดยมีหน้าที่ป้องกันข้าศึกอีกชั้นหนึ่ง โดยไม่ให้ข้าศึกเข้ามาในเมืองได้โดยง่าย คูเมืองเชียงรายจะอยู่ด้านนอก รอบ ๆ กำแพงเมืองเชียงราย สันนิษฐานว่า น่าจะถูกสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๕ สมัยพ่อขุนมังรายมหาราช มาสถาปนาเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองเอก เป็นเมืองแรกที่สร้าง สภาพภูมิวัฒนธรรมคูเมืองเชียงรายนั้น ทางทิศเหนือใช้แม่น้ำกกและแม่น้ำกกน้อยเป็นปราการธรรมชาติ ขณะที่ด้านอื่น ๆ ที่เหลือ มีการผันน้ำกกเข้ามาทางสนามกอล์ฟแม่กก ไหลอ้อมดอยทอง ผ่านสะพานประตูเชียงใหม่ เลียบถนนบรรพปราการในปัจจุบันไปทางตะวันออก ก่อนไปบรรจบกับแม่น้ำกกสายเก่าที่ชุมชนเกาะทอง แล้วไหลลงแม่น้ำกกบริเวณสนามกีฬากลาง ในช่วงยุคทศวรรษที่ ๒๔๕๐ ฝ่ายราชการและนายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ มิชชันนารี ร่วมกันจัดผังเมืองเชียงรายใหม่ โดยการวางถนนให้มีลักษณะตัดกันคล้ายตารางหมากรุกตามแบบเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการนี้ได้มีการถมคูเมืองและรื้อกำแพงเมืองลงเพื่อป้องกันน้ำในคูเมืองมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันเราจึงไม่เห็นร่องรอยของคูเมืองและกำแพงเมืองเชียงราย เพราะฉะนั้นอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงเป็นผลพวงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเมืองเชียงรายบริเวณรอบลำน้ำต่าง ๆ ส่งผลให้ทางน้ำแคบลง และทำให้พื้นที่รองรับน้ำลดลงมาตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา แต่จริง ๆ แล้วอุทกภัยเกิดขึ้นไปเมื่อ ๓ ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง โดยย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่เชียงราย ปัญหาคือน้ำท่วมครั้งนั้นน้ำไม่ได้ล้นมาจากลำน้ำกก แต่มาจากลำน้ำกอน โดยหนึ่งในปัจจัยคือ มีโรงแรมมาสร้างในที่ดินริมตลิ่งของ ๒ ฝั่งของลำน้ำกอน ทำให้แม่น้ำแคบลงและรองรับปริมาณน้ำไม่ได้เท่าเดิม น้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมตัวเมือง บทเรียนจากครั้งนั้นทำให้เชียงรายสร้างคลองผันน้ำกก-กอน เพื่อระบายน้ำไม่ให้ท่วมเขตตัวเมือง หรือเขตเศรษฐกิจ สำหรับน้ำท่วมครั้งนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ เนื่องจาก ๒ ปัจจัยคือ มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลจากประเทศเมียนมาไหลทะลักเข้ามาที่เชียงราย พอผ่านลำน้ำกก ซึ่งแต่เดิมรอบ ๆ ลำน้ำเป็นเรือกสวนไร่นา และเป็นพื้นที่รองรับน้ำ แต่ถูกประชาชนและรัฐเข้าไปใช้ประโยชน์มากขึ้น มีการถมที่สร้างสถานที่พักผ่อน โรงแรม ศูนย์ราชการ และอื่น ๆ ส่งผลให้ลำน้ำแคบลงมาก และอีกปัจจัยคือการขยายเมือง การสร้างสนามบิน ถนนบายพาส หรือการสร้างบ้านจัดสรรต่าง ๆ ปัญหาที่เจอบ่อย ๆ คือน้ำระบายไม่ทัน เวลาน้ำหลากจากแม่น้ำหรือพื้นที่ป่าที่มาพร้อมกับดินตะกอนหรือโคลน ซึ่งจะไปอุดตันท่อระบายน้ำ ทำให้ระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพจากก่อนหน้านี้ที่เคยรับปริมาณน้ำฝน ๓๐-๔๐ มิลลิลิตร (มล.) ได้สบาย ๆ ก็ระบายไม่ได้ จึงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในที่สุด จากการศึกษาด้านภูมิศาสตร์โบราณคดีและภูมิวัฒนธรรม เมืองโบราณเชียงรายมีระบบการบริหารจัดการน้ำบริเวณลุ่มน้ำแม่กกอย่างดีมากมาตั้งแต่อดีตกาล อ้างอิง ข้อมูล ‘๓ บทรัฐสุวรรณโคม’ ในบทความ 'สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน' ของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒ เล่มที่ ๔ เดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ เขาขุนน้ำนางนอน : ภูศักดิ์สิทธิ์ของแอ่งเชียงแสน' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม ‘เวียงในเชียงรายความวิบัติภายใต้เงาทะมึนของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ วารสาร เมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม-มีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ 'เมืองเชียงรายจากหลักฐานทางโบราณคดี' โดย นงไฉน ทะรักษา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โบราณคดีเชียงราย กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ‘รู้เรื่องเมืองเชียงราย’ โดย อภิชิต ศิริชัย สำนักพิมพ์ล้อล้านนา, ๒๕๕๙ 'พื้นเมืองเชียงแสน' โดย สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบและวิเคราะห์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ 'เมืองเก่าเชียงราย' โครงการบริหารหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่น หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 'ตำนานพื้นเมืองเชียงราย' ฉบับวัดศรีส้มสุก ตำบลแม่ข้าวต้ม จังหวัดเชียงราย 'คูเมืองเชียงราย' เทศบาลเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดย ย่านเมืองเก่าเชียงราย.ไทย 'งานสมโภชเสาสะดือเมืองและกำแพงเมืองเมืองเชียงราย' สำนักงานจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ 'ที่ระลึกพิธีเปิดป้ายชื่อประตูเมืองเชียงราย ๒๕ มกราคม ๒๕๓๐' ชมรมเสวนาประวัติศาสตร์ไชยนารายณ์ จังหวัดเชียงราย 'อนุสรณ์การสมโภชเมืองเชียงราย ๗๒๕ ปี สำนักงานจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. ๒๕๒๙
- ’ภาพเขียนสีถ้ำเขาปลาร้า’ พิธีกรรมใต้ชะง่อนเพิงผาหินกับการสยบต่ออำนาจพลังเหนือธรรมชาติที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคม
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2561 การขึ้น 'เขาปลาร้า' สำรวจภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อนำมาเสนอในวารสารเมืองโบราณ โดย วิยะดา ทองมิตร กับบังอร กรโกวิท การสำรวจในครั้งนั้น เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น เพื่อบันทึกสภาพของแหล่งและลักษณะของภาพเขียนสีที่พบ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของอุทัยธานี และทำให้ภาพเขียนสีจากแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ภาคตะวันตกของสยามเทศะได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เขาภูปลาร้า (เขาปลาร้า) เขาภูปลาร้า (เขาปลาร้า) แหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่มนุษย์เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐–๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เขียนภาพเขียนสีที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตมนุษย์ในชุมชนบริเวณภูปลาร้าได้เป็นอย่างดี ว่ามีลักษณะชุมชนในสังคมเกษตรกรรมที่มีแบบแผนและพิธีกรรม ภาพที่พบได้แก่ ภาพสัตว์เลี้ยง ภาพคนจูงวัว ภาพขบวนแห่ เป็นต้น เขาปลาร้า ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก เดินทางจากอำเภอหนองฉาง ไปตามเส้นทางสายหนองฉาง-ลานสัก ประมาณ ๒๑.๕ กิโลเมตร จะแลเห็นเทือกเขาปลาร้าทางด้านซ้ายมือ ซึ่งต้องแยกซ้ายเข้าไปตามทางลาดยางอีกประมาณ ๗.๕ กิโลเมตร เดินเท้าปีนเขาอีกประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงจะถึงบริเวณยอดเขา ลักษณะทั่วไปเขาปลาร้า ยังมีสภาพป่าบนเขาค่อนข้างสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำธรรมชาติบนเขา และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด จากเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาจะแลเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม และที่สำคัญที่สุดบริเวณเพิงผาถ้ำทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาปลาร้า ระดับความสูงประมาณ ๓๒๐ เมตร มีภาพเขียนสีผนังถ้ำตลอดแนวยาว ประมาณ ๙ เมตร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังคงความสมบูรณ์สวยงาม แสดงให้เห็นถึงชีวิตสังคมของคนในยุคโบราณเหล่านั้น โดยภาพเขียนเป็นรูปคนและสัตว์เลี้ยงประมาณ ๔๐ ภาพ เขียนด้วยสีแดงและดำนับเป็นบริเวณที่น่าสนใจที่สุดของเขาปลาร้า ภาพเขียนสีบนเพิงผายังคงอยู่ในสภาพดี มีพื้นที่โบราณสถาน ๑๓,๒๔๗ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา ลักษณะรูปแบบศิลปกรรมเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๒๐ง วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เขาหินปูนที่มีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านภูผา เป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างหมู่บ้านห้วยโศก อำเภอลานสัก กับตำบลเขาบางแกรก อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ภูเขาหินปูนทางทิศตะวันตกของอำเภอหนองฉาง ทอดตัวยาวตามแนวเหนือ-ใต้ จากเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาจะแลเห็นภูมิประเทศที่สวยงาม และที่สำคัญที่สุดบริเวณเพิงผาถ้ำทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาปลาร้า บริเวณถ้ำประทุน ซึ่งพบภาพเขียนสีบนผนังเพิงผาบนเขาปลาร้า อยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขา จึงอยู่ในเขตอำเภอลานสัก เป็นภูเขาที่สูงชันมาก ลักษณะของถ้ำประทุน บนเขาปลาร้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๔๘๐ เมตร หรือสูงจากพื้นล่าง ๓๙๕ เมตร เป็นถ้ำที่สูงสุดของเขาปลาร้า หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพิงผาที่มีภาพเขียนสีเป็นแนวผนังยาวประมาณ ๓๘ เมตร เป็นเพิงผาที่ลาดเอียงประมาณ ๘๐ องศา ภาพที่ต่ำสุดสูงจากพื้นประมาณ ๔ เมตร และอยู่สูงสุดประมาณ ๙ เมตร แรกเริ่มของการค้นพบภาพเขียนสี บุคคลที่พบภาพเขียนสีนี้เป็นคนแรกและเป็นผู้นำทางขึ้นไป คือ นายพรานชื่อ ทำ อินทประเทศ อายุ ๔๖ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๘ หมู่ ๑๒ ตำบลทุ่งโพ อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ปกตินายทำมีอาชีพทำไร่และล่าสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว เพิงผาเขาภูปลาร้า หรือ เขาปลาร้า ที่มา: กรมศิลปากร-เขาภูปลาร้า สาเหตุที่พบเนื่องจากไปล่าสัตว์บนเขาภูปลาร้า เผอิญฝนตกจึงหนีเข้าไปหลบฝนในเพิงผา เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปก็พบกับภาพเขียนสีบนผนังเพิงหินของถ้ำประทุน บนเขาปลาร้า แล้วแพร่กระจายข่าวกันออกไป จนกระทั่งคุณพลาดิสัย สิทธิธัญกิจ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจังหวัดอุทัยธานี และคุณวิทยา อินทโกศัย นักโบราณคดีจากกรมศิลปากร ได้ขึ้นไปสำรวจและนำมาพิมพ์เผยแพร่ หลักฐานทางโบราณคดีภายในถ้ำ พบขวานหินขัด ๒ ชิ้น และเศษภาชนะดินเผาจำนวนหนึ่ง ภาพเขียนสีที่ปรากฏมีประมาณ ๔๐ ภาพ เป็นภาพคนและภาพสัตว์ วางภาพตามแนวเฉียงจากซ้ายไล่สูงเรื่อยขึ้นไป ภาพทั้งหมดเขียนด้วยสีแดง และสีแดงเข้ม มีการเขียนภาพซ้อนทับกันบางตำแหน่ง และยังเห็นลายเส้นที่ร่างภาพขึ้นก่อนด้วยสีดำ ภาพเขียนสีแดง และยังเห็นลายเส้นที่ร่างภาพขึ้นก่อนด้วยสีดำ ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ลักษณะของภาพ เขียนลงสีในแบบต่างๆ หลายแบบ ส่วนมากเขียนแบบเงาทึบ (silhouette) แบบเงาทึบบางส่วน (partial silhouette) แบบโครงร่างภายนอก (outline) และแบบกิ่งไม้ (stick man) ภาพคนและสัตว์ที่เขาปลาร้านี้เขียนได้เหมือนจริง และใกล้เคียงกับธรรมชาติมาก เขียนง่ายๆ แต่ได้สัดส่วน แสดงถึงความเข้าใจในรูปร่างสรีระ ดังภาพคนที่เขียนให้เห็นกล้ามเนื้อน่องที่โป่งพอง หรือแสดงเพศผู้หญิงด้วยหน้าอก เมื่อหันด้านข้าง แสดงนิ้วมือนิ้วเท้าด้วย และมีการเสนอมิติของภาพด้วยขนาดเล็กใหญ่ แสดงความใกล้ไกลและการจัดระดับของภาพ รวมทั้งแสดงการเคลื่อนไหวของคน ด้วยการเขียนภาพด้านข้าง (profile) และภาพบิดมุมมอง (twisted perspective) ด้วยการเขียนภาพส่วนบนของลำตัวด้านตรง แต่ส่วนล่างหันด้านข้าง ซึ่งใบหน้าอาจหันด้านข้างด้วย (Cestosomatic) แหล่งภาพเขียนสีที่เขาปลาร้านี้ นับเป็นแหล่งที่มีภาพเขียนสีปรากฏชัดเจน มองเห็นได้ชัดและสวยงามมากแหล่งหนึ่ง ภาพทั้งหมดที่เขียนไว้น่าจะเป็นการวาดขึ้นเนื่องในพิธีกรรม ความเชื่ออันมีมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มคนที่มีความเชื่อร่วมกันมาใช้สถานที่นั้น ภาพที่ปรากฏจึงน่าเป็นเรื่องราวของขบวนแห่ในพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนที่ทำการเกษตรกรรม โดยใช้การสื่อความหมายด้วยภาพคนและสัตว์ ที่ประดับตกแต่งร่างกายและศีรษะ แสดงอาการเคลื่อนไหวคล้ายเต้นรำ ภาพสัตว์ต่างชนิดกันที่น่าจะมีความหมายเป็นตัวแทนของสิ่งที่พวกตนนับถือ หรือภาพคนคล้ายลิงหรือมีท่าทางเลียนแบบสัตว์ หรือแต่งกายคล้ายสัตว์ ซึ่งล้วนแต่มีความหมายถึงการเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของความเชื่อในสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภาพต่างๆ เหล่านั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นเรื่องราวบอกเล่าเรื่องเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้เขียนขึ้นคราวเดียวกัน เพราะมีการเขียนซ้อนทับกัน และลักษณะของภาพก็แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตามภาพเหล่านั้นก็คงจะถูกเขียนขึ้นตามความเชื่อและยังคงมีพิธีกรรมสืบต่อเนื่องกันมาระยะเวลาหนึ่ง ประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ที่พบในบริเวณใกล้เคียงในเขตจังหวัดอุทัยธานี เขาปลาร้านี้มีชุมชนที่ทำการกสิกรรม แล้วมาใช้ประโยชน์ถ้ำนี้เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นักโบราณคดีได้แบ่งกลุ่มภาพเขียนบนเขาปลาร้าไว้ ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ กลุ่มภาพที่มีคนท่ามกลางสัตว์เลี้ยง (คาดว่าเป็นสุนัข) กลุ่มที่ ๒ กลุ่มภาพที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัว มีการเล่าถึงการไปจับวัวป่าแล้วนำกลับมาเลี้ยง กลุ่มที่ ๓ กลุ่มภาพที่แสดงถึงการประกอบพิธีกรรม ซึ่งคนที่อยู่ในภาพมีเครื่องประดับแตกต่างจากคนทั่วไป และสัตว์ที่อยู่ในภาพมีลักษณะคล้ายลิงอยู่ด้วย และสุดท้ายกลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มภาพเบ็ดเตล็ดซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์ วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทย ได้อ้างอิงถึงภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ เช่น ที่เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี ว่ามีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง เช่น ควายและสุนัข แสดงว่า มนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้น ดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่า จะใช้หนังสัตว์ หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆ สะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ คณะสำรวจจากงานวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ร่วมด้วยภัณฑารักษ์จากกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้มาสำรวจเก็บข้อมูล และบันทึกภาพแหล่งศิลปะถ้ำเขาปลาร้าแห่งนี้ ข้อมูลเหล่านี้ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งศิลปะถ้ำอื่น ๆ และการวิเคราะห์ตีความเรื่องราวของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของอุทัยธานี ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความทางวิชาการหลายชิ้น โดยจัดให้เป็นศิลปะเพื่อพิธีกรรม และได้แบ่งภาพลงสีออกย่อยเป็น ๑๔ กลุ่ม เพื่อสะดวกแก่การอธิบายถึงการแสดงออกที่มีลักษณะร่วมกัน คือเป็นภาพที่แสดงลักษณะการเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่อยู่ในท่ากระโดดโลดเต้นและร่ายรำ รูปคนและสัตว์ เน้นถึงการตกแต่งร่างกาย อันเป็นเครื่องหมายของการเข้าร่วมพิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง จะมองดูคล้ายริ้วขบวนแห่ มีการเริงระบำกับแสดงกิจกรรมของแต่ละกลุ่มเรียงไล่กันลงมา ขนาดของคนในขบวนไม่เพียงแต่เน้นความสำคัญของแต่ละบุคคลที่ต่างกันแล้ว แต่ยังให้เกิดมิติ คือเป็นระยะใกล้ไกลของภาพอีกด้วย รูปลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในภาพสัมพันธ์กัน เมื่อประกอบกับรายละเอียดต่างๆ ที่เจตนาแสดงไว้ ไม่ว่าจะเป็นคนตัวใหญ่เดินนำหน้าถือธัญพืชอย่างหนึ่ง มีผู้หญิงตั้งครรภ์ร่ายรำอยู่ด้วยกัน พร้อมด้วยสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงและสัญญาณอย่างหนึ่งของการตั้งถิ่นฐานถาวรแบบสังคมเกษตรกรรม ภาพคนกับวัวที่แสดงความสัมพันธ์กัน ตั้งแต่คนจูงวัว คนไถนา มีขบวนแหนแห่เริงระบำประกอบตลอดจนท่าเต้นที่เลียนแบบลีลาสัตว์ การต่อสู้กับกระทิงเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนถึงภาพพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ (fertility rite) เป็นสำคัญ เข้าใจว่ามีพิธีกรรมเพื่อการเกษตรกรรมเป็นหลักคล้ายๆ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพืชมงคล ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญของชุมชนเกษตรกรรมในสมัยประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ภาพการต่อสู้วัวกระทิงก็เน้นให้เห็นว่า ชุมชนเจ้าของศิลปะถ้ำที่เขาปลาร้ายังคงมีการเข้าป่าล่าสัตว์อยู่ด้วย จากเรื่องราวที่ปรากฏในศิลปะถ้ำ ประกอบกับโบราณวัตถุที่พบในบริเวณนี้ เปรียบเทียบกับหลักฐานทางโบราณคดีในแหล่งใกล้เคียงและแหล่งอื่นๆ ที่ได้กำหนดอายุไว้ จึงสันนิษฐานว่า ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า เป็นการรังสรรค์ศิลปะของกลุ่มชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ ๕,๐๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑ กรมศิลปากรเคยมาทำการขุดค้นที่เขานาค ตำบลเขาขี้ฝอย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี และจากการขุดค้นในครั้งนั้นได้พบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีหลายอย่าง เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เศษเครื่องปั้นดินเผา ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว กำไลหิน กำไลสำริด แวดินเผา ลูกกระสุนดินเผา เศษเครื่องประดับสำริด เปลือกหอยกาบ กระดูกและเขาสัตว์ ฯลฯ ภาพเขียนสีมนุษย์ สันนิษฐานว่าใช้หนังสัตว์ ผ้าหรือเชือกผูกไว้รอบสะโพก ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เมื่อมีการค้นพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ภูเขาปลาร้า จึงทำให้คิดไปได้ว่าภาพเขียนที่ภูเขาปลาร้า และแหล่งโบราณคดีที่เขานาคนั้น น่าจะมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีผู้ที่วาดภาพเขียนสีบนภูเขาปลาร้านั้น อาจจะไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหน อาจจะเป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่เขานาคก็ได้ และนอกจากนี้น่าจะได้มีการศึกษาค้นคว้าว่าภาพเขียนสีที่ภูเขาปลาร้านี้ จะมีส่วนสัมพันธ์ คล้ายคลึงหรือแตกต่างไปจากภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำรูปเขาเขียว ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับเขตแดนทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานี ภาพเขียนสีที่ ‘ผาแต้ม’ เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการศึกษาภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปฏิกิริยาที่มีต่อสัมพันธสารหรือวาทกรรมที่ขึ้นอยู่กับสิ่งตรงกันข้ามระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตามที่มนุษย์ได้อยู่อาศัยในสภาวะธรรมชาติ นักมานุษยวิทยาได้โต้เถียงว่า วัฒนธรรม คือธรรมชาติของมนุษย์ และผู้คนทั้งหลายมีความสามารถที่จะจำแนกประสบการณ์ ถอดรหัสการจำแนกในเชิงสัญลักษณ์ และสอนความเป็นนามธรรมนั้นให้แก่ผู้อื่น โดยที่มนุษย์ได้วัฒนธรรมมาด้วยการเรียนรู้ในกระบวนการของการทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมและการสัมพันธ์กันในสังคม เมื่อผู้คนอยู่อาศัยในที่แตกต่างกัน แตกต่างด้วยสิ่งล้อมรอบ จึงอาจทำให้มีการพัฒนาวัฒนธรรมออกมาต่างกัน นักมานุษยวิทยายังได้ชี้ประเด็นว่า ด้วยวัฒนธรรมนั่นเองที่ทำให้ผู้คนสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้สืบมาทางพันธุกรรม สำหรับภาพเขียนสีที่โดดเด่นที่แสดงความซับซ้อนของภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เลือกมาเป็นตัวอย่างในบทความ ‘ศาสนาของคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย’ คือ ภาพเขียนสีบนเพิงผา ‘เขาปลาร้า’ เขตอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ภาพเขียนสีบนผนัง ‘ถ้ำตาด้วง’ เขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และภาพเขียนสีที่ ‘ผาแต้ม’ เขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อนำแนวคิดและวิธีการทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมมาเป็นกรอบและทิศทางในการศึกษาและวิเคราะห์จากร่องรอยทางพฤติกรรมของคนในยุคนั้นที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสำคัญ ในแนวคิดของนักมานุษยวิทยา อาจารย์ศรีศักรเชื่อว่า ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ และความเชื่อเป็นมิติของความจริงอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษย์ ศาสนาของมนุษย์โบราณคือ ศาสนาและไสยศาสตร์ ในขณะที่ศาสนาของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาต้องหันมาใช้การศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับสังคมมนุษย์ที่ยังมีความล้าหลังทางเทคโนโลยีและไม่มีลายลักษณ์แทน เพราะสังคมในลักษณะนี้ยังคงเหลือร่องรอยพฤติกรรมทางความเชื่อและความคิดทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่คล้ายๆ กันกับคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่ แต่เรื่องนี้ก็ต้องกระทำกันด้วยความระมัดระวังในการวิเคราะห์ ตีความ และสรุป เพราะผู้คนของสังคมที่ล้าหลังทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนมีความรู้สึกนึกคิด [Mentality] เป็นคนสมัยปัจจุบันทั้งสิ้น หลักฐานและร่องรอยพัฒนาการทางสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในการศึกษาทางมานุษยวิทยาโบราณคดีของอาจารย์ศรีศักร ซึ่งท่านพอสรุปได้ว่า ในดินแดนประเทศไทย แม้จะมีพัฒนาการของมนุษย์มาแต่สมัยก่อนคน จนมาถึงสมัยเป็นคนในยุคหินกะเทาะ อันเป็นสังคมมนุษย์แบบเร่ร่อนตามฤดูกาล จนถึงสมัยหินใหม่อันเป็นยุคที่เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานติดที่ [Sedentary settlements] มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์นั้น ยังเป็นยุคสมัยที่มีผู้คนอาศัยในดินแดนประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้อยมาก การตั้งหลักแหล่งจึงเป็นกลุ่มเล็กๆ และกระจายอยู่ในพื้นที่ห่างไกลกัน เมื่อลำดับพัฒนาการของสังคมบ้านเมืองและรัฐ ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศาสนาของผู้คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น จะนับเนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีมาแต่สมัยหินเก่า หินกะเทาะ หินใหม่ มาจนถึงสมัยยุคก่อนเหล็กเป็นสำคัญ ‘....โดยเฉพาะในสมัย ๓,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปี ลงมานั้น พบหลักฐานทางพิธีกรรมในระบบความเชื่ออย่างชัดเจน ๒ ประการใหญ่ๆ คือ ภาพเขียนสีและโลงไม้ที่ขุดจากลำต้นไม้ขนาดใหญ่ เรื่องภาพเขียนสีบนเพิงผานั้น มักถูกมองโดยนักโบราณคดีไทยของกรมศิลปากรว่า เป็นศิลปะถ้ำอะไรทำนองนั้น จึงเป็นการมองแต่เพียงรูปแบบทางศิลปะไป ทั้งๆ ที่ในแง่คิดทางมานุษยวิทยานั้น สิ่งเหล่านี้ (ภาพเขียนสีและโลงไม้) คือผลผลิตจากระบบความเชื่อของผู้คนในสังคมที่เป็นเจ้าของอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภาพเขียนสีเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของปัจเจกบุคคลแบบปัจจุบันที่มองว่าศิลปะเป็นไปเพื่อศิลปะ [Art for art sake] หากแต่เป็นภาพทางสัญลักษณ์ที่สื่อสารกันได้ทั้งกลุ่มชนในสังคม ภาพที่เขียนขึ้นมีทั้งที่เป็นรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ ซึ่งยากที่จะเข้าถึงในเรื่องความหมายว่าหมายถึงอะไร ภาพมือแดงที่พบเกือบทุกแห่ง ภาพสัตว์นานาชนิดซึ่งมีทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และคน มีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่กันเป็นกลุ่มร่วมกันทำกิจกรรม และมีทั้งภาพที่แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของบุคคลสำคัญ เป็นต้น ภาพเหล่านี้มีทั้งที่ขูดเขียนโดยบุคคลที่เป็นผู้ชำนาญและเขียนตามประสาคนเขียนไม่เป็นของบรรดาผู้คนที่มาร่วมในงานประเพณีพิธีกรรม....’ อาจารย์ศรีศักร อรรถาธิบายว่า หลักฐานในบริเวณเพิงผาหน้าถ้ำตามที่กล่าวมาแล้วนี้ มีพบในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็นับเป็นการยืนยันให้เห็นความคิดของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอะไรๆ เหมือนกัน ‘….ความคิดในการเลือกแหล่งทำพิธีกรรมทางศาสนานี้ สืบเรื่อยมาจนกระทั่งยุคสำริด ยุคเหล็กและยุคต้นประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น เพิงผาที่ผาแต้ม ริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพิงผาที่ประตูผา จังหวัดลำปาง ซึ่งนับได้ว่ามีขนาดและอาณาบริเวณใหญ่โตมาก หรือในเขตภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีที่เพิงผาวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี เป็นอาทิ เพิงผาวัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี แต่ที่น่าสังเกตก็คือ มีเพิงผาหลายแห่งโดยเฉพาะบรรดาที่เป็นเขาหินปูนมักจะสัมพันธ์กับบริเวณหน้าถ้ำ และถ้ำที่มีพื้นที่เป็นโถงขนาดใหญ่ที่มีอากาศถ่ายเทได้พอสมควร พื้นที่เช่นนี้อาจมีการอยู่อาศัยโดยกลุ่มชนตามฤดูกาลหรือเป็นที่พำนักของบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่มีความรู้ในเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมของผู้คนในสังคม เพิงผาหน้าถ้ำดังกล่าวนี้มักมีการอยู่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ทีเดียว อย่างเช่น อาจจะเป็นที่พำนักของฤาษีหรือนักพรตในลัทธิศาสนาฮินดู-พุทธ จึงมักพบการสลักพระพุทธรูปหรือเทวรูปไว้ตามหน้าผาหรือเพิงผา และกำหนดบริเวณที่ประกอบพิธีกรรมด้วยการปักหินตั้งหรือเสมาหินแสดงเขตและบริเวณศักดิ์สิทธิ์ ในหลายๆ แห่ง ห้องโถงของถ้ำได้กลายเป็นวิหารเพื่อประกอบพิธีกรรมทีเดียว ถัดจากเพิงผาหน้าถ้ำและภาพเขียนสี ก็เป็นแหล่งฝังศพ ที่นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญในเรื่องของศาสนาและความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ความสำคัญอันดับแรกของแหล่งฝังศพก็คือเป็นหลักฐานที่แสดงการมีอยู่ของชุมชน เพราะกลุ่มชนในสังคมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นบ้านและเมืองจะได้นำเอาศพของสมาชิกในชุมชนมาฝังหรือเผาและประกอบพิธีกรรมตามประเพณี นั่นคือความตายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของคนในสังคมที่คิดและปฏิบัติร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย [Life after death] เป็นความเชื่อที่ควบคู่มากับความเป็นมนุษย์ ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่มี ความเชื่อในเรื่องของความตายนี้แลเห็นจากรูปแบบในการจัดการทำศพที่อาจมีความแตกต่างและคล้ายคลึงกันซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่และเวลาแต่ละยุคสมัย....’ ความเชื่อเรื่องศาสนาและไสยศาสตร์จากแหล่งโบราณคดี อาจารย์ศรีศักรขยายความเชิงมานุษยวิทยาวัฒนธรรมและภูมิวัฒนธรรมอย่างละเอียดว่า ‘….แหล่งโบราณคดีที่เป็นประโยชน์กับการศึกษาและตีความเกี่ยวกับศาสนาและไสยศาสตร์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในขณะนี้ มีอยู่ ๒ บริเวณด้วยกันคือ เพิงผาหน้าถ้ำที่มีการเขียนภาพ หรือสลักภาพทางสัญลักษณ์อันนับเนื่องเป็นแหล่งประกอบประเพณี-พิธีกรรมในระบบความเชื่อ กับแหล่งฝังศพอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชุมชนที่มีการนำสมาชิกที่ตายแล้วมาประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อ แหล่งที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำนั้นได้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความคิดเหมือนกันในการเลือกบริเวณที่เป็นเพิงผาหน้าถ้ำให้เป็นที่ประกอบประเพณี พิธีกรรม ซึ่งความคิดเช่นนี้ดำรงสืบมาในสมัยประวัติศาสตร์ ความสำคัญของเพิงผาหน้าถ้ำนั้นอยู่ที่การเป็นแหล่งที่ผู้คนในชุมชนท้องถิ่นใช้เป็นที่ชุมนุมกันเพื่อประกอบพิธีกรรมตามประเพณีในรอบปีเป็นสำคัญ เพราะมักเป็นแหล่งที่ค่อนข้างอยู่ไกลกับถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คนในชุมชนต่างๆ ของท้องถิ่น แหล่งพิธีกรรมเหล่านี้ไม่เป็นแหล่งที่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หากเป็นพื้นที่ร่วม ของหลายชุมชนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันหรือภูมิภาคเดียวกันเป็นสำคัญ ในการเข้ามาชุมนุมร่วมกันตามเวลาที่กำหนดในรอบปีหนึ่งๆ นั้น พื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนซึ่งมาร่วมกันชุมนุมจะประกอบพิธีกรรมร่วมกัน มีทั้งการเต้นรำ การส่งเสียงร้อง และการสวดมนต์ รวมทั้งการเขียนภาพที่เป็นสัญลักษณ์ลงบนพื้นหินของเพิงผาหน้าถ้ำเหล่านั้น ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำบริเวณเขาภูปลาร้า ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เหตุที่แหล่งพิธีกรรมในระบบความเชื่อของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มักอยู่ในบริเวณที่เป็นกลางไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่งนั้น ก็เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยแรกๆ หาได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในพื้นที่เดียวกันไม่ หากมีการกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มของครอบครัวและเครือญาติตามบริเวณต่างๆ ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของตน แหล่งที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ใกล้ตัวก็มักจะเป็นแหล่งป่าช้าหรือหลุมศพเท่านั้น โดยเหตุนี้จึงพบหลุมศพและแหล่งที่เป็นป่าช้ามากกว่าแหล่งประกอบพิธีกรรมในรอบปี และอื่นๆ ที่เป็นส่วนร่วมของท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นบริเวณที่ทำพิธีมักจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้คนเห็นและจินตนาการพ้องกันว่า มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติ ดังเช่น เพิงผาหน้าถ้ำ ยอดดอย หรือต้นน้ำลำธาร และแหล่งที่มีน้ำสบกันเป็นน้ำวนหรือน้ำเชี่ยว บริเวณที่มีสภาพแวดล้อมแปลกไม่เหมือนที่อื่นๆ เป็นต้น ภาพเขียนสีมนุษย์กับสัตว์ สันนิษฐานว่าเป็นวัว ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ความโดดเด่นของสถานที่และสภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในสมัยหลังๆ เห็นพ้อง จึงสืบเนื่องเป็นความทรงจำในรูปของตำนานที่เกี่ยวกับชื่อของสถานที่และเหตุการณ์เรื่อยมา ดังเห็นได้จากการเล่าขานกันในตำนานท้องถิ่นและการทำให้แหล่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น สืบเนื่องเป็นวัดหรือเป็นสถานที่เพื่อจาริกแสวงบุญมาจนถึงปัจจุบัน….’ ดินเทศสีแดงที่ถูกบดเพื่อใช้โรยในพิธีกรรมและนำมาเป็นสีเพื่อเขียนภาพ อาจารย์ศรีศักร ได้อธิบายถึงพิธีกรรมสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่และสภาพแวดล้อม ‘….หลักฐานร่องรอยของการใช้สีแดงเห็นได้จากการฝังศพที่มีมาแต่สมัยหินกะเทาะเช่นที่ถ้ำพระในเขตจังหวัดกาญจนบุรี มีการใช้ดินเทศที่มีสีแดงโรยศพซึ่งแสดงให้เห็นว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตให้กับคนที่ตาย ทำให้ตีความได้ว่า คนในสมัยนั้นมีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณที่ว่าเมื่อตายแล้ววิญญาณก็ยังดำรงอยู่ แต่ความชัดเจนในเรื่องสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ได้เห็นชัดในสมัยหลังลงมาคือ ยุคโลหะที่เริ่มแต่สมัยก่อนเหล็ก (ประมาณก่อน ๒,๕๐๐ ปีขึ้นไป และหลังลงมา) นั่นก็คือ การเกิดภาพเขียนสีขึ้นตามผนังถ้ำและเพิงผา ซึ่งนักโบราณคดีไทยแบบกรมศิลปากร เรียกว่า ศิลปะถ้ำ เพราะเน้นความสำคัญที่รูปแบบมากกว่าความหมาย ภาพเขียนสีที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นฐานของคนที่สำคัญก็คือ ภาพมือแดง ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนเหล็กจนถึงยุคเหล็กเป็นภาพที่แสดงถึงการที่ผู้คนที่มาร่วมพิธีกรรมสัมผัสกับพลังเหนือธรรมชาติที่สถิตอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของสถานที่และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเพิงผาที่เป็นหิน ความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เช่น หิน น้ำ ต้นไม้ และอื่นๆ มีจิตวิญญาณนี้ เป็นสิ่งที่เรียกว่า Animism ซึ่งนับเป็นพัฒนาการในระยะแรกเริ่มของศาสนาและไสยศาสตร์ เพราะพิธีกรรมที่ผู้คนจากที่หลากหลายในท้องถิ่นมาประกอบร่วมกันนั้น เป็นสิ่งที่แสดงการสยบต่ออำนาจเหนือธรรมชาติอันเป็นการแสดงอาการทางศาสนา แต่ในการประกอบพิธีกรรมก็มีอาการทางไสยศาสตร์ผสมผสานอยู่ ดังเห็นจากสัญลักษณ์อื่นๆ เป็นแบบเรขาคณิตที่ไม่เหมือนธรรมชาติ และภาพคน-สัตว์-สิ่งของ-ต้นไม้ที่เป็นธรรมชาติเพื่อเรียกร้องและบังคับให้อำนาจที่อยู่ตามสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมารับใช้พวกตนในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และความมั่นคงของชีวิต ดังนั้น ภาพที่เห็นจากการประกอบพิธีกรรมในระบบความเชื่อจึงมีลักษณะทั้งศาสนาและไสยศาสตร์ผสมกัน [Magico-religious practice] เมื่อได้ประมวลภาพสัญลักษณ์จากแหล่งเพิงผาหน้าถ้ำในที่ต่างๆ ที่พบในดินแดนประเทศไทยมาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ แล้ว ก็พอแลเห็นพัฒนาการของระบบความเชื่อที่เรียกว่า ศาสนา-ไสยศาสตร์ [Magico-religious ritual] ที่เชื่อว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติในโลกมีจิตวิญญาณ [Animism] ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคม นั่นก็คือสังคมก่อนประวัติศาสตร์ของผู้คนที่เขียนภาพสีได้สะท้อนให้เห็นการมีคนสำคัญที่อาจเป็นหัวหน้าตระกูลและเผ่าพันธุ์ จากภาพของคนที่มีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดา รวมทั้งมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหรือศีรษะที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น อย่างเช่น ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำเขาจันทร์งาม ในเขตอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นภาพของคนที่มีทั้งหญิงและชาย สัตว์เลี้ยง และสัตว์ล่า อันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมประเภทร่อนเร่ล่าสัตว์ ภาพสำคัญคือ ภาพชายร่างใหญ่กำลังโก่งธนู อันเป็นการแสดงอำนาจและอาการของการล่าสัตว์ ภาพเช่นนี้เป็นสัญลักษณ์ทางไสยศาสตร์ เพื่อความสำเร็จในการล่าสัตว์เป็นสำคัญ นับเป็นพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง ในขณะที่ภาพมือแดงเป็นจำนวนมากที่ทับซ้อนกันหลายระยะเวลา ภาพสัตว์ เช่น วัวควาย และภาพสัญลักษณ์บางอย่างที่แหล่งโบราณคดีประตูผาของเขาลูกโดดในระหว่างอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และอำเภองาว แสดงให้เห็นถึงการชุมนุมของผู้คนเป็นจำนวนมากจากท้องถิ่นต่างๆ มาประกอบพิธีกรรมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ร่วมกัน ซึ่งก็นับเนื่องในพิธีกรรมในระบบความเชื่อที่เรียกว่า Animism เหมือนกัน ทั้งนี้รวมไปถึงบรรดาเพิงผาที่อยู่ในเขตวัดพระพุทธบาทบัวบก ที่กรมศิลปากรไปเปลี่ยนเป็นอุทยานโบราณคดีภูพระบาท อีกหลายแห่งที่มีการเขียนรูปวัวควาย ช้าง และรูปเรขาคณิตแบบต่างๆ การดำรงอยู่ของความเชื่อในเรื่อง Animism ดังกล่าวนี้ สืบมาจนถึงสมัยเหล็กเพราะแม้ว่าสังคมหลายแห่งในสมัยนี้จะมีพัฒนาการทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่สูงกว่านี้ไปแล้วก็ตาม ดังเช่นภาพสลักขูดขีดที่ถ้ำผาลายภูผายนต์ จังหวัดสกลนคร ที่เปลี่ยนจากการเขียนสีมาเป็นการใช้เครื่องมือเหล็กขูดขีดไปบนหินแทน มีภาพต้นไม้ คน สัตว์และสัญลักษณ์แบบเรขาคณิตมากมาย ภาพสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ภาพของควาย ซึ่งน่าจะเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ล่า ในขณะที่ภาพสัญลักษณ์เรขาคณิตที่ดูเป็นอวัยวะเพศของสตรีและการแสดงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิง-ชาย สะท้อนให้เห็นถึงการทำพิธีเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ ดูเหมือนภาพบนผนังผาที่มีการขูดขีดด้วยเครื่องมือเหล็กที่แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ทางเรขาคณิตที่ยากแก่การถอดรหัสว่าหมายถึงอะไร แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่ซับซ้อนของคนสมัยเหล็กที่ยังดำรงความเชื่อในเรื่อง Animism ที่สำคัญนั้นอยู่ที่ผากระดานเลข ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อย่างไรก็ตาม บรรดาแหล่งภาพเขียนสีของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กรุ่นหลังๆ ที่เชื่อมต่อกับสมัยต้นประวัติศาสตร์หลายแห่งก็สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบความเชื่อจาก Animism มาเป็นความเชื่อในพลังเหนือธรรมชาติที่สูงกว่าที่เรียกว่า Supernaturalism ความต่างกันระหว่างความเชื่อและศาสนาสองระดับนี้ก็คือ ภาพเขียนสีที่เพิงผาถ้ำเขาจันทร์งาม ในเขตอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่มา: ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย ระดับแรก เป็นเรื่องของความเชื่อที่เกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติบนพื้นดินหรือบนโลกเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น การนับถือผี ต้นไม้ ภูเขา หนองน้ำ ลำธาร สัตว์และคน รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เป็นฝนตกฟ้าร้อง เป็นต้น ส่วนระดับหลังนั้น เป็นความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่สูงขึ้นไปจากบนดินมาเป็นบนท้องฟ้า ซึ่งทำให้มีความซับซ้อนเกิดขึ้นในการแสดงสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรม การเกิดระดับชั้นของผู้คนและการกำหนดตำแหน่งและให้ความหมายแก่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความซับซ้อนในเรื่องรูปแบบของสัญลักษณ์เห็นได้จากภาพเขียนสีที่มีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นทั้งในรูปแบบเรขาคณิตจนไม่อาจถอดรหัสได้ก็มีภาพของธรรมชาติ เช่น สัตว์ คน สิ่งของ ก็หลากหลายและมีอาการใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น สัตว์บางชนิดมีรูปร่างแปลกๆ และมีอาการกิริยาแปลกๆ ไม่เหมือนธรรมชาติ ในกลุ่มภาพแรกที่เขาปลาร้า เป็นเพิงผาบนภูเขาที่ปัจจุบันเดินทางขึ้นไปยาก ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ในขณะที่ภาพของคนก็ดูหลากหลายด้วยอาการกิริยา ขนาด และการแต่งกาย อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่และฐานะทางสังคมซึ่งอาจพูดได้ว่า ในระยะของพัฒนาการขั้นนี้ สังคมก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กได้พัฒนาเข้าสู่การเกิดบ้านเมืองและรัฐแรกเริ่มที่มีเจ้านายและคณะบุคคลปกครองแล้ว ทำให้ภาพของบุคคลที่มีบทบาทและสถานภาพอย่างน้อย ๒ อย่างปรากฏขึ้น คือ ผู้นำ และคณะที่ปรึกษาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเครื่องแต่งกายเช่นเครื่องประดับศีรษะประดับร่างกาย มีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป บุคคลที่มีฐานะเป็นผู้นำนั้นมักแสดงจากการถืออาวุธที่เป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจและมีอาการลีลาที่องอาจ ในขณะที่คนหรือคณะที่ปรึกษามักมีการแต่งกายที่ผิดมนุษย์ หลายๆ แห่งแต่งตัวใส่หน้ากากหรือสวมหัวโขนเป็นสัตว์ คนพวกนี้คงได้แก่พวกหมอผีหรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณและเวทมนตร์คาถา ซึ่งดูสอดคล้องกันกับการขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่ฝังศพ เพราะมักพบศพบางศพที่มีการนำเอาเขาสัตว์ เขี้ยวสัตว์ และสิ่งสัญลักษณ์บางอย่างมาฝังไว้ ส่วนศพของคนที่เป็นผู้นำก็มักพบเครื่องเซ่นศพที่มีเครื่องประดับที่มีค่ามากกว่าศพคนทั่วไป หลายแห่งพบอาวุธสำคัญประจำตำแหน่งรวมอยู่ด้วย เช่น มีดหรือหอกที่ใบมีดเป็นเหล็กแต่ด้ามเป็นสำริดมีลวดลายสัญลักษณ์ประดับ แต่ที่สำคัญคือภาพเขียนสีของช่วงเวลานี้มักแสดงให้เห็นถึงการประกอบประเพณีพิธีกรรมที่มีการชุมนุมที่ส่ออาการเต้นรำหรือร่ายรำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้....’ ในกลุ่มภาพแรกที่เพิงผาถ้ำเขาปลาร้านั้น ความโดดเด่นอยู่ที่เป็นเพิงผาบนภูเขาที่ปัจจุบันการเดินทางขึ้นไปค่อนข้างยากมาก อาจารย์ศรีศักรบอกว่า คนก่อนประวัติศาสตร์เลือกตำแหน่งได้ดีมาก เพราะบนเขามีสภาพแวดล้อมที่เป็นธารน้ำและพื้นที่พอแก่การเข้าไปพักแรมของคนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาประกอบพิธีกรรมรอบๆ เขาปลาร้าเป็นที่ราบลุ่ม มีลำน้ำหล่อเลี้ยงสลับไปด้วยป่าเขาและที่สูง อันแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์ป่า และแร่ธาตุ มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยหินขัดมาจนถึงสมัยโลหะ ‘….ข้าพเจ้าได้สำรวจพบแหล่งถลุงเหล็กที่เป็นชุมชนที่สืบเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดี เพราะพบร่องรอยชุมชนโบราณที่มีคูน้ำล้อมรอบศาสนสถาน รูปปูนปั้นประดับ รวมทั้งบรรดาเครื่องประดับ เครื่องมือสำริด เหล็ก และลูกปัดแบบต่างๆ มากมาย ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคเหล็กอันเป็นสังคมเกษตรกรรมที่สืบเนื่องเข้าสู่สังคมพุทธ-ฮินดูในสมัยทวารวดี สิ่งที่สนับสนุนให้เห็นว่าสังคมก่อนประวัติศาสตร์ในที่นี้เป็นสังคมเกษตรกรรม ก็เพราะแหล่งประกอบพิธีกรรมอันมีภาพเขียนสีบนผนังผาเขาปลาร้านั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติได้ ในเรื่องแรกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์นั้น ดูได้จากการปรากฏภาพคนที่มีการแต่งกายในวาระที่มาชุมนุม แสดงท่าร่ายรำในการประกอบพิธีกรรม คนทั่วไปนุ่งผ้าเตี่ยวมีชายไหวชายแครงประดับ บนศีรษะมีใบไม้และดอกไม้รวมทั้งขนนกประดับ มีภาพบุคคลที่น่าจะเป็นหมอผี [Shaman] แต่งตัวในลักษณะจำแลงกายเป็นสัตว์เพื่อสื่อสารกับธรรมชาติและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ภาพคนที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็คือ ภาพบุคคลที่มีขนาดใหญ่ มีรายละเอียดของการแต่งกายและเครื่องประดับ มือถืออาวุธแสดงท่าร่ายรำที่มีอานุภาพ ข้างๆ มีสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัข ส่วนภาพของคนกับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาตินั้น แลเห็นได้ชัดเจนจากภาพของสัตว์ป่า สัตว์ล่า และสัตว์เลี้ยง อันแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นสังคมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว ภาพของสัตว์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติก็คือ ภาพของวัวมีหนอกที่คอ เป็นภาพใหญ่ที่เขียนได้อย่างชัดเจนมีสัดส่วน บนหลังวัวมีผ้าที่เป็นลวดลายพาดทับให้เห็นว่าเป็นอาสนะที่มีผู้ทรงอำนาจประทับนั่ง วัวนี้มีคนจูง อาจนับได้ว่าเป็นจุดเด่นสำคัญ เช่นเดียวกันกับภาพของบุคคลตัวใหญ่ที่เป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ทีเดียว ภาพวัวที่มีผ้าพาดทับนี้มีหนทางที่อาจตีความได้เป็น ๒ อย่างคือ อย่างแรก อาจเป็นพาหนะของบุคคลตัวใหญ่ที่น่าจะเป็นประมุขหรือบุคคลศักดิ์สิทธิ์อันเป็นประธานของพิธีกรรม อย่างที่สองก็คือ วัวมีหนอกคือพาหนะของเจ้า ผี หรือเทพที่จะต้องนำมาประกอบพิธีเซ่นสรวง คือฆ่าบูชายัญส่งไปให้นั่นเอง ส่วนภาพสัตว์ขนาดใหญ่อีกภาพหนึ่งก็คือ ภาพลิงใหญ่ที่ดูแล้วเป็นลิงเนรมิตที่แสดงพลังเหนือธรรมชาติมีบริวารล้อม แต่เป็นภาพที่ยังเขียนไม่เสร็จ ภาพสัตว์เนรมิตดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มีสัตว์เป็นบรรพบุรุษ [Totem] ของเผ่าพันธุ์หรือตระกูล มาเป็นสัญลักษณ์รวมของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ในท้องถิ่น ลิงอาจเคยเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่มีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในท้องถิ่นเดียวกัน….’ ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนเพิงผาเขาปลาร้า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานีนี้ นอกจากเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาแต่ครั้งสมัยหินใหม่แล้ว ยังเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย เช่น ภาพคนจูงวัว การแสดงการปราบวัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสมัยที่มีการนำวัวมาใช้เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ในการวาดภาพยังได้มีการเน้นให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญ โดยการสร้างภาพให้มีลักษณะเป็นพิเศษ เช่น ภาพบุคคลสำคัญ ภาพวัว และภาพคนจูงสุนัข ซึ่งมีการตกแต่งและวาดให้เห็นส่วนสัดกว่าภาพธรรมดาอื่นๆ โดยเฉพาะภาพที่สำคัญ คือภาพที่แสดงถึงบุคคลสำคัญในท่าแสดงอำนาจ ในระหว่างการกระทำพิธีทางศาสนา เบื้องหน้าของบุคคลผู้นี้ มีภาพอีกบุคคลหนึ่งขนาดเล็กลงมา แต่งกายคล้ายกับสัตว์ มีเครื่องประดับศีรษะเดินนำหน้า ซึ่งอาจจะเป็นพ่อมดหรือหมอผีก็ได้ สองข้างของบุคคลที่เป็นใหญ่มีสุนัขแวดล้อม ภาพสำคัญ คือภาพบุคคลสำคัญในท่าแสดงอำนาจ ระหว่างการกระทำพิธีทางศาสนา ที่มา: กรมศิลปากร-ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม โลกมีจิตวิญญาณ [Animism] เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และความมั่นคงของชีวิต ที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคมผ่านภาพเขียนสี นับเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นสังคมของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในสยามเทศะอย่างแท้จริง อ้างอิง 'ศาสนาของคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย' โดย ศรีศักร วัลลิโภดม 'ภาพเขียนสีและภาพสลักศิลปะก่อนประวัติศาสตร์' รวบรวมและเรียบเรียงโดย ผศ. พัชรี สาริกบุตร ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการสนับสนุนการจัดทำฐานข้อมูลจากกรมศิลปากร 'ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี' โดย กองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ 'ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ภูปลาร้า' โดย วิยะดา ทองมิตร, บังอร กรโกวิท วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕ เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๔๒๒ 'เขาปลาร้า' โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ‘วิวัฒนาการของการทอผ้าในประเทศไทย’ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๑ เรื่องที่ ๓ ศิลปะการทอผ้าไทย ศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองของไทยในปัจจุบัน









