top of page

พบผลการค้นหา 220 รายการ

  • รู้น้อยรู้มาก: เรื่องพระธาตุศรีสองรัก

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2547 เมื่อสมัยที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ยังมีชีวิตอยู่ มักพูดให้ฟังบ่อย ๆ ว่า กลัวคนที่รู้อะไรน้อย แต่ทำเป็นรู้มาก เพราะอาจทำอะไรให้เสียหายได้มากกว่า คนที่ไม่รู้แต่บอกว่ารู้ บ้านเมืองไทยที่วุ่นวายในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในทุกวันนี้ ก็เนื่องมาจากคนที่รู้น้อยแล้วทำตัวว่ารู้มากนี่แหละ พระธาตุศรีสองรัก สัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ของเมืองด่านซ้าย ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นในเรื่องที่เกี่ยวกับพระธาตุศรีสองรัก เหตุที่รู้น้อยก็เพราะมีความทรนงว่า เรื่องของพระมหาธาตุเจดีย์ในสยามประเทศนั้น ตัวเป็นคนที่รู้ดีผู้หนึ่ง เลยทำให้เกิดความเข้าใจว่า พระธาตุศรีสองรักนั้นก็เหมือนพระมหาธาตุเจดีย์องค์อื่น ๆ อันเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยและลาวแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทรงสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเป็นไมตรีต่อกันในพื้นที่อันเป็นเขตชนแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักจึงนับเป็นวัดในพุทธศาสนาตลอดมา วัดพระธาตุศรีสองรักไม่เหมือนวัดมหาธาตุตามเมืองสำคัญ ๆ หรือวัดที่มีพระบรมธาตุเจดีย์อื่น ๆ ในทุกวันนี้ที่ล้วนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่ โดยมีเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสอยู่ในบริเวณวัดเดียวกัน หากเป็นวัดที่มีแต่เพียงพุทธาวาสจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา วัดประเภทนี้เป็นวัดแบบโบราณที่พบทั้งในเมืองและนอกเมือง อย่างเช่นวัดมหาธาตุของพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุของเมืองสุโขทัยและกำแพงเพชรนั้น ล้วนแต่ไม่มีร่องรอยว่ามีพระอยู่ทั้งสิ้น หรือที่โดดเด่นที่พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช และพระมหาธาตุหริภุญชัยที่ลำพูนนั้น มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่จะมีคณะสงฆ์สี่คณะที่อยู่ห่างออกไปเฝ้าดูแล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ วัดที่เป็นส่วนสังฆาวาสนั้นอยู่แยกออกไปต่างหาก ปัจจุบันประเพณีที่วัดพุทธาวาสแยกกันอยู่ตามลำพังยังมีอยู่มากมายในประเทศพม่า ถ้าใครไปจะเห็นได้ว่า พม่าเต็มไปด้วยพระเจดีย์นับหมื่น ๆ องค์ ซึ่งก็ล้วนเป็นวัดแบบพุทธาวาสทั้งสิ้นโดยไม่มีพระสงฆ์อยู่ เมื่อแรกรู้จักพระธาตุศรีสองรักนั้น ข้าพเจ้าเหมาเอาว่าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีการบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธาวาสที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ แต่วัดสังฆาวาสที่ดูแลพระมหาธาตุเจดีย์นั้นอยู่ที่วัดโพนชัยที่อยู่ห่างพระธาตุเจดีย์ออกมา ก็เท่ากับวัดโพนชัยคือคณะสงฆ์ที่รักษาพระบรมธาตุนั้นเอง แต่สิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในสังคมของคนด่านซ้ายในทุกวันนี้ วัดโพนชัยและคณะสงฆ์ดูไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับวัดพระธาตุศรีสองรักเท่าใด ในทำนองตรงข้ามวัดพระธาตุศรีสองรักกลับอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าพ่อกวนเจ้า แม่นางเทียม พ่อแสน และนางแต่ง ในลัทธิประเพณีผีบ้านและผีเมืองมากกว่า ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า มีศาลาของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมอยู่ในเขตวัด และมีพ่อแสนทำหน้าที่เป็นคนดูแล อีกทั้งพระธาตุเจดีย์ก็มีความสัมพันธ์กับกับหอผีใหญ่ประจำเมืองสองแห่ง คือ หอน้อยและหอหลวง คนที่มาจากภายนอกหารู้และเข้าใจในเรื่องความสำคัญของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมตลอดจนประเพณีพิธีกรรมในการถือผีกับพระธาตุศรีสองรักไม่ มักเข้าไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์และทำบุญเสี่ยงทายกันแบบที่ทำกับวัดอื่น ๆ ในทุกวันนี้ ภายใต้การจัดการของเจ้าพ่อกวนและพ่อแสนนางเทียม วัดพระธาตุศรีสองรักกำหนดให้ทุกคนที่ขึ้นไปต้องระมัดระวังในเรื่องเขตศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอะไรรุงรังในเรื่องการขอบริจาคแจกวัตถุมงคลและการโฆษณาไหว้ไหว้พระปิดทองรดน้ำมนต์กันแบบวัดเป็นจำนวนมากในทุกวันนี้ ผู้ที่มาประกอบพิธีแก้บนและถวายของอะไรต่าง ๆ นั้นจะทำอะไรตามลำพังไม่ได้ ต้องผ่านการดูแลและการจัดการอย่างมีระบบและถูกประเพณีโดยเจ้าพ่อกวนและพ่อแสนทั้งสิ้น ข้าพเจ้าไม่แปลกใจอะไรในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในเรื่องความเชื่อในเรื่องพุทธและผีที่อยู่ร่วมกัน เพราะที่ไหน ๆ ก็เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะที่พม่าก็เช่นกัน เพราะผีได้ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนาเสมอ แต่ความโดดเด่นของคนด่านซ้ายและพระธาตุศรีสองรักนี้ก็คือทางฝ่ายความเชื่อในเรื่องผีเข้ามามีบทบาทในการจัดการในพุทธาวาสมากกว่าทางพระสงฆ์ ซึ่งก็เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสนใจใคร่รู้และใคร่ถาม ทำให้แลเห็นโครงสร้างทั้งกายภาพและพฤติกรรมในเรื่องประเพณีและศาสนาของคนด่านซ้ายที่มีความแตกต่างไปจากความเป็นอยู่ในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นอื่น ๆ คนด่านซ้ายแม้ว่าจะแก่ผีแต่ก็ไม่ทิ้งพุทธ ทั้งผีและพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีกาละเทศะที่สามารถสร้างความมั่นคงทั้งด้านจิตใจและสังคมให้แก่คนด่านซ้าย คนด่านซ้ายคือคนที่เคลื่อนย้ายมาจากถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะจากทางหลวงพระบาง มาตามลำน้ำโขงแล้วขึ้นมาตามลำน้ำเหืองที่เป็นสาขา แล้วเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามสองฝั่งลำน้ำหมันอันเป็นต้นน้ำสายหนึ่งของลำน้ำเหือง สองฝั่งลำน้ำหมันเป็นที่ราบที่มีเทือกเขาขนาบทั้งสองด้าน ต้นน้ำหมันมาจากเทือกเขาที่มีสันปันน้ำระหว่างลำน้ำป่าสัก ลำน้ำแควน้อย และลำน้ำหมัน คนโบราณให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่บริเวณต้นน้ำเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำหนดเอาเขาดินลูกหนึ่งที่อยู่ในบริเวณต้นน้ำหมันและมีลำน้ำหมันไหลโอบล้อมให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บริเวณนี้คือที่ตั้งของพระธาตุศรีสองรักได้ถูกกำหนดเป็นอนุสรณ์สถานในพระราชพิธีเจริญไมตรีระหว่างอยุธยาและล้านช้างในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒ นอกจากเป็นตำแหน่งที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว บริเวณต้นน้ำหมันในตอนนี้ยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมที่ติดต่อระหว่างหลวงพระบาง นครไทย พิษณุโลก และเมืองอื่น ๆ ในเขตแคว้นสุโขทัย บ้านเมืองทางเพชรบูรณ์ในลุ่มน้ำป่าสัก รวมไปถึงบ้านเมืองทางลุ่มน้ำโขง เช่น ที่ผ่านอำเภอวังสะพุงไปยังอุดรธานีและขอนแก่น ในภาคอีสานเป็นต้น ความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมดังกล่าว จึงได้ทำให้บริเวณต้นน้ำหมันแห่งนี้ กลายเป็นเมืองด่านและศูนย์กลางของบรรดาชุมชนบ้านและเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่สองฝั่งน้ำหมันแต่ต้นน้ำไปจนสบกับลำน้ำเหืองในเขตแดนประเทศลาวปัจจุบัน ลำน้ำหมันเป็นหุบเขาเล็ก ๆ ที่เป็นตัวอย่างของกระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองในอดีต คือ ผู้คนจากถิ่นต่าง ๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านตามสองฝั่งน้ำก่อน แล้วเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม กันดีแล้ว จึงเกิดชุมชนเมืองที่เป็นศูนย์กลางขึ้นมา คือ เมืองด่านซ้าย ปัจจุบันมีชุมชนที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันถึง ๗ แห่ง แต่ละแห่งมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จนทำให้คนในแต่ละชุมชนรู้จักกันหมด อีกทั้งมีสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกัน เช่น แต่ละชุมชนทั้งในระดับบ้านและเมืองต่างก็มีทั้งวัดและหอผีเหมือนกัน โดยแต่ละชุมชนจะมีผู้นำทางความเชื่อและพิธีกรรมที่เรียกว่า พ่อกวน และคณะที่รวมตัวกันเป็นทั้งองค์กรและสถาบันดูแลในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรม โดยเฉพาะที่ด่านซ้ายที่เป็นเมืองนั้น พ่อกวนถูกยกขึ้นเป็นเจ้าพ่อที่มีผู้คนเคารพกราบไหว้และเชื่อฟัง ดูเหมือนจะมีบารมีมากกว่าหัวหน้าฝ่ายทางราชการ เช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และแม้แต่ขุนนางสงฆ์ในวัดต่าง ๆ บรรดาประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในทุกชุมชนในท้องถิ่นด่านซ้ายหรืออีกนัยหนึ่งลุ่มน้ำหมันนั้นมีทั้งพุทธและผีไปด้วยกัน โดยเฉพาะที่พระธาตุศรีสองรัก การจัดการและอำนาจในการดูแลสถานที่ในประเพณีและความเชื่อของผู้คนท้องถิ่นอยู่ที่เจ้าพ่อกวนที่มีหน้าที่ดูแลทั้งพิธีกรรมที่เกี่ยวกับพุทธและผี สำหรับคนท้องถิ่นที่เป็นชาวด่านซ้ายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง พระธาตุศรีสองรัก คือแหล่งที่คนมากราบไหว้และทำพิธีแก้บนที่ต้องผ่านการจัดการของเจ้าพ่อกวนและคณะทั้งเรื่องของพุทธและผี ถ้าเป็นพุทธก็จะจัดให้มีการทำต้นผึ้งไปถวายพระธาตุ โดยมีพ่อแสนนำไปตั้งไว้ในบริเวณรอบพระเจดีย์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผีก็จะทำการฆ่าควาย ฆ่าหมู และเครื่องสุราบานไปทำประกอบพิธีกรรมให้ จึงเป็นเหตุให้บริเวณพระธาตุศรีสองรักเป็นพื้นที่มีระเบียบแบบแผน ในยามที่ผู้คนไปไหว้ก็ไม่พลุกพล่านเหมือนวัดอื่น ๆ ที่มีการตกแต่งจนเกินธรรมชาติที่ระคนไปด้วยคนหลายหลุ่มเข้าไปขายดอกไม้ธูปเทียนทอง โฆษณาวัตถุมงคลและเรี่ยไรเงินทองเพื่อสินค้าบุญกันต่าง ๆ นานา เรื่องของการไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเคยเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการรู้น้อยรู้มากของตนเอง คือเชื่อว่าพระธาตุองค์นี้คือพระสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุพระพุทธเจ้า เพราะการสร้างพระธาตุเจดีย์โดยพระมหากษัตริย์อย่างที่มีพงศาวดารและจารึกระบุไว้นั้น น่าจะมีการบรรจุพระบรมธาตุไว้ด้วย จำได้ว่าเมื่อครั้งได้สัมภาษณ์เจ้าพ่อกวนนั้น ท่านบอกว่าพระธาตุศรีสองรักไม่มีพระบรมธาตุจึงไม่ควรเรียกพระบรมธาตุเจดีย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ใส่ใจเพราะไปคิดถึงประเพณีจากความเป็นจริงในที่อื่น หาได้ให้ความสำคัญในเรื่องความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมของผู้คนในท้องถิ่นไม่ จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นในเรื่องพระธาตุองค์นี้ คือมีผู้กล่าวหาว่า บริเวณพระธาตุศรีสองรักษ์ถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีเจ้าพ่อกวนเป็นหัวหน้า มีการนำเอารายได้จากคนมาทำบุญไปใช้ในทางที่ผิด อีกทั้งทำให้พื้นที่ซึ่งเป็นพุทธสถานมัวหมองไปด้วยความเชื่อถือผีที่ผิด ๆ โดยเฉพาะระบุว่าแต่ก่อนเคยเป็นที่มีพระสงฆ์อยู่ จึงควรที่ทางคณะชุมชนสงฆ์และทางราชการได้เข้าไปตรวจสอบและจัดระเบียบเสียใหม่ แต่ความขัดแย้งที่ว่านี้ ผู้นำและคนในท้องถิ่นด่นซ้ายพากันราวมตัวออกมาโต้แย้งและให้การสนับสนุนเจ้าพ่อกวน โดยยืนยันว่าเจ้าพ่อกวนและองค์กรเป็นผู้ที่ดูแลพระธาตุมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่จะไปเพิกถอนไม่ได้ ถ้าหากทางราชการและขุนนางสงฆ์ไปทำขึ้น อาจทำให้เกิดสิ่งอัปมงคลแก่คนด่านซ้ายได้ ข้อขัดแย้งดังกล่าวนี้เลยทำให้ข้าพเจ้าได้สติว่า จะต้องมองอย่างไรจึงจะเหมาะสม เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากความเข้าใจในเรื่องความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน คือ ฝ่ายหนึ่งที่เป็นทางราชการขุนนางสงฆ์และบุคคลจากภายนอก มักมองพุทธศาสนาไปในทางความถูกต้องทางปรัชญาที่เป็นเรื่องของขาวและดำ ซึ่งเป็นเรื่องอุดมคติที่เป็นภาพนิ่ง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือผู้คนในท้องถิ่นที่ส่สวนใหญ่จะไม่มานั่งคิดหรือแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์หรืออะไรเป็นปรัชญา ที่แยกออกได้เป็นขาวและดำ แต่พวกนี้มีศาสนาและความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต โดยแสดงออกให้เห็นในการประกอบประเพณีพิธีกรรม ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้นและทำเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ความเชื่อทางศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งอีกทั้งไม่เป็นขาวดำชนิดที่อะไรคือพุทธอะไรคือผี แต่จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาละและเทศะที่สัมพันธ์กับผู้คนในท้องถิ่นตลอดเวลา นับเป็นเรื่องของศาสนาและความเชื่อที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมโดยแท้ ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาอบรมมาในวิชามานุษยวิทยาที่เน้นความสำคัญของศาสนากับสังคมมากกว่าการมองศาสนาลักษณะที่เป็นปรัชญาซึ่งหยุดนิ่ง แต่ถ้ามองศาสนากับสังคมก็จะแลเห็นคนและความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเข้าใจชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนเหล่านั้นได้ดี และแลเห็นว่าคนเหล่านั้นแตกต่างกับคนในกลุ่มของเราอย่างไร รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจว่า ทำไมคนแต่ละกลุ่มจึงแตกต่างกัน ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาในวิชานี้จึงเท่ากับเตือนสติให้ข้าพเจ้าต้องหยุดมองและหยุดคิดในเรื่องการหาข้อเท็จจริงว่ามีพระบรมธาตุในพระธาตุศรีสองรักหรือเปล่า ต้องกลับหันมาจำนนต่อความเชื่อและการปฏิบัติของคนด่านซ้ายในด้านประเพณีพิธีกรรมที่มีทั้งพุทธและผีร่วมกัน เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้คนด่านซ้ายดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมาอย่างราบรื่นเป็นเวลาหลายร้อยปี อาจพูดได้ว่านับแต่มีการสร้างพระธาตุขึ้นมาก็ว่าได้ ในทุกวันนี้ คนด่านซ้ายกำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจสังคมที่มีผลมาจากวิธีคิดของคนที่อยู่นอกสังคมด่านซ้ายที่ล้วนมองระบบศาสนา ความเชื่อ และประเพณีพิธีกรรมของคนด่านซ้ายว่าไม่ดีงามและล้าหลัง คนจากภายนอกดังกล่าวนี้ อาจจำแนกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ พวกขุนนางพ่อค้า และประเภทหลังคือขุนนางพระ คนทั้งสองประเภทนี้อยู่ในโครงสร้างทางอำนาจของรัฐที่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นได้ทั่วทั้งประเทศ มักอ้างอำนาจรัฐความเป็นคนไทยและความถูกต้องทางพุทธศาสนาไปปรับเปลี่ยนอะไรต่ออะไรในท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเห็นได้อย่างต่อเนื่องในกรณีพระธาตุศรีสองรักและสังคมด่านซ้าย เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมในที่นี้ จะยกเรื่องงานประเพณีผีตาโขน ที่มีงานให้นักท่องเที่ยวแห่กันไปดูได้ทุกปีมาวิเคราะห์และวิพากษ์ไว้ ณ ที่นี้ ประเพณีแห่ผีตาโขนคือสิ่งที่คนนอกสังคมชาวด่านซ้ายรับรู้จากการโฆษณาทางทีวี หนังสือ และสื่อโดยทั่วไปที่ผลักดัน ททท. และขุนนางข้าราชการของรัฐประจำจังหวัด ทำให้มีความอยากที่จะไปเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นเหตุให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจ ภาพพจน์ของผีตาโขนจึงกลายเป็นประเพณีสนุกสนานที่แปลก ๆ น่าทึ่ง น่าสนใจแก่คนทั่วไป แต่ถ้าหากไปสัมผัสกับคนด่านซ้ายซึ่งเป็นคนภายในท้องถิ่นเอง ว่าเขาเห็นเป็นเช่นนี้หรือไม่ ก็จะได้คำตอบว่า การเล่นผีตาโขนนั้น หาได้เป็นทั้งหมดของประเพณีและพิธีกรรมในระบบความเชื่อท้องถิ่นไม่ ประเพณีผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมและงานเทศกาลทางพระพุทธศาสนา คือ ประเพณีเทศน์มหาชาติหรือที่เรียกโดยชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า บุญพระเวส เป็นประเพณีที่กระตุ้นให้คนที่นับถือพุทธศาสนานึกถึงการให้ทาน อันเป็นธรรมะที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของมนุษย์ การเทศน์มหาชาติของคนด่านซ้ายก็เหมือนกันกับที่อื่น ๆ ที่เป็นสิ่งระคนไประหว่างการอบรมคุณธรรมทางศาสนากับการสนุกสนานรื่นเริงตามฤดูกาลที่กำหนด การเล่นผีตาโขนคือสิ่งหนึ่งในประเพณีบุญพระเวสที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่คนด่านซ้ายคิดขึ้นมาเพื่อความสนุกสนาน โดยมีคำอธิบายว่า ผีตาโขน คือบรรดาผีป่าผีร้ายทั้งหลาย ที่ทิ้งความชั่วร้ายมานับถือพุทธศาสนาและตามพระเวสสันดรมายังนครสีพี งานบุญพระเวสที่ด่านซ้ายโดยประเพณีเริ่มจากกการเชิญพระอุปคุตซึ่งเป็นก้อนหินสมมติก้อนหนึ่งในลำน้ำหมัน โดยพ่อแสนที่เป็นคนของเจ้าพ่อกวน ต่อจากนั้นทั้งเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมและบริวารรวมทั้งผู้คนทุกเพศทุกวัยในด่านซ้ายก็จะพากันแห่พระอุปคุตเป็นขบวนที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กผู้ชายจะสวมหน้ากากผีตาโขนร่วมไปด้วยพร้อมกันนั้นก็มีการละเล่นแสดงอวัยวะสืบพันธุ์อันเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งในขบวนแห่ ขบวนจะแห่จากลำน้ำหมันไปยังพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของเมืองแล้วไปสิ้นสุดที่วัดโพนชัย อันเป็นสถานที่เพื่อการเทศน์หาชาติโดยทางวัดและพระสงฆ์ บุญพระเวสและการแห่แหนที่มีผีตาโขนร่วมอยู่ด้วยนั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับพระธาตุศรีสองรัก แต่เกี่ยวกับประเพณีทางพุทธที่วัดโพนชัย ขบวนแห่สิ้นสุดลงเมื่อนำพระอุปคุตเข้าวัดและการเทศน์มหาชาติก็เริ่มขึ้น โดยประเพณีคนด่านซ้ายจะนำเอาหน้ากากผีตาโขนทิ้งลอยในลำน้ำหมัน เพื่อลอยความชั่วร้ายที่มากับผีตาโขนให้หมดสิ้นไป นับเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่แสดงการกลับใจของผีตาโขนอันเป็นคนชั่วร้ายให้กลายมาเป็นคนในพระพุทธศาสนา แต่ที่สำคัญงานประเพณีนี้ เจ้าพ่อกวนเป็นประมุขแค่แสดงออกให้เห็นถึงการเป็นคนในพระพุทธศาสนา ในเวลาเดียวกันเจ้าพ่อกวนคือคนที่ต้องถือศีลห้าและประพฤติตยอยู่ในธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงจะรักษาสถานภาพนั้นไว้ได้ เพราะคนด่านซ้ายนั้นต่างประเมินพฤติกรรมของเจ้าพ่อกวนและคณะด้วยประเพณีปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ประเพณีบุญพระเวสที่ชาวด่านซ้ายเรียกว่า บุญหลวง กับการเล่นผีตาโขนมีมาช้านาน แต่ในยุคพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาล ได้ถูกแทรกแซงโดยความคิดอุบาทว์ทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งดูเหมือนมีที่มาจาก ททท. และขุนนางทางราชการของรัฐ ความเป็นบุญพระเวสที่มีความหมายในการสอนธรรมะของการให้ทานแก่ผู้คนที่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมก็หมดความสำคัญลง เพราะผู้คนทั้งภายนอกและภายในต่างก็พากันชื่นชมแต่เฉพาะการเล่นผีตาโขนแต่เพียงอย่างเดียว พอขบวนแห่เข้าวัดเพื่อให้มีการเทศน์มหาชาติ งานก็สิ้นสุดลง คนไม่สนใจจะฟังเทศน์ แต่จะนำเอาหน้ากากผีตาโขนกลับไปเป็นของที่ระลึก แต่ว่าในขณะนี้การเข้าแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเพณีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนในสังคมด่านซ้ายให้เป็นรายได้และทุนทางเศรษฐกิจ ได้กำลังแพร่เข้าไปถึงบุคคลที่เป็นขุนนางพระ จึงมีการอ้างอิงทางรัฐและอำนาจสงฆ์เข้าจัดการกับพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นพุทธาวาสแต่อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าพ่อกวนและคณะ โดยพยายามอ้างความถูกต้องทางพุทธศาสนาให้สังคมมหาชนรับรู้ เพื่อที่จะเข้าไปจัดการดูแลแทนคณะบุคคลเดิมตามประเพณี ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นได้ทันที คือ พระธาตุศรีสองรักก็คงจะกลายมาเป็นเหมือนวัดมหาธาตุดัง ๆ ในหลายจังหวัด เช่น วัดมหาธาตุพิษณุโลกเป็นอาทิ คือ กลายเป็นวัดที่มีขุนนางพระที่มียศศักดิ์และความมั่งคั่งอยู่ บริเวณเขตศักดิ์สิทธิ์ก็จะระคนไปด้วยสิ่งสาธารณ์ที่เนื่องในการขายของบูชาและวัตถุมงคลนานาชนิดที่เต็มไปด้วยมลภาวะในเรื่องแสงและเสียง ดังนั้น ในที่นี้เพื่อทำความเข้าใจกับคนที่บ้าคลั่งในเรื่องความถูกต้องในพุทธศาสนาและความเป็นคนไทยแบบกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ในสำนึกของขุนนางพ่อค้าและขุนนางพระ ข้าพเจ้าใคร่เสนอให้รับทราบว่า พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักนั้นไม่มีพระบรมธาตุที่ผู้คนจะไปไหว้ไปกราบกันอย่างเช่นพระมหาธาตุเจดีย์ทั้งหลาย แต่เป็นวัดในทางพระพุทธศาสนาแบบที่ทางสุโขทัย ล้านนา และล้านช้างมีมาแต่อดีต ซึ่งผู้คนจะเรียกว่า อาราม เพราะความสำคัญจะอยู่ที่พระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชาวบ้านชาวเมืองที่ไปไหว้พระธาตุศรีสองรักนั้น เขาไหว้พระที่วิหารแล้วแก้บนต้นผึ้งให้กับพระธาตุเจดีย์ พระอารามหรือวิหารของพระธาตุศรีสองรักนั้น นอกจากคนไปกราบไหว้พระพุทธรูปแล้วยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีในการแก้บนสำหรับคนที่จะบวช คือผู้ที่เป็นนาคจะขึ้นไปกราบไหว้ก่อนที่ไปประกอบพิธีบวชในพระอุโบสถที่วัดโพนชัยหรือวัดอื่น ๆ ในสำนึกของของชาวบ้าน พระธาตุศรีสองรักไม่เคยมีหน้าที่เป็นวัด พระธาตุศรีสองรักษ์คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งความเชื่อในเรื่องพุทธและผีนั้นอยู่ด้วยช่วยกันในเรื่องความมั่นคงทางจิตใจและสังคมในกับคนด่านซ้ายอย่างยั่งยืนเสมอมา จึงหาควรที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นแหล่งพุทธพาณิชย์ไม่ ขุนนางพ่อค้าและขุนนางพระผู้ใดหวังจะทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของคนด่านซ้ายดังกล่าวนี้ก็น่าที่จะโดนผีลงโทษและตกนรกอเวจีในทางพระพุทธศาสนาเป็นแน่แท้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • เมืองโบราณสยามประเทศ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ย. 2547 วันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ตรงกับวันที่คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ จากไปเป็นปีที่สี่ เพื่อระลึกถึงท่าน มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงจัดกิจกรรมทางปัญญาเพื่อเด็กและบุคคลที่สนใจขึ้นที่เมืองโบราณอย่างเช่นที่เคยทำมาแต่ปีที่แล้ว เนื่องในวันเล็ก - ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๒ เล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ ปีนี้เกิดเหตุการณ์ขัดแย้งและยุ่งยากทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นในบ้านเมืองหลายแห่งและหลายครั้ง บางแห่งก็เกิดอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้น เช่นเหตุการณ์ในเขตสามจังหวัดภาคใต้ที่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม เหตุหนึ่งของความยุ่งยากก็คือการที่ทั้งรัฐและสังคมมหาชนเชื่อว่าความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะคนมุสลิมต้องการอยากที่จะแบ่งแยกดินแดนจึงก่อการร้ายขึ้น รัฐจำเป็นต้องใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด นับเป็นเรื่องน่าสนใจที่การแสดงออกในเรื่องความคิดเห็นของคนในสังคมมองทางนั้นเห็นว่าคนมุสลิมไม่ใช่คนไทยเพราะพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องและเป็นคนนอกศาสนา ข้าพเจ้าเห็นว่าการแสดงออกของคนในสังคมหาชนในเรื่องความเป็นคนไทยนี้ คือ ผลผลิตของการสร้างประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมที่มีการอุปโหลกกันมาแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะครั้งนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ประเทศสยาม มาเป็นประเทศไทย โดยเปลี่ยนใช้ชื่อของดินแดนมาเป็นชื่อของชนชาติ หลายคนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ถึงกับได้เขียนบทความขึ้นมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน กรุงศรีอยุธยา คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ เป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับชื่อประเทศสยามเพราะท่านเข้าใจและแลเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของคนหลายชาติหลายภาษา หลายเผ่าพันธุ์ และหลายศาสนาในดินแดนสยามประเทศ คุณเล็กแลเห็นกลไกที่เชื่อมโยงให้ผู้คนที่หลากหลายได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องของความเป็นคนไทย ความเป็นคนไทยเป็นเรื่องสมมุติที่เกิดจากกระบวนการดูดกลืนให้ผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์มาเป็นพวกเดียวกัน สถาบันกษัตริย์และระบบศักดินานับว่ามีบทบาทสูงในการสร้างความเป็นคนไทย นั่นคือ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้นหาได้เป็นคนของเผ่าพันธุ์ใดไม่ คติทางพระพุทธศาสนาได้ยกให้พระองค์เป็นพระสมมุติราชเพราะเป็นผู้ที่อเนกนิกรสโมสรหรือผู้คนทั้งหลายในแผ่นดินพร้อมใจกันยกย่องและเทิดทูน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก คือทรงดูแลประชานิกรในทุกพระศาสนาอย่างเสมอภาค คงเห็นได้จากการพระราชทานที่ดินให้คนต่างแดนต่างชาติที่เข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งหลักแหล่งชุมชน มีวัดและสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาตามประเพณีความเชื่อของพวกตน อีกทั้งยังให้กลุ่มชนนั้นๆ ปกครองกันเอง เลือกผู้ปกครองที่ทางรัฐให้การยอมรับและให้ตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งกว่านั้นบุคคลใดในชนชาติและเผ่าพันธุ์ใด ถ้าหากมีความรู้ความสามารถในวิทยาการต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่เข้ามารับราชการเพื่อทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองและสังคมได้ เหตุนี้เองที่บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยเป็นจำนวนมากแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า ขุนนางหรือผู้ลากมากดี นั้น คือคนที่มีรากเหง้ามาจากเผ่าพันธุ์และศาสนาที่หลากหลายทั้งสิ้น ความเป็นคนไทยจึงเป็นเรื่องสัญลักษณ์ที่เกิดจากการดูดกลืนและบูรณาการทางวัฒนธรรมให้เป็นพวกเดียวกันในส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนที่หลากหลายทางเผ่าพันธุ์และศาสนาก็ยังคงธำรงสำนึกทางชาติพันธุ์และความเชื่อทางศาสนาของตนอยู่ ดังปรากฏให้เห็นในความเป็นชุมชนเมืองแทบทุกแห่งในประเทศสยามที่มีตลาดเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนและสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมล้วนมีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์และศาสนาอยู่ด้วยกัน จนนับเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านเมืองในสยามประเทศทีเดียว คุณเล็ก วิริยะพันธุ์เป็นผู้หนึ่งที่เติบโตมาในย่านสังคมเมืองที่มีความหลากหลายดังกล่าวนี้ ทำให้แลเห็นและซาบซึ้งว่า สังคมของคนสยามคืออะไร การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมอันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนชื่อประเทศนั้น คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณเล็กสร้างเมืองโบราณขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และรับรู้ถึงความสงบสุขและเรียบง่ายของสังคมสยามที่มีความสมดุลย์ในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้นเป็นอย่างใด ท่านต้องการทำให้เห็นว่าเมืองโบราณคือ “สยามประเทศ” ที่เต็มไปด้วยคนหลากหลายเผ่าพันธุ์และศาสนาได้อยู่กันอย่างสงบเป็นเวลานับพันปี สิ่งที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความพยายามในเรื่องนี้ก็คือ การสร้างตลาดบกและตลาดน้ำที่คุณเล็กบอกว่าไม่ได้เป็นเพียงเป็นแค่ตลาดที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของ หากเป็นเมืองที่คนหลายชาติหลายศาสนาอยู่ร่วมกันตามที่ชาวต่างชาติที่มาเยือนแต่สมัยอยุธยาได้เขียนเล่าและบันทึกภาพไว้ โดยเฉพาะย่านที่เรียกว่าตลาดบกนั้น คุณเล็กให้ชื่อว่า “นครสยาม” คุณเล็กคือตัวอย่างของคนไทยสมัยก่อนเปลี่ยนชื่อประเทศ ที่แลเห็นว่าความเป็นคนไทยหาใช่เป็นเรื่องของเชื้อชาติ หากเป็นสิ่งที่เกิดจากการบูรณาการทางการเมืองและวัฒนธรรมของผู้คนที่หลากหลายในสยามประเทศมากกว่า ประเทศสยามคือดินแดนที่คนหลากหลายทางชาติพันธุ์และผู้คนมาอยู่ร่วมกันอย่างเสรีและสงบสุข “สยาม” คือประเทศ ผู้คนที่อยู่ร่วมกันคือ “คนไทย” สยามกับไทยจึงเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก เป็นสิ่งที่มีอยู่ในพระราชสำนึกของพระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชกาล โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งนับว่าทรงเป็นผู้นำในเรื่องชาตินิยมที่สำคัญ ดังในพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพที่มีการติดประดับไว้หน้ากระทรวงกลาโหมว่า หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้น สกุลไทย แผนที่ “สยามประเทศ” ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ค.ศ.๑๖๘๖ ทุกวันนี้ประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยมคือสิ่งเหลวไหลแต่ว่ามีอิทธิพลทำให้คนในรุ่นใหม่ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมมหาชนคลั่งไคล้กับความเป็นไทยอย่างสุดโต่ง เปิดโอกาสให้คนรู้เท่าไม่ถึงการณ์และคนชั่วร้ายที่มี “ช่องทาง” ทางราชการและเศรษฐกิจ อ้างอิงความเป็นไทยในจำนวนกว่า ๖๐ ล้านคนอันเป็น “ สิ่งสมมติ ” แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวก ด้วยการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของคนท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเผ่าพันธุ์ อันเป็น “ สิ่งที่เป็นความจริง ” ของสยามประเทศอย่างไม่หยุดหย่อน การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ดำรงมาตลอดเวลากว่าสี่สิบปีที่ผ่านมาคือประจักษ์พยานในเรื่องนี้ คนรุ่นใหม่ขาดความเข้าใจกับรากเหง้าที่แท้จริงของความเป็นสยามประเทศที่ให้ความร่มเย็นและให้ความสมดุลย์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม แก่ผู้คนในสังคมมากว่าพันปี ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงถือโอกาสในวันครบรอบสี่ปีในการจากไปของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ จัดกิจกรรมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อให้แลเห็นความเป็นสยามประเทศ ในปีนี้ที่เมืองโบราณ อันประกอบด้วย การเสวนาทางประวัติศาสตร์เรื่อง อยุธยาสยามประเทศ โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรหลัก การนำชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับสยามประเทศในเมืองโบราณให้กับครูและนักเรียนที่สนใจ รวมทั้งมีนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็น อยุธยาสยามประเทศ เมืองหลวงเก่าแก่ที่รวมความหมายทางสังคมหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมจากหลักฐานทางวรรณคดี จิตรกรรม และโบราณคดี-โบราณสถาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ธรรมชาติยาตราแม่น้ำชี: รุ่งอรุณแห่งการพัฒนาประสาหนอน

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2548 เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๘ ที่แล้วมา ข้าพเจ้าได้ไปร่วมชุมนุม งานธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำชี ของเครือข่ายองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชีที่บ้านวังยาง จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นบริเวณที่แม่น้ำชีและแม่น้ำมูนมาสบกัน ซึ่งในปัจจุบันบริเวณนี้ถูกทำให้เป็นสวนสาธารณะของจังหวัด แผนที่ซึ่งชาวบ้านวาดขึ้นแสดงขอบเขตการจัดการน้ำเปรียบเทียบแบบดั้งเดิมตามธรรมชาติและระบบชลประทานหลวงบริเวณต้นน้ำชีที่บ้านส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ธรรมชาติยาตราครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องมาจากธรรมชาติยาตราแม่น้ำมูนที่เคยทำมาในปีก่อน เป็นกระบวนการที่ร่วมกันของชาวบ้านในภาคอีสานกับคนรุ่นหนุ่มสาวขององค์กรเอกชน มูลนิธิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน อันมี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ปราชญ์อาวุโส ปราชญ์ชาวบ้าน ตลอดไปจนถึง สว. บางคน อ.บ.ต. และ อ.บ.จ. บางคนที่มีสำนึกมนุษยธรรม ประสบการณ์ที่เกิดจากธรรมชาติยาตราทั้งแม่น้ำมูนและแม่น้ำชีดังกล่าวนี้ ในการรับรู้ของข้าพเจ้าถือว่าเป็น กระบวนคิดใหม่ [new paradigm] ในเรื่องการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจทีเดียว เพราะเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากกระบวนคิดแบบเก่า ๆ ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ (การเมือง) แห่งชาติ ที่ทำให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเกือบสิบแผนแล้วอย่างล้มเหลว ความแตกต่างกันอย่างตรงข้ามก็คือ กระบวนคิดแบบเก่าเป็นการมองอะไรแบบนกและคิดแบบนกด้วยการวางแผนแบบเอาแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมากางบนโต๊ะ แล้วลงรายการต่าง ๆ ในการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากข้อมูลและทฤษฎีทางเศรษฐกิจลงไปในพื้นที่แผ่นกระดาษที่มีมาตราส่วน พร้อม ๆ กับการใช้ยางลบลบสิ่งที่เป็นสภาพแวดล้อมธรรมชาติรวมทั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นที่สืบเนื่องกันมาช้านานให้หมดไป เกิดโครงสร้างใหม่ ๆ เป็นเขื่อนชลประทาน เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นถนนหนทาง เป็นสถานที่ทางราชการ เป็นย่านการค้าธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม ขึ้นมาแทน ผลที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ก็คือการล่มสลายของชุมชนมนุษย์ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น อันเนื่องมาจากความคิดและกระบวนการในการพัฒนานั้นเพื่อสนองตอบการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ทำอะไรจนเกินสมดุลในความเป็นมนุษย์ของผู้คนในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกเพื่อความมั่งคั่งทางวัตถุสำหรับตัวเองและพวกพ้องมากกว่าสำนึกของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมซึ่งเคยมีมาอย่างราบรื่นในอดีต ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในเรื่องนี้ ถ้าหากมีการถอดรหัสให้ดีจากพระราชกรณียกิจซึ่งพระองค์ทรงดำเนินมาเป็นเวลาช้านานก็จะทำให้เข้าใจได้ เพราะแกนหลักในการดำเนินงานก็คือ การจัดการน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มด้วยการรับทราบความเดือดร้อนของราษฎรในท้องถิ่นก่อน แล้วจึงทรงศึกษาในเรื่องภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมธรรมชาติของท้องถิ่นจากแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ จากนั้นเสด็จฯ ลงพื้นที่ด้วยพระองค์เองเพื่อให้แลเห็นข้อมูลและความจริง หาได้ยึดอยู่แต่การดูแผนที่ซึ่งเป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างเดียวไม่ ตรงนี้แหละที่งานของพระองค์แตกต่างไปจากบรรดานักอะไรต่ออะไรที่ร่วมกันวางแผนอะไรต่ออะไรเพื่อการพัฒนาที่เห็นอะไรต่ออะไรอย่างนก การเสด็จฯ ลงพื้นที่แต่ละครั้งนั้น พระองค์ได้สัมผัสกับชาวบ้านที่เป็นตัวหนอน ทำให้ทรงทราบความต้องการของหนอนเพื่อที่จะได้ทรงพัฒนาให้ถูกทาง ดังนั้น เมื่อนำพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เสด็จฯ ลงพื้นที่แต่ละครั้งมาทำสถิติแล้ว ก็จะเห็นว่าสิ่งที่เป็นแกนหลักในการดำเนินงานก็คือ การจัดการน้ำ เป็นการจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นเพื่อการดำรงอยู่ของเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืน เท่าที่แลเห็นในขณะนี้ โครงการการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในพระราชดำรินั้นน้อยมาก และที่เห็นเป็นรูปธรรมขณะนี้ก็เพียง โครงการปากพนังและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้น จึงสรุปในที่นี้ว่า การจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นคือหัวใจของการพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งแต่ก่อนนี้คือ การจัดการร่วมกันของผู้คนในท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นชลประทานราษฎร์เป็นสำคัญ ความสำคัญของชลประทานราษฎร์คือการร่วมกันทำโดยผู้คนที่ใช้พื้นที่การเกษตรร่วมกันในท้องถิ่นอย่างเป็นกลุ่มก้อน เป็นสังคมมีเงื่อนไขในการแจกแจงแบ่งปันร่วมกันอย่างเสมอภาค และมีดุลยภาพในสิ่งที่เป็นผลผลิตกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ทำให้เศรษฐกิจแบบเพียงพอ คือ วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่อยู่ร่วมกันมาแต่อดีตนับพันปี แต่กำลังล่มสลายเพราะชลประทานหลวงอันเกิดจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเสรีของรัฐที่ทำมาร่วมสี่สิบปีนี่เอง ธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำมูนและแม่น้ำชีที่ชาวบ้าน องค์กรเอกชน มูลนิธิ และบรรดานักวิชาการ นักการเมือง รวมทั้งบุคคลที่มีคุณธรรมและเห็นภัยพิบัติอันเกิดมาจากการพัฒนาแบบหนอนได้มีส่วนร่วมที่เคลื่อนไหวมาในระยะ ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ คือผลจากความเดือดร้อนโดยตรงที่เกิดขึ้นแก่คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่ปากมูน อีสานคือภูมิภาคพื้นที่แห้งแล้ง [dry area] ที่เหมาะสมกับการตั้งหลักแหล่งของชุมชนมนุษย์มาตั้งแต่ราว ๔,๐๐๐ ปี เพราะมีสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ปรับตัวได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น ๆ จึงมีหลักฐานให้เห็นได้ว่า เคยมีผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่งมากกว่าบรรดาภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งในประเทศและประเทศใกล้เคียง แต่การที่จะดำรงอยู่ได้ของสังคมมนุษย์ที่มีพัฒนาการจากการเป็นหมู่บ้านอิสระมาเป็นเมืองเป็นรัฐและอาณาจักรนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดการน้ำให้เกิดดุลยภาพในระบบนิเวศวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น เพื่อควบคุมภาวะแล้งน้ำและดินเค็ม ซึ่งถ้าหากไม่เข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ภาวะความวิบัติก็จะเกิดขึ้น ดังเห็นตัวอย่างในปัจจุบัน เช่น การสร้างเขื่อนทั้งเพื่อการชลประทานและพลังงานไฟฟ้า การรุกป่าโคกเพื่อขยายการปลูกพืชเศรษฐกิจนานาชนิด นับแต่ ปอ มันสำปะหลัง อ้อย ยูคาลิปตัส และยางพารา ซึ่งก็รวมไปถึงการทำเหมืองแร่โปแตชและการทำนาเกลือเพื่อการอุตสาหกรรม เป็นต้น กุดเวียนที่บ้านส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เป็นคุ้งน้ำแบบกุดน้ำ [oxbow lake] เป็นการกักน้ำแบบโบราณตามธรรมชาติลักษณะหนึ่งในเขตต้นน้ำชี ธรรมชาติยาตราเพื่อแม่น้ำชี - มูน คือ การเคลื่อนไหวเพื่อการเรียนรู้และสร้างสำนึกการพัฒนาแบบใหม่ที่เป็นการพัฒนาจากภายใน ที่แลเห็นว่าหัวใจของการพัฒนาให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนก็คือการสร้างความรู้และความเข้าใจในการจัดการน้ำ โดยการทำความเข้าใจในระดับมหภาคของแอ่งโคราชผ่านทางแม่น้ำมูนและแม่น้ำชี ซึ่งเป็นลำน้ำหลักของภูมิภาค นับแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อให้แลเห็นภาพรวมของภูมิภาคว่าสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่นว่าเชื่อมโยงกับลำน้ำ สภาพแวดล้อม และสังคมมนุษย์ในลักษณะที่เป็นนิเวศวัฒนธรรมอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งนำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมโดยแท้ ในขณะเดียวกันก็ได้รับรู้เกี่ยวกับความพินาศฉิบหายของสภาพแวดล้อมธรรมชาติและสังคมมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น อันเกิดจากการดำเนินการพัฒนาแบบนกของรัฐอย่างไรบ้าง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการศึกษาและดำเนินการพัฒนาระบบนิเวศวัฒนธรรมเพื่อความยั่งยืนของผู้คนและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นในขั้นปฏิบัติการอย่างไรบ้าง เมื่อมาถึงตรงนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับนิเวศวัฒนธรรมเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้อย่างมีทิศทาง ในการรับรู้และประสบการณ์ของข้าพเจ้าในแอ่งโคราช นิเวศวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากกระบวนการปรับตัวของผู้คนในท้องถิ่นที่มีมากกว่าหนึ่งชุมชนธรรมชาติ [village] เข้ากับสภาพแวดล้อมอันเป็นนิเวศธรรมชาติที่มีความหลากหลาย เช่น บริเวณที่ลุ่มน้ำท่วมถึงใกล้กับแหล่งน้ำใหญ่ [floodplain] บริเวณที่ลาดต่ำ [low terrace] ที่สัมพันธ์กับลำน้ำสายเล็ก ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยป่าโคก และที่ลุ่มต่ำที่เป็นบุ่งทามและที่ลาดสูง [high terrace] ที่เป็นบริเวณที่เป็นป่าโคกมากและมีลำน้ำสายเล็ก ๆ ที่เป็นต้นน้ำของลำน้ำใหญ่ไหลผ่าน นิเวศธรรมชาติทั้งสามอย่างนี้มักสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของในภาคอีสานมาตลอดเวลาและยาวนานกว่าพันปีขึ้นไป จนเป็นที่น่าสังเกตว่า บรรดาแหล่งที่เป็นบ้านใหญ่เมืองใหญ่ทั้งหลาย มักตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างที่ลาดสูงกับที่ลาดต่ำ หรือไม่ก็ระหว่างที่ลาดต่ำกับที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง เพราะมักเป็นบริเวณที่มีทั้งลำน้ำ ป่าโคก ที่ราบ และที่ลุ่มต่ำที่เป็นพื้นที่รับน้ำและชุ่มน้ำ เช่น บุ่งทาม นิเวศวัฒนธรรมเกิดขึ้นจากการปรับตัวของผู้คนที่เคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานในนิเวศธรรมชาติชนิดดังกล่าว โดยเน้นกระบวนการจัดการน้ำเป็นสำคัญ คือเห็นได้จากร่องรอยของชุมชนที่มีมาแต่โบราณและสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้หลายแห่ง นั่นคือ ผู้คนมักเลือกตั้งบ้านเรือนรวมกันอยู่บนที่เนินสูงน้ำท่วมไม่ถึง เนินนี้อาจเป็นชายโนนของบริเวณป่าโคกก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเนินใกล้กับบริเวณที่ลุ่มอันเป็นที่รับน้ำธรรมชาติที่เรียกว่าบุ่งทามในเวลาหน้าฝนหรือหน้าน้ำ บุ่งทามนี้จะขยายตัวเป็นหนองบึงใหญ่หรือทะเลสาบก็ได้ แต่หน้าแล้งน้ำน้อยพื้นที่โดยรอบจะกลายเป็นที่ราบลุ่มที่ปลูกข้าวได้ การสร้างบ้านเรือนรวมกันเป็นชุมชนจะเกิดจากผู้คนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาปรับบริเวณเนินดินใกล้ที่ราบลุ่มเหล่านี้ด้วยการขุดสระน้ำรอบเนินหรือขุดอ่างเก็บน้ำ [tank] ใกล้เนินเพื่อกักน้ำไว้อุปโภคบริโภคและนำเอาดินมาถมเนินที่อยู่อาศัยให้สูงขึ้นเพื่อน้ำท่วมไม่ถึง นับเป็นที่น่าสังเกตคือ ชุมชนที่อยู่ระหว่างรอยต่อของที่ลาดสูงและลาดต่ำนั้น มักตั้งอยู่ใกล้กับลำน้ำสายเล็ก ๆ ที่มักแห้งในฤดูแล้ง ด้วยการดักน้ำในลำน้ำนั้นไว้ สระน้ำที่อยู่รอบชุมชน หรือไม่ก็ขุดอ่างเก็บน้ำ (บาราย) ดักบนทางน้ำไหลของลำน้ำนั้น อ่างเก็บน้ำ (บาราย) นี้จะมีขอบคันดินสูงทำให้กักน้ำเหนือระดับผิวดินได้ และเมื่อน้ำเต็มจะล้นขอบก็ก็มีช่องทางปล่อยน้ำออกไปตามสายน้ำธรรมชาติ แต่บริเวณที่ใดลำน้ำเล็กมีน้ำไม่พอแก่การกักเก็บ ผู้คนก็จะหันมาดักน้ำและเบนน้ำที่แผ่ลงมาตามผิวดินเข้าสู่สระน้ำรอบชุมชนหรืออ่างเก็บน้ำแทน นี่คือการจัดการน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคในที่รอยต่อระหว่างที่ลาดสูงกับลาดต่ำ แต่ถ้าหากเป็นบริเวณรอยต่อระหว่างที่ลาดต่ำกับที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงที่อยู่ใกล้ลำน้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำมูนและแม่น้ำชีก็จะเพิ่มการขุดคลองชักน้ำระบายน้ำเชื่อมต่อกันไปยังบริเวณชุมชนด้วย สิ่งสำคัญก็คือ คนในแอ่งโคราชแต่โบราณจนถึงสมัยก่อนยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่นิยมตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนริมแม่น้ำมูน-ชี เพราะตลิ่งสูงและไม่เคยใช้น้ำในแม่น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภครวมทั้งเพื่อการเกษตรด้วย เพราะการใช้น้ำเพื่อการเกษตรนั้น ผู้คนในทั้งสองระบบนิเวศที่กล่าวมาแล้ว ต่างใช้น้ำที่แผ่ลงมาจากป่าโคกและที่สูงกักไว้ตามบิ้งนาที่มีคันค่อนข้างสูง โดยมีช่องน้ำระบายลงสู่บิ้งนาที่อยู่ต่ำลงมาอย่างทั่วถึง เป็นการทำนาปีไม่ใช่นาปรัง และแทบจะไม่ใช้น้ำจากลำห้วยหรือลำน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านชุมชนเลย ในขณะที่นิเวศที่เป็นรอยต่อระหว่างที่ลาดต่ำกับที่ลาดลุ่มน้ำท่วมถึงนั้น มักทำนาทามซึ่งก็เป็นนาปีเหมือนกัน โดยอาศัยการสร้างคันดินหรือทำนบชะลอน้ำที่เอ่อล้นจากบุ่งทาม หนองบึง และลำน้ำใหญ่ในฤดูฝนหรือฤดูน้ำไม่ให้รีบไหลกลับ แล้วทำนาหว่านข้าวไปยังบริเวณที่ชะลอน้ำไว้ บริเวณเช่นนี้มักเป็นบริเวณที่กว้างใหญ่ที่ทำการเพาะปลูกข้าวได้มาก จึงมักสัมพันธ์กับการเกิดหมู่บ้านหรือเมืองสำคัญขึ้นในบริเวณนี้ คนโบราณในแอ่งโคราชไม่แตะต้องน้ำที่อยู่ในหนองบึงหรือในลำน้ำใหญ่ ๆ ปล่อยให้เป็นท้องน้ำสาธารณะที่ใช้ในการคมนาคมและเป็นแหล่งอาหาร ปลา นานาชนิด ที่อาจสัมพันธ์กับชุมชนที่มีอาชีพส่วนใหญ่ในการประมง ทำให้การแลกข้าวแลกปลาเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในการผูกเสี่ยวของคนในภาคอีสาน การจัดการน้ำทั้งเพื่ออุปโภคและบริโภค เพื่อการปลูกข้าว และจับปลาของคนอีสานดังกล่าวนี้ ได้ถูกทำลายอย่างยับเยินจากชลประทานหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อทำเกษตรอุตสาหกรรมและพลังงานไฟฟ้า จนทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นขาดแคลนน้ำ หันมาใช้น้ำแย่งน้ำจากลำแม่น้ำใหญ่ ไม่ว่าจากแม่น้ำมูน แม่น้ำชี และบรรดาเขื่อนทั้งหลายที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง การแล้งน้ำในปีนี้ทำท่าว่าร้ายแรงกว่าคลื่นยักษ์สึนามิ อันเนื่องมาจากคนจะฆ่ากันตายเพราะการแย่งน้ำกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • เมื่อออกจากกระดอง

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 พ.ค. 2548 ระหว่างเดือนมีนาคม–เมษายน–พฤษภาคม ที่แล้วมา ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปศึกษาภูมิวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านบนพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เขมร พม่า เวียดนาม และลาว ตามลำดับ ความประสงค์ที่ไปก็เพื่อจะดูว่าเพื่อนของเราที่คนไทยมักดูแคลนมาเสมอว่าไม่มีอะไรทัดเทียมเราในด้านความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองนั้นเป็นอย่างไร เพราะในทำนองตรงข้าม บรรดาประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ก็มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อประเทศไทยเหมือนกัน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์และความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยการล่าอาณานิคมของอาณาจักรนิยมอังกฤษและฝรั่งเศสจนมาถึงสมัยอเมริกาทำสงครามกับเวียดนาม โรงเรียนในบริเวณเวียดนามตอนกลาง สภาพที่ดูเปลี่ยนแปลง อาคารขยายใหญ่ขึ้นและใหม่ขึ้นกว่าเดิม ด้วยเวลาอันน้อยนิดแต่อยากรู้อยากเห็นมากๆ ข้าพเจ้าและคณะใช้วิธีศึกษาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมสองข้างทางไปเรื่อย ๆ จากบริเวณหนึ่ง ท้องถิ่นหนึ่งไปเรื่อย โดยดูรายละเอียดบางจุดที่น่าสนใจเป็นสำคัญ เพราะการสังเกตการณ์ไปตลอดทางนั้นทำให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของ นิเวศวัฒนธรรม (cultural ecology) ได้ไม่มากก็น้อย ในการรับรู้และเรียนรู้ของข้าพเจ้าถือว่าความสัมพันธ์ของระบบนิเวศทั้งสองเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันกับความมั่นคงทางสังคม และวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก เมืองไทยหรือประเทศไทยของเราที่รัฐและประชาชนที่มีโอกาสทั้งหลายชอบโอ่เป็นนักหนาว่าเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจดีกว่าเพื่อนบ้านนั้น แท้จริงกำลังขาดดุลยภาพในเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างนิเวศวัฒนธรรมและนิเวศเศรษฐกิจการเมือง ด้วยกระทำของรัฐและประชาชนที่มีโอกาสเหล่านั้น การกระทำที่ทำให้เกิดการรุกล้ำของนิเวศเศรษฐกิจการเมืองอย่างไม่มีกาลเทศะนั้นคือการทำลายนิเวศวัฒนธรรมที่มีผลทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางสังคมและวัฒนธรรมในแทบทุกภูมิภาคของประเทศในขณะนี้ เพราะการรุกล้ำของนิเวศเศรษฐกิจและการเมืองของบรรดาประชาชนที่ได้โอกาสหรือฉวยโอกาสก็คือการบุกรุกของนายทุนที่ใช้อำนาจทางการเมืองของรัฐเข้าไปแย่งพื้นที่และทรัพยากรท้องถิ่นของผู้คนที่ด้อยโอกาสในท้องถิ่น จนเกิดเป็นความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบในปัจจุบัน เกิดความเคลื่อนไหวทั้งจากบรรดาปัญญาชนที่เป็นนักวิชาการสุจริตชนและองค์กรเอกชนร่วมมือกับบรรดาชาวบ้านชาวเมืองในท้องถิ่นที่ได้รับการเดือดร้อน โต้แย้ง คัดค้าน เดินขบวนกันอยู่เนือง ๆ ผลที่เกิดตามมาก็คือ แทบทุกเมื่อเชื่อวันจะมีการประชุมสัมมนาทั้งเป็นเรื่องของการเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น และการอบรมการปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยสถาบันการศึกษาจากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกันอย่างกว้างขวาง หลายต่อหลายแห่งก็มีการเชิญบรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ผู้รู้ชาวบ้านที่มีชื่อเสียงมาให้ความรู้ทั้งแนวคิด ทฤษฎี และการปฏิบัติการกันเป็นประจำ ข้าพเจ้านับเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่ถูกอุปโหลกว่าเป็นผู้รู้และเชี่ยวชาญ เคลื่อนไหวอยู่ในวังวนแห่งการวิจัยและการไปพูดไปสัมมนาอยู่กว่า ๑๔ – ๑๕ ปีที่ผ่านมา เมื่อมีโอกาสได้โผล่ออก นอกกระดอง ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในครั้งนี้แล้วตกใจ เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของเขาแล้วดูมีสมดุลระหว่างระบบนิเวศวัฒนธรรมและนิเวศเศรษฐกิจการเมืองที่จะยังให้เกิดความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจแก่คนทั้งหลายในชาติดได้ดีกว่าเรา ไม่ว่าเขมร เวียดนาม พม่า และลาวที่เคยเป็นสังคมนิยมต่างขานรับการลงทุนขนาดใหญ่จากภายนอกตามกระแสโลกาภิวัตน์ทั้งนั้น แต่ทั้งรัฐและสังคมจะคำนึงถึงผู้คนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ หาได้ปล่อยให้นิเวศเศรษฐกิจการเมืองรุกล้ำเข้าไปทำลายนิเวศวัฒนธรรมของท้องถิ่นไม่ ประเทศเวียดนามคือตัวอย่างที่จะพูดถึงในที่นี้ ข้าพเจ้านั่งรถวิ่งผ่านแต่เมืองลาวบาวที่อยู่ต่อแดนประเทศลาว มายังเมืองดงฮา เมืองเว้ เมืองดานัง เมืองญาจัง เมืองพันราง เมืองฟันเทรียด เมืองไซ่ง่อนไปจนถึงเมือง กันเธอ ริมแม่น้ำโขง แลเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่ละพื้นที่สองฝั่งถนนที่มีความแตกต่างกันทางภูมิศาสตร์จากเหนือจดใต้ชัดเจน จำได้ว่าเมื่อ ๑๔ ปีที่ผ่านมา บ้านเรือนของคนเวียดนามทั้งในเมืองและชนบทมีขนาดเล็กคับแคบและมีสภาพแวดล้อมที่สกปรก อาหารการกินและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันดูขาดแคลน เพราะเป็นประเทศที่ถูกย่ำยีแหลกลาญโดยสงครามกับอมนุษย์ที่ใช้เทคโนโลยีทำลายล้างอย่างขี้ขลาดและบ้าคลั่งมาเมื่อ ๖ ปี ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเข้าไปพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลกับความเจริญในด้านความสะดวกสบายในชีวิตความเป็นอยู่จากผู้คนในประเทศไทยอีกมาก แม้ว่าอาหารการกินและการพัฒนาที่อยู่อาศัยรวมทั้งการเกษตรอุตสาหกรรมจะดีขึ้นเป็นอย่างมากก็ตาม แต่ทว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นแก่ตาในปีนี้ เวียดนามเจริญเติบโตอย่างคาดไม่ถึง แทบทุกหนแห่งบ้านเรือนที่เคยติดพื้นชั้นเดียวมี ๓ ห้อง มีการขยายตัว มีห้องเพิ่มขึ้น บางแห่งก็เป็นสองชั้น รวมทั้งเกิดบ้านและตึกของคนรวยเพิ่มขึ้น มีการขยายถนนและปรับปรุงถนนให้สะดวกสบายเพิ่มขึ้นให้เหมาะแก่การคมนาคมและสัญจรของคนในท้องถิ่น แทบทุกบ้านมีสวนครัวที่เลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ต้องพึ่งตลาด เพราะพื้นที่แทบทุกตารางนิ้ว หน้าบ้าน หลังบ้าน หรือรอบบ้านถูกใช้เป็นที่ปลูกพืชผักต่างๆ อย่างมีระเบียบ ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงแต่จะใช้บริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น ส่วนเกินยังสามารถนำไปขายในตลาดสดเช้าเย็นที่มีอยู่ทุกย่านทุกตำบลด้วย เพื่อขายให้กับผู้คนในเมืองที่ไม่มีพื้นที่ทำสวนครัวได้ เวียดนามไม่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างคลั่งไคล้และบ้า ๆ บอ ๆ แบบของไทย แต่มีตลาดสดเช้าเย็นที่อุดมสมบูรณ์ทั้ง ผัก ปลา หมู เป็ด ไก่ที่ชาวบ้านและผู้ผลิตรายย่อยที่มีทุนรอนน้อย ๆ สามารถทำมาค้าขายได้ ทำให้คนมีอาหารการกินอยู่ดีทุกระดับ สิ่งที่เวียดนามชนะไทยอย่างขาดลอยคือ การจัดการน้ำและการเกษตร เพราะแม้จะมีพื้นที่ทางเกษตรน้อยกว่าเมืองไทยและมีประชากรถึง ๘๒ ล้านคนมากกว่าหกสิบกว่าล้านคนของไทยก็ตาม ก็สามารถปลูกข้าวส่งออกได้เป็นอันดับสองรองจากไทย ที่ว่าชนะก็เพราะมีการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ดีกว่าของไทย เห็นได้จากการทำนาทำไร่ตามที่นาหรือพื้นดินแปลงเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ไร่ มักเป็นการร่วมแรงกันทำโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ ๓–๖ คนและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับกำลังทุนของแต่ละกลุ่ม เช่น ยังใช้วัวและความรวมทั้งแทรคเตอร์ขนาดเล็กในการเพาะปลูก การจัดการน้ำเข้านาและที่เพาะปลูกก็ยังเป็นแบบเดิม โดยอาศัยการชลประทานราษฎร์ที่ถนอมลำน้ำและทางน้ำธรรมชาติซึ่งมาจากที่สูง บรรดาลำน้ำธรรมชาตินี้แหละที่สัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของคนเวียดนามและสามารถผันและดึงเข้าไปใช้ในการเพาะปลูกแบบแบ่งปันกันอย่างเสมอภาคหาได้เป็นการแย่งน้ำกันอย่างของเมืองไทยไม่ การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวมทั้งการขุดคลองส่งน้ำในลักษณะที่เป็นชลประทานหลวงดูมีน้อย เพราะจะเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น แต่การปล่อยให้คนในท้องถิ่นจัดการร่วมกันไปตามธรรมชาติ ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของคนในสังคมเกษตรกรรมของเวียดนามดูเป็นระเบียบเสมอภาคและสัมพันธ์กับธรรมชาติสภาพแวดล้อมอย่างกลมกลืน พื้นที่เกษตรกรรมกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ลำน้ำ และทางน้ำดูไม่ขาดแห้ง หรือดูดีเป็นแห่ง ๆ อย่างของไทย กลับดูเย็นตาคล้ายกันไปหมด โดยเฉพาะผู้คนที่ต่างคนออกไปทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นกลุ่มเป็นระเบียบ สิ่งเหล่านี้คนไทยแต่ก่อนเคยมี แต่เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาและการทำเกษตรอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนแรงงานคนและสัตว์ก็ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้น จนเดี๋ยวนี้เราแยกคนที่เป็นชาวนาทำไร่กับคนที่เป็นกรรมกรใช้แรงงานในกิจกรรมทางอุตสาหกรรมไม่ออก วิถีชีวิตที่เคยอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนและเป็นปึกแผ่นในระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเพียงพอหายไปหมดสิ้น แต่สภาพการเช่นนี้คือสิ่งที่แลเห็นในหมู่คนเวียดนาม สังคมอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรมในเมืองไทยกำลังเปลี่ยนให้คนไทยเป็นอมนุษย์ เพราะกำลังพัฒนาให้คนเป็นปัจเจกอย่างผิดวิสัยของมนุษยชาติ แต่เวียดนามพัฒนาคนให้อยู่เป็นกลุ่มเป็นเหล่าตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องเป็นสัตว์สังคม ในเวียดนามรัฐและสังคมดูเป็นอันหนึ่งเดียวกันในการพัฒนาให้มนุษย์อยู่ติดพื้นที่อันเป็นมาตุภูมิหรือแผ่นดินเกิด เพราะแทบทุกแห่งที่ผ่านไปจะพบว่าผู้คนในท้องถิ่นนอกจากมีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในลักษณะที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนที่ความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งในระดับเครือญาติและเพื่อนร่วมท้องถิ่นและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติในลักษณะที่มีการจัดการสภาพแวดล้อมธรรมชาติในเรื่องการทำมาหากิน การตั้งถิ่นฐาน การอยู่อาศัย และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติอย่างแนบแน่นและดูไม่เสื่อมคลายทั้ง ๆ ที่เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น มีการจัดการกับหลุมศพเป็นเงาตามตัว บ้านบางบ้านสร้างหลุมศพของคนตายในครอบครัวไว้ในเขตบ้าน และในพื้นที่ทำกินไม่ว่าจะเป็นไร่นาและเรือกสวน เมื่อมองไปตามทุ่งนาจะแลเห็นหลุมศพกระจายกันอยู่เป็นหย่อม ๆ หรือบางที่ในบรรดาพื้นที่สาธารณะป่าเขาและบริเวณแห้งแล้งก็ปรับเปลี่ยนให้เป็นแหล่งฝังศพกระจายกันอยู่ทั่วไป เวียดนามคล้ายจีนแต่ไม่เหมือนจีน เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (ancestor focus) แต่ไม่นำศพผู้ตายในครอบครัวหรือตระกูลไปฝังไว้รวมกันเป็นสุสานใหญ่ ๆ ในที่ห่างไกลกับเอาไว้ใกล้ตัว และบ้านเรือนดูกระเดียดไปทางข้างญี่ปุ่นมากกว่า บรรดาหลุมศพและแหล่งฝังศพทั้งที่พบตามบ้านและแหล่งทำกินดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าคนเวียดนามและสังคมเวียดนามเน้นการอยู่ร่วมกันในถิ่นกำเนิดแต่แรกเกิดจนตาย ช่วงเวลาของการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่นเดียวกันเป็นเวลาหลายชั่วคน คือสิ่งที่สร้างให้คนเวียดนามปรับสภาพแวดล้อมธรรมชาติของท้องถิ่นให้เป็นระบบนิเวศวัฒนธรรมร่วมกันได้ เกิดสถานที่และแหล่งประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมที่จรรโลงสำนึกท้องถิ่นและความเชื่อท้องถิ่นที่มีทั้งประวัติศาสตร์ จารีต ประเพณี และพิธีกรรมรวมกัน ข้าพเจ้าคิดว่าคนไทยเคยมีในสิ่งเหล่านี้ แต่ปัจจุบันไม่มี เพราะถูกทั้งรัฐและนายทุนทำลาย ข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐเวียดนามมีจิตใจที่เอื้ออาทรต่อคนท้องถิ่นที่ไม่เหมือนรัฐไทย เพราะตลอดทางที่นั่งรถผ่านไปข้าพเจ้ามักบ่นถึงความล่าช้าในการเดินทาง คือเวียดนามนั้นแม้ว่าจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่เรื่องเส้นทางคมนาคมดูล้าหลัง การคมนาคมจากกรุงฮานอยทางเหนือมายังเมืองไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ทางใต้ขึ้นอยู่กับทางหลวงเพียงสายเดียว ซึ่งแม้ว่าจะทำถนนให้ดีและสะพานข้ามแม่น้ำลำน้ำสายต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าแต่ก่อนก็ตาม แต่ก็เป็นถนนขนาดเล็กที่รถวิ่งสวนทางไปมาในช่องทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การขับขี่ยานยนต์ต้องมีการควบคุมความเร็วให้อยู่เพียง ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นการเดินทางจากเหนือไปใต้ด้วยรถยนต์จึงกินเวลาหลายวันทีเดียว บ้านเรือนในชนบทของเวียดนาม ที่เพาะปลูกไม่ไกลจากบ้านเรือนและยังมีการใช้แรงงานร่วมกัน แต่เมื่อแลเห็นบรรดาทุ่งนาและพื้นที่ทางเกษตรและที่อยู่อาศัยที่เขียวและชุ่มน้ำ ความรู้สึกในเรื่องตำหนิก็หมดไป เพราะคิดได้ว่า ถ้าหากเวียดนามพัฒนาถนนหนทางอย่างใหญ่โตและมากมายไปทุกหนแห่งแล้ว บรรดานักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการและนายทุนคงร่ำรวยมิใช่น้อย เพราะค่าคอมมิชชั่นคงแพร่สะพัด และคนธรรมดาที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่นก็คงเดือดร้อน เพราะบรรดาถนนหนทางเหล่านั้นคือสิ่งที่กีดขวางทางเดินและการกระจายตัวตามธรรมชาติของน้ำที่จะยังความชุ่มชื้นให้แก่การเพาะปลูกและการอยู่อาศัยของผู้คนได้ ตลอดเส้นทางข้าพเจ้าแทบมองไม่เห็นภาพพจน์ของกรมทางหลวง กรมชลประทาน องค์กรจัดการไฟฟ้าพลังน้ำ และกรมป่าไม้แบบที่พบในประเทศไทยแต่อย่างใด รวมทั้งแทบไม่พบพื้นที่ทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่บรรดานายทุนข้ามชาติต่างแย่งเข้ามากันยึดครองพื้นที่สาธารณะและถิ่นทำกินของชาวบ้านอย่างเช่นในเมืองไทยที่แทรกซึมไปทั่วทุกระแหงจนคนไทยกลายเป็นทาสติดที่ดิน ที่พบเห็นในประเทศเวียดนามก็มีอยู่ในเขตเมืองไซ่ง่อนและบริเวณปริมณฑลที่มีนักลงทุนข้ามชาติของไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ครั้นหวนกลับมาที่ถนนสายเดี่ยวที่สะท้อนความล้าหลังในเรื่องการพัฒนาอีกทีก็กลับทำให้ได้แลเห็นอะไรลุ่มลึกกว่าแต่เดิม เพราะถนนเส้นนี้ที่ต้องนั่งรถแลสองข้างทางไปอย่างช้า ๆ นี้ ไม่เพียงแต่ให้แลเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ร่มรื่นในชนบทแต่ละท้องถิ่นเท่านั้น หากเป็นเส้นทางที่ผ่านไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้ข้าพเจ้าได้แลเห็นโครงสร้างบางอย่างที่ทางรัฐได้พัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างมีความหมาย ในเขตเมืองนั้น ย่านตลาด ร้านค้า ห้องแถว และที่อยู่อาศัยพัฒนาขึ้นตามสองฝั่งถนนแบบที่พบในเมืองไทยเมื่อราว ๓๐-๔๐ ปีก่อน แต่สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตและโดดเด่นก็คือโรงเรียนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นอาคารขนาดเล็กชั้นเดียวมาเป็นสองชั้นขนาดใหญ่ที่มีบริเวณกว้างขวางมีสีสันที่สวยงาม ล้วนเป็นอาคารที่ใหญ่โตกว่าอาคารอื่นๆ รวมทั้งสถานที่ทางราชการและศูนย์กลางในการบริหารด้วย ข้าพเจ้าไม่เคยพบเห็นเช่นนี้ในเมืองไทย เพราะโรงเรียนแบบนี้มีเป็นจำนวนมาก นับเป็นศูนย์กลางของท้องถิ่นที่ขานตอบการศึกษาของเด็กนักเรียนในท้องถิ่นโดยแท้และเป็นสถานที่มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก เพราะเด็กนักเรียนในท้องถิ่นต้องเข้าโรงเรียน ในเวลาไปโรงเรียนพักกลางวันและกลับบ้าน เด็กนักเรียนจะเดินและขี่รถจักรยานกันตามถนนดูแน่นไปหมด อันแสดงให้เห็นว่าตำแหน่งของโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน เดินทางกลับไปทานอาหารกลางวันที่บ้านได้อย่างสบาย ซึ่งผิดกับโรงเรียนในเมืองไทยราวฟ้าและดินที่โรงเรียนห่างบ้านและมีระดับสำรับคนรวยคนจน แต่ที่แย่ก็คือคนจนและคนด้อยโอกาสมักไม่ได้เรียนกัน ดูเหมือนความต่างกันของโรงเรียนในเมืองไทยกับเวียดนามในยุคปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มาจนถึงรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็คือ โรงเรียนของไทยอยู่ในเขตการศึกษาอันเป็นเขตการบริหารที่แลเห็นแต่ระบบการจัดการต่างๆ ในเรื่องตำแหน่งงานของผู้บริหาร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอุปกรณ์การศึกษาจนแลไม่เห็นเด็กนักเรียนกับวัฒนธรรมท้องถิ่น โรงเรียนในเวียดนามคือศูนย์กลางของท้องถิ่น เป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับกระบวนการอบรมทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น นับเป็นสถานที่สร้างสำนึกท้องถิ่นและกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้ในวิชาการต่าง ๆ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับศักยภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของท้องถิ่นโดยแท้ โรงเรียนในเวียดนามคือสถานที่เพื่อเตรียมคนในด้านความรู้เพื่อขานรับกับการรุกล้ำของนิเวศเศรษฐกิจการเมืองที่มาจากโลกาภิวัตน์ โรงเรียนคือสิ่งที่ทำให้เด็กในท้องถิ่นเรียนรู้นิเวศวัฒนธรรมและนิเวศเศรษฐกิจการเมืองเพื่อการปรับให้มีความสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยภาพ โรงเรียนคือหัวใจของกระบวนการท้องถิ่นวัฒนา (localization) ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่เมืองไทยไม่เคยคิดที่จะให้ดี จากการที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าวมานี้ ข้าพเจ้าก็มาถึงบางอ้อว่า การพัฒนาของเวียดนามนั้นแท้จริงคือสิ่งที่อยู่ในกรอบความคิดของคนตะวันออกที่มีมาแต่เดิม คือการเน้นให้ผู้คนอยู่ติดที่ ให้อยู่กันอย่างยั่งยืนมีรากเหง้าเป็นกลุ่มเป็นแหล่ง มีความเป็นอันหนึ่งเดียวกันในวัฒนธรรมจารีตและประเพณี ซึ่งต่างกันกับคนตะวันตกที่เน้นอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สนับสนุนให้คนโยกย้ายถิ่นไปตามที่ต่าง ๆ จนไม่มีโอกาสและเวลาที่จะอยู่ติดที่ร่วมกันจนเป็นชุมชนขึ้นมา มีแต่สร้างให้คนเป็นปัจเจกที่อาจมีบ้านพักทันสมัยโอ่อ่ามีความสะดวกสบาย แต่ต่างคนต่างอยู่ ต่างซุกหัวนอนไปวัน ๆ ดังเห็นได้จากการเกิดบ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียมทั่วทุกระแหงในเมืองไทยขณะนี้ พลันข้าพเจ้านึกถึง คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ขึ้น ครั้งเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่และออกเดินทางตระเวนไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลมาสร้างเมืองโบราณ ท่านสังเกตว่ามีการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากจังหวัดและท้องถิ่นหนึ่งไปท้องถิ่นหนึ่งเพื่อการทำงานตามสถานที่ประกอบการทางอุตสาหกรรมและการบริการอยู่ตลอดเวลา จึงบอกกับข้าพเจ้าว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีจะเกิดความยุ่งยากขึ้น การตรึงคนให้อยู่กับที่ซึ่งทำให้ท่านคิดอะไรที่ออกนอกไปจากการสร้างเมืองโบราณในขณะนั้นว่า อยากจะก่อตั้งโรงเรียนช่างสิบหมู่ขึ้นตามท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้ฟื้นความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาช้านาน ในด้านปัจจัยสี่และสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นตามกาลเทศะและฤดูกาลขึ้นก็จะทำให้เกิดรายได้จากส่งที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และเกิดพลังและความภูมิใจในถิ่นกำเนิดหรือมาตุภูมิของตนขึ้น ความคิดของท่านแม้ไม่อาจทำให้เป็นรูปธรรมได้ในขณะนั้น แต่ก็เป็นสิ่งสืบเนื่องมาเป็นงานอย่างหนึ่งของมูลนิธิฯ ในการออกไปช่วยจัดการในเรื่องความรู้เพื่อให้ท้องถิ่นจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมา รวบรวมหลักฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพื่อถ่ายทอดให้เกิดสติปัญญา และสำนึกท้องถิ่นของชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศ การได้มีโอกาสไปเวียดนามครั้งนี้ของข้าพเจ้าทำให้แลเห็นอย่างสว่างในความคิดของคุณเล็ก และแลเห็นการพัฒนาท้องถิ่นที่ผิดทิศทางอย่างแท้จริงในเมืองไทย ตราบใดที่คนไทย สังคมไทยยังเต็มไปด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินตามถิ่นต่าง ๆ อย่างไม่มีหัวนอนปลายตีนกันอยู่เช่นนี้ การลงหลักปักหลักที่เป็นปึกแผ่นทางสังคมและวัฒนธรรมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะการพัฒนาความเป็นกลุ่มหรือชุมชนที่มีโครงสร้างสังคมจากระดับครอบครัว เครือญาติ ชุมชนและท้องถิ่นที่มีสำนึกร่วมกันทางชีวิตวัฒนธรรมนั้น ต้องใช้เวลาของการอยู่ในพื้นที่ร่วมกันไม่ต่ำกว่า ๒–๓ ชั่วคน สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ดูเป็นเรื่องเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลที่เป็นนายทุนหรือผู้ที่ฉวยโอกาสทั้งหลายจากภายนอกเข้าไปตั้งถิ่นฐานแย่งทรัพยากร ตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อเอาเปรียบชาวบ้านชาวเมืองในรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อชุมชนหรือทำเพื่อคนส่วนรวมในระดับชาติอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าคิดว่าเวียดนามเดินทางมาถูกทาง และการพัฒนาทางสังคมวัฒนธรรมอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ในขณะที่ของไทยผิดทั้งทิศทางและหลงทางจนไม่อาจแก้ไขอะไรได้ในขณะนี้ นอกจากโรงเรียนแล้ว โครงสร้างทางกายภาพที่โดดเด่นในสังคมเมืองอีกอย่างหนึ่งของเวียดนามที่นับว่าเป็นการดำเนินการของรัฐก็คือ อนุสาวรีย์ที่ฝังศพวีรชนในสงครามกับอเมริกัน ทุกอำเภอและจังหวัดจะมีอนุสาวรีย์และแหล่งฝังศพดังกล่าวนี้ดูเด่นเป็นสง่ามองเห็นแต่ไกล เหนือหลุมศพมีรายชื่อของวีรชนที่เสียชีวิตไว้อย่างชัดเจน อนุสาวรีย์นี้มีความสัมพันธ์กับโรงเรียนเป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนจะมีการกำหนดให้โรงเรียนและเด็กนักเรียนมาทำความสะอาดและขัดชื่อจารึกของวีรชนอยู่เป็นประจำ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ที่กล่าวต่อโลกในการทำสงครามกับมหาอำนาจอเมริกันว่า เวียดนามเป็นหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกจากกันมิได้ แต่ความเป็นหนึ่งเดียวของท่านโฮจิมินห์นั้น คือการทำให้ผู้คนหลายชาติพันธุ์หลายศาสนาที่มีความแตกต่างกันตามท้องถิ่นต่าง ๆ ตั้งแต่เหนือจดใต้ มีสำนึกในการอยู่แผ่นดินเวียดนามเดียวกัน โดยแต่ละคนมีหน้าที่ร่วมรบเพื่อปกป้องแผ่นดินร่วมกันอย่างเสมอภาค บรรดาวีรชนที่มีชื่อปรากฏบนแผ่นดินเหนือหลุมศพแหล่งนั้น ล้วนเป็นคนในท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาทั้งสิ้น เวียดนามแลเห็นเอกลักษณ์ท่ามกลางความหลากหลายในโครงสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเสมอภาค ในขณะที่สังคมไทยและรัฐไทยเพ้อเจ้อและคุกคามให้ผู้คนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนากลายเป็นคนไทยแบบเชื้อชาติเดียวกัน เหตุการณ์ในภาคใต้คือปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นในความคิดแบบนี้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • นิเวศวัฒนธรรมในหุบปัตตานีและหุบสายบุรี

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2549 ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าพื้นที่บริเวณสามจังหวัดภาคใต้มีลักษณะพิเศษในเรื่องสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างไปจากบรรดาพื้นที่ในจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออกด้วยกัน เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราชและสงขลา คือเป็นพื้นที่บนคาบสมุทรมลายูที่ถูกกำหนดโดย เทือกเขาสันกาลาคีรี เพราะบริเวณนครศรีธรรมราชและสงขลานั้นถูกกำหนดโดย เทือกเขานครศรีธรรมราชกับเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นทิวเขายาวเหยียดตรงขนานไปกับชายฝั่งทะเลตั้งแต่อำเภอสิชลลงมาจนถึงจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา ทำให้เกิดพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาว มีลำน้ำสายสั้น ๆ ไหลลงจากเทือกเขามาออกทะเลทางด้านตะวันออก ไม่มีทิวเขาและที่สูงขั้นระหว่างลำน้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลลงทะเล และโดยการกระทำของคลื่นลมที่ซัดเข้าฝั่งทะเล ทำให้เกิดเป็นแนวสันทรายยาวขนานไปกับชายฝั่งทะเลหลายแนว แผนที่แสดงสภาพภูมิศาสตร์ในเขตภาคใต้ตอนล่าง แต่ทำนองตรงข้าม พื้นที่ในเขตเทือกเขาสันกาลาคีรีถูกกำหนดโดยเทือกเขาที่คดเคี้ยวจากเหนือลงใต้ และมีแขนงเขาแยกลงมาทางด้านตะวันออกเป็น ๘ ทิวด้วยกัน โดยพื้นที่ระหว่างเขามีลำน้ำไหลผ่ากลางจากทิศตะวันตกไปออกชายฝั่งทะเลทางตะวันออก ได้แก่ ลำคลองนาทับ ลำน้ำเทพา แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำบางนรา พื้นที่ระหว่างเขาที่มีแม่น้ำทั้งห้าสายนี้ไหลผ่าน ล้วนเป็นพื้นที่ในหุบเขาที่กว้างมีทั้งที่ราบที่สามารถทำนาและทำสวนได้ แต่หุบเขาใหญ่ที่สัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเมืองสำคัญนั้น ได้แก่ หุบเขาทางลุ่มน้ำปัตตานีและลุ่มน้ำสายบุรี ที่หุบปัตตานี แม่น้ำปัตตานีมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาทางตะวันออกที่กั้นแดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ผ่านเขตอำเภอเบตงลงมาสู่บริเวณที่ต่ำกว่าซึ่งกลายเป็นเขื่อนบางลาง ไหลผ่านจากที่ลาดลงสู่บริเวณบ้านหน้าถ้ำที่มีเขาหินปูนขนาบอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ นับเป็นการสิ้นสุดของพื้นที่ราบระหว่างเขาเข้าสู่พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่เริ่มแต่เขตจังหวัดยะลาไปยังจังหวัดปัตตานี ลุ่มน้ำปัตตานีถูกแยกออกมาจากลุ่มน้ำสายบุรี โดยทิวเขาทางด้านตะวันออกที่ผ่านเขตอำเภอบันนังสตามายังอำเภอเมืองยะลาแล้วลดระดับความสูงเป็นกลุ่มเขาขนาดเล็กอันทำให้เกิดช่องทางคมนาคมจากลุ่มน้ำปัตตานีไปยังเขตอำเภอรามันในลุ่มน้ำสายบุรี ต่อจากนั้นก็ยกระดับขึ้นสูงตั้งแต่เขตอำเภอทุ่งยางแดงผ่านอำเภอมายอไปจนจรดชายทะเลที่อำเภอปะนาเระ ทิวเขานี้ทำให้เกิดลุ่มน้ำสายบุรีขึ้น เพราะถูกขนาบด้วยเทือกเขาบูโดทางด้านตะวันออกที่เริ่มจากเขตอำเภอสุคิริน ผ่านอำเภอจะแนะ อำเภอรือเสาะ อำเภอบาเจาะ ไปจนถึงอำเภอกะพ้อ ทางด้านตะวันออกของเขาบูโดก็คือ ที่ราบลุ่มต่ำไปจนจรดชายทะเล เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีพรุขนาดใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ราบทั้งหมด และเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำบางนรา ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ของอำเภอสุไหงโกลก อำเภอยี่งอ อำเภอเมือง อำเภอตากใบ และอำเภอไม้แก่น จังหวัดนราธิวาส ลุ่มน้ำสายบุรีในหุบสายบุรี เป็นหุบที่มีที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยาวไกลกว่าหุบปัตตานี โดยเริ่มแต่อำเภอสุคิรินมายังอำเภอศรีสาคร ซึ่งมีพื้นที่ราบกว้างเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ และตั้งแต่เขตอำเภอศรีสาครเป็นต้นมา ก็ยังมีลำน้ำสายเล็ก ๆ ไหลลงมาจากทิวเขาที่ขนาบทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออกไหลลงมาสมทบ โดยเฉพาะเขตอำเภอรือเสาะ จำนวนธารน้ำที่ไหลลงมาจากเขาทั้งสองข้างเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดหุบเขาเล็ก ๆ ที่ผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานได้ ความต่างกันของหุบเขาปัตตานีกับหุบสายบุรีก็คือ แม้จะมีลำน้ำยาวขนาดใหญ่พอกันก็ตาม แต่ลำน้ำปัตตานีไหลจากบริเวณต้นน้ำทางใต้ผ่านซอกเขาที่ไม่มีพื้นที่ราบมาจนถึงเขตอำเภอบันนังสตา ซึ่งทำให้ทางราชการใช้ประโยชน์ในการสร้างเขื่อนบางลางขึ้น กว่าจะมีที่ราบพอตั้งถิ่นฐานชุมชนและที่ทำกินของผู้คนได้ก็ต้องผ่านมายังเขตอำเภอเมืองยะลา ในเขตบ้านหน้าถ้ำ ซึ่งนับเป็นเขตปากหุบปัตตานี จาก บ้านหน้าถ้ำ ลำน้ำปัตตานีจึงไหลลงพื้นที่ที่เป็นแอ่งใหญ่ มีลำน้ำหลายสายทั้งจากซอกเขาและหุบเขาใกล้ ๆ ไหลมาสมทบเป็นแอ่งกว้างใหญ่ที่ทำให้เกิดบ้านเมืองในเขตอำเภอเมืองยะลา อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะรัง อำเภอหนองจิก อำเภอยะหริ่ง และอำเภอเมืองปัตตานี ในทำนองตรงข้าม หุบสายบุรีกลับมีพื้นที่ราบตามลำแม่น้ำยาวลึกกว่าหุบปัตตานี แต่ต้นน้ำในเขตอำเภอสุคิรินลงมาก็มีพื้นที่ตั้งถิ่นฐานทำกินได้ พอถึงเขตอำเภอศรีสาครก็กลายเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ มีลำน้ำสาขาเล็ก ๆ ไหลลงมาจนสมทบกับลำน้ำสายบุรี ทำให้ลำน้ำใหญ่ขึ้นจนมีการเดินทางโดยทางเรือขนส่งและแลกเปลี่ยนสินค้าเข้ามาถึง แม่น้ำสายบุรีในหุบสายบุรี เมื่อเข้าเขตอำเภอรือเสาะ พื้นที่ราบจะมีลำน้ำเล็ก ๆ จากหุบเล็กและแอ่งเล็ก ๆ ไหลลงมาสมทบทำให้เกิดบริเวณที่ลุ่มน้ำขังที่เรียกว่า พรุ มากมาย แต่ละพรุก็คือ พื้นที่แก้มลิงที่กักน้ำและระบายน้ำตามธรรมชาติเข้าสู่ลำน้ำสายบุรี พรุที่สำคัญก็คือ พรุลานควายในเขตอำเภอรามัน ที่ทำให้ลำน้ำสายบุรีกว้างใหญ่ก่อนไหลไปออกทะเลที่อ่าวสายบุรี แต่ทว่าหุบสายบุรีแม้จะยาวลึกเป็นที่ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีบริเวณที่เป็นแอ่งใหญ่ติดกับทะเล เช่น หุบปัตตานี งานวิจัยการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในเขตสามจังหวัดภาคใต้ที่มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้เลือกพื้นที่ในการศึกษาที่อยู่ภายในของทั้งหุบปัตตานีและหุบสายบุรีเป็นสำคัญ เพราะการศึกษาในพื้นที่ราบชายทะเลได้ทำการศึกษาไปแล้ว ในหุบปัตตานีได้เลือกชุมชนหมู่บ้าน [Village] ในเขต บ้านหน้าถ้ำและบริเวณใกล้เคียง เป็นแหล่งทำการศึกษารวบรวมข้อมูล พื้นที่บริเวณอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างที่ราบในหุบเขาตามลำน้ำปัตตานีกับที่ราบของแอ่งปัตตานี อันเป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ไปจนถึงชายฝั่งทะเล ในขณะที่ทางหุบสายบุรีนั้น เริ่มตั้งแต่บริเวณต้นน้ำในเขตอำเภอสุคิริน ริมสองฝั่งลำน้ำสายบุรี จะมีพื้นที่ราบพอแก่การเพาะปลูกและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของผู้คน จากเขตอำเภอสุคิริน พื้นที่ราบริมฝั่งน้ำก็ขยายใหญ่จนเป็นทุ่งราบในเขตอำเภอศรีสาครอีกทั้งมีธารน้ำสายเล็ก ๆ จากทิวเขาทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออกมาสมทบด้วย เลยทำให้มีความสมบูรณ์ในเรื่องน้ำท่า อีกทั้งทำให้ลำน้ำสายบุรีกว้างขึ้นกลายเป็นท้องถิ่นที่มีหลายชุมชนเกิดขึ้น รวมทั้งเป็นบริเวณที่เรือค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากทางฝั่งทะเลที่ปากแม่น้ำสายบุรีเดินทางเข้ามาถึง ณ บริเวณภายในนี้ ทางโครงการวิจัยได้เลือกชุมชน บ้านซากอและบ้านกาเยาะมาตี เป็นตัวแทนในการศึกษาการเก็บข้อมูล ทำให้เห็นความสำคัญของท้องถิ่นนี้ในลักษณะที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของบริเวณภายในของหุบสายบุรี เพราะนอกจากเป็นบริเวณที่เป็นท่าเรือจอดของเรือสินค้าจากปากน้ำสายบุรีเข้ามาถึง และนำสินค้าของกินจากทางชายทะเลเข้ามาแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตรและของป่ากับกลุ่มคนที่อยู่ภายในแล้ว ยังเป็นที่ซึ่งคนที่อยู่ในหุบเล็กและที่สูงในเขตอำเภอสุคิรินที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น คนซาไกเดินทางโดยช้างและล่องแพมาติดต่อ แต่ที่สำคัญ พื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งราบของอำเภอศรีสาครนั้น เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงช้าง สัตว์ และโคกระบือได้ดี จึงทำให้กลายเป็นที่ตั้งของชุมชนหลาย ๆ ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เมื่อเดินทางตามลำน้ำสายบุรี ผ่านเขตอำเภอศรีสาครขึ้นไปก็จะถึงเขตอำเภอรือเสาะ อันเป็นบริเวณที่มีชุมชนตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ มีเส้นทางผ่านช่องเขาบูโดไปยังอำเภอระแงะทางทิศตะวันออกไปลงแม่น้ำสายบุรีทางตะวันตก มีชุมชนหลายชุมชนตามหุบเขาเหล่านี้ ชุมชนที่เลือกขึ้นมาเป็นตัวแทนในการศึกษาครั้งนี้ คือ ชุมชนบ้านตะโหนด เหนืออำเภอรือเสาะขึ้นไปตามลำน้ำสายบุรีไปยังเขตอำเภอรามัน ภูมิประเทศสองฝั่งแม่น้ำเป็นที่ต่ำลงมีที่ลุ่มต่ำเป็นพรใหญ่น้อยไปจนถึงพรุลานควายที่เป็นพรุขนาดใหญ่ อันมีลักษณะเป็นแก้มลิงที่รับน้ำจากลำน้ำลำห้วยต่าง ๆ ที่ไหลลงจากที่สูงจากเทือกเขาทางด้านตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะที่มาจากเขตอำเภอรามัน จึงทำให้มีน้ำไหลจากพรุลงสู่ลำน้ำสายบุรีทำให้เกิดเป็นลำน้ำใหญ่ไหลลงสู่ที่ราบลุ่มไปออกปากน้ำที่อำเภอสายบุรี ชุมชนที่เลือกทำการศึกษาในลุ่มน้ำสายบุรีในเขตอำเภอรามันนี้ ได้แก่ บ้านเกะรอ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับพรุ ผู้คนในพื้นที่นี้ดังกล่าวได้ใช้พื้นที่ราบของพระปลูกข้าวเป็นนาพรุเพื่อเป็นอาหารหลักแต่โบราณมา จากการเลือกชุมชนศึกษาในบริเวณภายในของทั้งหุบปัตตานีและหุบสายบุรีตามที่กล่าวมาในทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในขั้นแรกนี้ ได้ทำให้เห็นการตั้งถิ่นฐานของบ้านเมืองของผู้คนที่แตกต่างและเหมือนกัน ดังต่อไปนี้ ใน หุบปัตตานี นั้น แม้ว่าแม่น้ำปัตตานีจะเป็นลำน้ำใหญ่และยาวกว่าลำน้ำสายบุรีก็ตาม แต่การตั้งถิ่นฐานนั้นไม่เข้าไปลึกเท่ากับหุบสายบุรี เพราะตังแต่เขตอำเภอบันนังสตาไป พื้นที่สองฝั่งน้ำเป็นซอกเขาที่ไม่มีพื้นที่ราบพอแก่การตั้งถิ่นฐานของชุมชนการเกษตรได้ดี เป็นเรื่องของบริเวณที่สูงที่เป็นป่าเป็นเขาที่เหมาะกับผู้คนที่ทำไร่และเก็บของป่า เช่น พวกซาไก เป็นต้น ชุมชนสำคัญจึงไปเกิดที่เขตอำเภอยะหาและทางบ้านหน้าถ้ำแทน เพราะเป็นบริเวณที่นอกจากมีที่ราบใกล้ลำน้ำลำห้วยที่ทำการเพาะปลูกได้ดีแล้ว ยังเป็นชุมชนทางการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำด้วย ทางบกก็คือเป็นชุมทางของการเดินทางข้ามคาบสมุทรจากต้นน้ำปัตตานีและเขตอำเภอเบตงลงมาพบกับเส้นทางเดินทางที่มาจากเขตอำเภอสงขลา ผ่านอำเภอโคกโพธิ์มายังอำเภอยะหา ในขณะที่ทางน้ำนั้น บริเวณนี้เป็นท่าเรือติดต่อไปออกทะเลที่เมืองปัตตานี โดยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเป็นเมืองขึ้นภายในหุบปัตตานีขึ้นจนกลายเป็นเมืองยะลาในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับว่า เมืองปัตตานีคือ เมืองท่าชายทะเล ในขณะที่เมืองยะลาคือเมืองภายใน การเติบโตของชุมชนเป็นบ้านเป็นเมือง เริ่มแต่ บ้านยาลอ ในเขตอำเภอยะหา มายังเขต บ้านหน้าถ้ำ ก่อนที่จะเปลี่ยนตำแหน่งไปยังตัวจังหวัดยะลาในปัจจุบัน ในเขตบ้านหน้าถ้ำนั้นขนาบด้วยภูเขาหินปูนที่มีทั้งเขาหินอ่อนและถ้ำที่เป็นศาสนสถานมาแต่โบราณสมัยศรีวิชัย เพราะพบภาพเขียนสี พระพิมพ์ รวมทั้งการใช้เป็นศาสนสถานสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน มีผู้คนทั้งคนมุสลิม คนจีน และคนไทยพุทธเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ในบางพื้นที่ซึ่งคนมุสลิมเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อน แต่พบว่าเป็นบริเวณที่มีโบราณสถานวัตถุทางพุทธศาสนาก็เลยมีการแลกที่กับกลุ่มคนซึ่งเป็นชาวพุทธ ส่วนคนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพราะเป็นแหล่งที่เรือจากทะเลและปัตตานีมาจอดแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนภายในที่มาจากทางโคกโพธิ์ บันนังสตา และอำเภอรามันในหุบสายบุรี จึงพบว่าชุมชนหมู่บ้านบางแห่งมีชื่อที่เกี่ยวข้องกับคนจีน ผู้คนที่เป็นชาวบ้านชาวเมืองในท้องถิ่นบ้านหน้าถ้ำไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธ คนจีน และคนมุสลิมเคยมีความสัมพันธ์ต่อกันทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นอย่างดี อย่างเช่น คนมุสลิมก็ร่วมงานประเพณีของคนพุทธ แม้ว่าจะไม่เข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาก็ตาม และคนทั้งสามกลุ่มคือ คนพุทธ คนมุสลิม และคนจีน เชื่อถือในโชคลางและข้อห้ามในระบบความเชื่อของท้องถิ่นที่เกี่ยวกับพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ และการรักษาพยาบาลร่วมกัน ในงานรื่นเริงในเวลามีพิธีกรรม เช่น การมีหนังตะลุง มะโย่ง และดีเกฮูลู ทั้งคนพุทธ คนมุสลิม และคนจีนก็มาดูการแสดงร่วมกัน เป็นต้น ส่วนในหุบสายบุรีนั้น มีความลึกของการตั้งถิ่นฐานตามลำน้ำสายบุรีไปจนเกือบถึงบริเวณต้นน้ำในเขตอำเภอสุคิรินที่ไกลกว่าหุบปัตตานี แต่ชุมชนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่าชุมชนในหุบปัตตานีมักเป็นชุมชนของคนมุสลิมที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายมาจากเมืองโกตาบารู ในรัฐ กลันตันของมาเลเซีย คนพุทธทั่วไปตั้งถิ่นฐานน้อย ซึ่งแลเห็นได้จากการมีวัดทางพุทธศาสนาไม่กี่แห่ง อีกทั้งชุมชนใหญ่ ๆ จะเกิดขึ้นก็เฉพาะบริเวณที่เป็นชุมทางคมนาคมตั้งแต่เขตอำเภอศรีสาครลงมา เพราะมีท่าเรือที่ติดต่อมาออกทะเลที่อำเภอสายบุรีได้ ชุมชนในหุบสายบุรีนี้จะเกาะกลุ่มกันเป็นท้องถิ่น ๆ ไป เช่น บ้านซากอ และบ้านกาเยาะมาตี ในเขตอำเภอศรีสาครก็นับเนื่องเป็นกลุ่มที่อยู่ในนิเวศวัฒนธรรมหนึ่ง กับกลุ่มบ้านตะโหนดในหุบเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอรือเสาะก็นับเนื่องเป็นอีกนิเวศวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป ในขณะที่บ้านเกะรอก็อยู่ในกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมที่มีการทำนาพรุร่วมกัน บรรดาชุมชนในแต่ละนิเวศวัฒนธรรมเหล่านี้ ต่างอยู่แยกจากกัน จนเกิดเป็นความแตกต่างกันระหว่างท้องถิ่นขึ้น สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างกัน เกิดจากการติดต่อกันทางสังคมและเศรษฐกิจน้อย ในขณะที่แต่ละท้องถิ่นมีความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกระชับแน่น อันเนื่องจาก การแต่งงานกันเองจากภายใน [Village Endogamy] ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง อาชีพหลักในการทำมาหากิน ได้แก่ การทำสวนดูซงและสวนยางนั้น เป็นสวนแบบสมรมที่ไม่เพียงแต่ปลูกพืชเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังรวมไปถึงบรรดาต้นไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นทั้งวัสดุในการก่อสร้าง อาหารการกิน และยารักษาโรคด้วย รวมทั้งกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจร่วมกันอีกหลายอย่างที่ทำให้ท้องถิ่นมีลักษณะ อยู่ได้อย่างเพียงพอ [Self Contain] โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเท่าใด ผู้คนแต่ละชุมชนในท้องถิ่น ล้วนมีส่วนสำนึกร่วมกันสูง อีกทั้งมีศักยภาพในการจัดกลุ่มและองค์กรในเรื่องการศึกษาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกันอย่างมั่นคง ผู้คนในหุบปัตตานีกับหุบสายบุรี แม้จะอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ด้วยกันก็ตาม แต่ก็มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด ในหุบปัตตานีมีพัฒนาการทางสังคมเป็นบ้านเป็นเมืองมาช้านาน จึงมีผู้คนหลายชาติพันธุ์ ทั้งคนมุสลิม คนไทยพุทธ และคนจีนสังสรรค์และอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน รับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกได้เร็วและง่ายกว่า ในขณะที่ทางหุบสายบุรี การตั้งถิ่นฐานของผู้คนเป็นชุมชนบ้านเมืองเกิดขึ้นไม่นานเท่าใด ผู้คนที่เกิดขึ้นเคลื่อนย้ายมาจากเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตันของมาเลเซีย และผู้คนที่อยู่ในหุบ เช่น พวกซาไกและผู้ทำไร่หาของป่า เป็นต้น ผู้คนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่ในเขตอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดนราธิวาสที่ต่อไปยังเขตมาเลเซียมากกว่าทางจังหวัดปัตตานี การอยู่ในเขตภายในหุบเขาที่มีการติดต่อกับภายนอกในเขตชายทะเลน้อย ทำให้มีคนจีนและคนไทยพุทธไปเกี่ยวข้องด้วยน้อยมาก ดังนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างกันแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า ผู้คนในหุบปัตตานียังเปิดโอกาสให้มีการติดต่อเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนภายนอกได้ดีกว่าคนในหุบสายบุรีที่มีลักษณะเป็นสังคมปิด แต่ท่ามกลางความแตกต่างระหว่างผู้คนในสองหุบเขาก็มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกันในหมู่คนมุสลิมในเรื่องของความเชื่อ วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม นั่นคือ ศาสนา โดยเฉพาะคำสอนของพระเจ้ายังคงเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตคนมุสลิมยังคงยึดมั่นในพิธีละหมาด ผู้ที่เคร่งครัดจะต้องทำกันวันละ ๕ ครั้ง และเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกเป็นของพระเจ้า ความเชื่อและพิธีกรรมดังกล่าวนี้ คือพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนมุสลิมมองมนุษย์ทุกคนเสมอภาคกันหมด ไม่ว่าคนไทยพุทธและคนจีน ถัดลงมาจากพระเจ้าก็คือ ผู้นำทางคุณธรรม เช่น โต๊ะครูและโต๊ะอิหม่าม โดยเฉพาะโต๊ะครูนั้นดูเหมือนเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะเป็นคนปกครองโรงเรียนปอเนาะที่เป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญของสังคม โต๊ะครูคือบุคคลที่มักได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่คนนำเอาคำพูดคำสอนไปปฏิบัติ แต่ก่อนคนศักดิ์สิทธิ์แบบนี้คลุมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสหรือผู้รู้ที่รู้ในเรื่องเวทมนต์คาถาที่สามารถปัดเป่าความชั่วร้ายและให้การรักษาพยาบาลในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บด้วย คนศักดิ์สิทธิ์ประเภทนี้ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะคนมุสลิมเท่านั้น หากยังเป็นคนที่คนพุทธและคนจีนเคารพนับถือด้วย ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ผู้คนในสองหุบเขาก็มีอะไรที่คล้ายคลึงกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเจริญทางวัตถุทำให้คนมุสลิมที่เคยมีภรรยาหลายคน เปลี่ยนมาเน้นการมีภรรยาคนเดียว ลูกผู้หญิงส่วนใหญ่มีการศึกษาดีกว่าลูกผู้ชาย รวมทั้งการจัดประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตก็ลดความใหญ่โตและการสิ้นเปลืองลง แต่ที่สำคัญคนส่วนใหญ่เลิกประกอบอาชีพพื้นฐานทางเกษตรกรรม เช่น การปลูกข้าวและการทำน้ำตาลโตนด จึงเกิดมีนาร้าง โดยเฉพาะคนทำนาพรุนั้นแทบจะหมดไปแล้วก็มี การทำสวนยาง ทำไร่ และทำสวนผลไม้ แม้ว่ายังดำรงอยู่ แต่ราคาของผลิตผลกลับขึ้น ๆ ลง ๆ เช่น ลองกอง เป็นต้น ชาวบ้านเตรียมต้นกล้าสำหรับดำนา แต่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเห็นจะได้แก่ ช่องว่างระหว่างวัยของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่มีการมองโลกแบบใหม่และคิดใหม่ ไม่ยึดมั่นในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตของคนรุ่นเก่า ไม่ใคร่สนใจกับการเรียนทางศาสนาอย่างแต่เดิม ออกไปทำงานนอกบ้านและมีการสังสรรค์ระหว่างกันตามโรงน้ำชา รวมทั้งการเที่ยวเตร่และสนใจในสิ่งอบายมุขเพิ่มขึ้น นับเป็นความเข้าใจในขั้นพื้นฐานทางประวัติศาสตร์สังคมของท้องถิ่น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาตั้งคำถามเพื่อการดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมต่อไป อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • เมืองไทยเป็นสองเมืองหรือ? ปัญหาระหว่างประชาธิปไตยกับธรรมาธิปไตย

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2549 เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่นับวันจะรุนแรงจนถึงอาจควบคุมอะไรไม่ได้ทุกวันนี้ ในความคิดของข้าพเจ้านับเนื่องเป็นวิกฤติทางศีลธรรมของสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่ชอบอ้างความชอบธรรมในเรื่อง “ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ” จนถึง “ ประชาชนกว่า ๑๙ ล้านคนเลือกข้าฯ ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน ” หรือที่ดังแว่ว ๆ ในทีวีเมื่อเร็วนี้ว่า “ คน ๑๖ ล้านคนเลือกข้าฯ ” อะไรทำนองนั้น ถ้าพูดให้ทันสมัยหน่อย วาทะเช่นนี้ดูเป็นวาทกรรมที่ผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบรรดาพรรคการเมืองที่ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะจำได้ว่าเมื่อครั้งคนปากมูนเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลในการสร้างเขื่อนปากมูน ทั้งรัฐบาลและรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดก่อน ๆ พูดออกมาทำนองเดียวกันว่า “ ต้องทำเพื่อคน ๖๐ ล้านคน ” ความชั่วร้ายซึ่งเป็นพื้นฐานวิกฤติทางศีลธรรมที่ดูเหมือนตกผลึกอยู่ในสังคมประชาธิปไตยของประเทศไทยก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่แก้ไม่ตกในกระบวนการประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ทั้งที่มักจะมีผู้นำทางปัญญาของชาติออกมาตำหนิและแนะหนทางแก้ไขอยู่เป็นประจำก็ตาม ข้าพเจ้าจำได้ว่าสมัยที่แล้วเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ครองเมืองก็มีผู้เสนอคำว่า “ ธรรมาภิบาล ” ซึ่งเน้นความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ แต่ก็ไม่มีผู้นำทางการเมืองและผู้รับผิดชอบในรัฐบาลนำไปปฏิบัติ จนรัฐบาลที่แล้วสิ้นสุดไปเพราะพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย พรรคไทยรักไทยเข้ามาครองแผ่นดินแทน ได้ทำอะไรค่อนข้างสว่างไสวอยู่ ๒-๓ ปี ก็กลายเป็นแดนสนธยาที่มาถึงทุกวันนี้ บ้านเมืองอยู่ในสภาพอับแสงและมืดมิดทั้งทางปัญญาและศีลธรรม คนโง่ ๆ อย่างข้าพเจ้านึกอะไรไม่ออกนอกจากคิดได้เป็นอย่างเดียวว่า นี่คือทางตันของระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในทัศนะของคนในวัฒนธรรมตะวันตก เป็นทั้งเครื่องมือและอุดมการณ์ที่ยังความเสมอภาคและเป็นธรรมแก่ประชาราษฎร์ แต่ประชาธิปไตยในเมืองไทยกลับเป็นวิธีการและเทคนิคของคนฉลาดที่คดโกงขาดสำนึกทางศีลธรรม ได้ใช้สร้างตัวเองและพรรคพวกจากสภาวะที่เคยเป็นศูนย์มาเป็นราชามหาเศรษฐีกันอย่างคับบ้านคับเมืองในเวลานี้ กระแสทุนนิยมแบบข้ามชาติได้เปลี่ยนความเป็นมนุษย์ที่เคยเป็นสัตว์สังคมที่มีศีลธรรมของคนไทยที่มีมากว่าพันปีในอดีต ให้กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานกินหญ้ากินเนื้อและกินเลือดกันเองไป ทุกวันนี้คนระดับรากหญ้ากลายเป็นคนกินหญ้า คนชั้นกลางกลายเป็นพวกไม่มีหัวนอนปลายตีนและสายตาสั้น ซึ่งก็รวมทั้งคนที่มีปัญญาที่บ้าประชาธิปไตยจนติดกรอบ ทางตันดังกล่าวนี้ทำให้รัฐในปัจจุบันกำลังกลายเป็นทรราช เพราะรัฐกับประชาชนมีช่องว่างจนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคมได้ จึงเกิดปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรมที่แก้ไขอะไรไม่ได้ ดังเช่น ปัญหาของผู้คนในสามจังหวัดภาคใต้และที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนอีกหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังตามมา ปรากฏการณ์ของความขัดแย้งที่รุนแรงในขณะนี้ นักรัฐศาสตร์ นักปกครอง มักพูดว่าเป็นเรื่องของ รัฐล้มละลาย [Failed State] หรือที่ปัญญาชนส่วนใหญ่มองไปในแง่ความล้มเหลวทางจริยธรรม แต่ข้าพเจ้าคิดตามภาษาคนโง่ว่าเป็น การล้มเหลวทางศีลธรรม [Demoralization] อย่างชัดแจ้ง ซึ่งถ้าปล่อยให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงต่อไป ก็จะนำไปสู่ ความล่มสลายของความเป็นสัตว์มนุษย์ [Dehumanization] ได้ อันเนื่องมาจากทุกวันนี้สำนึกเดรัจฉานกระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน ในช่วงเวลากว่าปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ในสังคมภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันจนทำให้รู้สึกหดหู่ โกรธแค้น และสิ้นหวัง ทางฝั่งอ่าวไทยข้าพเจ้าเรียนรู้หลายอย่างจากการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ได้แลเห็นและเข้าใจปัญหาและข้อเท็จจริงที่น่าจะแก้ไขได้จนถึงแก้ไขไม่ได้และควบคุมไม่ได้ในที่สุด เพราะความเป็นรัฐล้มละลายนั่นเองจึงทำให้มีการใช้ความรุนแรงที่ถูกกฎหมายปะทะกับความรุนแรงที่ไม่ถูกกฎหมายจนไม่มีทางสมานฉันท์ได้ รัฐไทยสามารถทำให้คนในโลกมุสลิมและโลกสากลตำหนิและตั้งคำถามในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยธรรม รวมทั้งการทำให้คนมุสลิมภายในขัดแย้งฆ่ากันเอง ซึ่งก็รวมไปถึงบรรดาคนพุทธ ครู และข้าราชการในท้องถิ่นด้วย แต่กลับสามารถสร้างภาพพจน์ที่อธิบายทางสื่อให้คนส่วนใหญ่ในชาติเห็นว่าคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้คือพวกที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ในขณะที่คนทางฝั่งอันดามันที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าเป็นชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทย คนมุสลิม และชาวเลซึ่งได้รับภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิจนหมดตัว หมดฐานะแล้ว ยังกลายเป็นคนไร้ปัฐพี เพราะแผ่นดินที่อยู่อาศัยถูกยึดครองและขับไล่โดยพวกนายทุนทั้งในชาติ ข้ามชาติ และนานาชาติ ในทำนองตรงข้าม เมื่อมองผ่านสิ่งต่าง ๆ เข้าไปกลับกลายเป็นดินแดนสวรรค์ของการท่องเที่ยวที่จะทำรายได้อย่างมหาศาลเข้าประเทศ ข้าพเจ้าแลเห็นความขัดแย้งและความเดือดร้อนในทำนองนี้ที่แผ่ขยายไปแทบทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับด้วยความอัศจรรย์ใจที่ว่า ท่ามกลางการเป็นรัฐที่ล้มเหลวของรัฐบาลนี้ รัฐมีศักยภาพเป็นพิเศษในการครอบงำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศมีความสุขสันต์ชื่นชมรัฐท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เป็นนรก แต่ห้วงความรู้สึกมืดมิดและสิ้นหวังทางสังคมที่กล่าวมา เผอิญมีแสงสว่างบางอย่างเกิดขึ้นที่น่าเปลี่ยนทัศนคติจากร้ายกลายเป็นดี เมื่อเกิดมีการเคลื่อนไหวทางสังคมเรียกกันว่า ม็อบสะพานมัฆวาน ที่เกิดขึ้นมาต้านระบอบทักษิณของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ม็อบนี้เป็นม็อบแค่ชื่อเพราะความจริงเป็นการชุมชนเคลื่อนไหวที่มีโครงสร้างแตกต่างไปจากม็อบอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็น ม็อบรถอีแต๋นกับม็อบดอกกุหลาบ ม็อบมัฆวานเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวที่เป็นม็อบตั้งแต่บริเวณสวนลุมพินีจนถึงท้องสนามหลวง เกิดจากแกนนำม็อบเพียงคนเดียว แต่ภายหลังวันที่ ๔ มีนาคมที่แล้วมา ก็เกิดแนวร่วมและความคิดร่วมขึ้นจากกลุ่มคนที่หลากหลายทั้งอาชีพและวัยวุฒิ แต่กลุ่มที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญและเห็นเป็นนิมิตหมายที่มีทางสังคมก็คือ กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ดูเหมือนจะถูกกลบจมปัฐพีไปด้วยการผลิตแบบปริมาณของแทบทุกมหาวิทยาลัยและความต้องการเศษกระดาษที่เป็นปริญญามากกว่าความรู้ มาครั้งนี้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์ใจจากการรวมกลุ่มของนักศึกษาเช่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาแสดงความคิดเห็นและประกาศการรวบรวมรายชื่อประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีก็เพราะ บรรดานักศึกษาผู้มีความคิดเหล่านั้นหาได้มีความคิดเห็นและมุมมองที่เป็นแบบเดียวกันไม่ แต่ต่างคนมาพูดคุยกันเพื่อหาจุดร่วมกันอย่างเป็นสมานฉันท์ [Unity] ในขณะเดียวกัน กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวก็หาได้เห็นพ้องกับความคิดและการดำเนินการของแกนนำม็อบที่ท้องสนามหลวงไม่ แต่มีความเห็นตรงกันในการจัดการกับการกระทำของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยจริยธรรม หลังจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาก็เกิดการตื่นตัวกันในหมู่คนมากมายหลายกลุ่ม เรียกว่าทั่วประเทศก็ได้ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีทางปกปิดหรือปิดบังได้ถึงแม้ว่ารัฐจะควบคุมกลไกต่างๆ ในการสื่อสารได้มากกว่ารัฐบาลในสมัยใด ๆ ก็ตาม ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่มีขึ้นอย่างมากมายเกือบทั่วประเทศนั้น ได้มีจุดร่วมกันเป็นรูปธรรมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์บนถนนราชดำเนินนอก ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่รัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล พฤติกรรมของม็อบนี้เป็นสันติวิธีที่หลีกเลี่ยงความรุนแรง คนแก่ ๆ อย่างข้าพเจ้าก็สนใจอยากไปดูไปเห็นก็เลยสวมหัวใจความเป็นนักมานุษยวิทยาสมัยหนุ่ม ๆ เข้าไปสังเกตการณ์ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน ตอนกลางวันอากาศร้อนดูเหมาะกับคนที่ร่างกายแข็งแรง และมีความคิดความอ่านที่ร้อนแรง จึงมีคนมาชุมนุมน้อยกว่าตอนเย็นและกลางคืน กลุ่มคนตอนกลางวันที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น ดูคุ้น ๆ หน้าไปหมดเพราะมีทั้งพวกครูบาอาจารย์ นักศึกษา และปัญญาชนต่าง ๆ ที่เคยพบเห็น ทั้งตามสถาบันการศึกษาและการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ ของประเทศ เลยเดินทักทายกันไปตั้งแต่เชิงสะพานผ่านฟ้าจนถึงสะพานมัฆวานและหน้าทำเนียบ คนที่มาชุมนุมเหล่านี้จับกันเป็นกลุ่มๆ พุดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ถึงความเป็นไปที่เลวร้ายของบ้านเมือง เป็นการชุมนุมแบบมีโครงสร้างความสัมพันธ์กันหาใช่ม็อบไม่ เพราะแต่ละกลุ่มก็มีความคิดเห็นเป็นตัวเองไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังและทำตามคำแนะนำและความคิดของกลุ่มแกนนำเสมอไป แม้แต่กลุ่มแกนนำเองก็มีความแตกต่างในมุมมองทางความคิด แต่ท่ามกลางสิ่งที่เสมือนกั้นธารน้ำใหญ่น้อยมากมายหลายสาขาจากที่อื่น ๆ ต่างก็มารวมเป็นกระแสเดียวในเรื่องการเรียกร้องให้เกิดสิ่งที่เป็นความถูกต้องทางจริยธรรมในสังคมไทย เพราะฉะนั้น ปัญหาและจุดร่วมกันของการชุมนุมที่เรียกว่าม็อบมัฆวานนี้ก็คือเรื่องจริยธรรมไม่ใช่เรื่องความถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ทำอะไรต่ออะไรต้องถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของรัฐธรรมนูญตามแนวคิดและนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แต่สิ่งที่เป็นอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้าที่คิดว่าตนเองเป็นคนแก่ท่ามกลางม็อบหนุ่มสาวก็คือ ได้พบคนแก่กว่าข้าพเจ้าอีกมากในตอนกลางวันนี้ ที่ว่าแก่กว่าก็เพราะท่านเหล่านั้นล้วนมีอายุกว่า ๗๐ ปีขึ้นไป บ้างเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พลเรือน ครูบาอาจารย์ พ่อค้า นักธุรกิจที่จัดเป็นพวกบำนาญแทบทั้งสิ้น คนเหล่านี้ออกมาพูดคุยแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับความถูกต้องทางประชาธิปไตยหรือความชอบธรรมทางจริยธรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่แสดงความเกี่ยวข้องทางศีลธรรมของบ้านเมืองโดยตรง ประสบการณ์และความมีอายุคือสิ่งที่ท่านเหล่านี้เคยเห็นความสันติสุขที่เคยมีมาแต่เดิมเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าจะไม่มียุคใด สมัยใดที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติหรืออุดมการณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยอยู่ในภาวะที่ “ ฉิบหาย ” เหมือนคราวนี้ ข้าพเจ้าประทับใจมากเมื่อมีคนไทยเชื่อสายเจ๊กที่ท่าทางเป็นนักธุรกิจอาวุโสพูดสำเนียงภาษาไทยไม่ค่อยชัด ออกมาแสดงอารมณ์ความขุ่นเคืองถึงความเหลวแหลกทางพฤติกรรมของคนรุ่นลูกหลานที่ไม่อยู่ในภาวะความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมในขณะนี้ และประกาศก้องออกมาว่าเป็นความผิดอย่างมหันต์ของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ปัญหาของการเคลื่อนไหวของการชุมนุมที่เรียกว่าม็อบนี้ ไม่ใช่เพียงจริยธรรมเท่านั้น หากหมายไปถึงการเคลื่อนไหวทางศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่เคยจรรโลงความมั่นคงดังกล่าวนี้ด้วย ตอนกลางคืน ยิ่งเย็นยิ่งดึกคนยิ่งมากและยิ่งแน่นมาแทบทุกสาระทิศ ไม่ใช่เรือนหมื่นแต่เป็นเรือนแสน ทำให้พื้นที่บนถนนราชดำเนินนอกเกือบทั้งหมดกลายเป็นพื้นที่การแสดงมหรสพทางปัญญาที่เปิดตำราไม่พบในการชุมนุมที่เรียกว่า ม็อบ ทั้งหลายที่แล้ว ๆ มา ตรงเวทีใหญ่ที่บรรดาแกนนำที่เป็นดาราแสดงใหญ่ต่างผลัดกันออกมากล่าวโจมตีและขับไล่นายกรัฐมนตรี สลับด้วยดารารับเชิญที่เป็นนักวิชาการและนักอะไรต่ออะไรที่มาจากหลายกลุ่มหลายเหล่า ดูคล้าย ๆ กับการแสดงคอนเสริต์ของวัยรุ่นในทุกวันนี้ เพราะรอบ ๆ เวทีจะมีคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวและรุ่นแก่ที่ยังมีแรงแออัดยกไม้ยกมือส่งเสียงแสดงพลังรับเป็นลูกคู่แบบมีส่วนร่วม ถัดเวทีใหญ่ไปตามพื้นที่ถนนและพื้นที่โดยรอบ ได้มีการตั้งจอใหญ่ถ่ายทอดภาพและเสียงของบรรดานักแสดงบนเวทีไปให้คนที่มาชุมนุมนั่งฟังกันเป็นบริเวณ ๆ ไป คนที่อยู่หน้าจอเหล่านี้อาจมีส่วนร่วมในการขานรับเป็นลูกคู่ให้กับการปลุกระดมจากเวทีใหญ่เป็นครั้งเป็นคราว แต่เป็นจำนวนมากมีการจับกลุ่มเป็นกลุ่มเล็ก ๆ หันหน้าเข้าหากันพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์กัน กลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งคนจนคนรวยที่ถ้ามองเผิน ๆ แล้วจะถูกเหมารวมๆ ว่าเป็นคนชั้นกลาง ข้าพเจ้าแลเห็นบรรดาคนจนที่เป็นพวกคนรับจ้าง ไม่ว่าพวกมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ หรือกรรมกรที่มาจากที่ต่าง ๆ ก็มีการจับกลุ่มและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนที่เดินผ่านไปมาและทักทายกัน ข้าพเจ้าเองได้รับทราบความเดือดร้อนของคนเหล่านี้จากการพูดคุยเช่นกัน โดยเฉพาะรับรู้ว่าการเข้ามาชุมนุมของคนเหล่านี้ไม่มีใครจ้างมาต่างพากันมาเองโดยหัวใจ ลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็คือ บรรดาผู้มาร่วมชุมนุมทั้งหลายเหล่านั้นเป็นจำนวนมากต่างพากันมาทั้งครอบครัว มีทั้งพ่อแม่ลูกรวมทั้งบางคนเอาญาติผู้ใหญ่มาด้วย พากันนั่งเป็นกลุ่ม ๆ อยู่หน้าจอถ่ายทอดการแสดงออกของดาราแกนนำ ตามสองข้างทางริมถนนนอกจากเป็นที่สัญจรไปมาของคนที่มาร่วมชุมนุมแล้วยังพวกพ่อค้า แม่ค้า นำอาหารและสิ่งของมาขาย ทำให้ผู้มาชุมนุมไม่อดอยาก เด็ก ๆ ก็มีของกินและของเล่น มีเต็นท์แสดงข่าวสารข้อมูลและกิจกรรมที่ให้ความรู้ รวมทั้งการอบรมสอนให้เด็ก ๆ เขียนภาพต่าง ๆ ที่ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นและจินตนาการจากเรื่องราวปัญหาของการขัดแย้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ภาพพจน์ของนายกรัฐมนตรีเป็นจุดรวม สำหรับผู้ชุมนุมที่เจ็บป่วยก็มีอาหารและยาแจก รวมทั้งอาหารมังสวิรัติของพวกกองทัพธรรมที่มาปักหลักชุมนุมแบบค้างแรม และมีโรงครัว โรงทานทำอาหารแจกอาหารไปด้วย สำหรับคนที่มาชุมนุมอีกเป็นจำนวนมากที่อยากแสดงความคิดเห็นโดยผ่านสื่อในทำนองเดียวกับที่ทางราชการจัดให้มีการส่งไปรษณียากรจากผู้คนในสังคมที่เขียนมาเชียร์นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบนั้น ม็อบมัฆวานก็มี คือการจัดเศษกระดาษเปล่า ๆ ให้ผู้คนที่มาร่วมชุมนุมเขียนแสดงความคิดเห็นแล้ววางไว้บนพื้นแบกะดินแทนผู้รับแสดงความคิดเห็นแบบทำเนียบ ข้าพเจ้าได้ยืนอ่านด้วยความเพลิดเพลิน เพราะนอกจากได้แลเห็นความคิดเห็นนานาชนิดแล้ว ยังเห็นคำพูดและความคิดที่เป็นกวี เป็นศิลปะของผู้มาชุมนุมด้วย จนรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางศิลปวัฒนธรรมไปด้วย คงจะไม่มีใครปฏิเสธในขณะนี้เลยได้ว่า เพลงดนตรีและการ์ตูน “ไอ้หน้าเหลี่ยม” นั้นเป็นผลผลิตทางสังคมที่เป็นศิลปะร่วมสมัยทั้งผู้ใหญ่และเด็กร่วมกัน ม็อบมัฆวานข้างทำเนียบที่มาจากผู้คนร่วมสมัยในสังคมที่หลากหลายในความคิดเห็นหาได้คิดแบบเดียวและอย่างเดียวกันกับผู้ที่เป็นแกนนำของม็อบไม่ อีกทั้งไม่ใช่ม็อบอย่างที่เคยคิดเห็นกัน หากเป็นการเคลื่อนไหวทางปัญญาของกลุ่มคนที่หลากหลายแต่มีจุดร่วมกันทางสังคมอย่างเป็นสมานฉันท์ (Unity) คือจะทำอย่างไรกับความชั่วร้ายทางสังคมในด้านจริยธรรมและศีลธรรม เพราะทุกคนเห็นว่า ความเป็นธรรมที่มาจากกฎหมาย จากกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยนั้นล้มเหลว เจตนารมณ์วันนี้ส่งผลไปถึงการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นตามกติกาประชาธิปไตยหลังการยุบสภาของนายกรัฐมนตรีแห่งพรรคไทยรักไทย จึงเกิดการไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความชอบธรรม พรรคการเมืองใหญ่ ๆ ทางฝ่ายค้านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม การปฏิเสธความชอบธรรมของการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ส่งผลให้เห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในเจตนารมณ์ของปัญญาชน คือการไม่เลือกใครเลยเป็นผู้แทน ปรากฏการณ์โนโวต นี้ไม่เคยปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในการเลือกตั้งที่เคยมีมาแต่ก่อน เป็นสิ่งที่รัฐบาลและสังคมต้องนำมาพิจารณา แต่ผลปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้นทางฝ่ายรัฐและฝ่ายสนับสนุนกลับไม่ให้ความสำคัญ กลับไปสนใจกับการที่บรรดาผู้สมัครผู้แทนทางฝ่ายตนได้รับการเลือกตั้งจึงทำให้มาประกาศชัยชนะแบบเดิม ๆ ว่า “ ประชาชน ๑๖ ล้านคน ” เลือกตนและประสบผลสำเร็จในการรักษาประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นคนไทย ข้าพเจ้าอดสูแก่ประชาโลกและหวาดกลัวความแตกแยกที่จะนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้ในอนาคต การลงจากตำแหน่งที่มีอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่อ้างการรักษากติกาประชาธิปไตยครั้งนี้ หาใช่คำตอบขั้นสุดท้ายของการเคลื่อนไหวทางปัญญาของสังคมไม่ เพราะการที่จะนำประเทศชาติและสังคมไทยเข้าสู่สันติสุขได้นั้น รัฐบาลหรือผู้นำประเทศต้องตอบปัญหาและจัดการความชอบธรรมทางจริยธรรมและศีลธรรม ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานก่อน เพราะเป็นความจำเป็นสากลของมนุษยชาติ ความเป็นประชาธิปไตยทั้งในลักษณะเป็นเครื่องมือหรืออุดมการณ์นั้น คือสิ่งที่จะต้องตั้งอยู่บนฐานทางศีลธรรมและจริยธรรม ถ้าหาไม่แล้วสิ่งที่เป็นอธรรมก็ครองโลก โลกที่เต็มไปด้วยประชาธิปไตยแบบไร้คุณธรรมเช่นนี้ ถ้าหันกลับไปคำนึงถึงความคิดของคนโบราณ ก็คงจะได้เห็นแต่การส่ายหน้าและบอกว่าต่อให้มีสิบพระเป็นเจ้าก็ช่วยอะไรไม่ได้ มาถึงตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องไปอ้างคำพูดและข้อเขียนของบุคคลที่เป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาที่ผู้คนทั้งหลายยกย่องคือ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ที่ออกมาทันเหตุการณ์พอดีคือ “ธรรมาธิปไตยไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่พบ” ข้าพเจ้าและเพื่อนมนุษย์ในม็อบมัฆวานโหยหาธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยในขณะนี้ ก่อนจบ ข้าพเจ้านึกเห็นอะไรจากหน้าจอทีวีเมื่อเร็ว ๆ นี้ จนเกิดความสังเวช เริ่มแต่นักการเมืองข้างทำเนียบฝ่ายรัฐมาออกรายการทีวีตอบโต้นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในเรื่อง โนโวต ว่าไม่เห็นมีความสำคัญ เพราะคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ การที่มีโนโวตมากในภาคใต้ก็เพราะเป็นพวกพรรคประชาธิปัตย์ การอ้างเช่นนี้ดูสอดคล้องกับความเห็นของผู้ที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการสร้างภาพที่ให้คนส่วนใหญ่เข้าใจไปว่าเมืองไทยขณะนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายสองเมืองแล้วหรือ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าจะเป็นการยอมรับว่า บุคคลที่เป็นผู้นำของรัฐบาลคือบุคคลล้มละลายทั้งศักยภาพและความชอบธรรมในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศชาติได้ ประเทศไทยจึงต้องเป็นสองอย่างที่ว่ามา ดังนั้นการที่ผู้นำของประเทศที่ล้มเหลวประกาศเว้นวรรคทางการเมืองนั้นก็ดีแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าอดสงสารไม่ได้ถึงความโศกเศร้าของพวกบริวารที่ปรากฏในจอทีวี ยิ่งมีปุโรหิตประจำทำเนียบขึ้นมากล่าวไว้อาลัยแล้ว ก็ยิ่งใจหายเพาะมีการอ้างบทวรรณคดีในเรื่องกฤษณาสอนน้อง “ พฤษกภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง ” มาอุปมาอุปไมย ธรรมดาคำร้อยกรองชุดนี้มักปรากฏในลักษณะเป็นประเพณีในคำอาลัยแก่ผู้ตายในงานศพ มักจะมากับพวงหรีด ท่านปุโรหิตอาจจะเผลอเลยเว้นวรรคไม่อ่านวลีสำคัญในบทร้อยกรองนี้ที่ว่า “ นรชาติที่วางวาย ” อีกทั้งยังอ้างไม่หมดถึงบทต่อไปที่ว่า “ ความดีจะปรากฏ เกียรติยศก็ฤาชา ความชั่วจะนินทา ทุรยศยินขจร ” การอ่านวรรณคดีแบบพื้น ๆ เหล่านี้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าผู้ชอบอ่านบทวรรณคดีอย่างเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตต้องมีอาการเพี้ยนตามไปด้วย เมื่อวันหนึ่งก่อนรุ่งสางเกิดละเมอฝันไปถึงบทละครเรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนพิเภกอย่าศึกกุมภกรรณ เมื่อกุมภกรรณด่าพิเภกว่า “ประเทศไทยเป็นของมึงหรือ จึงแบ่งยื้อให้เป็นเหนือเป็นใต้” อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • หกสิบปีของในหลวงกับร้อยปีพุทธทาส

    เผยแพร่ครั้งแรก 2 มี.ค. 2559 สังคมไทยในวันนี้วิกฤติจนน่าเป็นห่วง เพราะกำลังมาถึงทางตันที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจแบบรุนแรงอย่างที่เคยเกิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว กัมพูชา และจีน เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้วมา อาจเป็นเพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อนก็ได้ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคนปรับตัวตามไม่ทันเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่นั่นก็หาได้หมายความว่าจะรอดพ้นอิทธิพลของตะวันตกไม่ เพราะได้ตกเป็นทาสทางความคิดและสติปัญญาแบบตะวันตกมาโดยตลอด วิกฤติการทางการเมืองและสังคมที่ผ่านมาในสองสามเดือนนี้คือสิ่งที่กำลังบอกว่าเวรและเวลาได้มาถึงแล้ว แต่ก่อนทั้งไทย ลาว เขมรและเวียดนาม ต่างก็มีโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน คือเป็น สังคมชาวนา [Peasant Society] ที่มีโครงสร้างสองโครงสร้างซ้อนกันอยู่ คือ โครงสร้างแบบเสมอภาคของผู้คนที่อยู่ร่วมกันในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร กับโครงสร้างศักดินาของคนเมืองที่มีลักษณะเหลื่อมล้ำ แต่ว่ามีลักษณะเกื้อกูลกับโครงสร้างแรกด้วยระบบอุปถัมภ์ ทำให้สังคมชาวนาไม่อยู่อย่างอิสระหากเป็นส่วนหนึ่ง [Part Society] ของสังคมใหญ่เสมอมา เมื่อตกเป็นเมืองขึ้นและอาณานิคมของตะวันตก โครงสร้างศักดินาที่สัมพันธ์กับสถาบันศาสนาและกษัตริย์ก็ถูกแทนที่โดย โครงสร้างโลกวิสัย [Secularized] ของเจ้าของอาณานิคมชาวตะวันตก อันเป็นโครงสร้างทางวัตถุนิยมที่เน้นความมีสิทธิและชอบธรรมของปัจเจกบุคคลในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม ซึ่งเมื่อพัฒนาจนเป็นอุดมการณ์แล้วมีชื่อเรียกว่า ประชาธิปไตย โครงสร้างนี้มีลักษณะครอบงำและสืบเนื่อง แม้ว่าบ้านเมืองที่เคยเป็นอาณานิคมจะเป็นอิสระแล้วก็ตาม ได้ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนในสังคมชาวนาจนทนไม่ได้ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิวัติที่ใช้ความรุนแรง เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ไม่เหมาะสมนี้มาเป็นโครงสร้างสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ สังคมไทยยังไม่เคยผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแบบนี้ เพราะยังเข้ากันได้กับสังคมศักดินาที่ค้ำจุนโดยสถาบันศาสนาและกษัตริย์ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมาก็ตาม ทั้งโครงสร้างเสมอภาคของสังคมชาวนากับโครงสร้างศักดินาของคนเมืองและคนชั้นปกครองก็ยังคงดำรงอยู่ แต่นับตั้งแต่สมัย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา การผันเงินสู่ชนบทเพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจได้ทำลายโครงสร้างแบบเสมอภาคของสังคมชาวนาที่เคยอยู่ได้ด้วยตนเองแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันในทางเกษตรกรรม มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพิงสังคมเมืองที่บรรดาคนชั้นบริหารที่เคยเป็น ขุนนาง ข้าราชการที่เคยมีคุณธรรมเพี้ยนมาเป็นผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก สังคมเสรีประชาธิปไตยตั้งแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา เป็นระยะเวลาที่แลเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโครงสร้างของคนชั้นศักดินา สมัยศักดินาราชาธิปไตย มักมีคำพังเพยแบบแดกดันว่า “ ยศช้างขุนนางพระ ” เพราะเห็นแก่ยศศักดิ์เป็นใหญ่ แต่มาสมัยนี้กลายเป็น “ ยศพระขุนนางพ่อค้า ” แทน ขุนนางพระในสมัยนี้มั่งคั่งร่ำรวยกว่าแต่ก่อน ซึ่งแลเห็นง่าย ๆ จากบรรดาอาคารในสังฆาวาสและพาหนะขับขี่ราคาแพง ๆ อาจรวมทั้งบัญชีเงินฝากในธนาคารด้วย ที่น่าสงสารก็คือ ขุนนางช้างไม่มี เพราะนอกจากจะใกล้สูญพันธ์แล้วยังถูกนำไปใช้ลากซุง ร่อนเร่ขอทาน และแสดงละครสัตว์ในมหกรรมแสงเสียงของการท่องเที่ยว แต่ขุนนางใหม่ขึ้นมาแทนคือ ขุนนางพ่อค้านั้นได้พัฒนาตัวเองจากการที่เคยอยู่ใต้ใบบุญและพึ่งพิงขุนนางเดิมที่มีอำนาจทางฝ่ายบุ๋นและบู๊ มาเป็นเจ้าพระเดช นายพระคุณแทน พวกขุนนางเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง ไม่มีชาติแต่ข้ามชาติและพร้อมที่จะขายชาติ บุคคลเหล่านี้ไม่มีอุดมการณ์ที่เป็นประชาธิปไตย แต่อาศัยกระบวนการประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและพรรคพวกในการที่จะเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน บุคคลเหล่านี้ทั้งกายและใจเน้นความมีตัวตนและการเป็นปัจเจกบุคคลนิยมตามลัทธิเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยม ไม่มีความดีและความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณและเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์เป็นเพียงแต่ทรัพยากรที่ตนสามารถกำหนดและบังคับใช้ได้ บุคคลเหล่านี้คือ ผู้ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาการและเทคโนโลยีสร้างสิ่งที่เป็นสมองกลและสิ่งเสมือนจริง [Virtual Reality] ขึ้นมอมเมาเยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้กลายพันธุ์จนเป็นเดรัจฉานไม่เป็นมนุษย์ เพราะความเป็นมนุษย์อยู่ที่การเป็นสัตว์โลกที่เป็นสัตว์สังคมหรือสัตว์หมู่ที่อยู่ร่วมกันได้ ด้วยความเชื่อทางศาสนาและจริยธรรมที่นำไปสู่การเป็นคนมีศีลธรรมของสังคม ด้วยประการที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้เห็นว่าสังคมไทยวันนี้กำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลและการครอบงำของระบบเศรษฐกิจข้ามชาติ ทุนนิยมเสรีที่นับเนื่องเป็นโครงสร้างของเดรัจฉานโดยแท้ กำลังอยู่ในสภาพที่ตกผลึกจนยากที่จะแก้ไขได้ คนรากหญ้ากลายเป็นคนกินหญ้า คนชั้นกลางที่พอมีสติปัญญาก็กลายเป็นคนมักได้และสายตาสั้น เพราะฉะนั้น การโหยหาของปัญญาชนที่รักประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ในเรื่องการแก้แต่เพียงรัฐธรรมนูญอย่างเดียวนั้นไม่น่าจะทำอะไรได้ เพราะอมนุษย์เหล่านี้รู้จักที่จะจ้างบรรดามือปืนทางกฎหมายมาแก้ต่างแก้ไขได้ไม่ยาก ปัญหาพื้นฐานที่เป็นอันตรายของชาติบ้านเมืองในทุกวันนี้ก็คือ การแบ่งทรัพยากรของผู้คนในแผ่นดินที่ทำให้ภาคใต้เลือดท่วม และภาคเหนือน้ำท่วมอย่างที่เห็นกันอยู่ รวมทั้งภูมิภาคอื่น ๆ ด้วยที่กำลังจะตามมาด้วยความรุนแรงอีกหลายอย่าง แต่ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงและมืดมน ก็ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างที่อาจเตือนสติและนำทางให้แก่ปัญญาชนทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นที่พึ่งของคนทั้งชาติในที่สุด คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทำและทะนุบำรุงการเกษตรอันเป็นเศรษฐกิจพื้นฐานของแผ่นดิน โดยการเสด็จออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร ทรงสอนและสนับสนุนให้ประชาชนมีที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก รวมทั้งการนำเอาอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเข้ามาเชื่อมโยง จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ทรงชี้หนทางการอยู่รอดด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถต้านทานหรือต่อรองกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบเสรีทุนนิยมได้ ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นอยู่ที่ต้องเป็นคนพอเพียงทั้งกายและใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นบุคคลที่พอเพียง เหตุที่เศรษฐกิจพอเพียงเคลื่อนไปได้ช้าก็เพราะคนเป็นจำนวนมากในสังคมไม่เป็นคนพอเพียงนั่นเอง โดยเฉพาะบรรดาขุนนางพ่อค้าที่เป็นใหญ่เป็นโตในสังคม เลยทำให้ต้องคิดถึง ท่านพุทธทาส ที่ได้ให้ ความหมายของคำว่าพอเพียงว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกินและไม่ขาด สังคมไทยควรเป็น ธรรมิกสังคมนิยม คือเอาการเป็นอยู่รวมกันอย่างพอเพียงไม่เกินไม่ขาดเป็นอุดมการณ์ แต่การจะบรรลุถึงได้นั้นต้องมีธรรมะ ท่านพุทธทาสสิ้นไปนานแล้วแต่สิ่งที่ท่านเทศน์ ท่านสอนหาสิ้นไปไม่ โดยเฉพาะการแสดงธรรมว่า ถ้าไม่มีธรรมะ การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยก็เป็นการเลือกตั้งที่โกง ผู้แทนที่เลือกมาก็โกง รัฐสภาที่เกิดขึ้นก็โกง และในที่สุดก็ได้รัฐบาลโกง และสำหรับคนที่บูชาประชาธิปไตยจนตกขอบ ท่านก็เตือนสติไว้ว่า เสียงประชาชนไม่ใช่เสียงสวรรค์เสมอไป อาจเป็นเสียงนรกก็ได้ ถ้าหากไร้ศีลธรรม และการเมืองที่ดีก็คือ การมีศีลธรรมนั่นเอง รวมทั้งคนที่ยึดมั่นในศาสนาและพิธีกรรมตามรูปแบบ ก็ต้องเข้าใจว่าการเข้าถึงธรรมะที่แท้จริงนั้นก็คือการเห็นพระพุทธเจ้า คงไม่ใช่แต่เพียงการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูป สร้างพระพุทธรูปใหญ่น้อยเป็นสำคัญ เพราะพระจักรพรรดิราชและพระยามารก็มีรูปลักษณะได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ถ้ามีสติและทบทวนให้ดีสังคมไทยอาจรังสรรค์ธรรมิกสังคมนิยมตามแนวคิดของท่านพุทธทาสโดยไม่ยาก เพราะยังมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทัดดินต่างปิ่นเกล้า เป็นพระธรรมิกราชอยู่ แต่การเข้าถึงพระองค์นั้นคงไม่ใช่อยู่ที่การทำอะไรใหญ่โตอย่างสิ้นเปลืองจนเกินความพอเพียง การเป็นบุคคลที่มีความพอเพียงทั้งกายและใจต่างหากที่จะนำไปสู่การแก้ไขในสิ่งที่ไม่มีดุลยภาพของสังคมและบ้านเมืองในขณะนี้ได้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • ไทย : สังคมบ้านแตกหรือสติแตก

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2549 สิ่งที่น่าสังเกตในปัจจุบันก็คือ สังคมไทยทุกวันนี้มีลักษณะโดดเดี่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเพราะมองอะไรต่ออะไรแบบกรอบเดียวอย่างไม่มีการทบทวนและเปรียบเทียบ ดังเช่นการมองเหตุการณ์และสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยในขณะนี้ว่าเป็น วิกฤตทางประชาธิปไตย อันเนื่องจากการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลที่แล้วมา รวมไปถึงการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลที่อ้างสิทธิความเป็นประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งโดยฝ่ายทหาร ถึงแม้ว่าขณะนี้ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเตรียมการจัดการให้มีการจัดการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดรัฐบาลที่มีคุณสมบัติเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยตามอุดมการณ์หรือจินตนาการแบบสากล (ตะวันตก) ก็ตาม ก็ยังมีอาการของการต่อต้านและขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา จึงกลายเป็นอุปสรรคหลาย ๆ ประการที่นำไปสู่การจัดการตามขั้นตอนเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ราบรื่นนัก จึงสมควรที่ผู้มีสติปัญญาทั้งหลายได้มีการทบทวนอะไรต่ออะไรกันบ้าง โดยหันกลับไปมองเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในการล้มล้างรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นชุดที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในการจัดการบริหารประเทศกลับไม่เป็นประชาธิปไตยในอุดมคติที่ใคร ๆ ต้องการ ทำนองตรงข้าม กลับมีพฤติกรรมที่รวบอำนาจและคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงและมอมเมาประชาชนที่ด้อยโอกาสเพื่อประโยชน์ของตนเองกับพรรคพวกจนเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาปัญญาชนขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งก็มีลักษณะยืดเยื้อ อันอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้เพราะรัฐบาลที่แล้วกุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้หมด ในที่สุดก็ยุติลงด้วยการที่ฝ่ายทหารเข้ามาปฏิวัติล้มอำนาจรัฐบาลเดิมสำเร็จและจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น แต่ก็ดูยังเป็นที่ไม่พอใจของบรรดาปัญญาชนที่มองประชาธิปไตยเป็นอุดมคติและอุดมการณ์อยู่นั่นเอง จึงมีการเคลื่อนไหวออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาว่าเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยทั้งที่การเคลื่อนไหวแบบประชาธิปไตยก็ไม่อาจจัดการกับรัฐบาลที่ชั่วร้ายนั้นได้ ถึงกับหลายคนยังหันไปพึ่งการเรียกร้องในเรื่องนายกพระราชทานซึ่งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกเช่นกัน ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุหนึ่งที่บรรดาปัญญาชนไม่พอใจก็เพราะไปเปรียบเทียบกับการปฏิวัติของทหารสมัย รสช. ที่ก็น่าคิด แต่ก็ควรให้เวลากับการปฏิวัติของทหารครั้งนี้ โดยเอาประชาธิปไตยในอุดมคติมาไว้ข้าง ๆ ก่อนแล้วมุ่งพิจารณาในเรื่องสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้รัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งมาจากการเลือกตั้งชุดที่แล้วล้มเหลวและชั่วร้าย ความชั่วที่ไม่อาจอภัยได้คือการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งเป็นเหตุแท้จริงที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ในส่วนของข้าพเจ้าเองใคร่สนับสนุนฝ่ายทหารให้ทำการจัดการกับคอรัปชั่นอย่างถึงที่สุด โดยทหารต้องทำหน้าที่ในลักษณะของผู้เฝ้าระวังให้กับประชาธิปไตยในอุดมคติ [Watchdog of Democracy] ถ้าหากมีรัฐบาลไหนโกงอีกก็ปราบอีก ปราบแล้วก็กลับเข้ากรมกองไป ทำจนบรรดานักการเมืองที่ชั่วร้ายเข็ดหลาบไม่กล้าโกงกินอีกก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่ดีเกิดขึ้นและมีโอกาสเข้ามารังสรรค์สิ่งที่เป็นประชาธิปไตยในอุดมคติได้ ข้าพเจ้าคิดว่าในเวลานี้ควรให้เวลากับ คมช. และรัฐบาลชั่วคราว แต่ขณะเดียวกันควรหันมาให้ความสนใจต่อปัญหาที่เลวร้ายลึกไปกว่าเรื่องคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง นั่นคือ การขาดสิ่งที่เป็นคุณธรรมในสังคม อันได้แก่จริยธรรม ศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ที่กำลังเพี้ยนไปกว่าแต่เดิมมากมาย เนื่องมาจากสังคมไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ลงมาจนถึงปัจจุบัน ได้หักเหวิธีคิดในอารยธรรมตะวันออกที่มีมาแต่โบราณกาลมาตามแบบอย่างอารยธรรมตะวันตกแทน มาถึงทุกวันนี้ คนรุ่นกลางและรุ่นเด็กต่างก็มองอะไรและคิดอะไรเป็นแบบตะวันตกหมด อาจจะพูดอย่างเต็มปากได้ว่าสังคมไทยแม้จะไม่เป็นอาณานิคมทางการเมืองของมหาอำนาจทางตะวันตกอย่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายก็ตาม แต่ก็เป็นอาณานิคมทางปัญญาอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ซึ่งผิดกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากที่ปัญญาชนของเขาล้วนแต่เป็นอิสระทางความคิดและปัญญาจากการครอบงำของตะวันตกแล้ว ความแตกต่างกันดังกล่าวนี้ เห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการและปัญญาชนในสังคมไทยเมื่อเปรียบเทียบกับคนในสังคมเพื่อนบ้าน ผู้ที่เป็นปัญญาชนของไทยส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการที่มีดีกรีจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยมักมีกรอบและแนวคิดทฤษฎีที่เล่าเรียนมาเป็นตัวนำในความคิด ในขณะที่ปัญญาชนของสังคมเพื่อนบ้านมักไม่ผูกติดกับการเป็นนักวิชาการที่มีกรอบและทฤษฎี หากเป็นพวกมากด้วยประสบการณ์มักเอาสิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสและเข้าใจมาเป็นตัวนำก่อนการกำหนดกรอบและแนวคิดทฤษฎีเพื่อนำมาช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างลุ่มลึก ความถนัดและเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการดำเนินการใด ๆ ได้อย่างเป็นองค์รวมและรูปธรรม ที่บอกว่าเป็นรูปธรรมก็เพราะสามารถเสนอภาพของความเป็นจริงที่สื่อให้กับคนอื่น ๆ ทั่วไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับบรรดานักวิชาการและผู้รู้ในสังคมไทย มักเสนอหรือแสดงอะไรในลักษณะที่เป็นเสี่ยง ๆ ตามความถนัดของตน จนเกิดความขัดแย้งกันเองเพราะแนวคิดทฤษฎีและกรอบแตกต่างกัน ทำให้เชื่อมโยงเป็นองค์รวมอย่างเป็นรูปธรรมไม่ได้ และในที่สุดก็สื่อกับคนทั่วไปไม่ได้นอกจากพวกเดียวกัน ถ้าจะให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาแสดงในขณะนี้ก็คือ ระหว่างสังคมไทยและสังคมเวียดนามที่อยู่ในประเทศและดินแดนเอเชียอาคเนย์ที่มีความใหญ่โตของพื้นที่และจำนวนประชากรที่เสมอกัน อีกทั้งมีพัฒนาการเป็นรัฐใหม่หรืออาณาจักรเสมอกันมาแต่โบราณ หลังสงครามโลกครั้งที่สองอันเป็นช่วงเวลาของสงครามเย็น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองทำให้เวียดนามเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ ในขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เลยทำให้เวียดนามกับไทยกลายเป็นปรปักษ์กันในด้านความคิดและอุดมการณ์ อย่างเช่นทางไทยมองว่าการเป็นคอมมิวนิสต์นั้นโหดร้ายทารุณและฆ่าผู้คนเสียนับมิถ้วน ทำลายสถาบันกษัตริย์ ศาสนา ศีลธรรม และประเพณีที่ดีงามของอารยธรรมตะวันออก ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็เห็นว่าไทยเป็นขี้ข้าอเมริกันและมีลัทธินายทุนที่เอารัดเอาเปรียบผู้คนในสังคม การส่งกองทัพของอเมริกันเข้ามาทำสงครามที่เวียดนามและเขมร ไทยก็ช่วยเหลือฝ่ายอเมริกันอย่างออกหน้าทั้งให้พื้นที่ในประเทศเป็นฐานทัพและส่งกองกำลังเข้าร่วมสงครามครั้งนั้น ได้ทำให้ทั้งเวียดนามและเขมรกลายเป็นสังคมเมืองแตก [War torn Countries] ที่ผู้คนพลเมืองต้องตายในสงครามหลายล้านคน ทำให้ยากต่อการฟื้นฟูบ้านเมืองและผู้คนให้คืนดีและเป็นสุขได้ด้วยเวลาอันสั้น แต่ภายหลัง ๒๐ ปีที่ผ่านมาจนทุกวันนี้เวียดนามฟื้นตัวเองจากสังคมบ้านแตกได้อย่างมหัศจรรย์ จนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมล้ำหน้าไปกว่าสังคมไทยที่ไม่เคยมีสภาพบ้านแตกเสียด้วยซ้ำ ลุงโฮ โฮจิมินห์ แบบอย่าของผู้นำทางวัฒนธรรมที่น่าเคารพ สังคมเวียดนามปัจจุบันเป็นสังคมที่ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่โหดร้ายทารุณฆ่าฟันประชาชน ทำลายศาสนาและศีลธรรมอีกทั้งเป็นสาวกของประเทศมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ใหญ่ ๆ อย่างรัสเซียและจีนอีกต่อไปได้แล้ว หากเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบรักชาติรักแผ่นดิน [Patriotism] ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก บุคคลที่เป็นคอมมิวนิสต์มีเพียงหยิบมือเดียวในประเทศและเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับและยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีอุดมคติไม่บ้าอำนาจและโกงกิน ไม่มีสมบัติพัสถานใดและการมีผลประโยชน์แบบแฝงกับธุรกิจใด ๆ อันเป็นที่ติฉินนินทาจากประชาราษฎร์ได้ ในขณะที่ผู้คนในประเทศทุกกลุ่มเหล่าต่างได้อิสระในการดำรงชีวิตในกรอบประเพณีและกฎเกณฑ์ที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในลักษณะที่สงบสุขเป็นสำคัญ ภาพพจน์ที่แลเห็นในทุกวันนี้เวียดนามไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แบบตกขอบและบ้าวัตถุแบบตะวันตกแม้กระทั่งแบบจีนในปัจจุบัน หากเป็นประเทศสังคมนิยมที่เป็นแบบตะวันออกที่ยังคงรักษาศาสนา ศีลธรรม และความเป็นมนุษย์ได้อย่างดี สังคมเวียดนามทุกวันนี้เป็นสังคมสมานฉันท์ที่มีการปรองดองและเอื้ออาทรระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ที่เคยขัดแย้งแตกแยกและหนีภัยออกนอกประเทศ คนที่เคยออกไปกลับมาช่วยฟื้นฟูประเทศให้ก้าวหน้าด้วยความรู้แบบใหม่ที่เห็นว่าเหมาะสมกับผู้คนและสังคม สังคมเวียดนามคือสังคมที่มีความเสมอภาพและมีความเป็นปึกแผ่นทางสังคมนับแต่ท้องถิ่นจนถึงส่วนกลาง คนหลายชาติพันธุ์หลายหมู่เหล่าอยู่กันอย่างเท่าเทียมในนามของคนเวียด เวียดนามมีผู้นำที่ดีที่ควรเป็นแบบอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมที่ควรเคารพ คือ ลุงโฮ (โฮจิมินห์) ที่ไม่บ้ายศตำแหน่งเงินทองและความมั่งคั่งดังเช่นคนในสังคมไทย ความสำเร็จของบักโฮหรือลุงโฮในการสร้างเวียดนามปัจจุบันก็คือการขจัดความขัดแย้งภายใน รวมเวียดนามเหนือและใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยกระบวนการสมานฉันท์ภายหลังการขับไล่อริศัตรูอเมริกันและสาวกที่คุกคามสำเร็จ ในทำนองตรงข้าม สังคมไทยเมืองไทยไม่เคยมีศัตรูจากภายนอกมารุกล้ำและไม่เป็นสังคมบ้านแตกแบบเวียดนาม หากเป็นสังคมสติแตกที่กำลังเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์อย่างสุด ๆ ที่กำลังมีผลนำไปสู่ความรุนแรงและฆ่าฟันกันเองในที่สุด อันเนื่องมาจากการศึกษาอบรมของคนในชาติและการบริหารจัดการของรัฐที่ลอกเลียนแบบตะวันตกจนโงหัวไม่ขึ้น ความขัดแย้งที่โดดเด่นในปัจจุบันก็คือความบ้าประชาธิปไตยแบบตะวันตกแบบอเมริกันนั่นเอง ทำไมไม่คิดบ้างว่าความเป็นประชาธิปไตยหรือความเสมอภาคนั้นก็เป็นสิ่งสากลที่มีในอารยธรรมตะวันออกมาช้านาน โดยเฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ถูกจริตกับวัฒนธรรมของผู้คนในสังคม แต่หามีผู้ใดสนใจและนำมาขบคิดพิจารณากันบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีอะไรดีในทางตะวันตกแต่ก็ควรนำมาทบทวนผสมผสานกับสิ่งที่ดีและมีมาในสังคมที่แล้วมาบ้าง ประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคความเอื้ออาทรที่ตั้งอยู่บนฐานของสัจธรรมทางพระศาสนาและศีลธรรม แต่ประชาธิปไตยแบบตะวันตกมีแต่พูดถึงเศรษฐกิจการเมือง ความเป็นปัจเจกบุคคลอันเป็นคุณสมบัติของเดรัจฉานผิดมนุษย์ และอ้างความยุติธรรมที่มาจากตัวบทกฎหมาย ขาดทั้งความเข้าใจวัฒนธรรมกับสังคม และขาดทั้งพื้นฐานทางศาสนาและศีลธรรม ดังเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละชุดแต่ละฉบับ จนทำให้ศาสนาและศีลธรรมขาดไปจากสำนึกของผู้คนที่เป็นประชาชนรุ่นกลางและรุ่นเด็กในทุกวันนี้ ทำนองตรงข้าม กลับรับเอาความเชื่อที่เป็นไสยศาสตร์และคุณไสยเข้ามาแทนที่เพื่อความมั่นคงทางจิตใจของบรรดาเดรัจฉานที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่อำนาจและเงิน ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักพร่ำแต่คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามรับสั่งของในหลวง แต่ไม่เคยถอดรหัสได้เลยว่าคืออะไร และจะทำอย่างไร ถ้าหากยังบ้าตะวันตกอยู่ก็คงไม่มีทาง ผู้มีสติควรไปเรียนรู้จากเวียดนามและประเทศเพื่อบ้านบ้างก็คงจะดี อ่านเพิมเติมได้ที่:

  • พระพุทธบาทที่บัวเชดและช่องบาระแนะ

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 ก.ย. 2550 ในรอบปีที่ผ่านพ้นมาได้พบหลักฐานและข้อมูลใหม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาเถรวาทในท้องถิ่นอีสานใต้เพิ่มขึ้น นั่นคือ พระพุทธบาทที่เขาศาลา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ และ พระพุทธบาทคู่ที่ช่องบาระแนะ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งสองแห่งอยู่ในบริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก นับเป็นการพบใหม่สำหรับข้าพเจ้า จากการบอกเล่าและนำทางของคนท้องถิ่น พระพุทธบาททั้งสองแห่งหาได้สร้างขึ้นไว้ในมณฑปหรืออูปมุงอย่างเช่นพบตามวัดที่มีมาแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยาอย่างที่ได้รับรู้และคุ้นเคยไม่ หากพบอยู่บนโขดหินและเขาธรรมชาติในบริเวณที่ห่างไกลชุมนุมชน โดยทั่วไปพฤติกรรมในการสร้างรอยพระพุทธบาทนั้นอาจมองอย่างแยกแยะได้เป็น ๒ ลักษณะ อย่างแรกคือสร้างเป็นรอยพระพุทธบาทแล้วจำหลักสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลเกี่ยวกับจักรวาลลงบนรอย บางพระบาทก็มี ๑๐๘ สัญลักษณ์ หรือบางพระบาทก็แกะหรือจำหลักเฉพาะรูปธรรมจักรหรือดอกบัวอยู่ตรงกลางเท่านั้น แล้วนำไปประดิษฐานตามวัดหรือแทนที่สำคัญทางศาสนา ส่วนอย่างที่สองก็คือ การสลักลงบนโขดหินหรือเนินหินธรรมชาติที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ [Supernatural Sites] จะไม่ใคร่พบ แต่ที่คุ้น ๆ กันก็คือรอยพระพุทธบาทที่เขาพระพุทธบาทและที่เขาพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี ที่มีการสร้างตำนานขึ้นมาอธิบายแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นต้นมา พระพุทธบาทสองแห่งที่ทั้งบัวเชดและบาระแนะนับเนื่องในลักษณะอย่างที่สองที่กล่าวมานี้ และเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญในที่นี้เพราะได้สะท้อนให้เห็นความคิดและความเชื่อในตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติที่มีมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าคิดว่าสังคมมนุษย์แทบทุกท้องถิ่นมีการกำหนดภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ตนตั้งถิ่นฐานเป็น ภูมิวัฒนธรรม [Cultural Landscape] โดยการตั้งชื่อสร้างตำนานอธิบายเพื่อการใช้ร่วมกันในกิจกรรมทางความเชื่อ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ-สังคม และการเมืองการปกครอง ในด้านความเชื่อนั้นมักกำหนดด้านลักษณะธรรมชาติที่ดูโดดเด่นผิดปกติเป็นที่สะดุดตาให้เป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ อันสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ อย่างเช่น ผาแต้ม ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม ประตูผา ที่จังหวัดลำปางซึ่งมีการเขียนภาพสีมือแดงและสัญลักษณ์อื่น ๆ ลงไป บริเวณเวิ้งน้ำมีวังน้ำวนว่าเป็นที่อยู่ของจระเข้เผือกในภาคอีสาน หรือเขาลูกโดด เช่น เขาถมอรัตน์ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ เขาสามยอด ของจังหวัดลพบุรี หรือแม้แต่ เขาพระวิหาร บนเทือกพนมดงเร็กที่อยู่ต่อแดนเขมร หรือ เขาภูเก้า ที่เมืองจำปาสักของลาวที่มีแท่งหินธรรมชาติบนยอดเขาคล้ายกับศิวลึงค์ แม้แต่บนเทือกพนมดงเร็กในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ก็มีโขดหินธรรมชาติที่พวกขอมโบราณสลักเป็นแท่งศิวลึงค์แล้วสร้าง ปราสาทตาเมือนธม ครอบ ซึ่งเป็นตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์บนช่องตาเมือนที่ผ่านและขึ้นลงจากเขมรต่ำ รอยพระพุทธบาทที่บาระแนะมีความคล้ายกับโขดหินที่ปราสาทตาเมือน เพราะอยู่บนช่องเขาแบบเดียวกัน ที่ผู้คนผ่านไปมาจะต้องแวะเข้าทำพิธีกราบไหว้เพื่อความปลอดภัยและความเป็นสวัสดิมงคลในการข้ามเขตแดนหนึ่งไปสู่อีกเขตหนึ่ง ในขณะที่รอยพระพุทธบาทที่บัวเชดอยู่ในตำแหน่งที่อาจไม่ใช่ทางผ่าน แต่เป็นเพิงหินที่มีลักษณะโดดเด่นอยู่ท่ามกลางพื้นหินโดยรอบ อีกทั้งตั้งอยู่ในระดับความสูงที่เป็นศูนย์กลางของสภาพแวดล้อมที่เป็นที่คนมาชุมนุม ประกอบพิธีกรรมร่วมกันได้เป็นจำนวนมาก ตำแหน่งที่เลือกเป็นตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ไม่ไกลไปจากเชิงเขาที่ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งวัดเขาศาลาที่เต็มไปด้วยโขดและเพิงหินที่พระสงฆ์หรือฤาษีชีไพรมาพำนักบำเพ็ญภาวนา ดูคล้าย ๆ กันกับบริเวณ พระพุทธบาทบัวบก บนเทือกเขาภูพานในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่ทางราชการไปกำหนดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท บริเวณนี้มีความสำคัญมากเพราะเคยเป็นที่พระป่าของอีสาน เช่น หลวงปู่มั่น ท่านเคยธุดงค์ไปวิปัสสนา เมื่อมาถึงตรงนี้ข้าพเจ้าก็ใคร่สรุปว่า รอยพระพุทธบาทบัวเชดนั้นสร้างขึ้นบนเพิงหินศักดิ์สิทธิ์อันเป็นแหล่งประกอบประเพณีพิธีกรรมของพระภิกษุทางพุทธศาสนาที่มีสำนักอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น สำนักพระป่า ก็ได้ สำนักพระป่าและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาตินี้นับเป็นประเพณีของพระภิกษุอรัญวาสีของภาคอีสานมาแล้วแต่สมัยทวารวดี เพราะมีหลักฐานหลายแห่งมากมาย โดยเฉพาะแหล่งที่มีการสลักพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ตามเขาต่าง ๆ เช่น พระนอนที่เขาภูเวียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พระนอนที่ภูปอและภูค่าวจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น แต่ปัญหาและคำถามที่สำคัญสำหรับรอยพระพุทธบาททั้งที่บัวเชดและบาระแนะก็คือ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยทวารวดีอย่างเช่นในที่อื่นที่กล่าวมาแล้ว อีกทั้งบริเวณเทือกเขาพนมดงเร็กนี้เป็นพื้นที่ของศาสนาฮินดูและพุทธมหายานในวัฒนธรรมขอม-กัมพูชาทั้งสิ้น ซึ่งก็ทำให้มีผู้รู้อย่างเผิน ๆ เป็นจำนวนมากมักอธิบายว่าพุทธศาสนาเถรวาทแพร่เข้ามาในอีสานใต้โดยพวกลาวล้านช้างและจำปาสัก ราวสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ลงมา โดยอาจมีการเคลื่อนไหวในรัชกาลของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวียงจันทน์ ข้าพเจ้ายอมรับว่าคนลาวล้านช้างนิยมสร้างรอยพระพุทธบาทเหมือนกันกับทางสุโขทัยและอยุธยา เพราะติดมาจากพุทธลังกาและพุกาม อีกทั้งมีแพร่หลายมากราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ลงมา แต่ยังแลไม่เห็นรอยพระพุทธบาทใดในอีสานและลาวที่มีอายุเก่ากว่าพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น การสร้างรอยพระพุทธบาทบนภูพานที่บ้านผือ ไม่ว่าที่พระพุทธบาทบัวบาน พระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทหลังเต่า หรือแม้แต่ที่เวินพระบาทริมแม่น้ำโขงในเขตอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ก็น่าจะเป็นของที่สร้างขึ้นแต่สมัยการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาของ พระครูหลวงโพนเสม็ก ในพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลงมา ข้าพเจ้าคิดว่าประเพณีการสร้างรอยพระพุทธบาทที่มาจากลังกานั้นมากับ ตำนานและความเชื่อในเรื่องของพระเจ้าเลียบโลก ที่สามารถอธิบายได้ถึงการสร้างรอยพระพุทธบาทตามที่ต่าง ๆ ในสุโขทัย อยุธยา ล้านนา และล้านช้าง โดยเฉพาะของล้านช้างนั้นเห็นชัดเจนในตำนานอุรังคธาตุของพระธาตุพนม แต่ความแตกต่างของรอยพระพุทธบาทนี้กับบรรดาพระพุทธบาทอื่น ๆ ไม่ว่าเป็นรุ่นลพบุรี สุโขทัยหรืออยุธยา แม้แต่ล้านช้างและเขมรก็คือ สัญลักษณ์ที่เป็นมงคล ๑๐๘ ประการ เป็นสัญลักษณ์ที่เปรียบเทียบไม่ได้กับสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลในที่ไหน ๆ เลย ซึ่งธรรมดาแล้วมงคล ๑๐๘ ประการของพระพุทธบาทคือสิ่งที่ทำให้เห็นจักรวาลทางพุทธที่แตกต่างไปจากคติของศาสนาฮินดูในด้านภพภูมิ เพราะจะแสดงลำดับชื่อให้แลเห็นความเป็นไตรภูมิที่ประกอบด้วย กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ค่อนข้างชัดเจน รอยพระพุทธบาทของทางพุกามและสุโขทัยแลเห็นภาพสัญลักษณ์ในรูปต่าง ๆ ที่ไม่มีรูปคนและเทพเป็นตัวแทน แต่ทางลพบุรีและอยุธยามักมีรูปเทพแสดงภพภูมิต่างลำดับชั้น แต่รอยสัญลักษณ์ของพระบาทบัวเชดกลับเป็นรูปสัตว์และพันธุ์ไม้พันธุ์พืชนานาชนิดที่อยู่ในตำแหน่งที่สับสน กำหนดลำดับชั้นของภพภูมิไม่ได้เลย โดยเฉพาะสัตว์นั้นมีนับแต่สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน ทาก กิ้งกือ ตะขาบ แมงป่อง หอย ปู ปลา และสัตว์อากาศ เช่น นก แมลง ดูแล้วเหมือนยกบรรดาสัตว์และพืชพันธุ์ทั้งหลายในป่ามาแสดงไว้ ฉะนั้น นับเป็นระบบสัญลักษณ์เฉพาะตัวที่สื่อกันเฉพาะคนในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ เท่านั้น บุคคลที่เป็นคนนอกคงไม่สามารถถอดรหัสความหมายได้ ซึ่งในที่นี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องคิดเลยเถิดไปถึงความเป็นภาษาของสัญลักษณ์ในแต่ละช่องที่ทำให้ภาพมงคล ๑๐๘ ประการของพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นภาษาในจารึกที่ผู้คนในท้องถิ่นใช้สื่อกันเอง ดังนั้น ถ้านำมาติดต่อเป็นบันทึกก็คงได้ความหมายที่ต้องการจะสื่อก็ได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่ารอยพระพุทธบาทนี้ แม้ว่าจะมีกรอบโดยรอบเป็นบัวคว่ำบัวหงายตามประเพณีทางอารยธรรมอินเดียก็ตามที่เป็นพุทธหรือฮินดูก็ตาม แต่ลายสัญลักษณ์ที่เป็นสัตว์ พืช แมลง และอื่น ๆ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงระบบความเชื่อแบบดังเดิมที่ใช้สัตว์ ต้นไม้ และสิ่งในธรรมชาติอื่นๆ เป็นสัญลักษณ์ในเรื่องความเชื่อ อีกทั้งล้วนเป็นรูปสัญลักษณ์ของคนอยู่ป่ามากกว่าอยู่ในเมือง เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วก็ต้องมาหยุดอยู่ที่คำถามที่ว่า แล้วคนที่มาทำพิธีกรรมกราบไหว้รอยพระพุทธบาทนี้คือใคร คนเมืองหรือคนเผ่า ก็คงไม่ใช่คนเผ่าไท เผ่าลาว และเผ่าเขมร แล้วเป็นใคร ถ้าจะเดาคนเผ่าเหล่านี้ก็น่าจะเป็นคนในเผ่าพันธุ์มอญ-เขมร ที่ทางลาวเรียก ข่า ทางเหนือเรียก ลัวะ อะไรทำนองนั้น แต่ในเขตอีสานใต้นี้กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องคงน่าจะเป็นพวกกูย พวกเยอ ที่น่าจะเคลื่อนย้ายเข้ามาแต่โบราณแล้ว แต่คนเหล่านี้ไม่ได้เลี้ยงช้างจึงไม่เรียกว่าส่วย หากมีอาชีพทำการเพาะปลูกและเก็บของป่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีงานวิจัยท้องถิ่นที่ผ่านตาข้าพเจ้ามาว่า กูยพวกหนึ่งที่มีอาชีพทำการเพาะปลูกนั้นเวลาทอผ้าได้ทำลายผ้าให้มีลายตะขาบรวมอยู่ในบรรดาลายต่าง ๆ ทั้งหลาย หรือคนกูยที่ไม่ใช่เลี้ยงช้างที่บ้านตรึมในเขตจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ มีการบูชาตะกวดเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ บางทีบรรดาสัตว์ ต้นไม้ และแมลงที่ปรากฏอยู่ในรอยพระพุทธบาทก็น่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ที่สืบเนื่องมาแต่ความเชื่อดั้งเดิมก็ได้ ยังมีอีกแนวทางหนึ่งในการทำความเข้าใจกับรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ก็คือ น่าจะเป็นอาการแรกเริ่มของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หันมานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของหลักธรรมคำสอนทางปรัชญาหากเน้นในด้านพิธีกรรมเป็นสำคัญ โดยใช้สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ในตัวเอง ดังเช่นในงานวิจัยเรื่องคนกะเหรี่ยงในเขตจังหวัดราชบุรีของอาจารย์สุรินทร์ เหลือลมัย ระบุว่า คนกะเหรี่ยงเปลี่ยนเสาหลักบ้านให้เป็นเสาหงส์เมื่อเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา เลยทำให้เสาหงส์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัดไป ชาวกะเหรี่ยงเรียนรู้พุทธศาสนาผ่านพระธุดงค์ที่เข้าไปช่วยรักษาคนด้วยน้ำมันที่เป็นพุทธมนต์ ก็เลยเอาน้ำมันนั้นไปกราบไหว้บูชาเรียกว่า หลวงพ่อน้ำมัน โขดหินอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทแห่งนี้น่าจะเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นนี้มาก่อน และใช้ในการเดินทางเข้ามาประกอบพิธีกรรมตามฤดูกาลเพื่อความอุดมสมบูรณ์ นับเป็นที่ชุมนุมของคนหลายกลุ่มเหล่าทั้งใกล้และไกล ต่อเมื่อรับนับถือพระพุทธศาสนาก็เปลี่ยนให้เป็นรอยพระพุทธบาทโดยอาศัยกรอบบัวคว่ำบัวหงาย การกำหนดดอกบัวให้เป็นสัญลักษณ์จักรวาลและกรอบแสดงสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการเป็นตัวบ่งชี้ เมื่อมากราบไหว้ประกอบพิธีกรรมกันตามฤดูกาลก็มีการนำเอากิ่งไม้หรือต้นไม้ขนาดเล็กมาค้ำไว้โดยรอบโขดหิน เพื่อแสดงการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนและเพื่อต่ออายุของตนเองเช่นเดียวกันกับคนเหนือเอาไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ต้นไม้ใหญ่ในวัด ปัจจุบันร่องรอยของซากกิ่งไม้ ลำต้นที่แห้ง ๆ จึงถูกนำมาค้ำรอยพระพุทธบาทที่เป็นเพิงหินไว้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

  • จากจักรพรรดิฝรั่งเศส–อังกฤษ ถึง จักรพรรดิอเมริกา: กระบวนการสนตะพายคนไทยสยาม

    เผยแพร่ครั้งแรก 1 มี.ค. 2551 ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมา เกิดคนสยามรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาและรับรู้เรื่องราวของผู้คนและบ้านเมืองตะวันตกกันอย่างมากมาย จนให้ความสำคัญว่า คนตะวันตกเจริญก้าวหน้ากว่าตนจนต้องเอาอย่างจึงจะเป็นคนศิวิไลซ์ [Civilize] และการเป็นชาติที่ศิวิไลซ์ คือ มีอารยธรรมนั่นเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำเอาจักรพรรดิอเมริกาสู่สังคมไทย การทำตัวศิวิไลซ์ดังกล่าวนี้คือสิ่งที่ทำให้คนตะวันตกโดยเฉพาะชาติที่เป็นจักรวรรดินิยมยอมรับและไม่คุกคามทางการเมืองเพื่อเอาเป็นอาณานิคม คนสยามรุ่นนี้และพวกนี้คือคนที่เรียกว่า คนไทย และเป็นไทยอย่างสมบูรณ์เมื่อมีการยกเลิกชื่อประเทศสยามอย่างแต่เดิมมาเป็นประเทศไทย ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ความนิยมชมชื่นของคนไทยต่อคนฝรั่งตะวันตกดังกล่าวนี้ทำให้มีการเอาครูฝรั่งมาอบรมการศึกษาแบบใหม่ให้ทันสมัยเรื่อยมา ไม่ว่าการศึกษาแต่ระดับอุดมศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย จนถึงขั้นมัธยมและประถมก็ล้วนแต่ดำเนินตามโครงสร้างแบบฝรั่งแทบทั้งสิ้น ความรู้ทางวิชาการอย่างหนึ่งในบรรดาความรู้นานาชนิดทั้งหลายคือความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ฝรั่งสั่งสอนอบรมให้ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของ คน กับ ดินแดน เวลาฝรั่งมาศึกษาเพื่อเอามาเป็นประโยชน์ในการล่าอาณานิคมนั้น ศึกษาทั้งด้านโบราณคดี [Archaeological past] ซึ่งเป็นเรื่องของอดีตความเป็นมาของดินแดน กับด้านชาติวงศ์วรรณนา [Ethnographical presen] ซึ่งเป็นเรื่องของผู้คนในสังคมปัจจุบันของดินแดนนั้น การเข้าใจเรื่องทั้งสองนี้นำไปสู่การเข้าถึงความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะเป็นประโยชน์ทางการเมืองของพวกตน การศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดีเป็นเรื่องอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วเป็นยุคเป็นสมัย แต่การศึกษาทางชาติวงศ์วรรณนาเป็นเรื่องการสืบเนื่องทางสังคมและวัฒนธรรมของคนในสังคมท้องถิ่น ฝรั่งเข้าใจการมองการเปลี่ยนแปลงทั้งสองอย่างนี้ แต่เวลาสั่งสอนอบรมให้คนไทยเรียนรู้กลับให้ความสำคัญเฉพาะการศึกษาเรื่องราวทางโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ เลยทำให้คนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบไม่เห็นคน กลับเห็นเพียงรูปแบบทางศิลปะและสมัยเวลาของโบราณสถานวัตถุเป็นสำคัญ วิชาหลักที่ฝรั่งสอนคนไทยให้เชื่อและฟังกันอย่างตกผลึกมาจนทุกวันนี้ก็คือ วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะมีศักยภาพในการสื่อสารได้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองที่ฝรั่งสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการล่าอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นนักล่าอาณานิคมตัวฉกาจในยุคนั้น ใช้หลักฐานทางโบราณสถานวัตถุทางศาสนาที่เป็นศิลปกรรมมาวิเคราะห์สร้างเป็นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของบรรดาบ้านเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยโครงสร้างการเมืองการปกครองของยุโรปสมัยวิกตอเรีย ที่มีลักษณะรวมศูนย์เป็นราชอาณาจักรหรือจักรวรรดิ ประสบความสำเร็จในเรื่องการเป็นศูนย์กลางของอำนาจของบ้านเมืองและผู้คนในภูมิภาคนี้ เช่น เรื่องของอาณาจักร ฟูนัน ทวารวดี เจนละ ศรีวิชัย และเมืองพระนคร เป็นต้น บรรดารัฐรวมศูนย์เหล่านี้สะท้อนการแสดงออกของการขยายดินแดนหรือครอบงำบ้านเล็กเมืองน้อยหรือบ้านเมืองใกล้เคียงด้วยการปกครองแบบจักรภพอังกฤษที่มีการส่งขุนนางตัวแทนเข้าไปปกครองเมืองขึ้นต่าง ๆ อำนาจเหนือบ้านเมืองและผู้คนนั้นแลเห็นได้จากรูปแบบทางศิลปกรรมและจารึกที่เป็นศิลปะอักษรและภาษาของเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ประวัติศาสตร์แบบนี้ผู้คนในบ้านเมืองของไทย เขมร ลาว ญวน พม่า เขียนไม่เป็น เพราะมีแต่ประวัติศาสตร์แบบตำนาน ดังนั้นเมื่อต้องการความศิวิไลซ์และทันสมัยจึงต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ศิลปะแนวคิดและวิธีการจากฝรั่งเท่านั้น ผลพวงจากการทำตัวให้ศิวิไลซ์และทำประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตกนี้เองทำให้มีการรับเอาความรู้และวิธีการในการศึกษา การปฏิรูปการปกครอง การบริหาร ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ ของประเทศนักล่าอาณานิคมมาใช้ โดยเฉพาะการปฏิรูปการปกครองให้ประเทศสยามเป็นรัฐรวมศูนย์ที่มีโครงสร้างแบบฝรั่ง จึงมีผู้รู้มักพูดว่าเป็นการสร้าง อาณานิคมภายใน [Internal colonization] ความเป็นรัฐรวมศูนย์ [Centralized state] นี้ เคยมีมาแล้วแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ให้อิทธิพลสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ว่าเป็นรัฐรวมศูนย์แบบโบราณที่เคยมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน คือ มีโครงสร้างทางสังคมและการเมืองกับผู้คนตามท้องถิ่น เมืองขึ้น และบ้านเมืองใกล้เคียงอย่างหลวม ๆ หากระชับและน่าอึดอัดแบบโครงสร้างของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นอิทธิพลของพวกล่าอาณานิคมไม่ โครงสร้างแบบใหม่นี้เองที่ทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองที่เคยมีกับเมืองขึ้นและบ้านเมือง เพื่อนบ้านที่เคยมีมาแต่เดิมให้หมดไป แต่ที่สำคัญก็คือ การปกครองท้องถิ่นที่เกิด หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ได้ทำลายระบบการปกครองท้องถิ่นแต่เดิม จนทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน ยุคนี้เกิดนักวิชาการของสยามที่มีความศิวิไลซ์และทันสมัยมากมายหลายแขนงซึ่งล้วนแต่ได้รับการอบรมแนะนำและสั่งสอนโดยนักปราชญ์และนักวิชาการของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมทั้งสิ้น พวกนี้ไม่เพียงแต่ลอกเลียนและท่องจำความรู้ต่าง ๆ ของฝรั่งมาใช้ หากมีรูปแบบในการแต่งกาย การสร้างที่อยู่อาศัยและอะไรต่ออะไรหลายอย่างในการดำรงชีวิตลอกเลียนแบบฝรั่งเกือบทั้งสิ้น ซึ่งทำให้เห็นและคิดได้ว่า คนสยามแม้จะไม่เป็นเมืองขึ้นทางการเมืองของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมก็ตาม แต่ก็มีลักษณะเป็นอาณานิคมทางปัญญามาโดยตลอด และต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ข้าพเจ้าคิดว่าคนสยามก็ดี หรือคนในปัจจุบันก็ดี ส่วนใหญ่มักอยู่ได้ในบุญทางปัญญาของจักรพรรดิตะวันตกมาถึงสองระยะคือ จักรพรรดิฝรั่งเศส-อังกฤษ แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมากับจักรพรรดิอเมริกาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีจนกระทั่งปัจจุบัน ภายใต้อิทธิพลของจักรพรรดิฝรั่งเศส-อังกฤษนั้น สังคมไทยมีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ (แบบฝรั่งยุคอาณานิคม) ที่คิดว่าคนไทยคือเชื้อชาติที่ยิ่งใหญ่ และคนอื่น ชาติพันธุ์อื่น ต้องต่ำกว่าตัวไปหมด ปลูกฝังให้เกิดสำนึกเช่นนี้ด้วยประวัติศาสตร์ของรัฐของชาติที่ได้รับการอบรมมาจากฝรั่งยุคอาณานิคม มีผลทำให้เกิดการขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน เช่น ปัญหาเรื่องเขตแดนและการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้ซึ่งนับวันจะรุนแรงขึ้นทุกที ตั้งแต่ยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐบาลไทยอยู่ภายใต้การบงการของจักรพรรดิอเมริกา เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง และความมั่งคั่งทางวัตถุให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยทุกสิ่งทุกอย่างเลียนแบบจากฝรั่งอย่างโงหัวไม่ขึ้น พร้อมกันนั้นก็ร่วมมือกับจักรพรรดิอเมริกาทำลายล้างประเทศเพื่อนบ้านที่มีความคิดทาง สังคมนิยม อันเป็นปรปักษ์กับ ชนชั้นนิยม ที่ได้รับการปลูกฝังและตอกย้ำเรื่อยมา ความคิดทางสังคมนิยมของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเวียดนามมีความเป็นมาจากคนข้างล่างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเอารัดเอาเปรียบของคนจากข้างบนที่เป็นชนชั้นที่ทำตัวศิวิไลซ์แบบตะวันตก รับค่านิยมแของนายทุนแบบตะวันตกมาปฏิบัติ จนในที่สุดผู้คนข้างล่างที่เดือดร้อนทนไม่ได้ก็ก่อการปฏิวัติทำลายร้างกันอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดการเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็น ระหว่างฝรั่งสังคมนิยมในนามของพวกคอมมิวนิสต์กับฝ่ายชนชั้นนิยมที่เป็นพวกทุนนิยมในนามของเสรีประชาธิปไตย ซึ่งคนไทยอยู่ข้างฝ่ายหลังนี้ สังคมไทยนั้น นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงไม่เคยริเริ่มมาจากความเดือดร้อนของคนข้างล่างเลย หากมาจากกลุ่มของชนชั้นข้างบนทั้งสิ้น ความขัดแย้งมาจากชนชั้นรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่นั่นเอง โดยมีฐานสำนึกเป็นชนชั้นร่วมกันแต่ความคิดแตกต่างกัน ชนชั้นรุ่นใหม่มักเป็นพวกนักเรียนนอกที่ไปเรียนกับประเทศที่เป็นจักรพรรดิทางปัญญา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา แลเห็นความศิวิไลซ์แบบประชาธิปไตยที่เป็นทุนนิยมเสรีของจักพรรดิตะวันตกเหล่านั้น ก็เลยคลั่งไคล้เอามาปฏิวัติเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเพื่อให้ศิวิไลซ์และทันสมัยบ้าง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากโค่นล้างคนรุ่นเก่าสำเร็จก็ยังทำตัวเป็นชนชั้นอยู่ร่ำไป ความเป็นประชาธิปไตยที่รับเข้ามาจึงกลายเป็นประชาธิปไตยแบบชนชาติ ค่านิยมของความเป็นชนชั้นยังคงสืบเนื่องมาจากคนรุ่นอยู่นั่นเอง แต่ดูเหมือนชั่วร้ายกว่าเสียอีก เพราะพวกนี้เป็นวัตถุนิยมอย่างสุดโต่งเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวก รวมทั้งคิดอะไรต่ออะไรในลักษณะเลียนแบบจักรพรรดิอเมริกันทั้งสิ้น ความชั่วร้ายที่สุด ๆ ของชนชั้นรุ่นใหม่เหล่านี้ก็คือ ได้พัฒนาให้เกิดสำนึกความเป็นคนข้ามชาติและเป็นนายทุนข้ามขาติขึ้น เลยทำให้เมืองไทยทั้งประเทศกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่มีนายทุนข้ามชาติยึดครอง แล้วเอาชาวบ้านชาวเมืองทั่วไปที่ตามไม่ทันเป็นทาสแรงงานราคาถูก ๆ ทาสคนไหนไม่พอใจก็เคลื่อนย้ายไปเป็นแรงงานข้ามชาติยังประเทศอื่น พวกนายทุนชั่วร้ายเหล่านั้นทำการอิมพอร์ตแรงงานทาสข้ามชาติจากประเทศเพื่อบ้านเข้ามาในลักษณะละเมิดกฎหมาย เกิดปัญหาค้าทาส ค้ามนุษย์ยุคใหม่ขึ้น ในขณะที่จักรพรรดิอเมริกันมุ่งจะมาแก้เกี้ยวด้วยการประณามผลที่เกิดขึ้นในเรื่อง สิทธิมนุษยชน อยู่ทั่วไป ทั้งภายใต้การชี้แนะของจักรพรรดอเมริกันที่ชอบตอกย้ำการปกครองประชาธิปไตย มีสิทธิและเสรีภาพ ต้องเลือกตั้งภายใต้การเลียนแบบและสำรอกแต่เปลือกของจักรพรรดิอเมริกันมาพัฒนาประเทศและบริหารประเทศของรัฐบาล นายทุนของชนชั้นรุ่นใหม่บนสังคมไทยคือ สังคมแห่งการละเมิดกฎหมาย [Law violating society] เต็มไปด้วยเดรัจฉานข้ามชาติมาปกครอง ในขณะที่สังคมของประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเรียกว่าสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์นั้นกลายเป็นสังคมมนุษย์ที่คนในชาติมีสำนึกความรักชาติ [Patriotism] และเป็นสังคมเคารพกฎหมายที่จัดการกับคอรัปชั่นได้อย่างเด็ดขาด [Law abiding society] ในที่สุดนี้ อยากจะพูดว่าภายใต้รัฐประชาธิปไตยตามแบบจักรพรรดิอเมริกันนั้น รัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลของนายทุนข้ามชาติที่ไม่มีสำนึกความเป็นชาติ มักใช้การแก้ไข้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่หลอกประชาชนว่าเป็นกฎหมายที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อความชอบธรรมในการแสวงหาประโยชน์ ความสุขและความมั่งคั่งเพื่อตัวเองและพวกพ้องทั้งสิ้น กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงนับได้ว่าเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่อาภัพอัปภาคที่สุดเพราะถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่:

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ลำดับที่ ๕๘๐ ของประกาศกระทรวงการคลังฯ เผยแพร่ความรู้และความเข้าใจทางสังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นต่างๆ และเพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่รู้จักตนเองและรู้จักโลก

SOCIALS 

© 2023 by FEEDs & GRIDs. Proudly created with Wix.com

bottom of page