พบผลการค้นหา 239 รายการ
- ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม กบินทร์บุรี เมืองด่านภาคตะวันออก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2557 แผนที่แสดงที่ตั้งเมืองกบินทร์บุรี ซึ่งอยู่ในที่สบกันของลำน้ำ บริเวณกบินทร์บุรีได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เพราะสภาพแวดล้อมเอื้อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และมีเส้นทางเดินทางทั้งทางน้ำและทางบกเชื่อมต่อได้ตลอดมาตั้งแต่สมัยโบราณที่เป็นเส้นทางเดินทัพและติดต่อกับบ้านเมืองในเขตเขมรต่ำและเขมรทะเลสาบตลอดจนทางภาคอีสานที่ผ่านช่องเขาของเทือกเขาพนมดงเร็กเข้าสู่อีสานใต้หรือเข้าสู่ลุ่มน้ำโขง หลังศึกทางฟากตะวันตกทางฝ่ายพม่าจบสิ้นลงเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๙๓ สยามก็มีการศึกกับบ้านเมืองทางฟากตะวันออกคือ ลาว เขมรและญวนกว่า ๑๔ ปีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดรูปแบบหัวเมืองใหม่ ยกชุมชนหน้าด่านหลายแห่งขึ้นเป็นเมืองเช่น “ด่านกบแจะ” ยกเป็น “เมืองประจันตคาม” “ด่านหนุมาณ” ยกเป็น “ เมืองกบินทร์บุรี” ยก “บ้านแร่หิน” เป็น “เมืองอรัญประเทศ” ยก “บ้านเขยก” เป็น “เมืองวัฒนานคร” และยก “บ้านสวาย” ขึ้นเป็น “เมืองศรีโสภณ” ฯลฯ (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาธิบดี, กรมศิลปากร) และเมื่อมีการกวาดต้อนครัวลาวจากหัวเมืองหลายแห่งที่เคยขึ้นต่อทั้งเวียงจันทน์และหลวงพระบางก็มีการเทครัวมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่บริเวณเมืองด่านทั้งหลายคือ ประจันตคาม กบินทร์บุรี สระแก้ว วัฒนานคร อรัญประเทศ ตลอดจนไปถึงศรีมหาโพธิที่ต่อเนื่องไปถึงเมืองปราจีนบุรี บ้านสร้าง พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา เป็นต้น บ้านเมืองทางหัวเมืองฟากตะวันออกนี้จึงมีความเป็นปึกแผ่นอันเนื่องมาจากจํานวนครัวชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งบ้านตั้งเมืองใหม่นี่เอง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เอง โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลอง “บางขนาก” จากหัวหมากไปถึงเมืองฉะเชิงเทราเป็นเส้นทางลําเลียงเสบียงอาหารและกําลังพลอาวุธต่าง ๆ เพื่อใช้ในการทําศึกทางฟากตะวันออก ต่อมาทั้งสองฝั่งคลองได้มีการเข้าไปบุกเบิกตั้งถิ่นฐานตามเส้นทางดังกล่าว จนกลายเป็นเส้นทางคมนาคมสําคัญระหว่างเมืองฉะเชิงเทราและพระนคร “ด่านหนุมาณ” น่าจะเป็นชุมชนด่านในระดับหมู่บ้านหรือเมืองขนาดเล็กและน่าจะตั้งอยู่บริเวณใกล้กับศาลเจ้าพ่อหนุมานบริเวณริมแควหนุมานฝั่งตะวันตกบริเวณบ้านเมืองเก่าที่คงมีจํานวนผู้คนไม่มากนัก เพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยาผู้คนไพร่พลมีจํานวนน้อยและมักมีเหตุให้มีการเข้ามากวาดต้อนผู้คนจากบ้านใกล้เรือนเคียงเสมอ ดังนั้นยิ่งเมื่อเป็นเมืองด่านผู้คนพลเมืองจึงน้อยตามไปด้วย เราจึงไม่พบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีของการตั้งถิ่นฐานปรากฏอยู่นอกจากความเชื่อที่ยังคงสืบต่อกันมา เช่น การสร้างศาลเจ้าพ่อพระปรง ชุมชนบ้านด่านเมืองด่านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักกับด่านหนุมาณ ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดําริให้สร้างป้อมเมืองปราจีนบุรี แต่สร้างแล้วเสร็จในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพราะอยู่ในเส้นทางไปสู่เขมรและญวนซึ่งกําลังตกอยู่ในช่วงยุคแห่งการล่าอาณานิคม ความสําคัญของบ้านเมืองบริเวณนี้ที่ถือว่าอยู่ในเขตชายแดนจึงมีความสําคัญทั้งในการเริ่มสร้างขอบเขตดินแดนตามแผนที่อย่างสากลและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ฝรั่งเศสอ้างสิทธิ์ในการปกครองกัมพูชาในสมัยพระเจ้านโรดมแทนไทย โดยอ้างว่าฝรั่งเศสมีอํานาจปกครองญวนก็ต้องมีอํานาจปกครองกัมพูชาด้วยเพราะญวนมีอํานาจปกครองกัมพูชา หัวเมืองที่เคยถูกปกครองโดยตระกูลพระยาอภัยวงศ์ ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ โปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางไทยออกไปกินเมือง โดยตอบแทนความดีความชอบแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ที่ทําสงครามและร่วมจัดการความวุ่นวายในเขมรจึงทรงขอเมืองที่ติดกับสยามจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ (นักองค์เอง) ให้พระยาอภัยภูเบศรเป็นผู้ปกครองให้ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ โดยตรงเพื่อคอยคุ้มครองเขมรอย่างใกล้ชิด เขมรจึงถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่ขึ้นกับสยามโดยตรง เรียกว่า “เขมรส่วนใน” ประกอบด้วยหัวเมืองหลัก ๆ คือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ โปริสาท (โพธิสัตว์) และอุดงฤไชย และ “เขมรส่วนนอก” ตั้งแต่พนมเปญ ไปจนจรดเขตแดนภาคตะวันออกติดชายแดนญวน มีเจ้าเขมรปกครอง การปกครองในเขตนี้มีลักษณะพิเศษเพราะถึงแม้จะขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แต่ให้ปกครองกันเองตามประเพณีเขมร และให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) เก็บภาษีอากรใช้จ่ายในการปกครองได้ด้วยตนเอง ตําแหน่งเจ้าเมืองพระตะบองอันเป็นศูนย์กลางของการปกครองเขมรส่วนใน จึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลูกหลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ต้นสกุลอภัยวงศ์ตลอดมารวมเวลา ๑๑๒ ปี (พ.ศ. ๒๓๓๗-๒๔๔๙) และเมื่อเปลี่ยนจากระบบเจ้าเมืองเป็นการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองเขมร ส่วนนอกอยู่ใน “มณฑลบูรพา” ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ประกอบด้วย เมืองเสียมราฐ พระตะบอง พนมศก และศรีโสภณ หลังจากนั้นอีกราว ๓ ปี รัฐบาลสยามต้องทํา “อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔” แลกกับความเสียเปรียบในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากจันทบุรีซึ่งต่อเนื่องจนถึงการแลกเปลี่ยนเมืองตราดและด่านซ้ายในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ซึ่งทางสยามต้องมอบพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ทําให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เป็นเจ้าเมืองพระตะบองคนสุดท้ายและเป็นสมุหเทศาภิบาลสําเร็จราชการ มณฑลบูรพาก็พาผู้สมัครใจทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนติดตามมาอยู่ ณ เมืองปราจีนบุรี ต่อมาท่านบริจาคทรัพย์สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล บูรณปฏิสังขรณ์วัดแก้วพิจิตรโดยเป็นผู้อํานวยการก่อสร้างและออกแบบเอง และเป็นท่านตาของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงสร้างตึกอภัยภูเบศร ซึ่งตั้งใจรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น โดยเป็นตึกทรงเดียวกับที่พํานักในเมืองพระตะบอง ตึกดังกล่าวนี้ภายหลังเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลอภัยภูเบศรที่ท่านบริจาคที่ดินให้ เมื่อเริ่มปฏิรูปการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ จึงได้ใช้เมืองปราจีนเป็นที่ว่าการ “มณฑลปราจีน” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ประกอบด้วยเมืองปราจีนบุรี เมืองชลบุรี เมืองนครนายก เมืองฉะเชิงเทรา เมืองบางละมุง เมืองพนัสนิคม เมืองพนมสารคาม หมายถึงเป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นในภูมิภาคตะวันออก และอีกประการหนึ่งคือมีการค้นพบแหล่งทองคําที่เมืองกบินทร์บุรี มีการทําเหมืองทองคําในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทําให้หัวเมืองปราจีนบุรีมีความสําคัญในฐานะที่หวังจะให้เป็นเมืองทางอุตสาหกรรมแร่ที่ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ปราจีนบุรี ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ และครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ โดยเสด็จจากพระนครลัดเลาะไปออกแม่น้ำนครนายก และเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงที่ปากน้ำโยทะกา ส่วนขากลับเสด็จ พระราชดําเนินมาทางแม่น้ำปราจีนบุรีแล้วเข้าปากคลองบางขนากในอําเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วตัดมาออกที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ผู้คนในเส้นทางเมืองด่านชายแดน ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สยามยกทัพไปตีหัวเมืองลาวทั้งทางหลวงพระบางทางตอนเหนือ ทางเวียงจันทน์ทางตอนกลาง และทางจําปาสักในเขตลาวใต้ จนตกเป็นประเทศราชขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และได้กวาดต้อนผู้คนทั้งไพร่พลและเจ้านายมาไว้ยังบ้านเมืองต่าง ๆ หลายครั้งหลายคราว จนครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งรบกับเจ้าอนุวงศ์ พ.ศ. ๒๓๖๙ ที่ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์และเผาเมืองจนแทบไม่เหลือหลักฐานบ้านช่องและร้างผู้คน แล้วกวาดต้อนผู้คนทั้งหมดมายังฝั่งสยามให้ตั้งบ้านเรือนอยู่หลากหลายท้องถิ่นที่ ปรากฏว่ามีมากก็ที่เขตเขมรป่าดงเมืองศรีษะเกษ เมืองขุขันธ์ และขุนหาญ ปรากฏชุมชนลาวเวียงตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ร่วมกับผู้คนเชื้อสายเขมรจากศรีษะเกษเดินทางผ่านช่องตะโกลงมายังเขตเมืองกบินทร์บุรี อรัญประเทศ และประจันตคามมีชุมชนลาวเวียงปรากฏอยู่จนทําให้บริเวณท้องถิ่นนี้เป็นเขตที่มีการอยู่อาศัยของชาวลาวและพูดภาษาลาวอย่างชัดเจน โดยทางอรัญประเทศยังปรากฏกลุ่มชาวญ้อซึ่งเป็นกลุ่มที่พูดภาษาลาวสําเนียงทางหลวงพระบาง ซึ่งชาวญ้อ เป็นคนกลุ่มใหญ่ในจังหวัดสกลนครที่เคลื่อนย้ายเข้ามาสู่สยามในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนกลุ่มคนพวนที่มาจากแถบเมืองเชียงขวางก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ทางศรีมหาโพธิและปราจีนบุรีไปจนถึงลุ่มน้ำท่าลาด จากสนามชัยเขต เกาะขนุน และพนมสารคาม บริเวณและ ฉะเชิงเทรา รวมทั้งพนัสนิคมในจังหวัดชลบุรี เส้นทางการกวาดต้อนผู้คนจากทางฝั่งเชียงขวา’ และเมืองพวนรวมทั้งทางฝั่งเมืองเวียงจันทน์ก็ผ่านช่องทางด้าน “ช่องตะโก” ผ่านด่านพระจารึกด่านพระปรง ด่านหนุมาณ และเดินทางสู่ ท้องถิ่นต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกก็ใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสําคัญทางหนึ่ง กลุ่มลาวเวียงที่มีจํานวนไม่น้อยตั้งถิ่นฐานที่หัวเมืองแถบสระบุรีและนครนายก เช่น แถบแก่งคอย หนองแค หนองแซง เสาไห้ วิหารแดง บ้านหมอ ปะปนไปกับลาวแง้วที่มาจากทางแถบหลวง พระบางและคนยวนจากเชียงแสนที่เข้ามาก่อนหน้านั้นในช่วงเวลา ต่างกันเล็กน้อย และเลยไปถึงลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ที่มีทั้งลาวเวียง ลาวแง้วและคนพวนที่เป็นกลุ่มไทดําจากเมืองพวน แถบเชียงขวาง และข้ามไปทางภาคตะวันตกที่อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ดังนั้นผู้คนที่เป็นประชากรโดยพื้นฐานของบริเวณ “บ้านด่าน” ชายแดนสยามประเทศในบริเวณ “ด่านพระจารึก” “ด่านพระปรง” และ “ด่านหนุมาณ” คือชาวลาวจากฝั่งขวาของแม่น้ำโขงที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมเวลาแล้วอยู่ในช่วงกว่า ๒๐๐ ปีมาแล้วและมีลูกหลานสืบเชื้อสายสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนจนสามารถตั้งขึ้นเป็น “เมือง” เช่น เมืองกบินทร์บุรีที่ตั้งขึ้นจากบ้านด่านหนุมาณกลายเป็นเมืองหน้าด่านทางภาคตะวันออกของสยามในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เมืองกบินทร์บุรี ชุมชนชาวลาวเวียงที่เป็นกลุ่มใหญ่ ที่สุดอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าตําบลเมืองเก่า บริเวณแควหนุมาน ที่บ้านด่าน เรียกว่า “ด่านหนุมาณ” ซึ่งเป็นชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นบ้านด่านสําหรับเฝ้าระวังในเส้นทางเดินทัพไปยังเขมร พบว่าน่าจะเป็นจุดที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหนุมานบริเวณริมแควหนุมานฝั่งตะวันตกห่างจากบ้านใต้ของบ้านเมืองเก่าราว ๑ กิโลเมตร และชาวบ้านรื้อถอนเพื่อบูรณะและให้มาอยู่ใกล้กับชุมชนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ปัจจุบันตั้งอยู่ติดกับ “หนองหนุมาน” บริเวณบ้านใต้ ๑ กิโลเมตร เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) อพยพผู้คนจากเมืองพระตะบองมายังเมืองปราจีนบุรีหลังจากสยามเสียดินแดนเขมรส่วนในรวมทั้งพระตะบองให้กับฝรั่งเศส สภาพแวดล้อมบริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มใกล้ลําน้ำซึ่งมีทั้งแควหนุมานและห้วยโสมง โดยบริเวณบ้านเรือนจะตั้งอยู่บนโคกเนินที่เป็นแนวยาว บ้านเมืองเก่าประกอบไปด้วยบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ ต่อด้วยบ้านเลียบ บ้านหนองรู บ้านโนนแดง บ้านงิ้ว และบ้านม่วง มีหนองน้ำขนาดใหญ่คือ หนองรูและหนองปลาแขยงที่บางส่วนปรับมาเป็นอุทยานกบินทร์เฉลิมราช ชาวบ้านจึงมีการปลูกผักกระเฉดซึ่งมีวิธีการทําให้ยอดผักกระเฉดอ่อนและกรอบอร่อย เรียกว่า “ผักกระเฉดชะลูดน้ำ” ก็มีแหล่งที่มาจากบริเวณนี้ บริเวณบ้านเมืองเก่าซึ่งเป็นบ้านด่านแต่เดิมคงมีผู้คนอยู่อาศัยไม่มาก แต่เมื่อมีการกวาดต้อนอพยพคนลาวจากทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจึงมีการให้ชาวลาวเวียงจํานวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านด่านหนุมาณ ช่วงเวลานี้ไม่น่าจะเกินราว พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๗๐ จากเมื่อครั้งศึกเจ้าอนุวงศ์ ชุมชนที่นี่จึงขยายใหญ่ขึ้นแต่ก็ยังไม่มีการลงหลักฐานที่มั่นคงเพราะมีสงครามต่อเนื่องกับทางเขมรและ อันนัมหรือญวนอีกกว่า ๑๐ ปี ชาวบ้านที่นี่ยังคงเล่าสืบต่อกันมาว่า ชาวบ้านที่เป็นลาวเวียงที่บ้านเมืองเก่าต้องถูกเกณฑ์ไปรบในทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองเขมร ได้รับความยากลําบากอย่างยิ่ง ต้องทําถนนเพื่อเดินทัพทางบกจากด่านหนุมาณไปยังเมืองเขมรและเป็นกําลังสําคัญในการสู้รบด้วย รูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่วัดพระยาทำริมลำน้ำหนุมาน เมืองกบินทร์บุรี มีวัดสําคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการตั้งทัพและเดินทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาคือ “วัดหนองรู” บ้านหนองรูซึ่งเปลี่ยนเป็นชื่อ “วัดแก้วฟ้ารังษี” ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ บริเวณนี้อดีตเคยใช้บริเวณวัดเป็นกองบัญชาการตั้งทัพเพื่อไปรบกับเขมร และเป็นสถานที่ สําหรับทําพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในหัวเมืองแถบนี้ปัจจุบันยังคงเหลือรูปแบบทางศิลปกรรม เช่น พระอุโบสถและพระพุทธรูปที่เป็นแบบลาวอยู่บ้างเล็กน้อย อีกแห่งหนึ่งคือ ที่บ้านดงเย็นวัดที่บ้านนี้มีประวัติว่าเจ้าพระยาบดินทรเดชาเมื่อกลับจากสงครามแล้วจึงได้สร้างวัดหลวงบดินทรเดชา และนําพระพุทธรูปปางมารวิชัยจากเขมรมาประดิษฐานไว้ในอุโบสถ ทั้งสองแห่งยังพบร่องรอยความทรงจําของผู้คนในปัจจุบัน ที่มีต่อเส้นทางเดินทัพไปรบกับญวนและเขมร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและการเกณฑ์แรงงานชาวลาวไปทําถนนและสู้รบแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาเกือบสองร้อยปีก็ตาม ต่อมามีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งชุมชนริมแม่น้ำที่ “บ้านปากน้ำ” ซึ่งเป็นที่สบกันของแควพระปรงและแควหนุมานเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำบางปะกง และกลายเป็นศูนย์รวมการคมนาคมในราว พ.ศ. ๒๔๔๙ ซึ่งตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นช่วงเวลาที่สยามต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา ได้แก่ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลายรวมทั้งเกาะกูดคืน ในเขตลุ่มน้ำบางปะกงในยุคสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมามีการปลูกอ้อยเพื่อหีบใช้ทําน้ำตาลและเป็นสินค้าส่งออกที่สําคัญและยังมีการปลูกข้าวหมาก ผลไม้จากสวนต่าง ๆ ของป่าจากเทือกเขาภายใน จึงเป็นเขตพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเกษตรและของป่าที่สําคัญของสยามประเทศ และเป็นช่วงเวลาที่สยามทําสนธิสัญญาเปิดการค้าเสรีกับทางอังกฤษมีการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานชาวจีนจํานวนมากตั้งแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้ว แรงงานชาวจีนนี้ส่วนใหญ่แต่แรกเริ่มเข้ามาขายแรงงานเพื่อการสาธารณูปโภคเพิ่มเติมกับแรงงานไพร่ส่วยที่มีไม่เพียงพอและกระจายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ กลุ่มคนจีนมักรวมกลุ่มกันตามที่มาจากท้องถิ่นต่าง ๆ ในเมืองจีน เป็นจีนกวางตุ้ง แคะ ไหหลํา แต้จิ๋ว เพื่อช่วยเหลือระหว่างกันในกลุ่มผู้มาก่อนและกลุ่มผู้มาใหม่ และมักมีการตั้งหัวหน้าที่ได้รับ ความนับถือกันในกลุ่มเรียกว่า “ตั้วเหี่ย” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “ตั้วก่อ” ในภาษาฮกเกี้ยน ที่แปลว่า “พี่ใหญ่” นอกจากทํางานขุดคลองบางขนากเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๐ แล้ว แรงงานชาวจีนที่มีการรวมกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่กันจึงมีความชํานาญในการทําอุตสาหกรรมน้ำตาล รวมทั้งเป็นช่างต่อเรือ ช่างไม้ และสามารถในการเดินเรืออีกด้วย เมืองฉะเชิงเทราในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ที่มีการบุกเบิกพื้นที่เป็นเส้นทางเดินทัพและมีแหล่งทรัพยากรสําคัญจึงมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัย จํานวนมากรวมทั้งชาวจีนด้วย จึงมีการปลูกอ้อยและทําโรงน้ำตาล มากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐได้ให้ความสนใจก่อสร้างโรงงานน้ำตาล ของหลวงขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่ขาดทุนเนื่องจากการทุจริตของข้าราชการและการขาดประสบการณ์ทางธุรกิจ แตกต่างจากชาวจีนที่มีความเชี่ยวชาญการผลิตน้ำตาลทุกขั้นตอน เป็นทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ เพราะมีความชํานาญเป็นหัวหน้าคนงานเสมียน และ ผู้จัดการอย่างเบ็ดเสร็จ สามารถผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตน้ำตาลเช่น เครื่องหีบอ้อย พลั่ว จอบ เสียม กระทะ และสามารถในการเดินเรืออีกด้วย เมืองฉะเชิงเทราในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ที่มีการบุกเบิกพื้นที่เป็นเส้นทางเดินทัพและมีแหล่งทรัพยากรสําคัญจึงมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยจํานวนมากรวมทั้งชาวจีนด้วย จึงมีการปลูกอ้อยและทําโรงน้ำตาลมากขึ้น กรณีจีนตั้วเหี่ยครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ที่เมืองจันทบุรีเกิดจากการวิวาทระหว่างจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋วและเกิดขึ้นตามมาอีกหลายแห่ง เช่นที่เมืองนครชัยศรี และเมืองสาครบุรี และอีกหลายจุด โดยทําฝ่าฝืนกฎหมายและยังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่น การจลาจลของจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทราเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๑ เกิดขึ้นจากแรงงานคนจีนต่อต้านการข่มเหงของขุนนางท้องถิ่นโดยเฉพาะจากเจ้าเมือง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงโทษแต่บรรดาแกนนําอย่างรุนแรง ส่วนผู้ร่วมเหตุการณ์ระดับล่างจํานวนมากได้รับการปล่อยตัว แต่ก็มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ มากกว่าครั้งใด ๆ ถึง ๓,๐๐๐ คน หลังจากนั้นจึงทรงปรับปรุงการแต่งตั้งเจ้าเมืองโดยให้ขุนนางเชื้อสายจีนจากกรมท่าซ้ายเป็นเจ้าเมืองคนใหม่เพื่อปกครองเมืองฉะเชิงเทราที่มีคนจีนอยู่มาก (นนทพร อยู่มั่งมี, “เผาบ้าน เผาเมือง จลาจลโรงน้ำตาล กรณีจีนตั้วเหี่ยเมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓” ศิลปวัฒนธรรม หน้า ๘๘-๑๐๒) ความเป็นเมืองท่าใกล้ปากน้ำชายทะเลของเมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและส่งออกสินค้าการเกษตรพวก น้ำตาล ข้าว หมากและผลไม้และของป่า จึงกลายเป็นศูนย์กลางที่คนจีนโพ้นทะเลจะอพยพเข้ามาทํางานอยู่อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลานับศตวรรษ และเมื่อสะสมทุนพอได้หรือมีเครือข่ายญาติพี่น้องหรือ คนในกลุ่มเดียวกันอยู่ที่ใดก็จะโยกย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานตามท้องถิ่น ภายในริมลํานํ้าบางปะกงที่เรียกเป็นช่วง ๆ ว่าแม่นํ้านครนายกและ แม่นํ้าปราจีนบุรี ดังพบได้ตามตลาดท่าน้ำริมน้ำสําคัญ ๆ ที่มีผู้คนเชื้อสายจีนซึ่งมักแต่งงานกับคนท้องถิ่นแล้วทําการค้าเป็นหลักจนทําให้เกิดตลาดหรือเมืองริมแม่น้ำ เช่น ที่บางคล้า พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าทรายหรือท่าประชุมที่ดงศรีมหาโพธิ จนมาสิ้นสุดเส้นทางเดินทางนํ้าที่เป็นชุมชนตลาดขนาดใหญ่ที่ไกลที่สุดจากปากน้ำบางปะกงก็คือที่ “ตลาดกบินทร์บุรี” บนจุดบรรจบของแควหนุมานและแควพระปรงต้นแม่น้ำบางปะกงนั่นเอง ส่วนทางบางคล้ามีการอพยพของคนจีนรุ่นเก่าเข้ามา ทําสวนยกร่องในเขตที่มีอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนเข้ามาได้และ มีสภาพเป็นและต้องเสียค่าอากรสวนให้แก่รัฐได้มาก สามารถเดินทางแยกออกไปทางนครนายกสู่พนมสารคาม ซึ่งเป็นชุมทางค้าควายและมีกองเกวียนค้าขายแหล่งใหญ่ที่พ่อค้าและนายฮ้อยชาวอีสานเดินทางมาจากช่องตะโกและมาพักเกวียนแถบนี้ และสามารถติดต่อกับปราจีนบุรีที่เดินทางขึ้นไปถึงดงศรีมหาโพธิที่มีชุมทางใหญ่อยู่ที่ “ท่าหาดหรือท่าเขมร” ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ท่าประชุม” อันเป็นชุมทางซึ่งมีทั้งโรงสีข้าวและโรงเลื่อยอยู่ไม่น้อย ต่อเนื่องขึ้นไปถึงเมืองกบินทร์บุรีซึ่งเป็นชุมชนภายในที่ติดต่อกับเขตชายเทือกเขาที่มีการบุกเบิกทําไม้ซุงและทํานาไม่ใช่น้อย ทําให้มีคนจีนไปสร้างหลักแหล่งในฉะเชิงเทรามากขึ้นจนสามารถสร้างโรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล โรงเลื่อย อันส่งผลให้เมืองฉะเชิงเทรากลายเป็นศูนย์กลางความเจริญแทนเมืองปราจีนบุรีที่เจริญขึ้นมาตั้งแต่เป็นจุดพักสําคัญใน เส้นทางเดินทัพสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองกบินทร์บุรีเคยยกฐานะขึ้นเป็น “จังหวัดกบินทร์บุรี” เมื่อ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยมีอําเภอกบินทร์บุรี อําเภออรัญประเทศ อําเภอสระแก้ว และอําเภอวัฒนา จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ จึงยุบเป็นอําเภอกบินทร์บุรีขึ้นกับจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมามีการสร้างทางรถไฟต่อจากเมืองฉะเชิงเทราไปเชื่อมกับทางรถไฟกับกัมพูชาที่คลองลึกอําเภออรัญประเทศเปิดการเดิน รถไฟจากฉะเชิงเทราถึงกบินทร์บุรีระยะทาง ๑๐๐ กิโลเมตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ และเปิดการเดินรถไฟจากกบินทร์บุรี ถึงตําบลคลองลึก อําเภออรัญประเทศระยะทาง ๙๔ กิโลเมตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เชื่อมกับเส้นทางรถไฟของกัมพูชาหรืออินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้นสิ้นสุดที่เมืองพนมเปญ ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ รูปปั้นที่ศาลเจ้าพ่อพระปรง ด่านสำคัญในเส้นทางสู่เขมรแต่โบราณ มณฑลเทศาภิบาลปราจีนบุรีถูกยกเลิกไปเมืองปราจีนบุรี มีฐานะเป็นจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ แต่เนื่องจากจังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่กว้างขวางจึงแยกออกเป็นจังหวัดนครนายก ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ และจังหวัดสระแก้วใน พ.ศ. ๒๕๓๖ สําหรับเหตุการณ์สําคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือ สงครามมหาเอเชียบูรพาที่ทําให้เกิดความทรงจําในสภาพของ สงครามและความเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดปราจีนบุรีและกบินทร์บุรี ก็คือ ญี่ปุ่นได้ยกกองทัพสู่ประเทศไทยทางตะวันออกด้าน อําเภออรัญประเทศผ่านวัฒนานคร สระแก้ว กบินทร์บุรี เพื่อเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยที่กบินทร์บุรีทหารญี่ปุ่นใช้พื้นที่วัดต่าง ๆ เช่น วัดพระยาทํา ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดเก่าเป็นที่พักแรมของทหารญี่ปุ่น ชาวบ้านที่ตลาดเก่าซึ่งเกิดทันยังจดจําเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเรื่องสะพานดําหรือสะพานข้ามทางรถไฟที่ตลาดกบินทร์ไม่ถูกระเบิดจากเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรเพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจีนในตลาดยังจดจําได้มาจนถึงปัจจุบัน หลังจากการบุกครองอินโดจีนของญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ฝรั่งเศสถูกบีบยินยอมอนุญาตให้ญี่ปุ่น ตั้งฐานทัพในอินโดจีนและภายหลัง เมื่อสิ้นสุดกรณีพิพาทโดยมีญี่ปุ่นเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มีการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ จึงทําให้ไทยได้ดินแดนพิพาทมาอยู่ในปกครอง และจัดตั้งเป็นจังหวัดใหม่ขึ้น ๔ จังหวัด คือ นครจัมปาศักดิ์ ลานช้าง พิบูลสงคราม และพระตะบองซึ่งจังหวัดดังกล่าวนี้ไทยได้ปกครองในช่วงเวลาสั้น ๆ จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- บางยี่ขัน ถิ่นวังเจ้าลาว โรงสุรา และโรงปูน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 มิ.ย. 2557 บรรยากาศโรงงานสุราบางยี่ขันก่อนมีการตัดสะพานพระราม ๘ “บางยี่ขัน” เป็นย่านเก่าแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมทางน้ำ มีลำคลองบางยี่ขันเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางจาก คลองผักหนาม และอยู่ในจุดที่เป็นชุมชนใหญ่คือช่วงที่ตัดกับคลองบางบำหรุ ทั้งยังมีเส้นทางคลองเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามเรือกสวนต่าง ๆ บางยี่ขันอยู่ไม่ไกลกับที่ตั้งของด่านขนอนบางกอก ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ความเก่าแก่ของชุมชนในย่านนี้สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น วัดบางยี่ขัน วัดพระยาศิริไอยสวรรค์ ที่มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางและสมัยอยุธยาตอนปลายตามลำดับ นอกจากนี้ยังมี วัดสวนสวรรค์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนาม โบสถ์ร้าง ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอุโบสถเช่นนี้พบตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ลงมา ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง ข้อมูลเกี่ยวกับบางยี่ขันปรากฏใน นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ที่แต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่กรุงเก่า นิราศดังกล่าวบอกเล่าถึงสถานที่ ชื่อบ้านฐานถิ่นที่ตนเองเดินทางผ่าน ไล่เรียงมาตั้งแต่พระบรมมหาราชวังเรื่อยมา “ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา ” เป็นความตอนหนึ่งที่สามารถให้ภาพบริบทของพื้นที่บางยี่ขัน ที่อยู่ถัดจากวัดประโคนปักหรือวัดดุสิดาราม จากนั้นบทกลอนวรรคต่อมาได้ฉายภาพบริเวณนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย ” แสดงว่าในย่านนี้มีโรงสุราตั้งอยู่ซึ่งอาจจะสืบเนื่องจนถึงโรงงานสุราบางยี่ขันในยุคหลัง ๆ โรงสุราแห่งนี้อาจมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ และที่ตั้งอยู่สืบมาอย่างถาวรในย่านบางยี่ขันนั้น อาจเป็นไปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นนิวาสถานเดิมของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ขุนนางผู้ได้กำกับดูแลอากรเตาสุราสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงได้ตั้งเตากลั่นสุราขึ้นใกล้กับบ้าน เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแล กำแพงที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงของวังบางยี่ขัน (ภาพ: สุดารา สุจฉายา) การตั้งโรงงานสุราในพื้นที่ ทำให้กลุ่มแรงงานชาวจีนเข้ามาเป็นคนงานในโรงงานต้มกลั่นสุรา และมาตั้งถิ่นฐานในย่านบางยี่ขันมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเข้ามาทำงานในโรงสุราแล้ว บางส่วนได้ยึดอาชีพค้าขายพายเรือไปตามลำคลอง เปิดโรงฝิ่นบริเวณริมแม่น้ำให้บริการคนในย่านบางยี่ขัน โดยเฉพาะกลุ่มกุลีในโรงงานสุราซึ่งคนกลุ่มนี้มีหัวหน้าควบคุมและขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชาของนายอากร ต่อมาเมื่อรัฐบาลยกเลิกการผูกขาดการต้มกลั่นและจำหน่ายสุรา มอบการควบคุมดูแลให้กับกรมสรรพสามิตในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ชาวจีนที่เคยทำงานในโรงงานสุราเดิมก็เปลี่ยนไปสังกัดอยู่กับกรมสรรพสามิต ก่อนจะโอนโรงงานสุราให้ไปขึ้นตรงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และในช่วงหลังหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ได้เปิดให้บริษัทสุรามหาราษฎรเข้ามารับช่วงสัมปทานโรงงานสุราบางยี่ขัน และดำเนินกิจการจนกระทั่งโรงงานแห่งนี้ปิดตัวลงในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ หลังจากโรงงานปิดตัวลง คนงานในโรงงานบางส่วนได้ลาออกจากงาน แต่ยังคงปักหลักปักฐานประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในย่านบางยี่ขัน บางส่วนได้ย้ายไปทำงาน ณ โรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดปทุมธานี ส่งผลให้ท่าเรือหน้าโรงงานที่เคยคลาคล่ำไปด้วยคนงานซึ่งข้ามฝั่งไปย่านบางลำพูต้องปิดตัวลง อาคารโรงสุรา รวมทั้งอาคารอำนวยการถูกปล่อยทิ้งร้าง และบางอาคารถูกรื้อเพื่อเป็นที่ตั้งของคอสะพานพระราม ๘ ปัจจุบันพื้นที่และอาคารของโรงสุราเดิมได้เปลี่ยนบทบาทเป็นสถานที่ทำการของสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.– มูลนิธิชัยพัฒนา) สถาบันอาหาร และสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา สืบประวัติซากกำแพง ถัดไปทางทิศเหนือของโรงสุราบางยี่ขัน คือพื้นที่ใต้สะพานพระราม ๘ ในปัจจุบัน ยังมีซากกำแพงเก่าทอดตัวยาวตามแนวตะวันออก-ตะวันตกขนานไปกับชุมชนบ้านปูน ปัจจุบันซากกำแพงดังกล่าวขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร สันนิษฐานว่าซากกำแพงดังกล่าวคือ วั งของเจ้าอนุวงศ์ หนึ่งในสามของเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์ อันได้แก่ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งถูกนำตัวเข้ามาเมื่อครั้งกองทัพกรุงธนบุรีตีนครเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ แล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินและวังให้เป็นที่ประทับ ณ บางยี่ขัน วังเจ้าเวียงจันทน์มีรูปร่างลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นไร สร้างขึ้นในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัด มีเพียงถ้อยความจาก นิราศวังบางยี่ขัน ซึ่งแต่งโดยคุณพุ่ม กวีหญิงผู้ได้รับสมญานามว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๒ (สมัยรัชกาลที่ ๕) เมื่อครั้งตามเสด็จพระองค์หญิงนารีรัตนา (พระธิดาในเจ้าจอมมารดาดวงคำ เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๔ ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาของเจ้าอนุวงศ์) และเจ้าจอมประทุม ไปเยี่ยมอาการป่วยเจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ เจ้าเมืองมุกดาหาร บิดาของเจ้าจอมประทุม ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของเจ้าจอมมารดาดวงคำ แม้ในใจความจาก นิราศวังบางยี่ขัน จะฉายภาพความทรุดโทรมของสถานที่ แต่ก็เป็นข้อมูลลายลักษณ์สำคัญที่สนับสนุนว่าซากกำแพงเก่า ถาวรวัตถุสิ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นนิวาสถานของเจ้าเวียงจันทน์ รวมในย่านนี้ยังเคยเป็นชุมชนของชาวลาวที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกด้วย บ้านบางยี่ขัน : คฤหาสน์ขุนนางริมเจ้าพระยา ปัจจุบันหากใครสัญจรทางน้ำช่วงท่าเรือสะพานพระปิ่นเกล้าถึงท่าเรือสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ต้องสะดุดตากับความความงามของอาคารสถาปัตยกรรมคอนกรีตสองชั้นริมน้ำเจ้าพระยาสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนผสมกับตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งอยู่ถัดไปทางตอนใต้ของโรงสุราบางยี่ขัน และเป็นจุดที่สามารถแลเห็นภูมิทัศน์ป้อมพระสุเมรุของย่านบางลำพูเบื้องหน้าได้ชัดเจน อาคารดังกล่าวก็คือโรงแรม พระยา พาลาซโซ [Praya Palazo] ในปัจจุบัน ซึ่งชื่อใหม่นี้บอกนัยให้รู้ว่า นี่คือคฤหาสถ์แห่งพระยาชลภูมิพานิช เนื่องจากเดิมอาคารหลังนี้มีนามว่า “บ้านบางยี่ขัน” เป็นบ้านของพระยาชลภูมิพานิช (ไคตั๊ค อเนกวานิช) ขุนนางเชื้อสายจีนในสมัยรัชกาลที่ ๕ และคุณหญิงส่วน ผู้เป็นภรรยาและเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จนปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ทายาทได้ขายบ้านหลังนี้ให้แก่มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทาน (มัสยิดปากคลองบางกอกน้อย) เพื่อใช้เป็นอาคารใหม่ของโรงเรียนราชการุณมูลนิธิ กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โรงเรียนแห่งนี้ปิดตัวลง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โรงเรียนอินทรอาชีวะได้มาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินกิจการ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ โรงเรียนแห่งนี้ก็ปิดกิจการลงพร้อม ๆ กับปล่อยบ้านหลังนี้ทิ้งร้าง ทรุดโทรม แต่ยังคงเค้าความงามหลงเหลือให้เห็น ทำให้ในเวลาต่อมา ผศ. วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ ผู้ซึ่งมองเห็นคุณค่าความงามได้มาขอเช่าและทำโครงการปรับปรุงซ่อมแซม โดยพยายามรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และเปิดให้บริการเป็นที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงสถานที่จัดเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ จิ ตรกรรมในอุโบสถวัดบางยี่ขัน ภาพสะท้อนท้องถิ่น เห็นต้นมะพร้าวและเงาะบางยี่ขัน (ภาพ: สุดารา สุจฉายา) ทำสวน ทำปูน พื้นที่ฝั่งธนบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสวนมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา บางยี่ขันจัดเป็นสวน “บางบน” ของสวนในบางกอก และมีผลไม้ขึ้นชื่อ คือ เงาะ ซึ่งเป็นเงาะชั้นดีราคาแพง ด้วยเป็นเงาะเนื้อล่อน พันธุ์เหลืองใหญ่ เหลืองเล็ก และแฟบ อันเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) จึงทรงยกอากรสวนเงาะให้กับชาวบ้านบางยี่ขันทั้งหมด ดังเห็นร่องรอยจากคำบอกเล่าของคุณสังวาลย์ สุนทรักษ์ ที่ว่า “ตอนที่มาอยู่ยังมีสภาพเป็นสวน หลังโรงเรียนเป็นสวนชมพู่ ตอนนั้นย่านนี้เป็นสวนทั้งหมด สะพานพระปิ่นเกล้ายังไม่มี เขาเรียกว่า ‘สวนบางยี่ขัน’ เพราะนี่เป็นตำบลบางยี่ขัน...เงาะบางยี่ขันที่บ้านก็ปลูก มีขนสีแดง มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นสีอ่อนๆ ลูกกลมๆ แต่ถ้าลูกแบนก็ขนแดง มีเป็นพวงเลย มีชื่อทั้งสองอย่าง แต่ทีหลังหมดพันธุ์ เดี๋ยวนี้ไม่มี ในช่วงนั้นทางจันทบุรีเขายังไม่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้...เคยทานเงาะบางยี่ขัน ขึ้นต้นเก็บเลย เลือกเก็บแต่ลูกแดง ๆ ต้องเป็นกะเทย กะเทยคือไม่มีเมล็ด เนื้อจะคล้าย ๆ เงาะสีชมพู เงาะที่มาจากปีนังขนมันคล้ำ แต่ว่าของบางยี่ขันขนสีแดงสวย เป็นชนิดลูกกลม เป็นพวงเหมือนกัน” นอกจากขึ้นชื่อเรื่องผลไม้แล้ว ย่านบางยี่ขันยังเป็นที่ตั้งของชุมชนทำปูน จนกลายเป็นที่มาของชื่อบ้านสืบมาจนถึงทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นของการทำปูนนั้นมีอยู่หลายสำนวน บ้างก็ว่าเริ่มทำในช่วงราวสมัยรัชกาลที่ ๔ บ้างบอกว่ากลุ่มคนที่อพยพมาอยู่บ้านปูนนั้น มีอาชีพทำปูนมาก่อนที่จะอพยพลงมาหลังกรุงศรีอยุธยากำลังจะแตก หลังจากที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่จึงได้ยึดอาชีพทำปูนสืบต่อมา สวนสวรรค์ที่กลายเป็นวัดร้าง มีบ้านเรือนล้อมโดยรอบ (ภาพ: http://www.sujitwongthes.com ) การทำปูนนั้นต้องใช้เวลาเผาหินเป็นเวลากว่า ๕ วัน ๕ คืน หินที่นำมาเผาเป็นหินปูนจากจังหวัดราชบุรี ปูนที่ได้นอกจากจะใส่ปีบขนลงเรือไปขายตามที่ต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นหนึ่งในเครื่องบริโภคที่ส่งเข้าไปในรั้วในวังอีกด้วย นอกจากนี้ในอดีตย่านบางยี่ขันยังมีสวนหมากปลูกแซมไปกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ ทั้งยังมีสวนพลูอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก สวนพลูเก่านี้อยู่ในพื้นที่บริเวณซอยอรุณอัมรินทร์ ๓๔ และเป็นที่แน่นอนว่าสมัยก่อนหากใครจะเดินทางขึ้นเหนือหรือล่องใต้ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อมองเห็นเตาเผาหินทำปูนเรียงรายอยู่ตามลำน้ำ เป็นที่ทราบกันดีว่าที่นี่คือบ้านปูน ปัจจุบันสวนผลไม้และเตาเผาปูนไม่หลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้เห็นอีกต่อไปแล้ว แม้แต่คำคล้องจองที่ว่า “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” ยังคงเหลือเพียงแต่สวนนอกในย่านตำบลอัมพวา บางคณฑี บางนกแขวก และดำเนิน- สะดวกเป็นบางแห่ง พอให้คนรุ่นหลังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสวนตามลุ่มน้ำที่ยังสืบทอดภูมิปัญญาในการหาเลี้ยงชีพจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมกินหมากกินพลูก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสังคมไทย คงเหลือเพียงความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนให้เล่าขาน ซึ่งนับวันจะเหลือน้อยเต็มที ความเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองจากฝั่งพระนครมาสู่ฝั่งธนบุรี เห็นได้จากการเปิดใช้สะพานกรุงธนในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และต่อมาคือสะพานพระปิ่นเกล้าในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนสองฟากฝั่ง หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ห้างสรรพสินค้าพาต้าได้เข้ามาเปิดให้บริการในย่านนี้ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานพระราม ๘ ขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนบรมราชชนนี และการสัญจรข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจากฝั่งธนบุรีไปยังฝั่งพระนคร ระหว่างการก่อสร้างสะพานครั้งนั้นแม้มีเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนในปัญหาการเวนคืนที่ดิน แต่ด้วยการประสานประโยชน์เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ก็ทำให้สะพานแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล อย่างไรก็ดี วันนี้ภาพจำของคนในบ้านบางยี่ขันกำลังพร่ามัวลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากคนดั้งเดิมในพื้นที่โยกย้ายถิ่น ปล่อยที่ดินให้เช่าหรือไม่ก็ขายเปลี่ยนมือ คนจากต่างถิ่นทยอยเข้ามาจับจองอยู่อาศัย เกิดคอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์ บ้านเช่า อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า ผุดขึ้นมากมาย และบางส่วนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นชุมชนแออัด ผู้อาศัยอยู่ในย่านเวลานี้น้อยคนที่จะทราบว่าย่านเก่าแก่แห่งนี้เคยเป็นโรงเหล้า วังเจ้าลาว คฤหาสถ์ขุนนาง สวนเงาะมีชื่อ และแหล่งทำปูนกินหมาก มรดกที่เป็นรากฐานของย่าน ในขณะที่พลวัตรของเมืองกำลังแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จะมีหนทางใดที่จะเชื่อมร้อยส่งต่อเรื่องราวและมรดกอันมีชีวิตชีวาของย่านให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งที่ยังคงอยู่สืบต่อจากบรรพบุรุษและคนใหม่ที่เข้ามาลงรากสร้างถิ่นฐานใหม่ ได้รับรู้และสามารถนำมรดกวัฒนธรรมเก่าแก่ของย่านตน เป็นแกนในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างเท่าทันและยั่งยืน ไม่ว่าในอนาคตพลวัตรของเมืองจะนำพาชุมชนเก่าริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ไปในทิศทางใด วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วาน ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์ สังวาลย์ สุนทรักษ์, ชาญ คงเมือง, รำพรรณ กัลยาณสุตร, ลำไย แก้วภูผา, วลี ชมพืช, สุรัตน์ ฤาษีประสิทธิ์, อุทิศ อุดมทรัพย์, อานันท์ นาคคง และพิสุทธิลักษณ์ บุญโต อ้างอิง กรุงเทพมหานคร. สะพานพระราม ๘ : โครงการแก้ไขปัญหาจราจรตามแนวพระราชดำริ . ๒๕๔๓. ประภัสสร์ ชูวิเชียร. วัดสวนสวรรค์ บางยี่ขัน สวนสวรรค์ที่ถูกลืม . ศิลปวัฒนธรรม . ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๘, มิถุยายน ๒๕๕๕. (หน้า ๓๖ – ๔๑). สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ.. ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมจากวรรณคดีกวีสยามนำเที่ยว กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : มติชน ,๒๕๔๕. สุดารา สุจฉายา, บรรณาธิการ. ธนบุรี . กรุงเทพฯ : สารคดี, ๒๕๔๒. อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- เส้นทางข้ามสมุทรเคคาห์-ปาตานี ความเป็นเมืองท่าและความสำคัญของทรัพยากรต่อบ้านเมืองภายใน
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2557 แผนที่แสดงเส้นทางข้ามคาบสมุทรยุคโบราณมาเลย์-สยาม บริเวณแผ่นดินของคาบสมุทรมาเลย์-สยามตั้งแต่โบราณกีดขวางการเดินทางระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก อันหมายถึงผู้คนทางฝั่งอินเดียที่เชื่อมต่อกับอาหรับ เปอร์เซีย และโรมันทางฝั่งตะวันตกกับจีนแผ่นดินใหญ่ทางฝั่งตะวันออก การเดินทางระยะไกลข้ามทวีปในช่วงแรกเริ่มเหล่านี้มนุษย์ล้วนแต่ใช้เรือเป็นพาหนะเดินทางต้องแล่นเรืออ้อมช่องแคบมะละกาที่มีขนาดเล็กหรือเดินทางบกข้ามคาบสมุทรมาเลย์-สยามในหลายช่องทาง ในยุคหนึ่งช่องแคบมะละกามีปัญหาโจรสลัดชุกชุมและการเดินทางที่อ้อมแหลมใช้เวลานาน ตลอดจนปัญหาเรื่องเวลาที่ต้องพึ่งพาลมมรสุม จึงมีความนิยมขนส่งสินค้าหรือเดินทางข้ามคาบสมุทรจนทำให้เกิดบ้านเมืองชุมชนใหญ่น้อยที่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางขึ้นหลายแห่ง ปรากฏหลักฐานโบราณคดีบริเวณเส้นทางข้ามคาบสมุทรหลายเส้นทางตั้งแต่บริเวณตอนต้นตั้งแต่มะริดะกุยบุรีและเพชรบุรี กระบุรี-ชุมพร ตะกั่วป่าและกระบี่-อ่าวบ้านดอนและนครศรีธรรมราชตรังะพัทลุง เคดาห์หรือไทรบุรี-สงขลา และเคดาห์-ปัตตานี เป็นต้น ต่อมาเส้นทางเหล่านี้ถูกลดความสำคัญจากเส้นทางข้ามคาบสมุทรเป็นเส้นทางที่ใช้ในท้องถิ่นเนื่องจากการเดินเรือนั้นสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบได้สะดวกกว่าในอดีต จึงไม่มีความจำเป็นต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นบกอีกต่อไป และเส้นทางสำคัญจากเคดาห์ในมาเลเซียสู่ยะรังและปาตานี ซึ่งมีการพบกลุ่มเมืองโบราณสำคัญ ๓ กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเมืองโบราณที่ ยะรัง ปรากฏเมือง ๓ เมือง ได้แก่ บ้านวัดบ้านจาเละ และปราแว 2.กลุ่มเมืองบริเวณเขาหน้าถ้ำ ที่ยะลา 3.กลุ่มเมืองบริเวณปากแม่น้ำเมอบก บริเวณหุบเขาบูจังหรือหุบเขาแม่ม่ายซึ่งอยู่ในบริเวณเคดาห์ กลุ่มเมืองทั้งสามแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การติดต่อระหว่างจีนและอินเดียดำเนินไปได้โดยสะดวกโดยมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ซึ่งเป็นช่วงที่การค้าระหว่าง ตะวันออกกลาง อินเดีย และจีนเติบโตเป็นอย่างมาก กลุ่มเมืองดังกล่าวมีศูนย์กลางของบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เมืองโบราณยะรังซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น “ลังกาสุกะ” เมืองสำคัญในเอกสารโบราณ บทบาทของกลุ่มเมืองยะรังในขณะนั้นคือ เป็นเมืองการค้าที่เป็นเมืองท่าภายใน [Entrepot] ตั้งอยู่ห่างจากอ่าวปัตตานีราว ๑๖-๑๗ กิโลเมตร ร่องรอยที่ปรากฏคือคูน้ำคันดินของเมืองขนาดใหญ่และเล็ก ๓ แห่งเรียงจากทิศใต้ขยายไปยังทิศเหนือ ได้แก่บ้านวัด บ้านจาเละ และบ้านปราแว เหตุผลที่เมืองท่ายะรังอยู่ห่างจากชายฝั่งลึกเข้ามาในแผ่นดินถึง ๑๖-๑๗ กิโลเมตรนั้น เนื่องจากบ้านเมืองแรกเริ่มมักตั้งถิ่นฐานห่างไกลชายฝั่งทะเลเป็นระยะทางที่เหมาะสม ไม่ไกลและใกล้เกินไปจากเหตุผลการทำเกษตรกรรมที่จำเป็นต้องมีที่ราบและน้ำจืดเพื่อสะดวกแก่การเดินทางทั้งจากบ้านเมืองภายในแผ่นดินและภายนอก โดยรูปแบบการตั้งเมืองเช่นนี้ปรากฏในยุคสมัยเดียวกับบริเวณอื่น ๆ เช่น เมืองนครปฐมโบราณ เมืองอู่ทอง เมืองคูบัว ฯลฯ ปรากฏหลักฐานว่าเมืองปราแวในกลุ่มเมืองยะรังนี้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงยุคสมัยของรายากูนิง เมื่อย้ายบ้านเมืองมาตั้งอยู่ที่ริมฝั่งทะเลแล้วและแม้กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นยุคแบ่งออกเป็น ๗ หัวเมืองแล้วก็ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่เรื่อยมา กลุ่มเมืองโบราณที่ยะรังนี้มีการค้นพบเส้นทางน้ำภายในหลายเส้นทาง และมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด เนื่องจากระยะทางจากภูเขาในเขตยะลาจนถึงปากน้ำปัตตานีมีระยะทางไม่เกิน๓๐ กิโลเมตร อันเป็นระยะทางไม่ไกลนัก ทำให้เส้นทางน้ำเปลี่ยนแปลงโดยง่ายเมื่อมีการจัดการน้ำในรูปแบบทำนบหรือเขื่อนขนาดเล็กในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ในสมัยของรายาฮิเยาก็มีการบันทึกว่ามีการทำทำนบกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งภายหลังจากการสิ้นพระชนม์แล้วก็มีการรื้อออกเนื่องจากสร้างปัญหาในการทำนาเกลือ โดยทำนบโบราณนั้นคงมีปรากฏร่องรอยให้เห็นถึงปัจจุบัน โบราณวัตถุที่สำคัญที่พบในกลุ่มเมืองยะรังนี้ พบวัตถุโบราณเกี่ยวกับศาสนาพุทธมหายาน เช่น สถูปจำลองต่าง ๆ โบราณวัตถุของศาสนาฮินดู ได้แก่ โคนนทิและศิวลึงค์ในรูปแบบมุขลึงค์ แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูและพุทธแบบมหายานด้วย กลุ่มเมืองบริเวณถ้ำคูหาภิมุข ที่ยะลา เป็นพื้นที่ภูเขาหินปูนซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านการเดินทางจากน้ำเป็นบกหรือเข้าเขตภูเขาจากเรือที่ล่องเข้ามายังแม่น้ำปัตตานี ถ่ายสินค้าหรือเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางขึ้นเขาโดยมีช้างเป็นพาหนะและเดินทางสู่ปากอ่าวอีกริมฝั่งทะเลหนึ่งเพื่อล่องเรือต่อ ในเขตถ้ำคูหาภิมุขนี้ ได้พบพระพิมพ์ดินดิบจำนวนมาก โดยรูปแบบของพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปประทับบนปัทมอาสน์ ซึ่งเป็นแบบมหายาน และยังค้นพบพระพิมพ์รูปแบบเดียวกันนี้ที่เคดาห์ ซึ่งสามารถแสดงถึงความร่วมสมัยและความเกี่ยวโยงกันได้อย่างชัดเจน เส้นทางข้ามคาบสมุทรบริเวณบ้านเมืองจากฝั่งเคดาห์ ลังกาสุกะ และปาตานี กลุ่มเมืองบริเวณหุบเขาบูจังที่เคดาห์นี้ มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นที่ราบสำหรับทำการเกษตร โบราณวัตถุที่พบในเขตนี้เป็นจารึกสำคัญ คือ “จารึกมหานาวิกะ พุทธคุปต์” อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ซึ่งมีอายุรุ่นก่อนเมืองโบราณที่ยะรัง อีกทั้งปรากฏศาสนสถานของชาวฮินดูที่เรียกว่า “จันทิ” [Chandi] จำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าจากอินเดียในช่วงเวลาร่วมสมัยและภายหลังจากเมืองโบราณที่ยะรังเจริญถึงขั้นสูงสุดแล้ว จากข้อมูลทางโบราณคดีดังกล่าว ทำให้เห็นว่า กลุ่มเมืองทั้งสาม ต่างได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธมหายานซึ่งมีความร่วมสมัยกับศรีวิชัย และเห็นพ้องกับแนวคิดที่ว่า ศรีวิชัยไม่มีศูนย์กลางอย่างชัดเจน แต่เป็น “สหพันธรัฐเมืองท่า” [Port Politics] ที่ปรับตัวตามความเหมาะสม มีศูนย์กลางหลายแห่ง และเคลื่อนย้ายไปตามช่วงเวลา การที่เมืองเริ่มย้ายตัวออกมาสู่บริเวณปากแม่น้ำในเวลาต่อมา ว่าเป็นเหตุผลของพัฒนาการด้านการค้ากับชาวตะวันตกเพื่อย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการติดต่อค้าขายที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศาสนาอิสลามเผยแผ่สู่ท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เมืองปัตตานีเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาก เนื่องจากมีแม่น้ำปัตตานีเชื่อมต่อถึงปากอ่าวที่มีภูมิประเทศกำบังลมได้และมีความปลอดภัยจากลมมรสุม อีกทั้งยังมีพื้นที่ราบลุ่มกว้างขวางเหมาะแก่การเพาะปลูก โดยสินค้าที่สำคัญของปัตตานีคือ เกลือ และสินค้าของป่า, พวกแร่ธาตุ และช้าง ทำให้เมืองปัตตานีมีบทบาทเป็นเมืองท่าที่สำคัญกับทั้งตะวันตกและพ่อค้าตะวันออก แม้ในยุคที่ตะวันตกเข้ามาทำการค้าโดยตรงปัตตานีก็ยังคงมีความสำคัญในฐานะเมืองท่าตลอดมา เนื่องจากมีการค้นพบเครื่องถ้วยของดัตช์ในปัตตานีจำนวนมาก จึงเป็นหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงระหว่างปัตตานีและชาวตะวันตกและความเป็นเมืองท่าสำคัญในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งเมืองโบราณที่ยะรัง แม่น้ำ และอ่าวปัตตานี เรื่องราวการเข้ามาของศาสนาอิสลามในดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีหลายแนวคิด โดยอ้างถึงบทความเรื่อง “สังเขปประวัติศาสตร์ปัตตานี” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่าการเผยแผ่ศาสนาอิสลามจะเผยแผ่สู่ชาวบ้านโดยผ่านโต๊ะครูเป็นหลักซึ่งเป็นการเผยแผ่สู่ฐานที่กว้างที่สุด โดยมีลักษณะที่ต่างจากการเผยแผ่ศาสนาฮินดูและพุทธ ซึ่งจะเริ่มที่ชนชั้นปกครองเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มรับศาสนาและสร้างศาสนสถาน อุปถัมภ์นักบวช ทำให้ศาสนาอิสลามมีความมั่นคงเนื่องจากเกิดขึ้นมาจากฐานของประชาชนจำนวนมาก นิธิ เอียวศรีวงศ์ยังเสนอต่ออีกว่า กลุ่มอิสลามที่เข้ามาน่าจะเป็นนิกายซูฟี เนื่องจากนิกายนี้เชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษ ทำให้ปรับตัวเข้ากับแนวคิด Animism ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไม่ยากนัก อีกทั้งมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า การเข้ามาของมุสลิมอาจเข้ามาพร้อมกับ เจิ้งเหอ ขันทีชาวมุสลิมจากกวางตุ้ง ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ ราชวงศ์หมิง ที่เป็นแม่ทัพนำกองเรือออกสู่ดินแดนโพ้นทะเล เนื่องจากมีความร่วมสมัยกับรัชสมัยของเจ้าชายปรเมศวรผู้สถาปนามะละกาด้วย แผนผังบริเวณที่ตั้งกลุ่มเมืองโบราณที่ยะรังที่สันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึงรัฐลังกาสุกะ ปัตตานีในยุครัฐรายามีความเป็นปึกแผ่นและรุ่งเรืองมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เช่น การให้ความสำคัญกับสตรีโดยสังเกตได้จากผู้ปกครองมีจำนวนหลายพระองค์ที่เป็นอิสตรีเรื่องราวของช้างในปัตตานีมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ขนส่งสินค้าซึ่งจำเป็นอย่างมากในยุคนั้น แม้ขบวนเสด็จก็ยังปรากฏรูปช้างในขบวนด้วย รูปแบบของเมืองในคาบสมุทรนั้นทั้งในเคดาห์ ปัตตานี และมะละกามีลักษณะไม่ยืนยาว เปลี่ยนแปลงไปตามปัญหาการเมืองภายในและภายนอกของผู้ปกครอง อีกทั้งปัตตานีนั้น เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลาง ๒ ภูมิวัฒนธรรม คือ สยามและมลายู โดยตอนแรกปัตตานีอยู่ภายใต้การปกครองของนครศรีธรรมราช ต่อมาตกอยู่ใต้อำนาจของสงขลา จนเข้าสู่การแบ่งเป็น ๗ หัวเมือง ทำให้ปัตตานีและสยาม เข้าใจบทบาทของตนไม่ตรงกัน กล่าวคือปัตตานีเข้าใจว่าตนเองดำรงสถานะรัฐสุลต่าน [Sultaness] โดยตลอด ในขณะที่สยามมองปัตตานีว่าเป็นรัฐเมืองในอารักขาที่ต้องส่งบุหงามาศ และมีบ้านเมืองที่มีบทบาทสำคัญภายในคาบสมุทรที่ดูเหมือนจะหล่นหายไปในประวัติศาสตร์ในช่วงที่ปาตานีถูกแบ่งออกเป็น ๗ หัวเมืองแล้ว (ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ ๑ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์) และอยู่ในเส้นทางข้ามคาบสมุทรแต่โบราณที่ยังคงใช้ประโยชน์จากเส้นทางเชื่อมต่อและทรัพยากรธรรมชาติในแผ่นดินทั้งของป่าและเหมืองแร่มาอย่างต่อเนื่อง คือ “เมืองรามัน” ซึ่งเป็นเมืองภายในแผ่นดินที่ไม่มีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเล พระพิมพ์แบบมหายานดินดิบพบที่ถ้ำคูหาภิมุข จังหวัดยะลา ต่วนลือบะห์ ลงรายา (หลวงรายาภักดี) บุตรเจ้าเมืองรามันผู้ถูกเรียกไปที่กรุงเทพฯ และหายสาบสูญไป (บน) ตันปุ่ย หรือหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ต้นตระกูลคณานุรักษ์ (ล่าง) การแยกหัวเมืองจากศูนย์กลางริมชายฝั่งทะเลทำให้เกิดเมืองภายใน เช่น ที่เมืองยาลอซึ่งเป็นจุดเริ่มการเดินทางจากพื้นที่ราบเป็นที่สูงใกล้ฝั่งน้ำปัตตานี เมืองระแงะที่ตันหยงมัสซึ่งอยู่กึ่งกลางของที่ราบระหว่างเชิงเขาบูโดและสันกาลาคีรีที่ยังไม่เคยมีหัวเมืองสำคัญใดตั้งขึ้นมาก่อน และเมืองรามันที่อยู่เชิงเขาใกล้กับลำน้ำสายบุรี ซึ่งต่อมากลายเป็นเมืองที่ถูกกล่าวขานและถูกจดจำจากผู้คนในท้องถิ่นกลายเป็นตำนานเรื่องราวต่าง ๆ จนทำให้เห็นภาพพจน์ว่าเมืองรามันในยุครุ่งเรืองนั้นมีอาณาเขตใหญ่โต เป็นต้นกำเนิดประเพณีและการละเล่นในราชสำนักมลายูแบบโบราณหลายเรื่องรวมทั้งมีผู้นำซึ่งผูกพันและใกล้ชิดกับชาวบ้านในหลายท้องถิ่นในการควบคุมแรงงานเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทรัพยากร เช่น ช้างป่า การเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งาน เช่น ม้า วัว ควาย การทำนาแบบทดน้ำและการทำเหมืองแร่ดีบุก เจ้าเมืองรามันตั้งแต่แรกเริ่มตั้งเมืองจนถึงท่านสุดท้ายสามารถคุมอำนาจในการดูแลและทำเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในระยะนั้น ทำให้เจ้าเมืองมีฐานะและอำนาจจนมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าเมืองรามันทั้งเรื่องไปเที่ยวจับช้างป่าหรือออกรบกับเมืองไทรบุรีหรือส่งคนไปควบคุมการปลูกข้าวปรากฏตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในแถบเทือกเขาบูโดและไกลไปจนข้ามสันปันน้ำในฝั่งรัฐเประของมาเลเซีย เมืองรามันซึ่งมีเขตแดนกว้างไกลและบางครั้งไม่สามารถตกลงในเรื่องขอบเขตของผลประโยชน์และเหมืองแร่ดีบุกกับรัฐเประทางเหนือเพราะเมืองรามันถือเอาดินแดนที่อยู่เลยสันปันน้ำเข้าไปในดินแดนของเประเสมอ เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุกและสามารถส่งแร่ไปทางลำน้ำมูดาออกสู่ชายฝั่งทะเลฝั่งอันดามันได้สะดวกกว่า และรัฐปาตานีแต่เดิมก็ถือว่าเขตแดนที่เป็นบริเวณเหมืองดังกล่าวนั้นเคยอยู่ในดินแดนปาตานีซึ่งเมืองรามันก็ถือตามนั้น และยังไม่กำหนดใช้เส้นเขตแดนแบบรัฐสมัยใหม่หรือรัฐอาณานิคมที่ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นกำหนดขอบเขตของบ้านเมือง เหมืองแร่ทางเขตสันปันน้ำฝั่งเประ คือ เกลียนอินตัน บริเวณที่เรียกว่า ฮูลูเประ ในปัจจุบัน เหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ก็เพราะมีตัวแทนของเมืองรามันที่ไปคุมการขุดแร่ดีบุกที่นั่นชื่อ วันฮีตัม ผู้คนจึงเรียกว่าเกลียนวันฮีตัม หมายถึงเหมืองของวันฮีตัม คำว่า ฮีตัม แปลว่า ดำแต่เพื่อให้มีความหมายที่ดีจึงเปลี่ยนมาเป็น เกลียนอินตัน ซึ่งแปลว่าเหมืองเพชร กล่าวกันว่าเจ้าเมืองรามันซึ่งมีเชื้อสายเป็นญาติกับเจ้าเมืองทางปัตตานีและยาลอมักไปดูเหมืองแร่บ่อยๆ เวลาไปแต่ละครั้งจะมีช้างหลายร้อยเชือก บางครั้งถึง ๓๐๐ เชือกก็มี จึงไม่มีที่อาบน้ำให้ช้าง วันฮีตันในฐานะเป็นตัวแทนของเจ้าเมืองรามันจึงได้ทำทำนบ เพื่อขังน้ำสำหรับให้เป็นที่ช้างอาบน้ำ จึงเรียกว่า ทำนบวันฮีตัน หลังจากเกิดการขัดแย้งต่อต้านรัฐสยาม ต่วนมันโซร์ หรือ ต่วนโต๊ะนิ หรือสำเนียงท้องถิ่นว่าตูแวมาโซ เป็นเจ้าเมืองต่อไป และรายได้สำคัญที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เจ้าเมืองรามันในขณะนั้นคือ “ดีบุก” โดยเฉพาะเหมืองแร่ที่ เกลียนอินตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตรัฐเประ ผลประโยชน์จากแร่ดีบุกนี่เองทำให้เมืองรามันกับเประวิวาทกันจนถึงรบราฆ่าฟันเพราะสุลต่านเประส่งทหารไปยึดค่ายกูบูกาแปะห์ เกลียนอินตัน และกัวลากปายัง ต่วนโต๊ะนิ เจ้าเมืองรามันจึงเตรียมพลพรรคเพื่อยึดค่ายและเหมืองแร่ มีแต่กัวลากปายังที่ยึดไม่ได้เพราะกำลังทหารจากเประมีมาก แต่เมื่อยึดภาคเหนือของเประที่ฮูลูเประได้แล้ว เจ้าเมืองรามันก็ถอยกลับโดยตั้งลูกสาวชื่อว่า โต๊ะนังซีกุวัตเป็นผู้คุมเหมืองที่เกลียนอินตันและโกระ ในราว พ.ศ. ๒๓๗๙ เมื่อ ต่วนโต๊ะนิ เจ้าเมืองรามันสิ้นชีวิต ศพของท่านถูกฝังไว้ที่โกตาบารู มีตำนานเกี่ยวกับโต๊ะนิปรากฏตามท้องถิ่นต่าง ๆ ถือเป็นกุโบร์ศักดิ์สิทธิ์ของคนในหลายท้องถิ่นและหลายชาติพันธุ์ทั้งไทยจีนและมลายูซึ่งมีอยู่ ๓ แห่ง คือที่โกตาบารู ที่เบตง และที่โกระในฝั่งเประ เจ้าเมืองรามันผู้นี้มีเรื่องเล่าลือสืบต่อกันมามากมายเช่น โต๊ะนิ เลี้ยงช้างหลายร้อยเชือกและเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง ขนาดช้างตกมันยังไม่กล้าทำร้ายและยังขึ้นไปขี่ได้อีก วิชานี้ถ่ายทอดไปถึงเจ้าเมืองระแงะคนสุดท้าย กล่าวกันว่าถ้าช้างป่าเข้าไปทำลายไร่สวนของผู้ใด ถ้านึกถึงโต๊ะนิแล้วช้างป่าโขลงนั้นจะไม่ทำลายไร่หรือสวนนั้นอีกเลย เป็นเวลากว่า ๑๐ ปีที่เมืองรามันมีอำนาจเหนือฮูลูเประต่อมาทางเประพยายามยึดคืนก็ไม่ได้ เมืองรามันสามารถป้องกันแต่ก็มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากปรากฏเป็นกุโบร์ของทหารทั้งสองฝ่ายที่เขตต่อแดนระหว่างเมืองเประและรามันบริเวณใกล้ชายแดนในอำเภอเบตงในปัจจุบัน ซึ่งนักเดินทางชาวอังกฤษก็บันทึกถึงการเดินทางที่ผ่านกูโบร์ของนักรบจากสงครามที่ถูกจดจำได้ตลอดมา จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเประไม่ได้ส่งคนไปรบกวนอีก แต่ตรงกันข้ามฝ่ายเมืองรามันรุกล้ำเข้าไปเขตเมืองเประ เรื่อย ๆ จนได้ครอบครองฮูลูเประเกือบทั้งหมด และมีหลักฐานของกุโบร์ที่ฝังศพแม่กองเดเลฮาจากการทำสงครามนี้และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเบตงจนกระทั่งปัจจุบัน หลังจาก ต่วนโต๊ะนิ สิ้นชีวิต ลูกชายคือ ต่วนนิฮูลู เป็นเจ้าเมืองแทน ซึ่งต่อมาท่านมีบุตรที่โดดเด่นสองท่านคือ ต่วนนิยากงหรือตงกูอับดุลกันดิสหรือพระยาจาวัง และ ต่วนนิลาบู ซึ่งเป็นหญิง ต่อมาเมื่อต่วนนิยากงเป็นเจ้าเมืองก็ส่งให้น้องสาวคือต่วนนิลาบูเป็นผู้ดูแลเหมืองแร่ต่าง ๆ ที่เกลียนอินตันแทนโต๊ะนังซีกุวัต ซึ่งเป็นบุตรสาวของต่วนโต๊ะนิ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการเหมืองมาก่อน ร่ำลือกันว่าต่วนนิลาบูเป็นผู้หญิงเก่งและชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์เหนือคนธรรมดา ปรากฏในเอกสารว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ต่วนนิลาบูกับบริวาร ๖ คน เป็นทูตนำสาสน์ของเจ้าเมืองรามันไปให้ข้าหลวงอังกฤษประจำเประ เธอได้เดินทางท่องเที่ยวไปดูกิจการความทันสมัยของเมืองไทปิง เช่น พิพิธภัณฑ์ โรงพยาบาล เรือนจำโดยการโดยสารรถไฟซึ่งเป็นเรื่องทันสมัยมากในยุคนั้น ภรรยาของต่วนนิยากงเจ้าเมืองรามันมีนามว่า เจ๊ะนีหรือเจ๊ะนิงเรียกตามภาษามลายูว่า รายาปรัมปูวัน เป็นผู้หญิงเก่งกล้าสามารถอีกเช่นกัน หลังจากสยามจัดระบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลและยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองต่าง ๆ เธอสูญเสียสามีและบุตรชายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเหล่านี้แต่ทำให้กรรมสิทธิ์เหมืองแร่ที่เกลียนอินตันเป็นของเธอ จึงพาบริวารอพยพจากโกตาบารูไปอยู่อาศัยที่เมืองโกระจนสิ้นชีวิต เมื่อเมืองรามันรุกล้ำเข้าไปในเประมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ สุลต่านเประจึงได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักสยามผ่านทางเคดาห์ จนถึงพ.ศ. ๒๔๒๕ โดยความร่วมมือของเจ้าเมืองสงขลาจึงมีการปักเขตแดนระหว่างเประกับรามันที่ บูเก็ตนาซะ ซึ่งอยู่ระหว่างกือนายัตกับตาวาย แต่หลังจากปักหลักเขตแล้วก็ยังมีการปะทะกันประปรายตลอดมาจนมีการทำสัญญากันระหว่างอังกฤษกับสยามที่เมืองโกระเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ที่เรียกว่า Anglo-Siamese Treaty 1909 เหตุการณ์จึงสงบลง ทำให้เขตแดนของเมืองรามันเหลือเพียงบริเวณเบตงและยะรม ส่วน อินตัน โกรเน บาโลน และเซะหรือโกระในอีกฝั่งสันปันน้ำนั้นกลายเป็นของสหพันธรัฐมลายา พิธีการมอบดินแดนตามสนธิสัญญานี้มีนายฮิวเบิร์ต เบิร์กลีย์ [Hubert Berkeley] เป็นผู้แทนฝ่ายอังกฤษ การที่มีรายได้จากค่าสัมปทานการทำเหมืองแร่ ทำให้เจ้าเมืองรามันและยาลอซึ่งตั้งเมืองใหม่ที่อยู่ลึกเข้ามาภายในแผ่นดินและอยู่ในเส้นทางการเดินทางขนส่งสินค้าโดยเหมาะกับการทำเหมืองแร่ดีบุกมีบทบาทอาจจะมากกว่าหรือเทียบเท่าเจ้าเมืองที่อยู่ทางฝั่งทะเลซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ดั้งเดิมของรัฐปาตานี เส้นทางแม่น้ำปัตตานี เมื่อจะไปออกปากอ่าวหรือชายฝั่งทะเล เรือแพที่ขึ้นล่องค้าขายกับเมืองยะลาและรามันต้องผ่านด่านภาษีของเจ้าเมืองหนองจิก เพราะเส้นทางออกทะเลสายเดิมนั้นออกที่ปากน้ำบางตะวาเมืองหนองจิก โดยเฉพาะภาษีดีบุก ทำให้เมืองปัตตานีขาดผลประโยชน์ไปมาก “ตนกูสุไลมาน” เจ้าเมืองปัตตานี (พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๔๒) จึงขุดคลองลัดหรือคลองสุไหงบารูหรือคลองใหม่จากหมู่บ้านปรีกีมายังหมู่บ้านอาเนาะบูลูดหรือชาวบ้านเรียกว่าอาเนาะบูโละในอำเภอยะรังระยะทาง ๗ กิโลเมตร อยู่ในเขตของเมืองปัตตานีโดยไม่ต้องผ่านเมืองหนองจิกอีกต่อไปและทำให้เมืองหนองจิกที่เคยอุดมสมบูรณ์ต้องกลายเป็นพื้นที่นาร้างเพราะน้ำกร่อยเนื่องจากลำน้ำขาดเป็นช่วง ๆ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นี่เอง ดังนั้นการเมืองระหว่างเจ้าเมืองหนองจิกและเจ้าเมืองปัตตานีจึงเป็นการแย่งชิงค่าภาคหลวงอากรดีบุกที่ปากน้ำซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลประโยชน์ที่แย่งชิงกันจากดีบุกนั้นมีมูลค่ามหาศาล หลังจากสนธิสัญญาแองโกลสยาม พ.ศ. ๒๔๕๒ เป็นต้นมาก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ก้าวเข้ามามีบทบาทรับสัมปทานการทำเหมืองแร่ดีบุกในเขตแดนเมืองยะลาแทนที่กลุ่มเจ้าเมืองรามันที่สูญเสียเหมืองแร่ไปให้ทางฝั่งเประแล้ว คือ ตระกูลชาวจีนที่มี ปุ่ย แซ่ตัน หรือตันปุ่ย ขึ้นสำเภามาอยู่ที่จังหวัดสงขลา ขายของชำเป็นอาชีพได้ร่วมเป็นอาสารบกับพวกไทรบุรีและกลายเป็นคนสนิทของเจ้าเมืองสงขลาซึ่งมีเชื้อสายจีนอยู่แล้ว เมื่อบ้านเมืองที่ปัตตานีเรียบร้อยดีแล้วเจ้าเมืองสงขลาจึงให้ย้ายมาอยู่ที่เมืองปัตตานีเป็น “กัปปีตันจีน”ปกครองผู้คนฝ่ายจีนรวมทั้งเป็นนายอากรเก็บส่วยภาษีโรงฝิ่นบ่อนเบี้ย ส่งไปให้เจ้าเมืองสงขลา ต่อมาเลื่อนยศเป็น ”หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง” ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำปัตตานีที่เรียกว่าหัวตลาดหรือตลาดจีนต่อมาได้ขอสิทธิ์สัมปทานเหมืองแร่ดีบุกในเมืองยะลาหลายแปลงหลายตำบล เป็นต้นตระกูลคณานุรักษ์คหบดีและกลายเป็นชนชั้นนำในเมืองปัตตานีในเวลาต่อมา ภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองในคาบสมุทรรวมทั้งบริบททางการเมืองในยุคสมัยต่าง ๆ ทำให้บ้านเมืองในปาตานีไม่เคยโดดเดี่ยว ตั้งแต่เมื่อตั้งถิ่นฐานในลักษณะของการเป็นเมืองท่าภายในและอยู่ในระหว่างเส้นทางสองฝั่งมหาสมุทรจนถึงการเป็นเมืองท่าริมอ่าว ทำให้เกิดการติดต่อค้าขายจากโพ้นทวีป รับส่งวัฒนธรรมและผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ ต่าง ๆ ให้อยู่ร่วมกันจนกลายเป็นสังคมพหุลักษณ์ที่มิได้แตกต่างไปจากบ้านเมืองในเขตอื่น ๆ แต่อย่างใด การทำความเข้าใจภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในเขตรัฐปาตานีหรือในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงต้องอาศัยความเข้าใจในบริบททางภูมิศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในทุกระยะ จึงจะเข้าใจประวัติศาสตร์แบบสัมพัทธ์ [Relativism] ที่ไม่ติดยึดอยู่กับภาพตัวแทนเพียงช่วงเวลาเสี้ยวใดเสี้ยวหนึ่งทางประวัติศาสตร์เท่านั้น วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ทวาย บ้านเมืองที่เราไม่รู้จัก
เ ผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2558 เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย “ทวาย” เมืองชายฝั่งทะเลอันดามันในรัฐตะนาวศรีของพม่า ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ใต้สุดของแผ่นดิน ระยะทางห่างจากฝั่งไทยที่ด่านพุน้ำร้อน เมืองกาญจนบุรีเพียง ๑๔๐ กิโลเมตร ผ่านเทือกเขาตะนาวศรี ลำน้ำตะนาวศรี ลงสู่ที่ราบและลุ่มน้ำทวาย ก่อนจะมีแนวสันเขาเตี้ย ๆ กั้นพื้นที่เพื่อเข้าสู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน และบริเวณนั้นถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมทวายที่กลุ่มบริษัทอิตัลไทยผลักดันมา ๓ ปี โดยจัดการสร้างถนนและจัดพื้นที่ไว้ในเขตชายฝั่งไว้ระยะหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนในเขตชายฝั่งหลายแห่งหลายชุมชน และสร้างความกังวลต่อผู้คนจำนวนหนึ่งในเขตทวายไม่ใช่น้อย โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเริ่มจากปี พ.ศ. ๒๕๕๑เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและพม่า จนปี ๒๕๕๓ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานเพื่อดำเนินโครงการเป็นเวลา ๖๐ ปี และจัดการแผ้วถางพื้นที่ หมู่บ้าน และทำถนน โดยร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นสัดส่วน ๗๕% และ ๒๕% แต่พอปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โครงการนี้ไม่มีแหล่งเงินกู้จึงถูกระงับไปก่อนจะพยายามหาทุนจากที่อื่น ๆ มาร่วมลงทุนหลังจากที่แหล่งทุนหลายแห่งถอนตัวไปเมื่อปลายเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา จึงได้รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันรับรองร่วมลงนามบันทึกเพื่อความเข้าใจ [MoU] กับรัฐบาลพม่าผลักดันให้เกิดโครงการต่อไป อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และอาจารย์ซอ ทูระ ผู้ศกษาเรื่องสภาพแวดล้อมและประวัติศาสตร์โบราณคดีจากทวายกำลังสนทนากัน ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทอิตัลไทยกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่เพิ่มเข้ามาเพื่อผลักดันโครงการเขตเศษฐกิจพิเศษทวายนี้ให้ได้ และมีการกล่าวถึงการสร้างรถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่น แต่ทางฝ่ายญี่ปุ่นก็มีเงื่อนไขว่าโครงการนี้ต้องถูกผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปร่างเสียก่อน โครงการทวายบางโครงการอยู่ห่างจากตัวเมืองทวายราวๆ๒๐ กิโลเมตร โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ คือ ท่าเรือน้ำลึกและอู่ต่อเรือ โรงกลั่นน้ำมันครบวงจร โรงถลุงเหล็ก โรงงานผลิตปุ๋ยเคมี อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงงานแปรรูปกระดาษ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่หาดมองมะกัน หาดท่องเที่ยวของชาวทวาย อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ การก่อสร้างถนนขยายเป็นสี่เลน การทำเหมืองแร่ต่าง ๆ แน่นอน สิ่งเหล่านี้กำลังเดินซ้ำรอยโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งการก่อสร้างถนนที่คาดว่าจะให้เชื่อมต่อเป็นระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ผ่านประเทศไทยวกเข้าที่แหลมฉบังแล้วแยกไปออกที่เขมรออกสู่ฝั่งทะเลทางทะเลจีนใต้ อันเป็นความใฝ่ฝันของนักลงทุนมาทุกยุคสมัย สภาพแวดล้อมตั้งแต่เขตเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองมิตยา สวนหมากตามชุมชนในเขตที่สูง และบ้านเรือนชาวบ้านทวายที่เมืองวีดี ในทางหนึ่ง ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นย่อมกระทบอย่างจริงจังต่อทั้งพื้นที่ในทวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้แต่ในแผ่นดินพม่าเอง และจะส่งผลกระทบแก่พื้นที่ของระบบการขนส่งในประเทศไทยอย่างมโหฬารที่ยังไม่มีกระบวนการศึกษาผลกระทบใด ๆ จากเส้นทางดังกล่าว แน่นอน ผลกระทบต่อเมือง ผู้คน และชุมชนที่อยู่ในโซนการจัดตั้งพื้นที่อุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของทวาย และจะมีความเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพแวดล้อมอย่างขนานใหญ่จนถึงรากเหง้าโครงสร้างทางสังคม เราจะช่วยกันเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่กำลังสร้างห่วงโซ่ตามมาอย่างมหาศาลทั้งต่อคนทวาย สังคมคนทวาย และสังคมไทยอย่างไร ? คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ เพราะพวกเราเพียงแต่คุ้นเคยกับคำว่า “ทวาย” ทั้งที่ถูกเรียกกลุ่มคนทวายที่เข้ามาตั้งชุมชนในกรุงเทพฯ ยุคเก่า วัฒนธรรมทางอาหาร และคำบอกเล่าในทางประวัติศาสตร์บางช่วงเวลามากกว่าจะรู้จักเมืองทวายอย่างที่เป็นอยู่ เมืองทวายที่เราไม่รู้จัก หลังจากมีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองทวายสำหรับคนไทยสามารถเดินทางเข้าออกได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเหมือนเมืองอื่นๆ และมีการสร้างจุดผ่านแดนถาวรที่บ้านพุน้ำร้อน เมืองทวายเปิดรับทุนไทยเสียมากมายจนพอมองเห็นแล้วว่ากำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งในอนาคต เมื่อข้ามเทือกตะนาวศรี ผ่านต้นน้ำตะนาวศรีและลำน้ำสาขาที่เห็นได้ชัดว่า ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำของบริษัทจีน จนลำน้ำตื้นเขิน ขุ่นมัว มองเห็นได้ชัดจากภาพถ่ายดาวเทียมและถนนที่เพิ่งตัดผ่านป่าเขาในเขตนี้ เมื่อลงจากเทือกตะนาวศรีแล้วก็ถึงที่ราบลุ่มแคบๆ ของลุ่มน้ำทวาย เมืองทวายในปัจจุบัน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทวาย ซึ่งอยู่ห่างจากปากน้ำที่อยู่ทางทิศใต้ราว ๆ ๔๐ กิโลเมตร และมีเทือกเขาเตี้ย ๆ กั้นระหว่างที่ราบลุ่มลุ่มน้ำทวายภายในและชายฝั่งทะเลที่ติดกับทะเลอันดามัน ข้ามไปสู่อ่าวเบงกอลได้สะดวก ที่ตั้งของเมืองทวายในปัจจุบัน อยู่ซ้อนทับและเหลื่อมอยู่กับเมืองทวายในยุคอยุธยา ที่มีบทบาทอยู่ในประวัติศาสตร์ของรัฐสยามอยู่ไม่น้อย ทวายยังมีเมืองโบราณที่สำคัญในยุคพยู่ตอนปลายเรื่อยมาจนถึงยุคร่วมสมัยกับศรีวิชัย จนถึงสมัยอยุธยาซึ่งพบร่องรอยหลักฐานหลายอย่างที่สืบเนื่องในวัฒนธรรมแบบอยุธยา เมืองทาคะระหรือสาคะระ [Thagara] ที่แปลว่าเมืองสาครหรือสายน้ำในภาษาบาลี อยู่ทางเหนือของเมืองทวายปัจจุบันและอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำทวาย ในบริเวณที่มีลำน้ำสายสั้น ๆ เชื่อมต่อ แต่ปัจจุบันเมื่อไม่มีการใช้งานก็ทำให้ตื้นเขินไปมาก ตัวเมืองในรัศมี ๑ ไมล์ มีการกำหนดขอบเขตห้ามใช้ที่ดินเพื่อการกระทำต่าง ๆ หลังจากมีโครงการสร้างถนนตัดผ่านและชาวทวายเรียกร้องไปที่รัฐบาลกลางและได้ผลตอบกลับที่ดี ทำให้โครงการสร้างถนนยุติไป ที่นี่มีการขุดค้นทางโบราณคดีจากหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบของพม่าสองสามจุด เช่น ที่บริเวณซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า ‘วัง’ ทางฝั่งทิศเหนือทำให้เห็นอาคารในรูปแบบศาสนสถานชุดหนึ่งรวมทั้งสำรวจบริเวณรอบ ๆ และบริเวณที่เรียกว่า ‘ท่าเรือ’ [Jetty] ที่ยังคงมีร่องรอยทางน้ำเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่ ซึ่งพบโบราณวัตถุและฐานอาคารอิฐหลายแห่ง ฐานอาคารโบราณสถานในเมืองสาคะระที่ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็น "วัง" แต่น่าจะเป็นอาคารทางศาสนาอาจจะเป็นฮินดูหรือพุทธก็ได้ โบราณวัตถุที่พบจากเมืองสาคะระ, แผ่นหินสลักรูปอาจจะเป็นพระศรีหรือลักษมีเทวี เทพแห่งความรุ่งเรืองที่นิยมกันในยุคนั้น (พยู่ตอนปลาย) เมืองสาคะระน่าจะมีการตั้งถิ่นฐานในรุ่นแรกๆ ในเขตลุ่มน้ำทวาย เพราะพบหลักฐานแตกต่างจากเมืองโบราณในทวายอื่นๆ นักวิชาการบางท่านจัดอยู่ในช่วงยุคเพี่ยวหรือพยู่ [Pyu] ซึ่งกำหนดอายุราว ๖-๑๔ แต่เมื่อเห็นหลักฐานทางโบราณคดี อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ประเมินคร่าว ๆ ว่าอาจจะอยู่ในช่วงยุคปลายของยุคพยู่แล้ว ส่วนอิฐที่พบมีหลายรูปแบบทั้งขนาดใหญ่และเล็กลงมาเล็กน้อยและหลายก้อนมีร่องรอยลายสัญลักษณ์ประทับอยู่หลายแบบ นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ต่อเนื่องกับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ขวานหินขัดต่างๆ ลูกปัดแก้วหลายสี และบางชิ้นเป็นหินอาเกต พบแผ่นหินมีรูปสลักอาจจะเป็นพระศรีหรือพระลักษมีก็เป็นได้ พระพุทธรูปนั่งปางประทานอภัยขนาดเล็ก ๆ เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของเมืองทวายซึ่งคล้ายกับพระพุทธรูปนั่งศิลาขนาดใหญ่พบที่วัฒนธรรมทวารวดีแบบภาคกลางของไทยหรือจันทิเมนดุต เกาะชวา เมืองสาคะระมีการอยู่อาศัยอย่างเบาบางเพราะพบหลักฐานการอยู่อาศัยน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองโบราณสมัยทวารวดีในประเทศไทย แต่มีการขยายขอบเขตของเมืองสองสามครั้ง เพื่อดึงน้ำหรือรับน้ำทางฝั่งตะวันตกและเหนือของเมืองที่อยู่ใกล้พื้นที่ชายเขา เพื่อเก็บน้ำในคูน้ำทางพื้นที่ที่สูงกว่าทางตะวันตก อย่างไรก็ตามก็ยังพบเครื่องถ้วยจีนบางชิ้นและเครื่องเคลือบหยาบๆ ที่แสดงว่ามีการอยู่อาศัยเรื่อยมาจนถึงการร่วมสมัยกับเมืองวีดีหรือเมืองทวายในยุคอยุธยาเช่นกัน โบราณวัตถุที่พบจากเมืองสาคะระ, ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนเทวรูปยืนตริภังค์ น่าจะเป็นเทวรูปเช่นเดียวกับที่พบในแถบคาบสมุทรมลายู-สยามหลายแห่งซึ่งอยู่ในช่วงศรีวิชัย เมืองโมกติ [Mokti] อยู่ทางใต้ของเมืองทวายทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทวาย เป็นเมืองรูปร่างซับซ้อน เพราะแยกออกจากกันโดยธรรมชาติ ด้านทิศเหนือมีร่องรอยของแนวกำแพงสามชั้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งทางฝั่งขวาที่ติดกับเชิงเขา มีร่องรอยของแนวคันดินในพงป่าที่รกรื้อและเข้าสำรวจรูปร่างที่แท้จริงได้ยาก กล่าวกันว่ามีการพบเทวรูปทั้งสี่ด้านของเมือง ซึ่งชาวบ้านนำเทวรูปพระนารายณ์มาไว้สักการะที่ริมถนนทางเข้าเมืองด้านเหนือและสร้างหลังคาคลุมอยู่ ส่วนเทวรูปอื่นๆ ที่มีทั้งส่วนที่ใส่เครื่องประดับยืนตริภังค์ พระคเณศวร พระนารายณ์ ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองทวายที่วัดใหญ่ประจำเมือง และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ พระพิมพ์ขนาดใหญ่เป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ และปางหัตถ์แตะธรณี มีสถูปจำลองประดับทั้งสองข้าง ลักษณะคล้ายคลึงกับพระพิมพ์ที่พบในเขตคาบสมุทรภาคใต้และพบเป็นจำนวนมาก อายุของเมืองนี้น่าจะอยู่ในช่วงระหว่างช่วงอายุที่สืบเนื่องมาจากเมืองสาคะระในรุ่นพยู่ตอนปลายและสมัยอยุธยา จากวัตถุที่พบที่เป็นเทวรูป และพระพิมพ์ที่พบเช่นเดียวกันในแถบคาบสมุทรภาคใต้ ทำให้เห็นว่าน่าจะอยู่ช่วงกลุ่มรัฐศรีวิชัยหรือบ้านเมืองที่ติดต่อค้าขายทางทะเลในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ภาพถ่ายทางอากาศแสดงเมืองโบราณ ๓ แห่งในที่ราบลุ่มน้ำทวาย เมืองสาคะระ เมืองโมกติ และเมืองวีดี บริเวณเนินดินกลางทุ่งในเขตที่มีแนวคันดินซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นส่วนของวังเจ้าชายรัชทายาท ใกล้กันนั้นมีบ่อน้ำดื่มศักดิ์สิทธิ์และมีตำนานกล่าวถึงเจ้าชายชาวฉานซึ่งคนทวายเรียกชื่อทั้งคนจากรัฐฉานและคนจากเมืองไทย เป็นเนินดินศักดิ์สิทธิ์ที่ยังใช้กราบไหว้ประจำปีและไม่มีผู้ใดไปทำลาย โบราณวัตถุพบที่เมืองวีดี เหรียญตะกั่วและดีบุกภาพบนเหรียญที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นสัตว์ในจินตานาการทางพุทธศาสนาเป็นพวกสัตว์ผสมบ้าง เช่น นาค หงส์ มังกร ? พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยและพระพุทธรูปที่พระพักตร์ยังคงเค้าลักษณะพระรุ่นอู่ทองที่วัดชินโมที ในเมืองโมกติ ที่นี่พบระฆังที่กล่าวถึงชนชั้นสูงที่เป็นคนไทยมาถวายไว้ ศักราช พ.ศ. ๑๙๗๕ เทวรูปพระนารายณ์ที่ชาวบ้านนำไปตั้งไว้หน้าเมืองโมกติ แต่เมืองนี้ยังมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องตลอดมาจนถึงเมื่อคราวกรุงศรีอยุธยายกทัพมายึดทวายและผลัดกันปกครองกับฝ่ายพม่าตั้งแต่เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ดังเห็นได้จากวัดเก่าที่อยู่บนเขา ซึ่งเป็นวัดสำคัญของเมืองและมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเขานี้ด้วยทางฝั่งทิศใต้ใกล้กับลำน้ำที่ต่อเนื่องกับแม่น้ำทวาย พบจารึกภาษาพม่าพระพุทธรูปปางประทานอภัยที่มักพบในเขตทวายซึ่งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทางอยุธยา รวมทั้งการมีโบสถ์ที่อยู่บริเวณนี้ด้วย ส่วนที่กลางเมืองมีวัดสำคัญของเมืองทวายคือวัดชินโมที ซึ่งมีตำนานเล่าถึงพระพุทธรูปพี่น้อง ๕ องค์ลอยน้ำมาจากลังกาและขึ้นที่เมืองท่าสำคัญของรัฐมอญและทางทวาย ที่นี่พบระฆัง ที่กล่าวถึงชนชั้นสูงที่เป็นคนไทยมาถวายไว้ศักราช พ.ศ. ๑๙๗๕ รวมทั้งยังคงมีพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยและพระพุทธรูปที่พระพักตร์ยังคงเค้าลักษณะ พระรุ่นอู่ทอง แม้จะมีการบูรณะปรับเปลี่ยนไปมากก็ตาม เมืองนี้ค่อนข้างถูกทำลายบริเวณกำแพงเมืองไปหลายส่วนแล้ว ทั้งจากการอยู่อาศัย และการสร้างถนนและการก่อสร้างทางรถไฟที่ไม่ได้ใช้งาน เมืองวีดี [Weidi ] เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำทวาย มีการขุดคลองขุดเป็นแนวตรงเข้ามาสู่ตัวเมืองและใช้เป็นแนวคูน้ำด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีสภาพเป็นป่าชายเลนน้ำกร่อย ที่นี่น่าสนใจเพราะพบเหรียญและแม่พิมพ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑๐ เซนติเมตร มีทั้งที่เป็นตะกั่วและดีบุก บริเวณเมืองทวายในเขตที่เป็นเทือกเขา ในแนวเทือกเขาตะนาวศรี มีแร่ธาตุดังกล่าวอยู่มาก จนกล่าวกันว่า ที่เมืองวีดีเมื่อครั้งกองทัพกู้ชาติเพื่ออิสรภาพของพม่ารวมตัวกันเดินทางจากเมืองไทย เข้าสู่ทวายเป็นที่แรก และใช้พื้นที่บริเวณเมืองวีดีเป็นแคมป์ ก็ขุดแนวกำแพงด้านหนึ่งออกไป (เราจะพบว่าเมืองนี้แนวกำแพงมีร่องรอยถูกรื้อทำลายเพื่อใช้พื้นที่อยู่มาก) และพบเหรียญตะกั่วและดีบุกดังกล่าวนี้ ก็ใช้นำมาหลอมเป็นกระสุนในช่วงเวลานั้นเสียจำนวนมาก อายุสมัยของเหรียญขนาดใหญ่ดังกล่าวน่าจะสัมพันธ์กับเมืองวีดี ที่มีอายุเข้าสู่ยุคสมัยแบบการเป็นเมืองท่าค้าขายชายฝั่งอันดามันที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญของทั้งพม่าตอนบนและกรุงศรีอยุธยาแล้ว คือในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ภาพบนเหรียญที่ปรากฏส่วนใหญ่ก็เป็นภาพที่มีลักษณะของสัตว์ในจินตนาการทางพุทธศาสนา เป็นสัตว์ผสมบ้าง เช่น นาค หงส์ มังกร ? ดูเหมือนที่ใช้ในงานศิลปกรรมทางศาสนาแบบคนไตหรือไทใหญ่ ซึ่งในเมืองนี้ก็มีร่องรอยตำนานเรื่องคนสาม หรือเสียม หรือเสียน ที่เป็นคำที่คนทวายใช้เรียกทั้งคนไตที่รัฐฉานและคนไทยจากเมืองไทยหรือกรุงศรีอยุธยาด้วย พื้นฐานดั้งเดิมของความเป็นเมืองทวาย หัวเมืองชายฝั่งทะเลทางใต้ของพม่ายังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมอีกมากที่คนไทยยังไม่มีโอกาสรับรู้ แม้จะยังไม่มีการศึกษาเรื่องของเมืองทวายออกมามากนัก แต่ก็ควรตระหนักไว้เสมอว่า หากโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวายเดินหน้าจะสร้างผลกระทบอย่างมากมายและถาวรแก่สังคม คนทวายและประเทศพม่าแล้ว สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบของคนไทยด้วยเหมือนกัน ที่จะต้องรู้ และเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่ทวาย ก็เพราะพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย ที่ไปรับรองโครงการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่นั่นเอง วลัยลักษณ์ ทรงศิริ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- ช่างแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2557 งานแทงหยวกที่ใช้ในงานศพ (ที่มา: Facebook ช่างแทงหยวก สกุลวัดอัปสรสวรรค์) งานแทงหยวก เป็นงานช่างที่ใช้การสลักลวดลายลงบนหยวกกล้วย เพื่อใช้ประดับอาคารชั่วคราวหรือปะรำพิธีในงานต่าง ๆ คนทั่วไปมักเข้าใจว่างานแทงหยวกจะใช้ในงานศพเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วสามารถใช้ในงานมงคลได้ด้วย เช่น ใช้ประดับปะรำในงานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น เพียงแต่ว่าไม่ค่อยพบเห็นมากนักในปัจจุบัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา พบว่ามีกลุ่มช่างแทงหยวกกระจายอยู่ตามย่านต่าง ๆ ทั้งในฝั่งธนบุรีและพระนคร เช่น ช่างแทงหยวกสายวัดสังเวช ย่านบางลำพู, ช่างสายวัดพลับ (วัดราชสิทธาราม), ช่างสายวัดระฆังโฆษิตาราม, ช่างสายวัดจำปา ย่านตลิ่งชัน, ช่างสายวัดดงมูลเหล็ก วัดทองนพคุณ เป็นต้นแต่ทว่ากลุ่มช่างแทงหยวกที่ยังหลงเหลือสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ ย่านภาษีเจริญ โดยมีครูเชิด สกุล คชาพงษ์ เป็นผู้ดำเนินการสืบทอดวิชาการแทงหยวก บ้านของครูเชิดตั้งอยู่ในตรอกใกล้กับวัดอัปสรสวรรค์ ตำบลปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่อาศัยและแหล่งสืบทอดวิชาการแทงหยวกมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ครูเชิดเล่าให้ฟังว่า งานแทงหยวกของสายวัดอัปสรสวรรค์ในรุ่นปัจจุบัน มีที่มาสืบมาจากครูช่าง ๒ สาย ได้แก่ สายช่างวัดพลับ หรือวัดราชสิทธาราม ซึ่งได้สืบทอดมาจากฝั่งของปู่และพ่อ คุณปู่ของครูเชิดชื่อว่า โพ ส่วนคุณพ่อชื่อว่า นายขันธ์ คชาพงษ์ ท่านทั้งสองมีพื้นเพเป็นคนบางกอกใหญ่ และได้ร่ำเรียนวิชาการแทงหยวกมาจากช่างพระที่วัดพลับ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นถือว่าเป็นแหล่งรวมของครูช่างหลายประเภท โดยเฉพาะงานแทงหยวกที่นับว่ามีความงามเป็นเลิศ นอกจากนี้ยังมีช่างแกะสลักไม้ ช่างแกะสลักเครื่องสด ผัก ผลไม้ ช่างทำหีบศพและโกศ ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง เป็นต้น ส่วนอีกสายหนึ่งคือ สายวัดอัปสรสวรรค์ ได้รับสืบทอดมาจากฝั่งของตาท่าน ชื่อหมื่นสวัสดิ์ประชารักษ์ (จ้อย ม่วงนุ่ม) เป็นผู้ใหญ่บ้านและไวยาวัจกรอยู่ที่วัดอัปสรสวรรค์ ภายหลังเมื่อฝ่ายคุณพ่อแต่งงานจึงย้ายเข้ามาอยู่บ้านตรงที่วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ และรับช่วงต่องานแทงหยวกภายหลังจากที่คุณตาเสียชีวิต ทำให้ลักษณะงานแทงหยวกของทั้งสองสายผสมผสานสืบทอดมาถึงรุ่นของครูเชิดในปัจจุบัน ในวัยเด็กครูเชิดมีโอกาสได้เห็นการทำงานของช่างแทงหยวกมาโดยตลอด ทั้งสายวัดพลับและวัดอัปสรสวรรค์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มสนใจและฝึกฝนงานแทงหยวกในเวลาต่อมา “ตอนเด็กๆ ผมชอบตามไปด้วย เพราะว่าไม่ต้องเสียเงินค่าขนม เขามีข้าวเลี้ยง ดึกๆ ก็มีข้าวต้ม พอไปดูก็เริ่มติดตา ติดใจ ... ผมเริ่มฝึกแทงหยวกตอนอายุได้ ๑๐ ปี แต่ไปขลุกอยู่ตั้งแต่อายุประมาณ ๗ ปี พอย่างเข้าอายุ๑๑–๑๒ ปี ก็ทำได้แล้ว พอรุ่นตาหมดไป รุ่นพ่อหมดไป ก็เข้ามารับช่วงต่ออยู่จนถึงปัจจุบัน” การฝึกฝนงานแทงหยวกต้องเริ่มจากการฝึกการเขียนลวดลาย โดยฝึกเขียนบนกระดาษก่อน เมื่อเขียนได้แม่นยำดีแล้ว จึงไปฝึกแทงลายลงบนกาบกล้วย บางคนในขั้นแรกอาจใช้วิธีการแทงลายตามกระดาษที่วางไว้ แต่ช่างที่ชำนาญแล้วจะสามารถแทงลวดลายลงบนกาบกล้วยได้เลยโดยไม่ต้องร่างแบบ งานแทงหยวกจึงเป็นงานที่ช่างได้อวดชั้นเชิงฝีมือของตนเอง ทั้งยังเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความรวดเร็วแข่งกับเวลา ด้วยข้อจำกัดเรื่องการใช้วัสดุธรรมชาติ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานแทงหยวก ได้แก่ มีดขนาดต่าง ๆ สำหรับใช้แทงหยวกและแกะสลักเครื่องสด แม่พิมพ์แบบต่าง ๆ ที่ใช้กดพิมพ์ลงบนผลฟักทองหรือมะละกอ สำหรับที่นี่ช่างทุกคนจะมีเครื่องมือประจำตัว และต้องทำกันเองเพราะส่วนมากไม่มีขาย อีกทั้งความถนัดของช่างแต่ละคนไม่เหมือนกัน วัสดุที่สำคัญที่สุดคือหยวกกล้วย ต้องใช้กล้วยตานีเท่านั้นเพราะมีช่องน้ำเลี้ยงกว้าง เก็บน้ำเลี้ยงได้มาก ทำให้ไม่เหี่ยวง่าย ทั้งยังมีความเหนียว ไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกล้วยชนิดอื่น ๆ และกาบมีสีขาว เรียบเนียน ไม่มีรอยด่าง ถ้าเป็นสมัยก่อนกล้วยตานีหาไม่ยาก อย่างที่วัดอัปสรสวรรค์คุณตาของครูเชิดปลูกต้นกล้วยตานีเอาไว้จำนวนมากที่บริเวณป่าช้า เวลาจะใช้ก็ไปตัดมา แล้วไปนั่งทำกันที่หน้าวัด แต่ในปัจจุบันหยวกกล้วยตานีต้องสั่งมาจากต่างจังหวัดเท่านั้น เช่น นนทบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ฯลฯ และมีราคาสูงมากขึ้น เช่นเดียวกับพวกพืชผลอื่นๆ ที่ใช้ประกอบกับงานแทงหยวก เช่น ฟักทอง มะละกอ เผือก มัน ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน การทำงานแทงหยวกในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นงานที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนนิยมใช้งานแทงหยวกในพิธีต่าง ๆ ลดน้อยลง งานแทงหยวกของช่างแต่ละสายต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือช่างที่สืบทอดกันมา รวมถึงระเบียบแบบแผนของการใช้งานแทงหยวกในพิธีต่าง ๆ ที่มักจะข้อแตกต่างเล็กน้อยระหว่างงานมงคลและงานอวมงคล ซึ่งช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ก็มีแบบแผนเช่นเดียวกัน งานแทงหยวกที่ใช้ในงานศพเป็นงานที่ช่างได้แสดงฝีมือทั้งการออกแบบลวดลายและการประดับงานเครื่องถม ซึ่งก็คือการกดพิมพ์รูปต่าง ๆ ลงบนผลไม้เนื้อแข็ง เช่น มะละกอ ฟักทอง ทำเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ เพื่อประดับบนกาบกล้วย สำหรับช่างสายวัดอัปสรสวรรค์นั้น การใช้งานเครื่องถมจะทำกันเฉพาะในงานอวมงคลเท่านั้น การสร้างปะรำพิธีเพื่อใช้ในงานศพ จะทำลักษณะเป็นอาคารชั่วคราว มีฐาน เสา และเครื่องบน โดยทั้งหมดจะประดับด้วยงานแทงหยวกที่ฉลุเป็นลวดลายรองด้วยกระดาษสีต่างๆ ประดับด้วยงานเครื่องถม และงานแกะสลักเครื่องสดเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้แก่ พุ่มดอกไม้ สิงสาราสัตว์ในเทพนิยาย เช่น นรสิงห์ มังกร และประเภทรูปบุคคล เช่น เทวดานางฟ้า ตัวละครจากวรรณคดี เช่น รามเกียรติ์ สังข์ทอง เป็นต้น รวมไปถึงสัญลักษณ์ตามปีนักษัตรของผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งงานแกะสลักเครื่องสดเหล่านี้จะใช้ประดับบริเวณฐาน เสา และส่วนยอด งานแกะสลักเครื่องสดเป็นรูปตัวละครต่าง ๆ นิยมใช้ฟักทองเป็นวัสดุหลัก เช่น ตัวหนุมานจะใช้ฟักทองมาแกะสลักอย่างเดียว หนุมานหนึ่งตัวจะใช้ฟักทอง ๔ ลูก ส่วนโค้งของลูกฟักทองจะใช้ทำแขนและขา ส่วนหัวใช้ฟักทองประมาณครึ่งลูก ซึ่งการเลือกฟักทองเพื่อนำมาแกะสลักนั้น ถ้ายังอ่อนเกินไปจะใช้ไม่ได้ หรือลูกที่แบนจนเกินไปก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ส่วนพวกมะละกอ เผือก และหัวไชเท้า จะนิยมใช้สลักเป็นดอกไม้และใบไม้ ครูเชิดกล่าวว่าการประดับดอกไม้และใบไม้ประกอบกันเป็นช่อใหญ่ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของงานแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์ เพราะบางแห่งมักจะติดดอกไม้ประกอบกับใบไม้เพียง ๒ – ๓ ใบ แต่ไม่ได้จัดรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ นอกจากนี้ลักษณะของลวดลายของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์มีความคมชัดและมีรายละเอียดมาก นอกจากนี้การใช้งานแทงหยวกในพิธีศพยังมีรายละเอียดของการประดับและสีสันที่มากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานะและความอาวุโสของผู้ตายเป็นสำคัญ ถ้าเป็นงานศพของพระภิกษุ ช่างสายวัดอัปสรสวรรค์จะทำให้แตกต่างจากบุคคลทั่ว ๆ ไปคือ จะใช้การแกะสลักหยวกกล้วยล้วน ๆ ไม่มีการลงสีที่หยวกกล้วย หรือติดดอกไม้ใบไม้จำนวนมาก และกระดาษสีที่นำมารองหยวกที่ฉลุลายจะใช้กระดาษสีทองเท่านั้น ส่วนงานแทงหยวกในประเภทงานมงคล สมัยก่อนนิยมทำกันมากทั้งในงานโกนจุก งานสรงน้ำพระ แห่พระพุทธรูป เป็นต้น งานประเภทนี้เรียกว่า งานเบญจา คือจะทำการตั้งเบญจาหรือแท่นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป อ่างน้ำมนต์ เป็นต้น โดยเบญจาจะประดับด้วยงานแทงหยวก เช่น เบญจาโกนจุก ใช้เป็นที่ตั้งของอ่างน้ำมนต์ที่จะใช้อาบตัวเด็กที่เข้าพิธีโกนจุกเบญจาพระเจดีย์ทรายในงานขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งงานเหล่านี้ปัจจุบันแทบไม่หลงเหลือแล้ว รูปแบบของงานแทงหยวกที่ใช้ในงานมงคลของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ จะแตกต่างจากที่ใช้ในงานอวมงคลอย่างสิ้นเชิง คือใช้การแกะสลักหยวกกล้วยเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการตกแต่งด้วยเครื่องถมและรูปดอกไม้ใบไม้ แต่จะแต้มสีสันลงบนหยวกกล้วยเพื่อความสวยงามได้ และจะใช้หยวกกล้วยประดับเฉพาะส่วนฐานเท่านั้น โดยจะทำซ้อนกัน ๒ – ๓ ชั้นก็ได้ ส่วนเสาและหลังคาจะไม่นำกาบกล้วยไปประดับเลย แต่จะประดับด้วยผ้าขาวและงานร้อยดอกไม้ พวงมาลัย พวงอุบะ ซึ่งลวดลายแทงหยวกที่นิยมใช้ในงานมงคลคือ ลายบัวกลุ่ม ทำเป็นลักษณะอย่างดอกบัว มีก้านบัว กลีบบัว และเกสรบัว แต้มด้วยสีเขียว สีเหลือง และชมพู เรียงซ้อนเป็นชั้น ประกอบเข้ากับลายฟันห้า ครูเชิดเล่าว่า ในอดีตงานแทงหยวกถือว่ามีงานชุกมาก ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล โดยเฉพาะงานศพที่สมัยก่อนยังไม่มีเตาเผาศพ จึงต้องจัดทำเมรุขึ้นกลางแจ้ง เวลามีงานแต่ละครั้งกลุ่มช่างแทงหยวกจะนำวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ขนลงเรือเอี้ยมจุ๊นไปยังวัดต่าง ๆ ในแถบฝั่งธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะยังไม่มีถนนหนทางมากนัก ช่างที่ทำงานแทงหยวกได้ต้องมีความอดทนสูงและต้องมีความชำนาญมาก เนื่องจากต้องทำงานแข่งขันกับเวลา การเตรียมงานแทงหยวกจะมีขึ้นก่อนวันงานจริงหนึ่งวัน โดยช่างจะต้องดูสถานที่เพื่อออกแบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความกว้าง ความสูง แล้วจึงเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนเย็นไปจนตลอดทั้งคืนเพื่อให้ทันวันงานที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยจะมีช่างฝีมือหลาย ๆ คนแบ่งกันทำงาน ทั้งช่างแทงหยวก ช่างแกะสลักเครื่องสด ช่างทำเครื่องถม ติดดอกติดใบ และช่างร้อยดอกไม้ ครูเชิด สกุล คชาพงษ์ ผู้สืบทอดงานแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์ ปัจจุบันกลุ่มช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ยังรับทำงานแทงหยวกอยู่ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมากจะเป็นงานศพ รวมถึงงานประเภทอื่น ๆ เช่น งานทำบุญกระดูก งานตั้งศาลพระภูมิ เป็นต้น ซึ่งครูเชิดยังคงเป็นหัวแรงหลักในการทำงานแทงหยวก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกหลานและช่างรุ่นใหม่ ๆ “ทุกวันนี้เวลามีงานผมยังไปเอง ถึงมีลูกศิษย์แต่ยังไปกำกับด้วยตนเอง แล้วยังมีลูกชายและหลาน แล้วมีเด็ก ๆ พาไปฝึกด้วยอีก ๒ – ๓ คน ให้ได้รู้ได้เห็นเพราะกลัววิชานี้จะสูญไป ... ทางสายผมก็เหลือแค่ผมที่ถือหางเสืออยู่เท่านั้นอย่างผมทุกวันนี้เริ่มมีปัญหาเรื่องสายตา แกะตอนกลางคืนไม่ได้แล้ว ต้องทำกลางวัน ซึ่งการแกะหยวกกล้วยยังพอไหว แต่ว่าให้แกะพวกมะละกอไม่ได้แล้ว” ในอนาคตครูเชิดหวังว่างานช่างแทงหยวกของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์จะคงอยู่และสืบทอดไปในอนาคต ไม่สิ้นสูญไปเหมือนอย่างช่างแทงหยวกสายฝั่งธนฯ ที่ค่อย ๆ ล้มหายไปจนแทบไม่เหลืออยู่อีกแล้วในปัจจุบัน อภิญญา นนท์นาท อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- วัดญวนสะพานขาวกับการทบทวนเรื่องราวของชุมชนแออัดที่มีการศึกษาทางมานุษยวิทยาแห่งแรกของกรุงเทพฯ
เผยแพร่ครั้งแรก 7 ก.ค. 2560 หลังเสียกรุงศรีอยุธยา การสร้างบ้านเมืองในช่วงกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ถือว่าการรวบรวมประชากรทั้งผู้คนจากกรุงเก่า จากเหล่านานาชาติ กลุ่มผู้มีฝีมือทางงานช่างสารพัดเข้ามาอยู่ในพระนครและปริมณฑลถือเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการสร้างพระราชวัง ศาสนสถาน ย่านการค้า ฯลฯ ในคราวที่บ้านเมืองร้างไร้ผู้คนอันมีผลมาจากสงครามครั้งใหญ่ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญที่สืบเนื่องมาจากการสงคราม ครั้งรวบรวมพระราชอาณาเขตเข้าเป็นหนึ่งเดียวครั้งใหม่นี้คือ เหล่าชาวญวนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่แถบบ้านญวนและวัดญวนใกล้กับทางตะวันออกของวัดโพธิ์ที่ตั้งถิ่นฐานกันมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี อันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไตเซินซึ่งเป็นการลุกฮือของผู้นำกลุ่มชาวนาต่อสู้กับเจ้านายทั้งฝ่ายทางเหนือและทางใต้ ทำให้บ้านเมืองญวนแตกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ความไม่สงบเกิดขึ้นมากพอ ๆ กับบ้านเมืองในสยามยุคเดียวกันนั้น องเซียงซุนมีศักดิ์เป็นอาขององเชียงสือ พาคนญวนกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีฯ เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๒๐ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้ชุมชนญวนรุ่นนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ฟากกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน และสร้างวัดขึ้น ๒ แห่ง คือ “วัดกามโล่ตื่อ” หรือ “วัดทิพยวารีวิหาร” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดแบบจีนแล้ว และ “วัดโห่ยคั้นตื่อ” หรือ “วัดมงคลสมาคม” ซึ่งเดิมตั้งอยู่หลังวังบูรพาภิรมย์ แต่เมื่อตัดถนนพาหุรัดพาดผ่านจึงแลกที่ดินไปตั้งอยู่แถบถนน แปลงนาม ย่านเยาวราช เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ขึ้นครองราชย์ ปีเดียวกันนั้นองเชียงสือนำชาวญวนเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไตเซินในแถบภาคกลางและอยู่อาศัยที่กรุงเทพฯ อยู่นานถึง ๒๐ กว่าปีก่อนจะกลับไปกู้บ้านเมืองและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ยาลอง ในช่วงระหว่างนี้ชุมชนชาวญวนสร้างวัดญวนขึ้นสองแห่งคือ “วัดกั๋นเพื๊อกตื่อ” หรือวัดญวนบางโพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไกลจากพระนครขึ้นไปทาง เหนือ และวัดญวนตลาดน้อยหรือที่เรียกกันแต่เดิมว่า “วัดคั้นเยิงตื่อ” ริมแม่นำ้เจ้าพระยาอีกเช่นกัน ชื่อเป็นทางการภายหลังคือ “วัดอุภัยราชบำรุง” เกิดไฟไหม้ใหญ่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. ๒๔๔๑ ติดกันถึงสองครั้ง จึงใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ พระราชธิดาซึ่งประสูติจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษา ๑๐ ปี ตัดถนนสายใหม่จาก “บ้านลาว” ไปจนถึง “สะพานหัน” เรียกว่า “ถนนพาหุรัด” ถนนพาหุรัดตัดผ่านบ้านญวนจึงเรียกว่า “ถนนบ้านญวน” ในระยะแรก ๆ ก็เพื่อให้เป็นย่านเศรษฐกิจการค้าท่ีต่อเนื่องกับทางถนนเจริญกรุงที่ตัดขึ้นในคราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถนนตัดใหม่ทั้งเจริญกรุงและพาหุรัดจึงตัดผ่านทั้งบ้านญวน บ้านลาวหรือบ้านกระบะ และบ้านหม้อหรือบ้านมอญ ซึ่งเป็นชุมชนที่เรียงรายนับจากฝั่งตะวันออกไปทางตะวันตก ซึ่งเป็นชุมชนที่ไพร่พลทั้งอพยพและถูกอพยพมาจากถิ่นฐานบ้านเมืองเดิมและนำมาให้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร เมื่อมีการตัดถนนก็กระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่อื่นหรือแทรกไปกับชุมชนอื่น ๆ ถูกบูรณาการทางสังคมและวัฒนธรรม ทำอาชีพต่าง ๆ ทั้ง งานช่างฝีมือ งานหัตถกรรม ตลอดจนรับราชการต่าง ๆ จนกลายเป็นผู้คนพลเมืองของสยามประเทศในกรุงเทพฯ ไปในที่สุด วัดญวน สะพานขาวหรือวัดสมณานัมบริหาร ชุมชนที่ “วัดญวน สะพานขาว” เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก ราว พ.ศ. 2376 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ในศึกญวน เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพได้ครัวญวนที่ถือพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัด กาญจนบุรี ส่วนพวกญวนที่ถือศาสนาคริสตังให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สามเสน ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกญวนบางกลุ่มที่เมืองกาญจนบุรีขอกลับคืนมายังกรุงเทพฯ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีชุมชนวัดญวนที่กาญจนบุรีอยู่ จึงพระราชทานที่ดินพร้อมให้สร้างวัดกั๋นเพื๊อกตื่อในบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษมเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๘ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า วัดสมณานัมบริหาร ส่วนชาวบ้านเรียกกันทั่วไปจนถึงปัจจุบันว่า “วัดญวน สะพานขาว” บริเวณที่ตั้งของชุมชนคนญวนนี้อยู่ใกล้กับสี่แยกมหานาค ซึ่งมีชาวมลายูมุสลิมและคนจามมุสลิมตั้งชุมชนอยู่ริมคลองมหานาคไม่ไกลจากชุมชนวัดญวนนัก ย่านนี้ทั้งคนจาม คนมลายู และคนญวนในช่วงเวลานั้นล้วนอยู่ในกำกับของเจ้าคุณกลาโหมหรือเจ้าคุณทหารหรือเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ผู้เป็นหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งทุกกลุ่มชาติพันธุ์น่าจะเป็นแรงงานในการช่วยขุดคลองคูเมืองรอบนอกคือคลองผดุงกรุงเกษม และคลองเปรมประชากร ที่นอกเหนือไปจากจ้างแรงงานชาวจีนขุดแล้ว โดยมีกลุ่มตระกูลบุนนาคและขุนนางท่ีได้รับการสนับสนุนและต่อมาได้เป็นเจ้ากรมคลอง เช่น พระยาชลธารวินิจจัย (ฉุน ชลานุเคราะห์) ผู้ได้รับการศึกษาจากกองเรืออังกฤษคนแรก ๆ ในช่วงเวลาราว พ.ศ. ๒๓๙๔ และช่วง พ.ศ. ๒๔๑๓ ซึ่งที่โบสถ์ของวัดสมณานัมบริหารยังคงมีภาพ “กัปตันฉุน” อยู่ภายใน คณะสงฆ์ชาวญวนนั้นได้นำวัตรปฏิบัติแบบพุทธศาสนามหายาน โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะทรงผนวชอยู่ได้สนพระทัยและสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับ “องฮึง” เจ้าอาวาสวัดญวน ตลาดน้อยจนเป็นที่พอพระทัย เมื่อขึ้นครองราชย์ แล้วก็สนับสนุนให้ปฏิสังขรณ์วัดญวน ตลาดน้อยหรือวัดอุภัยราชบำรุงต่อมา และโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าถวายพระพรในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นพระสงฆ์อีกฝ่ายในพิธีสงฆ์ของหลวงเรื่อยมา และได้รับเกียรติให้ประกอบพิธีกงเต๊กแบบญวนถวายเป็นครั้งแรก โดยกระทำครั้งแรกในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพระราชพิธีพระบรมศพ และพระศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ซึ่งงานช่างฝีมือกงเต๊กหลวงยังสามารถสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับพิธีกงเต๊กหลวงเผาเครื่องกระดาษแบบอนัมนิกาย แม้ช่างผู้ทำจะไม่ได้มีเชื้อสายญวนแล้ว แต่ก็เป็นคนจีนและไทยผสมที่มีถิ่นฐานอยู่ในละแวก วัดญวนสะพานขาว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดทำชุดกงเต๊กถวาย พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดสมณานัมบริหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ และฉลอง พระอุโบสถเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้พบกับเจ้าอาวาสองสุตบทบวร (บ๋าวเอิง) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชื่อดังเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอย่างมาก นับว่าคณะสงฆ์อนัมนิกายที่มีวัดอยู่ทั่วประเทศได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ไทยมาทุกยุคสมัยจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งคณะสงฆ์อนัมนิกายนี้เป็นหนึ่งในคณะสงฆ์ทางพุทธศาสนา ที่มีการกำกับดูแลโดยกฎหมายของมหาเถรสมาคม มีการสวดแบบภาษาญวนเก่า สำเนียงเดิมที่จดจำต่อกันมา และจดคัดลอกบันทึกมาเป็นภาษาไทย มีการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม 2-3 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ทั้งแผนกสามัญศึกษาระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย โดยเป็นส่วนหนึ่งในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำหรับคณะสงฆ์อนัมนิกาย การสืบพระศาสนาในคณะอนัมนิกายนี้ตัดขาดกับคณะสงฆ์ทางพุทธศาสนาที่เวียดนามโดยเด็ดขาดด้วยเหตุผลทางการเมืองและการต่อสู้ในประเทศเวียดนามที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ตำ่กว่าสองร้อยปี จนเพิ่งจะมีการริเริ่มสมาคมระหว่างสถานทูตเวียดนามและสงฆ์ ชาวเวียดนามในปัจจุบันเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้นอกจากพระสงฆ์ในนิกายแบบอนัมนิกายแล้วก็มีเพียงฐานรอบเจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีร่องรอยการบรรจุอัฐิของคนเชื้อสายญวนซึ่งส่วนใหญ่อพยพเข้ามาในประเทศไทย ช่วงสงครามอินโดจีนและในช่วงสงครามเวียดนามเท่านั้น และเป็นคนจากภาคกลางของประเทศเป็นจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ สอบถามคนที่อยู่อาศัยในละแวกนี้กลับไม่พบคนเชื้อสายญวนแต่อย่างใด สาเหตุน่าจะเนื่องมาจากการเมืองระหว่างประเทศในช่วงหนึ่งที่ทำให้คนไทยมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์นั้นอันตราย ประเทศสังคมนิยมโดยเฉพาะเวียดนามนั้นอันตรายจนทำให้คนไทยเชื้อสายญวนดั้งเดิมไม่กล้าที่จะแสดงตน และกลืนกลายเป็นคนไทยทั้งชื่อนามสกุล หากไม่มีเหตุอันใด เช่น การทำบุญให้บรรพบุรุษหรือวันตรุษปีใหม่ก็จะมารวมตัวกัน และแทบจะไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก บริเวณวัดญวน สะพานขาวแต่เดิมมีพื้นที่มีคูนำ้ล้อมรอบชัดเจนและมีต้นไม้ร่มครึ้ม เนื่องจากมีอาณาบริเวณมาก ภายหลังกล่าวกันว่าดูเป็นป่ารก คนเข้ามาจับจองกันมาก โดยเฉพาะพวกช่างต่าง ๆ หรือช่างปูกระเบื้องตั้งแต่สมัยมาสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๕๙ ทั้งคนงานจากต่างจังหวัดและคนเรือค้าขายตลอดจนคนจีนไหหลำที่เข้ามาต่อตู้ โต๊ะ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่าง ๆ จึงเข้ามาบุกรุกพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณริมคลองคูรอบวัด สร้างบ้านเรือนอยู่ต่อกันมาและรับจ้างทำงานก่อสร้างอาคารสำคัญ ๆ เช่น โรงหนังทางวังบูรพาเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอยู่สืบเนื่องมาจนกลายเป็นย่าน “ชุมชนตรอกใต้” นั่นเอง งานศึกษาชุมชนทางมานุษยวิทยาในบริเวณที่เรียกว่า “ตรอกใต้” ของอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นการศึกษาชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร เป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาปริญญาเอกเมื่อราว พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ซึ่งต่อมาหลังจากชุมชนตรอกใต้ถูกไฟไหม้ เรื่องกรรมสิทธิ์ บริเวณนี้กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างวัดญวน สะพานขาวและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทางวัดอ้างอิงเรื่องการรับพระราชทานที่ดินในรัศมีของแนวคลองหรือคูน้ำล้อมรอบกับที่ภายนอก ตรอกใต้อยู่บนคูน้ำที่ตื้นเขินพอดี พื้นที่นี้กลายเป็นที่วัด ปลูกตึกแถว ให้เช่า ส่วนด้านหน้าติดถนนก็เป็นที่ดินและตึกแถวของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไป แต่คนที่อยู่อาศัยบางคนยังสืบเนื่องมาจากตรอกใต้มีอยู่อีกจำนวนไม่น้อย ทั้งที่กระจายอยู่ด้านหลังตึกแถวของวัดในสถานที่ดั้งเดิม และกระจายเข้าไปอยู่ทางแถบริมคลองลำปักด้านที่ติดกับทางออกไปถนนหลานหลวง คลองแห่งนี้เคยเป็นคลองจริง ๆ กว้างราวเรือกลับลำได้ น้ำเคยใสว่ายเล่นอยู่ข้างวัดญวน ซึ่งมีการบุกรุกพื้นที่ต่อมาและให้เช่าบ้านพักภายในตรอกชุมชนวัดญวน-คลองลำปัก จนกลายเป็นย่านชุมชนแออัดขนาดใหญ่ ผู้คนมีจากหลากหลายที่มาต่อจากตรอกใต้ และชุมชนรอบวัดญวนนี้ยังคงมีอาชีพเป็นช่างปูกระเบื้องที่คนทั่วไปรู้จักดีและมักจะมาหาช่างเหล่านี้ที่วัดญวน สะพานขาวอยู่เช่นเดิม อาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งตรอกใต้ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่เสื่อมโทรมที่สุดของกรุงเทพฯ ในยุคนั้นทีเดียว จากการบรรยายดูเหมือนจะพอมีพื้นที่สำหรับนั่งกินโอเลี้ยงกาแฟอยู่บ้าง แต่ทว่าบริเวณตรอกวัดญวน-คลองลำปักเดี๋ยวนี้แม้แต่พื้นที่จะหายใจ ยังอึดอัด ทางเดินทอดยาวและแคบเสียจนแทบจะต้องเบี่ยงตัวหลบ หากเดินสวนทางกัน และบางแห่งก็มืดมิดเพราะหลังคาที่ทับซ้อน และที่ต่างกันมากคือตรอกใต้ในสมัยนั้นยังไม่มียาเสพติด งานของอาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์) ที่นำมาเขียนย่อ ๆ แบบหลายชีวิต ถึงชีวิตคนตรอกใต้กลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวแทนของผู้คนในตรอกดั่งนวนิยาย ในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๑๑ หลังไฟไหม้ใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ คุณพณิฎา สกุลธนโสภณ หรือพี่ใหญ่ของชาววัดญวน ผู้เป็นไวยาวัจกรและมีหน้าที่ดูแลหลายกิจกรรมสารพัดอย่างที่วัดญวน สะพานขาว ซึ่งเป็นคนตรอกใต้แต่กำเนิดเล่าให้ฟังว่าตนเองและครอบครัวย้ายออกมาจากตรอกใต้ พ่อไปทางแม่ไปทาง แม่พ่อใหญ่เป็นคนนครสวรรค์ที่มีเชื้อจีนผสมญวน แต่มาพบพ่อคนเมืองนนท์ที่ตรอกใต้ ยายกับแม่พี่ใหญ่มาโดยเรือค้าข้าว ที่นำข้าวเปลือกมาขายโรงสีในคลองผดุงฯ คนที่ตรอกใต้หลายคนมาด้วยวิธีนี้ บ้างก็มาจากเรือผลไม้ พวกแตงโมมาที่ตลาดมหานาคเป็นพื้น ถ้าขึ้นบกได้ก็มักจะอยู่กันแถบวัดญวนนี้ แต่แฟนพี่ใหญ่เป็นคนจีน ไหหลำหน้าวัดญวน พอแต่งงานกัน พี่ใหญ่ก็ย้ายกลับมาอีก แต่คราวนี้อยู่ข้างวัดที่ปลูกเป็นบ้านหลัง ๆ ติดกับแนวคลองลำปักที่เป็นทางนำ้ไปออกคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงท่ีอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน เข้าไปศึกษา พ่อใหญ่คงอายุไม่มาก แต่พี่ใหญ่ยังระลึกถึง “ความเป็นคนตรอกใต้” เสมอ หลังจากตรอกใต้ไฟไหม้ คนก็เข้าไปจับจองพื้นที่ทันทีเหมือนกัน หลังจากนั้นอีกราวเป็นสิบปี จึงทำข้อตกลงกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อจะระบุแนวเขตที่ดิน แต่ภายหลังเห็นว่าตกลงกันได้ บริเวณตรอกใต้จึงปลูกเป็นตึกแถวเป็นแนวไป ด้านหน้าที่เป็นตึกของสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ให้คนที่ตรอกใต้เซ้งก่อน แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเซ้งได้ ก็เลยมาปลูกบ้านอยู่หลังตึกที่สร้างนั่นเอง แต่อยู่บนแนวลำคลองที่เคยเป็นคูนำ้ใหญ่ล้อมรอบวัด ต่อมาบางครอบครัวที่พอเซ้งได้หรือโชคดีที่มีคนทิ้งไว้ให้ก็ออกมาอยู่ที่ตึก ทุกวันนี้ยังมีคนทำมังกรจุ่มสี หลังจากสมัยที่อาจารย์อคิน เข้ามาแล้วคงมีหลายบ้านทำเลียนแบบ ทำตุ๊กตายืดหด ป๋องแป๋งเด็กเล่น ยังมีคนทำอยู่บางบ้าน ทุกวันนี้ชาวตรอกใต้ก็ยังอยู่เพียงแต่ไม่ได้มีสถานะเป็นชุมชนเหมือนพื้นที่อื่น ๆ ทางฝั่งเหนือที่เป็นชุมชนวัดญวน-คลองลำปักก็เป็นชุมชนขึ้นทะเบียนของกรุงเทพมหานครไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถรับการช่วยเหลือจากทางรัฐท้องถิ่นเพราะเป็นชุมชนบุกรุก ช่วงแรก ๆ ในสมัย พล.ต. จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการออกเลขที่บ้านให้เด็กเพื่อเรียนหนังสือ ต่อมาจึงถูกนำมาใช้สถานะอื่น ๆ กลายเป็นชุมชนและบ้านที่ซื้อขาย เปลี่ยนมือได้ เพราะบริเวณนี้ทั้งใกล้และสะดวกทุกอย่างในการเลี้ยงชีพและดำเนินชีวิต ปัญหาหนักของคนในชุมชนแออัดทุกวันนี้ไม่พ้นยาเสพติด ทั้งดมกาวไปจนถึงยาบ้าและยาไอซ์ ได้ทหารมาปรามไปบ้างก็ค่อย ๆ ลดลง พี่ใหญ่ตั้งกลุ่มตั้งชมรมแอโรบิก กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข มีพี่ ๆ น้อง ๆ ผู้หญิงทั้งนั้นมาช่วยกันทำงานอาสาบ้าง ทำงานเรื่องเด็ก และเยาวชนบ้าง พี่ใหญ่ช่วยหาทุนสงเคราะห์กันบ้างก็ยังมีอาการน่าเป็นห่วง เด็ก ๆ หลังจากที่ชุมชนไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อสองสามปีที่แล้ว การดูแลช่วยเหลือก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น ส่วนเด็กวัยรุ่นท้องก่อนวัยอันควรก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องเช่นนี้สมัยที่อาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ศึกษาชุมชนที่ตรอกใต้ ก็เห็นว่าไม่ค่อยมีเรื่องอะไรแบบนี้ ส่วนคนจีนไหหลำที่เคยปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กับคนตรอกใต้ ที่เรียกว่าพวกโรงตู้ คือมีอาชีพทำพวกเฟอร์นิเจอร์ ตู้ เตียงต่าง ๆ หลังจากไฟไหม้ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่แถว ๆ ซอยประชานฤมิตรที่เป็นถนนสายไม้ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเหลือเจ๊หย่ง เจ๊วา อยู่ตึกปากตรอกใต้แต่เดิม หรือซอยลูกหลวง 6 ขายขนมจีนไหหลำทั้งหมูทั้งเนื้อ ซึ่งขายมาตั้งแต่อยู่ที่หน้าวัด เมื่อไฟไหม้และไม่ได้มีอาชีพด้านช่าง จึงไม่ได้ย้ายตามพรรคพวกไปแต่ย้ายมาขายขึ้นตึกมีฐานะจนถึงปัจจุบัน พี่ใหญ่บอกว่า คนเชื้อสายญวนเก่าก็ไม่มีแล้ว แต่ทางชุมชนวัดญวนยังได้รับมรดกทางวัฒนธรรมเป็นอาหารประจำถิ่นอยู่สองอย่าง คือ “ปอเปี๊ยะทอด” กับ “มะเหง่” ที่ใช้เส้นเหมือนขนมจีนไหหลำ แต่เส้นใหญ่กว่าและหนานุ่มกว่า ซึ่งเป็นเส้นข้าวเปียกตามแบบโบราณ ใช้น้ำซุปปลาแล้วแกะเนื้อปลาทูหรือเนื้อปลาช่อน เป็นข้าวเปียกปลาที่หารับประทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- สวนผัก: สวนของคนจีนย่านตลิ่งชัน
เผยแพร่ครั้งแรก 26 พ.ค. 2559 แม้ว่าคนไทยประกอบอาชีพทำสวนมาหลายศตวรรษ ยังมีคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในฝั่งธนบุรียึดอาชีพทำสวนด้วยโดยเริ่มแรกเข้ามาถือสวนจากชาวสวนไทยแต่คนจีนมักปลูกพืชที่ขายได้กำไร หรือเป็นพืชเศรษฐกิจตามสมัยนิยม สวนของคนจีนจึงมีทั้งสวนหมาก สวนพลูและสวนผักที่ชาวจีนนิยมปลูกกันพวกหัวไชเท้า ผักกาด พร้อมกับเลี้ยงหมูควบคู่ไปด้วย ดังจะเห็นได้จากบันทึกของชาวยุโรปที่เข้ามาบางกอกในสมัยรัชกาลที่ ๓ กล่าวถึงสวนของคนจีนที่อยู่ลึกเข้าไปจากแม่น้ำในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๙ ว่า มีการทำสวนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก อาจจะพูดไม่ได้ว่าเป็นสวนที่มีคุณภาพดีเลิศ แต่ทว่าเป็นสวนที่งอกงามดี …. มีร่องถั่ว …. ผักกาดหอม หัวไชเท้า ( หัวผักกาด ) ใบพลู และหมาก ซึ่งปลูกกันเป็นส่วนใหญ่ในสวน ชาวสวนอยู่อาศัยในกระต๊อบสกปรกเล็ก ๆ ภายในอาณาบริเวณไร่สวนของตน มีสุนัขเฝ้าสวนเป็นจำนวนมากและมีเล้าหมูส่งกลิ่นตลบอบอวล (กรมศิลปากร, บันทึกรายวันของ เซอร์จอห์น เบาริง ค.ศ. 1792-1872, กรุงเทพฯ, ๒๕๓๒) วิธีทำสวนของคนจีนแตกต่างกับชาวสวนไทย เพราะทำควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ โดยใช้มูลสัตว์และปลาเน่าเป็นปุ๋ยชีวภาพ ช่วยทำให้พืชผักงอกงาม ขายได้ราคา ในยุคแรก ๆ คนไทยส่วนหนึ่งก็ไม่นิยมกินผักจากสวนของคนจีนเพราะเห็นว่าสกปรก โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่ามีการนำมูลคนไปรดผักและเชื่อเช่นนั้นอยู่เป็นเวลานาน แต่ผักจากสวนของคนจีนเน้นปลูกจำนวนมากและราคาไม่แพง ด้วยความขยันอุตสาหะ สวนผักของคนจีนจึงกลายเป็นพืชผักหลักในการบริโภคในสำหรับอาหารและแทนที่ผักท้องถิ่นที่ออกผลตามฤดูกาลและมีจำนวนหลากหลายกว่า แวริงตัน สมิท กล่าวถึงการเดินทางไปกาญจนบุรีในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อผ่านเรือกสวนก็ระบุชัดว่าในช่วงเวลานั้นมีการปรับพื้นที่จากที่นาให้เป็นสวนยกร่องแบบจีน และสวนแบบนี้มักจะเป็นการปลูกพืชผักเพื่อขายภายในและการส่งเป็นสินค้าส่งออกในระบบตลาดอย่างชัดเจน ทั้งอ้อยที่ไปหีบทำเป็นน้ำตาล หมากซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการมาก ส่วนพริกไทยนั้นก็มีความต้องการของตลาดมาก ทุ่งนามักจะทำให้เหมาะเป็นสวนจีน ปลูกต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นหมาก และต้นพริกไทย โดยปลูกเป็นแถวยาวขนานไประหว่างคูน้ำ (H. Warington Smyth. Five Years in Siam, From 1891-1896. Vol. I & II, White Lotus, Bangkok 1994) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการขุดคลองมหาสวัสดิ์เชื่อมคลองบางกอกน้อยออกแม่น้ำท่าจีน สองฝั่งคลองขุดใหม่ก็เริ่มมีชาวจีนเข้ามาเช่าที่ตั้งรกรากปลูกผักขายทั้ง คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ฯลฯ จนบริเวณริมฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ด้านใต้กลายเป็นพื้นที่ยกร่องทำสวนผักของคนจีน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋วเกือบทั้งนั้น และบริเวณนี้เรียกว่า “สวนผัก” มาจนถึงปัจจุบัน การทำสวนของคนจีนให้เกิดรายได้ดี ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ชาวจีนจำนวนหลายพันในเมืองใกล้เคียงกรุงเทพ ฯ ได้พากันไปรับจ้างทำสวนผักและสวนพลู กับเลี้ยงหมู ทำให้การทำสวนและเล้าหมูแพร่หลายยิ่งขึ้น ย่านสวนผักเป็นสวนยกร่องน่าจะเริ่มตั้งแต่หลังขุดคลองมหาสวัสดิ์แล้วและเกิดคลื่นอพยพของคนจีนโพ้นทะเลเข้ามาทำมาหากินในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนแถบนี้นับถือทั้งพุทธและคริสต์ศาสนาและนับถือเจ้าพ่อและศาลเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน คือ ศาลเจ้าและโรงเจเซียมซือกง โรงเจต้นโพธิ์ ศาลเจ้าพ่อจุ้ยและศาลเจ้าเห้งเจีย นอกจากนี้ ยังมีคนญวนที่เข้ามายังกรุงเทพฯ ในช่วงที่บ้านเมืองญวนเกิดความไม่มั่นคงและเป็นกลุ่มที่นับถือคริสต์ศาสนา ในบริเวณนี้จึงมีโบสถ์คริสต์ของคนเชื้อสายจีนและญวนที่วัดศีลมหาสนิท ย่านสวนผัก ปัจจุบันย่านสวนผักกลายเป็นซอยใหญ่ที่เลียบคลองมหาสวัสดิ์และแยกออกไปยังถนนหลายสาย เช่น แถบทุ่งมังกร ฉิมพลีซึ่งมีถนนสายใหญ่ตัดผ่าน ทำให้แยกส่วนไม่เชื่อมต่อเนื่องเช่นเดิม สวนผักก็กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรและบ้านเรือนผู้คนไปจนเกือบหมดแล้ว นอกจากบริเวณรอบนอกไปทางฝั่งตะวันตกที่ยังมีพื้นที่สวนผักแซมไปกับตึกรามขนาดใหญ่ คนจีนที่นี่มีเชื้อสายแต้จิ๋ว คนรุ่นพ่อแม่ของคนอายุราว ๕๐-๖๐ ปี มักอพยพมาจากเมืองจีน เพราะเป็นพื้นที่ทำสวนทั้งหมด แต่คนจีนที่เข้ามาทำสวนก็มักจะเช่าที่ทั้งสิ้น การปลูกผักนั้น ชาวสวนผักจะปลูกเองและขายเอง ขายส่งที่หน้าบ้านและที่สะพานผัก ราคาขึ้นลงตามตลาดไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับโรคผักด้วย แต่ผักคะน้าจะได้ราคาดีกว่า ชาวสวนผักทุกวันนี้ใช้จ้างแรงงานลงแขก เพราะไม่สามารถทำได้ในครอบครัวเดียวแล้วผักที่ปลูกส่วนใหญ่คือ กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง แต่ปัญหาที่ชาวสวนผักพบและถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งในปัจจุบันก็คือ น้ำท่วม บางปีน้ำขึ้นสูงมากและเริ่มบ่อยขึ้น ๆ เพราะพื้นที่ต่ำติดคลองมหาสวัสดิ์และส่วนใหญ่มักปล่อยให้ชาวสวนต้องสู้ด้วยตนเอง ในเขตตลิ่งชัน หลังจากประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง สวนผลไม้เสียหายหนัก ชาวสวนจึงหันมาทำสวนผักกันจนขยายพื้นที่ไปทุกแขวงยกเว้นแขวงชักพระ เพราะลงทุนน้อยและเก็บผลผลิตขายได้เร็ว แขวงตลิ่งชันและฉิมพลีปลูกผักจีนมาก ส่วนแขวงบางเชือกหนังและบางพรมปลูกผักไทยโดยเฉพาะมะกรูด มะนาว สามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมได้ดี ชาวสวนจึงพากันปลูกมากขึ้นในแถบบางระมาด ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๖ เรื่อยมา จนกลายเป็นแหล่งผลิตและขายส่งที่สำคัญแหล่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ฯ การปลูกผักก็ยังเป็นการปลูกแบบสวนผสม ชาวสวนมักปลูกข่ากับตะไคร้คูกันหรือปลูกมะกรูดคู่กับใบเตยเล็ก ใบเตยใหญ่ และการปลูกผักแบบสวนของคนจีนจะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด ผักจีนที่ปลูกกันมีหลายอย่าง เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักกาด กะหล่ำ ผักบุ้งจีน กุยช่าย และผักไทย เช่น โหระพา กระเพรา นอกจากนั้นยังนิยมปลูกพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว เช่น ขิง ข้าวโพด “สวนต้มยำ” ได้แก่ ข่า ตะไคร้ มะนาว มะกรูด แขวงบางระมาด หมู่ ๓-๕ และหมู่ ๑๘-๒๐ ทำสวนมะกรูด รายได้ดี เพราะมีพ่อค้ามารับไปอบแห้งแล้วส่งขายยุโรป หมู่ ๑๕ ปลูกข่าและตะไคร้มาก เจ้าของสวนผักแถบสวนผักบางคนก็เช่าสวนทำเช่นเดียวกับคนเชื้อสายจีนแต่ย้ายมาจากพื้นที่นาแถบคลองบางระมาด ราว ๆ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาและปลูกพืชผัก เช่น ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง ใบกระเพรา โหระพา เป็นต้น และปลูกพืชหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เพราะยังเป็นดินร่วนดินดีเนื่องจากเป็นดินเก่า ชาวสวนผักและสวนผลไม้ปลงกับสภาพแวดล้อมดังกล่าวและลงความเห็นว่า การทำสวนผลไม้ สวนผักแบบจริงจังในพื้นที่ตลิ่งชันทุกวันนี้นั้นต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงทั้งน้ำท่วม น้ำขัง ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงที่ราแพง และยังเป็นงานหนักที่น่าเหน็ดเหนื่อยจนชาวสวนไม่อยากให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยทำไว้ อนาคตของสวนที่ตลิ่งชันจึงคงเหลืออยู่แต่เพียงรอวันโรยและและหมดสิ้นไปในที่สุด ท่ามกลางผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใต้ถนนคอนกรีตสายใหญ่และหมู่บ้านจัดสรรหลังงาม
- ชุมชนป้อมมหากาฬ :ฟื้นพลังชุมชนจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2553 หากบทความนี้จะมีคุณงามความดีใด ๆ แล้ว ขออุทิศให้แก่ประชาชนไทยทุกคนที่สูญเสียและเจ็บปวดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ นี้ สะพานผ่านฟ้าลีลาศและย่านชุมชนป้อมมหากาฬ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมจนถึง ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ได้เกิดการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช. ตลอดบริเวณถนนราชดำเนิน รวมทั้งบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนถึงวันที่ ๑๔ เมษายน กลุ่ม นปช. จึงย้ายเวทีจากถนนราชดำเนินไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์จนถึงแยกศาลาแดง ระหว่างการชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินและสะพานผ่านฟ้าลีลาศเกิดความตึงเครียดและเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้ง มีการควบคุมความปลอดภัย การเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ การลอบยิงวัตถุระเบิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนเสียชีวิตหลายคน พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินมีชุมชนอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายแห่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่เก่าแก่ของกรุงเทพฯ รวมทั้งชุมชนป้อมมหากาฬที่มีมาตั้งแต่แรกสถาปนากรุงเทพฯ เป็นราชธานี ซึ่งอยู่บริเวณหลังเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. จึงเป็นที่น่าสนใจว่าชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ความรุนแรงทางการเมืองเช่นนี้ ได้ใช้พลังอันยาวนานของตนที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้จนอยู่รอดอย่างเข้มแข็งมาได้อย่างไร ป้อมมหากาฬเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระนครระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๒๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตั้งอยู่บริเวณแยกคลองรอบกรุงและคลองมหานาค ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินหน้าป้อมให้แก่ขุนนางข้าราชบริพาร ในระยะต่อมาพื้นที่บริเวณนี้จึงพัฒนามาเป็นย่านชุมชน โดยชาวบ้านอยู่อาศัยในบารมีของขุนนางข้าราชการ ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนเป็นระบบการเช่าที่ ลักษณะของชุมชนสมัยนั้นจะเป็นชุมชนอิงกำแพงพระนคร มีตรอกซอยเพื่อเชื่อมการติดต่อภายในชุมชน และเนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดตัดคลอง รวมทั้งเป็นชุมทางคมนาคมสำหรับด้านตะวันออกของพระนคร เนื่องจากคลองมหานาคที่อยู่หน้าป้อมมหากาฬนี้เป็นคลองเส้นเดียวกับคลองแสนแสบ ซึ่งต่อเนื่องไปถึงแม่น้ำบางปะกง จึงมีเรือมาจอดมากจนเป็นย่านค้าขายสำคัญแห่งหนึ่ง เช่น มีเรือขายถ่าน เรือขายผลไม้ โดยมีวัดสระเกศ วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดา และป้อมมหากาฬ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามีเจ้าพ่อปู่สถิตอยู่ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนจนถึงทุกวันนี้แวดล้อม ถือเป็นย่านสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมเก่าแก่ของพระนครแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ในย่านชุมชนแห่งนี้ได้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญ ๆ ได้แก่ ลิเกพระยาเพชรฯ เครื่องดนตรีไทยสายวังหลวง (รัชกาลที่ ๔) กรงนก (คนที่มาจากปักษ์ใต้ได้ถ่ายทอดวิชาเอาไว้) เครื่องปั้นดินเผา การนวดคลายจุด การเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ฯลฯ ด้วยความเป็นชุมชนที่อยู่สืบทอดมานาน จึงทำให้รู้จักกันแทบทุกครัวเรือน มีอะไรก็แบ่งกัน มีงานธุระทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจจนสำเร็จลุล่วง แม้ในระยะต่อมาความเป็นย่านชุมชนดั้งเดิมของป้อมมหากาฬจะลดบทบาทลงก็ตาม เนื่องเพราะผู้คนเคลื่อนย้ายออกไป คนใหม่ ๆ เข้ามา โดยในปัจจุบันนี้มีประชากร ๓๑๗ คน ๖๖ ครอบครัว บ้าน ๕๕ หลังคาเรือน จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางราชการได้ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินชุมชนริมป้อมมหากาฬเพื่อสร้างสวนสาธารณะ โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถที่จะย้ายออกไปได้ เนื่องจากไม่ได้รับค่าชดเชยที่สามารถไปตั้งหลักฐานในที่อยู่อาศัยใหม่ได้ และด้วยความรู้สึกรักและผูกพันกับชุมชนที่อยู่อาศัยมานาน จึงได้มีการต่อสู้และต่อรองกับทางกรุงเทพมหานครจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อกลุ่ม นปช. ได้ประกาศตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ ว่าจะชุมนุมในวันที่ ๑๒ มีนาคม ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่จะป้องกันรักษาตนเอง โดยจัดเตรียมอุปกรณ์สิ่งของที่มีในท้องที่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยวางมาตรการสำคัญได้แก่ ๑) การวางเวรยามจากที่เคยมีเฉพาะกลางคืนให้เป็นเวรยามตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยกลุ่มแม่บ้านจะทำหน้าที่ในตอนกลางวัน ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์จะทำหน้าที่ในตอนกลางคืน รวมทั้งจัดตั้งกลุ่มวัยรุ่นเฉพาะกิจสำหรับดูแลการดับเพลิงและการอพยพคนชราและเด็กเล็ก ๒) ตั้งแผงสังกะสีล้อมชุมชนเพื่อป้องกันบุคคลภายนอกรุกล้ำ พร้อมกับประกาศห้ามคนภายนอกเข้า ๓) เตรียมอพยพหากเกิดเหตุอันตรายกับชุมชน โดยกำหนดให้อพยพไปที่โรงเรียนสงฆ์ธรรมวิลาส วัดเทพธิดาราม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ชุมชน มีกลุ่มวัยรุ่นเฉพาะกิจทำหน้าที่นี้ เมื่อเกิดการชุมนุมบนถนนราชดำเนินตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ได้มีการจัดตั้งเวทีปราศรัยบนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งจะต้องมีการใช้เครื่องขยายเสียงให้ได้ยินทั่วทั้งถนนราชดำเนิน และมีกลุ่มกำลังรักษาความปลอดภัยหรือ “การ์ด นปช.” ควบคุมความปลอดภัยทั้งในและรอบพื้นที่ ดังนั้นจึงเกิดผลกระทบต่อผู้คนในชุมชนป้อมมหากาฬอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเสียงการปราศรัยสลับกับเสียงดนตรีการแสดงที่ดังกึกก้องตลอดทั้งคืน ได้ทำให้คนในชุมชนไม่สามารถพักผ่อนได้ในเวลากลางคืน ทำให้สุขภาพทางกายของคนในชุมชนหลายคนต้องทรุดโทรมลง โดยเฉพาะคนชราที่สุขภาพไม่ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว และด้วยมาตรการการรักษาความปลอดภัยของทางกลุ่ม นปช. ชาวบ้านที่จะเข้าออกบ้านของตัวเองจึงต้องถูกตรวจค้นแทบทุกครั้ง และถูกห้ามไม่ให้เอารถเข้าออกเขตชุมชน ต้องจอดข้างนอก แม้บางรายจะพาคนเฒ่าคนแก่ไปรักษาพยาบาลก็ถูกห้ามไม่ให้เรียกรถไปรับในตำแหน่งที่ใกล้บ้าน ต้องไปเรียกรถที่แยกสำราญราษฎร์ (ประตูผี) เพราะผิดวินัยความปลอดภัย นอกจากนี้หน่วยงานและห้างร้านในพื้นที่รอบข้างชุมชนต่างพากันปิดทำการระยะหนึ่ง ชุมชนจึงขาดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าภูมิปัญญาในชุมชน เช่น กรงนก เครื่องปั้นดินเผา กระเพาะปลา ฯลฯ แทบจะไม่สามารถทำงานใด ๆ เพื่อเลี้ยงปากท้องอย่างจริงจังได้ อย่างไรก็ตามในระหว่างการชุมนุม ตัวแทนชุมชนป้อมมหากาฬได้เจรจากับตัวแทนกลุ่ม นปช. ว่าชุมชนนี้เป็นกลุ่มชาวบ้านที่อยู่มาแต่เดิม ทำมาหากินด้วยอาชีพสุจริตโดยตลอด ไม่ได้เป็นกองกำลังที่จะทำร้ายใคร จึงขอให้ทางกลุ่ม นปช. อย่าได้ระแวงสงสัยและทำอันตรายอย่างใดแก่ชุมชน ซึ่งทางกลุ่ม นปช. ก็ตกลงด้วยดี จากสภาวะอัมพาตของชุมชนที่เกิดขึ้นนี้ “...เหมือนกับชีวิตตัวตนของพวกเราได้ขาดหายไป เพราะไม่สามารถดำเนินวิถีชีวิตตามปกติได้...” และในเวลาต่อมาเมื่อหน่วยสาธารณสุขเคลื่อนที่ได้เข้ามาตรวจสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่ ปรากฏว่าทุกคนมีโรคเครียดจากสภาวะที่ตนเองประสบมาเป็นระยะเวลา ๑ เดือนเศษ ส่วนใหญ่ต้องได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์จึงจะคลายจากอาการดังกล่าว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ เมษายน เมื่อมีสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ทางชุมชนป้อมมหากาฬจึงได้ดำเนินการระวังป้องกันชุมชน โดยส่งชาวบ้านเข้าร่วมชุมนุมเพื่อดูท่าทีและรายงานสถานการณ์ให้ชุมชนทราบตลอดเวลา คนส่วนที่เหลือเตรียมถังดับเพลิงรวมไว้ในจุดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเด็กวัยเรียนชั้นประถมช่วยกันเตรียมถังน้ำไว้สำหรับล้างแก๊สน้ำตา โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนสั่งให้ทำ เมื่อเกิดการสลายชุมนุมในวันนั้น ปรากฏว่ามีแก๊สน้ำตาตกลงมาในพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านจึงรีบเอาถังน้ำครอบไว้ก่อนที่จะระเบิดออกมา จากพลังความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนป้อมมหากาฬในการฝ่าฟันช่วงวิกฤติของชุมชนครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความผูกพันอันแน่นแฟ้นของชุมชนที่ยังทรงพลังอยู่ คุณธวัชชัย ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนได้กล่าวว่า ที่ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีความผูกพันจนก่อเกิดเป็นพลังชุมชนเช่นนี้ได้ เป็นเพราะความรู้สึกอบอุ่นจากความผูกพันฉันเครือญาติที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน รวมทั้งความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน เนื่องมาจากทุกคนได้เคยช่วยเหลือทำงานทำบุญร่วมกันมาแต่อดีต ผู้นำชุมชนป้อมมหากาฬได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า พลังชุมชนที่ร่วมกันปกป้องดูแลและต่อสู้อย่างอดทนต่อความเครียดและความหวาดกลัวต่าง ๆ นับแรมเดือน ซึ่งเกิดขึ้นจากการชุมนุมของ นปช. ในครั้งนี้ จะเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งที่จะใช้ต่อสู้กับการขับไล่เพื่อเอาพื้นที่ของชุมชนทำสวนสาธารณะโดย กทม. ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- จากนครวัดถึงพิษณุโลก
เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2545 ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ กันยายนที่ผ่านมา มีการจัดอภิปรายทางวิชาการเรื่องกองทหารของสยามที่เป็นภาพสลักอยู่ในกระบวนพระราชพิธีสวนสนามบนผนังระเบียงคดที่ประสาทนครวัด เพื่อเป็นการระลึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์ ปราชญ์สามัญชนที่จะมีอายุครบ ๗๒ ปี ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือชื่อที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า "วัดใหญ่" ภาพสลักนี้มีจารึกภาษาเขมรโบราณกำกับไว้ว่า “เนะ สยำ กุก” ซึ่งแปลว่า “นี่ เสียม กุก” ผู้รู้ทั่วไปมีความเห็นว่าเป็น กองทัพสยามที่น่าจะส่งมาร่วมด้วยจาเมืองสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ว่าจิตร ภูมิศักดิ์ อ่านและเสนอใหม่ว่าน่าจะเป็นกองทัพชาวเสียมจากลุ่มแม่น้ำกก ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเชียงราย โดยอ้างความสัมพันธ์กับวรรณกรรมเรื่องฮุ่งหรือเจือง อันเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ที่เกี่ยวกับกษัตริย์และบ้านเมืองทั้งสองฝั่งโขงในเขตล้านนาและล้านช้าง ความต้องการของการอภิปรายนี้ หาใช่การมาถกเถียงเพื่อการหาข้อยุติแต่อย่างใดไม่ หากมุ่งหวังที่จะนำข้อเสนอของจิตร ภูมิศักดิ์มาถกเถียงเพื่อหาคำตอบใหม่ ๆ หรือข้อคิดใหม่ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ที่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ในที่นี้ข้าพเจ้าคงไม่นำอะไรเกี่ยวกับเรื่องของเสียมกุกมาถกเพิ่มเติม เพราะได้เขียนได้พูดอะไรต่ออะไรมามากมายแล้ว แต่จะนำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้มาเสนอไว้ คือเรื่องของนครวัดซึ่งโดยทั่วไปรู้จักในนามว่า “นครวัดนครธม” ในลักษณะที่เป็นโบราณสถานใหญ่โตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยิ่งกว่านั้นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยรู้อิโหน่อิเหน่ก็มักจะได้รับคำบอกเล่ามาว่า ผู้ที่ค้นพบนครวัดนครธมนั้นคือ นาย ฮองรี มูโฮต์ (Henri Mouhot) นักค้นคว้าและสำรวจชาวฝรั่งเศส อะไรต่ออะไรก็เลยกลายเป็นเรื่องฝรั่งพบฝรั่งเสนอไปหมด และคนไทยบางคนก็เชื่อตาม นครวัดและนครธมต่างกันดังนี้ นครวัดเป็นเรื่องของศาสนสถานขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำล้อมรอบจนดูเป็นเมืองจึงเรียกว่า นครวัด ในขณะที่นครธมหมายถึงเมืองที่ใหญ่กว่า เพราะคำว่า “ธม” แปลว่าใหญ่ คือใหญ่กว่านครวัดนั่นเอง แต่นครธมไม่ใช่ศาสนสถานอย่างนครวัด หาเป็นเมืองที่มีผู้คนและกษัตริย์ประทับอยู่ ความต่างกันระหว่างนครวัดกับนครธมอีกอย่างหนึ่งก็คือ นครวัดมีอายุเก่าแก่กว่านครธมไม่น้อยกว่า ๔๐ ปี นครวัดสร้างในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ส่วนนครธมสร้างแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่อยู่ในสมัยหลังลงมา ความต่างกันนี้ทำให้นำไปสู่ความสงสัยที่ว่า เมื่อมีนครวัดเกิดขึ้นนั้น เมืองที่มีคนอยู่มีกษัตริย์ประทับนั้นอยู่ที่ใด จึงต้องมีข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมว่า เมืองนั้นอยู่ในบริเวณนี้นั่นเอง หากเป็นเมืองที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ กว้างและยาวเท่ากันด้านละ ๔ กิโลเมตร คนทั่วไปเรียกว่า นครหลวง แต่มีชื่อทางราชการว่า ยโสธรปุระ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นเมืองที่มีเขาและปราสาทพนมบาเคงเป็นศูนย์กลาง เมืองนครวัดวัดแระสร้างนั้นอยู่ภายในเขตเมืองนี้ แต่ประมาณ ๔๐ ปี ต่อมาได้มีการสร้างนครธมขึ้นเป็นเมืองแทนเลยทำให้อาณาบริเวณของเมืองเดิมหมดความสำคัญไป แต่ยังคงเหลือร่องรอยของแนวกำแพงและคูเมืองให้เห็นอยู่ในบางส่วน เมืองนครธมมีขนาดเล็กว่าเมืองหลวงเดิมและแยกกันอยู่ต่างห่างจากนครวัด แต่ใช้ชื่อทางราชการตามเมืองเดิมคือ ศรียโสธรปุระ ส่วนนครวัดนั้นแต่เดิมก็หาเรียกว่านครวัดไม่ เพราะไม่ได้เป็นพุทธสถาน หากเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูตามความเชื่อของคนในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นศาสนสถานเพื่อการพระราชพิธีพระบรมศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่มีจารึกกำกับไว้ที่ภาพสลักของพระองค์ในกระบวนแห่ที่ระเบียงคดว่า “กมรเตงชคตปรมวิษณุโลก” จากพระนามนี้เองที่ทำให้รู้ว่าชื่อนครวัดเต็มคือ วิษณุโลก หรือพิษณุโลก อีกทั้งเป็นสิ่งที่ยืนยันจากจารึกใน พ.ศ. ๒๑๗๕ ที่มีคำเรียกนครวัดและพระพิษณุโลก ปะปนกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นว่าศาสนสถานแห่งนี้กลายมาเป็นพุทธสถานหรือวัดไป ยิ่งกว่านั้นยังมีหลักฐานอ้างว่าพระสงฆ์ที่ไปจากเมืองไทยเรียกว่า เชตพน หรือ เชตวัน ก็มี อย่างไรก็ตาม ชื่อพระพิษณุโลกนี้คนไทยสมัยอยุธยาตอนต้นย่อมรู้จักดี โดยเฉพาะในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) ที่ทรงยกกองทัพไปตีนครธมและกวาดต้อนผู้คนมายังพระนครศรีอยุธยา ความรู้เรื่องเมืองพระนครจึงมาอยู่ทางเมืองไทยไม่ใช่น้อย และนำมาเลือกใช้ในงานทางประเพณีวัฒนธรรมของกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะชื่อพระพิษณุโลกนั้นได้ถูกนำไปขนานเป็นชื่อเมืองใหม่ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างขึ้นบนสองฝั่งของลำน้ำน่าน ที่ผนวกเมืองสองแควเดิมของสุโขทัยเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมืองนี้คือเมืองพิษณุโลกที่นักประวัติศาสตร์รุ่นก่อนเชื่อว่าเป็นราชธานีทางฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยา และในปัจจุบันก็คือจังหวัดพิษณุโลก สุดท้ายข้าพเจ้าคิดว่า คนไทยนั่นแหละเอาชื่อพิษณุโลกมาจากขอม แล้วเอาคำว่าวัดของไทยไปใส่ให้เข้าแทนจึงเรียกว่านครวัดไป แต่จากการเปลี่ยนพิษณุโลกมาเป็นนครวัดนั้นก็หาได้ทำให้ศาสนสถานแห่งนี้โรยราไปไม่ซึ่งก็รวมทั้งนครธมด้วย ผู้คนทั้งไทยและเขมรล้วนทราบดี เพราะยังเป็นวัดและเป็นเมืองเรื่อยมา โดยเฉพาะนครวัดนั้นมีผู้สร้างพระพุทธรูปสลักด้วยหินไปประดิษฐานไว้มากมายนับเป็นพันองค์ จนอาจนับได้ว่ากลายเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญของผู้คนในระดับภูมิภาคก็ว่าได้ ส่วนที่นครวัดนั้นก็กลายเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนในราชสำนักอยุธยาเรียนรู้ เพราะให้อิทธิพลกับการสร้างวัดและสร้างพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่สมัยรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่เห็นชัด ๆ ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองก็คือ การบูรณะพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท การสร้างพระราชพิธีสนาม พระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพ การถวายพระเพลิง การสร้างวัดไชยวัฒนาราม และปราสาทนครหลวงที่วัดริมแม่น้ำป่าสัก เป็นต้น เพราะฉะนั้นนครวัดนครธมไม่ได้ร้าง คนที่บอกว่าร้างก็คือฝรั่งตาน้ำข้าวที่ชอบเล่นมายากลมาแต่สมัยล่าอาณานิคมนั่นเอง วัดไชยวัฒนาราม อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
- อารยธรรมซายฟอง / Say Fong Civilizationมรดกประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม
เผยแพร่ครั้งแรก 15 ก.พ. 2555 ไม่ใช่เฉพาะกรณีกัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียวหรือการนำมหรสพหนังใหญ่ การจีบนิ้วในระบำราชสำนัก ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กับองค์การระหว่างประเทศแบบยูเนสโก แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ในระหว่างประเทศแบบรัฐสมัยใหม่ ที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเคยวางรากฐานไว้ก็กำลังกลายเป็นปัญหาซับซ้อนที่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ โบราณสถานเป็นเจดีย์รุ่นพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ที่บ้านซายฟอง และฝั่งตรงข้ามคือเวียงคุก ยืนยันในการเป็นเมืองคู่สองฝั่งโขงในสมัยโบราณ เพราะวิธีคิดโดยจินตนาการแบบการจำลองความเป็นเจ้าเหนือดินแดนต่าง ๆ ในรัฐอารักขาสวมเข้าไปในวิธีการเขียนประวัติศาสตร์และสอนประวัติศาสตร์ในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่ยุคเมืองพระนคร จนกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำให้ประเทศในดินแดนสุวรรณภูมิจ้องจะตีกันเองแบบที่เกิดระหว่างกัมพูชาและไทยในช่วงนี้ ทั้งๆ ที่ดินแดนแห่งนี้ไม่เคยมีรูปแบบของ รัฐอาณานิคม [Colonialism] แต่เป็นเรื่องของการเกิดมณฑลแห่งอำนาจและรัฐแบบหลวม ๆ [Mandala, in term of historical, social and political sense.] นั่นเอง จากบทความของ Georges Maspero เรื่อง “ซายฟอง นครแห่งอดีต” ในวารสาร BEFEO เมื่อ ค.ศ.๑๙๐๓ เขากล่าวถึงว่า มีการค้นพบเมืองร้างนี้ในเดือนมีนาคม ค.ศ.๑๙๐๒ โดยบรรยายว่า เมืองนี้อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมืองคุกหรือเวียงคุกในปัจจุบัน และเรียกบริเวณนี้ว่า “ซายฟอง” จากร่องรอยที่เหลืออยู่ เขาสันนิษฐานว่า เคยเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ประกอบด้วยย่านใหญ่ ๓ ย่าน คือ ย่านที่อยู่ติดแม่น้ำโขง ย่านที่สองขนานกับย่านแรก ย่านที่สามตั้งฉากกับแม่น้ำและอยู่ติดกับทั้งสองย่านแรก ตรงกลางเมืองเป็นที่สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ชาวบ้านเรียกว่า “สะพานเขมร” เมืองโบราณได้รับการดูแลดีกว่าที่อื่น ส่วนสุดทางด้านตะวันตกมีทะเลสาบ ที่แห่งนี้ Maspero อ้างว่าเขาพบจารึก ๓ หลัก และรูปปั้นขนาดสูง ๔๐ เซนติเมตร กว้าง ๓๐ เซนติเมตร เป็นศิลปะแบบเดียวกับที่นครวัด ทำจากหินทรายเนื้อละเอียดซึ่งไม่พบในแถบเวียงจันทน์ และพบว่าหลักแรก ทั้ง ๔ ด้านจารึกด้วยภาษาสันสกฤต ข้อความสั่งให้สร้างโรงพยาบาล คล้ายกับที่เคยพบในกัมพูชา ซึ่งหมายถึงจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ให้สร้างอโรคยศาลหรือโรงพยาบาล ส่วนจารึกที่เหลืออีก ๒ หลัก จารึกด้วยภาษาลาว จารึกที่ Maspero อ้างว่าพบนี้ คือ จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ระบุศักราชราว พ.ศ.๑๗๒๙ เมื่ออ่านแล้วพบว่า รูปแบบหลักหินจารึกสลักลงทั้งสี่ด้าน ภาษาสันสกฤต อักษรขอมโบราณ และข้อความเรื่องการสร้างโรงพยาบาลหรืออโรคยศาลคล้ายคลึงกับจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งพบเมืองพิมาย, ด่านประคำ จังหวัดบุรีรัมย์, ปราสาทตาเมียนโตจ, ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และกู่บ้านหนองบัว จังหวัดชัยภูมิ และเพิ่งพบอีก ๒ หลักที่จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ จากรึกจากซายฟองปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอพระแก้ว ในกรุงเวียงจันทน์ ส่วนรูปปั้นนั้น น่าจะหมายถึงรูปสลักจากหินทรายแบบลอยตัวที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่ยังคงสมบูรณ์กว่าที่พบแห่งอื่น ๆ ในอีสาน และปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วิหารคดรอบพระธาตุหลวง เวียงจันทน์ หลุยส์ ฟีโนต์ [Louis Finot] ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เขียนบันทึกที่ให้ข้อสังเกตว่า จารึกหลักนี้คือหลักฐานพยานสำคัญที่ทำให้เห็นถึงการมีอยู่ของ “กัมพูชา” ที่อยู่ไกลเกินกว่าฐานข้อมูลของเอโมนิเยร์ (Étienne François Aymonier ผู้เดินทางสำรวจโบราณสถานแบบเขมรในกัมพูชา ไทย ลาวและตอนใต้ของเวียดนามอย่างเป็นระบบคนแรกและเป็นผู้เชียวชาญการอ่านจารึกโบราณด้วย งานของเขาพิมพ์เป็นชุด ๓ เล่ม เมื่อช่วงปี ค . ศ . ๑๙๐๐ - ๑๙๐๔ ) ซึ่งเอโมนิเยร์กล่าวว่าโบราณสถานแบบเขมรอยู่เหนือสุดที่สกลนครที่ระนาบ ๑๗ องศา ๑๐ ลิปดา เหนือ (น่าจะเป็นกู่บ้านพันนา) อย่างไรก็ตาม ในบันทึกช่วงปีนั้น [BEFEO III,1903] เขาก็ยังไม่ปักใจนักเพราะจารึกแห่งเมืองซายฟองนี้อาจนำมาจากที่อื่นก็ได้ จากการค้นพบของ Maspero ดังกล่าวและการนำเสนอบทความของ Finot ก็เพียงพอที่จะถูกสืบต่อมาเรื่อย ๆ ว่า อำนาจทางการเมืองของเขมรสามารถควบคุมลุ่มน้ำโขงทั้งหมดได้ และอำนาจจากอาณาจักรอันเข้มแข็งและยิ่งใหญ่แผ่ขึ้นมาเหนือสุดที่เมืองซายฟอง การนำเสนอนี้คือปัญหาทางวิชาการ เนื่องจากสร้างความชอบธรรมแก่ฝรั่งเศสที่ยึดครองลาวได้แล้ว และกัมพูชาที่พนมเปญและกำลังพยายามขอเสียมเรียบและจังหวัดอื่น ๆ ที่สยามครอบครองอยู่ ความเคลือบแคลงนี้มีการวิเคราะห์ต่อมาอย่างมากมายถึงบทบาทดังกล่าว เพราะการเป็นนักสำรวจ นักวิชาการของชาวฝรั่งเศสนั้นอยู่ในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายอาณานิคมด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แม้จะดูลึกลับและมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยในช่วงแรก แต่การศึกษาและแปลความจากจารึกปราสาทพระขรรค์ของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ ทั้ง หลุยส์ ฟีโนต์ และ ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแยร์ [Lunet de Lajonquiere] ก็ระบุว่า มีเส้นทางสำคัญ ๕ สาย คือ จากเมืองพระนคร-พิมาย, พระนคร-วัดภู, พระนคร-สวายจิก, พระนคร-ปราสาทพระขรรค์ที่กำปงสวาย และพระนคร-กำปงธม รวมทั้งเขียนแผนผังแนวถนนโบราณจากร่องรอยของจารึกและจำแนกลักษณะโบราณสถานในแนวเส้นทางจากนครธมไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก และเมื่อประกอบกับหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุ ทั้งอโรคยศาล ธรรมศาลา จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระพุทธรูปนาคปรก พระไภสัชยคุรุ ฯลฯ ก็กลายเป็นแม่บทให้กับนักศึกษารุ่นหลังเพื่ออ้างความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์นี้ตาม ๆ กันมา โดยเน้นสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหนือจริงเพื่อเหตุผลทางการเมืองทั้งในยุคอาณานิคมโดยฝรั่งเศส ด้วยจินตนาการของประเทศแม่อาณานิคมที่ต้องกอบกู้ บอกเล่าอาณาจักรเมืองพระนครที่สูญสลายไป เป็นตัวแทนถึงประเทศฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ และสืบทอดสู่หลังยุคอาณานิคมโดยเฉพาะจากกัมพูชาด้วยเหตุผลในการสร้างชาตินิยมเพื่อความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ (อ่าน Post / Colonial Discourses on the Cambodian Court Dance Sasagawa Hideo. SoutheastAsianStudies, Vol.42, No.4, March 2005 / ฉบับแปล http://lek-prapai.org/watch.php?id=466) อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธถึงการมีอยู่ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ไปได้ และโบราณสถานในรูปแบบ อโรคยศาลหรือสถานพยาบาลที่เป็นศาสนสถานด้วยมีอยู่ถึง ๒๓ แห่ง ไม่นับรวมธรรมศาลาอีกจำนวนหนึ่งในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แต่การกล่าวถึงอำนาจทางการเมืองโดยนัยะของ “กัมพูชา” ที่ประกาศตามนักวิชาการชาวฝรั่งเศสข้างต้นว่า อาณาจักรขอมแห่งเมืองพระนครมีอำนาจกว้างไกลไปจรดบ้านเมืองต่าง ๆ ที่ปรากฏชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์นั้น เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนการเป็นเจ้าอาณานิคมในยุคนั้นที่มี “อำนาจทางการเมือง” เหนือบ้านเมืองอื่น ๆ เช่น จามปาในเวียดนาม ภาคกลางของประเทศไทย ไปจนถึงเวียงจันทน์ที่ซายฟอง โดยใช้หลักฐานศิลปกรรมแบบขอมที่ปรากฏในศาสนสถานและวัตถุ ซึ่งดูจะเป็นการมองแบบหยุดนิ่งและผิดไปมาก เพราะรูปแบบของปริมณฑลอำนาจแบบมันดาลานั้นมีการศึกษาชัดเจนและยอมรับโดยแทนที่วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมแล้วในเวลาต่อมา ( ศึกษาความสัมพันธ์ของบ้านเมืองในระยะเริ่มแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากงานของ Wolters, O.W. History, Culture and Region in Southeast Asian Perspectives. Institute of Southeast Asian Studies, Revised Edition, 1999.) แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ “ มรดกการศึกษาทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคม ” ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในรายรูปแบบการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศสในอดีต และถูกนำไปใช้จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และแม้กระทั่งการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน และไม่เคยตกเป็นรัฐในอาณานิคมแต่อย่างใด ก็ยังรับนำเอาอิทธิพลของการศึกษาแบบอาณานิคมมาใช้จนฝังรากลึกเสียจนยากจะแก้ไข จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เรื่องอโรคยศาล เก็บรักษาไว้ที่หอพระแก้ว เวียงจันทน์ในปัจจุบัน เนื้อความในจารึก แทบจะเหมือนกับที่พบที่พิมาย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ กรณีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แม้จะผ่านช่วงเวลาแห่งการบีบคั้นในฐานะรัฐในอาณานิคมของฝรั่งเศสและต้องต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวลาวมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่ยังปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดคือ การรับเอาแนวคิดการเขียนประวัติศาสตร์ [Historiography] แบบยุคอาณานิคมมาใช้ในปัจจุบัน เอกสารทางการจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเรื่อง “ความเป็นมาของนครหลวงเวียงจันทน์” พิมพ์ในวาระเฉลิมฉลองเวียงจันทน์ ๔๕๐ ปี เมื่อไม่นานมานี้ แบ่งประวัติเวียงจันทน์เป็น ๕ ยุค คือ เวียงจันทน์ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบองหรือศรีโคตรบูรณ์ (คริสตศตวรรษที่ ๑–๑๐) เวียงจันทน์สมัยซายฟอง (เมืองหาดซายฟอง) ในคริสตศตวรรษที่ ๑๒ เวียงจันทน์สมัยอาณาจักรลาวล้านช้าง (ค.ศ. ๑๓๕๓–๑๕๖๐) เวียงจันทน์ในสมัยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสและเวียงจันทน์สมัยราชอาณาจักรลาว โดยนักวิชาการลาวเสนอว่า คนในเวียงจันทน์ในสมัยแคว้นศรีโคตรบอง เป็นเมืองส่วยของจามและเขมร หากเขมรมีความขัดแย้งภายในหรือมีสงครามกับพวกจาม แคว้นศรีโคตรบองก็แข็งข้อต่อเขมร จนถึงยุคซายฟองจึงขึ้นต่อเขมรในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เมื่ออำนาจเขมรลดลงเวียงจันทน์จึงเป็นอิสระจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ แต่นักวิชาการเช่น สุเนตร โพธิสาร เสนอว่า รูปแบบศิลปะแบบซายฟองนี้เป็นสิ่งที่พัฒนาการขึ้นในบริเวณนี้มากกว่ารับอิทธิพลมาจากเขมร พัฒนาการของท้องถิ่นในช่วงรัฐเริ่มแรกเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับวัฒนธรรมแบบเขมร และได้รับอิทธิพลทั้งแบทวารวดีและเขมร ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์แบบวิวัฒนาการ โดยมีอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งเป้นเจ้า และการเป็นบ้านเมืองในอำนาจทางการเมืองหรือในการอารักขา ดังที่ดินแดนแถบแม่น้ำโขงคือส่วนที่อำนาจทางการเมืองจากอาณาจักรเขมรมีอยู่เหนือสุด และเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ในธรรมเนียมเดิมที่กล่าวได้ว่า รับอิทธิพลจากการเขียนประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมมาอย่างชัดเจน การศึกษาประวัติศาสตร์ลาวยุคโบราณนอกเหนือไปจากงานของมหาสิลา วีระวงศ์ ในช่วงยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่ใช้ตำนาน พงศาวดารเป็นหลักฐานสำคัญ ก็จะมีผู้มีความสนใจในประวัติศาสตร์ เช่น มหาบุนมี เทบสีเมือง และมีนักโบราณคดีที่ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศสบางท่าน แต่สำหรับการศึกษาแบบประวัติศาสตร์สมัยใหม่แล้ว นอกจากนักวิชาการต่างชาติจำนวนไม่น้อยรวมทั้งนักประวัติศาสตร์ลาวสนใจประวัติศาสตร์ลาวในช่วงหลังอาณานิคมหรือช่วงหลังสงครามกู้เอกราช และส่วนใหญ่มักได้รับอิทธิพลการเขียนงานแบบตะวันตกเนื่องจากได้รับการศึกษาในต่างประเทศ เน้นเรื่องราวการศึกษาเหตุการณ์สร้างชาติลาวสมัยใหม่หลังจากสงคราม เช่น ในการตรวจสอบการค้นหาการสร้างอัตลักษณ์ กลุ่มชาติพันธุ์ การเมืองของการสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นการสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผ่านการศึกษาในอดีตนั่นเอง อย่างไรก็ตามในประเด็นละเอียดย่อย เช่น อิทธิพลของอำนาจทางการเมืองของเขมรในลาวนั้นก็ยังไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เช่น งานประวัติศาสตร์ลาวของ Martin Stuart-Fox ก็ยังคงใช้ข้อมูลเรื่องอำนาจของเขมรที่ซายฟองในการแบ่งยุคสมัยทางประวติศาสตร์เป็นเรื่องปกติ เมื่อสงครามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มสงบลง สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ, Ecole française d'Extrême-Orient [EFEO] เริ่มกลับมาเปิดสำนักงานในภูมิภาคอินโดจีนแต่เดิมตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๘๙ และเปิดสำนักงานที่ลาวเมื่อ ค.ศ.๑๙๙๓ สถาบันนี้สนใจศึกษาวิจัยในหัวข้อ เช่น จารึกและตำนานรวมถึงเอกสารต่าง ๆ ที่พบในลาว การศึกษาด้านวรรณกรรม การศึกษาทางโบราณคดีและประติมานวิทยาพวกโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาในลาว รวมไปถึงการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ Michel Lorrillard นักวิจัยจากสำนักงาน EFEO ที่เวียงจันทน์ ทำงานศึกษาในลาวมานานและมีหนังสืองานวิจัยจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรที่เข้าสู่ลาว โดยเฉพาะเรื่องราวจากซายฟอง โดยกล่าวถึงการแบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์ลาว หรือเรียกชื่อวัฒนธรรมเขมรแบบบายนซึ่งเชื่อว่าเป็นหลักฐานอำนาจทางการเมืองจากเขมรที่ขยายมาจนสุดเหนือสุดที่เวียงจันทน์ว่า “อารยธรรมซายฟอง” บ้าง “ยุคซายฟอง”บ้าง หรือ “ศิลปะแบบซายฟอง” บ้าง [Say Fong civilization, Say Fong period, Say Fong art] และเขาเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าหรือตำนานที่ไม่ควรเชื่อถือแต่อย่างใด โดยเขียนบทความมาตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๐๑ เพราะเขาไม่พบร่องรอยโบราณสถานแบบเขมรแต่อย่างใดในเขตบริเวณบ้านซายฟอง แต่เขาเสนอว่า ทั้งจารึกและรูปสลักลอยตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ น่าจะนำมาจากอโรคยศาลที่ใกล้เวียงจันทน์ที่สุด คือที่ “กู่บ้านพันนา” ในอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ดังที่เอโมนิเยร์สำรวจในช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมา และฟิโนต์ก็ยังบันทึกในบทความร่วมสมัยไม่มั่นใจว่าจารึกนั้นอยู่ที่บ้านซายฟองแต่เดิมหรือไม่ Lorrillard ให้เห็นเหตุผลว่า จากการสำรวจที่บริเวณบ้านซายฟองไม่พบร่องรอยหลักฐานที่เป็นศาสนสถานแบบเขมรหรือเก่าไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดังปรากฏในอายุในจารึกแต่อย่างใด เขาเห็นว่าน่าจะมีการขนย้ายมาจากอโรคยศาลที่ใกล้ที่สุดและเป็นปลายสุดของเส้นทาง “ราชมรรคา” คือที่กู่บ้านพันนา เพราะที่บ้านพันนานั้นไม่พบโบราณวัตถุสำคัญที่มักเป็นส่วนประกอบสำคัญของอโรคยศาล เช่น พระพุทธรูป จารึก ฯลฯ คงพบเพียงศาสนาสถานแบบอโรคยศาลเท่านั้น และควรจะนำมาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ในช่วงที่เมืองซายฟองเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญคู่กับเมืองเวียงคุกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็ยังคงใช้แนวทางสมมติฐานแบบฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้คือ “ อำนาจทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แผ่ขยายสู่บ้านเมืองต่าง ๆ ตามเส้นทางราชมรรคา ” กรมศิลปากรขุดค้นที่กู่บ้านพันนาเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ พบโบราณวัตถุสำคัญ เช่น เศียรพระวัชรธร ชิ้นส่วนพระโพธิสัตว์วัชรปราณีทรงครุฑ พระยมทรงกระบือ พระกรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และไม่พบร่องรอยวัตถุพวกจารึกหรือรูปสลักอื่น ๆ แต่อย่างใด เป็นไปได้มากที่วัตถุอื่น ๆ ที่มีพร้อมกับอโรคยศาลถูกเคลื่อนที่นำไปไว้ในสถานที่อื่น ๆ รูปสลักจากหินทรายลอยตัว น่าจะเป็นรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แต่รูปลักษณ์เป็นแบบท้องถิ่นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียง Lorrillard ที่เคยตามหา “เมืองซายฟอง” เท่านั้น นักวิชาการชาวต่างประเทศที่เข้ามาศึกษาเรื่องการจัดการมรดกวัฒนธรรมเมืองเวียงจันทน์ก็พยายามค้นหาเมืองซายฟองตามข้อมูลที่เสนอโดย Maspero เช่นกัน, ANNA KARLSTRÖM สำรวจและขุดหลุมทดสอบทางโบราณคดี [Test pit excavation] เมื่อปลาย ค.ศ.๒๐๐๓ และเขียนรายงานไว้ในเอกสาร Preserving Impermanence the Creation of Heritage in Vientiane, Laos [Department of Archaeology and Ancient History Uppsala University, 2009] งานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับการปกป้องรักษามรดกทางวัฒนธรรมในเวียงจันทน์ สำหรับบริเวณบ้านซายฟองเหนือและใต้ มีการสำรวจทางโบราณคดี สัมภาษณ์ประวัติศาสตร์บอกเล่าจากชาวบ้านและขุดค้นหลุมทดสอบทางโบราณคดี KARLSTRÖM รายงานว่าที่ซายฟอง สำรวจพบทรากวัดร้างราว ๓๐ แห่ง แต่ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างเล่าว่าบริเวณมีวัดอยู่ถึง ๓๐๐ แห่ง ที่ฝั่งเวียงคุกแม้เรียกว่า “เมืองใหญ่ซายฟอง” แต่มีวัดราว ๆ ๘๐ แห่ง ที่เหลืออยู่ที่ฝั่งนี้ และไม่มีคำบอกเล่าใดเลยที่เกี่ยวข้องกับเขมร แต่เรื่องราวนั้นสัมพันธ์กับท้องถิ่นในพุธศตวรรษที่ ๒๑ เท่านั้น เธออ้างอิงถึงเอกสารจากพ่อค้าชาวดัชท์ที่มายังลาวในช่วง พ.ศ.๒๑๘๔-๒๑๘๕ และกล่าวว่า “เวียงคุก” เป็นสถานีใหญ่ในการขนถ่ายสินค้าจากลาวสู่เมืองโคราช ทำให้เป็นที่พักของพ่อค้าจากต่างถิ่นมากมายและเป็นเช่นนี้จนกระทั่งส่งต่อเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อราวทศวรรษที่ ๒๔๐๐ อีกเมืองที่สำคัญคือ ศรีเชียงใหม่ ที่อยู่ตรงข้ามเวียงจันทน์ ทำให้ทราบว่าช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เวียงคุก ท่าบ่อ ซายฟอง ศรีเชียงใหม่เป็นเมืองการค้าที่สำคัญ มีตำนานเขียนเป็นภาษาบาลีและภาษาลาวโบราณในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (ตำนานเมืองซายฟอง / ซึ่งมีอยู่ในรวมประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐ ตำนานนี้เขียนขึ้นตามขนบราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ มีการกล่าวถึงกำเนิดบ้านเมืองต่าง ๆ และพระพุทธเจ้าเสด็จเลียบโลก ) หลักฐานทางโบราณคดีจากการขุดค้น ไม่อาจบอกได้ว่ามีเมืองหรือการอยู่อาศัยในวัฒนธรรมเขมร และไม่มีร้องรอยของอโรคยศาลที่นี่แต่อย่างใด มีการอยู่อาศัยเล็กน้อยช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ สันนิษฐานจากใบเสมาซึ่งก็ยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด และวัดร้างส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในช่วงอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ เมื่อเดินทางสำรวจทางโบราณคดีในแถบภูพานคำ พระบาทบัวบาน-บัวบก ที่กรมศิลปากรเรียกว่าภูพระบาท เมืองพานที่บ้านหนองกาลึมซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระครูหลวงโพนสะเม็กหรือญาคูขี้หอม และต่อเนื่องไปจนถึงท่าบ่อ พานพร้าว เวียงคุก เวียงจันทน์ จนถึงที่ราบลุ่มน้ำงึม บริเวณที่เรียกว่า เวียงคำหรือเมืองไผ่หนาม จนทำให้เห็นข้อสังเกตพ้องกับนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเมืองเวียงจันทน์และลาวทั้งสองท่านดังกล่าว จนเดินทางไปสำรวจที่แถบบ้านซายฟอง ซึ่งอยู่ในระหว่างพื้นที่คดโค้งของแม่น้ำโขง พื้นที่ทั่วไปมีสภาพของหนองบึงและที่ลุ่มอันเกิดจากการตกตะกอนของแนวชายหาดโค้ง บริเวณนี้จึงเป็นหมู่บ้านชนบทของเมืองเวียงจันทน์ เนื่องจากเมื่อข้ามสะพานไทย-ลาว จากนครพนมก็วิ่งตัดตรงสู่เวียงจันทน์โดยผ่านหมู่บ้านริมชายฝั่งเหล่านี้ไป และไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องจากการอยู่อาศัยในช่วงร่วมสมัยกับการสร้างอโรคยศาลแต่อย่างใด คงมีแต่วัดร้างและร่องรอยของชุมชนในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ลงมา เอกสารในตำนานท้องถิ่นจากฝั่งไทย เช่น จากจารึกที่วัดบางแห่งในอำเภอโพนพิสัยหรือเมืองปากห้วยหลวง ตำนานวัดในใบลานบางแห่ง เรียกเมืองริมน้ำโขงทั้งสองฝั่งบริเวณนี้เป็นเมืองคู่ว่า “เมืองคุกชายฟอง” เมืองท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ พานพร้าว ปะโค เมืองคุกชายฟอง จนถึงเมืองปากห้วยหลวงหรือโพนพิสัยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของบ้านเมืองแถบนี้ร่วมกับเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำโขงและปรากฏชื่อบ้านนามเมืองในตำนานอุรังคธาตุซึ่งอยู่ในเขตสองฝั่งโขงอีกหลายแห่ง การเป็นเมืองคู่นี้น่าจะเป็นธรรมเนียมปกติของบ้านเมืองในแถบนี้ จารึกสุโขทัยเรียกชื่อ “เวียงจัน-เวียงคำ” ซึ่งหลายท่านก็สันนิษฐานว่า เวียงคำน่าจะเป็นเมืองไผ่หนามในตำนานและอยู่ที่ต้นที่ราบลุ่มแม่น้ำงึม ช่วงก่อนจะเข้าเขตเทือกเขาสูงซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางสู่หลวงพระบาง และมีตำนานเรื่องพระบางและพระเจ้าฟ้างุ้มก่อนจะรวบรวมบ้านเมืองเป็นอาณาจักรล้านช้างในเวลาต่อมา คนในท้องถิ่นแถบเวียงจันทน์รับรู้เรื่องราวในตำนานเวียงคำนี้เป็นอย่างดี กรณีการเป็นเมืองคู่นี้ ในสมัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา บ้านเมืองล้านช้างมีอาณาเขตทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงและเป็นเมืองคู่ตลอดมา ความสัมพันธ์ของคนสองฝั่งโขงคือเครือญาติพี่น้อง อพยพข้ามไปข้ามมาจนเป็นเรื่องปกติ และเมืองเวียงจันทน์ก่อนที่จะถูกสยามข้ามไปเผาเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้นคู่กับเมืองพานพร้าวที่ศรีเชียงใหม่ กระทั่งฝรั่งเศสเข้ามายึดครองลาวและทำสนธิสัญญาแบ่งเขตลากเส้นพรมแดนประเทศจนส่งผลถึงปัจจุบัน แต่ สิทธิพร ณ นครพนม นักวิชาการท้องถิ่นที่เขียนเรื่องเมืองหนองคายเชื่อว่าซายฟองคือเมืองเวียงคำที่เป็นเมืองในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แต่ให้คู่กับเมืองเวียงคุกและสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองเดียวกัน เพราะพบหลักฐานการเป็นบ้านเมืองสำคัญในบริเวณเมืองเวียงคุกมากมาย เพราะพบวัดร้างและโบราณสถานกว่า ๑๐๐ แห่ง มีอาณาเขตกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์รวมทั้งพระธาตุสำคัญของคนสองฝั่งโขงก็ประดิษฐานอยู่ที่นี่คือ พระธาตุบังพวน ที่กษัตริย์ลาวทรงสร้างและปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่โตเรื่อยมาทั้งสมัยพระเจ้าแสนหล้าและพระเจ้าไชยเชษฐา อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปสำรวจบริเวณเมืองเวียงคุก จึงพบว่ามีหลักฐานร่องรอยของบ้านเมืองที่เก่ากว่ายุครุ่งเรืองในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ วารสารเมืองโบราณไปสำรวจและถ่ายภาพที่สำคัญมากมายในปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๑๙ พบเทวรูป พระพุทธรูป ที่วัดยอดแก้ว วัดเทพพลประดิษฐานราม และเสนอว่าน่าจะอยู่ในช่วงลพบุรีตอนปลายต่อเนื่องกับล้านช้าง จากการสำรวจเพิ่มเติม ทำให้พบว่ายังพบหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับแบบศิลปะลพบุรีที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นต้นมา ซึ่งน่าจะมีอายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมเขมรแบบบายนที่ส่งอิทธิพลมาถึงบ้านเมืองสองฝั่งโขงในแถบเวียงจันทน์และหนองคายในบริเวณนี้ได้ บริเวณวัดเทพพลฯ นั้น มีร่องรอยของฐานศาสนสถานแบบเขมรอยู่แน่นอน เช่น ก้อนศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยม สระน้ำขนาดเล็ก กลีบขนุนที่ทำจากหินทรายและนำไปใช้เป็นใบเสมาในปัจจุบัน แต่ถูกเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่จนแทบไม่อาจสังเกตเห็น นอกจากนี้พระพุทธรูปขนาดเล็กที่พบยังปรากฏรูปแบบจากใบหน้าและการแกะสลักที่ทำให้เห็นว่าเป็นฝีมือช่างแบบท้องถิ่น เช่นเดียวกับฝีมือช่างของการรูปสลักจากหินทรายลอยตัวรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่เก็บรักษาไว้ที่ระเบียงคดรอบพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเปรียบเทียบจากรูปสลักที่พบจากกีเมต์และพิมายแล้วจะเห็นฝีมือที่เกิดจากการเลียนแบบได้ชัด ทางฝั่งเวียงคุก พบหลักฐานที่เราเรียกว่าศิลปะแบบลพบุรีมากมายหลายชิ้น รวมทั้งโบราณสถานที่น่าจะเป็นรูปแบบเรื่องในวัฒนธรรมเขมรแม้จะไม่ชัดเจนนัก แตกต่างจากฝั่งซายฟองที่แทบไม่พบร่องรอยอื่นใดแม้จากการสำรวจและขุดค้นหลุ่มทดสอบก็ตาม หากเราใช้วิธีหาข้อสรุปเพื่อกล่าวว่า ที่จริงแล้วศาสนสถานเนื่องในวัฒนธรรมเขมรน่าจะอยู่ที่เวียงคุก ฝั่งประเทศไทย ก็คงเป็นการเดินตามรอยการยื้อแย่งความสำคัญหรือสร้างความเชื่อในเรื่องท้องถิ่นนิยมตามแบบประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่สร้างกับดักทางความคิดเช่นนี้เสมอ การจะไปกล่าวหาว่านักวิชาการชาวฝรั่งเศสในยุคสมัยหนึ่ง “ยกเมฆ” เพื่อเหตุผลในทางการเมืองใด ๆ ก็ตามก็คงไม่สมควรเช่นกัน แต่กรณีเรื่องราวของเวียงคุกที่อยู่ในห้วยคุก บ้านเมืองริมโขงทางฝั่งไทยที่ห้วยน้ำโมงซึ่งต่อเนื่องไปจนถึงภูพานคำและหนองบัวลำภูจนกระทั่งถึงต้นน้ำชี ซึ่งมีท้องถิ่นที่สำคัญและรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรรวมทั้งวัฒนธรรมทวารวดีจากภาคกลางนั้นเป็นเส้นทางที่สำคัญที่จะถอดรหัสการมีอยู่ของท้องถิ่นที่มีชุมชนในสมัยทวารวีดตอนปลาย ชุมชนที่มีใบเสมาและพระพุทธรูปยืนที่มีอิทธิพลแบบทวารวดีร่วมสมัยกับอิทธิพลแบบเขมร อย่าง “พระบาง” และพระพุทธรูปในอีกหลายๆ แห่งที่พบในเขตเวียงจันทน์และเหนือขึ้นไปในที่ราบลุ่มน้ำงึมดังกล่าว โดยเฉพาะ “ใบเสมา” ที่อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ศึกษาและจัดกลุ่มไว้อย่างชัดเจน จะขาดข้อมูลไปก็คือในพื้นที่ทางอุดรธานีและหนองคายต่อเนื่องไปจนถึงที่ราบลุ่มน้ำงึม ซึ่งในระยะก่อนหน้านั้นไม่สะดวกนักที่จะเดินทางเข้าไปสำรวจที่ลาว ทำให้ยังไม่เห็นภาพชัดเจน หากนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาทั้งหมดใหม่ ก็จะเห็นภาพของพลวัตรบ้านเมืองที่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจที่เมืองพระนคร แต่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทั้งเขมรและแบบทวารวดี จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นรัฐในอารักขาของเขมร เหมือนกับที่ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมมักจะวิเคราะห์ไปในทิศทางดังกล่าว เมืองซายฟอง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเขตอิทธิพลเหนือสุดของอำนาจทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ดังที่เกิด “ความเชื่อ” ที่หวลกลับมาอีกครั้งหนึ่งในสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวกัมพูชาปัจจุบัน และหากกลาวถึงเมืองซายฟองโดยหรี่ตาไม่นำเอาเมืองคู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและยังคงมีหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากมากล่าวด้วยก็คงเป็นการเลือกปฏิบัติในประวัติศาสตร์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ ที่เลือกเฉพาะพื้นที่ในขอบเขตเส้นแบ่งพรมแดน ทั้ง ๆ ที่ธรรมชาติของบ้านเมืองสองฝั่งโขงนั้นไร้พรมแดนตลอดมา แม้จนทุกวันนี้ที่ผู้คนทั้งสองฝั่งยังคงเป็นเครือญาติ ไปมาหาสู่กันในบางกลุ่ม บ้านเมืองที่มีความเคลื่อนไหวเหล่านี้ สัมพันธ์กับ “แคว้นศรีโคตบูร” ซึ่งเป็นบ้านเมืองสองฝั่งโขงก่อนสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มและล้านช้าง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่แถบหนองหารสกลนคร อันเป็นเมืองใหญ่เนื่องในวัฒนธรรมเขมร ต่อเนื่องสัมพันธ์กับจามปาที่ริมทะเลในแถบเวียดนามตอนกลางด้วย สิ่งเหล่านี้ปรากฏร่องรอยในตำนานอุรังคธาตุและโบราณสถานและวัตถุหลายแห่งในเขตอีสานตอนเหนือและสองฝั่งโขง ชิ้นส่วนใบเสมาและพระพุทธรูปแบบนาคปรก เก็บรักษาไว้ตามวัดต่าง ๆ ในเวียงคุก อ่านเพิ่มเติมได้ที่:









